ทั้งสองฝ่ายดูราวกับสองวังวน หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก ต่างคิดอยากจะกลืนกินอีกฝ่าย
ทว่า…ในด้านพลังแล้ว หวังเป่าเล่อไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนิ้วมือนี้ และเขาก็เป็นเพียงร่างแยก
ดังนั้นตามธรรมดาแล้ว ขณะที่มือสัมผัสกับหนวดเส้นสีดำนี้ พลังชีวิตของหวังเป่าเล่อทั้งหมดล้วนเป็นเช่นเดียวกับเฟิงตี๋ ที่ถูกหนวดรัดพันดูดซับจนหมดจด
วังวนของหวังเป่าเล่อคืออันที่เล็กกว่า เมื่อเทียบกับนิ้วมือ
ถึงอย่างไรคุณสมบัติร่างต้นของเขาก็สูงเกินไป แม้จะไม่เทียมเท่ากับเจ้าของนิ้วมือนี้ แต่ก็อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน ดังนั้นเพียงนิ้วมือเดียว ไม่อาจสั่นไหวหวังเป่าเล่อได้ ยากที่จะทำลายก็ไม่อาจดูดกลืนเขาได้
ดังนั้น นี่จึงก่อให้เกิดความสมดุลที่ละเอียดอ่อน
การป้องกันคุณสมบัติทำให้นิ้วมือไม่อาจดูดกลืนหวังเป่าเล่อได้ แต่พลังดึงดูดกลับยังคงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งหวังเป่าเล่อไม่ยินยอมละทิ้งเช่นกัน และก็เพราะการป้องกันคุณสมบัติ ทำให้ร่างของเขาไม่เสียหายท่ามกลางการดูดกระชากนี้ ขณะเดียวกัน…ก็สามารถยืมการช่วยเหลือการเชื่อมต่อในเวลานี้ได้อย่างช้าๆ ค่อยๆ ดูดซับกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากอีกฝ่ายทีละเล็กละน้อย
เพียงแต่ว่าค่าตอบแทนคือ ร่างของเขาตอนนี้ไม่อาจขยับได้
และนิ้วมือของเทพดาวตกก็ขยับไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมองไป จึงปรากฏเหตุการณ์ประหลาดที่น่าทึ่งเช่นนี้บนท้องฟ้า…
ภายในเมฆหมอก นิ้วหนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ข้างใต้เมฆนั้น หนวดนับร้อยไม่ขยับเขยื้อน ศพแห้งที่ถูกรัดพันบนตัวก็เป็นเช่นนี้ และทางด้านนอก หวังเป่าเล่อคว้าหนวดเส้นหนึ่งไว้ในมือ ร่างแขวนลอยอยู่กลางอากาศไม่ขยับเช่นกัน
มีเพียงเมฆหมอกที่เคลื่อนตัวไปเอง พาพวกเขาลอยไปไกลแสนไกลอย่างช้าๆ…
ยังมีก็แต่เด็กหนุ่มเฉิงหลิงจื่อ เวลานี้กำลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดปากอ้าตาค้าง จิตใจเต็มไปด้วยความงงงัน มองเมฆหมอกขณะเคลื่อนตัวนิ้วมือห่างออกไป มองหวังเป่าเล่อที่เริ่มคว้าหนวดไว้ไม่ปล่อยมือ จิตใจของเขาก็ได้แต่เพียงตกตะลึง
“ท่านผู้กล้า!”
ด้วยตั้งใจที่จะจากไป แต่เขาก็ยังสับสน ดังนั้นจึงได้แต่เพียงจำใจตามหนวดเส้นสีดำที่ฟากฟ้าอันแสนไกล โดยคิดว่าบางทีในไม่ช้า ปิงหลิงจื่อที่อยู่ด้านบนก็จะปล่อยมือเอง
ก็เป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในไม่นานก็ผ่านไปสามวัน
ในเวลาสามวันนี้ เทศกาลล่าสังหารของโลกชั้นที่หนึ่งยังคงดำเนินต่อไป การดับสูญของเฟิงตี๋ รวมทั้งการไม่ขยับกายของหวังเป่าเล่อ ยังมีการถูกปลดของเฉิงหลิงจื่อ ดังนั้นในงานเลี้ยงล่าสัตว์นี้ เสินหลูเต้าจึงเป็นผู้ล่าเพียงหนึ่งเดียว
โชคของเขาไม่เลว ดูดกลืนไปตลอดทาง ไม่ได้พบเรื่องใดที่มีพลังต่อตนเอง ตรงข้ามกับสาวกเนื้อที่พานพบไม่น้อย แต่ละคนที่เขาพบก็ไม่อาจหนีรอดไปได้ สุดท้ายก็ถูกเขาบังคับกลืนกินกฎเกณฑ์ปรารถนารส กลายเป็นเถ้าปลิวว่อนไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างของเขาก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น ขณะเดียวกันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น สิ่งอื่นๆ ที่เขาได้รับก็ไม่น้อยเช่นกัน อย่างเช่น
แม้จะเรียกไม่ได้ว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ แต่ก็ไม่เลวเลยทีเดียว หากสามารถนำกลับไปที่เมืองปรารถนารส กลายเป็นเสบียงให้ตนเลื่อนขึ้นสู่เจ้าแห่งสวาปาม ก็เป็นทางเลือกที่ดี
“ต่อไปก็ต้องเสาะหาสาวกเนื้อไม่กี่คนนั่นที่ใกล้เคียงกับข้า ดูดกลืนผู้เดียว ข้าก็สามารถเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าแห่งสวาปาม!” เวลานี้เสินหลูเต้ายืนอยู่ระหว่างฟ้าดิน มองโลกด้วยสายตาเย็นชา ในโลกชั้นที่หนึ่ง ทุกวันนี้ยังมีสาวกเนื้ออยู่กว่าสิบคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ส่วนใหญ่หลบซ่อนตัว คิดจะเสาะหาทีละคน ช่างเป็นเรื่องที่เสียเวลาอย่างยิ่ง
และถึงแม้จะดูดกลืนพวกมันหมดแล้ว เกรงว่ายังยากที่ตนเองจะทะลวงผ่านได้อย่างราบรื่น คิดจะทะลวงผ่าน เขาต้องการกฎเกณฑ์ปรารถนารสมาทำการเปลี่ยนคุณสมบัติ และการเปลี่ยนคุณสมบัตินี้…ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมไปกว่าการกลืนกินกฎเกณฑ์ของผู้ที่ใกล้เคียงกับตนเองเพื่อไปดำเนินการแล้ว
“ประหลาดนัก เหตุใดจึงไม่พบร่องรอยของเฟิงตี๋และปิงหลิงจื่อ…” เสินหลูเต้าขมวดคิ้ว เป้าหมายของเขาก็คือสองคนนี้ ส่วนเฉิงหลิงจื่อ เขาไม่ได้วางแผนไปพบ ถึงอย่างไรบิดาของอีกฝ่ายก็เป็นเจ้าแห่งสวาปาม แม้เขาเชื่อว่าหลังจากตนเองได้เป็นเจ้าแห่งสวาปามแล้ว ก็จะมีสถานะเท่าเทียมกับอีกฝ่าย แต่ไม่ไปจองเวรกันจะดีกว่า
ดังนั้นขณะที่ครุ่นคิด เสินหลูเต้าจึงเริ่มเสาะแสวงหาในโลกชั้นที่หนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผ่านไปสองวัน เสินหลูเต้าที่กำลังเสาะหา ค่อยๆ หมดความอดทน เกิดความสงสัยขึ้นในใจมากมาย ช่วงเวลากลางวันของวันนี้ เขากำลังแสวงหาเป้าหมายอยู่ ทันใดนั้นร่างของเขาก็ชะงักอยู่กลางอากาศ แหงนหน้าขึ้นมองไปทางฟากฟ้าอันไกลโพ้นทันที
ในไอหมอกบนท้องฟ้าที่เขามองอยู่ เวลานี้คลื่นความพลิกผันและพลังส่งมา ไม่นาน เขาก็เห็นเส้นหนวดสีดำนับร้อย ปรากฏอยู่สุดสายตาของตน
หนวดเส้นสีดำนั้นห้อยลงมาจากไอหมอก แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวมาทางตนไม่เร็วนัก แต่เมื่อพลังกระจายออกไป ก็เกิดความผันผวนขึ้นในใจของเสินหลู่เต้า
“เทพดาวตก!”
สายตาของเสินหลูเต้าเผยความโลภออกมาวูบหนึ่ง เขาย่อมรู้ดีว่า นี่เป็นอาหารขั้นสุดยอด แต่สติปัญญาก็ระงับความละโมบของตนไว้ ร่างกายสั่นไหวกำลังจะจากไป แต่ทันใดนั้นเอง ตอนที่สายตากวาดไปยังหนวดสีดำที่กำลังใกล้เข้ามา ร่างที่อยู่บนตัวมันก็ดึงดูดความสนใจเขาในทันที
เมื่อมองอย่างถี่ถ้วน ดวงตาของเสินหลูเต้าก็ส่งประกายออกมาในทันที
เขาเห็นใต้หนวดเส้นหนึ่ง มีมือหนึ่งจับหนวดไว้ หวังเป่าเล่อ…ห้อยอยู่ตรงนั้น
“เป็นเขา!” เสินหลูเต้าเผยท่าทีสงสัย เขาไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดร่างกายอีกฝ่ายยังคงเหมือนเดิม ไม่ปรากฏร่องรอยถูกดูดซับ โดยเฉพาะมีศพแห้งเหี่ยวอื่นบนหนวดดำเหล่านั้น ลักษณะของหวังเป่าเล่อในเวลานี้โดดเด่นอย่างยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจของเสินหลูเต้า จากนั้นดวงจิตเทพก็มองกวาดผ่านศพอื่นๆ ตรวจตราแยกแยะ และในไม่ช้าสายตาของเขาก็มองไปที่ร่างเฟิงตี๋ ดวงตาส่งประกายประหลาด
“ที่แท้เฟิงตี๋ก็ตายที่นี่”
ทั้งหมดนี้ทำให้เสินหลูเต้าไม่อาจไม่ระวัง แต่ก็ไม่ยินยอมที่จะละทิ้ง โดยเฉพาะการตายของเฟิงตี๋ เช่นนั้นผู้ที่เขาสามารถใช้ทะลวงผ่านได้ในตอนนี้ ก็เหลือเพียงหวังเป่าเล่อเท่านั้น
ขณะครุ่นคิด เสินหลูเต้ามองกลุ่มหนวดสีดำที่ยิ่งใกล้เข้ามา พลันก้มหน้ามองไปทางพื้นโลกอันไกลโพ้น พริบตาเดียวร่างก็มาปรากฏตรงหน้าเฉิงหลิงจื่อที่เดินมาตามหนวดสีดำแล้ว
การปรากฎตัวของเขา ทำให้สีหน้าเฉิงหลิงจื่อเปลี่ยนไป อดกวาดตามองไปยังหวังเป่าเล่อที่อยู่กลางอากาศไม่ได้
“เฉิงหลิงจื่อ เจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ” เสินหลูเต้ากวาดตามองเด็กหนุ่ม กล่าวเบาๆ แท้จริงแล้วเขาไม่ต้องการยั่วโมโหเจ้าแห่งสวาปามอื่น ตอนนี้เฉิงหลิงจื่ออ่อนแอเช่นนี้ ไม่มีคุณค่าพอให้กล่าวถึงแม้แต่น้อย ดังนั้นในใจจึงไม่ได้มีความคิดจะกลืนกินเขาเลยสักนิดเดียว
“ข้าจะไม่แตะต้องเจ้า แต่เจ้าต้องบอกข้า ด้านบนนี่…เป็นมาอย่างไร” เสินหลูเต้าชี้ไปที่หนวดสีดำด้านบน
เฉิงหลิงจื่อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียแหบพร่า
“เฟิงตี๋เผชิญหน้ากับปิงหลิงจื่อ สองคนต่อสู้กัน แต่ฝ่ายแรกนั้นเหนือกว่า ไม่คาดคิดว่าควบคุมนิ้วเทพดาวตกได้เช่นไร บีบบังคับให้ปิงหลิงจื่อได้แต่รักษาร่างไว้ เวลานี้ระหว่างพวกเขา น่าจะถึงเวลาสำคัญ แต่ข้าติดตามมาตลอด มองออกว่าปิงหลิงจื่อต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เฟิงตี๋มีความสามารถสูงนัก ย่อมต้องชนะ อีกทั้งเขายังควบคุมนิ้วเทพดาวตกได้ ควรจะกวาดล้างโลกชั้นที่หนึ่งได้ทั้งหมด” เฉิงหลิงจื่อกล่าวออกมาอย่างขมขื่น
คำพูดของเขา ทำให้เสินหลูเต้าถึงกับหรี่ตา เขาละสายตาจากหวังเป่าเล่อ มองไปบนร่างเฟิงตี๋ที่กลายเป็นศพแห้ง ค่อยๆ เกิดความสงสัย
“เฟิงตี๋ควบคุมนิ้วมือของเทพดาวตกหรือ ทว่าท่าทางของเขา ดูไปแล้วไร้กลิ่นอายอย่างสิ้นเชิง…”
“ข้าจะรู้ได้เช่นไร เขาได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าแห่งปรารถนา ย่อมมีวิธีการของเขา น่าชังนัก คราวนี้เจ้าแห่งปรารถนาลำเอียงเกินไปแล้ว” เฉิงหลิงจื่อกัดฟัน กล่าวอย่างเคียดแค้น
…………………………………….
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉิงหลิงจื่อ เสินหลูเต้าก็หรี่ตา มองไปทางหนวดนับร้อยเส้นที่ลอยลู่อยู่กลางอากาศ รวมทั้งหวังเป่าเล่อและศพเหี่ยวแห้งจำนวนมากที่อยู่ด้านบนของเขา จากนั้นก็มองเฉิงหลิงจื่อ แล้วร้องคำรามก้องอยู่ในใจ
เขามองออกว่าเฉิงหลิงจื่อไม่ได้กล่าวจากใจจริง และมองออกว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการยืมมือตนเองต่อต้านเฟิงตี๋ แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เดิมทีนี่ก็เป็นจุดประสงค์เดียวกับเขา
ส่วนเรื่องกลอุบายลับพวกนั้น พลังตรงหน้าระหว่างกันและกัน ไม่มีนัยสำคัญใดให้กล่าวถึง และถึงแม้จะไม่ได้มีภูมิหลังของเฉิงหลิงจื่อก็ตาม เวลานี้เกรงว่าก็ได้ถูกตนกำราบไว้นานแล้ว
อีกอย่างในคำพูดของเฉิงหลิงจื่อ ยังแฝงความหมายบางอย่างที่ช่วยเหลือปิงหลิงจื่อเอาไว้ เสินหลูเต้าก็สังเกตเห็นในเรื่องนี้ ในใจก่อเกิดความสงสัย แต่ความสงสัยก็อยู่ในความคิดของเขาได้ไม่นานนัก มันหายไปในไม่ช้า เขาเข้าใจว่านี่เป็นไปไม่ได้ แม้มันจะเร็วเกินไป และไม่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่าเฉิงหลิงจื่อและปิงหลิงจื่อกลางอากาศเมืองปรารถนารสด้วยตาตนเอง แต่ด้านหนึ่งเขารู้ว่าบิดาของเฉิงหลิงจื่อเป็นปฏิปักษ์ต่อปิงหลิงจื่อ ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกัน
อีกด้านหนึ่ง เขาก็อยู่ในงานเลี้ยงล่าสัตว์นี้ เมื่อถามข่าวคราวของปิงหลิงจื่อจากสาวกเนื้ออื่นๆ ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอกปากทางเข้าวังวน ดังนั้นไม่ว่าจะลงมือในด้านไหน เขาก็ไม่คิดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่เฉิงหลิงจื่อและปิงหลิงจื่อจะร่วมมือกัน
เรื่องในตอนนี้ หนวดนับร้อยเส้นที่กลางอากาศ ในความคิดของเสินหลูเต้านั้น เขาคิดว่ามีความเป็นไปได้มากว่าเฟิงตี๋ร่วมมือกับเฉิงหลิงจื่อเพื่อช่วยกันปราบปิงหลิงจื่อ และหลังจากที่ปิงหลิงจื่อถูกปราบแล้ว ระหว่างเฉิงหลิงจื่อและเฟิงตี๋อาจเกิดความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ นำไปสู่ความแค้นเคืองในใจของเฉิงหลิงจื่อ จึงปรารถนาจะยืมมือตนทำลายเฟิงตี๋
หลังจากความคิดต่างๆ ล่องลอยอยู่ในจิตใจของเสินหลูเต้า ร่างของเขาก็พุ่งออกตรงไปที่ท้องนภาทันที พริบตาเดียวร่างก็มาถึงหนวดสีดำที่ขยับอยู่
เฉิงหลิงจื่อมองร่างเสินหลูเต้าที่อยู่ไกลๆ ยิ้มเย้ยหยันอยู่ในใจ พึมพำด้วยเสียงโง่เง่า
“การโกหกขั้นสุดยอด คือจริงเป็นลวง ลวงเป็นจริงในเวลาเดียวกัน ตั้งใจทิ้งข้อบกพร่องเอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายครุ่นคิดเชื่อมโยงอยู่ในใจตนเอง แล้วจึงนำทั้งหมดประกอบสำเร็จด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ข้าหลอกเขาเพียงผู้เดียว แต่เป็นข้าและเขาร่วมกันโกหกตัวเขาเอง”
เฉิงหลิงจื่อภูมิใจอยู่ในใจ รู้สึกได้ว่าใต้หล้ามีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถเทียบเคียงกับเขาได้
ทว่าภายนอก กลับไม่เผยความคิดในใจออกมาแม้แต่น้อย แต่จ้องไปที่ซากศพของเฟิงตี๋ สายตาราวกับจะพยายามระงับพิษแค้นอย่างสุดความสามารถ นี่ทำให้เสินหลูเต้าที่อยู่กลางอากาศกวาดสายตามองเห็น หลังจากลอบสังเกตได้แล้ว ก็ยิ่งมั่นใจในการสันนิษฐานของตนยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงละสายตาจากดวงจิตเทพบนร่างเฉิงหลิงจื่อ จดจ้องไปที่ซากศพของเฟิงตี๋อย่างเงียบงัน
แม้ร่างอีกฝ่ายจะไร้ซึ่งกลิ่นอาย ไม่ต่างไปจากซากศพ แต่ด้วยความอคติ แม้เฉิงหลิงจื่อจะยังสนใจทางด้านหวังเป่าเล่ออยู่ในเวลานี้ แต่จุดสำคัญสุดท้ายก็ถูกเฉิงหลิงจื่อชี้นำผิดทางมุ่งความสนใจไปที่ร่างเฟิงตี๋ ดังนั้นหลังจากดวงจิตเทพกำลังกวาดผ่าน เสินหลูเต้าก็ยกมือขวาขึ้นสะบัดอย่างแรง ตอนนั้นเองคลื่นความผันผวนก็ระเบิดขึ้นทันที
ความผันผวนนี้กระจัดกระจายไปรอบด้านก่อน จากนั้นเสินหลูเต้าก็กำหมัดขวาไว้ทันที ความผันผวนที่กระจายออกไปพลันม้วนกลับ สุดท้ายรวมตัวเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นมวลไอก้อนกลมๆ สีดำ
มวลไอดำทมิฬนี้กระจายกลุ่มควันจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา มันมีเสียงคำรามอยู่ในนั้นด้วย ราวกับมีปัญญาวิญญาณที่ถูกเสินหลูเต้าโยนเข้าไป ตรงเข้าปะทะกับหนวดเส้นดำนับร้อยนั้นอย่างรวดเร็ว ขณะกำลังพุ่งออกไป ไอหมอกสีดำก็เริ่มขยาย ชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นมดดำขนาดมหึมาตัวหนึ่ง พร้อมด้วยความดุร้ายและโหดเหี้ยม ตรงเข้าไปใกล้เส้นหนวดสีดำ
หากเปลี่ยนเป็นหวังเป่าเล่อไม่ได้เผชิญกับนิ้วแห่งเทพดาวตกนี้มาก่อน ทันทีที่มดดำตัวนี้เข้ามาในอาณาบริเวณของหนวดเส้นสีดำ จะต้องถูกหนวดพวกนี้กำราบรัดพันอย่างแน่นอน แต่เวลานี้พลังแห่งการดูดกลืนทั้งหมดของนิ้วมือเทพดาวตก ล้วนวางอยู่ด้านหวังเป่าเล่อ สมดุลกับคุณสมบัติของเขาพอดี
ดังนั้นการมาของมดดำ จึงไม่ได้ดึงความสนใจของหนวดเส้นสีดำเลย มองไประหว่างหนวดที่ขวักไขว่ กำลังขยับเข้าใกล้เฟิงตี๋ เหตุการณ์นี้ทำให้เฉิงหลิงจื่อที่อยู่ด้านล่างมองตาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันก็ทำให้เสินหลูเต้ายิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตน
ผลสุดท้ายวิญญาณเทพของเขาก็ละกายเนื้อ ใช้ทุกวิธีไม่ให้ผู้ใดรู้ หลอมรวมเข้าไปภายในนิ้วมือเทพดาวตก… “วิธีนี้ หากข้าสามารถควบคุมได้ล่ะก็…” ในสายตาเสินหลูเต้ามีความโลภแวบผ่าน ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เข้าควบคุมมดดำในชั่วอึดใจเดียว และกระแทกไปบนร่างเฟิงตี๋
เสียงหนึ่งดังก้อง ด้วยการปะทะของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งการระเบิดตัวเองของมดดำ การบุกจู่โจมเกิดขึ้นทันที
การฝึกตนของเสินหลูเต้า เดิมทีก็ไม่ธรรมดา ตอนนี้ห่างจากการเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าสวาปามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นเคล็ดวิชาลับที่กำลังจะเผยออกมาในตอนนี้ พลังย่อมน่าอัศจรรย์ ด้วยการระเบิดตัวเอง ความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ล้อมรอบทั่วร่างแรกที่เขาปะทะคือเฟิงตี๋ เพราะเดิมทีอีกฝ่ายก็เป็นซากศพ ปราณในตำนานภายในร่างและเลือดเนื้อทั้งหมดล้วนถูกดูดไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า หากนิ้วมือเทพดาวตกไม่ถึงระดับสมดุลกับหวังเป่าเล่อ มันยังสามารถใช้จิตสำนึกไปควบคุมได้ ทำให้ซากศพมีพลังที่ระดับหนึ่ง ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแยกร่างอีกแล้ว ศพของเฟิงตี๋พังทลายลงทันที ถูกฉีกแยกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเถ้าถ่านลอยละล่องทั่วอาณาเขตสามพันลี้ ทำให้ภายในอาณาเขตนี้เต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง
พร้อมกับการพังทลาย ยังมีเส้นหนวดสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน ท่าทีของหนวดเหล่านี้ ล้วนไร้ซึ่งผู้ควบคุม ขณะซากศพอื่นๆ พังทลาย มันก็พังทลายไปด้วยไม่น้อย
เสินหลูเต้ารีบหลับตา เสียงตึกตักดังอยู่ภายในใจ เขาคิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นเช่นนี้ ไม่คิดว่าเฟิงตี๋จะเปราะบางเช่นนี้ กระทั่งนิ้วเทพดาวตกก็เป็นเช่นเดียวกัน
เรื่องมหัศจรรย์นี้ต้องมีเงื่อนงำ แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะถูกเฉิงหลิงจื่อสั่นคลอนไปบ้าง แต่ตอนนี้ฟื้นตื่นขึ้นอย่างฉับพลันแล้ว ความรู้สึกไม่พึงปรารถนาปะทุขึ้นในใจของเขาทันที
เสินหลูเต้าหน้าเปลี่ยนสี ร่างกายถอยกลับกะทันหัน ทว่า…ตอนที่ร่างกายถอยกลับนั่นเอง หวังเป่าเล่อที่หลับตาแขวนอยู่ใต้หนวดดำไม่ไหวติง ทันใดนั้น…ก็ลืมตาขึ้นแล้วมองไปทางเสินหลูเต้า
เสินหลูเต้าแหงนหน้าเช่นกัน ทันทีที่สบเข้ากับสายตาของหวังเป่าเล่อ จิตใจของเขาคำรามร้องก้อง ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน…เพราะเขาเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวหวังเป่าเล่อที่ไม่ได้ถูกตนทำลาย หนวดดำนับสิบเส้นที่เหลือ เวลานี้ไม่ได้นิ่งเฉยเช่นก่อนหน้า แต่เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงล้อมรอบหวังเป่าเล่อ ราวกับเขาเป็นแกนหลัก
และสิ่งที่ทำให้เขาตระหนกที่สุด คือนิ้วมือที่ที่ผลุบๆ โผล่ๆ นิ้วนั้น เวลานี้กระจายพลังออกมาชัดเจนขึ้น ทว่า…พลังพวกนั้นกลับพุ่งเป้ามาที่ตนเอง
“เจ้า…ไม่ใช่เฟิงตี๋ที่เป็นผู้ควบคุมซากศพเทพดาวตกนี่ เป็นเจ้า!”
“เฉิงหลิงจื่อ เจ้าช่างกล้านัก!”
เสินหลูเต้าร้องคำรามเสียงต่ำ ร่างถอยกลับอย่างรวดเร็ว แต่หนวดเส้นสีดำเหล่านั้นที่มาจากรอบตัวหวังเป่าเล่อ ดูเหมือนแต่ละเส้นจะบ้าคลั่งไม่น้อย มันปะทะเข้ามาทันที ขยับยืดขยายตัวออกไม่หยุด พุ่งไปทางเสินหลูเต้า
ด้านล่าง เฉิงหลิงจื่อเผยศีรษะออกมา มองเหตุการณ์นี้อย่างตื่นเต้น และสังเกตได้ถึงการฟื้นตื่นของหวังเป่าเล่อ เขาตื่นเต้นน้ำตาจะไหล ตะโกนร้องออกมา
“ขอแสดงความยินดี ท่านผู้มีพระคุณออกจากการเก็บตัวแล้ว ได้ควบคุมซากเทพดาวตก กวาดล้างงานเลี้ยงล่าสัตว์!”
…………………….
ใบหน้าของหวังเป่าเล่อเต็มไปด้วยความกังวลและเกรงกลัวผสมกับความตื้นตันเมื่อได้ยินที่ร่างเงาเพลิงบนฟ้าพูด เป็นสีหน้าที่ผสมปนเปไปด้วยอารมณ์มากมาย คนธรรมดาทั่วไปอาจทำเช่นนี้ไม่ได้ แต่หวังเป่าเล่อนั้นศึกษาอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงมาตั้งแต่เด็ก เขาฝึกฝนสีหน้าเช่นนี้มาตั้งแต่ตอนนั้นจนเชี่ยวชาญ
แต่จริงๆ แล้วในใจของชายหนุ่มกลับกำลังบ่นอุบกับตัวเองว่าชายชราช่างไม่น่าไว้วางใจเสียจริง ถ้าอยากได้ศิษย์ก็รับเอาเลยจะเป็นไรไป ทำไมต้องให้มาเป็นเพียงศิษย์ในนามด้วย
เขาแค่อยากได้ชื่อเสียงเพราะเป็นอาจารย์ของข้าโดยที่ไม่ต้องเสียผลประโยชน์อะไรไป คิดว่าข้าโง่อย่างนั้นหรือ หวังเป่าเล่อตัดสินใจแล้วว่าจะปฏิเสธปรมาจารย์แห่งไฟ ถึงอาจารย์ของเขาจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังคงอยู่ นอกจากนี้เขายังมีศิษย์พี่ที่ไม่ค่อยจะวางใจอะไรได้เพราะไม่ค่อยจะอยู่ช่วยอยู่อีกคน สมองชายหนุ่มแล่นไม่หยุดขณะคิดหาวิธีบอกปฏิเสธให้ดูไม่เป็นการเสียมารยาท
ชายหนุ่มยังคงตีสีหน้าเช่นเดิมไม่เปลี่ยนขณะคิดหาหนทาง ปรมาจารย์แห่งไฟเหมือนจะไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรผิดแปลกไป จริงๆ แล้วเขากลับรู้สึกยอมรับเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มตรงหน้าอาจจะเป็นตัวปัญหา แต่ก็ดูเป็นคนมีเหตุผล รู้จักที่ของตนเอง
“ศิษย์พี่ผู้ยิ่งใหญ่…” หวังเป่าเล่อไม่ได้ใช้เวลาคิดนาน ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ ชายหนุ่มไม่สนใจความเจ็บปวดตรงดวงตาและพยายามบีบน้ำตาออกมา จากนั้นก็มองไปบนฟ้าก่อนจะก้มหัวให้
“นี่เป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้อง…”
“ปรึกษาเฉินชิงก่อนอย่างนั้นหรือ” ปรมาจารย์แห่งไฟพูดขัดหวังเป่าเล่อด้วยใบหน้าที่เหมือนจะแต้มด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มขนลุกซู่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงขณะจ้องปรมาจารย์แห่งไฟ เหมือนจะทั้งรู้สึกแปลกใจและทำอะไรไม่ถูก
“เจ้าคิดจะขอเวลาตัดสินใจ จะบอกว่ามีเวลาเหลืออีกเยอะในการตัดสินใจ เจ้าน่าจะคิดไปด้วยว่าข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ในนามเพราะไม่อยากให้อภิสิทธิ์ศิษย์ที่แท้จริงกับเจ้า” ปรมาจารย์แห่งไฟพูดออกมาอย่างสบายๆ ในตาเจือไปด้วยแววหยอกเย้า
เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากหวังเป่าเล่อ ชายหนุ่มอ้าปากจะพูดอะไรออกไปแต่ก็โดนขัดด้วยการโบกมือของผู้อาวุโส
“ตามใจเจ้า เจ้าต้องใช้เวลาคิดทบทวนให้ดี ถ้าเจอเฉินชิงก็ลองปรึกษาดูว่าถ้าปรมาจารย์แห่งไฟผู้นี้จะรับเจ้าเป็นศิษย์ เขาจะเห็นชอบ หรือเขาจะยินยอมหรือเปล่า”
หวังเป่าเล่อกะพริบตา เริ่มพึมพำกับตนเองอีกครั้งว่าทั้งสองประโยคก็มีหมายความอย่างเดียวกัน ชายหนุ่มรู้ว่าปรมาจารย์แห่งไฟมองตนออก เคล็ดวิชาสารัตถะที่ตนมีเป็นของศิษย์พี่ ผู้ฝึกตนกล้าแกร่งที่รู้จักเฉินชิงจะต้องมองหวังเป่าเล่อออกอยู่แล้ว
เขาอาจจะรู้ว่าหวังเป่าเล่อเป็นใคร แต่หวังเป่าเล่อจะยอมรับความจริงนี้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ชายหนุ่มยังตีหน้างุนงงและแกล้งทำเป็นไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ปรมาจารย์แห่งไฟพูด เขาอ้าปากแต่ก็อึกอักไม่ยอมพูด ทำเหมือนว่าเกรงกลัวไม่กล้าถามอะไรมากมาย ในที่สุดชายหนุ่มก็หลบสายตาลงและกล่าวอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณศิษย์พี่ ข้าจะรีบให้คำตอบท่านโดยเร็วที่สุด ยังมีอีกเรื่อง…ศิษย์น้องผู้นอบน้อมไม่รู้ว่าจะติดต่อท่านได้อย่างไรหากตัดสินใจได้แล้ว ท่านคิดว่าอย่างไร…ถ้าจะทิ้งหน้ากากไว้กับข้าเพื่อที่ข้าจะได้ติดต่อท่านได้ง่ายๆ” หวังเป่าเล่อพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกุมหมัดโค้งคำนับให้กับปรมาจารย์แห่งไฟอีกครั้ง
“ข้าไม่ติดขัดอะไร เจ้าใช้คำสาปในหน้ากากไปแล้ว สิ่งนั้นก็ไม่ได้มีประโยชน์อื่นใดอีก” ปรมาจารย์แห่งไฟหัวเราะ แววตาฉายแววดูลุ่มลึก เหมือนว่าเขาจะมองหวังเป่าเล่อได้ทะลุปรุโปร่ง
หวังเป่าเล่อไม่ได้รู้สึกเขินอายอะไรที่ถูกมองออก เขายังแสร้งทำซื่อและพูดต่อ
“เช่นนั้น ทำไมท่านไม่ผนึกคำสาปเพิ่มเล่า ศิษย์น้องผู้นอบน้อมจะได้ประกาศชื่อเสียงของท่านให้ลือเลื่องไปทั่วด้วยหน้ากากของท่าน”
“เลิกคิดเรื่องหน้ากากได้แล้ว ข้าไม่ทำให้เจ้าหรอก” ปรมาจารย์แห่งไฟตอบเสียงเรียบเมื่อได้ยินคำขอของหวังเป่าเล่อ
ขี้เหนียวจริง หวังเป่าเล่อบ่นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจึงตัดสินใจลองใหม่อีกครั้ง ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“ศิษย์พี่ผู้ยิ่งใหญ่คงตั้งใจจะสอนวิธีผนึกคำสาปใส่หน้ากากให้ข้า เพื่อเป็นการฉลองการพบกันของเรา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่คิดให้หน้ากากข้า เช่นนั้นโปรดรับคำขอบคุณจากข้าด้วย ศิษย์พี่ผู้ยิ่งใหญ่!” หวังเป่าเล่อพูดเสียงดังพร้อมโค้งให้ปรมาจารย์แห่งไฟอีกครั้ง
“เจ้าช่างหน้าไม่อายเหมือนเฉินชิงไม่มีผิด” ปรมาจารย์แห่งไฟว่าอย่างเหนื่อยอ่อน แต่หลังจากคิดเรื่องนี้ดูก็รู้สึกว่าน่าจะใจกว้างได้สักหน่อย ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะให้อะไรไป แต่พอได้ยินหวังเป่าเล่อพูดเช่นนั้นก็เปลี่ยนใจ หลังจะครุ่นคิดสักพัก เขาก็ยกมือขวาโบกผ่านอากาศ เรียกวัตถุคล้ายลูกประคำออกมาจากเศษซากปรักหักพังรอบๆ วัตถุเหล่านั้นพุ่งผ่านอากาศมารวมกันบนฝ่ามือปรมาจารย์แห่งไฟ ก่อนจะแปรสภาพเป็นแผ่นหยกสีเทา
ปรมาจารย์แห่งไฟเป่าลมลงบนแผ่นหยกเบาๆ และเปลี่ยนมันเป็นสีดำในทันใด จากนั้นก็โยนแผ่นหยกขึ้นฟ้า ส่งลอยไปหาหวังเป่าเล่อให้อีกฝ่ายเก็บเอา
“ข้าลงคำสาปไว้ในแผ่นหยก เจ้าใช้มันได้แค่ครั้งเดียว เจ้าสามารถใช้แผ่นหยกติดต่อข้าได้ แต่ก็เพียงครั้งเดียวเช่นกัน ถ้าโชคชะตาลิขิตให้เราเป็นศิษย์อาจารย์กัน เราก็คงจะได้พบกันอีก แต่ตอนนี้ เจ้ากลับไปได้แล้ว” หลังจากพูดจบ ปรมาจารย์แห่งไฟก็มองหวังเป่าเล่อด้วยแววตาลุ่มลึก เขาอยากรับชายหนุ่มเป็นศิษย์อย่างจริงแท้
อาจรับมาเป็นศิษย์ในนามก็จริง แต่…ปรมาจารย์แห่งไฟก็ไม่ได้รับศิษย์มานานมากแล้ว
ความคิดเช่นนั้นทำให้เขาผุดนึกถึงความทรงจำอันน่าเศร้า ปรมาจารย์แห่งไฟโบกมือก่อนจะหันหลังเดินหายลับไป แผ่นหลังของเขาเป็นเพียงแผ่นหลังของชายแก่ผู้โดดเดี่ยว ร่างของหวังเป่าเล่อเริ่มเลือนราง เบื้องหน้าของชายหนุ่มคือร่างอันโดดเดี่ยวของปรมาจารย์แห่งไฟที่กำลังไกลห่างออกไป เขาอ้าปากอยากจะพูดบางสิ่ง แต่ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะเงียบ หวังเป่าเล่อหายวับไปจากดินแดนซากปรักหักพัง ทิ้งหน้ากากหมูไว้เบื้องหลัง หน้ากากกลายเป็นแสงพุ่งตรงไปยังปรมาจารย์แห่งไฟและไปหยุดอยู่บนฝ่ามือของเขา แทนที่จะเข้าไปรวมกับหน้ากากชิ้นอื่นๆ ในร่างชายชรา
“ถ้าใช่ก็คงมาเอง แต่ถ้าไม่…ก็ต้องปล่อยไป” เสียงพึมพำของปรมาจารย์แห่งไฟก้องไปในอากาศ
ครู่ต่อมา ก็มีแสงจ้าปรากฏขึ้นในห้องของหวังเป่าเล่อที่อยู่ในโรงเตี๊ยมในตลาด ชายหนุ่มขยายสัมผัสสวรรค์ตรวจสิ่งรอบตัวทันทีที่ปรากฏตัวในห้อง พอมั่นใจแล้วว่าตนกลับมายังตลาดได้อย่างปลอดภัยก็ถอนหายใจออกมา ภาพเหตุการณ์อันตรายมากมายที่เขาเอาชีวิตรอดกลับมาได้ระหว่างปฏิบัติภารกิจปรากฏขึ้นในหัว จบลงด้วย…ภาพแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของปรมาจารย์แห่งไฟ
“เขาคงมีเรื่องราวบางอย่าง” หวังเป่าเล่อพูด สูดหายใจและสงบความคิดในหัว จากนั้นก็เริ่มสำรวจความเสียหาย อย่างแรกเลยคือเกราะจักรพรรดิ…เสียหายไปร้อยละเก้าสิบ ต่อมาคือเรือบินรบเวท…เสียหายไปเกือบร้อยละเก้าสิบเช่นกัน ส่วนประกอบหลักสำคัญแทบจะใช้การไม่ได้
วัตถุเวทอื่นๆ ก็เสียหาย และชายหนุ่มก็ใช้ข้าวของบางส่วนไปหมดเกลี้ยง เขาไม่มีทางลืมเรือบินรบนับไม่ถ้วนที่ใช้ระเบิดทำลายตัวเองไปในการต่อสู้ ภารกิจครั้งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อต้องงัดข้าวของที่เก็บสะสมไว้มากมายออกมา
แต่ที่ได้รับคืนมาก็ถือว่ามากเช่นกัน ทั้งได้เลื่อนขั้นการฝึกตน กระเป๋าคลังเก็บก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบใหม่ๆ จากคลังอาวุธของตระกูลไม่รู้สิ้น จำนวนโอสถ วัตถุเวท และวัตถุดิบต่างๆ ที่อัดอยู่ด้านในอาจทำให้ใครหลายคนต้องมองด้วยความอิจฉา
ข้าวของจากคลังอาวุธทำให้ชายหนุ่มได้ทุนคืนจากข้าวของที่สูญเสียไปและความเสียหายที่ได้รับจากการปฏิบัติภารกิจ อีกทั้งเขายังได้ผลึกสีชาดมาอีก 13,000 ก้อน ของที่เขาจะซื้อจากเซี่ยไห่หยางนั้นต้องใช้ผลึกสีชาดเพียงสามร้อยก้อน ตอนนี้ชายหนุ่มมีกำลังซื้อมหาศาลเพราะมีผลึกสีชาดอยู่ถึง 13,000 ก้อน
เขาได้แก่นในสีรุ้งมาด้วยเช่นกัน ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร แต่ก็มั่นใจว่าแก่นในสีรุ้งต้องมีความเกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์สีรุ้งอย่างแน่นอน ต้องเป็นของที่มีคุณค่ามากเลยทีเดียว
นอกจากนี้….เขายังได้มือของผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นมาครึ่งซีก ซึ่งน่าจะใช้เป็นวัตถุดิบในการหลอมได้ ส่วนแหวนคลังเวทที่สวมอยู่บนนิ้วก็น่าจะนำมาใช้งานได้ รวมถึงข้าวของข้างในด้วย
แหวนคลังเวทของผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์… หวังเป่าเล่อตื่นเต้น หลังจากตรวจดูของอื่นๆ ที่ได้มาเสร็จ เขาก็ดึงแหวนออกมาจากมือครึ่งซีกและขยายสัมผัสสวรรค์ไปตรวจสอบ ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วในทันใด ผนึกของผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์ยังคงทำงานอยู่ ไม่ว่าหวังเป่าเล่อจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถคลายผนึกออกได้
“ช่างเถอะ ข้าก็แค่รอบรรลุไปขั้นจิตวิญญาณอมตะ ตอนนั้นคงจะค่อยๆ คลายผนึกออกได้!” หวังเป่าเล่อว่าอย่างไม่พอใจ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น ให้ไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นก็ไม่กล้า เพราะจะเป็นการเปิดเผยว่าตนเองเป็นผู้มาจุติ
หวังเป่าเล่อตรวจดูข้าวของต่างๆ ไปพร้อมกับศึกษาตัวแหวน ไกลออกไปในห้วงอวกาศ ท่ามกลางหมู่ดาวเคราะห์สีฟ้า…มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ปกครองโดยกองทัพลำดับสิบเก้าของตระกูลไม่รู้สิ้น
มีดาวเคราะห์นับไม่ถ้วนอยู่บริเวณห้วงอวกาศนี้ ในหมู่ดาวเคราะห์เหล่านั้นมีดวงหนึ่งที่มีตำหนักโบราณตั้งอยู่ แสงจ้าจากการเคลื่อนย้ายฉายวาบออกมาจากตำหนัก ศีรษะครึ่งซีกลอยผ่านประตูเคลื่อนย้าย กระเด็นกระดอนไปตามพื้น กลิ้งไปหยุดอยู่มุมหนึ่งพร้อมส่งเสียงกรีดร้อง
ศีรษะนั้นเป็นของผู้ฝึกตนตระกูลไม่รู้สิ้นที่เฉียดตายจากการสู้กับหวังเป่าเล่อ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น โกรธเพราะก่อนศึกครั้งนี้เขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บขนาดนี้มากก่อน โกรธเพราะ…สูญเสียแหวนคลังเวทของตนไป!
เขาซ่อนสมบัติบางอย่างไว้ไม่ให้ใครรู้ในแหวนคลังเวทวงนั้น มันไม่ใช่อาวุธทรงพลัง แต่คงไม่เกินจริงนัก…ถ้าจะเรียกมันว่าตั๋วทองคำสำหรับการฝึกตนในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น!
เขาไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตน สมบัติชิ้นนี้ช่วยให้คนธรรมดาอย่างเขาบรรลุไประดับดาวพระเคราะห์ได้ และสมบัติชิ้นนี้ก็อาจช่วยให้เขาบรรลุไปยังระดับดารานิรันดร์หรืออาจจะเหนือขึ้นไปกว่านั้นได้อีก ถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้า คงจะเกิดสงครามระหว่างตระกูลและกลุ่มต่างๆ เพื่อแย่งชิงสมบัติชิ้นนี้ไปแน่ และด้วยความสามารถระดับกลางๆ อย่างเขา ก็คงต้องสูญเสียตั๋วทองคำนี้ไปตลอดกาลอย่างแน่นอน!
เจ้าหัวหมูเฮงซวย ข้าสาบานว่าจะตามหาตัวเจ้าให้เจอไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหน!
……………………………………
แม้ระดับดาวพระเคราะห์จะไม่ถือเป็นผู้มากอำนาจในจักรพิภพตระกูลไม่รู้สิ้น แต่ก็ไม่ได้มีพลังอ่อนด้อย เมื่ออยู่ภายในตระกูลไม่รู้สิ้นพวกเขาก็สามารถนำกองทัพได้ เพราะอย่างไรเสีย การจะบรรลุไประดับดาวพระเคราะห์ได้ ผู้ฝึกตนจะต้องหลอมตนเองเข้ากับดาวเคราะห์ก่อน หากจะกล่าวว่าผู้ฝึกตนเหล่านั้นคือดาวเคราะห์ก็ไม่ผิด
การล่มสลายของดาวเคราะห์เป็นสิ่งที่น่าพรั่นพรึงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงการระเบิดพลีชีพของดาวเคราะห์เลย พลังที่ปล่อยออกมาเพียงพอที่จะทลายฟ้าดิน นอกจากนี้ยังทำให้ดาวเคราะห์ที่หวังเป่าเล่อและผู้มาจุติคนอื่นๆ อยู่ทลายลงด้วย ส่วนเหล่าผู้ฝึกตนจากตระกูลไม่รู้สิ้นนั้น…ล้วนตายกันหมด
ยกเว้นพวกที่อยู่ในค่ายทหารซึ่งถูกผู้อาวุโสขั้นจิตวิญญาณอมตะชั้นปลายเคลื่อนย้ายไปจากการทำลายพรแห่งเต๋าสวรรค์ ส่วนที่เหลือ…ล้วนตายสิ้น!
ส่วนพวกผู้มาจุติเช่นหวังเป่าเล่อนั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตนี้ แม้พลังของปรมาจารย์แห่งไฟที่จับตาดูภาพที่เกิดขึ้นอยู่จะลึกล้ำสุดหยั่งถึง แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้เหล่าผู้มาจุติตายหลังจากได้เห็นเหตุการณ์นี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของระเบิดพลีชีพ ปรมาจารย์แห่งไฟที่กำลังกินผลไม้เพลิงและเฝ้าดูศึกที่สถานการณ์พลิกไปมาด้วยความเพลิดเพลินก็เปิดใช้การเคลื่อนย้ายที่อยู่ในหน้ากาก
เพียงแต่การเคลื่อนย้ายนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้ ต้องให้เหล่าผู้มาจุติเปิดใช้งานด้วยตนเอง ดังนั้นในตอนนั้นเอง เหล่าผู้มาจุติทุกคนจึงได้ยินเสียงดังขึ้นจากหน้ากากซึ่งสะท้อนไปถึงดวงวิญญาณ
“พูดว่า ‘หวนคืน’ แล้วพวกเจ้าจะกลับมาที่นี่!”
ประโยคดังกล่าวดังก้องไปถึงวิญญาณของหวังเป่าเล่อ ชายหนุ่มถูกพลังคุ้มกันของจักรพรรดิของดาวเคราะห์แห่งนี้ดึงออกไปจากหินหลอมละลาย เขาถอยหนีไปได้เร็วกว่าตอนที่มาถึงและไปปรากฏตัวเหนือพื้นดินอีกครั้งในทันที ในหูยังคงได้ยินเสียงของชายชราที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นก้องอยู่
“ระเบิดพลีชีพดาวเคราะห์หรือ” สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไป สิ่งที่คิดจะทำเป็นอย่างแรกคือเคลื่อนย้ายหนีไป แต่ก็นึกลังเลใจ จึงพยายามต้านสัญญาณอันตรายภายในที่ร้องเตือนให้รีบหนี จากนั้นก็หันไปมองดินแดนเบื้องหน้า
ตอนแรกชายหนุ่มเห็นฝุ่นผงหนาเหมือนหมอกปรากฏขึ้นก่อน หลังจากนั้นแรงสั่นสะเทือนอ่อนๆ ก็ปะทุขึ้นจากใต้ดินลึกลงไป ก่อนจะกระจายไปทั่วดาวเคราะห์อย่างรวดเร็ว
ราวกับว่าคลื่นพลังไร้เทียมทานได้ระเบิดขึ้นใต้พิภพและกระจายออกมาด้านนอก หวังเป่าเล่อยังไม่ทันจะได้เลื่อนสายตากลับ ผืนดินก็ทลายลงพร้อมเสียงสนั่นฟ้าดินที่ดังขึ้น มหาสมุทรบนดาวเคราะห์ยกตัวสูงขึ้นทันที
เปลือกของดาวเคราะห์สั่นไหวรุนแรง เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นจากทั่วทุกทิศ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงจุดจบของโลกนี้ แต่เขาก็กัดฟันแน่น เลือกที่จะไม่เคลื่อนย้ายหนี ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหายวับไปกลางอากาศ ขณะที่ผืนดินค่อยๆ ทลายลง
นอกจากตรงจุดที่ชายหนุ่มอยู่จะทลายลงแล้ว พื้นที่รอบๆ ก็พังลงเช่นกัน เสียงปริแตกดังขึ้นไปหยุด รอยร้าวปรากฏขึ้นบนพื้นที่ไร้ขอบเขต และขยายใหญ่เชื่อมกันทั่วพื้นที่บนดาวเคราะห์
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดไม่จำยอมดังขึ้นพร้อมเสียงแหวกอากาศจากการหลบหนีที่ดังขึ้นทั่วทุกมุมของดาวเคราะห์ เหล่าผู้มาจุติที่ยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นหวังเป่าเล่อ รวมถึงเจ้ากระทิงโล้นจอมอวดดีล้วนหน้าซีดเผือด พวกเขารีบท่องคำว่า ‘หวนคืน’ ในใจ พวกผู้ฝึกตนจากกองทัพตระกูลไม่รู้สิ้นที่ออกตามล่าหมายสังหารหวังเป่าเล่อไม่สามารถหลบหนีได้ ทำได้เพียงรอคอยด้วยความสิ้นหวังขณะเห็นฟ้าดินล่มสลายลงต่อหน้า!
พริบตาต่อมา ผืนดินก็พังทลาย เปลือกโลกยกตัวสูง น้ำทะเลถาโถมจากทั่วทุกทิศ อุณหภูมิสูงจัดระเบิดขึ้นจากใต้ดินและกระจายออกไปไม่หยุดหย่อนจนกลายเป็นหมอกหนา ตรงใจกลางดาวเคราะห์มีส่วนนูนขนาดใหญ่ยักษ์ปูดขึ้นมา มันตรงกับบริเวณยอดแท่นสังเวยพอดี
ส่วนที่นูนออกมามีสีดำสนิท ภายในมีแสงสายฟ้ามากมาย หากดูให้ดีจะเห็นว่าท่ามกลางแสงอัสนีเหล่านั้น มีดาวเคราะห์สีรุ้งที่กำลังปริแตกอยู่ภายในส่วนนูนสีดำสนิท
แรงสั่นสะเทือนกระจายไปทั่วไม่หยุดยั้ง สั่นคลอนไปถึงสวรรค์ เมื่อมองจากที่ไกลๆ ส่วนที่นูนขึ้นเป็นเหมือนดวงแสงขนาดยักษ์ มันขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระจายออกไปทั่วบริเวณ แปรเปลี่ยนทุกสิ่งที่เคลื่อนผ่าน…ให้เป็นความว่างเปล่า!
ภาพทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อสั่นกลัว โชคดีที่การคุ้มกันจากจักรพรรดิประจำดาวเคราะห์ช่วยปกป้องชายหนุ่มไว้ได้แม้จะต้องเผชิญคลื่นทำลายล้างเหล่านี้ ทำให้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มลอยอยู่บนอากาศเฉยๆ โดยไม่ได้รับผลกระทบสักเท่าไหร่ แต่ร่างก็ปลิวไหวไปมาเช่นกันเมื่อต้องเผชิญกับแรงลมและพลังที่พัดผ่าน
ข้าจะกลับไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้ ข้าต้องได้เห็นผู้ฝึกตนตระกูลไม่รู้สิ้นคนนั้นสิ้นลมกับตาตัวเอง! หวังเป่าเล่อหายใจถี่ด้วยความกังวล เขาไม่อยากทิ้งภัยคุกคามเอาไว้โดยไม่รู้ตัว แม้ชายหนุ่มจะเดินทางมาที่นี่โดยสวมหน้ากากเอาไว้ และไม่กลัวว่าจะถูกจำได้ แต่นิสัยระแวดระวังประจำตัวก็บอกให้เขาทำเช่นนั้น
หวังเป่าเล่อนึกภาพออกว่าถ้าผู้ฝึกตนจากตระกูลไม่รู้สิ้นคนนั้นรอดมาได้ คนที่ชายผู้นั้นจะนึกเกลียดชังที่สุดย่อมไม่ใช่ชายชราที่เขาหลอมเอาดาวเคราะห์ แต่เป็นตนเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น แม้ดวงใจจะสั่นไหว ชายหนุ่มก็ยังบังคับให้ตนเองมองไปยังดาวเคราะห์ ส่วนที่นูนขึ้นขยายวงกว้างกินพื้นที่บนดาวเคราะห์ไปกว่าร้อยละสามสิบ แต่ก็ไม่ได้ขยายต่อไปจากนั้น ดาวเคราะห์ไม่สามารถทานทนได้ไหวอีกต่อไป มันจึงเริ่ม…ทำลายตัวเอง!
แรงสั่นสะเทือนดังสนั่นขึ้นจากทุกที่ขณะที่ดาวเคราะห์ล่มสลาย ราวกับว่าเป็นเครื่องถ้วยชามที่แตกร้าวไปทั่ว ดาวเคราะห์ไม่ได้แหลกละเอียดโดยสมบูรณ์ แต่แตกพังไปเพียงครึ่ง ระหว่างที่ดาวเคราะห์กำลังแหลกสลายและผู้ฝึกตนตระกูลไม่รู้สิ้นตายไปเกือบหมด เสียงกรีดร้องก็ดังก้องขึ้นพร้อมชายสามหัวหกแขนที่พุ่งออกมาจากส่วนนูน!
เขายังไม่ตาย! หวังเป่าเล่อที่กำลังทานทนพลังพายุหรี่ตาลงเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ชายหนุ่มหมายจะฆ่าอีกฝ่าย แต่บริเวณรอบๆ ผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง เขาจึงไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้
ขณะที่หวังเป่าเล่อถอนหายใจอย่างเสียดายและเตรียมตัวจากไปพร้อมความสิ้นหวัง สายตาของเขาก็พลันเลื่อนกลับไปที่เดิม
ผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นเสื้อผ้าฉีกขาด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน มีเส้นสายสีรุ้งพันอยู่เต็มร่างราวกับว่าจะตัดกายเขาให้ขาดสะบั้นกระนั้น สิ่งนี้ทำให้ผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นต้องกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดหลังจากพุ่งออกมา แขนข้างหนึ่งถูกสะบั้น
หลังจากนั้น แขนข้างที่สอง สาม และสี่ แม้แต่ขาทั้งสองข้างก็โดนตัด ร่างของเขาถูกฟันขาดออกเป็นเจ็ดแปดส่วน
ยังไม่จบแค่นั้น ศีรษะของเขาก็มีสภาพไม่ต่างกัน ศีรษะแรกร่วงลงมา ตามด้วยศีรษะที่สองซึ่งแหลกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกตื่นเต้น แต่…เส้นสายสีรุ้งที่สร้างขึ้นจากพลังทำลายล้างที่เกิดจากการระเบิดพลีชีพตนเองของจักรพรรดิประจำดาวเคราะห์แห่งนี้ก็อ่อนกำลังลงหลังจากนั้น ผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นที่เหลือเพียงศีรษะเดียวพุ่งขึ้นฟ้าอย่างทุลักทุเล
หวังเป่าเล่อจ้องไปยังศีรษะนั้น อีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปไกลมากและพลังทำลายล้างของดาวเคราะห์เบื้องหน้าก็แข็งแกร่งเกินไป ขณะเดียวกัน พลังป้องกันรอบกายชายหนุ่มก็เริ่มอ่อนกำลังลง เขารู้สึกว่าการคุ้มกันน่าจะทนอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงจะอยากไล่ตามไปแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้
แต่หวังเป่าเลิกก็ไม่ยอมกลับออกไปทั้งอย่างนั้น
“ข้าจะทำให้เขาตื่นกลัวจนตายแม้จะไล่ตามไปไม่ได้ก็เถอะ!” ดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายแสงวาบ เขาขยับตัวขณะพูดพึมพำ ร้องคำรามออกมาเหมือนอยากไล่ตามไป ศีรษะที่พุ่งทะยานออกมาจากส่วนที่นูนขึ้นจ้องกลับมายังหวังเป่าเล่อด้วยความเกลียดชัง จากนั้นก็กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและกัดฟันแน่น เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อชายตรงหน้าระเบิดหัวที่เหลืออยู่ไปครึ่งซีก!
จากนั้นก็ใช้พลังจากการระเบิดปลดปล่อยกลยุทธ์ปริศนาหายวับไปในทันใด
เขากลัวจริงๆ หรือ เห็นดังนั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกสุขใจ คลายความกังวลใจลงไปบางส่วน แม้ผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นจะยังมีชีวิตรอด แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลับมามีระดับพลังเท่าเดิม
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก แตะหน้ากาก หันมองผืนดินที่กำลังล่มสลายและส่วนนูนที่ขยายออกไปเรื่อยๆ พร้อมถอนใจเบาๆ
“หวนคืน!”
ทันใดที่เอ่ย หน้ากากก็เปล่งแสง จังหวะนั้นเอง…แสงสีรุ้งจางๆ ก็ลอยออกมาจากส่วนที่นูนขึ้น นำของสองชิ้นมาให้หวังเป่าเล่อ
หนึ่งในนั้นคือแก่นศิลาที่เปล่งแสงสีรุ้งขนาดเท่าเล็บมือ อีกชิ้น…คือฝ่ามือครึ่งซีก เป็นฝ่ามือข้างขวาของผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์จากตระกูลไม่รู้สิ้นที่หลบหนีออกไปได้ ฝ่ามือนี้เหลือนิ้วมืออยู่เพียงสามนิ้ว ที่นิ้วชี้…สวมแหวนคลังเวทอยู่!
แหวนคลังเวทวงนี้เป็นของพิเศษ แม้จะผ่านการระเบิดทำลายตัวเองมา…ก็ยังไม่เสียหายใดๆ!
ของทั้งสองชิ้นซึ่งห้อมล้อมไปด้วยแสงสีรุ้งมาปรากฏตรงหน้าหวังเป่าเล่อที่กำลังจะเคลื่อนย้ายกลับออกไป หลังจากที่ชายหนุ่มหยิบของทั้งสองชิ้นไว้ การเคลื่อนย้ายก็เริ่มต้นขึ้น!
ร่างของหวังเป่าเล่อหายวับไปในทันใด!
ข้านอนอยู่ที่ใด?
รอบด้านทำไมเป็นความมืดผืนหนึ่ง…
ข้ารู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงคนพูดจา แต่ก็ได้ยินไม่ชัดนักว่าอีกฝ่ายกล่าวพูดอะไร
ข้าเหนื่อยเล็กน้อย ช่างมัน ไม่ฟังแล้ว ข้ารู้สึกว่าตนเองเองควรจะหายไป แต่ก่อนหน้าที่จะหายไป ขอตรึกตรองเกี่ยวกับชีวิตนี้สักรอบ
ในชีวิตนี้ของข้า…แท้จริงแล้วน่าสนใจอย่างยิ่ง
ข้าไม่รู้มาตลอดว่าข้าเป็นใคร
ดังนั้น ข้าก็ย่อมไม่รู้ว่าข้าชื่อว่าอะไร
บางที ข้าก็ไม่มีชื่อสินะ
แปลกชะมัด ทำไมจึงมีผู้ที่ไม่มีชื่ออยู่ด้วย ตามที่ข้ารู้ เกรงว่าทุกผู้คนบนโลกใบนี้ก็ล้วนแต่มีชื่อของตนเอง
แต่ว่าข้านั้นกลับไม่มี
ข้าเองก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดเป็นเช่นนี้ แต่มีเพียงความทรงจำอันพร่าเลือนเล็กน้อยเท่านั้น คล้ายกับว่า…ก่อนหน้านี้เนิ่นนานนั้นมีอยู่วันหนึ่ง ข้ามอบชื่อของตัวเองให้ผู้อื่นไปแล้ว
ด้วยความยินยอมพร้อมใจด้วย
รู้สึกว่าตนเองนั้นโง่เง่าสิ้นดี ทำไมถึงได้ยินยอมส่งมอบชื่อของตนให้ผู้อื่นเล่า…
ไม่รู้สินะ บางทีอาจจะมีเหตุผล
เฮ้อ… ความคิดคล้ายกับสับสนเล็กน้อย ให้ข้าค่อยๆ เรียงร้อยหน่อย… ความจริงแล้วเรื่องพวกนี้ ล้วนแต่ลอยวนอยู่ในระบบความคิดของข้า ราวกับว่ามันสำคัญมากแต่ข้ากลับคิดไม่ออก หรือต่อให้คิดออกก็หาหนทางไม่ได้
สิ่งที่ข้าพอจะคิดออกคือวัยเยาว์ของข้า
วัยเยาว์ที่ว่า ข้านั้นหมายถึงช่วงเวลายี่สิบปีแรกของชีวิตมนุษย์ บนโลกที่แสนจะธรรมดา ข้าก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ข้าเข้าเรียนในสถานศึกษา ผ่านการเล่น ได้มีประสบการณ์เล่นเกมอย่างพวกเด็กๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ส่วนผู้คนรอบด้าน คล้ายจะเอาแต่บอกกับข้าว่า ให้ตั้งใจเรียน ต้องอย่างนี้ ต้องแบบนั้น…ข้าก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้ามองฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้า ทันใดนั้นก็สงสัยว่าทำไมจึงมีฝนเล่า ฝนนั้นหมายถึงสิ่งใด
ปัญหานี้ อาจารย์ได้ตอบให้แก่ข้า หรือว่าบางทีตั้งแต่วันนั้น ข้าก็เริ่มสงสัยใคร่รู้ในเรื่องราวทั้งหมดของโลกใบนี้ ข้าชอบถามว่าเพราะอะไร ชอบได้รับคำตอบ เช่นนี้จึงจะทำให้ข้าพอใจ
และเพื่อความพอใจนี้ ข้าก็เริ่มตั้งใจเรียนจริงจัง ตั้งใจอ่านหนังสือ ราวกับว่ามีความปรารถนากำลังผลักดันข้า ให้ข้าไปคว้าทุกสิ่งที่ยังไม่รู้
ทุกๆ ความรู้ที่ข้าได้รับมาใหม่ ก็ค่อยๆ ปลดปัญหาที่ว่าเพราะอะไร ข้าล้วนแต่เบิกบานใจอย่างมาก สนุกสนานอย่างมาก ข้ารู้สึกว่าข้านั้นไม่ใคร่จะเหมือนคนอื่นอยู่พอควรทีเดียว
หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะธรรมดามากเกินไป ดังนั้นแล้วข้าจึงหลงใหลในสิ่งที่แตกต่างจากผู้อื่น ดังนั้นแล้วจึงยิ่งเพียรกับการเรียนรู้ เพื่อไปคว้าความรู้ทั้งหมดมาให้แก่ตนเอง
ชีวิตมนุษย์เช่นนี้ ดำเนินไปจนกระทั่งยี่สิบปี ข้าในยามนั้น ต้องการแสดงออกสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าเพื่อน ต่อหน้าอาจารย์ หรือต่อหน้าเพศตรงข้าม
ข้าคล้ายกับว่าอยากแสดงว่าตัวตนแตกต่างจากผู้อื่น กระทั่งว่าลึกไปแล้วในใจ ข้ารู้สึกว่าตนนั้นแตกต่าง
ที่สุดแล้ว…ข้าไม่ได้หน้าตาโดดเด่นเหนือธรรมดา ไม่ได้มาจากตระกูลร่ำรวย เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่แสนจะธรรมดาเท่านั้น แต่สิ่งนี้ไม่กระทบต่อนกตัวน้อยที่ครองหัวใจของข้า
เจ้านกน้อยตัวนี้ มีปีกโผสู่ท้องฟ้ากว้าง มันมีอิสรเสรี เป็นความวาดหวังของข้า และเป็นสิ่งที่ให้ข้ารู้สึกว่ามีปีกอันไม่เหมือนกับเหล่าผู้คนทั้งหลาย
เมื่อสืบสาวราวเรื่อง ข้าในยามนั้นราวกับมีสองตัวตน ความคิดที่จะโผทะยาน และโลกธรรมดาในความเป็นจริง ทำให้ตัวข้าในยามนั้นชอบที่จะจมอยู่ในภวังค์
และก็เป็นในช่วงเวลานั้นเอง ที่ข้าพบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นางคือนักเรียนจากห้องข้างๆ และเป็นการแอบรักครั้งแรกในชีวิตของข้า
การแอบรักนั้นเป็นความสุข การแอบชอบใครสักคนก็เป็นความทุกข์เช่นกัน
แต่ใจข้ายินยอมกระทำ
เพราะว่า นี่ทำให้ข้ายิ่งชอบแสดงตัวตนกว่าเก่า บางเวลานั้น…ยังคงจำช่วงเวลานี้ได้ คล้ายกับว่าการแสดงตัวตนของข้าก็คือความสามารถของข้าในชาตินี้ ข้านั้นวาดหวังกระทั่งตนเองจะกลายเป็นนักรบ วาดหวังว่าตนเองจะกลายเป็นบุตรรักแห่งโลกใบนี้ ปรารถนาว่าตนเองจะอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คน จนกระทั่งดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้
ดังนั้นแล้ว ทุกครั้งที่ข้าได้เอ่ยคำ ข้าก็จะใช้ความสามารถทุ่มเท อย่างลุ่มหลง จนกระทั่งการแอบรักนี้สิ้นสุดลง
มันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อีกฝ่ายสุดท้ายก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าแอบรักนาง
ในวันสุดท้ายที่จบการศึกษา ข้ารู้สึกแย่อย่างยิ่ง แต่ก็รวบรวมความกล้าเอาไว้ ทว่าสุดท้ายแล้ว…ข้าได้แต่ก้มหัวลงเงียบๆ บางทีนี่ก็อาจเป็นคำสาป จนกระในการเรียนของสถานศึกษาที่สูงกว่าเดิมนั้น ข้าก็ยังคงแอบรักอยู่
และเวลานี้เอง ข้าก็เริ่มชอบการดูชะตาขึ้นมา ทุกครั้งที่ข้าไม่เบิกบานใจ ข้าก็จะหาอาจารย์ดูดวงท่านหนึ่ง นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาแล้วส่งเงินให้เล็กน้อย
ที่นี่มีเทคนิคเล็กน้อยอยู่อย่างหนึ่ง คือจะมอบเงินให้ก่อนไม่ได้ หลังจากนั้นท่านจะได้คำชมมากมาย และคำสรรเสริญนับไม่ถ้วน
คำพูดประเภทที่ว่าดวงของเจ้ามันดีนักหนานับไม่ถ้วนนี้ จะทำให้ข้าเบิกบานใจนัก จนกระทั่งสุดท้ายนั้นข้าก็ได้มอบเงินเล็กน้อยให้แก่อาจารย์ท่านนี้ไป
ชีวิตแบบนี้ดำเนินไปได้หลายปี จนกระทั่งเรียนจบ ข้าก็ได้รับจดหมายรักแรกในชีวิต ข้ายินดีนักแต่ข้าไม่ได้ชอบผู้หญิงคนนั้น
จนกระทั่งหลังจากเรียนจบ ข้ามีการงานเป็นของตัวเอง ข้ากระตือรือร้นที่จะแสดงตัวตน เกรงว่าเวลานั้นคงเป็นแรงทะเยอทะยานขั้นสูงสุด ดังนั้นข้าจึงตั้งใจทำงาน ขยันหมั่นเพียรแสดงออก ขยันเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
ช่วงชีวิตในยามนั้นเมื่อมาย้อนคิดแล้วช่างมีความหมายนัก เพราะว่าระหว่างที่ข้าพยายามมีตัวตน ข้าก็พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเราตกหลุมรักกัน
ความรักนั้น เป็นกาแฟขมๆ ถ้วยหนึ่ง
แม้จะรสขมแต่ก็หอมหวาน หลังจากดื่มลงไปแล้ว…ก็ราวกับว่าสัมผัสได้ถึงความขมส่วนหนึ่งและหวานอีกส่วน
รักแรกของข้า จบสิ้นแล้ว
ในเวลานั้น ข้าก็เรียนรู้เรื่องบุหรี่ของโลกใบนี้
และเริ่มรู้สึกว่าเหล้าของโลกนั้นน่าสนใจ หลังจากนั้น บุหรี่และเหล้าก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของข้า
ข้าก็ยังคงพยายามมีตัวตนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ว่าแรงขับภายในใจนั้น เกรงว่าหลังผ่านขวบปีนานเข้านานเข้าก็กลายเป็นจืดชืดขึ้นมามากมาย และในเวลานี้เอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพศตรงข้ามข้างกายข้านั้นเริ่มมีมากขึ้น
ความรักที่สอง ความรักครั้งที่สาม ความรักครั้งที่สี่ กาแฟขมๆ แต่ละแก้วนั้นคล้ายกับกองอยู่รวมกัน
ให้ข้าค่อยๆ ดื่มไปทีละแก้ว จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ข้าได้พบกับสตรีผู้หนึ่ง รูปร่างสูง เวลานางยิ้มจะมีดวงตาโค้งราวพระจันทร์ ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจ
ข้าคิดว่า เกรงว่านี่คงจะเป็นการดื่มกาแฟแก้วสุดท้ายในชีวิตของข้าแล้ว
พวกเรารักกัน และแต่งงานกัน
ข้าในยามนั้น เหมือนกะพริบตาก็ได้เห็นตัวเองยามแก่ชราแล้ว ข้าสบายใจ ปลอดโปร่งและรู้สึกสวยงาม…
จนกระทั่งหลายปีให้หลัง อยู่มาวันหนึ่ง กระจกได้แตกออก การแต่งงานในยามนั้นมาถึงที่สิ้นสุด
สิ่งที่ยากจะแยกว่าใครผิดใครถูก ยากจะแยกว่าใครทำร้ายใคร
ความทุกข์ทน การต่อสู้ ขบฟัน การเปลี่ยนแปลง…ได้กลายเป็นจังหวะดนตรีหลักในชีวิตของข้ายามนั้น นกน้อยในหัวใจตอนนี้กลับโผทะยานสูงขึ้นจนกระทั่งปะทะเข้ากับดวงอาทิตย์ ได้รับแสงแดด
บางทีโชคชะตาอาจชอบเล่นตลกกับชีวิตของคน ชีวิตภายหลังจากนั้น โลกของข้ากลับมีคนต่างเพศเพิ่มขึ้นอีกมาก พวกนางบ้างก็สูงชะลูด บ้างก็มีราศี บ้างก็อ่อนหวาน บ้างก็ชอบควบคุม…ล้วนงดงามทุกคน ล้วนเป็นคนงามชั้นเลิศ การมาของพวกนาง มาแล้วก็จากไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ในเวลาเดียวกันทำให้ข้าเกิดความมึนงงอยู่บ้าง
เพราะว่าสุดท้ายแล้ว…สิ่งที่ข้าถือไว้ในมือก็คือกาแฟขมๆ แต่ละก้าว ราวกับบุหรี่ ราวกับเหล้า
บุหรี่ ทำร้ายปอด
เหล้า ทำร้ายตับ
สตรีเพศ…ทำร้ายหัวใจ
แต่ว่าข้าก็ยังชอบบุหรี่ ยังชอบเหล้า และยังอาวรณ์ความรัก…
จนกระทั่ง ถึงยามที่ข้าอายุสี่สิบ ข้าพลันพบว่าข้าชอบพูดคุยกับบรรดามิตรสหายากกว่าพวกสตรีต่างเพศพวกนั้น พูดเรื่องที่ผ่านไปและอนาคต
ดื่มๆ เหล้าไป ก็ชอบลากแขนมิตรสหายมาอวดโอ้ใส่กัน หัวเราะเบิกบานด้วยกัน ล้อกันและกัน หวนรำลึกถึงวัยเยาว์
บางที นี่ก็คงเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทหนึ่ง ทำให้มิตรสหายของข้ายิ่งมากขึ้น ข้าได้ยินเรื่องราวของพวกเขา พวกเขาเองก็ได้ยินเรื่องราวของข้า พวกเราสนทนาและสื่อสารถึงกัน
บางทีก็อาจจะมีกำแพงบ้าง บางทีก็อาจมีความลับที่เก็บไว้บ้าง แต่นี่ก็ไม่สำคัญ สุขสำราญเท่านั้นสำคัญที่สุด
ในเวลานั้น ทุกคนที่ข้ารู้จักล้วนเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง ทุกคนนั้น…ล้วนแต่เดียวดายจากในกระดูก
และเมื่อรู้เยอะเข้าก็ราวกับว่าตัวข้าเองไม่ได้รู้สึกเดียวดายขนาดนั้นแล้ว
มิตรสหายของข้ามีทั้งชายและหญิง มีทั้งแก่และเด็ก ไม่ว่าจะเป็นจากชนชั้นวรรณะใดล้วนแต่มีอยู่ เพราะนี่ไม่สำคัญ รอยยิ้มอันจริงใจนั้นมีพลังทำลายได้ทุกสิ่ง
โดยช้าๆ มิตรสหายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ชอบที่จะสนทนากับข้า
โดยช้าๆ รอยยิ้มของข้าก็สดใสเจิดจ้า
โดยช้าๆ คล้ายกับว่าข้าหาวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความสุขได้แล้ว
การสื่อสาร ในชีวิตของข้าในช่วงเวลานั้น เหนือยิ่งกว่าความปรารถนารู้ เหนือยิ่งกว่าการแสดงตัวตน เหนือยิ่งกว่าความรัก และได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตข้า
นี่ก็คือการแบ่งปันแบบหนึ่ง หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะในใจเก็บกดจนถึงระดับหนึ่ง ราวกับน้ำที่ทะลักออกมา ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ข้าต้องการ คนจำนวนมาก…ก็ล้วนต้องการ
และท่ามกลางการแบ่งปันและสื่อสารนี้ ข้าข้ามผ่านปีแล้วปีเล่า ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ข้าไม่ชอบการสื่อสารอีกแล้ว ข้าเริ่มแสวงหาความสุขสงบ ความสงบเช่นนี้รวมถึงทางวิญญาณ และรวมถึงทางวัตถุ
ข้าคิดว่า นั่นคือช่วงเวลาที่เส้นผมบนหัวของข้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวนั่นแหละ
ข้าไม่ตั้งกฎเกณฑ์ว่าจะไปทำอะไร ไม่ตั้งกฎเกณฑ์ว่าจะไปคิดอะไร ทุกสิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกสบายข้าจะคิดเรื่องนั้นและจะไปทำให้สำเร็จ ข้าเริ่มชอบมองท้องฟ้า เริ่มชอบมองก้อนเมฆ เริ่มชอบมองพระอาทิตย์ขึ้น แต่ข้าไม่ชอบมองพระอาทิตย์ตก
ทว่าท้องฟ้าในยามกลางคืน ข้าเองก็ชอบ
ข้าชอบนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว จากนั้นหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมา อ่านไปมองท้องฟ้าไป อิ่มเอมกับช่วงเวลาและสัมผัสทุกสิ่ง
ข้าไม่นอนดึก แต่เริ่มตื่นเช้าขึ้น
ข้าไม่หลงใหลในสรรพสิ่งอีกไม่ว่าเรื่องอะไร เพราะว่าส่วนมากข้าได้รับคำตอบแล้ว
ข้าไม่คิดไปแสดงตัวตนอีก เพราะว่าข้ามองทุกสิ่งออกมากเกินไปแล้ว
ข้าไม่ได้สื่อสารไม่พักแบบนั้นอีก เพราะหากทำเช่นนั้นก็จะทำให้ผู้อื่นรำคาญ
ข้ากลับไม่ได้ไปนึกคิดถึงเพศตรงข้ามอีกแล้ว เพราะว่าเมื่อมองพวกนาง ข้าได้แต่ยิ้ม ในสายตาหวนระลึกความทรงจำเหล่านั้น เพียงแค่เงาร่างในความทรงจำตน ข้าเองก็นึกได้แบบรางเลือนแล้ว
สิ่งที่ข้าปรารถนานั้น ก็คือให้ตัวเองได้มีชีวิตอยู่สุขสบายสักหน่อย ในใจนิ่งขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับว่าทุกสิ่งในโลกใบนี้ พลันเปลี่ยนเป็นงดงามในสายตาของข้า
ชีวิตแบบนี้ ได้ดำเนินไปเนิ่นนาน… จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ข้าได้ลูบใบหน้าของตนเอง สัมผัสได้ถึงรอยยับย่นมากมาย ข้ามองมือทั้งสองของตัวเอง มองเห็นรอยย่นและผิวกระด้าง
ดวงตาของข้าก็เริ่มพร่ามัวขึ้นมา มองรอบด้านทั้งหมดด้วยความรางเลือน ทว่าตัวข้าที่จับจ้องกระจกนั้นยังคงพยายามที่จะหยัดกายขึ้น ท่ามกลางรอยยิ้มนั้น ข้ายังคงรู้สึกอิ่มเอม
ทว่า…นอกกระจกนี้ ข้าทราบดี ข้าหวาดกลัวแล้ว ข้าเปลี่ยนเป็นคนขลาดเขลาและระมัดระวังยิ่งขึ้น
ข้ารู้ว่าข้ากำลังกลัวสิ่งใด เพราะว่าบางครั้งหลังสะดุ้งตื่นยามค่ำคืน ข้าคล้ายกับว่าปราณแห่งความตายนั้นหลอมรวมเป็นเงาร่าง และคอยจับจ้องข้าจากนอกหน้าต่างอยู่เงียบๆ
คล้ายกับว่า พวกมันกำลังเรียกขานข้า เฝ้ารอข้า
ข้ายังไม่อยากไปกับพวกมัน
ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดาพวกมันยังมีมิตรสหายเก่าที่ข้าเคยคบด้วย
ข้าไม่คิดอยากเห็นพวกเขา ข้ากลัวมาก
ข้าไม่อยากตาย ข้าอยากมีชีวิต อยู่ตลอดไป…ท่ามกลางแรงขับของความปรารถนา ทำให้บางครั้งข้ารู้สึกหายใจไม่เต็มท้อง
ข้าในเวลานั้นเพิ่มความสนใจยังมิตรสหายเก่าแก่ที่ยังอยู่ของข้า ไปคอยเตือนให้พวกเขาระวังร่างกายและคอยดูแลสุขภาพของพวกเขา เพราะว่า…ข้าไม่อยากเห็นพวกเขาจากไป
นี่ทำให้ข้ายิ่งหายใจไม่เต็มท้องหนักกว่าเก่า กลัวว่าความตายของตนเองจะมาถึง
มนุษย์ ทำไมต้องตายด้วยนะ
บางครั้งข้าก็คิดถึงปัญหานี้ขึ้นมา และคิดว่าสุดท้ายแล้วข้ากลัวอะไรนะ กลัวความตายจริงๆ หรือ…
คำตอบย่อมแน่นอนสิ
แต่ว่าหลังคำตอบอันแน่นอนนี้ ข้ายังมีอีกคำตอบหนึ่ง
ข้ากลัวความเดียวดาย
เมื่อข้าไปแล้ว ข้าย่อมโดดเดี่ยว
พวกเขาไปแล้ว ข้าก็จะโดดเดี่ยว
ความกลัวต่อความตายเช่นนี้ และกลัวต่อความโดดเดี่ยวเช่นนี้ได้กลายเป็นพลังหนึ่ง เติมเต็มความหวังของข้า คอยพยุงให้ข้าอยู่ต่อไป เพียงแต่ว่า…ร่างกายของข้าเหมือนผ้าแหว่งขาดวิ่น หลังพลังชนิดนี้พรั่งพรูแล้วก็เห็นได้ว่ารูแหว่งเว้าพวกนี้เหมือนจะชำรุดเร็วกว่าเก่าจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ข้าอยากให้พวกมันคงสภาพอยู่ได้ แต่ข้าทำไม่ได้
บางที แรงที่จะลุกขึ้นจากเตียงของข้า มันก็ไม่มีอีกแล้ว ข้าสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของความตายกระจายไปเต็มร่างของข้า ความหวังของข้า ทุกสิ่งของข้า ล้วนหายไป
ในเวลานั้น ข้าพลันเข้าใจถึงหลักเหตุผลหนึ่ง
ความกลัว ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ในวันนั้น ข้าจำได้ คล้ายกับว่าข้ามีแรงกำลังอีกแล้ว ดังนั้นข้าจึงพยายามรั้งตัวลุกขึ้นนั่ง จัดแต่งตัวเองให้พร้อมสรรพ เดินไปยังสวนแล้วก็เก้าอี้ของข้าตัวนั้น สุดท้ายแล้วข้านั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วมองดูแสงตะวันลับฟ้า
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาเย็นยะเยือก ทำให้เหล่าใบไม้ในจวนสั่นเล็กน้อย
บนกิ่งไม้นั้น ในฤดูนี้เหลือเพียงก้อนใบเหลือง หลังจากพัดม้วนแล้วก็ร่วงลงมาอย่างประคองไม่อยู่
ข้ามองพระอาทิตย์ตก มองดูใบไม้ที่เหลืออยู่ใบเดียวบนต้น พลันรู้สึกว่าทุกอย่างช่างงดงามเหลือเกิน และโดยช้าๆ ข้าก็ยิ้มออกมา
รอยยิ้มนี้…ข้ามองเห็นตะวันลับฟ้า ข้ามองเห็นในพริบตานั้นท่ามกลางแสงสีเหลืองหม่น ใบไม้ใบเดียวบนต้นนั้นพลันร่วงลงมา
ลอยละลิ่วโยกเอน…ราวกับเก้าอี้โยกนี้ของข้า
จนกระทั่ง มันลอยมาอยู่เบื้องหน้าข้า ขวางอยู่หน้ากรอบสายตาของข้า ปิดบังแสงทั้งมวล ปิดบังทัศนียภาพทั้งหมดในสายตาของข้า
แต่ว่าสติของข้ากลับไม่ได้หายไป
รอบด้านของข้าเป็นสีดำสนิท ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ใด หรือว่ายังอยู่บนเก้าอี้…
และเพราะว่าจิตสำนึกของข้ายังดำรงอยู่ ดังนั้น…จึงมีข้าผู้นี้ที่ระลึกถึงความทรงจำของตนตอนเป็นมนุษย์
ข้าคิดว่า ชีวิตของข้านี้ หากว่าให้คนอื่นมากล่าวก็ไม่นับว่ามีสีสัน แต่สำหรับข้า นี่คือชีวิตเดียวของข้า
และเป็นเพราะในยามนี้เอง ข้าก็คล้ายกับจะได้ยินเสียงเรียก ได้ยินเสียง…
คล้ายกับว่า มีคนกำลังขานนามของข้า ให้ข้าตื่นขึ้น…
แต่ว่าข้าฟังไม่ชัดเจน จึงได้แต่อาศัยความรู้สึกไปกะประมาณ ส่วนเสียงนี้รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง ข้าคล้ายกับว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน
“เขากำลังพูดสิ่งใด…”
“พูดดังกว่านี้หน่อย ข้าไม่ได้ยิน” ข้ามองความมืด จากนั้นพยายามเอ่ยปาก บางทีอาจจะเป็นเพราะความพยายามของข้าจึงได้ผลขึ้นมา โดยช้าๆ ในยามที่สติสัมปชัญญะของข้าพร่าเลือน น้ำเสียงนั้นกลับแจ่มชัดขึ้น
“ข้าหวัง…ให้เจ้าได้มีอิสรเสรี ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ความคิดของข้าพลันสั่นสะเทือนครั้งใหญ่!
“ข้าหวัง…ให้เจ้าได้สุขสำราญใจ ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ความนึกคิดของข้าพลันบังเกิดคลื่นยักษ์!!
“ข้าหวัง…ให้เจ้าไม่ลืมหัวใจดั้งเดิมของตน ตลอดกาลทุกชาติภพ”
จิตวิญญาณของข้าพลิกม้วนโห่คำราม!!!
“ข้าหวัง…ให้เจ้ามีสุขสวัสดี ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ดวงจิตเทพของข้าพลันสั่นสะเทือนวงแหวนดารา!!!!
“สุดท้ายนั้น นามหวังเป่าเล่อนี้ ข้าคืนให้แก่เจ้า” น้ำเสียงอันคุ้นเคย ลอดเข้ามาในหูของข้า…สะเทือนก้องอยู่ในร่างซึ่งลอยอยู่ในกลางดารา และดวงตาทั้งคู่ของข้า…ก็พลันตื่นขึ้น!!!
“ข้าชื่อ…หวังเป่าเล่อ!”
บทสุดท้าย
วงแหวนดาราพิภพ
ท่ามกลางความเวิ้งว้าง หวังเป่าเล่อลุกขึ้นจากการหลับใหลเงียบๆ ดวงตาของเขาแฝงแววสับสนเต็มเปี่ยม เขามองไปยังที่ห่างไกล เนิ่นนาน…จนกระทั่งเขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วของตน
ครึ่งครู่ให้หลัง หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจบางเบา ราวกับว่ารู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาใช้มือขวาคว้าไปยังทิศทางห่างไกล ไข่มุกเม็ดหนึ่ง พร้อมกาสุราหนึ่งพลันปรากฏขึ้นต่อหน้า
เมื่อมองไข่มุกเม็ดนี้ หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เขายกมือขึ้นก่อนจะจับมันไว้เบาๆ
ขนาดของไข่มุกคือใจกลางของฝ่ามือเขา นี่คือทุกสิ่งของเขาและเป็นโลกของเขา
สุดท้ายแล้วเขาใช้มือขวาหิ้วกาสุรายกขึ้นดื่มอย่างแรงไปอึกหนึ่ง…ส่ายหัวเพราะรสชาติขมปร่า ก่อนจะเดินไปยังทะเลดาราเบื้องหน้าเงียบๆ
เงาร่างของเขา โดดเดี่ยว เย็นชา เดินห่างไกลออกไป ไกลแสนไกล
“เส้นทางอันโดดเดี่ยวสายนี้ ข้ายังคง…เดินต่อไปเถอะ”
สุดท้ายแล้วก็เป็นภาพมายาที่สิ้นสลายฉากหนึ่ง
บุญคุณของผู้ใด ด่านเคราะห์ของผู้ใด…
จบบริบูรณ์
ไม่พบกัน…เนิ่นนาน
หวังเป่าเล่อนับเวลาไม่ค่อยถูกเสียแล้ว ระยะเวลาที่เขากลายเป็นรูปสลักนั้นเนิ่นนานจนเกินไป ไม่รู้กี่หมื่นปีมาแล้ว แต่ละดวงจิตเทพของแต่ละยุคสมัยนั้นล้วนทยอยพาเผ่าพันธุ์จากไป ส่วนมหาจักรวาลเองนั้นก็ผ่านการดับสลายและเกิดใหม่มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
เกรงว่า…สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนก็คือ เขายังคงอยู่ ร่างต้น…ก็ยังคงอยู่
กระทั่งอาจจะกล่าวได้ว่า หวังเป่าเล่อสามารถออกจากวงแหวนพิภพนี้ได้ตั้งนานแล้ว และไปยังสรวงสวรรค์ แต่ว่าสถานที่แห่งนี้…ร่างต้นคือสิ่งผูกพันสุดท้ายสิ่งเดียวของเขา
ในยามนี้หวังเป่าเล่อยืนอยู่กลางท้องฟ้า มองดูดินแดนรูปหน้าคน มองใบหน้าที่คุ้นเคย ประตูใหญ่เปิดออกในความทรงจำของเขาช้าๆ ภาพแต่เก่าก่อนค่อยๆ ไหลเข้ามาในครรลองสายตาของเขา…ราวสายน้ำ
ครึ่งครู่ให้หลัง หวังเป่าเล่อถอนหายใจบางเบา หยิบเอากาสุราในมือแล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ดวงตานั้นทอประกายแปลกประหลาด
แท้จริงแล้ว เขาคิดได้แต่แรกแล้วว่าจะทำเช่นไรให้ร่างต้นได้สติ แม้ว่าความปรารถนาไม่อาจถูกทำลาย แต่…ก็สามารถเข้าแทนที่ได้
ส่วนวิธีการของหวังเป่าเล่อนั้น เขาค่อยๆ คิดได้หลังจากเฝ้ามองสรรพชีวิตมานับหมื่นๆ ปี
บนโลกนี้ เหล่าสรรพชีวิตล้วนมีความปรารถนา…แต่ความปรารถนานั้น มิได้มีเพียงแค่เสียง รส ภาพ กลิ่น สัมผัสและจิต
บนโลกใบนี้ ยังมีอย่างอื่นนอกจากปรารถนาทั้งหก…มีอยู่โดยตลอด หวังเป่าเล่อพึมพำ เขามองสรรพชีวิตมาหลายปี มองเห็นเหล่าผู้คนในเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วน ความปรารถนาที่จะสืบทอด ความปรารถนาที่จะเรียนรู้ เขาได้รู้ถึงความปรารถนาต่อเรื่องที่ยังไขไม่ได้
ความปรารถนาพวกนี้ หวังเป่าเล่อขนานนามมันว่า…ปรารถนารู้
ปรารถนารู้ทุกสิ่งที่ยังไม่รู้ ความปรารถนาที่ผลักดันให้เข้าใจทุกสิ่ง
นอกจากนี้แล้ว เขาก็ยิ่งอยากเห็นร่างของสรรพชีวิตในบรรดาเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วน ท่ามกลางความเบ่งบานของแต่ละชีวิต ความปรารถนาจากก้นบึ้งหัวใจที่อยากจะโดดเด่น ความปรารถนาที่จะแตกต่าง ในที่นี้บ้างก็อยากเป็นวีรบุรุษ บ้างก็ปรารถนานำพาเผ่าพันธุ์ให้ยิ่งใหญ่บ้าคลั่ง ไม่ว่าเป็นอย่างไร ความปรารถนาพวกนี้คล้ายกับว่าจะติดตามพวกเขาทั้งชีวิต…
หลังหวังเป่าเล่อมองดูเนิ่นนาน เขาก็เรียกความปรารถนานี้ว่า…ปรารถนาตัวตน
มีตัวตนก็เพื่อตนเอง เพื่อให้เผ่าพันธุ์ปรากฏอยู่ ให้ตัวตนในชีวิตนี้มีคุณค่า
หลังสองปรารถนานี้แล้ว ยังมีอีกความปรารถนาหนึ่ง รุนแรงเช่นเดียวกัน กระทั่งว่าระดับความรุนแรงนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเผ่าพันธุ์ แตกต่างตามเหตุแห่งมรรคาเต๋าและดวงจิตเทพแต่ละคนของสรรพชีวิตแต่ละราย
นั่นก็คือ…ปรารถนาอารมณ์
ท่ามกลางการสังเกตของหวังเป่าเล่อนี้ เขาพบว่าความปรารถนานี้พิเศษอย่างยิ่ง มันอาจจะเป็นน้ำผึ้งหรือยาพิษก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม…มันล้วนทำให้สรรรพชีวิตนั้นแสวงหาความทุ่มเท บ้างก็กลายเป็นยาพิษทำร้ายจิตใจ แต่ว่าส่วนลึกของดวงวิญญาณนั้นยังคงรอคอย และอาวรณ์ถวิลหา
บางที อาจจะเพราะพวกเราทุกชีวิตล้วนแต่เดียวดาย ทว่ากลับไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยว หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา ในสมองนั้นปรากฏภาพตัวเองเฝ้ามองสรรพชีวิต สัมผัสได้ถึงความปรารถนาชนิดที่สี่
ความปรารถนาชนิดที่สี่นี้ บ้างก็คล้ายกับปรารถนาตัวตน แต่กลับไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วมันแฝงอยู่ในการแสดงทางวาจา การแสดงออก แฝงอยู่ในความสามารถของทุกสรรพชีวิต ตัวของหวังเป่าเล่อเองมีอยู่ ทุกสรรพชีวิตเองก็มีอยู่
หวังเป่าเล่อเรียกสิ่งนี้ว่า..ปรารถนาสื่อสาร
ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคนอื่นๆ หรือว่าพูดคุยกับตนเอง ล้วนแต่เป็นความปรารถนาที่จะสื่อสารทั้งสิ้น ก็เหมือนกับที่หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าตนเองในยามนี้ กำลังจมอยู่กับความปรารถนาที่จะสื่อสาร
แล้วยังมีอีกปรารถนาหนึ่ง… ระหว่างที่หวังเป่าเล่อกล่าว เขาก็พบว่าหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใด หรือว่าอารยธรรมใด ในช่วงเวลาห้วงหนึ่งอันแตกต่างกัน จะเกิดสภาวะประหลาดอันเรียกว่า…ความสงบขึ้นมา
ราวกับความปรารถนาที่เหล่าสรรพชีวิตทั้งหมดแสวงหานี้ ปรารถนาสุขสงบล้วนแฝงอยู่ในนั้นเสมอมา ไม่ว่าตัวตนจะแข็งแกร่งเท่าไร อยู่ในเผ่าพันธุ์เกรียงไกรเพียงใด ล้วนแต่ต้องแย่งชิงหรือว่ายอมสยบในสิ่งต่างๆ…
ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ สุดท้ายแล้วก็เพื่อให้ตนเองสบายกายสบายใจ สรรพสัตว์ทุกสิ่งเป็นเช่นนี้ ไม่มีหนีพ้น
ต่อให้ไม่ได้เป็นเช่นนี้ แต่ก็เป็นแค่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากเวลาเคลื่อนผ่าน ทุกอย่างก็ล้วนต้องกลับมาอยู่ในห้วงปรารถนานี้
ดังนั้นแล้ว หวังเป่าเล่อจึงเรียกว่าความปรารถนานี้ว่า…ปรารถนาสุขสงบ
สำหรับความปรารถนาสุดท้าย หวังเป่าเล่อค้นพบมันจากบรรดาผู้อยู่ใกล้ความตายของสรรพสัตว์ในเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย สิ่งนี้ยิ่งเด่นชัดนั้นในยามที่อยู่บนร่างของผู้อยู่บนเส้นแบ่งเป็นตาย เนื่องเพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะไม่มีความเสียใจ หรืออยากไล่ตามสิ่งใดก่อนตาย แล้วยินยอมหลับตาจากไป
และไม่ใช่เพราะทุกคนมีสิทธิในการเลือกความตายของตนเองได้ ดังนั้นแล้ว…ชีวิตส่วนมากในเผ่าพันธุ์ทั้งหลายนั้น ในยามนี้ ในร่างของพวกเขาก็จะมีความปรารถนาอันแรงกล้าบังเกิดขึ้น
ความปรารถนา…ที่จะมีชีวิตต่อไป
ความปรารถนาเช่นนี้ ยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด หลายครั้งนั้นที่พบเห็นทำให้หัวใจของหวังเป่าเล่อบังเกิดระลอกคลื่น
สุดท้ายแล้ว เขาเรียกสิ่งนี้ว่า…ปรารถนาชีวิต
ความปรารถนาทั้งหกประการก็คือสิ่งที่หวังเป่าเล่อได้สังเกตพบในเวลาหลายล้านปีนี้ สรุปมาได้เป็นความปรารถนาพื้นฐานของชีวิต และเป็นสิ่งที่เขาคิดว่านี่เป็นกุญแจปลุกให้ร่างต้นตื่นขึ้น
ในเมื่อความปรารถนานั้นไม่อาจดับมอด เช่นนั้นก็ย่อมถูกชักนำและแทนที่ได้…ราวกับใช้อีกวิธีการในการแสดงมันออกมา
และหกปรารถนาที่เกิดมาภายหลัง ย่อมต้องการสติสัมปชัญญะ ดังนั้นแล้ว…เมื่อแทนที่สำเร็จ หวังเป่าเล่อเชื่อว่า ร่างต้นย่อมได้ทุกสิ่งกลับคืนมา
แต่ทุกสิ่งตรงนี้ ต้องให้ตัวของร่างต้นชักนำเอาเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ให้จิตนึกคิดของร่างต้นตื่นจากการหลับใหลก่อน… หวังเป่าเล่อมองดินแดนรูปใบหน้าคน หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็สืบเท้าไปเบื้องหน้า
หลังจากเข้าใกล้ ดวงดาวที่ถูกดินแดนนี้ชักนำเข้ามานั้นพลันระเบิดแสงอันแรงกล้า แล้วยิ่งมีไอหมอกดำขนาดยักษ์แผ่เข้ามาจากใจกลางดินแดน มันแผ่ซ่านไปทั่วแปดทิศ
แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ หยุดยั้งหวังเป่าเล่อไม่ได้สักนิด
หลังจากที่เขาเข้าใกล้ เหล่าดวงดาวที่ทอแสงเหล่านั้นราวกับว่าไม่สามารถทนแรงต้านทานได้ ล้วนแต่แตกสลายเป็นสี่ห้าส่วน กลายเป็นเศษชิ้นส่วนกระจายออกไปทั่ว
ส่วนหมอกดำที่แทนที่ความปรารถนาก็เป็นเช่นนี้ มันไม่สามารถก่อเกิดมลทินอะไรให้หวังเป่าเล่อได้สักนิด หวังเป่าเล่อในยามนี้อยู่ในสถานะที่หมอกพวกนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่เขาเองก็ไม่อาจจะลบล้างปราณดำที่แปลงจากความปรารถนานี้ได้ ยกเว้นแต่ว่าเขาจะลบล้างสรรพชีวิตในวงแหวนดาราพิภพไปด้วย และทำให้ความปรารถนานั้นไม่มีต้นตอ มิเช่นนั้น หมอกดำก็จะคงอยู่ตลอดไป
ดังนั้นแล้ว ท่ามกลางสภาวะที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ของหมอกดำเหล่านี้ หวังเป่าเล่อก็เดินไปถึงดินแดนแห่งนั้น เดินอยู่บนตำแหน่งหัวคิ้วของใบหน้ารูปคน เขายืนอยู่ตรงนั้นพลางยกมือขวา จากนั้นจิตแห่งเซียนขุมหนึ่งก็ระเบิดออก กวาดล้างทั่วทั้งดินแดน
เมื่อจิตแห่งเซียนนี้กวาดผ่านไป ชีวิตที่มีความปรารถนาทั้งหลายบนดินแดนนี้ก็พลันแผดเสียงโหยหวน แต่ละคนนั้นราวกับถูกระเหิดไปในพริบตา กระจายหายไป กระทั่งเหล่าซากปรักหักพังในที่แห่งนี้ก็ถูกลบล้างไปในพริบตา
เมื่อมองดูแล้ว พืนที่แห่งนี้สะอาดขึ้นไม่น้อย กระทั่งเหล่าหมอกควันสีดำกลับพัดม้วนเข้าหากันเองไม่กระจายไปด้านนอกอีก เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นดินแดนรูปใบหน้าคนนี้แจ่มชัดขึ้นมาแล้ว
ร่างต้น…ตื่นขึ้นมา! หวังเป่าเล่อเอ่ยปากเสียงเบา เมื่อเขาเอ่ยปาก ในพริบตานั้นดวงดาราในความว่างเปล่าแห่งนี้ก็ได้กลายสภาพเป็นกฎจำนวนนับไม่ถ้วน กระแทกเข้าสู่ภายในของดินแดน ก่อเกิดเสียงดังลั่น สะท้านไปแปดทิศ
กระแสเสียงแห่งกฎอันน่าครั่นคร้ามที่อยู่ในประโยค กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว อาศัยจากพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อในยามนี้ มากเพียงพอจะปลุกทุกสิ่งที่อยู่ในวงแหวนดาราพิภพได้
แต่สิ่งเดียว….ที่ยังไม่มีร่องรอยการตื่นขึ้นมาเลยนั้นก็คือร่างต้นของเขา มีเพียงผืนแผ่นดินสะเทือนครั้งใหญ่จนก่อเกิดรอยแยกปรากฏเท่านั้น!
ผลลัพธ์ ก็ยังไม่อาจปลุกเจ้าได้หรือ… หวังเป่าเล่อพึมพำ
ความปรารถนาในที่นี้ลึกล้ำมากเกินไป มันหนักหนา แถมต้นกำเนิดยังมาจากสรรพชีวิตทั้งแดนวงแหวนดาราพิภพ ต่อให้หวังเป่าเล่อตรงนี้มีกำลังพอสยบทุกสรรพชีวิตได้ แต่…ร่างต้นของเขาก็มีพลังอันแข็งกล้าถึงที่สุดอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นผลจากการหลอมรวมกับมหาเทพแล้ว นี่คือสภาวะของชีวิตที่เกือบจะบริบูรณ์
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว เขาไม่มีทางถูกปลุกขึ้นมาได้อีก
ช่างเถอะ ช่างเถอะ… หวังเป่าเล่อแหงนหน้า เขามองไปยังที่ห่างไกล ทิศทางที่มองไปย่อมเป็นตำแหน่งของมหาจักรวาล คลับคล้ายคลับคลา เหมือนเขาจะมองเห็นเงาร่างคุ้นเคยรูปหนึ่ง
ในนั้นมีบิดามารดาของหวังเป่าเล่อ ท่านอาจารย์ เจ้าเยี่ยเหมิง โจวเสี่ยวหยา แล้วยังมีสหายของเขาและลมปราณนับไม่ถ้วน…
มหาเทพ ทำให้ร่างต้นสมปรารถนา
ร่างต้น ทำให้ข้าสมปรารถนา
ในยามนี้ข้าได้กลายเป็นร่างแยกอิสระนานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวพันสิ่งใดกับร่างต้นอีก เช่นนั้นวิธีเดียวที่จะให้เขาตื่นได้ก็คือ…ใช้ชีวิตของข้า แลกชีวิตของเขา ให้ข้าหายไปจนสิ้นเพื่อแลกกับการปลุกเขา!
หวังเป่าเล่อยิ้ม จากนั้นก็ยกมือขวาคว้าไปยังความว่างเปล่า สุรากาหนึ่งปรากฏ เขาดื่มลงไปในคราเดียวอย่างที่ไม่เคยดื่มเช่นนี้มาก่อน
เหล้าในกาคำนี้ หมดไปเกือบครึ่งส่วน
หลังจากโบกมือแล้ว เขาก็โยนกาทิ้งไป จากนั้นก็ลอยตัวไปยังท้องฟ้าเหนือดินแดนแห่งนั้น หลังจากที่ใช้มือขวาคว้าจับอีกครั้ง ไข่มุกวิญญาณหนึ่งเม็ดก็ปรากฏ หลังพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วแล้ว หวังเป่าเล่อก็โยนมันทิ้ง ให้มันลอยขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจแล้วหัวเราะออกมา
หัวเราะมากเข้ามากเข้า ร่างกายของเขาก็เริ่มต้นแผดเผา จิตเซียนทะยานขึ้น ร่างเนื้อ วิญญาณเทพ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาล้วนมอดไหม้ในพริบตานั้นเอง
หลังจากการเผาไหม้นี้ ดวงดาราทั้งผืนก็สั่นสะเทือน อาณาเขตดารานั้นเกิดเสียงดังลั่น ทั้งอาณาเขตเต๋าเองก็ระเบิดสิ้น ส่วนวงแหวนดาราพิภพสั่นสะท้าน
สรรพชีวิตหมื่นสิ่ง เผ่าพันธุ์ทั้งหลาย กระแสจิตทั้งหลายในพริบตานั้นล้วนแต่สั่นสะท้านจากก้นบึ้งของหัวใจ สายตามากมายนับไม่ถ้วนค้นหาสาเหตุของการสั่นสะเทือนนี้
ความเดียวดาย ช่างไร้ความหมายนัก
กลับเป็นเจ้าร่างต้นที่ฉลาด หลับใหลมาจนบัดนี้ ไม่ต้องไปสัมผัสกับความรู้สึกที่ทุกคนได้จากไปแล้ว แต่ตนเองกลับยังลนลานสับสน…
สำหรับข้าแล้ว นับว่าได้ยืนหยัดมาแล้ว ได้สัมผัสมาแล้ว ได้แบ่งปันมาแล้ว และเคยได้ใช้ชีวิตมา สิ่งเหล่านี้…เพียงพอแล้ว
เพียงพอแล้ว!
เช่นนั้นวันนี้ ข้าก็…จะช่วยให้เจ้าสมปรารถนา!
เจ้าตื่นเองไม่ได้ ไม่อาจเปลี่ยนถ่ายความปรารถนาทั้งหกได้ ไม่เป็นไร…ข้าจะช่วยเจ้า
แผดเผาเต๋าของข้า แผดเผาวิญญาณของข้า แผ่พลังดวงจิตเทพของข้า…เช่นนี้ มอบปรารถนาทั้งหกให้แก่ร่างต้น ให้เกิดสติและการรับรู้ของเจ้า ยามนี้…เจ้าควรตื่นได้แล้ว!
หวังเป่าเล่อหัวเราะเสียงดัง ส่วนร่างกายก็พลันมอดไหม้ในยามนั้น เขาโบกมือขึ้นแรงครั้งหนึ่ง จากนั้นร่างหนึ่งในหกส่วนก็พลันกระจายตัวกลายเป็นแสงสีขาวสายหนึ่งทันที
นี่คือ…ปรารถนารู้! ระหว่างที่กล่าว หวังเป่าเล่อก็โบกมือ แสงที่แสดงถึงความปรารถนารู้ไม่รู้สิ้นพลันระเบิดออกมา แสงโชติช่วงสุดประมาณ จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้วขอดินแดนรูปหน้าคน
ดินแดนนั้นเกิดเสียงดังสะเทือน ใบหน้าคนสั่นไหว!
นี่ยังไม่จบ หวังเป่าเล่อโบกมืออีก จากนั้นร่างหนึ่งในหกส่วนก็กระจายอีกครั้ง กลายเป็นลำแสงสีฟ้า ลำแสงนี้ราวกับแฝงด้วยความฝัน ราวกับแฝงด้วยความปรารถนาที่จะแสดงออก ในพริบตานั้นเองก็พุ่งเข้าสู่ใบหน้านั้นเช่นเดิม
นี่คือปรารถนาตัวตน!
ดินแดนสั่นสะเทือนอีกครั้ง รุนแรงยิ่งกว่าเก่า
หลังจากนั้น แสงเส้นที่สามก็ปรากฏ มันคือแสงสีแดงฉาน นั่นคือปรารถนาอารมณ์ ราวกับลูกไฟที่มอบความอบอุ่นให้มนุษย์อย่างไรอย่างนั้น และอาจจะทำให้คนมอดไหม้เป็นธุลีได้ แต่บางทีนี่ก็คือเสน่ห์ของมัน เหมือนแมงเม่าจำนวนนับไม่ถ้วนยินยอมพุ่งเข้าหากองไฟ!
นี่คือปรารถนาอารมณ์!
น้ำเสียงหวังเป่าเล่อแหบแห้ง ลมปราณกระจายตัวไปมากแล้ว แต่ดวงตายึดมั่นของเขานั้นยังคงเจิดจ้า ระหว่างที่โบกมือ ลำแสงที่สี่ก็ปรากฏขึ้น
ลำแสงนี้ แฝงไปด้วยความปรารถนาสื่อสาร พุ่งเข้าหาใบหน้านั้น!
นี่คือปรารถนาสื่อสาร!
ดินแดนรูปใบหน้าในยามนี้เกิดเสียงดังขึ้นไม่หยุด จนเริ่มแตกหัก ส่วนไอหมอกดำภายในนับไม่ถ้วนได้กลายสภาพเป็นรูปใบหน้ากำลังร้องโหยหวน
นี่คือปรารถนาสุขสงบ!
หวังเป่าเล่อยิ้มขึ้นอีกครั้ง เขาใช้สองมือโบกขึ้น ลำแสงที่ห้ารวมตัวกันฝังพุ่งเข้าไปในนั้นทันที ระหว่างที่หวังเป่าเล่อเอ่ยอยู่นั่นเอง…ร่างของเขาก็เริ่มเลือนรางจนเหลือเพียงหนึ่งในหกส่วนสุดท้ายแล้ว!
ส่วนสุดท้ายนั้นคือ…ปรารถนาชีวิต! ร่างของหวังเป่าเล่อพลันแตกหักออกมาเกิดเสียงดังลั่น ทุกสิ่งทุกอย่างในพริบตานั้นได้กลายเป็นลำแสงที่หก นำพาความยึดมั่นและการไล่ตาม นำความปรารถนาพุ่งเข้าไปยัง…ดินแดนรูปใบหน้าแห่งนั้น!
ในพริบตา ทั้งวงแหวนดาราพิภพก็สั่นไหวรุนแรง สรรพชีวิตสะท้านขวัญ ส่วนหวังเป่าเล่อเองก็หายไปโดยสมบูรณ์ บนดินแดนแห่ง ก้องกังวานด้วยประโยคหนึ่งซึ่งสะท้อนอยู่ท่ามกลางสายแห่งชีวิตสุดท้ายของเขา
หวังเป่าเล่อ นามนี้ ข้าคืนให้แก่เจ้า!
หลังจากเสียงนี้ดังสะท้อน ทั้งดินแดนก็พลันเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งวงแหวนดาราพิภพ เสียงกระแทกอันรุนแรงนี้ทำให้ดินแดนแห่งนั้นทั้งหมดแหลกละเอียดกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และกระจายกลายเป็นฝุ่นไปในพริบตา…
กระทั่งหลังจากเสื่อมสลายดำเนินไปจนจบ และพื้นที่แห่งนั้น…หายสิ้นไป
ส่วนสิ่งที่ลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า มีเพียงร่างกายหนึ่ง…ที่ถูกฝังอยู่ในดินแดนนั้นไม่รู้นานกี่ปีกี่ชาติ!
ร่างกายนี้สวมชุดคลุมยาว เส้นผมโบกสะบัด เขาหลับตา สีหน้าซีดขาว และไม่ขยับกายเลยสักนิด…เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วน นี่ก็คือ…ร่างต้นของหวังเป่าเล่อ!
ขนตาของเขากะพริบไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังสั่น เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ลืมตาทั้งสองขึ้นมาคล้ายกับกำลังตกอยู่ในห้วงฝันร้าย…
……………………………………………………………..
วงแหวนดาราพิภพ หากสามารถยืนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้วมองออกไปนั้น จะมองเห็นได้ว่าลักษณะของมันนั้นเหมือนล้อรถ เพียงแต่ว่ามีขนาดใหญ่อย่างมาก เกรงว่ายากจะอธิบายเป็นคำพูดได้
ทั้งวงแหวนดาราพิภพนี้ มีขนาดใหญ่เกินไปจริงๆ
ด้านในบรรจุด้วยอาณาเขตเต๋านับไม่ถ้วน ทุกอาณาเขตเต๋านั้นล้วนมีเขตดารานับไม่ถ้วน และทุกๆ ชั้นของเขตดารานั้นก็ยังมีมหาจักรวาลอันนับไม่ถ้วนอีก…
กล่าวได้ว่า ยากนักที่จะมีตัวตนใดสามารถทำให้วงแหวนพิภพแห่งนี้กระทำการถึงจุดนี้ได้…นอกเสียแต่ว่าเป็นผู้ที่ฝึกตนจนระดับสุดยอดของพิภพแล้ว ก็คือหมายถึงระดับเก้าที่ว่ากัน!
แต่ผู้ที่สามารถฝึกปรือได้ถึงชั้นนี้ ต่อให้นับเอาอารยธรรมทุกเผ่าพันธ์ในวงแหวนดาราพิภพนี้มานับรวมกันดู ก็ยากอย่างยิ่งที่จะมีปรากฏ
ต่อให้รวมกับกาลเวลาที่ไหลผ่าน เกรงว่าก็ยังมีจำนวนเท่าขนหงส์หางกิเลน นี่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์ และต้องมีชะตาบ่มเพาะอันยิ่งใหญ่ และโชคชะตาถึงจะได้ด้วย
ดังนั้น เมื่อเอ่ยอย่างอ้อมค้อมแล้ว ในวงแหวนดาราพิภพนี้ ทุกๆ ยุคสมัยจึงก่อเกิดเรื่องราวและการเข่นฆ่านับไม่ถ้วน ต่างแย่งชิงและพากันส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ทุกสิ่งนั้น ก็เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดของแดนพิภพ ทุกสิ่งล้วนแต่เพื่อยกระดับก้าวสู้เขตแดนสรวงสวรรค์!
เขตแดนสรวงสวรรค์ นามนี้ สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนั้นอาจนับเป็นเรื่องไม่คุ้นเคย มีเพียงผู้ที่ฝึกปรือได้ระดับสูงขนาดหนึ่งแล้วเท่านั้น ถึงค่อยสัมผัสได้ลางๆ…ว่านอกวงแหวนพิภพนั้น ยังมีอีกวงแหวนดาราหนึ่ง
นามว่า…สรวงสวรรค์
ในส่วนรายละเอียดว่าภายในวงแหวนดาราสรวงสวรรค์นี้มีขนาดใหญ่เท่าใด และสรวงสวรรค์ที่ว่ามีการแบ่งสรรเช่นไร ก็แทบจะไม่มีใครรู้เลย ส่วนผู้ที่ล่วงรู้นั้นก็ได้ทะยานขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ทำลายอุปสรรคแห่งดาราเข้าสู่พิภพสรวงสวรรค์
แต่ว่า สำหรับเรื่องพวกนี้ หวังเป่าเล่อไม่สนใจ เขาตอนนี้เดินอยู่ในอาณาเขตดาราแต่ละชั้นๆ ในวงแหวนดาราพิภพ มือยังคงถือกาเหล้า ในกาเหล้ากอปรขึ้นมาจากไข่มุกเม็ดหนึ่ง ในนั้นมีเหล้าข้าวมากมาย ทุกคำที่ดื่มลงไปรสชาติแตกต่าง
เมื่อเดินผ่านทางหนึ่งสาย หวังเป่าเล่อก็จะดื่มครั้งหนึ่ง ในใจผ่อนคลายเมามาย กระทั่งว่าบางเวลายังร้องเพลงหลายเพลง เสียงเพลงนั้นดังไปทั่วทั้งอาณาเขตดวงดาว หลังจากเหล่าอารยธรรมเผ่าพันธุ์มากมายในมหาจักรวาลซึ่งอยู่ในอาณาเขตดารานั้นได้ยินเข้าแล้วก็พากันจิตใจสั่นไหว ราวกับได้ยินมหามรรคาเต๋า
“แสนสุขอุรา!” ระหว่างที่หัวเราะ หวังเป่าเล่อก็ส่งเสียงเรอออกมา เมื่อกลิ่นเรอเหล้ากระจายไปก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขตดาราชั้นนั้น ทำให้มหาจักรวาลจำนวนมหาศาลที่อยู่ในอาณาเขตดารานั้น และเหล่าอารยธรรมเผ่าพันธุ์มากมายต่างเมามายไปตามๆ กัน มึนเมาหนึ่งครั้งเป็นหมื่นปี
ในหมื่นปีนี้ ตัวตนทั้งหมดในอาณาเขตดารา จะไม่ตายแต่ก็ไม่ตื่น ทุกสิ่งราวกับหยุดชะงัก ทว่าก็ไม่ใช่การชะงักงันเสียทีเดียว พวกเขาเมามายจนหลับใหลไปมากกว่า
กระทั่งเจตนารมณ์เต๋าสวรรค์ยังเป็นเช่นเดียวกัน
แต่พวกเขาปลอดภัยไร้กังวล เพราะว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถข้ามเข้าไปได้ ขอเพียงเข้าไปข้างในก็หลับใหลเพราะความมึนเมาเช่นกัน
หวังเป่าเล่อใช้ดวงตามึนเมานั้นกวาดมองครั้งหนึ่ง หลังจากหัวเราะแล้วก็ไม่ได้สนใจอีก เขายังคงก้าวเท้าข้ามอาณาเขตดารานับไม่ถ้วน ยังคงแสวงหาต่อ แม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาเขายังหาเบาะแสอะไรไม่พบ แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้กังวล
ขอเพียงยังมีสุรา เขาก็รู้สึกว่าการเดินทางสายนี้นับว่าไม่เลว
ก็เป็นเช่นนี้ เวลาก็ได้ผ่านไป หวังเป่าเล่อเดินๆ หยุดๆ เบิกบานอย่างมาก บางครั้งเขาก็เข้าไปภายในอารยธรรมบางแห่ง มองดูพัฒนาการของเผ่าพันธุ์นั้น บางครั้งก็ช่วยผลักดันให้เผ่าพันธุ์พัฒนา ทำให้บางครั้งเผ่าพันธุ์เหล่านั้นเติบใหญ่มหาศาล
ทั้งหมดนี้ ก็เหมือนราวกับการเล่นเกม ทำให้การเดินทางนี้ของหวังเป่าเล่อก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าในระหว่างทาง หวังเป่าเล่อก็พบพวกที่หูหนวกตาบอดบ้าง แม้ว่าพลังปราณของเขามากพอจะสั่นสะท้านทั้งแปดทิศได้ และทำให้เหล่าอาณาเขตดารานับไม่ถ้วนต้องผวา หลังจากเข้าใจแล้วต้องตัวสั่นเทา แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีพวกที่จิตใจทะเยอทะยานวิปริต หรือไม่ก็พวกที่ยโสโอหัง มีใจคิดร้ายต่อหวังเป่าเล่อ
เหล่าตัวตนพวกนี้ ล้วนแต่ตายภายใต้ฝ่ามือเดียวของหวังเป่าเล่อไม่เหลือแม้กระทั่งซาก
แต่ว่าก็มีจำนวนไม่มากนัก ที่มีพลังแข็งแกร่งสูงสุด สำหรับคนพวกนี้หวังเป่าเล่อจะใช้สองฝ่ามือ
มีเพียงครั้งเดียวที่ตบไปสามครั้งแล้วยังไม่ตาย สิ่งมีชีวิตนี้เหมือนต้นกระบองเพชรสีเขียวที่มีแต่หนามประหลาดอันมีชีวิตทั้งร่าง กระบองเพชรต้นนี้มีขนาดเพียงฝ่ามือเท่านั้น ดูแล้วไม่น่าสนใจสักนิด แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความดุร้ายและกระหายเลือดยากบจะบรรยาย ตอนที่มันพบหวังเป่าเล่อ ก็ใช้ความเร็วอันน่าตื่นตะลึงพุ่งเข้าชนมหาจักรวาลแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาวะฟองอากาศแรกเริ่ม
หลังจากชนเข้าไปแล้ว มหาจักรวาลที่เหมือนฟองอากาศนั้นก็เริ่มพังทลายลงมา ส่วนสารบำรุงทั้งหลายข้างในก็ถูกเจ้ากระบองเพชรต้นนี้ดูดกลืนเข้าไป หลังจากนั้นต้นกระบองเพชรก็ลอยอยู่บนพื้นผิว ท่าทางอิ่มเอม
หวังเป่าเล่อมองแล้วก็ตกใจ จึงมองดูอีกนานสักหน่อย
คล้ายกับว่ามันรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจับจ้อง เจ้ากระบองเพชรไม่พอใจอย่างมาก มันอาศัยความเร็วอันเหลือเชื่อพุ่งเข้าชนหวังเป่าเล่อ
สุดท้ายก็ถูกฝ่ามือหนึ่งของหวังเป่าเล่อตบลงไป ตัดหนามจำนวนมากของมันทิ้ง หลังจากที่มันกรีดร้องโหยหวนแล้วยังคงพุ่งเข้ามาอีกอย่างไม่ยอมแพ้ หวังเป่าเล่อตบลงไปอย่างแปลกใจอีกครั้ง ทำให้หนามบนร่างของมันหายไปจนสิ้นซาก กระทั่งตัวมันเริ่มปริออก ดูเหมือนว่าเจ้ากระบองเพชรต้นนี้จะโง่อยู่บ้าง มันยังคงกรีดร้องแล้วพุ่งเข้ามา หลังจากที่หวังเป่าเล่อตบไปครั้งที่สาม มันก็ถูกตบลอยออกไปไกลแสนไกล อาจจะเป็นเพราะข้างในบรรจุพลังงานขนาดใหญ่มากเอาไว้ ทำให้เวลานี้ร่างทะลุความว่างเปล่า หายไปจนสิ้น
“เหมือนข้าใช้แรงมากไปหน่อย…ตีมันจนหลุดกำแพงของวงแหวนพิภพไปซะแล้ว” หวังเป่าเล่อเหลือบมองแล้วก็ไม่ได้สนใจอีก เขายังคงท่องเที่ยวต่อ
กระทั่งผ่านไปไม่รู้นานเท่าไร มีอยู่วันหนึ่ง หวังเป่าเล่อในขณะที่ดื่มเหล้าอยู่นั้นก็ได้มาถึงเป้าหมายแรกของเขาแล้ว และนี่ก็คืออาณาเขตดาราของดินแดนปรารถนาที่บันทึกไว้ผืนนั้น เกือบจะในพริบตาที่มาถึง มือของหวังเป่าเล่อที่ถือกาสุราอยู่ก็พลันชะงัก สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นมาก่อนจะสัมผัสดูเงียบๆ รอบหนึ่ง
“หรือว่าผ่านไปเป็นล้านปีแล้ว ปราณแห่งปรารถนาในที่นี้ ยังคงเหลืออยู่…”
หวังเป่าเล่อใช้มือขวาคว้าไปยังความว่างเปล่า ทันใดนั้นเองทั้งเขตอาณาจักรดารานั้นพลันบิดเบี้ยว หมอกสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้น จากนั้นก็ลอยอยู่เบื้องหน้าของเขา
หลังสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาแล้ว หวังเป่าเล่อก็พึมพำเสียงเบา
“ร่างต้น ตอนนี้เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างแล้วนะ กลายเป็นดินแดนปรารถนาไปแล้วหรือ”
“นั่นมันอัปลักษณ์มากเลยไม่ใช่รึ?” หวังเป่าเล่อยิ้มซื่อ แต่ในดวงตานั้นล้ำลึกอย่างยิ่ง เขาบีบหมอกสีดำ จากนั้นลองสัมผัสมันครั้งหนึ่ง เมื่อกำหนดเส้นทางแล้วก็ก้าวเดินจากไป ก้าวย่างนี้ เหยียบข้ามอาณาเขตดาราไม่รู้เท่าไร เหยียบข้ามอาณาเขตเต๋านับหมื่นแห่ง ยามที่ปรากฏกาย…ก็คือเขตดาราที่เปลี่ยนเป็นรกร้างแห่งนั้น ที่นี่ไร้ดวงดารา มีเพียงแค่ดินแดนผุเน่าอันไพศาล ซึ่งค่อยเคลื่อนตัวมาช้าๆ…
ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยไอหมอกดำ เต็มไปด้วยปราณแห่งปรารถนา บนพื้นของดินแดน สามารถมองเห็นซากปรักหักพังแห่งประเทศและอารยธรรมได้ อีกทั้งด้านนอกทั้งสี่ทิศจะมองเห็นดวงดาวพิลึกพิลั่นมากมายที่ถูกลากเข้ามาหามัน!
เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วนจะสามารถเห็นได้ว่า ดินแดนนี้มีรูปลักษณ์คล้ายใบหน้าคน สีหน้าบิดเบี้ยว เป็นใบหน้าที่แสดงความทุกข์สาหัส
เมื่อมองเห็นดินแดนรูปลักษณ์หน้าคนนี้ ดวงตาหวังเป่าเล่อก็ฉายแววสับสน เขาเอ่ยเสียงเบา
“ร่างต้น…”
………………………………………………
จิตแห่งเทพเจ้าจากไปแล้ว และนี่คือดวงจิตเทพองค์สุดท้ายในมหาจักรวาล พวกเขาพาเหล่าเผ่าพันธุ์ออกจากที่นี่ไป…แต่ก่อนจะจากไปนั้น เขาบอกกับพวกเราว่า ให้พวกเราเคารพกราบไหว้รูปสลักเร้นลับนั้น
รูปสลักนี้ มีตัวตนมาเนิ่นนานแสนนาน ก่อนหน้าที่ดวงจิตเทพจะจากไปก็แวะไปหาครั้งหนึ่ง…มองเห็น…ดวงจิตเทพคำนับให้แก่รูปสลักนี้ เป็นการบอกลา
ข่าวนี้ ราวกับก่อคลื่นลมมหาศาลขึ้นในใจของผู้เยี่ยมยุทธ์ท่านนี้ ในมหาจักรวาลปัจจุบัน เขาผู้เป็นหนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธ์ชราทั้งห้าซึ่งอยู่มาเนิ่นนานและแข็งแกร่งที่สุด ได้ทราบข้อมูลที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้
อย่างเช่นว่า ในมหาจักรวาลนี้ ก่อนหน้านี้หลายหมื่นปีอันนับไม่ถ้วน มีวิญญาณเทพสิงสถิตอยู่ พลังแห่งวิญญาณเทพสามารถทำลายทั้งมหาจักรวาลได้อย่างง่ายดาย ในความแข็งแกร่งระดับนี้ ทำให้เขาเคารพนับถือและในเวลาเดียวกันก็ไม่เชื่อ แต่หลังจากพลังฝึกปรือทะยานขึ้น จนกระทั่งบัดนี้ เขาก็เชื่อว่าดวงจิตเทพที่ว่านั้นบางทีอาจจะมีอยู่จริง
เพราะว่าเขาซึ่งอยู่ในระดับบนสุดของระดับที่สี่นั้นเข้าใจดี ดวงจิตเทพทั้งหลายก็คือผู้เยี่ยมยุทธ์ที่…ฝึกปรือจนอยู่ในระดับที่เขาไม่อาจคาดเดาได้
ส่วนผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นนี้ ก่อนหน้าที่จะจากไปถึงกับบอกลากับรูปสลัก…เพียงแค่คิดก็รู้แล้วว่า ที่มาของรูปสลักนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด!
ผู้อาวุโสรายนั้นนำข่าวนี้บอกกับผู้อาวุโสที่อยู่ร่วมยุคสมัยกับเขาทั้งหลายท่านนั้น ผู้อาวุโสหลายท่านนับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของมหาจักรวาลในยามนี้ แต่ละคนล้วนกลับไปสืบเสาะข่าว ดังนั้นแล้วในเวลาเดียวกับที่ผู้อาวุโสบอกกล่าวแก่พวกเขา พวกเขาเองก็พบข่าวอันน่าตื่นตะลึง และบอกแก่ผู้อาวุโสท่านนั้น หลังจากแบ่งปันกันเองแล้ว ในใจของพวกเขาก็คล้ายจะปรากฏคำตอบอันเลือนราง
ในมหาจักรวาลแห่งนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีดวงจิตเทพเพียงแค่หนึ่ง!
และดวงจิตเทพทุกองค์ก่อนจะจากไปนั้น ก็ได้มาบอกลารูปสลักนี้…
รูปสลักนี้…ในบันทึกกล่าวว่าเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง…หรือที่บางคนเรียกขานว่า เป็นเซียน…
ยิ่งขุดค้นลงไป ผู้เยี่ยมยุทธ์หลายท่านก็ยิ่งตื่นตะลึง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะขุดค้นเรื่องราวต่อ แต่กลับรออย่างหวาดผวา…รอมหันตภัยที่บางทีอาจใกล้มาถึง
การรอคอยประเภทนี้ รอจนผ่านไปอีกหนึ่งปี ก็ไม่ได้ปรากฏผลอะไรออกมา แต่พวกเขาก็ยังไม่เบาใจ เพียงแต่ว่าเทียบกับพวกเขาแล้ว เหล่าอารยธรรมเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนในมหาจักรวาลนี้ไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตได้ปกติดียิ่ง
ในยามนี้เอง หวังเป่าเล่อที่ทำให้เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์หลายท่านต้องสั่นสะท้านก็ได้มาถึงใจกลางของจักรวาล ในสถานที่ที่เคยว่างเปล่านั้น ที่นี่…ยามนี้ได้กลายเป็นดวงดาวที่มีอารยธรรมยึดครองเต็มผืนแล้ว
การมาของเขา ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถสังเกตเห็นได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อจึงเข้าไปเดินไปอยู่บนดาวผืนนั้นแล้วมองมหาผืนดิน
ในความทรงจำของเขา ที่นี่คือสถานที่ที่ทะเลทรายอันกว้างใหญ่นั้นเคยมีอยู่
ร่างต้น… หวังเป่าเล่อนั่งอยู่บนยอดเขาของดาวดวงนี้ สายลมบนเขาพัดโบก ดวงตาของเขามีความอ้างว้างอันเข้มข้น
จากไปหมดแล้ว… หวังเป่าเล่อพึมพำ ทุกคนล้วนจากไปแล้ว
ดินแดนนี้สำหรับเขาแล้ว ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ความจริงแล้ว…เขาก็ควรจะจากไป
แต่ว่าในเวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เขามองดูสรรพชีวิต แต่…ยิ่งเขามองดูชีวิตคนมากมายเท่าไร มองดูขวบปีอันหมุนผ่านไม่รู้เท่าไรเหล่านั้น เขาก็ไม่อาจลืมความทรงจำของร่างต้นในทะเลทรายที่ผนึกตัวเขาไว้แล้วจากไปได้
และไม่อาจจะลืม รอยยิ้มของร่างต้นยามมอบชื่อให้แก่ตนเอง
คล้ายกับว่า นี่ก็คือความยึดติดของเขา
บางที ข้าเองที่ไม่ยินยอมจากไป ไม่ยินยอมจะตื่น และรอข่าวของร่างต้นอยู่ที่นี่..
บางที ข้ามองสรรพชีวิตมานานไม่รู้กี่ปี ก็เพราะอยากจะให้ภาพเหล่านั้นทั้งหมดลบความสับสนในใจของข้า…
ยามนี้ข่าวของร่างต้นปรากฏออกมาแล้ว ยามนี้ข้ามองเห็นขวบปีนับไม่ถ้วนแต่ก็ยังลืมไม่ลง..
เช่นนั้น ข้าควรทำอะไรสักอย่าง หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา ค่อยๆ ยิ้ม รอยยิ้มนี้ดูผ่อนคลาย ปล่อยกายปล่อยใจ ราวกับว่ามีบางสิ่งถูกตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขารู้สึกว่าบนร่างของตัวเองนี้พลันผ่อนคลายขึ้นมา
มนุษย์ ล้วนแต่โลภ
แต่ว่า ในยามที่ชีวิตไม่มีทางไปต่อได้ ก็ยอมทำให้ผู้อื่นสมปรารถนา อย่างเช่นมหาเทพ…หลังพบว่าตนเองพ่ายแพ้และสิ้นหวังแล้ว ก็ยินดีสละร่างตนและฝากความหวังไว้กับร่างต้นของข้าตอนนั้น
ส่วนร่างต้น…สามัญสำนึกเหนือล้ำกว่ามหาเทพ ในตอนที่เขาพบว่าความปรารถนาไม่อาจถูกทำลาย ตอนนั้นเขาสามารถเลือกสูบกลืนสรรพชีวิตเพื่อมาหล่อเลี้ยงร่างต้นและคงสติได้ แต่คนผู้นี้ ช่างรักหน้าตาตัวเองนัก ไม่ยินยอมให้ผู้อื่นมองเห็นตำหนิของตน ดังนั้นแล้ว เขาจึงเลือกสังเวยตนเอง แล้วทำให้ร่างแยกอย่างข้าสมปรารถนา หวังเป่าเล่อยิ้มแล้วยกมือขึ้น น้ำเย็นหล่อวิญญาณขวดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเขา หลังจากดื่มไปอึกหนึ่งก็เลิกคิ้ว
ไม่อร่อยเลย ข้าชอบเหล้าข้าวมากกว่า พูดแล้วเขาก็โยนน้ำเย็นหล่อวิญญาณทิ้ง คว้ามือไปยังความว่างเปล่า กาเหล้าข้าวปรากฏขึ้น เขาแหงนหน้าดื่มไปครั้งหนึ่ง สีหน้าค่อยดูสุขใจ
สำหรับข้าตรงนี้ เห็นได้ชัดว่าเหนือล้ำกว่ามหาเทพและร่างต้น การบรรลุของเขานั้นสูงส่งยิ่งกว่าพวกเขามาก มหาเทพไม่ได้เลือก โอกาสเลือกของร่างต้นนั้นเหลือไม่มาก ส่วนข้า…มีทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน!
ข้าสามารถเลือกลืมร่างต้น แล้วกลายเป็นหวังเป่าเล่อที่แท้จริง ความจริงแล้วข้าก็คือหวังเป่าเล่อ!
ข้าเองสามารถมีอิสรเสรี กลายเป็นเซียน!
ข้ายิ่งสามารถติดตามหวังอีอีจากไป ติดตามคนเหล่านั้นไปยังสรวงสวรรค์…
ข้าสามารถเลือกไม่จากไป และท่องเที่ยวอย่างมีความสุขในวงแหวนพิภพได้
แต่ข้า…กลับเลือกเส้นทางสายนี้อย่างเด็ดขาด จำต้องเลือกเช่นนี้…ทำเรื่องเช่นนี้ หวังเป่าเล่อฉีกยิ้ม เขายิ้มนานเข้าๆ รอยยิ้มยิ่งกว้าง หลังดื่มเหล้าข้าวในมือแล้วก็โยนทิ้งไป คว้าอากาศว่างเปล่าอีกครึ่ง หนึ่งขวด ดื่มครั้งเดียวหมด
ไอ้โง่ ข้านี่มันโง่จริงๆ! หวังเป่าเล่อหนีบขวดเหล้า แย้มยิ้มกว้างเหมือนเก่า
มหาเทพ เป็นผู้โง่เขลาคนหนึ่ง ร่างต้นก็โง่เขลานัก ข้าก็เช่นเดียวกัน!
มหาเทพ เจ้าทำให้ร่างต้นสมหวังได้!
ร่างต้น เจ้าทำให้ข้าสมหวังได้!
เช่นนั้นข้า…ทำให้เจ้าสมหวังบ้างเช่นกันจะเป็นไร!
มีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ข้าเหนื่อยแล้ว ไม่ยินยอมแล้ว ร่างต้น เจ้าจงมีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแทนข้าเถอะนะ หวังเป่าเล่อเอ่ยแล้วก็ลุกขึ้น ดวงตาของเขาทอแสงแรงกล้า เขามองไปยังท้องฟ้าผืนดินเบื้องหน้า ก่อนจะก้าวออกไป!
ย่างก้าวนี้ก่อเกิดเสียงอันดังในมหาจักรวาล เงาร่างของเขาปรากฏขึ้นที่ขอบของมหาจักรวาลนี้ ราวกับว่าหากก้าวอีกเพียงก้าวเดียวจะเดินออกไป
แต่หวังเป่าเล่อกลับหยุดฝีเท้าเอาไว้ แล้วเอ่ยขึ้น
ข้าว่า ข้ากำลังจะไปแล้ว และกลายเป็นเจตจำนงของมหาจักรวาลนี้ เจ้าจะไม่มาส่งข้างั้นหรือ! อย่างน้อย การสืบทอดแห่งเซียนก็ควรถือว่าข้าเป็นคนมอบให้เจ้านะ มาๆๆ ข้าชอบเหล้าข้าว เจ้าจงส่งมอบเหล้าข้าวทั้งหมดจากทุกเผ่าพันธุ์ในมหาจักรวาลนี้ให้ข้าเถอะนะ
พริบตานั้นเอง เหล้าข้าวทุกขวดในอารยธรรมทั้งหมด ในเผ่าพันธุ์ทั้งหมดและในมหาจักรวาลนี้ล้วนหายไปในพริบตา หลังมารวมกันก็กลายเป็นเม็ดไข่มุกหนึ่ง ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ
และในพื้นที่ห่างไกล เงาร่างของผู้เยาว์คนหนึ่งก็เดินออกมา มองหวังเป่าเล่ออย่างขลาดเขลา คำนับจากที่ห่างไกล
หวังเป่าเล่อรับไข่มุกเม็ดนั้น ระหว่างที่แหงนหน้าหัวเราะคำโต เขาก็ก้าวเท้าออกจาก…มหาจักรวาลนี้!
……………………………
เผ่าพันธุ์ทั้งหลายในแดนดาราแห่งนี้ทราบว่า บนดินแดนนั้นน่ากลัวว่าจะมีเทพมารบรรพกาลที่ดุร้ายหลับใหลอยู่องค์หนึ่ง
ตามบันทึกเรื่องเล่าแต่โบราณ ดินแดนที่ลอยไปมานั้น ต่อให้มองจากระยะไกลมากเพียงแค่แวบเดียว ก็จะพาให้สภาวะจิตปั่นป่วน ในพริบตานั้นจะได้เห็นสิ่งที่ปรารถนาที่สุดในชีวิต
แต่ละสรรพชีวิตล้วนมองเห็นสิ่งนี้แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่ไม่มีข้อยกเว้นก็คือภายในใจจะเกิดความคลุ้มคลั่ง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะเหยียบลงบนผืนดินแห่งนี้ และค้นหาสิ่งที่ใจปรารถนา
เรื่องนี้ แม้จะผ่านไปกว่าล้านปีแล้ว แต่สำหรับอารยธรรมในแดนดารานั้นถือเป็นเรื่องที่สร้างอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง ถึงกับถูกบันทึกเอาไว้ กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบมา และแม้ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไร ก็มีคนจากอารยธรรมต่างๆ เป็นจำนวนมากล่วงรู้เข้า
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เกินความคาดหมายมากไปหน่อย หลังจากเวลาผ่านไปนานกว่านั้น เรื่องราวก็กลายเป็นเทพนิยาย
เหล่าผู้ฝึกตนที่เล่าขานเรื่องนี้ก็เอ่ยขึ้นมาในร้านเหล้าสาธารณะในดินแดนหนึ่งเท่านั้น เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าปากต่อปากที่ใช้สนองความเพลิดเพลิน และก็มีผู้ฝึกตนจากมหาจักรวาลได้ยินเข้าให้ก็เท่านั้น
เพียงแต่ว่า…สำหรับมหาจักรวาลที่หวังเป่าเล่ออยู่ หลังจากที่เหล่าตระกูลต่างๆ ออกไปเสาะหา ก็จะมีข่าวมากมายส่งกลับมาแทบทุกวัน บ้างก็อาศัยวิชาสื่อสารกระแสจิต บ้างก็เก็บซ่อนเรื่องราวเอาไว้ในสมองมนุษย์
แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีใด หรือว่าถูกมหาชนล่วงรู้แล้วก็ดี หรือถูกคนควบคุมไว้แล้วก็ช่าง ข่าวนี้ในบางครั้งสำหรับตัวหวังเป่าเล่อแล้ว…ตัวเขาเองก็พอจะได้ยินมันมาบ้างเช่นกัน
กล่าวง่ายๆ ก็คือ ความลับอันเป็นสรรพชีวิตที่ก่อกำเนิดในมหาจักรวาลนี้ แม้จะคิดว่าเป็นความลับที่ตนได้ล่วงรู้ หากแต่แท้จริงแล้ว ในช่วงเวลาเหล่านั้น…รูปสลักหวังเป่าเล่อก็ได้รับรู้ทุกข่าวสารผ่านตัวพวกเขาเช่นกัน
ในเวลาหลายแสนปีที่ผ่านมา รูปสลักได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล กระทั่งว่า…ในยามนี้รูปสลักมีอำนาจควบคุมอยู่เหนือเจตจำนงแห่งมหาจักรวาลนี้แล้วโดยที่ไม่มีใครรู้เลย
การมีตัวตนอยู่เช่นนี้ ทำให้กระแสจิตของเขาหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสรรพชีวิต
ดังนั้น ในยามที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป คนใดคนหนึ่งในมหาจักรวาลล่วงรู้เข้า รูปสลักหวังเป่าเล่อก็รับรู้มันเช่นกัน ดังนั้น…มันจึงเริ่มสั่นเทา
ในขวบปีนับไม่ถ้วน รูปสลักเริ่มสั่นไหวเป็นครั้งแรก
หลังจากการสั่นสะเทือน ในพริบตาทั้งมหาจักรวาลก็สั่นสะท้านตาม ท่ามกลางการเขย่าไหวนี้เอง เหล่าดวงดารานับไม่ถ้วนสะเทือนเลื่อนลั่น เผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนแตกตื่น สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนกรีดร้องตกใจ
กระทั่งว่าเหล่าดวงดารานิรันดร์ทั้งหลายยังหม่นแสงในพริบตา ราวกับว่ามีแสงที่สรรพชีวิตมองไม่เห็นแสงหนึ่ง พลันเจิดจ้าขึ้นมาพาให้ดวงดาราหม่นทึม
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น!”
“พระเจ้า ข้ารู้สึกเหมือนท้องฟ้าข้างบนกำลังสั่นไหวเลย!!”
“ไม่เพียงแค่ท้องฟ้า ทั้งหมู่ดวงดาราและทั้งมหาจักรวาลนี้เช่นกัน!” เงาร่างของผู้แข็งแกร่งแต่ละสายในมหาจักรวาล พากันบินออกมาจากแต่ละอารยธรรม พวกมันมองไปโดยรอบ ท่าทางตื่นตะลึง
แล้วก็ยังมีเงาร่างสามถึงห้าร่าง ท่าทางชราโบราณ ลมปราณแข็งแกร่งสะท้านฟ้าปรากฏตัวออกมาจากร่องรอยอารยธรรมโบราณหรือในเผ่าพันธุ์ต่างๆ พวกเขาบินโฉบไปแปดทิศ กายสั่นเทิ้มเช่นเดียวกัน
เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณขุมหนึ่ง พลังปราณขุมนี้ราวกับว่าอยู่ในดวงจิตเทพของพวกเขา ราวกับแฝงอยู่ในเส้นเลือดของสรรพชีวิต ราวกับว่าอยู่ในทุกธุลีและซอกมุมของมหาจักรวาลนี้
และในยามที่สรรพชีวิตและหมื่นสรรพสิ่งในมหาจักรวาลนี้กำลังสั่นสะท้านแตกตื่น ในดาวเคราะห์ที่ไม่มีใครแยแส ยอดเขาที่ผู้คนต่างเพิกเฉย รูปสลักที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ ตรงนั้น เวลานี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ฝุ่นจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาจากข้างบน สุดท้ายแล้วทั้งมหาจักรวาล ผู้เยี่ยมยุทธ์อันแกร่งกล้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็ได้แต่แตกตื่นตกตะลึง หลังจากกวาดมองทั้งมหาจักรวาลแล้วก็ค้นพบดาวดวงนี้ หลังจากที่พวกเขามาถึง และมองเห็นรูปสลักนี้สั่นเทาแล้ว ต่างก็คล้ายมีคลื่นยักษ์ซัดโหมขึ้นในใจ
“รูปสลักนี้…ในความทรงจำของข้า อยู่ตั้งแต่ตอนที่ข้าเกิดแล้วนะ!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์หลายคนสีหน้าซีดขาว ในใจแตกตื่น ตัวของรูปสลักสั่นเทาแรงขึ้นทุกที จนกระทั่งสุดท้ายแล้ว…ดวงตาของรูปสลักก็พลันเบิกกว้าง…ทั้งสองดวง
ในพริบตาที่มันเบิกตาทั้งสองนั่นเอง ฟ้าดินหยุดหมุน ดวงดาราไม่เขยื้อน ท้องฟ้าเงียบสงัด สรรพชีวิตไม่ขยับ สรรพสิ่งหยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชิ้นทุกร่าง ล้วนหยุดชะงักเงียบงัน
มีเพียงประกายตาภายในดวงตาทั้งสองนั้นที่เจิดจ้ามากขึ้น หลังจากนั้นปูนบนตัวของรูปสลักก็ค่อยๆ สลายไป หวังเป่าเล่อที่สวมชุดดำทั้งร่างยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขาดูแปลกประหลาด เขายืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน หลับตาคล้ายกับกำลังใคร่ครวญบางสิ่ง
ครึ่งครู่ให้หลัง ในยามที่เขาลืมตานั้นเอง มหาจักรวาลที่หยุดชะงัก ไม่มีใครสามารถได้ยินเสียงพึมพำของเขา
“ดินแดนแห่งหนึ่ง…”
“หนึ่งล้านปีก่อน…”
“หลังผ่านทุกสิ่งไป ก็สูญเสียสติสัมปชัญญะของชีวิต กลายเป็นมารปรารถนา…”
“ดินแดนนี้ เต็มไปด้วยความปรารถนา…” หวังเป่าเล่อพึมพำ แสงในดวงตายิ่งเจิดจ้าขึ้นทุกขณะ เขามั่นใจว่า ดินแดนผืนนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่าจะกำเนิดมาจากร่างต้น
ต่อให้ไม่ใช่ร่างต้น ก็แน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าจะต้องมีความเกี่ยวข้องกันลึกซึ้งแน่นอน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในหลายขวบปีอันนับไม่ถ้วนนี่คือข่าวแรกที่เขาได้ยิน อีกอย่าง…ร่างต้นซึ่งถูกตัวตนของร่างต้นเองและบิดาของหวังอีอีร่วมมือกันล้างสติสัมปชัญญะจนถึงความปรารถนาครอบงำนี้ก็ถูกขับไล่ไปไกลแสนไกล และต้องล่องลอยอยู่ในหมู่ดาราตลอดกาล…
หวังเป่าเล่อเงียบลง เขาก้มหน้ามองฝ่ามือขวาของตนเอง ในกลางฝ่ามือของเขานั้น มีไข่มุกอยู่เม็ดหนึ่ง ไข่มุกเม็ดนี้ทอแสงประกายสีฟ้าขยับไหว งดงาม จับใจ
นี่ก็คือเม็ดไข่มุกวิญญาณ
ภายในนั้นบรรจุทุกผู้คนคุ้นเคยที่เคยอยู่ในสหพันธรัฐ รวมถึงคนรู้จักของคนรู้จัก…นี่คือสิ่งที่หวังเป่าเล่อเก็บรวมรวบพวกเขาทุกคนเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะสลายไป ไม่ว่าต่างคนต่างกลับชาติไปเกิด เป็นวิญญาณแล้วก็ดี หรือมาถึงทางตันแล้วก็ตาม เพื่อปกป้องพวกเขา
ไม่ขาดไปแม้แต่คนเดียว
ในนั้นมีบิดามารดาของเขา น้องสาว อาจารย์ โจวเสี่ยวหยา เจ้าเยี่ยเหมิง แล้วยังมีพวกหลิวต้าวปินต่างๆ …ทุกคน ยังคงอยู่
เม็ดไข่มุกนี้ถูกหวังเป่าเล่อถนอมไว้ในฝ่ามือ ถือเอาไว้ไม่รู้กี่หมื่นปี จนกระทั่งตื่นขึ้นในวันนี้ เขาจึงแบมือเผยมันออกมา
หลังจ้องมองเม็ดไข่มุกนี้ หวังเป่าเล่อก็เก็บมันเข้าไปอีกครั้งเข้าสู่ภายในกาย เขาแหงนหน้าขึ้น มองดูเหล่าเผ่าพันธุ์อารยธรรมภายในมหาจักรวาล แล้วก็ยกเท้าขึ้นเงียบๆ เดินจากไป
หลังจากเขาจากไปแล้ว มหาจักรวาลก็หวนคืน ทุกอย่างกลับมาเคลื่อนไหว หลังจากนั้นก็คือความตื่นตะลึงและเสียงฮือฮา ผู้คนจำนวนมากหวาดเกรงและนับถือ
โดยเฉพาะเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ไม่กี่คนเหล่านั้น พวกเขามองเห็นว่ารูปสลัก…ไม่อยู่แล้ว
พวกเขาต่างเข้าใจดี ตัวตนที่มาจากบรรพกาลไม่ว่าเป็นใคร ยามนี้ได้ตื่นขึ้นแล้ว ดังนั้นในความหวั่นเกรงและหวาดผวา พวกเขาต่างบอกกล่าวกันอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็ถูกเก็บเป็นความลับในมหาจักรวาลนี้
ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ระงับตนเอง ไม่เสาะหาที่มา ไม่สืบถาม ไม่ครุ่นคิด
เพราะว่าพวกเขาเดาออกว่า ผู้แข็งแกร่งจากบรรพกาลท่านนี้ ในเมื่อเลือกจะกลายเป็นรูปสลักอยู่หลายแสนปี เช่นนั้นก็คงไม่ชอบให้มารบกวน อีกทั้งพวกเขาไร้พลังที่จะต่อต้าน สิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คือให้ทุกสิ่งในมหาจักรวาลดำเนินไปตามปกติ…
ในเวลาเดียวกัน ทุกท่านต่างจากไปด้วยหัวใจหนักอึ้ง หลังจากกลับเข้าสู่เผ่าพันธุ์ตนเองแล้ว ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพลิกอ่านบันทึกโบราณบรรพกาลอย่างบ้าคลั่ง คิดอยากจะหาข่าวที่มาของรูปสลักนั้น…
จนกระทั่งหลายวันให้หลัง สุดท้ายแล้ว…ผู้อาวุโสท่านหนึ่ง พบบันทึกเก่าแก่จากแผ่นหยกขาดวิ่นโบราณ หาพบข้อความส่วนหนึ่งซึ่งหลังจากเขาอ่านแล้ว…ก็นับว่าเป็นข่าวที่น่าตื่นตะลึงอย่างที่สุด!
…………………………………………………………
หวังเป่าเล่อไปจากโลกแห่งศิลา
กลับเข้าสู่มหาจักรวาลและดินแดนเซียน
ราวกับเขาแก้ปมที่อยู่ในใจได้แล้ว หลังจากที่กลับมา หวังเป่าเล่อก็เลือกยอดเขาแห่งหนึ่งแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นเงียบๆ เริ่มต้นฝึกตน แต่ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกอ่อนล้ากับการฝึกตนขึ้นมา
ผู้ที่จับเจตนาแห่งเซียนได้เช่นเขานั้นมีหลายระดับ นับว่าเป็นเซียนแล้ว เหตุเพราะไม่ได้ต่อสู้กับคนมาเนิ่นนาน เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังฝึกปรือระดับเท่าใด
แต่นี่ไม่สำคัญ
ที่สำคัญก็คือเขาพบว่า เมื่อเทียบกับการฝึกตน เขาชมชอบการดูสรรพชีวิตมากกว่า ดังนั้นเขาจึงเลือกภูเขาลูกนี้ซึ่งมีความสูงเพียงพอ และกระแสจิตของเขาก็กว้างมากพอ เพื่อที่จะได้มองเห็นทุกสิ่ง
เขามองดูดินแดนเซียนในรูปแบบนี้…ไปอีก 300 ปี
สามปีให้หลัง การขยายตัวของดินแดนเซียน ก็มาถึงจุดระเบิด ในตอนแรกที่ผืนแผ่นดินล่องลอยอยู่นั้น เวลานี้มันเริ่มหยุดชะงัก ภายหลังจากการหยุดชะงัก เหล่าดวงดาราจำนวนมหาศาลรอบด้านก็ถูกชักจูงมาโดยมีดินแดนแห่งเซียนอยู่ตรงกลาง กลายเป็นดาราจักรผืนใหม่ และในเวลานี้เอง โลกแห่งศิลาก็ถูกหวังเป่าเล่อดึงออกมาให้หลอมรวมเข้ากับด้านนอกของดินแดนเซียน และกลายเป็นโลกเล็กๆ ที่อยู่ในอาณาเขตผืนฟ้าแต่ก็มีจุดเชื่อมต่อกับดินแดนแห่งเซียนด้วย
ท่ามกลางการพิทักษ์ของเขา การหลอมรวมของโลกแห่งศิลานั้นเป็นไปโดยราบรื่น ในเวลาเดียวกันทั้งสองฝ่ายก็มีการแลกเปลี่ยนและติดต่อกัน การพัฒนาของโลกแห่งศิลาก็ยิ่งมาสู่จุดสูงสุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาก็ได้เคลื่อนผ่านไปอีกครั้ง ส่วนหวังเป่าเล่อก็ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่นโดยไม่ขยับเขยื้อน…เป็นเวลากว่า 1,000 ปี ร่างกายของเขาได้กลายเป็นรูปสลักไปช้าๆ
พันปีมานี้ หวังอีอีมาเป็นร้อยครั้ง ศิษย์พี่เองก็มาเป็นร้อยครั้ง ส่วนบิดาของหวังอีอี มาเพียงครั้งเดียว
บิดาของหวังอีอี ผู้ซึ่งปรากฏตัวมาเพียงครั้งเดียวในรอบพันปีผู้นี้ยืนอยู่ข้างกายรูปสลักของหวังเป่าเล่อ เขาไม่ได้เอ่ยสักประโยคแต่กลับมองดูสรรพชีวิตเป็นเพื่อนเขาหนึ่งปี หลังจากนั้นจึงถอนหายใจแล้วจากไป
ส่วนเวลานั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนคล้อย หนึ่งพันปีรอบที่สอง สามพันปี จนกระทั่งหมื่นปีครบครั้งแรก…ก็มาถึง
ศิษย์พี่มาอยู่บ่อยครั้งมาก ระยะห่างประมาณสิบปีหนึ่งครั้ง เขาจะนั่งอยู่ข้างรูปสลัก ดื่มสุราไปพูดไป พลังฝึกปรือของเขานั้นอยู่ในระดับสะท้านขวัญแล้ว และเดินข้ามสะพานสู่สวรรค์หลายแห่งแล้ว
ส่วนหวังอีอีเองก็เป็นเช่นเดียวกัน นางก็จะมาหนึ่งครั้งในทุกๆ สิบปี ทุกครั้งก็จ้องมองรูปสลักนั้นของหวังเป่าเล่อ ดวงตาฉายแววสับสนและความรู้สึกเหนื่อยล้าก็ยิ่งมากขึ้นทุกที
ส่วนหวังเป่าเล่อยังคงไม่ขยับเหมือนเก่า เขากลายเป็นรูปสลักที่มองการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน มองภูผาธารากำเนิด มองสรรพชีวิตแต่ละรุ่นตกตาย มองสรรพชีวิตแต่ละรุ่นถือกำเนิด มองดูเผ่าอานารยชนทั้งหลายในดินแดนเซียนแห่งนี้
การต่อสู้แต่ละครั้ง การสูญสิ้นดับสลาย การถือกำเนิดใหม่นับไม่ถ้วนก่อเกิด
จนกระทั่งหนึ่งหมื่นปีครั้งที่สอง หนึ่งหมื่นปีครั้งที่สาม…และเมื่อครบแสนปี โลกที่เคยอยู่เบื้องหน้าหวังเป่าเล่อนี้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่โดยไม่ทันได้รู้ตัว
จักรวาล ยังคงเหมือนเดิม
ส่วนโลกแห่งศิลาและดินแดนเซียนนั้น ยามนี้ได้หลอมรวมกันโดยสมบูรณ์ไม่อาจแบ่งแยกแล้ว
ทางด้านหวังอีอี ในยามที่หนึ่งหมื่นปีครบเจ็ดครั้ง นางมาเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งนั้นนางมองรูปสลักของหวังเป่าเล่อ ในดวงตาฉายแววเหนื่อยล้าสุดแสนจะบรรยายได้ ก่อนจะจากไป นางเอ่ยเสียงเบา
ท่านพ่อบอกข้าทุกสิ่งแล้ว หลังจากนี้ข้า…ไม่อาจมาที่นี่ได้อีก ไม่ใช่เพราะเรื่องของเจ้าเป็นเหตุ แต่ท่านพ่อข้าจะส่งข้าไปยังสถานที่หนึ่ง ท่านบอกว่า…เจ้ารู้จักที่นั่น นามว่าวงแหวนดาราสวรรค์
ข้าจะรอต่อไปนะ… หวังอีอีพึมพำ แล้วจากไป
หลังจากที่นางจากไปแล้ว ในยามที่หมื่นปีครบครั้งที่เก้า ศิษย์พี่ก็มาบอกลา
ในวันนี้ ศิษย์พี่ดื่มสุราไปมากมาย สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจเสียงเบา
เป่าเล่อ ทำไมเจ้าถึงมองไม่ออกนะ… ระหว่างที่ส่ายหน้า ศิษย์พี่ก็จากไปแล้ว
เช่นเดียวกับหวังอีอี เขาไม่กลับมาอีก
จนกระทั่งปีที่หนึ่งแสน บิดาของหวังอีอี ในยามนี้ได้มาเยี่ยมเป็นครั้งที่สอง เขายืนอยู่ข้างรูปสลักของหวังเป่าเล่อ แล้วเอ่ยปากเสียงเบา
สหายเต๋า ข้ายกระดับแล้วขึ้นสู่ชั้นสรวงสวรรค์ อีอีและศิษย์พี่ของเจ้าแล้วก็ยังมีคนมากมายจะติดตามข้าจากไป หากว่าเจ้าตัดสินใจจะไปกับข้า ก็ตื่นขึ้นมาเถอะ
หวังเป่าเล่อยังคงเป็นรูปสลัก ไม่ยอมขยับแบบนั้น
บิดาของหวังอีอีรออยู่หนึ่งปี สุดท้ายก็จากไป เขาไปจากดินแดนเซียน ไปจากมหาจักรวาล ไปจากดวงดาราผืนนี้ ไปจากวงแหวนดาราแห่งโลกพิภพ
ประชาชนถึงแปดส่วนในดินแดนเซียนติดตามไปกับเขาด้วย อารยธรรมกว่าเจ็ดส่วนในมหาจักรวาลก็ติดตามเขาไปเช่นกัน ทั้งจักรวาลราวกับว่างเปล่าลงไปไม่น้อย
แต่ว่าคนที่เหลือ ก็ยังต้องอยู่กันต่อไป ยังคงพัฒนาต่อไป หลังจากเวลาได้เคลื่อนผ่าน ชีวิตใหม่ถือกำเนิดขึ้น อารยธรรมใหม่ก่อเกิด ส่วนในดินแดนเซียนแห่งนี้ด้วยเหตุที่ว่าเคยยิ่งใหญ่อย่างมากมาก่อน ก็ยังคงรักษาสถานภาพเดิมไว้ได้ ผืนแผ่นดินในจักรวาลค่อยๆ …แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น
เพียงแต่ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสถานที่แห่งนี้ เกือบจะทั้งหมดล้วนมีสายเลือดของสหพันธรัฐ จนแยกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นสหพันธรัฐหรือเชื้อสายจากดินแดนเซียน
จนกระทั่งเรื่องการนับเวลานั้นได้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากไปในที่สุด มีอยู่วันหนึ่ง เบื้องหน้ารูปสลักของหวังเป่าเล่อก็ปรากฏการมาของคนผู้หนึ่ง
คนผู้นี้ปราณปีศาจเทียมฟ้า มากเพียงพอสั่นสะเทือนทั้งมหาจักรวาล เขายืนอยู่หน้ารูปสลักนิ่งงันมองอยู่เนิ่นนานก่อนจะคำนับลึกซึ้งครั้งหนึ่ง
น้ำใจนั้น…มิต้องคืนข้าแล้ว
หลังจากนั้น คนผู้นี้ก็ออกจากมหาจักรวาลไป ออกไปจากวงแหวนดาราพิภพแห่งนี้
ผ่านไปอีกเนิ่นนาน ก็มีเงาร่างที่สองซึ่งพอจะสั่นสะเทือนจักรวาลนี้ปรากฏ การมาของเขาราวกับจะก่อคลื่นบางอย่างในตัวของรูปสลักได้ ราวกับว่าเขามีสายเลือดซึ่งเชื่อมต่อกับรูปสลักนี้
ความคิดของข้าที่มีต่อหลัวนั้นซับซ้อนยิ่งนัก ส่วนเจ้าก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากโลกแห่งศิลาในฝ่ามือ…ดังนั้นแล้วก็นับว่าข้าได้ช่วยเหลือเจ้าบางส่วน…เมื่อเป็นเช่นนี้…หากว่ามีวันหนึ่งเจ้าเองก็ไปยังวงแหวนดาราสวรรค์ รบกวนดูแลสักหน่อยจะได้ไหม? เงาร่างนี้ยิ้มๆ หลังจากนั้นก็ทำท่าสุขุม เขาโค้งคำนับให้แก่รูปสลักนี้อย่างลึกซึ้งแล้วหมุนกายจากไป
หลังจากนั้นอีกหลายปี ก็ได้มีอีกเงาร่างหนึ่งปรากฏ ปราณมารยิ่งใหญ่ราวกับจะทำให้ทั้งจักรวาลเป็นสีแดง และหลอมให้มหาจักรวาลนี้กลายเป็นพระจันทร์โลหิตดวงหนึ่ง ท่ามกลางแสงแห่งพระจันทร์โลหิตนี้ เงาร่างนี้ยืนอยู่ข้างกายรูปสลักนั้น มองสรรพชีวิตเป็นเพื่อนเขาเนิ่นนาน
สุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดสักประโยค หลังจากคำนับแล้วก็จากไปจากดินแดนเซียนแห่งนี้
หลังจากที่เงาร่างนี้จากไปแล้ว ดินแดนเซียนแห่งนี้ก็คล้ายกับจะเงียบลงไปน้อย เพราะว่าแต่ละอารยธรรมก็ล้วนทยอยติดตามเงาร่างทั้งสามจากไป ความเงียบในมหาจักรวาลมาจากความไพศาลว่างเปล่าของมันเอง
แต่ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ในยามที่โรยรา ก็ย่อมมียามที่เบ่งบาน
ส่วนกาลเวลานั้น…ก็คือส่วนทำนุบำรุงที่ดีที่สุด
และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในมหาจักรวาลแห่งนี้ ชีวิตและอารยธรรมก็ได้เบ่งบานขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้นี้ท่ามกลางการแย่งชิงวุ่นวายของแต่ละเผ่าพันธุ์ มันก็ดับสูญไปอีกครั้งและอีกครั้ง แสดงความเป็นไปได้นานัปการ
ดินแดนเซียนเองก็พังทลาย กลายเป็นดวงดารานับหมื่นๆ ดวง กระจายไปทั่วทั้งมหาจักรวาล ส่วนรูปสลักของหวังเป่าเล่อ ยามนี้อยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน หลังจากที่อารยธรรมก่อกำเนิด หลังจากที่เผ่าพันธุ์พัฒนา วิธีการมากมายทำให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ นั้นสามารถไปจากมหาจักวาลนี้ได้แล้ว ต่างก็ออกไปเสาะหาพื้นที่ที่มากกว่าเก่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ข่าวคราวจากด้านนอกของมหาจักรวาล สืบเนื่องจากมีอารยธรรมจำนวนมากเสาะหามากเข้าๆ ก็ได้ติดต่อกับเขตดาราภายนอก และโดยช้าๆ ข้อมูลข่าวสารจำนวนนับไม่ถ้วนก็เป็นที่รับรู้ของสรรพชีวิตในมหาจักรวาลนี้ ข่าวหนึ่งในบรรดานั้น ก็ทำให้รูปสลักที่ไม่ขยับมาเนิ่นนานหลายปี พริบตานั้นกลับสั่นสะท้านเบาๆ
ข่าวนั้นก็คือ…ในอาณาเขตดาราที่ห่างจากมหาจักรวาลไกลแสนไกลแห่งหนึ่งนั้น เผ่าพันธุ์อันมีอารยธรรมหนึ่งในนั้นได้แบ่งปันข่าวสารจากด้านนอกออกมาเรื่องหนึ่ง ก่อนหน้านี้หนึ่งล้านปี มีดินแดนเร้นลับหนึ่งบังเกิดขึ้นมาข้างดาราจักรของพวกเขา ผู้ที่ย่างกรายผ่านหรือสรรพชีวิตที่เข้าใจ จิตปรารถนาของพวกเขาจะพุ่งพล่านจนกระทั่งกลายเป็นมารที่ไร้จิตสำนึก
จนกระทั่งบิดามารดาที่กลับชาติมาเกิดหายไปจากสายตา หวังเป่าเล่อจึงส่ายหน้าแล้วจากไปจริงๆ
“คล้ายกับว่า…ข้าลืมไปแล้วว่ามีน้องสาวอีกคน…” หวังเป่าเล่อตีหน้าผากตนเอง หลังจากกวาดกระแสจิตมองหาก็พบว่าในส่วนห่างไกลของเมืองแห่งนี้ ในตระกูลบัณฑิตแห่งหนึ่ง ยังมีเด็กหญิงอายุประมาณสามขวบอยู่
เมื่อมองเห็นดวงตาไร้เดียงสาของเด็กน้อย นัยน์ตาหวังเป่าเล่อก็ฉายแสงอ่อนโยน เขายกมือขวาขึ้นก่อนที่ลำแสงหนึ่งจะผ่านเข้าไป
“ข้าจะไม่รบกวนทางท่านพ่อท่านแม่แล้ว แต่ในเมื่อเจ้าเป็นน้องสาวของข้า ข้าจะมอบพลังบ่มเพาะเหนือสามัญให้เจ้า ให้อนาคตเจ้าจดจำภพชาติในอดีตได้ คอยดูแลท่านพ่อและท่านแม่…”
“ชาตินี้ของเจ้า…ฝึกฝนให้ดีเถิด”
หวังเป่าเล่อมองนางอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ชั่วอึดใจให้หลังจึงถอนสายตากลับและหายตัวไปจากที่แห่งนั้น
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง…เขาก็อยู่นอกนครศักดิ์สิทธิ์แล้ว บนเกาะกลางทะเลสาบของสำนักเต๋าแห่งนครศักดิ์สิทธิ์ เกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้นับว่าเป็นหัวใจของสำนักเต๋านครศักดิ์สิทธิ์ สถานะสูงส่ง จนกระทั่งว่ามองไปทั้งสหพันธรัฐนี้ ที่นี่คงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้ว
ส่วนตรงบริเวณใจกลางของตัวเกาะนั้น มีพื้นที่มหาศาล ทว่ากลับมีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ บ้านนี้ดูไปเรียบง่ายอย่างยิ่ง รายล้อมไปด้วยรั้ว ดูไปแล้วให้อารมณ์แบบชนบทเต็มเปี่ยม
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องนั้น กำลังฝึกตน…แต่ในพริบตานั้นนางกลับจับสัมผัสได้ถึงอะไรในความมืด นางเบิกตาขึ้นมาช้าๆ แล้วมองไปยังนอกห้องของตน ในยามนี้เมื่อพบเงาร่างที่ส่งยิ้มมาให้ พริบตาที่มองเห็นร่างนั้น นางก็เผยยิ้มออกมา
“พบกันอีกแล้ว?”
ในปีนั้น ในที่แห่งนี้ ยามดอกท้อเบ่งบาน…ตอนที่หวังเป่าเล่อลาจากโจวเสี่ยวหยา ก่อนหน้านั้นโจวเสี่ยวหยากล่าวกับเขาไว้คำหนึ่งคำนั้นก็คือ “ไว้พบกันใหม่”
เพราะ “ไว้พบกันอีก” จึงจะสามารถเจอกันได้อีกครั้ง
“ได้พบกันในครั้งนี้แล้ว เสี่ยวหยา” หวังเป่าเล่อเอ่ยปากเสียงเบา สตรีวัยกลางคนผู้นี้ก็คือ…โจวเสี่ยวหยา
เมื่อมาถึงที่นี่ หวังเป่าเล่อไม่ได้จากไป แต่กลับฝึกตนอยู่ในอีกห้องหนึ่งด้านข้างบ้านหลังนี้ เขาอยู่อาศัยที่นี่ แต่ว่าระหว่างเขากับโจวเสี่ยวหยานั้นก็เหมือนดังสหาย เป็นแขกที่เคารพซึ่งกันและกัน
ทุกวันเขาอยู่เคียงข้างโจเสี่ยวหยา ทั้งสองมองพระอาทิตย์ขึ้นและตก มองเมฆและลม มองท้องฟ้าผืนดิน มองการเปลี่ยนแปลงของสรรพชีวิตและการพัฒนาของสหพันธรัฐ
ความรู้สึกอ้างว้างนี้ลดน้อยลงไปมากจากการอยู่เคียงข้างเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าโจวเสี่ยวยิ้มมากขึ้น เพียงแต่ว่าบนร่างของนาง กาลเวลาก็ไหลผ่านไปเช่นกัน
หลังจากผ่านไป 60 ปี เวลาที่ทั้งสองอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ก็ได้ผ่านพ้นไป โจวเสี่ยวหยาไม่ได้มีลักษณะเหมือนหญิงกลางคนอีกแล้ว แต่ผมสีขาวขึ้นเต็มศีรษะของนาง
นางปฏิเสธความช่วยเหลือที่หวังเป่าเล่อมอบให้ คุณสมบัติในการฝึกตนของนางธรรมดา แม้จะเชี่ยวชาญด้านเต๋าแห่งการรักษาแต่ก็มีขีดจำกัด นางไม่ยินยอมอาศัยวิธีนี้ในการยืดอายุ คล้ายกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สำคัญกับนาง
แต่นางไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอกลับชาติมาเกิดใหม่ของหวังเป่าเล่อ
เพียงแต่ก่อนที่นางจะหลับตาลง นางนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองหวังเป่าเล่อ มองด้วยความลึกซึ้งในแววตามีความปวดร้าว
“เป่าเล่อ ขอบคุณที่เจ้าอยู่เคียงข้าง หลายปีมานี้ข้าเบิกบานใจมาก แต่ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าคล้ายไม่มีความสุข…”
“ข้าไม่เคยถามเจ้ามาก่อนเพราะข้ารู้ว่าเจ้าก็คงจะไม่บอกข้าหรอก…แต่ในตอนนี้ ข้าจะไปแล้ว เจ้าจะบอกข้าได้หรือไม่?”
หวังเป่าเล่อมองโจวเสี่ยวหยา หลังจากนิ่งเงียบเนิ่นนานก็เอ่ยปากเสียงเบา
“หากว่าข้าบอกว่า ข้ามิใช่หวังเป่าเล่อในความทรงจำของเจ้า แต่ข้าเป็นเพียงร่างแยกของเขา หวังเป่าเล่อตัวจริงนั้น…ได้หายไปแล้ว เจ้าเชื่อหรือไม่?”
“ข้าเชื่อ” โจวเสี่ยวหยาเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยปากเสียงเบา
“หลายปีมานี้ ข้าสัมผัสได้ว่า เจ้าเป็นเขา แต่ก็มิใช่เขา ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ยังต้องขอบคุณการอยู่เคียงข้างของเจ้าอยู่ดี”
“เป็นข้าที่ต้องขอบคุณเจ้าจึงจะถูก…” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า
“เจ้าไม่เข้าใจ” โจวเสี่ยวหยายิ้มบาง ก่อนจะมองหวังเป่าเล่ออย่างลึกซึ้ง
“เจ้าคิดค้นหาความทรงจำของเขา เจ้าต้องการชดใช้ความรู้สึกผิดของเขาทั้งหมด สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เจ้าทำได้ทั้งสิ้น ดังนั้นข้าต้องขอบคุณที่…เจ้ามา” โจวเสี่ยวหยาเอ่ยปากช้าๆ
หวังเป่าเล่อลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป
โจวเสี่ยวหยายกมือขึ้น แล้วลูบเส้นผมของหวังเป่าเล่อเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยความอบอุ่น
“หลายปีมานี้ เจ้าและข้ารักษาระยะห่าง แต่…ในสายตาของข้า เจ้าก็ยังเป็นเจ้า เจ้าคือหวังเป่าเล่อ”
“ดังนั้นแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าในภายหน้าจะมีความสุขมากๆ รับปากข้าสิ…” น้ำเสียงของโจวเสี่ยวหยาอ่อนแรงลงทุกที จนกระทั่งสุดท้าย มือของนางก็สิ้นไร้เรี่ยวแรง มันลูบผ่านข้างแก้มของหวังเป่าเล่อแล้วเหลือไว้เพียงความชื้นเล็กน้อย
โจวเสี่ยวหยา ไปเกิดใหม่แล้ว
นางไม่ได้พกพาอารมณ์เสียใจไปด้วย จบสิ้นสิ่งที่ผ่านมาในชาตินี้ สิ่งที่รอนางอยู่คือการเริ่มต้นใหม่ในชาติถัดไป หรือบางทีในหลายปีต่อจากนั้น นางซึ่งฝึกฝนได้ในระดับหนึ่งก็อาจจะย้อนคืนความจำของชาติก่อนได้
หลังจากส่งโจวเสี่ยวหยาจากไปอย่างเงียบๆ หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจเบาๆ เขาทำสุสานให้นางบนเกาะในทะเลสาบของสำนักเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะวางดอกไม้ไว้หน้าหลุมศพแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ยังต้องขอบคุณการอยู่เคียงข้างของเจ้า…”
หวังเป่าเล่อจากไปแล้ว ใน 60 ปีที่ผ่านมานี้ เขาไปพบคนเก่าแก่หลายคน และส่งคนมากมายไปเช่นกัน แต่ผู้เดียวที่เขายังไม่ไปพบ และเหลือไว้เป็นคนสุดท้าย
นั่นก็คือ….เจ้าเยี่ยเหมิง
บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว เกล็ดหิมะลอยว่อน สตรีผู้เย็นชาราวหิมะผู้หนึ่งอาศัยอยู่ นามของนางระบือไกลทั้งสหพันธรัฐ ทั้งระบบสุริยะ กระทั่งทั้งโลกแห่งศิลานี้
เพราะว่าตัวตนของนางพิเศษอย่างยิ่งในสหพันธรัฐ เพราะว่านางคือสหายเต๋าของผู้ปกครอง เพราะว่านางคือแรงหนุนให้สหพันธรัฐรุ่งโรจน์ และเพราะ…เล่าลือกันว่า นางคือคู่เต๋าบำเพ็ญของท่านผู้ปกครองโลกแห่งศิลา
นามของนางก็คือ เจ้าเยี่ยเหมิง
มารดาของนางเคยเป็นเจ้าอาณานิคมดาวอังคาร และภายหลังได้กลายเป็นอดีตผู้นำสหพันธรัฐ ในระหว่างรับตำแหน่งเห็นได้ชัดว่าสหพันธรัฐเติบโตยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
บิดาของนางคือ ผู้บุกเบิกรากฐานการพัฒนาวิชาวิญญาณของสหพันธรัฐ และเป็นผู้ผลักดันสร้างคุณูปการครั้งใหญ่
ในวันนี้ นางคือผู้ที่ได้รับความเคารพจากผู้คนและความสนใจนับไม่ถ้วนจากทั้งสหพันธรัฐ ทั้งระบบสุริยะ และถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของโลกแห่งศิลา แต่ว่า…นางกลับชอบความสันโดษ จะพบเห็นนางยืนอยู่บนยอดหิมะหลายครั้ง ทอดมองไปยังที่ห่างไกล
จนกระทั่งวันนี้ หวังเป่าเล่อมายังยอดเขาหิมะ มองเห็นเงาร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เจ้ามิใช่เขา”
นี่คือประโยคแรกที่เจ้าเยี่ยเหมิงกล่าวขึ้นหลังมองเห็นหวังเป่าเล่อ
“แต่ข้าอยากรู้เรื่องราวหลังจากที่เขาจากไปแล้ว…ขอเจ้า โปรดเล่าให้ข้าฟังด้วย” เจ้าเยี่ยเหมิงมองหวังเป่าเล่อก่อนจะเอ่ยปากเสียงเบา
หวังเป่าเล่อมองสตรีที่เหมือนกับก้อนน้ำแข็งเย็นเบื้องหน้าแล้วพยักหน้า เขานั่งอยู่บนภูเขาหิมะมองเกล็ดหิมะโปรยปรายซ่านกระจายไปทั่ว ทุกๆ เกล็ดนั้นก็เหมือนกับความทรงจำในแต่ละฉากแต่ละตอน
“เรื่องราวค่อนข้างยาวนาน…”
“หลายปีมานี้ข้าจัดระเบียบความทรงจำอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายข้ารู้สึกว่า นี่คือเรื่องราวของการไถ่ถอนและเสียสละตัวเองเรื่องหนึ่ง ที่ไถ่ถอนนั้นคือตนเอง ที่สังเวยไปนั้นคือตนเอง ทั้งหมดก็เพื่อกลายเป็นตนเองอีกผู้หนึ่ง…”
หลายวันให้หลัง หวังเป่าเล่อก็ออกจากภูเขาหิมะไป เขาไม่ได้หันหน้าไปมองและไม่ได้กลับมาอีก
บนภูเขาหิมะนั้น เงาร่างของหญิงสาวยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นกว่าเก่า นางยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ และไม่รู้ว่ารอคอยสิ่งใด มีเพียงประโยคพึมพำประโยคหนึ่งสะท้อนไปท่ามกลางเกล็ดหิมะ หลอมรวมเข้ากับตัวเกล็ด ลอยเข้าสู่โลก
“เพราะเหตุใด ข้าต้องพบกับเจ้าในช่วงขวบปีอันดีงามสุดในชีวิตด้วย…”
……………
หวังเป่าเล่อไม่เอ่ยวาจา เขาได้แต่มองศิษย์พี่เบื้องหน้าตนอย่างตกตะลึง แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร ดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณต่อทีละอึกๆ ทว่าสุดท้ายแล้วมือของเขากลับสั่นเทา
เป่าเล่อ เจ้าจำวันที่พวกเราพบกันวันแรกได้หรือไม่?
จำได้…
เจ้าเด็กคนนี้ ตอนนั้นเจ้าดูขลาดกลัวเป็นที่สุด ข้าผู้เป็นศิษย์พี่เห็นแล้วตลกเหลือเกิน จึงวางแผนส่งอสูรเพลิงสองตัวให้ไปพุ่งชนต่อหน้าเจ้าเสีย
หวังเป่าเล่อยิ้ม ในสมองของเขาพลันปรากฏภาพความทรงจำช่วงนั้นออกมา นัยน์ตาฉายประกายย้อนระลึกถึงอดีต
ราตรีปกคลุม พระจันทร์ทอแสง กระทั่งมันค่อยๆ เคลื่อนคล้อยจากไป…หนึ่งคืนผ่านพ้น
ในค่ำคืนนี้ หวังเป่าเล่อและศิษย์พี่เฉินชิงจื่อสนทนากันเนิ่นนาน พวกเขาพูดถึงทุกสิ่งที่เกิดในโลกแห่งศิลา ทีละเรื่อง ทีละเรื่อง ทำให้นัยน์ตาของหวังเป่าเล่อเต็มไปด้วยความทรงจำ
กระทั่งท้องฟ้าเริ่มส่องสว่าง เฉินชิงจื่อก็วางไหสุราว่างเปล่าลง แล้วถอนหายใจ
เป่าเล่อ เจ้าคิดถึงอาจารย์หรือไม่…
คิด… หวังเป่าเล่อพึมพำ
ข้าเองก็ด้วย พวกเรากลับโลกแห่งศิลาสักครั้งเถอะนะ ไปดูที่ที่อาจารย์หายไปตรงนั้น ไปดูท่านอาจารย์…
หวังเป่าเล่อมองศิษย์พี่ จากนั้นก็พยักหน้า ในพริบตาถัดมา…ทั้งสองคนที่อยู่ในร้านเหล้าก็หายตัวไปแล้ว จากนั้นจึงปรากฏตัวยัง…โลกแห่งศิลา
พวกเขาอยู่ภายในมหาสุสานของสำนักแห่งความมืด ตรงจุดที่อาจารย์หายตัวไป
ในที่แห่งนี้ คนทั้งสองมองทุกสิ่งที่คุ้นเคยอย่างเงียบงัน ความทรงจำของภาพตรงนี้ปรากฏขึ้นในสมองของหวังเป่าเล่อไม่หยุด จนกระทั่งครู่ถัดมา ศิษย์พี่เฉินชิงจื่อก็ค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ
ที่นี่แล้วสำหรับเจ้าและข้าล้วนเห็นแตกต่างกัน ข้าคงไม่กล้าเอ่ยอะไรมากที่นี่
เป่าเล่อ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจ้า แต่เจ้าก็ยังเป็นศิษย์น้องของข้า… เฉินชิงจื่อมองหวังเป่าเล่อลึกซึ้งครั้งหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างตั้งใจออกมาทีละคำ
หวังเป่าเล่อไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หลังนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สูดหายใจเข้าลึก แล้วคำนับไปยังศิษย์พี่ของตน
ศิษย์พี่ ข้าอยากไปพบสหายเก่าสักหน่อย…
ไปเถอะ ค่อยๆ ไปดู ค่อยๆ จดจำ เฉินชิงจื่อฉีกยิ้ม เขามองหวังเป่าเล่อเบื้องหน้าตนที่บัดนี้หันกายจากไปยังที่ห่างไกลช้าๆ ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
เจ้าคือศิษย์น้องของข้า ไม่สิ…เจ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเขาเท่านั้น แต่เจ้า…ก็ยังเป็นศิษย์น้องของข้า
หวังเป่าเล่อที่จากสถานที่นี้ไปนั้นกำลังเดินอยู่ท่ามกลางหมู่ดารา ร่างกายชะงักเล็กน้อย เขาได้ยินสิ่งที่เฉินชิงจื่อ พึมพำแล้ว
เนิ่นนาน หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจ เขามองโลกแห่งศิลาด้านหน้า แล้วกระโจนเข้าไปก้าวหนึ่ง
ในพริบตาที่ออกมานั้น เขาก็อยู่ภายในระบบสุริยะแล้ว ในสหพันธรัฐ ในดาวโลก…ในเมืองเล็กๆ นามว่าวิหคเพลิง
ในเมืองเล็กๆ นี้ก็ยังเหมือนในความทรงจำของเขาอยู่ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือ มันดูสมบูรณ์พร้อมกว่าเก่ามาก สิ่งก่อสร้างทั้งหลายก็ดูดีกว่าแต่ก่อนไม่น้อย
แต่ว่าสิ่งก่อสร้างเก่าๆ เหล่านั้น ยังคงได้รับการบำรุงรักษาที่ดีคล้ายกลับว่ามีเหตุผลพิเศษบางอย่าง
ราวกับว่า…ที่นี่เป็นสถานศึกษาแห่งหนึ่ง
ตอนนี้เป็นเวลาเข้าเรียน ประตูของสถานศึกษามีนักเรียนเดินเข้าออกจำนวนมาก ในนั้นยังมีเด็กอายุเจ็ดแปดขวบอยู่ และมีวัยรุ่นอายุสิบสี่สิบห้าด้วย
ในสถานศึกษาแห่งนี้ เป็นที่เรียนรวมของเด็กตั้งแต่แปดขวบจนถึงสิบหกขวบ และเป็นโรงเรียนเดิมของหวังเป่าเล่อ
เขายืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน คลับคล้ายคลับคลาจะเห็นเด็กอ้วนอายุแปดเก้าปีผู้หนึ่งกำลังเดินร้องไห้ขี้มูกโป่งออกมา ด้านหลังของเขายังมีเด็กหญิงตัวน้อยไล่กวดเขามาอย่างดุร้ายด้วย
มองดูแล้วหวังเป่าเล่อก็ระบายยิ้ม ระหว่างที่ส่ายหน้า เขาก็ก้าวเท้าที่สองอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าบ้านหลังหนึ่งในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ราวกับว่ามันว่างเปล่ามายาวนานแต่กลับถูกบำรุงรักษาอย่างดี ภายในห้องนั้นไม่มีแม้แต่ฝุ่น อีกอย่างห้องนอนในสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีการตกแต่งเช่นเดิมเหมือนในอดีต
ภายในนั้นยังมีของเล่นทั้งหมด แล้วก็ยังมีพวกภาพวาดตรงกำแพง…ที่เห็นชัดที่สุด…ก็คือประโยคสองแถวที่เขียนในเวลาอันแตกต่างกันบนกำแพงนั้น คล้ายกับว่าถูกคนเขียนใส่ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น
ข้าจะกลายเป็นประธานสหพันธรัฐ!
ข้าจะลดน้ำหนัก!
เมื่อมองเห็นสองประโยคนี้ หวังเป่าเล่อก็ฉีกยิ้ม ในสมองปรากฏภาพที่ถูกตู้หมินรังแกในปีนั้น จนตนเองสาบานว่าจะเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งใหญ่โตให้ได้ และต้องการเป็นประธานสหพันธรัฐ กลางดึกคืนนั้นจึงเขียนประโยคนี้ลงบนกำแพง
แล้วยังมีหลังจากที่ตัวเองเติบโตได้สักหน่อยแล้ว ท่านพ่อของเขาก็พาไปยังโถงบรรพบุรุษของตระกูลหวัง ท่ามกลางแสงไฟสลัวนั้น เงาร่างของท่านพ่อเองมืดไปครึ่งหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากบอกกับหวังเป่าเล่ออย่างมืดมน ถึงคำสาปแห่งตระกูลหวัง บรรพบุรุษคนใดที่น้ำหนักเกิน 200 กิโล ล้วนแต่อายุสั้นทั้งสิ้น…
คืนนั้น หวังเป่าเล่อที่หนัก 198 กิโลก็นอนอยู่บนเตียงตัวสั่นสะท้าน ก่อเกิดฝันร้ายฉากหนึ่ง ในฉากนั้นเหล่าท่านปู่ทั้งหลายต่างมาเล่นกับเขา…จนกระทั่งเขาตกใจตื่น ก็เลยรีบไปเขียนบนกำแพงว่า ข้าจะลดน้ำหนัก
ไม่รู้ว่าแม่ของเขาทางนั้น เป็นเช่นใดบ้างแล้ว… อาจจะเพราะความอบอุ่นในภาพจำเหล่านี้ทำให้อารมณ์ในใจหวังเป่าเล่อมีมากขึ้น ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้ม หลังจากมองสองประโยคนี้อย่างลึกซึ้งแล้วก็หันกายจากไป
จากนั้นเขาก็ไปปรากฏตัวยังอีกเมืองหนึ่งบนโลกมนุษย์ ในเมืองนี้…คือเมืองหลวงของสหพันธรัฐ พื้นที่ใหญ่กว้าง ดูยิ่งใหญ่สูงส่ง ประชากรที่อยู่ในนั้นมีมากกว่า 100 ล้านคน
เมืองใหญ่เช่นนี้ ผู้คนไปๆ มาๆ เอิกเกริกวุ่นวาย โดยเฉพาะเมื่อมีการบุกเบิกทางวิญญาณแล้วทำให้เทคโนโลยีควบรวมกับพลังฝึกปรือ เมื่อมองไปยังป่าและสิ่งปลูกสร้างในเมือง ต่างเห็นรถบินได้ลอยไปลอยมาไม่หยุด
แล้วยังมีคนเดินเท้า แม้แต่ละคนจะมีท่าทีรีบร้อน แต่ก็เห็นประกายความกระฉับกระเฉงในดวงตา ทั้งเมืองนั้นดุจดังแสงตะวันยามเช้า ทำให้คนรู้สึกอบอุ่นและงดงาม
โดยเฉพาะเหล่าผู้เยาว์ในเมืองก็ยิ่งเป็นเช่นนี้…แต่ก็มีพวกที่ไม่เอาการเอางานอยู่บ้าง อย่างเช่นเวลานี้ มีพาหนะบินได้รูปลักษณ์หรูหราคันหนึ่งกำลังห้อตะบึงมาทางนี้ราวกับกำลังหนีเอาชีวิต
ด้านหลังของมันนั้นยังมีรถบินได้สีดำอีกประมาณเจ็ดแปดคน ส่งเสียงดังไล่กวดมา จนสุดท้ายแล้ว รถบินได้หรูหราคันนั้นก็ถูกไล่จับ ชะงักอยู่ตรงหัวมุมถนน
ผู้ที่เดินออกมาจากรถคันนั้นเดิมคงเป็นวัยรุ่นอารมณ์ร้อนคนหนึ่ง แต่ในยามนี้ใบหน้าของเขากลับหมดอาลัยตายอยาก เขามองไปยังภายในรถบินได้คันที่หยุด หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีดำเดินออกมา
หญิงสาวผู้นี้หน้าตางดงาม แต่สีหน้าเย็นชานัก นางเดินเข้ามาหาผู้เยาว์คนนั้น ผู้เยาว์ดูท่าทางหวาดกลัวสุดขีด เขารีบตะโกนเสียงดัง
เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน ข้าไม่รู้จักนางจริงๆ เมื่อวานตอนเย็น…
ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบ หญิงสาวก็ตบเข้าไปที่บ้องหูของชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และใบหน้าปราศจากอารมณ์
กลับบ้านไปกับข้าแล้วหลังจากนี้ค่อยอธิบายให้ข้าฟัง หากว่าแก้ตัวได้ไม่ดีล่ะก็ ข้าจะส่งเจ้าไปโรงพยาบาลเสีย เตรียมหมอไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ชายหนุ่มโอดครวญ แล้วถามขึ้นด้วยความเจ็บปวด
ไปโรงพยาบาลทำไม? แล้วเตรียมหมอเอาไว้นี่มันยังไง? หมายความว่าอะไร…
ก็จะได้ตัดสมองวุ่นวายของแกออกมาไงล่ะ! หญิงสาวเอ่ยเสียงเย็นชา
ชายหนุ่มตกตะลึง หลังจากนั้นก็ส่งเสียงโหยหวนดังขึ้น ทว่าไม่กล้าขัดขืน ได้แต่ยืนน้ำตาไหล ดวงตาฉายแววเลื่อนลอย
เพราะอะไร เพราะอะไรถึงได้จัดแจงคู่หมั้นแบบนี้มาให้ข้าในช่วงขวบปีที่งดงามที่สุดของข้าด้วย…นี่ไม่ถูกนะ ข้ารู้สึกว่ามันมีอะไรไม่ถูกสักอย่าง ไม่ควรเป็นเช่นนี้สิ…
หลังจากที่คู่ชายหญิงนั้นเดินจากไปแล้ว บนท้องฟ้า หวังเป่าเล่อที่เห็นฉากนี้เข้า ก็กุมท้องหัวเราะออกมา อย่างเบิกบานใจ นั่นคือบิดามารดาของเขาที่กลับชาติมาเกิด
เขายังจำได้ว่าก่อนที่ท่านพ่อจะจากไปก็ได้บอกกับเขาว่า ให้ตัวเขาจัดเตรียมเรื่องในโลกถัดไปให้ดีๆ หน่อย..พูดแล้วเหมือนจะขยิบตาให้เขาทำนองว่า แกเข้าใจฉันสินะ
ส่วนทางด้านท่านแม่ของเขานั้น กลับกล่าวออกมาอย่างเย็นชาว่าต้องการเจอหน้าเร็วสักหน่อย จะได้อยู่ด้วยกันทั้งชีวิต
และเหมือนว่าท่านพ่อของเขาในตอนนี้ คิดอยากจะพูดอะไรแต่ไม่กล้า…
ช่วยไม่ได้นะท่านพ่อ สถานะของท่านแม่น่ะสูงสุดในบ้านอยู่แล้ว…ขอให้พวกท่านมีความสุข มองดูบิดารและมารดาของตนที่กลับชาติมาเกิดแล้ว หวังเป่าเล่อก็ผุดยิ้ม ทว่าความรู้สึกเดียวดายนั้นกลับทะยานขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว
………………………………………………
ตอนแรกวางแผนว่าบทที่แล้ว คือบทสุดท้ายของนิยายเล่มนี้ของผมเฟยเซียน และเป็นมหาบทสรุปของหนังสือเล่มนี้
แต่หลังจากวางแผนเนื้อหาพวกนี้ให้เป็นส่วนเสริมต่อขยายแล้ว ก็ได้คิดอยู่สักพัก เลยตัดสินใจเอามารวมเข้ากับเนื้อหาหนัก ทุกท่านเชิญรับชมตามอัธยาศัย

……………….
ในชีวิตนี้ของหวังเป่าเล่อเคยคุกเข่าให้อยู่ไม่กี่คนเท่านั้น นอกจากบิดามารดาของตน และผู้มีพระคุณรวมถึงอาจารย์ตนเองแล้ว…
ยามนี้ เขาคุกเข่าลงไปยังทิศที่ชายชุดดำนั้นจากไป น้ำตาอาบหน้า โขกศีรษะคำนับอย่างเงียบเชียบ
เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงน้ำตาไหล เห็นได้ชัดว่า เขาปรารถนาอิสระ เห็นได้ชัดว่า…เขาเฝ้ารอคอยเสรีภาพอยู่ จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่วันที่เขาถูกตัดแยกออกมาวันนั้น เขาก็ได้แต่เฝ้ารอวันที่ตนเองจะเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ทุกเมื่อเชื่อวัน
กระทั่งหลังการเดินทางผ่านเมืองเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาแล้ว เขาก็ได้กลับไปสู่ประตูโลกเบื้องบน ไปยังทะเลทรายกว้างใหญ่บนโลกาชั้นที่สองของมิติต้นกำเนิด สถานที่ที่ร่างต้นของเขากักตนอยู่
ในตอนแรก ความตั้งใจแท้จริงที่จะเดินไปเบื้องหน้าร่างต้นนั้น ครั้งแรก…ก็เพื่อวางแผนแลกเปลี่ยนกับร่างต้น
ในตอนแรก เขายินดีและเต็มใจไปโลกเบื้องบนแทนร่างหลัก พร้อมผจญอันตรายครั้งใหญ่ถึงแก่ชีวิต ต่อให้จะเก้าตายรอดหนึ่งก็จะช่วงชิงอนาคตมาให้ร่างหลักให้ได้ เขาสามารถละทิ้งได้ทุกสิ่ง หวังเพียงว่า เมื่อตนเองทำสำเร็จแล้ว ทางร่างต้นตรงนี้จะตัดเหตุผลต้นกรรมกับตัวเขา แล้วจากนั้น…เขาก็คือตัวเอง
และมีสิทธิในการควบคุม…ความตายได้
ความตาย เป็นสิทธิอันยิ่งใหญ่ชนิดหนึ่ง มีเพียงคุมมันได้ด้วยตนเองจึงนับว่ามีอิสระ
สำหรับเรื่องนี้ร่างต้นมิได้เห็นชอบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับใช้พลังแปรเป็นผนึกเต๋าสี่สาย บีบคั้นกักขังเขาเอาไว้ ท่ามกลางความไม่เข้าใจของหวังเป่าเล่อ
หลังจากนั้น ก็ดึงเอากฎแห่งหกปรารถนาออกจากร่างของเขา หลังจากทิ้งเขาไว้ในที่กักตนแล้ว ตัวของร่างต้นก็ออกจากทะเลทรายไป…
หวังเป่าเล่องุนงง ไม่เข้าใจ แต่ภายใต้การผนึกนี้ ความคิดของเขาเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าลง และสุดท้ายก็หลับลึก นานจนกระทั่งเขาได้ยินคนร้องเรียกชื่อของตนเอง และเมื่อลืมตาขึ้นมา เขาก็มองเห็นร่างต้นของตนเองอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในโลกาชั้นแรก
เมื่อได้ยินเสียงของร่างต้น สัมผัสได้ว่าผนึกนั้นถูกปลดแล้ว ปราณโลหิตจำนวนมหาศาลพร้อมทั้งพลังปราณเข้าหล่อหลอม นอกจากนี้เขายังสัมผัสได้ถึงการบำรุงดวงจิตเทพของตน ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน จนกระทั่ง…เขาได้ยินประโยคนั้น
“หวังเป่าเล่อ นามนี้ มอบแก่เจ้าแล้ว…”
ประโยคนี้ ราวกับตราประทับสลักลึกลงไป
นามนี้ เป็นสัญลักษณ์ของบุคคลหนึ่ง กระทั่งว่าในหมู่บางเผ่าตระกูล ก็ถือได้เหมือนดวงวิญญาณแท้ มีมาแต่กำเนิด ตายแล้วไม่สิ้นสูญ…แต่ในพริบตานั้น นามหวังเป่าเล่อนี้ถูกร่างต้นตัดแยก แล้วมอบให้แก่เขาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
ในพริบตาที่ได้นามนี้มานั้น หวังเป่าเล่อ…ถึงค่อยได้รับอิสรเสรี…อย่างแท้จริง
ตัวของเขาในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเกี่ยวพันกับตัวของชายชุดดำหรือมหาเทพเองก็ตาม ล้วนไม่มีเหตุต้นผลกรรมใดๆ เกี่ยวข้อง ทุกเรื่องอันเลวร้ายได้ถูกชายชุดดำรับเอาไปแล้ว ส่วนทุกเรื่องที่ดีงาม ก็เป็นตัวเขาที่รับเอาไว้
เรื่องราวเช่นนี้…ในยามแรก หวังเป่าเล่อควรจะดีใจ เพราะว่านี่มิใช่สิ่งที่เขาปรารถนาหรอกหรือ…
แต่กลับกลายเป็นว่า เขาในยามนี้ ในใจปรากฏความเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไม่รู้สิ้นสุด
ความเจ็บปวดชนิดนี้ทำเอาหวังเป่าเล่อที่คุกเข่าอยู่บนภูเขาหินตรงนั้นตัวสั่นสะท้าน จนกระทั่งว่า…ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร มีเสียงถอนหายใจดังมาจากข้างหลังของเขา เงาร่างหนึ่ง ปรากฏอยู่ข้างกาย ฝ่ามืออันอบอุ่นนั้นค่อยๆ วางบนไหล่ของเขา
“เป่าเล่อ เขาเป็นคนที่ควรค่าแก่ความเคารพ”
“เจ้าอย่าทรยศต่อทางเลือกของเขาล่ะ”
หลังจากหวังเป่าเล่อหันหน้าไปก็พบว่าผู้ที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดนั้นคือบิดาของหวังอีอีที่ยืนอยู่ข้างกายตน
“ผู้อาวุโส…”
“ไปเถอะ ตามข้าไปยังดินแดนเซียน อีอีกำลังรอเจ้าอยู่ ศิษย์พี่ของเจ้าเองก็รอเจ้า…” บิดาของหวังอีอี ส่ายหน้ามองไปยังท้องฟ้าห่างไกลก่อนจะก้าวเท้าจากไป
หวังเป่าเล่อที่อยู่บนภูเขาหิน นิ่งเงียบเนิ่นนาน เขามองไปยังทิศที่ชายชุดดำหายลับ หลังจากถอนหายใจก็ติดตามย่างก้าวของบิดาหวังอีอี ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างออกไปไกล
เวลาไหลผ่าน
ท่ามกลางเวลาอันยาวนาน ซึ่งไหลผ่านเบื้องหน้าของหวังเป่าเล่อไปนั้น โดยไม่รู้ตัวเขาก็ตามบิดาของหวังอีอีกลับมาดินแดนเซียน ในพริบตาที่เหยียบเข้าดินแดนแห่งเซียนนี้ เขาก็พบกับหวังอีอี…ที่รอคอยเขามาตลอด
เพียงแต่ว่า…เบื้องหน้าแววตาอบอุ่นและแตกตื่นยินดีของนาง หวังเป่าเล่อกลับก้มศีรษะ คล้ายอยากหลีกหนีเล็กน้อย โดยเฉพาะมีคนบอกเขาไว้ก่อนอยู่แล้ว เวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่งและเยียวยาทุกอย่าง
แต่ว่า…สำหรับหวังเป่าเล่อ ราวกับจุดนี้ไม่ได้มีอยู่ เพราะว่าตัวเขาที่กลับมาดินแดนเซียนแห่งนี้ได้ใช้เวลาไปถึง 30 ปีโดยไม่รู้ตัว
และในเวลา 30 ปีนี้ พลังฝึกปรือของเขาซึ่งแยกส่วนออกจากชายชุดดำนั้น เนื่องจากได้รับสืบทอดเจตนารมณ์แห่งเซียน สืบทอดปราณโลหิตและจิตวิญญาณเทพชั้นสมบูรณ์ พลังของเขาได้ยกระดับไปถึงชั้นที่ไม่อาจคาดเดาได้แล้ว
ทั้งดินแดนเซียนนี้ นอกจากบิดาของหวังอีอี ไม่มีใครรู้ว่าระดับของหวังเป่าเล่อในปัจจุบันอยู่ที่เท่าใด อีกทั้งเรื่องราวระหว่างตัวเขาและร่างต้นนั้นก็ได้กลายเป็นความลับตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่รู้เรื่องนี้ทั้งมหาจักรวาลเกรงว่าจะมีน้อยยิ่งกว่าขนหงส์เขากิเลน
และทุกท่านที่ทราบเรื่องนี้ ก็เลือกที่จะเก็บเงียบ
ดังนั้นแล้ว หวังอีอีผู้ที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวังเป่าเล่อที่กลับมาภายหลัง 30 ปีนี้กลับเว้นระยะห่างจากตนเองก็ได้แต่คิดไม่ตก สุดท้ายแล้วนางจึงเลือกที่จะรออย่างไม่รีบร้อน
เพราะว่าอดีตและอนาคตของเขา ก็อยู่กับนางที่นี่
วันแล้ววันเล่า หวังอีอีที่เฝ้ารอคอยคำตอบอยู่ห่างๆ กลับมองออกว่า…หวังเป่าเล่อมีเรื่องในใจ เป็นเรื่องอันหนักอึ้ง คล้ายกับว่าเขานั้น…ไม่มีความสุข
นางไม่รู้ว่าจะปลอบเขาเช่นไร จึงได้แต่มองดูอย่างเงียบๆ
หวังเป่าเล่อย่อมไม่สุขใจแท้จริง หลังจากที่เวลาไหลผ่านไป ในครั้งแรกเขาคิดว่าตนจะคิดได้และยอมรับได้ ทว่าในที่สุด เมื่อสิบกว่าปีผ่านไปแล้ว เขาก็ยังทำไม่ได้
“หรือว่า เป็นเพราะเวลายังคงสั้นไปจริงๆ…” หวังเป่าเล่อพึมพำ เขาเดินอยู่บนดินแดนเซียน ไปยังเมืองที่ศิษย์พี่อยู่ แล้วเดินเข้าไปยัง…ร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง
เขาชอบที่นี่ เพราะว่าที่นี่มีศิษย์พี่ สำหรับน้ำใจของศิษย์พี่แล้ว หวังเป่าเล่อสลักมันเอาไว้ในวิญญาณ
เขาชอบเมืองแห่งนี้ เพราะว่าที่นี่มีร้านเหล้าเล็กๆ ในร้านเหล้านอกจากเหล้าข้าวแล้วก็ยังมีน้ำโซดาเย็นชื่นฉ่ำ เถ้าแก่เรียกน้ำโซดานี้ว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณ
หวังเป่าเล่อรู้ว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจัดการเบื้องหลังของศิษย์พี่ รสชาติของน้ำเย็นหล่อวิญญาณนี้ก็เหมือนในสหพันธรัฐไม่ผิด
ในร้านเหล้าแห่งนี้ หวังเป่าเล่อไม่ดื่มเหล้าข้าวอีก แต่กลับดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณ…เห็นได้ชัดว่านี่มิใช่เหล้าแต่ทุกครั้งที่เขาดื่มจะต้องเมา
และคราวนี้ก็เช่นกัน
หวังเป่าเล่อนั่งอยู่ข้างโต๊ะที่มองเห็นวิวถนน เขามองไปด้านนอกพลางค่อยๆ จิบน้ำเย็นหล่อวิญญาณทีละอึก ดวงตาเริ่มฉายแววเมามาย
กระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เข้าสู่ช่วงเย็นย่ำ ผู้เยาว์รายหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วนั่งลงตรงข้ามหวังเป่าเล่อ
“เป่าเล่อ หลายปีมานี้ ข้าถามเจ้าอยู่สามครั้ง ทำไมเจ้ากลับมาแล้วปวดใจเช่นนี้ เจ้าไม่เคยตอบข้าเลย” ผู้เยาว์หยิบเหล้าขวดหนึ่งออกมาจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ และมองหวังเป่าเล่อ
ผู้เยาว์รายนี้ก็คือศิษย์พี่ของเขา เฉินชิงจื่อ
20 ปีก่อน เขาฟื้นฟูความทรงจำได้ทั้งหมดแล้ว
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ครึ่งเค่อให้หลังถึงค่อยมองเฉินชิงจื่ออย่างสับสน เนิ่นนานก็เอ่ยปากขึ้นมา
“หากข้ากล่าวว่า ข้ามิใช่ศิษย์น้องของท่าน ข้ามิใช่หวังเป่าเล่อตัวจริง ท่าน…”
“เจ้าเป็น!” เฉินชิงจื่อเอ่ยปากอย่างจริงจัง
“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเจ้าบ้าง แต่ว่าในใจของข้า วิญญาณของข้า ความรู้สึกของข้า ทุกสิ่งที่ข้าสัมผัสได้บอกกับข้าว่าเจ้าก็คือศิษย์น้องของข้าอย่างไม่ต้องสงสัย!”
………………………………….
“ชีวิตมนุษย์นี่นา…” ภายในตำหนัก ชายชุดดำที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวเราะพลางพึมพำ
“หวังอีอีนำอดีตและปัจจุบันของข้าไปแล้ว ส่วนหวังเป่าเล่อก็เอาปัจจุบันของข้าไป กระทั่งชื่อข้ายังมอบให้เขาแล้ว…น่าสนใจ น่าสนใจ”
“กลับกันแล้ว เรื่องพวกนี้ข้ายินยอมและเป็นข้าริเริ่มเอง…”
“ตั้งแต่เมื่อไรที่ข้ามีจิตใจที่เสียสละและยินยอมสังเวยเช่นนี้…ยังจำเมื่อสมัยเด็กได้ เพื่อน้ำตาลก้อนเดียว ข้าถึงกับตั้งชื่อพิเรนทร์ให้กับหัวหน้าชั้น…”
“สุดท้ายนี้…ยัย ตู้หมิน ยังกลายเป็นคู่เต๋าบำเพ็ญของหลินเทียนหาว ข้าว่านางชอบข้าชัดๆ”
“แล้วยังโจวเสี่ยวหยา เจ้าเยี่ยเหมิง ยังมีโลกแห่งศิลาแล้วยังจะหวังอีอี…ยังมีหลี่หว่านเอ๋อร์นั่นอีก น่าเสียดาย…น่าเสียดาย…”
“ในชีวิตนี้ของข้า ทำไมถึงจำได้ขึ้นมาถึงความทุกข์โศกเหล่านั้นเล่า” ชายชุดดำนั่งอยู่ตรงนั้นพลางยิ้มก่อนจะยกมือขวาขึ้นพลิก น้ำเย็นหล่อวิญญาณขวดหนึ่งปรากฏขึ้น เขาเหลือบมองครั้งหนึ่งแล้วส่ายหน้าพลางพลิกมืออีกครั้ง สุราข้าวขวดหนึ่งปรากฏขึ้นมา จากนั้นเขาจึงยกมันชิดริมฝีปากก่อนจะกระดกลงไปคำโต
“ข้าถือกำเนิดในศักราชใหม่แห่งสหพันธรัฐภายหลังที่กระบี่สำริดมาถึง ในเวลาที่ข้าถือกำเนิด…อสูรดุร้ายในสหพันธรัฐนั้นดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ในความจริงอันตรายก่อเกิดขึ้นทั่วทิศแล้ว!”
“หลังข้าถือกำเนิด สหพันธรัฐเจริญรุ่งเรืองโดยตลอด ข้าสยบหมื่นตระกูล ตระกูลไม่รู้สิ้นล่มสลายเพราะข้า ระบบสุริยะแผ่ขยายไพศาล และโลกแห่งศิลาได้แปรมาอยู่กลางฝ่ามือของข้า ข้าเคยเหยียบผ่านสะพานข้ามสวรรค์ มีมรรคาเต๋าของข้าอยู่ในดินแดนเซียน!
มหาเทพก็คือข้า สิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดในมหาจักรวาลนี้ก็คือข้า คำว่า “เซียน” นี้เกรงว่าข้าจะเป็นคนมอบให้มหาจักรวาลนี้เอง…เมื่อคิดไปเช่นนี้ เหมือนข้าได้มอบอะไรมากเกินไปจริงๆ” ชายชุดดำพูดกับตนเองแล้วจากนั้นก็ดื่มต่ออึกใหญ่
“มารดามันเถอะ ข้ายังไม่ทันได้เป็นประธานสหพันธรัฐเลยนะ!” ชายชุดดำพลันชะงัก จากนั้นเขาใช้ฝ่ามือโยนขวดอันว่างเปล่าไปไว้บนชั้นวาง
“รู้สึกยอมไม่ได้อยู่บ้าง” เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ มือขวาพลันพลิกอีกครั้ง คราวนี้ในมือมีสมุดเล่มหนึ่ง
สมุดนี้นามว่า อัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูง
ชายชุดดำมองมัน จากนั้นก็ใช้มือซ้ายลูบชื่อนั้นเบาๆ…คำว่าเจ้าพนักงานระดับสูงหายไป แต่สิ่งที่แทนที่กลับเป็นคำว่า “เป่าเล่อ” สองคำ
หลังจากนั้นก็รู้สึกว่ายังไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงเปิดไปหน้าสุดท้าย เขาโบกมือครั้งหนึ่ง พลันเขียนข้อความหนึ่งบรรทัด
ในปีศักราชที่ 3800 ผู้นำของสหพันธรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ราชันแห่งระบบสุริยะ เจ้าแห่งโลกในศิลา ผู้ปกครองของมหาจักรวาล ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ถือกำเนิด
เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ชายชุดดำก็ยิ้มอย่างเบิกบานใจ แต่ตรงมุมหางตาของเขากลับปรากฏหยาดน้ำวาววาม…กระทั่งครึ่งครู่ให้หลัง เขาก็หัวเราะเสียงดัง พลิกร่างกลับลุกขึ้น
“ระยะเวลาตื่นไม่มากแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องต้องไปทำให้เสร็จ” ชายชุดดำโบกมือ จากนั้นก็หยิบอัตชีวประวัติเป่าเล่อโยนไปในความว่างเปล่า ก่อเกิดคลื่นสะเทือนในมหาจักรวาล หลังจากนั้นดวงตาของเขาก็หม่นแสง
เขาเข้าใจดีถึงวิธีการทำลายจิตแห่งปรารถนา ก็คือให้ตนไปช่วงชิงชีวิตอีกฝ่ายเสีย เมื่อตนเองสำเร็จแล้ว จิตแห่งปรารถนาก็จะสิ้นสูญไป ส่วนร่างที่เกิดแต่ปรารถนานี้ ความปรารถนาในกายก็จะวุ่นวายไร้ระเบียบ ดังนั้นในเวลาที่ช่วงชิงสำเร็จก็หมายถึงตนเองละทิ้งทุกสิ่ง และกลายเป็นเพียงภาชนะของความปรารถนาเท่านั้น
หากว่าเขาคิดอยากประคองสติไว้ต่อ ก็มิใช่จะไม่ได้ เพียงแต่ค่าตอบแทน…เขาต้องสูบกลืนชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนตลอดไป และอาศัยพลังชีวิตอันเข้มข้นนี้มาประคองลมหายใจรวยรินต่อได้ ก็เหมือนมหาเทพนั่นแหละ
ทว่าหากเป็นเช่นนี้ สำหรับทั้งมหาจักรวาลแล้วนั้น นับเป็นคราวเคราะห์ครั้งหนึ่ง เขาไม่คิดทำเช่นนี้และไม่อยากกลายเป็นเช่นนี้ อีกทั้งไม่อยากให้ผู้อื่นพบเห็นตนแบบนี้ด้วย
“ในเมื่อมาเงียบๆ ก็ควรไปเงียบๆ…” ชายชุดดำถอนหายใจยาว ในดวงตาของเขานั้นประกายสีดำแล่นผ่านแทบจะครอบคลุมเก้าส่วนในดวงตาทั้งสองของเขา เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนครู่หนึ่ง หลังจากนั้นยกเท้าขึ้น…ก้าวเท้าหนึ่งไปด้านหน้า!
สิ่งที่ปรากฏขึ้นถัดมา ก็คือเงาร่างของเขาอยู่ท่ามกลางหมู่ดาราในจักรวาลต้นกำเนิดแล้ว เกือบจะในพริบตาที่เขาปรากฏตัว ทั้งมหาจักรวาลก็ส่งเสียงร้องดังลั่น ราวกับว่ามีกระแสจิตมาถึง และราวกับยอดศัตรูปรากฏร่าง!
กระทั่งย่างก้าวของเขาก็ปรากฏรอยแตกร้าว ราวกับว่ามหาจักรวาลนี้ไม่อาจทนรับได้
ยิ่งไปกว่านั้นมีกระแสจิตอันแข็งกล้าแต่ละสายวิ่งมารวมตัวกันจากแต่ละทิศ รวมกันอยู่ที่นี่
“เจ้าคือหมาป่าตาขาวงั้นรึ?” ชายชุดดำกวาดตามองกระแสจิตของมหาจักรวาลที่มายังที่แห่งนี้ เอ่ยอย่างไม่พอใจ
พริบตาถัดมา กระแสจิตของมหาจักรวาลในสถานที่นี้พลันลบความเป็นศัตรู คล้ายกับว่ามีเสียงถอนหายใจบางเบาสะท้อนก้องไปในจักรวาล
ชายชุดดำจึงค่อยพอใจ หลังจากก้มหน้ามองจักรวาลต้นกำเนิดใต้ฝ่าเท้าแล้วเขาก็ส่ายหน้า
“เรื่องแรกก็คือลบที่นี่ทิ้งไป จักรวาลต้นกำเนิด…ไม่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว” ระหว่างที่เอ่ย ชายชุดดำไม่ได้ยกมือสักนิด เพียงแค่ว่าในดวงตาของเขานั้นทำให้จักรวาลต้นกำเนิดที่เหมือนวังวนพังทลายลงทันที มิติด้านในจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นสิ้นสลาย ทว่าในส่วนของสิ่งมีชีวิตในจักรวาลนั้น ชายชุดดำไม่ได้ไปทำลาย เขาแค่เคลื่อนย้ายพวกเขาออกไป
ในส่วนของผู้แข็งแกร่งนับแต่บรรพกาลมาเหล่านั้น หลังจากกลับมหาจักรวาลแล้วจะพบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ชายชุดดำไม่สนใจ โดยเฉพาะในตอนนี้…ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว มองไปทั้งมหาจักรวาล ตอนนี้มีผู้ที่สามารถจัดการผู้เยี่ยมยุทธ์จากบรรพกาลเหล่านี้ได้แล้ว
ในชั่วพริบตาหนึ่ง จักรวาลต้นกำเนิด…ก็หายวับ
สถานที่ที่มันเคยมีอยู่นั้น ได้กลายเป็นรูโหว่ขนาดยักษ์ จากนั้นทุกสิ่งก็สมานเข้ากันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไร้สรรพสิ่งใดๆ อยู่ เกรงว่าในอีกพันปีต่อมา ที่นี่ก็อาจจะมีดาวเคราะห์ถือกำเนิดและมีอารยธรรมก็ได้
“ต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องที่สองแล้ว…” ชายชุดดำพึมพำ เขาแหงนหน้า เส้นสายสีดำในดวงตานั้น บัดนี้คลุมพื้นที่ถึง 99 ส่วน เหลือเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เขามองไปรอบทิศ หลังจากนั้นก็จ้องประสานกลับไปทางกระแสจิตอันแข็งกล้าที่มารวมตัวกัน จ้องกลับไปทีละสาย
ในพริบตาถัดมา เสียงจากลำคอที่เหมือนได้รับบาดเจ็บก็ดังมาจากทั่วทิศทีละเสียง ราวกับว่าการถลึงตามองของเขาก่อผลกระทบกับคนพวกนี้ทุกคน
“นี่ถือเป็นการคืนให้พวกเจ้าที่มาแก้แค้นข้าในปีนั้น ข้าไม่เจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนกับพวกเจ้า ตัดเหตุผลต้นกรรมแล้ว พวกเจ้าอยู่ดี ข้าก็อยู่ดี!”
กล่าวพวกนี้จบแล้ว ชายชุดดำก็แหงนหน้า ก่อนจะเอ่ยปากเสียงดัง
“ผู้อาวุโสหวัง!”
“ข้าอยากใช้พลังของตัวข้าเอง เนรเทศตัวเองออกไปตลอดกาล เหลือเพียงขั้นตอนเดียว ข้าหวังว่า…จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส เกรงว่าน่าจะพอแล้ว”
“ผู้อาวุโส โปรดร่วมมือกับข้า…เนรเทศข้า…ออกไปเถอะ!”
มีเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังลอดอากาศว่างเปล่ามา เงาร่างบิดาของหวังอีอีพลันปรากฏ เขาเดินออกมา ยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองชายชุดดำ
ชายชุดดำเองก็มองบิดาของหวังอีอีก่อนจะฉีกยิ้ม
“ที่แท้ ผู้อาวุโสก็อยู่บนจุดสูงสุดของแดนพิภพแล้วจริงๆ ขาดอีกเพียงนิดเดียว…ก็สามารถย่างเข้าสู่แดนสวรรค์ได้ แต่กลับไม่อาจชะล้างเหตุผลต้นกรรม เมื่อท่านแปดเปื้อนธุลีไปแล้ว ย่อมไร้ซึ่งสวรรค์”
“มิได้เป็นเช่นนี้ เรื่องสวรรค์นั้นไร้อุปสรรคและความหวัง แต่วิญญาณของมหาเทพมิได้มาจากแดนพิภพ แตกต่างจากท่าน เมื่อเมื่อแปดเปื้อน…ในระบบดาราแห่งพิภพจะมีด่านเคราะห์สวรรค์กำเนิด นี่คือสัญญาระหว่างแดนพิภพและสวรรค์ ท่านควรจะทราบ”
ชายชุดดำนิ่งเงียบ ครึ่งครู่จึงยิ้ม
“ขอให้ผู้อาวุโสโปรดส่งเสริมด้วย!” ระหว่างที่กล่าว เขาก็หันไปคำนับให้แก่บิดาของหวังอีอีลึกซึ้งครั้งหนึ่ง
บิดาของหวังอีอีนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะหันมองชายชุดดำ แล้วโค้งกลับไปเช่นกัน และในเวลาเดียวกัน รอบด้านของเขาก็พลันปรากฏเงาร่างมายาหลายสาย เงาร่างเหล่านี้แต่ละท่านล้วนตัวตนสั่นสะเทือนฟ้าดิน ลมปราณเขย่าฟ้า ชายชุดดำเมื่อมองไป ก็คุ้นเคยกับเหตุผลต้นกรรมเหล่านี้ยิ่ง
ส่วนพวกเขาหลังจากปรากฏตัวก็พากันมองอีกฝ่าย ก่อนจะ…โค้งคำนับลึกซึ้งให้ครั้งหนึ่ง
เพื่อแสดงความขอบคุณ!
และในพริบตาถัดมา บิดาของหวังอีอีก็ยกมือขวาขึ้นทันที โบกมันหนึ่งครั้ง ขณะเดียวกันกับที่ชายชุดดำเองก็ยิ้มอยู่ เขายกมือขึ้น แล้วตบลงบนศีรษะของตนอย่างแรง
ชั่วพริบตานั้น ร่างกายของเขาพลันแหลกกลายเป็นความว่างเปล่า ภายใต้แรงระดับขีดจำกัดระดับพิภพสองสายนี้…ก็ถูกเนรเทศ…ไปไกลลิบ!
ระยะห่างนั้นยิ่งไกลจากมหาจักรวาลนี้ มากขึ้นเรื่อยๆ ห่างไปไกลแสนไกล…
ท่ามกลางการเนรเทศอันไม่รู้สิ้นนี้ นัยน์ตาทั้งสองของชายชุดดำก็ได้กลายเป็นสีดำโดยสมบูรณ์…
“ข้าเป็นเซียนมิได้…แต่เจ้าเป็นได้” นี่คือประโยคสุดท้ายของเขา หลังจากเสียงนี้หายลับไปแล้ว ชายชุดดำก็สิ้นสติไปจนหมด ท่ามกลางทะเลดาราอันยิ่งใหญ่เขาได้กลายเป็นหมอกควันแห่งความปรารถนา ลอยละล่องไปตลอดกาล
….
และทุกคนที่เห็นฉากนี้อยู่ต่างก็พากันก้มหน้าเงียบงัน แล้วโค้งคำนับอีกครั้ง
ท่ามกลางจักรวาลอันไกลโพ้น ณ ดาวเคราะห์ที่แสนธรรมดาดวงหนึ่ง ร่างแยกของหวังเป่าเล่อก่อนหน้ายังคงยืนอยู่ตรงนั้น น้ำตาไหลอาบออกจากดวงตาของเขา ร่างกายสั่นเทิ้ม เขาคุกเข่าก่อนจะโขกศีรษะลงไป
…………………………………………
ในมหาจักรวาล มิติเต๋าต้นกำเนิดที่กลายเป็นโลกาสามชั้น ภายในรูปปั้นของโลกาชั้นแรก ด่านปรารถนากำลังทยอยแตกออกทีละชั้น
สุดท้ายก็เหลือเพียงห้องโถงซึ่งยังอยู่ในรูปปั้น
เหนือบันไดในห้องโถงมีเก้าอี้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่แห่งนั้นว่างเปล่า แผนที่ดวงดาวด้านบนเกิดรอยร้าวขยายไปทั่วจนบอกพิกัดอะไรไม่ได้อีก
ล่างบันได พื้นที่ที่เคยว่างเปล่าบัดนี้มีภาพมายาแม่น้ำแห่งกาลเวลาผุดขึ้น ตอนนั้นเองร่างหนึ่งก็เดินออกมาช้าๆ
กระทั่งก้าวออกมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาอย่างสมบูรณ์แล้ว แม่น้ำก็หายวับ ร่างนั้นเผยโฉมออกมาอย่างชัดเจน นั่นก็คือ…หวังเป่าเล่อ
เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ตอนนี้ผลึกแก้วสีฟ้าตรงหว่างคิ้วอ่อนแสงลงแล้ว ปราณโลหิตและดวงวิญญาณเทพของมหาเทพข้างในล้วนหลอมรวมเข้ากับร่างกายหวังเป่าเล่อแล้ว เกิดเสียงดังคลิก ก่อนที่ผลึกแก้วสีฟ้าจะแตกละเอียดและร่วงลงพื้นจนเกิดเสียงกระทบดังฟังชัด
เสียงนี้ดังก้องอยู่ในห้องโถงที่เงียบสงบ
“ท้ายที่สุดความเมตตาของมหาจักรวาลที่มีต่อข้าก็เป็นเพราะมันเป็นแหล่งกำเนิดเซียน สุดท้ายข้าถึงได้วิชาสืบทอดเซียนมา…”
“หรือว่า…เพราะข้ามอบวิชาสืบทอดเซียนให้มันในตอนที่มหาจักรวาลเพิ่งจะก่อตัว…”
“ความขัดแย้งกันของเวลาและสถานที่…” หวังเป่าเล่อส่ายหน้าและไม่คิดเรื่องนี้อีก หันไปมองความว่างเปล่าในที่ไกลๆ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ระดับการฝึกตนของเขาอยู่ในระดับใด รู้เพียงอย่างเดียวคือ…ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถสร้างทุกสิ่งขึ้นมาได้ใหม่ตามต้องการ
ยกเว้นสร้างตัวเอง
สายตาของเขามองทะลุทุกสิ่งกีดขวางออกไป เขามองทะเลทรายในโลกาชั้นที่สอง เนิ่นนาน ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
จากนั้นก็ส่ายหน้าอีกครั้งแล้วหันกลับมาเดินไปยังบันไดที่มหาเทพเคยอยู่ทีละก้าว จนกระทั่งถึงขั้นไปด้านบนสุด เดินไปยังด้านหน้าที่นั่งแล้วมองเก้าอี้ตรงหน้า หวังเป่าเล่อเอ่ย
“เจ้าว่ามหาเทพในตอนนั้นใช้อารมณ์แบบไหนถึงปิดผนึกสถานที่แห่งนี้แล้วนั่งเงียบๆ อยู่ที่นี่คนเดียว…มาเนิ่นนาน”
ไร้เสียงตอบ
“ไม่พูดล่ะ สตินึกคิดของเจ้ากำลังจะหายไป หากตอนนี้ยังไม่คุยกับข้า บางทีเจ้าอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว” หวังเป่าเล่อกล่าวเบาๆ
“เจ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ!” เสียงหวีดแหลมดังขึ้นในใจหวังเป่าเล่อ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความบ้าคลั่ง และมีปราณหมอกดำจำนวนมากแผ่ออกมาจากร่างหวังเป่าเล่ออย่างต่อเนื่อง
นั่นก็คือ…ปรารถนา!
นางไม่ได้ถูกทำลาย กลับกันนางมาอยู่ในร่างหวังเป่าเล่อ อยู่ในจิตใต้สำนึกของเขา กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา เหมือนที่ทำกับมหาเทพ
“จิตใต้สำนึกของเจ้าก็กำลังจะสลายไป สุดท้ายเจ้าก็พ่ายแพ้เหมือนมหาเทพ!!” น้ำเสียงปรารถนาบ้าคลั่ง นางกรีดร้องอยู่ในจิตใต้สำนึกหวังเป่าเล่อ
“ไม่เหมือน” หวังเป่าเล่อนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอ่ยอย่างตั้งใจ
“ตั้งแต่ต้นจนจบมหาเทพคิดจะสยบเจ้า แต่ข้าไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าทำลายไม่ได้ แต่ข้าทำลายจิตใต้สำนึกของเจ้าได้…ทำให้เจ้ากลายเป็นความปรารถนาที่บริสุทธิ์ สำหรับข้าแล้วก็เท่ากับได้ฆ่าเจ้าแล้ว”
“เจ้าบ้า ข้าพูดไปหมดแล้ว หลังจากถูกข้าควบคุม เราก็จะกลับไปยังดาราสวรรค์ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเกิดใหม่ แต่เจ้าจะเสียสละตัวเองให้จมดิ่งไปตลอดกาลเพื่อทำลายจิตใต้สำนึกของข้า ทำให้ข้ากลายเป็นปรารถนาบริสุทธิ์เนี่ยนะ!!”
“เจ้าเป็นบ้าอะไร…ทำไม!”
“ข้าก็ไม่ได้อยากทำ แต่คืนพินาศทำลายเจ้าไม่ได้ เต๋าห้าธาตุก็ทำลายเจ้าไม่ได้ เต๋าแห่งความเป็นความตายก็ทำไม่ได้ เหตุต้นผลกรรมระหว่างเจ้ากับข้า คนนอกก็ไม่อยากเข้ามายุ่ง ดังนั้น…ข้าจึงทำได้แค่ใช้เต๋าอิสระเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งของข้าเพื่อช่วงชิงย้อนกลับจากเจ้า!”
“วิธีช่วงชิงแบบนี้เจ้าเป็นคนสอนข้าเองนะ” หวังเป่าเล่อยิ้มอย่างไร้กังวล ดวงตาทั้งสองเริ่มปรากฏเส้นสีดำมากขึ้นเรื่อยๆ…
“เจ้า…” จิตใต้สำนึกของปรารถนาเริ่มสลาย พลังปราณอ่อนแอลง แม้แต่จะพูดคุยก็ยังทำไม่ได้
“อีกอย่าง…” หวังเป่าเล่อไม่สนใจปรารถนา เขามองไปยังโลกาชั้นที่สอง ใบหน้าดูสับสน แต่ในไม่ช้าความสับสนก็หายไปกลายเป็นความคาดหวัง
“มหาเทพเสียสละตัวเองเพื่อเติมเต็มให้ข้าที่เป็นทั้งส่วนหนึ่งและร่างแยกสมบูรณ์ เช่นนั้น…ทำไมข้าจะเติมเต็มให้…ร่างแยกที่มีจิตใต้สำนึกเป็นอิสระ…ไม่ได้!”
“ข้าทำได้” หวังเป่าเล่อพึมพำ
“จุดประสงค์เดิมของข้าคือตัดเหตุต้นผลกรรมกับมหาเทพ ตัดความเกี่ยวข้องทุกอย่าง ทำให้เหตุต้นผลกรรมหายไปแล้วทำให้ข้าได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง…กลายเป็นเซียนอิสระ!”
“นี่คือเต๋าของข้านี่นา…ในเมื่อข้าทำไม่ได้ เช่นนั้น…เจ้าก็คงทำได้”
“หวังเป่าเล่อ…” หวังเป่าเล่อเอ่ยขึ้น ดวงตาที่มองไปทางโลกาชั้นที่สองสว่างเจิดจ้า
ในทะเลทรายของโลกาชั้นที่สอง ลึกลงไปใต้ดิน ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นพลันลืมตา ทั่วทั้งร่างของเขามีผนึกสี่เต๋าปรากฏอยู่
ผนึกสี่เต๋านี้ทำให้เขาไม่สามารถขยับได้ ไม่สามารถออกไปได้ ทำได้เพียงอยู่ที่นี่ ขณะเดียวกันพลังปราณของเขาก็ถูกซ่อนไว้เช่นกัน
บัดนี้เมื่อลืมตาขึ้นแล้ว นัยน์ตาของเขาเผยความสับสน เงยหน้าขึ้นราวกับมองเห็นร่างต้นแบบของตนในที่ไกลๆ
“ตั้งแต่เจ้าถูกแยกออกมา เจ้าก็ต้องการอิสระ…” หวังเป่าเล่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เอ่ยเบาๆ เส้นสีดำในดวงตาเพิ่มขึ้น
“มหาเทพให้หยดเลือดเจ้า ทำให้กายเนื้อของเจ้าเป็นอิสระ”
“ข้าให้วิญญาณเจ้า ทำให้ดวงวิญญาณเทพของเจ้าเป็นอิสระ”
“เช่นนั้นนับจากนี้ไป เจ้า…ก็คือเจ้า!” เสียงหวังเป่าเล่อดั่งอสนีบาต ดังก้องอยู่ในจิตใจร่างแยกที่อยู่ลึกลงไปในทะเลทรายของโลกาชั้นที่สอง
ทำให้ร่างแยกตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“ข้าหวัง…ให้เจ้าจะมีอิสรเสรี ตลอดกาลทุกชาติภพ”
เมื่อเอ่ยออกไป ผนึกเต๋าที่หนึ่งของร่างแยกก็แตกสลายในทันที ปราณโลหิตจำนวนมากและพลังแห่งระดับการฝึกตนพลันไหลเข้าไปในกายของร่างแยก
“ข้าหวัง…ให้เจ้าสุขสำราญใจ ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ผนึกเต๋าที่สองพังทลาย ระดับการฝึกตนก็ยิ่งหลั่งไหลเข้าไปในพริบตา
“ข้าหวัง…ให้เจ้าไม่ลืมหัวใจดั้งเดิมของตน ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ผนึกเต๋าที่สามพังทลาย!!
“ข้าหวัง…ให้เจ้ามีสุขสวัสดิ์ ตลอดกาลทุกชาติภพ”
ผนึกเต๋าที่สี่พังทลาย!!!
ระดับการฝึกตนอันไร้ที่สิ้นสุดหลอมรวมอย่างบ้าคลั่ง ประกอบด้วยเต๋าของหวังเป่าเล่อและทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
ฝั่งร่างแยกในตอนนี้ดวงตาแดงฉาน เขารู้แล้วว่าฝั่งร่างต้นแบบกำลังเกิดอะไรขึ้น
“สุดท้ายข้าก็จะให้ของขวัญเจ้าเช่นกัน!” หวังเป่าเล่อที่นั่งพิงเก้าอี้เสื้อผ้ากลายเป็นสีดำ เส้นสีดำในดวงตากินพื้นที่ไปมากกว่าครึ่ง แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง มีเพียงเสียงเบาๆ เท่านั้นที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
“หวังเป่าเล่อ นามนี้ข้า…ยกให้เจ้า”
ทันทีที่เอ่ยประโยคนี้ ทั่วทั้งมหาจักรวาลพลันเกิดเสียงคำรามกู่ก้อง ร่างแยกในส่วนลึกของทะเลทรายเงยหน้าขึ้นและกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่ในพริบตาต่อมาร่างต้นแบบที่เขามองเห็น การเชื่อมต่อสุดท้ายระหว่างกัน…ก็ขาดลง และยังมีพลังมหาศาลพันธนาการเขาไว้และส่งเขาออกไปจาก…มิติเต๋าต้นกำเนิด!
มีเพียงประโยคเดียวที่ดังขึ้นในใจทันทีที่เขาตัดการเชื่อมต่อ
“ใช่…สุราข้าวอร่อยกว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณจริงๆ”
…………
มหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมาส่งเสียงกรีดร้องราวกับจะต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่ครั้งนี้…ปรารถนาไม่อาจทำได้สำเร็จ เพราะจุดเวลานี้คือจุดเวลาที่หวังเป่าเล่อตัดสินใจเลือกหลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถส่งอิทธิพลต่อจันทร์คล้อยของเขา
ในจันทร์คล้อยที่ได้รับผลกระทบนั้นหากคิดจะเอาชนะ นอกจากความแข็งแกร่งของตัวเองแล้ว ยังต้องอาศัย…พลังของเหตุการณ์ดั้งเดิมด้วย มีเพียงวิธีนี้ถึงจะสยบได้
และในจุดเวลานี้พลังของตะปูไม้ดำก็แข็งแกร่งพอที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง หวังเป่าเล่อกับมันมีต้นกำเนิดเดียวกัน ดังนั้นในจุดเวลานี้…ปรารถนาที่อยู่ในร่างมหาเทพไม่มีทางต้านทานได้
พริบตาต่อมาพลังต่อต้านทั้งหมดของปรารถนาก็ถูกทำลายลง ตะปูไม้สีดำชนกับหว่างคิ้วมหาเทพและแทงเข้าไปทันที
ปรารถนาที่อยู่ร่างมหาเทพส่งเสียงร้องโหยหวน เลือดไหลจากหว่างคิ้วเข้าไปในดวงตา ทำให้ดวงตาที่มืดสนิทราวกับเป็นสีม่วงไปแล้วกำลังจ้องมองไปเบื้องหน้า
เบื้องหน้าของนาง ร่างมายาหวังเป่าเล่อบนตะปูไม้ดำนัยน์ตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างแรงกล้า เขากำลังจะตอกตะปูเข้าไปให้มิดเล่ม ทว่าตอนนั้นเอง ด้วยพลังชีวิตที่หลั่งไหลมาจากผู้ใต้บังคับบัญชารอบด้าน ปรารถนาก็ส่งเสียงหัวเราะชั่วร้าย
ครั้งนี้เจ้าชนะแล้ว แต่ข้าก็ไม่ได้แพ้!
กล่าวจบ พลังปราณมืดจำนวนมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากรอยแตกตรงหว่างคิ้ว และพยายามจะรุกล้ำเข้าไปในตะปูไม้ดำ รุกล้ำเข้าไปในดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ
การรุกล้ำนี้เข้าไปเร็วมาก หากหวังเป่าเล่อจะตอกตะปูไม้ดำให้มิด เขาจะไม่มีโอกาสหยุดยั้งการรุกล้ำครั้งนี้
หวังเป่าเล่อมองลึกเข้าไปในตาปรารถนา อีกฝ่ายพูดถูก ครั้งนี้เขาชนะแล้ว แต่นางก็ไม่ได้แพ้ เพราะตะปูไม้ดำไม่ได้ตอกเข้าไปจนมิด ดังนั้นจึงไม่กระทบกับอีกฝ่ายถึงตาย
หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ ก่อนจะละจากการตอกตะปูและตัดขาดการรุกล้ำของอีกฝ่าย ฉับพลันโลกก็พร่าเบลอ
เห็นได้ชัดว่าวิชาเวทจันทร์คล้อยครั้งที่สามของหวังเป่าเล่อ…เริ่มแล้ว!
จุดเวลาที่หวังเป่าเล่อเลือกในครั้งนี้…คือจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง!!
ในจุดเวลานี้ยังไม่มีมิติเต๋าต้นกำเนิด แม้แต่ดวงดาว อารยธรรม ผู้คนก็ยังไม่มี
ทั้งมหาจักรวาลเป็นเพียงฟองอากาศล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย…
จนกระทั่งโลงศพสีดำโลงหนึ่งพร้อมกับศพที่ไม่เคยเน่าเปื่อยตลอดกาลเวลาเนิ่นนานที่ผ่านมาได้เข้ามาใกล้ฟองอากาศนี้ บางทีอาจเป็นโชคชะตานำทางหรืออาจเป็นเรื่องบังเอิญ โลงศพสีดำนั้นจึงกระแทกเข้ากับฟองอากาศ
ฟองอากาศนี้ขนาดใหญ่มาก การกระแทกของโลงศพทำให้มันเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง หากเปลี่ยนเป็นฟองอากาศอื่นอาจจะแตกไปแล้ว แต่ฟองอากาศนี้แค่เกิดช่องว่าง…
ในไม่ช้า ช่องว่างนั้นก็กลับมาปิดสนิท
ภายในฟองอากาศ โลงศพนั้นชะลอความเร็วลงไปมากเนื่องจากการกระแทก มันล่องลอยอยู่ในฟองอากาศอย่างเอื่อยเฉื่อน…แต่แล้วจู่ๆ ศพในโลงก็แผ่ปราณหมอกสีดำทั่วร่าง ปราณหมอกพลิกตลบราวกับต้องการทำให้ร่างนี้ลืมตา
แต่เห็นได้ชัดว่า…จุดเวลาที่หวังเป่าเล่อเลือก ไม่สามารถทำให้ศพลืมตาได้ ต่อให้ปรารถนาจะพยายามแผ่อิทธิพล แต่นางก็มีอิทธิพลกับมหาเทพ ไม่มีอิทธิพลกับศพนี้!
บัดซบๆๆ!! เสียงกรีดร้องดังออกมาจากไอหมอกดำ ปราณหมอกไหลมารวมกันกลายเป็นใบหน้าคนซึ่งก็คือใบหน้าของปรารถนา นางจ้องไปด้านบน…
นั่นคือฝาโลงและบนฝาโลงในตอนนี้ก็ปรากฏใบหน้าหนึ่งขึ้นมา หวังเป่าเล่อ!
ต่อให้ย้อนกลับมาตอนนี้ เจ้าจะทำอะไรข้าได้… ใบหน้าปรารถนาคำรามใส่หวังเป่าเล่อ แต่หวังเป่าเล่อไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาเอ่ยว่า
มหาจักรวาลผืนนี้พิเศษมาก…
คิดถึงเรื่องนี้ดูเดี๋ยวเจ้าก็รู้
เจ้าจะพูดอะไร! ปรารถนามองหวังเป่าเล่อที่สงบนิ่ง ทันใดก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
การจัดการเจ้าไม่ได้อยู่ที่ว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด อันที่จริง…การเอาชนะเจ้าเป็นเรื่องง่ายมาก…ไม่ใช่แค่ข้าที่ทำได้ มหาเทพก็ทำได้
ข้อได้เปรียบของเจ้า…อยู่ที่ความเป็นนิรันดร์ ไม่มีวันตาย
ในฐานะคนที่ฆ่าข้าทางอ้อม ข้าก็ต้องยอมรับว่าวิธีการใช้ความปรารถนาเข้าแทรกซึมเช่นนี้ช่างลึกลับซับซ้อนจริงๆ และยังแก้ไขไม่ได้นอกเสียจากว่าผู้คนทั้งโลกจะไม่มีความปรารถนาอีกต่อไปหรือผู้คนในดินแดนที่เจ้าเรียกว่าวงแหวนดาราพิภพจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีความปรารถนา หากมีแม้เพียงนิดเดียว เจ้าก็จะไม่สิ้นสูญ
ข้าว่า…นี่ก็คือเหตุผลที่ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ในมหาจักรวาลไม่โจมตีเจ้าด้วย
ในแง่หนึ่งพวกเขาก็ไม่อยากแปดเปื้อนจนเกิดเหตุต้นผลกรรมต่อกัน บางทีอาจเป็นอย่างที่เจ้าพูด เจ้ากับข้าในชาติก่อนหรือจะเรียกว่าแก่นแท้ของพวกเราล้วนมาจากวงแหวนดาราสวรรค์…ดังนั้นเรื่องของพวกเราจึงต้องให้พวกเราจัดการกันเอง
อีกแง่หนึ่ง…คงเป็นเพราะตัวเจ้านั้นคนนอกไม่สามารถทำลายได้ เพราะเจ้าคือปรารถนาของมหาเทพ อีกนัยหนึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นปรารถนาของข้า…และแก่นแท้ของเจ้าก็คือปรารถนาของทุกสรรพสิ่ง… หวังเป่าเล่อพึมพำขณะก้มมองใบหน้าปรารถนา ดวงตาล้ำลึกเผยแววสับสน
เจ้าจะพูดอะไรกันแน่! ปรารถนาเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด
ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะพูดอะไร…บางทีที่ข้าพูดเรื่องพวกนี้ก็เพื่อบอกตัวเอง หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ
สิ่งที่มหาเทพทำได้ ทำไมข้าจะทำไม่ได้ หวังเป่าเล่อพึมพำในใจ ความสับสนในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ ก่อนจะมองปรารถนา
ที่ข้าจะบอกก็คือ…
เจ้าไม่ใช่นิรันดร์ ความพิเศษของมหาจักรวาลผืนนี้อยู่ที่…วิชาสืบทอดเซียน ดังนั้นข้าจึงอยากเชิญให้เจ้าดู…เต๋าอิสระของข้า! หวังเป่าเล่อพูดจบ เจตจำนงเซียนอันแข็งแกร่งก็ระเบิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของเขาทันที เมื่อมันปะทุขึ้น ฟองอากาศมหาจักรวาลพลันก้องกังวานส่งความรู้สึกปรารถนาออกมา แล้วเริ่มหดตัว
เจตจำนงเซียนของหวังเป่าเล่อกลายเป็นลำแสงที่มาพร้อมพลังอันยิ่งใหญ่ ความใฝ่ฝันในอิสระและความทุ่มเทกับชีวิตของเขา คำสาบานแห่งการปกป้องดั่งการล้างบาป เข้าปกคลุมศพและใบหน้าปรารถนาบนศพไว้!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากในโลงศพ แต่ลำแสงของโลงศพกลับสว่างขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนไปทั้งฟองอากาศมหาจักรวาล…ใบหน้าปรารถนาในโลงศพค่อยๆ หายไป
กระทั่งผ่านไปเนิ่นนานเมื่อแสงในโลงศพค่อยๆ จางลงแล้ว ความปรารถนาของฟองอากาศมหาจักรวาลก็ไต่ระดับถึงขีดสุด มันเริ่มหดตัวลงอย่างบ้าคลั่ง พริบตานั้นจากขนาดกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดก็กลับกลายเป็นขนาดเล็กเท่าโลงศพ เป็นเหมือนปากยักษ์กลืนกินโลงศพเข้าไป
ขณะกลืนกิน ศพในโลงก็เริ่มละลาย ค่อยๆ…หลอมรวมเข้ากับโลงศพทีละน้อย ใบหน้าหวังเป่าเล่อที่อยู่บนฝาโลงค่อยๆ ปิดตาลง กระทั่งก่อนจะปิดสนิท เขาก็พึมพำเสียงเบา
จันทร์คล้อย หวนคืน…
“ไม่ใช่มหาเทพแล้ว” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว เคล็ดวิชาจันทร์คล้อยของเขาได้รับผลกระทบจากโลกแห่งปรารถนาทำให้แม้จะย้อนเวลากลับมาสมัยโบราณ แต่ก็เหมือนไม่ได้ย้อน
อย่างเช่นภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้ การก่อกบฏของผู้ใต้บังคับบัญชามหาเทพนั้นแม้จะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อันยาวนานมาแล้ว แต่…มหาเทพตอนนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจากปรารถนาอย่างสมบูรณ์จึงสามารถจัดการเรื่องโลกาสามชั้นต่อจากนี้ได้
ทว่า…มหาเทพตรงหน้าเขากลับดวงตามืดมิดและรอยยิ้มที่มุมปากก็ทำให้หวังเป่าเล่อยืนยันได้ว่าอีกฝ่าย…คือปรารถนา
ยังไม่ทันที่หวังเป่าเล่อจะคิดอะไรได้มาก ปรารถนาที่แปลงกายเป็นมหาเทพพลันยกมือขึ้นชี้มาทางหวังเป่าเล่อ ทันใดนั้นหมอกดำก็ระเบิดออกมาจากร่างแผ่ขยายไปทั่วราวกับจะแทรกซึมไปทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิด
ผู้เยี่ยมยุทธ์ 100 กว่าคนในกระแสน้ำวนตกอยู่ในอันตราย
เห็นเช่นนั้น ดวงตาหวังเป่าเล่อพลันส่องประกายเย็นวาบทันที เขารู้ดีว่าหลังจากจันทร์คล้อยของตนได้รับผลกระทบ สถานการณ์ของเขาจะเสียการควบคุม มหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ตนได้เห็นในห้องโถงเสียอีก
ดังนั้นเมื่อผู้เยี่ยมยุทธ์นับร้อยได้รับผลกระทบด้วย ตนก็ไร้ความหวังที่จะเอาชนะปรารถนาตรงหน้าในจุดเวลานี้ได้เลย
พริบตาต่อมาเมื่อหมอกดำแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ หวังเป่าเล่อจึงแยกร่างออกไปนับร้อยตรงเข้าหลอมรวมกับผู้เยี่ยมยุทธ์ทุกคนในกระแสน้ำวนทันที ทันใดนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์นับร้อยก็ตาเป็นประกายวาววับ
แต่ละคนดูคล่องแคล่วว่องไวขึ้น แม้จะกระจัดกระจาย แต่ก็ดูเป็นหนึ่งเดียวกัน ผสมผสานกันอยู่ในหมอกดำ ครู่หนึ่งก็เกิดเสียงคำรามสนั่นฟ้า
นี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญ ฝ่ายหนึ่งคือมหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมา และครอบครองพลังของมหาเทพ อีกฝ่ายหนึ่งคือผู้เยี่ยมยุทธ์นับร้อยที่มีดวงจิตของหวังเป่าเล่อผสานเข้าไปช่วยเสริมพลังให้พวกเขา
เมื่อทั้งสองฝ่ายปะทะกันเรียกได้ว่าดุเดือดมาก
ปราณหมอกสีดำพลิกตลบอย่างต่อเนื่อง มหาเทพที่แปลงกายมาจากปรารถนาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามรบ และกดมือขวาลง ทันใดนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์หัวจระเข้ที่ก่อกบฏคนหนึ่งก็ตัวสั่นเทิ้ม ร่างกายและจิตวิญญาณพลันแตกสลาย
ในพริบตาก่อนที่เขาจะตาย จิตใต้สำนึกของหวังเป่าเล่อในร่างก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาปรากฏในร่างของผู้เยี่ยมยุทธ์อีกคนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
ไม่จบแค่นั้น ดูเหมือนสำหรับมหาเทพ ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ก่อกบฏแต่ละคนช่างเปราะบางยิ่งนัก เมื่ออ้าปากสูดลม ผู้เยี่ยมยุทธ์สามคนที่อยู่ข้างหน้าเขาก็ร่างกายแห้งเหี่ยวอย่างควบคุมไม่ได้ จิตวิญญาณ ลมปราณ และร่างกายของพวกเขาถูกมหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมาสูบกินเข้าปากไปจนหมด
“วิ่งเร็วจังนะ” หลังจากเคี้ยวกินเสร็จแล้ว มหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมาก็หัวเราะเบาๆ ผู้เยี่ยมยุทธ์สามคนที่ถูกมันกินเข้าไปก็ยังไม่มีดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ หวังเป่าเล่อโยกย้ายมันออกไปได้ทันในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน
แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อ แม้ผู้เยี่ยมยุทธ์จะฝ่าทะลุหมอกมาปรากฏรอบตัวมหาเทพมากขึ้นเรื่อยๆ และแสดงพลังเทพของตัวเอง แต่พลังเทพพวกนั้นเมื่อกระทบร่างมหาเทพก็เหมือนกับวัวโคลนลงทะเล ไม่มีผลใดๆ เลยสักนิด
ภาพนี้ทำให้จิตใต้สำนึกของหวังเป่าเล่อที่กระจัดกระจายต่างสั่นไหว
โดยเฉพาะในเวลาต่อมา ขณะที่เสียงหัวเราะมหาเทพดังก้อง เขาก็ยกมือขึ้นคว้าออกไป ทันใดนั้นจักรวาลรอบตัวพลันบิดเบี้ยวและเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิดก็กลายเป็นฝ่ามือยักษ์บีบเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ทุกคน!
“เต๋าแห่งความตาย!” ในช่วงวิกฤต จิตใต้สำนึกทั้งหมดของหวังเป่าเล่อต่างแสดงเต๋าที่หกของเต๋าแปดปรมัตถ์ทันออกมา
เต๋าแห่งความตายปรากฏขึ้นหลังจากฝ่ามือยักษ์บีบเข้ามา ฉับพลันผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายในฝ่ามือต่างรูปร่างบิดเบี้ยว แต่ครู่ต่อมาก็กลายเป็นวิญญาณกลับมาปรากฏตัวขึ้นใหม่และต่อสู้อีกครั้ง
ถึงกระนั้นหวังเป่าเล่อก็ยังตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าในจุดเวลานี้ยากที่ตนจะเอาชนะได้ ดังนั้นเมื่อท่าทางเย้ยหยันจากมหาเทพรุนแรงขึ้น จิตใต้สำนึกของหวังเป่าเล่อในร่างผู้เยี่ยมยุทธ์จึงระเบิดออกในเวลาเดียวกัน
พริบตาต่อมาผู้เยี่ยมยุทธ์ทุกคนทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และกลายเป็นวิญญาณก็ทำผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชี้ไปข้างหน้าแล้วเอ่ยเสียงต่ำ ไอรีนโนเวล
“จันทร์คล้อย!”
ในเมื่อจุดเวลานี้ทำไม่ได้ เช่นนั้นก็เปลี่ยนเวลาเสียก็สิ้นเรื่อง ร่างของผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายพลันระเบิดออกในพริบตาที่หวังเป่าเล่อควบคุมจิตใต้สำนึก สายน้ำแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนจะหมุนย้อนวันเวลา ทุกอย่างในโลกนี้พลันพร่าเบลอจนกระทั่งมืดสนิท…
และเมื่อทุกอย่างกลืนคืนมา ยังคงเป็นมิติเต๋าต้นกำเนิด ยังคงเป็นกระแสน้ำวนเช่นเดิม ในกระแสน้ำวนยังคงเป็นร่างมหาเทพ เพียงแต่…ผู้เยี่ยมยุทธ์นับร้อยต่างนั่งรายล้อม ไม่มีการก่อกบฏใดๆ
บนหว่างคิ้วของมหาเทพก็ไม่มีตะปูไม้ดำนั่นด้วย!!
มีเพียงที่ปลายจักรวาลเหนือศีรษะพวกเขา บัดนี้ภูเขาหลงซานส่องแสงคำรามขึ้นไปบนท้องฟ้าและความผันผวนอันน่าอัศจรรย์ก็กำลังก่อตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ามันสามารถระเบิดได้ตลอดเวลา!
มหาเทพที่นั่งทำสมาธิอยู่ใจกลางมิติเต๋าต้นกำเนิดพลันลืมตาขึ้น นัยน์ตาเขายังคงดำสนิท เห็นได้ชัดว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลจากปรารถนา จุดเวลาที่ย้อนกลับมานี้ มหาเทพยังคงเป็นปรารถนาที่แปลงกายมา
เพียงแต่…ทิศทางที่เขามองไม่ใช่ข้างหน้า แต่เงยหน้ามองไปยังสุดขอบจักรวาล สีหน้าไม่มีการเย้ยหยันเหมือนเมื่อครู่ แต่ดูเคร่งขรึมไม่น้อย
“เลือกจุดเวลานี้สินะ…”
จุดเวลานี้ก็คือ…ตอนที่มหาเทพชักนำหายนะไม้สีดำ!
ที่ปลายสุดจักรวาลกำลังเกิดการก่อตัวอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณของหวังเป่าเล่อก็กำลังแทรกซึมอยู่ภายใน
ครั้งนี้สิ่งที่เขาแปลงกาย…ก็คือร่างต้นแบบของตน นั่นคือตะปูไม้ดำ…หรือก็คือ…หายนะไม้!
พริบตาต่อมาสุดขอบจักรวาลก็ดูเหมือนกับมีพายุคลั่งแผ่ออกมา เสียงดังกึกก้องราวกับดวงจิตของจักรวาลกำลังแค่นลมหายใจ เมื่อสายฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุดกระจายออกไป ไม้สีดำขนาดใหญ่ก็แผ่ขยายออกมาจากปลายจักรวาล
ทันทีที่ปรากฏตัวก็แผ่แรงกดดันที่ไม่อาจบรรยายได้ปกคลุมไปทั่วจักรวาล กำหนดเป้าหมายไปยังมหาเทพที่ปรารถนาแปลงกายมาในมิติเต๋าต้นกำเนิด ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อกระตุก ทันใดนั้น…ไม้สีดำก็ตกใส่…ปรารถนา!
มันเร็วมากจนข้ามจักรวาลมาได้ในชั่วพริบตา ไม้ดำนั้นเล็กลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นตะปูไม้ดำ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของมหาเทพที่ปรารถนาแปลงกาย ท่ามกลางการปะทุของไอหมอกดำอันไร้ที่สิ้นสุด ตะปูไม้ดำเล่มนี้มาพร้อมดวงจิตเทพและเจตจำนงของหวังเป่าเล่อทะลุหมอก ทะลุทุกสิ่งกีดขวาง และตกลงบนหว่างคิ้วของมหาเทพ
มันตอกลงไป…
อย่างรุนแรง!!
………
สำหรับมหาเทพ แผนที่ดวงดาวนั้นสำคัญพอๆ กับชีวิตเขา นั่นเป็นพิกัดที่เขาจะได้กลับบ้าน เป็นเพียงเบาะแสเดียวที่จะทำให้เขากลับไปได้ เพราะถึงอย่างไร…ต่อให้เขาจะมีความทรงจำสมบูรณ์จริงๆ แต่หลังจากตายก็ถูกใส่ไว้ในโลง เวลาเนิ่นนานที่ผ่านไปก็ไม่รู้ว่าล่องลอยไปกี่จักรวาลแล้ว
ดังนั้นต่อให้จะฟื้นความทรงจำได้ก็ยังยากที่จะหาทางกลับบ้านอย่างถูกต้องท่ามกลางจักรวาลมากมายเหล่านี้ เพราะจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล
ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเขา
แต่สำหรับหวังเป่าเล่อ สิ่งเหล่านี้…ไม่มีค่าอะไร จะอดีตหรือชาติก่อน เขาไม่สน สิ่งที่เขาเลือกนั้นต่างจากมหาเทพ
ดังนั้นแผนที่ดวงดาวที่ปรารถนาแสดงเพื่ออยากจะสั่นคลอนจิตใจหวังเป่าเล่อจึงเป็นเรื่องไร้สาระและกระจอกมาก
แต่เมื่อลองนึกถึงสารัตถะของปรารถนาที่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสตินึกคิด หวังเป่าเล่อก็เข้าใจได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงทำเช่นนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับเขา…ก็ไร้ผล
ดังนั้นในพริบตาต่อมาตะปูไม้ดำที่อัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างทุกสิ่งจึงทะลวงเข้าไปในแผนที่ดวงดาว เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ภาพนั้นหมุนคว้างกะทันหัน ดวงดาวแต่ละดวงในภาพพังทลายราวกับกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ และถูกทำลายย่อยยับเป็นบริเวณกว้าง…
หลังจากแตกสลาย พลังปราณสีดำจำนวนมากก็แผ่ออกมาก่อนจะไปรวมตัวกันไกลๆ สิ่งที่ก่อตัวขึ้นไม่ใช่ปรารถนาอารมณ์ แต่เป็นร่างของปรารถนา!
นางยืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดคลุมยาวสีดำ ใบหน้าไร้ร่องรอยแต่กลับซีดเซียวแม้แต่น้อย ความผันผวนบนร่างยังคงแข็งแกร่ง ราวกับการสู้กับหวังเป่าเล่อเมื่อครู่ไม่สามารถทำอะไรนางได้เลย
แต่ดวงตาที่มืดมิดของนางกลับซ่อนความโกรธเกรี้ยวอย่างแรงกล้าเอาไว้ นางจ้องหน้าหวังเป่าเล่อ จ้องมองแผนที่ดวงดาวที่แตกสลายไป
ในตอนนั้นเอง…ผลึกแก้วสีฟ้าในหว่างคิ้วหวังเป่าเล่อที่กำลังหลอมรวมกลับมีคลื่นผันผวนหลงเหลืออยู่ ความผันผวนนั้นปราศจากสตินึกคิด ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วงชิง แต่ถึงอย่างไรมันก็มาจากทุกสิ่งของมหาเทพ ทิ้งร่องรอยอารมณ์ของมหาเทพไว้
ตัดใจไม่ลงหรือ… หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกวักมือขวา ทันใดนั้นในแผนที่ดวงดาวที่พังทลายก็มีเศษชิ้นส่วนหนึ่งพุ่งมาหาหวังเป่าเล่อ เขาคว้ามันไว้ในมือ ไอรีนโนเวล
เมื่อถึงตอนนี้อารมณ์ในผลึกแก้วสีฟ้าก็หายไปในที่สุด
เมื่อมันหายไปแล้วการหลอมรวมระหว่างเขากับผลึกแก้วสีฟ้าก็เร็วขึ้นอีกเล็กน้อย
เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมาก ปรารถนาที่ยืนอยู่บนท้องฟ้ามองหวังเป่าเล่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นแค่เศษวิญญาณ แต่สุดท้ายกลับเดินมาถึงจุดนี้ได้…และการปรากฏตัวของข้าก็ดูเหมือนจะช่วยให้เจ้าหลีกหนีการหลอมรวมของมหาเทพได้สำเร็จ
กระทั่งในตอนสุดท้าย…มหาเทพก็เป็นฝ่ายเลือกที่จะหลอมรวมเข้ากับเจ้า…ทำให้ข้าเกิดความเชื่อมโยงบางอย่าง ดวงจิตของมหาจักรวาลกำลังปกป้องเจ้า! กล่าวจบดวงตาปรารถนาก็ยิ่งดำสนิท
หวังเป่าเล่อไม่เอ่ยอะไร เงยหน้ามองปรารถนาอย่างสงบนิ่ง
แต่ทั้งหมดนี่ไม่มีประโยชน์หรอก…จักรวาลที่ข้าอยู่ไม่ใช่สิ่งที่สถานที่แห่งนี้จะเทียบชั้นได้เลยสักนิด ระหว่างทั้งสองก็เหมือนหิ่งห้อยกับพระจันทร์สว่างไสว… สายตาปรารถนาไร้การดูแคลนราวกับกำลังบอกเล่าข้อเท็จจริง
เพราะว่า…จักรวาลที่เจ้าอยู่เป็นเพียงวงแหวนดาราพิภพ ต่อให้ฝึกตนจนถึงระดับสูงสุดหรือถึงขั้นที่เก้าอย่างที่พวกเจ้าพูดกันก็เป็นเพียงยอดของพิภพเท่านั้น
วงแหวนดาราพิภพมีจักรพิภพเต๋ามากมาย แต่ละจักรพิภพมีอาณาเขตดวงดาวนับไม่ถ้วนและในแต่ละดวงดาวก็มีมหาจักรวาลอีกนับไม่ถ้วน…
แต่ข้า…มาจากวงแหวนดาราสวรรค์!
วงแหวนดาราสวรรค์แข็งแกร่งจนเจ้าจินตนาการไม่ออกเชียวล่ะ
เดิมทีเจ้ายังมีโอกาสมาอยู่ใต้การควบคุมของข้าและกลับไปยังดาราสวรรค์ บางทีข้าอาจจะเก็บจิตใต้สำนึกของเจ้าไว้ ให้โอกาสเจ้าเกิดใหม่ในวงแหวนดาราสวรรค์ แต่ตอนนี้…เจ้าหมดโอกาสแล้ว ปรารถนาส่ายหน้า ความมืดมิดในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนจะยกมือขวาขึ้นชี้ไปที่หว่างคิ้วตนเอง
ในตอนนั้นพลันเกิดระลอกคลื่นหลากสีผุดขึ้นเป็นชั้นๆ กระจายออกมาจากหว่างคิ้วของปรารถนา
ระลอกคลื่นนั้นมีทั้งหมดหกชั้นราวกับมันเป็นตัวแทนพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งหก เมื่อแผ่ออกมาร่างของปรารถนาก็ค่อยๆ สลายไปในระลอกคลื่น ขณะเดียวกัน…โลกใบนี้ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซากปรักหักพังบนพื้น ภูเขาและโขดหินไกลๆ รวมทั้งฟ้าดินราวกับมีจิตวิญญาณ เกิดสตินึกคิดขึ้นมาในพริบตา และสตินึกคิดนั้นล้วนเปลี่ยนเป็นศัตรูต่อหวังเป่าเล่อ
นี่คือโลกแห่งปรารถนาของข้า เจ้า…จะจมดิ่งอยู่ที่นี่ ซากปรักหักพังบนพื้น ฟ้าดินอันห่างไกล ภูเขาโขดหินรอบๆ ต่างส่งเสียงออกมารวมตัวกันก่อตัวเป็นกฎเกณฑ์พิเศษชนิดหนึ่ง
กฎเกณฑ์นี้คล้ายมีอยู่เฉพาะสำหรับหวังเป่าเล่อเท่านั้น หน้าที่ของมัน…คือทำให้หวังเป่าเล่อจมดิ่ง
ในไม่ช้าภาพตรงหน้าหวังเป่าเล่อก็พร่าเลือนราวกับทั้งโลกค่อยๆ พร่าเบลอ และกลายเป็นกระแสน้ำวนกลืนกินทุกสิ่งข้างใน
ดวงตาหวังเป่าเล่อส่องประกายเย็นเยียบ เขาสัมผัสได้ถึงพันธนาการที่มองไม่เห็นบนตัวและสังเกตเห็นว่าเต๋าของตนถูกรบกวนจากพลังบางอย่าง แม้แต่ความเร็วของการหลอมรวมผลึกแก้วสีฟ้าบนหว่างคิ้วก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย
น่าสนใจนี่ หวังเป่าเล่อกระซิบ นัยน์ตาเผยแสงประหลาด ก่อนจะยกมือสะบัดเบาๆ
ดั่งมีแม่น้ำสายยาวที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา เมื่อเขาโบกสะบัด สายน้ำก็เริ่มไหลย้อนกลับทำให้แม่น้ำพลันพลิกตลบกลับมาอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่ออีกครั้ง
มันก็คือ…จันทร์คล้อย!
ในเมื่อเวลานี้เจ้าทำให้ข้าจมดิ่ง ข้าก็จะเปลี่ยนจุดเวลาบ่อนทำลายเจ้า!
แม่น้ำแห่งกาลเวลาพลันปะทุ พลังแห่งจันทร์คล้อยกำลังหมุนเวียน กาลเวลาในโลกพร่าเบลอเริ่มไหลย้อนกลับ จนกระทั่ง…โลกทั้งใบมืดสนิท!
ตบะบำเพ็ญระดับหวังเป่าเล่อและผลึกแก้วสีฟ้าของมหาเทพที่หลอมรวม ทำให้เคล็ดวิชาเวทจันทร์คล้อยของหวังเป่าเล่อแตะสู่ระดับสูงสุด
ตอนนี้การย้อนเวลาครั้งแรกของเขาได้ย้อนกลับมาในตอนที่…เหล่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามหาเทพเริ่มก่อกบฏ!
โลกอันมืดมิดพลันสว่างไสว เสียงกรีดร้องไม่ยินยอมดังกระจายไปทั้งแปดทิศ
เมื่อมองไปรอบโลกใบนี้ มันไม่ใช่ด่านปรารถนาอีกต่อไปแล้ว แต่กกลับลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดมหึมาที่ซึ่งใจกลางของกระแสน้ำวนมีร่างคล้ายเทพเจ้านั่งขัดสมาธิอยู่
ขณะนี้รอบร่างนั้นมีผู้เยี่ยมยุทธ์นับร้อยที่พลังปราณทรงพลังยิ่งใหญ่ เป็นดั่งคมมีดพุ่งไปยังร่างที่อยู่ใจกลางกระแสน้ำวน
พริบตานั้นร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ลืมตาขึ้น นัยน์ตามืดสนิท เขาไม่สนใจผู้คนที่พุ่งมาสังหารเหล่านั้น แต่กลับเงยหน้ามองไปไกล…
ตรงจักรวาลที่เขามองไปพลันปรากฏร่างของหวังเป่าเล่อ
……
ทันทีที่เอ่ย บนร่างหวังเป่าเล่อพลันปรากฏพลังปราณต้นกำเนิดธาตุดินอันเข้มข้น เมื่อมันปรากฏขึ้น แปดทิศรอบกายหวังเป่าเล่อก็เกิดเงามายาของแผ่นดินกว้างไพศาล
กระทั่งมองไปแล้วขอบเขตของแผ่นดินนี้ก็ยังกว้างใหญ่เกินจะพรรณนา เพราะว่า…มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ไกลออกไปดูเหมือนเงามายาของแผ่นดินจะขยายออกไปอีกจนน่าทึ่ง ราวกับว่ายังมีพลังอีกมากส่งมาจากโลกภายนอก ราวกับว่าหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงนี้กำลังยืนอยู่บนมหาจักรวาล
เมื่อแขนของเขายกขึ้นสะบัดไปยังรูปสลักคุกใต้ดิน ตอนนั้นเองพลันเกิดเสียงแผ่นดินคำราม ก่อนจะถาโถมเข้าฝังรูปสลักบนท้องฟ้าทันที!
พลังแห่งดินฝังกลบทุกสิ่ง!
พริบตาต่อมาเมื่อถูกฝังกลบ รูปสลักก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป รอยปริแตกลามไปทั่ว ก่อนจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางเสียงท้องฟ้าคำราม
แต่การประลองครั้งนี้ยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อรูปสลักระเบิดออก เสียงของปรารถนาก็ดังก้อง
“ทุกสรรพสิ่ง!”
พริบตาต่อมาเศษรูปสลักที่แตกกระจายไปพลันพลิกม้วนกลับมารวมกันอีกครั้งและยังคงฉายภาพในนั้น เพียงแต่…ในภาพไม่ใช่คุกใต้ดินแล้ว แต่เป็น…
แผนที่ทุกสรรพสิ่ง!
ที่เรียกว่าแผนที่ทุกสรรพสิ่งเพราะในรูปสลักนี้สามารถเห็นอารยธรรมน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนได้ ดวงดาวนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน…ทุกสรรพสิ่งอัดแน่นกันอยู่ในรูปสลักนี้
หากมองแวบแรกจะมองไม่ออก ต้องขยายรูปสลักอีกไม่รู้เท่าไรถึงจะมองเห็นทุกสรรพสิ่งในนั้น มันกำลังสยบหวังเป่าเล่อด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ต่อให้เป็นหวังเป่าเล่อก็ยังหวั่นใจเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้
ต้นกำเนิดธาตุดินของเขา แม้จะเข้าปะทะกับแผนที่ทุกสรรพสิ่งอย่างไม่ลังเลและพยายามฝังกลบมัน แต่เห็นได้ชัดว่า…ยังด้อยกว่า ต่อมาแม้แผนที่ทุกสรรพสิ่งจะสั่นไหวและเกิดรอยปริแตก แต่สุดท้ายเต๋าธาตุดินก็ยังเป็นฝ่ายถูกทำให้สลายไป
“เต๋าธาตุไฟ!”
เต๋าแปดปรมัตถ์ไม่ได้มีแค่ทองกับดิน
หวังเป่าเล่อหรี่ตา มือขวาทำผนึกมุทราแล้วสะบัดอีกครั้ง ทันใดนั้นรอบตัวเขา โลกของเขา และจักรวาลของเขาพลันเกิดเปลวไฟลุกโชน ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นดินแดนแห่งเปลวเพลิง
เปลวเพลิงนี้ทะยานขึ้นฟ้าพุ่งตรงไปยังแผนที่ทุกสรรพสิ่งและเผาทำลายด้วยเต๋าธาตุไฟ!
เวลาต่อมาแผนที่ทุกสรรพสิ่งอันทรงพลังก็ถูกเผาไหม้ ค่อยๆ กลายเป็นขี้เถ้า ท่าทางของมารหกปรารถนาเผยแววตาชั่วร้าย ไม่ยินยอมกับการจนตรอกเช่นนี้ มันพากันร้องคำราม แผนที่ทุกสรรพสิ่งที่กำลังเผาไหม้พลันกลายเป็นสิ่งอื่น!
ทุกสรรพสิ่งในนั้นหายไปแล้ว แทนที่ด้วย…เทพเจ้า!
เทพเจ้าเหล่านี้บ้างเคยมีอยู่จริง บ้างก็เป็นจินตนาการของอารยธรรมต่างๆ อย่างไรก็ดี ทุกคนล้วนมีพลังแข็งแกร่งและยังปรากฏขึ้นจำนวนมาก ทำให้พลังแห่งรูปสลักได้รับกำลังเสริมทันที
แม้เต๋าธาตุไฟจะแผดเผาได้ แต่ภาพเทพเจ้าก็ยังยากลำบากอยู่บ้าง ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ฝ่ายแรกค่อยๆ ปรากฏสัญญาณการมอดดับ ส่วนภาพเทพเจ้านั้นแม้จะถูกเผาแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ามีภูมิคุ้มกันต้านทานเต๋าธาตุไฟในระดับหนึ่ง
“เช่นนั้น…ก็เปลี่ยนเป็นเต๋าธาตุน้ำ!” ในพริบตานั้นหวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ ไอน้ำไร้ที่สิ้นสุดพลันปรากฏขึ้นรอบตัวราวกับจะจมทุกอย่าง มันแทรกซึมไปทั้งแปดทิศ ก่อนหยดน้ำหยดหนึ่งจะปรากฏขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
มันดูเหมือนหยดน้ำ แต่ว่าหากมันตกลงมา จะสามารถกลายเป็นทะเลแห่งความพิโรธฝังกลบอารยธรรมได้
จากนั้น…หยดที่สอง หยดที่สาม หยดที่สี่…ก็ตามมา ในเวลาสั้นๆ รอบตัวหวังเป่าเล่อก็มีหยดน้ำมากถึงหนึ่งล้าน มากจนถึงสิบล้าน จนกระทั่งนับไม่ได้ และเมื่อเขาสะบัดมือ หยดน้ำก็พุ่งเข้าใส่ภาพเทพเจ้า!
สิ่งใดที่ไฟทำลายไม่ได้ น้ำย่อมสามารถ!
ไม่ว่าจะเป็นหยดน้ำทะลวงหินหรือกัดกร่อนก็นุ่มนวลถึงขีดสุด เมื่อหยดน้ำตกลงมา ภาพเทพเจ้าพลันสั่นสะท้าน สิ่งที่ปรากฏบนรูปสลักไม่ใช่รอยปริแตก แต่เป็นรอยกัดกร่อน!
ราวกับจะทำลายพลังของรูปสลักจากรากฐาน
เมื่อเห็นเช่นนั้น นัยน์ตาของมารหกปรารถนาต่างพากันโกรธแค้น พวกมันจ้องมองหวังเป่าเล่อท่าทางไม่พอใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงกำจัดได้ยากนัก และไม่พอใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมให้ตนควบคุม
สำหรับความปรารถนา สตินึกคิดไม่มีอยู่จริง
ท่าทางของมารหกปรารถนานั้นแค้นเคือง มันส่งเสียงกรีดร้อง ภาพเทพเจ้าที่สึกกร่อนจนเละเทะก็เปลี่ยนไปอีกครั้งด้วยปราณหมอกดำที่แทรกซึมเข้าไป
เทพเจ้าในรูปหายไปแล้ว และแทนที่ด้วย…ภาพที่ประกอบด้วยเส้นตัดผ่านกันมากมาย มองแวบแรกเหมือนกับวงปี แต่เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วนก็ไม่ได้คล้ายกันขนาดนั้น เพราะเส้นของมันไม่ใช่วงกลม แต่ยุ่งเหยิงไร้กฎเกณฑ์
มันคล้ายกับ…เส้นลายมือ!
หวังเป่าเล่อดวงตาหดแคบ เขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณในรูปสลักนี้ต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง รูปสลักที่เหมือนกับเส้นลายมือที่กำลังตกลงมาพร้อมเสียงคำรามทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกเหมือนมันเป็นฝ่ามือจริงๆ
เต๋าธาตุน้ำไม่สามารถหยุดมันได้ เมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกเจาะทะลวง ดวงตาหวังเป่าเล่อก็เผยประกายกล้าก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“เต๋าธาตุไม้!”
เต๋าธาตุไม้คือเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุดในเต๋าแปดปรมัตถ์ของหวังเป่าเล่อและยังเป็นเต๋าแห่งสารัตถะของเขาด้วย เพราะเขา…ก็คือสิ่งที่แปลงมาจากเต๋าธาตุไม้ของมหาจักรวาลผืนนี้
เมื่อหวังเป่าเล่อสะบัดมือ ตะปูไม้สีดำเล่มหนึ่ง…พลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาที่ไหลผ่านมาเนิ่นนานและยังมีปราณหายนะสายหนึ่งปะทุออกมาจากมันด้วย
เมื่อหวังเป่าเล่อสะบัดมือ ตะปูไม้สีดำก็ส่องลำแสงเจิดจรัสถึงขีดสุดออกมาราวกับอัสรสวรรค์สีดำ พุ่งเข้าใส่ภาพเส้นลายมือพร้อมเสียงคำรามและเสียงหวีดหวิวอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกัน
ประหนึ่งไม้ยักษ์โจมตีและยังสามารถเห็นเป็นภาพมายาของโลงศพสีดำพุ่งโจมตีฝ่ามือนั้นด้วย ฝ่ามือที่แผ่พลังปราณอันน่าอัศจรรย์ไม่อาจต้านทานได้ มันแตกเป็นเสี่ยงๆ ทันที แม้แต่ร่างมารหกปรารถนาด้านหลังก็ยังขาดการผสานระหว่างกันและกระเด็นไปคนละทิศอย่างแรง
พวกมันมีสีหน้าบ้าคลั่ง เมื่อเห็นว่าตะปูไม้สีดำทะลวงเส้นลายมือและกำลังจะพุ่งเข้าใส่ ทันใดนั้นเอง…ปรารถนาอารมณ์ก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา ปรารถนาทั้งห้ารอบข้างพุ่งเข้าหาปรารถนาอารมณ์อย่างไม่ลังเล แล้วผสานกันอีกครั้ง
ร่างมารปรารถนาอารมณ์ทะยานขึ้นจากความสูงแสนห้าจั้งกลับไปเป็นสามแสนจั้งอีกครั้ง จากนั้นมันก็คำรามใส่หวังเป่าเล่อ ร่างของมันเลือนรางก่อนจะกลายเป็นรูปสลักด้วยตัวเอง
นั่นคือ…แผนที่จักรวาล!
ซึ่งเหมือนกับแผนที่ดวงดาวที่อยู่เหนือที่นั่งมหาเทพไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่ก็คือแผนที่ดวงดาวของบ้านเกิดมหาเทพ ข้าเป็นคนคัดลอกมันออกมา เกี่ยวโยงถึงเหตุต้นผลกรรม หากเจ้าทำลายมัน บ้านเกิดเจ้าก็จะโดนไปด้วย ขณะเดียวกัน…เจ้าก็จะสูญเสียหนทางกลับ ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะใจร้ายขนาดนั้นไหม!”
“กระจอก!” หวังเป่าเล่อไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ตอบกลับไปทันที พลังแห่งตะปูไม้ดำก็ระเบิดขึ้นอีกครั้งและพุ่งไปยัง…แผนที่ดวงดาว!
ตลอดทางก็คล้ายกับต้นไผ่ที่หัก ทำลายย่อยยับอย่างง่ายดาย!
…………………………………………….
เคล็ดเวทศรัทธา ชื่อนี้หวังเป่าเล่อเคยได้ยินมาจากคำอธิบายคืนพินาศของบิดาหวังอีอี
ตอนนี้เขาไม่แปลกใจที่ถูกปรารถนาชักนำแล้ว ถึงอย่างไรที่มาของปรารถนาก็ลึกลับมาก นางดูเหมือนมีตัวตน แต่แม้จะดูเป็นอย่างนั้น ในแง่หนึ่งนางก็คือสิ่งที่ถือกำเนิดจากจิตใต้สำนึกของมหาเทพ
ซึมซับเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาที่เกิดจากมหาเทพมานานหลายปี กอปรกับตบะบำเพ็ญในจักรวาลที่มหาเทพเคยอยู่ในชาติก่อนรวมเข้าด้วยกัน ใช้มหาเทพเป็นเตาหลอม กลืนกิน เข้าแทนที่ และกระเทาะเปลือกออก!
หวังเป่าเล่อไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของเขา เขาเข้าใจกระจ่างถึง…ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
ความแข็งแกร่งนี้แสดงออกมาสองด้าน ด้านหนึ่งคือแปลกประหลาดและเปลี่ยนแปลงได้อีก และด้านหนึ่งนั้นก็คือดูเหมือนจะกำจัดให้หมดสิ้นอย่างแท้จริงได้ยาก
“แต่…ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย!” หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ เคล็ดเวทคืนพินาศพุ่งทะยาน ลำแสงหมื่นจั้งที่มาจากดวงอาทิตย์แรกแผ่กระจายไปทุกทิศทางทำให้ค่ำคืนสลายและทำให้ใบหน้าทั้งหกของปรารถนากรีดร้องเสียงแหลม
แต่ท่ามกลางค่ำคืนที่กำลังจะสลายไป ปรารถนาที่กลายเป็นใบหน้าทั้งหกก็พลันระเบิดแสงสลัวในดวงตา
“มารหกปรารถนา!”
ใบหน้าทั้งหกอ้าปากพร้อมกัน ทันใดนั้นก็มีหนึ่งใบหน้าเงยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง!
นั่นคือใบหน้าของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง เมื่อมันเงยหน้าสูบกิน ทั่วทั้งโลกพลันสั่นสะเทือน ปั่นป่วนไปทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิด ปั่นป่วนออกไปนอกมิติและปั่นป่วนไปทั้งมหาจักรวาล
เสียงทั้งหมดในมหาจักรวาลราวกับเข้ามาเกี่ยวพันในชั่วพริบตา ทุกเสียงไหลมารวมตัวกันจากทุกทิศทางด้วยวิธีการบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
เมื่อเสียงทั้งหลายของมหาจักรวาลมารวมตัว ใบหน้าของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที ก่อนจะแปลงกายเป็นยักษ์ใหญ่สูงแสนจั้งในพริบตาต่อมา ยืนตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดินพร้อมส่งเสียงคำรามไปทั้งแปดทิศ
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เล็ดลอดออกมาจากร่างกายสะท้านไปทั้งฟ้าดิน
ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ขณะนี้ใบหน้าที่สองก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน สายตามันบ้าคลั่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้ารุนแรง
ใบหน้านี้เป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ มันปั่นป่วนไปทั่วมหาจักรวาล ภาพทั้งหมดราวกับถูกคัดลอกและก่อตัวขึ้นในร่างกายมันราวกับปริศนา คล้ายกับได้จารึกมหาจักรวาลไว้ในร่างกายของมันแล้ว ทำให้ตัวมันระเบิดตู้มกลายเป็นยักษ์สูงแสนจั้งเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีใบหน้าของปรารถนากลิ่น ใบหน้าปรารถนารสและใบหน้าปรารถนาสัมผัสที่แผดเสียงคำราม ก่อนจะสูดอารมณ์และความปรารถนาของทุกสรรพสิ่งในมหาจักรวาลทำให้ตัวเองสูงถึงแสนจั้ง แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายเพียงพอที่จะเขย่าจักรวาลได้
และสุดท้าย…คือปรารถนาอารมณ์!
ในฐานะที่พิเศษที่สุดในหกปรารถนาและเป็นความปรารถนาที่ทรงพลังที่สุด การกลืนกินของปรารถนาอารมณ์นั้นมาจากกิเลสตัณหาของทุกสรรพสิ่ง ด้วยเหตุนี้การสั่นสะเทือนของท้องฟ้าจึงรุนแรงถึงขีดสุด ยักษ์ที่แปลงกายมาจากใบหน้าปรารถนาอารมณ์สูงเกินห้าตนที่เหลือ มันสูงราวสามแสนจั้ง!
ความสูงระดับนี้หากเปลี่ยนเป็นโลกทั่วไปคงยากต่อการรองรับเป็นแน่ แต่โลกใบนี้คือโลกที่มิติเต๋าต้นกำเนิดแปลงขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังผสมผสานด่านปรารถนาทั้งหกเอาไว้ จึงไม่อาจใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปมาตัดสินได้
เมื่อมองไปจะเห็นว่ายักษ์ทั้งหกตนนี้ทำให้ลมและเมฆพลิกตลบ พวกมันรีบพุ่งไปยังดวงอาทิตย์แรกที่แปลงมาจากหวังเป่าเล่อท่ามกลางโลกที่ร้องคำราม
ก่อนจะกลายเป็นฝ่ามือยักษ์หกมือปกคลุมทั่วนภา เข้าประชิดตัวและปะทะกัน!
หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าตอนนี้ศัตรูที่เขาเผชิญหน้าไม่ใช่ปรารถนา แต่เป็นความปรารถนาของทั้งมหาจักรวาล!
แม้คืนพินาศจะแข็งแกร่ง แต่เวลานี้นี้ก็ยังด้อยกว่า แต่ต้องยอมรับว่าเคล็ดเวทศรัทธาก็คือเคล็ดเวทศรัทธา ต่อให้ไม่อาจเทียบร่างมารปรารถนาหกตนนี้ได้ อานุภาพของมันก็ยังไม่ธรรมดา
พริบตาต่อมาหลังจากทั้งสองปะทะกันพลันเกิดเสียงสะท้านฟ้าสะเทือนดิน โลกของด่านปรารถนาชั้นที่หนึ่งพังทลาย เมื่อโลกด่านหกปรารถนาเปิดออกหนึ่งชั้น คืนพินาศก็สลายไปในที่สุด
ทว่า…มารหกปรารถนาโบราณก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน ร่างยักษ์ห้าตนที่สูงแสนจั้งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แม้จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ใช่หนึ่งแสนจั้งแล้ว แต่เหลือแค่ครึ่งเดียว!
ปรารถนาอารมณ์ก็เช่นกัน!
“หวังเป่าเล่อ!” ร่างมารหกปรารถนาที่แปลงมาจากปรารถนาทุกตนหันไปมองหวังเป่าเล่อ ดวงตาเผยอารมณ์แปรปรวน พุ่งใส่หวังเป่าเล่อพร้อมเสียงกรีดร้อง
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ผลึกแก้วสีฟ้าตรงหว่างคิ้วดูดซับเร็วขึ้น เขาไม่ได้เกิดจิตใจแปรปรวนจากการที่คืนพินาศแตกสลายแต่อย่างใด สีหน้ายังคงเรียบเฉย เมื่อมารหกปรารถนาพุ่งมา หวังเป่าเล่อก็ยกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้า
“เต๋าแปดปรมัตถ์!”
แม้คืนพินาศจะแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นเต๋าของคนอื่น
สำหรับหวังเป่าเล่อ มีเพียงเต๋าแปดปรมัตถ์ที่เป็นมหาเต๋าของเขาอย่างแท้จริง เมื่อเขาชี้นิ้วออกไปฟ้าดินพลันคำรามกึกก้อง กฎพื้นฐานของการกำเนิดจักรวาลพลันจุติ
นั่นก็คือ…กฎแห่งเต๋าธาตุทอง!
ทันทีที่กฎนี้เกิดขึ้น พลังปราณเฉียบคมมากมายพลันปรากฏขึ้นที่ด้านหลังเขาทันที แต่ละพลังปราณนั้นราวกับสามารถแยกฟ้าแยกแผ่นดินได้ เต็มไปด้วยการสังหาร เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความแน่วแน่!
ในที่สุดมันก็กลายเป็นแสงสีทองและตรงไปที่…มารหกปรารถนา!
ทันทีที่เห็นแสงสีทองสว่างวาบ มารหกปรารถนาก็หน้าเปลี่ยนสี แต่แล้วต่อมาพวกมันก็เคลื่อนที่เข้าหากัน แต่ละตนทำผนึกมุทรา ปราณหมอกหกสีพลันแผ่ขยายออกมาจากร่าง ก่อนจะผสานกันกลายเป็นภาพภาพหนึ่ง
ภาพนั้นคล้ายรูปสลัก แต่สมบูรณ์กว่า สมจริงกว่าและซับซ้อนกว่า!
สิ่งที่ภาพแสดงให้เห็นคือภาพคุกใต้ดิน ในนั้นมีภูเขาดาบ ทะเลเพลิง วิญญาณแค้น เสียงคำราม และเสียงคร่ำครวญ แผ่ขยายไปทั่วแปดทิศ
ราวกับนรกโลกันตร์
“สะกด!” เมื่อมารหกปรารถนาอ้าปากกว้าง รูปสลักนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างไร้ขอบเขต ในที่สุดก็กลายเป็นโลกแห่งความจริงห่อหุ้มหวังเป่าเล่อไว้และปะทะกับแสงสีทองของเขา
แสงสีทองสาดส่องเข้าไปในรูปราวกับหยดน้ำตกลงกระทะที่น้ำมันเดือดพล่าน มันระเบิดทันทีกลายเป็นจุดแสงสีทองนับไม่ถ้วน ผ่านไปทางใดภูเขาดาบก็ถล่ม ทะเลเพลิงพังทลาย วิญญาณแค้นกรีดเสียงร้อง เสียงคำราม และเสียงคร่ำครวญหยุดชะงัก
กระทั่งตัวรูปสลักเองก็ยังเกิดสัญญาณว่ากำลังจะแตกสลายแล้ว แต่ว่า…จุดแสงจากเต๋าธาตุทองกลับอ่อนแสงลงอย่างรวดเร็วจากพลังของมารหกปรารถนา ภาพรูปสลักนี้ใกล้แตกดับ แต่สุดท้ายจุดแสงสีทองที่พุ่งเข้าไปในรูปก็ละลายหายไป รูปสลัก…ยังคงอยู่
และยังคงมุ่งหน้ามาสยบหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว สีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“เต๋าธาตุดิน!”
มหาเทพ พินาศ!
ในฐานะสิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในมหาจักรวาล การสลายตัวของเขากลายเป็นความโศกเศร้าทะลวงรูปปั้นออกไปทั่วมิติเต๋าต้นกำเนิด
ทำให้เจ้าปรารถนาและเจ็ดอารมณ์ที่กำลังสำรวจโลกาชั้นที่หนึ่งใจสั่นสะท้าน ความโศกเศร้าที่อธิบายไม่ได้ผุดขึ้นในจิตใจพวกเขา
ความโศกเศร้านี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความเกลียดชังระหว่างพวกเขากับมหาเทพ
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แต่ทุกชีวิตในโลกาชั้นที่สองและลึกลงไปหลุมฝังศพโลกชั้นที่สามก็เช่นกัน กระทั่งความโศกเศร้ายังแผ่ขยายออกไปนอกมิติเต๋าต้นกำเนิด แผ่ขยายไปในดวงดาวนับล้านทั่วทั้งมหาจักรวาลในพริบตา
ทุกผู้คนไม่ว่าจะระดับการฝึกตนใด ขอเพียงถือกำเนิดในมหาจักรวาลผืนนี้ หัวใจพวกเขาพลันเศร้าหมองในพริบตา
เพราะว่า…นี่ไม่ใช่ความโศกเศร้าของสิ่งมีชีวิต นี่คือ…ความโศกเศร้าของมหาจักรวาล
แม้ว่า…ความสัมพันธ์ระหว่างมหาเทพกับมหาจักรวาลจะซับซ้อนมาก แต่ความโศกเศร้าก็ยังคงแผ่ขยายไม่จางหายไป ขณะเดียวกันในโลกาชั้นที่หนึ่ง ผลึกแก้วสีฟ้าก็ลอยเข้าใกล้หวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็วและกระทบลงที่กลางหว่างคิ้ว
เริ่ม…หลอมรวม!
เนื่องจากทุกสิ่งที่มหาเทพครอบครองนั้นยิ่งใหญ่เกินไป ต่อให้หวังเป่าเล่อจะมีต้นกำเนิดเดียวกับมหาเทพ แต่การหลอมรวมนี้ก็ไม่อาจทำได้เร็วนัก จำเป็นต้องใช้เวลาสักหน่อย…
แต่ในตอนนี้ ‘เวลา’ ดูจะเป็นสิ่งที่หวังเป่าเล่อขาดแคลนมากที่สุด
เพราะว่า…ในพริบตาที่มหาเทพแตกสลาย ปรารถนาที่ถูกพันธนาการก็หลุดพ้น นางกลายเป็นใบหน้าทั้งหกซึ่งทุกใบหน้าล้วนดุร้ายหาใดเปรียบ ปราณหมอกที่ใช้สะกดมหาเทพก็ไหลกลับมาจากที่นั่งด้านบนสุดของบันได รวมตัวกันเป็นหมอกขนาดมหึมาพุ่งไปทางหวังเป่าเล่อ
“ถึงแม้มหาเทพจะดับสูญ แต่เจ้ายังอยู่ ควบคุมเจ้า…ก็เหมือนกัน!”
ใบหน้าทั้งหกประสานเสียง มันหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไม่แยกหญิงชายแก่เฒ่าหรือเยาว์วัย ภาพนี้ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่ก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน ทำให้ผลึกแก้วสีฟ้าที่หว่างคิ้วหวังเป่าเล่อดูเหมือนจะได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาวิกฤตนี้เอง ปราณหมอกมหึมาพลันกลายเป็นปากหนาพุ่งเข้ากลืนกินหวังเป่าเล่อด้วยพลังอันน่าทึ่งราวกับสามารถเขย่าขวัญทุกสิ่งได้ โดยเฉพาะใบหน้าทั้งหกในปราณหมอกคือตัวแทนของปรารถนาทั้งหกกำลังเผยพลังอันไร้ขีดจำกัดออกมา
ความเร็วของมันน่าตกใจมาก มันเข้ามาใกล้ทุกที…ในชั่วพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อแล้ว ขณะที่กำลังจะกลืนกินหวังเป่าเล่อ ทว่าตอนนั้นเอง…สองตาหวังเป่าเล่อที่ปิดอยู่ก็พลันลืมขึ้น ลำแสงเย็นเยียบปรากฏในดวงตาพร้อมกับสองมือที่ยกขึ้นมา
“สู่สวรรค์!” ประโยคเรียบง่ายดังขึ้นมาจากปากหวังเป่าเล่อ ทันใดนั้นตบะบำเพ็ญอันน่าอัศจรรย์สุดแสนจะพรรณนาพลันระเบิดออกมาจากร่างของเขา!
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
เกิดเสียงสั่นสะเทือนทั่วห้องโถง สั่นสะเทือนรูปปั้น สั่นสะเทือนโลกภายนอก ขณะเดียวกันสะพานหินขนาดมหึมาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาก็ปรากฏอยู่ด้านหลังหวังเป่าเล่อแล้ว
นั่นคือ…สะพานสู่สวรรค์!
พลังอันน่าอัศจรรย์ที่มันแผ่ออกมาทำให้ห้องโถงที่ไม่มีมหาเทพคอยสะกดพังทลายลงในพริบตา รูปปั้นที่พวกเขาอยู่ข้างในแตกเป็นเสี่ยงๆ หวังเป่าเล่อและปรารถนามาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง…ในโลกของด่านทั้งหกที่อยู่ข้างนอก
พลังปราณของหวังเป่าเล่อยังคงปะทุ จากความอ่อนแอก่อนหน้านี้ตรงไปยังขั้นที่ห้า และตามด้วยขั้นที่หก! !
เขายืนตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน อานุภาพสะกดนิรันดร์!
ส่วนปรารถนานั้นตอนนี้ปราณหมอกกลิ้งตลบอย่างรุนแรง ใบหน้าทั้งหกข้างในต่างแสดงอารมณ์ไม่อยากเชื่อ ก่อนจะพากันส่งเสียงหวีดแหลม
“เจ้าไม่ใช่ร่างแยก!!”
“ข้าไม่ใช่ร่างแยกอย่างแน่นอน!” หวังเป่าเล่อที่ยืนบนท้องฟ้ามองปรารถนาก่อนจะเอ่ยช้าๆ
เขาไม่ได้โกหก เขาไม่ใช่ร่างแยกแน่นอน เพราะแท้จริงแล้ว…ก่อนจะเปิดประตูสู่อาณาจักรบน ร่างแยกหวังเป่าเล่อได้ไปที่ทะเลทรายที่ร่างต้นแบบถือสันโดษอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่นั่น ร่างแยกและร่างต้นแบบพบกัน พวกเขาสนทนากันถึงสามวัน…
และยามที่จากมา…ผู้ที่ออกไปไม่ใช่ร่างแยก กลับเป็นร่างต้นแบบ
เมื่อออกมา ตลอดทางตั้งแต่เปิดประตูสู่อาณาจักรบน เดินผ่านปรารถนาหกด่าน พบเจอมหาเทพและต่อสู้กับปรารถนา หวังเป่าเล่อไม่แสดงพลังของร่างต้นแบบออกมาแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เขาใช้ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ปรารถนาของร่างแยก
จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันเรื่องที่ยากต่อการย้อนกลับทั้งหลาย
อย่างเช่นตอนนี้!
แสงในดวงตาหวังเป่าเล่อเจิดจ้า ตบะบำเพ็ญระเบิดพล่าน ผลึกแท่งสีฟ้าตรงหว่างคิ้วก็ยิ่งดูดซับและหลอมรวมเร็วขึ้น พลังปราณพุ่งทะยานขึ้นตลอดเวลา
ส่วนเจ้าแห่งปรารถนาทั้งปวงในตอนนี้กำลังส่งเสียงคำรามต่ำ หวังเป่าเล่อไม่ใช่ร่างแยก เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของนางจริงๆ สิ่งนี้เกี่ยวโยงถึงการที่นางจะไม่เข้าใจหวังเป่าเล่อเหมือนก่อน แต่สีหน้าปรารถนาก็ยิ่งชั่วร้ายขึ้น
“ไม่ใช่ร่างแยกแล้วยังไง คิดดูดีๆ เจ้าก็เป็นดวงจิตของเจ้าคนสมควรตายนั่นเหมือนกัน สุดท้าย…ก็เป็นแค่ร่างแยก!”
“ตอนนั้นร่างต้นแบบของเจ้ายังถูกสังหารได้ วันนี้…ก็เช่นกัน!” ปรารถนาส่งเสียงกรีดร้องบาดหู ก่อนจะวาบร่าง หมอกรอบตัวยิ่งหนาขึ้นจนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท ปากยักษ์พุ่งเข้ากลืนกินหวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่ง
ดูเหมือนกับ…ฟ้ากำลังกลืนดิน!
หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำสนิท มองพื้นดินอันมืดมิดเนื่องจากแสงสว่างหายไป มองความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดรอบด้าน ก่อนจะยกมือขึ้นมาช้าๆ แล้วเอ่ยเบาๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของสะพานสู่สวรรค์ด้านหลัง
“คืนพินาศ!”
พลังแห่งคืนพินาศพลันระเบิดขึ้น!
คืนพินาศของหวังเป่าเล่อคือการผสมผสานระหว่างวิชาดวงเนตรปีศาจและเคล็ดวิชาสังหาร รวมถึงจิตสังหารตลอดทั้งชีวิตของเขารวมเข้าด้วยกัน ต่อมาเมื่อได้รับการเติมเต็มจากการเหยียบสะพานสู่สวรรค์ ตบะบำเพ็ญของหวังเป่าเล่อก็เพิ่มขึ้นถึงขีดสุด
และเพราะตอนนี้โลกกลายเป็นมืดสนิทไปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องรอให้ราตรีกาลมาเยือนอีก ทุกอย่าง…สำแดงฤทธิ์ได้ในพริบตา!
ในโลกอันมืดมิดพลันปรากฏลำแสงหนึ่งโดยมีหวังเป่าเล่อเป็นศูนย์กลาง
หากเปรียบโลกเป็นมหาสมุทร นี่ก็คือแสงแรกแห่งมหาสมุทร!
หากเปรียบโลกเป็นฟ้าดิน นี่ก็คือแสงอรุณแรกแห่งฟ้าดิน!
หากไม่เปรียบเทียบ นี่ก็คือ…แสงแรกแห่งทุกสรรพสิ่งในจักรวาล!
แสงสว่างวาบ ความมืดปริแตก ฟ้าดินคำราม โลกปั่นป่วน ความมืดทั้งหมดเดือดดาลภายใต้ลำแสงนี้ จากนั้น…ลำแสงที่สอง ลำแสงที่สาม ลำแสงที่สี่ก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
มันอัดแน่นด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัดและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหันหลังกลับระเบิดเป็นลำแสงนับไม่ถ้วนในค่ำคืนอันมืดมิดนี้ ท่ามกลางม่านหมอกดำไพศาล หวังเป่าเล่อ…กลายเป็นอาทิตย์ดวงแรก!
ความมืดมิดในโลกพลันบิดเบี้ยว เมื่อแสงสว่างมาเยือน มันก็จำต้องยอมถอยไป!
ไอหมอกดำบนท้องนภาเป็นสิ่งแรกที่ได้สัมผัสแสงนั้น มันสลายตัวในพริบตาดุจเกล็ดหิมะยามสัมผัสน้ำเดือด ใบหน้าทั้งหกในม่านหมอกเผยตัวออกมาส่งเสียงกรีดร้องคล้ายถูกแสงอาทิตย์แผดเผา แต่กลับเผยความชั่วร้ายอันบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น
“เคล็ดเวทศรัทธาบริสุทธิ์?!”
…………
เจ้าปรารถนาที่เข้าประชิดตัวหลังจากออกมาจากบริเวณเก้าอี้ก็กลายเป็นลำแสงต่างๆ หกสี ลำแสงหกสีนี้เป็นตัวแทนความปรารถนาทั้งหก พวกมันผสานเข้าด้วยกันแต่กลับไม่ได้หลอมรวมกันและกัน
ทว่า กลับกลายเป็นใบหน้าหกใบที่มาพร้อมกับความโลภตรงเข้ากัดกินหวังเป่าเล่อ
มันจบแล้ว! เสียงทั้งหกดังประสาน เต็มไปด้วยความชั่วร้าย
หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้นทันที แสงเย็นเยียบในดวงตากำลังจะปะทุ…ทันใดนั้นเองจู่ๆ ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น!
มหาเทพที่หลับใหลอยู่บนเก้าอี้เงยหน้า ส่วนลึกของดวงตาเผยเปลวเพลิงสีคราม ฉับพลันเปลวเพลิงนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงตา ท่าทางของมหาเทพในตอนนี้ดูแตกต่างไปจากเดิม
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็ยกมือขวาขึ้นไปทางหวังเป่าเล่อ จับเจ้าแห่งความปรารถนาที่กลายเป็นไอหมอกดำไว้
ปรารถนาที่กลายเป็นหมอกดำส่งเสียงกรีดร้อง ร่างกายถูกควบคุมจากมือที่มองไม่เห็น และหยุดลงอย่างฉับพลันตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
ด้านหวังเป่าเล่อก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกะพริบตา แสงเย็นเยียบในดวงตาที่กำลังจะปะทุถูกเก็บกลับไปอีกครั้ง
มหาเทพ รนหาที่ตาย! ปรารถนาส่งเสียงหวีดแหลมแล้วหันกลับมาทันที เมื่อปราณหมอกปะทุ ใบหน้าทั้งหกก็ส่งเสียงคำรามไปทางมหาเทพ
ท่าทางยิ่งดิ้นรนมากขึ้น อยากจะหลุดพ้นจากการพันธนาการของมหาเทพ
การดิ้นรนของนางทำให้เปลวเพลิงสีครามในดวงตามหาเทพอ่อนแสงลงอย่างรวดเร็ว มือขวาที่ยกขึ้นมาก็แห้งเหี่ยว
ทว่าสีหน้าของมหาเทพยังคงเรียบเฉย เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ชุดคลุมยาวสีม่วงกระพือเล็กน้อย เส้นผมยาวปลิวไสว ไฟสีครามในดวงตานั้นแม้จะอ่อนแสงลงอย่างต่อเนื่อง แต่การแผดเผาของมันก็ทำให้ปราณหมอกรอบตัวเขาได้รับผลกระทบในระดับหนึ่งและถูกขับออกไปบางส่วน
เมื่อหมอกถูกขับออกไปก็ดูเหมือนว่าอาการของมหาเทพจะดีขึ้น ดวงตาของเขาหรี่ลงจ้องมองหวังเป่าเล่ออย่างล้ำลึก ก่อนจะเอ่ยขึ้น
ข้าพันธนาการนางไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น และต่อให้นางถูกพันธนาการ เราก็ไม่สามารถฆ่านางได้ในตอนนี้ เพราะว่าปรารถนา…ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์
เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ คุยเป็นเพื่อนข้าหน่อยเถอะ มหาเทพมองหวังเป่าเล่ออย่างจริงจัง รอคอยคำตอบจากเขา
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ มองไปทางปรารถนาที่กำลังดิ้นรน แล้วหันกลับมามองมหาเทพ ไม่นานก็พยักหน้าให้
เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อพยักหน้า มหาเทพก็ยิ้มออก เขายิ้มอย่างมีความสุขแล้วนึกถึงความทรงจำบางอย่าง
โลกภายนอกสวยงามมากไหม
ก็ไม่เลว หวังเป่าเล่อกล่าวช้าๆ
ไม่เลวหรือ… มหาเทพพึมพำ เปลวเพลิงสีครามในดวงตาอ่อนแสงลงไปอีกเมื่อปรารถนาดิ้นรนและกรีดร้อง
มีคนอยู่เคียงข้าง มีคนคอยเป็นห่วงนี่เป็นความรู้สึกเช่นไรหรือ มหาเทพถามขึ้นอีกด้วยแววตาใคร่รู้
มันเป็นความรู้สึกที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่และต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป หวังเป่าเล่อครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบ
มหาเทพเงียบไปราวกับว่าเขาได้ลิ้มรสมันมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วก็เอ่ยขึ้นเบาๆ อีกครั้ง
หลายปีมานี้ เจ้า…มีความสุขไหม
หวังเป่าเล่อไม่ตอบ
ทั้งห้องโถงเงียบลงในทันตา มีเพียงเสียงกรีดร้องของปรารถนาที่ยังดังก้อง
มหาเทพกำลังรอคอยคำตอบของหวังเป่าเล่อ แท้จริงแล้วเขาตื่นอยู่นานแล้ว ตอนที่หวังเป่าเล่อต่อสู้กับเจ้าปรารถนาในช่วงแรก จุดแสงที่ระเบิดขึ้นนั้นคือพลังปลุกเขาให้ตื่น
ด้วยพลังนั้นมหาเทพจึงตื่นขึ้น แต่เขาก็อ่อนแอเกินไป อ่อนแอมากจนกระทั่งแม้จะตื่นแล้วก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อที่จะแสดงพลังเทพครั้งสุดท้าย ดังนั้น…เขาจึงแสร้งว่าตนนั้นหลับอยู่ภายใต้การสะกดของปรารถนา
ขณะเดียวกันเขาก็กำลังครุ่นคิดและลังเลที่จะตัดสินใจ
จนกระทั่งเมื่อเจ้าปรารถนากำลังจะกัดกินหวังเป่าเล่อ ความลังเลของเขาก็หมดไป การตัดสินใจชัดเจนขึ้น ดังนั้น…เขาจึงเลือกที่จะลงมือพันธนาการเจ้าปรารถนา จากนั้นก็ถามคำถามสามข้อนี้
คำถามสามข้อนี้สำคัญต่อการตัดสินใจของเขา
มีทั้งสุขและทุกข์ แต่เมื่อคิดดูแล้ว ข้ายังรอคอยอนาคต หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบไป
รอคอยอนาคตหรือ… มหาเทพพึมพำ เปลวเพลิงสีครามในดวงตายิ่งอ่อนแสงลงไปอีก แต่กลับมีจิตวิญญาณบางอย่างที่ดูจะเปล่งประกายอยู่ในนั้น
เส้นทางของข้า ข้าเดินไปจนสุดทางไม่ได้…เช่นนั้น…บางทีเส้นทางของเจ้าอาจทำได้
สุดท้าย…ระหว่างเรา จะต้องมีใครสักคนที่ได้ไปตามทางของตัวเอง ในเสียงกระซิบนั้นจู่ๆ มหาเทพก็ส่งเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ ยามที่มันดังก้องไปทั่วห้องโถง จิตวิญญาณในดวงตาเขาก็สว่างราวแสงอาทิตย์เจิดจ้า ไอรีนโนเวล
ปรารถนา! มหาเทพเปล่งเสียงแผ่วเบา มือซ้ายจับพนักเก้าอี้ไว้มั่น พยายามยืนขึ้นอย่างยากลำบากประหนึ่งว่าแม้จะอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังคงสง่างาม ต่อให้ต้องตายไปก็จะยืนหยัดเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
แม้เจ้าจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้ข้าดับสิ้นในชาติก่อน แต่ในความทรงจำที่ฟื้นคืนมาบางส่วนนั้น เจ้าก็เป็นสาเหตุทางอ้อม
ชาติก่อนข้าเป็นใคร ตอนนี้อาจไม่สำคัญแล้ว แต่ตอนนี้…ข้าคือมหาเทพ คือสิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในมหาจักรวาล!
คือสิ่งมีชีวิตที่อารยธรรมน้อยใหญ่ยกย่องให้เป็นเทพเจ้า!
ข้าพ่ายแพ้ได้ แต่ข้าจะแพ้ให้กับตัวเองเท่านั้น! มหาเทพลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างยากลำบาก เขายกมือซ้ายขึ้นชี้หวังเป่าเล่อขณะที่จิตวิญญาณในดวงตาลุกโชติช่วง
หวังเป่าเล่อ อีกส่วนหนึ่งของร่างกายข้า…เส้นทางหลังจากนี้…ช่วยเดินไป…แทนข้าที สัมผัสกับความสุขแทนข้า แสวงหา…ความหวัง! เอ่ยถึงตรงนี้มหาเทพก็หัวเราะดังขึ้นฟ้า เปลวเพลิงสีครามในดวงตาพลันระเบิดขึ้นในตอนนั้นเอง ปกคลุมใบหน้า ปกคลุมลำคอ ปกคลุมร่างกายส่วนบน จนกระทั่งปกคลุมไปทั่วกาย
ร่างของมหาเทพถูกแผดเผาอยู่ในเปลวเพลิงนั้น ท่ามกลางการเผาไหม้นี้ ดวงวิญญาณ กายเนื้อ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาล้วนมาบรรจบกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง
มันก่อตัวเป็นผลึกแก้วสีฟ้าพราวระยับ ควบแน่นลอยตรงมาหา…หวังเป่าเล่อ!
นั่นคือทุกอย่างของชีวิตมหาเทพ!
มหาเทพเป็นอย่างที่ตัวเขาพูด เขาแพ้ได้ แต่จะแพ้ให้กับตัวเองเท่านั้น เพราะในโลกนี้เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่มีคุณสมบัติมาทำให้ตนพ่ายแพ้!
ดังนั้นในเมื่อต้องพ่ายแพ้ เขาก็แค่…เติมเต็มหวังเป่าเล่อที่เป็นอีกส่วนหนึ่งของร่างกายเขาแทน!
เสียสละตัวเองเพื่อเติมเต็มอีกฝ่าย ให้หวังเป่าเล่อสิ้นสุดชีวิตที่เหมือนกับตราประทับของตนเอง!
เจ้าอยากแสวงหาอนาคตก็ไปแสวงหาซะ!
เจ้าอยากปกป้องคนของเจ้าก็ไปปกป้องพวกเขาซะ!
เจ้าอยากจะตัดขาดจากอดีตแล้วเดินไปในเส้นทางของตนเอง เช่นนั้น…ก็ตัดทิ้งซะ นับแต่นี้ไปเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับอดีต เจ้าไม่เกี่ยวข้องกับมหาเทพ เจ้า…ก็คือเจ้า! มหาเทพหัวเราะเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิด ขณะที่ผลึกแก้วสีฟ้าลอยออกไป ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ สลายไปในกองเพลิง กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวกระจาย…
สิ้นสลาย!
นับจากนี้…
ไม่มีข้าอีกต่อไป
……
“น่าสนใจนี่ สมกับเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ” เมื่อเห็นการโจมตีของหวังเป่าเล่อ จุดแสงที่ระเบิดนั่นก็ทำให้มหาเทพที่ถูกตนสะกดไว้เกิดสัญญาณฟื้นคืนชีพ ดวงตาปรารถนาพลันหดแคบลง
แต่นางไม่ได้สนใจมากนัก มหาเทพถูกนางควบคุมมานานหลายปี เรียกได้ว่านางมั่นใจในการควบคุมของตัวเองมาก ต่อให้ฟื้นขึ้นมาก็ไม่ทำให้เกิดการพลิกชะตาขึ้นมาได้หรอก
แต่ด้วยความรอบคอบ ปรารถนาจึงยกมือกดไปทางมหาเทพในหมอกดำด้านล่างเล็กน้อย
การกดนั้นทำให้มหาเทพตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง เปลือกตาที่ขยับเล็กน้อยก็ค่อยๆ นิ่งไป สัญญาณการคืนชีพก็ถูกสะกดกลับไปเช่นกัน
ความผันผวนหายไป พร้อมการถูกสะกดอีกครั้ง ร่างของมหาเทพที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ดูเหมือนจะสูญเสียแรงจูงใจทั้งหมดไปและจมดิ่งสู่การหลับใหลอีกครั้ง
ขณะเดียวกันปราณหมอกดำรอบตัวเขาก็ทยอยกลายเป็นใบหน้าของปรารถนาที่แสดงอารมณ์ต่างกันไป ก่อนจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกายมหาเทพ ไหลเวียนเข้าออกร่างกายเขาไม่หยุดราวกับว่า…จะเปลี่ยนร่างมหาเทพเป็นรัง
กระทั่งในสายตาหวังเป่าเล่อ มหาเทพในตอนนี้ก็เหมือนจะเหลือเพียงร่างกาย ภายในนั้นว่างเปล่า เพราะถูกพลังปราณของปรารถนาครอบครองไว้หมดแล้ว
“ตอนนี้เคล็ดวิชาของเจ้าไร้ผลแล้ว…ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจตอบแทนข้า ข้าก็ทำได้แค่ไปรับของขวัญของเจ้าด้วยตัวเอง” ปรารถนาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นางหรี่ตาลง ความดำมืดในดวงตาเผยแสงสลัวจางมองไปทางหวังเป่าเล่อ ก่อนจะอ้าปากกว้างแล้วสูดหายใจเข้า
หวังเป่าเล่อสีหน้ามืดมน เขาเหลือบมองมหาเทพที่หลับสนิทอีกครั้ง แล้วถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว สองมือทำผนึกมุทรา ทันใดนั้นพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็แผ่กระจายออกมาทำให้ร่างกายเขาเลือนราง เวลาเดียวกันนั้นโลกรอบด้านก็กลายเป็นโลกแห่งเสียง ตัวหวังเป่าเล่อที่ผสานเข้ากับโลกแห่งเสียงก็เผยตัวออกมา เขารีบถอยจากที่เดิมอย่างรวดเร็ว
“ต่อหน้าข้ายังกล้าใช้กฎเกณฑ์ปรารถนาอีกหรือ” ปรารถนาหัวเราะเบาๆ นางคือต้นกำเนิดของความปรารถนา เจ็ดอารมณ์หกปรารถนาก็คือเต๋าของนาง และตอนนี้หวังเป่าเล่อที่อยู่ตรงหน้า กำลังแสดงเต๋าของนางออกมาอีก เรื่องนี้ทำให้ปรารถนาจิตใจเบิกบานมาก
แต่นางก็รู้ดีว่าหวังเป่าเล่อนั้น นอกจากกฎเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาก็ไม่มีอะไรแล้ว ถึงอย่างไร…ก็เป็นแค่ร่างแยกร่างหนึ่ง
“ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าอะไร…ที่เรียกว่ากฎเกณฑ์ปรารถนาที่แท้จริง” ปรารถนาหัวเราะ แล้วยกมือขวาชี้ไปข้างหน้า ทันใดนั้นความว่างเปล่าตรงหน้านางก็ราวกับผิวน้ำที่มีก้อนหินตกลงไปแล้วเกิดระลอกคลื่น
ในระลอกคลื่นนี้ โลกแห่งเสียงที่มาจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของหวังเป่าเล่อก็หายวับไปทันทีราวกับถูกถอดออกไป ทำให้หวังเป่าเล่อที่ซ่อนตัวอยู่ถูกบีบบังคับให้ออกไปไกล
“ปรารถนาเสียง!” ปรารถนาเอ่ยเบาๆ
เพียงแค่คำเดียวเท่านั้น ในพริบตาที่เสียงดังขึ้นก็ดูเหมือนกับได้รวบรวมเสียงมากมายนับไม่ถ้วนเอาไว้ มันเหมือนกับเสียงทั้งหมดในมหาจักรวาล ทั้งที่ได้ยินและไม่ได้ยินพลันระเบิดออกมาในคำเดียว
หวังเป่าเล่อหน้าตาบิดเบี้ยว อักขระเสียงที่ซ้อนทับกันในร่างกายพลันระเบิดออก ก่อตัวเป็นคลื่นเสียงป้องกันด้านหน้าไว้ แต่ว่า…ก็ยังห่างชั้นกับกฎเกณฑ์ของปรารถนาราวกับหุบเหว พริบตาต่อมาเมื่อปรารถนาเสียงของทั้งสองปะทะกัน อักขระเสียงของหวังเป่าเล่อก็พังทลายลงเป็นครั้งแรก
เมื่อมันพังทลาย หวังเป่าเล่อพลันหน้าซีดเผือด เขากำลังจะถอยหนี แต่ปรารถนากลับดวงตาวาววับ แล้วเอ่ยเบาๆ
“ถอด!”
ทันทีที่คำนี้ดังออกมา หวังเป่าเล่อก็ตื่นตระหนก เขาควบคุมกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างไม่ได้อีกต่อไป มันทะลุร่างกายเขาออกมากลายเป็นตราประทับพุ่งตรงไปยังเจ้าปรารถนาแล้วหลอมรวมเข้าไป จากนั้นเจ้าปรารถนาก็มองหวังเป่าเล่อ ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“ปรารถนาทัศน์!”
กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์เข้าปกคลุม ดวงตาหวังเป่าเล่อแดงฉานในทันที ตรงหน้าเขาปรากฏภาพมากมาย ภาพเหล่านั้นอัดแน่นครอบคลุมทุกสิ่งที่เขามองเห็น และแต่ละภาพก็ดูเหมือนโลกใบหนึ่งที่จะครอบเขาไว้ข้างใน ไอรีนโนเวล
เส้นเลือดในดวงตาปูดโปนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าหวังเป่าเล่อก็ยังไม่ปริปาก ขณะถอยหนีออกมา สองมือก็ทำผนึกมุทราแล้วสะบัดอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ก็ทำงาน
ทว่าทันทีที่ใช้กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ เสียงปรารถนาก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง
“ถอด!”
ไม่นาน ใบหน้าหวังเป่าเล่อก็ฉายความเจ็บปวดเล็กน้อยให้เห็น เลือดไหลออกจากมุมปาก กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ในร่างกายแยกออกจากร่างเขาไป และหลอมรวมกับเจ้าปรารถนาอีกครั้ง
“ถึงข้าจะสู้คนไม่เก่งแล้วยังไงล่ะ แต่พลังที่ข้าให้เจ้า ข้าก็ย่อมเอากลับคืนมาได้เช่นกัน” เจ้าปรารถนายกมือชี้หวังเป่าเล่อด้วยรอยยิ้ม
“ปรารถนารส ถอด!”
“ปรารถนากลิ่น ถอด!”
“ปรารถนาสัมผัส ถอด!”
“ปรารถนาอารมณ์ ถอด!!”
สี่ประโยคนี้คล้ายคำสาปที่ไม่อาจปิดกั้นได้ พริบตาที่ออกมาจากปากเจ้าปรารถนา หวังเป่าเล่อก็ตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ปรารถนารสแตกสลายในตอนนั้น
เมื่อมันแตกสลาย เศษกฎเกณฑ์ปรารถนารสก็ออกมาจากร่างกายหวังเป่าเล่อและพุ่งไปหาเจ้าปรารถนาราวกับได้พบเจ้าของที่แท้จริง
ตามด้วยปรารถนากลิ่น มันแตกสลายอยู่ในร่างกายเขาเช่นกัน ก่อนจะออกมาก่อตัวขึ้นนอกร่าง ความเจ็บปวดจากการถอดกฎเกณฑ์และความรู้สึกฉีกขาดทำให้หวังเป่าเล่อเหงื่อซึมไปทั่วหน้าผาก ตอนนี้ร่างกายกำลังอดทนอดกลั้นอย่างมาก
จนกระทั่งปรารถนาสัมผัสจากไปก็ดูเหมือนว่าความอดทนได้มาถึงถึงขีดสุดแล้ว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากปรารถนาสัมผัสนั้นตรงไปตรงมาที่สุด แต่ทั้งหมดนี้…ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับความสูญเสียครั้งใหญ่ของหวังเป่าเล่อที่ถูกถอดกฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งหมดออกไป
ราวกับว่าแหล่งพลังงานที่คอยค้ำจุนชีวิตได้ละทิ้งหัวใจของเขาไปแล้ว นั่นทำให้หวังเป่าเล่อกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายพลันอ่อนแอลงอย่างหาใดเปรียบ
ฐานการฝึกฝนของเขาเสื่อมถอยจากจุดสูงสุดของหกปรารถนา ดูเหมือนสิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้จะมีเพียง…ร่างกายที่หล่อหลอมด้วยโลหิตของมหาเทพ
“ไม่เหลืออะไรแล้วสินะ”
“แบบนี้ก็ดี ข้าชอบเจ้าที่บริสุทธิ์แบบนี้”
“รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงอยากให้เจ้าไปเมืองปรารถนาทัศน์ เพราะขอแค่เจ้าหลอมรวมเข้ากับเลือดมหาเทพ ข้าก็จะสามารถ…ใช้มันเป็นสื่อ…ให้กลืนกินเจ้าได้อย่างราบรื่นยังไงล่ะ”
เจ้าแห่งความปรารถนาทั้งปวงหัวเราะ ความดำมืดในดวงตาเผยให้เห็นความชั่วร้ายและความโลภไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่เอ่ยร่างของนางก็พุ่งออกไป กลายเป็นไอหมอกดำ…ออกจากบริเวณนั้นแล้วพุ่งตรงมามาประชิดตัวหวังเป่าเล่อที่ถอยห่างออกไปอย่างไม่รู้ตัว
ราวกับมันต้องการจะห่อหุ้มเขา!
ในตอนนั้นเอง หวังเป่าเล่อที่ท่าทางอ่อนแอก่อนหน้านี้ดวงตาก็พลันส่องประกายเย็นเยียบ
เขากำลังรอช่วงเวลานี้!
……………………………
ข้าคิดว่าข้าเคยเจอปรารถนาที่เจ้าเอ่ยถึง… หวังเป่าเล่อกล่าวเบาๆ
เจ้าเคยเจอแล้วอย่างแน่นอน มหาเทพที่ถูกไอหมอกดำปกคลุมน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับมีเสียงของหญิงสาวแทรกอยู่ในนั้นด้วย นั่นทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
โดยเฉพาะคำสุดท้าย เสียงของมหาเทพยังหายไป แทนที่ด้วยเสียงของสตรี!
ทว่า เสียงนั้นก็ไม่ได้แปลกหูสำหรับหวังเป่าเล่อ นั่นคือเสียงที่เขาได้ยินในด่านปรารถนาทั้งหก ขณะเดียวกันก็เป็นเสียงของคนที่อยู่ข้างๆ เขาตลอดในการจมดิ่งสู่ห้วงปรารถนาอารมณ์
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อยิ่งสับสน เขามองมหาเทพที่ตัวสั่นเทาอยู่ในหมอก มองปราณหมอกสีดำที่อยู่รอบกายมหาเทพที่ดูเหมือนจะตื่นจากการหลับใหลและระเบิดกระจายไปทั่วรวมถึงแผนที่ดวงดาวประหลาดเหนือศีรษะเขาก็ค่อยๆ เคลื่อนไหว…
ในที่สุดร่างของมหาเทพก็ไม่สั่นเทาอีกต่อไป เขาดูเหมือนหลับสนิท ปราณหมอกนอกร่างกายพลันพลิกตลบและรวมตัวกันเหนือศีรษะมหาเทพ ท่ามกลางเสียงหัวเราะดังกึกก้อง มันก่อร่างเป็น…หญิงสาวผู้หนึ่ง!
นางสวมชุดคลุมยาวสีดำ มือถือร่มสีดำ ปลายร่มนั้นยกขึ้นอท่ามกลางเสียงหัวเราะเผยให้เห็น…ใบหน้าที่หวังเป่าเล่อทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
ที่บอกว่าคุ้นเคยเพราะเขาเคยเจอ…ที่บอกว่าแปลกหน้าเพราะท่าทางของอีกฝ่ายทำให้หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ แต่ก็รู้สึกอยู่มากทีเดียว
ข้าควรเรียกเจ้าว่าปรารถนาหรือ…เจ้าแห่งสุข หวังเป่าเล่อกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
ใบหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้าก็คือ…เจ้าแห่งสุข!
การเผยตัวตนต่อหน้าเขานั้นหากเป็นตอนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกาชั้นที่หนึ่ง หวังเป่าเล่อต้องตกใจแน่ แต่เมื่อผ่านด่านปรารถนาทั้งหกมาจนถึงตอนนี้ได้ เขาก็ตระหนักได้ถึงปัญหาของอีกฝ่ายแล้ว
ในความทรงจำของมหาเทพ หวังเป่าเล่อเห็นผู้เยี่ยมยุทธ์ผู้มีนามว่าหลิงเยว่ที่กลายเป็นเจ้าแห่งสุข เพียงแต่มันต่างจากที่เขารู้มา
เมื่อเห็นร่างที่ประกอบขึ้นจากหมอกดำตรงหน้า หวังเป่าเล่อก็คิดถึงเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยในปรารถนาเสียง กลิ่นกายที่คุ้นเคยในปรารถนากลิ่น แล้วยังอากัปกิริยาต่างๆ ของอีกฝ่ายในปรารถนาอารมณ์ ทั้งหมดล้วนอธิบายตัวตนของนางได้แล้ว
นอกจากนี้นางยังเป็นคนบอกวิธีเปิดประตูสู่อาณาจักรบนกับเขาด้วย
นางเป็นคนบอกเขาว่าการหลอมรวมเจ็ดอารมณ์จะกลายเป็นปรารถนาอารมณ์ได้
และนาง…เป็นคนมอบตราเจ็ดอารมณ์ให้หวังเป่าเล่อ เรียกได้ว่าปรารถนาอารมณ์นี้ถูกขับเคลื่อนโดยเจ้าแห่งสุขจริงๆ จุดประสงค์ของนางชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรเลย
หลังจากมหาเทพแยกโลกาชั้นที่หนึ่งกับสองออกจากกัน เพราะมีต้นกำเนิดมากขึ้น ปรารถนาจึงถูกมหาเทพแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในโลกาชั้นที่หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอยู่ในโลกาชั้นที่สอง
ดังนั้นหากอยากจะควบคุมมหาเทพได้อย่างแท้จริง ปรารถนาก็ต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่นางไม่สามารถรวบรวมปรารถนาอารมณ์ได้จึงไม่สามารถเปิดประตูสู่อาณาจักรบนได้ และในตอนนั้นเองหวังเป่าเล่อก็ปรากฏตัวขึ้น
ขอบคุณเจ้าที่พาข้ามาที่นี่ มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหนถึงจะรวบรวมพลังแห่งปรารถนาในโลกาชั้นที่สองและทำลายผนึกได้ ร่างของหญิงสาวที่เกิดจากการรวมตัวของหมอกดำเหนือศีรษะมหาเทพกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการตอบแทน เจ้าอยากจะเรียกข้าว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น สุขก็ดี ปรารถนาก็ดี มันไม่สำคัญหรอก เอ่ยถึงตรงนี้นางก็มองลึกเข้าไปในตาหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ มากนัก เพียงแค่มองปรารถนาอย่างเย็นชา
ทำไมถึงเย็นชานักล่ะ…อันที่จริงเจ้าต้องขอบคุณข้าสิถึงจะถูก เพราะถ้าไม่มีข้าคอยช่วย เจ้าคงได้เจอกับเหตุการณ์ที่มหาเทพผู้แข็งแกร่งดั่งเทพเจ้าเดินทางไปยังโลกของเจ้าและบังคับหลอมรวมกับเจ้าไปนานแล้ว ปรารถนายังคงมองหวังเป่าเล่อยิ้มๆ แล้วเอ่ยเบาๆ
สิ่งที่นางพูดเป็นความจริง
แม้แต่หวังเป่าเล่อก็ยังต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดถูก หากไม่ใช่เพราะมหาเทพเกิดปัญหา หวังเป่าเล่อคงได้เผชิญหน้ากับการบังคับหลอมรวมของมหาเทพผู้แข็งแกร่งไปนานแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเงียบ
ไม่พูดล่ะ นั่นก็แปลว่าเห็นด้วยสินะ…มหาเทพน้อย ตามหลักการแล้วเจ้าก็ต้องตอบแทนข้าถูกไหม ปรารถนาฉีกยิ้ม ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ นางอดเลียริมฝีปากไม่ได้ ดวงตายิ่งดำมืด
ส่งดวงวิญญาณเทพของเจ้ามาเป็นการตอบแทน ตกลงไหม
ข้าจะหลอมรวมดวงวิญญาณเทพของเจ้าและใช้เจ้าสร้างอิทธิพลต่อร่างต้นแบบของเจ้า…อย่างที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ หากเจ้าต้องการอิสระ…ความจริงแล้วมันง่ายมาก
หลังจากข้าได้หลอมรวมกับร่างต้นแบบของเจ้าแล้ว กอปรกับมหาเทพที่ข้าควบคุมอยู่ นี่ก็จะเป็นความสมบูรณ์ที่แท้จริง ส่วนเจ้า…ในฐานะร่างแยกของเศษวิญญาณก็ไม่ได้สำคัญอะไร
เจ้าสามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ ส่วนข้า…ก็จะพามหาเทพที่สมบูรณ์แล้วออกไปจากมหาจักรวาลผืนนี้ น้ำเสียงของปรารถนาไพเราะและมีพลังโน้มน้าวมาก ทุกคำที่พูดออกมาราวกับมีพลังสั่นคลอนจิตใจผู้อื่น ทำให้หวังเป่าเล่อเกิดหวั่นไหวอยู่ในใจเช่นกัน
เป็นอย่างไรบ้าง ปรารถนาสัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวของหวังเป่าเล่อในพริบตา แสงดำมืดในดวงตาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง
เจ้าพูดขนาดนี้แต่ก็ยังไม่ลงมือ เพราะเจ้าไม่มั่นใจ หรือว่า…เจ้ายังควบคุมมหาเทพได้ไม่สมบูรณ์แบบกันล่ะ จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้น
สีหน้าปรารถนาไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นางยกมือขวาขึ้นมา ในพริบตานั้นเอง ร่างของหวังเป่าเล่อก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่กลางอากาศเหนือขั้นบันไดตรงหน้าปรารถนาแล้ว
สีหน้าปรารถนาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่หวังเป่าเล่อกลับสีหน้าเย็นชาอย่างยิ่ง มือขวากำแน่นก่อนจะชกออกไป
หมัดนี้ระเบิดพลังสะท้านฟ้าสะเทือนดินก่อตัวเป็นพายุคลั่งทำให้ปรารถนาถอยหนีไปอย่างลืมตัว นางสะบัดมือควบคุมมหาเทพด้านล่างทำให้มหาเทพยกมือขวาสะบัดไปข้างหน้า
ทันใดนั้นพลังปราณที่บ้าคลั่งกว่าพลันระเบิดออกมาก่อตัวเป็นฝ่ามือยักษ์บีบหวังเป่าเล่อ แต่แล้วพริบตาต่อมาหวังเป่าเล่อที่ถูกบีบกลับกลายเป็นภาพติดตา ตัวเขาจริงๆ ไปปรากฏตัวอยู่อีกด้านของปรารถนาแล้ว
ดูเหมือนเจ้าจะสู้กับคนไม่เก่งนะ… หวังเป่าเล่อสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะยกมือขวาขึ้น กลางฝ่ามือพลันปรากฏแหล่งกำเนิดแสง
แหล่งกำเนิดแสงนั้นเป็นสีขาวแผ่ลำแสงกว้างใหญ่ นั่นคือ…จุดแสงสีขาว…ที่มหาเทพมอบให้เขาดูความทรงจำ
ทันทีที่ปรากฏ หวังเป่าเล่อก็ต่อยมันอย่างแรง จุดแสงนั้นพลันระเบิดกลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วบริเวณทันที
ทุกที่ที่มันกระจายไปทำให้หมอกดำถูกกัดกิน ปรารถนาหน้าเปลี่ยนสีอีกครั้ง ที่สำคัญที่สุด…คือในพริบตาที่จุดแสงระเบิด มหาเทพที่ถูกนางควบคุมไว้และหลับใหลอยู่ในหมอกก็เริ่มขยับเปลือกตาเล็กน้อย!
ร่างต้นแบบกับร่างแยกนั้นบางครั้งแม้จะไม่ได้สื่อสารกัน แต่ก็มีความเข้าใจเชื่อมถึงกันโดยปริยาย…ความรู้สึกนี้สลักไว้ในจิตวิญญาณ
เช่นเดียวกับจุดแสงที่ดูเหมือนเป็นแค่สิ่งเก็บความทรงจำ…
ความทรงจำส่วนนี้คือส่วนที่หายไป!
แผนการของมหาเทพสำเร็จไปแล้วหนึ่งส่วน เขาชักนำให้หายนะไม้สีดำมาได้สำเร็จและยังคามันไว้ตรงหว่างคิ้ว ขณะเดียวกันก็แบ่งดวงจิตเทพออกเป็นหนึ่งแสนดวงทยอยกลืนกินตะปูไม้ดำทั้งหนึ่งแสนเล่ม
แต่สุดท้ายหลังจากทำสำเร็จไป 99,999 ดวงจิตเทพ ด้วยความพิเศษของมหาจักรวาลและการหลอมรวมของเซียน ทำให้หวังเป่าเล่อที่นี่พ่ายแพ้
เศษวิญญาณที่กลายเป็นหวังเป่าเล่อเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ฝ่ายมหาเทพไม่สามารถนำเขามาหลอมรวมได้…หากให้เวลามหาเทพสักหน่อย บางทีเขาอาจจะคิดหาวิธีได้
หรือหากสภาพร่างกายเขาเป็นปกติ เขาก็สามารถออกจากการกักตนและเดินทางไปทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามแผนด้วยตัวเองได้
แต่…สิ่งไม่คาดฝัน ไม่ได้มีแค่หวังเป่าเล่อ เพราะได้เกิดเหตุไม่คาดฝัน…กับร่างกายของมหาเทพด้วย
เหตุไม่คาดฝันนั้นก็คือปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขาซึ่งมหาเทพเรียกมันว่า ‘ปรารถนา’
ความจริงของหกปรารถนา
แท้จริงแล้วแม้ความทรงจำของมหาเทพจะยังไม่ฟื้นกลับมาทั้งหมด แต่การหวนคืนมาของดวงจิตเทพแต่ละดวงก็ทำให้เกิดภาพเลือนราง ไม่ปะติดปะต่อกันผุดขึ้นในหัวเขา
แม้ภาพเหล่านั้นจะไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถแสดงผลอะไรได้ และยากที่เขาจะรวมพวกมันเข้าด้วยกัน ทว่าสุดท้ายก็ยังมีภาพพร่าเลือนบางส่วนที่เขาสามารถบังคับมาต่อกันได้
ดังนั้น…ในความทรงจำของมหาเทพ วันหนึ่งเขาก็นึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา
คนผู้นั้นเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง นามว่าปรารถนา เขารู้สึกได้ว่าการตายของตนในชาติก่อนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง
ขณะเดียวกัน มหาเทพก็ได้คาดเดาบางอย่างเอาไว้ ดูเหมือนว่าหลังจากตนดับสิ้นแล้ว หญิงสาวผู้ยี้ได้กระทำการบางอย่างกับศพของเขา
นางต้องการควบคุม
สิ่งที่นางทำนั้น เมื่อเวลาผัยผ่านไปยามที่ร่างกายของมหาเทพเป็นปกติ มันยังไม่ได้ปรากฏขึ้น จนกระทั่งเขาได้ดึงดูดหายนะไม้สีดำเข้ามา ร่างกายอ่อนแอไร้พละกำลัง เมื่อนั้นพลังของปรารถนาถึงได้เผยออกมาราวกับงูพิษพี่รอคอยเวลาอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่งฝั่งหวังเป่าเล่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน นั่นทำให้การหลอมรวมของมหาเทพยืดเยื้อและไม่อาจสมบูรณ์ได้ กอปรกับหลัวที่มาท้าสู้เป็นครั้งที่สอง ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้มหาเทพยิ่งบาดเจ็บหนัก และปรารถนาที่หลบซ่อนอยู่ก็แทรกซึมไปอย่างเงียบเชียบราวกับกำลังสะสมพลังให้มากพอ เพื่อระเบิดในฉับพลัน!
การระเบิดของปรารถนากลายเป็นพลังแห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา เข้าพันธนาการดวงวิญญาณเทพและกายเนื้อของมหาเทพ กัดกร่อนเขา ทรมานเขา และค่อยๆ ควบคุมเขา
ขณะเดียวกันมันก็ส่งผลกระทบต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในมิติเต๋าต้นกำเนิดด้วย ทำให้เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ระเบิดความปรารถนาและเริ่มก่อกบฏ
นี่คือสาเหตุที่มิติเต๋าต้นกำเนิดมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา
จากนั้นก็ถูกมหาเทพที่ได้รับอิทธิพลจากปรารถนาสยบ ขณะที่มหาเทพต่อสู้กันระหว่างสติปัญญากับความปรารถนาในร่างกาย เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็ถูกทรมานและทำลายล้าง แม้แต่ผู้ที่ยอมจำนนก็ยังต้องสาป สาเหตุทั้งหมดก็เพราะมหาเทพอยากปลดปล่อยความปรารถนาของตน!
หากเขาไม่ปลดปล่อย เขาก็จะพินาศอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นจึงเกิดหลุมฝังศพในโลกาชั้นที่สามขึ้น ที่นั่นฝังร่างทุกคนที่เขาสังหาร ขณะเดียวกันเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ก็ถูกเขาเปลี่ยนให้เป็นแหล่งพลังงาน เพราะว่า…เขาต้องการพลังชีวิตมากขึ้นเพื่อต่อต้านปรารถนา
ส่วนโลกาชั้นที่สองนั้น มหาเทพจัดไว้เป็น…ที่ทิ้งขยะจากการต่อสู้กับปรารถนา!
สถานที่นั้นคือกองขยะแห่งอารมณ์
เขามอบความปรารถนาให้ผู้คนที่ยอมจำนนต่อตนเองต่างกันไป ทำให้ผู้คนในโลกาชั้นที่สองต้องฝึกฝนปรารถนา เพื่อ…ให้พวกเขามาช่วยตน!
เทียบเท่ากับการสร้างต้นกำเนิดอื่นเพื่อให้ส่งความปรารถนาของตนลงไปอย่างต่อเนื่องและทำให้เขามีโอกาสฟื้นตัว
แท้จริงแล้วมหาเทพตั้งใจแยกโลกาชั้นแรกและสองออกจากกัน เขาต้องการปิดผนึกโลกาชั้นที่สองเพื่อให้ความปรารถนาในนั้นหมุนเวียนไปเองโดยไม่ล่วงเข้าไปในโลกาชั้นที่หนึ่ง
และเขาก็กักตนอยู่ในโลกาชั้นที่หนึ่ง ซึ่งจะปลอดภัยกว่ามาก
ขณะเดียวกันผนึกของโลกาชั้นที่สองนั้นก็เป็นผนึกด้านเดียว หรือกล่าวได้ว่าความปรารถนาในนั้นไม่สามารถทะลุเข้าไปในโลกาชั้นที่หนึ่งได้ แต่ความปรารถนาในโลกาชั้นที่หนึ่งสามารถส่งไปยังโลกาชั้นที่สองได้
ดังนั้นในปีต่อๆ มา มหาเทพจะส่งความปรารถนาที่เขาไม่สามารถสยบได้และยังเพิ่มขึ้นตลอดเวลาลงไปยังโลกาชั้นที่สอง วิธีการระบายเช่นนี้ทำให้ความกดดันในร่างกายบรรเทาลง
ขณะเดียวกันก็รอคอยโอกาสอย่างเงียบเชียบ เขาไม่ได้ยอมแพ้ ยังคิดว่าสักวันจะสามารถสยบปรารถนาได้ ทำให้ตัวเองไม่ถูกควบคุม เขายังรอคอยว่าสักวันตนจะได้หลอมรวมกับเศษวิญญาณส่วนสุดท้ายแล้วทำให้ตัวเองสมบูรณ์
เขาจึงไม่เต็มใจ แต่ความไม่เต็มใจนี้กลับสอดคล้องกับปรารถนาอารมณ์ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปรารถนาอารมณ์แข็งแกร่ง มหาเทพจึงถอดถอนปรารถนาอารมณ์ในโลกาชั้นที่สองและเปลี่ยนมันเป็นเจ็ดอารมณ์แทน
ทว่า ผลลัพธ์ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
ด้วยเหตุนี้แม้จะเตรียมวิธีระบายความปรารถนาไว้แล้ว แต่เพราะความอ่อนแอที่สะสมมาเป็นเวลานานก็ทำให้ความปรารถนาของมหาเทพเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะระบายอย่างไรก็ไม่อาจควบคุมความเร็วในการเติบโตของมันได้
เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการหลับใหล เวลาที่จะได้ฟื้นคืนอย่างแท้จริงเหลือไม่มาก
นั่นทำให้มหาเทพตระหนักได้ว่า…ตนแพ้แล้ว
เพราะเขาในสภาพนี้ เว้นแต่หวังเป่าเล่อจะเป็นฝ่ายเลือกสละทุกสิ่งและหลอมรวมเองเท่านั้นถึงจะทำได้ มิเช่นนั้นหากเกิดอุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็ไม่สามารถหลอมรวมมันได้
ยิ่งกว่านั้น…จากการคาดเดาของมหาเทพ ต่อให้ตนใช้เคล็ดวิชากลืนกินเศษวิญญาณส่วนสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ตนที่ถูกปรารถนาควบคุมอยู่ก็ยากจะสยบปรารถนาได้
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเอ่ยกับหวังเป่าเล่อมากมายขนาดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าเขาให้หวังเป่าเล่อดูความทรงจำส่วนนี้และนั่นเป็นสาเหตุที่เขากล่าวว่า…เจ้ามาสายเกินไป ข้าแพ้แล้ว
เขาพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาและพ่ายแพ้ต่อเวลา
ทันทีที่ประตูสู่โลกาชั้นแรกถูกเปิดออกและกฎเกณฑ์ปรารถนาในโลกาชั้นที่สองไหลเข้ามา มหาเทพก็หมดสิ้นความหวังโดยสิ้นเชิง
และนี่ก็คือสาเหตุที่ผู้พิทักษ์เสวียนเฉิน เอ่ยถามคำถามเดิมถึงสามครั้ง
“เจ้า คิดดีแล้วหรือ”
เจ้าในที่นี้หมายถึงหวังเป่าเล่อและมหาเทพ
แม้ผู้ที่ตอบจะเป็นหวังเป่าเล่อ แต่สำหรับเสวียนเฉินแล้ว ทั้งคู่คือคนเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ขัดขวางและยินยอมให้หวังเป่าเล่อเปิดประตูเข้ามา
หวังเป่าเล่อสีหน้าสับสน ค่อยๆ ละมือจากจุดแสงแห่งความทรงจำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไอหมอกดำทั่วร่างที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นมหาเทพที่ปกคลุมอยู่ข้างในได้อย่างเลือนราง
………………
ในดวงตาอันมืดมิดไม่มีสีขาวเลยแม้แต่น้อย ราวกับรูม่านตาละลายกลืนกินทุกสิ่งรอบด้านไปหมดสิ้นแล้ว ทำให้ตาทั้งดวงกลายเป็น…สีดำสนิท
ราวกับสีของความปรารถนาไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่เพียงแค่นั้น ในพริบตาที่มหาเทพลืมตา บนร่างเขาพลันเกิดปราณหมอกสีดำลอยขึ้นล้อมรอบตัว ขณะเดียวกันมันก็แผ่ขยายออกมาอย่างต่อเนื่อง มองจากที่ไกลๆ ก็เหมือนกับว่ามหาเทพได้กลายเป็นต้นกำเนิดสีดำ สายหมอกดำแผ่ขยายออกมาราวกับหนวดน่าสยดสยอง
ฉากนี้ทำให้หวังเป่าเล่อดวงตาหดแคบทันที เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนและพลังปราณของความปรารถนาอันแรงกล้าบนตัวมหาเทพ พลังปราณนั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้าปรารถนาทุกคนที่เขาเคยเจอ แม้จะหลอมรวมเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาสมบูรณ์แล้ว ความปรารถนาที่เกิดจากตัวเขาก็ยังห่างชั้นกันมาก
ราวกับว่า…ที่นี่ต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดความปรารถนา!
การค้นพบครั้งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อใจสั่นไหว เขาคาดเดาได้ลางๆ แล้ว แต่ยังไม่ทันที่ข้อสันนิษฐานในใจจะชัดเจน มหาเทพที่ลืมตาขึ้นมาก็ก้มมองหวังเป่าเล่อจากบนเก้าอี้ที่ปลายบันได
ทันทีที่มองมา จิตใจหวังเป่าเล่อพลันร้องคำรามราวกับมีพลังที่มาพร้อมอำนาจสูงสุดพุ่งตรงเข้ามาเพื่อหวังจะครอบครองร่างกายและกลืนกินทุกสิ่ง
โชคดีที่หวังเป่าเล่อก็ไม่ธรรมดา ดวงตาเขาวาววับ ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับปะการังในมหาสมุทร
ผ่านไปเนิ่นนาน มหาเทพบนปลายบันไดก็ถอนสายตากลับไปแล้วถอนหายใจเบาๆ
เสียงถอนหายใจนี้ผันผวนอย่างยิ่งราวกับอัดแน่นไปด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยไป มันดังก้องไปทั่วห้องโถงเป็นเวลานานจนหวังเป่าเล่อรู้สึกว่าเสียงนั้นดังมาจากกาลก่อนเนิ่นนานมาแล้ว เมื่อดังเข้าหูก็ราวกับทำให้ชีวิตของเขาเกิดการเน่าเปื่อย
ข้า…แพ้แล้ว เจ้า…มาช้าไปแล้ว
เสียงผันผวนดังก้องขึ้นหลังจากเสียงถอนหายใจก่อตัวเป็นระลอกคลื่นที่มองไม่เห็นกระจายไปรอบๆ มันแผ่เข้ามาในจิตใจของหวังเป่าเล่อทำให้เขาหายใจถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย
คุ้มค่าหรือ! หวังเป่าเล่อเปิดปากทันควัน เสียงดังราวกับพายุปะทะกับระลอกคลื่นนั้นจนเกิดเสียงก้องคำราม
ข้าติดตามเจ้ามาตลอด…เจ้ามีการแสวงหาของเจ้า เพื่ออิสรภาพของเจ้า…ส่วนข้าก็มีการแสวงหาของข้า เพื่อที่จะสมบูรณ์ เพื่อภารกิจของชาติก่อน มหาเทพพึมพำ แม้เสียงจะเบาหวิว แต่ในห้องโถงแห่งนี้กลับมีพลังทะลุทะลวงบางอย่าง
เจ้าก็เหมือนกับข้า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่แล้ว แต่เจ้าแสวงหาตัวเอง ข้าแสวงหาสารัตถะ ดังนั้น…เจ้าจะถามข้าว่าคุ้มค่าไหมน่ะหรือ มหาเทพเอ่ยถึงตรงนี้ก็ค่อยๆ นั่งตัวตรง ร่างกายส่วนบนเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องมองหวังเป่าเล่อจากด้านบน
ข้าก็อยากจะถามเจ้าเหมือนกัน ละทิ้งอดีต คุ้มค่าหรือ
หลอมรวมกับข้าสิ แล้วพวกเราก็จะแสวงหาชาติก่อนไปด้วยกัน นั่นผิดด้วยหรือ น้ำเสียงของมหาเทพเต็มไปด้วยความภาคภูมิและเจือไว้ด้วยความกรุ่นโกรธเล็กน้อย ท่าทางนั้นราวกับว่าเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใด…หวังเป่าเล่อที่เป็นเศษวิญญาณถึงไม่เลิกต่อต้านแล้วกลับมาให้เร็วกว่านี้
หากเป็นเช่นนั้น บางที…ทุกอย่างคงไม่สายเกินไป
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ เขาในตอนนี้ได้ซึมซับภาพความทรงจำของมหาเทพแล้ว รวมกับเบาะแสที่เขาเจอมาตลอดชีวิตนี้จึงได้เข้าใจที่มาของตนอย่างแท้จริง
เขาคือเศษวิญญาณของศพในโลงนั่น มหาเทพก็เช่นกัน พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่จิตใต้สำนึกที่เป็นอิสระทำให้ทั้งสองคนที่เป็นหนึ่งเดียวกันนี้เดินออกไปในเส้นทางที่ต่างกัน
สิ่งที่เจ้ากำลังแสวงหาคืออดีต
สิ่งที่ข้ากำลังแสวงหาคือปัจจุบัน หวังเป่าเล่อส่ายหน้า มองมหาเทพก่อนจะเอ่ยช้าๆ
ดังนั้นเจ้าไม่ผิด และข้า…ก็ไม่ผิด แต่หากมองจากสิ่งที่ต้องเสียไป ข้าไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเจ้าเพราะมันไม่คุ้มค่าเลย
มหาเทพนิ่งเงียบ ยามที่มองหวังเป่าเล่อ ในดวงตาดำสนิทคู่นั้นพลันเกิดความสับสน ตั้งแต่เขามีสตินึกคิด เขาก็ไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตใดในมหาจักรวาลผืนนี้ที่สามารถสนทนากับเขาได้อย่างเท่าเทียม
แม้แต่นกแก้วก็เช่นกัน
ส่วนผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านั้นก็เป็นแค่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไร มีเพียง…คนตรงหน้านี้เท่านั้น เพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์
ดังนั้นในความเงียบงัน มหาเทพจึงถอนใจอีกครั้ง
จะอดีตหรือปัจจุบันล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว…
เดิมที…หากทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ตอนนี้ร่างกายพวกเราคงสมบูรณ์ และน่าจะออกจากมหาจักรวาลกลับไปยังที่ที่เป็นของเราได้ มหาเทพพึมพำ นัยน์ตาฉายแววสับสนและเสียใจ
น่าเสียดาย น่าเสียดาย…ข้าเคยคิดว่ามหาจักรวาลผืนนี้พิเศษพอแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะพิเศษถึงขนาดเป็นแหล่งกำเนิดเซียน…
ข้าแพ้อย่างไม่เป็นธรรม…แต่ข้าก็อยากรู้จริงๆ ว่าข้าเป็นใคร…และยิ่งอยากรู้ว่าใครเป็นคนสังหารข้า…และสิ่งที่อยากทำที่สุดคือกลับไปยังบ้านเกิดของข้า
เรื่องพวกนี้เจ้าไม่เข้าใจหรอก…เพราะตอนที่เจ้าเกิด ข้างกายเจ้า รอบตัวเจ้าคือโลกที่สมบูรณ์แล้ว เจ้ามีคนอยู่เคียงข้าง เจ้าไม่โดดเดี่ยว
แต่ข้าไม่ใช่ ข้าเดินอย่างโดดเดี่ยวมาเนิ่นนานเหลือเกิน…
บางทีหากสิ่งแรกที่ถือกำเนิดขึ้นตอนนั้นเป็นเจ้า…เจ้าก็คงจะคิดเหมือนข้า
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะ…ปรารถนาได้ตื่นขึ้นแล้ว
หวังเป่าเล่อใจสั่นสะท้าน ในคำพูดของมหาเทพมีประโยคหนึ่งที่เขาเห็นด้วย บางทีหากเขาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ ก็คงจะเลือกเส้นทางคล้ายกัน…
ในความเงียบงัน เมื่อหวังเป่าเล่อฟังประโยคสุดท้ายของมหาเทพดวงตาก็วาววับ เขานึกถึงความทรงจำของมหาเทพที่ขาดหายไปอีกหนึ่งส่วนได้แล้ว ความทรงจำนั้นคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายมหาเทพที่ไม่มีใครรู้
เพราะปัญหานั้นถึงได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมิติเต๋าต้นกำเนิดและเกิดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา
จากนั้นล่ะ? หวังเป่าเล่อพูดอย่างใจเย็น เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมหาเทพกันแน่ แม้จะพอคาดเดาได้แล้ว แต่เขาจำเป็นต้องยืนยันเสียก่อน
มหาเทพส่ายหน้า ก่อนจะยกมือขวาขึ้นช้าๆ เขายกมันอย่างยากลำบาก หวังเป่าเล่อเห็นปราณหมอกมากมายพันรัดมือขวามหาเทพเอาไว้ ทำให้ดูเหมือนเขาต้องออกแรงมหาศาลจึงจะทำได้
แสงอ่อนๆ มาบรรจบกันที่ปลายนิ้วของมหาเทพ แสงนั้นไม่ได้สว่างมากเหมือนกับก่อตัวได้ยากลำบากท่ามกลางหมอกดำที่แผ่ขยาย ในที่สุดก็กลายเป็นจุดแสงลอยมาทางหวังเป่าเล่อ
จนกระทั่งปรากฏอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
พลังปราณจากต้นกำเนิดเดียวกันบนตัวมันทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกได้ชัดเจนมาก สัญชาตญาณบอกเขาว่าในจุดแสงนี้ไม่มีอันตราย ข้างในเป็นเพียงความทรงจำที่เก็บไว้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังเป่าเล่อก็ยกมือขึ้นสัมผัสจุดแสงนั้นเบาๆ ทันใดนั้นจิตใจพลันสั่นสะท้าน ความทรงจำ…ปรากฏขึ้นเหมือนกับภาพวาด
………………………
เมื่อเข้ามาภายในรูปปั้น ท่ามกลางความมืดมิดอันคุ้ยเคย หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงลมหายใจ
ดูเหมือนว่าบุคคลหนึ่งที่อยู่ในส่วนลึกของความมืดนี้กำลังหายใจช้าๆ สัมผัสรู้สึกอย่างเนิบช้า จากนั้นก็ปันความสนใจมาทางเขาทีละน้อย
หวังเป่าเล่อมองไปทางเสียงลมหายใจนั้นเงียบๆ
ตรงนั้นดูเหมือนอยู่ไกลมาก แต่ก็ดูเหมือนอยู่ใกล้มากเช่นกัน
ความผันผวนอันคุ้นเคย ปราณกังวานแห่งสายโลหิตทำให้ตัวตนของอีกฝ่ายไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
ความมืดที่ขวางกั้นพวกเขาราวกับเป็นพลังงานบางอย่างที่ปิดผนึกไว้ แม้หวังเป่าเล่อจะมองทะลุไปได้ แต่ก็คล้ายกับว่าไม่สามารถทำได้อยู่ดี
เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน เฝ้ามอง…ภาพความทรงจำส่วนที่หกของมหาเทพที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในความมืด
ในภาพ จักรพิภพเต๋าไพศาลหนึ่งแสนแห่งที่ัมาจากดวงจิตเทพหนึ่งแสนดวงของมหาเทพ ตอนนี้เหลืออยู่เพียงหนึ่งแห่งเท่านั้น ที่เหลือล้วนสำเร็จไปหมดแล้ว และเมื่อสำเร็จ…ก็หวนคืนเป็นผลไม้บนต้นไม้ยักษ์ หลังจากถูกมหาเทพดูดกลืน อาการบาดเจ็บของเขาก็ดูเหมือนจะดีขึ้น
แม้จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ก็ทำให้มหาเทพเข้าใจว่าแผนการของตนถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงเริ่มรอคอยอย่างอดทน รอคอย…การมาถึงของเศษวิญญาณส่วนสุดท้าย
แต่ว่า…เศษวิญญาณส่วนสุดท้ายนั้นกลับไม่เคยปรากฏขึ้นเลย นั่นทำให้มหาเทพเริ่มหมดความอดทน เขาเริ่มร้อนใจ เพราะในกาลเวลาอันเนิ่นนาน ร่างกายที่ใช้เร่งปฏิกิริยาของหายนะไม้สีดำก็เริ่มก่อเกิดปัญหาบางอย่าง
ปัญหาคืออะไรในความทรงจำไม่ได้เผยให้เห็น และหวังเป่าเล่อก็ไม่มีโอกาสได้รับรู้ ราวกับว่าความทรงจำส่วนนี้ถูกลบออกไปอย่างจงใจ
อย่างไรก็ดี ปัญหานั้นก็เป็นผลทำให้มหาเทพอ่อนแอลงเรื่อยๆ และในตอนนั้นเองก็เกิดกลุ่มกบฏขึ้น
ภายในมิติเต๋าต้นกำเนิด อดีตผู้เยี่ยมยุทธ์ของมหาเทพเริ่มต่อต้าน สำหรับพวกเขาแล้วนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่สามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของมหาเทพได้
แต่พวกเขาก็ประเมินมหาเทพต่ำเกินไป…
แม้จะได้รับบาดเจ็บจากหายนะไม้สีดำและแม้ร่างกายจะเกิดปัญหา แต่ความแข็งแกร่งของมหาเทพก็ยังสยบการก่อกบฏครั้งนี้ได้
อีกทั้งการปราบกบฏครั้งนี้ มหาเทพที่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายก็ดูจะต่างไปจากในความทรงจำพวกเขาเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยปราณหมอกสีดำ วิธีการปราบกบฏก็โหดร้ายอย่างยิ่ง
ในภาพ หวังเป่าเล่อเห็นผู้เยี่ยมยุทธ์จำนวนมากถูกมหาเทพปราบลงไปในที่ฝังศพและสร้างวงแหวนปราณ ทำให้พวกเขาต้องอุทิศพลังชีวิตไปตลอดกาล
เป็นเสมือนแหล่งพลังงาน…
ทุกครั้งที่ถูกดึงพลังชีวิตไป สีหน้าเจ็บปวดจะกลืนกินพื้นที่ในภาพไปเกือบทั้งหมด…ขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อก็ได้เห็นกระบวนการสยบเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเช่นกัน
เขาเห็นคำสาปของเจ้าปรารถนารสหลังจากยอมจำนน เสียงเดือดปุดๆ ในหม้อขนาดใหญ่ดูน่าสะพรึงกลัว
เขายังได้เห็นความระทมทุกข์ของเจ้าปรารถนาเสียงที่ยอมก้มหัวเพื่อลูกศิษย์ของตน คำสาปบนร่างทำให้นางแผดเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
และยังมีร่างกายของเจ้าปรารถนาทัศน์…
ทุกอย่างปรากฏสู่สายตาหวังเป่าเล่อ มหาเทพในภาพเต็มไปด้วยความโหดร้ายและความบ้าคลั่ง ปราณหมอกสีดำนั่นทำให้หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ
กระทั่งตอนท้ายที่สุดหลังจากกบฏถูกปราบจนสิ้นซาก มหาเทพก็ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเปลี่ยนมิติเต๋าต้นกำเนิดให้กลายเป็นโลกสามชั้น
โลกาชั้นที่สามก็คือหลุมฝังศพ ข้างในนั้นนอกจากผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ถูกลงโทษให้กลายเป็นแหล่งพลังงานแล้วยังมีผู้แข็งแกร่งระดับรองลงมาที่ยังคงหลับใหล
คนเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์อีกที
ส่วนโลกาชั้นที่สอง เหล่าผู้คนที่ยอมก้มหัวให้มหาเทพจนถูกทำให้กลายเป็นกฎแห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาถูกจัดให้อยู่ชั้นนี้และกลายเป็นเจ้าปรารถนา
จากนั้นเขาก็ทำการรักษาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตอนนั้นไว้อย่างดีและกลายเป็นโลกาชั้นที่หนึ่ง อีกทั้งยังปิดตายระหว่างโลกาชั้นที่หนึ่งและสอง
เปรียบดั่งผนึกและการตัดขาด ทำให้ผู้ฝึกตนและเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาในโลกาชั้นที่สองไม่สามารถเหยียบเข้าไปในโลกาชั้นแรกได้ตลอดชีวิต เวลาเดียวกันเสวียนเฉินในฐานะผู้แข็งแกร่งรองจากมหาเทพก็ถูกสยบและกลายเป็นผู้พิทักษ์
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น มหาเทพจึงเลือกกักตนอยู่ในโลกาชั้นที่หนึ่ง
นับแต่นั้นเมื่อเวลาไหลผ่านไป ตำนานเทพเจ้าที่หลับใหลก็แพร่กระจายไปในโลกาชั้นที่สอง…
ภาพเคลื่อนไหวมาถึงตรงนี้ก็หยุดลง
เมื่อดูทุกอย่างหมดแล้ว หวังเป่าเล่อก็เข้าใจความทรงจำของมหาเทพในชาตินี้เกือบทั้งหมด ความทรงจำหลังจากนี้เขาพอจะเดาได้แล้ว
ในหลุมฝังศพของโลกาชั้นที่สาม เมื่อเวลาผันผ่าน แม้เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ที่กลายเป็นแหล่งพลังงานจะไม่มีวันตาย แต่สุดท้ายการดูดพลังชีวิตที่มากเกินขีดจำกัดก็ทำให้ไม่อาจอยู่รอดได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิด…การแห้งเหี่ยว
เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าต้องเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับมหาเทพแน่ เขาจำเป็นต้องใช้พลังชีวิตจำนวนมากเพื่อรักษา ส่งผลให้แหล่งพลังงานเหล่านั้นไม่มีเวลาฟื้นตัวและค่อยๆ ตายไป
ที่เหลืออยู่ตอนนี้มีไม่ถึงหนึ่งในสิบ
“บางทีมันอาจเกี่ยวข้องกับข้า…” หวังเป่าเล่อคิดในใจ
ดูท่าว่าเหตุไม่คาดฝันทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่มหาเทพคาดไม่ถึงเช่นกัน บางทีตามแผนเดิมของเขา ยังไม่ทันที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะก่อกบฏ เขาก็น่าจะเก็บดวงจิตเทพทั้งหมดกลับมาได้สำเร็จแล้ว หรือต่อให้เกิดการก่อกบฏแล้วเขาก็น่าจะทำให้ตัวเองสมบูรณ์ไปนานแล้ว และไม่ต้องรอจนพวกเขาตายไปทีละคน
แต่เห็นได้ชัดว่าเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่ความจริงที่ว่าตอนนี้มหาเทพก็ยังคงไม่สมบูรณ์
ในความเงียบงัน หวังเป่าเล่อได้ยินเสียงลมหายใจอีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ระงับความสับสนในหัวใจและโบกมือไปยังภาพความทรงจำตรงหน้าเบาๆ
ภาพความทรงจำพลันแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลายเป็นเศษชิ้นส่วนแวววาวมากมายราวกับผีเสื้อกระจายไปทั่วความมืดมิด แสงสว่างพลันเกิดขึ้น
ด้วยแสงสว่างนี้ หวังเป่าเล่อจึงเห็นว่ามีบันไดขนาดมหึมาอยู่ไกลๆ และที่ด้านบนสุดของบันไดถูกปกคลุมด้วยจักรวาลผืนหนึ่ง
แผนที่ดวงดาวไม่คุ้นเคย ไม่ได้อยู่ในมหาจักรวาล
ด้านล่างของแผนที่ดวงดาว ตรงปลายบันไดมีที่นั่งขนาดใหญ่ และบนนั้น…ก็มีร่างหนึ่งนั่งอยู่
มือข้างหนึ่งเท้าคางและวางอยู่บนเก้าอี้ราวกับกำลังหลับสนิท…มีเพียงเสียงหายใจดังก้องไปทั่วห้องโถงอันเงียบสงบแห่งนี้เท่านั้น
เมื่อเศษชิ้นส่วนกระจายไปทั่วพื้นที่ดั่งผีเสื้อ ที่นี่พลันสว่างไสวขึ้น ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็เห็นว่าร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สวมชุดคลุมยาวสีม่วง เส้นผมหงอกขาว แม้จะกำลังหลับตา แต่รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับตนอย่างกับแกะ ทำให้…ความสับสนในใจหวังเป่าเล่อแผ่ขยายไปทั่วร่าง
มหาเทพกับเขาคือร่างเดียวกัน พวกเขาคือ…สิ่งมีชีวิตใหม่ที่เกิดจากการหลอมรวมกายเนื้อของผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งที่ตายไปแล้วกับไม้สีดำอันแปลกประหลาด
หวังเป่าเล่อจ้องมอง
ผ่านไปนานก็ถอนหายใจเบาๆ แต่กลับดังก้องไปทั่วห้องโถง เสียงนี้ทำให้ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้น…สีดำสนิท!
……………………………………………
หวังเป่าเล่อไม่อาจอธิบายได้ว่าตรงจุดไหนที่ผิดเพี้ยนไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความคิดเช่นนี้ จนกระทั่งอีกไม่กี่ปีต่อมา หวังเป่าเล่อที่ดูมีความสุขในสายตาทุกคนก็นิ่งงันไปเล็กน้อยเมื่อเหม่อมองสายฝนด้านนอก
ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง… เขาพึมพำ สตรีที่เดินตามหลังเขามาคือหวังอีอีภรรยาของเขา
หวังอีอีสวมกอดหวังเป่าเล่อจากด้านหลังเบาๆ แนบศีรษะซบแผ่นหลังนั้นแล้วเอ่ยถาม
เป่าเล่อ เจ้าเป็นอะไรไป
หวังเป่าเล่อหันกลับมามองหวังอีอี จมูกได้กลิ่นกายอันคุ้นเคยบนเรือนร่างของนาง สัมผัสได้ถึงมือของอีกฝ่ายกับมือของตนสอดประสานกัน มองใบหน้าอันคุ้นเคย ก่อนจะส่ายหน้า
ไม่มีอะไร แค่รู้สึกเหมือนข้าจะลืมอะไรไปบางอย่าง…
ไม่ต้องคิดแล้ว เจ้าไม่ได้ลืมอะไรทั้งนั้นแหละ หวังอีอีหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน หวังเป่าเล่อพยักหน้าตอบรับ
ด้วยเหตุนี้เวลาจึงไหลผ่านไปอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งซึ่งยังคงเป็นวันที่ฝนตกหนัก หวังเป่าเล่อที่กำลังหลับใหลพลันสะดุ้งตื่น เขาลืมตามองภรรยาที่นอนอยู่ข้างกาย ฟังเสียงฝนด้านนอก ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ยืนอยู่ใต้ชายคามองดูสายฝนอย่างเงียบงัน
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ราวกับว่า…ข้าได้ยินเสียงร้องไห้ สายฝนนี้เป็นดั่งน้ำตา
หวังเป่าเล่อรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เอื้อมมือออกไปคว้าบางอย่างโดยสัญชาตญาณราวกับจะหยิบมันขึ้นดื่ม แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ ในกระเป๋าคลังเก็บไม่มีน้ำเย็นหล่อวิญญาณอีกแล้ว
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณมานานมากแล้ว
หวังเป่าเล่อมองมือว่างเปล่า นิ่งเงียบ
จนกระทั่งผ่านไปเนิ่นนาน เขาเหลือบมองสายฝนด้านนอกอีกครั้ง เดินออกไปอย่างเงียบเชียบ เขาเดินไปตามถนนในเมืองที่ตนอาศัยอยู่
สถานที่ที่เขาอาศัยอยู่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนเซียน ที่นี่กว้างใหญ่มาก ดังนั้นแม้ฝนจะโปรยปรายลงมา แต่คนเดินถนนก็ยังมีมากมาย อีกทั้งร้านค้าต่างๆ ก็ยังเปิดให้บริการ
ขณะเดินไปตามถนนเส้นนี้ หวังเป่าเล่อก็เห็นร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขามองผ่านมันไปแล้ว ทว่าครู่ต่อมาก็ต้องชะงักฝีเท้าแล้วหันไปจ้องมองร้านอาหารนั้นอีกครั้ง ไม่นาน…ฝีเท้าก็พาเขาให้มาถึงหน้าร้านแห่งนี้
เถ้าแก่ มีสุราข้าวบ้างไหม หวังเป่าเล่อถามเสียงเบา
มี เถ้าแก่ร้านตอบด้วยรอยยิ้ม ไม่นานก็หยิบไหสุราออกมายื่นให้หวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อถือไหสุราไว้ก่อนจะกระดกเข้าไปอึกใหญ่ เมื่อของเหลงนั้นไหลลงคอ ดวงตาเขาก็ค่อยๆ หรี่ลง วางมันลงแล้วพึมพำเบาๆ
ดีกว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณจริงๆ…
และข้าก็คิดออกสักทีว่าตรงไหนที่ผิดปกติ…
ข้าลืมมันไปได้ยังไงกันนะ…ข้าเลิกไล่ตามอิสระได้ยังไง…
อีกอย่าง…รูปร่างหน้าตาหวังอีอีก็ไม่ใช่อย่างที่ข้าเคยเห็นในฝัน หวังเป่าเล่อถอนใจเบาๆ หันไปมองสายฝนยามค่ำคืน เขาเห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งถือร่มกระดาษน้ำมันอยู่ใต้แสงสลัวไม่ไกล
นางนั้นสวมเสื้อผ้าของหวังอีอี ส่งกลิ่นกายคุ้นเคย เสียงหัวเราะคุ้นหู ทว่าเมื่อร่มกระดาษน้ำมันนั้นยกขึ้นและเผยให้เห็นใบหน้า…กลับเป็นใบหน้าที่แปลกตา
ทั้งสองจ้องตากันท่ามกลางสายฝน
กระทั่งภาพตรงหน้าหวังเป่าเล่อเกิดปริออก ค่อยๆ แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาถึงเห็นว่าตอนนั้นเองดวงตาของอีกฝ่ายกลายเป็นสีดำสนิท
พริบตาเดียวทุกอย่างก็หายวับ
หวังเป่าเล่อกะพริบตา เขายังคงยืนอยู่ในด่านสุดท้ายที่เคยอยู่บนท้องฟ้าของโลกาชั้นแรก และเพิ่งจะวางเท้าก้าวแรกลง
ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นและขณะออกเดินก้าวแรกนี้ มันก็ทำให้หวังเป่าเล่อยืนเงียบอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน
เป็นเพราะเจ้าปรารถนาอารมณ์สินะ หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ออกเดินต่อไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ทว่าหลังจากก้าวที่สอง ร่างกายเขาก็ต้องกระตุก สองตาหลับลง เนิ่นนานกว่าจะลืมตาตื่น ในนั้นฉายแววสับสน
ในก้าวที่สอง เขาเริ่มจมดิ่งอีกครั้ง
การจมดิ่งครั้งนี้ต่างไปจากครั้งแรก ครั้งนี้แม้เขาจะเอาชนะมหาเทพได้แล้ว แต่กลับไม่ได้เลือกแต่งงานกับหวังอีอี แต่เลือกไล่ตามอิสระจนกลายเป็นเซียนอิสระ
ท่องไปทั่วยุทธภพโดยไร้ห่วง
แต่สุดท้ายเขาก็ยังได้สติ จิตใต้สำนึกรับรู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงออกมาจากปรารถนาอารมณ์ครั้งนี้ได้
เงียบไปนานหวังเป่าเล่อก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก…
ทุกย่างก้าวนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ทุกย่างก้าวทำเขาจมดิ่ง ทุกย่างก้าวเขาคิดว่าตนได้เดินผ่านทุกสิ่งมาจริงๆ
ในก้าวที่สามเมื่อเขาได้เจอมหาเทพหลังจากเข้าไปในรูปปั้นแล้ว เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกมหาเทพหลอมรวม จิตใต้สำนึกตกอยู่ในความมืดมิด ไม่สามารถตื่นกลับมาและดูเหมือนจะจมดิ่งไปตลอดกาล
พริบตานั้นดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงเรียกที่ทำให้เขาตื่นขึ้น
ในก้าวที่สี่เขาก็ยังคงพ่ายแพ้ แต่กลับอยู่ร่วมกับมหาเทพ เขาเห็นมหาเทพออกจากมหาจักรวาลไปไล่ตามวิถีของชาติก่อน เข้าไปยังจักรวาลแปลกตาแห่งหนึ่ง มีเพื่อนแปลกหน้าจำนวนหนึ่ง แต่ดูเหมือนสุดท้ายมหาเทพก็ไม่ได้ไล่ตามร่องรอยชาติก่อนของตน
แม้เขาจะฟื้นความทรงจำกลับมาแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีอุปสรรคบางอย่างที่ก้าวข้ามไปไม่ได้จึงยากที่จะทำตามแผนเดิม แต่หวังเป่าเล่อกลับย้อนนึกอย่างละเอียดถี่ถ้วน และพบว่าความทรงจำที่กลับคืนมาของมหาเทพยังคงเลือนรางสำหรับเขา
เขาจึงตื่นขึ้น
ในก้าวที่ห้า เขาทำสำเร็จอีกครั้ง หลังจากเอาชนะมหาเทพ เขาไม่ได้กลับไปยังดินแดนเซียน แต่กลับไปโลกศิลา และเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ สงบสุขและเรียบง่ายในสหพันธรัฐ
ตื่นขึ้นมาได้อย่างไรหวังเป่าเล่อก็จำไม่ได้ จำได้แค่ว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต จู่ๆ เขาก็เกิดความไม่ยินยอม ซึ่งความไม่ยินยอมนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทำให้ทุกอย่างแตกสลาย
ส่วนก้าวที่หก เขากลายเป็นมหาเทพคนใหม่ ออกจากมหาจักรวาลผืนนี้ไปเพื่อต่อสู้กับเหล่าดวงดาว…
กระทั่งเขาอ่อนล้าถึงขีดสุดและเกิดความสงสัยกับเรื่องนี้ ตอนนั้นเองเขาก็ตื่นขึ้น
ขณะนี้หวังเป่าเล่อยืนอยู่ในด่านปรารถนาอารมณ์อย่างอ่อนล้า เขาครุ่นคิดเงียบๆ เป็นเวลาเนิ่นนาน ก่อนจะออกเดินก้าวที่เจ็ด
ก้าวนี้ดูเหมือนจะต่างจากก้าวอื่นเล็กน้อย เขาเห็นร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าหว่างคิ้วของรูปปั้น และกำลังจ้องมองตนเองอยู่
ร่างนั้นก็คือเสวียนเฉิน
ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้า…คิดดีแล้วจริงๆ หรือ อยากเข้าไปที่นี่จริงหรือ
หวังเป่าเล่อเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตอบ
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ข้าก็รับได้ทั้งสิ้น
เสวียนเฉินมองลึกเข้าไปในดวงตาหวังเป่าเล่อ ไม่กล่าวอะไร ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ สลายไป
จนกระทั่งร่างของเขาหายไปแล้ว หวังเป่าเล่อก็มายืนอยู่หน้าหว่างคิ้วของรูปปั้นในที่สุด
อีกแค่ก้าวเดียวก็จะเข้าไปในรูปปั้นและเห็นความทรงจำส่วนที่หกของมหาเทพ และยังได้เห็น…มหาเทพที่แท้จริง
ทว่า…ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้หวังเป่าเล่อลังเล เขายืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นอย่างรอบคอบเพื่อตัดสินว่าปรารถนาอารมณ์มีอยู่จริงหรือไม่
ครู่หนึ่งดวงตาหวังเป่าเล่อก็เปล่งประกาย จากประสบการณ์นับครั้งไม่ถ้วนทำให้เขาได้ข้อสรุปมากพอแล้ว ครั้งนี้…ไม่ใช่การล่มสลายของปรารถนาอารมณ์
คำตอบจะเผยออกมาในไม่ช้า สีหน้าหวังเป่าเล่อปราศจากอารมณ์ใดๆ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปยัง…หว่างคิ้วของรูปปั้นมหาเทพ!
…………………………………………..
ภาพความทรงจำนี้เชื่อมต่อจากความทรงจำส่วนที่สี่
ใช้ตัวเองเป็นกระดานหมากรุกชักนำหายนะสวรรค์ของมหาจักรวาล หลังจากไม้ยักษ์สีดำกลายเป็นตะปูร่วงลงสู่มิติเต๋าต้นกำเนิดแล้ว…ผู้เยี่ยมยุทธ์ใต้บังคับบัญชามหาเทพต่างส่งพลังชีวิตตัวเองมาทำให้มหาเทพรอดจากการโจมตีรุนแรงที่สุดของสารัตถะเต๋าธาตุไม้
จากนั้นก็คือกระบวนการหลอมรวมเข้ากับสารัตถะเต๋าธาตุไม้ตามแผน
แผนการของเขาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการคาตะปูไว้ที่หว่างคิ้ว ทำให้มันไม่หนีไปและทำให้มันไม่สามารถทำร้ายร่างกายเขาได้เพื่อจะได้เกิดความสมดุล
ในความสมดุลนี้มหาเทพจึงเริ่มแผนการส่วนที่สอง
ส่วนนี้หวังเป่าเล่อพอจะเข้าใจอยู่บ้าง การดูภาพในตอนนี้ก็เพื่อยืนยันสิ่งที่เขาเข้าใจเท่านั้น
ในสัมผัสเชื่อมต่อของมหาเทพ เศษวิญญาณอีกส่วนหนึ่งก็คือตะปูไม้ดำ ดังนั้นหากเขาหลอมรวมมันได้สำเร็จ ร่างกายก็จะสมบูรณ์และจำทุกอย่างในชาติก่อนได้
แต่เนื่องจากความพิเศษของมหาจักรวาลผืนนี้ เขาจึงไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว แต่ต้องแบ่งและหลอมรวมทีละน้อย ดังนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาหนึ่งแสนดวงจิตเทพแบ่งตะปูไม้ดำออกเป็นหนึ่งแสนเล่มราวกับหว่านเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ก่อเกิดเป็นจักรพิภพเต๋าไพศาลทั้งหนึ่งแสนแห่ง
ในจักรพิภพเต๋าไพศาลทั้งหนึ่งแสนแห่ง เมื่อกาลเวลาไหลผ่าน หนึ่งแสนมหาเทพและหนึ่งแสนหวังเป่าเล่อก็จะถือกำเนิดขึ้นทีละคน อย่างแรกคือดวงจิตเทพของมหาเทพ อย่างหลังคือเศษวิญญาณตะปูไม้ดำ และทุกจักรพิภพเต๋าล้วนมีชะตากรรมเดียวกันคือการต่อสู้กันระหว่างมหาเทพและหวังเป่าเล่อ
และด้วยการจัดการของมหาเทพทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรพิภพเต๋าไพศาลหนึ่งแสนแห่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างดี ดังนั้นหวังเป่าเล่อทุกคนในจักรพิภพเต๋าไพศาลหนึ่งแสนแห่งจึงไม่มีทางต่อต้านได้สำเร็จ
นี่คือแผนการทั้งหมดของมหาเทพ
เมื่อเห็นทุกอย่างแล้ว แม้หวังเป่าเล่อจะพอรู้เรื่องราวมาก่อน แต่เขาก็ยังมีสีหน้าสับสนไม่น้อย เขาเห็นตัวเองในทุกจักรพิภพเต๋าไพศาลถูกสยบลงทีละคน สุดท้ายจักรพิภพเต๋าก็กลายเป็นผลไม้และหายไปในจักรวาลแล้วปรากฏตัวอยู่ข้างกายมหาเทพ…เป็นวิญญาณจักรพรรดิ
จนกระทั่งจักรพิภพเต๋าไพศาลทั้ง 99,999 แห่งเป็นเช่นนี้ทั้งหมด ในที่สุด…ก็มีจักรพิภพเต๋าหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
หวังเป่าเล่อก็คือเรื่องไม่คาดฝันนั้น
เขาคือหนึ่งในเศษซากวิญญาณที่กลายเป็นตะปูไม้ดำ แม้ว่าในเชิงปริมาณ สัดส่วนที่เขาครอบครองอยู่นั้นจะเล็กน้อยมาก แต่ถึงจะเล็กน้อยเพียงใดก็ยังเป็นหนึ่งส่วนที่เหลือหลังจาก 99 ส่วน
ไม่มีส่วนนี้ก็ไม่ครบ 100
ดังนั้นการดำรงอยู่ของเขาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมหาเทพ
แต่ในตอนนี้เองภาพความทรงจำของมหาเทพก็สลายไปอีกครั้ง แต่ท่าทางหวังเป่าเล่อยังคงสับสน เขารู้ว่าการสันนิษฐานของตนอาจจะถูกต้องขึ้นมาจริงๆ
ความพิเศษของมหาจักรวาลนี้ก็คือ สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดเซียน
และสาเหตุที่เขาพิเศษก็เป็นเพราะวิชาสืบทอดเซียน
ถ้าไม่มีตัวแปรเหล่านี้เกรงว่ามหาเทพในปัจจุบันคงจะทำตามแผนสำเร็จ จนร่างกายสมบูรณ์และระลึกชาติได้ไปนานแล้ว
“ยังเหลืออีกหนึ่งด่าน” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก แล้วมองดูโลกาชั้นแรก
โลกนี้ต่างจากที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ซากปรักหักพังบนพื้นดินหายไป แทนที่ด้วยอาคารทุกหนทุกแห่ง ตัวอาคารเหล่านี้…เหมือนกับสหพันธรัฐไม่มีผิด
แม้แต่ในแวบแรกเขายังคิดว่าได้กลับมาที่สหพันธรัฐแล้ว
นอกจากนี้ยังมีฝูงชนมากมายส่งเสียงจอแจ และในโลกนี้ยังมีเมืองอื่นๆ อีกนับหมื่น…
เรียกได้ว่านี่คือโลกใบใหญ่อันอุดมสมบูรณ์
ไกลออกไปสิ่งที่ถูกเมืองนับหมื่นล้อมรอบอยู่ก็คือรูปปั้นแกะสลักของมหาเทพ รูปปั้นนี้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นดูสะดุดตาอย่างยิ่ง
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบด้านแล้ว หวังเป่าเล่อก็หันไปมองรูปปั้น เขาสัมผัสได้อย่างรุนแรงว่าตนกับมหาเทพในตอนนี้…อยู่ใกล้กันมาก
“ก้าวเข้ารูปปั้นนี้ไป ข้าก็น่าจะได้พบกับเขา…มหาเทพ” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเลิกสนใจเมืองด้านล่าง เขารู้ดีว่าด่านนี้คือด่านของปรารถนาอารมณ์
และปรารถนาอารมณ์…ก็เป็นปรารถนาที่แข็งแกร่งที่สุดและพิเศษที่สุด โดยเฉพาะที่นี่จะปรากฏปรารถนาอีกห้าอย่างขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะจมดิ่งมากขึ้น
ในความเงียบงัน หวังเป่าเล่อครุ่นคิดเนิ่นนาน ในที่สุดดวงตาก็เปล่งประกายและก้าวไปข้างหน้า เมื่อวางเท้าลงก็เกิดระลอกคลื่นเป็นชั้นๆ
…
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองรอบด้าน หลังจากออกเดินก้าวแรกแล้ว ที่นี่กลับดูเหมือนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ซึ่งมันต่างจากห้าปรารถนาก่อนหน้านี้
หลังจากพยายามใคร่ครวญ หวังเป่าเล่อก็ออกเดินก้าวที่สอง ก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า…
จนกระทั่งก้าวที่หกก็ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีความปรารถนาอีกแล้ว ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ นั่นทำให้หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ มองตรงไปทางรูปปั้นเบื้องหน้า ส่วนลึกของจิตใจคาดหวังอย่างแรงกล้าว่าจะได้พบมหาเทพ ก่อนจะเดินก้าวที่เจ็ดและจากนั้นก็ก้าวเข้าไป…ในหว่างคิ้วของรูปปั้น!
หลังจากเข้าไปแล้ว หวังเป่าเล่อก็ไม่เห็นภาพวาดความทรงจำส่วนที่หกอีก แต่กลับเจอเข้ากับมหาเทพ!
อีกฝ่ายดูเหมือนจะแปลกใจแต่ก็ดูรอคอยกับการมาของเขา จากนั้นการต่อสู้ที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลกและปั่นป่วนไปถึงโลกาชั้นที่สอง โลกาชั้นที่สามสามและทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิดก็เริ่มขึ้นทันที
มันสนั่นฟ้าสะเทือนดิน มิติเต๋าต้นกำเนิดพังทลาย ฝ่ายมหาเทพที่บาดเจ็บจากหายนะสวรรค์ในตอนนั้น กอปรกับความไม่สมบูรณ์และความเน่าเปื่อยของร่างกายจึงพ่ายแพ้ไปในที่สุด
หวังเป่าเล่อได้รับชัยชนะ เมื่อสยบมหาเทพได้ก็ตัดเหตุต้นผลกรรมกับเขา ก่อนจะเลิกไล่ตามความทรงจำในชาติก่อนและเลือกความสงบสุขในชาตินี้
เหล่าเจ้าแห่งอารมณ์ทั้งหมด หลังจากไม่มีคำสาปมหาเทพแล้วก็เป็นอิสระจากกัน เหล่าเจ้าปรารถนาก็เช่นกัน พวกเขาบางคนเลือกติดตามหวังเป่าเล่อ บางคนเลือกจากไป
เช่นเดียวกับเหล่าผู้ฝึกตนที่เหลืออยู่ในโลกาชั้นที่สาม
เมื่อมิติหลุมเต๋าต้นกำเนิดหายไปและไม่มีมหาเทพอีกแล้ว ทั้งมหาจักรวาลก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
ส่วนหวังเป่าเล่อก็กลับมายังดินแดนเซียน ได้พบกับแม่นางน้อยที่กำลังรอคอยเขาอยู่ ได้พบกับศิษย์พี่ของตน ชีวิตสงบสุข
จนกระทั่งไม่กี่ปีต่อมาเมื่อศิษย์พี่ฟื้นความทรงจำในชาติก่อนสำเร็จ เขาก็เข้าร่วมงานแต่งงานระหว่างหวังเป่าเล่อกับหวังอีอีด้วยรอยยิ้ม วันนั้นข้างนอกมีฝนตกหนัก ในห้องทำพิธี เจ้าเยี่ยเหมิงปรากฏตัวขึ้นที่นั่น นางนั่งดื่มสุราจำนวนมากอยู่เงียบๆ
หวังเป่าเล่อจับมือแม่นางน้อยอย่างสุขใจ เขาสังเกตเห็นเจ้าเยี่ยเหมิงที่นั่งอยู่มุมห้องแล้ว แต่กลับแค่ถอนหายใจออกมา ไม่สนใจนางอีกราวกับว่าโลกของเขาและหัวใจนั้นมีเพียงแม่นางน้อยคนเดียว
จับมือกันไว้ อยู่เคียงข้างจนแก่เฒ่า
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในงานแต่งงานที่แสนคึกคักนี้ ต่อหน้าความเขินอายของแม่นางน้อย ท่ามกลางสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิของตน หวังเป่าเล่อถึงรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า…มีบางอย่างผิดปกติ
“ผิดปกติที่ตรงไหนกันนะ”
……………..
เซียนคือเต๋าพิเศษชนิดหนึ่งและยังเป็นเหตุผลที่หวังเป่าเล่อไม่ถูกแทรกซึม จนทำให้มหาเทพเกิดตัวแปรไม่คาดฝันที่ใหญ่ที่สุดขึ้น!
เรียกได้ว่าหากไม่มีเต๋าชนิดพิเศษอย่างเซียนในมหาจักรวาล บางทีหวังเป่าเล่อก็อาจไม่ใช่หวังเป่าเล่อ เขาอาจเป็นเหมือนดวงจิตเทพอีก 99,999 ดวงที่มหาเทพแบ่งออกมา สุดท้ายก็หวนกลับไปเป็นวิญญาณจักรพรรดิ และมหาเทพก็จะสมบูรณ์ได้ด้วยเหตุนี้
ทว่ากลับมีเซียนปรากฏขึ้น
มันส่งอิทธิพลต่อหวังเป่าเล่อจนเปลี่ยนแปลงกระบวนการเดิม หากมองย้อนไปตอนที่กู่และหลัวฉวยโอกาสมหาเทพดึงดูดหายนะไม้สีดำมาและกักตนจนหนีออกมาจากมิติเต๋าต้นกำเนิดได้ราวกับมีแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง
มิเช่นนั้นแล้ว…เหตุใดหลังจากหลัวและกู่หนีออกจากมิติเต๋าต้นกำเนิดได้ถึงเจอกับวิชาสืบทอดเซียน…และเพราะการพบเจอครั้งนั้นจึงทำให้กู่และหลัวเกิดสงครามแย่งชิงกัน
เป็นผลให้เกิดการซ่อนตัวของกู่ ผนึกจากฝ่ามือข้างขวาของหลัว รวมถึง…การกลับมายังมิติเต๋าต้นกำเนิดอีกครั้งของหลัวและพยายามท้าสู้กับมหาเทพที่บาดเจ็บจากหายนะไม้อีกครั้ง และพ่ายแพ้ไป
ต้นเหตุของทุกสิ่งดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับวิชาสืบทอดเซียน
และนี่คือสิ่งที่หวังเป่าเล่อกำลังคิดอยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นยุคแรกของมหาจักรวาลจากในภาพความทรงจำของมหาเทพ ดูเหมือนมันจะมีอะไรพิเศษเพราะมันสามารถบังคับให้โลงศพหลอมรวมและกลายเป็นสารัตถะเต๋าธาตุไม้ของตัวมันเองได้
แล้วยังแทรกแซงแผนการฟื้นคืนชีพของมหาเทพทำให้มหาเทพจำต้องอยู่ที่นี่จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้น
“เป็นไปได้ไหมว่า…เหตุผลที่มหาจักรวาลผืนนี้พิเศษตั้งแต่ยุคแรกนั้นเป็นเพราะ…นี่คือจักรวาลที่สามารถถือกำเนิดเซียนได้!” หวังเป่าเล่อใจกระตุกวูบ ความคิดนี้โลดแล่นอยู่ในหัว
เพราะหากอธิบายแบบนี้ เรื่องทุกอย่างก็ดูจะลงล็อคไปหมด
ความพิเศษของจักรวาลผืนนี้ มาจากความจริงที่ว่ามันคือแหล่งกำเนิดเซียน
เต๋าพิเศษอย่างเซียนได้ถูกกำหนดให้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ ดังนั้น…แผนการอันแข็งแกร่งในสถานที่แห่งนี้ของมหาเทพจึงล้มเหลว
เมื่อครุ่นคิดต่อไป…จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็คิดขึ้นได้อีกว่า มันเป็นไปได้ไหม…ที่หายนะสวรรค์ที่มหาเทพจงใจชักนำมาไม่ใช่แค่หายนะไม้ในที่แจ้งเท่านั้น…
ยังมีหายนะเซียนในที่มืดด้วย!!
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ เขาไม่ได้รีบร้อนเพราะสัมผัสได้ว่าความจริง…กำลังจะเผยออกมาในไม่ช้า คำตอบของทุกอย่างนั้นใช้เวลาอีกไม่นานเขาก็จะเข้าใจมันกระจ่างแล้ว
ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงเงยหน้ามองโลกาชั้นแรกที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอีกครั้งอย่างสงบ
ตลอดทางที่ผ่านมาโลกแต่ละชั้นเหมือนกับตุ๊กตาแม่ลูกดก หวังเป่าเล่อไม่แปลกใจอีกแล้ว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามีเพียงซากปรักหักพังที่เปลี่ยนไปของโลกชั้นนี้
เนื่องจากกาลเวลาต่างกัน โลกที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในตอนนี้จึงดูเหมือนเพิ่งจะกลายเป็นซากปรักหักพัง และยังมองเห็นควันดำลอยขึ้นมาอยู่ไกลๆ
นอกจากนี้สัญญาณชีวิตก็ดูเหมือนจะชัดเจนกว่าในตอนแรก หากหวังเป่าเล่อสังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็คงจะหาสิ่งมีชีวิตอื่นของที่นี่เจอแน่
และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็สามารถอยู่รอดได้ในช่องว่างเวลาอันน้อยนิดเท่านั้น
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญสำหรับหวังเป่าเล่อ ตอนนี้เขารวบรวมสมาธิ ฐานการฝึกฝนในร่างกายไหลเวียนขณะเดินไปยังรูปปั้นอันคุ้นเคย
เขาระมัดระวังมาก เพราะปรารถนาในสี่ด่านที่ผ่านมารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หวังเป่าเล่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าหากพลาดไปเพียงนิดเดียวเขาอาจจะจมดิ่งอยู่ที่นี่จริงๆ
อีกอย่าง…เขามีลางสังหรณ์ว่าปรารถนาที่ต้องเผชิญในครั้งนี้น่าจะเป็นปรารถนาสัมผัส
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะอาศัยวิธีการยืมความเจ็บปวดของปรารถนาสัมผัสมาจัดการปรารถนาอื่นได้อย่างก่อนหน้านี้
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อก้าวเท้าออกไปก้าวแรก หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ถึงสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดมาจนผิวหนังของเขาเย็นเยียบ
ความหนาวนี้ยังแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเขาอย่างรวดเร็วจนไม่อาจบรรยายได้ หวังเป่าเล่อตาวาววับ กฎเกณฑ์ปรารถนาสัมผัสในร่างสำแดงฤทธิ์
“แค่ก้าวแรก กฎเกณฑ์ปรารถนาสัมผัสก็เทียบเท่าเจ้าปรารถนาสัมผัสในตอนนั้นแล้ว…” หวังเป่าเล่อสีหน้ามืดมน เขาครุ่นคิดก่อนจะก้าวต่อไปเป็นก้าวที่สอง
เมื่อวางเท้าลงในสายลมก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างเพิ่มเข้ามา มันตกกระทบกับร่างหวังเป่าเล่อ ดูเหมือนมือเล็กๆ กำลังลูบไล้ร่างกายของเขาเบาๆ นั่นทำให้หวังเป่าเล่อตัวสั่นทันที หลังจากเงียบไปชั่วครู่ก็แค่นเสียงเย็นชาแล้วก้าวต่อไป
ในก้าวที่สามเขาได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิง ในก้าวที่สี่ก็ได้กลิ่นกายเพิ่มเข้ามา ในก้าวที่ห้าก็เกิดความหิวกระหายอย่างรุนแรง
ทุกอย่างมารวมตัวกันในก้าวที่หก หญิงสาวถือร่มผู้นั้นพลันปรากฏตัวอยู่ข้างกายหวังเป่าเล่อ นางยกนิ้วลูบไล้เขาผ่านลำคอเบาๆ
การรวมตัวของห้าปรารถนาก่อเกิดความผันผวนมหาศาลที่เหนือกว่าด่านที่ผ่านมา ทำให้ในก้าวที่หกนี้จิตใจหวังเป่าเล่อปั่นป่วนอย่างรุนแรง ลมหายใจถี่กระชั้น ดวงตาแดงก่ำ ดวงวิญญาณเทพจมดิ่ง
แต่หัวใจของเขายังคงสงบนิ่ง
เพราะว่า…ทันทีที่ก้าวเข้ามาในด่านนี้ได้ หวังเป่าเล่อก็คิดวิธีรับมือไว้แล้ว
หลักการเดิมคือสยบปรารถนาด้วยปรารถนา อย่างเช่นในขณะนี้กฎเกณฑ์ปรารถนาอารมณ์ในร่างหวังเป่าเล่อพลันปะทุขึ้น ปรารถนานี้คือโลภในชื่อเสียง โลภในเสียงและรูปลักษณ์ โลภในความรัก
เรียกได้ว่าปรารถนาที่หกนี้คือปรารถนาที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดของทุกชีวิต เพราะมันเป็นมายาเลื่อนลอย แบ่งแยกไม่ได้ ความโลภแปลงมาจากมันนั้นยิ่งมีอานุภาพมากจนถึงขีดสุด
มันกำลังปะทุขึ้นอยู่ในร่างกายหวังเป่าเล่อ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวราวกับเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ท่ามกลางความปรารถนาอันแรงกล้านี้ ปรารถนาสัมผัสก็ดูเหมือนจะไม่มีค่าอะไรเลย เหมือนกับมีคนประเภทหนึ่งอยู่บนโลกซึ่งคนเหล่านี้มักมีความทะเยอทะยานสูงส่ง เวลาแสวงหาสิ่งใด พวกเขาก็สามารถระงับความปรารถนาอื่นๆ ได้เพื่อความทะเยอทะยาน
หวังเป่าเล่อก็กำลังใช้วิธีนี้
ทันใดนั้นร่างของผู้หญิงก็หายไป กลิ่นกายก็หายไป ความหิวกระหายก็หายไป เสียงหัวเราะก็หายไป แม้แต่สัมผัสจากปลายนิ้วก็หายไป หลังจากควบคุมได้ทั้งหมดแล้วหวังเป่าเล่อก็ออกเดินเป็นก้าวที่เจ็ด
เมื่อวางเท้าลง ความปรารถนารอบด้านก็กำลังจะหวนกลับมาและดูเหมือนจะมาในลักษณะที่รุนแรงขึ้นด้วย แต่…ท่ามกลางอิทธิพลของกฎเกณฑ์ปรารถนาสัมผัส หวังเป่าเล่อยิ่งดวงตาแดงก่ำ เค้นเสียงคำรามต่ำออกมา
“ไสหัวไป!”
คำพูดของเขาดูเหมือนจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทั่วไป พริบตาเดียวก็ทำให้ความปรารถนารอบตัวแตกสลายในทันที มีเพียงปรารถนาอารมณ์ของเขาเท่านั้นที่แรงกล้ามาก ดูจากที่ไกลๆ มันดูเหมือนเปลวเพลิงที่สามารถแผดเผาทุกสิ่งได้
หลังจากก้าวที่เจ็ด หวังเป่าเล่อท่ามกลางเปลวเพลิงก็ก้าวเข้าสู่กลางหว่างคิ้วของรูปปั้น
พริบตานั้นความปรารถนาทั้งหมดสูญสลาย ภาพความทรงจำส่วนที่ห้าของมหาเทพพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่อ!
นี่ก็คือกฎเกณฑ์ปรารถนารส
หลังจากหวังเป่าเล่อเข้ามาในมิติเต๋าต้นกำเนิดก็ได้ชำนาญกฎแรกในหกปรารถนาอย่างลึกซึ้ง เรียกได้ว่าเขาเข้าใจมันมากที่สุดในบรรดากฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งหกด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรทั้งปรารถนาเสียง ปรารถนาทัศน์รวมถึงปรารถนาอารมณ์นั้นหวังเป่าเล่อใช้เวลาและจิตวิญญาณอยู่กับพวกมันน้อยมาก
มีเพียงกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่เขาสื่อสารกับมันมาตั้งแต่แรกเริ่มและค่อยๆ สั่งสมไปช้าๆ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ระดับเจ้าสวาปามจึงเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าต้นกำเนิดของกฎเกณฑ์ปรารถนารสแท้จริงแล้วก็คือความอยากอาหาร และพลังปราณที่เกิดจากความหิวกระหายเช่นนี้ก็คือสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนารส
อย่างเช่นเทศกาลสวาปามของเมืองปรารถนารสก็คืองานเลี้ยงที่เจ้าปรารถนาและเจ้าสวาปามจะได้สูบพลังปราณแห่งความหิวกระหายจากผู้ฝึกตนทั่วทั้งเมือง
เนื่องจากพอจะเข้าใจ หวังเป่าเล่อในตอนนี้ที่ถึงแม้จะหายใจถี่กระชั้น แต่ดวงตายังคงแน่วแน่ แท้จริงแล้วด้วยระดับการฝึกตนและการบรรลุของเขาในตอนนี้ กฎเกณฑ์ปรารถนารสบริสุทธิ์ไม่สามารถทำให้เขาเป็นอย่างตอนนี้ได้แน่นอน
แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสแข็งแกร่ง…ก็คือการซ้อนทับของความปรารถนา
ด่านนี้ดูเหมือนจะเป็นกฎเกณฑ์ปรารถนารส แต่ไม่ว่าสิ่งที่ตามองเห็น กลิ่นหอมที่ลอยฟุ้งหรือเสียงอาหารที่กำลังปรุง ความปรารถนาเหล่านี้ เมื่อหลอมรวมเข้าด้วยกันก็ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสไปถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อ
แม้หวังเป่าเล่อจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความปรารถนาก็ยังได้รับผลกระทบอยู่
และผลกระทบนั้น…หลังจากหวังเป่าเล่อผ่านมาหลายด่าน เขาก็ได้คำตอบแล้ว
“การต่อสู้ของความปรารถนาและสติปัญญา!” หวังเป่าเล่อพึมพำ แม้หลังจากหกปรารถนาจะสมบูรณ์แล้วและกลายเป็นความปรารถนา แต่ความปรารถนาก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเขา ในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ควบคุมปรารถนาของตนเอง
แต่เส้นทางของด่านนี้คือการทำให้ปรารถนาของหวังเป่าเล่อระเบิดออก ยับยั้งสติสัมปชัญญะเหมือนกบฏ ทำให้หวังเป่าเล่อถูกความปรารถนาดึงดูดและสูญสิ้นสติปัญญา
นี่คือสิ่งที่เขาไม่มีทางยินยอม
ในความเข้าใจของหวังเป่าเล่อ ความปรารถนา…เปรียบเสมือนสัตว์ร้าย ส่วนสติปัญญาก็คือกรงที่กักขังสัตว์ร้ายไว้ข้างใน ตัวคุมขังของกรงก็ทำมาจากสติปัญญาเช่นกัน
หากเปิดแม่กุญแจที่กักขังเอาไว้นี้ออก เขาก็จะสูญเสียตัวเอง
อย่างเช่นในตอนนี้ เมื่อกฎเกณฑ์ปรารถนารสระเบิดออก กุญแจคุมขังของกรงขังความปรารถนาในร่างกายเขาก็เริ่มสั่นคลอน แต่เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ว่าจะประสบการณ์ในสหพันธรัฐหรือแต่ละฉากของโลกศิลา การที่หวังเป่าเล่อมาถึงจุดนี้ได้แม้จะมีโชคช่วยอยู่บ้าง แต่ความอุตสาหะของเขาก็เป็นหนึ่งในเสาหลักเหมือนกัน!
ใจร้ายกับคนอื่น กับตัวเอง…กลับใจร้ายยิ่งกว่า
นี่คือนิสัยของเขา ดังนั้นเวลานี้ดวงตาเขาวาววับ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นทำเหมือนก่อนหน้า คราบเลือดที่หว่างคิ้วค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แต่ที่ต่างกันคือคราบเลือดนี้ลึกมากจนดูเหมือนจะสลักไว้บนกะโหลก เสียงถูที่ดังลอยมาก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนตกใจเมื่อได้ยิน
ความเจ็บปวดผสมกับพลังเสริมจากปรารถนาสัมผัสพลันเข้าสยบความปรารถนาทุกอย่างไว้ในพริบตา ดวงตาหวังเป่าเล่อเปล่งประกายขณะก้าวไปข้างหน้าต่อ
อาหารทั้งหมดไร้ความน่าสนใจไปทันที ไม่ว่าจะประณีตแค่ไหน กลิ่นหอมยั่วยวนเพียงใด และไม่ว่าเสียงที่ได้ยินจะชวนน้ำลายสอเท่าไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนไร้ผลในความเจ็บปวดของปรารถนาสัมผัส
สีหน้าหวังเป่าเล่อสงบลงเรื่อยๆ เขาเดินเป็นก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ในพริบตาที่ก้าวเป็นก้าวที่เจ็ด หวังเป่าเล่อก็เตรียมพร้อม ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ตอนนั้นเองเขาก็เห็นร่างหนึ่ง
ร่างนั้นคือหญิงสาวถือร่มที่ปรากฏตัวในด่านก่อนหน้านี้
ปรารถนารสที่รุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณพลันระเบิดออกในตอนนั้นเอง แรงระเบิดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย ความรู้สึกอยากจะกลืนกินหญิงสาวตรงหน้าก่อตัวขึ้น
“ตอนนี้เป็นแค่ด่านที่สี่…ก็ทำให้ข้าแทบจะควบคุมไม่อยู่แล้ว เช่นนั้นด่านที่ห้าปรารถนาสัมผัสรวมถึงด่านที่หกปรารถนาอารมณ์…” หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะควบคุมความบ้าคลั่งในร่างกายได้ เขาเมินเฉยนาง แล้วออกเดินต่อ ก้าวเข้าไปในรูปปั้นของโลกนี้
เมื่อก้าวเข้ามาได้ ประสาทสัมผัสทั้งหมดก่อนหน้าก็หายวับไปทันที สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือสิ่งที่เขารอคอย…ภาพจากความทรงจำของมหาเทพ
ในภาพ ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับสิ่งที่เขาเห็นในด่านปรารถนาทัศน์
เมื่อคิดถึงวิธีการ มหาเทพผู้จงใจนำพาหายนะมาได้เตรียมการทุกอย่างไว้ให้เขาเผชิญหน้าเรียบร้อยแล้ว
ในภาพ ทั่วทั้งจักรวาลกำลังร้องคำรามและเกิดกระแสน้ำวนขนาดมหึมาเหนือมิติเต๋าต้นกำเนิด พลังปราณจากในกระแสน้ำวนทำให้ทั่วทั้งมหาจักรวาลสั่นสะเทือน
ในไม่ช้าไม้สีดำขนาดมหึมาก็ค่อยๆ โผล่พ้นออกมาจากกระแสน้ำวน มันมาพร้อมร่องรอยแห่งกาลเวลาไม่รู้จบและตกลงในมิติเต๋าต้นกำเนิด
ขณะตกลงมา ไม้สีดำก็ค่อยๆ หดเล็ก และเมื่อมันทะลวงเข้ามาในมิติเต๋าต้นกำเนิดอย่างสมบูรณ์ก็กลายเป็นตะปูไม้ดำที่อัดแน่นไปด้วยพลังคณานับ แสงแห่งการทำลายล้างและพลังปราณที่สั่นคลอนจักรวาลพุ่งตรงไปยัง…ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาในส่วนลึกของมิติเต๋าต้นกำเนิด!
ร่างนั้นผมยาว สวมชุดคลุมสีม่วง นัยน์ตาล้ำลึก รูปร่างหน้าตา…เหมือนกันหวังเป่าเล่อ
เพียงแต่อารมณ์ของเขาเคร่งขรึมกว่า สายตาเย็นชาราวกับไม่แยแสต่อทุกสิ่ง มีเพียงยามที่มองตะปูไม้ดำที่กำลังมาถึงเท่านั้น ทำให้สายตาของเขาเกิดอารมณ์ผันผวน
นั่นคือความปรารถนาอันแรงกล้า และยังเป็นความคาดหวังอยู่ลึกๆ!
เห็นได้ชัดว่าเขารอคอยช่วงเวลานี้มานานเหลือเกิน และเพื่อที่จะได้พบกันเร็วขึ้น มหาเทพจึงหยัดกายลุกก่อนจะร้องคำรามไปยังท้องนภา
ในชั่วพริบตาแสงสีดำพลันสว่างวาบ ตะปูไม้ดำกรีดร้องและมาปรากฏตัวตรงหน้ามหาเทพ เมื่อมันสัมผัสหว่างคิ้วของเขาก็ทะลวงผิวหนังและกะโหลกศีรษะราวกับจะทะลุเข้าไป
แต่ตบะบำเพ็ญจากมหาเทพก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าเช่นเดียวกัน ทำให้ตะปูไม้ดำนี้ไม่อาจเข้าไปได้สมบูรณ์ แต่เจาะเข้าไปได้เพียงเจ็ดส่วนก็ยังคาอยู่กลางหว่างคิ้วมหาเทพแบบนั้น
แม้จะแค่เจ็ดส่วน แต่การกระแทกและพลังปราณของมันก็ยังทำให้มหาเทพกระอักเลือด ร่างกายถูกระเบิดลงสู่พื้นดิน ทั่วทั้งมิติเต๋าต้นกำเนิดสั่นสะเทือนราวกับกำลังจะพังทลาย
ร่างกายของมหาเทพในส่วนลึกของพื้นดินนั้นเกิดรอยปริแตกขยายไปทั้งร่างราวกับจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่มหาเทพก็เตรียมพร้อมมาอย่างดี ชั่วพริบตาที่กำลังจะพ่ายแพ้ก็มีพลังปราณไหลมารวมตัวกันจากทั้งแปดทิศ นั่นคือพลังชีวิตที่ผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหมดส่งมาให้เขา
ทำให้ร่างกายของมหาเทพฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและค่อยๆ เข้าสู่สภาวะสมดุล!
“จากนั้นก็หลอมรวม!”
“หลังจากหลอมรวมเสร็จ ข้า…ก็จะฟื้นความทรงจำทั้งหมด จำได้ว่าข้าเป็นใคร จำได้ว่าภารกิจของข้าคืออะไร…” มหาเทพนั่งขัดสมาธิพึมพำอยู่ที่พื้นดิน ก่อนจะหลับตาลง
ภาพความทรงจำหยุดลงตรงนี้ ก่อนจะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหายไปจากสายตาหวังเป่าเล่อ
เมื่อเห็นเศษชิ้นส่วนเหล่านั้น ความคิดหวังเป่าเล่อก็ผสมปนเปกันไปหมด จู่ๆ เขาก็อยากรู้ว่าหากเขาผ่านด่านหกปรารถนาและได้เจอมหาเทพจริงๆ อีกฝ่ายจะพูดอะไร
เพราะเห็นได้ชัดว่าสุดท้ายแผนการของมหาเทพกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“ความพิเศษของมหาจักรวาลผืนนี้…” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็นึกถึง…วิชาสืบทอดเซียน
…………………………………………
หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ก่อนจะมองภาพจากความทรงจำมหาเทพตรงหน้าอีกครั้ง สีหน้ายังคงซับซ้อน
ในภาพ แสงแรกแห่งชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในมหาจักรวาล เขาฝึกตนอยู่ในนั้นเพียงลำพังมานานแสนนาน โชคดีที่การปรากฏตัวของนกแก้วทำให้ทั้งสองชีวิตได้เป็นสหายที่ดีต่อกัน
ในปีต่อๆ มาเมื่อมหาเทพฝึกตนมาถึงระดับหนึ่ง กฎเกณฑ์ของจักรวาลผืนนี้ก็สมบูรณ์ จนก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แรกเริ่มมหาเทพมองดูสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้ไปรบกวนหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไป แต่การปรากฏตัวเป็นครั้งคราวของเขาก็ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
รูปสลักของเขาค่อยๆ ถูกร่างไว้ในอารยธรรมยุคแรกที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสร้างขึ้น เขา…ค่อยๆ ถูกขนานนามว่าเทพเจ้า
จนกระทั่งกลุ่มสิ่งมีชีวิตเริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ อารยธรรมก่อกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ ตำนานเทพเจ้าก็ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น…ขณะเดียวกัน ด้วยการชี้แนะจากมหาเทพเป็นครั้งคราว วิธีฝึกตนก็ค่อยๆ เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์แพร่กระจายไปในอารยธรรมต่างๆ เหล่านั้น
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่กลุ่มอารยธรรมในมหาจักรวาลผืนนี้เริ่มฝึกตน
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า สำหรับมหาเทพที่เฝ้าดูสิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ได้เห็นผู้ฝึกตนปรากฏขึ้นทีละคนก็ทำให้เขามีความสุขมาก
นั่นทำให้เขารู้สึกว่าตนไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว
วันหนึ่งในอารยธรรมหนึ่งก็ได้ถือกำเนิดผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งขึ้น เขาเดินออกจากอารยธรรมของตนและก้าวเข้าสู่จักรวาลซึ่งนั่นดูเหมือนจะเป็นการเริ่มวัฏจักรบางอย่าง ในปีต่อๆ มาผู้แข็งแกร่งคนแล้วคนเล่าก็ถือกำเนิดขึ้นในอารยธรรมต่างๆ
ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏผู้ที่พยายามท้าทายเทพเจ้าขึ้นเป็นคนแรก
เชื้อสายของเขาไม่ได้มาจากมหาเทพ แต่มาจากนกแก้วที่หาได้ยากอย่างยิ่งในโลกนี้
นามของเขาก็คือเสวียนเฉิน
การท้าทายของเสวียนเฉินล้มเหลว แต่เขาเลือกที่จะติดตามมหาเทพและกลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ในปีต่อๆ มาบรรดาผู้ที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของตัวเองและท้าทายเทพเจ้าก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละคน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทำสำเร็จ แต่กลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของมหาเทพไปทีละราย
หากแบ่งเวลาของมหาจักรวาลแห่งนี้ออกเป็นสามช่วงคือช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย ในมหาจักรวาลช่วงต้น มหาเทพเป็นการดำรงอยู่ราวกับเทพเจ้าอย่างแท้จริง
เขาได้เดินไปบนเส้นทางของตัวเองจนถึงจุดสูงสุดแล้ว
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้ง 108 คน แต่ละคนล้วนสามารถสยบปฐพีได้หนึ่งยุค ทุกคนล้วนมีตำนานเป็นของตนเอง รวมถึงหลัวผู้ไร้เทียมทานในยุคปลายและกู่ผู้อับโชค
หากกาลเวลาดำเนินไปเช่นนี้ มีมหาเทพในฐานะเทพเจ้าคอยควบคุม ยุคกลางและยุคปลายของมหาจักรวาลก็คงจะยังอยู่ในกำมือเขา
แต่ในตอนนั้นเองความทรงจำของมหาเทพก็ฟื้นขึ้นอีกเล็กน้อย
แม้ว่าการฟื้นความทรงจำครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้เขาจำได้ว่าตนเองเป็นใคร จำได้ว่าภารกิจของตนคืออะไรหรือจำตัวตนของตัวเองได้ แต่มันก็ทำให้เขานึกภาพการถูกฝังในโลงศพตอนที่เสียชีวิตขึ้นมาได้
หรือกล่าวให้กระจ่างคือความทรงจำที่ฟื้นคืนมานี้ เกิดจากการรับรู้ของโลงศพที่มีต่อโลกภายนอก
ในตอนนั้นเองมหาเทพจึงตระหนักได้ว่าสาเหตุที่ไม่สามารถเรียกคืนความทรงจำกลับมาได้เป็นเพราะ…เขายังไม่สมบูรณ์
ในโลงศพที่หลอมรวมเข้ากับศพยังมีเศษวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของเขาอยู่
ในชีวิตก่อนของมหาเทพ หลังจากตายแล้วร่างกายและวิญญาณที่แตกกระจายถูกปิดผนึกไว้ในโลงศพตามพิธีกรรมโบราณที่เขาจำรายละเอียดไม่ได้ แต่จำได้ลางๆ ว่าสักวันเขาจะฟื้นคืนชีพ
แต่ที่น่าเสียดายคือพิธีกรรมโบราณนี้ยังไม่เสร็จสิ้น แต่โลงศพที่บรรจุร่างของเขากลับได้พบมหาจักรวาลที่พิเศษแห่งนี้ก่อน
มหาจักรวาลแห่งนี้พิเศษอย่างแท้จริง
โลงศพไม้สีดำล่องลอยอยู่ในจักรวาลเนิ่นนาน พบเจอมหาจักรวาลมากมาย แต่ไม่มีที่ไหนที่หลอมรวมเข้ากับมันได้เลย มีเพียงมหาจักรวาลผืนนี้…ที่ต่างออกไป มันหลอมรวมเข้ากับโลงศพได้อย่างน่าอัศจรรย์ทำให้มันกลายเป็นสารัตถะเต๋าธาตุไม้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้นำไปสู่การฟื้นคืนชีพของมหาเทพ แต่ยังไม่สมบูรณ์
หากอยากจะสมบูรณ์แบบ…เขาต้องดึงเศษวิญญาณอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในโลงศพไม้สีดำกลับมาและหลอมเข้ากับร่างกายตนจึงจะสมบูรณ์อย่างแท้จริง ทำให้พิธีกรรมที่คาดไม่ถึงนี้กลับคืนสู่วิถีเดิม
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างหวังเป่าเล่อกับมหาเทพจึงไม่ใช่ร่างแยกอย่างที่เขาเคยคิด กล่าวให้ชัดเจนคือเขาก็เหมือนกับมหาเทพ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการแบ่งแยกต้นกำเนิด
แต่เนื่องจากกฎเกณฑ์ของมหาจักรวาลผืนนี้ทั้งสมบูรณ์และครบถ้วน อีกทั้งยังมีความพิเศษของตัวมันเอง หากมหาเทพถูกผูกมัดไว้ที่นี่ก็จะไม่สามารถช่วงชิงมาได้ เว้นแต่ว่าเขาจะรอจนกว่ามหาจักรวาลผืนนี้ดำเนินไปถึงยุคปลายและดับแสงลงจึงจะสามารถนำเศษวิญญาณกลับมาและทำให้ตัวเองสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง
แต่…มหาเทพรอนานขนาดนั้นไม่ได้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีหนึ่งขึ้นมา
เขาต้องหลอกล่อมหาจักรวาลผืนนี้ให้มันรู้สึกถึงอันตราย แล้วจากนั้นก็จะเกิดหายนะแห่งการทำลายล้าง หายนะที่รุนแรงที่สุดของมหาจักรวาลผืนนี้ก็คือ…กฎเกณฑ์แรกที่ถือกำเนิดขึ้น
สารัตถะเต๋าธาตุไม้
ภาพความทรงจำจบลงที่ตรงนี้ หวังเป่าเล่อถอนสายตากลับมาและยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน
จากคำกล่าวของคนนอก มหาเทพผู้จองหองพยายามแทนที่เจตจำนงแห่งมหาจักรวาลผืนนี้จึงต้องทนรับหายนะเต๋าห้าธาตุ ทว่าตอนนี้หวังเป่าเล่อรู้แล้ว…
ไม่ใช่มหาเทพจองหอง ทุกอย่างคือสิ่งที่เขาทำโดยเจตนา สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แทนที่มหาจักรวาล สิ่งเดียวที่เขาต้องการมาตลอดก็คือ…สารัตถะเต๋าธาตุไม้
ย้อนกลับไปในตอนนั้น มหาจักรวาลได้ช่วงชิงโลงศพไม้สีดำไปและบังคับให้มันกลายเป็นสารัตถะเต๋าธาตุไม้ของจักรวาลตน จากนั้น…มหาเทพจึงพยายามนำมันออกมาและช่วงชิงกลับ
นี่ ก็คือความจริง
หวังเป่าเล่อยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
เขาค้นพบว่ายิ่งรู้มากก็ยิ่งสับสน เมื่อเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นโลกาชั้นแรกที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
สายตาของเขาค่อยๆ ล้ำลึกขึ้น
ยังมีอีกสามด่าน…อีกสามความทรงจำ หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก แล้ววาบร่างไปข้างหน้า เขาต้องการผ่านทั้งสามด่านโดยเร็วที่สุดเพื่ออ่านความทรงจำของมหาเทพอีกสามส่วนต่อจากนี้
ในพริบตาที่หวังเป่าเล่อก้าวเข้าไป ทุกสรรพสิ่งในโลกก็กลายเป็นอาหาร อาหารแต่ละชนิดต่างแผ่พลังปราณที่ทำให้ผู้คนหิวกระหาย
นั่นก็คือกฎเกณฑ์ปรารถนารส
หากมีเพียงแค่นี้ การแสดงพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนารสก็ดูจะยังพิลึกไม่พอ หากแต่ว่าที่ประหลาดจริงๆ นั้นก็คือ จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็รู้สึกราวกับว่า…ทุกส่วนในร่างกายของตนได้กลายเป็นอาหารอันโอชะไปเสียแล้ว
เขาต้องยับยั้งชั่งใจอย่างมากเพื่อระงับกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่บ้าคลั่งอยู่ในร่างกาย
เพราะว่า…หากระงับมันไม่ได้ ด้วยอิทธิพลของกฎเกณฑ์ปรารถนารสตอนนี้ เขาคงไม่สามารถควบคุมมันให้ไม่กลืนกินร่างตัวเองจนเกลี้ยงแน่
………………………………………
เช่นเดียวกับโลกาชั้นที่หนึ่งแบบเดิมทุกประการ ท้องนภาปกคลุมด้วยสีเทาหม่น ผืนดินยังเป็นสีดำ เพียงแต่…ซากปรักหักพังดูเหมือนจะไม่ได้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนัก
ดูเหมือนว่าในโลกใบนี้ยังมีพลังชีวิตบางอย่างดำรงอยู่ แต่หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่รับรู้
เขาในตอนนี้สีหน้าสับสน ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน
ความทรงจำของมหาเทพ เขาได้เห็นไปสองฉากแล้ว ตั้งแต่ศพถูกวางใส่โลง ล่องลอยไปในจักรวาลจนกระทั่งเข้ามาในมหาจักรวาลกลายเป็นเต๋าธาตุไม้และก่อเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต
และสิ่งมีชีวิตนี้ก็เกิดสตินึกคิดและมีความทรงจำบางส่วนเกิดขึ้นขณะฝึกตน
แต่กลับกัน…เขาจำไม่ได้ว่าตนคือใคร จำไม่ได้ว่ามาจากไหน จำไม่ได้ว่าภารกิจที่ต้องการทำให้สำเร็จคืออะไร
หวังเป่าเล่อไม่เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดเช่นนี้ แต่เมื่อมองเศษวิญญาณที่กลับกลายเป็นชีวิตในภาพนั้น หัวใจเขาก็ยุ่งเหยิงขั้นสุด
“นี่ก็คือร่างต้นแบบของข้าใช่ไหม…” หวังเป่าเล่อพึมพำ ครุ่นคิดเงียบๆ อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ และเพิกเฉยต่อสภาพของโลกใบนี้พุ่งตรงไปยังจุดที่รูปปั้นตั้งอยู่ทันที
เขาไม่สนการเดินเข้าใกล้ทั้งเจ็ดก้าวอีกแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความทรงจำของมหาเทพ
นั่นคือความจริงทั้งหมดและเป็นข้อมูลที่เขาต้องการมากที่สุดตั้งแต่ไล่ตามมันมาจนถึงตอนนี้
แต่เครื่องกีดขวางของปรารถนาก็ไม่ได้รอช้า แทบจะในทันทีที่หวังเป่าเล่อพุ่งทะยาน ตรงหน้าก็ปรากฏฉากที่ทั้งดูลวงตาและสมจริงขึ้น
เขาเห็นเรือบินลำหนึ่ง นั่นคือเรือบินที่เขาเคยใช้เดินทางไปยังสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ในส่วนลึกของความทรงจำ
เขาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย บิดา มารดา เจ้าเยี่ยเหมิง โจวเสี่ยวหยา อาจารย์…เห็นกระทั่งสหพันธรัฐ เห็นทุกคน เห็นทุกอย่าง
นี่คือ…การสำแดงฤทธิ์อย่างหนึ่งของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์
มันไม่ได้แสดงความงดงามสมบูรณ์แบบ แต่ก่อตัวจากความทรงจำของตนเองราวกับได้ย้อนกลับไป ดังนั้นในการผสมผสานระหว่างลวงตาและสมจริงนี้ หวังเป่าเล่อจึงถูกบังคับให้เดินเป็นเจ็ดช่วง
ช่วงแรกเขาเห็นบ้านตัวเองในสหพันธรัฐ หวังเป่าเล่อเดินผ่านบิดากับมารดาที่ทำสายตาอาลัยอาวรณ์ไปอย่างเงียบเชียบ
ช่วงที่สองเขาเห็นเจ้าเยี่ยเหมิงที่สวมชุดประจำบ้านกำลังยิ้มแย้ม และโบกมือให้หวังเป่าเล่อราวกับต้องการเอ่ยบางอย่าง แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้หยุดและเดินไกลออกไป
ช่วงที่สามเขาเห็นอาจารย์ อาจารย์นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น กระอักเลือดออกมาราวกับคำสาปปะทุและต้องการการรักษา…หวังเป่าเล่อตัวสั่นเล็กน้อย ทว่ายังคงนิ่งเงียบและเดินผ่านหน้าอาจารย์ที่ค่อยๆ หมดลมหายใจไป
ดวงตาของเขาแดงก่ำ และเมื่อก้าวสู่ช่วงที่สี่ เขาก็เห็นแม่นางน้อย
แม่นางน้อยกำลังมองเขาเช่นกัน สบประสานสายตากันอยู่อย่างนั้น หวังเป่าเล่อหลับตาลงก่อนจะเดินผ่านไปและก้าวสู่ช่วงที่ห้า
ช่วงที่ห้าดูยาวไกลมาก ที่นี่หวังเป่าเล่อเห็นตัวเองนับไม่ถ้วนในโลกที่ต่างกันไป แต่มีจุดจบเหมือนกัน นั่นคือหนึ่งแสนดวงจิตเทพของมหาเทพ…
ดูเหมือนว่าผ่านไปหนึ่งแสนชีวิต ฝีเท้าหวังเป่าเล่อก็ค่อยๆ ช้าลงราวกับเหลือพลังน้อยเต็มที แต่เขาก็ยังก้าวไปสู่ช่วงที่หก
ที่นี่…ประหลาดมาก
มันมืดมิด ราวกับจักรวาลว่างเปล่าไร้ดวงดาว
ในจักรวาลผืนนี้มีต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านกำลังแผ่พลังปราณน่าอัศจรรย์ราวกับจะสั่นสะเทือนไปทั้งจักรวาลได้ ต้นไม้ต้นนี้เต็มไปด้วยผล ผลแต่ละลูกก็ผันผวนอย่างน่าประหลาด ถ้ามองดีๆ ก็ดูเหมือนดวงดาวหลายดวง
เพียงแต่ผลไม้เหล่านั้นก็คล้ายกับเป็นโรค เต็มไปด้วยจุดสีดำเหมือนดวงตา ทั้งประหลาดและยังมีพลังปราณมืดแผ่ออกมาด้วย
ขณะเดียวกันต้นไม้ยักษ์ที่น่าอัศจรรย์นี้ก็ดูเหมือนกำลังเหี่ยวเฉา…
แต่เมื่อหวังเป่าเล่อมองไปก็เห็นว่าบนต้นไม้มีคนยืนอยู่
คนผู้นี้หันหลังให้ หวังเป่าเล่อจึงมองไม่เห็นใบหน้า ดูเหมือนเขากำลังพูดอะไรบางอย่างกับต้นไม้ยักษ์ แต่หวังเป่าเล่ออยู่ไกลเกินไปจึงไม่ได้ยิน
หากแต่เขากลับมีความรู้สึกว่า ถ้าตนคิดก็สามารถเข้าไปใกล้กว่านี้ได้ และในชั่วพริบตา ไม่เพียงแต่จะได้เห็นหน้าคนผู้นี้ แต่ยังได้ยินสิ่งที่เขาพูดด้วย
ทว่าหวังเป่าเล่อก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ เขาสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยจากแผ่นหลังนั้น…และสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยจากต้นไม้ยักษ์
“หนึ่งคือมหาเทพตอนที่ยังไม่ตาย หนึ่งคือโลงศพของมหาเทพ…” หวังเป่าเล่อหลับตากัดฟัน ก่อนจะไปจากที่นี่ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ช่วงที่เจ็ด หัวใจเขาก็ยังมีคลื่นโหมกระหน่ำ
เพราะเขาเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว หกช่วงที่ผ่านมาเขาสามารถอดทนไม่หยุดเดินได้ แต่หากเป็นมหาเทพจริง…ดูท่าว่าคงไม่เป็นเช่นนี้แน่ แต่เพราะเพื่อการไล่ตามทุกอย่างจึงยังคงเลือกที่จะหยุด
“ปรารถนาทัศน์…” หวังเป่าเล่อพึมพำและกำลังจะก้าวออกจากช่วงที่เจ็ด ตอนนั้นเองเขาก็ต้องหน้าเปลี่ยนสี
ตอนนั้นเอง เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวแปลกหน้า
ในช่วงที่เจ็ดนี้อยู่บนถนนในยามพลบค่ำ ใต้แสงไฟสลัวไกลๆ มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนถือร่มอยู่ รูปร่างหน้าตาไม่คุ้นเคย และหวังเป่าเล่อมั่นใจว่าตนไม่เคยพบนางมาก่อน
แต่กลับกันก็มีความคุ้นเคยที่อธิบายไม่ถูกอยู่ด้วย เขาเดินผ่านไปช้าๆ เพราะหากคิดจะออกจากช่วงที่เจ็ดนี้ จุดที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่คือทางเดียวที่ไปได้
เมื่อเขาเข้าไปใกล้ กลิ่นกายอันคุ้นเคยที่แม้แต่ฝนก็ไม่อาจปกปิดได้รุกรานเข้าไปในจมูกหวังเป่าเล่อทำให้เขาตื่นตระหนก
“เป็นนาง…” กลิ่นกายนั้นเหมือนกับในปรารถนากลิ่นเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด
หวังเป่าเล่อเดินไปอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเขาเดินมาถึงด้านข้างของหญิงสาวคนนั้น ในพริบตาที่จะเดินผ่านไป จู่ๆ นางก็หันมายิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้งให้หวังเป่าเล่อ
รอยยิ้มนั้นงดงามมาก เสียงหัวเราะคุ้นหู แต่นั่นไม่ได้ทำให้หวังเป่าเล่อตกใจ ต้นเหตุที่แท้จริงคือดวงตาของนางนั้น…เป็นสีดำสนิท
เหมือนกับสีของปรารถนา…
หวังเป่าเล่อจิตใจปั่นป่วน แต่ก็ไม่ได้หยุดฝีเท้า เขาก้าวออกจากช่วงที่เจ็ดได้สำเร็จและหายวับไปจากพื้น มาปรากฏตัวอีกครั้ง…ตรงหน้ารูปปั้น ความสับสนและมึนงงถูกเขาสะกดกลั้นไว้ ก่อนจะก้าวเข้าไป
เมื่อเข้าไปในรูปปั้น ความทรงจำของมหาเทพที่เขาใฝ่ฝัน…ก็ปรากฏขึ้นอีกรอบ
แต่ข้อมูลในความทรงจำของมหาเทพครั้งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อจิตใจปั่นป่วนถึงขีดสุดทันทีที่เห็น!
“นี่มัน…ไม่เหมือนกับที่ข้าคิดไว้เลย!!”
“แต่ก็ดูจะเหมือนกันอยู่นะ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้นี่ก็คือจุดประสงค์ของมหาเทพ!!”
“ที่แท้ข้า…ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นร่างแยกของมหาเทพได้…” หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานด้วยสีหน้าซับซ้อน
ไม่นาน เขาก็ถอนหายใจออกมา
“มหาเทพ วิธีของเจ้านั้นแม้ข้าจะเข้าใจ แต่ว่า…มันคุ้มค่าแล้วหรือที่จะไล่ตามอดีตด้วยราคามหาศาลเช่นนี้”
“ข้าไม่เห็นด้วย”
……………………………
เมื่อภาพมาถึงตรงนี้ มันก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง ก่อนจะกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหายไปต่อหน้าต่อตาหวังเป่าเล่อ
เมื่อภาพหายไป สิ่งที่ดึงดูดสายตาหวังเป่าเล่อก็คือภาพเดิมที่คุ้นเคย
ยังคงเป็นโลกาชั้นที่หนึ่ง ยังคงเป็นซากปรักหักพังและรูปปั้นค้ำจุนฟ้าดินอยู่ไกลๆ มันแทบจะไม่ต่างจากสองครั้งแรกที่เขาเคยเห็นเลย
ยกเว้นร่องรอยแห่งกาลเวลาที่ไม่เหมือนกัน…
โลกชั้นแรกที่ปรากฏตรงหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่าให้ความรู้สึกไม่สมจริงราวกับ… เขาไม่เคยก้าวเข้าไปในรูปปั้นมาก่อน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นวัฏจักร
แต่…ภาพที่เห็นก่อนหน้านี้กลับสมจริงมาก จนหวังเป่าเล่อยืนนิ่งเงียบไปนาน
ความทรงจำของมหาเทพ…
ในเมื่อปรารถนาเสียงปรากฏขึ้นแล้ว เช่นนั้นปรารถนาอื่นๆ ก็จะตามมา…และทุกครั้งที่เดินเข้าไปก็จะปรากฏภาพความทรงจำ
หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้น ส่วนลึกในดวงตามีแสงสลัววาบผ่าน เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าและวางลง กลิ่นไอจางๆ ก็ดูเหมือนจะลอยมาจากความว่างเปล่าแทรกซึมเข้าไปในจมูกหวังเป่าเล่อ
ปรารถนากลิ่น? หวังเป่าเล่อหรี่ตา แม้จะได้ครอบครองกฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดแล้ว แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ชะล่าใจ เพราะขนาดปรารถนาเสียงเมื่อครู่ เขาก็มีกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแต่ก็ยังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาวิกฤต
หวังเป่าเล่อจึงก้าวต่ออย่างระมัดระวัง
ในชั่วพริบตากลิ่นหอมจางๆ นั่นก็เข้นข้นขึ้นทันที และดูเหมือนว่าจะผสมปนเปไปกับกลิ่นอื่นๆ ด้วย เมื่อกระทบใบหน้า ความรู้สึกมึนเมาก็แผ่ไปทั่วร่างอย่างไม่อาจควบคุมได้
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉย แต่กฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นในร่างกายเริ่มไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า… เมื่อเขาวางเท้าลง กลิ่นก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในก้าวที่ห้า ดูเหมือนกลิ่นหอมและความงามจะพุ่งถึงจุดสูงสุดและกลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นและความชั่วร้ายในพริบตา แต่ก็ยังมีความหวานเยิ้มอยู่ในนั้น
กลับกัน ความหอมหวานนี้เป็นดังการกระตุ้น เพียงแค่ได้กลิ่นผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะอยากอาเจียนราวกับต้องการเอาอวัยวะภายในออกมา
แม้แต่กฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นก็ดูเหมือนจะสยบความรู้สึกเช่นนี้ได้ยากอย่างยิ่ง
สีหน้าหวังเป่าเล่อมืดมน ยามที่เดินต่อเป็นก้าวที่หก ลำคอของเขาพลันเดือดพล่าน เลือดเนื้อทุกตารางในร่างกายคล้ายกับมีสตินึกคิดเป็นอิสระ ถูกกลิ่นนี้ล่อลวงและต้องการจะแยกออกมา
โชคดีที่จิตใจหวังเป่าเล่อหนักแน่น ระดับการฝึกตนไม่ธรรมดา เขาพยายามสยบมันจนถึงระดับสมดุลอย่างยากลำบาก และในตอนนั้นเองเขาก็ได้กลิ่นพิเศษบางอย่างจากในกลิ่นนับไม่ถ้วนนี้
ดูเหมือนจะเป็นไอกลิ่นหอมของร่างกายราวกับว่าใครบางคนกำลังเร้นกายล่องหนอยู่ตรงหน้าเขา ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมบนร่างกายของคนผู้นั้นอบอวลอยู่ข้างกายตน
หากมีเพียงแค่นี้หวังเป่าเล่อก็คงก้าวต่อไปได้ ทว่าในพริบตาที่เขากำลังจะวางก้าวที่เจ็ดลง จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะ
เสียง? หวังเป่าเล่อหรี่ตาทันที นี่ไม่ค่อยสอดคล้องกับสิ่งที่เขาสันนิษฐานไว้ นี่ไม่ใช่ปรารถนากลิ่นที่บริสุทธิ์ แต่ผสมผสานกับปรารถนาเสียงก่อนหน้านี้ด้วย
เสียงหัวเราะนั้นกับเสียงพึมพำของหญิงสาวที่หวังเป่าเล่อได้ยินตอนสุดท้ายในโลกแห่งเสียง…เป็นคนเดียวกัน!
เช่นนั้นกลิ่นนี้ก็มาจากนางงั้นหรือ หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก่อนจะฝืนวางก้าวที่เจ็ดลงไป ฉับพลันเสียงหัวเราะก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กลิ่นก็ยิ่งรุนแรงแทรกซึมไปรอบๆ ตัวเขากลายเป็นพลังจมดิ่งราวกับจะดึงเขาเข้าไปสู่ขุมนรก
แม้กระทั่งในประสาทรับรู้ หวังเป่าเล่อก็ยังรู้สึกราวกับว่าร่างกายของตนกำลังจมดิ่งลงเรื่อยๆ พลังชีวิตของเขาดูเหมือนจะหรี่แสงลง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงหัวเราะกับกลิ่นตัวนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับหวังเป่าเล่อมาก แต่ขณะเดียวกันเขาก็จำไม่ได้ว่าความคุ้นเคยนี้มาจากไหน
แต่นั่นไม่สำคัญ ขณะหวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ดวงตาพลันฉายแววเคร่งขรึม ก่อนจะยกมือขวาลูบที่หว่างคิ้วตนเบาๆ เล็บมือจิกผิวหนังขาดจนเกิดความเจ็บปวดรุนแรง
ความเจ็บปวดนี้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณหลังจากได้พลังเสริมจากกฎเกณฑ์ปรารถนาสัมผัสราวกับกระแสน้ำในความว่างเปล่าได้ชะล้างกฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นบนร่างกายหวังเป่าเล่อออกไป
เมื่อทั้งร่างเบาขึ้น หวังเป่าเล่อก็ยกเท้าก้าวเข้าไปในรูปปั้นตรงหน้า พริบตาต่อมากฎเกณฑ์ปรารถนาก็หายวับ ภาพความทรงจำที่เคยเห็นพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่ออีกครั้ง
จิตใจเขาปั่นป่วน รีบดูมันโดยไม่กะพริบตา
ภาพแรกคือภาพมหาจักรวาลเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งเอกภพ ปราศจากดวงดาว ปราศจากชีวิต มีเพียงความว่างเปล่า
จนกระทั่งสารัตถะแรกได้ถือกำเนิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ หรือก็คือหลังจากสารัตถะเต๋าธาตุไม้ถือกำเนิด…เพราะมันนั่นเอง ทำให้มหาจักรวาลเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเป็นทอดๆ
อย่างเชื่องช้า ค่อยๆ ปรากฏดวงดาว ปรากฏสสาร ปรากฏรากฐานสารัตถะอื่นๆ
ในที่สุดเมื่อดาวดวงแรกก่อตัวขึ้นในมหาจักรวาล มหาจักรวาลผืนนี้…ก็ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตแรก!
สิ่งมีชีวิตแรกนี้ก็คือเศษวิญญาณสายหนึ่ง
กล่าวให้ชัดเจนคือเขาอาจไม่ได้ถือกำเนิดในมหาจักรวาลผืนนี้ แต่ดำรงอยู่ในโลงศพสีดำโลงนั้นอยู่แล้ว เมื่อโลงศพกลายเป็นสารัตถะเต๋าธาตุไม้ เขาจึงถูกแยกออกมากลายเป็นเศษวิญญาณ
เขาที่ปราศจากความทรงจำและจิตนึกคิดท่องไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ด้วยสัญชาตญาณ
ภาพแรกจบลงที่ตรงนี้ จิตใจหวังเป่าเล่อยิ่งสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขากำลังมองเศษวิญญาณนั่น เขาเห็นตัวตนของมันแล้ว…นั่นก็คือมหาเทพ สิ่งมีชีวิตแรกที่ปรากฏในมหาจักรวาล
ด้วยความสับสน หวังเป่าเล่อจึงหันไปดูภาพที่สอง ในภาพนั้นก็ยังคงเป็นเศษวิญญาณ เขาข้ามผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน เมื่อดวงดาวในมหาจักรวาลมากขึ้น สารัตถะและกฎเกณฑ์ต่างก็พากันปรากฏขึ้น วันหนึ่งดูเหมือนว่าเขาจะมีสตินึกคิดขึ้นมา เขานิ่งเงียบไปนานและไม่ได้เดินเตร่อย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป
แต่เลือกที่จะฝึกตน
ระยะแรกของการฝึกตน ไม่มีเคล็ดวิชาใดๆ เพียงแค่อาศัยสัญชาตญาณกำหนดลมหายใจและตระหนักรู้ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนอยู่ระดับใดแล้ว ตอนนั้นเองมหาจักรวาลก็ค่อยๆ ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่สองขึ้น
นั่นคือนกแก้วตัวหนึ่ง
บางทีหากไม่มีการมาของโลงศพไม้สีดำ นกแก้วตัวนี้…อาจเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดในมหาจักรวาล
ระหว่างพวกเขาไม่มีการแย่งชิงกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมานานแสนนาน จนกระทั่งเมื่อต่างคุ้นเคยกันและกันเป็นอย่างดี การฝึกตนของเศษวิญญาณนั้นก็ดูเหมือนจะมาถึงคอขวด
ดูเหมือนจะเป็นเพราะการฝึกตนขั้นสูง เศษวิญญาณจึงได้ฟื้นความทรงจำกลับมาบางส่วน
ในตอนท้ายของภาพ เศษวิญญาณกำลังกุมศีรษะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด…
ข้าเป็นใคร ข้ามาจากไหน…ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของข้า เหตุใดใจข้าถึงบอกว่ามีคนกำลังรอข้าอยู่ มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับข้ายิ่งกว่าชีวิตกำลังรอให้ข้าทำให้สำเร็จ…
ข้าจำไม่ได้ ข้าจำไม่ได้…
ทำไม…ทำไมถึงนึกไม่ออก…
…………………………………
เวลานี้ทุกคนในโลกาชั้นที่สองต่างก่อเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในใจ
ในการรับรู้ของทุกคน อาณาจักรบน…คือสถานที่ประทับของเหล่าทวยเทพ
และตอนนี้ประตูบานใหญ่ที่เชื่อมไปสู่อาณาจักรบนนั้นกำลังถูกผลักออกช้าๆ และเมื่อมันเปิดออก ลมจากพลังปราณที่ผุพังพลันพัดลอยออกมาจากช่องประตูพัดเข้ามาในโลกาชั้นที่สองทันที
ลมนี้แรงมากราวกับเป็นเพราะว่าโลกทั้งสองแยกออกจากกัน สสารทุกอย่างในโลกาชั้นแรกจึงถูกปิดผนึกไว้ และตอนนี้เมื่อเปิดออกเนื่องจากความแตกต่างระหว่างสองโลก…จึงพาให้เกิดกระแสลมแลกเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็ว!
ลมที่พัดมาจากโลกชั้นแรกทำให้เส้นผมของหวังเป่าเล่อตั้งขึ้น ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์จากโลกาชั้นที่สอง…ก็ไหลผ่านประตูเข้าสู่โลกาชั้นแรกไปอย่างเงียบเชียบ
นี่เป็นเพียงแค่การเปิดช่องว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในไม่ช้าด้วยพลังทั้งหมดของหวังเป่าเล่อ ช่องว่างก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูถูกผลักออกจนหมด โลกาชั้นที่สองพลันเกิดเสียงคำราม พื้นดินสั่นสะเทือน ภูเขาสั่นสะท้าน และยังมีสายตาที่มองมาจากโลกชั้นที่สามด้วย
สิ่งที่ตกใจยิ่งกว่านั้นคือเสียงหายใจถี่กระชั้นซึ่งเป็นเสียงหายใจของสิ่งมีชีวิตในโลกาชั้นที่สอง
จากนั้นก็มีร่างทยอยพุ่งขึ้นฟ้า เจ้าแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดแล้วยังมีเจ้าปรารถนาเสียง เจ้าปรารถนารส เจ้าปรารถนากลิ่นและเจ้าปรารถนาสัมผัส ทั้งหมด 11 ร่างทะยานขึ้นฟ้า
ยังมีอีกสามร่างที่พุ่งทะยานออกมาจากเมืองโบราณ ร่างกายของพวกเขาแผ่พลังปราณแห่งกาลเวลาออกมา แต่ความผันผวนของระดับการฝึกตนแทบจะเทียบเท่าเจ้าปรารถนาได้เลยทีเดียว พวกเขาพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นเดียวกัน
ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง หวังเป่าเล่อผู้ผลักบานประตูเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปยังโลกชั้นที่หนึ่ง สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาคือกองซากปรักหักพังและฝุ่นไร้ที่สิ้นสุด…
ท้องนภาเป็นสีเทา พื้นดินเป็นสีดำ
อาคารนับไม่ถ้วนพังทลาย โครงกระดูกกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง โลกทั้งใบเงียบสงัด ขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นแห่งความตายและความรกร้างมีเพียงรูปปั้นแกะสลักขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโลกาชั้นแรกเท่านั้นราวกับเป็นตัวแทนของความรุ่งโรจน์ในอดีต
รูปปั้นนั้นใหญ่มากคล้ายเป็นสิ่งค้ำจุนฟ้าดิน สวมเกราะ มองไปยังที่ไกลแสนไกล แต่…ใบหน้าของรูปปั้นกลับว่างเปล่า
เมื่อเห็นทุกอย่างหวังเป่าเล่อก็นิ่งเงียบ ในไม่ช้าด้านหลังเขาก็เกิดเสียงชนกัน เจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาทั้งสี่และยังมีผู้ฝึกตนสามคนที่ออกจากเมืองโบราณต่างทยอยกันมาถึง หลังจากเข้ามายังโลกาชั้นที่หนึ่ง ทุกคนพลันเงียบเสียงเมื่อสายตามองเห็นซากปรักหักพังรอบด้าน
“ที่แท้…ที่นี่ก็พังทลายไปนานแล้ว”
“โลกชั้นที่หนึ่ง…ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตอนนั้น…”
สีหน้าทุกคนแตกต่างกันออกไป เจ้าปรารถนาเสียงถึงกับเดินลงไปในซากปรักหักพังด้านล่าง กวาดสายตามองความเคว้งคว้างรอบด้านนั้น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
เพียงแต่พวกเขาที่กำลังจมดิ่งอยู่กับอารมณ์ของตนไม่ได้สังเกตเห็นว่าเมื่อประตูเปิดแง้มมากขึ้น หรือเมื่อพวกเขามาถึง กฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาอย่างเงียบเชียบ และแทรกซึมไปทั่วทั้งแปดทิศแล้ว
มีเพียงหวังเป่าเล่อที่สังเกตเห็นฉากนี้ หลังจากกวาดตามองแล้วเขาก็ไม่ได้สนใจใครและเหาะไปทางรูปปั้น
เขาสัมผัสได้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ยกเว้น…ด้านในของรูปปั้น
ในที่แห่งนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณกังวานที่ตัวเองคุ้นเคยเป็นอย่างดี ราวกับมันเป็นตัวเขาอีกคนหนึ่ง
แม้ทุกคนจะเห็นว่าหวังเป่าเล่อจากไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังจมอยู่กับห้วงอารมณ์ของตนเอง บ้างกระจายตัวออกไปราวกับจะหาร่องรอยความทรงจำของตน
มีเพียง…เจ้าแห่งสุขที่ทอดสายตามองไปทางทิศที่หวังเป่าเล่อนั้นมุ่งไป ดวงตาล้ำลึกปกปิดความคิดของตนเอาไว้ แม้คนอื่นจะสังเกตเห็นแต่ก็ไม่สามารถเดาได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
แต่…ดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาจะวนเวียนอยู่รอบตัวนางมากขึ้น
ไกลออกไป จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็หันกลับมากวาดตามองข้างหลัง จากนั้นก็หันกลับไปด้วยสีหน้าปราศจากอารมณ์เช่นเดิม ก่อนจะพุ่งตรงไปยังรูปปั้นนั้น
ในไม่ช้าเขาก็มาถึงด้านหน้ารูปปั้นแกะสลักที่เป็นเสมือนสิ่งค้ำจุนฟ้าดินไว้ ไม่รู้ว่ารูปปั้นนี้ตั้งอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานเท่าไรแล้ว แต่เจตจำนงแห่งกาลเวลาของมันกลับชัดเจนมาก และมีแรงกดดันแผ่ขยายออกมาราวกับสามารถสยบทุกสิ่งได้
แต่สำหรับหวังเป่าเล่อ ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้พลังสยบนี้ไม่ได้มีผลกับเขามากนัก
เขายืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ สัมผัสถึงทุกสิ่งอย่างระมัดระวัง ในที่สุดก็เดินไปยังหว่างคิ้วของรูปปั้น เขาสัมผัสได้ว่าตรงนี้…คือทางเข้า
รูปปั้นนี้ก็คือ…สถานที่ถือสันโดษของมหาเทพ
“ในที่สุดก็จะได้เจอกันแล้ว” หวังเป่าเล่อพึมพำก่อนจะก้าวไปยังหว่างคิ้วของรูปปั้นหนึ่งก้าว
ร่างของเขาผสานเข้ากับหว่างคิ้วของรูปปั้นและหายวับไปโดยไร้สิ่งกีดขวาง และเมื่อดวงตาเปลี่ยนจากมืดเป็นสว่าง หวังเป่าเล่อก็รู้สึกเหมือนได้ทะลวงปราการเข้ามาชั้นหนึ่งแล้ว
การทะลวงปราการนี้ไร้อันตรายใดๆ เพราะเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นผันผวนสายหนึ่งไหลกวาดไปทั่วทั้งตัวราวกับกำลังยืนยันตัวตนของเขา คลื่นนี้คล้ายกับต้องการยืนยันบางอย่าง จากนั้นมันจึงสลายไป
“เจ้าก็กำลังรอข้าอยู่ใช่ไหม” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา มองไปรอบด้าน สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาคือโลกใบหนึ่ง
โลกใบนี้…เหมือนกับโลกชั้นแรกข้างนอกทุกประการ!
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก่อนจะกวาดมองไปทั่วทั้งแปดทิศ เขาเห็นซากปรักหักพัง เห็นเศษฝุ่นและเห็น…รูปปั้นอันคุ้นตาตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
แต่ใบหน้าของรูปปั้นนั้นดูเหมือนจะมีโครงร่างละเอียดขึ้น และแม้ว่าซากปรักหักพังบนพื้นดินจะดูเหมือนกับโลกชั้นแรกก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้ว…หากสังเกตดีๆ จะเห็นความต่างเล็กน้อย
ราวกับวงโคจรเวลาก้าวหน้ากว่า
“ชั้นแล้วชั้นเล่าหรือ…” หวังเป่าเล่อถอนสายตากลับมา ก่อนจะเดินไปยังรูปปั้น ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าแรก เขาก็ได้ยินเสียง
เสียงนี้เลือนรางมาก ฟังไม่ชัดเลย แต่ทันทีที่ดังขึ้นกลับกระตุ้นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของหวังเป่าเล่อทำให้กฎตื่นตัว
หวังเป่าเล่อตาวาววับ ก่อนจะเดินเป็นก้าวที่สอง
เมื่อวางเท้าลง เสียงนั้นก็ยิ่งมากขึ้นราวกับผู้คนมากมายกำลังกระซิบกระซาบกัน นั่นทำให้คนฟังรู้สึกไม่สงบตามสัญชาตญาณ แต่สำหรับหวังเป่าเล่อที่ครอบครองกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงและกลายเป็นต้นกำเนิดแล้วนั้นสามารถเพิกเฉยต่อมันได้
ดังนั้นเขาจึงเดินออกไปสามก้าว สี่ก้าว ห้าก้าว…
จนกระทั่งเมื่อเดินถึงก้าวที่หก สีหน้าหวังเป่าเล่อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเสียงที่เขาได้ยินไม่ใช่แค่เสียงกระซิบกระซาบอีกแล้ว แต่เป็นเสียงของธรรมชาติ มีทั้งเสียงสิงสาราสัตว์ และเมื่อมันผสมเข้าด้วยกัน พลังที่ก่อตัวขึ้นจึงเพียงพอจะทำลายร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์คนหนึ่งได้
แม้แต่หวังเป่าเล่อก็ยังต้องปรับตัวอยู่ครู่หนึ่งถึงจะอาศัยพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเพื่อสยบเสียงเหล่านั้น จากนั้นไม่นานก็ออกเดินก้าวที่เจ็ด
เมื่อเดินก้าวที่เจ็ด เขาก็มาอยู่หน้าหว่างคิ้วของรูปปั้นแล้ว ทว่าตอนนี้สีหน้าหวังเป่าเล่อกลับเปลี่ยนไปครั้งใหญ่
เพราะ…เสียงครั้งนี้ต่างออกไป
เขาไม่อาจสยบได้ เสียงทั้งหมดดูเหมือนจะผสานเข้าด้วยกันและหวนคืนสู่เสียงกระซิบของคนผู้หนึ่งดังเดิม อีกฝ่ายดูเหมือนจะพูดอยู่ตลอดเวลา แต่หวังเป่าเล่อก็ยังฟังไม่ออก แต่…พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงทำให้เขาสัมผัสได้ว่าผู้ที่พูดอยู่นั้น…เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง!
ราวกับว่าเสียงของนางสามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ทั้งหมด และตอนนี้เสียงของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดผสานเข้าด้วยกันจึงเผยออกมาอีกครั้ง
ขณะเดียวกันเสียงนี้ก็ดูเหมือนอัดแน่นไปด้วยพลังไม่รู้จบ เมื่อได้ยินอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นเทาราวกับเลือดเนื้อทั่วร่างไม่อาจทนรับได้และกำลังจะพังทลาย
และการสยบของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็กำลังจะไร้ผล…
ในช่วงเวลาสำคัญนี้เอง ดวงตาหวังเป่าเล่อวาววับ ปราณโลหิตในร่างพลันปะทุขึ้น ในที่สุดก็สยบเสียงของหญิงสาวผู้นี้ไว้ได้ครู่หนึ่ง
เขาอาศัยเวลาชั่วครู่นี้วาบร่างไปข้างหน้าและก้าวเข้าไปในหว่างคิ้วของรูปปั้นโดยไร้สิ่งกีดขวางเช่นเคย
เมื่อผสานเข้าไป เสียงทั้งหมดก็หายไปทันที ท่ามกลางความเงียบสงบอีกครั้งนั้น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าหวังเป่าเล่อคือภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่ง…
ดูเหมือนว่าทุกอย่างก่อนหน้านี้เป็นเพียงการทดสอบ หากผ่านเข้ามาได้ก็จะได้รับรางวัล
ภาพเหล่านี้ก็คือรางวัล ทันทีที่เห็นภาพวาด จิตใจหวังเป่าเล่อก็เกิดคลื่นลูกใหญ่ถาโถม!!
เพราะในภาพพวกนั้นมีบางภาพที่เขาเคยเจอ!
ภาพแรกคือภาพจักรวาลที่ไม่คุ้นเคย
กลางจักรวาลดูเหมือนจะกำลังจัดพิธีฝังศพอยู่ มีร่างที่น่าอัศจรรย์กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งของจักรวาล แต่ละคนล้วนแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง และตอนนี้พวกเขากำลังก้มหัวให้กับสถานที่ฝังศพ
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขามั่นใจว่า…จักรวาลนั้นไม่ใช่มหาจักรวาลผืนนี้อย่างแน่นอน
“เป็นจักรวาลอื่นนอกมหาจักรวาล…” หวังเป่าเล่อพึมพำ ก่อนจะดูภาพที่สอง
ในภาพตรงใจกลางจักรวาลมีศพถูกฝังอยู่ใน…โลงศพไม้สีดำ
ทันทีที่เห็นศพนั่น หวังเป่าเล่อก็ตัวสั่นเทิ้ม พริบตาแรกที่เห็นโลงศพสีดำ จิตวิญญาณของเขาก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เพราะอย่างแรกนั้นเหมือนกับตนไม่มีผิด
และอย่างหลังก็คือโลงศพไม้สีดำของตน
ผ่านไปเนิ่นนาน หวังเป่าเล่อก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะดูภาพที่สาม
ในภาพ โลงศพไม้สีดำถูกส่งเข้าไปยังจักรวาลแห่งหนึ่ง นั่นดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมของจักรวาลผืนนั้น ผู้เยี่ยมยุทธ์มากมายเฝ้าดูโลงศพล่องลอยไปในส่วนลึกของจักรวาล…กาลเวลาไหลผ่าน โลงศพสีดำนี้ก็ลอยข้ามจากจักรวาลหนึ่งไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง และในที่สุด…
มันก็เข้ามาใกล้มหาจักรวาลที่หวังเป่าเล่อคุ้นเคย
ปราการของมหาจักรวาลถูกโลงศพกระแทกจนเกิดช่องว่าง มันลอยเข้ามาอย่างราบรื่น…
ชัดเจนว่ามหาจักรวาลในภาพนั้นคือช่วงเวลาหลายล้านปีก่อน มหาจักรวาลในตอนนั้น…ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดถือกำเนิด แม้แต่ดวงดาวก็ยังไม่ก่อตัวคล้ายเป็นเพียงฟองอากาศ
ในมหาจักรวาลที่เหมือนกับฟองอากาศนี้ อาจเนื่องมาจากกาลเวลาหรือเหตุผลบางอย่าง ในที่สุดศพในโลงก็เน่าเปื่อยลงช้าๆ เลือดเนื้อกับโลงศพหลอมรวมเข้าด้วยกัน
โลงศพคล้ายจะสูญเสียพลังในการล่องลอยของมัน มันจึงหยุดอยู่ในมหาจักรวาลที่เหมือนกับฟองอากาศแห่งนี้ กระทั่งไม่กี่ปีต่อมาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาจักรวาลไปแล้ว มันหลอมรวมเข้าด้วยกันและหายไป
ทว่า ชั่วเวลาก่อนที่มันจะหายไปนั่นเอง ในมหาจักรวาลที่สภาพคล้ายกับฟองอากาศแห่งนี้ก็มีสารัตถะหนึ่งที่กำเนิดขึ้น
นั่นคือ…สารัตถะเต๋าธาตุไม้
…………………………………………………
“ต้นกำเนิดแห่งปรารถนา…” หวังเป่าเล่อพึมพำขณะยืนอยู่ในหอคอยเจ้าปรารถนาของเมืองปรารถนาสัมผัส เจ้าปรารถนาสัมผัสข้างกายมองหวังเป่าเล่ออย่างสั่นกลัว ด้วยระยะใกล้เช่นนี้ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความผันผวนในร่างกายหวังเป่าเล่ออย่างชัดเจน
ความผันผวนนี้ให้ความรู้สึกรุนแรงราวกับว่าเมื่อมันแผ่ออกมาแล้วจะทำให้ตนสูญสิ้นสติปัญญาและจมดิ่งสู่ห้วงปรารถนาตลอดไป
“แล้ว…เหตุใดมหาเทพถึงเปลี่ยนที่นี่เป็นโลกแห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาหรือพูดให้ชัดเจนคือเหตุใดมหาเทพถึงนำความปรารถนาของตนมาไว้ที่นี่” หวังเป่าเล่อเงียบ เขาเงยหน้าขึ้นเป็นเวลานาน ดวงตาสีเข้มมองไปยังท้องฟ้า
ไม่รู้เหตุใดจู่ๆ เขาก็นึกถึงคำถามที่จักรพรรดิเสวียนเฉินถามเขาถึงสองครั้งขึ้นมา
“เจ้า คิดดีแล้วหรือ”
แม้หวังเป่าเล่อในตอนนั้นจะใช้การกระทำเป็นการตอบ แต่เมื่อไตร่ตรองเขาไม่ได้กล่าวอะไร ไม่ได้เอ่ยคำตอบออกไปด้วยซ้ำ
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด เขาก้มหน้าลงพร้อมยกมือขวาขึ้น พริบตาต่อมาหมอกสีดำก็มารวมตัวกันตรงกลางฝ่ามือกลายเป็นลูกบอลสีดำ ข้างในนั้นราวกับอัดแน่นไปด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่แผ่ความปรารถนาไม่รู้จบออกมา ขณะเดียวกันก็ราวกับกำลังดิ้นรนอยากหลุดพ้นจากฝ่ามือหวังเป่าเล่อ
เจ้าปรารถนาสัมผัสด้านข้างก็ยิ่งตัวสั่นเข้าไปอีก
หวังเป่าเล่อมองอยู่นานก่อนจะเก็บมันเข้าร่างกาย จากนั้นก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า พริบตาต่อมาเขาก็ออกไปจากเมืองปรารถนาสัมผัสแล้ว
จนกระทั่งร่างของเขาหายไปจากเมือง เจ้าปรารถนาสัมผัสถึงได้ถอนหายใจโล่งอก แต่ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในดวงตายังคงอยู่
“พลังปราณในกายของเขาน่าสะพรึงกลัวจริงๆ…แล้วยังมีหมอกสีดำนั่น…” เจ้าปรารถนาสัมผัสพึมพำราวกับหวนนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่ทำให้นางตัวสั่น
ในเวลาเดียวกันหวังเป่าเล่อที่ออกมาจากเมืองปรารถนาสัมผัสก็สัมผัสได้ว่าสภาพของตนในปัจจุบันมาถึงจุดสูงสุดของโลกใบนี้แล้ว ด้วยร่างกายนี้หากเผชิญหน้ากับจักรพรรดิเสวียนเฉินอีกครั้ง หวังเป่าเล่อก็มั่นใจว่าจะสยบเขาและเปิดประตูได้
อาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายในการมามิติเต๋าต้นกำเนิดครั้งนี้ใกล้จะสำเร็จแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะได้พบมหาเทพที่กำลังถือสันโดษ จากนั้นก็คือการตัดเหตุต้นผลกรรมและทำให้ตัวเองเป็นอิสระ
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาตอนนี้ถึงได้เกิดความลังเลใจอยู่ตลอด
ขณะใคร่ครวญถึงสาเหตุของความลังเลนั้น หวังเป่าเล่อก็เดินไปในโลกชั้นที่สองอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดเขาก็มาถึงทะเลทราย
“ไม่นึกว่าจะมาถึงนี่” หวังเป่าเล่อมึนงง เขาเงยหน้ามองไปรอบด้าน แววตาฉายความสับสน
ที่นี่คือสถานที่ที่ร่างต้นแบบของเขาอยู่ เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณจากร่างใต้ผืนทราย ดูท่า…ร่างต้นแบบก็รับรู้ถึงการมาของเขาด้วยเช่นกัน
เขากับร่างต้นแบบ หนึ่งคนอยู่บนผืนทราย หนึ่งคนอยู่ใต้ผืนทราย หนึ่งคนก้มหน้า หนึ่งคนเงยหน้าราวกับดวงตาของพวกเขากำลังสบประสาน
ร่างต้นแบบและร่างแยกต่างนิ่งเงียบ
ไม่นานจู่ๆ หวังเป่าเล่อบนผืนทรายก็ยิ้มออกมา ก่อนจะวาบร่างเข้าไปในผืนทราย และ…มาปรากฏตัวยังสถานที่ถือสันโดษของร่างต้นแบบ
นี่คือครั้งแรกที่ร่างแยกหวังเป่าเล่อมาปรากฏตัวต่อหน้าร่างต้นแบบอย่างแท้จริงหลังจากไป
เวลาไหลผ่าน…
ไม่นานก็ผ่านไปสามวัน
นอกจากตัวหวังเป่าเล่อแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าในสามวันนี้ร่างแยกกับร่างต้นแบบคุยอะไรกัน
หลังจากสามวันร่างของหวังเป่าเล่อก็มาปรากฏตัวนอกทะเลทราย เขายืนก้มหน้ามองด้านล่างอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาซับซ้อน ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาแน่วแน่และมุ่งตรงสู่ท้องฟ้า!
ส่วนที่ใต้ผืนทรายนั้น ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ถอนหายใจเบาๆ การถอนหายใจนี้อัดแน่นไปด้วยความซับซ้อน คร่ำครวญ…และความสับสนที่ไม่อาจอธิบายได้
โลกาชั้นที่สองเปลี่ยนฟ้าแล้ว
เมื่อหวังเป่าเล่อก้าวสู่ท้องฟ้ามาปรากฏตัวตรงหน้าประตูอีกครั้ง เหล่าเจ็ดอารมณ์และทุกปรารถนาก็หันมามองทันที
นอกจากนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งสมัยโบราณที่ไม่ได้เข้าร่วมกับเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาที่ยังมีชีวิตอยู่ในเมืองโบราณต่างก็พากันลืมตามองไปยังท้องเช่นกัน
หวังเป่าเล่อก้าวเข้าหาประตูยักษ์ทีละก้าว ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ครู่ต่อมา…จักรพรรดิเสวียนเฉินที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตามองหวังเป่าเล่ออย่างเย็นชา
ใบหน้าต้องสาปบนหน้าของเขายังคงอยู่ แต่เหลือแค่ใบหน้าเดียว อีกทั้งยังจางลงไปมากแล้ว
“หยุด!” จักรพรรดิเสวียนเฉินจ้องหน้าหวังเป่าเล่อที่เดินมา สีหน้าเย็นชาค่อยๆ เปลี่ยนไป ในที่สุดก็ปรากฏความเคร่งขรึมขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ
หวังเป่าเล่อส่ายหน้าแล้วเดินเข้าใกล้จุดที่จักรพรรดิเสวียนเฉินอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากเข้าไปใกล้จนห่างกันไม่ถึงสิบจั้ง จักรพรรดิเสวียนเฉินก็สะบัดมือชี้หวังเป่าเล่อ
ทันใดนั้นรอบข้างหวังเป่าเล่อพลันบิดเบี้ยว พลังอันยิ่งใหญ่ปรากฏ ก่อนจะกลายเป็นเงามายาของนกแก้วตัวหนึ่งบินรอบตัวเขาราวกับจะห่อหุ้มเขาไว้ข้างใน
สีหน้าหวังเป่าเล่อเรียบเฉยเพียงแค่สะบัดมือ ปราณหมอกสีดำพลันแผ่ขยายออกมาจากกลางฝ่ามือและแหวกว่ายไปรอบตัวเขาทันที เมื่อนกแก้วมายาสัมผัสมันก็กลายเป็นสีดำสนิท ดวงตาที่ไร้แววอารมณ์ใดเริ่มฉายความรู้สึก
เพียงแต่…ที่มาของการมีชีวิตนี้คือความปรารถนา!
หลังจากกรีดร้องเสียงแหลม นกแก้วมายาตัวนี้ก็หันหน้าพุ่งไปทางจักรพรรดิเสวียนเฉินทันที
จักรพรรดิเสวียนเฉินยิ่งสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น สองมือทำผนึกมุทรา ก่อนจะชี้ไปข้างหน้า นกแก้วที่พุ่งเข้าหาเขาพลันมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี
แต่พลังเทพของจักรพรรดิเสวียนเฉินไม่อาจกำจัดหมอกสีดำได้ มันพุ่งเข้ามาเขาราวกับกระหายอยาก
แววตาของเสวียนเฉินเริ่มประหลาดใจ เขามองหมอกสีดำที่กำลังพุ่งมาอย่างเงียบเชียบ ด้วยสีหน้าซับซ้อน ไม่หลบ แต่กลับหลับตาลง
พริบตาต่อมาปราณมืดก็เข้ามาใกล้และกำลังจะแตะลงบนหว่างคิ้วจักรพรรดิเสวียนเฉิน ทว่าสุดท้ายแล้วกลับหยุดลงตรงหน้าเขา ห่างจากหว่างคิ้วเพียงสามชุ่นเท่านั้น
ดูเหมือนมันจะไม่ยินยอม ปราณมืดกำลังดิ้นรน แต่กลับถูกพลังอันแข็งแกร่งควบคุมอยู่ทำให้มันไม่สามารถแผ่ขยายต่อไปได้
สิ่งที่ควบคุมมันไม่ใช่จักรพรรดิเสวียนเฉิน แต่เป็นหวังเป่าเล่อ
สีหน้าหวังเป่าเล่อปราศจากอารมณ์ เดินมาหยุดตรงหน้าจักรพรรดิเสวียนเฉิน จักรพรรดิเสวียนเฉิยสังเกตเห็นบางอย่าง ดวงตาพลันเบิกกว้างจ้องมองหวังเป่าเล่ออย่างล้ำลึก
หวังเป่าเล่อก็กำลังมองเขาเช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นแผ่วเบา
“ผู้อาวุโสเสวียนเฉิน ข้าคิดดีแล้ว”
เสวียนเฉินได้ยินดังนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้นเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไร ก่อนจะหมุนตัวจากไปไกล…
ราวกับว่าอีกฝ่าย กำลังรอคอยประโยคนี้อยู่เช่นกัน
หวังเป่าเล่อมองแผ่นหลังของเสวียนเฉินอยู่เนิ่นนาน…ก่อนจะถอนสายตากลับมามองประตูสู่อาณาจักรด้านบนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางอากาศ เดินไปถึงหน้าประตูด้วยสีหน้าแน่วแน่ แล้วยกมือกดที่บานประตูเบาๆ
หวังเป่าเล่อไม่ได้รีบร้อนผลักมันออกไป แต่หันกลับมามองโลกใบนี้ กวาดสายตาไปทั่วทั้งแปดทิศ เขาเห็นใบหน้าคุ้นเคยมากมาย ก่อนจะเหลือบมองไปทางทะเลทรายเป็นอย่างสุดท้ายแล้วหลับตาลง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็วาววับ มือขวายื่นไปข้างหน้าและผลักอย่างแรง!
ประตูสู่อาณาจักรบน…เปิดออก!
นี่คือวิธีการใช้กฎเกณฑ์ปรารถนารูปแบบหนึ่ง แม้เจ้าปรารถนาคนอื่นๆ จะเชี่ยวชาญ แต่ก็สามารถครอบครองได้เพียงกฎเกณฑ์เดียว มีเพียงหวังเป่าเล่อเท่านั้น…ที่สามารถใช้ได้ถึงสามกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ปรารถนาอารมณ์ที่เปรียบเสมือนแก่นหลัก พลังของมันยิ่งใหญ่มากจนแม้แต่จักรพรรดิเสวียนเฉินก็ยังได้รับผลกระทบ ร่างกายสั่นเทาและไม่สามารถไล่โจมตีหวังเป่าเล่อได้เป็นครั้งแรก
เขาทำได้แค่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูบานใหญ่ และหลับตาลงเพื่อรักษาบาดแผล ส่วนประตูบานนั้นแม้จะยังตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติพอจะเปิดมันได้มีเพียงหวังเป่าเล่อเท่านั้น
หากคิดจะเปิดประตูนี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับการขัดขวางจากจักรพรรดิเสวียนเฉิน กอปรกับตอนนี้เห็นได้ชัดว่าหวังเป่าเล่อได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นในช่วงเวลาหนึ่งก็ดูเหมือนสถานการณ์จะเข้าสู่ช่วงหยุดนิ่ง
ส่วนเจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิเสวียนเฉิน แม้ตอนนี้จักรพรรดิเสวียนเฉินจะถูกคำสาป แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าทำอะไร
ด้วยเหตุนี้โลาชั้นที่สองก็ดูเหมือนจะเงียบงันไปถนัดตา ร่างของหวังเป่าเล่อวาบผ่านอยู่ไกลท้องฟ้าออกไป ใบหน้าเขาซีดขาว กระอักเลือดไม่หยุด ทั่วทั้งร่างมีรอยปริแตก ราวกับว่าหากไม่ระวังร่างกายคงจะแหลกสลายไปแล้ว
แม้รอยปริแตกเหล่านั้นจะกำลังรักษาตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ด้านหนึ่งก็ทำได้ช้า ด้านหนึ่งก็รบกวน ทำให้หวังเป่าเล่อเหมือนเป็นมนุษย์โลหิตก็ไม่ปาน พลังปราณอ่อนแอลงมาก
“เจ้าจักรพรรดิเสวียนเฉินนั่น…” หวังเป่าเล่อยืนหรี่ตาพึมพำอยู่ตรงนั้น
“เจ้านั่นก็คงไม่เท่าไรหรอก คำสาปสามปรารถนาของข้า…ใช่ว่าจะสะกดได้ง่ายๆ” หวังเป่าเล่อสำรวจสภาพร่างกายของตนขณะนี้ การรักษาก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งคือเขารู้ถึงช่องว่างระหว่างตนกับจักรพรรดิเสวียนเฉินแล้ว ช่องว่างนี้…ไม่ได้กว้างใหญ่มาก แต่หากจะใช้แค่พลังของตนตอนนี้ย่อมไม่มีทางสยบอีกฝ่ายได้แน่
หากสยบเสวียนเฉินไม่ได้ก็ยากจะเปิดประตูสู่อาณาจักรด้านบน
“ข้าต้องการกฎเกณฑ์ปรารถนามากกว่านี้!” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก่อนจะตวัดสายตามองไปทางเมืองปรารถนากลิ่น ในกฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งหก เขาครอบครองไปแล้วสี่ ยังเหลือกฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นและสัมผัสที่ยังไม่มี
เดิมทีหวังเป่าเล่อคิดว่าไม่จำเป็นแล้ว แต่ตอนนี้ดูท่าว่าเขายังต้องการมันมากเสียด้วย
หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก ทนความเจ็บปวดจากร่างกายที่ฉีกขาดก้าวไปข้างหน้า เดินเข้าสู่โลกแห่งเสียง ด้วยเสียงของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจึงใช้เป็นเคล็ดวิชาส่งตัวได้ ในพริบตาเดียวก็ข้ามผ่านระยะทางอันไร้ที่สิ้นสุดและมาปรากฏตัวที่…เมืองปรารถนากลิ่น!
แทบจะในพริบตาที่หวังเป่าเล่อก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ภายในเมืองปรารถนากลิ่นพลันระเบิดพลังปราณสายหนึ่งขึ้นไปรวมตัวกันบนท้องฟ้าและกลายเป็นชายร่างสูงใหญ่
ชายผู้นี้สวมชุดคลุมสีดำ ทั่วทั้งร่างประกอบขึ้นจากปราณหมอกยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศในเมืองปรารถนากลิ่น และใช้สายตาซับซ้อนมองหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อยืนอยู่นอกเมืองและกำลังมองเจ้าปรารถนากลิ่นผู้นั้นอยู่เช่นกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่เจ้าปรารถนากลิ่นก็เลือกก้มหน้าลง เขาเห็นกับตาว่าอีกฝ่ายเรียกประตูสู่อาณาจักรด้านบนออกมา เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายต่อสู้กับผู้พิทักษ์ ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะสู้กับหวังเป่าเล่อแล้ว
ถึงแม้…ตอนนี้หวังเป่าเล่อจะอ่อนแอมาก แต่ลึกๆ ในใจเจ้าปรารถนากลิ่นก็ไม่อยากโจมตี ดังนั้นหลังจากเงียบไปเขาจึงก้มหัวคำนับหวังเป่าเล่อ ก่อนจะโบกมือ เส้นใยแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นพลันแผ่จากร่างกายเขาไปหาหวังเป่าเล่อ
เส้นใยแต่ละเส้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่น นี่คือการที่เจ้าปรารถนากลิ่นตัดต้นกำเนิดของตนเพื่อทำให้หวังเป่าเล่อสมบูรณ์
เมื่อเส้นใยไหลเข้าร่าง รอยปริแตกบนตัวหวังเป่าเล่อก็รักษาได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่กฎเกณฑ์ปรารถนากลิ่นมอบให้เขาคือการเปลี่ยนพลังปราณชนิดหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนจะกระตุ้นกฎเกณฑ์ปรารถนาอื่นๆ ในร่างกายเขาทำให้ตอนนี้กฎทั้งหมดเกิดความผันผวน
จากนั้นไม่นานเจ้าปรารถนากลิ่นที่ตัดต้นกำเนิดของตนออกไปครึ่งหนึ่งก็อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนทางหวังเป่าเล่อนั้นรักษารอยแตกบนร่างได้เกือบหมดแล้ว พลังปราณก็เริ่มคงที่มากขึ้น
“ขอบคุณมาก” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงล้ำลึกพร้อมโค้งคำนับ
“ไม่ต้องขอบคุณ” เจ้าปรารถนากลิ่นส่ายหน้า เขามองลึกเข้าไปในดวงตาหวังเป่าเล่อ ก่อนที่ร่างที่ก่อตัวจากปราณหมอกจะค่อยๆ สลายไป
หลังจากจ้องมองเจ้าปรารถนากลิ่นอยู่นาน หวังเป่าเล่อก็กะพริบร่างวาบหาย คราวนี้มาปรากฏตัวที่…เมืองปรารถนาสุดท้าย
เมืองปรารถนาสัมผัส!
ปรารถนาสัมผัสคือปรารถนาที่ใช้สัมผัสรับรู้เป็นหลัก
หากได้ครอบครองมันแล้ว หกปรารถนาของหวังเป่าเล่อก็จะสมบูรณ์ เพียงแต่…ทางเลือกของเจ้าปรารถนาสัมผัสนั้นต่างจากเจ้าปรารถนากลิ่น นางไม่ยินยอมมอบกฎของตนให้หวังเป่าเล่อ ดังนั้น…เมื่อหวังเป่าเล่อปรากฏตัว เขาจึงสัมผัสได้ถึงสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาปะทะร่าง
เมื่อสายลมนี้ปะทะร่างก็เกิดความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก แต่แล้วความรู้สึกนี้ก็เปลี่ยนไป พริบตาต่อมาพลันเกิดระลอกคลื่นแทรกซึมจากร่างกายเข้าสู่จิตวิญญาณอย่างเงียบเชียบ
“ไม่จำเป็นหรอก” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า หากเป็นตอนที่เขาปรากฏตัวในโลกาชั้นที่สองเป็นครั้งแรก การเผชิญหน้ากับเจ้าปรารถนาเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถต้านทานได้เลย
แต่เขาในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว แม้จะสู้รบกับผู้พิทักษ์จนได้รับบาดเจ็บ แต่การจะสยบเจ้าปรารถนาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขาครอบครองไปแล้วห้าปรารถนา ดังนั้นเมื่อเขาสะบัดมือ สายลมฤดูใบไม้ผลินั่นก็ถูกจับอยู่กลางฝ่ามือเขาทันที
ก่อนจะบีบแรงๆ
เกิดเสียงระเบิดอากาศดังสนั่น พริบตาต่อมาเจ้าปรารถนาสัมผัสที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในหอคอยหลักในเมืองปรารถนาสัมผัสพลันเบิกตากว้าง หน้าเปลี่ยนสี กำลังจะหยัดกายลุก ทว่าดวงตากลับหดแคบ ร่างกายขยับไม่ได้
เพราะว่าร่างของหวังเป่าเล่อได้มาปรากฏตัวตรงหน้านาง และมือขวาก็วางอยู่บนศีรษะนางแล้ว
“ข้าจะเอาพลังต้นกำเนิดของกฎแค่เจ็ดส่วน” ขณะที่หวังเป่าเล่อเอ่ยเบาๆ พลังสูบมหาศาลพลันพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ร่างเจ้าปรารถนาสัมผัสสั่นเทิ้ม พลังแห่งกฎเกณฑ์ของนางถูกหวังเป่าเล่อดูดไปอย่างรวดเร็วราวกับเขื่อนกั้นน้ำระเบิด
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่นานเลยนั่นคือเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น เมื่อเจ้าปรารถนาสัมผัสอ่อนแรงลง สีหน้าหวังเป่าเล่อก็กลายเป็นสีแดง รอยปริแตกบนร่างก็หายไปจนหมด ขณะที่อาการบาดเจ็บฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ กฎเกณฑ์ปรารถนาสัมผัสก็ก่อตัวขึ้นในร่างกายเขาทันที หกปรารถนา…ร้องคำราม!
ในโลกาชั้นที่สองนี้ไม่เคยมีผู้ใดสามารถครอบครองกฎแห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาได้มาก่อน!
แต่ตอนนี้คนผู้นั้นได้ปรากฏขึ้นแล้ว
ฟ้าดินผันเปลี่ยนฉับพลัน ทันใดนั้นนิมิตก็บังเกิด กฎเกณฑ์ทั้งหมดในโลกาชั้นที่สองต่างสั่นสะท้าน ผู้ฝึกตนทั้งหมดกายสั่นเทิ้ม แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เช่นกัน… แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในตอนนี้ต่างรับรู้ได้อย่างหนึ่ง
วิญญาณจักรพรรดิ…ปรากฏแล้ว
วิญญาณจักรพรรดิของโลกาชั้นที่สอง!
หวังเป่าเล่อหลับตาลงเงียบๆ สัมผัสถึงการหลอมรวมของพลังแห่งหกปรารถนาในร่างกาย มันหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์และในที่สุดกลายเป็นปราณหมอกสีดำหมุนวนอยู่รอบกายเขา
สีดำนี้คือต้นกำเนิดของความปรารถนาทั้งหมด
นี่ก็คือจักรพรรดิเสวียนเฉิน!
พ่อของอู๋น้อย เจ้าผู้ปกครองอาณาจักรพิภพทมิฬ ในบรรดาผู้เยี่ยมยุทธ์ 108 คนในอดีต ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ก็เพียงพอที่จะติดอันดับหนึ่งในสาม!
ตราประจำอาณาจักรคือนกแก้ว ว่ากันว่านกแก้วนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับมหาเทพ บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้…จักรพรรดิเสวียนเฉินถึงไม่ถูกผนึก แต่กลายเป็นผู้พิทักษ์แทน
เขาในตอนนี้สวมชุดดำทั้งกาย ผมหงอกขาว ใบหน้ายับย่น นัยน์ตาล้ำลึก…แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าลึกลงไปในดวงตาเขาดูเหมือนไม่มีปัญญาวิญญาณอะไรเลย
ยามนี้จักรพรรดิเสวียนเฉินยืนอยู่เหนือประตูบานใหญ่ ก้มมองหวังเป่าเล่ออย่างเย็นชา
หวังเป่าเล่อเงยหน้าและจ้องจักรพรรดิเสวียนเฉินผู้นี้กลับ
เกิดความเงียบขึ้นรอบตัว แม้แต่ในโลกชั้นที่สองก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปในพริบตา เจ็ดอารมณ์ก็ดี ปรารถนาก็ช่าง ต่างจ้องมองทุกอย่างจากที่ไกลๆ จิตใจปั่นป่วนราวกับมีพายุ
แทบจะในทันทีที่ประตูบานใหญ่นั่นปรากฏ ความทรงจำที่ดูเหมือนจะถูกปิดผนึกไว้พลันปรากฏขึ้นในจิตใต้สำนึกของพวกเขา ความทรงจำนี้ตรึงอยู่ในสายเลือดและตอนนี้ก็ได้ผุดขึ้นมาทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่า…นั่นคือประตูสู่อาณาจักรด้านบน
หากผลักบานประตูนี้ได้ก็จะเชื่อมโลกาชั้นที่หนึ่งกับสองเข้าด้วยกัน และผู้ฝึกตนจากโลกาชั้นที่สองก็จะเหยียบเข้าไปในอาณาจักรบนได้ ที่แห่งนั้น…ตามตำนานก็คือสถานที่ที่เหล่าทวยเทพหลับใหล
ท่ามกลางสายตาทุกคน จักรพรรดิเสวียนเฉินที่ยืนอยู่เหนือประตูพลันส่งเสียงดังก้องปานอสนีบาตอีกครั้ง เกิดเสียงดังสะเทือนอยู่ในหูหวังเป่าเล่อ
เจ้า คิดดีแล้วหรือ
ยังเป็นประโยคเดิม จักรพรรดิเสวียนเฉินกล่าวคำเดิมเป็นครั้งที่สอง สายตาเขาเฉียบคมอย่างยิ่ง มองหวังเป่าเล่อราวกับกำลังรอคอยคำตอบ
หวังเป่าเล่อเงียบไป ประโยคนี้คนอื่นอาจไม่เข้าใจ แต่สำหรับเขานั้นค่อนข้างสับสนเล็กน้อย
ดังนั้นหลังจากหายใจถี่กระชั้นไม่กี่อึดใจ แม้หวังเป่าเล่อจะไม่ได้เอ่ยอะไรก็ตาม แต่ก็ได้ใช้การกระทำบอกจักรพรรดิเสวียนเฉินว่าเขา…คิดดีแล้ว
เขาพุ่งตัวเข้าใส่จักรพรรดิเสวียนเฉินทันที แทบจะในพริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าจักรพรรดิเสวียนเฉินแล้ว ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมา กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงพลันปรากฏปกคลุมไปทั่วแปดทิศ ส่งผลให้พื้นที่หมื่นลี้ตรงนี้กลายเป็นราตรีกาลห่อหุ้มจักรพรรดิเสวียนเฉินไว้ด้านใน
ฉากนี้ประหลาดมาก เห็นได้ชัดว่าพื้นที่นอกหมื่นลี้นั้นยังเป็นกลางวัน แต่ในรัศมีหมื่นลี้จากจุดที่หวังเป่าเล่อยืนอยู่กลับมืดสนิท อีกทั้งยังมีเสียงคำรามนับไม่ถ้วนดังก้องในราตรีแห่งนี้ด้วย
มีเพียงประตูสู่อาณาจักรบนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบและดำรงอยู่ในราตรีต่อไป แต่ร่างของหวังเป่าเล่อและจักรพรรดิเสวียนเฉินในราตรีนั้นไม่มีใครมองเห็น
เพราะพวกเขาได้ก้าวเข้าสู่…โลกแห่งเสียงแล้ว
ในโลกแห่งเสียงทุกสิ่งรอบตัวถูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด ร่างของหวังเป่าเล่อและจักรพรรดิเสวียนเฉินตัดสลับและสัมผัสกันอย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงคำรามดังติดกันเป็นชุด
ยังมีสัตว์ประหลาดอีกมากมายที่พุ่งมาจากทั้งแปดทิศพร้อมจิตสังหารมารวมตัวกันเพื่อร่วมมือกับหวังเป่าเล่อโจมตีจักรพรรดิเสวียนเฉิน แต่เห็นได้ชัดว่า…ความแข็งแกร่งของจักรพรรดิเสวียนเฉินไม่ใช่สิ่งที่สัตว์ประหลาดในโลกแห่งเสียงจะสั่นคลอนได้ และไม่ใช่แค่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเพียงอย่างเดียวที่จะสยบได้
ดังนั้นไม่นานยามที่เสียงคำรามราวกับแยกฟ้าดินดังขึ้น ราตรีในระยะหมื่นลี้ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ทันที เวลาเดียวกันกับที่มันพังทลาย ร่างของหวังเป่าเล่อก็พุ่งออกมาจากข้างใน ตามด้วยจักรพรรดิเสวียนเฉินที่ไล่ตามเขามา
แต่สีหน้าหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะโลกแห่งเสียงถูกทำลายแต่อย่างใด เขารู้อยู่แล้วว่าจะใช้โลกแห่งเสียงมาสยบนั้นไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก ดังนั้นโลกแห่งเสียง…เป็นแค่วิธีลองใจ
แน่นอนว่ายังมีจุดประสงค์อื่นแฝงอยู่
ขณะที่ราตรีรอบกายกำลังพังทลาย หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ถอยหลังไปพร้อมยกมือขวาขึ้นสะบัดอย่างแรง ทันใดนั้นกฎเกณฑ์ปรารถนารสพลันปะทุขึ้น ดวงตาของเขาแผ่แสงสลัว ร่างกายพองตัวอย่างดุเดือดจนสูงถึง 3,000 กว่าจั้งราวกับยักษ์
เมื่อกฎเกณฑ์ปรารถนารสปะทุขึ้น ฝันร้ายแห่งปรารถนาพลันปรากฏตัวเป็นจำนวนนับหมื่นเบียดเสียดกันพร้อมกรีดร้องกลายเป็นปากขนาดมหึมากลืนกินไปทางจักรพรรดิเสวียนเฉิน
ส่วนหวังเป่าเล่อก็อ้าปากกว้างกลืนกินร่างที่เผชิญหน้ากับจักรพรรดิเสวียนเฉินอีกที!
ขณะเดียวกันเศษชิ้นส่วนราตรีของโลกแห่งเสียงก็ไม่ใช่สีดำอีกต่อไปแล้ว กลับมีแสงประหลาดเปล่งออกมาราวกับกำลังส่องประกาย…นั่นทำให้พื้นที่หมื่นลี้ตรงนี้ทั้งเหนียวและหนาขึ้นมากจากกฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งสองชนิด
ทางจักรพรรดิเสวียนเฉินก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว ตอนนี้เขายกมือใหญ่ขึ้นมาพร้อมแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะคว้าไปด้านบน ทันใดนั้นสถานการณ์บนท้องนภาก็ผันเปลี่ยน กรงเล็บยักษ์สีดำขนาดเท่าเมืองเมืองหนึ่งพลันยื่นออกมาจากชั้นเมฆคว้ามาทางพื้นที่หมื่นลี้ตรงนี้
ทรงพลังมาก!
ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ฝันร้ายแห่งปรารถนาที่กลายเป็นปากยักษ์เหล่านั้นก็ราวกับเจอศัตรูตามธรรมชาติ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนแล้วพังทลายทันที ส่วนร่างเจ้าสวาปามของหวังเป่าเล่อก็ได้รับผลกระทบและเริ่มผุพัง
แต่นั่นไม่ได้ส่งผลต่อจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาหวังเป่าเล่อแม้แต่น้อย เขาหรี่ตาลงเค้นเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะทำผนึกมุทรา ทันใดนั้นรอบตัวก็ปรากฏมือยักษ์ลวงตาขึ้น!
ฝ่ามือนี้มีเพียงสามนิ้ว!
เป็นไพ่ตายของหวังเป่าเล่อในตอนนี้ ใช้ปราณโลหิตมหาเทพเป็นฝ่ามือ ใช้ปรารถนาอารมณ์เป็นนิ้วโป้ง ปรารถนาเสียงเป็นนิ้วชี้ ปรารถนารสเป็นนิ้วกลางพุ่งสยบกรงเล็บยักษ์จากท้องฟ้า
ขณะเดียวกันเศษชิ้นส่วนโลกแห่งเสียงและความผันผวนของกฎเกณฑ์ปรารถนารสก็ดูเหมือนจะเตรียมตัวพร้อมนานแล้ว มันระเบิดติดๆ กัน กลายเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ามือมายาของหวังเป่าเล่อ
ดังนั้นหากมองจากที่ไกลๆ เศษชิ้นส่วนโลกแห่งเสียงกับพลังของกฎเกณฑ์ปรารถนารสก็ดูเหมือนกับกลายเป็นเลือดเนื้อชั้นนอกของฝ่ามือนี้ ทำให้มันยิ่งสง่างามและสมจริงขึ้นไปอีก
โลกแห่งปรารถนา!! เจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาที่มองการต่อสู้นี้อยู่พลันเอ่ยเสียงดัง
พวกเขาพูดถูก หลังจากควบคุมปรารถนาอารมณ์และกฎเกณฑ์ปรารถนาอื่นๆ แล้ว หวังเป่าเล่อก็พอเข้าใจได้ว่าจะระเบิดพลังแห่งปรารถนาขั้นสูงสุดออกมาได้อย่างไร
นั่นก็คือโลกแห่งปรารถนา
พื้นที่ที่ปรารถนามากมายหลอมรวมกันก่อตัวขึ้นสามารถทำให้เขาระเบิดพลังที่น่าอัศจรรย์ได้ อย่างเช่นตอนนี้…ฝ่ามือสามนิ้วคำรามกู่ก้องปะทะเข้ากับกรงเล็บยักษ์จากท้องฟ้านั่นโดยตรง
ฟ้าดินกรีดร้องคำราม สั่นสะเทือนไปทั้งแปดทิศ ทั่วทั้งโลกาชั้นที่สองราวกับเกิดพายุลูกใหญ่โดยมีจุดที่หวังเป่าเล่อกับจักรพรรดิเสวียนเฉินปะทะกันเป็นศูนย์กลางและแผ่ขยายออกไป
ต้นไม้ใบหญ้านับไม่ถ้วนหลุดขึ้นจากพื้นดิน ภูเขานับไม่ถ้วนแตกสลายกลายเป็นที่ราบ มหาสมุทรก็ดี แม่น้ำก็ช่าง ต่างพลิกตลบปั่นป่วนไปทั่ว ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดฝนตกหนัก
ขณะเดียวกันเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาต่างก็กำลังสนใจจุดจบของการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ต้องหน้าเปลี่ยนสี เพราะว่า…ในพื้นที่ที่หวังเป่าเล่อกับจักรพรรดิเสวียนเฉินปะทะกันนั้น ร่างของคนผู้แรกก็กระอักเลือดและกำลังถอยหนีอย่างรวดเร็ว…
ส่วนคนผู้หลังยังคงยืนอยู่เหนือประตูและมองหวังเป่าเล่อที่กำลังถอยไปอย่างสงบนิ่ง ขณะกำลังจะโจมตีนั้นเอง คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นทันที เพราะบนใบหน้าพลันปรากฏใบหน้าขึ้นมาสามใบหน้า!
ใบหน้าทั้งสามนี้เหมือนกับหน้ากากโปร่งแสงติดอยู่บนหน้าจักรพรรดิเสวียนเฉิน หน้าตาของมันเหมือนหวังเป่าเล่อแต่อารมณ์ที่แสดงออกกลับต่างกัน
ผู้หนึ่งกระหายรส ผู้หนึ่งกระหายเสียง ผู้หนึ่งกระหายอารมณ์
เปรียบเสมือนคำสาป!
………
กระแสน้ำวนปรากฏบนท้องฟ้าท่ามกลางเสียงคำรามและแผ่ขยายไปทั่วราวกับกำลังพัดพาหมอกไปทำลายผนึก ประตูสีขาวขนาดมหึมาเหมือนถูกดึงออกมาจากความว่างเปล่าและเผยโฉมอยู่บนท้องนภา
ประตูนี้แผ่พลังปราณโบราณออกมาราวกับดำรงอยู่มาชั่วกัปชั่วกัลป์ เพียงแค่เหลือบมองก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงกาลเวลาที่พ้นผ่านไป
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคราบเลือดมากมายราวกับเคยเกิดการบูชายัญครั้งใหญ่ขึ้น
นี่คือ…ประตูสู่อาณาจักรด้านบน!
ในตอนนี้มันได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พลังกดดันแผ่ขยายออกไปมากยิ่งขึ้นส่งผลให้ผืนดินของโลกาชั้นที่สองคล้ายจะทนรับไม่ไหวและทรุดลงสามฉื่อ!
ยังมีเหล่าเมืองปรารถนาทั้งหลายที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยราวกับกำลังจะพังทลาย ทุกสรรพสิ่งต่างทรุดลงคล้ายมีของหนักๆ ตกลงใส่บ่า ร่างกายส่งเสียงกรอบแกรบราวกับมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นในฉับพลัน
พลังทรงอำนาจเช่นนี้ทำให้พลังแห่งความยิ่งใหญ่แผ่ออกมาจากประตูบานยักษ์ ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นต่างสัมผัสสวรรค์สั่นคลอน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการปรากฏตัวของประตูนี้สร้างความตื่นตระหนกให้อาณาจักรบนอย่างชัดเจน ในไม่ช้าก็มีร่างสวมชุดคลุมสีขาวสวมหน้ากากปรากฏตัวรอบๆ ประตู รวมทั้งหมดเก้าคน พลังปราณของแต่ละคนแม้จะไม่อาจเทียบเท่ามหาเทพ แต่ก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงได้
เพราะพวกเขาคือวิญญาณจักรพรรดิ ผู้พิทักษ์ของมหาเทพ
ทันทีที่ปรากฏกาย แต่ละคนก็แผ่ดวงจิตเทพของตนออกมาและกำหนดเป้าหมายไว้ที่ในวังใต้ดินของเมืองปรารถนาทัศน์ ทันทีที่พวกเขากวาดดวงจิตเทพมา หวังเป่าเล่อก็ลืมตาตื่นขึ้นทันที
ทันทีที่ดวงตาของเขาลืมขึ้นก็เกิดเสียงปริแตกดังสะท้อนระหว่างฟ้าดิน จากนั้นร่างชุดขาวทั้งเก้าต่างพากันส่งเสียงกรีดร้อง ดวงตาแต่ละคนแตกเป็นเสี่ยงๆ
ราวกับว่าหวังเป่าเล่อในตอนนี้ได้ครอบครองคุณสมบัติที่ไม่สามารถจ้องมองตรงๆ ได้
ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น ก่อนหน้านี้กฎแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดยังไม่หลอมรวมกัน แต่กลายเป็นต้นกำเนิดปรารถนาทัศน์แล้วนั้น รวมกับกฎแห่งอารมณ์ทั้งสี่และกฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างกาย และยังมีกายเนื้ออิสระที่ผสานกับเลือดมหาเทพก็นับว่าเป็นอันดับหนึ่งในเจ้าปรารถนาแล้ว
สยบเจ้าแห่งโกรธได้อย่างง่ายดาย นับประสาอะไรกับตอนนี้…หลอมรวมเจ็ดอารมณ์ให้กลายเป็นปรารถนาอารมณ์ และตัวเขาก็คือเจ้าปรารถนาอารมณ์ นั่นทำให้พลังต่อสู้ของหวังเป่าเล่ออยู่ในระดับทำลายล้างโลกได้เลยทีเดียว
เพราะว่า…ปรารถนาอารมณ์เดิมทีก็คือปรารถนาแรก ระดับความแข็งแกร่งของมันยามถูกแบ่งเป็นเจ็ดส่วนยังสามารถกลายเป็นกฎเจ็ดอารมณ์ได้ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของมันแล้ว
กรณีนี้หวังเป่าเล่อก็ยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเขานั้น…อยู่ระดับใดกันแน่ เขาจึงอยากจะทดลองดูสักหน่อย
ดังนั้นหลังจากลืมตาขึ้น พริบตาที่วิญญาณจักรพรรดิทั้งเก้าพังทลาย หวังเป่าเล่อในวังใต้ดินจึงก้าวเดินไปข้างหน้า ร่างของเขาไม่ได้หายวับ ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือบริเวณโดยรอบ…ราวกับดวงดาวกำลังเคลื่อนย้าย ตัวเขาอยู่ที่เดิม ทว่าสถานที่กลับเปลี่ยนไปกลายเป็นท้องฟ้า กลายเป็นประตูยักษ์ของอาณาจักรด้านบน
ฉากนี้ทำให้เจ้าปรารถนาและเจ็ดอารมณ์ที่ให้ความสนใจต่างใจกระตุกวูบ ทุกผู้คนล้วนหายใจไม่ออก พวกเขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร
“ควบคุมโลกและกฎเกณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์!” เจ้าแห่งโกรธพึมพำขณะมองร่างหวังเป่าเล่อ ดวงตารู้สึกแสบร้อนเหลือคณานับ ในใจเต็มไปด้วยความยำเกรง
ยังมีเจ้าปรารถนาเสียงที่ออกมาจากการถือสันโดษ นางเองก็คิดเช่นเดียวกัน ในตอนนั้นที่กำลังสับสน ก็เลี่ยงไม่ได้เลยว่าในใจได้ก่อเกิดความคาดหวังขึ้นแล้ว
ผู้ที่เกิดความคาดหวังยังมีเจ้าปรารถนารสอีกคน เขาเบิกตากว้าง แม้ดวงตาจะแสบร้อน แต่ก็ยังพยายามเพ่งมอง เขาอยากรู้ว่าตนจะชนะการเดิมพันก่อนหน้านี้หรือไม่
ท่ามกลางความสนใจของทุกคน หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่หน้าบานประตูสู่อาณาจักรบนก็ไม่ได้สนใจวิญญาณจักรพรรดิรอบตัวแต่อย่างใด แต่กลับจ้องมองประตูตรงหน้าพร้อมถอนหายใจเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเมื่อเปิดประตูนี้ก็จะเข้าไปยังโลกาชั้นแรกได้
ที่นั่นคือสถานที่ถือสันโดษของมหาเทพ
และเป็นภารกิจสุดท้ายของเขาในฐานะร่างแยก
“ไม่รู้ว่าทางที่ข้าเลือกจะถูกหรือผิด” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ตอนนั้นเองวิญญาณจักรพรรดิทั้งเก้าก็พุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อและกลายร่างเป็นไอหมอกดำคล้ายเชือกพันธนาการในทันที
“แตก!” หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่ได้สะบัดมือใดๆ ด้วยซ้ำ เพียงแค่เอ่ยออกมาเบาๆ คำเดียว
เพียงคำเดียวดั่งบัญชาสวรรค์ พริบตาที่มันเสียงนั้นดังก้องกังวาน เชือกดำจากวิญญาณจักรพรรดิทั้งเก้าก็ปริออกและแตกสลายไปทันที
ต้องทราบก่อนว่าวิญญาณจักรพรรดิทั้งเก้านี้ แม้แต่ละคนจะไม่ได้มีระดับการฝึกตนเทียบเท่าเจ้าปรารถนา แต่เมื่อพวกเขาร่วมมือกัน แม้แต่เจ้าปรารถนาก็ไม่สามารถทำลายล้างได้ในครั้งเดียวเหมือนหวังเป่าเล่อ
ดังนั้นฉากเมื่อครู่จึงทำให้เจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาทั้งหลายต่างส่งเสียงคำรามอยู่ในใจ
อย่างไรก็ตาม…ลักษณะพิเศษของวิญญาณจักรพรรดิก็คือไม่ดับสิ้น พริบตาต่อมาก็ปรากฏร่าง 18 ร่างพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่ออีกครั้งเหมือนกับที่เคยสู้กับหวังเป่าเล่อร่างต้นแบบ ในไม่ช้า 18 ร่างที่พังทลายก็ปรากฏขึ้นมาเป็น 36 ร่าง
เมื่อ 36 พังทลายก็ปรากฏเป็น 72 ร่าง ตามด้วย 144 ร่างและจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น 288 ร่าง…
ถึงตอนนี้แววตาเบื่อหน่ายในตาหวังเป่าเล่อก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เขามองวิญญาณจักรพรรดิรอบกาย แม้พวกเขาจะสวมหน้ากากทั้งหมด แต่เขาก็รู้ว่าใบหน้าใต้หน้ากากนั้นเหมือนกับตนทุกประการ
ดังนั้นหลังจากถอนหายใจเบาๆ เลือดมหาเทพในร่างกายหวังเป่าเล่อก็พลันปะทุขึ้นก่อตัวเป็นหมอกโลหิตลอยอยู่ด้านนอก
ในการจัดการวิญญาณจักรพรรดิ หากเป็นคนอื่นอาจต้องสยบและสังหาร แต่สำหรับหวังเป่าเล่อที่หลอมรวมเลือดมหาเทพแล้วนั้นไม่จำเป็น เพราะ…บนพื้นฐานของต้นกำเนิดนั้นเขากับวิญญาณจักรพรรดิเหล่านี้มีต้นกำเนิดที่คล้ายคลึงกันมาก นั่นทำให้เขาสามารถต่อต้านพลังเทพจากวิญญาณจักรพรรดิได้ทั้งหมด
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น เมื่อปราณโลหิตแผ่กระจาย พลังเทพจากวิญญาณจักรพรรดินับร้อยรอบกายก็ดูเหมือนจะพุ่งใส่หวังเป่าเล่อ แต่เขากลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย ราวกับว่าวิญญาณจักรพรรดิพวกนั้นเป็นแค่เงา ไม่อาจทำอะไรเขาได้
ดังนั้นหลังจากพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วไม่เป็นผล และเมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อกำลังเดินไปยังประตูทีละก้าว เหล่าวิญญาณจักรพรรดิก็เริ่มร้อนใจ แยกร่างเองทำให้จำนวนเพิ่มขึ้นจนเกินหนึ่งพันร่าง จากนั้นก็เกินหนึ่งหมื่นร่าง และสุดท้าย…บนท้องฟ้ารอบด้านหวังเป่าเล่อก็ปกคลุมไปด้วยวิญญาณจักรพรรดิชุดขาว การโจมตีของพวกเขาได้มาถึงระดับทำลายล้างโลกแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าในโลกาชั้นที่สองไม่มีใครต้านทานได้อีก แต่ยังคงเป็นหวังเป่าเล่อ…ที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เช่นเคย แม้แต่ร่างกายก็ยังไม่อาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางได้ราวกับไม่มีอยู่จริง วิญญาณจักรพรรดิพวกนั้นถูกหวังเป่าเล่อที่แผ่ปราณโลหิตพุ่งทะลุไปอย่างไม่สนใจ
จนกระทั่งเขาเดินไปถึงตรงหน้าประตูสู่อาณาจักรบน หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาหวังเป่าเล่อก็ฉายความมุ่งมั่น ก่อนจะยกมือขึ้นกำลังจะสัมผัสประตู
ทว่าในตอนนั้นเอง น้ำเสียงผันผวนหนึ่งก็ดังขึ้น
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ”
เสียงนั้นดังขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวเหนือบานประตู เขายืนมองหวังเป่าเล่ออยู่ตรงนั้น
หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองคนตรงหน้า
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพบหน้ากันอย่างเป็นทางการ
“จักรพรรดิเสวียนเฉิน” หวังเป่าเล่อเอ่ยพูดแผ่วเบา
เจ็ดอารมณ์หลอมรวม นั่นก็คือปรารถนาที่หก!
ปรารถนาอารมณ์เป็นสิ่งพิเศษอย่างยิ่ง มันคือพลังงานแห่งความกระหายอยากซึ่งแฝงอยู่ในทุกผู้คน กระทั่งในระดับหนึ่งจะสามารถเห็นร่องรอยปรารถนาอารมณ์ในปรารถนาทั้งห้าได้ด้วย
ดังนั้นมันจึงลึกลับที่สุดและสามารถแบ่งออกเป็นเจ็ดอารมณ์ได้
ปรารถนาอารมณ์มีความคิดมีการเรียนรู้ และความคิดนี้…ตีความได้เป็นความโลภ โลภในชื่อเสียงก็เป็นปรารถนาอารมณ์ โลภในราคะก็เป็นปรารถนาอารมณ์ โลภในรักก็ยิ่งเป็นปรารถนาอารมณ์
กล่าวให้กระจ่างคือพลังงานปรารถนาอารมณ์นี้สามารถสนับสนุนคนคนหนึ่งได้จนถึงที่สุด และเกือบทุกคนมีมันอยู่ แม้กระทั่งหวังเป่าเล่อ…เขาปรารถนาที่จะมีความสุขและหวังว่าจะเป็นอมตะ
ร่างกายนี้…เห็นได้ชัดว่าก็เป็นปรารถนาอารมณ์อย่างหนึ่ง เพียงแต่ในสภาวะปกติความปรารถนานี้สามารถระงับและควบคุมได้ แต่ในมิติเต๋าต้นกำเนิดนั้นทุกสิ่งเปลี่ยนไป หกปรารถนากลายเป็นกฎเกณฑ์!
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนกฎแห่งความกระหาย ร่างกายก็ย่อมกลายเป็นความกระหายได้
ฟังดูลึกลับแต่เป็นเช่นนั้นจริงๆ ปรารถนาอารมณ์นั้นต่างจากอีกห้าปรารถนาอย่างสิ้นเชิง มันคลุมเครือและเป็นอุดมคติกว่า
หวังเป่าเล่อนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ในศาลา ค่อยๆ รู้แจ้งท่ามกลางการหลอมรวมตราประทับเจ็ดอารมณ์ในร่างกาย ในการรู้แจ้งนี้ประสาทการรับรู้ทั้งหมดของเขาถูกเก็บไป หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนอย่างเต็มที่
แน่นอนว่าหากมีอันตราย ด้วยระดับการฝึกตนของเขาในตอนนี้ก็ยังสามารถตรวจจับได้ทันที
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทุกอย่างในเมืองปรารถนาทัศน์ก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ สำหรับผู้ฝึกตนเกือบทั้งหมดในเมือง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าปรารถนาทัศน์นั้นเปลี่ยนคนแล้ว
ส่วนคนที่รู้เรื่องต่างไม่กล้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่า…แม้เจ้าปรารถนาทัศน์จะเปลี่ยนคนแล้ว แต่กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ไม่ได้เปลี่ยนตาม ร่างกายเจ้าปรารถนาทัศน์คนใหม่…ยังคงเป็นต้นกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์อย่างแท้จริง
ส่วนเจ้าทั้งสี่แห่งเจ็ดอารมณ์ก็ไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองปรารถนาทัศน์นานนัก ไม่นานก็แยกย้าย พวกเขายังมีเรื่องที่ต้องจัดการ หนึ่งในนั้นคนแรกที่จากไปก็คือเจ้าแห่งโกรธ
การพ่ายแพ้อยู่ในกำมือหวังเป่าเล่อทำให้เขาอับอาย มันเป็นการพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ไร้แรงต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น พริบตาเดียวก็สยบอยู่ใต้เท้า ทำให้เขาเสียความมั่นใจ
หลังจากเจ้าแห่งโกรธจากไป คนอื่นๆ ก็ทยอยกันจากไปตามๆ กัน คนสุดท้ายที่จากไปคือเจ้าแห่งสุข ก่อนจะไปนางหันไปมองยังสถานที่ที่ถือสันโดษของหวังเป่าเล่ออีกครั้ง แววตาเปี่ยมด้วยความหวังก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เพราะว่า…นางสัมผัสได้แล้ว ณ ใจกลางเมืองปรารถนาทัศน์ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีพลังปราณแห่งกฎเกณฑ์ที่คุ้นเคยหวนคืนมา
เมื่อปรารถนาอารมณ์เกิดขึ้น ประตูสู่อาณาจักรด้านบนก็จะเปิด…
มหาเทพ…ที่ท่านแยกโลกาชั้นแรกและชั้นสองออกจากกัน นั่นไร้ประโยชน์แล้ว…
อีกไม่นานเราจะได้เจอกัน จู่ๆ เจ้าแห่งสุขก็ผุดยิ้ม รอยยิ้มนั้นแปลกประหลาดไม่อาจพรรณนาได้ ส่วนลึกในดวงตาของนางมีแสงสีดำวาบผ่าน
เพียงแต่…เจ้าแห่งสุขที่หมุนกายเดินจากมาและหายวับไปไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า…เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้ามีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นและกำลังเฝ้าดูทุกการกระทำของนางโดยที่นางไม่ได้สังเกตเห็น
รวมถึง…แสงสีดำในดวงตาของนางด้วย
ร่างนี้สวมชุดคลุมสีดำทั้งตัว ศีรษะปกปิดอยู่ในชุดคลุมสีดำนั้นเช่นกัน เขายืนอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ เนิ่นนานกว่าจะถอนสายตาออกจากจุดที่เจ้าแห่งสุขหายวับไปแล้วหันไปทางเมืองปรารถนาทัศน์
ใช้เวลาไม่นานร่างแยกของข้าก็เติบใหญ่ถึงระดับนี้แล้ว…หากตอนนี้เขาไม่ได้เก็บประสาทรับรู้ไว้และข้าไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับเขา เกรงว่าคงจะถูกเขาจับได้ในพริบตาที่มาถึงแล้ว ร่างบนท้องฟ้าพึมพำ ตอนนั้นเองลมก็พัดเสื้อคลุมที่คลุมศีรษะออกไป เผยให้เห็นใบหน้าข้างในนั้น
นั่นก็คือ…หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบ!
เขากำลังมองเมืองปรารถนาทัศน์อย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าคิดอะไร ดวงตาเขาค่อยๆ ซับซ้อนขึ้น ไม่นานก็ถอนหายใจราวกับมีบางเรื่องที่ตัดสินใจยาก สุดท้ายก็ส่ายหน้าราวกับยังไม่ได้คำตอบ แล้วหันกายจากไป
ร่างต้นแบบจากไปแล้ว ทางฝั่งร่างแยกก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยจริงๆ ขณะนี้หวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในวังใต้ดินกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการหลอมรวมตราประทับเจ็ดอารมณ์ในร่างกาย
เสร็จไปแล้วหกส่วน!
ถึงตอนนี้การหลอมรวมไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว เขาสัมผัสได้ว่าตราประทับทั้งเจ็ดกำลังแตกออกจากกัน เมื่อพวกมันแตกออกก็รวมเข้าด้วยกันอีกครั้งและกำลังสร้างกฎใหม่
สิบวันผ่านไป ยี่สิบวันผ่านไป สามสิบวันผ่านไป…
การหลอมรวมตราประทับเจ็ดอารมณ์เพิ่มจากหกส่วนเป็นเก้าส่วนแล้ว!
ถึงกระนั้นกฎเกณฑ์ปรารถนาอารมณ์ก็ยังไม่ถือกำเนิด มีเพียงพลังปราณแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากพลังปราณนี้รวมตัวกันได้ระดับหนึ่งแล้วกลับเกิดอิทธิพลต่อโลกาชั้นที่สองแห่งนี้
สิ่งแรกที่ได้รับผลกระทบก็คือเจ้าแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ด พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังงานแห่งกฎของตนกำลังอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับผู้ฝึกตนของกฎทั้งเจ็ด
ราวกับว่ากฎแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเทียบกับศิษย์ผู้ฝึกตนกฎทั้งเจ็ดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดรู้ถึงสาเหตุจึงไม่ตื่นตระหนก แต่กลับรอคอยอย่างเงียบๆ
เพราะว่า…เวลาเดียวกันกับที่กฎเจ็ดอารมณ์บนร่างพวกเขาเหี่ยวแห้ง พลังแห่งกฎดั้งเดิมของพวกเขาที่เคยถูกสะกดไว้ก็ฟื้นขึ้น
นอกจากนี้โลกาชั้นที่สองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ท้องฟ้าเริ่มมืดลง สายฟ้าแลบปรากฏไปทั่วทุกหนทุกแห่งส่งเสียงคำรามไปทั่วแปดทิศ
ผืนดินสั่นสะเทือนในหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะเมืองปรารถนาทั้งห้า ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ต่างเกิดความรู้สึกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจอธิบายได้ ราวกับสัญชาตญาณกำลังบอกพวกเขาว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ในหมู่พวกเขา เจ้าแห่งปรารถนาทั้งสี่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด
แม้แต่เจ้าปรารถนาเสียงที่ได้รับบาดเจ็บและถือสันโดษอยู่ในภูเขาไฟก็ยังลืมตา ลึกเข้าไปในดวงตานั้นเผยแววไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหันไปมองทางเมืองปรารถนาทัศน์ ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้น
ยังมีเจ้าปรารถนารสที่อยู่ในภาวะสลบไสลก็ยังตื่นขึ้นมาแล้วมองไปทางเมืองปรารถนาทัศน์เพราะการกระตุ้นของพลังปราณนี้
ยังมีเจ้าปรารถนากลิ่นและเจ้าปรารถนาสัมผัสที่แม้จะไม่เคยพบหวังเป่าเล่อ แต่พวกเขาก็ยังสั่นสะท้านด้วยพลังปราณนี้ทันที
การหลอมรวมดำเนินต่อไป โลกกำลังเปลี่ยนแปลง
แม้แต่ในโลกาชั้นที่สาม ขณะนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ลึกลงไปใต้ผืนดินภายในถ้ำหินปูน ร่างแห้งเหี่ยวที่ถูกพันธนาการแต่ละร่างเริ่มปรากฏสัญญาณของการตื่นขึ้น…
จนกระทั่งวันที่ 39…ในพริบตาที่ตราประทับเจ็ดอารมณ์ในร่างกายหวังเป่าเล่อหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์นั้น กฎเกณฑ์ที่ไม่เคยปรากฏบนโลกใบนี้ก็ได้…ถือกำเนิด!
เวลานี้ฟ้าดินพลันเปลี่ยนสี เมฆลมพลิกตลบ!
เจ้าแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดสั่นสะท้าน เจ้าปรารถนาอีกสี่คนตกตะลึง
สรรพสัตว์ทั้งหลายครวญคราง โลกสั่นสะเทือน!
กฎเกณฑ์ที่ถือกำเนิดขึ้นนี้มีนามว่าปรารถนาอารมณ์!
ทันทีที่ถือกำเนิดเพราะว่าหวังเป่าเล่อเป็นคนแรกที่ครอบครองมันจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ครอบครองเพียงหนึ่งเดียวและกลายเป็นต้นกำเนิดทันที ได้เลื่อนขึ้นเป็น…เจ้าปรารถนาอารมณ์!
พลังปราณอันแข็งแกร่งและทรงพลังพลันปะทุจากร่างขึ้นฟ้าก่อตัวเป็นพายุ ม้วนตลบดังเสาอากาศพุ่งสู่ท้องฟ้า!
………
ขณะที่หวังเป่าเล่อกับเจ้าแห่งสุขกำลังสนทนากันอยู่ในวังใต้ดิน…
กลางทะเลทรายห่างไกลจากเมืองปรารถนาทัศน์ ร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ร่างนี้ชัดเจนมากไม่พร่าเลือนแม้แต่น้อย จึงเห็นทุกอย่างได้แจ่มกระจ่าง
หากหวังเป่าเล่ออยู่ที่นี่เขาจะต้องจำได้ในแวบแรกอย่างแน่นอน ร่างนี้…ก็คือร่างแยกสุดท้ายของเจ้าปรารถนาทัศน์
ร่างแยกนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงหนีออกมาจากการปิดผนึกเมืองปรารถนาทัศน์ได้ มันแค่ลองทำตามความคิดในหัวดู ผลปรากฏว่าผนึกที่ปกคลุมไปทั่วเมืองปรารถนาทัศน์นั้นไร้ผลกับตนอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นมันจึงไม่รีรออีกต่อไป เลือกที่จะหนีไปทันที ส่วนเรื่องเวลา…แท้จริงแล้วเป็นแค่วันที่สองหลังจากเจ้าปรารถนาทัศน์ระเบิดตนเท่านั้น
มันจึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองปรารถนาทัศน์หลังจากนั้นเลยแม้แต่น้อย
ในหัวมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นั่นก็คือแก้แค้น!
ร่างแยกคิดจะอาศัยสถานะศิษย์มหาเทพของตนกลับไปยังอาณาจักรด้านบน ตามหาอาจารย์และให้อาจารย์เป็นผู้นำปราบกบฏเพื่อเขา
ร่างแยกยังคิดจะส่งข่าวด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดข่าวของมันกลับคล้ายจะถูกรบกวน ตลอดทางนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถส่งได้
แต่ไม่เป็นไร ใจของร่างแยกมุ่นมั่นอย่างยิ่ง ในเมื่อส่งข่าวไม่ได้ มันก็จะไปด้วยตัวเอง สำหรับคนนอกการจะไปอาณาจักรด้านบนนั้นยากมาก แต่ร่างแยกคิดว่าด้วยสถานะของตนคงไม่น่ายาก
ต้องบอกก่อนว่า…ร่างแยกทั้งสี่ของเจ้าปรารถนาทัศน์ได้นิสัยต่างกัน และร่างนี้…ก็ดูเหมือนจะได้นิสัยที่ถูกยั่วยุอย่างโง่เขลามา
เพราะว่า…ตามแผนเดิมมันควรจะเหาะไปสุดขอบฟ้าแล้ว แต่หลังจากเหาะไปสักพักก็สัมผัสไม่ถึงการมีอยู่ของอาณาจักรด้านบน ร่างแยกที่กำลังเดินเตร่ไปมาอย่างสับสนอยู่หนึ่งวัน จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณหนึ่งที่ทำให้มันตื่นเต้น
พลังปราณนี้ มันคิดว่าไม่มีทางที่ตนจะระบุพลาด นั่นคือ…พลังปราณของอาจารย์มหาเทพ
“อาจารย์ตื่นแล้ว?” ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ทั้งตกใจและตื่นเต้น ยิ่งกว่านั้นคือดีใจมากจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งไปยังจุดที่พลังปราณนั้นอยู่โดยไม่ทันรู้ตัว
ด้วยเหตุนี้หลังจากมุ่งหน้าอย่างบ้าคลั่งอยู่นาน ในที่สุดวันนี้…มันก็มาถึงทะเลทราย
มันไม่คุ้นเคยกับทะเลทรายผืนนี้มากนัก แต่สำหรับหวังเป่าเล่อ ที่นี่…คือที่ที่เขาคุ้นเคยอย่างยิ่ง เพราะลึกลงไปใต้ทะเลทรายผืนนี้ก็คือจุดที่ร่างต้นแบบอยู่
“เป็นที่นี่ อาจารย์อยู่ที่นี่” หลังจากร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์มาถึง มันก็ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม ดวงตาเผยแววยินดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้าเจ็ดอารมณ์สมควรตาย เจ้าคนนอกสมควรตาย พวกเจ้าตายแน่ เมื่ออาจารย์ออกมา พวกเจ้าต้องตายแน่!” คิดได้ดังนี้ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ก็หัวเราะเสียงดัง เพิ่มความเร็วจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ทะเลทรายและมุดลงข้างใต้ตามพลังปราณที่ตนสัมผัสได้ และพุ่งตรงมายัง…สถานที่ที่หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบอยู่ด้วยความตื่นเต้น
ไม่นานมันก็พุ่งผ่านปราการแต่ละชั้นลงไปถึงส่วนลึก และเข้าไปในสถานที่ถือสันโดษของหวังเป่าเล่อ
“อาจารย์ ศิษย์มาพบท่านขอรับ!”
“อาจารย์…”
“อา…” ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ที่กำลังตื่นเต้นชะงักคำพูดที่จะเอ่ยต่อไปในทันที ก่อนจะจ้องมองร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าอย่างว่างเปล่า ร่างพลันค่อยๆ สั่นเทิ้ม ดวงตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ
ตรงหน้าเขา หวังเป่าเล่อลืมตาขึ้นมองร่างเล็กกระจ้อยร้อยตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
บริเวณรอบด้านเงียบลงไปถนัดตาชั่วครู่ มีเพียงเขาสองคนจ้องสบตากัน ทว่าพริบตาถัดมาร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ก็ส่งเสียงกรีดร้อง ถอยหนีไปอย่างรวดเร็วและคิดจะหนีไปจากที่นี่
ชัดเจนว่ามันมาหาอาจารย์ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเจอ…ร่างที่ช่วงชิงร่างต้นแบบของมันไป…
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางที่มันจะหนีพ้น ในพริบตา…ร่างที่ถอยร่นไปอย่างรวดเร็วก็ถูกกำลังมหาศาลตรึงไว้แล้วลากกลับไปทันที หลังจากถูกหวังเป่าเล่อร่างต้นแบบจับก็สลายตัวเป็นปราณโลหิตไหลเข้าสู่ร่างกายร่างต้นแบบ
หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบตกตะลึง หลังจากผ่านไปนานเมื่อเขาดูดซับและย่อยทุกอย่างของร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์จนหมด หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ลึกเข้าไปในดวงตามีแววซับซ้อนและสับสน
“ที่แท้…ก็เป็นเช่นนี้หรือ…”
เวลาเดียวกันภายในเมืองปรารถนาทัศน์ หวังเป่าเล่อที่กำลังคุยกับเจ้าแห่งสุขก็ชะงักไปทันที สุราข้าวที่กำลังจะดื่มค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะหันไปมองโลกอันไกลโพ้นแล้วหรี่ตาลง
เขาสัมผัสได้ว่าทางร่างต้นแบบดูเหมือนจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ของเขาก็ปั่นป่วนเล็กน้อย แต่หลังจากร่างกายสมบูรณ์แล้ว กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ก็เหมือนกับวงแหวนปิด ไม่ได้รับอิทธิพลจากภายนอก“แปลกจริงๆ…” ดวงตาหวังเป่าเล่อฉายแววงุนงง ในหัวเกิดความคิดตลกๆ อย่างอดไม่ได้
“หรือว่าร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ร่างนั้นจะเจอเข้ากับร่างต้นแบบของข้า” สีหน้าหวังเป่าเล่อแปลกไปเล็กน้อย เจ้าแห่งสุขที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้า ลึกเข้าไปในดวงตามีแสงจางๆ ส่องประกาย ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“เป็นอะไรหรือ”
“เปล่า ปรารถนาอารมณ์ที่เจ้าพูดถึงจำเป็นต้องมีกฎเจ็ดอารมณ์ ตอนนี้ข้ายังขาดอีกสามอารมณ์” หวังเป่าเล่อมองเจ้าแห่งสุข
“ข้ามี” เจ้าแห่งสุขจ้องหวังเป่าเล่อแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
เจ็ดอารมณ์ สุข โกรธ ระทม ครุ่นคิด โศก หวาดกลัว ตกใจ
หวังเป่าเล่อได้ไปแล้วสี่อารมณ์คือสุข โศก โกรธ ระทม ซึ่งในความเป็นจริงเจ้าแห่งระทมก็คือเจ้าแห่งแค้น
ดังนั้นอีกสามอารมณ์ที่ยังขาดอยู่คือกฎแห่งครุ่นคิด กฎแห่งหวาดกลัว และกฎแห่งตกใจ
ครู่ต่อมาเจ้าแห่งสุขก็ยกมือโบก ขวดสีขาวขนาดเล็กสามขวดพลันปรากฏเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ
ทั้งสามขวดถูกปิดผนึกไว้ แต่ด้วยสัมผัสรับรู้ของหวังเป่าเล่อ เมื่อเขาสำรวจอย่างละเอียด เขาก็สัมผัสได้ถึงเมล็ดพันธุ์เต๋าสามเมล็ดข้างในแต่ละขวด
เมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งสามคือตัวแทนกฎแห่งอารมณ์ที่เขายังขาดอยู่
การเตรียมพร้อมรอบด้านเช่นนี้ทำให้สายตาที่หวังเป่าเล่อมองเจ้าแห่งสุขล้ำลึกขึ้น
เจ้าแห่งสุขไม่ได้อธิบาย หลังจากนำทั้งสามขวดออกมา นางก็ลุกขึ้นคำนับหวังเป่าเล่อ แล้วหมุนตัวออกจากวังไป ทำให้ที่นี่เหลือแค่หวังเป่าเล่อคนเดียว
หวังเป่าเล่อไม่ได้มองขวดทั้งสาม แต่เอนกายดื่มสุราข้าวเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ครู่หนึ่งจู่ๆ เขาก็หัวเราะ
“ร่างต้นแบบไม่ชอบดื่มสุรา ชอบแต่น้ำเย็นหล่อวิญญาณ เขาไม่รู้หรอก…ว่าแท้จริงแล้วสุราน่ะอร่อยกว่า”
กล่าวจบหวังเป่าเล่อก็สะบัดมือ ทันใดนั้นขวดบรรจุเมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งสามก็พุ่งเข้ามา หวังเป่าเล่อคว้ามันเอาไว้!
“เพราะฉะนั้นลองสักหน่อยจะเป็นไรไป!”
พริบตาต่อมาขวดทั้งสามก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เมล็ดพันธุ์เต๋าข้างในส่องแสงเจิดจ้าพุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่อและหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย และด้วยปราณโลหิตของมหาเทพก็ได้กำจัดเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ในอารมณ์เหล่านี้ทันที กลายเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งกฎอันบริสุทธิ์
ความบริสุทธิ์เช่นนี้คือการตัดขาดความเชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของมันอย่างสิ้นเชิงจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มันหลอมรวมกลายเป็นตราประทับสามตราอยู่ในร่างกายเขา!
ตราประทับของสี่อารมณ์ก่อนหน้าดูเหมือนจะสะท้อนกันและกัน ขณะที่แสงส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณของหวังเป่าเล่อพลันระเบิดออก!
ตราประทับทั้งเจ็ดตราเริ่มเข้าใกล้กันช้าๆ ราวกับกำลังจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน
เวลาเดียวกันเจ้าแห่งสุขที่ออกจากวังไปแล้วก็หันหน้ากลับมามอง นางสูดหายใจเข้าลึก สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
หวังเป่าเล่อหรี่ตา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ได้คำตอบ
สิ่งที่เขาเห็นในวังใต้ดินคือร่างแยกสองร่างแน่นอน ร่างหนึ่งถูกเขาฆ่าเองกับมือ อีกฝ่ายอัดแน่นไปด้วยปราณโลหิตหนึ่งส่วน
แต่อีกร่างนั้นแบ่งออกเป็นอีกหลายร่างแทงเข้าไปในหมอกจึงถูกเขาดูดกลืนทีละร่าง หากคำนวณอย่างละเอียดแล้วมันไม่ใช่ 100 ร่าง แต่เป็น 99 ร่าง
เห็นได้ชัดว่าร่างแยกร่างที่สองนี้มีความเจ้าเล่ห์ เขาส่งร่างแยกมา 99 ร่าง หากสำเร็จเขาก็จะถือว่ามีส่วนช่วยครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จก็มีความเป็นไปได้ว่าจะหวนกลับมาเพราะยังซ่อนไว้อีกหนึ่ง
แม้กลยุทธ์จั๊กจั่นลอกคราบเช่นนี้จะชาญฉลาด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าร่างแยกที่ยังเหลืออยู่นั้นโชคไม่ดีถูกเจ้าแห่งโกรธจับตัวไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ และผนึกมันเข้าไปในร่างด้วยเหตุผลบางอย่างเพื่อซ่อนร่องรอยการมีอยู่ของมัน
หากไม่ใช่เพราะหวังเป่าเล่อที่ดูดซับเลือดมหาเทพมีสัมผัสเชื่อมต่อคงยากจะพบเบาะแสเรื่องนี้
นี่ไม่ใช่ร่างแยกที่สมบูรณ์ ข้าแค่อยากเอามันไปศึกษาและมันก็ไม่ได้มีประโยชน์กับเจ้ามากนัก หากข้าเดาไม่ผิด เจ้ายังมีร่างแยกที่สมบูรณ์อีกสองร่างที่ยังหาไม่เจอนี่… เจ้าแห่งโกรธอธิบายเสียงอู้อี้ เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อสีหน้าเปลี่ยนไป
หากหวังเป่าเล่อไม่ได้ครอบครองพลังแข็งแกร่งอย่างตอนนี้ เขาย่อมไม่อธิบายหรอก แต่ตอนนี้…ต่างออกไปแล้ว
ขาดอีกแค่หนึ่ง หวังเป่าเล่อเอ่ยเบาๆ ขณะที่พวกเจ้าแห่งสุขพากันทำหน้าประหลาดใจ หวังเป่าเล่อก็หันศีรษะมองเหล่าคนที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นทุกอย่างแต่กลับแสร้งทำเป็นไม่เห็นศิษย์ทั้งเจ็ดคน
ตอนนี้ศิษย์ทั้งเจ็ดกายสั่นเทิ้ม ต่อให้โง่แค่ไหนพวกเขาก็เดาความจริงของเรื่องราวทั้งหมดได้ อาจารย์ของพวกเขาถูกช่วงชิงร่างไปแล้ว เหลือเพียงร่างแยกสองร่างที่หลบหนีอยู่ข้างนอก
แต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ…ผู้ที่ช่วงชิงร่างอาจารย์ไปผู้นี้ได้กลายเป็นต้นกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์อย่างแน่นอนแล้ว ในระดับหนึ่ง…เขาก็ได้กลายเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์คนใหม่
ดังนั้นแม้พวกเขาจะสับสน แต่ก็ไม่กล้าอิดออดจึงทำได้เพียงก้มหน้าคุกเข่าอยู่ตรงนั้น
เห็นแก่มิตรภาพแต่เก่าก่อนที่ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าจะไว้หน้าเจ้า ออกมาด้วยตัวเองเถอะ หวังเป่าเล่อมองศิษย์ทั้งเจ็ดคนก่อนจะเอ่ยช้าๆ
ศิษย์ทั้งเจ็ดยิ่งตัวสั่นและมองหน้ากันอย่างงุนงง แต่หลังจากรอคอยอีกไม่กี่อึดใจ หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะยกมือขวากระชากศิษย์หญิงที่หน้าตาหมดจดผู้นั้นออกมาจากกลุ่มอย่างแรง
อาจารย์ ข้า…
ยังกล่าวไม่ทันจบ มือใหญ่ของหวังเป่าเล่อก็บีบจนเกิดเสียงดังปัง ศิษย์หญิงสั่นไปทั้งกาย ปราณโลหิตไหลออกจากรูทวารทั้งเจ็ดกลายเป็น…ร่างเดิมของเจ้าปรารถนาทัศน์คนก่อน
เขาจ้องหวังเป่าเล่ออย่างโกรธจัด รู้ว่าตนคงหนีไม่พ้นแล้ว แววตานั้นสิ้นหวัง แต่ก็ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหวังเป่าเล่อ จากท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงออกมา หวังเป่าเล่อก็มองออกว่าร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ไม่ได้แบ่งปันความทรงจำของกันและกัน
ส่วนศิษย์หญิงผู้นั้น หวังเป่าเล่อไม่ใช่คนฆ่าไม่เลือก เขาสะบัดมือกลับ เพียงอึดใจเดียวร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ผู้สิ้นหวังก็กลายเป็นปราณโลหิตไหลเข้าสู่ร่างกายของหวังเป่าเล่อ
ถึงตอนนี้หวังเป่าเล่อก็ครอบครองร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ไปแล้วเก้าส่วน อีกหนึ่งส่วนที่เหลือไม่สำคัญแล้ว โดยเฉพาะหลังจากดูดซับแก่นเลือดของมหาเทพเข้าไป ไม่ว่าจะหาร่างแยกสุดท้ายเจอหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เขาแค่สงสัยว่าร่างแยกสุดท้ายหนีออกจากเมืองปรารถนาทัศน์ไปได้อย่างไร เพราะสัมผัสเชื่อมต่อไม่ถึง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายอยู่ไกลจากเมืองปรารถนาทัศน์มากแล้ว
แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก ต่อให้ถูกคนอื่นเอาไปก็ไม่สามารถคุกคามเขาได้ เพราะ…เขาไม่เหมือนกับอดีตเจ้าปรารถนาทัศน์ เจ้าปรารถนาทัศน์คนก่อนได้ครอบครองเพียงร่างกายเท่านั้น
แต่หวังเป่าเล่อกลับหลอมรวมมันเข้าไปในร่างของตนกลายเป็นปราณโลหิต รวมกันอย่างสมบูรณ์แล้ว
เรียกได้ว่าหลังจากดูดซับเลือดหยดนั้นภายในวังใต้ดิน หวังเป่าเล่อ…ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อและร่างต้นแบบก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
ในแง่หนึ่ง เขาในตอนนี้นับว่ามีอิสระอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ยังครอบครองกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ที่เกือบสมบูรณ์กับกฎเกณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย เวลานี้เขาคือเจ้าปรารถนาอย่างสมเกียรติและยังแข็งแกร่งกว่าเจ้าปรารถนาคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ
ในความเงียบหวังเป่าเล่อไม่สนใจทุกคนรอบกาย แต่มองไปยังเจ้าแห่งสุข ก่อนจะเอ่ยช้าๆ
เราควรคุยกัน
ได้ เจ้าแห่งสุขสูดหายใจเข้าลึกๆ นางพยักหน้าเล็กน้อย ครู่ต่อมาร่างของทั้งคู่ก็หายวับ เมื่อปรากฏตัว…ก็มาอยู่ที่สระโลหิตของเจ้าปรารถนาทัศน์
หวังเป่าเล่อสะบัดมือ สภาพแวดล้อมของที่นี่ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นศาลา ข้างในมีที่ตั้งกาน้ำชาสามขา หวังเป่าเล่อนั่งด้านข้างพิงกับเสา ในมือปรากฏสุราข้าวหนึ่งขวด เขากระดกมันเข้าปากอึกใหญ่ แล้วมองเจ้าแห่งสุขที่นั่งอยู่ตรงข้าม
จากมุมนี้ใบหน้าเจ้าแห่งสุขงดงามเหนือคำบรรยาย ความสง่างามที่ไม่มีใครเทียบได้ยิ่งเด่นชัด โดยเฉพาะท่านั่งของนางนั้นสง่างามมาก ยิ่งแสดงให้เห็นความงามของส่วนเว้าส่วนโค้งของสตรี
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาหวังเป่าเล่อ เจ้าแห่งสุขจึงหันมามอง
หลังจากสบตากัน เขาก็เอ่ยขึ้นทันที
ก่อนจะกลายเป็นเจ้าแห่งสุข เจ้าเป็นใคร
หนึ่งใน 108 ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่อยู่ใต้คำสั่งของมหาเทพ หลิงเยว่ แววตาของเจ้าแห่งสุขเผยให้เห็นความทรงจำแล้วเอ่ยเบาๆ
เจ้ารู้ตัวตนข้า? หวังเป่าเล่อถามอีกครั้งหลังจากเงียบไป
รู้และไม่รู้ แต่ที่ข้ามั่นใจคือเจ้าเป็นคนนอก เป็นคนที่อาณาจักรด้านบนกำลังตามหาตัว ดังนั้นข้าจึงอยากร่วมมือกับเจ้า เพราะข้า…อยากหลุดพ้น เจ้าแห่งสุขตอบอย่างตรงไปตรงมา
หลุดพ้นอย่างไร
กำราบอาณาจักรเบื้องบนให้สิ้นซาก ทำลายวิญญาณจักรพรรดิ สยบผู้พิทักษ์ ทำลายมหาเทพ!
ยาก! หวังเป่าเล่อดื่มสุราข้าวแล้วส่ายหน้า
เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดเจ็ดอารมณ์ถึงสมบูรณ์ แต่หกปรารถนากลับยังขาดปรารถนาอารมณ์อยู่ เจ้าแห่งสุขมองหวังเป่าเล่อแล้วเอ่ยทีละคำ
เพราะสิ่งแรกที่ปรากฏบนโลกใบนี้ก็คือปรารถนาอารมณ์ซึ่งสุดท้ายมันถูกแบ่งเป็นเจ็ดส่วน แต่ละส่วนกลายเป็นอารมณ์ นั่นก็คือ…เจ็ดอารมณ์
ในทางกลับกันหากใครสามารถฝึกฝนกฎทั้งเจ็ดอารมณ์ได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถสร้างกฎเกณฑ์ปรารถนาอารมณ์ได้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครทำได้เพราะทุกชีวิตในโลกใบนี้ล้วนต้องคำสาป แต่เจ้าไม่!
และทันทีที่ปรารถนาอารมณ์ปรากฏขึ้น ประตูสู่อาณาจักรด้านบนก็จะถูกเขย่าและเปิดออก!
เมื่อประตูเปิดพวกข้าจะพุ่งเข้าสังหาร จะอยู่ก็ดี จะตายก็ช่าง สุดท้ายมันก็คือการหลุดพ้น
หวังเป่าเล่อหรี่ตาและเงียบไปเนิ่นนาน
เจ้าแห่งสุขไม่ได้เอ่ยอะไรอีก นางกำลังรอให้หวังเป่าเล่อครุ่นคิด
จากนั้นไม่นาน จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็หัวเราะออกมา เขามองเจ้าแห่งสุขอย่างสับสน เจ้าแห่งสุขก็มองเขาอย่างสับสน
บางครั้งเห็นได้ชัดว่าตัวเองรู้ อีกฝ่ายก็รู้ แต่บางอย่างก็ไม่อาจพูดออกมาได้
อย่างเช่นเขารู้ว่าอีกฝ่ายคาดเดาความจริงที่เขาไม่เต็มใจจะยอมรับได้แล้ว
อย่างเช่นนางรู้ว่าคนตรงหน้า แม้จะเป็นเพียงร่างแยก แต่กลับเป็นร่างแยก…ที่อยากเป็นอิสระ อีกทั้งยังเป็นอิสระแล้วด้วย แต่ก็ยังคงปรารถนาที่จะเป็นอิสระตลอดไป
บนหัวเจ้าไม่ใช่ภูเขาลูกใหญ่ เหตุใด…ถึงไม่เดิมพันดูล่ะ เจ้าแห่งสุขเอ่ยเสียงแผ่ว
ร่างแยกอิสระของมหาเทพ ร่างแยกอิสระของร่างแยกอิสระ… หวังเป่าเล่อยิ้มในใจ แต่ดวงตากลับมึนงง
ข้าเป็นใครกันแน่…
………
การถอนใจนั้นอัดแน่นไปด้วยความสับสน
ความจริงของโลกใบนี้แม้หวังเป่าเล่อจะไม่อยากคิดถึงมัน แต่มันกลับปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่าจนเขาแทบจะหลีกหนีไม่พ้นแล้ว
ร่างต้นแบบยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด… หวังเป่าเล่อเดินออกไปจากบ่อน้ำโบราณเงียบๆ แล้วไปปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าด้านนอก เขาไม่สนใจต่อสีหน้าไม่อยากจะเชื่อและนิ่งงันของเหล่าเจ็ดอารมณ์ และไม่สนใจเหล่าศิษย์สายตรงของเจ้าปรารถนาทัศน์ที่มาที่นี่เพราะเห็นความผิดปกติ
เขายืนอยู่กลางอากาศมองไปทาง…ทิศที่ร่างต้นแบบอยู่
จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็นึกอิจฉาร่างต้นแบบ
บางทีไม่รู้อะไรเลยก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งกระมัง
ท่ามกลางความสับสนและอารมณ์ในก้นบึ้งจิตใจ เหล่าเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ต่างหวาดระแวง มีเพียงเจ้าแห่งสุขที่มองหวังเป่าเล่อด้วยดวงตาล้ำลึก
เจ้าคือ… เจ้าแห่งโกรธเอ่ยขึ้นเป็นผู้แรก น้ำเสียงดังก้องปานฟ้าร้อง
เจ้าปรารถนาทัศน์ หวังเป่าเล่อกล่าวเสียงเบา ฉับพลันแม้เหล่าศิษย์สายตรงของเจ้าปรารถนาทัศน์ที่รีบมาจะประหลาดใจ แต่ก็ยังคงคุกเข่าคำนับหวังเป่าเล่อ
ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ระดับการฝึกตนไม่ธรรมดา ล้วนฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เทียบได้กับเจ้าสวาปามหรือเหล่ามหาศิษย์ของเมืองปรารถนาเสียง มีทั้งหมดเจ็ดคน หญิงสี่ชายสาม
ทั้งรูปร่างและหน้าแต่ละคนสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะศิษย์หญิงคนหนึ่งในนั้นที่หน้าตาโดดเด่นออกมาจากคนรอบข้าง หวังเป่าเล่อก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายสามารถเรียกได้ว่าเป็นสตรีที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
เพียงแต่ความสวยงามเช่นนี้มักให้ความรู้สึกไม่จริง
ศิษย์ผู้นี้ก็คือคนที่มีแววตากังวลมากที่สุดราวกับเป็นห่วงหวังเป่าเล่อมาก
หลังจากกวาดตามองเหล่าศิษย์แล้ว หวังเป่าเล่อจึงหันไปมองเจ้าแห่งโกรธ
สายตาของหวังเป่าเล่อนั้น แม้แต่เจ้าแห่งโกรธผู้แข็งแกร่งก็ยังใจกระตุก แท้จริงแล้วในสายตาที่ดูสงบนิ่งของหวังเป่าเล่อมีพลังบีบคั้นที่อธิบายไม่ได้ มันเป็นพลังที่ทำให้ในหัวเขานึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อหลายปีก่อน
เจ้าแห่งโกรธ เอาของที่ไม่ใช่ของเจ้าออกมาสิ หวังเป่าเล่อมองเจ้าแห่งโกรธแล้วเอ่ยช้าๆ
ทันทีที่หวังเป่าเล่อกล่าวออกไป เจ้าแห่งสุข เจ้าแห่งโศก และเจ้าแห่งแค้นต่างหยุดชะงัก พวกนางหันไปมองเจ้าแห่งโกรธ ส่วนเจ้าแห่งโกรธก็ตกตะลึง จากนั้นเพลิงพิโรธก็ปรากฏในแววตา สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคือง เขาข่มกลั้นความรู้สึกไม่สบายใจกัดฟันจ้องหวังเป่าเล่อเขม็ง
เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร
ข้าบอกว่า… หวังเป่าเล่อเดินไปหาเจ้าแห่งโกรธด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เอาของที่ไม่ใช่ของเจ้า…
ออกมา เมื่อเอ่ยจบหวังเป่าเล่อก็มาหยุดตรงหน้าเจ้าแห่งโกรธพอดี ปราณโลหิตทั่วร่างกลายเป็นแสงสีแดงฉานราวกับมันสามารถปกคลุมท้องฟ้าทั้งแปดทิศได้
พลังบีบคั้นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำให้พวกเจ้าแห่งสุขสั่นไหว นอกจากเจ้าแห่งสุขแล้ว อีกสองเจ้าไม่มีทางจินตนาการได้ว่าเหตุใดหวังเป่าเล่อที่จัดการวิกฤตในบ่อน้ำโบราณถึงได้มีพลังปราณที่น่าเหลือเชื่อเช่นในตอนนี้
โดยเฉพาะพลังปราณนี้…ล้วนทำให้พวกเขาใจสั่น เพราะมันคือ…พลังปราณของมหาเทพ
เจ้า! สีหน้าเจ้าแห่งโกรธเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ความขุ่นมัวไม่ได้ลดลง กลับกันมันยิ่งรุนแรงขึ้นอีก เขาถอยหลังไปพร้อมคำรามเสียงต่ำ
ไม่ ข้าจะเอาไปเอง หวังเป่าเล่อยังคงสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนจบ มือขวายกขึ้นสะบัด ทันใดนั้นปราณโลหิตก็ระเบิดก่อตัวเป็นพายุกวาดไปทั่วทุกสารทิศ หากมองจากที่ไกลๆ มันดูเหมือนฝ่ามือยักษ์สีโลหิตข้างหนึ่ง
ฝ่ามือยักษ์สีโลหิตนี้อัดแน่นไปด้วยพลังปราณโลหิตของหวังเป่าเล่อ แต่นิ้วทั้งห้านั้นไม่ใช่ นิ้วโป้งมาจากกฎเกณฑ์ปรารถนารส นิ้วชี้มาจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง นิ้วกลางมาจากกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์
กฎเกณฑ์ทั้งสามนี้ สำหรับปรารถนาทัศน์หวังเป่าเล่อเป็นต้นกำเนิดเพียงหนึ่งเดียวแล้ว ส่วนปรารถนาเสียงเป็นต้นกำเนิดครึ่งหนึ่ง และปรารถนารสแม้จะไม่ใช่ต้นกำเนิดหลัก แต่ก็เกือบจะถึงขีดสุดแล้ว
ดังนั้นนิ้วจากกฎเกณฑ์ทั้งสามจึงมีอานุภาพรุนแรงมาก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอีกสองนิ้วที่เหลือซึ่งอัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์ทั้งสี่ เช่นนั้นพลังของฝ่ามือนี้…จึงเหนือกว่าเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาทุกตน!
เมื่อเห็นฝ่ามือสีโลหิตมาถึง เจ้าแห่งโกรธก็หายใจถี่รัว เขาคำรามดังลั่นก่อนจะทำผนึกมุทราแผ่กฎแห่งโกรธออกมาก่อร่างเป็นมังกรพิโรธคำรามต่อต้านหวังเป่าเล่อ
แต่ก็เหมือนตั๊กแตนห้ามรถ เปราะบางเกินไป!
ยังไม่ทันที่เหล่าเจ้าแห่งสุขจะขัดขวาง เวลาต่อมาฝ่ามือยักษ์สีโลหิตจากกฎเกณฑ์ของหวังเป่าเล่อก็ปะทะกับมังกรพิโรธด้วยพลังอำนาจทำลายล้างที่สยบทุกสิ่ง ฉับพลันมังกรพิโรธส่งเสียงคำรามลั่น มันจะปริแตกและพังทลายลงราวกับว่าต่อหน้าฝ่ามือโลหิตนี้มันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะป้องกัน
หลังจากทำลายมังกรพิโรธได้แล้ว ฝ่ามือโลหิตก็ไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย พลังทำลายล้างพุ่งตรงไปเบื้องหน้าเจ้าแห่งโกรธที่หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ และจับตัวเขาไว้!
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เจ้าแห่งโกรธผู้ยิ่งใหญ่เปราะบางราวกับมนุษย์ธรรมดา ถูกหวังเป่าเล่อสยบอย่างง่ายดาย!
หลังจากเจ้าแห่งโกรธถูกหวังเป่าเล่อจับตัวไว้ พวกเจ้าแห่งสุขถึงเพิ่งได้สติ แต่ละคนลนลานกล่าว
เมตตาด้วย!
เจ้าปรารถนาทัศน์ ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่
เจ้าแห่งสุขวาบร่างมาปรากฏตัวตรงหน้าหวังเป่าเล่อ นางสูดหายใจเข้าลึก สีหน้าสับสน ก่อนจะโค้งคำนับหวังเป่าเล่อ
ให้โอกาสเขาอีกครั้งได้หรือไม่
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจเจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้น แต่มองไปทางเจ้าแห่งสุข จากนั้นครู่หนึ่งก็เอ่ยเบาๆ
ได้
เอ่ยจบก็สะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้นฝ่ามือยักษ์สีโลหิตที่จับตัวเจ้าแห่งโกรธอยู่ก็ค่อยๆ คลายออก ทำให้เจ้าแห่งโกรธรีบถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายสั่นเทิ้ม มองหวังเป่าเล่อด้วยความหวาดกลัว พริบตานั้นเขาสัมผัสได้ถึงความตายจริงๆ
โดยทั่วไปแล้วเจ็ดอารมณ์หกปรารถนานั้นไม่สามารถทำลายได้ แต่พลังปราณของมหาเทพที่อัดแน่นอยู่ในฝ่ามือโลหิตนั้น…สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง
เจ้าแห่งโกรธ เจ้ายังไม่เอาของออกมาอีก! เจ้าแห่งสุขถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปถลึงตามองเจ้าแห่งโกรธ
เจ้าแห่งโกรธท่าทางขมขื่น เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือกดลงบนหว่างคิ้วของตน พริบตานั้นเงามายาที่ถูกปิดผนึกไว้หลายชั้นก็แผ่ออกมาจากหว่างคิ้วและถูกหวังเป่าเล่อคว้าไป
ผนึกบนร่างแตกเป็นชั้นๆ เผยให้เห็นรูปร่างเดิมของเงามายาข้างใน นั่นก็คือ…ร่างของเจ้าปรารถนาทัศน์คนก่อน
เรื่องที่รู้ว่าเจ้าแห่งโกรธซ่อนร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ไว้เป็นเพราะหลังจากหวังเป่าเล่อดูดซับเลือดมหาเทพแล้ว ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์เหล่านั้นก็ไม่มีความลับอะไรกับสัมผัสเชื่อมต่อของหวังเป่าเล่ออีก
ดังนั้นเขาจึงสัมผัสได้ว่าในร่างเจ้าแห่งโกรธมีอยู่อีกหนึ่งร่าง
หลังจากคว้าไว้ได้แล้ว หวังเป่าเล่อก็บีบเบาๆ ร่างแยกในมือแตกสลายในทันที กลายเป็นปราณโลหิตหลอมรวมเข้าไปภายในกายหวังเป่าเล่อ แต่ในไม่ช้าเขาก็ต้องเลิกคิ้ว
หืม?
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก่อนหน้านี้เมื่อดูดซับเลือดมหาเทพและสำรวจไปรอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณของร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์สองร่างด้านนอก กอปรกับดูดซับและทำลายไปในบ่อน้ำโบราณอีกสองร่าง
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าร่างแยกสี่ร่างก็สมบูรณ์แล้ว
แต่ในเวลานี้หลังจากดูดซับร่างแยก หวังเป่าเล่อกลับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ปริมาณปราณโลหิตในร่างนี้น้อยเกินไป…ไม่เหมือนกับร่างแยกที่บรรจุปราณโลหิตหนึ่งส่วน แต่เหมือนกับ…หนึ่งในร่างแยกของร่างแยกเกือบร้อยร่างที่ถูกเขาทำลายไปแล้ว!
ขวดโหลใบนี้ดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ แต่กลับมีพลังปราณพิเศษแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
แทบจะในทันทีที่หวังเป่าเล่อมาถึง บริเวณรอบตัวเขาก็มีพลังปราณแห่งเจ็ดอารมณ์เกิดขึ้น ก่อนจะกลายเป็นร่างพวกเจ้าแห่งสุข ทุกคนมองร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์เป็นตาเดียว
เพราะเรื่องของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ พวกเขาไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่หวังเป่าเล่อจึงมองสภาพของเขาไม่ออก และได้รู้เรื่องที่หวังเป่าเล่อประสบมาก่อนหน้านี้จากปากของหวังเป่าเล่อในภายหลัง
หวังเป่าเล่อรู้ดีว่าวิธีการของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับไล่ดวงวิญญาณเทพของตนได้ หากเป็นเขา เขาจะต้องมีแผนสำรองไว้แน่ เพราะทันทีร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์หาตนเจอก็ย่อมหมายถึงการเผชิญหน้ากับการสังหารด้วย
ซึ่งหวังเป่าเล่อก็คาดไม่ผิดจริงๆ หลังจากสามวันแรกร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ก็พบว่าการต่อต้านของหวังเป่าเล่อแข็งแกร่งขึ้น เขาก็เริ่มเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว วังใต้ดินในตอนนี้ถูกเขาเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่แห่งการสังหาร
เพราะฉะนั้นแววตาของเขาจึงไม่เผยความตื่นตระหนกใดๆ แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวแทน
และหลังจากพวกเจ้าแห่งสุขมาถึงก็ได้เห็นทุกอย่างในวังใต้ดินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากเห็นขวดโหลเลือดใบนั้น พวกเขาก็หน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน เจ้าแห่งสุขเอ่ยอย่างร้อนรน
นั่นมัน..พลังปราณ…
นั่นคือเลือดของมหาเทพ!!
เป็นไปไม่ได้ เลือดของมหาเทพได้กลายเป็นร่างกายของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ไปแล้ว ทำไมถึงยังเหลืออีกหนึ่งหยดกัน!!
เจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์หน้าเปลี่ยนสีไปพร้อมกับถอยหลัง แต่ก็สายไปเสียแล้ว ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เดาว่าพวกเจ้าจะต้องมา ในเมื่อมาแล้วจะรีบไปไหนล่ะ มาให้ข้าระเบิดซะ!!
ขณะที่กล่าว ขวดโหลเลือดที่วางอยู่ก็สั่นไหวและเกิดรอยร้าวปริแตกไปทั่ว พลังปราณมหาศาลพลันแผ่ออกมาจากข้างใน พลังปราณนี้อัดแน่นไปด้วยการบีบบังคับ ความน่าสะพรึงกลัว พลังอำนาจที่กวาดไปทั่วทุกสิ่ง และเจตจำนงอันน่าสะพรึง ส่งผลให้เหล่าเจ็ดอารมณ์ในที่แห่งนี้แต่ละคนต่างมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับถูกกระตุ้นความทรงจำอันแสนเจ็บปวด
หวังเป่าเล่อก็หน้าเปลี่ยนสีเช่นกัน แต่ในส่วนลึกของดวงตากลับมีแสงประหลาดวาบผ่าน
พริบตาต่อมารอยร้าวบนขวดโหลก็ถึงขีดจำกัดและแตกเป็นเสี่ยงๆ พลังอำนาจข้างในพลันระเบิดออกก่อตัวเป็นหมอกสีโลหิตพลิกตลบไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่งและกลืนกินทุกสิ่ง!
เจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ต่างถอยร่นไปราวกับไม่กล้าสัมผัสโดนหมอกสีโลหิตนั้นแม้แต่น้อย มีเพียงเจ้าปรารถนาทัศน์เท่านั้นที่กำลังหัวเราะดังลั่น สีหน้าร่าเริง ดวงตาบ้าคลั่ง
ตาย ตายให้หมด!!
ในชั่วพริบตาหมอกโลหิตก็กวาดไปทั่วทุกสิ่งและยังทำให้ร่างของหวังเป่าเล่อจมดิ่งอยู่ข้างใน ส่วนเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ทั้งสี่คนหนีรอดมาได้ทันเวลา แม้จะสัมผัสโดนหมอกโลหิตเล็กน้อย แต่ก็ยังหลบหนีออกมาได้ ด้านนอกบ่อน้ำโบราณสีหน้าแต่ละคนซีดขาว ต่างพยายามขจัดอิทธิพลของหมอกโลหิตในร่างกายออกไปอย่างสุดกำลัง มีเพียงเจ้าแห่งสุขที่มองไปทางบ่อน้ำอย่างร้อนใจ
อย่ามองเลย ครั้งนี้เราแพ้แล้ว
ใครจะคิดว่าเจ้าบ้านั่นจะมีเลือดมหาเทพ!
ดูจากตอนนี้ เขาคงจะกลั่นออกมาจากร่างกายนั้นเมื่อหลายปีก่อนให้กลายเป็นเคล็ดวิชาลับของตน…หากเขาเอาติดตัวไปด้วยตอนที่ถูกช่วงชิง ถึงตอนนั้น พวกเราคงสูญเสียครั้งใหญ่
เจ้าแห่งโกรธเอ่ยด้วยความห่อเหี่ยว
บางที…อาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ จู่ๆ เจ้าแห่งสุขก็เอ่ยขึ้น
เจ้าแห่งโกรธเลิกคิ้ว ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่สีหน้ากลับไม่เห็นด้วย
ขณะเดียวกันภายในบ่อน้ำโบราณ ณ วังใต้ดินแห่งนั้น หมอกโลหิตลอยปกคลุมทั่วแปดทิศ มีเพียงเสียงหัวเราะของร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ที่ยังดังก้อง เวลาเดียวกัน…ขณะที่หมอกกำลังคืบคลานก็มีเงาร่างมายาทยอยกันลอยออกมาจากช่องว่างในกำแพงทุกทิศทาง
เงาร่างเหล่านี้…ล้วนมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเจ้าปรารถนาทัศน์ แต่พลังปราณอ่อนแอกว่า นี่คือ…ร่างแยกที่สองจากของเจ้าปรารถนาทัศน์!
ร่างแยกที่สองนี้เจ้าเล่ห์มาก วิธีซ่อนกายของมันคือแยกร่างตัวเองออกไปอีกร้อยร่าง และแยกกันซ่อนตัว ครั้งนี้เป็นเพราะสัมผัสได้ถึงแผนการของอีกร่างแยกหนึ่ง จึงเป็นฝ่ายเข้ามาร่วมมือและทำให้การลงมือครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์
ขณะนี้ร่างแยกที่แยกตัวออกมาอีกเหล่านี้เปรียบเสมือนมีดคมพุ่งเข้าไปยังจุดที่หวังเป่าเล่อยืนอยู่ในสายหมอก แม้เจ้าปรารถนาทัศน์จะเชื่อว่าไม่มีใครสามารถอยู่รอดในหมอกโลหิตของมหาเทพได้ยกเว้นตัวเขาเอง แต่เขาก็ยังเตรียมการรับมือ
ใบมีดคมจากร่างแยกของร่างแยกล้วนแทงเข้าไปยังจุดที่หวังเป่าเล่ออยู่ เกิดเสียงฉึบฉับ ดูเหมือนกลิ่นคาวเลือดในที่แห่งนี้จะลอยคลุ้งเข้มข้นขึ้น
ไม่ว่าเจ้าจะวางแผนอย่างไรก็ไม่ใช่ของเจ้า สุดท้ายก็ไม่ใช่ของเจ้า! ร่างแยกอันแน่วแน่ของเจ้าปรารถนาทัศน์ที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงหัวเราะพร้อมแววตาคาดหวัง เขากำลังรอให้หวังเป่าเล่อถูกกำจัด หมอกโลหิตในที่แห่งนี้จะรวมตัวกันก่อร่างเป็นกายเนื้อใหม่รอให้พวกเขาหลอมรวมเข้าไป
ทันทีที่หลอมรวมเขาก็จะเสร็จสิ้นการย้อนคืนร่าง และกลายเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์อีกครั้ง ถึงตอนนั้นเขาก็จะไม่สนใจพวกเจ็ดอารมณ์ด้านนอกแล้ว
เพราะจะไม่มีอิทธิพลของหวังเป่าเล่ออีกและเขายังหลอมรวมเข้าไปได้ อีกอย่างยังอยู่ในเมืองปรารถนาทัศน์ของตนเองเอง ด้วยเหตุนี้เจ้าปรารถนาทัศน์จึงมั่นใจว่าจะจัดการพวกเจ็ดอารมณ์ได้แน่
ต่อให้ไม่ได้ผล เขาก็ยังสามารถทำลายการปิดผนึกของเจ้าแห่งโกรธและเรียกหาวิญญาณจักรพรรดิได้อยู่ดี
และในไม่ช้าภาพตรงหน้าก็สอดคล้องกับการคาดเดาของร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ หมอกเลือดที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณจู่ๆ ก็พลิกตลบ ก่อนจะพุ่งมารวมตัวกันในทันที
ทว่าในพริบตาที่ร่างแยกอันแน่วแน่ของเจ้าปรารถนาทัศน์กำลังเฝ้ารอคอยนั่นเอง…จู่ๆ มันก็ต้องหน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ เพราะว่า…ตอนนี้ร่างหนึ่งกำลังเดินออกมาท่ามกลางหมอกโลหิตที่หดตัวลง!
เมื่อเดินออกมาร่างแยกที่กลายเป็นใบมีดเแทงเข้าไปก็ทยอยกลายเป็นปราณโลหิตและถูกเขาดูดซับ!
ร่างกายของกฎที่ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยจิตใต้สำนึกย่อมไม่มีทางเคลื่อนไหวได้เอง และไม่มีทางกลืนกินใบมีดจากร่างแยกเหล่านั้นได้ การจะทำได้ย่อมหมายความว่า…ร่างกายนี้ยังมีคนควบคุมอยู่!
นี่…นี่… ขณะที่หน้าเปลี่ยนสี ร่างในหมอกโลหิตก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเดินออกมา หมอกรอบด้านก็พุ่งไปรวมตัวกันที่ร่างนั้นอย่างบ้าคลั่ง มันสอดแทรกเข้าไปตามรูทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขนทุกอณูทั่วร่าง
จนกระทั่งเมื่อหมอกสายสุดท้ายหลอมรวมเข้าด้วยกัน ร่างนั้นก็เดินมาถึงตรงหน้าร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์แล้ว ทั่วทั้งร่างเป็นสีแดงฉาน แม้แต่เส้นผมก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ดวงตาแผ่แสงแดงกล้า พลังปราณอัดแน่นไปด้วยอำนาจสูงสุดปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ
นั่นก็คือหวังเป่าเล่อ
เขามองเจ้าปรารถนาทัศน์ที่กำลังตกตะลึงถึงขีดสุดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เจ้า เจ้า เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมเจ้าถึงดูดซับเลือดของอาจารย์ข้าได้!! เจ้าปรารถนาทัศน์ตัวสั่นเทิ้ม สายตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาต่อหน้าเจ้าปรารถนาทัศน์ที่จิตตกตะลึงจนไม่อาจหลบหนีได้ ก่อนวางมือกดลงบนศีรษะอีกฝ่าย
สัมผัสนั้นแผ่วเบา แต่เจ้าปรารถนาทัศน์กลับตัวสั่นเทิ้ม ร่างกายพลันพังทลาย และก่อนที่ร่างกายและวิญญาณจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์นั้นเอง…
จู่ๆ เขาก็ชะงักงัน จ้องมองหวังเป่าเล่อดวงตาว่างเปล่า ในพริบตาก็ดูเหมือนว่าเจ้าปรารถนาทัศน์ได้เห็นอะไรบางอย่างจึงเอ่ยพึมพำขึ้นมา
เจ้าคือ…อาจารย์… มีเพียงสี่คำนี้เท่านั้น แล้วร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์ก็สลายกลายเป็นปราณโลหิตอันเข้มข้น ก่อนจะไหลเข้าสู่ร่างกายหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อไม่เอ่ยอะไรเลย เขายืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน แล้วถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนหมุนตัวจากไป
……………………………
ผ่านไปเนิ่นนานสีหน้าหวังเป่าเล่อถึงกลับมาเป็นปกติ ดวงจิตเทพยังคงไม่สามารถกำหนดเป้าอีกฝ่ายได้ แต่เขาสัมผัสได้ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้หลายๆ ครั้ง ตนก็จะตามหาเบาะแสได้อย่างแน่นอน
“เกิดการต่อต้าน แสดงว่าการหลอมรวมของข้ายังไม่สมบูรณ์…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาครองร่างกลับคืนอีกครั้งเพื่อเริ่มหลอมรวมร่างกายใหม่
เป็นเช่นนี้จนหนึ่งวันผ่านไป
เวลาเดียวกันจู่ๆ หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้น สีหน้าพลันซีดขาว พลังต่อต้านแบบเดิมระเบิดขึ้นอีกครั้ง ครานี้แม้เขาจะสะกดวิญญาณเทพไว้แน่นหนาแล้ว แต่ก็ยังถูกขับออกไปสามส่วน อีกทั้งระยะเวลายังเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่หนึ่งชั่วยามแต่เพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวหรือสองชั่วยามนั่นเอง
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ณ เวลานี้คงจะรับไม่ไหวและคงถูกขับออกจากร่างกายไปแล้ว แต่หวังเป่าเล่อนั้นมีความโดดเด่น ครั้งนี้เขาก็ยังคงยืนหยัดจนถึงสองชั่วยาม
หลังจากพลังต่อต้านหายไป หวังเป่าเล่อกายสั่นเทาเกือบล้มลง สีหน้ายิ่งขาวซีด ความโกรธในดวงตาก็ปะทุขึ้นอย่างไม่อาจปกปิด เขาแผ่ดวงจิตเทพออกค้นหาอีกครั้ง
แต่…ก็ยังคงไม่พบอะไร
“เว้นแต่ว่าข้าจะค้นหาตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ตอนที่ถูกต่อต้าน…ดูจากสถานการณ์เมื่อวานและวันนี้แล้ว พรุ่งนี้เวลาเดิมก็คงเกิดขึ้นอีก” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก เขาไม่มีเวลาออกไปไหน ตอนนี้ทั้งร่างกายและจิตใจจมดิ่งอยู่กับการหลอมรวมอย่างเต็มที่
เขามีลางสังหรณ์ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ระยะเวลาของพลังต่อต้านอาจยาวนานถึง 20 ชั่วยาม หากเวลานั้นมาถึงตนคงทนรับไม่ไหวและถูกขับไล่ออกจากร่างกายนี้ กลายเป็นดวงวิญญาณเทพแน่นอน
แบบนี้ไม่เพียงสูญเสียทุกสิ่งที่ช่วงชิงมา เขาจะสูญเสียสิ่งที่เขาครอบครองอยู่ก่อนแล้วด้วย
นั่นเป็นเรื่องที่หวังเป่าเล่อรับไม่ได้เด็ดขาด
นอกจากนี้ทุกครั้งที่ร่างกายเกิดการต่อต้าน เดิมทีเขาคิดว่าการหลอมรวมอย่างสมบูรณ์จะนำไปสู่จุดที่เข้ากันไม่ได้ที่ซ่อนเร้นอยู่ แต่ทุกครั้งที่นำจุดที่เข้ากันไม่ได้นี้มาหลอมรวมกัน เขากลับควบคุมร่างกายนี้ได้ดีขึ้น
“ก็ดีเหมือนกัน!” ขณะหวังเป่าเล่อหลับตา ตบะในร่างพลันไหลเวียนอย่างเต็มที่จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งวัน เวลาเดิมของวันที่สาม ในชั่วพริบตาก่อนที่มันจะมาถึง หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้น ดวงตาแน่วแน่ เตรียมพร้อมอย่างดี
พริบตาต่อมาพลังต่อต้านก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้หวังเป่าเล่อสะกดไปพลางควบคุมจิตใต้สำนึกอย่างยากลำบากเพื่อจะออกค้นหา แต่กลับไม่สามารถทำได้
ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่สามารถมอบหมายให้เป็นหน้าที่พวกเจ้าแห่งสุขเช่นกัน มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถสัมผัสเชื่อมต่อได้ แต่สภาพในตอนนี้ของตนไม่อาจวอกแวกได้เลย ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงระงับความหงุดหงิดใจไว้และพยายามสะกดการต่อต้านอย่างเต็มที่
ครั้งนี้พลังต่อต้านกินเวลาไปถึงสามชั่วยาม นั่นทำให้หวังเป่าเล่อโล่งใจ สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือเวลาที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หากเพิ่มแค่หนึ่งชั่วยามก็จะให้เวลาเขาได้พักบ้าง
หลังจากสามชั่วยามผ่านไปแล้ว หวังเป่าเล่อพลันเหนื่อยล้าเพลียแรงไปทั้งร่าง แต่เขากลับกัดฟันเริ่มหลอมรวมใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้จนวันที่สี่ วันที่ห้า วันที่หก วันที่เจ็ด…
เวลาของพลังต่อต้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสามชั่วยามกลายเป็นสี่ชั่วยาม ตามด้วยห้าชั่วยาม หกชั่วยาม จนกระทั่งวันที่เจ็ด มันก็นานถึงเจ็ดชั่วยาม
นั่นหมายความว่าเวลาที่หวังเป่าเล่อใช้รักษาตัวและหลอมรวมร่างกายก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน อย่างเช่นในวันที่เจ็ด หลังจากเจ็ดชั่วยามผ่านไป เขาเหลือเวลาห้าชั่วยามในการรักษาตัวเท่านั้น และก็ต้องเผชิญกับพลังต่อต้านของวันที่แปดแล้ว
แต่ผลที่ได้รับ…ก็มหาศาล เพราะในเจ็ดวันนี้การหลอมรวมร่างกายของหวังเป่าเล่อได้มาถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อ มากกว่าความสมบูรณ์แบบที่ตนมีในวันที่หนึ่งมาก
ขณะเดียวกันในเจ็ดวันนี้ระหว่างสู้กับพลังต่อต้านนั้น เขาก็ได้พยายามลองแผ่ดวงจิตเทพออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าและสามารถแผ่มันออกไปได้เล็กน้อยแล้ว อีกทั้งตอนที่แผ่ออกไป หวังเป่าเล่อยังสัมผัสได้ถึงตำแหน่งบางอย่างในเมืองปรารถนาทัศน์ที่เป็นต้นกำเนิดพลังต่อต้านนี้
น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถกำหนดเป้าหมายของตำแหน่งนั้นได้ เพียงแค่สัมผัสได้เท่านั้นว่าอีกฝ่ายอยู่ในเมืองปรารถนาทัศน์
“อีกสองวัน…ข้าจะต้องหาเจอแน่!” หวังเป่าเล่อกัดฟัน เส้นเลือดในดวงตาแผ่ขยาย สำหรับเขาแล้วช่วงเวลานี้ช่างทุกข์ทรมาน จิตสังหารภายในใจกำลังจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
ขณะนี้เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ รับรู้ว่าไม่อาจเสียเวลาได้จึงรีบหลอมรวมทันที เป็นเช่นนี้จนวันที่แปดมาถึง เมื่อพลังต่อต้านแปดชั่วยามระเบิดขึ้น ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อก็เกือบจะถูกขับออกจากร่างอยู่หลายครั้ง
แต่หลังจากเขายืนหยัดอย่างยากลำบากจนครบแปดชั่วยาม พริบตาที่พลังต่อต้านหายไป หวังเป่าเล่อก็ต้องตกใจ เขาสัมผัสได้ถึงปราณกังวานแผ่วเบาสายหนึ่งอยู่ในร่างกาย
ราวกับว่าหลังจากขับไล่เขามานานและหลายครั้งขนาดนี้แล้ว ร่างกายนี้ก็ค่อยๆ ขจัดสสารบางอย่างออกไปและเผยให้เห็นสารัตถะแท้จริงของร่างนี้ มันเกิดการสะท้อนระหว่าง…สารัตถะและหวังเป่าเล่อ
ความรู้สึกที่มีต้นกำเนิดเดียวกันดูเหมือนจะเป็นการเพรียกหาอย่างหนึ่ง
ราวกับว่าร่างกายนี้ปรารถนาที่จะหลอมรวมเข้ากับหวังเป่าเล่ออย่างสมบูรณ์ เพียงแต่มีสิ่งกีดขวางอยู่ตรงกลาง และสิ่งกีดขวางนี้ก็คือ…เจ้าปรารถนาทัศน์
ถึงอย่างไรเจ้าปรารถนาทัศน์ก็ครอบครองร่างนี้มาเนิ่นนาน แม้จะถูกหวังเป่าเล่อช่วงชิงปราณโลหิตไปได้ แต่รอยประทับของเขาก็ยังคงอยู่ในปราณโลหิต
นั่นหมายถึงรอยประทับเหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นสิ่งกีดขวาง
และรอยประทับเหล่านี้ก็กลายเป็นพลังต่อต้านในช่วงเวลานี้เช่นกัน แต่ว่า…เมื่อการต่อต้านผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า หวังเป่าเล่อก็หลอมรวมได้สมบูรณ์แบบขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุด…ปราณกังวานก็เผยออกมา
“เวลาที่พลังต่อต้านครั้งต่อไปปรากฏคือเวลาที่ข้าจะหาเจ้าพบ” หวังเป่าเล่อดวงตาเย็นเยียบ ก่อนจะหลับตาปรับแต่งส่วนต่างๆ ในร่างกายที่ไม่เข้ากัน
ครั้งนี้แม้เวลาจะเนิ่นนาน แต่ก็เป็นครั้งที่ส่วนที่ไม่เข้ากันนั้นเกิดขึ้นน้อยที่สุด
เพียงหนึ่งชั่วยามหวังเป่าเล่อก็ปรับแต่งเสร็จ ปราณกังวานและเสียงเพรียกหาจากในร่างกายก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
“การต่อต้านอ่อนแรงลงแล้ว…”
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็หยิบแผ่นหยกออกมาส่งเสียงไปหาพวกเจ้าแห่งสุข แล้วหลับตารอคอยเงียบๆ
เป็นเช่นนี้จนมาถึง…วันที่เก้า
พลังต่อต้านปรากฏในร่างกายหวังเป่าเล่อแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นอย่างที่เขาคาดเดาไว้ มันอ่อนลงไปมากราวกับว่าการควบคุมร่างกายของหวังเป่าเล่อเพียงพอที่จะควบคุมพลังต่อต้านได้แล้ว ดวงตาของเขาลืมขึ้น ก่อนที่ดวงจิตเทพจะแผ่ออกมาอย่างรุนแรง มันเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่นและกำหนดตำแหน่งหนึ่งในเมืองปรารถนาทัศน์
“เจอตัวแล้ว!” จิตสังหารที่ข่มกลั้นมาเก้าวันพลันปะทุขึ้นมาในพริบตา หวังเป่าเล่อผุดลุกขึ้นก่อนจะทำลายความว่างเปล่าและหายตัวไปทันที เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง…เขาก็อยู่เหนือบ่อน้ำโบราณแล้ว
“อยู่ที่นี่เอง!” เส้นเลือดแผ่ขยายเต็มดวงตาหวังเป่าเล่อ ร่างพุ่งตรงไปยังบ่อน้ำ พริบตาเดียว…ก็มาปรากฏตัวในวังใต้ดินใต้บ่อน้ำโบราณแล้ว!
ยามที่ปรากฏตัวเขาก็เห็นร่างแยกของเจ้าปรารถนาทัศน์กำลังจ้องมองมาอย่างโกรธจัดอยู่ไกลๆ รวมถึงขวดโหลเลือดที่วางอยู่ในสระโลหิตเบื้องหน้า!
แม้ร่างแยกทั้งสี่ของเจ้าปรารถนาทัศน์จะเกลียดหวังเป่าเล่อเข้ากระดูกดำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นอย่างที่หวังเป่าเล่อคาดไว้ พวกเขาไม่กล้าเผยตัวตน
ถึงจะไม่ใช่พวกเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ แค่หวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็มากพอที่จะกลืนกินพวกเขาได้แล้ว ขณะเดียวกันผนึกจากเมืองปรารถนาทัศน์ก็ทำให้พวกเขาเข้าใจ แม้ตอนนี้จะระเบิดตนก็ทำได้แค่ทำให้คำสาปปิดกั้นเมืองหายไปเท่านั้น แต่การจะหนีออกจากเมืองยังคงเป็นเรื่องยาก
ยังมีอีกประเด็น…นั่นคือร่างแยกทั้งสี่นี้แม้จะมาจากการระเบิดตนของเจ้าปรารถนาทัศน์และเป็นส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึกของเขา แต่ระหว่างพวกเขาเอง…กลับไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
นัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่านี่คือเจ้าปรารถนาทัศน์ในระดับอ่อนแอที่นิสัยต่างกันไปสี่คน และพวกเขายังมีความทรงจำร่วมกันต่างไปอีกด้วย
ในหมู่พวกเขามีร่างแยกหนึ่งเป็นตัวแทนนิสัยดื้อรั้นของเจ้าปรารถนาทัศน์และยังเป็นร่างแยกที่มีความทรงจำมากที่สุด ร่างแยกนี้ซ่อนกายหรี่ตามองหวังเป่าเล่ออยู่กลางอากาศในมุมหนึ่ง
มันมั่นใจว่าภายในช่วงเวลานี้อีกฝ่ายไม่มีทางหาตนเจอจากสัมผัสเชื่อมต่อได้ และช่วงเวลานี้คือกุญแจสำคัญที่มันจะฟื้นคืนชีพและช่วงชิงปราณโลหิตกลับมา
ไม่รู้ว่าร่างแยกที่เหลือเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็คงพึ่งพาไม่ได้นักหรอก ภารกิจของพวกมันคือเบี่ยงเบนความสนใจจากพวกคนสมควรตายเหล่านั้น
ประเด็นสำคัญคือต้องดูว่าข้าจะทำเช่นไร…โชคดีที่ตอนนั้นเพื่อป้องกันวิกฤตชีวิตจึงได้เตรียมการไว้บางส่วน ร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์หรี่ตากะพริบร่างออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่ที่ใต้บ่อน้ำในเมืองปรารถนาทัศน์แล้ว
บ่อน้ำนี้ธรรมดามาก ไร้ความผันผวนหรือเบาะแสใดๆ และไม่มีใครรู้เลยว่าลึกลงไปข้างในมีความลับบางอย่างซ่อนเอาไว้…
ที่แห่งนั้นมีขวดโหลปิดสนิทใบหนึ่ง
เวลานี้ร่างแยกของเจ้าปรารถนาทัศน์ปรากฏกายอยู่ข้างขวดโหล กำลังจ้องมองขวดโหลตรงหน้าซึ่งถูกปิดผนึกและฝังอยู่ที่นี่มานานหลายปี ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ขวดโหลใบนี้คือแผนตั้งรับของเจ้าปรารถนาทัศน์ หลายปีก่อนเมื่อมหาเทพกักตน เจ้าปรารถนาทัศน์สังเกตเห็นว่าร่างกายของตนค่อยๆ สูญเสียพลังชีวิตและจำเป็นต้องหลอมรวมกับพลังชีวิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงได้คิดคำนวณแล้วว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปตนจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นกายเนื้อและวิญญาณเทพอาจเกิดสัญญาณความไม่ลงรอยกัน บางทีวันหนึ่งเขาอาจจะถูกใครมาช่วงชิงร่างกายของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ไปได้
ร่างกายนี้รองรับกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ ใครที่ได้ครอบครองก็จะกลายเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์ในทันที
เขากังวลมากว่าหากเกิดเรื่องเช่นนี้ ตนจะไร้แรงเผชิญหน้า ตอนนั้นจึงคิดไว้แล้วว่าหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ จะตอบโต้เช่นไร
ดังนั้นเขาจึงผลาญปราณโลหิตจากร่างกายเดิมเอาไว้ ทำให้พลังชีวิตต่ำลงยิ่งกว่าเก่าและต้องการพลังชีวิตมาเติมเต็มมากขึ้น จากนั้นจึงกลั่น…เลือดสดออกมาหนึ่งหยด
แท้จริงแล้วในแง่ของความบริสุทธิ์ เลือดหยดนี้ใกล้เคียงกับเลือดของมหาเทพมาก
เพราะว่ามันมีต้นกำเนิดเดียวกันกับร่างกาย อีกทั้งยังบริสุทธิ์อย่างน่ามหัศจรรย์ ดังนั้นตัวมันเองจึงเปรียบเสมือนจุดเปิดปิดที่สามารถควบคุมทุกอย่างของร่างกายนั้นได้
นี่ก็คือแผนรับมือที่เขาเก็บไว้เพื่อตัวเองและเป็นเหตุผลที่เขาเลือกเดิมพันทุกสิ่งระเบิดตนหลบหนีมา เจ้าปรารถนาทัศน์กังวลว่าการเก็บของสิ่งนี้ไว้ข้างตัวคงไม่ปลอดภัยจึงเลือกสถานที่แห่งนี้ในการเก็บซ่อนสิ่งสำคัญ และเป็นดังคาดไม่มีใครจินตนาการได้ว่าใต้บ่อน้ำเก่าแก่แจะมีของล้ำค่าซุกซ่อนอยู่
ยิ่งกว่านั้นในฐานะเจ้าปรารถนาทัศน์ เขาไม่จำเป็นต้องกังวลว่าในวันปกติจะมีใครมาสนใจสถานที่แห่งนี้
เจ้าปรารถนาทัศน์หรี่ตาก่อนจะหยิบขวดโหลและหายวับไปทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวันแล้ว
ในช่วงสามวันที่ผ่านมาผู้ฝึกตนทั่วทั้งเมืองต่างค้นหาสิ่งผิดปกติอย่างบ้าคลั่ง พวกเจ้าแห่งสุขก็แผ่จิตใต้สำนึกออกไปตรวจสอบดู แต่กลับไม่พบเบาะแสแม้แต่น้อยคล้ายกับว่าร่างแยกทั้งสี่หายไปอย่างลึกลับ
ส่วนหวังเป่าเล่อในช่วงสามวันนี้ก็ดูดซับกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์และปราณโลหิตจากร่างกายที่ดูดกลืนมาจนหมด ในด้านระดับความแข็งแกร่งนั้น เขาในตอนนี้ไม่ด้อยกว่าเจ้าปรารถนาและเจ็ดอารมณ์แล้ว
โดยเฉพาะสิ่งที่หวังเป่าเล่อครอบครองนั้นมีหลากหลายมาก กฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์ เขาฝึกไปแล้วสี่ แม้จะยังไม่ได้ระดับสูง แต่ก็มากพอที่จะหลอมรวมกันเพื่อสำแดงพลังได้
ส่วนในหกปรารถนา หากไม่นับเจ้าปรารถนาแล้ว กฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขาก็เป็นอันดับหนึ่ง ส่วนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแม้จะครอบครองเพียงสามส่วน แต่ก็ทรงพลังมากเพราะมาจากต้นกำเนิด
และยังมีกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ที่เขาครอบครองไปแล้วหกส่วน ตัวเขาจึงกลายเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์
เช่นนี้พลังต่อสู้ที่กฎเกณฑ์เหล่านี้หลอมรวมกันแสดงออกมาจึงทำให้หวังเป่าเล่อมั่นใจยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี…แม้จะเป็นเช่นนี้ ทว่าสามวันที่ผ่านมา แม้เขาจะแผ่ดวงจิตเทพออกไปมากน้อยเพียงไรก็ยังไม่รู้สึกถึงร่างแยกทั้งสี่แม้แต่น้อย
นอกจากนี้เมื่อหลอมรวมปราณโลหิตหกส่วนกับกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์แล้ว หวังเป่าเล่อก็ยิ่งกระหายอีกสี่ส่วนมากขึ้น เขาสัมผัสได้ว่าหากกลืนกินได้ทั้งหมด กายเนื้อของตนจะต้องไปถึงระดับสมบูรณ์แบบแน่
ไม่ต้องถึงสี่ส่วนหรอก อีกแค่สองสามส่วน…ก็พอแล้ว หวังเป่าเล่อพึมพำ เมื่อสิ้นสุดการฝึกฝนของวันนี้ เขานั่งอยู่ในสระโลหิต แผ่ดวงจิตเทพเตรียมจะค้นหาอีกครั้ง
ทว่าตอนนั้นเองหวังเป่าเล่อก็หน้าเปลี่ยนสีฉับพลัน จู่ๆ หูของเขาก็เกิดเสียงหวีดแหลมดังก้อง เสียงนี้รุนแรงมากเสียจนร่างกายส่งเสียงคำรามทันที แรงผลักมหาศาลระเบิดออกมาจากปราณโลหิตหกส่วนในร่างกายของเขาและกำลังขับไล่ดวงวิญญาณเทพของหวังเป่าเล่อ
มันทำให้หวังเป่าเล่อที่ไม่ทันตั้งตัวนั้น ดวงวิญญาณเทพพลันปั่นป่วนและถูกสะบัดออกจากร่างกายเล็กน้อย
หากมีผู้ฝึกตนอยู่ที่นี่และใช้ดวงตาวิญญาณมองมาจะต้องเห็นว่าบนร่างกำยำที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นปรากฏภาพดวงวิญญาณเทพกำลังจะออกจากร่างเป็นแน่
หวังเป่าเล่อจิตใจสั่นไหว การต่อต้านทางกายภาพเช่นนี้กะทันหันและเร็วมากทำให้เขาถูกสะกดไว้สุดกำลังราวกับร่างกายถูกควบคุม พยายามขับไล่ดวงวิญญาณเทพของเขาอย่างบ้าคลั่ง และดูเหมือนว่าถ้ายังไม่ออกไปมันก็จะไม่มีทางหยุด
โชคดีที่กระบวนการทั้งหมดกินเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ในหนึ่งชั่วยามนี้เอง หวังเป่าเล่อได้ระเบิดพลังจนหมดแล้ว ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดขาว เหงื่อออกท่วมตัว เขาหายใจถี่รัวเงยหน้าขึ้น ก่อนจะกวาดดวงจิตเทพไปทั่วทุกสารทิศ ทว่ากลับไม่พบอะไรในเมืองปรารถนาทัศน์เลย
นั่นทำให้สีหน้าของหวังเป่าเล่อกลายเป็นดำทะมึน
เจ้าปรารถนาทัศน์ นี่คือแผนรับมือของเจ้าหรือ หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาฉายแววดุร้าย
เวลาเดียวกันภายในบ่อน้ำโบราณในเมืองปรารถนาทัศน์ ร่างแยกของเจ้าปรารถนาทัศน์สีหน้าเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว แม้เขาจะอยู่ก้นบ่อ แต่มันได้เปลี่ยนรูปร่างเป็นวังใต้ดินขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
ตำแหน่งของสระโลหิตมีขวดโหลเลือดวางเอาไว้
ควบคุมไม่ได้…ข้าไม่เชื่อหรอกว่าในเวลาสั้นๆ เจ้าจะควบคุมร่างกายนี้และเอาชนะเลือดแก่นแท้ของข้าได้! ดวงตาของร่างแยกเจ้าปรารถนาทัศน์เย็นยะเยือก
น่าเสียดายที่ใช้งานได้แค่วันละครั้งเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนไปได้อีกนานแค่ไหน!
……………………..
ร่างกายเจ้าปรารถนาทัศน์ถูกหวังเป่าเล่อดูดกลืนไปแล้วหกส่วน อีกสี่ส่วนจากการระเบิดตนได้กลายเป็นลำแสงโลหิตสี่สายกระจายตัวหนีไปด้วยความไวแสง
เพราะใช้ความผันผวนจากพลังระเบิดตน เจ้าปรารถนาทัศน์จึงหลบหนีไปได้เร็วมาก แต่หวังเป่าเล่อและเจ้าทั้งสามแห่งเจ็ดอารมณ์ก็ตอบสนองไวมากเช่นกัน พวกเขาแยกกันไล่ตามแสงโลหิตไปคนละทางทันที
ทว่า ครู่ต่อมาเมื่อทุกคนกลับมารวมตัวกัน แต่ละคนต่างมีสีหน้ามืดมน
“สมกับเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์ แม้จะระเบิดตนเหลือเพียงสี่ส่วนก็ยังสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้ แต่เขาไม่มีทางหนีพ้นหรอก เจ้าแห่งโกรธได้ปิดผนึกเมืองไว้แล้ว เขาจะต้องอยู่ในเมืองปรารถนาทัศน์แน่” เจ้าแห่งสุขเอ่ยเบาๆ พลางมองอีกสามคนที่เหลือ
เจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้นต่างส่ายหน้า ส่วนหวังเป่าเล่อกำลังหรี่ตา การไล่ล่าเมื่อครู่เขาวางแผนว่าจะใช้สัมผัสเชื่อมต่อเพื่อกำหนดเป้าหมาย แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าปรารถนาทัศน์มีบทเรียนแล้ว ไม่รู้ว่าใช้วิธีใดถึงทำให้เขาไม่สามารถกำหนดเป้าหมายได้
โดยเฉพาะตอนนี้เขาต้องการเวลาในการย่อยกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ของตนจึงไม่ได้ฝืนไล่ตามต่อ แต่มองไปทางพวกของเจ้าแห่งสุขแทน
“เจ้าแห่งสุข ข้าต้องการคำอธิบาย” หวังเป่าเล่อกล่าวช้าๆ
“ด้วยสติปัญญาของเจ้าคงไม่จำเป็นต้องให้ข้าอธิบายอะไรมากแล้วกระมัง เจ้าปรารถนาทัศน์กับข้าร่วมมือกัน เขาช่วยพวกข้าขัดขวางสาส์นที่เจ้าปรารถนาเสียงจะส่งให้อาณาจักรด้านบน ส่วนข้าก็ช่วยเขาชักนำเจ้า…มายังเมืองปรารถนาทัศน์แห่งนี้ อันที่จริงข้าก็ไม่ได้ทรยศและนำพาเจ้ามาที่นี่จริงๆ”
“ชักนำ?” หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบนิ่งและเอ่ยช้าๆ
“ใช่แล้ว ชักนำ เพราะเจ้าปรารถนาทัศน์นั้นพิเศษมาก เขาในสภาวะที่สมบูรณ์ไม่สามารถออกจากเมืองปรารถนาทัศน์ได้” เจ้าแห่งสุขตอบอย่างใจเย็น
“เพราะร่างกายนั้น?” หวังเป่าเล่อถามกลับทันที
“กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์นั้นพิเศษ เพราะกฎเกณฑ์นี้ไม่ได้ถูกควบคุมโดยผู้ฝึกตนคนใดคนหนึ่ง มัน…มีเพียงร่างกายของคนผู้นั้นเท่านั้น หรือก็คือใครก็ตามที่ครอบครองร่างกายนั้นได้ก็จะเป็นผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์และเปลี่ยนเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์”
“ส่วนเจ้าปรารถนาทัศน์ผู้นี้ข้าก็บอกประวัติเขาให้เจ้าฟังได้ เดิมเขาเป็นศิษย์ของมหาเทพในโลกอาณาจักรด้านบน แต่ครั้งนั้นได้ตายในสงครามเหลือเพียงเศษซากวิญญาณ มหาเทพจึงใช้เลือดของตนหนึ่งหยดสร้างร่างกายหนึ่งขึ้นมา”
“อย่างไรก็ดี สารัตถะกลับไม่เหมือนกัน มหาเทพจึงถอดกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์และหลอมมันเข้ากับร่างกายนี้ ส่งผลให้ศิษย์ผู้นี้ครอบครองมันได้อย่างราบรื่น เพียงแต่เมื่อมหาเทพกักตน ร่างกายจึงค่อยๆ เน่าเฟะ”
“มันขาดการกระตุ้นและจำเป็นต้องหลอมรวมกับพลังชีวิตอย่างต่อเนื่องถึงจะรักษาเพลิงชีวีของตน และสภาพร่างกายต่อไปได้ แต่ช่วงนี้ก็ได้มาถึงขีดสุดแล้ว”
“แต่การปรากฏตัวของเจ้าทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป แม้ข้าจะไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็พอเดาออก หากเขากลืนกินเจ้ามันจะช่วยร่างกายนี้ได้มหาศาลและยืดเวลาออกไปได้อีกนาน”
“ข้าคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่เขายอมร่วมมือกับข้า เขาไม่สามารถออกไปได้จึงจำเป็นต้องใช้คนนอกชักนำเจ้ามา ส่วนเหตุผลที่ข้าช่วยเจ้าก็เพราะ…เป้าหมายของเราน่าจะเหมือนกัน” คราวนี้เจ้าแห่งสุขไม่ได้ปิดบังและบอกทุกอย่างที่ตนรู้ให้หวังเป่าเล่อฟังจนหมด
หวังเป่าเล่อได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปเนิ่นนาน สิ่งที่เจ้าปรารถนาทัศน์ไม่ได้บอก ตอนนี้ก็ได้ยินจากปากเจ้าแห่งสุขแล้ว เมื่อรวมกับความเข้าใจและข้อสันนิษฐานของเขาเอง เขาก็พอนึกโครงสร้างที่ครอบคลุมมากขึ้นได้
ส่วนเหตุผลที่เจ้าแห่งสุขบอกว่าช่วยเขานั้น หวังเป่าเล่อยังไม่เชื่อสนิทใจ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังมีเหตุผลบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้อยู่อีก แต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ…หวังเป่าเล่อหรี่ตาสัมผัสร่างกายของตนเอง เขาสัมผัสได้ว่ามันต่างจากก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
เขาในก่อนหน้านี้ดูจะเป็นอิสระและมีเพียงสติปัญญาเท่านั้น แต่หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งกายเนื้อก็ยังมีความเชื่อมโยงกับร่างต้นแบบอยู่ดี แต่ตอนนี้…ความเชื่อมโยงดังกล่าวเบาบางลงไปมากแล้ว
ในแง่หนึ่งเขาตอนนี้ก็นับว่าเป็นอิสระในระดับหนึ่ง
ความรู้สึกคุ้นเคยกับร่างกายทำให้ดวงตาหวังเป่าเล่อเผยแสงล้ำลึก และยังมีกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์…กฎนี้ต่างจากกฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงอย่างสิ้นเชิง
กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์เป็นตัวแทนความสวยงามของทุกสิ่งที่ตามองเห็นและยังแสดงว่าร่างกายเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อันที่จริงเขาในตอนนี้ก็นับเป็นต้นกำเนิดของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์แล้ว เขาสามารถสัมผัสได้ถึงศิษย์ทุกคนที่ฝึกฝนกฎนี้ในเมืองปรารถนาทัศน์ได้ และเพียงพลิกฝ่ามือก็สามารถทำให้ความสวยงามกลายเป็นความอัปลักษณ์ได้หรือเปลี่ยนแปลงเป็นตรงข้ามได้
การใช้เคล็ดวิชาพลังเทพก็เช่นกัน
“ร่างกายที่ไม่เจ็บปวด…” หวังเป่าเล่อพึมพำ นี่คือลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดเจนมากของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ ในแง่หนึ่งของกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์…ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นภาพมายา
ภาพมายาลวงให้เชื่อทุกสิ่งที่ตาเห็น หากทำสำเร็จก็จะเปลี่ยนของปลอมนี้ให้เป็นของจริง!
และก็เพราะความพิเศษนี้ทำให้เขาสามารถซ่อนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ถูกเจ้าแห่งต้นกำเนิดกฎเกณฑ์คนอื่นล่วงรู้ตำแหน่ง
“น่าสนใจ” หวังเป่าเล่อตาวาววับ พริบตาต่อมาร่างกายของเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าปรารถนาทัศน์ที่เคยเห็นเมื่อครู่แล้ว
เขายืนอยู่ตรงนั้นทั่วทั้งร่างเปล่งแสงอักขระโบราณ พลังปราณของเจ้าปรารถนาทัศน์พลันระเบิดออก ทำให้พวกเจ้าแห่งสุขหรี่ตา สีหน้ายามมองหวังเป่าเล่อล้วนแตกต่างกันออกไป
หากไม่ใช่เพราะพวกนางเห็นการเปลี่ยนแปลงของหวังเป่าเล่อเองกับตาแล้วล่ะก็…คงแยกไม่ออกเป็นแน่ แท้จริงหวังเป่าเล่อที่ครอบครองกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์และร่างกายหกส่วนนั้น หากจะบอกว่าเขาคือเจ้าปรารถนาทัศน์ก็ไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงหวังเป่าเล่อก็พออกพอใจมาก ขณะเดียวกันก็ยิ่งตั้งตารอปราณโลหิตทั้งสี่สายของเจ้าปรารถนาทัศน์ด้วย
การคาดเดาของเขาเหมือนกับเจ้าแห่งสุข เขาไม่คิดว่าอีกสี่ส่วนจากการระเบิดตนของเจ้าปรารถนาทัศน์จะหนีออกไปจากเมืองได้ จึงน่าจะซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้
อีกอย่าง อีกฝ่ายคงไม่กล้าเผยโฉมหน้า ไม่กล้าเผยตัวตน ดังนั้น…ตอนนี้ตนก็เปรียบเสมือพิราบครองรัง ฉวยโอกาสเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์…
“ศิษย์ทุกคนในเมืองปรารถนาทัศน์ฟังคำสั่ง!” หลังจากตัดสินใจแล้ว หวังเป่าเล่อก็ไม่สนใจพวกเจ้าแห่งสุขและทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะส่งกระแสดวงจิตเทพปั่นป่วนไปทั่วทั้งเมือง
พริบตาถัดมาผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนาทัศน์ที่สั่นกลัวเพราะเสียงคำรามจากวังใต้ดินก่อนหน้านี้และศิษย์สายตรงของเจ้าปรารถนาทัศน์ที่มาถึงแต่ไม่กล้าเข้าใกล้ต่างหัวใจสั่นสะท้าน หลังจากเห็นหวังเป่าเล่อกลางอากาศ ร่างที่คุ้นเคย ความผันผวนของกฎเกณฑ์ที่คุ้นเคยทำให้พวกเขาต่างโล่งใจและทยอยคุกเข่าลง
“คารวะเจ้าปรารถนาทัศน์!”
เมื่อมองไปรอบด้าน ผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ทั่วทั้งเมืองมากกว่าหนึ่งแสนคนต่างกำลังคุกเข่า หวังเป่าเล่อที่พวกเขากำลังทำความเคารพก็ระเบิดกระแสพลังคล้ายกำลังครอบงำ ก้มหน้ากวาดมองไปทั่วทุกสารทิศ
“ผู้ฝึกตนทุกท่านฟังคำสั่ง มีกลุ่มกบฏสี่คนช่วงชิงปราณโลหิตจากสระโลหิตไปซ่อนกายอยู่ในเมือง จากนี้ไปพวกเจ้าจะถูกสอบสวนและตรวจค้นอย่างเข้มงวด สิ่งผิดปกติใดๆ จะถูกหยุดยั้งทั้งหมด”
“หากพบตัวสี่คนนั้นแล้ว ข้าจะนำกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ของเขามาให้รู้แจ้งสักครั้ง!” หวังเป่าเล่อกล่าวจบ ผู้ฝึกตนทั่วทั้งเมืองต่างก็ตอบรับ สายตาเผยความตื่นเต้นและคาดหวัง
เวลาเดียวกันทั้งสี่ทิศของเมือง ร่างแยกทั้งสี่ของเจ้าปรารถนาทัศน์กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองหวังเป่าเล่อที่อยู่ไกลๆ ด้วยสายตาเคียดแค้น
ดูเหมือนท่านจะรู้จักข้าดีนัก… หวังเป่าเล่อที่ถูกบีบคั้นอยู่ในสระโลหิต มองเจ้าปรารถนาทัศน์ด้วยสีหน้ามืดมน
ข้ารู้จักเจ้าดีกว่าที่เจ้าคิดไว้เสียอีก เจ้าปรารถนาทัศน์นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในสระโลหิต ขณะที่สองมือผนึกมุทรา ก็กระจายเคล็ดเวทผนึกออก แล้วหลอมรวมในสระโลหิต ทำให้น้ำในสระนี้ค่อยๆ เดือดพล่าน
กล่าวให้กระจ่างก็คือ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้าเหยียบเข้าสู่โลกแห่งนี้ ข้าก็ตรวจพบกลิ่นอายของเจ้าทันที… เจ้าปรารถนาทัศน์มองหวังเป่าเล่อด้วยความละโมบ เวลานี้อารมณ์เขาดีมาก เพราะการจัดการในคราวนี้ เขารู้สึกได้ว่าไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด จึงไม่รังเกียจที่จะสนทนากับหวังเป่าเล่อสักเล็กน้อย
เจ้าไม่รู้หรอกว่า ข้าต้องทุ่มเทเพียงใด เพื่อที่จะให้เจ้ามาถึงที่นี่ ข้ายอมร่วมมือกับเจ้าแห่งสุข เปิดทางช่วยเหลือ ทั้งหมดนี้…ล้วนเป็นเพราะเจ้า
หวังเป่าเล่อดูไปแล้วสีหน้าเป็นปกติ แต่กลับเกิดคลื่นโหมกระหน่ำในใจเพราะคำกล่าวนี้ เขามองเจ้าปรารถนาทัศน์ตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน แล้วกล่าวออกมา
เป็นเพราะร่างกายนี้ของท่านหรือ
เจ้าปรารถนาทัศน์หรี่ตา เหลือบมองหวังเป่างเล่ออย่างมีความหมาย
สังเกตเห็นได้เร็วเช่นนี้เลยเชียวหรือ ดูไปแล้วที่แท้ก็เป็นผู้ที่คู่ควรกัน
ท่านและร่างกายของท่าน ดูเหมือน…จะไม่ค่อยประสานกันนัก ก่อนหน้านี้หวังเป่าเล่อยังไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ ทว่าเมื่อพินิจเจ้าปรารถนาทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด สุดท้ายก็พอจะสังเกตได้ วิญญาณเทพของอีกฝ่ายดูเหมือนว่ายังไม่ได้หลอมรวมเข้ากับกายเนื้ออย่างสมบูรณ์
ก็เหมือนผู้ที่ใส่เสื้อผ้าที่ใหญ่กว่าหนึ่งขนาด
น่าสนุกแล้วสิ เจ้าปรารถนาทัศน์หัวเราะขึ้นมา
ในเมื่อเจ้ามองออกแล้ว เช่นนั้นก็ให้เจ้าเข้าใจให้ถ่องแท้ไปเลยแล้วกัน ไม่ใช่ข้าที่มีกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ แต่เป็นร่างนี้ต่างหาก
ดังนั้นท่านจึงต้องการเลือดเนื้อมารักษาสภาพไว้หรอกหรือ หวังเป่าเล่อรีบกล่าว
ไม่ผิด ร่างนี้กับวิญญาณเทพของข้าไม่ประสาน ไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวกันได้ จึงก่อวัฏจักรขึ้นไม่ได้ เกิดพฤติกรรมขึ้นไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงเสื่อมถอยได้ ต้องหลอมรวมพลังชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสภาพไว้
และเจ้า ตามที่ข้าได้สัมผัส แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่กลับคู่ควรยิ่งนัก กลืนกินเจ้าแล้ว ข้ารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะแก้ไขปัญหาพลังชีวิตที่ร่างนี้ต้องการในคราวเดียว
เช่นนั้นที่มาของร่างนี้เป็นเช่นไร หวังเป่าเล่อกล่าวอีกครั้ง
อยากรู้หรือ เจ้าปรารถนาทัศน์แสยะยิ้ม ดวงตาเป็นประกายลึกล้ำ
น่าเสียดาย ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าจงใจให้ข้าจับได้ มีปัญหามากมาย แต่ข้าก็ต้องการถ่วงเวลาไว้เช่นกัน ตอนนี้…เวลาเพียงพอแล้ว เจ้าปรารถนาทัศน์กล่าวจบ ก็หัวเราะขึ้นมา สระโลหิตที่เขาอยู่เดือดพล่านและพลิกม้วนขึ้นในทันที พลังเลือดปะทุแผ่ออกไปทั่ว ในเวลาเดียวกันพลังดูดที่น่าอัศจรรย์ก็แผ่กระจายออกมาจากร่างนั้น
พลังดูดนี้กักหวังเป่าเล่อไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ขณะที่หวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน ถึงขั้นปราณโลหิตกระจายออกมาตามรูขุมขน รวมทั้งทวารทั้งเจ็ดทั่วร่างกาย ร่างกายเขาราวกับถูกเจ้าปรารถนาทัศน์ดูดรับไว้ทั้งหมด
ในช่วงเวลาวิกฤต หวังเป่าเล่อก็กล่าวออกมา
มีผู้บอกข้า คิดจะจับปลาตัวใหญ่ ต้องมีเหยื่อโอชะที่เพียงพอ
แต่ไม่รู้ว่า ปลาใหญ่ตัวนั้นจะเป็นท่านหรือเป็นข้า
เจ็ดอารมณ์ทุกท่าน พวกท่านสามารถหาข้าพบได้ เช่นนั้นคิดสิว่าหากข้าถูกกัด ผู้อื่นก็สามารถตามหาพวกท่านพบโดยผ่านทางข้า นี่เป็นเพียงร่างอวตารร่างหนึ่งของข้า ข้าแพ้ได้ แต่พวกท่าน…แน่ใจหรือว่าแพ้ได้
ดังนั้น ตอนนี้ยังจะไม่ออกมาอีกหรือ!
ทันทีที่คำพูดของหวังเป่าเล่อส่งออกไป นัยน์ตาของเจ้าปรารถนาทัศน์ก็หรี่ลง ขณะที่โบกมือวังใต้ดินก็เปิดข้อห้ามออกทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจหยุดรั้งแสงสีขาวสายหนึ่งเอาไว้ มันร่วงหล่นจากฟากฟ้า ทะลุผ่านแผ่นดินและข้อห้ามทั้งหมด หล่นลงบนร่างหวังเป่าเล่อ ฉับพลันก็สลายออก โดยมีกฎแห่งเจ็ดอารมณ์ภายในร่างหวังเป่าเล่อเป็นพิกัด พลังงานมหาศาลทั้งสามจุติลงมาโดยตรง
พลังงานทั้งสามนี้ ก็คือเจ้าทั้งสามจากเจ็ดอารมณ์ สุข โศก แค้น
และในขณะนี้ ที่นอกเมืองปรารถนาทัศน์ พลังของเจ้าแห่งโกรธก็ก่อเกิดเช่นเดียวกัน แต่เขากลับไม่ได้รีบเหยียบเข้าวังใต้ดินในทันที ขณะที่โบกมือ ความผันผวนของกฎเกณฑ์แห่งโกรธก็ก่อเป็นผนึกกดทับ ห่อหุ้มเมืองปรารถนาทัศน์ไปทั้งเมือง
เหตุการณ์นี้รวดเร็วเกินไป แม้แต่ด้านเจ้าปรารถนาทัศน์ ก็มีท่าทีเปลี่ยนไปตื่นตระหนก ร่างล่าถอยจากสระโลหิตทันที แต่หวังเป่าเล่อกลับเบิกตาขึ้น วิชาครองร่างย้อนคืนก็กลับตาลปัตรและกระจายออกอีกครั้ง
ทันใดนั้น ภายในร่างของเขาก็ส่งพลังดูดที่น่าตระหนกยิ่งกว่าพลังดูดของเจ้าปรารถนาทัศน์ออกมา พลังนี้ปะทะกันในทันที ทำให้ทั้งสองฝ่ายคล้ายกับถูกพันธนาการเอาไว้ ไม่อาจล่าถอยจากกันได้
หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น พลังดูดของร่างเจ้าปรารถนาทัศน์สามารถบีบคั้นหวังเป่าเล่อได้โดยกำลัง แต่ตอนนี้…ด้วยการมาของเจ้าแห่งสุขและคนอื่นๆ พลังงานของพวกเขาก็กลายเป็นพันธนาการสายแล้วสายเล่า ตรึงเจ้าปรารถนาทัศน์และกำราบเขาไว้ได้ในทันที
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับสามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ร่วมมือกับหวังเป่าเล่อ ทำให้เขามีคุณสมบัติที่จะกลืนกินเจ้าปรารถนาทัศน์ได้แล้ว
เจ้าปรารถนาทัศน์เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ก็คำรามออกมาอย่างไม่อาจเชื่อได้
เป็นไปไม่ได้ ข้าได้ผนึกกั้นไว้แล้วทั้งหมด ผู้ใดก็ไม่อาจกักกั้นมิให้คนผู้นี้จุติที่นี่ได้ พวกเจ้า…พวกเจ้า…
หากเปลี่ยนผู้อื่นเป็นพิกัด ย่อมไม่อาจเป็นไปได้อย่างแน่นอน แต่เขา…ต่างออกไป เจ้าแห่งสุขเอ่ยออกมาเบาๆ มองไปอย่างลึกซึ้ง เวลานี้ท่าทีของนางเป็นปกติ และยังคงถ่ายเทวิชาครองร่างกลับคืนไม่หยุดในสระโลหิต หวังเป่าเล่อทำให้สระโลหิตเดือดพล่านเช่นนั้นต่อไป เขามองไปทางเจ้าปรารถนาทัศน์ที่ใบหน้าฉายแววสับสนและแฝงไปด้วยความแค้น จากนั้นจึงโค้งตัวเล็กน้อยคำนับ
เจ้าปรารถนาทัศน์ ล่วงเกินท่านแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการหลุดพ้นของพวกข้า… เจ้าแห่งสุขเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่โบกมือกฎเกณฑ์แห่งสุขก็ปะทุ ร่วมกับเจ้าแห่งโกรธและเจ้าแห่งแค้นที่อยู่อีกด้าน อารมณ์ทั้งสามตรงเข้าครอบคลุมเจ้าปรารถนาทัศน์ สีหน้าท่าทางของเขาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความคิดวุ่นวายและจิตใจปั่นป่วน
ทางด้านหวังเป่าเล่อใจจดใจจ่อ ภายใต้สถานการณ์ผลัดกันรุกและรับนี้ พลังดูดกลืนของเขากลับเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น ในฐานะเป็นสื่อกลางในสระโหลิต เลือดเนื้อของร่างเจ้าปรารถนาทัศน์ กลายเป็นขั้นปราณโลหิตตรงไปครอบคลุมหวังเป่าเล่อตามทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขนทั่วร่าง จากนั้นจึงหลอมรวมกันไม่หยุด
ความอิสระจากทุกสิ่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน เวลานี้หวังเป่าเล่อจิตใจเบิกบาน เขารับรู้ได้ถึงร่างของตน วิญญาณเทพของตน ทั้งหมดของตน ล้วนเติบโตอย่างรวดเร็ว กล่าวให้กระจ่างก็คือ…เขารู้สึกว่าตนกำลังเปลี่ยนแปลง…คล้ายกับร่างจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านั้น แก่นแท้ของเขายังคงเป็นร่างแยก แม้จะมีสติสัมปชัญญะเป็นเอกเทศ แต่ร่างกายมาจากร่างแท้ และตอนนี้…ด้วยการหลอมรวมของขั้นปราณโลหิต หวังเป่าเล่อก็รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตทั้งหมดกำลังเป็นของตนเองอย่างชัดเจน
สามส่วน สี่ส่วน…
กายเนื้อของเจ้าปรารถนาทัศน์เริ่มเหี่ยวเฉา อีกฝ่ายอยากจะขัดขืนและกรีดร้อง แต่กลับเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ร่างกายของเขากลายเป็นหนังหุ้มกระดูกไปแล้ว ขั้นปราณโลหิตหกส่วนล้วนถูกหวังเป่าเล่อดูดกลืนไป แม้แต่กฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ก็หลั่งไหลเข้าสู่ตัวหวังเป่าเล่อเป็นจำนวนมหาศาล ดูเหมือนทั้งหมดไม่อาจย้อนกลับได้
ในเวลานี้ นัยน์ตาของเจ้าปรารถนาทัศน์เผยความบ้าคลั่ง ส่งเสียงคำรามก้อง ทันใดนั้นข้อห้ามทั้งหมดรอบๆ วังใต้ดินแห่งนี้ก็ฉายแสงเจิดจ้า ในพริบตาต่อมาข้อห้ามทั้งหมดพลันระเบิดออก ทั่วทั้งวังใต้ดินสั่นสะเทือนและทรุดพังลงทันที
การล่มสลายนี้ยิ่งใหญ่เกินไป ทำให้ทั้งเมืองปรารถนาทัศน์คล้ายเกิดแผ่นดินไหว และจุดศูนย์กลางที่ระเบิดตัวเอง ในวังใต้ดินแห่งนั้น ก็ยิ่งทำให้ลมพายุกระจายตัวออกไปด้วย เป็นผลให้การบีบคั้นของเจ็ดอารมณ์และการดูดซับของหวังเป่าเล่อต้องหยุดก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
โอกาสนี้ได้มาถึงขีดสุดแล้ว เจ้าปรารถนาทัศน์หมดสิ้นหนทาง ดวงตาบ้าคลั่งขึ้นกว่าเดิม ในพริบตา ร่างกายของเขาก็เลือกที่จะ…ระเบิดตนเองเช่นกัน
เสียงก้องสะเทือนฟ้าดินเกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าปรารถนาทัศน์ถูกหวังเป่าเล่อกลืนกินร่างหนังหุ้มกระดูกไปแล้วหกส่วน ขณะที่กำลังระเบิดตนเองได้แบ่งออกเป็นสี่ส่วน กระโจนออกจากสระโลหิต แล้วหลบหนีไปทันที
คนภายนอกไม่อาจตรวจพบความผันผวนจากร่างอันแข็งแกร่งในสระโลหิตได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า โดยพื้นฐานก็ไม่มีผู้ใดในโลกาชั้นที่สองตรวจพบความผันผวนชนิดนี้ได้
เพราะมันพิสดารเกินไป…
แต่หวังเป่าเล่อ หลังจากเดินเข้าไปในเมืองปรารถนาทัศน์ เขาพลันชะงักฝีเท้า ท่าทีเต็มไปด้วยความสงสัย หันหน้ามองไปทางใจกลางของเมือง
เขารับรู้ได้ถึงความผันผวนอันน่าประหลาด
“ร่างต้นหรือ” หวังเป่าเล่อลังเล หลังจากสัมผัสอย่างถี่ถ้วน เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
แต่ความผันผวนนี้กับร่างต้นแบบของเขาคล้ายคลึงกันมาก สำหรับหวังเป่าเล่อ เขามั่นใจมากว่าร่างแท้ไม่อาจอยู่ในเมืองปรารถนาทัศน์ได้ และการติดต่อระหว่างร่างต้นแบบยังคงอยู่ เขาต้องรู้ได้ว่าร่างแท้อยู่ที่นี่
แม้ในใจเขาจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ระดับความเหมือนในตอนนี้ ยังคงทำให้หวังเป่าเล่อลังเล ดวงตาหรี่ลงอย่างช่วยไม่ได้
ดีที่ความผันผวนนี้อยู่ได้ไม่นาน ก็จางหายไปอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาเงียบไปแล้วจึงละสายตา แต่การปรากฏของสิ่งนี้ ทำให้เขายิ่งเพิ่มความสนใจต่อเมืองปรารถนาทัศน์
“ที่นี่…มีความลับแฝงอยู่…” ดวงตาหวังเป่าเล่อทอประกายอยู่ลึกๆ ก้าวเท้าเดินต่อไปตามถนน แม้ทุกสิ่งในเมืองนี้จะไม่ค่อยเข้ากัน แต่ยังดีที่ไม่ได้มีแต่คนไร้ที่ติ ยังมีผู้ฝึกตนมากมายที่มาจากเมืองอื่นไปๆ มาๆ ระหว่างสถานที่นี้
เวลานี้ท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว หวังเป่าเล่อที่เพิ่งมาถึง ก็หาโรงเตี๊ยมได้ในไม่ช้า หลังจากเข้าที่พัก เขาก็นั่งสมาธิอยู่ภายในห้อง ยังคงรู้ซึ้งถึงความผันผวนที่สัมผัสก่อนหน้านั้น
“เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่…”
“เป็นไปได้ไหมว่า…ร่างต้นแบบอยู่ที่นี่จริงๆ” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว รู้สึกวุ่นวายใจ ดังนั้นจึงวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน สุดท้ายดวงตาของเขาก็สงบลง
“เป็นไปไม่ได้!”
“ในเมื่อตัดทางเลือกนี้ออกไปแล้ว ความผันผวนที่ดึงสัมผัสเชื่อมต่อของข้า…ที่แท้คือสิ่งใดกัน” หวังเป่าเล่อหรี่ตา เดินไปข้างหน้าต่าง แล้วมองไปทางที่ที่เกิดความผันผวนก่อนหน้านั้น
“ตำแหน่งใจกลางตามผังเมืองปรารถนารสและเมืองปรารถนาเสียง ตรงตำแหน่งนั้น…ต่างเป็นที่พำนักของเจ้าแห่งปรารถนาของแต่ละเมือง หรือจะเป็นเจ้าปรารถนาทัศน์”
“หากเป็นเขาจริง เหตุใดเขาจึงทำให้ข้ามีสัมผัสเชื่อมต่อที่แรงกล้าเช่นนี้” หวังเป่าเล่อมองไปไกลจนพลบค่ำ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะไปตรวจสอบอีกครั้งในระหว่างวัน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ขณะที่กำลังจะละสายตา ในตอนนั้นเอง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ด้วยเพราะ…ความผันผวนที่คุ้นเคยนั้น ได้ปรากฎขึ้นอีกครั้งแล้ว
และการปรากฏครั้งนี้ แรงกล้ากว่าก่อนหน้านั้นมาก ทำให้ความรู้สึกของหวังเป่าเล่อเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุในคืนมืดมิด ขณะที่กำลังแผดเผา เวลานี้ความผันผวนนี้กำลังพุ่งมาทางเขาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาหวังเป่าเล่อหรี่ลง
เหตุการณ์นี้ ทำให้หวังเป่าเล่อหน้าเปลี่ยนสี ร่างถอยกลับและหายไปจากตรงนั้นทันที และปรากฏตัวห่างไปพันจั้ง ทันทีที่เขาปรากฏกาย โรงเตี๊ยมที่เขาอยู่ก็ทรุดตัวลงในพริบตา กลายเป็นเถ้าลอยกระจายไปทั่วทิศทาง
ในขี้เถ้าที่ลอยฟุ้งและความโกลาหลรอบๆ นี้ เงาร่างแข็งแกร่งสายหนึ่ง พลันส่องประกายแสงสีแดงไปทั่วร่าง พุ่งออกจากโรงแรมอย่างฉับพลัน ตรงเข้ามายังหวังเป่าเล่อ
ดวงตาหวังเป่าเล่อหดลงอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่คุ้นเคยชนิดที่มาจากร่างต้นแบบนั้น ซ้อนทับกับเงาคนแปลกหน้าที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาเกิดภาพหลอน ราวกับร่างต้นแบบได้เปลี่ยนรูปลักษณ์
“คนต่างถิ่น ข้ารอเจ้ามานานแล้ว!” ขณะที่จิตใจของหวังเป่าเล่อผันผวน ร่างแข็งแกร่งนั้นก็ส่งเสียงคำรามอย่างดุร้าย คว้าไปทางหวังเป่าเล่อ
พลังเทียมฟ้าที่มาจากภายในร่างแข็งแกร่งนี้ เปรียบเสมือนเตาหลอมทรงอานุภาพ ทำให้หวังเป่าเล่อรับรู้ถึงภยันตรายแรงกล้า ฝ่ายตรงข้ามช่างแตกต่างจากเจ้าปรารถนาอื่นที่เขาเคยพบ
ไม่เพียงแต่ความแตกต่างของกฎเกณฑ์ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ…กายเนื้อ
กายเนื้อจากอีกฝ่ายทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกถูกบีบคั้น ทั้งร่างของเขาสั่นสะท้าน แต่ในขณะเดียวกับที่สั่นสะท้านอยู่นี้ ความปรารถนาอันแรงกล้าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นภายในร่างของเขา
ความปรารถนาที่ใคร่จะได้กายเนื้อร่างนี้
เพียงแต่ความบีบคั้นนั้นรุนแรงเกินไป ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับการควบคุมมุ่งเฉพาะ แม้ว่าระดับการฝึกตนของหวังเป่าเล่อจะสูงมาก อีกทั้งยังเป็นกึ่งเจ้าปรารถนาเสียง แต่เมื่อเผชิญกับร่างที่แข็งแกร่งตรงหน้า เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้
ภายใต้การบีบคั้น เขาสูญเสียพลังต่อต้านทั้งหมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีสามทางให้เลือก ทางแรก คือการใช้พลังกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงหลบหนีจากที่นี่ไปในทันที
เขาเชื่อว่า เวลานี้ด้วยพลังบีบคั้นของอีกฝ่าย ตนยังสามารถหลบหนีไปได้ แต่หากไม่ไปตอนนี้ เกรงว่าคงไม่ทันการ
ทางที่สอง ก็คืองัดวิธีทุกชนิดในการล่าถอยที่ตนได้เตรียมไว้ก่อนหน้าออกมา แต่เมื่อคิดถึงความผันผวนที่คุ้นเคยนี้ หลังจากรับรู้ถึงความปรารถนาที่อยู่ภายใน ดวงตาหวังเป่าเล่อก็แดงก่ำ เขาไม่ชอบพนันขันต่อ แต่ครั้งนี้…เขาจะลองเดิมพันดูสักครั้ง เลือกหนทางที่สาม!
ขณะที่หวังเป่าเล่อเกือบจะเลือกได้แล้ว มือยักษ์ของเจ้าปรารถนาทัศน์ ก็คว้าเข้ามาอย่างฉับพลัน พลังแห่งกายเนี้อร่วมกับกฎเกณฑ์ ก่อเป็นตาข่ายแผ่อยู่เต็มท้องฟ้า กำลังจะครอบร่างหวังเป่าเล่อเอาไว้
ช่วงเวลาวิกฤต หวังเป่าเล่อคำรามต่ำ กฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงภายในร่าง ระเบิดขึ้นพร้อมกัน พยายามต้านทานมันออกไป ขณะคำรามก้องกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ของเจ้าปรารถนาทัศน์ ก็เห็นชัดว่ากำลังสั่นสะท้าน ราวกับถูกลบล้างไปกว่าครึ่ง แต่พลานุภาพของเขาไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย พลังแห่งกายเนื้อที่มาจากร่างนั้น ตรงไปที่หวังเป่าเล่อ เวลานี้เกิดการระเบิดอย่างต่อเนื่อง พลังและระดับความเร็วรวดเร็วฉับไว ตรงมาเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ และคว้าคอเขาไว้
หวังเป่าเล่อดวงตาล้ำลึก สายตาของคนนอกไม่อาจตรวจพบได้ จึงเพิกเฉยที่จะต่อต้าน ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามจับตนไว้ได้ เวลาถัดมาเขาก็กระตุกไปทั้งร่าง ร่างกายคำรามร้อง สูญเสียพลังต่อต้านไปทั้งหมด
“อ่อนแอเกินไปแล้ว!” เจ้าปรารถนาทัศน์แสยะยิ้ม คว้าหวังเป่าเล่อไว้ได้ในพริบตา พุ่งตรงไปที่วังใต้ดิน ความเร็วนั้นราวกับดาวตกสายหนึ่ง ขณะกรีดร้องก็เหยียบเข้าไปในวังใต้ดินที่ตั้งของสระโลหิตที่เขาถือสันโดษ
เมื่อเข้าไปข้างใน หวังเป่าเล่อก็ถูกสระโลหิตนั้นทำให้สั่นไหวอยู่ลึกๆ เขารับรู้ได้ว่าภายในสระโลหิตนี้ มีความผันผวนที่ตนคุ้นเคยหลงเหลืออยู่ ยังไม่ทันมองได้ชัดเจน พลังมหาศาลขุมหนึ่งก็ส่งออกมา ร่างกายของเขาถูกเจ้าปรารถนาทัศน์โยนลงในสระโลหิต ในขณะเดียวกันพลังการบีบคั้นก็ตามมาด้วย
“เจตนาให้ข้าจับได้ ไม่ใช่ว่าต้องการเห็นสระโลหิตนี้หรอกหรือ ข้าจะให้เจ้าดูให้เต็มตา”
หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว ร่างภายในสระโลหิต สีหน้ามืดมน หลังจากกวาดตามองดูเลือดที่อยู่รอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงความปรารถนาที่ส่งออกมาจากภายในร่างของตน จากนั้นก็ถูกเขาบังคับบีบคั้น ไม่ให้แสดงออกมาแม้แต่น้อย ทว่าสีหน้ากลับยิ่งเพิ่มความมืดมน สุดท้ายก็มองไปทางเจ้าปรารถนาทัศน์
“ท่านรู้นานแล้วหรือว่าข้าจะมาเมืองปรารถนาทัศน์”
เจ้าปรารถนาทัศน์หัวเราะร่า ขณะที่โบกมือ พลังแห่งการปิดกั้นก็ถูกส่งออกไปรอบทิศ หลังจากผนึกที่นี่ไว้แล้วทั้งหมด ชั่วพริบตาร่างกายของเขาก็เหยียบเข้าสู่สระโลหิตเช่นกัน สายตาเผยให้เห็นถึงความโลภและความคาดหวังที่ปิดไม่มิด
แน่นอน นี่เป็นข้อตกลงของข้าและเจ้าแห่งสุข ข้าช่วยนางขัดขวางการส่งสาส์นของเจ้าปรารถนาเสียง นางช่วยข้าส่งเจ้ามาที่นี่!”
…………………
ต่อไปหากในเมืองปรารถนาเสียงเกิดเรื่องใด หวังเป่าเล่อก็ไม่สนใจ เวลานี้เขายืมพลังกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมาใช้ ความเร็วถึงขั้นสูงสุดจนน่าตระหนก ทางทฤษฎีกล่าวได้ว่า ตอนที่เปลี่ยนเป็นใช้ร่างกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนั้น ที่ใดมีเสียง เขาก็สามารถโยกย้ายได้ทั้งหมด
ในเรื่องนี้ แม้แต่เจ้าปรารถนาเสียงก็ไม่อาจทำได้ เจ้าปรารถนาเสียงต้องคำสาป จึงรับภาระหุ่นเชิดของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง แต่หวังเป่าเล่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเป็นเพียงเครื่องมือของเขาเท่านั้น
แม้ทฤษฎีจะเป็นเช่นนี้ แต่ในทางปฏิบัติ หวังเป่าเล่อก็ไม่อาจรั้งอยู่ในสภาพนี้ต่อไปได้นานนัก เวลานี้ขณะหลบหนีเขาจึงทำเช่นนี้ได้ เขาหลบหลีกออกจากเมืองปรารถนาเสียงได้ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ และเดินอยู่ในพงไพรแห่งปฐพีของโลกาชั้นที่สอง
ท้องฟ้าสว่างไสวแล้ว หวังเป่าเล่อหันกลับมองไปจากที่ไกลๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย การเดินทางไปเมืองปรารถนาเสียงของเขาในครั้งนี้ กล่าวได้ว่ามีผลน่าทึ่ง
แต่ก็ยังถูกพวกเจ้าแห่งสุขหลอกเอาได้ หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว คำรามเสียงเย็น
เรื่องหลอกลวงนี้ หลังจากที่ได้ดูดรับกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของร่างอวตารเจ้าปรารถนาเสียงแล้ว หวังเป่าเล่อจึงได้เข้าใจ
หากลองพิจารณาดูแล้ว ไม่แปลกหากแหล่งกำเนิดจะตามหาผู้ฝึกตนที่ซึมซับกฎเกณฑ์ของตนเจอ ดังนั้นกล่าวได้ว่าเจ้าแห่งสุขพบเขาได้ในตอนแรก ก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์แห่งสุขที่อยู่ภายในร่างเขา
ในทำนองเดียวกัน กฎที่มอบให้สามเจ้าสำนักจากอารมณ์ แม้พวกเขาจะลบดวงจิตไปทั้งหมดแล้ว แต่หลังจากหวังเป่าเล่อดูดซับแล้ว ก็จะถูกพวกเขาสัมผัสเชื่อมต่อได้เช่นกัน
นี่ไม่ใช่การจัดการควบคุม แต่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวในการดึงดูดตัวตนของกฎเวท
ดังนั้น แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลในครั้งนี้ แต่ก็หลงเหลือเงื่อนงำไว้มากมาย ทำให้ในระดับหนึ่ง เขาไม่อาจซ่อนเร้นร่างได้เหมือนที่เป็นมา
อาจเป็นเพราะแต่ก่อนเขามีเพียงกฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์แห่งสุข กฎเกณฑ์แรกไม่ได้ทำร้ายเขา และกฎเกณฑ์หลังก็ถูกแยกออกผนึก แต่ตอนนี้…สี่เจ้าจากเจ็ดอารมณ์และเจ้าปรารถนาเสียง ล้วนสามารถควบคุมตำแหน่งของตนเองได้
เช่นนั้นต่อไป… หวังเป่าเล่อหรี่ตา ในหัวกำลังจะวางแผนการก้าวต่อไปของตน แต่ฉับพลันนั้นเอง ใบหน้าก็เปลี่ยนสี รีบหันมองไปทางด้านหลัง
เวลานี้ที่ด้านหลังของเขา ขณะที่ความว่างเปล่าพลันบิดเบี้ยว ปรากฏประกายแสงสีแดงวาบขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วยังมีเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่ว
เจ้าแห่งสุข! นัยน์ตาหวังเป่าเล่อส่องประกายเย็นวาบ มองไปทางที่ที่ปรากฏแสงสีแดงนั้น เขาเห็นเพียงแสงสีแดงรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นเงาร่างที่เลือนรางสายหนึ่ง
หลังจากสังเกตได้ว่านี่เป็นเพียงร่องรอยพลังงาน ท่าทีของหวังเป่าเล่อก็คลายลง แต่สายตายังคงเย็นเหยียบ
อย่ากังวลไป ข้ารู้ว่าเจ้าไม่แปลกใจที่ข้าหาเจ้าพบ เจ้าตระหนักถึงกฎแห่งสุข ตอนนี้เป็นกึ่งเจ้าปรารถนาเสียง เจ้าน่าจะรับรู้ได้ถึงผู้ที่ปฏิบัติกฎเกณฑ์ระดับข้า สามารถรับรู้ตำแหน่งของแหล่งกำเนิดพวกเราได้
หวังเป่าเล่อมีสีหน้ายากบรรยาย แต่ก็ไม่กล่าวว่าอีกฝ่ายต่อต้านตนในเรื่องนี้ อย่างมากก็เพียงไม่ได้บอกกล่าวเท่านั้น แต่ก็เป็นปัญหาสำหรับเขาไม่น้อย
ท่านมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะต้องการแสดงให้ข้าเห็นว่าท่านสามารถรู้ตำแหน่งของข้าหรอกหรือ ดวงตาหวังเป่าเล่อส่งประกายอันตราย เขาก็ไม่ใช่ไม่มีไพ่ตาย หากเป็นเรื่องใหญ่ ค่อยไปหาร่างต้น
เมื่อคิดถึงพลังสามารถของร่างเดิม ก็ยังสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อย เพียงแต่หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาก็ไม่ต้องการไปที่ร่างต้น
โดยเฉพาะในตอนนี้ภายในร่างของตนสะสมกฏเวทไว้มากมายเช่นนี้ หากร่างต้นเห็นเข้า ตามที่เขาเข้าใจต่อร่างต้นนั้น มีความเป็นเป็นได้อย่างยิ่งว่าร่างต้นจะมีความคิดที่อยากจะหลอมรวมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ไม่ใช่อย่างแน่นอน ร่างแยกของเจ้าแห่งสุขหัวเราะพลางกล่าว
ในฐานะพันธมิตร ข้ากำลังไตร่ตรองให้เจ้าอย่างจริงจัง หากต้องการปิดกั้นตำแหน่งของตน อันที่จริงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…
ข้าแนะนำให้เจ้าไปที่เมืองแห่งปรารถนาทัศน์
ขอเพียงเจ้าเชี่ยวชาญในกฎเกณฑ์ปรารถนาทัศน์ เช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงร่างตน ก็ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะไม่ให้ถูกจับตำแหน่งได้ พูดจบ เจ้าแห่งสุขก็ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้กล่าวต่อไปอีก แล้วร่างกายก็สลายไปอย่างช้าๆ
เพียงแต่ก่อนที่จะสลายไปทั้งหมด นางพลันเหลือบมองไปที่หวังเป่าเล่อที่กำลังครุ่นคิด กล่าวประโยคที่กินความหมายลึกซึ้ง
หากต้องการตกปลาใหญ่ ก็ต้องมีเหยื่ออันโอชะอย่างพอเพียง…
ดวงตาของหวังเป่าเล่อเป็นประกายเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ประสานสายตามองเจ้าแห่งสุขที่ค่อยๆ สลายไปอย่างเย็นชา หลังจากที่รอบด้านคืนสู่สภาพปกติ ดวงตาของเขาก็เผยประกายลึกลับ
เมืองปรารถนาทัศน์หรอกรึ…
ช่างน่าสนใจ… หวังเป่าเล่อท่าทางกำลังครุ่นคิด เขานึกถึงเจ้าปรารถนาเสียงที่หลังจากล่วงรู้ตัวตนแท้จริงของเขาแล้ว เหตุใดจึงไม่ได้รีบประกาศออกไปในทันที แต่กลับสานต่อเวทแห่งรัตติกาลให้กลางคืนของโลกแห่งเสียงยาวนานออกไป เพื่อดึงดูดความสนใจของอาณาจักรบนให้เห็นถึงความผิดปกตินี้
คำตอบนั้นง่ายดายมาก ไม่ใช่ว่านางไม่ส่งสาส์นไปบอกกล่าว แต่เป็นไปได้ว่าถูกใครบางคนขัดขวางการส่งสาส์นนั้น
หวังเป่าเล่อไม่แน่ใจในวิธีการขัดขวางนี้ แต่ก็พอเดาออกว่าอีกฝ่ายต้องใจกว้างมากเป็นแน่ อาจเป็นสามอารมณ์อื่นจากเจ็ดอารมณ์ทั้งหมด หรืออาจจะเป็นเทพวัตถุประหลาดบางอย่าง ในเวลาเดียวกันยังมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งที่ไม่รู้จักบางคนช่วยเป็นธุระให้
หวังเป่าเล่อไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เมื่อรวมกับการมาของเจ้าแห่งสุข พร้อมกับกล่าวคำพูดเหล่านั้น เขาก็เกิดความคิดบางอย่าง
หลังจากไตร่ตรองแล้ว หวังเป่าเล่อก็ยิ้มพึมพำออกมาเบาๆ
ข้าแพ้ไม่ได้ พวกเจ้ายิ่งแพ้ไม่ได้ แต่เรื่องนี้มีบางจุดที่น่าสนใจ คือพวกเจ้าไม่รู้ว่าข้าก็แพ้ไม่ได้…
เช่นนั้น ก็น่าสนุกแล้ว ในดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายแววประหลาด และหลังจากครุ่นคิดอีกครั้ง ชั่วแวบเดียวก็ตรงไปที่เมืองปรารถนาทัศน์
เดิมทีด้วยความเร็วของหวังเป่าเล่อ อย่างมากสามวันเขาก็สามารถมาถึงเมืองปรารถนาทัศน์ได้แล้ว แต่เขากลับใช้เวลาไปถึงเจ็ดวัน สี่วันที่เกินมานั้น เป็นเวลาที่ใช้ในการเตรียมตัวเดินทางครั้งนี้
นี่ก็เป็นวิธีทางเลือกของเขาเช่นกัน หากปรากฏความผิดพลาดในการตัดสินใจที่ตนไม่อาจแก้ไขด้วยตนเอง เขาก็ต้องเตรียมตัวให้แน่ใจว่าจะมีโอกาสย้อนทั้งหมดกลับได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากนั้นเจ็ดวัน เงาร่างหวังเป่าเล่อก็ปรากฏอยู่ที่นอกเมืองปรารถนาทัศน์ มองไปไกลๆ เมืองนี้ทำให้เขามีความรู้สึกถึงสัดส่วนอันน่าทึ่ง
ทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างหรือวัสดุ ล้วนให้ความรู้สึกสมบูรณ์แบบ แม้แต่คนที่เดินในนั้น แต่ละคน…เมื่อมองแล้วก็ราวกับจะรวบรวมความที่สวยงามไว้ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ รูปร่าง หรือจะเป็นคุณลักษณะ มองจากไกลๆ ที่นี่ราวกับเป็นโลกในเทพนิยาย…
คำว่าทัศน์ เกี่ยวกับดวงตา… หวังเป่าเล่อทำท่าครุ่นคิด แล้วก้าวเดินเข้าสู่เมืองปรารถนาทัศน์ และขณะที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่เมืองนี้ ก็มีความผันผวนเล็กน้อยสะท้อนอยู่ที่บริเวณใจกลางของเมืองปรารถนาทัศน์
สถานที่ที่ความผันผวนก่อขึ้นนั้น เป็นวังใต้ดินตระหง่านแห่งหนึ่ง
ในวังใต้ดินแห่งนี้ มีสระโลหิต ภายในนั้นมีร่างแข็งแกร่งสวมเสื้อเกราะนั่งขัดสมาธิอยู่ เวลานี้ ร่างที่แข็งแกร่งกำลังเงยหน้าขึ้น ลืมตาทั้งคู่ เผยให้เห็นม่านตาสีแดงที่อยู่ข้างใน
มาแล้ว ในที่สุดก็มาแล้ว…
ข้ารอวันนี้มานานแสนนาน…
ลางสังหรณ์ของข้าไม่มีทางพลาด หลังจากกลืนกินเขาแล้ว…คำสาปของข้าต้องสลายไปแน่! นัยน์ตาของร่างแข็งแกร่งนี้ เผยความโลภอย่างแรงกล้า ค่อยๆ หยัดกายขึ้นจากสระโลหิต
แสงสีแดงวาบผ่าน ก่อเกิดประกายไปทั่วร่าง ราวกับไม่มีการบดบังของสระโลหิตอยู่ ลำแสงสีแดงนี้ยิ่งโชติช่วง ก่อเกิดเกิดความผันผวนแปลกประหลาด
……………………………
ไม่นานร่องรอยสุดท้ายของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงภายในร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีก็ถูกหวังเป่าเล่อกลืนกิน ร่างอวตารเจ้าปรารถนาเสียงตรงหน้ากายสั่นเทิ้มทันที จากนั้นจึงกลายเป็นไอลอยไป
ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงมลายไปชั่วนิรันดร์ ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ก็ถูกฉีกขาดไปมากกว่าสามส่วนตลอดกาล นางไม่อาจควบคุมมันได้อีกต่อไป
และที่สำคัญที่สุดก็คือ…อำนาจที่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมอบให้แก่เจ้าปรารถนาเสียงนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปป ไม่ได้เป็นของเจ้าปรารถนาเสียงแต่ผู้เดียวอีกแล้ว แต่แบ่งปันมันร่วมกับ…หวังเป่าเล่อ
กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของหวังเป่าเล่อเกือบจะสมบูรณ์
ในระดับหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นเจ้าปรารถนาเสียงแล้วครึ่งหนึ่ง
“ไม่!!” ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียงที่ด้านนอกแผดเสียงคำราม ต่างก็ได้รับแรงสะท้อนกลับกระอักเลือดสดๆ ออกมา และในขณะเดียวกันที่ด้านนอกปากภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ในดวงตาของยิ่นสี่ฉายแววเศร้าโศก มหาศิษย์เต๋าคนอื่นๆ ที่ถูกเขาขัดขวาง ต่างก็ไม่พยายามลงมืออีก ท่ามกลางอารมณ์ที่ขมขื่นนั้น ยังมีมีความงงงันอยู่บ้าง
จากนั้น…ก็มีเสียงจากปากภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ดังก้องไปทั้งโลกปรารถนาเสียง
“ผนึกแห่งสุข ปลดปล่อย”
เกือบจะในทันทีที่คำกล่าวของหวังเป่าเล่อเปล่งออกมา คนนอกก็ไม่อาจเข้าไปย่างกรายได้ และไม่อาจมองเห็นภายในโลกแห่งเสียงอีก ตอนนั้นเองปรากฏเกี้ยวแดงหกหลังขึ้นหกจุด เวลานี้เกี้ยวเหล่านั้นก็สั่นสะท้านขึ้นพร้อมกัน
สีแดงโลหิตของมันจางลงอย่างรวดเร็ว ความเน่าเสียแผ่กระจายไปบนตัวมัน พริบตาเดียว เกี้ยวทั้งหกก็ไม่เป็นสีเลือดอีกต่อไป จากนั้นจึงกลายเป็นเถ้าปลิวไปทีละน้อย
ในไม่ช้า มือซ้ายก็หลุดพ้น ตามด้วยมือขวา สองขา และร่างกาย…กระทั่งเกี้ยวที่ศีรษะของเจ้าแห่งสุขอยู่ หลังจากสลายไปกับสายลมแล้ว ดวงตาของเจ้าแห่งสุขก็ลืมขึ้น
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ร่างที่ถูกกระจายไปของนาง ก็ส่งเสียงร้องมาจากทุกทิศทาง ตรงเข้าไปใกล้ ประกอบรวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นร่างขึ้นมา
งามสง่าหาใดเปรียบได้!
เสื้อคลุมยาวสีแดงทั้งร่าง รูปลักษณ์งดงาม ทำให้เวลานี้เจ้าแห่งสุข คล้ายจะโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวในโลกผืนนี้
“ยังไม่สมบูรณ์” เจ้าแห่งสุขที่ยืนอยู่ตรงนั้น สูดหายใจเข้าลึก ยกมือซ้ายของตนขึ้นดู
มือซ้ายของนางเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นนิ้วมือทั้งห้าที่สมบูรณ์แบบ แต่ทันทีที่กล่าวออกมา มือซ้ายของนางก็ยกขึ้น แล้วชี้ไปยังความว่างเปล่า ทันใดนั้นเอง…
ด้านนอกโลกแห่งเสียง และนอกปากภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ร่างยิ่นสี่ที่ยืนขวางทางกลุ่มมหาศิษย์แห่งเต๋าก็ตัวสั่นสะท้าน เมื่อเงยหน้าขึ้น นิ้วหนึ่ง…ก็บินออกจากหว่างคิ้วของเขา และหายไปในทันที
ยิ่นสี่คล้ายกับหมดเรี่ยวแรง ตามนิ้วที่หายไป ทว่าแววตากลับเป็นเช่นเดิม ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างดื้อรั้น เพื่อทำภารกิจของตนให้เสร็จสิ้น
เดิมทีเขา นามของเขาไม่ใช่ยิ่นสี่
เขาจำได้หลายปีก่อน ตอนที่ตนยังไม่ได้ปลุกความทรงจำในอดีต มีวันหนึ่งที่เจ้าปรารถนาเสียงเรียกเขาเข้าพบ แล้วผนึกนิ้วหนึ่งไว้ในร่างของเขา จากนั้นก็ได้มอบสมญานามเต๋าแก่เขา
ยิ่นสี่
เขาไม่อาจลืมมันได้ไปชั่วชีวิต เมื่อนิ้วได้หลอมรวมเข้าสู่หว่างคิ้วของตนนั้น เสียงพึมพำของเจ้าปรารถนาเสียงก็ดังก้องอยู่ในสมองของเขาด้วย
“มีเพียงยืมพลังของเจ้าแห่งสุขเท่านั้น ข้าจึงจะสามารถมีช่วงเวลาการฟื้นตื่นได้ ต่อไปข้าจะยังคงจมอยู่ในภวังค์ ไม่อาจจำการสั่งเสียนี้กับเจ้าได้ เจ้า…เป็นศิษย์ผู้เดียวของข้า อดีตชาติก็เป็น ชาตินี้ก็เป็น…”
“เจ้าต้องจำไว้ว่า หากมีวันหนึ่ง เจ้าฟื้นตื่นแล้วและถูกผลกระทบ เช่นนั้นก็จงทำตามใจของเจ้า จะผนึกข้าไว้ก็ดี กำราบไว้ก็ดี หรือทำลายก็ดี…อาจารย์..ต้องการหลุดพ้น”
“อาจารย์…” ภาพในความทรงจำลอยอยู่ในจิตใจของยิ่นสี่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ร่างของเขายังคงสั่นเทา เสียงก็เป็นเช่นเดียวกัน มีเพียงดวงตาทั้งคู่ ที่ยังคงแน่วแน่
ส่วนนิ้วนั้น หลังจากที่หายไป พลังประหลาดวูบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในบริเวณนี้ ผู้ฝึกตนเจ็ดอารมณ์ทั้งหมด ล้วนล่าถอยทันทีและกลับไปที่ประตูแสง แต่ผู้ฝึกตนของสามสำนักแต่ละคนร่างกายสั่นเทา ไม่อาจควบคุมรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าได้
ขณะเดียวกันความยินดีก็ปรากฏไปทั้งสนามรบ สามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ ก็ล่าถอยอย่างรวดเร็ว ทำให้สองร่างอวตารของเจ้าปรารถนาเสียง มาสมทบกันด้วยสีหน้ายากบรรยาย มองไปทางความว่างเปล่าที่ไกลออกไป
หวังเป่าเล่อก็เป็นเช่นนี้ ร่างของเขาได้สลายไปภายในปากภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรีแล้ว และเมื่อปรากฏตัวขึ้น…เขาก็ลอยอยู่กลางอากาศ ขณะที่มองทั้งหมดนี้ ก็สังเกตเห็นว่าสายตาร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียงกำลังจ้องมองอยู่ ความเกลียดชังจากนัยน์ตานั้น ได้เคลื่อนย้ายทั้งหมดมาที่ร่างของตน
จากนั้น…ในความว่างเปล่าที่เขาเห็นทั้งหมด เงาร่างสีแดงสายหนึ่ง ก็ค่อยๆ เผยเค้าร่างออกมา เด่นชัดขึ้นทีละน้อย และท้ายที่สุดก็กลายเป็นร่างงามสง่าหาใดเทียบเทียม
“เจ้าแห่งสุข!” ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียง กล่าวขึ้นพร้อมกัน ท่าทีเต็มไปด้วยความโกรธ
แต่กลับกันท่าทีของเจ้าแห่งสุข นางถูกผนึกแยกส่วนมาหลายปีเช่นนี้ เวลานี้หลังจากผ่านพ้นความยากลำบากกลับไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อเจ้าปรารถนาเสียงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม…ดวงตากลับสับสนอยู่บ้าง
“เจ้าลืมไปว่า ปีนั้น…เจ้าเชิญข้ามาช่วยเจ้า…”
ทันทีที่กล่าวออกมา หวังเป่าเล่อเมื่อได้ยินก็หรี่ตาลง สำหรับเจ้าปรารถนาเสียงนั้นนั้น กลับเกิดรอยยิ้มเศร้าสร้อย
“เหลวไหล!” กล่าวพลาง ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียงก็หลอมรวมเข้าด้วยกันในทันที พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงอันทรงพลัง ปะทุขึ้นเทียมฟ้า
เดิมทีท้องนภา ณ เวลานี้ ราตรีกาลกำลังจะผ่านพ้นไป ทว่า ด้วยการหลอมรวมของร่างอวตารงเจ้าปรารถนาเสียง ม่านหมอกแห่งความมืดก็ครอบคลุมไปทั่วสารทิศ ทำให้ค่ำคืนยังคงดำเนินต่อไปได้
และขณะดำเนินต่อไปนี้เอง ดวงจิตสายหนึ่งที่มาจากโลกบน ราวกับว่ารับรู้ได้ มันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณอย่างเงียบเชียบ
นี่คือวิธีการช่วยตนเองครั้งสุดท้ายของเจ้าปรารถนาเสียง นางต้องนำทุกอย่างที่นี่ประกาศออกไป มิใช่เพื่อจะจับเป็นหวังเป่าเล่อ แต่เพื่อตัวนางเอง
นางรู้ดีว่า ด้วยสภาพของตนเองในตอนนี้ การเผชิญกับเจ็ดอารมณ์ทั้งสี่รวมทั้งคนนอกที่ช่วงชิงอำนาจของนางนั้น นางไม่ใช่คู่ต่อสู้อีกแล้ว หากไม่ช่วยตนเอง เช่นนั้นมีความเป็นไปได้ว่านางอาจสิ้นสูญที่นี่ได้
หากเปลี่ยนเป็นก่อนหน้า นางคงไม่หวาดหวั่น เพราะนางจะไม่มีวันสิ้นสูญ อย่างมากก็เพียงถูกผนึกเท่านั้น แต่ตอนนี้…การปรากฏตัวของหวังเป่าเล่อนั้นต่างออกไป นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นเจ้าปรารถนาเสียงมา เป็นครั้งแรก…ที่นางสัมผัสถึงวิกฤตของความเป็นความตาย
ดังนั้น นางต้องป่าวประกาศสาส์นนี้ออกไป แม้สาส์นนี้อาจถูกขัดขวาง แต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในโลกาชั้นสองไม่มีทางปกปิดได้แน่
ขอเพียงค่ำคืนของเมืองปรารถนาเสียงไม่หายไปตามสถานการณ์ปกติ แต่ดำเนินต่อไป เช่นนั้น…ก็จะดึงดูดความสนใจของอาณาจักรด้านบนได้แน่นอน
ความสนใจนี้ก็จะนับเป็นการช่วยเหลือตนเองของนาง
กล่าวได้ว่า สิ่งนี้ได้ผลอย่างยิ่ง สามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ต่างหน้าเปลี่ยนสี มีเพียงเจ้าแห่งสุขที่สีหน้ายังคงเป็นปกติ เพียงเหลือบมองเจ้าปรารถนาเสียงอย่างลึกซึ้ง แล้วถอนหายใจเบาๆ หันกายแล้วพุ่งตรงไปที่ประตูแสงในทันที
สามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ก็เหาะออกไปเช่นกัน ยังมีผู้หนึ่งที่กระโดดขึ้นปากภูเขาไฟในยามนี้ นั่นคือยิ่นสี่ เขามองไปที่อาจารย์ด้วยแววตาสับสน จากนั้นก็ตามเจ้าแห่งสุข แล้วเหาะไปทางประตูแสง
ด้านหวังเป่าเล่อ หลังจากกะพริบตาปริบๆ กลับไม่ได้ตามออกไปด้วย ร่างกายของเขาเลือนราง ตอนนี้เขาเป็นกึ่งเจ้าปรารถนาเสียงแล้ว หากคิดจะหนีออกจากที่นี่ นั่นไม่ใช่เรื่องยาก
อีกอย่างเจ้าแห่งสุขก็ไม่ได้เรียกหาหวังเป่าเล่อ ราวกับนางมองไม่เห็น นางหลอมรวมเข้าไปภายในประตูแสงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับผู้ฝึกตนเจ็ดอารมณ์อื่นๆ ในขณะที่ดวงจิตที่มาจากอาณาจักรด้านบนยิ่งแข็งกล้าขึ้นเรื่อยๆ เจ้าแห่งสุขก็ย่างเข้าสู่ภายในประตูแล้วอันตรธานหายไป
ท้ายที่สุดประตูแสงก็กลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง ที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในกระบวนการทั้งหมดนี้ เจ้าปรารถนาเสียงยืนอยู่ที่นั่นด้วยใบหน้ายากจะบรรยาย ไม่ได้ขัดขวางเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเห็นลำแสงไกลออกไปแล้ว นางก็กวาดมองไปทั่วสารทิศอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าหวังเป่าเล่อจากไปแล้ว จึงได้กระอักเลือดออกมาเต็มปาก ร่างกายไม่อาจยืนหยัดหลอมรวมอยู่ได้ แล้วกระจายออกเป็นร่างอวตารทั้งสองร่างใหม่ แต่ละร่างนั้นเหี่ยวแห้งพุ่งตรงไปที่ภูเขาไฟสำนักเหิงฉินและสำนักเหอเสียน เพื่อกักตนรักษาอาการบาดเจ็บ
ระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บในครั้งนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นกับนางมาก่อน
ลึกเข้าไปในปล่องภูเขาไฟของสำนักเหอเสียนและสำนักเหิงฉิน ขณะนี้คนทั้งสองผู้เป็นร่างอวตารของเจ้าปรารถนาเสียง ใบหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน พวกเขารับรู้ได้ในทันทีว่าสาส์นที่ตนถ่ายทอดไปยังวิญญาณจักรพรรดิอาณาจักรด้านบนถูกพลังบางอย่างบดขยี้
มองไปทั่วทั้งโลกาชั้นที่สอง ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ มีเพียงสองท่านเท่านั้น ตอนนี้เจ้าปรารถนาเสียงคงไม่มีเวลาไปไตร่ตรองว่าผู้ใดกำลังรบกวนตนเองอยู่ ร่างอวตารทั้งสองจึงเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง แล้วหยัดกายขึ้น
แต่แล้วตอนนั้นเอง กลิ่นอายบางอย่างสามชนิดก็ลอยเข้ามา ทันใดนั้นดูเหมือนว่าค่ำคืนอันมืดมิดของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจะถูกแยกออก โดยไม่คาดคิด กลิ่นอายทั้งสามนี้…นำเอาความโกรธเทียมฟ้า แฝงด้วยความโศกสลดถึงขีดสุด และความแค้นอย่างไร้สิ้นสุด
มันคือสามเจ้าสำนักของเจ็ดอารมณ์
เกือบจะทันทีที่ร่างอวตารใหญ่ทั้งสองพุ่งออกไป สามเจ้าสำนักเจ็ดอารมณ์ก็เข้ามาขัดขวางทันที
ในเวลาเดียวกัน ภายในปล่องภูเขาไฟของเต๋าแห่งจังหวะดนตรี การยึดร่างย้อนกลับของหวังเป่าเล่อก็ดำเนินมาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว ตอนนี้ร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีที่เป็นร่างอวตารของเจ้าปรารถนาเสียงกำลังร้องคำราม เพื่อเพรียกหาร่างอวตารอีกสองร่างของตน แท้จริงแล้วนี่นับเป็นเคล็ดวิชาลับของนาง
แต่พริบตาถัดมา เมื่อสัมผัสสวรรค์สัมผัสได้ ใบหน้าของนางก็ต้องเปลี่ยนทีทันที ด้านหวังเป่าเล่อกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา
เจ้าปรารถนาเสียง คราวนี้เจ้าหมดแรงกลับสวรรค์แล้ว
เมื่อใบหน้าร่างอวตารของเจ้าปรารถนาเสียงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ภายในเมืองปรารถนาเสียงก็เกิดเสียงดังก้องท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิด เสียงนั้นระเบิดออกมาอย่างรุนแรง เหตุพลิกผันอย่างที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ ทำให้ผู้ฝึกตนสามสำนักด้านนอกต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
โดยไม่รอให้พวกเขาตอบโต้ พริบตาต่อมา ลำแสงมหึมาสายหนึ่ง ก็ทะลุผ่านความว่างเปล่าและเจาะทะลวงคืนมืดมิด เงาผู้ฝึกตนที่มาจากเจ็ดอารมณ์สายหนึ่งพลันพุ่งออกมา
ศึกล่าสังหาร…ก็บังเกิดขึ้น
ปล่องภูเขาไฟสามสำนักกลายเป็นสนามรบ โกลาหลอย่างที่สุดไปพักหนึ่ง ภายในสำนักเหอเสียนและสำนักเหิงฉิน ยิ่งต่อสู้กันดุเดือดขึ้น เห็นได้ว่าร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียงกำลังเหาะออกจากภูเขาไฟ เพื่อต่อสู้กับเจ็ดอารมณ์
ในหมู่พวกเขาเจ้าแห่งโกรธมีพลังต่อสู้ที่แกร่งที่สุดอย่างเห็นได้ชัด มันประมือกับร่างอวตารสำนักเหิงฉินอยู่ผู้เดียว ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่สนามรบของตนนี้ ยังต่อสู้ได้อย่างเท่าเทียม
อีกด้านหนึ่ง เจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้นก็ร่วมมือกันเข้าควบคุมร่างอวตารสำนักเหอเสียน สถานการณ์การต่อสู้ก็ดุเดือดเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของพวกเขา หรือว่าการประมือระหว่างผู้ฝึกตนสามสำนักกับผู้ฝึกตนเจ็ดอารมณ์ ต่างก็ไม่ใช่จุดสำคัญของแผนการนี้…จุดสำคัญของแผนการนี้อยู่ที่หวังเป่าเล่อ
เพราะว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่กลืนกินร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรี จึงจะทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงถูกฉีกขาด ไม่สมบูรณ์อีกต่อไป และมีเพียงวิธีนี้ ที่จะช่วยให้…เจ้าแห่งสุขที่ถูกกดขี่ในโลกแห่งเสียงหลุดพ้น
เพื่อช่วยมอบโอกาสให้เจ้าแห่งสุขที่รอคอยมานาน
เรื่องนี้ หวังเป่าเล่อเข้าใจกระจ่าง เจ้าปรารถนาเสียงก็เข้าใจกระจ่าง สามเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ก็เข้าใจกระจ่างเช่นกัน ดังนั้นการลงมือของพวกเขา ต่างก็ใช้การยืดเยื้อเป็นหลัก ทำให้ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าปรารถนาเสียง ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีได้อย่างราบรื่น
ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง เวลานี้มีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ขณะคำรามก็ได้ระเบิดพลังไปเต็มที่ แต่ยังคงไม่อาจกอบกู้สถานการณ์นี้ได้ แม้เจ้าปรารถนาเสียงจะรับรู้ได้ว่า ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของตน เวลานี้เหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว แต่เพราะการขัดขวางเจ้าทั้งสามจากเจ็ดอารมณ์ ยังคงทำให้พวกเขายากที่จะดำเนินการต่อไปได้
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น ภายในภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี เวลานี้ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีส่งเสียงโหยหวน แต่กลับไม่อาจขัดขืนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตนที่กำลังไหลเข้าสู่ภายในร่างของหวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่งได้เลย
หวังเป่าเล่อเผยแววประหลาดใจในดวงตา เขารอคอยวันนี้มาเนิ่นนานแล้ว ได้ระเบิดพลังออกไปอย่างสุดกำลัง ไม่เพียงกฎเกณฑ์เจ็ดอารมณ์สาดกระจาย แต่ยังเต็มไปด้วยคุณสมบัติของร่างต้น แล้วก็ยังมีกฎเกณ์ปรารถนารส ทั้งหมดล้วนหมุนวนอยู่เต็มกำลัง
ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีเจ้าแห่งปรารถนาเสียงคล้ายจะหมดหวังอย่างที่สุดแล้ว จิตสำนึกของนางกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็ถูกหวังเป่าเล่อแทรกซึมหลอมรวมอย่างต่อเนื่อง
ชั่วพริบตา การหลอมรวมนี้ก็ถึงระดับสามส่วน และกำลังเข้าใกล้ส่วนที่สี่ในไม่ช้า และตามด้วยส่วนที่ห้า…
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างคล้ายจะหมดหนทางย้อนคืนได้ ในช่วงวิกฤตชีวิตนี้เองร่างอวตารทั้งสองของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงที่ประมืออยู่กับสามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ นัยน์ตาก็เผยความบ้าคลั่งและวิตกกังวล ก่อนจะะคำรามออกมาในเวลาเดียวกัน
เต๋าสามสำนัก บุกเข้าไปภายในภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี สังหารผู้ต่อต้าน!
ทันทีที่ร่างอวตารทั้งสองกล่าวออกไป มหาเต๋าทั้งหกจากสามสำนักที่ต่างก็กำลังเข่นฆ่าอยู่กับผู้ฝึกตนเจ็ดอารมณ์ภายในภูเขาไฟ ล้วนเปลี่ยนท่าที ระเบิดพลังฝึกตนออก หลังจากหลุดออกจากการต่อสู้มาได้ ก็ตรงไปที่ภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี
ผู้ที่มีความเร็วสูงสุดคือเยว่หลิงจื่อ สีหน้านางซีดขาว ดวงตาฉายแววกังวล เวลานี้แปลงกายเป็นสายรุ้งสายหนึ่ง พุ่งไปที่เต๋าแห่งจังหวะดนตรี ผู้ที่ติดตามมาด้านหลังนางคือสือหลิงจื่อ ปีศาจแดง และเกราะขาว แม้ทั้งสามจะมีสีหน้าที่ยากบรรยาย แต่ก็มีใจที่อยากช่วยเหลืออย่างแน่นอน หากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าภายในใจยังมีความสับสนและขัดแย้ง
ในเรื่องนี้จากความเร็วของพวกเขาก็พอจะมองออก
เพียงแต่…แม้เยว่หลิงจื่อจะเร็ว แต่ยังมีผู้หนึ่งยังเร็วกว่านาง คนผู้นี้คือจงเหิงจื่อ เดิมทีเขาเป็นศิษย์เต๋าของเต๋าแห่งจังหวะดนตรี เวลานี้เห็นได้ว่ากำลังร้องคำรามพุ่งเข้าสู่ภายในภูเขาไฟ
แต่แล้วตอนนั้นเอง…เงาสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ขวางทางเขาไว้ ท่ามกลางเสียงร้องคำราม จงเหิงจื่อกระอักเลือด ถอยร่างกลับออกมา
ยิ่นสี่! สีหน้าจงเหิงจื่อในขณะนั้นยากที่จะบรรยายอย่างที่สุด จ้องนิ่งไปที่ยิ่นสี่
และในขณะเดียวกัน เยว่หลิงจื่อก็มาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากเห็นเหตุการณ์นี้ นางก็ตะลึง ขณะกำลังพุ่งออกจากภายในปากภูเขาไฟ ก็ถูกยิ่นสี่ฉุดรั้งไว้เช่นกัน
ศิษย์พี่เหตุใดท่าน… นัยน์ตาเยว่หลิงจื่อแฝงความสะเทือนใจและไม่อยากจะเชื่อ
ไม่เพียงแต่นางที่เป็นเช่นนี้ ปีศาจแดง เกราะขาว และสือหลิงจื่อก็มาถึงในไม่ช้า หลังจากได้รับรู้ถึงเหตุการณ์นี้แล้ว จิตใจของคนทั้งสามต่างก็เกิดคลื่นยักษ์สูงเทียมฟ้า
ไม่มีเหตุผล พวกเจ้า…ไม่ควรเหยียบเข้ามาที่นี่ ยิ่นสี่กวาดตามองผ่านทุกคน เอ่ยขึ้นช้าๆ
แต่นั่นเป็นอาจารย์ของพวกเรานะ! ภายในดวงตาของเยว่หลิงจื่อเต็มไปด้วยเส้นเลือด เผยความเจ็บปวด
ศิษย์ที่ถูกสิงร่างที่ยังอยู่รอด เป็นเช่นเดียวกับการคงอยู่ของเลือดเนื้อที่ถูกกลืนกิน ไม่ได้เป็นอาจารย์ของพวกเรานานแล้ว ยิ่นสี่กล่าวช้าๆ
แต่นั่นเป็นเพราะปกป้องพวกเรา อาจารย์จึงจำต้องก้มหน้า ต้องคำสาปตั้งแต่นั้น! จงเหิงจื่อคำรามก้อง แววตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดหนาแน่น ราวกับกำลังบ้าคลั่ง
ยิ่นสี่นิ่งเงียบ ความทรงจำส่วนลึกในดวงตา กล่าวออกมาเบาๆ
ก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้น…ข้าจึงเลือกที่จะร่วมมือกับเจ้าแห่งสุข ให้อาจารย์ได้…หลุดพ้น นางแก่แล้ว หลายปีมานี้…ต้องลำบากยิ่งนัก
กล่าวพลาง ขณะยิ่นสี่โบกมือ เขาก็ระเบิดพลังขวางทุกคนไว้
ในเวลาเดียวกัน ภายในปากภูเขาไฟ การยึดร่างของหวังเป่าเล่อก็มาถึงเวลาสำคัญแล้ว การต่อต้านของร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงภายในร่างของเขา ก็หลอมรวมกับหวังเป่าเล่อไม่หยุด
ห้าส่วน หกส่วน เจ็ดส่วน…
แปดส่วน…
เก้าส่วน…
ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นเทิ้ม กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขาเดิมทีก็ไม่ธรรมดา เวลานี้เมื่อได้รับการหลอมรวมจากแหล่งกำเนิด มันยังคงปะทุต่อไปและเพิ่มขึ้นไม่หยุด โลกแห่งเสียงในการสัมผัสของเขา ราวกับทะลุปรุโปร่งกว่าก่อน และเสียงทั้งหมดอยู่ในการรับรู้ของเขาแล้ว ราวกับมันมีพลังแห่งกฎจักรวาลดำรงอยู่
เขายังรับรู้ได้ถึงผู้ฝึกตนของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงที่อยู่ด้านนอก เขามีความรู้สึกชนิดหนึ่ง มันคล้ายกับว่าเพียงแค่หวังเป่าเล่อคิด ก็จะสามารถปลดออกได้ในทันที
การรับรู้เช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่มีในกฎเกณฑ์ปรารถนารส
กฎเกณฑ์ปรารถนารส เขาเป็นเพียงหนึ่งในสำนักสาขา แต่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในตอนนี้ เขากำลังแย่งชิงแหล่งกำเนิด และหากสำเร็จ เขาก็จะเป็นเช่นเดียวกับแหล่งกำเนิด เป็นอีกหนึ่งแหล่งกำเนิด
ในพริบตาต่อมา มันก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบส่วน!
……………………
นี่มาจากวิชาครองร่างกลับคืนชั้นสูงของเจ้าแห่งสุข หวังเป่าเล่อศึกษามาหลายครั้งหลายคราจนพูดได้ว่าตั้งแต่ส่วนเล็กย่อยตลอดจนทุกส่วน เขาล้วนศึกษาพิจารณาอย่างละเอียดยิบทั้งหมดแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรหวังเป่าเล่อก็ไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วๆ ไป ร่างเดิมเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้เยี่ยมยุทธ์เจ็ดอารมณ์ขั้นที่ห้าแม้แต่น้อย แม้ร่างอวตารจะห่างชั้นกับร่างเดิมอยู่มาก แต่ประสบการณ์และการวิเคราะห์กลับเหมือนกันไม่มีผิด
ดังนั้น หวังเป่าเล่อจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะพิเคราะห์พิจารณาวิชาครองร่างกลับคืนชั้นสูงนี้ได้และยังถึงขั้นที่เขาสามารถปรับให้เข้ากับตัวเอง ขจัดความยุ่งเหยิงบางอย่างทิ้งแล้วเหลือไว้แต่พลังรุนแรงอันสุดยอด ทำให้เมื่อใช้วิชานี้ขึ้นมาจึงน่าสะพรึงยิ่งขึ้น
อีกทั้งหลักการเดิมของมัน บางส่วนก็มีจุดที่คล้ายกับเมล็ดหลุมดำแห่งการดูดกลืนในร่างของหวังเป่าเล่อในตอนนั้น ทว่าไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองเป็นดั่งหลุมดำในเสี้ยวเวลา แต่เป็นเสมือนกาฝากด้วยการยืมมืออีกฝ่ายทำให้สำเร็จ หรือก็พูดได้ว่า ในพริบตาที่เต๋าแห่งจังหวะดนตรียึดร่างมาได้ หวังเป่าเล่อก็ปล้นชิงทุกสิ่งมา
แต่นี่ไม่ตรงกับความชอบของหวังเป่าเล่อเลย และเขาก็ไม่ชื่นชอบแบบนี้ ดังนั้นด้วยการปรับแก้ของเขา วิชาครองร่างกลับคืนจึงยิ่งโจ่งแจ้งกว่าเก่า นั่นก็คือ…กลืนกิน!
ผนึกเข้ากับกฎเกณฑ์ปรารถนารสกลายเป็นกลืนกิน
การกลืนกินนี้ระเบิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เวลานี้มันกลายเป็นแรงดูดขนาดใหญ่ กระชากร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงที่คิดจะออกจากร่างหวังเป่าเล่อกลับมา
“เจ้ากล้า!” เสียงแหลมสูงแฝงความโกรธเกรี้ยวสะท้อนขึ้นในจิตสำนึกของหวังเป่าเล่อ เป็นเสียงของร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียง และในขณะที่เสียงดังขึ้นก็มีพลังขับไล่รุนแรงขุมหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นในร่างหวังเป่าเล่อ
แรงขับไล่นี้มาจาก…เมล็ดพันธุ์เต๋าอักขระเสียงในร่างของหวังเป่าเล่อ!
เมล็ดพันธุ์เต๋านี้เทียบเท่ากับกุญแจและคุณสมบัติ อันแรกจะทำให้เขาและร่างอวตารเจ้าปรารถนาเสียงมีต้นกำเนิดคล้ายคลึงกัน อันหลังจะทำให้ร่างกายของเขาเปิดกว้างต้อนรับการมาของร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียง
มีสิ่งที่เป็นเหมือนม้าโทรจันเช่นนี้ เวลานี้ถูกกระตุ้นจากร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียง แรงขับไล่ที่ปะทุขึ้นมา…ได้โอบล้อมดวงจิตของหวังเป่าเล่อไว้ทุกด้าน
การต่อต้านของร่างอวตารเจ้าปรารถเสียงแผ่กระจายขึ้นอย่างสมบูรณ์ในเวลานั้น
เมื่อเห็นดวงจิตของหวังเป่าเล่อกำลังจะสั่นไหวจากการปะทุขึ้นอย่างเฉียบพลันของเมล็ดพันธุ์เต๋าอักขระเสียง ทว่าในตอนนี้…เมล็ดพันธุ์เต๋าอักขระเสียงที่ปล่อยพลังขับไล่กระจายออกมาไม่หยุด และสะกดหวังเป่าเล่อพร้อมกับร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงก็พลันสั่นไหวรุนแรง
บนอักขระเสียงที่สมบูรณ์มีส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งหายไปในพริบตา ก่อนเกิดเป็นช่องโหว่ที่คล้ายรอยฟันอันหนึ่งขึ้น และการปรากฏขึ้นของช่วงโหว่นี้…ก็ทำให้เมล็ดพันธุ์เต๋านี้สั่นไหวยิ่งกว่าเดิม พริบตาถัดมา…เสียงบึ้มครั้งเดียวก็แตกละเอียดทันที
ขณะที่มันแตกสลาย กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงที่อยู่ภายในก็ลอยแล่นหลอมรวมเข้าสู่เลือดเนื้อของหวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็ว
ภาพฉากนี้ทำให้เกิดคลื่นลูกยักษ์ขึ้นในจิตสำนึกของร่างเจ้าปรารถนาเสียงในทันที
“นี่…”
“ข้าบอกแล้ว เจ้า…เป็นของข้า” สิ่งที่ตอบเขาคือดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ อีกทั้งพลังที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหันนั้นราวกับได้กลายเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่จะดูดม้วนกลืนกินดวงจิตร่างของเจ้าปรารถนาเสียงจนสิ้นซาก
“โง่เขลา!” ร่างเจ้าปรารถนาเสียงแค่นเสียงเย็น พริบตาถัดมา กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงอันไร้ขอบเขต ก็ได้กลายเป็นเสียงแห่งมวลมหาธรรมชาตินับไม่ถ้วนจู่โจมเข้าใส่หวังเป่าเล่อ ก่อนพุ่งชนเข้ากับวิชาครองร่างกลับคืนของหวังเป่าเล่อ
เสียงดังสนั่นออกมาจากร่างของเขา จิตสำนึกของพวกเขาใช้ร่างกายของหวังเป่าเล่อเป็นสนามรบ ในเวลานี้กำลังเข่นฆ่ากันไม่หยุด ทว่าเห็นได้ชัด…ว่าเจ้าปรารถนาเสียงได้กุมพลังต้นกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงไว้สามส่วน เวลานี้ใส่เต็มพลัง ดังนั้นในช่วงเวลาสั้นๆ หวังเป่าเล่อกลับไม่สามารถที่จะกลืนกินเขาได้อย่างราบรื่น
“ไม่เป็นไร” ดวงจิตเทพหวังเป่าเล่อเอ่ย เวลาถัดมา ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้สติของร่างเจ้าปรารถนาเสียงสั่นไหวอย่างรุนแรงก็ปรากฏขึ้น
นั่นคือกฎเกณ์ของเจ้าแห่งโกรธ เจ้าแห่งโศก รวมทั้งเจ้าแห่งแค้น และเจ้าแห่งสุข ในเวลานี้พุ่งทะยานออกมาจากร่างของหวังเป่าเล่อ!
กฎเกณฑ์สี่อารมณ์จากทั้งเจ็ดนี้ราวกับกลายเป็นมีดแหลมคมทิ่มแทงเขาไปในจิตสำนึกของร่างเจ้าปรารถนาเสียงในพริบตา ฉีกทึ้งทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความบ้าระห่ำ ทำให้ร่างนั้นกรีดร้องโหยหวนออกมา
“เป็นพวกเจ้า!!”
เมื่อร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าแปรารถนาเสียงรู้สึกถึงวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่กรีดร้องและดิ้นรนอยู่ในเวลานี้ ก็คิดที่จะใช้แรงจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตัวเองในการขัดขวางเพื่อออกจากร่างหวังเป่าเล่อ
ขอเพียงออกไปได้ ทุกอย่างก็ยังมีจุดพลิกผลัน
ทว่าในเวลานี้ ภายในร่างหวังเป่าเล่อ หลังจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง กฎเกณฑ์สี่อารมณ์ของเจ้าแห่งสุข เจ้าแห่งโกรธ เจ้าแห่งแค้น และเจ้าแห่งโศก มันก็ปรากฏกฎเกณฑ์เต๋าที่หกขึ้น นั่นก็คือ…กฎเกณฑ์ปรารถนารส
ทันทีที่กฎเกณฑ์นี้ออกมาก็ทำให้แรงกลืนกินยิ่งรุนแรงมากขึ้น จิตสำนึกของร่างอวตารเจ้าปรารถนาเสียงไม่สามารถหลุดออกไปได้เลย และกำลังจะถูกหวังเป่าเล่อกลืนกินจนสิ้นแล้ว
“ผสานโลก!”
ในเวลาต่อมา จิตสำนึกของร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงก็หลอมรวมเข้าสู่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ก่อนแสดงให้เห็นว่า…มันสั่นไหวรุนแรงกว่าของยิ่นสี่ก่อนหน้าอย่างมาก หลอมรวมเข้าสู่โลกแห่งเสียง!
นี่คือเคล็ดวิชาลับของนางและก็เป็นวิธีที่นางคิดจะใช้พลิกสถานการณ์กลับในเวลานี้ด้วย ขอเพียงนางสามารถหลอมรวมเข้าไปในโลกแห่งเสียงได้…ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถทำร้ายนางได้อีก ถึงอย่างไรในโลกแห่งเสียง…นอกจากตัวนางแล้วก็ไม่มีผู้ใดสามารถเหยียบย่างเข้าไปได้
แต่ในขณะที่จิตสำนึกของร่างเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงกระจายออกไปและหลอมรวมเข้าสู่โลกแห่งเสียง ทางด้านหวังเป่าเล่อ อักขระเสียงที่ซ้อนทับกันอยู่ในร่างก็พลันปะทุขึ้นพร้อมกับหลอมรวมเข้าสู่โลกแห่งเสียงไปพร้อมกับนางทันที
“เป็นไปไม่ได้!!” ร่างของเจ้าปรารถนาเสียงไม่อยากเชื่อ จิตสำนึกของนางในเวลานี้สั่นไหวอย่างรุนแรง แม้ก่อนหน้านี้นางจะเคยจับตาดูหวังเป่าเล่อ และก็รู้ว่าในร่างของเขามีอักขระเสียงพิเศษอยู่ แต่การหลอมรวมเข้ากับโลกแห่งเสียงนั้นเป็นคนละเรื่องกัน จากการวิเคราะห์ อย่างมาก…หวังเป่าเล่อก็เป็นเหมือนกับยิ่นสี่ มีแค่คุณสมบัติเข้าร่วมก็เท่านั้น
แต่ตอนนี้ ความจริงไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
“มีคนช่วยเจ้าปกปิด!! ไม่ ไม่ใช่ปกปิด เป็นระดับของเจ้า…ที่แท้เป็นเจ้า เจ้ายังกล้ามาเมืองปรารถนาเสียงให้ข้าเห็น!”ร่างของเจ้าปรารถนาเสียง เวลานี้จิตสำนึกสั่นไหวอย่างรุนแรง นางเดาถึงสถานะของหวังเป่าเล่อได้แล้ว
พริบตาถัดมา เงาร่างสองร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในส่วนลึกของภูเขาไฟสำนักเหอเสียนและสำนักเหิงฉินพลันลืมตาขึ้นพร้อมกัน เงาร่างทั้งสองนี้สมบูรณ์แบบไร้ตำหนิ ดูทรงพลังน่าเกรงขาม เมื่อลืมตาขึ้นก็ฉายแววดุร้าย ต่างยกมือขวาขึ้นพร้อมกับบีบแผ่นหยกในมือจนแหลกละเอียดเพื่อแจ้งแก่…วิญญาณจักรพรรดิอาณาจักรด้านบน!!
ทว่าในเวลานี้…ยังอยู่ไกลจากเมืองปรารถนาเสียงมากเหลือเกิน แม้จะยังนโลกาชั้นที่สองเหมือนกัน แต่ก็อยู่ในเขตพื้นที่อีกด้านหนึ่ง ที่ตรงนั้นยังมีคูเมืองอันกว้างใหญ่อีกแห่ง
เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองปรารถนาทัศน์
ในเวลานี้ ในพระราชวังใต้ดินอันตระหง่าน ณ ศูนย์กลางของเมืองปรารถนาทัศน์มีสระโลหิตอยู่บ่อหนึ่ง
ภายในสระ มีเงาร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะผมยาวนั่งขัดสมาธิแต่มองไม่เห็นหน้าตาผู้หนึ่ง ชั่วเวลาที่ร่างอวตารทั้งสองของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงบีบแผ่นหยกจนแหลกเพื่อเรียกวิญญาณจักรพรรดิอาณาจักรด้านบน เงาร่างนี้…ก็ยกมือขวาขึ้นฟ้าและคว้ากำทันที!
ภายใต้เงื้อมมือนี้ พลันเกิดแสงสว่างขึ้นสองดวงส่องเป็นทางลงมาก่อนถูกตัดสาส์นจากการบดขยี้ด้วยฝ่ามือ!
เขาค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เผยดวงตาแดงก่ำที่แฝงด้วยความละโมบในเบื้องลึก จ้องมองไปทางเมืองแห่งปรารถนาพลางพึมพำ
“เจ้าแห่งสุข ข้าออกแรงแล้ว บรรลุข้อตกลงแล้ว ต่อจากนี้…ถึงคราวที่เจ้าจะทำตามสัญญาแล้ว ข้า…รอไม่ไหวแล้ว!”
……………………………………….
ทันทีที่ลงมือก็เป็นเคล็ดวิชาลับที่แข็งแกร่งมาก!
ชัดเจนว่ายิ่นสี่ยอมรับความสามารถของหวังเป่าเล่อเรียบร้อยแล้ว เขาเข้าใจดีว่าการเผชิญหน้ากับหวังเป่าเล่อ และการจะชิงที่หนึ่งนั้นไม่จำเป็นต้องลองหยั่งเชิงกันอีกแล้ว หากจะลงมือ…ก็ต้องจู่โจมอย่างแข็งแกร่งที่สุด
และกุญแจเปิดโลกแห่งเสียงของเขาดอกนี้ก็คือเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา เวลานี้มันกำลังปะทุขึ้น ตัวเขาหลอมรวมเข้าสู่กุญแจดอกนี้ ดูคล้ายดวงแสงดวงหนึ่ง แต่ความจริง…เงาร่างของเขาไม่อยู่แล้ว เพราะมันอยู่ในระหว่างความเป็นจริงกับโลกแห่งเสียง
สภาพเช่นนี้ ทำให้เขามีคุณสมบัติพอที่จะอยู่ในตำแหน่งสุดยอดได้ยามเผชิญกับผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเกือบทั้งหมด ท่ามกลางเสียงดังสนั่นในเวลานี้ ฟองอากาศก็ส่งสัญญาณพังทลาย ถึงขั้นที่ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักบนภูเขาไฟด้านนอกต่างเกิดเสียงกระหึ่มขึ้นในสัมผัสสวรรค์ ราวกับกฎของตนถูกสั่นคลอน
พริบตาต่อมา นิ้วมือที่ยิ่นสี่กลายเป็นแสงผสานรวมเข้าไปก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าหวังเป่าเล่อก่อนกดลงไป
หวังเป่าเล่อนัยน์ตาฉายแววประหลาด ช่วงเวลาที่มายังเมืองเมืองปรารถนาเสียง เขาเห็นผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมามากมาย แต่ก็ไม่พูดไม่ได้ว่า ยิ่นสี่ตรงหน้านี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
และก็…คำที่เขาเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่ หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง มือขวายกขึ้นกันนิ้วที่เข้ามาตรงหน้าเบาๆ
อักขระเสียงที่ทับซ้อนกันกว่าแสนตัวในร่างระเบิดขึ้นมาในเวลานี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
คลื่นพลังขุมหนึ่งระเบิดอย่างสะเทือนฟ้าสะเทือนดินในพริบตา แผ่กระจายไปทั่วบริเวณก่อนกลายเป็นพายุขุมหนึ่งอย่างฉับไว ฉีกทลายฟองอากาศ ฉีกเวทีประลองและสถานที่ทดสอบพลังฝึกปรือ และยังฉีกทึ้ง…นิ้วมือที่ผสานรวมกับยิ่นสี่เป็นกุญแจ
นิ้วมือนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่สามารถขัดขวางได้แม้แต่น้อย ระหว่างที่พังครืนลง ยิ่นสี่ที่หลอมรวมอยู่ภายในระหว่างความจริงกับโลกแห่งเสียง ร่างของเขาก็ถูกดีดออกมา ขณะที่กระอักเลือดอย่างรุนแรงนัยน์ตาก็ฉายแววประหลาด คล้ายกำลังรอคอย ท่าทางนั้นขมขื่นและดูซับซ้อนอย่างยิ่ง
แววตานี้คงอยู่ไม่นาน ร่างของเขาก็ถูกพายุจากอักขระเสียงที่ซ้อนทับกันกลืนหายไปในทันที
โชคดีที่หวังเป่าเล่อไม่ได้มีใจอยากฆ่า ดังนั้นเวลาถัดมา ร่างของยิ่นสี่ก็ถูกพายุผลักออกมาลอยตกไปไกลราวกับว่าวที่สายป่านขาด
การประลองรอบนี้…จบลงแล้ว!
ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักไม่ทันได้ส่งเสียงฮือฮา สถานที่ทดสอบพลังฝึกปรือที่หวังเป่าเล่ออยู่ ในรอยแตกที่ใกล้จะถล่มลง พลันมีแสงเปล่งเจิดจ้า แสงนี้รวมตัวจากทุกสารทิศพุ่งไปยังหวังเป่าเล่อและแผ่คลุมเขาในพริบตาถัดมาอย่างกะทันหัน
ฉับพลันนั้น เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็หายวับไปจากสายตาของผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักและก็หายไปจากสายตายิ่นสี่ที่ในเวลานี้ยังคงกระอักเลือดอยู่ด้วยเช่นกัน
เขาข้ามไปแล้ว… แววตายิ่นสี่ยิ่งซับซ้อนขึ้น
ในเวลาเดียวกัน เสียงก้องกังวานน่าเกรงขามก็สะท้อนขึ้นในสามสำนัก
การทดสอบพลังฝึกปรือสิ้นสุดลงแล้ว หวังเล่อ นับจากนี้เลื่อนขึ้นสู่ศิษย์สายตรง!
หวังเล่อก็คือนามแฝงของหวังเป่าเล่อในเมืองปรารถนาเสียง
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ทั้งสามสำนักก็เกิดความโกลาหลอย่างรวดเร็ว เสียงสนทนาถกเถียงดังไปทั่วฟ้า แม้พวกเขาจะเฝ้าดูอยู่ตลอด และก็เตรียมใจไว้แล้วว่าหวังเป่าเล่อจะชนะ แต่…สุดท้ายก็ยังตกใจกับความจริงนี้อย่างสุดขีด
ต้องรู้ว่า ก่อนหน้านั้นหวังเป่าเล่อไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เป็นม้ามืดที่โดดออกมาจากผู้คน อีกทั้งยังเอาชนะศิษย์เต๋า สุดท้ายใช้พลังอันน่าสะพรึงสะกดยิ่นสี่ได้
เรื่องแบบนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
และสำหรับผู้ที่พ่ายแพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อไปก่อนหน้านั้น ขณะที่รู้สึกเหลือเชื่อ มากกว่านั้นคือกลับรู้สึกตื่นเต้นกว่า โดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่แพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อเป็นรายแรกผู้นั้น ตอนนี้ดูดีใจมากกว่าตัวหวังเป่าเล่อเองเสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดี แพ้ให้ศิษย์สายตรงก็ยังพอพูดได้ว่าตัวเองยอดเยี่ยมอยู่ไม่เบา
ในขณะที่ศิษย์ทั้งสามสำนักกำลังถกเถียงกันอยู่ เหล่าศิษย์เต๋าสามสำนักกลับนิ่งเงียบ เงยหน้ามองไปทางภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรีอย่างซับซ้อนราวกับสายตาของพวกเขาสามารถมองทะลุภูเขาไฟเห็นภายในได้
แม้ว่า…พวกเขาจะมองไม่เห็น ทว่าก็สามารถจินตนาการได้ว่าเวลานี้ภายในภูเขาไฟลูกนั้นกำลังเกิดอะไร
น่าเสียดาย
ต้นทุนธรรมชาติกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของหวังเล่อผู้นี้พบได้น้อยมาก!
ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของอาจารย์จะได้ฟื้นฟูแล้ว
มีเพียงยิ่นสี่ ขณะที่มองไปทางภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี นัยน์ตากลับซับซ้อน แฝงความดิ้นรนและ…การรอคอย
ในเวลาเดียวกัน ขณะที่สายตาของศิษย์เต๋าทั้งสามสำนักบรรจบกันอยู่ที่ภูเขาไฟ ภายในส่วนลึกของภูเขาไฟเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ชั่วขณะที่แสงสว่างเรืองรอง เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ถูกส่งมายังที่แห่งนี้
แสงไฟสีแดงแผดเผา อุณหภูมิสูงจนน่าทึ่ง
เมื่อแสงสว่างเคลื่อนนำหายไปและเงาร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว สายตาของเขาก็เบนไปยังเงาร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินสีม่วงตรงเบื้องหน้าทันที
เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำยาวตลอดร่าง สีหน้าซีดขาวฉายความอ่อนแอ ผิวที่เผยให้เห็นดูเหี่ยวแห้งอย่างชัดเจน ผมยาวรุงรังเคลียไหล่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความตาย เหมือนกับเทียนไขที่มอดไหม้จนใกล้หมด เหลือเพียงแสงสว่างสุดท้ายของชีวิต
ในเวลานี้ เงาร่างนี้ลืมตาขึ้น ดวงตาแทบจะมองไม่เห็นนัยน์ตาดำ มีเพียงสีขาวที่ส่อถึงความตายมองไปยังหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อก็มองไปที่ร่างอวตารของเจ้าปรารถนาเสียงตรงหน้า สีหน้าฉายความตื่นเต้นและวิตกกังวล ก่อนโค้งกายคำนับให้แก่เงาร่างเบื้องหน้า
ศิษย์คารวะเจ้าปรารถนา…
เข้ามาใกล้ๆ หน่อย เสียงแหบแห้งดังมาจากร่างแห้งเหี่ยว ราวกับแฝงด้วยพลังพิเศษขุมหนึ่งที่ส่งผลต่อสัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อ เสียงนี้ทำให้เขาสีหน้างงงวยและยังส่งผลต่อกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างของเขาทำให้ร่างกายเดินไปทางเงาร่างนั้นโดยไม่รู้ตัว
เข้าใกล้ทีละก้าวๆ จนกระทั่งเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าร่างนั้นเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ร่างกายของเขาจึงเผยอาการขัดขืน สีหน้างงงันก็ปรากฏแววต่อต้าน
ร่างที่เยาว์วัย… ในดวงตาของเงาร่างนั้นฉายประกาย ทันใดนั้นเมล็ดพันธุ์เต๋าในร่างหวังเป่าเล่อก็ราวกับอยู่เหนือการควบคุม มันปะทุขึ้นในพริบตาก่อนเข้าควบคุมร่างกายของเขา ขณะที่สะกดอาการขัดขืนและดิ้นรนเอาไว้ ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าแห่งปรารถนาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นนัยน์ตาก็ฉายแววรอคอย มือขวาลีบเหี่ยวยกขึ้นช้าๆ พร้อมเสียงหอบหายใจ กดลงที่หว่างคิ้วของหวังเป่าเล่อ
เจ้า…เป็นของข้าแล้ว ขณะที่เสียงแหบแห้งสะท้อนขึ้น ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียง ก็ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างพลันหมุนเคลื่อนผนวกกับจิตอันแน่วแน่ของตน มันเคลื่อนมาตามแขนก่อนพุ่งเข้าสู่ร่างของหวังเป่าเล่อและหลอมรวมเข้าไปในทันที
ทว่าพริบตาที่จิตและทุกอย่างหลอมรวมเข้าในหว่างคิ้วของหวังเป่าเล่อ สีหน้ามึนงงของเขาพลันเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่แฝงความนัยและแววตาเย็นเยียบในพริบตา
ผิดแล้ว เจ้าต่างหาก…ที่เป็นของข้า หวังเป่าเล่อเอ่ยพูดแผ่วเบา
ร่างอวตารเต๋าแห่งจังหวะดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียง ตอนนั้นเองจิตใจก็เกิดกระแสคลื่นบางอย่าง คิดจะดึงกลับมาแต่ก็สายไปเสียแล้ว
วิชาครองร่างสะท้อนคืน ที่เจ้าแห่งสุขถ่ายทอดให้แก่หวังเป่าเล่อพลันปะทุขึ้นภายในร่างของเขา ก่อนมันจะกระชากจิตใจของร่างเจ้าปรารถนาเสียงที่กำลังจะหนีไปให้ดึงกลับมา
ด้วยการยอมแพ้ของสือหลิงจื่อ ร่างของเขาหายวับไปจากเวทีในพริบตา หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงมองออกไปด้านนอก สายตาคล้ายตกอยู่ที่การประลองของเยว่หลิงจื่อกับยิ่นสี่
ทว่าความจริงแล้ว ในใจของเขากำลังวิเคราะห์คำนวณข้อดีข้อเสียที่ตนเข้าร่วมการทดสอบพลังฝึกปรือครั้งนี้อย่างรวดเร็ว และเมื่อตัดสินใจการเลือกของตนได้อีกครั้ง เบื้องลึกในดวงตาก็ฉายแววแน่วแน่
“จะสือหลิงจื่อหรือเกราะขาวก็ช่าง ชัดเจนแล้วว่าไม่อยากได้ที่หนึ่ง หากครั้งนี้ไม่มีข้า เกรงว่าพวกเขาก็คงใช้วิธีทำนองเดียวกันนี้ทำให้ตัวเองแพ้อยู่ดี”
“แต่ว่าเมื่อเทียบกับพวกเขาหลายคนนี้ เยว่หลิงจื่อกับยิ่นสี่…สองคนนี้เหมือนมุ่งจะเอาที่หนึ่งให้ได้” หวังเป่าเล่อยืนอยู่บนเวที มองผ่านฟองอากาศที่ตนอยู่ไปยังที่ประลองของยิ่นสี่กับเยว่หลิงจื่อ
แม้จะไม่ได้ยิน แต่จากกระแสคลื่นที่เห็นจากการประมือกัน แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้ใส่พลังอย่างเต็มที่ แต่ความพัวพันที่เห็นกลับยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
คล้ายกับเป็นการประลองอีกสนามระหว่างพวกเขา ขณะที่ถ่ายทอดเสียง เห็นได้ชัดว่าก็ลงมือไปด้วย สนทนากันไปด้วย
และเนื้อหาที่พูดคุยกัน ถึงหวังเป่าเล่อจะไม่ได้ยิน แต่ก็พอเดาส่วนใหญ่ได้ จะต้องเป็นการเกลี้ยกล่อมไม่ให้อีกฝ่ายชิงที่หนึ่งกับตนแน่นอน
“เป็นไปไม่ได้ที่สองคนนี้จะไม่รู้ผลของการเป็นที่หนึ่ง แต่…ก็ยังเป็นแบบนี้” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อฉายแววซับซ้อนเล็กน้อย จ้องมองอย่างเงียบเชียบ
ขณะที่สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักด้านนอกก็เริ่มมีสีหน้าประหลาด แต่กลับไม่ได้ถกเถียงกัน การชิงยอมแพ้ของสือหลิงจื่อก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความผิดปกติอยู่บ้าง
แต่ว่านั่นไม่สำคัญ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางคิดออกว่าความจริงคืออะไรอยู่ดี ดังนั้นส่วนใหญ่จึงคิดว่านี่เป็นแค่พฤติกรรมส่วนตัวของสือหลิงจื่อเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ไม่นานสายตาของทุกคนก็ไปรวมกันที่ยิ่นสี่กับเยว่หลิงจื่อ
การต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เงาของบทเพลงแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ แม้จะไม่ได้ยินเสียง ทว่าความเร็วที่มีก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกระแสคลื่นที่ส่งผลต่อฟองอากาศจากการปะทะกันของบทเพลงในทุกๆ ครั้งก็พอที่จะพิสูจน์การประลองของทั้งสองได้แล้วว่ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น ยิ่นสี่ในเวลานี้จ้องเยว่หลิงจื่อไม่วางตา เมื่อมือโบกสะบัดก็เกิดเสียงแห่งมวลมหาธรรมชาติระเบิดขึ้น และในสัมผัสสวรรค์ของเขา ตอนนี้ก็มีดวงจิตเทพลอยออกมา
“วิญญาณจันทรา เหตุใดเจ้าต้องชิงคุณสมบัตินี้กับข้าด้วย!”
“ศิษย์พี่ ตามการหมุนรอบ ครั้งนี้…เดิมทีก็ควรเป็นข้าที่เป็นร่างของอาจารย์” เยว่หลิงจื่อเม้มริมฝีปาก แววตาแน่วแน่
ยิ่นสี่นิ่งงัน แต่พริบตาถัดมาก็ปรากฏประกายตาดุดันขึ้นทันที ขณะที่มือขวายกขึ้น กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างของเขาก็ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เพียงพริบตาก็ยกระดับจนผู้คนตกตะลึง ถึงขั้นสะเทือนไปยังภูเขาไฟสามสำนักด้านนอกจนหูทุกคนคล้ายจะสูญเสียการได้ยิน
พริบตาถัดมา อักขระเสียงนับไม่ถ้วนก็กระจายออกมาจากร่างยิ่นสี่ก่อนรวมตัวกันที่เบื้องหน้ากลายเป็นนิ้วขนาดยักษ์นิ้วหนึ่ง นิ้วนี้คล้ายจริงคล้ายลวงตา เหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้ แต่ก็ราวกับมีบางส่วนที่หลอมรวมกับโลกแห่งเสียงที่ประหลาดลึกลับ แฝงไว้ด้วยพลังสะกดที่ไม่สามารถอธิบายได้ขุมหนึ่ง ระเบิดดังไปทางเยว่หลิงจื่อ
ระดับความรวดเร็วและความรุนแรงของมัน ทำให้เยว่หลิงจื่อหน้าเปลี่ยนสีไปอย่างมาก แม้นางจะไม่ธรรมดา แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีความห่างชั้นกับยิ่นสี่อยู่ โดยเฉพาะ…เมื่อเวลานี้ยิ่นสี่ใช้เคล็ดวิชาลับที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงมากอย่างมหาศาล ดังนั้นนัยน์ตาเยว่หลิงจื่อจึงฉายความทุกข์โศกและความอัดอั้นไม่เต็มใจ…
ทว่าร่างกายของนางไม่สามารถหลบหลีกได้แล้ว ในพริบตาก็ถูกนิ้วนั้นพุ่งเข้ามาตรงหน้า กระแทกนางให้ถอยหลังจนชนเข้ากับผนังฟองอากาศ
เสียงดังสนั่น ฟองอากาศพังทลาย เยว่หลิงจื่อกระอักเลือด ก่อนร่างจะถูกขับออกไป
ศิษย์สามสำนักด้านนอกเบิกตาโตขึ้นในพริบตา เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นในหัวไปตามๆ กัน แต่ปากกลับเงียบเป็นเป่าสาก!
หวังเป่าเล่อก็ม่านตาหดลงเช่นกัน ขณะที่จ้องมองยิ่นสี่ เขาก็มองไปยังนิ้วนั้นที่คล้ายจริงคล้ายลวงตาที่ไม่ได้สลายหายไปตรงหน้ายิ่นสี่
นิ้วนี้เปล่งแสงจ้า แต่เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ยังคงเห็นว่ามันก่อตัวขึ้นจากอักขระเสียงทั้งหมดได้ และอักขระเสียงแต่ละตัวในนั้นก็ไม่ใช่อักขระเสียงจากบทเพลง แต่เป็นเสียงจากสรรพสิ่ง
เสียงจากสรรพสิ่งนับไม่ถ้วนก่อตัวเป็นนิ้วนี้ ไม่สำคัญอีกต่อไปว่าเดิมทีมันคือเสียงอะไร เพราะสิ่งสำคัญคือ…ตอนนี้มันได้กลายเป็นกุญแจดอกหนึ่งแล้ว
กุญแจดอกหนึ่งที่สามารถเปิดโลกแห่งเสียงได้ กุญแจที่ปลดปล่อยพลังบางส่วนของโลกแห่งเสียง!
ด้วยกุญแจดอกนี้และสถานะของมัน กล่าวได้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว ในกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ถือว่าอยู่ในตำแหน่งสุดยอด นอกจากเจ้าปรารถนาเสียง ปกติแล้วก็ไม่มีผู้ใดแกร่งกว่าเขาอีก!
นอกเสียจาก…จะมีคนที่เป็นเหมือนหวังเป่าเล่อที่สามารถเข้ามาในโลกแห่งเสียงได้ตลอดเวลาไร้สิ่งกีดขวาง
เขาไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจแบบนี้ เพราะตัวเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งเสียงไปแล้ว
หรือกล่าวให้ถูกก็คือ เส้นทางที่อีกฝ่ายกับเขาเดิน แท้จริงนั้นต่างกัน แตกต่างกันที่อีกฝ่ายเป็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ส่วนหวังเป่าเล่อกลับเป็นอักขระเสียงตัวเดียวซ้อนทับกันจนถึงขั้นสุด
ไม่มีอะไรต่างกันมากนัก ปลายทางล้วนเหมือนกัน เพียงแต่หวังเป่าเล่อเดินจนสุดเส้นทางนี้ ยิ่นสี่กลับเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
“หากคนผู้นี้มีเวลามากพอ เขา…ก็อาจจะเป็นเหมือนข้าก็ได้” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อฉายแววประหลาด ขณะที่กำลังมองยิ่นสี่ ยิ่นสี่ที่ทำลายฟองอากาศของตัวเองในตอนนี้ก็หันมองไปทางหวังเป่าเล่อด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
สายตาของทั้งสองสบประสานกันทันที
ในช่วงเวลาต่อมา ร่างกายของยิ่นสี่พลันเคลื่อนไหวกลายเป็นภาพติดตาพุ่งไปยังเวทีประลองในฟองอากาศที่หวังเป่าเล่ออยู่ ขณะที่เข้าใกล้ก็พุ่งชนฟองสบู่ก่อนปรากฏตัวขึ้นบนเวที!
เนื่องจากฟองอากาศถูกฉีกออก เวลานี้คล้ายกับมีพลังจากภายนอกไหลรวมเข้ามา พริบตานั้นก็ประสานเข้ากันใหม่อีกครั้ง พร้อมแสงเปล่งประกายและคล้ายจะมั่นคงแน่นหนาขึ้น
สามสำนักด้านนอก ศิษย์ทุกคนเวลานี้หายใจรัวเร็ว จดจ้องทั้งสองคนที่ยืนอยู่บนเวทีประลองในฟองอากาศที่มีหนึ่งเดียวในตอนนี้อย่างไม่ละสายตา!
นี่คือ…นัดตัดสิน
ผู้ชนะจะได้เป็นศิษย์สายตรงลำดับที่สี่ของเจ้าปรารถนาเสียง ต้องรู้ก่อนว่าก่อนหน้านี้เจ้าปรารถนาเสียงรับศิษย์แค่สามคนเท่านั้น แม้ตอนนี้ทั้งสามจะกลายเป็นตำนาน เพื่อที่จะรับรู้มหาเต๋าของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจึงเลือกกักตน ไม่มีใครเคยพบเห็นอีก แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ยังถูกเล่าขานต่อไป
หลายคนเชื่อว่า สักวันศิษย์สายตรงทั้งสามจะต้องออกจากการกักตนแน่นอน
และท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เวทีประลองในฟองอากาศ ยิ่นสี่ที่มองไปที่หวังเป่าเล่อพลันส่งดวงจิตเทพออกมา
“เจ้ามาช้าไปแล้ว”
ตอนนั้นเองที่เสียงดวงจิตเทพลอยเข้าสู่สัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อ หวังเป่าเล่ออดตะลึงงันไม่ได้ ไม่ทันให้เขาตอบโต้ เมื่อยิ่นสี่กล่าวจบก็ไม่เอ่ยอะไรอีก จากนั้นก็ไหวร่างราวกับได้กลายเป็นลำแสงผสานรวมเข้ากับนิ้วตรงหน้า มุ่งมาทางหวังเป่าเล่อพร้อมเสียงหวีดหวิว
ท่าทางนั้นน่าสะพรึงราวกับจะทำลายทุกสิ่งให้ย่อยยับ!
……………………………………….
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังฮึกเหิม ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าหลังจากเกราะขาวพ่ายแพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อและถูกส่งออกจากสถานที่ทดสอบพลังฝึกปรือกลับไปยังสำนักเหิงฉินแล้ว ในเวลานี้ได้เดินเข้าไปในถ้ำพำนักของปีศาจแดง
ปีศาจแดงกำลังนั่งขัดสมาธิ ใบหน้างามฉายความสงบ สีหน้าเช่นนี้ตรงข้ามกับที่ผู้คนภายนอกคิดโดยสิ้นเชิง แม้ตรงหน้าจะมีภาพเวทีทดสอบพลังฝึกปรือฉายอยู่ ทว่าดูเหมือนเขาจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก จนกระทั่งเกราะขาวเดินมาถึงข้างกาย ปีศาจแดงถึงหันไปมอง
ทางด้านเกราะขาวก็มีสีหน้าเรียบนิ่งเช่นกัน เทียบกับความบ้าคลั่งขณะที่ประลองกับหวังเป่าเล่อก่อนหน้าราวกับเป็นคนละคน เขาในเวลานี้ไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ ราวกับไม่สนใจเรื่องความพ่ายแพ้เลย
มีเพียงความอ่อนโยนในเบื้องลึกของนัยน์ตายามประสานสายตากับปีศาจแดงเท่านั้นที่เผยออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เจ้าจงใจหรือ? ปีศาจแดงเอ่ยขึ้นเบาๆ
เดิมทีข้ายังกังวลเกี่ยวกับเจ้า กังวลว่าพวกยิ่นสี่จะไม่ยอมแล้วผลักเจ้าออกไป…เลยวางแผนไว้ว่าข้าจะทำให้เจ้าเป็นคนตกรอบไปเอง เกราะขาวยิ้มบางๆ นั่งลงข้างๆ ปีศาจแดงและลูบศีรษะเขาเบาๆ
ดังนั้นข้าจึงรู้สึกขอบคุณผู้มาใหม่นี้เป็นอย่างมาก และในเมื่อเจ้าก็ปลอดภัยแล้ว ข้าก็ไม่สนใจจะเลื่อนระดับ แค่อยากจะ…อยู่กับเจ้า เกราะขาวพูดอย่างอ่อนโยน
พอเห็นเจ้าสละสิทธิ์จะสู้กับคนผู้นี้ ก็เข้าใจที่เจ้าจะเลือกแล้ว เพียงแต่…ทางอาจารย์… ปีศาจแดงยิ้มน้อยๆ ซบไหล่เกราะขาวพลางเอ่ยเบาๆ
นางไม่ใช่อาจารย์อีกแล้ว เป็นเจ้าแห่งปรารถนาเสียง เกราะขาวเงียบงัน ครู่ใหญ่ถึงตอบกลับอย่างซับซ้อน เงยหน้ามองภาพเวทีทดสอบพลังฝึกปรือ ดูการคัดเลือกสี่อันดับที่ฉายอยู่ข้างใน
สือหลิงจื่อ ดูเหมือนวู่วามโง่เขลา แต่รอบนี้…เขาน่าจะเลือกเหมือนเจ้า ปีศาจแดงเงยหน้ามองการคัดเลือกสี่อันดับที่ฉายอยู่ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
หลายปีมานี้ ในฐานะผู้เป็นศิษย์เต๋าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เข้าใจความจริง หากเขาไม่เต็มใจ นอกเสียจากว่าทุกๆ คนล้วนไม่เต็มใจ ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของเจ้าแห่งปรารถนา ก็จะไม่บีบบังคับข้า
ในการสนทนาระหว่างเกราะขาวกับปีศาจแดง ขณะนี้ในการประลองของสี่อันดับ ฟองอากาศของหวังเป่าเล่อกับสือ หลิงจื่อก็ผสานเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์แล้ว พริบตาเดียวระหว่างหวังเป่าเล่อกับสือหลิงจื่อก็ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีก
เขาจ้องไปที่หวังเป่าเล่อ เส้นเลือดผุดขึ้นในดวงตาทันที แฝงไว้ด้วยความคับข้องใจและโกรธแค้น ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อหวังเป่าเล่อมองสือหลิงจื่อ มักรู้สึกว่าสีหน้าของอีกฝ่ายดูเหมือนจงใจอยู่บ้าง
น่าสนใจ เกราะขาวก็เป็นแบบนี้ สือหลิงจื่อก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน… หวังเป่าเล่อหรี่ตาครุ่นคิด หากเรื่องราวทั้งหมดนี้แบ่งเป็นสองข้อที่ต่างกัน เช่นนั้นคำตอบก็เหมือนกับการกระทำและเป้าหมายที่สวนทางกัน
อย่างแรก หากศิษย์เต๋าเหล่านี้ไม่รู้ว่าหลังจากได้เป็นที่หนึ่งแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่นนั้นจะเกราะขาวก็ดีหรือสือ หลิงจื่อก็ช่าง ชัดเจนว่าความแค้นที่พวกเขามีต่อตนนั้นมากกว่าอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นจึงยอมกระทั่งสละสิทธิ์เพื่อประลองกับตน
แต่เห็นได้ชัดว่า…ความโกรธแค้นระหว่างพวกเขายังไม่ถึงขั้นนั้น ยังห่างจากการต้องสละสิทธิ์เพื่อประมือกันอีกมาก แต่พวกเขากลับจะทำแบบนี้เสียให้ได้
เช่นนั้น ก็มีความเป็นไปได้แค่อีกข้อเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ…ศิษย์เต๋าเหล่านี้รู้ว่าเมื่อขึ้นเป็นที่หนึ่งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และพวกเขาก็ไม่เต็มใจ และแม้จะมีใจตรงกันแต่ก็ยังระแวดระวัง กลัวว่าตนเองจะถูกดันให้เป็นที่หนึ่ง
ดังนั้น การปรากฏตัวของเขาจึงเป็นข้ออ้างให้แก่เกราะขาว ให้เขาใช้ความโกรธและการแก้แค้นมาสละสิทธิ์อย่างฉลาดหลักแหลม ส่วนสือหลิงจื่อ…เป็นไปได้สูงมากว่าคิดแบบนี้เช่นกัน
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือการจับคู่ต่อสู้ให้เขา ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาบางอย่างของเจ้าปรารถนาเสียงอยู่ในนั้น…
เจ้าปรารถนาเสียงที่น่าสงสาร ศิษย์ที่น่าสงสาร หวังเป่าเล่อทอดถอนใจเบาๆ ทว่าความสงสารเล็กๆ นี้ไม่สามารถทำให้เขาล้มเลิกแผนการของตนลงได้ จุดยืนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้มีวิธีการต่างกันออกไป
ตอนนี้เมื่อระงับความคิดต่างๆ ลงแล้ว หวังเป่าเล่อก็เงยหน้ามองไปยังสือหลิงจื่อที่โกรธจนผมตั้ง และเห็นได้ชัดว่าหลังจากเขาผ่านการตกตะกอนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น มองไปที่หวังเป่าเล่อก่อนแผดเสียงลั่นพร้อมพุ่งเข้าไป
เป็นเจ้า ข้าตามหาเจ้ามานานแล้ว!
ความเร็วของสือหลิงจื่อไม่ได้เร็วมากนัก ดูเหมือนโกรธถึงที่สุด ถึงขั้นผนึกมุทราทั้งสองมือ รอบกายเต็มไปด้วยอักขระเสียงจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นบทเพลง และก่อตัวขึ้นเป็นภาพอาวุธที่แต่ละอันดูร้ายกาจเป็นอย่างมาก
แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขารู้สึกไปเองหรือไม่ ในสายตาสือหลิงจื่อเวลานี้ เหมือนกับเขาจะเห็นอีกประโยคหนึ่ง
รีบลงมือเร็วเข้า รีบลงมือกับข้า เร็วเข้าๆๆ…
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกไม่สบายใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอกใช้ ด้วยเหตุนี้จึงเลิกคิ้วขึ้น เตรียมลองหยั่งเชิงว่าเป็นเหมือนที่ตนวิเคราะห์ไว้หรือไม่ ดังนั้นจึงเปลี่ยนท่าทีของตนเองเสีย วางท่าทางเหมือนลังเลไม่กล้าลงมือ ถอยหลังไปด้วยความรวดเร็ว ก่อนเอ่ยตามออกมาว่า
ศิษย์เต๋าไม่จำเป็นต้องสละสิทธิ์ ขอเจ้าปรารถนาเสียงโปรดเป็นพยาน ข้าเลือกยอม…
ทันทีที่คำพูดของหวังเป่าเล่อลอยออกมา ยังพูดไม่ทันจบ ดวงตาสือหลิงจื่อตรงหน้าก็เบิกกว้างขึ้นในทันทีคล้ายร้อนรนแล้ว กลัวว่าหวังเป่าเล่อจะพูดจบ ดังนั้นตนจึงส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาเสียก่อน ราวกับชนเข้ากับสิ่งขวางกั้นที่มองไม่เห็น กระอักเลือดคำโต อักขระเสียงรอบๆ กายพลันพังครืนทั้งหมด บทเพลงที่ก่อตัวเป็นอาวุธเหล่านั้นก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ตามไปด้วยเช่นกัน
สำหรับตัวสือหลิงจื่อ เวลานี้หมุนตลบร่วงไกลออกไป
ฉากนี้ทำให้ผู้ฝึกตนสามสำนักด้านนอกเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
นี่มันอักขระเสียงอะไรวะเนี่ย!
เจ้านั่นร้ายกาจขนาดนี้เชียว!!
พวกเขายังไม่ทันโดนตัวเลย แล้วนี่มันเพิ่งจะเริ่มเองนะ
เสียงฮือฮาด้านนอกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หวังเป่าเล่อไม่ได้รับรู้ ชั่วเวลานั้นเขารู้สึกหมดคำพูดเป็นอย่างมาก แค่ลองหยั่งเชิงนิดเดียวก็ยืนยันสิ่งที่วิเคราะห์ไปก่อนหน้าได้แล้ว ตอนนี้มองสือหลิงจื่อที่กำลังเล่นใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกรำคาญ ยิ่งเมื่อเห็นสือหลิงจื่อที่เวลานี้กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น อ้าปากคล้ายกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง…
ไม่ต้องรอเขาเปิดปาก หวังเป่าเล่อก็เดาได้ว่าต้องเป็นจำพวกคำพูดยอมแพ้แน่นอน ดังนั้นจึงแค่นเสียงไปอีกที เคลื่อนอักขระเสียงที่ซ้อนกันอยู่ภายในร่างก่อนแสดงออกมาบางส่วน
พริบตาต่อมา ตามด้วยเสียงพ่นลม ขณะที่สือหลิงจื่อสีหน้าซับซ้อน ก็เกิดคลื่นปะทุขึ้นรอบกายหวังเป่าเล่อ ร่องรอยพลังงานของอักขระเสียงขุมนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้าสือหลิงจื่อ และระเบิดบึ้มทันที
สือหลิงจืออ้าปากค้างหุบไม่ทัน ขณะที่ร่างกายหมุนตลบและกระอักเลือดอย่างรุนแรงจากพลังงานที่ระเบิดออกมา เขาก็เริ่มฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด คล้ายอารมณ์ขึ้น ใกล้ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว
แต่ในใจหวังเป่าเล่อกลับเอือมระอาอย่างมาก จึงกะพริบตาก่อนตะโกนขึ้น
รอบนี้ ข้ายอม…
เขาพูดยังไม่ทันจบ ทางด้านสือหลิงจื่อก็สั่นเทิ้ม ระงับอารมณ์ในใจและรีบตะโกนขึ้นอย่างรีบร้อน
ข้าขอยอมแพ้!!
ศิษย์เต๋าสามสำนักด้านนอก ต่อให้หัวสมองไม่หลักแหลมเท่าไร เวลานี้ก็พอจะมองเงื่อนงำออกบ้างเช่นเดียวกัน สีหน้าแต่ละคนเริ่มแปลกประหลาด
“ขาดอีกแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะได้ผลเหมือนเดิมหรือเปล่า…” หวังเป่าเล่อมองไปรอบๆ ในเวลานี้ความขุ่นมัวในฟองอากาศกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลับคืนสู่สภาพกึ่งโปร่งแสงดังเดิม
ดังนั้นเขาจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง บีบอัดท่วงทำนองอิสระของตนลงด้วยความจำใจ ก่อนปะเสริมลงในส่วนที่หายไปของอักขระเสียงบทเพลงนี้ราวกับปะผ้า
พริบตาต่อมาก็ผสานเข้าด้วยกัน มองไม่เห็นความแตกต่าง
“เท่านี้แล้วกัน ถึงยังไงก็ไม่ได้สำคัญมากเท่าไร” หวังเป่าเล่อตรวจดูอีกครั้งก็เลิกใส่ใจ ถึงอย่างไรผลที่ใหญ่ที่สุดของเจ้าสิ่งนี้ก็เหมือนกับหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ทำให้ร่างอวตารของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงมีคุณสมบัติที่จะยึดครองตนเองได้อย่างเต็มที่ หรือพูดได้อีกอย่างว่านี่ก็คือม้าโทรจันในหลายปีก่อนของโลกสหพันธรัฐ ที่สามารถทำให้ประตูใหญ่ของร่างตนเปิดกว้างต่อเจ้าแห่งปรารถนาเสียง
ตอนนี้ มันกัดไปหนึ่งคำแล้ว และหากดูจากอีกมุม บางทีอาจจะเป็นเรื่องดีก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็เก็บสัมผัสสวรรค์กลับ ขณะมองไปยังฟองอากาศบริเวณรอบๆ ที่เขาอยู่ก็ค่อยๆ ชัดขึ้น และในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนสามสำนักด้านนอก ภายใต้สายตาที่จับจ้องมา ในที่สุดก็รอจนถึงภายในของฟองอากาศแจ่มชัดจนหมดเสียที
เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงหวังเป่าเล่อที่อยู่ด้านใน ทุกคนล้วนตกตะลึง และเกิดเสียงฮือฮาเกรียวกราวดังขึ้นตามมา
“ชนะแล้ว?!!”
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ข้าเห็นแค่เกราะขาวหมุนตลบกระอักเลือด แล้วก็เลือนรางไปหมด มองไม่ชัดเลย”
“เกราะขาว…แพ้แล้ว!”
“นี่เป็นม้ามืดจริงๆ หรือว่า…หรือว่า เขามีคุณสมบัติที่จะชิงที่หนึ่ง?”
พลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่าก่อนหน้าหลายเท่าดังออกมาจากในภูเขาไฟสามสำนัก เรียกได้ว่า ศึกนี้…ทำให้หวังเป่าเล่อถูกทั้งสามสำนักจดจำได้ขึ้นใจแล้ว
และที่ตื่นเต้นที่สุดในหมู่พวกเขาก็คือ กลุ่มที่สนับสนุนหวังเป่าเล่อมากที่สุด ก็คือเหล่าผู้ฝึกตนที่ถูกหวังเป่าเล่อโจมตีจนพ่ายแพ้เหล่านั้น พวกเขาอยากจะเห็นหวังเป่าเล่อใช้อักขระเสียงที่ทำให้ผู้คนบ้าคลั่งแบบนั้นอย่างสุดๆ ไปตลอด
ท่ามกลางเสียงฮือฮาด้านนอก เมื่อการต่อสู้ของหวังเป่าเล่อสิ้นสุดลงที่นี่ การต่อสู้ของฟองอากาศอีกสามฟองก็จบลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ในบรรดาฟองอากาศทั้งสาม การต่อสู้ที่จบลงก่อนคือการต่อสู้ของยิ่นสี่กับจงเหิงจื่อ
ทั้งสองต่างเป็นศิษย์เต๋าแห่งจังหวะดนตรี แม้จะไม่คุ้นเคยกันมากนัก แต่พื้นฐานฝีมือล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน แม้จงเหิงจื่อจะมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่ง ทั้งยังหลงใหลในเสียงดนตรี ทว่าสุดท้ายแล้ว…ก็อยู่คนละระดับกับยิ่นสี่
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทางยิ่นสี่ยังไม่ลงมือแสดงบทเพลงเลยด้วยซ้ำ และขณะที่สีหน้าท่าทางวาดลวดลายก็มีเสียงลอยล่องขึ้น ทำให้ทางด้านจงเหิงจื่อยิ่งลงมือมากเท่าไรก็ยิ่งขมขื่นมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งในครั้งสุดท้าย เมื่อยิ่นสี่ถอนหายใจ แล้วโบกมือขึ้นกลับ แสดงบทเพลงของจงเหิงจื่อที่แสดงไว้ก่อนหน้าขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ความตระหนกในใจของอีกฝ่ายก็พุ่งถึงขีดสุด
“เป็นไปไม่ได้!!” จงเหิงจื่อสีหน้ารวดร้าว เขาคิดไม่ตกว่าแค่ในเวลาสั้นๆ ทำไมอีกฝ่ายถึงเรียนบทเพลงของตนไปได้ เขาไม่คิดว่าจะมีใครมีต้นทุนธรรมชาติแบบนี้ ตอนนี้เขาเลือกยอมแพ้ท่ามกลางความสงสัยไม่เข้าใจ
จากทั้งสี่อันดับ ต่อจากหวังเป่าเล่อ ผู้ฝึกตนที่ถูกเลือกเป็นคนที่สองในเวลานี้ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ก็คือยิ่นสี่
คนผู้นั้นยืนอยู่ในฟองอากาศ ยิ่นสี่เงยหน้ามองหวังเป่าเล่อผ่านฟองอากาศ ในเวลานี้นัยน์ตาเป็นประกายวาววับกว่าตอนที่ต้องสู้กับจงเหิงจื่ออย่างมาก
ไม่นานหลังจากนั้น ทางด้านเยว่หลิงจื่อก็ได้ผลแพ้ชนะแล้วเช่นกัน แม้คู่ต่อสู้ของนางจะเป็นศิษย์เก่าที่ฝึกปรือมานานปี ซึ่งกะจะสร้างความตระหนกให้ผู้คนได้เห็น ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยว่หลิงจื่อ เพราะเขายืนหยัดได้แค่เพียงสี่บทเพลงเท่านั้น
คู่ต่อสู้ที่นางกำหนดไว้สำหรับตนเองตั้งแต่ต้นมีเพียงผู้เดียว นั่นก็คือยิ่นสี่ ตอนนี้เมื่อการต่อสู้จบลง นัยน์ตาฉายแววต่อสู้ขณะมองไปทางยิ่นสี่จากในฟองอากาศ
เพียงแต่ขณะที่มองไป เมื่อนางพบว่าเป้าหมายของยิ่นสี่ไม่ใช่ตัวเองแต่เป็นหวังเป่าเล่อที่ไม่โด่งดัง เยว่หลิงจื่อก็มุ่นคิ้วน้อยๆ ก่อนทอดสายตามองตาม
ในขณะที่ทั้งสองมองมายังหวังเป่าเล่อและเขาก็มอบรอยยิ้มจริงใจกลับไป การต่อสู้ในภายในฟองอากาศที่สือหลิงจื่ออยู่นั้นก็จบลงในที่สุด
พลังของสือหลิงจื่อสู้เยว่หลิงจื่อไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ศิษย์เต๋าที่อ่อนแอที่สุด ยิ่งเมื่อเขามีความยึดติดอยู่ในใจ แรงพลังก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ก่อนเอาชนะคู่ต่อสู้และเข้าสู่สี่อันดับจนสำเร็จ
และยิ่งหลังจากที่เลื่อนอันดับสำเร็จแล้ว เขาก็เป็นเหมือนกับยิ่นสี่และเยว่หลิงจื่อ รีบหันหน้าในทันที จ้องหวังเป่าเล่อไม่วางตา ขณะที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นัยน์ตาก็เผยไอสังหารรุนแรง
เขาตามหาอีกฝ่ายมาเป็นเวลานาน ถึงขั้นออกหมายจับอย่างไม่เสียดาย แต่ก็ไม่พบแม้แต่เบาะแสใดๆ เวลานี้ฟ้ามีตามอบโอกาสให้ตนเองแล้ว ในที่สุดก็เจออีกฝ่ายจนได้
แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเกราะขาวก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่สำหรับสือหลิงจื่อ นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ…เขาได้เตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้วสำหรับวันนี้
เขาเชื่อว่า ด้วยการเตรียมพร้อมของตนจะต้องทำลายเสียงพื้นๆ นั่นลงได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น เวลานี้ขณะที่ถมึงตาจ้องมอง เบื้องลึกในใจของสือหลิงจื่อก็เต็มไปด้วยการรอคอย
และสายตาของเขา รวมทั้งการจับจ้องของศิษย์เต๋าทั้งสอง ทำให้ผู้ฝึกตนสามสำนักเบิกตาโตไปตามๆ กัน รู้สึกได้ถึงระลอกคลื่นที่ราวกับเปลวเพลิงคุโชนระหว่างพวกเขา
“ต่อไปเป็นการต่อสู้รอบรองชนะเลิศแล้ว ไม่รู้ว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งสี่นี้จะถูกจับแบ่งอย่างไร…”
“จากท่าทางของสือหลิงจื่อ เห็นได้ชัดว่าอยากจะสู้กับม้ามืดสักตั้ง หรือว่าเขาจะแก้แค้นแทนเกราะขาวกับปีศาจแดง? น่าแปลก ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
“ไม่ถูก พวกเจ้าจำได้ไหมว่า ก่อนหน้านี้เหมือนสือหลิงจื่อจะเคยออกหมายนำจับหาคนคนหนึ่งราวกับคนบ้า…หรือว่า…”
สามสำนักวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียงของพวกเขาลอยออกมาจากปากภูเขาไฟของกันและกัน ในตอนนั้นเอง ฟองอากาศสี่อันที่พวกหวังเป่าเล่อแต่ละคนอยู่ ก็ลอยขึ้นสู่ฟ้าจากภาพโลกข้างใน ก่อน…ผสานเข้าด้วยกัน!
ผู้ที่ผสานรวมกับยิ่นสี่ไม่ใช่เยว่หลิงจื่อ แต่เป็นสือหลิงจื่อ!
ส่วนผู้ที่ผสานรวมกับหวังเป่าเล่อกลับกลายเป็นเยว่หลิงจื่อ
นั่นส่งผลให้หวังเป่าเล่อนัยน์ตาวาววับ ในเมื่อแปดอันดับก่อนหน้านั้น ลำแสงที่เขาเลือกไว้ก็คือเยว่หลิงจื่อ ถึงขนาดที่แสงของทั้งสองคนก็ใกล้ผสานเข้าด้วยกันจนเเกือบสมบูรณ์แล้ว
แม้จะโดนเกราะขาวเข้ามาแทรก แต่ในเวลานี้เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งปรารถนาเสียงหวังว่าตนจะสามารถดำเนินเรื่องก่อนหน้าต่อไปได้ รอยยิ้มผุดขึ้นบนหน้าหวังเป่าเล่อ มองแล้วจะเห็นว่า…ฟองอากาศของเขากับเยว่หลิงจื่อที่มุ่นคิ้วเรียวก็ได้ผสานรวมเข้าด้วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่า ในเวลานี้เอง…สือหลิงจื่อก็ไม่เอาด้วยแล้ว
ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขารู้อยู่เต็มอกถึงความห่างชั้นของตนเองกับยิ่นสี่ การต่อสู้ครั้งนี้ต้องแพ้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นตอนอื่นเขาไม่สนใจหรอก จะแพ้ก็แพ้ไป แต่ตอนนี้เขาไม่เต็มใจ ยิ่งไม่ยินยอมรอจนจบทดสอบพลังฝึกปรือแล้วค่อยไปแก้แค้น
เขาอยากจะระเบิดให้เต็มที่ ไปล้างแค้นให้ตัวเองเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย
ดังนั้นเมื่อเห็นตัวอย่างจากเกราะขาวก่อนหน้า มันก็ได้กลายเป็นตัวเลือกของสือหลิงจื่อไปโดยปริยาย เมื่อเห็นว่าใกล้ผสานเข้ากันจนสมบูรณ์แล้ว สือหลิงจื่อก็ตะโกนออกมา
“เจ้าแห่งปรารถนาเสียง ข้าก็ยอมละทิ้งการชิงที่หนึ่งแลกกับโอกาสการต่อสู้อันไร้ยางอายนี้เหมือนกัน!”
เมื่อคำพูดลอยออกมา สามสำนักด้านนอกก็เกิดเสียงฮือฮาในทันที ตามด้วยเสียงเฮฮาที่ดังขึ้นมาตามๆ กัน
…………………………
แท้จริงแล้ว…สือหลิงจื่อนับเป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้เก่าก่อนคนสุดท้ายของหวังเป่าเล่อที่จดจำหวังเป่าเล่อได้
ในการทดสอบก่อนหน้านี้ของเขา เหล่าผู้ฝึกตนจากสามสำนักที่เคยต่อสู้กับหวังเป่าเล่อมานั้น แต่ละคนล้วนรู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ว่าตนเองนั้นได้พบกับท่วงทำนองเช่นใด
เพียงแต่ว่า…บางทีอาจจะเพราะถูกรังแกมากไปหรือว่ายากที่จะเอ่ยปากออกมาได้ หรือว่าบางที…ตนเองพ่ายแพ้ให้แก่ตัวโน้ตที่ค่อนข้างจะเกินไปหน่อย จึงอยากจะเห็นผู้อื่นถูกอัดเช่นเดียวกันบ้าง ความรู้สึกที่ว่าในเมื่อตายก็ต้องตายด้วยกันเช่นนี้ ทำให้จนบัดนี้ เหล่าผู้ฝึกตนที่เคยต่อสู้กับหวังเป่าเล่อ ได้แต่อัดอั้นอยู่ในใจ ขี้เกียจจะอธิบายความสงสัยนี้…
สีหน้านี่แหละ! ที่แท้สือหลิงจื่อก็เป็นพวกเดียวกับเรานี่เอง!
ข้าก็เดาไว้ตั้งแต่แรกแบบนี้อยู่แล้ว ฮ่าๆ เห็นคนอื่นเป็นแบบนี้เหมือนกัน พลันสบายใจขึ้นมาทันที
เจ้าคนสมควรตาย ข้ารู้สึกว่าไม่เกลียดเขาแล้ว ข้าล่ะอยากจะดูว่าผู้อื่นกับข้าเหมือนกันหรือไม่! ในสำนักทั้งสามนั้น เหล่าผู้ฝึกตนที่เคยสู้กับหวังเป่าเล่อมา แต่ละคนมีสีหน้าสุขใจ ความทุกข์ตรมในใจนั้นยามนี้เมื่อเห็นคนอื่นอัดอั้นด้วยก็ลดทอนลงไปบ้าง
อีกทั้งระดับที่ลดลงนี้ก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้ดู พูดง่ายๆ คือผู้ฝึกตนที่พ่ายแพ้ให้หวังเป่าเล่อแต่เนิ่นๆ บัดนี้ในใจชื่นมื่นอย่างมาก ส่วนผู้ที่พ่ายแพ้ให้หวังเป่าเล่อหลังๆ มานั้น จนบัดนี้ถึงในใจจะไม่สู้เหล่าผู้ผ่านมาก่อนเ แต่เมื่อมองเห็นผู้ฝึกตนคนอื่นได้เจอสิ่งที่เหมือนตนเองเข้า ในใจก็พลันเบิกบานขึ้นไม่น้อย กระทั่งว่าเฝ้ารอด้วยใจอันเข้มข้นขึ้นมา
คาดหวัง…ว่าผู้ฝึกตนเต๋าคนอื่น ก็จะพบความป่าเถื่อนเช่นนี้เหมือนกัน
น่าเสียดายจริง ข้าอยากเห็นเยว่หลิงจื่อถูกอัดบ้าง…
ข้าเองก็อยากเห็น
เห็นด้วยอย่างมาก ถัดจากนี้ไปเยว่หลิงจื่อก็จะสู้กับเจ้าคนสมควรตายผู้นี้
หลังเบิกบานใจแล้ว ผู้ฝึกตนที่เคยต่อสู้กับหวังเป่าเล่อเหล่านี้ต่างทยอยกันคาดหวังเรื่องอื่นๆ และในเวลาเดียวกัน ภายในฟองอากาศที่หวังเป่าเล่อต่อสู้กับเกราะขาวนั้น ยามนี้มีเสียงดังก้องฟ้า ตัวโน้ตที่ซ้อนทับกันของหวังเป่าเล่อพลันระเบิดพลังหกส่วนที่ไม่เคยใช้มาก่อนออกมา ทำลายสายฉิน ทำลายฉินเหมันต์ จากนั้นกลายเป็นพลังปราณอันยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดิน ระเบิดขึ้นเบื้องหน้าเกราะขาว ผู้ซึ่งบัดนี้สีหน้าแปรผันเผยให้เห็นความไม่อยากเชื่อและตื่นตกใจ รวมถึงแอบซ่อนความขมขื่นเอาไว้ด้วย
พรวด!
เกราะขาวไร้หนทางจะหลบ ดังนั้นจึงทำได้แค่ต่อต้านสุดกำลัง แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานอะไรได้ ทั้งร่างกระอักเลือดออกมา กระทั่งว่ารูขุมขนทั่วตัวยังเต็มไปด้วยเลือดสด และทำให้เสื้อผ้าสีขาวของเขาเป็นสีเลือด ทั้งร่างนั้นคล้ายว่าวสิ้นไร้สายป่าน เขาล้มตัวกลิ้งกระแทกเข้ากับกำแพงภายในฟองอากาศ
นัยน์ตาหวังเป่าเล่อทอประกายเย็นเยียบ เขาทะยานร่างเข้าไปทันที มองออกว่าอีกฝ่ายหมายจะสังหารเขาก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่คิดปล่อยผ่าน ระหว่างที่พุ่งตัวไป เขายกมือขวาขึ้นและกำลังจะคว้าไปทางเกราะขาวแรงๆ ครั้งหนึ่ง
แต่ว่าในตอนนี้เอง พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ขุมหนึ่งก็มาถึงในฟองอากาศประลองนี้ ก่อเกิดกำแพงกั้นขวางเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ ทำให้มือขวาของหวังเป่าเล่อปะทะเข้ากับกำแพงนี้เสียเอง
ในชั่วพริบตานั้น ฟองอากาศพลันสั่นสะเทือนและพร่าเลือนลงโดยเร็ว เหล่าผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักต่างพากันตกตะลึง สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นก็คือภาพในฟองอากาศของเกราะขาวและหวังเป่าเล่อถูกปิดคลุมแล้ว เรื่องทั้งหมดภายในนั้นถูกปิดเอาไว้ มองไม่เห็นอีก
ภายในฟองอากาศ หลังจากที่มือขวาของหวังเป่าเล่อปะทะเข้ากับกำแพงแล้ว ร่างกายก็สะเทือน ทันใดนั้นมันล่าถอยรุนแรง จนกระทั่งถอยหลังไปหลายสิบจั้ง เขาก็กระอักเลือดออกมาทางมุมปาก ส่วนตัวโน้ตภายในร่างเหมือนไม่ยินยอม ยังคงระเบิดเพิ่มขึ้นสิบเท่า แต่ถูกหวังเป่าเล่อสะกดข่มเอาไว้ เขาแหงนหน้าขึ้นมองไปยังด้านข้างของร่างเกราะขาวด้านหลังกำแพง บัดนี้ปรากฏเงาร่างเลือนรางร่างหนึ่ง!
เจ้าแห่งปรารถนาเสียง ศิษย์นี้ไม่ใคร่ยินยอม! หวังเป่าเล่อใช้หัวแม่โป้งเช็ดเลือดตรงมุมปาก ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเผยแววเคารพแต่แสดงออกถึงความไม่พร้อมใจ เอ่ยปากราวกับเด็กน้อยอารมณ์เสียอย่างไรอย่างนั้น
เงาร่างเลือนรางนี้แสดงความมีอำนาจออกมา เท่าที่หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ในพริบตาก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้…คือเจ้าแห่งปรารถนาเสียง!
แต่สุดท้ายแล้วเป็นร่างแยกใด หวังเป่าเล่อยังไม่ทราบ ยามนี้แม้เขาแสดงท่าทีไม่ยินยอมแต่ในใจกลับตื่นตระหนก เขามองเงาร่างอันเลือนรางนี้ค่อยๆ วางมือลงไปตรงหว่างคิ้วของเกราะขาว แล้วด้วยความรวดเร็ว เงาร่างของเกราะขาวก็ถูกเวทเคลื่อนย้ายออกไป หลังจากนั้น เงาร่างเลือนรางนี้ก็หันกายมาทะลุผ่านกำแพง จับจ้องหวังเป่าเล่อก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบนิ่ง
เจ้า ไม่ยินยอม?
เป็นเพียงแค่สี่คำ แต่ในพริบตาที่หวังเป่าเล่อได้ยินนั้น ร่างของเขาพลันสั่นสะท้านรุนแรง ราวกับว่าความลับทุกอย่างนั้นภายใต้เสียงนี้ถูกบังคับให้เปิดเผย
และในคำพูดทั้งสี่คำนี้ ล้วนส่งผ่านซึ่งกระแสพลังสยบ ราวกับว่าหากหวังเป่าเล่อขัดขืนเมื่อใด เช่นนั้นในพริบตาถัดไปพลังอันรวดเร็วดุจสายฟ้าก็จะทำลายเขาให้ราบคาบ
หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าผู้ที่รู้จักกาลเทศะนั้นยอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นหลังจากเงียบเสียงแล้ว เขาก็ไม่เลือกที่จะแสดงจุดโดดเด่นของตัวเอง แต่กลับเอ่ยเสียงเบา
ศิษย์…ยอมแล้วขอรับ
ความยินยอมของเขาทำให้กระแสพลังสะกดข่มที่มาจากเงาร่างเลือนรางนี้ลดลงไปมาก แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้ ในเมืองปรารถนาเสียงนั้น เจ้าแห่งปรารถนาเสียงคือตัวตนสูงสุด ผู้ฝึกตนที่ถูกอบรมสั่งสอนมาย่อมไม่ทำสิ่งใดอันเป็นการต่อต้านเจ้าแห่งปรารถนาเสียง
ดังนั้นแล้ว หากว่าหวังเป่าเล่อเลือกแสดงความพิเศษ และคิดว่าสามารถใช้ความพิเศษของตนนี้เข้าตาเจ้าแห่งปรารถนาเสียงได้ เช่นนั้นสิ่งที่รอเขาอยู่คือการที่เจ้าแห่งปรารถนาเสียงจะจัดการเขา
กลับกัน ในยามนี้เขาเลือกที่จะก้มหัว ในสายตาของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงแล้ว นี่คือเรื่องปกติ
ดังนั้นหลังจากที่กระแสพลังนั้นหายไป และเงาร่างเลือนรางนี้เบนสายตาที่มองหวังเป่าเล่อออกไปแล้ว เงาร่างจึงค่อยๆ หายไป ส่วนในฟองอากาศนั้นก็เริ่มโปร่งแสงขึ้นอีกครั้ง ทว่าชั่วเวลาที่ร่างกำลังจะหายไปทั้งหมด ทันใดนั้นเขาก็ยกมือขวาขึ้น แผ่นหยกหนึ่งลอยมายังเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ ทะลุผ่านกำแพงตกสู่เบื้องหน้าของเขา
นี่คือรางวัลให้เจ้า
หลังจากที่เสียงนี้ดังออกมา เงาร่างของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงก็หายไป หวังเป่าเล่อคว้าแผ่นหยกนั้นในคราวเดียว เขาหอบหายใจกระชั้น ก่อนใช้สัมผัสกวาดผ่าน ในนี้มีตัวโน้ตเพียงตัวเดียว
ตัวโน้ตนี้เรืองรองสุดแสน ราวกับว่าด้านในคือตัวโน้ตที่บรรจุเสียงแห่งสรรพชีวิตนับหมื่น
เมล็ดพันธุ์เต๋า!
เกือบจะในพริบตานั้น หวังเป่าเล่อก็รู้ที่มาของตัวโน้ตนี้ทันที ตัวโน้ตนี้ ก็คือเมล็ดพันธุ์เต๋าของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง และคือรากฐานที่สำคัญดั่งชีวิตของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง
หากว่าเป็นไปตามที่เจ็ดอารมณ์พูด การทดสอบครั้งนี้ ข้าเพียงแค่อยู่ในลำดับที่สูงหน่อย เช่นนี้ก็มีโอกาสเป็นผู้ถูกชิงชีวิตได้ อีกอย่างหากข้าไม่มีเมล็ดพันธุ์เต๋า เขาก็ต้องมอบเมล็ดพันธุ์มาให้ข้า
ตอนนี้…เมล็ดพันธุ์เตรียมพร้อมแล้ว ต่อมาก็เพียงแค่ทุ่มเทกำลังทุกอย่างเพื่อชิงที่หนึ่ง! หวังเป่าเล่อเงียบไปหลายอึดใจ จากนั้นก็หนีบแผ่นหยกขึ้น พริบตานั้นตัวโน้ตเมล็ดพันธุ์เต๋าภายในแผ่นหยกก็พลันหลอมเข้ากับร่างของหวังเป่าเล่อ ทำให้ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน และในเวลาเดียวกัน บทเพลงที่เขาประพันธ์ก็พลันขยายขึ้นหลายเท่ายิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ
ในเวลาเดียวกัน ตัวโน้ตที่เขาประสาน ยามนี้เหมือนถูกกระตุ้นอย่างไรอย่างนั้น พวกมันสั่นสะท้าน และในพริบตาถัดมา…ก็ขยายเหยียดราวกับต้องการกลืนกินเมล็ดพันธุ์เต๋า
ตัวโน้ตที่แต่เดิมเรืองแสงอยู่ บัดนี้สั่นสะท้านราวกับเด็กหญิงตัวน้อยพบปีศาจร้ายกาจ ท่าทางไม่กล้าต่อต้าน
หวังเป่าเล่อตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เขารีบเข้าไปหยุดแต่เหมือนจะช้าไป แม้สุดท้ายแล้วพอจะหยุดไม่ให้ตัวโน้ตพวกนั้นขยายได้ แต่ว่าเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งเสียงยังคงถูกตัวโน้ตที่ขยายกินไปคำหนึ่ง เผยให้เห็นรอยแหว่งหนึ่งคำเล็กๆ
ตัวโน้ตอะไรของข้านี่… หวังเป่าเล่อปวดหัวอยู่บ้าง
เมื่อถูกจับได้ต่อหน้า…หวังเป่าเล่อก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ตนจึงรีบส่งรอยยิ้มจริงใจให้แก่อีกฝ่าย
“สุดท้ายแล้ว ไม่สู้ทำตัวหน้าด้านแบบเก่าดีกว่า” หวังเป่าเล่อแอบถอนใจ เขามองดูเกราะขาวที่บัดนี้เดือดดาลถึงขีดสุด
หลังจากเจ้าแห่งปรารถนาเสียงเอ่ยจบ และสายตาของผู้แข็งแกร่งทั้งแปดต่างประสานกับคู่ของตนแล้ว ในยามนี้แสงจากหอคอยของหวังเป่าเล่อและเกราะขาวก็เพิ่มความเร็วขึ้น แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกันจนก่อเกิดฟองอากาศขนาดยักษ์
ฟองอากาศนี้ครั้งแรกยังเป็นกึ่งโปร่งแสง ดังนั้นแล้วหวังเป่าเล่อจึงทันเห็นเยว่หลิงจื่อที่ควรต่อสู้กับตัวเองผู้นั้นถูกลากเข้าไปอยู่ในฟองอากาศฟองหนึ่งกับศิษย์อาวุโสคนหนึ่ง
นี่ทำให้ในใจของหวังเป่าเล่อค่อนข้างไม่พอใจขึ้นมา โดยเฉพาะ…เมื่อเขาเห็นว่าในเมืองปรารถนาเสียงนี้ เยว่ หลิงจื่อคือผู้ฝึกตนที่งดงามที่สุดที่เคยเห็น
ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหรือรูปร่าง ระดับของนางคือชั้นเลิศ บทเพลงนางไพเราะเสนาะหู เคยคิดไว้ว่าหากได้สู้สักครั้ง ก็คงเหมือนฟังคอนเสิร์ต เป็นที่เจริญหูเจริญตาของผู้คน
เมื่อเทียบกันแล้ว เกราะขาวในฟองอากาศที่หวังเป่าเล่ออยู่ด้วยคนนี้ เห็นได้ชัดว่าเทียบไม่ได้
ด้านหวังเป่าเล่อเอาแต่เสียอกเสียใจ หากแต่ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักเมื่อเห็นฉากนี้เข้ากลับพากันตื่นเต้น ยิ่งเป็นเรื่องทำนองบุญคุณความแค้นประเภทนี้แล้ว ในมุมมองของผู้ชมย่อมน่าสนใจกว่าการทดสอบมาก
อีกอย่างการต่อสู้ในฟองอากาศที่เหลืออีกสามฟองนั้น ก็ดูน่าชมแน่นอนอยู่แล้ว ในบรรดานั้นคือการต่อสู้ระหว่างสือหลิงจื่อและเยว่หลิงจื่อ ทั้งสองต่างต้องประลองกับศิษย์อาวุโสที่ทะลุรอบเข้ามาเหมือนหวังเป่าเล่อ ในส่วนของยิ่นสี่นั้นบัดนี้ได้สู้กับจงเหิงจื่อจากสำนักเดียวกัน
แต่เห็นได้ชัดว่า เมื่อเทียบความน่าสนใจของการต่อสู้แล้ว ในสายตาของศิษย์สามสำนักที่เป็นผู้ชมนั้น น้อยกว่าค่อนข้างมาก
ดังนั้น ในพริบตานี้เอง ศิษย์เกือบจะทั้งหมดจากสามสำนัก ก็พากันมองไปยังฟองอากาศทั้งสี่ ทำให้ด้านหวังเป่าเล่อและเกราะขาวตรงนี้ นำมาพาซึ่งเสียงวิจารณ์ซึ่งสะพัดไปทั้งสามสำนัก
“นักพรตเกราะขาวเจอคู่แค้นแล้ว!”
“การต่อสู้นี้น่าสนใจเสียจริง มาดูกันว่าม้ามืดจะจัดการสองนักพรตยิ่งใหญ่ได้ในคราวเดียวหรือไม่ หรือว่าเกราะขาวจะแก้แค้นสำเร็จ แล้วสังหารม้ามืดนี้เสีย!”
“ข้ายังแปลกใจอยู่เลย บทเพลงของม้ามืดท่านนี้คือสิ่งใดกันแน่ เสียดายไม่อาจได้ยิน…”
ในเวลาเดียวกันกับที่ศิษย์จากทั้งสามสำนักทยอยให้ความสนใจ ในฟองอากาศที่หวังเป่าเล่ออยู่นั้น จิตสังหารในแววตาของเกราะขาวยิ่งดุดัน ทั้งร่างยังดูเย็นชาอย่างยิ่ง ราวกับน้ำแข็งที่ไม่สลายนับหมื่นปี ก่อนจะเข้าใกล้หวังเป่าเล่อในพริบตา
เมื่อมองจากด้านนอก ฟองอากาศที่ทั้งแปดผู้แข็งแกร่งอยู่นี้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่จริงๆ แล้วในมิติแห่งฟองอากาศนี้ใหญ่กว่าสนามประลองก่อนหน้านี้เสียอีก ดังนั้นต่อให้ความเร็วของเกราะขาวจะมีมากก็ไม่อาจจะถึงระดับที่หวังเป่าเล่อตั้งตัวไม่ทัน
ดังนั้นแล้วหวังเป่าเล่อจึงยังพอได้ยิน รอบทิศที่เกราะขาวอยู่นั้น ยามนี้มีเสียงฉินโบราณลอยมาเป็นระลอกๆ เมื่อเสียงแห่งดนตรีฉินนี้ประสานกัน ในพริบตาไอสังหารก็พลันผลักดันรุนแรง กระทั่งว่ากระทบต่อพลังปราณในสนามประลองนี้ ทำให้ทั้งมิติพลันหนาวเย็นทันที และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือยังมีเกล็ดหิมะร่วงลงมาจากฟ้าด้วย
ในส่วนของเกล็ดหิมะเหล่านั้น ทุกๆ แผ่นราวกับก่อขึ้นมาจากตัวโน้ตจำนวนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ในสนามประลองแห่งนี้ก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ซึ่งก็คือตัวโน้ตดนตรี!
เมื่อลงมือ เกราะขาวก็ใช้เคล็ดวิชาลับของตนโดยตรง
ด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขาและปีศาจแดง ยิ่งทำให้เขาโมโหที่คู่บำเพ็ญของตนพ่ายแพ้ การที่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายถูกทำลาย เขายิ่งอยากสังหารหวังเป่าเล่อตรงนี้ให้ย่อยยับหมดจดเข้าไปอีก
โดยเฉพาะ…เมื่อเทียบกับการได้ที่หนึ่งแต่ทำให้ปีศาจแดงดีใจได้เล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว นี่สำคัญกว่า
ส่วนอีกด้านหนึ่งผู้ที่กำจัดปีศาจแดงไปได้นี้ย่อมหมายความว่าคนเบื้องหน้าต้องมีฝีมือบางอย่าง ดังนั้นแล้วเกราะขาวจึงไม่ได้ดูเบาคู่ต่อสู้ เขาต้องการจัดการให้เร็วที่สุด และกวาดล้างทุกสิ่ง
ดังนั้นในชั่วพริบตา เกล็ดหิมะเต็มฟ้าก็พากันโจมตีวุ่นวายไปหมด ก่อร่างกลายเป็นตัวโน้ตจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วทั้งมิตินี้ ฉากนี้…แม้ศิษย์จากทั้งสามสำนักภายนอกทั่วไปแล้วจะไม่ได้ยิน แต่ก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน
“แดนพิสุทธิ์หมื่นหิมะ!”
“นี่คือหนึ่งในมหาสามบทเพลงโบราณของสำนักเหิงฉิน ตำนานว่ามีอานุภาพสยบฟ้า!”
“เกราะขาวผู้นี้…ฝึกบทเพลงโบราณสำเร็จแล้ว!!”
เสียงฮือฮาพลันกระจายไปทั่วทุกทิศ กระทั่งผู้ฝึกตนที่เชียร์หวังเป่าเล่อบางคนเองก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้ ทว่านอกจากนี้…ผู้ที่พ่ายแพ้หวังเป่าเล่อเป็นคนแรก ยามนี้ดวงตายังคงแน่วนิ่ง จนกระทั่งเวลานี้แล้วเขายังคงมั่นใจมากว่าหวังเป่าเล่อจะชนะ
ส่วนในโลกแห่งฟองอากาศนั้น ท่ามกลางบทเพลงแห่งหิมะบ้าคลั่ง หวังเป่าเล่อเองก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่แตกต่าง กล่าวได้ว่า เกราะขาวเบื้องหน้าตน เป็นผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งที่เขาเคยพบในวิชาปรารถนาเสียง
เมื่อเทียบกับปีศาจแดง ยังแข็งแกร่งกว่าประมาณหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นระดับใดๆ ล้วนเป็นระดับสูงของวิชากฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง
“เช่นนั้น…ข้าจะไม่ใช่ท่วงทำนองเพลงอิสระของข้าแล้วกัน” หวังเป่าเล่อเมื่อดูสถานการณ์ออกอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกว่าบทเพลงของตนเองนั้นไม่ได้เฉียบคมอะไรนัก อีกทั้งยังแฝงด้วยความรู้สึก จึงไม่เหมาะจะใช้ในลมพายุน้ำแข็งหนาวเหน็บนี้
เมื่อคิดได้ หวังเป่าเล่อจึงถอนหายใจเบาๆ แบบไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาค่อยๆ ผสานตัวโน้ตซ้อนทับกันในกายให้ชนกันเบาๆ
“งั้นใช้พลังเสียงเพียงครึ่งหนึ่งก่อนแล้วกัน” หวังเป่าเล่อพึมพำในใจ หลังจากที่ผสานตัวโน้ตแล้ว พริบตานั้นเองภายในร่างของเขาก็มีตัวโน้ตซ้อนทับกันนับแสนตัว แล้วสั่นสะเทือนพลัง
พรวด!
หลังจากเสียงนี้ดังขึ้น พลังเสียงที่ใช้แรงอัดอากาศโจมตีพลันกระจายออกจากรอบตัวหวังเป่าเล่ออย่างรุนแรง ไม่ว่าจะไปที่ใดหิมะเหล่านั้นพลันสลายทันที เมื่อมองจากระยะไกลนั้น หวังเป่าเล่อที่อยู่ภายในฟองอากาศนี้คล้ายกับอยู่ท่ามกลางพายุคลั่งซึ่งกวาดทำลายทั้งสี่ทิศ ทำให้หิมะที่หล่นมานี้สลายเป็นชิ้นๆ
การเปลี่ยนแปลงที่มาโดยฉับพลันนี้เอง ทำให้ผู้ฝึกตนจากสามสำนักที่อยู่ภายนอกล้วนตกตะลึงและในเวลาเดียวกัน เกราะขาวที่อยู่ภายในฟองอากาศเองก็สีหน้าแปรผันยกใหญ่ เขารู้สึกว่าตนเองถูกขุมพลังปราณหนึ่งพุ่งเข้ามา ราวกับถูกสิ่งใดปะทะเข้าให้…พริบตานั้น หลังจากที่หิมะสิ้นสลาย ร่างของเขาเองก็ถอยหลังล้มไปอย่างควบคุมตัวไม่ได้ กระอักเลือกออกมาครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเขาแข็งแกร่งกว่าปีศาจแดงอยู่บ้าง ยามนี้เส้นเลือดฝอยในดวงตาจึงกลบแน่น เขาตะโกนเสียงดัง
“ฉินเหมันต์!”
สิ้นเสียงนี้ หิมะที่พังทลายรอบด้านก็กอปรรวมตัวกันใหม่ แล้วพัดม้วนเข้าด้วยความรวดเร็วไปยังเบื้องหน้าเกราะขาวกลายเป็นฉินโบราณขนาดยักษ์ โดยใช้หิมะเป็นตัวฉินและน้ำแข็งเป็นตัวเส้นเสียง เมื่อแผ่นคริสตัลใสกวาดผ่านก็ส่งพลังปราณอันน่าสะเทือนออกมา
เกราะขาวเส้นผมหลุดสยาย เขายกมือทั้งสองขึ้น บนมือประคองฉินเหมันต์ ดวงตาฉายแววสังหารก่อนจะดีดฉินอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นมิติในฟองอากาศก็พลันบิดเบี้ยว เสียงฉินกลายเป็นแท่งน้ำแข็งทีละแท่งๆ แล้วพุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็ว
“เอ๋?” หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว จากนั้นก็ผสานตัวโน้ตในกายอีกครั้ง ในคราวนี้เขาเพิ่มมันขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง
หกส่วนประสานเป็นเสียงนี้ จากนั้นระเบิดออก
พรวด
ลำดับถัดมา แท่งน้ำแข็งนั้นพังราบ ตัวฉินเหมันต์หักท่อน ส่วนตัวของเกราะขาวเองก็กระอักเลือดอีกครั้ง สีหน้าของเขาบ้างครั้งดูทุกข์ทน ร่างกายเหมือนถูกบางอย่างชนเข้า กระเด็นลอยออกไป
ฉากนี้ทำให้บรรดาผู้ฝึกตนสามสำนักฮือฮาไม่หยุด อีกทั้งบางทีอาจเพราะลางสังหรณ์ หรือไม่ก็เพราะความบังเอิญ…โดยสรุปแล้ว สือหลิงจื่อที่กำลังต่อสู้กับศิษย์อาวุโสอยู่นั้นพลันหันหน้ามองไปยังฟองอากาศของหวังเป่าเล่อและเกราะขาว อีกฝ่ายทันเห็นสีหน้าทุกข์ทรมานและร่างที่กระเด็นไปของเกราะขาวพอดี
สีหน้าที่คุ้นเคย การล่าถอยที่คุ้นเคย นี่สอดคล้องกับภาพในความทรงจำของตนทันที…เขาจับจ้องหวังเป่าเล่อไม่กะพริบ ทั้งร่างพลันหอบหายใจกระชั้นขึ้นมา ดวงตาบังเกิดจิตสังหารแดงก่ำ
“เจ้า เจ้า เจ้า…เป็นเจ้าแน่นอน!!!”
……
ภายใต้การคาดเดามากมายภายนอกนี้ การต่อสู้ในสนามประลองยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าผู้เข้าร่วมประลองจะไม่น้อย แต่ทุกๆ ครั้งของการตัดสิน ต้องมีคนถูกคัดทิ้งไปกว่าครึ่ง ดังนั้นแล้วในไม่ช้า จำนวนของชิ้นส่วนพวกนี้จึงลดเหลือน้อยลง ส่วนจำนวนผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมประลองจากที่มีจำนวนมากก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเหลือ…แปดคน!
ทั้งแปดคนนี้เป็นที่สนใจจากผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักในพริบตาที่ได้รับคัดเลือกทันที
ไม่ว่าใครในบรรดาแปดคนนี้ ล้วนผ่านการต่อสู้มามากมาย และตั้งแต่แรกจนจบยังไม่พ่ายแพ้ ดังนั้นแล้วจึงได้ผู้แข็งแกร่งที่เห็นในตอนนี้ทั้งแปดท่านออกมา ตามกฎแห่งการทดสอบนั้น ขอเพียงแพ้ครั้งหนึ่งก็จะถูกเวทส่งตัวออกและหมดสิทธิในการเข้าทดสอบทันที
ดังนั้นแล้ว ผู้ที่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ ล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของผู้ฝึกตนสามสำนัก!
และในบรรดาพวกเขานั้นก็มีห้ารายซึ่งสถานภาพไม่ได้เป็นที่ประหลาดใจแก่ผู้ฝึกตนจากสำนักทั้งสามเท่าไร ห้าคนนี้…ก็เป็นศิษย์จากสำนักทั้งสาม!
สือหลิงจื่อจากสำนักเหอเสียน เยว่หลิงจื่อจากสำนักเต๋าแห่งจังหวะดนตรี จงเหิงจื่อรวมถึงยิ่นสี่ และสุดท้ายแล้วก็คือเกราะขาวจากสำนักเหิงฉิน!
ในครั้งแรกสำนักเหิงฉินส่งศิษย์ทั้งสองรายเข้าร่วมการทดสอบนี้ ผู้หนึ่งก็คือปีศาจแดง อีกผู้หนึ่งคือเกราะขาว ทั้งคู่เป็นชายหนุ่มหล่อเหลางดงามเช่นกัน กระทั่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นไม่ได้เป็นความลับอะไร พวกเขาแม้มิใช่คู่เต๋าบำเพ็ญแต่ก็ความสัมพันธ์ดียิ่งกว่าคู่เต๋าบำเพ็ญเสียอีก
เพียงแต่ว่า..นักพรตปีศาจแดงทางด้านนั้นบังเอิญพบเข้ากับหวังเป่าเล่อจึงพ่ายแพ้ นี่ทำให้ศิษย์ทั้งหกซึ่งคาดว่ามีโอกาสเข้าสู่รอบแปดคนสุดท้ายได้ในตอนแรกนั้นไม่สัมฤทธิ์ผลแล้ว
หวังเป่าเล่อจึงเข้าแทนที่นักพรตปีศาจแดง กลายเป็นคนที่หกเข้าสู่ลำดับแปดผู้แข็งแกร่ง
นอกจากพวกเขาทั้งหกคนแล้ว ยังมีผู้ฝึกตนอีกสองคน แม้ว่าจะไม่มีคะแนนเอาชนะนักพรตเต๋าเลย แต่พวกเขาก็อาศัยพละกำลังอันแกร่งกล้าไม่ด้อยกว่านักพรตเต๋า ชิงอันดับแปดคนสุดท้ายมา
แต่เปรียบเทียบกับชื่อเสียงที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักของหวังเป่าเล่อแล้ว ชื่อเสียงของสองคนนี้นับว่าไม่ด้อยทีเดียว เพียงแค่ว่ากักตัวฝึกฝนมาหลายปี ดังนั้นแล้วผู้ที่จำพวกเขาได้ก็คือเหล่าศิษย์มีอายุ
คนทั้งสองนี้ หนึ่งมาจากสำนักเหิงฉิน อีกหนึ่งมาจากสำนักเต๋าแห่งจังหวะดนตรี อีกทั้งยังเป็นผู้พ่ายแพ้ในการแย่งชิงตำแหน่งเต๋ามาก่อนด้วย บัดนี้ผ่านไปหลายปี พวกเขาอุตสาหะพยายาม ทนความลำบากฝึกฝนก็เพื่อจะได้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง…
หลังจากที่ทั้งแปดคนปรากฏตัว ท่ามกลางสายตาของสามสำนักภายนอก ชิ้นส่วนเล็กเบื้องหน้าพวกเขาพลันหลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นสนามประลองขนาดยักษ์
ในสนามประลองนี้ มีหอคอยสูงเสียดชั้นเมฆอยู่แปดหลัง หลังจากที่ส่องแสงสว่างแล้ว เงาร่างของพวกหวังเป่าเล่อทั้งแปดคนก็ถูกส่งไปยังหอคอยแตกต่างกัน
และเกือบจะในพริบตาที่ทั้งแปดมองเห็นอีกฝ่าย ต่างก็มีสีหน้าประหลาด หวังเป่าเล่อเองหรี่ตามอง เขามองเห็นเยว่หลิงจื่อที่โดดเด่นหาใดเปรียบ แล้วยังมองเห็นเยว่หลิงจื่อซึ่งกำลังจ้องศิษย์มีอายุที่บัดนี้กำลังลอยขึ้นมาเรื่อยๆ ของสำนักเต๋าแห่งจังหวะดนตรีคนนั้น
ดูท่าแล้ว…เหมือนว่าเขากำลังสงสัยว่าคนที่เจอกันเมื่อตอนต้นคงเป็นศิษย์อาวุโสผู้นี้
แล้วยังมีศิษย์จากสำนักเต๋าแห่งจังหวะดนตรีอีกสองคน ที่พิเศษอยู่คนหนึ่งนั้นคือผู้ฝึกตนอายุน้อยที่สวมชุดคลุมสีขาว ศีรษะไร้เส้นผม กระทั่งหัวคิ้วยังไม่มี คนผู้นี้เรียบนิ่งดุจน้ำ เขายืนอยู่ตรงนั้นหลอมรวมไปกับบรรยากาศรอบกาย เมื่อมองดูเขาแล้ว ทันใดนั้นในสมองก็จะได้ยินเสียงบทเพลงโบราณอมตะลอยขึ้นมา
ฉากนี้ ทำให้ดวงตาของหวังเป่าเล่อหดลีบ และในเวลาเดียวกัน คนอื่นๆ ก็ลอบสำรวจเช่นกัน โดยเฉพาะหวังเป่าเล่อนับเป็นคนแปลกหน้าตรงนี้ พวกเขายิ่งให้ความสนใจมากหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น…เท่าที่คนกลุ่มนี้ทราบก็คือพวกเขาไม่ได้พบปีศาจแดง การที่ปีศาจแดงไม่ปรากฏตัวย่อมหมายความว่า ในบรรดาพวกเขามีคนกำจัดปีศาจแดงได้
ผู้ที่ทำได้ถึงขนาดนี้ ไม่อาจประมาทได้สักนิด
และก็เพราะเหตุนี้เอง ผู้ที่สีหน้าเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงที่สุดในตอนนี้…ก็คือเกราะขาวของสำนักเหิงฉิน
เขาหันไปมองคนอื่นๆ อีกเจ็ดคนทันที เมื่อไม่พบเงาร่างของปีศาจแดงนั้น นัยน์ตาพลันทอประกายเย็นชาคมปลาบ มองข้ามหวังเป่าเล่อและศิษย์อาวุโสอีกสองรายหันไปทางยิ่นสี่และเยว่หลิงจื่อ
เป็นใครในพวกเจ้า ที่ทำให้ปีศาจแดงตกรอบกัน?
เท่าที่เกราะขาวทราบ แม้ว่าปีศาจแดงจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ไม่ใช่พวกที่จะตกรอบไปแน่นอน ส่วนโอกาสที่เขาทำตัวเองตกรอบนั้นย่อมมีไม่มาก การเอาชนะปีศาจแดงจุดนี้ย่อมยากอย่างมาก ดังนั้นแล้วในบรรดาเจ็ดคนรอบตัว เขารู้สึกว่า…ผู้ที่สามารถทำได้มากสุด เกรงว่าจะมีแค่ยิ่นสี่และเยว่หลิงจื่อ
ข้าไม่ได้พบเขา ยิ่นสี่สีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะเอ่ยปาก
เมื่อเขาพูดออกมา เกราะขาวก็เชื่อทันที แม้เขาไม่เชื่อยิ่นสี่ แต่เขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบัง ดังนั้นแล้วในพริบตานั้นเขาก็ทอดสายตามองไปยังตัวเยว่หลิงจื่อ ดวงตาพลันทอประกายเย็นเยียบรุนแรง
ไม่เกี่ยวกับข้า เยว่หลิงจื่อเอ่ยปากเย็นชา และไม่ได้สนใจท่าทางเป็นศัตรูของเกราะขาวเลย
เมื่อนางเอ่ยออกมาก็ทำให้เกราะขาวขมวดคิ้ว เขาเบนสายตาไปยังคนอื่นๆ รวมถึงตัวหวังเป่าเล่อและศิษย์อาวุโสสองคนตรงนั้น จิตสังหารในดวงตานั้นรุนแรงขึ้นช้าๆ
สองคนด้านหลังสีหน้าเรียบนิ่ง และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หวังเป่าเล่อคิดๆ แล้วก็หันมายิ้มกับเกราะขาวด้วยสายตาเป็นมิตร บางทีอาจเป็นเพราะรอยยิ้มนี้ค่อนข้างดูจริงใจ ดังนั้นแล้วสายตาของเกราะขาวจึงหันกลับไปมองศิษย์อาวุโสสองคนอีกครั้ง
และในยามนี้ ยังไม่ทันที่เกราะขาวจะได้ถาม สือหลิงจื่อจากสำนักเหอเสียนกลับอดถามก่อนไม่ได้ เขามองศิษย์อาวุโสจากสำนักเหิงฉินรายนั้น ก่อนจะกัดปากเอ่ยขึ้นมา
เป็นเจ้าหรือไม่!!
ประโยคนี้พูดไม่มีหางเสียง ฟังดูครั้งแรกยังคิดว่าเยว่หลิงจื่อช่วยเกราะขาวสอบถาม แต่มีเพียงหวังเป่าเล่อที่รู้…คำถามนี้แฝงความนัยลึกซึ้ง หลังจากคิดๆ แล้วสีหน้าของเขาก็ยิ่งรักษารอยยิ้มเป็นมิตร แล้วมองดูเรื่องวุ่นวายนี้
เพียงแค่ว่า…หอคอยทั้งแปดที่พวกเขาอยู่นี้ ไม่เหมือนบรรยากาศในสนามประลองอยู่บ้าง สถานที่แห่งนี้ได้จัดไว้โดยเฉพาะให้เป็นที่พบปะกันระหว่างแปดผู้แข็งแกร่ง ดังนั้นแล้วเสียงจากภายในจึงไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดของกฎ และได้ยินไปถึงภายนอก….
ดังนั้นแล้ว…จิตสังหารจากแววตาของเกราะขาวที่จับจ้องพวกหวังเป่าเล่อและรอยยิ้มอันเป็นมิตรของหวังเป่าเล่อนั้น ทำให้เหล่าศิษย์จากสำนักทั้งสามแต่ละคนล้วนแสดงสีหน้าประหลาด
เจ้าหมอนี่…
เขาถึงกับกล้าปิดบัง…
หน้าไม่อาย!!
ท่ามกลางการถกเถียงภายนอก หวังเป่าเล่อย่อมไม่ได้ยิน ยามนี้เขาจึงยิ้มมองเรื่องสนุก ทันใดนั้นพลันรู้สึกถึงบางอย่าง จึงแหงนหน้ามองไปยังตำแหน่งที่สองทางขวามือ เขามองเห็นดวงตาคู่นั้นของยิ่นสี่
ดวงตาคู่นี้มีระลอกคลื่นแห่งความประหลาดใจแฝงอยู่ และมันกำลังจ้องหวังเป่าเล่อ
คนผู้นี้…น่าสนใจ หวังเป่าเล่อหรี่ตา หลังจากสบตากับยิ่นสี่อยู่หลายขณะก็ค่อยเบนสายตากลับมา แล้วจากนั้น…การประลองรอบรองชนะเลิศของการทดสอบครั้งนี้ จึงได้เริ่มต้นขึ้น
หอคอยที่ทั้งแปดคนอยู่ล้วนพากันแผดแสงรุนแรง ในระหว่างนั้นแสงที่แผ่ออกมาก็ค่อยๆ ประสานทับกันระหว่างสองเส้น เช่นหวังเป่าเล่อทางด้านนี้ แสงจากหอคอยของเขานั้น ก็เริ่มผสานเข้ากับแสงของเยว่หลิงจื่อ
เมื่อประสานกันก็หมายถึงการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น พวกเขาแต่ละคนต้องเตรียมตัวให้ดี ลำดับถัดมานั้นคือการคัดเลือกสี่ผู้แข็งแกร่ง
แต่ว่ายามนี้…แสงจากหอคอยของเกราะขาวที่แต่เดิมนั้นกำลังจะผสานเข้ากับหอคอยของสือหลิงจื่อ เกราะขาวพลันแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าพลางเอ่ยเสียงดัง
เจ้าแห่งปรารถนาเสียง ข้ายินยอมละทิ้งลำดับหนึ่ง ขอแลกเป็นต่อสู้กับผู้ที่ทำให้ปีศาจแดงตกรอบ!
ขอเจ้าแห่งปรารถนาเสียงส่งเสริมด้วย!
เมื่อเกราะขาวเอ่ยคำนี้ออกมา เหล่านักพรตจากทั้งสามสำนักก็เฝ้ารออย่างตื่นเต้น กระทั่งผู้แข็งแกร่งที่เหลือแปดคนนั้นต่างก็หันหน้าไปมองอย่างสนใจใคร่รู้ มีเพียงหวังเป่าเล่อเพียงผู้เดียวที่ถอนหายใจแล้วพึมพำประโยคหนึ่ง
นี่มันขี้โกงชัดๆ…
ด้วยความรวดเร็ว น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับฟ้าผู้มีอำนาจก็ได้ก้องไปทั่ว
อนุญาต !
เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น หวังเป่าเล่อก็มองแสงจากหอคอยตัวเองอย่างเบื่อหน่าย เขาเห็นมันถูกลากออกจากการผสานกับเยว่หลิงจื่อ ก่อนจะหันไปผสานกับทางเกราะขาวในพริบตาถัดมา
ที่แท้แล้วเป็นเจ้า!! เกราะขาวตวัดสายตามองหวังเป่าเล่อทันที จิตสังหารในดวงตานั้นเข้มข้น
………………………………………………………………….
“เสียงทลายมายาภาพ?” ภายในปากปล่องภูเขาไฟแห่งจังหวะดนตรี พลังปราณอ่อนแรงขุมนั้นและเงาร่างที่คล้ายจะหายไปได้ทุกเมื่อจับจ้องชิ้นส่วนแตกเบื้องหน้าเนิ่นนานก่อนจะเอ่ยปาก
และแววตานี้ พลันทอประกายแสงประหลาดในพริบตา
“ที่แท้แล้วก็มีคนสามารถรับรู้ถึงอักขระนั้นด้วย?” ครึ่งครู่ให้หลัง เงาร่างนั้นพลันยกมือขวาขึ้นชี้ไปยังชิ้นส่วนจำนวนมากเบื้องหน้า ทันใดนั้นเองชิ้นส่วนของเขาก็พลันหม่นแสง และมีเพียงชิ้นเดียวที่ถูกขยายขนาดจนมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา
ในชิ้นส่วนนี้ เป็นทะเลทรายผืนหนึ่ง
ยามนี้บนผืนทะเลทรายบังเกิดลมพายุคลั่งหลอมประสานเข้ากับฟ้าดิน และในความบ้าคลั่งนี้ก็มีเงาร่างหนึ่งพลันโผล่ออกมาจากพายุคลั่งนี้
ผู้นี้ก็คือ…หวังเป่าเล่อ!
เส้นผมยาวปลิวไสว ชุดที่สวมอยู่บนร่างนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้า กระทั่งว่ายังไม่ปรากฏรอยยับเลยสักนิด มีเพียงสิ่งเดียวคือสีหน้าประหลาดใจ ราวกับว่าการศึกก่อนหน้านี้ สำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องประหลาดเร้นลับ
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น หวังเป่าเล่อนั้นเพียงใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของตัวโน้ตดนตรีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ตามที่เขาเข้าใจ ยังคงต้องค่อยๆ ทดลองต่อไปในอนาคต ว่าโน้ตของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ครึ่งหนึ่งนั้น…ที่แท้แล้วตัวสนามประลองยังยากจะรับไหว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็แหงนหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ทิศ
และเกือบจะในพริบตาที่หวังเป่าเล่อปรากฏกาย เหล่าผู้ฝึกตนที่คอยเฝ้าดูชิ้นส่วนนี้อยู่จากสามสำนักด้านนอกมาตลอดเหล่านั้น เมื่อพวกเขามองเห็นฉากนี้เข้าก็ร้องตะโกนตกใจอย่างลืมตัว
“คนที่ต่อสู้กับนักพรตปีศาจแดงออกมาแล้ว ออกมาแล้ว!”
หลังจากเสียงนี้ดังขึ้น เหล่าผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักนั้นจากแต่ละแห่งล้วนหันมองไปยังมิติชิ้นส่วนที่หวังเป่าเล่ออยู่ แท้จริงแล้วศึกระหว่างเขาและนักพรตปีศาจแดงนั้นถึงกับทำสนามประลองพังไปแล้วจริงๆ จนทำให้ผู้ชมยากจะแบ่งแยกว่าสุดท้ายแล้วศึกนี้ใครเป็นผู้ชนะ
ดังนั้นแล้ว การปรากฏตัวของหวังเป่าเล่อก็ดึงดูดสายตาของผู้ชมจำนวนมากในทันที อีกอย่าง…พวกเขาค้นหาในสนามประลองชิ้นส่วนอื่นแล้วก็ไม่พบเงาร่างของนักพรตปีศาจแดง ความนัยของเหตุการณ์นี้ทำให้ค่อยๆ มีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา
“นักพรตปีศาจแดงของสำนักเหิงฉิน…กลับไม่ปรากฏตัว!”
“หรือว่า…ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ นักพรตแพ้เสียแล้ว?”
“หากว่านักพรตแพ้จริงๆ เช่นนั้นแล้วคนผู้นั้นก็ได้สร้างชื่อเสียงก้องฟ้าแล้ว!!!”
เมื่อเสียงถกเถียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายแล้วนักพรตปีศาจแดงไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นจริงๆ การคาดเดานี้ก็ยิ่งเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะ…นักพรตแห่งสำนักเหิงฉินบางคนมีสัมพันธ์อันดีกับนักพรตปีศาจแดง ยามนี้เมื่อสอบถามกันผ่านแผ่นหยก สุดท้ายแล้วหลังความเงียบงันสั้นๆ นักพรตปีศาจแดงก็ตอบมาจากอีกฝั่งของแผ่นหยก
“ข้าแพ้แล้ว”
แค่สามคำนี้แพร่หลายไปทั่วสำนักเหิงฉิน และอีกสองสำนักก็ได้ทราบเช่นเดียวกัน นี่ทำให้เสียงวิจารณ์และเสียงฮือฮานั้นดังขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดในที่นี้ก็คือเหล่าคนที่แพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อพวกนั้น พวกเขาแต่ละคนล้วนรู้สึกประหลาดใจมาก โดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่แพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อคนแรก ในยามนี้เขาตื่นเต้นจนดวงตาแดงก่ำแล้ว ระหว่างที่จังหวะลมหายใจเร่งเร้า นัยน์ตาของเขาก็ยิ่งทอประกายเจิดจ้ารุนแรง
“นี่นับเป็นม้ามืดของจริง สามารถเอาชนะนักพรตได้ แม้ว่าสุดท้ายโอกาสจะได้ที่หนึ่งไม่มาก แต่ก็พอกล่าวได้ว่าเขามีคุณสมบัติแล้ว…โอกาสชิงสามอันดับแรกย่อมเป็นไปได้!”
ส่วนที่ตรงกันข้ามกับเสียงฮือฮาของผู้คนก็คือภายในสำนักเหิงฉินยามนี้ นักพรตปีศาจแดงยืนอยู่ในถ้ำพำนักของตนเอง ท่าทางเหม่อลอย สีหน้าซีดขาว พลังปราณอ่อนแอ ราวกับจะตอกย้ำความพ่ายแพ้ครั้งนี้ของเขาอยู่ตลอดเวลา
“ตัวโน้ตสุดท้ายนั้น…” เนิ่นนาน นักพรตปีศาจแดงพึมพำด้วยความเจ็บปวด เขาต้องยอมรับว่า สนามประลองคราวนี้ได้ช่วยตนเองไว้ หากว่าสุดท้ายสนามประลองรับพลังไว้ไม่ไหวก่อนที่ตัวโน้ตนั้นจะมาถึงตัวเขาและพังทลายไปเสียก่อน จนทำให้ตนเองและอีกฝ่ายถูกพลังเวทเคลื่อนย้ายบังคับให้แยกจากกัน เกรงว่า…เขาในยามนี้ คงได้วิญญาณสลายตายสิ้นแล้ว
นอกเหนือจากตัวโน้ตที่น่ากลัวยังมีอีกสิ่งที่ทำให้นักพรตปีศาจแดงยังคงรู้สึกหวาดผวาจากความทรงจำนี้อยู่ แต่เนื่องจากความมึนงง ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เขาก็คิดไม่ออก สุดท้ายแล้วเป็นตัวโน้ตแบบใดกันถึงกับมีพลังระดับที่น่าหวาดหวั่นจนยากอธิบายเช่นนี้
กระทั่งเมื่อลองมาคิดดู นั่นไม่นับว่าเป็นตัวโน้ตแล้ว เพราะว่า…ขลุ่ยกระดูกของเขาเลานี้ก็ไม่สามารถต้านทานพลังได้ ถึงกับแตกเป็นเสี่ยงๆ
ระหว่างที่เขายืนมึนงงและหวาดผวาอยู่ตรงนี้ ด้านทะเลทรายที่หวังเป่าเล่ออยู่นั้น ในยามนี้เบื้องหน้าเส้นทางของเขา ห่างออกไปทางเส้นฟ้าดิน มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ทันใดนั้นเงาร่างก็มองเห็นหวังเป่าเล่อและพายุคลั่งเชื่อมฟ้าดิน…ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย
บุคคลผู้ที่ปรากฏกายนี้ ก็คือคู่ต่อสู้คราวนี้ของหวังเป่าเล่อ คนผู้นี้เอาแต่ประลองอยู่ตลอด ดังนั้นแล้วจึงไม่รู้คะแนนต่อสู้ของหวังเป่าเล่อ แต่ยามที่เห็นฟ้าดินเปลี่ยนแปลงเพราะการปรากฏตัวของหวังเป่าเล่อแล้ว เขาก็รู้สึกตกตะลึงทันที
แม้ว่าหวังเป่าเล่อเบื้องหน้าเขาจะแปลกหน้า ทว่าผู้ฝึกตนผู้นี้ก็ขบคิดไม่หยุด ผู้ที่เพียงแค่ปรากฏตัวก็สามารถชักนำลมพายุรุนแรงนี้จนกระทั่งก่อเกิดคลื่นกระทบการมีอยู่ของสนามประลอง ตนเองจะไปทำอะไรได้งั้นหรือ…
ดังนั้น หลังปรากฏตัวออกมาแล้ว ผู้ฝึกตนผู้นี้หลังเหลือบมองพายุรุนแรงด้านหลังหวังเป่าเล่อจนศีรษะชาดิก เขาก็เลือกที่จะยอมแพ้ทันทีอย่างไม่ลังเล
ขณะต่อมา หลังจากที่ผู้ฝึกตนผู้นั้นหายตัวไปแล้ว หวังเป่าเล่อก็เลิกคิ้ว เขายืนอยู่ที่เดิมรอให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนและพาเขาไปปรากฏยังสนามประลองถัดไป
ก็เป็นเช่นนี้ เวลาก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป การต่อสู้ของหวังเป่าเล่อต่อๆ มา ในสายตาของเขาแล้วธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนหน้ามาก สิ่งเดียวก็คือ…ฝีมือของคู่ต่อสู้ แข็งแกร่งขึ้นอยู่บ้าง
แต่ไม่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้เช่นไร ขอเพียงหวังเป่าเล่อโบกมือ แล้วใช้พลังตัวโน้ตภายในร่างเอาชนะ ใช้พลังในระดับที่ไม่พังสนามประลองสร้างคลื่นพลังตัวโน้ตกลืนกินคู่ต่อสู้ในพริบตา ก็เป็นอันยุติการต่อสู้
ทว่าการต่อสู้อันแสนจืดชืดที่เขารู้สึกนี้ เมื่อมองจากสายตาของผู้ฝึกตนสามสำนักด้านนอกกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผู้ฝึกตนเกือบจะทั้งหมดในสามสำนักยามนี้ล้วนหันมาจับจ้องหวังเป่าเล่อที่นี่ กระทั่งว่าความสนใจในตัวยิ่นสี่และเยว่หลิงจื่อทางด้านนั้นยังมีระดับสู้ความสนใจในตัวหวังเป่าเล่อไม่ได้
โดยเฉพาะสองรายนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว การที่ชนะก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนประหลาดใจมาก แต่ว่าหวังเป่าเล่อ…กลับเป็นม้ามืด
ยิ่งกับตัวโน้ตที่หวังเป่าเล่อโบกมือนั้น ไม่ได้เร้นลับอะไรมากมายเลย
เพราะข้อกำหนดของสนามประลอง บทเพลงนั้นไม่มีทางลอดออกไปด้านนอก ดังนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ผู้ฝึกตนจากทั้งสามสำนักจึงไม่มีใครได้ทราบทำนองเพลงของเขาว่าที่แท้แล้วมีเสียงเช่นไร
พวกเขาทำได้เพียงเห็นว่าคู่ต่อสู้ทุกคนของหวังเป่าเล่อ ล้วนแต่มีสีหน้าประหลาดภายใต้คลื่นโน้ตนี้ก่อนจะเดือดดาลและหลังจากนั้นก็ตื่นตะลึง สุดท้ายจึงหายไป
และที่เร้นลับยิ่งกว่า ก็คือพวกผู้พ่ายแพ้เหล่านั้นหลังจากถูกส่งกลับมาแล้ว แต่ละคนต่างทำหน้าปั้นยาก ไม่มีใครเอ่ยปากพูดถึงเสียงตัวโน้ตของหวังเป่าเล่ออีก สำหรับพวกเขาแล้ว นี่คือคำต้องห้าม
แต่ว่าท่าทางทุกข์ใจและไร้หนทางของพวกเขา กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ฝูงชนคาดเดา…
“ที่แท้แล้วเป็นเสียงอะไร? ทำไมเก่งกาจนัก!”
“เสียงแห่งมวลมหาธรรมชาติแน่นอน ไม่ต้องคิดแล้ว ต้องเป็นเช่นนี้แน่ ไม่อย่างนั้นจะมีอานุภาพตื่นตะลึงขนาดนั้นได้ยังไง”
“ข้าเองก็คิดว่าเป็นเสียงแห่งมวลมหาธรรมชาติแน่นอน แต่ว่าแพ้ก็แพ้ไปสิ ท่าทางคนพวกนั้นทำเหมือนกินขี้ก็ไม่ปาน เพราะอะไรกันเล่า?”
………………….
เกือบจะในพริบตาที่ความรู้สึกอันตรายนี้ปะทุ คลื่นพลังเสียงขุมหนึ่งก็กวาดขึ้นมาจากหลังร่างของปีศาจแดง กลายเป็นท่วงทำนองโจมตีเร่งเร้า ราวกับว่านี่คือการดิ้นรนบ้าคลั่งท่ามกลางความเป็นตาย เป็นความคลุ้มคลั่งที่ขึ้นมาจากดินแดนมรณะ
นี่ก็คือท่อนเสริมส่วนหนึ่งของบทเพลงแห่งอิสระ และเป็นเพลงที่หวังเป่าเล่อแต่งขึ้นทั้งแปลง และตรงท่อนจังหวะสำคัญสุดท้าย กระแสการฆ่าฟันเด่นชัดขึ้นมา ต่อให้ตัวของปีศาจแดงเป็นถึงผู้ฝึกเต๋าจากสำนักเหิงฉิน แต่การโจมตีส่งๆ ของเขาท่าหนึ่งนี้ ก็ไม่อาจสยบท่วงทำนองอันปลุกเร้าของหวังเป่าเล่อได้
พริบตาถัดมา บทเพลงที่ปีศาจแดงปัดส่งๆ ออกมานั้นก็เหมือนกับตาข่ายที่ถูกฉีกกระชาก ท่วงทำนองอันฮึกเหิมได้กลายร่างมายาเป็นดังหอกยาว จากนั้นก็เข้าโจมตีใส่ปีศาจแดงราวสายฟ้าฟาด
ทุกสิ่งพูดมาแล้วฟังดูเนิ่นนาน แต่ความจริงเกิดขึ้นในช่วงเวลาครู่เดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ปีศาจแดงที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ยามนี้กลับต้องเป็นฝ่ายหรี่ตา และในพริบตาที่หอกยาวนี้แทงทะลุร่าง ร่างของเขาก็พลันพร่าเลือน จากนั้นกลายเป็นบทเพลงอันยิ่งใหญ่ กระจายไปทั่วแปดทิศ
บทเพลงนี้ นับว่ามิใช่แค่เพลงแล้ว แต่เป็นบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองซึ่งรวมหลากเพลงไว้ด้วยกัน
และเมื่อบทประพันธ์นี้ดังขึ้น โลกแห่งการประลองทั้งผืนก็ได้กลายเป็นสีโลหิต นี่คือพลังหนึ่งของท่วงทำนองแห่งปีศาจแดง สิ่งนี้เรียกว่า…บูชายัญโลหิต
แสงสีแดงชาดท่วมฟ้า แสงแห่งโลหิตไร้ที่สิ้นสุด ก่อเกิดเป็นหมอกโลหิตก้อนหนึ่ง ขวางเส้นทางทุกสิ่งเอาไว้ ครอบคลุมทุกอย่าง ทำให้ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่พวกเขาต่อสู้กันอยู่ตรงนี้ กลายเป็นที่จับจ้องของบรรดาศิษย์ทั้งสามสำนักมากกว่าเก่า และท่ามกลางการจับจ้องของพวกเขานั้น บทเพลงของหวังเป่าเล่อก็กลายเป็นหอกยาว พุ่งเข้าปะทะกับหมอกโลหิตนั้นพอดี
ในชั่วพริบตา หอกยาวพลันแตกสลายแล้วกลายเป็นตัวโน้ตนับไม่ถ้วนพลิกม้วน ปีศาจแดงปรากฏร่างออกจากหมอกโลหิตมา เขามองหวังเป่าเล่อเย็นชา ก่อนจะเอ่ยปากอย่างชั่วร้าย
“หาที่ตาย!”
ระหว่างที่กล่าวนั้น หมอกโลหิตจากบริเวณโดยรอบก็ระเบิดออกอีกครั้ง และตรงส่วนใจกลางของท่วงทำนองเพลงนั้นก็กลายเป็นดังวังวนขนาดยักษ์ กระทั่งทำให้ภายในโลกแห่งการประลองนี้บังเกิดการบิดเบี้ยวขึ้น และดูเหมือนอีกเพียงนิดหนึ่งนั้นจะถึงขีดจำกัดที่รับไหวแล้ว
และหลังจากในพริบตาที่วังวนนี้พลันบังเกิดเสียงนั้นเอง กระแสโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วนแตกซ่านจนกลายเป็นมือมือหนึ่งยื่นมาคว้าจับหวังเป่าเล่อเอาไว้ ฉากนี้ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงอย่างมาก แต่หากมองดูให้ละเอียดแล้ว สามารถมองเห็นฝ่ามือสีเลือดขนาดใหญ่อย่างยิ่ง หรือบางทีนี่ก็คือหมอกโลหิต หรือบางทีในวังวนนี้ แท้จริงแล้วเป็นพลังแห้งโน้ตเพลงจำนวนมหาศาลที่ก่อร่างขึ้น
โน้ตเพลงพวกนี้ ต่างแฝงไปด้วยพลังแห่งกฎ เป็นเหตุให้เปลี่ยนรูปได้หลายแบบและมีพลังมากขนาดนี้ ยิ่งในยามนี้ถูกปีศาจแดงใช้พลังออกมาถึงที่สุด สิ่งที่แสดงออกมาจึงเป็นพลังเฉพาะอันเด็ดขาดของนักพรตเต๋าผู้นี้
พลังสะกดทับอันรุนแรง โหมเข้ามาจากทั้งสี่ด้าน เมื่อมองไปยังหวังเป่าเล่อจะเห็นว่าใกล้จะถูกสีแดงนี้กลืนเข้าไปแล้ว และเกือบจะถูกฝ่ามือยักษ์สีแดงฉีกกระชาก หรือจะพูดว่าถูกบทประพันธ์นี้สยบเข้าให้แล้ว…เหล่าผู้ฝึกตนจากสามสำนักที่มองดูการต่อสู้ภายในชิ้นส่วนเล็กอยู่นั้น ต่างมองกันตาไม่กะพริบ ด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะการโจมตีกลับของหวังเป่าเล่อก่อนหน้านี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของพวกเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…สามารถทำให้ปีศาจแดงลงมือได้ และทำลายบทเพลงของเขา ผู้ที่สามารถใช้ท่าโจมตีพิฆาตได้แบบนี้ในสามสำนักนั้นมีไม่มาก และทุกคนที่ทำได้ถึงจุดนี้ ย่อมถูกขนานนามว่าเป็นบุคคลเหนือธรรมดาแล้ว
อีกทั้งหวังเป่าเล่อยังเป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ทำให้ผู้คนทั้งมวลอดรู้สึกว่ายิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่ อีกส่วนด้านหนึ่งนั้น ก็คือเหล่าคนที่อยากอาศัยตรงนี้ดูว่านักพรตปีศาจแดงนั้น…ที่แท้แข็งแกร่งขนาดไหน
ท่ามกลางการต่อสู้หลายต่อหลายครั้งของอีกฝ่าย ทั้งหมดไม่ได้ดำเนินมาถึงระดับปัจจุบันเลย ปกติแล้วคู่ต่อสู้เมื่อเห็นปีศาจแดง หากไม่ขอยอมแพ้ในทันที ก็จะถูกการโบกมือก่อนหน้านี้ของปีศาจแดงกลืนกินไปในพริบตา
ดังนั้น ยามนี้จำนวนของผู้เฝ้าชมจึงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าก็ยังมีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดว่าหวังเป่าเล่อจะเอาชนะการลงมือของปีศาจแดงในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะความสามารถของทั้งสองฝ่ายนั้นช่างแตกต่างกันในความรู้สึกของผู้ชม
“ทว่าสหายเต๋าท่านนี้ หากรอดชีวิตจากการต่อสู้ครั้งนี้ได้ ก็นับว่าได้สร้างชื่อแล้ว”
“น่าเสียดายแปลกหน้าไปสักหน่อย ไม่รู้เลยว่าหมอนี่ชื่ออะไร”
“ไม่มีปัญหา พวกเราผู้ฝึกตนสามสำนักล้วนแต่ปลีกวิเวกเสียส่วนใหญ่ หากต้องการให้ทุกคนรู้จักล่ะก็ ต้องพยายามแหวกว่ายไปสู่จุดสูงสุด”
ในเวลาเดียวกันกับที่ศิษย์ทั้งสามสำนักกำลังถกเถียงกัน ผู้ฝึกตนที่พ่ายแพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อทางนั้น ในยามนี้ได้แต่ปิดปากสูดลมหายใจ จับจ้องชิ้นส่วนเล็กนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย มองตามสายตาของพวกเขาจะเห็นได้ว่าการต่อสู้ในชิ้นส่วนเล็กยามนี้ดุเดือดเป็นที่สุด
โลหิตกระจายเต็มที่ มองเห็นหวังเป่าเล่อที่เกือบจะถูกมือเหล่านั้นคว้าเอาไว้ ในช่วงเวลาคับขัน หวังเป่าเล่อพลันดวงตาทอประกายแรงกล้า เขารู้สึกตนเองควรจะแข็งแกร่งมาก แต่ว่าแข็งแกร่งประมาณเท่าใดกันแน่นั้นเป็นปัญหา เพราะว่าเขาได้สัมผัสกับกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้ไม่นาน นอกเสียจากตอนแรกที่ได้ต่อสู้สั้นๆ กับสือหลิงจื่อแล้วก็ไม่ได้ประมือกับนักพรตเต๋าท่านอื่นๆ อีก ดังนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของตัวเองเท่าไร ส่วนการต่อสู้ครั้งนี้ นักพรตเต๋าเบื้องหน้ามอบความรู้สึกว่าน่าจะยากแบ่งสูงต่ำกับสือหลิงจื่อได้ อีกทั้งยังมีลูกไม้เบื้องหลังมากมายอีก ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงอยากจะรู้จริงๆ ว่า ตนเองในยามนี้ สุดท้ายแล้วอยู่ระดับใด
นอกจากนั้นยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นก็คือ อีกฝ่ายทำลายบทเพลงแห่งอิสระของตนไปแล้ว นี่ทำให้หวังเป่าเล่อโมโหอยู่บ้าง ดังนั้นหลังจากดวงตาทอประกายแปลบปลาบ ในพริบตาที่จะถูกฝ่ามือยักษ์สีเลือดและวังวนพวกนั้นกลบทับไปนั่นเอง หวังเป่าเล่อขยับตรงพื้นเล็กน้อย พลังภายในร่างของตนพลันมีตัวโน้ตเพิ่มซ้อนทับขึ้นมา…นับแสนตัว
“งั้นลองสักครึ่งหนึ่งแล้วกัน” หวังเป่าเล่อหรี่ตา จากนั้นเขาก็ควบคุมให้กระแทกเข้าไปนิดหน่อย ในพริบตานั้นหลังจากที่ตัวโน้ตสั่นสะเทือน เสียงอันพิเศษแต่ละเสียงก็พลันดังขึ้นรอบตัวหวังเป่าเล่อกลายเป็นเหมือนวงแหวนวนรอบกายเขา
พรวด!
แค่เสียงเดียวเท่านั้น แต่ฝ่ามือขนาดยักษ์สีเลือดที่พุ่งเข้ามาหาหวังเป่าเล่อในพริบตากลับสั่นสะท้าน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แหลกสลายลงอย่างรุนแรง กลายเป็นหยาดโลหิตนับไม่ถ้วน แล้วสลายอีกครั้งกลายเป็นตัวโน้ต คล้ายกับว่ามันยังไม่หยุด มันแหลกสลายอีกครั้ง…
ไม่เพียงแค่นี้ วังวนแห่งหมอกสีโลหิตที่หวังจะครอบคลุมหวังเป่าเล่อเองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกอานุภาพแห่งเสียงเพลงนี้ทำลายทิ้งในพริบตาที่ปะทะกัน แตกสลายเป็นชิ้นส่วนเล็กน้อยก่อนจะแหลกสลายไป
รอบด้านกลับเป็นปกติ มีหวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงกลาง ส่วนขุมพลังอันบ้าคลั่งเหล่านี้ก็พัดผ่านทั้งสี่ทิศ จากนั้นก็กลับไปยังนักพรตเต๋าปีศาจแดงจนมิด ด้านนักพรตเต๋าปีศาจแดง ยามนี้หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ เขาเผยใบหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็ยกขลุ่ยกระดูกในมือขึ้นคล้ายกำลังเป่า
ทว่า…แม้ขลุ่ยเลานี้จะพิเศษอย่างยิ่ง และบทเพลงที่ลอยออกมาก็พิเศษมากเช่นกัน แต่แล้วในพริบตาถัดมา มันก็ถูกพลังแห่งตัวโน้ตของหวังเป่าเล่อครอบคลุมเอาไว้จนหมดสิ้น
ในพริบตานั้นทั้งพื้นที่ชิ้นส่วนเล็ก ก็คล้ายถึงขีดจำกัดที่จะรับได้แล้ว มันเกิดเสียงดังครั้งหนึ่ง…ยังไม่ทันที่คนข้างนอกจะได้เห็นจนจบ เวทีประลองนี้กลับพังลงมาในพริบตา
หลังจากที่มันพังทลาย ผู้ฝึกตนจากสามสำนักล้วนตาเบิกค้าง
“นี่…”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!!!”
“เกิดอะไรขึ้น!!!”
ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักเหมือนสมองแทนระเบิด พวกเขาทันมองเห็นว่าในชิ้นส่วนเล็กนี้ ปีศาจแดงที่กำลังจะถูกกลบฝังกระอักเลือดออกมา จากนั้นสีหน้าจึงเผยแววไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาไม่ทันมองเห็นว่าขลุ่ยกระดูกเลานั้นในมือของปีศาจแดง บัดนี้หักเป็นสี่ห้าท่อน!
ยิ่งไปกว่านั้น ในพริบตา ภายในภูเขาไฟของเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ร่างที่พังสลายทั้งร่าง ลมปราณอ่อนแอร่างนั้นพลันเบิกตาขึ้นทันที จากนั้นก็มองไปยังชิ้นส่วนที่แหลกสลายชิ้นนี้ซึ่งอยู่ท่ามกลางชิ้นส่วนมากมายเบื้องหน้าตน!
การประลองยังคงดำเนินต่อไป
เพราะจำนวนผู้เข้าร่วมมีมาก ดังนั้นการเปลี่ยนสนามประลองในทุกครั้งหลังการต่อสู้จึงเป็นระบบสุ่ม ในเวลาเดียวกันผู้ที่ชมอยู่นั้นก็สามารถเข้าใจกฎของการทดสอบนี้ได้ชัดเจน
ชิ้นส่วนที่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนอยู่นี้ล้วนมีหมายเลขกำกับเอาไว้ หมายเลขพวกนี้แสดงให้เห็นจำนวนผู้ที่เอาชนะมาได้ และการประลองที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ แท้จริงแล้วก็ใช้ตัวเลขเหล่านี้แหละมาจัดอันดับที่แท้จริง
ผู้แพ้จะถูกคัดออก ในเวลาเดียวกันตัวเลขพวกนี้ก็จะถูกผู้ชนะชิงไป ยามนี้เมื่อจำนวนคนลดลง หลังจากที่ชิ้นส่วนเล็กๆ ค่อยๆ หายไปทีละชิ้น ผู้เข้าร่วมทดสอบที่เหลืออยู่นั้น ทุกคนล้วนถือครองตัวเลขหลักร้อยกว่าทั้งสิ้น
และที่ดึงดูดสายตาที่สุดในบรรดานั้นก็คือคนสองคน ได้แก่ยิ่นสี่แห่งเต๋าจังหวะดนตรี และเยว่หลิงจื่อของสำนักเหอเสียน
ทางยิ่นสี่นั้น ตัวเลขของเขาถึง 1,700 กว่าแล้ว ส่วนเย่วหลิงจื่อที่ไล่ตามมาติดๆ นั้น ก็มีตัวเลข 1,500 กว่าเช่นกัน ในส่วนของศิษย์สำนักทั้งสามอื่นๆ นั้น ต่างมีจำนวนได้พันกว่าเสียส่วนใหญ่
เช่นเดียวกันผู้ที่ทำตัวเลขได้หนึ่งพันนั้น ยังมีศิษย์อายุเยอะที่ชื่อเสียงไม่ค่อยโด่งดังอีกสองฝ่าย แปดคนนี้ เป็นที่รวมสายตาของเหล่าศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วน สำหรับหวังเป่าเล่อทางด้านนั้น แม้ว่าจะต่อสู้มาหลายลานประลอง แต่จนบัดนี้ที่ได้พบล้วนยังมิใช่ผู้แข็งแกร่ง ดังนั้นตัวเลขจึงจำกัดอยู่แค่ 300 เท่านั้น
ทว่า…เมื่อเปรียบเทียบกับมหาศิษย์แห่งเต๋าท่านอื่นๆ ตัวเลขของหวังเป่าเล่อแม้จะน้อย ทว่าผู้ที่พ่ายแพ้ให้แก่เขานั้น เมื่อกลับไปแล้วต่างมีสภาพเหมือนกับผู้ฝึกตนรายที่หนึ่ง ในขณะที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนั้น ก็หวังว่าจะมีผู้ฝึกตนคนอื่นๆ มาลงโทษหวังเป่าเล่อ หรือมิฉะนั้นก็ลงโทษหวังเป่าเล่อแทนตนเอง
ในส่วนของหวังเป่าเล่อทางนี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองชนะไปเท่าไรแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ
“ขอเพียงข้าชนะไปตลอดทาง ย่อมต้องเข้ารอบชิงชนะเลิศ” หวังเป่าเล่อคิดในใจเช่นนี้ ขณะที่ผ่านการทดสอบไปเป็นชั้นๆ เมื่อพูดไปแล้วเขาแทบจะผ่านทุกชั้นไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
เกรงว่าเพราะโชคไม่เลว หรือบางทีเพราะการแข่งขันนี้มีคนธรรมดาค่อนข้างมาก ดังนั้นแล้วการต่อสู้นับสิบครั้งต่อมา หวังเป่าเล่อจัดการได้ในทันที
ในเวลาเดียวกันเขาก็ค่อยๆ พบว่า ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักนั้นมีจุดเด่นก็คือล้วนโดดเด่นเรื่องการแอบซ่อนตัว คู่ต่อสู้ที่เขาพบทั้งหลายนั้น ทุกครั้งก็เกือบจะเป็นเช่นนี้ และนี่ทำให้ตัวเขาเองหลังจากมาถึงยังสนามประลองใหม่แล้วก็เลือกซ่อนตัวตามสัญชาตญาณเช่นกัน
อีกทั้งตัวเลขบนร่างของเขา เหล่าผู้เฝ้าชมซึ่งล้วนพ่ายแพ้ให้แก่เขาและรออยู่ข้างนอกนั้นบัดนี้มีจำนวนประมาณ 500 กว่าคนแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับมหาศิษย์แห่งเต๋าคนอื่นๆ ย่อมไม่เป็นที่สะดุดตาเท่าไร
เวลาก็ค่อยๆ ไหลผ่านไปเช่นนี้ และโดยไม่รู้ตัว หวังเป่าเล่อเองก็ไม่รู้ว่าตัวเขานั้นผ่านมาแล้วกี่สนามย่อย อีกทั้งเขาเริ่มชินแล้วว่าทุกครั้งที่จะได้เข้าสนามใหม่นั้นจะไม่พบตัวศัตรู
จนกระทั่งในครั้งนี้ หลังจากที่หวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมใหม่แล้ว ในพริบตาที่เขามองไปรอบทิศ ตอนนั้นเองเขาก็พลันต้องหรี่ตา!
“ในที่สุดก็มาสักที” น้ำเสียงชั่วร้ายดังมาอยู่เบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ
ผู้นี้เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหมดจด สวมชุดคลุมสีแดงยาวราวกับโลหิตผู้หนึ่ง ภาพของคนผู้นี้ช่างตัดกันชัดเจนกับสภาพแวดล้อมเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ
สภาพแวดล้อมของที่นี่ เป็นซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณ รกร้าง ไร้ซึ่งชีวิต มืดเทา คล้ายกับว่านี่คือท่วงทำนองหลักของที่แห่งนี้ ดังนั้นแล้วจึงยิ่งขับเน้นเงาร่างโดดเด่นของชายชุดแดงนี้ขึ้นมา
เขามีเส้นผมยาว นั่งขัดสมาธิอยู่บนตอไม้ที่หักเหลือครึ่งท่อน เส้นผมสยายไปตามสายลม มือของเขานั้นถือขลุ่ยกระดูกสีขาวอยู่เลาหนึ่ง และในยามนี้ได้แหงนหน้าขึ้นมองหวังเป่าเล่อ
ในพริบตานั้น สายตาของเขาและหวังเป่าเล่อก็ได้ประสานกัน
ใบหน้างดงามล่มเมือง ราวกับว่าบุรุษตรงหน้าคล้ายจะเป็นสตรีสาวงดงามอ่อนหวานผู้หนึ่งมากกว่า อีกทั้งสีแดงสดที่แสนจะแสบตานี้ ก็เป็นความรู้สึกแรกที่หวังเป่าเล่อสัมผัสได้หลังจากมองเห็นอีกฝ่ายถนัดตา
หลังจากนั้น หวังเป่าเล่อก็กวาดตามองดูคร่าวๆ ก่อนที่จะหยุดสายตาบนขลุ่ยกระดูกในมืออีกฝ่าย ก่อนจะเบนสายตาออก เพียงมองปราดเดียว ในใจของเขาก็พบคำตอบว่าเจ้าขลุ่ยนี้พิเศษอย่างยิ่ง
ขลุ่ยเลานี้….เป็นกระดูกเร้นลับที่อยู่ในโลกแห่งเสียง และเป็นวัตถุดิบเฉพาะสำหรับผู้ฝึกตนแห่งปรารถนาเสียงเพื่อใช้ทำอาวุธดนตรี
ต้องทราบก่อนว่าความเร้นลับของโลกแห่งเสียงนั้น ยากนักจะได้พบเห็น นี่ทำให้ขลุ่ยกระดูกเลานี้เดิมทีมีลักษณะที่ไม่อาจมองเห็นได้ และผู้ที่สร้างอาวุธดนตรีเช่นนี้ออกมา ทอดมองไปทั่งนครปรารถนาเสียงแห่งนี้แล้ว นับจากที่หวังเป่าเล่อได้เหยียบเข้าโลกแห่งเสียง ทราบว่ามีเพียง…เจ้าแห่งปรารถนาเสียงเท่านั้น
“มีอาวุธดนตรีที่สร้างโดยเจ้าแห่งปรารถนาเสียง…” หวังเป่าเล่อพึมพำในใจ เขาพอคาดเดาสถานภาพของคนผู้นี้ได้แล้ว
“ท่านนักพรต” หวังเป่าเล่อค่อยๆ เอ่ยปาก
ชายหนุ่มชุดแดงนี้ ก็คือหนึ่งในนักพรตแห่งสำนักเหิงฉิน
ยามนี้สีหน้าเขาปกติ ก่อนจะสะบัดขลุ่ยในมือ ไม่ได้สังเกตเรื่องที่หวังเป่าเล่อมองเห็นขลุ่ยเลานี้ แต่เขากลับมองหวังเป่าเล่อเรียบนิ่งครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงปิดตาทั้งสองลง ค่อยๆ เอ่ยคำพูดออกมาช้าๆ
“ยอมแพ้ แล้วไปเสีย”
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว ในชั่วเวลาพริบตาหนึ่งร่างของเขากลายสภาพเป็นมายา เสียงเพลงพลันดังสะท้อน พุ่งไปยังชายชุดแดงคนนั้นก่อนจะแสดงอานุภาพกระจายออกไป
และในเวลาเดียวกัน เนื่องเพราะชายชุดแดงนั้นเป็นที่สนใจอย่างมาก การต่อสู้ของเขาและอีกฝ่าย ยามนี้จึงมีผู้ฝึกตนจากสามสำนักมองดูไม่น้อย เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อได้พบกับนักพรตผู้นี้แล้วเริ่มลงมือก่อน ก็พากันส่ายหน้า
“คนผู้นี้แยกแยะหนักเบาไม่ออกเสียเลย”
“นักพรตปีศาจแดงแห่งสำนักเหิงฉิน ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดของกฎแห่งปรารถนาเสียงแล้ว ข้าได้ยินว่าบทเพลงบรรพกาลแห่งโลหิตที่เขาแต่งขึ้นสามารถอัญเชิญวิญญาณลี้ลับมาได้ ฆ่าคนไร้ร่องรอยทีเดียว”
“ศึกครั้งนี้ ไม่น่าติดตามดูสักนิด”
ในขณะที่ผู้คนกำลังส่ายหน้าและวิจารณ์กันอยู่นั้น เหล่าผู้ฝึกตนที่พ่ายแพ้ให้กับหวังเป่าเล่อก่อนหน้า ยามนี้แต่ละคนหน้าตาตื่นเต้นยินดีขึ้นมา พวกเขาแม้ว่าจะแพ้ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่าหวังเป่าเล่อจะแข็งแกร่งพอจะปะทะกับยอดฝีมือนักพรตได้ มีเพียงผู้เดียว…ผู้ฝึกตนคนที่พ่ายแพ้ให้แก่หวังเป่าเล่อผู้นั้น ในยามนี้เขาเบิกตามองกว้าง แล้วจับจ้องชิ้นส่วนประลองเล็กๆ นี้ ตาไม่กะพริบ เกือบจะหอบหายใจกระชั้นแล้ว
“จะเป็นม้ามืดจริงหรือไม่ ต้องดูศึกนี้แล้ว!”
“หากว่าแพ้ก็จะจบสิ้น แต่ว่า…หากหมอนี่ชนะเล่า เช่นนั้นงานทดสอบครั้งนี้ จะมีม้าทยานขึ้นฟ้าของจริง!”
ระหว่างที่ผู้ฝึกตนรายนั้นกำลังคาดหวังและจับจ้อง ในส่วนโลกรกร้างที่หวังเป่าเล่อและมารแดงอยู่นั้น ท่วงทำนองที่หวังเป่าเล่อใช้ในยามนี้แล่นมาอยู่ใกล้เบื้องหน้าของปีศาจแดงในพริบตา
“ที่แท้ไม่รู้จักประมาณกำลัง…” ดวงตาดุจหงส์ของนักพรตปีศาจแดงนั้นพลันเบิกกว้าง เผยให้เห็นประกายความเย็นชาและจิตสังหาร เขาขยับมือเล็กน้อย ในพริบตารอบด้านนั้นก็เกิดเสียงดังลั่น เสียงเหล่านี้มีเกินกว่าพันสำเนียง ยามนี้เมื่อประสานเข้าด้วยกันก็กลายเป็นคลื่นพลังสะท้านขวัญขุมหนึ่ง แผ่ออกไปอาละวาดรอบทิศอย่างไร้รูปลักษณ์ราวกับเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ พุ่งเข้าครอบคลุมบทเพลิงที่หวังเป่าเล่อสร้างขึ้นนั้นในทันที!
“คงต้องให้เจ้าละทิ้งเส้นทางเต๋าแล้ว” เสียงของปีศาจแดงสะท้อนไปทั่ว เขาไม่เหลือบมองเวทแห่งเพลงที่ถูกคลุมไว้สักนิด ก่อนจะเหยียดกายแล้วจากไป
เท่าที่เขาคิดไว้นั้น แม้ว่าตนเองจะโจมตีส่งๆ ไปครั้งหนึ่ง แต่จากที่พลังปรารถนาเสียงของตนชี้นำ อีกฝ่ายนั้นไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย ทว่า…ในตอนที่เขาหันกายนั้นเอง พลังอันตรายเร้นลับแข็งกล้าก็พลันระเบิดขึ้นในใจของเขา
……………………………………………………
เกือบในจะเวลาเดียวกับที่ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีรายนี้ร้องเสียงแหลมขึ้นมา งูสีดำที่แหวกผ่านอากาศว่างเปล่าเข้ามาก็พลันหยุดชะงักลงห่างจากตัวของผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีไม่ถึงหนึ่งจั้ง ระยะทางนี้ สำหรับผู้ฝึกตนแล้วไม่ต่างจากการที่อีกฝ่ายเข้ามาแนบหน้าสักเท่าไร
นี่ทำให้ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีท่านนี้รู้สึกว่า ตนเองรอดจากเคราะห์ครั้งนี้มาได้อย่างหวุดหวิด หน้าผากนั้นมีเหงื่อผุดลงมาเป็นสาย กระทั่งแผ่นหลังยังรู้สึกเปียกชื้น ระหว่างที่สีหน้าของเขาซีดขาว ร่างก็ค่อยๆ พร่าเลือนและในพริบตาถัดมาก็หายไปจากสถานที่ประลองแห่งนี้
เมื่อเสนอขอยอมแพ้ ก็สามารถออกจากสนามได้ และนี่คือหนึ่งในกฎของสถานที่ทดสอบแห่งนี้
จริงๆ แล้วต่อให้เขาไม่ยอมแพ้ หวังเป่าเล่อเองก็จะไม่สังหารเขา เพราะเขาเป็นคนที่มีเหตุผล อีกฝ่ายไม่ได้จะช่วงชิงชีวิตเขาแต่แรก เช่นนั้นเขาย่อมไม่ทำเช่นเดียวกัน
เขาแค่เสียดายอย่างมากว่า การสัมผัสรู้ของตนต้องล้มเลิกเสียแล้ว
“คนผู้นี้ขี้ขลาดจนเกินไป ข้าวางแผนว่าจะพูดคุยกับเขาสักหน่อยว่าจะให้ความร่วมมือช่วยข้าฝึกได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจได้รับประโยชน์อะไรมาบ้าง…” หวังเป่าเล่อส่ายหน้าเสียดาย จากนั้นก็มองทัศนียภาพเทือกเขารอบๆ ค่อยๆ รางเลือน และในพริบตาถัดมา ผืนดินก็เปลี่ยนกลายเป็นผืนทะเลกว้าง
เทือกเขาหายไป และสิ่งที่แทนที่เข้ามาคือเกาะเล็กเกาะน้อย แล้วยังพวกนกทะเลที่โบยบินบนฟ้า
สถานที่ต่อสู้ เปลี่ยนแล้ว
ไม่รอให้หวังเป่าเล่อสำรวจบริเวณโดยรอบ แทบจะทันทีกับที่เขาโผล่ออกมานั้น พวกนกทะเลบนฟ้าพลันก้มหน้าลง พวกมันแผดเสียงร้องแสบหู กรีดร้องมายังหวังเป่าเล่อทางนี้ทันที
ไม่เพียงแค่นี้ มหาสมุทรยามนี้พลันสั่นสะเทือน จากนั้นปลาทะเลยักษ์ตัวหนึ่งพลันกระโจนขึ้นจากผืนน้ำทะเลเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ แล้วอ้าปากพุ่งเข้ามาหมายกินเขาให้หมดในคำเดียว
มองๆ ไปแล้ว หัวของปลาทะเลตัวนี้ มีขนาดใหญ่กว่าหวังเป่าเล่อประมาณพันเท่าเห็นจะได้ ดังนั้นแล้วการอ้าปากกลืนของมันครั้งนี้ทำให้คนรู้สึกว่าน่าตื่นตะลึงอย่างมาก อีกทั้งพวกนกในท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรมีจำนวนประมาณนับร้อยได้ แต่ละตัวนั้นเหมือนมีดอันเฉียบคม พวกมันล็อคตำแหน่งของหวังเป่าเล่อไว้จนยากจะหลบหนี
การประลองทดสอบรอบที่สอง จึงเริ่มต้นขึ้น
และในเวลาเดียวกัน บนปากภูเขาไฟของแต่ละสามสำนัก ก็เป็นที่รวมตัวของพวกผู้ฝึกตนซึ่งพ่ายแพ้การต่อสู้รอบแรกและไม่มีสิทธิเข้าร่วมประลองทั้งหมด พวกเขามองไปยังตำแหน่งของปากภูเขาไฟ เพราะว่าสถานที่นั้น ปรากฏหน้าจอฉากรูปรังผึ้งขนาดยักษ์ ภายในนั้นคือชิ้นส่วนตาข่ายแต่ละอัน กำลังแสดงภาพสถานที่ประลองไม่ซ้ำกัน
ภายในชิ้นส่วนพวกนี้ เห็นได้ชัดว่ายามนี้เหลือเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือเหล่านั้นถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอัตโนมัติ ทำให้ศิษย์ทั้งสามสำนัก สามารถมองเห็นทุกอย่างชัดเจน
เพียงแต่ว่า ต่อให้ชิ้นส่วนพวกนี้จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีจำนวนมากมายน่าตื่นตะลึง ดังนั้นแล้วหวังเป่าเล่อซึ่งอยู่ในบรรดาชิ้นส่วนเหล่านี้ จึงไม่ได้เป็นจุดสนใจเท่าไร โดยเฉพาะตอนนี้มีชิ้นส่วนอีกจำนวนมากให้ผู้ชมเลือกรับชม เช่นนั้นแล้วผู้คนย่อมเลือกรับชมชิ้นส่วนที่มีชื่อเสียงมากกว่า
ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของเหล่าผู้อาวุโสเก่งกาจหรือพวกศิษย์จากสามสำนักที่มีคนนิยมดู เสียงวิจารณ์นั้นดังออกมาจากแต่ละสำนักทั้งสามอย่างต่อเนื่อง
“การทดสอบในครั้งนี้ ข้าแน่ใจเลยว่ารอบชิงชนะเลิศนั้นต้องเป็นเยว่หลิงจื่อและจงเหิงจื่อแน่!”
“ไม่ผิด พวกเจ้าดูเยว่หลิงจื่อทางนั้น กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของนางได้ระดับขึ้นสั่นสะเทือนมิติแล้ว อยู่ในระดับที่บิดเบือนการมองเห็นได้!”
“เกรงว่าพวกเจ้าจะลืมนักพรตเต๋ายิ่นสี่ผู้เร้นลับของเต๋าแห่งจังหวะดนตรีนั่นไปแล้ว ยิ่นสี่ผู้นั้นสิเป็นผู้น่ากลัวที่สุด พวกเจ้าเห็นการต่อสู้ของเขาไหม ทุกครั้งเขาแค่ก้าวเดินครั้งเดียวก็ชิงชัยชนะได้แล้ว”
“สือหลิงจื่อผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา!”
ท่ามกลางการถกเถียงของสามสำนักนี้ ด้านข้างปากปล่องภูเขาไฟของเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ปรากฏผู้ที่หวังเป่าเล่อเคยสู้ด้วยคนนั้น ตอนนี้เขายืนทำหน้าปั้นยากอยู่ที่นั่น เมื่อครู่หลังจากที่ถูกส่งออกมานั้นราวกับว่ามีสายตาไม่น้อยหันมาจับจ้อง ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วน แต่เมื่อคิดว่าตนเองพบกับสัตว์ประหลาดตนนั้นเมื่อครู่ เขาก็อดผ่อนคลายลงไม่ได้
โดยเฉพาะ…หลังจากเขาพบว่ารอบด้านนั้นนอกจากตนเองแล้วไม่มีใครไปสนใจสัตว์ประหลาดตัวที่ตนพบเข้า ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีรายนั้นก็พลันถอนหายใจเหยียดยาว สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
“นั่นคือม้ามืดชั้นเยี่ยมตัวหนึ่ง ทุกคนที่ได้พบกับเขา…ล้วนต้องตาย!!”
เมื่อในใจคิดว่าในเมื่อตนเองสู้ไม่ได้ เช่นนั้นคนอื่นก็ไม่มีทางทำได้แบบนี้ ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีรายนั้นจึงเลือกดูภาพจากชิ้นส่วนที่แตกต่างจากผู้อื่น เขาไม่สนชิ้นส่วนอื่นแล้ว เอาแต่จับจ้องดูหวังเป่าเล่อทางนั้น จ้องจนตาไม่กะพริบทีเดียว
และในตอนที่เขามองเห็นหวังเป่าเล่อถูกปลายักษ์กลืนกิน และถูกนกทะเลแผดเสียงใส่ เขาก็ได้แต่ยกยิ้มเย็นเยาะเย้ย
“ไม่ว่านี่เป็นใครลงมือ ถัดมา ผู้นี้ก็จะรู้เองว่าอะไรคือความสิ้นหวัง!”
เกรงว่านี่อาจจะประจวบเหมาะกับคำพูดของเขาพอดี เกือบจะในเวลาเดียวกับที่ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีนี้เอ่ยปาก ในชิ้นส่วนที่หวังเป่าเล่ออยู่นั้น ปลายักษ์ที่หวังจะฮุบในคำเดียวตัวนั้นยังไม่ทันที่มันจะกระโจนกลับลงทะเล พลันต้องร่างสะท้าน จากนั้นเสียงระเบิดดังลั่นก็ดังขึ้น เลือดปลาสดๆ สาดกระจายลอยออกมาเป็นชิ้นๆ ในพริบตานั้นสีแดงอาบย้อมไปทั่วครึ่งหนึ่งของพื้นที่ท้องฟ้าและทะเล ทำให้เหล่านกทะเลเหล่านั้นเองก็ค่อยๆ ร่วงหล่นร่างสลายไปตามๆ กัน
นี่ราวกับว่า มีพลังอันน่าสะเทือนขวัญระเบิดออกในพริบตา จนกระทั่งว่าภาพในชิ้นส่วนนั้นถึงกับสว่างวาบทันที เพียงแต่ว่าการกะพริบของภาพนี้เร็วเกินไป หากมิได้จ้องมองแบบตาไม่เคลื่อนไหวเลย ก็ยากจะสังเกตพบ
หลังจากการวาบผ่านของแสงนั้น หวังเป่าเล่อที่อยู่ในเศษชิ้นส่วน ยามนี้ก็เผยประกายเย็นเยียบในดวงตาออกมา เขายกมือขวาขึ้นคว้าไปยังทิศของมหาสมุทรเบื้องหน้า และภายใต้การคว้านี้เอง บทเพลงก็แผ่ขยาย นี่คือเพลงที่เขาร้อยเรียงขึ้นมาเองทั้งบท มันกระจายไปทั่วสี่ด้าน
ทุกทิศทางที่มันแผ่ขยาย มหาสมุทรนั้นก็พลันปรากฏคลื่น ก่อนจะแหวกทางออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็นว่าในนั้นมีเงาร่างที่ตะลึงลานสิ้นสติอยู่ คนผู้นี้คือผู้ฝึกตนชายรายหนึ่ง สีหน้าของเขาขาวซีด ดวงตาฉายแววตะลึงและหวาดกลัว เขากระอักเลือดสดๆ ออกมาไม่หยุด
เขาสัมผัสได้ถึงการกลืนกินแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เป็นเพราะเขาเอาชนะการประลองแรกได้รวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงมารออยู่ที่การประลองที่สองนี้ได้หลายชั่วโมงแล้ว จึงมีเวลามากเพียงพอที่จะแปลงกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงให้กลายเป็นปลายักษ์และนกทะเล ในครั้งแรกคิดว่าการลอบทำร้ายและเตรียมตัวเช่นนั้นจะทำให้ตนมีโอกาสเอาชนะได้สูงมาก แต่เขาก็ไม่ทันได้คิดเลยว่า…
ก่อนหน้านี้เหมือนว่าทุกอย่างจะจบสิ้นแล้ว แต่ในพริบตาถัดมา ปลายักษ์กลับร่างสลาย นกทะเลหายตัว กลายเป็นพลังสะท้อนกลับอันน่าตกตะลึง ทำให้โน้ตดนตรีในตัวของตน ยามนี้พังสลายไปเกือบครึ่ง
ในตอนนี้เมื่อมองเห็นตัวเองยากจะหนีได้แล้ว ผู้ฝึกตนรายนี้จึงเอ่ยปากขึ้นทันที แต่คำพูดยังไม่ทันได้ลอดออกมา หวังเป่าเล่อที่ลอยตัวสีหน้าไม่แสดงอารมณ์อยู่นั้นพลันโบกมือครั้งหนึ่ง และในพริบตาถัดมา มหาสมุทรที่ถูกแหวกออกนั้นพลันพาพลังกระแสนับหมื่น พุ่งเข้าปะทะผู้ฝึกตนที่ถูกเผยร่างคนนั้นเข้าไปจังๆ
ในชั่วเวลานี้เอง ยังไม่ทันที่ผู้ฝึกตนรายนั้นจะได้เอ่ยสิ่งใด เขาก็ถูกกลบฝังอยู่ใต้ทะเลนี้ไปตลอดกาล
เพราะว่า…น้ำทะเลที่พัดม้วนเข้าไปนั้นแฝงไปด้วยท่วงทำนองของหวังเป่าเล่อ พลังอำนาจดุดันยิ่งใหญ่ เพียงพอบดขยี้ทุกสิ่ง
“ข้าเกลียดการลอบโจมตีที่สุด” หวังเป่าเล่อแค่นเสียง จากนั้นรอบด้านก็ค่อยๆ พร่าเลือน ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีที่อยู่ในหุบเขาผู้นั้น ยามนี้สูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย ความรู้สึกว่าได้มีชีวิตรอดมารุนแรงมากขึ้นกว่าเก่า
“ดีนะที่ข้าไม่ได้ลอบโจมตีเขาก่อนหน้านี้…” ผู้ฝึกตนแสนจะดีใจที่รอดมาได้ อีกทั้งยังตื่นเต้นขึ้นนิดหน่อย เขายิ่งมั่นใจกับสิ่งที่ตนคิดมากขึ้น
“นี่ก็คือม้ามืดท่านหนึ่งอย่างแน่นอน!!”
.
อีกฝ่ายมองไม่เห็นตนเอง จุดนี้มิใช่เพราะหวังเป่าเล่อพิเศษ แต่เป็นเพราะในยามที่เขาสัมผัสถึงดนตรีของอีกฝ่าย พลังบางอย่างในตัวของเขาก็พลันหลอมเข้ากับเต๋าดนตรีนั้นไปด้วยแล้ว
ก็เหมือนกับตัวเขาเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของเต๋าดนตรีของอีกฝ่าย เช่นนี้จึงทำให้ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นต่อให้จะแผ่พลังจนสุดกำลังให้เต๋าดนตรีครอบคลุมทั้งแปดทิศ ก็ยังยากจะรู้สึกได้ว่าหวังเป่าเล่ออยู่ไม่ไกล
และในยามนี้เอง หลังจากที่หวังเป่าเล่อเอ่ยปาก ผู้ฝึกตนเต๋าดนตรีรายนั้นก็หน้าเปลี่ยนสี ในใจตกตะลึง แต่ในเมื่อเขาศึกษาวิชานี้มาเป็นเวลาหลายปี ความรู้ในด้านทำนองดนตรีจึงไม่ธรรมดา ดังนั้นหลังจากผ่านไปหลายชั่วอึดใจ เขาก็พบปัญหาข้อนี้ จึงรีบถอยร่างอย่างรวดเร็ว แล้วดึงพลังแห่งท่วงทำนองดนตรีที่แผ่ออกไปแปดด้านกลับมาทันที
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้ตำแหน่งของหวังเป่าเล่อทางนั้นปรากฏชัดขึ้นเล็กน้อย หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนี้คงยากที่จะจับสังเกตท่วงทำนองที่คล้ายคลึงกับตนเองนี้ได้ แต่ในยามนี้เขาทุ่มสมาธิทั้งหมด ก็ค่อยๆ จับความผิดปกตินี้ได้
“ที่แท้ก็อยู่ที่นี่!” ระหว่างที่กล่าวนั้น ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีก็ปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย เขาถอยร่างพลางยกมือขวาขึ้น จากนั้นก็ชี้ไปยังทิศทางที่สัมผัสได้ว่าหวังเป่าเล่อซ่อนตัวอยู่ทันที
ทันใดนั้นเสียงซ่าซ่าแห่งท่วงทำนองก็ดังขึ้นสะท้านใจคนรอบทิศ กระทั่งว่าแมกไม้ในป่าพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อเกิดเสียงดังลั่นราวจะระเบิดพลังพุ่งมายังหวังเป่าเล่อทางนี้ สะกดทับลงมา
เมื่อพัดผ่านไปที่ใด รอบด้านก็พลันบิดเบี้ยว เสียงนี้นำจิตแห่งการทำลายมาด้วย ราวกับคิดจะบดขยี้หวังเป่าเล่อให้เป็นผุยผง
เมื่อมองเห็นระเบิดเสียงเข้ามาใกล้ หวังเป่าเล่อกลับไม่ได้หลบหลีก กระทั่งว่าดวงตาของเขาสว่างวาบครั้งหนึ่ง เขาพบว่าโน้ตดนตรีภายในร่างนั้นรวมตัวกันได้เร็วขึ้น และไปถึงจุดสูงสุดในยามนี้เอง
สามตัว ห้าตัว สิบตัว ยี่สิบตัว โน้ตแต่ละตัวค่อยๆ พากันหลอมประสาน จนแม้แต่ตัวของหวังเป่าเล่อเองยังต้องตะลึง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน…” แม้จะตกตะลึง แต่ก็ยินดีเสียมากกว่า ดังนั้นแล้วแม้พลังแห่งดนตรีนี้จะโถมเข้ามา แต่หวังเป่าเล่อกลับยังนั่งนิ่งไม่ขยับ ยอมให้พลังปราณแห่งระเบิดเสียงนี้ ครอบคลุมตัวเองไว้ข้างใน
เมื่อมองจากระยะไกล กลุ่มท่วงทำนองอันอัดแน่นนี้คล้ายจะกลายร่าง แปลงเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์คล้ายกับไม้กองหนึ่ง ส่วนหวังเป่าเล่อนั้นอยู่ท่ามกลางใบไม้ ถูกครอบคลุมเอาไว้จนรู้สึกย่ำแย่
เห็นเป็นเช่นนี้ก็จริง แต่แท้จริงแล้วในใจหวังเป่าเล่อกลับรู้สึกยินดีสุดขีด เกือบจะเรียกได้ว่าตื่นเต้น เกรงว่าตัวเองเผยพลังที่แท้จริงออกไปจนทำให้อีกฝ่ายตกใจและไม่มาเติมพลังการฝึกตนให้ตนเองอีก
ดังนั้นแล้วหวังเป่าเล่อจึงรีบแสดงสีหน้าเจ็บปวดขึ้นมา ราวกับว่าพยายามฝืนต้านระเบิดเสียงอยู่ ท่าทางใกล้จะพ่ายแพ้แล้ว
“ก็แค่นี้เอง” ผู้ฝึกตนรายนั้นเมื่อเห็นฉากนี้เข้า ก็ผ่อนคลายจิตใจลงก่อนจะแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง เขากักตนตัวเองเอาไว้ตั้งหลายปี ย่อมต้องแตกต่างกับสมัยก่อนแล้ว คู่ต่อสู้คนนี้แม้จะซ่อนตัวเร้นลับ แต่เมื่อตนเองลงมือผลสุดท้ายยังต้องพ่ายแพ้อยู่ดี
ความคิดถือดีขุมหนึ่งผุดขึ้นภายในใจของเขา ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนี้เหลือบตามองหวังเป่าเล่อที่สีหน้าทนทุกข์ทรมาณ ก่อนจะเอ่ยปากเรียบนิ่ง
“อย่างมากสิบลมหายใจ เจ้าจะต้องตายแน่นอน ตอนนี้หากร้องขอชีวิต บางทีข้าอาจจะละเว้นเจ้า”
คำพูดนี้ของเขาทำให้หวังเป่าเล่อซาบซึ้งอยู่บ้าง และในเวลาเดียวกันก็แอบรู้สึกผิด เพราะอีกฝ่ายดูไปแล้วเหมือนจะสู้ให้ถึงที่สุด แต่เจตนาที่ส่อออกมาทางคำพูด ไม่ได้คิดจะสังหารตน
“ช่างเถอะ ในเมื่อเขามีใจเมตตา เช่นนั้นข้าก็จะมอบผลดีให้แก่เขาพอแล้ว” หวังเป่าเล่อคิดถึงตรงนี้ ก็ค่อยๆ จมจ่อมอยู่กับการรับรู้ของตนเอง
ก็เป็นเช่นนี้ สิบลมหายใจถัดไป หลังจากที่หวังเป่าเล่อไม่ได้ดิ้นรนอีก ผู้ฝึกตนรายนั้น พลันค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้น เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ กล่าวกันตามตรงแล้ว คนเบื้องหน้าตนควรจะอดทนไม่ไหวถึงจะถูก
แต่อีกฝ่ายสามารถยืนหยัดมาได้ถึงตรงนี้ นี่ทำให้ดวงตาของผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนี้สว่างขึ้นมาวาบหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาไม่ยินดีจะเพิ่มพลัง จริงๆ แล้วนั้นมิใช่เพราะไม่คิดจะสังหาร แต่เพราะไม่อยากสิ้นเปลืองพลังของตนเองมากกว่า
โดยเฉพาะความมุ่งหมายของเขาก็คือทะยานสู่สิบอันดับแรก แล้วชิงที่หนึ่ง
แต่มาตอนนี้ มองเห็นหวังเป่าเล่อในที่นี้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เขาที่กลัวว่าหากพิรี้พิไรสถานการณ์จะเปลี่ยน หลังจากแววตาทอประกายกล้า ก็แค่นเสียงออกมา “ในเมื่อเจ้ารนหาที่ ก็อย่าได้โทษข้า” กล่าวแล้ว ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีก็ยกมือขวาขึ้น ฉับพลันมันคว้ามาทางหวังเป่าเล่อกลางอากาศ การคว้าครั้งนี้ พลันปรากฏเงาร่างแห่งเวทดนตรีรูปใบไม้ขึ้นรอบกายหวังเป่าเล่อ แล้วบิดรูปขึ้นมาล้อมหวังเป่าเล่อเอาไว้ข้างใน การลงมือนั้น ราวกับว่าต้องการจะบดขยี้อีกฝ่ายจนตาย
ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นฉีกยิ้มพลางใช้แรง แต่ตอนนั้นเองเขาก็ต้องเบิกตากว้าง นัยน์ตาค่อยๆ หดลีบลง หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ฝืนกลืนน้ำลายลงเอื๊อก ลมหายใจกระชั้นก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนจากไม่อยากเชื่อเป็นลนลาน
แท้จริงแล้ว มันยากมากที่เขาจะไม่แตกตื่น ก่อนหน้านี้เขายังจับสัมผัสได้ไม่ดีพอ แต่ตอนนี้เมื่อส่งกระแสจิตเข้าสู่ท่วงทำนองเสียง แล้วควบคุมเวทแห่งเสียงเพื่อให้ออกแรงบีบ ทำให้ตัวเขาเองสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เงาร่างใบไม้ของเขาทั้งหลายนั้นราวกับกำลังห่อหุ้มเหล็กอยู่ และไม่เหลือแรงบีบอัดแม้เพียงนิด
กระทั่งตัวเขายังมีความรู้สึกบางอย่าง ว่าถึงใบไม้ของตัวเองจะแหลกสลายแล้ว เกรงว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่เป็นอะไรอยู่ดี
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น ใบไม้ที่ก่อเกิดจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเหล่านี้ ดูๆ ไปแล้วโหดเหี้ยม แต่สำหรับหวังเป่าเล่อไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ทว่าเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาเองก็ไม่ได้ปิดบังต่อไป แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีที่สีหน้าซีดขาวด้วยความเบื่อหน่าย
การแหงนมองนี้ ราวกับทลายแรงฝืนยืนหยัดสุดท้ายในใจของเขาไปหมดสิ้น ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นหอบหายใจเร่งเร้ารีบถอยร่างรวดเร็ว จากนั้นวิ่งหนีไปอย่างไม่หันหลังกลับ
ในใจของเขาเองสั่นสะท้าน เขารู้สึกได้แล้วว่า ตนคงได้พบกับผู้แข็งแกร่งซึ่งแอบซ่อนตัวอยู่ในสามสำนักเสียแล้ว…
“ข้าได้ยินมาว่าในสามสำนัก แต่ละที่ก็มีพวกที่แอบซ่อนพลังของตัวเองไว้ สมควรตายนัก…ทำไมข้าถึงได้เจอเข้าเล่า!” ระหว่างที่ในใจของเขากำลังบ้าคลั่ง ความเร็วของผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นก็ยิ่งเร็วขึ้น ส่วนหวังเป่าเล่อทางด้านนั้นกลับถอนหายใจออกมา
“ท่วงทำนองลดลงเยอะไปแล้ว…” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า เขาก็แค่อยากสัมผัสเสียงดนตรีอย่างสบายใจสักหน่อย ตอนนี้ระหว่างที่ถอนหายใจ เขาก็ขยับร่างเบาๆ ครั้งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงแกรกกราก ท่วงทำนองของใบไม้รอบตัวเขาก็พลันทลาย
หวังเป่าเล่อแหงนหน้ามองไปยังทางที่ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีวิ่งหนีไป เขาโบกมือส่งๆ ครั้งหนึ่ง ไม่ได้ระเบิดท่วงทำนองนับแสนที่ซ้อนทับกันในร่างออกมา แต่กลับขยับมันเล็กน้อย ทันใดนั้น เบื้องหน้าที่ว่างเปล่าพลันเกิดเสียงถล่มทลายดังขึ้น ราวกับว่าในโลกแห่งเวทีประลองนี้คล้ายจะประคองต่อไม่ไหว กลายเป็นเหมือนรอยแตกน่าตะลึงคล้ายงูสีดำ พุ่งไปยังผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีที่รีบวิ่งเร็วรี่ โอบล้อมพุ่งเข้าไป
ฉากนี้ ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีพลันเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง ในสายตาของเขาคล้ายว่าสถานที่ประลองนี้กำลังจะฉีกแยก และงูสีดำที่ทำลายทุกสิ่งเหล่านี้กำลังอยู่เบื้องหน้าตน
“ข้ายอมแพ้!!” เมื่อช่วงเวลาเป็นตายมาเยือน ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีก็แผดเสียงร้องแหลม เกรงว่าหากตนช้ากว่านี้อีกนิดก็คงจะเหมือนกับมิติตรงนี้คือถูกฉีกทิ้งในพริบตา
เบื้องหน้าของเงาร่างที่คล้ายจะแหลกสลาย ยามนี้เปลวเพลิงสีดำพลันลุกโชติ ก่อนจะควบรวมออกมาเป็นชิ้นส่วนตาข่ายจำนวนนับไม่ถ้วน ผนึกพวกนี้ราวกับรังผึ้งก็ไม่ปาน มีจำนวนมากมายเบียดแน่นไปหมด
และทุกๆ ชิ้นส่วนตาข่ายราวกับว่าด้านในของมันมีพื้นที่ขนาดใหญ่…และที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเงาร่างนี้ ก็เป็นเพียงแค่ขนาดย่อส่วนของมันเท่านั้น แต่หากลองพินิจอย่างละเอียด ก็สามารถมองจากเงาร่างย่อส่วนพวกนี้ได้ จะเห็นว่าในชิ้นส่วนตาข่ายเล็กๆ หนึ่งชิ้น ทุกชิ้นนั้นมีผู้ฝึกตนของสามสำนักอยู่สองคน
การทดสอบครั้งนี้ คือการต่อสู้ในพื้นที่จำกัด!
ยามที่เงาร่างใกล้จะแหลกสลายกำลังจับจ้องภายในชิ้นส่วนตาข่ายนับไม่ถ้วนอยู่นี้เอง ในตอนนั้นภายในชิ้นส่วนตาข่ายชิ้นหนึ่ง พลันปรากฏร่างของหวังเป่าเล่อ
และในตอนที่โผล่ออกมานั้น หวังเป่าเล่อก็ปล่อยกระแสจิต เขามองไปรอบด้าน ก่อนที่นัยน์ตาจะทอประกายวาบ วิธีการทดสอบครั้งนี้ เขาไม่ทราบมาก่อนเลย ยามนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดี แต่หลังจากเห็นภาพทุกสิ่งรอบๆ แล้วทั้งหมด ในใจหวังเป่าเล่อก็ได้คำตอบ
นี่คือเวทีประลองแบบไม่ยึดติดกับผืนดิน? ในใจหวังเป่าเล่อคิด สถานที่ที่เขาอยู่นี้ เป็นเทือกเขาแห่งหนึ่ง มองไปแล้วยิ่งใหญ่มาก ทว่าในความจริงก็มีขนาดประมาณเมืองปรารถนาเสียง
สำหรับคนทั่วไป มันอาจจะไพศาลกว้างใหญ่ แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว เขาอยากไปที่ไหนก็ย่อมไปได้ในทันที
เมื่อมองอาณาเขตแห่งนี้ นี่คงไม่ใช่การตะลุมบอนกัน ดังนั้นแล้วคงจะเป็นการประลองเดี่ยวเท่านั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คงให้แลกเปลี่ยนฝีมือไปทีละรอบ สุดท้ายแล้วก็จะได้ที่หนึ่ง… หวังเป่าเล่อสามารถจินตนาการได้ สถานที่ประลองแบบที่ตนอยู่คงจะมีจำนวนมากมาย และทุกๆ ที่ล้วนมีการประลอง
เวทีประลองเยอะขนาดนี้ คงจับเอาทั้งคนเก่งไม่เก่งมาผสม ไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้คนแรกของข้า จะเป็นผู้ใด… หวังเป่าเล่อหรี่ตา เขาพลันขยับร่างหายไปจากตรงนั้น แล้วกลายเป็นท่วงทำนองเพลงบทหนึ่ง จากนั้นเคลื่อนกายด้วยความรวดเร็วผ่านเทือกเขา
ยอดเขาของสถานที่แห่งนี้มีอยู่สี่แห่ง แต่ว่าระหว่างยอดเขาทั้งหลายมีป่าทึบอยู่ผืนหนึ่ง และในป่าทึบผืนนี้ มีเสียงแผดคำรามดังลอดมา ทำให้ใบไม้จำนวนมากสั่นไหว เกิดเสียงซู่ซ่าขึ้นทันที
และท่ามกลางเสียงซู่ซ่านี้เอง แท้จริงแล้วมันกำลังดังประสานกับท่วงทำนองเพลงอันยากจะแยกแยะและยากจะสังเกตพบได้บทหนึ่ง แม้มองแล้วป่านี้จะปกติ แต่แท้จริงนั้นการสั่นไหวของใบไม้ทั้งหมดล้วนสอดประสานไปกับเสียงหนักเบาแห่งดนตรีเพลิง
โชคไม่เลวจริงๆ ศึกครั้งแรก ที่แท้ก็มอบสถานที่ที่เหมาะสมขนาดนี้ให้ข้า… ท่ามกลางเสียงพัดหมุนซู่ซ่า มีเงาร่างซึ่งคนนอกมองไม่เห็น กำลังทะยานผ่านแมกไม้ไปสอดประสานกับช่วงเสียงทั้งหลาย
คนผู้นี้มาจากเต๋าแห่งจังหวะดนตรี เป็นผู้ฝึกตนอาวุโสกว่าอีกรุ่นหนึ่ง เขาไม่อ่อนด้อยและกักตัวฝึกตนมายาวนาน ย่อมแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แท้จริงแล้ว ผู้ฝึกตนเช่นเขามีประสบการณ์เข้าทดสอบมาหลายครั้งนัก
ปิดตัวมาหลายปี ยามนี้เต๋าดนตรีของข้าพัฒนายิ่งใหญ่ นี่เป็นโอกาสรับศิษย์ของเจ้าปรารถนาเสียงอีกด้วย เรื่องราวทั้งหลายมองไปแล้วก็เหมือนเดิม แต่แท้จริง นี่คือสัญญาณของโอกาสในการบ่มเพาะโชคชะตาของข้าชัดๆ
ในครั้งนี้ ข้าจะต้องรุ่งโรจน์ และทำให้ทุกผู้คนตกตะลึง! เสียงพึมพำนั้น สอดประสานเข้ากับเสียงซู่ๆ แฝงไปด้วยความกระตือรือร้น และในเวลาเดียวกัน เงาร่างที่คนมองไม่เห็นก็ยิ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ ก็แค่รออีกฝ่ายมาถึง
เมื่อเขาเหยียบเข้าป่าแห่งนี้ ต้องพ่ายแพ้แน่นอน อีกอย่างเสียงแห่งดนตรีของข้า แทบไม่มีทางถูกพบในที่แห่งนี้ได้
หลังจากความเร็วเพิ่มขึ้น ใบไม้ทั้งหลายก็สั่นไหวหนักกว่าเก่า ส่วนลมนั้นเหมือนจะตีแรงขึ้น
เพียงแต่ว่า…ต่อให้ความเร็วของคนผู้นี้จะเพิ่มขึ้นแค่ไหน ลมของที่นี่ก็พัดกระหน่ำคลั่งกว่าเท่านั้น และเสียงซ่าๆ ก็ดูเหมือนว่ายิ่งนานเข้าก็ยิ่งสั่นสะท้านวิญญาณ
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่พบเงาร่างของผู้ประลองเลย
เพราะว่า…หวังเป่าเล่อในตอนนี้ ไม่ได้อยู่ในป่า บทเพลงท่วงทำนองจากร่างของเขา ยามนี้ล่องลอยอยู่บนเทือกเขาใกล้ๆ เป็นเวลาครู่ใหญ่แล้ว เงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่ในท่วงทำนอง กำลังสำรวจป่าด้านล่างอย่างสนใจ
ผู้คนมักกล่าวว่าการฝึกเต๋าแห่งเสียงนั้น ก็คือเสียงของหมื่นสรรพสิ่ง ตอนนี้กลับได้พบว่า ถึงกับมีคนสามารถฝึกเสียงใบไม้สั่นไหวออกมาได้ด้วย… หวังเป่าเล่อสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ได้ปรากฏตัวตั้งแต่แรก แต่ยืนรอฟังอยู่ตรงนี้ครึ่งได้เค่อแล้ว
ในส่วนเงาร่างของผู้ฝึกเต๋าแห่งเสียงรายนั้น แม้ว่าคนอื่นจะมองไม่เห็น แต่ตัวตนของหวังเป่าเล่อนี้ประหลาดเร้นลับอยู่แล้ว เกรงว่าอาจเพราะการกลายร่างอันประหลาดพิสดาร ทำให้ยามนี้เมื่อเขามองกลับไปจึงเห็นได้ชัดเจนถึงเงาร่างที่แหวกผ่านแมกไม้ขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้อีกฝ่ายจะหลอมรวมตัวเองไปกับท่วงทำนอง แต่ในสายตาของหวังเป่าเล่อ นี่กลับเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
ราวหนึ่งก้านธูปให้หลัง หวังเป่าเล่อคล้ายจะฟังจนพอใจแล้ว เขากำลังจะก้าวไปหา ทว่าในตอนนั้นเอง หวังเป่าเล่อก็ต้องส่งเสียงประหลาดใจแวบหนึ่งออกมา เพราะสัมผัสได้ว่าอักขระที่อยู่ในกาย เวลานี้ได้เพิ่มขึ้นมาหลายสิบตัว
นี่ก็เป็นไปได้หรือ? หวังเป่าเล่อกะพริบตา แม้จะยังคงก้าวไปหา แต่ก็ไม่ได้เข้าใกล้มากเกินไปนัก เขาหยุดอยู่นอกชายป่า และแล้วภายในใจของเขาก็เกิดความยินดีทันที
เพราะว่า ระยะห่างขนาดนี้ เขาพบว่าอักขระภายในกายของตนกลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเก่า และทะยานความเร็วขึ้นทุกที ราวกับว่าในทุกห้วงหายใจหนึ่ง จะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
จังหวะประมาณนี้ แทบจะไม่แตกต่างกับตอนที่เขาบรรลุปลาดนตรีครามเลย
ดังนั้นท่ามกลางความยินดี หวังเป่าเล่อไม่ได้ลงมือในทันที แต่กลับตั้งใจฟัง สัมผัสถึงอักขระ ในเวลานั้นหนึ่งชั่วยามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว…
ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีผู้นี้ เริ่มหมดความอดทนเต็มทีแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขารวบรวมเสียงจากภายในป่าอยู่ ยามนี้เขาแทบจะบ้าแล้ว เขาแค่นเสียงเหอะเย็นชาออกมาคำหนึ่ง
ดูท่าแล้วจะซ่อนตัวไม่ยอมออกมา แต่…จะมีประโยชน์อะไร! ผู้ฝึกตนเต๋าแห่งดนตรีเหยียดหยาม หากอีกฝ่ายออกมาแต่แรกแล้วกัน ทว่ากลับเปิดโอกาสให้เขาเตรียมตัวขนาดนี้ เช่นนั้นต่อให้หลบซ่อน เขาก็มั่นใจว่าจะหาอีกฝ่ายพบ
เมื่อคิดได้ ลมพายุแห่งท่วงทำนองดนตรีที่หมุนรวมกันอยู่ในป่าก็ทวีความบ้าคลั่งมากขึ้น ทันใดนั้นมันกระจายออกราวกับคลื่นยักษ์ไม่ปาน พัดจากใจกลางของป่าพุ่งขยายไปรอบด้านทั้งสี่ทิศอย่างช้าๆ ทว่ารุนแรง ในชั่วอึดใจถัดมา ก็ครอบคลุมทั้งสนามประลองนี้เอาไว้แล้ว
ให้ข้าดูสักหน่อย ว่าเจ้าแอบอยู่ที่ใด! ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นฉีกยิ้มบ้าคลั่งพลางส่งกระแสจิตแห่งดนตรีครอบคลุมขยายไปทั่วทั้งสนามประลอง ทว่าในพริบตาถัดมา สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสงสัย
เพราะว่า…ในขอบเขตท่วงทำนองของเขา กลับสัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติเลย คู่ต่อสู้ของตนเอง เหมือนว่าไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น
นี่มัน… ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีรายนั้นอดสงสัยไม่ได้ หลังจากสำรวจดูอย่างละเอียดแล้ว ก็ยังไม่ได้รับผลอะไร นี่ทำให้ในใจเขาเกิดการคาดเดานานา
หรือว่าซ่อนตัวอยู่ลึกมาก? หรือว่า…ข้าไม่มีคู่ต่อสู้ที่นี่? เขาค้นหาไปทั่ว ค้นหาอย่างละเอียดเนิ่นนาน หากแต่ขณะที่คิดสงสัยเช่นนี้ ก็ยังไม่พบอะไร หลังจากไม่พบอันตรายอะไรแม้เพียงนิด ผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีท่านนี้ แม้จะรู้สึกว่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง ก็ยังอดแสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมาไม่ได้
หรือว่าข้าถูกส่งมาพื้นที่ว่างจริง? ดันไม่มีศัตรูอยู่ที่นี่? เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ไม่ได้พัดโบกลมแห่งท่วงทำนองของตนเอง มันแผ่วเบาลงกว่าเดิมมาก เสียงซู่ซ่าของใบไม้ค่อยๆ เริ่มลดลง
นี่สำหรับเขาแล้วไม่นับว่าเป็นอะไร แต่สำหรับหวังเป่าเล่อที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไปซึ่งผู้ฝึกตนแห่งเต๋าดนตรีไม่ได้สังเกตเห็นสักนิดราวกับมองไม่เห็นนั้น การที่เสียงซู่ซ่าลดลงหมายถึงว่าสัมผัสลดต่ำลงไปด้วย
เฮ้อ สหายเต๋าผู้นี้ อีกนิดเดียวข้าก็จะสมบูรณ์แล้ว เจ้าช่วยวิ่งอีกสักรอบได้ไหม? หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีเหตุผล ดังนั้นแม้ในใจจะไม่พอใจเท่าไร แต่ก็แค่กระแอมไอครั้งหนึ่งออกมา พยายามปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
ใคร!!!
อีกฝ่ายคล้ายกับว่าหนังศีรษะชาวาบในพริบตาน สีหน้าเขาเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ พลันหันกายมองไปยังด้านหนึ่ง แต่กลับไม่พบสิ่งใด ทว่าเมื่อครู่เสียงกระแอมไอและคำพูดเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างได้ก่อคลื่นยักษ์ซัดโหมในใจเขาแล้ว
………………………………………..
ข่าวที่แพร่กระจายไปยังศิษย์ของสำนักทั้งสาม ก็คือการทดสอบรอบแรก
การทดสอบรอบนี้ เป็นที่สนใจของทุกคนแทบจะทันที กระทั่งว่าเหล่าผู้ที่กักตัวฝึกตนอยู่เป็นเวลาหลายปี ยังอดรู้สึกหวั่นไหวตามไม่ได้ พวกเขาตัดสินใจออกจากการกักตน
เพราะว่า…นี่มิใช่การทดสอบธรรมดา แต่ว่า…คือการทดสอบรับศิษย์ของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง
เจ้าแห่งปรารถนาเสียง จะคัดเลือกคนผู้เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ไว้เป็นศิษย์ผู้หนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นศิษย์สืบทอด และอีกทั้งก่อนหน้านี้ หลายปีที่ผ่านมา เจ้าแห่งปรารถนาเสียงที่อยู่เหนือทุกคนทั้งหมดก็เคยจัดงานทดสอบรับศิษย์พวกนี้เพียงแค่สามครั้ง
และในบรรดาศิษย์สืบทอดทั้งสามนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ตามและไม่ว่าในยุคสมัยใดล้วนเป็นที่สนใจของเมืองปรารถนาเสียง แม้สุดท้ายแล้วแต่ละคนจะบรรลุมหาเต๋าแห่งปรารถนาเสียง แล้วเลือกกักตนตลอดชีวิตไม่ปรากฏตัวอีกจนปัจจุบันนี้ก็ตาม ทว่าเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้น กลับสลักอยู่ในใจของเหล่าประชาชนปรารถนาเสียงทุกคน
อีกทั้งการกลายเป็นศิษย์ของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง สิ่งนี้สำหรับผู้ฝึกตนไม่ว่าจะมาจากสามสำนักใดก็ตาม นับเป็นเกียรติยศสูงส่งหาใดเปรียบ ด้วยเหตุนี้เมื่อจุดประสงค์ของงานทดสอบนี้เผยแพร่ออกไป ทันใดนั้นบรรยากาศในมหาสามสำนักก็เร่าร้อนขึ้นมาทันที ผู้ใดที่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติไปช่วงชิง จิตใจก็ฮึกเหิมเต็มไปด้วยปณิธานจะต่อสู้
ในเวลาเดียวกัน การทดสอบรอบนี้ แม้ว่าจะเลือกเพียงผู้เดียวที่จะกลายเป็นศิษย์ของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง แต่ว่ารางวัลของที่สองและที่สามนั้นล้วนน่าตื่นตะลึงเช่นกัน ส่วนของลำดับถัดๆ ไปก็เช่นกัน กล่าวได้ว่าขอเพียงได้สิบลำดับแรก ประโยชน์ที่จะได้รับก็ใหญ่หลวงนัก ยังได้รับประโยชน์มากกว่าการกักตนฝึกคนเดียวเป็นสิบเท่าทีเดียว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าผู้ฝึกตนที่คิดว่าตนไม่มีสิทธิช่วงชิงอันดับหนึ่ง ก็ยังคงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
แต่ในยามที่ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสามสำนักใหญ่ และเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายกำลังบ้าคลั่งกันอยู่นั้น หวังเป่าเล่อที่นั่งอยู่ในถ้ำพลันเบิกตาโพลง เขาก้มหน้าลงมองแผ่นหยกที่อยู่ในมือ ในสมองเต็มไปด้วยเนื้อหาของข่าวนั้น และครึ่งครู่ให้หลัง ดวงตาของเขาก็ทอประกายหม่นวูบหนึ่ง
หากเจ้าแห่งสุขไม่ได้บอกแก่เขา ในคราวนี้หวังเป่าเล่อต้องยอมรับจริงๆ แล้วว่า ตนคงไม่มีทางมองเค้าเรื่องงานทดสอบครั้งนี้ออกแน่ แต่ว่าตอนนี้ต่างออกไปแล้ว หลังจากมีคำบอกเล่าของเจ้าแห่งสุขก่อนหน้า หวังเป่าเล่อก็มีคุณสมบัติพอที่จะฉีกกระชากม่านหมอกแห่งความมึนงงได้ เขามองทะลุม่านหมอกปริศนานี้ ไปสู่ความโหดร้ายซึ่งซุกซ่อนอยู่
“การได้เป็นที่หนึ่ง ได้กลายเป็นศิษย์ของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง แท้จริงแล้ว…ก็คือการกลืนกิน”
“ดูท่าแล้ว จากการที่เจ้าปรารถนาเสียงจัดการทดสอบมาเป็นเวลาสามครั้ง ก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นแล้วศิษย์สืบทอดก่อนหน้าทั้งสามราย ก็คงจะใช้เรื่องกักตัวไม่ปรากฏโฉมให้ใครเห็นมาเป็นข้ออ้างบังหน้า จริงๆ แล้ว…สามคนนี้ ได้กลายเป็นร่างแยกทั้งสามของเจ้าปรารถนาเสียงแล้ว พวกเขาก็คือเจ้าสำนักของสามสำนักใหญ่ในตอนนี้นี่เอง”
หวังเป่าเล่อส่ายหน้า หากแต่ความมุ่งมั่นในใจที่จะต่อสู้นั้นเริ่มเพิ่มขึ้น
เขาต้องการสิ่งที่ต่างไปจากผู้อื่น สิ่งที่เขาต้องการไม่เพียงแค่อันดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมี…กฎแห่งปรารถนาเสียงทั้งสามขั้น!
สิ่งที่เขาต้องการนั้นก็คือ ในพริบตาที่เจ้าปรารถนาเสียงใช้กฎแห่งเต๋าเสียงช่วงชิงชีวิตของเขานั้น เขาก็จะกระทำการสวนกลับแล้วช่วงชิงทุกสิ่งของอีกฝ่ายมาแทน จากนั้นก็ใช้มันบำรุงร่างกายของตนครั้งใหญ่
“หากทำได้เมื่อไร…เช่นนั้นในด้านกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง แม้ข้าจะไม่อาจเทียบกับเจ้าปรารถนาเสียงได้ แต่ว่าต่อให้เจ้าปรารถนาเสียงลงมือกับข้าด้วยตนเอง ก็ไม่อาจทำอะไรข้าได้แม้แต่น้อย!”
“เพราะว่าความแตกต่างของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของพวกเรา…ไม่ได้ต่างมากขนาดนั้น!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แสงในดวงตาของหวังเป่าเล่อก็แผดเผาร้อนแรง เปลวเพลิงนี้มีนามว่า ความทะเยอทะยาน
และด้วยความทะเยอทะยานที่ลุกโชนขึ้นมา หวังเป่าเล่อก็หลับตาทั้งสอง จากนั้นสัมผัสท่วงทำนองภายในร่างของตน รอคอยเวลาให้ไหลผ่าน ตามที่ได้รับข้อมูลมา หลังจากนี้อีกครึ่งเดือน งานทดสอบจะเริ่มต้น
ในเวลาเดียวกัน เยว่หลิงจื่อผู้งามหมดจดที่อยู่ในสำนักเหอเสียน ในใจของนางพลันก่อเกิดคลื่นซัดโหม การทดสอบในครั้งนี้ นางไม่แน่ใจว่าตนจะเอาชนะทุกคนและกลายเป็นที่หนึ่งได้
“คู่ต่อสู้ของข้า นอกจากพวกที่กักตัวมาเป็นเวลาหลายปี นอกจากผู้อาวุโสที่มีระดับไม่รู้เท่าไรพวกนั้นแล้ว ที่สำคัญก็ที่สุดก็คือ…ยิ่นสี่ที่ฝึกเต๋าแห่งจังหวะดนตรีผู้นั้น!”
เต๋าแห่งจังหวะดนตรีมีผู้ฝึกเต๋าโดดเด่นสองคน ผู้หนึ่งคือจงเหิงจื่อ อีกผู้หนึ่งก็คือยิ่นสี่ รายแรกนั้นหลงใหลในเต๋าแห่งจังหวะดนตรี สถานภาพไม่สามัญ ชื่อเสียงระบือไกล ส่วนรายหลังนั้นเร้นลับอย่างยิ่ง เทียบแล้วติดดินกว่า ผู้อื่นรู้เพียงแต่นาม ยากจะมีคนได้พบโฉมหน้าจริงๆ ของเขา สำหรับเยว่หลิงจื่อแล้ว ศิษย์เต๋าของอีกสองสำนักที่เหลือ รวมถึงสือหลิงจื่อของสำนักตนเอง นางมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ เหลือเพียงยิ่นสี่ผู้นี้ผู้เดียว…ดังนั้นแล้วในความเงียบสงัด เยว่หลิงจื่อจึงค่อยๆ หยิบแผ่นทำนองเพลงไม่สมบูรณ์ออกมาแผ่นนึ่ง ดวงตานางค่อนข้างลังเล
ในเวลาเดียวกัน สือหลิงจื่อเองก็กำลังเตรียมการเรื่องงานทดสอบ เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับเยว่หลิงจื่อที่ยึดมั่นกับการชิงที่หนึ่งแล้ว สิ่งที่ผลักดันแรงของสือหลิงจื่อนั้นกลับเป็นความรู้สึกที่เขาจะหาคู่แค้นพบในครั้งนี้เสียมากกว่า
จากความทรงจำของตน ศัตรูของเขาคนนี้ เขารู้สึกว่าเจ้าหมอนี่แข็งแกร่งมาก อาจมีสิทธิอยู่ในสิบลำดับแรก นอกเสียจากว่าครั้งนี้อีกฝ่ายเก็บพลังไว้ มิเช่นนั้นล่ะก็ ตนต้องหาตัวพบแน่
“หากข้าหาเจ้าเจอนะ ไอ้สารเลว ข้าจะต้องทำให้เจ้าเสียใจที่ดูถูกข้า!” สือหลิงจื่อคำรามเสียงเย็น แต่เขาเองก็เข้าใจดี ว่ามีโอกาสมากที่ตนจะหาอีกฝ่ายไม่เจอในครั้งนี้เช่นกัน
อีกทั้ง หากอีกฝ่ายอดทนไม่เข้าร่วมงานทดสอบเข้าจริงๆ ล่ะก็ เช่นนั้นตนก็จะมีความสุขอย่างมากด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเตรียมการเข้าทดสอบ แต่เป็นเพราะมีตนอยู่จึงเข้าทดสอบไม่ได้แล้วก็ต้องหมดโอกาสไป จุดนี้แหละจะเป็นเหตุให้สือหลิงจื่อเบิกบานใจนัก และผู้ที่กำลังเตรียมตัวอยู่อีกนั้น ยังมีเหล่าศิษย์เต๋าของอีกสองสำนัก ผู้ฝึกตนรูปงามสองท่านของสำนักเหิงฉิน แล้วยังมีจงเหิงจื่อผู้หลงใหลในเต๋าดนตรี ต่างพากันใช้ทุกวิธีทางยกระดับตัวเองในเวลาที่เหลือ
นอกจากนี้แล้ว ผู้ฝึกตนอาวุโสกว่าอีกขั้นที่เพิ่งออกจากการกักตัวมาของทั้งสามสำนักก็เป็นเช่นเดียวกัน ต่างพากันคันไม้คันมือ ราวกับว่าในงานทดสอบนี้ สิ่งที่ปกติเก็บงำไว้เงียบๆ จะได้แสดงให้โลกตะลึงไปในคราเดียว
ก็เป็นเช่นนี้ เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปช้าๆ ครึ่งเดือนก็ผ่านไป
และในวันก่อนหน้าที่งานทดสอบจะเริ่มต้น ก็มีเสียงระฆังดังขึ้นครั้งหนึ่ง มันดังสะท้อนก้องไปทั้งสามสำนัก ในเวลาเดียวกัน ศิษย์ทุกคนของสำนักทั้งสามต่างหยิบป้ายประจำตัว ตอนนี้แสงสว่างสุกใสพลันทอประกายออกมา
แสงสว่างที่ทอประกายนี้มีเวทเคลื่อนย้ายแผ่อยู่เต็ม ศิษย์ทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมทดสอบไม่จำเป็นต้องลงโทษ ขอเพียงส่งกระแสจิตลงในแผ่นหยก ก็จะโดนเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ทดสอบได้เลย
ส่วนรูปแบบการทดสอบในครั้งนี้ ก่อนหน้าที่ผู้เข้าทดสอบจะเข้าสนามยังไม่อาจทราบได้ อาศัยตามการทดสอบรับศิษย์ที่ผ่านมาสามครั้ง บ้างก็มีให้เข้าเขตลี้ลับ บ้างก็ให้ทดสอบเป็นขั้นๆ ส่วนการทดสอบครั้งนี้เป็นอย่างไร ก็ยังไม่มีใครทราบ
แต่ว่าสำหรับหวังเป่าเล่อ สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ เขาเหลือบมองแผ่นหยกของตนแวบหนึ่ง แล้วลองสัมผัสพลังแห่งเสียงภายในกายที่ซ้อนทับกันเกือบจะถึงแสนทำนองดู หลายวันที่ผ่านมานี้ ในที่สุดตนก็ประพันธ์เพลงโบราณออกมาได้เพลงหนึ่งโดยสมบูรณ์ นัยน์ตาเขาทอประกายวาบ จากนั้นก็ส่งกระแสจิตเข้าแผ่นหยก เงาร่างพลันหายไปในพริบตา
ในเวลานี้เอง ท่ามกลางภูเขาไฟสามลูกในยามราตรี ส่วนลึกของภูเขาไฟที่เป็นตัวแทนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีนั้น ท่ามกลางเปลวเพลิงในความมืด ก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
ปราณของเงาร่างนี้อ่อนแรงนัก สีหน้าปวดร้าว ส่วนร่างก็เริ่มผุเน่าราวกับจะขาดวิ่น เหมือนว่าอยู่ในสภาพใกล้พังทลายเต็มที ที่ยังไม่หลุดออกเป็นสี่ห้าส่วนก็เพราะพยายามฝืนพยุงไว้สุดแรง
ในสภาวะหายใจรวยริน เงาร่างนี้พลันเบิกดวงตาทั้งสอง นัยน์ตาของเขาไร้นัยน์ตาดำ แต่กลับถูกความขมุกขมัวกดทับเอาไว้ ราวกับว่ากระทั่งการลืมตาขึ้นก็ทำให้เงาร่างเจ็บปวดทรมานสุดทน
แต่เงาร่างนี้ก็ยังคงพยายามลืมตาเพื่อมองไปด้านหน้า
………………………………………
ในคืนราตรี ภูเขาไฟของสำนักเหอเสียนเปล่งปลั่งพร่างพรายอย่างยิ่ง มันและภูเขาของอีกสองสำนักรวมกันก่อรูปร่างเป็นเหมือนกับประภาคาร ทำให้ศิษย์ของสามสำนักที่ออกไปข้างนอกในยามค่ำคืนแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลมาก แต่ก็ยังมองเห็นได้
สำหรับศิษย์ทั่วไปแล้ว สัตว์ประหลาดทั้งหมดที่อยู่ในยามค่ำคืนจะสลายหายไปเมื่อเข้าใกล้กับประตูสำนัก ราวกับไม่มีสัตว์ประหลาดตัวไหนสามารถก้าวเข้ามาภายในขอบเขตภูเขาไฟของสามสำนักได้เลย
นี่แทบจะเป็นกฎข้อหนึ่งไปแล้ว จนถึงตอนนี้ ศิษย์ทั้งสามสำนักก็ยังไม่เคยเจอเรื่องที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดเข้ามาในประตูภูเขาเลยสักครั้ง ถึงขั้นที่ในบันทึกโบราณของสามสำนักก็ยังไม่มีบันทึกเรื่องแบบนี้เอาไว้
เหมือนกับว่าการดำรงอยู่ของสามสำนักคือเขตหวงห้ามสำหรับสัตว์ประหลาดในยามค่ำคืน
หวังเป่าเล่อก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นตอนนี้เมื่อเขาเข้ามาใกล้กับภูเขาไฟของสำนักเหอเสียน ก็ไม่ได้ก้าวเข้าไปในทันที แต่ยืนอยู่ตรงนั้น มองประตูภูเขาของสำนักเหอเสียน
ไม่รู้ว่า…ในโลกแห่งเสียง สามสำนักจะมีลักษณะอย่างไร
หวังเป่าเล่อลังเลเล็กน้อย เมื่อก่อนตอนที่เขากลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด เขาไม่เคยเข้ามาใกล้ภูเขาไฟของสามสำนักเลย แต่ตอนนี้เขาเกิดแรงกระตุ้นในใจ ดังนั้นขณะที่นิ่งคิดและสังเกตเห็นว่าไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่รอบๆ ร่างกายของหวังเป่าเล่อก็หายวับไปทันที
ดูเหมือนกับไม่มีอยู่ แต่ความจริงเขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น เพียงแต่โลกใต้ฝ่าเท้าของเขาได้เปลี่ยนไป ไม่ใช่คืนมืดมิด แต่ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงแล้ว
ชั่วขณะที่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็มองเห็น…ลักษณะที่แท้จริงของภูเขาไฟสำนักเหอเสียน
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ร่างกายที่อยู่ในโลกแห่งเสียงของหวังเป่าเล่อสั่นสะท้านทันที
นั่นมันภูเขาไฟที่ไหนกัน เห็นชัดๆ ว่ามันคือ…โลงศพยักษ์!
โลงศพหลังนี้เป็นสีดำสนิท แต่ฝาโลงก็ถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง ตอนนี้มันวางอยู่ตรงนั้นและเต็มไปด้วยความมืดมนอึม ครึม ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับพลังแห่งการกลืนกิน
เมื่อมองไกลๆ ภูเขาไฟของสำนักเหิงฉินและเต๋าแห่งดนตรีก็เช่นเดียวกัน ล้วนเป็นโลงศพหินดำทั้งสิ้น
และในโลงศพนี้ก็มีดวงแสงแน่นขนัดกว่าหนึ่งแสนดวง ดวงแสงเหล่านี้บางดวงสว่างไสวอย่างยิ่ง บางดวงหม่นแสงมาก และดวงแสงทุกดวงที่นี่ก็คือผู้ฝึกตนแต่ละคนนั่นเอง
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อสั่นสะท้านอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันเขาก็มองเห็นว่า…ในส่วนลึกของโลกศพสำนักเหอเสียนและสำนักเหิงฉินนั้น กลับมีกลุ่มแสงมหึมาสองกลุ่มสถิตอยู่
มองดูดีๆ แล้วจะเห็นว่าความจริงดวงแสงในโลงศพแต่ละโลงพัวพันอยู่รอบกลุ่มแสงและเชื่อมต่อกับมันเป็นสายใยนับพันนับหมื่นสาย ราวกับกลุ่มแสงนี้คือแหล่งกำเนิดที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน หวังเป่าเล่อก็มองเห็นรางๆ ว่าภายในกลุ่มแสงสองกลุ่มนี้คล้ายมีเงาร่างคนนั่งขัดสมาธิอยู่
เจ้าปรารถนาเสียง… หวังเป่าเล่อตื่นตัวอย่างยิ่ง เขานึกถึงเรื่องที่เจ้าแห่งสุขพูดเกี่ยวกับความลับของเจ้าปรารถนาเสียง
เจ้าปรารถนาเสียงนั้นมีร่างเดิมไม่สมบูรณ์ ถูกแบ่งเป็นสามร่าง ก่อเกิดเป็นร่างแยกสามร่างที่กลายมาเป็นเจ้าสำนักของสามสำนัก เหมือนว่าจะสอดคล้องกับคำพูดของเจ้าแห่งสุข พอหวังเป่าเล่อมองไปยังโลงศพของเต๋าแห่งดนตรีที่อยู่ไกลๆ เขามองเห็นเพียงดวงแสงจำนวนมากที่อยู่ในนั้นเท่านั้น แต่กลับไม่เห็นกลุ่มแสง
แต่พอดูดีๆ แล้ว เขาก็ยังสัมผัสได้รางๆ ว่าใจกลางของดวงแสงเหล่านั้นยังมีกลุ่มแสงสถิตอยู่ เพียงแต่มันสลัวมากเกินไป ดังนั้นจึงสังเกตเห็นได้ยาก
แม้แต่เงาร่างที่อยู่ในนั้นก็สลัวเลือนรางอย่างยิ่ง ราวกับลมหายใจคล้ายอ่อนแอเหลือเกิน
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ แล้ว หวังเป่าเล่อก็มั่นใจว่า…เงาร่างที่นั่งขัดสมาธิผู้นี้ก็คือเจ้าปรารถนาเสียงที่วันนั้นปรากฏตัวขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าปรารถนารสในเมืองปรารถนารสนั่นเอง
เจ็ดอารมณ์ ไม่ได้โกหกข้า หวังเป่าเล่อกำลังสังเกตการณ์อยู่ แต่จู่ๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกอันตรายขึ้นมา เขาสังเกตเห็นว่าเงาร่างภายในแหล่งกำเนิดแสงมหึมาสองกลุ่มภายในโลงศพของสำนักเหอเสียนและสำนักเหิงฉินนั้น คล้ายจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาถอนสายตากลับแล้วก็ถอยหลังไป ขณะเดียวกัน หวังเป่าเล่อที่มีเพียงสองเต๋าและกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดก็สามารถสัมผัสได้ถึงดวงจิตเทพมหาศาล มันกลับแผ่ออกมาจากภายในสำนักเหิงฉินและสำนักเหอเสียน แต่คล้ายไม่ได้มุ่งเป้ามาที่หวังเป่าเล่อ ดังนั้นการแผ่กระจายนี้จึงกวาดมองไปทั่วทั้งพื้นที่แทน
ทั้งหมดนี้พูดแล้วยืดยาว แต่ความจริงล้วนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา หวังเป่าเล่อที่กำลังถอยร่นอยู่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน โชคดีที่เขาตอบสนองได้รวดเร็ว สีหน้าของเขาแข็งทื่อทันทีเมื่อถึงช่วงวิกฤต ร่างกายเปลี่ยนไป กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่อยู่ในโลกแห่งเสียงที่ไม่มีคุณสมบัติแตกต่างอะไรเป็นพิเศษ
ดวงจิตเทพกวาดผ่านตัวเขาไป จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง เห็นชัดว่าเจ้าของดวงจิตเทพไม่ได้สังเกตเห็นอะไรมาก แต่ไม่นานก็มีร่างเต๋าสองร่างบินออกมาจากภายในภูเขาไฟของทั้งสองสำนัก แต่ละร่างพุ่งออกมาจากประตูสำนัก ราวกับกำลังค้นหา
ส่วนทางด้านหวังเป่าเล่อ เนื่องจากเขาไม่ได้อยู่ไกลจากสำนักเหอเสียนนัก ดังนั้นเขาจึงมองเห็นร่างของเยว่หลิงจื่อและสือหลิงจื่อทันที คนแรกขมวดคิ้วงามแล้วบินไปอีกทางไกลๆ แต่สือหลิงจื่อกลับบินพุ่งมาทางที่หวังเป่าเล่ออยู่
เมื่อเห็นหน้าตาท่าทางกวนบาทาของอีกฝ่าย หวังเป่าเล่อก็แค่นเสียงอยู่ในใจ ลอบกล่าวว่า ‘ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ข้าไม่สะดวกจะโจมตีล่ะก็ จะต้องทำให้เจ้าได้เจ็บตัวแน่นอน’
เขาควบคุมความคิดที่อยากจะลงไม้ลงมือ หวังเป่าเล่อไม่สนใจสือหลิงจื่อ แต่แสร้งทำท่าทางเหมือนถูกดึงดูด แล้วเดินตามเขาอย่างมึนงงอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งความรู้สึกใจสั่นที่มาจากภายในภูเขาไฟของสองสำนักหายไป หวังเป่าเล่อลังเลนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าวันนี้จะปล่อยสือหลิงจื่อไปสักครั้ง
ดังนั้นเขาจึงถอนตัวออกจากโลกแห่งเสียง กลับสู่ค่ำคืนมืดมิด ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานจึงกลับไปยังสำนักเหอเสียงอีกครั้งก่อนรุ่งสาง
หวังเป่าเล่อเดินเข้าไปในเขตภูเขาไฟอย่างตื่นตัวและระมัดระวัง หลังจากก้าวเข้าสู่ประตูสำนักแล้ว ความรู้สึกอันตรายแบบก่อนหน้านี้ก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก หวังเป่าเล่อจึงถอนหายใจโล่งอก เขาคิดว่าเมื่อครู่ตนเองประมาทไปหน่อย
เจ้าปรารถนาเสียง ถึงอย่างไรก็เป็นร่างแปลงของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียง แม้ว่าตนจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด แต่เทียบกับพวกเขาแล้วก็ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ ดังนั้นเขาจึงสูดลมหายใจลึก รู้สึกว่าตัวเขาที่มีท่วงทำนองซ้อนทับกันถึงเจ็ดหมื่นกว่าท่อนยังอ่อนแอเกินไป
ข้าต้องพยายามต่อไป! หวังเป่าเล่อตั้งใจแน่วแน่ เมื่อเดินไปยังถ้ำที่พัก วงแหวนปราณที่ประตูสำนักด้านหลังก็ส่งเสียงหวึ่งๆ ออกมา ไม่นานร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาใกล้ทันที
ขณะที่เขาก้าวเข้ามา ทันใดนั้นก็มีเสียงดนตรีดังไปทั่วทุกทิศคล้ายกับปราณกระบี่ หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง เมื่อหันกลับไปมอง เขาก็เห็นใบหน้านิ่งขรึมของสือหลิงจื่อ ที่ตอนนี้กำลังพุ่งไปยังยอดเขา
เห็นได้ชัดว่าสือหลิงจื่อสังเกตเห็นสายตาของหวังเป่าเล่อแล้ว แต่ในความคิดของเขา จะหวังเป่าเล่อก็ดี หรือศิษย์คนอื่นๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นมดปลวก ดังนั้นจึงไม่แม้แต่จะเหลือบมอง และเลือกที่จะเมินเฉยแล้วเคลื่อนผ่านไปตรงๆ
คลื่นเสียงพุ่งสูง พัดม้วนอยู่บนร่างของหวังเป่าเล่อ ทำให้ในใจของเขายิ่งรู้สึกไม่ดีต่อสือหลิงจื่อมากขึ้น
รอให้ข้าหาโอกาสได้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักความเยี่ยมยอด! หวังเป่าเล่อแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ ถอนสายตาที่มองไปยังสือหลิงจื่อแล้วกลับเข้าไปในถ้ำที่พัก นั่งขัดสมาธิ เริ่มตระหนักรู้ท่วงทำนอง ขณะเดียวกันก็รอคอยการทดสอบซึ่งกำลังจะถูกจัดขึ้นที่สามสำนักที่เจ็ดอารมณ์เอ่ยถึง
เป็นเช่นนี้ เวลาก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปแล้วเจ็ดวัน
ในช่วงเจ็ดวันนี้ หวังเป่าเล่อแทบจะไม่ได้ออกจากถ้ำที่พักเลย ท่วงทำนองของเขาก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยขณะที่อยู่ในการตระหนักรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หวังเป่าเล่อค้นพบว่าเมื่อผสานรวมกับกฎเกณฑ์ของสี่อารมณ์แล้ว การตระหนักรู้ของเขายิ่งเกินความจริงมากกว่าเดิม
อักขระซ้อนทับของเขาทะลวงจากเจ็ดหมื่น บรรลุถึงแปดหมื่นกว่าแล้ว
ขณะเดียวกัน การประกาศเรื่องการทดสอบก็แพร่เข้ามาในจิตใจของคนทุกคนผ่านแผ่นหยกของศิษย์แต่ละคนในวันที่แปดเช่นกัน
…………………………
“นี่…คุณสมบัติการฝึกตนของข้าดีขนาดนี้จริงหรือ” หวังเป่าเล่อผู้หยิ่งยโสมาตลอด ตอนนี้รู้สึกสงสัยกับตัวเองในลักษณะหายาก
เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ เพราะในช่วงสั้นๆ นี้ จำนวนของทำนองในร่างของเขากลับเพิ่มขึ้นพรวดเดียวถึงเกือบหมื่นกว่าตัว ทำให้ท่วงทำนองที่ซ้อนทับของเขาในปัจจุบันใกล้จะบรรลุถึงสามหมื่นแล้ว
เรื่องแบบนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยคิดมาก่อน แต่เขาจำเป็นต้องตระหนักรู้อย่างไม่หยุดยั้งถึงจะได้รับมา ทว่าตอนนี้…แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ฟังเสียงจอแจในเมือง ทำนองในร่างกายก็คล้ายจะกระโจนออกมาไม่หยุดเหมือนกับเมล็ดถั่วแล้ว
ภาพนี้แม้แต่ตัวเขาก็ยังตกตะลึงมาก
ความรู้สึกแบบนี้เหมือนกับตอนที่เขาอยู่บนโลกและยังไม่ได้สอบเข้าสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ยามที่เรียนอยู่ในบ้านเกิด เขาคิดอย่างมั่นใจว่าตราบใดที่เป็นเรื่องที่เขาอ่านมาแล้ว ก็จะต้องสอบได้ 100 คะแนนแน่นอน
แต่เมื่อการสอบมาถึง เขายังอ่านไม่ทัน แต่ชั่วขณะที่กระดาษข้อสอบวางอยู่ตรงหน้า คำตอบกลับผุดขึ้นมาในหัวของเขาเองเสียอย่างนั้น
เหมือนกับว่า เขาเป็นคนออกข้อสอบเอง…
หวังเป่าเล่อคิดมาถึงตรงนี้ ทันใดนั้นร่างกายก็สั่นสะท้าน ในดวงตาก็มีประกายแสงสาดวาบ ปากเอ่ยพึมพำ
“เหมือนกับว่าข้าเป็นคนออกข้อสอบหรือ” หวังเป่าเล่อนึกถึงงานเลี้ยงล่าสัตว์ ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เหมือนกับแหล่งพลังงานผู้นั้นที่เขาเจอในโลกาชั้นแรกมีความคับแค้นและความบ้าคลั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าตอนที่อีกฝ่ายเห็นเขา
ขณะเดียวกัน เขาก็นึกถึงใบหน้าภายใต้หน้ากากของวิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้น การคาดเดาที่เคยลอยเข้ามาในหัวและถูกเขาสยบเอาไว้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
“เป็นไปไม่ได้!”
แทบจะทันทีที่ความคิดนี้ปรากฏขึ้นมา มันก็ถูกหวังเป่าเล่อฝืนตัดทิ้งทันที เขายืนอยู่บนถนน นิ่งอยู่นานถึงค่อยเดินกลับโรงเตี๊ยมไปอย่างเงียบงัน
ภายในห้องพักโรงเตี๊ยม เขาเปิดหน้าต่างออก ทำให้เสียงด้านนอกดังเข้ามาไม่หยุด แบบนี้จำนวนของท่วงทำนองภายในร่างของเขาก็จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
กระทั่งจำนวนรวมมีถึงสี่หมื่นกว่าชิ้น ความถี่ของการเพิ่มพูนถึงลดลงอย่างช้าๆ กระทั่งย่างเข้ายามพลบค่ำ มันจึงหยุดลงโดยสมบูรณ์ และจำนวนรวมของการซ้อนทับทั้งหมด…ก็เพิ่มถึงห้าหมื่น
ท่วงทำนองห้าหมื่นชิ้นซ้อนทับเข้าด้วยกัน อานุภาพที่ก่อเกิดขึ้นมามีมากเท่าไหร่ หวังเป่าเล่อก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่เขาสัมผัสได้ว่า ตัวเขาในตอนนี้…ความแข็งแกร่งของพลังรบโดยรวมได้บรรลุถึงระดับที่น่าตะลึงอย่างยิ่งแล้ว
แม้ว่าจะยังสู้ร่างจริงไม่ได้ แต่…เขาในตอนนี้ ก็มั่นใจว่าด้วยการเพิ่มพูนและการตระหนักรู้ทางกฎเกณฑ์ของตน ไม่ว่าต้องเผชิญกับการโจมตีของเจ้าปรารถนาคนใด เขาก็มีพลังรักษาชีวิตรอดแน่นอน
“ถ้าหากฝึกบำเพ็ญอย่างนี้ต่อไป…แล้วมีวันหนึ่งที่ข้าเชี่ยวชาญกฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ทั้งยังฝึกฝนจนถึงระดับสูงเหมือนๆ กัน เวลานั้น ข้าจะ…” หวังเป่าเล่อหลับตาลงในความเงียบงัน รอคอยราตรีกาล
ไม่นาน แสงสายันห์ก็ถูกรัตติกาลปกคลุม ชั่วขณะที่ทั้งเมืองปรารถนาเสียงมืดมิด หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้น ร่างกายค่อยๆ เลือนรางแล้วกลายเป็นสัตว์ประหลาด ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง
เมื่อเขาก้าวเข้ามา สิ่งก่อสร้างรอบตัวก็กลายเป็นเส้นสาย ขณะที่ก้าวออกมาจากห้องพัก พวกสัตว์ประหลาดที่แหวกว่ายไปมานับไม่ถ้วนในคืนมืดมิดด้านนอกก็สั่นสะท้านกันหมด
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเหล่านั้น หลังจากที่ตอนนี้พวกมันแทบจะทั้งหมดในขอบเขตนี้สัมผัสได้ถึงหวังเป่าเล่อ พวกมันกลับก้มหัวให้เขา ราวกับว่ากลิ่นอายของร่างหวังเป่าเล่อทำให้พวกมันทั้งหมดยอมจำนน
ภาพนี้ทำให้แววตาของหวังเป่าเล่อเปล่งประกาย เขาเดินออกไปข้างนอกด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่เดินอยู่ในโลกแห่งเสียง สัตว์ประหลาดทั้งหมดระหว่างทางก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน เรื่องนี้พิสูจน์ได้ถึงความน่าสะพรึงของท่วงทำนองห้าหมื่นชิ้นที่ซ้อนทับกันในตัวของหวังเป่าเล่อได้เลย
ขณะที่หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ ตอนนี้ด้านหน้าของเขามีสัตว์ประหลาดร่างเต่าตัวหนึ่งอยู่ในความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว ขนาดของมันใหญ่เกือบพันจั้ง กำลังค่อยๆ เดินผ่านมา และร่างของมันก็หยุดชะงักราวกับสังเกตเห็นหวังเป่าเล่อ ก่อนคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับ
เมื่อมองดูเจ้าสัตว์ประหลาดร่างเต่า สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เป็นพวกที่หวังเป่าเล่อในอดีตเห็นแล้วจะต้องหลบเลี่ยง แต่ตอนนี้คล้ายกับว่ากลิ่นอายของเขาสามารถทำให้อีกฝ่ายเคารพได้
ท่ามกลางความเงียบงัน หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ในใจ สถานการณ์ก่อนหน้านี้ของเขา อย่างมากที่สุดก็แค่สามารถทำให้สัตว์ประหลาดเหล่านี้สนิทสนมกับตนได้เท่านั้น และควบคุมได้แค่ระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ เขาเหมือนจะควบคุมการเปิดปิดบางอย่างได้
ขณะที่ความคิดเคลื่อนไหว ร่างของสิ่งมีชีวิตร่างเต่ามหึมาเน่าเปื่อยและเต็มไปด้วยตุ่มหนองตรงหน้าก็พร่าเลือนในชั่วพริบตา คล้ายถูกลบหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง…
และทั้งกระบวนการนี้ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ยังคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อน
ความคิดของหวังเป่าเล่อหมุนแล่นอีกครั้ง ทันใดนั้นสัตว์ประหลาดที่กำลังจะถูกลบหายไปก็เริ่มย้อนคืนกลับมาเหมือนเดิมแล้ว
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ก้าวเดินไปพลางสะบัดมือ ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตร่างเต่าก็คล้ายได้รับคำสั่ง มันวิ่งทะยานหนีไปทันที
“ดูเหมือนว่าข้า…จะสามารถควบคุมที่นี่ได้” หวังเป่าเล่อลองดูอีกหลายครั้ง สุดท้ายหลังจากวิเคราะห์ดูแล้ว เขาก็ออกจากโลกแห่งเสียงมาปรากฏตัวในยามค่ำคืน แล้วเดินไปยังสำนัก
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ผสานเข้าไปในโลกแห่งเสียงและเดินอยู่ในยามค่ำคืน อีกทั้งภายในร่างก็ไม่ได้จุดประกายไฟท่วงทำนองขึ้นแม้แต่นิด แต่สัตว์ประหลาดที่อยู่ในโลกแห่งเสียงกลับไม่ได้พุ่งเข้ามาหาเหมือนเมื่อก่อน ทว่าหลบหนีไปไกลเหมือนตอนอยู่ในโลกแห่งเสียง
“น่าสนใจนี่” หวังเป่าเล่อแย้มยิ้ม เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า ค่อยๆ เข้าใกล้ภูเขาไฟของสำนักเหอเสียน
กล่าวได้ว่าพัฒนาการของหวังเป่าเล่อในมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้ราบรื่นอย่างยิ่ง ร่างจริงของเขาเงียบงันอยู่ในส่วนลึกใต้พื้นพิภพ เก็บซ่อนกลิ่นอายทั้งหมด ส่วนร่างแยกเป็นอิสระอยู่ข้างนอก ฝึกฝนกฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาทีละกฎเกณฑ์
จนถึงตอนนี้ มหาเทพยังไม่ฟื้นขึ้นมา ผู้พิทักษ์ก็ไม่ได้ตามหาหวังเป่าเล่อ ยิ่งกว่านั้นเขายังสร้างสัมพันธ์กับเจ้าแห่งอารมณ์มากมาย และบรรลุข้อตกลงกับเจ้าปรารถนารสอีก
กล่าวได้ว่าในแง่หนึ่ง หวังเป่าเล่อถือว่ายืนได้มั่นคงในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด
ขณะเดียวกัน ในโลกแห่งศิลาภายในร่างจริง การฝึกตนของอดีตคนรักและเพื่อนฝูงต่างก็ยกระดับขึ้นตามๆ กันทั้งนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว แม้หวังเป่าเล่อจะจากมา แต่ดวงจิตของเขาได้กลายเป็นเต๋าสวรรค์ของโลกแห่งศิลาไปแล้ว
เมื่อมีเต๋าสวรรค์สนับสนุน การฝึกตนของอาจารย์เขาก็ได้ทะลวงระดับแล้ว คนมากมายอย่างพวกเจ้าเยี่ยเหมิงและโจวเสี่ยวหยาก็เลื่อนระดับกันทั้งนั้น เพียงแต่…เมื่อเทียบกับอันตรายที่หวังเป่าเล่อได้เผชิญในปัจจุบันแล้ว พวกเขายังไม่อาจให้ความช่วยเหลือใดได้
ส่วนบนดินแดนแห่งเซียนก็มีสถานการณ์คล้ายกัน แม้ว่าบิดาของหวังอีอีจะยื่นมือมาได้ แต่กลับไม่มีเหตุผลให้ลงมือ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่จับตาดูเท่านั้น
ผู้ที่ให้ความสนใจเหมือนกันยังมีเทพเคารพสูงสุดคนอื่นๆ อีก
ส่วนทางด้านหวังอีอี นางเป็นหนึ่งในสองคนบนดินแดนแห่งเซียนที่เป็นห่วงกังวลต่อหวังเป่าเล่อมากที่สุด นางแทบจะมองไปยังสะพานสู่สวรรค์ทุกวัน คล้ายกับว่าสายตาของนางสามารถยืมกำลังจากสะพานเพื่อมองให้เห็นหวังเป่าเล่อที่อยู่ในส่วนลึกของทะเลดวงดาวพราวระยับได้ ในใจของนางมีภาพใบหน้าและบทสนทนาตอนที่หวังเป่าเล่อจากไปผุดขึ้นมา
“รับปากข้าว่าเจ้าจะกลับมา”
“ข้ารับปาก”
ยังมีอีกคน นั่นก็คือเฉินชิงจื่อ
ความทรงจำในอดีตชาติของเฉินชิงจื่อค่อยๆ ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาที่กราบซือถูเป็นอาจารย์มักจะมองไปยังสะพานสู่สวรรค์ที่ปลายขอบฟ้าอยู่หลายครั้ง เขารู้ว่าหวังเป่าเล่อไปเสาะหาสถานที่ต้นกำเนิดของทุกสิ่งผ่านทางสะพานแห่งนี้ เขาอยากช่วยเหลือ แต่กลับไม่อาจทำได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงเอ่ยพึมพำ
“ศิษย์น้อง…”
“พวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไรนะ…”
…………
คำพูดของเจ้าแห่งโกรธทำให้หวังเป่าเล่อคิดถึงเตาขนาดใหญ่ใบนั้นที่มีร่างจริงของเจ้าปรารถนารสอยู่ เช่นเดียวกับเจ้าปรารถนาเสียง เห็นได้ชัดว่าล้วนทรมานอยู่ใต้คำสาปทุกชาติทุกภพ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่อาจหนีพ้นได้แม้แต่นิด
และสาเหตุของทั้งหมดนี้ก็มาจากมหาเทพ
หวังเป่าเล่อเงียบไป แววตาฉายแววซับซ้อน เมื่อรวมกับความลับเหล่านั้นที่เขาค้นพบในโลกชั้นที่หนึ่ง คำตอบบางอย่างก็ปรากฏออกมาแล้ว
ครั้งหนึ่ง…แม่ทัพ 108 นายในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดเคยสู้รบอย่างดุเดือดและต่อต้านกับมหาเทพผู้สูงส่งองค์นั้น ผลลัพธ์คือมหาเทพได้รับชัยชนะ ในบรรดาแม่ทัพทั้ง 108 คน ส่วนใหญ่ถูกสยบเอาไว้ในโลกาชั้นแรก กลายเป็นตัวตนที่เหมือนกับตัวจ่ายพลัง จะต้องส่งสารอาหารไปให้กับมหาเทพทุกครั้ง กลายเป็นพลังต้นกำเนิดเพื่อรักษามหาเทพ
ส่วนอดีตแม่ทัพส่วนน้อยก็ต้องเลือกทรยศต่อมิตรภาพด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อก้มหัวให้กับมหาเทพ แต่แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กลายเป็นแหล่งอาหารแบบคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในโลกาชั้นที่สอง อีกทั้งในแง่หนึ่งก็ยังไม่มีข้อจำกัดมากขนาดนั้น แต่…
สิ่งที่รอพวกเขาอยู่คือคำสาปจากมหาเทพ
คำสาปนี้กลืนกินความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ราวกับฝังอยู่ในวิญญาณ ทุกวันทุกคืน ทุกชั่วทุกขณะ ล้วนกัดกินอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาต้องทนรับความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้ไปเรื่อยๆ
บางทีอาจเป็นเช่นที่เจ้าแห่งโกรธกล่าวมา
‘เทพเจ้าชื่นชอบผู้ไม่ยอมจำนน แต่เขาชอบเห็นความเจ็บปวดนิรันดร์ของผู้ยอมจำนนมากกว่า…’ หวังเป่าเล่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังท้องฟ้า เขานึกถึงผู้พิทักษ์ในโลกาชั้นแรกผู้นั้น
แม้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เขาล้วนไม่เคยได้พบกับผู้พิทักษ์คนนั้นอย่างแท้จริง แต่การโจมตีทางอ้อมหลายครั้งระหว่างพวกเขาก็ทำให้เขาคาดเดาบางอย่างอยู่ในใจได้ไม่มากก็น้อยแล้ว
ผ่านไปนาน หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจแผ่วเบา
จู่ๆ เขาก็ต้องการทำลายโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องร่างจริงกับมหาเทพ แต่ยังมีความต้องการของเขาด้วย เขาคิดว่าโลกแบบนี้ไม่ควรมีอยู่
พวกนี้ก็คือคำอธิบายหรือคำตอบที่พวกข้าให้เจ้าได้ เช่นนั้น…มอบคำตอบของเจ้า…ให้พวกเราสิ เจ้าแห่งโกรธอยู่ในบ้าน จ้องมองหวังเป่าเล่อ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
เจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้นที่อยู่ข้างๆ ก็เงยหน้ามองไปยังหวังเป่าเล่อเหมือนกัน
หวังเป่าเล่อเงียบไปนาน ทันใดนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมา คว้าเข้าไปในบ้านไม้ ตอนนั้นเองเมล็ดเต๋ากฎเกณฑ์ทั้งสี่ซึ่งถูกลบดวงจิตและรอยตราที่อยู่ตรงหน้าเจ้าแห่งโกรธก็พุ่งมาหาเขา
ระหว่างนี้ เจ้าแห่งโกรธหรี่ตาลง แต่กลับไม่ได้หยุดยั้ง เจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้นก็เช่นเดียวกัน ยังคงมองไปที่หวังเป่าเล่อ จนกระทั่งเมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งสี่บินออกไปจากบ้านไม้ ก่อนจะถูกหวังเป่าเล่อคว้าเอาไว้ หวังเป่าเล่อตรวจดูอย่างละเอียดรอบหนึ่งแล้วเก็บมัน ก่อนค่อยๆ เอ่ยปาก
ตกลง!
ทันทีที่คำพูดของเขาถูกเปล่งออกมา เจ้าแห่งโกรธก็พยักหน้า เมื่อโบกมือ บ้านไม้ทั้งหลังก็เลือนราง พริบตาต่อมาก็คล้ายถูกลบหายไปอย่างนั้น สลายไปทีละนิดๆ จนกระทั่งผ่านไปหลายอึดใจ บ้านไม้หลังนี้และเจ้าทั้งสามจากเจ็ดอารมณ์ในนั้นก็หายไปในยามราตรีโดยสมบูรณ์
หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้น เงียบงันอยู่นาน ยามหันกายกลับก็แปลงร่างเป็นสัตว์ประหลาด หายไปจากที่เดิมเช่นกัน
ราตรีเงียบสงัด
เมื่อค่ำคืนจากไปอย่างช้าๆ และรุ่งอรุณย่างกรายเข้ามา อาทิตย์แรกโผล่พ้นปลายขอบฟ้าไกล สาดแสงไปทั่วพื้นพิภพ ขจัดความมืดมิด เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ปรากฏขึ้นในห้องพักโรงเตี๊ยมที่เขาอาศัยอยู่
สาเหตุที่ปรากฏตัวได้แม่นยำขนาดนี้ก็เพราะหลังจากหวังเป่าเล่อแปลงกายเป็นสัตว์ประหลาด โลกที่เขาอยู่เป็นที่ที่คนอื่นไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ และในโลกแห่งนั้น เขาสามารถตามหาสถานที่เช่นโรงเตี๊ยมที่เขาพักอยู่ได้อย่างแม่นยำ
ตอนนี้เมื่อร่างของเขาปรากฏขึ้นมา หวังเป่าเล่อก็หรี่ตา เดินไปเปิดหน้าต่างออกแล้วมองออกไปบนถนนข้างนอกที่สว่างขึ้น ผ่านไปนานเขาถึงเปิดหน้าต่างลง แล้วกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังจากนั่งขัดสมาธิ เขาก็สะบัดมือขวา ทันใดนั้นรอบกายก็มีพลังขวางกั้นปรากฏขึ้นมา ทำให้กลิ่นอายของที่นี่ไม่อาจแผ่ออกไปข้างนอก หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึกแล้วนำเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งสุขจากสี่เมล็ดเต๋าเจ็ดอารมณ์ที่เขาได้รับออกมา
ชั่วขณะที่เขานำมันออกมา กฎเกณฑ์แห่งเมล็ดพันธุ์เต๋าก็แผ่กลิ่นอายน่าตะลึง ทำให้ในใจของหวังเป่าเล่อเปี่ยมไปด้วยความปรีดาอย่างไม่อาจควบคุม แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนดูดซับ ทว่าตรวจดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงแผ่พลังคุณสมบัติของร่างจริงในตัวออกไปสยบมัน
หลังจากตรวจสอบอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีความผิดปกติ หวังเป่าเล่อจึงบีบมันแรงๆ ทันใดนั้นเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์เมล็ดนี้ก็ผสานเข้าไปที่กลางฝ่ามือของหวังเป่าเล่อ หลังจากหลอมรวมกับร่างกายของเขา กลิ่นอายแห่งสุขก็พลันระเบิดอยู่ในร่างของหวังเป่าเล่อ
โชคดีที่ระดับกฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขาไม่ธรรมดา และคุณสมบัติของร่างจริงก็มีผลในการสยบ ที่สำคัญที่สุดคือภายในเมล็ดพันธุ์เต๋านี้ไม่มีรอยประทับของเจ้าแห่งสุขแม้แต่นิด ทั้งยังบริสุทธิ์ไร้ใดเปรียบ ทำให้การดูดซับของหวังเป่าเล่อไม่เจอกับอุปสรรคใดๆ
เมล็ดพันธุ์เต๋าที่ไร้รอยประทับเช่นนี้ เดิมตัวมันเองก็คือส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์แห่งสุขอยู่แล้ว ไม่ว่าใครที่ได้ไปล้วนสามารถดูดซับได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้ซึ่งอันตราย
นับประสาอะไรกับที่ตัวหวังเป่าเล่อมีกลิ่นอายและตระหนักรู้กฎเกณฑ์แห่งสุขอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นในด้านการผสานรวมก็ยิ่งไม่มีอุปสรรค ไม่นานขณะที่ดูดซับอยู่นั้น ทะเลตระหนักรู้ของเขาก็มี…รอยประทับพิเศษหนึ่งรอยปรากฏขึ้น
ลักษณะของรอยประทับนี้กลับเป็นใบหน้ายิ้ม และเมื่อมองดูดีๆ จะเห็นว่ารูปร่างของหน้ายิ้มนี้ก็คือหวังเป่าเล่อนั่นเอง
นี่ก็คือความแตกต่างของเจ็ดอารมณ์และหกปรารถนา รอยประทับของอย่างหลังแตกต่างกัน แต่อย่างแรกล้วนเป็นหน้าคน เพียงแต่สีหน้าแตกต่างกัน และอารมณ์ที่ตอบสนองก็ไม่เหมือนกันด้วย
เมื่อใบหน้ายิ้มก่อร่างขึ้น ร่างกายของหวังเป่าเล่อก็ส่งเสียงดังก้องทันใด กฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขากลับเหมือนจะทะลวงโซ่ตรวน ระเบิดออกมา ส่วนกฏเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็เช่นเดียวกัน ราวกับว่าเจ็ดอารมณ์สามารถส่งเสริมเติมเต็มกับหกปรารถนาได้
แม้ว่าระดับการเพิ่มขึ้นของมันจะไม่มากนัก แต่หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ว่าการเพิ่มระดับเช่นนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล้วนค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นทุกชั่วขณะ
มันทำให้ดวงตาของหวังเป่าเล่อเปล่งประกายเจิดจ้า หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง เขาก็นำเมล็ดพันธุ์เต๋าเจ็ดอารมณ์ชิ้นที่สองออกมา มันคือเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งโศก
เขาตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้งเช่นกัน กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีปัญหา หวังเป่าเล่อก็ไม่ลังเล ผสานมันเข้าไปในร่างเหมือนอย่างเมล็ดเต๋าแห่งสุข
ในไม่ช้า ทั่วร่างของเขาก็สั่นสะท้าน ภายในทะเลตระหนักรู้ของเขามีรอยประทับคล้ายใบหน้าร่ำไห้ปรากฏขึ้น เมื่อการเพิ่มระดับตามมาจากการระเบิดส่วนเล็กๆ มันก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึก จากนั้นก็ดูดซับผสานเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งแค้นและเมล็ดพันธุ์เต๋าแห่งโกรธเข้าไปในร่างทั้งหมด เมื่อรอยประทับใบหน้าที่แตกต่างกันทั้งสี่เปล่งประกายอยู่ในทะเลตระหนักรู้ของเขา กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อก็เพิ่มพูนขึ้นถึงสี่ครั้ง ราวกับได้ทะลวงขอบเขตบางอย่าง จนบรรลุถึงระดับที่น่าอัศจรรย์
แม้ว่าในระดับเช่นนี้ หวังเป่าเล่อจะไม่มีโอกาสแสดงร่างแห่งกฎเกณฑ์ของตนออกมา แต่เขาก็สัมผัสได้ว่า มันเหมือนกับว่า…อย่างน้อยก็สูงใหญ่กว่าหนึ่งพันจั้งแน่นอน!
ส่วนทางด้านกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน แต่ในด้านการแสดงออกกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนัก
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หลังคิดดูเขาก็ถอนการขวางกั้นทั้งสี่ด้านออก แล้วเดินออกไปจากห้องพักขณะครุ่นคิด แต่เมื่อเขาเดินออกจากห้องพักและได้ยินเสียงอึกทึกภายในโรงเตี๊ยมดังขึ้น หวังเป่าเล่อก็เบิกตาโพลงทันที
จากนั้นลมหายใจของเขาก็ถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย วาบร่างออกจากโรงเตี๊ยม เมื่อร่างของเขาปรากฏตัวอยู่บนถนนในเมืองปรารถนาเสียง ในชั่วขณะที่เสียงอื้ออึงพลุกพล่านมากมายรอบตัวประเดประดังเข้ามา ภายในร่างของหวังเป่าเล่อก็สะเทือนก้อง
ท่วงทำนองตัวแล้วตัวเล่าก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในร่างของเขาด้วยความเร็วเหนือจริง
สิบ ร้อย พัน…
หวังเป่าเล่อที่กำลังตกตะลึงอยู่ตอนนี้ตระหนักได้แล้วว่า การเพิ่มพูนของกฏเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงหลักๆ จะแสดงออกมาด้านความสามารถในการตระหนักรู้ หรือก็หมายความว่า มันปรากฏขึ้นมา…ที่คุณสมบัติของการฝึกตน!
สาเหตุที่บอกว่านี่คือความจริงใจก็เพราะในค่ำคืนนี้ เจ้าสามอารมณ์นั้นไม่กล้าทำอะไร หากลงมือจะต้องถูกเจ้าแห่งปรารถนาเสียงจับได้แน่ ดังนั้นการพบหน้าที่ดูเหมือนจะอันตรายนี้จึงไม่ใช่วิกฤตสำหรับหวังเป่าเล่อ
ความจริงแล้วต่อให้เขาไม่มีคุณสมบัติของร่างจริง ชั่วขณะที่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง เขาก็ยังสามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลทางอารมณ์พวกนั้นได้เช่นกัน
หวังเป่าเล่อยืนอยู่นอกบ้าน ไม่ได้เลือกก้าวเข้าไป ตอนนี้เขามองออกแล้วว่าทั้งนอกและในบ้านไม้หลังนี้เหมือนกับโลกสองใบ เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ทั้งสามท่านนี้สร้างออกมา แล้วบังคับให้ปรากฏขึ้นในยามราตรี ทั้งยังแฝงเร้นการปกปิดระดับสูงมากเอาไว้ ทำให้วิชาปรารถนาเสียงไม่อาจตรวจจับได้
แต่ทันทีที่ตนก้าวเข้าไปในบ้านไม้ ก็จะเท่ากับว่าก้าวเข้าสู่ภายในเขตแดนของทั้งสามแล้ว
“เป็นแค่ร่างแยกเท่านั้นนี่นา ตัวเป็นร่างแยก เจ้าเศร้าเสียใจมากใช่หรือไม่”
“น่าสนใจ ดังนั้นก็หมายความว่า เจ้าสวาปามต่อสู้กับเจ้าปรารถนาเสียงก็เพื่อเจ้าหรือ”
“ฮึ…”
เสียงของทั้งสามดังออกมาจากในบ้านแล้วเข้าสู่จิตใจของหวังเป่าเล่อ แต่ด้วยกลิ่นอายของคุณสมบัติร่างจริง อีกทั้งคนทั้งสามก็ยังควบคุมอารมณ์อยู่ ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางอารมณ์แบบก่อนหน้านี้
“ฝีมือยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้…” หวังเป่าเล่อค่อยๆ เอ่ยพูด เขาแน่ใจในคำตอบของคำถามสามข้อของเจ้าแห่งสุขได้ส่วนหนึ่งแล้ว บางทีเจ้าแห่งสุขอาจมีเป้าหมายอื่น แต่หนึ่งในนั้นจะต้องเป็นการหลุดพ้นอย่างแน่นอน
ส่วนแผ่นหยกที่เจ้าแห่งสุขมอบให้แผ่นนั้น ในช่วงเจ็ดวันนี้หวังเป่าเล่อก็ได้ทำการศึกษาแล้ว เขาต้องยอมรับว่าเคล็ดวิชาในแผ่นหยกชิ้นนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถสะท้อนการกลืนกินได้
เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งสุขคาดเดาความกังวลของหวังเป่าเล่อได้ สามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์ในที่นี้ก็ย่อมรู้ดี ดังนั้นหลังจากเจ้าแห่งโกรธมองดูหวังเป่าเล่อพักหนึ่งจึงเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“เจ้ามีคำถามอะไร พวกข้าสามคนสามารถตอบได้”
สีหน้าของหวังเป่าเล่อเคร่งขรึม มองคนทั้งสามคราหนึ่ง ในใจเข้าใจผู้ฝึกตนระดับนี้ดีมาก เดิมทีพวกเขาก็ดูหมิ่นการโกหกอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเต๋าของทั้งสามยังขัดแย้งกับการโกหกด้วย
แต่ทุกอย่างนั้นไม่แน่นอน ดังนั้นหลังจากเงียบไป หวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้นช้าๆ
“ด้วยความสามารถของทั้งสาม มาเยือนกะทันหันเพื่อช่วยเหลือเจ้าแห่งสุขในโอกาสนี้ ตามหลักเหตุผลแล้วก็มีโอกาสถึงแปดเก้าในสิบส่วน เหตุใดยังต้องการความช่วยเหลือจากข้าด้วยเล่า”
“ร่างเนื้อของเจ้าแห่งสุขอยู่ในยามค่ำคืน สำนึกรู้คิดอยู่ในโลกแห่งเสียง ถ้าหากเป็นอย่างแรก พวกข้ามีความมั่นใจอยู่สิบส่วนจริงๆ แต่อย่างหลัง…ร่างแปลงสองร่างของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงมีพลังหลักอยู่ในโลกแห่งเสียง พวกข้าจะถูกสยบให้อ่อนแอที่นั่น ความมั่นใจจึงมีเพียงห้าส่วน” เจ้าแห่งโกรธค่อยๆ เอ่ยพูด
“เดิมทีพวกข้าก็วางแผนจะฝืนทำเรื่องนี้แล้วล่ะ จะสำเร็จหรือไม่ แค่พยายามให้เต็มที่ก็พอ ตัวของเจ้าแห่งสุขเองก็คิดเช่นนี้ แต่การปรากฏตัวของเจ้าทำให้พวกข้ามองเห็นความหวังว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน”
“ดังนั้น พวกเราจำเป็นต้องให้เจ้าไปกลืนกินร่างแยกเต๋าแห่งดนตรีของเจ้าแห่งปรารถนาเสียง ไม่ใช่ให้เจ้าไปยื้อเวลาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะอย่างหลังได้ผลไม่มากนัก แต่อย่างแรก…เมื่อเทียบกับการต่อสู้ของพวกข้า สิ่งที่เจ้าแห่งปรารถนาเสียงให้ความสนใจยิ่งกว่าการไม่ให้สำนึกรู้คิดของเจ้าแห่งสุขหลุดพ้น ย่อมเป็นการสูญเสียอำนาจของตนเอง”
“ดังนั้น หากเจ้าเข้าร่วมด้วย พวกข้าก็มั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่นอน!” ประโยคสุดท้ายนั้นเจ้าแห่งโศกเป็นผู้เอ่ยออกมา
“จะรับประกันได้อย่างไรว่าข้าจะกลืนกินร่างแยกของเจ้าปรารถนาเสียงสำเร็จ” หวังเป่าเล่อถามอีกครั้ง
“อันดับแรกถ้าหากเจ้าปรารถนาเสียงกลืนกินเจ้าแล้วเขารักษาตัวได้สมบูรณ์ ต่อให้พวกข้าช่วยเหลือเจ้าแห่งสุขสำเร็จ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการไล่ล่า นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกข้าเลย และไม่ใช่สิ่งที่พวกข้าต้องการด้วย”
“ดังนั้น การรับประกันว่าเจ้าจะกลืนกินสำเร็จแล้วทำให้เจ้าปรารถนาเสียงอ่อนแอตลอดกาลนั้นจึงเป็นเรื่องที่พวกข้าต้องกระทำอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่เพื่อเจ้า แต่เพื่อตัวของพวกข้าเอง”
“เพราะอย่างนั้น เรื่องจึงเกิดการพลิกผัน ไม่ใช่เจ้าปรารถนาเสียงที่มาหยุดพวกข้าไม่ให้ช่วยเหลือเจ้าแห่งสุขก่อนแล้ว แต่เป็นพวกข้าที่หยุดยั้งร่างแปลงทั้งสองของนาง ไปขัดจังหวะการกลืนกินของนางแทน! ส่วนจะพิสูจน์ได้อย่างไร พวกข้าสามารถกล่าวคำสาบานด้วยเต๋าของตัวเองได้” เสียงของเจ้าแห่งโกรธดังก้องราวกับสายฟ้า เกิดเสียงสะท้อนขึ้นในบ้านไม้
หวังเป่าเล่อเงียบงัน หลังครุ่นคิดพักหนึ่งก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“จะรับประกันได้อย่างไรว่าเคล็ดวิชาย้อนกลับจะใช้งานได้”
“ยามที่ย้อนกลับ เจ้าไม่ได้ลงมือแค่คนเดียว แต่พวกข้าจะร่วมด้วย…” เจ้าแห่งโกรธพูดพลางก็ยกมือขวาขึ้นจับหน้าผากของตนทันที คล้ายจะดึงมันออกมา ก่อนโยนกลิ่นอายแห่งความโกรธเกรี้ยวมหาศาลที่แฝงเร้นอยู่ออกมารวมตัวกันเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าบนฝ่ามือ
ขณะเดียวกัน เจ้าแห่งโศกและเจ้าแห่งแค้นก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ละคนดึงส่วนหนึ่งของพลังตนเองออกมาก่อตัวเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋า ทั้งสามคนมาอยู่ต่อหน้าหวังเป่าเล่อ ตัดการเชื่อมต่อระหว่างตัวเองกับเมล็ดพันธุ์เต๋า ทั้งยังลบรอยประทับของตัวเองบนเมล็ดพันธุ์เต๋าอีกต่างหาก
ทำให้เมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งสามชิ้นกลายเป็นของบริสุทธิ์ไร้เจ้าของ ใครก็ตามที่ได้ไปล้วนสามารถใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์ของทั้งสามเต๋านี้ได้
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ชั่วขณะต่อมา เจ้าแห่งโกรธก็โบกมืออีกครั้ง กลับมีเมล็ดพันธุ์เต๋าเมล็ดหนึ่งบินออกมา มันแผ่กลิ่นอายแห่งสุขเข้มข้น
นั่นก็คือเมล็ดเต๋าแห่งสุข
“เมล็ดเต๋าทั้งสี่ชิ้นนี้มอบให้เจ้าไปผสาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยามที่เจ้าโคจรวิชากลืนกินย้อนกลับจะไม่ถูกก่อกวน การสยบยั้งจะทำให้ร่างแปลงเต๋าแห่งดนตรีบาดเจ็บหนัก ต้องสำเร็จแน่นอน!”
ดวงตาของหวังเป่าเล่อเปล่งประกายแสงแรงกล้าออกมาทันที เขาได้ศึกษาเคล็ดวิชาย้อนกลับนั่นแล้ว ดังนั้นจึงเข้าใจดีว่าถ้าหากกฎเกณฑ์ของเมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งสี่ชิ้นนี้ผสานเข้ากับกฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตน เมื่อกฎเกณฑ์หกเต๋าส่งเสริมกัน การต่อกรกับร่างแปลงของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงที่บาดเจ็บสาหัสผู้หนึ่งก็แทบจะไม่มีทางล้มเหลว
จะต้องสำเร็จแน่
เมื่อถึงจุดนี้ คำตอบและความจริงใจที่อีกฝ่ายมอบมาให้ก็เพียงพอแล้ว ตาชั่งในใจของหวังเป่าเล่อก็เริ่มเอนเอียง แต่เขายังไม่ได้ตัดสินใจในทันที ทว่าหลังจากนิ่งคิด เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“คำถามสุดท้าย ในเมื่อเจ้าปรารถนาเสียงมีเตาหลอมหลายคน เหตุใดไม่ครองร่างล่วงหน้าเล่า ทำไมต้องรอให้มีอันดับหนึ่งในการทดสอบแล้วถึงค่อยครองร่าง ทำเช่นนี้มันจะไม่ฟุ่มเฟือยหรือ”
คำถามนี้เป็นจุดสำคัญมาก และเป็นจุดที่ก่อนหน้านี้หวังเป่าเล่อไม่เข้าใจ
“นี่คือคำสาปที่ท่านเทพมอบให้กับเจ้าปรารถนาเสียง ให้นางต้องครอบงำร่างของศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสามสำนักที่ตนสร้างมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล เพื่อสร้างความอัปยศให้นางที่เคยเลือกก้มหัวให้กับเทพเจ้าเพื่อปกป้องศิษย์ของตัวเอง”
“เทพเจ้า…ชอบทำแบบนี้”
“ในสายตาของเทพเจ้า เขาจะชื่นชมผู้ที่ไม่ยอมจำนน แต่ชอบเห็นความเจ็บปวดนิรันดร์ของผู้ยอมจำนนมากกว่า ตัวอย่างเช่นเจ้าปรารถนาเสียง เพื่อที่จะปกป้องศิษย์ นางจึงเลือกทรยศต่อมิตรภาพแล้วก้มหัวให้กับเทพเจ้า แล้วเทพเจ้าก็คิดว่านางควรแบกรับความเจ็บปวดของความโศกเศร้าทุกครั้งที่ต้องกลืนกินวิญญาณและจิตใจมุ่งมั่นจากชีวิตของศิษย์ที่นางต้องต้องการปกป้อง เป็นช่วงเวลานับอสงไขย”
“ทำลายความดีงามของเจ้า ทำลายจิตสำนึกที่ดีของเจ้า…นี่ก็คือเทพเจ้า”
“ดังนั้น การปรากฏตัวของเจ้า เมื่อได้เป็นอันดับหนึ่ง เจ้าปรารถนาเสียงจะต้องเลือกกลืนกินเจ้าแน่นอน เพราะว่า…ศิษย์เต๋าคนอื่นๆ นั้น ชาติก่อนของแต่ละคนล้วนเคยเป็นศิษย์ที่นางคิดทุ่มชีวิตเพื่อปกป้อง และศิษย์เช่นนี้มีเหลืออยู่ไม่มาก ช่วงหลายปีที่ผ่านมาถูกนางกินไปมากมายนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ร่างกายของหวังเป่าเล่อก็สั่นสะท้าน
………………………………
พลังเคลื่อนย้ายถูกใช้งาน คืนมืดมิดสลายหายไป เจ้าแห่งสุขไม่ได้รอคำตอบจากหวังเป่าเล่อ แต่นางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะรอแน่ เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่อาจหลบเลี่ยง เว้นแต่ว่าจะจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ หากไม่กระตือรือร้นจัดการ ผลลัพธ์ก็สามารถคาดเดาได้เลย
และตราบใดที่คลี่คลายปัญหาความจริงใจและความเชื่อใจระหว่างพวกเขาได้ ทุกอย่างที่ตามมาก็จะเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ความจริงเป็นเช่นที่เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์คาดเดาไว้จริงๆ กลับไปที่หวังเป่าเล่อในโรงเตี๊ยม หลังจากนั่งลงขัดสมาธิแล้วเขาก็ครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขาเหมือนจะปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา แต่ความจริงในใจไม่ใช่อย่างนั้น
เพียงแต่ว่าความเสี่ยงที่ต้องแบกรับนั้นใหญ่มากนัก ถ้าหากได้กำไรแค่นั้น เขารู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้ม อีกอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือความเชื่อใจ
เขาไม่เชื่อใจเจ้าแห่งสุข
แต่กับเรื่องนี้ เส้นทางที่อยู่ข้างหน้าเขามีจำกัดมาก มันทำให้เวลาคิดพิจารณาของหวังเป่าเล่อยืดยาวไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่เขาเคยคิดถึงการหนีจากไป
ถึงอย่างไร แม้ว่ากฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงของเขาในปัจจุบันจะไม่ได้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ แต่พลังแห่งท่วงทำนองหลักก็น่าตะลึงอย่างยิ่ง ต่อให้ออกไปจากที่นี่ก็สามารถไปฝึกต่อข้างนอกได้ ทั้งยังพอจะให้เวลาเขาได้ฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจนบรรลุถึงระดับล้ำลึกได้บ้าง
แต่…โอกาสหนึ่งก้าวในการขึ้นสู่สวรรค์มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ความเย้ายวนของการกลืนกินร่างแปลงหนึ่งร่างของเจ้าปรารถนาเสียงมีมากเกินไปจริงๆ
ดังนั้นหลังจากหวังเป่าเล่อครุ่นคิด เขาก็ตัดสินใจจะรออีกเจ็ดวันเพื่อไปดูความจริงใจที่เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์พูดไว้ จากนั้นค่อยตัดสินใจขั้นสุดท้าย
“ถ้าจริงใจไม่พอ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เดิมพันกับเรื่องนี้ และจะรีบออกจากเมืองปรารถนาเสียงโดยเร็ว” หวังเป่าเล่อลอบตัดสินใจ ไม่กังวลกับเรื่องนี้อีก แต่ใช้เวลาไปตระหนักรู้ท่วงทำนองแทน
ไม่นานเจ็ดวันก็ผ่านไป เมื่อถึงวันที่เจ้าแห่งสุขนัดกับหวังเป่าเล่อไว้ก่อนหน้านี้ ในยามพลบค่ำของวัน หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้นมาโดยเร็ว แววตาเปล่งประกายสดใส
สิ่งที่จะได้ในคืนนี้จะตัดสินว่าเขาจะอยู่หรือไป ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขาชั่งน้ำหนักอยู่ในใจอีกครั้งเงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้พลาดอะไรไปแล้ว ทันทีที่ยามค่ำคืนมาถึง เขาก็บีบแผ่นหยกที่ได้รับมาจนแตกเป็นอันดับแรก แล้วไปยังจวนที่ประตูสำนักเหอเสียน หลังจากหยิบของที่อยู่ในนั้นไปแล้ว เขาก็จากไป พุ่งทะยานอยู่ในค่ำคืนมืดมิด
กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามหลังมา หวังเป่าเล่อก็กำลังจะแปลงกายเป็นสัตว์ประหลาดเข้าสู่โลกแห่งเสียง แต่ในตอนนี้เอง ดวงตาของเขากลับหรี่ลงเล็กน้อย เขามองเห็นเกี้ยวแดงปรากฏขึ้นในค่ำคืนเบื้องหน้า
เกี้ยวหลังนี้คล้ายตรงมาหาหวังเป่าเล่อโดยเฉพาะ มองแวบแรกยังอยู่ไกลๆ พริบตาต่อมาก็มาถึงตรงหน้าหวังเป่าเล่อแล้ว ที่ม่านของเกี้ยวบุปมีมือของเจ้าแห่งสุข ซึ่งตอนนี้มันกำลังโบกมือให้กับหวังเป่าเล่อเบาๆ จากนั้นเกี้ยวสีเลือดหลังนี้ก็เดินทางต่อ
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ครุ่นคิดดู แล้วตัดสินใจตามไป
การติดตามครั้งนี้ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม คิ้วของหวังเป่าเล่อค่อยๆ ขมวดมุ่น แต่ขณะที่เขาเริ่มจะทนไม่ไหว ทันใดนั้น ในยามค่ำคืนเบื้องหน้าเกี้ยวกลับมีบ้านไม้หลังหนึ่งปรากฏขึ้นมา!
“บ้านไม้?!” ดวงตาของหวังเป่าเล่อหดเกร็ง นี่เป็นครั้งแรกในยามค่ำคืนที่เขามองเห็นสิ่งก่อสร้าง ต้องรู้ว่าถึงแม้เมืองปรารถนาเสียงจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อถึงตอนกลางคืน แต่ความจริงเมื่อมองมาจากภายนอก จะมองไม่เห็นสิ่งก่อสร้างเลย
มีเพียงการแปลงกายเป็นสัตว์ประหลาดเท่านั้นถึงจะมองเห็นลวดลายเส้นสายได้ ดังนั้นเมื่อไม่ได้แปลงกายเป็นสัตว์ประหลาด นี่จึงเป็นครั้งแรกของหวังเป่าเล่อที่มองเห็นบ้านไม้ในคืนมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดนี้
ส่วนเกี้ยวบุปผาก็มาหยุดลงอยู่ข้างบ้านไม้หลังนั้น มือขวาที่ม่านค่อยๆ ชี้ไปที่บ้านไม้ จากนั้นก็เดินทางต่อ แล้วค่อยๆ หายไปในความมืด ราวกับมันปรากฏตัวขึ้นเพื่อพาหวังเป่าเล่อมาที่นี่
หวังเป่าเล่อมองไปที่บ้านไม้ ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไป จนมาถึงประตูของบ้านไม้ แววตาของเขาก็เปล่งประกาย ยกมือขึ้นเคาะเบาๆ
ทันใดนั้นเสียงเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้น ประตูบ้านไม้ถูกผลักออกมาจากข้างใน เผยให้เห็นภาพภายในบ้าน
ในบ้านมีโต๊ะอยู่หนึ่งตัว ข้างโต๊ะมีคนสองคนนั่งอยู่ ทั้งสองเป็นสตรี นอกจากนั้นยังมีชายคนหนึ่งกำลังเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง
สตรีสองคนนี้ คนหนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงิน ใบหน้างดงามเรือนร่างอรชร ขณะเดียวกันในแววตาของนางกลับมีความโศกเศร้า แม้แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของนางก็เป็นเช่นเดียวกัน
ส่วนสตรีอีกคนก้มหน้าอยู่ มองไม่เห็นหน้าตา แต่มีความเยือกเย็นแรงกล้าเป็นพิเศษอยู่บนร่าง
ส่วนชายที่เดินไปเดินมาผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่มาก ราวกับว่าการให้เขามาอยู่ในบ้านไม้หลังนี้ช่างทำให้เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ขณะเคลื่อนไหวก็สะกดกลั้นความโกรธเกรี้ยวไม่ได้ เท้าเหยียบลงพื้นทีไรก็ระเบิดอารมณ์ตามทุกครั้ง
ชั่วขณะที่มองเห็นคนสามคนนี้ ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็หดเกร็งอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสภายในร่างอยู่ในสภาวะปลดผนึกทันที บทเพลงหลักที่มีทำนองเพลงสามหมื่นท่อนทับซ้อนกันก็เตรียมเริ่มบรรเลง
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทันทีที่หวังเป่าเล่อมองเห็นคนทั้งสาม พวกเขาก็หันหน้ามามองหวังเป่าเล่อเช่นกัน
ชายร่างสูงใหญ่ที่เดินไปมาหยุดเคลื่อนที่ แต่ดวงตาแดงก่ำและแววตาที่มีเพลิงโทสะแผดเผาอยู่นั้นจ้องเขม็งมาที่หวังเป่าเล่อ ราวกับว่าชั่วขณะต่อมาเขาจะระเบิดอารมณ์จนสิ้น และเมื่อระเบิดออกมาแล้ว เพลิงโทสะย่อมโหมกระหน่ำเทียมฟ้าแน่นอน
อีกทั้งความรู้สึกเช่นนี้ก็คล้ายส่งอิทธิพลต่อหวังเป่าเล่อ ทำให้ในใจของหวังเป่าเล่อเกิดความโกรธเกรี้ยวไร้ที่สิ้นสุดขึ้นมาทันใด
และในชั่วขณะที่สตรีชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินหันหน้ามามองหวังเป่าเล่อ ก็ให้ความรู้สึกโจมตีแก่หวังเป่าเล่ออย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ความโศกเศร้าผุดขึ้นในใจของเขา ความเศร้าเช่นนี้เหมือนกับท้องทะเลที่จะกดเขาจมน้ำให้ได้
นอกจากนั้น ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือสตรีผู้ที่เดิมยังก้มหน้าอยู่ผู้นั้น ตอนนี้เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองมาที่หวังเป่าเล่อ ในใจของหวังเป่าเล่อก็สั่นสะเท้าน ความเคียดแค้นอาฆาตรุนแรงแพร่กระจายออกมาจากร่างของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ ความคับแค้น การกล่าวโทษ ความพยาบาท อารมณ์ทั้งหลายคล้ายกับเส้นสายมากมายที่พันธนาการตัวเขาไว้
และการระเบิดของอารมณ์สามอย่างนี้ก็ทำให้หวังเป่าเล่อคล้ายกลายเป็นสามส่วน หอบหายใจเร็วรี่ราวกับถูกแบ่งแยก แต่โชคดีที่คุณสมบัติร่างจริงของเขาไม่ธรรมดาสามัญ ขณะที่เขากำลังจะทรุดตัวลง หวังเป่าเล่อก็แผ่พลังออกมาข้างนอกอย่างไม่ลังเล เข้าไปต้านกับทั้งสามคนตรงๆ โดยพลัน
ทันทีที่กลิ่นอายของคุณสมบัตินี้แผ่ออกมา สีหน้าของคนทั้งสามในบ้านก็ตกตะลึงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ควบคุมการปลดปล่อยอารมณ์ของตน นับว่ายอมรับตัวตนของหวังเป่าเล่อแล้ว
ส่วนทางหวังเป่าเล่อ เขายืนอยู่นอกบ้าน จ้องมองคนทั้งสาม ในใจเดาได้ถึงฐานะของพวกเขาแล้ว เพราะตัวตนที่สามารถทำให้กลิ่นอายคุณสมบัติของร่างจริงแผ่ออกมาแล้วยังต้านทานได้นั้น จะต้องเป็นจอมพลังระดับห้า
และระดับห้าที่มีอารมณ์รุนแรงเช่นนี้ ตัวตนของพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องคาดเดาแล้ว
ดังนั้น ตอนนี้หวังเป่าเล่อจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าแห่งโกรธ เจ้าแห่งโศก และเจ้าแห่งแค้นจากเจ็ดอารมณ์!”
สามเจ้าจากเจ็ดอารมณ์รวมกันอยู่ที่นี่ เรื่องนี้ต่อให้เป็นหวังเป่าเล่อในอดีตก็คาดไม่ถึง แต่ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็รู้ว่าความตั้งใจอยากจะหลุดพ้นที่อยู่ในคำพูดของเจ้าแห่งสุขก่อนหน้านี้มีที่มาจากที่ใด
ในยามที่ร่างแปลงเต๋าแห่งดนตรีของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงบาดเจ็บสาหัส ถ้าหากเจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์ทั้งสามคนเข้ามาลงมือทันที เช่นนั้นต่อให้เจ้าแห่งปรารถนาเสียงจะมีวิชาลับหรือไพ่ตายอยู่ โอกาสที่เจ้าแห่งสุขจะได้รับความช่วยเหลือให้หลบหนีได้สำเร็จก็ยังมีมากอยู่ดี
นี่ก็คือความจริงใจของเจ้าแห่งสุข ไม่เสียใจที่จะเปิดเผยเรื่องเจ้าสามอารมณ์ให้หวังเป่าเล่อรู้ ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเอง
………………………
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็หดเกร็ง แม้ว่าจะสอดคล้องกับการคาดเดาของเขา แต่เขาก็ยังถูกความจริงเรื่องนี้สาดซัดจนเกิดคลื่นในใจอยู่ดี
ในเมื่อเป็นเตาหลอม ถ้าอย่างนั้นความจริงแล้วก็เป็นแค่ภาชนะเท่านั้น อีกทั้งภาชนะทุกตนล้วนถูกเลี้ยงดูให้เหมาะกับการรองรับเจ้าปรารถนาเสียงผู้นั้นมากที่สุด
นี่เท่ากับเป็นการเพาะเลี้ยงร่างกายจำนวนมาก ต่อให้ร่างแปลงจะบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เป็นไร เปลี่ยนใหม่ก็ได้แล้ว
นอกจากนี้ จากการคาดเดาของหวังเป่าเล่อ แม้ว่าจำนวนของผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ในสามสำนักจะไม่ได้มากมาย แต่ไม่มีทางมีศิษย์เต๋าจะจำกัดอยู่แค่หกคนแน่นอน
“อย่างน้อยก็ต้องมีอยู่สิบกว่าคน” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ความคิดแรกของเขาคือไม่อาจปล่อยให้เจ้าปรารถนาเสียงรักษาตัวได้ เพราะทันทีที่ร่างแปลงของอีกฝ่ายครองร่างสำเร็จ พลังของร่างแปลงทั้งสามก็จะสัมผัสถึงตัวเขาได้ทันที
พอถึงตอนนั้นแล้ว เขาก็จะตกเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน เขาก็คาดเดาจุดประสงค์ที่เจ้าแห่งสุขเอ่ยเรื่องพวกนี้กับตนได้ลางๆ ถึงอย่างไรเสีย…ในเมื่อมีศัตรูคนเดียวกัน เขากับเจ้าแห่งสุขก็นับว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว
หวังเป่าเล่อไม่อยากให้เจ้าแห่งปรารถนาเสียงฟื้นตัว และเห็นชัดว่าเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ก็ไม่ต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน
ดังนั้นหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึม ก่อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เจ้าแห่งสุข ท่านมีแผนการอะไร”
บางทีอาจเป็นเพราะช่วงหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่ได้สื่อสารกับหวังเป่าเล่อ จึงทำให้เจ้าแห่งสุขเข้าใจเขามากขึ้น และอาจเป็นเพราะห่างกันไปหลายวัน นิสัยของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์จึงเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากเสียงทุ้มต่ำจริงจังของหวังเป่าเล่อ ครั้งนี้เสียงของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์จึงเผยความเคร่งขรึมออกมา
“ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ แล้วเป็นอันดับหนึ่ง”
“แล้วก็ถูกเจ้าแห่งปรารถนาเสียงครอบงำร่างน่ะหรือ” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเรียบ
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ขอแค่เจ้าถูกเลือก ข้าก็สามารถช่วยเจ้าได้ ทันทีที่ร่างแปลงจากเต๋าแห่งดนตรีผู้นั้นของเจ้าปรารถนาเสียงกำลังจะครองร่างเจ้า การสะท้อนวิชากลับจะทำให้เจ้าหันกลับมาเป็นฝ่ายกลืนกินร่างแปลงเต๋าแห่งดนตรีผู้นั้นของเจ้าปรารถนาเสียงได้เอง” เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์รีบชี้แจง
“พอเจ้าทำสำเร็จก็จะสามารถช่วงชิงพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงสามส่วนของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงได้ จากนั้นจะกลายเป็นตัวตนที่เป็นรองเพียงเจ้าปรารถนาเสียงในด้านพลังปรารถนาเท่านั้น รวมกับที่เจ้าสามารถก้าวเข้าสู่โลกสัมผัสเสียงและกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดอีก พอถึงเวลานั้น…เจ้าแห่งปรารถนาเสียงก็ไม่อาจทำอะไรเจ้าได้แล้ว”
หวังเป่าเล่อหรี่ตา เนื้อหาในคำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาหวั่นไหวจริงๆ นี่เป็นทางลัดที่สามารถทำให้เขาได้รับพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้รวดเร็วที่สุด อีกทั้งเมื่อถึงเวลานั้น กฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขาก็จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อพวกมันส่งเสริมกันและกัน ก็จะบรรลุถึงระดับที่น่าตะลึงทีเดียว
แต่ว่า…เบื้องหลังภาพที่สวยงามนี้กลับแอบซ่อนความไม่แน่นอนหลายอย่างเอาไว้ชัดๆ ดังนั้นหลังจากหวังเป่าเล่อนิ่งเงียบไป เขาก็ค่อยๆ เอ่ยขึ้นมาว่า
“สามคำถาม”
“หนึ่ง ข้าไม่มีเมล็ดพันธุ์เต๋า ต่อให้กลายเป็นอันดับหนึ่ง จะให้ร่างแปลงเต๋าแห่งดนตรีของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงเลือกข้าย่อมเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง แล้วท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะเลือกข้า ไม่ใช่เลือกศิษย์เต๋าที่มีเมล็ดพันธุ์เต๋าคนอื่นๆ”
“สอง ความช่วยเหลือที่ท่านพูดว่าจะให้ข้าสามารถสะท้อนวิชากลืนกินกลับได้ ท่านจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่หลอกใช้ข้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของท่าน”
“สาม ข้าอยากรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของท่านคืออะไร!”
เมื่อหวังเป่าเล่อพูดจบก็มองไปยังความว่างเปล่าไกลๆ ซึ่งกลายเป็นสีขาวและกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ผ่านไปที่ใด ค่ำคืนมืดมิดก็จะสลายหายไป
“ขอให้เจ้าแห่งสุขพิจารณาให้รอบคอบเถิด ข้าแซ่หวังไม่เร่งให้ท่านตอบ แต่คำตอบของท่านจะเป็นตัวตัดสินใจว่าข้าจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่” หวังเป่าเล่อยืนขึ้น พูดจบแล้วก็เดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เงาร่างหายไปจากโลกแห่งเสียงนี้
จนกระทั่งเขาจากไป ก็มีเสียงถอนหายใจเหนื่อยล้าดังออกมาจากโลกแห่งเสียง
เสียงถอนหายใจนั้นมาจากเจ้าแห่งสุข นางรู้ดีว่าการโน้มน้าวใจหวังเป่าเล่อเป็นเรื่องยากยิ่ง ดังนั้นก่อนหน้านี้นางจึงไม่ได้บอกทุกอย่างในทันที แต่ยืดเวลาไปกว่าหนึ่งเดือน ทั้งคิดจะกระตุ้นความสงสัยของหวังเป่าเล่อเพื่อให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มเสาะหาเอาเอง
แต่วิธีการทั้งหมดนี้ ตอนนี้ผลลัพธ์ยังคงเป็นเหมือนเดิม โดยเฉพาะแปดวันก่อนที่อีกฝ่ายหายหน้าไปกะทันหัน นางยอมรับเลยว่า…นางตื่นตระหนกเล็กน้อย
นางไม่อยากให้โอกาสที่พันปียากจะหาพบผ่านไปอย่างนี้ ถึงอย่างไร…ถ้าหากหวังเป่าเล่อยอมร่วมมือ โอกาสที่เป้าหมายของนางจะสำเร็จผลก็แทบจะมีมากกว่าเก้าส่วนทีเดียว
แต่ถ้าหากหวังเป่าเล่อไม่ร่วมด้วย เช่นนั้นทุกอย่างก็มีโอกาสแค่ห้าสิบห้าสิบเท่านั้น
ดังนั้น คำพูดก่อนที่หวังเป่าเล่อจะจากไปจึงทำให้ฝ่ายเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ถอนหายใจ แล้วจมอยู่ในภวังค์ความคิดอันล้ำลึก นางกำลังชั่งน้ำหนักอยู่…
กลับไปที่หวังเป่าเล่อในโรงเตี๊ยม เขาก็กำลังชั่งน้ำหนักและคิดพิจารณาดูเช่นกัน
เรื่องนี้ใหญ่เกินไป หวังเป่าเล่อจะต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบจึงจะสามารถตัดสินความจริงที่อีกฝ่ายจะให้คำตอบในครั้งถัดไปได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ไปที่โลกแห่งเสียงในคืนวันถัดมา แต่ครุ่นคิดอยู่หลายวัน หลังจากแน่ใจว่าตนได้พิจารณาอย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้แล้ว ในคืนวันที่ห้า เขาก็เลือกจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง
แทบจะทันทีที่เขาแปลงกายเป็นสัตว์ประหลาดก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง ดวงจิตเทพของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ก็แพร่กระจาย เสียงของนางดังก้องอยู่ในใจของหวังเป่าเล่อ
“หนึ่ง ขอเพียงเจ้าได้อันดับหนึ่งมา เช่นนั้นเจ้าก็จะได้รับเม็ดยาแห่งกฎเกณฑ์เป็นรางวัลแน่นอน เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นข้าจึงมั่นใจอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากไม่ได้รางวัล เจ้าก็จะไม่ประสบกับการครอบงำร่าง ข้อตกลงระหว่างข้ากับเจ้าก็สามารถยกเลิกได้”
“สอง เรื่องที่ว่าจะพิสูจน์อย่างไรนั้น ข้าต้องบอกวิชาคาถาแก่เจ้าเสียก่อน เจ้าไปศึกษาเอาเอง อาศัยสติปัญญาและประสบการณ์ของเจ้า คิดว่าคงไม่ยาก ขณะเดียวกันข้าก็รู้ว่าเพียงเท่านี้มันยังไม่จริงใจมากพอ ดังนั้นหลังผ่านไปเจ็ดวัน ข้าจะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง ที่นั่น…ข้าจะให้หลักฐานที่เจ้าต้องการ!”
“สาม…เป้าหมายของข้านั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง ข้าต้องการหลุดพ้น! เจ้าแห่งปรารถนาเสียงใช้ผนึกสยบข้าไว้หลายปี ข้าไม่เคยมีโอกาสได้หลุดพ้นเลย แต่ตอนนี้ร่างแปลงเต๋าแห่งดนตรีของนางอ่อนแอ นี่จึงเป็นโอกาสดีของข้า ถ้าหากเจ้าช่วยข้า ก็จะทำให้ปัญหานอกในของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงระเบิดออกมาทั้งหมด ยิ่งทำให้ข้าหลุดออกจากกรงขังได้สะดวกขึ้น”
“ทุกคำที่ข้าพูดกับเจ้าไม่มีคำโกหกแม้แต่คำเดียว อีกอย่าง…แม้ว่าข้าจะใช้ประโยชน์จากเจ้า แต่เจ้าก็ได้ประโยชน์ใหญ่หลวงเช่นกัน ดังนั้นจึงเรียกว่าหลอกใช้ไม่ได้ นี่คือข้อตกลงของพวกเรา” เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์เอ่ยช้าๆ ในน้ำเสียงแฝงความจริงใจ จากนั้นก็รวบรวมดวงจิตเทพ กลายเป็นแผ่นหยกมายาชิ้นหนึ่งอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ แล้วลอยเข้ามาหาเขา
เมื่อมองดูแผ่นหยก หวังเป่าเล่อก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้พอใจกับคำตอบที่อีกฝ่ายให้มาสักเท่าไร เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อตัวของเจ้าแห่งสุขเลย แต่เขากลับเป็นคนเผชิญหน้ากับทั้งหมด
อันดับแรก หากสะท้อนวิชาครองร่างล้มเหลว ตนก็จะตาย
อย่างที่สอง ต่อให้สะท้อนการครองร่างสำเร็จ แต่ร่างแปลงอีกสองร่างของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงจะไม่มาหยุดยั้งหรือ เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นมาก็เท่ากับว่าตนดึงดูดอันตรายทั้งหมดน่ะสิ ส่วนทางฝั่งเจ้าแห่งสุขก็สามารถหลบหนีไปได้ง่ายๆ เลย
“จริงใจไม่พอ ข้าไม่ยอมรับ” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยต่อ หันกายฉับพลันและกำลังจะจากไป
และขณะที่เขากำลังจะจากไปนั้น แผ่นหยกที่ลอยอยู่ในตำแหน่งที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้ก็บินตามมาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เสียงของเจ้าแห่งสุขก็ดังก้องอีกครั้ง
“เจ็ดวันให้หลัง ข้าจะมอบความจริงใจที่เพียงพอให้กับเจ้า พอถึงตอนนั้นเจ้าค่อยตัดสินใจอีกครั้งดีหรือไม่”
…………………
การทดสอบที่ทำให้ศิษย์สามสำนักและมหาศิษย์ต้องบ้าคลั่ง เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์เอ่ยเสียงเรียบ
โอ้ หวังเป่าเล่อไม่มีอะไรให้พูดนัก และไม่ได้เอ่ยถามเช่นกัน ส่วนเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์นั้น หลังรออยู่เนิ่นนานก็พบว่าหวังเป่าเล่อยังคงนั่งอยู่บนก้างปลาตัวนั้นเช่นเดิม ราวกับไม่มีความสงสัยใคร่รู้อะไรนัก จึงเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว
เจ้าไม่สงสัยเรื่องเนื้อหากับจุดประสงค์ของการทดสอบหรือ
ไม่สงสัย หวังเป่าเล่อก้มหน้าเคาะก้างปลา ฟังเสียงตุบๆ ที่ดังมาจากมัน สัมผัสรับรู้ท่วงทำนองเพลงที่เปล่งเสียงเพิ่มขึ้นมาจากในร่าง เมื่อนำมันซ้อนทับเข้าไปแล้ว เขาก็ตอบกลับสุ่มๆ หนึ่งประโยค
เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์เงียบงัน จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่งก็เห็นหวังเป่าเล่อตบก้างปลา ให้ก้างปลาเคลื่อนที่เร็วขึ้น ราวกับกำลังจะตามหาแรงบันดาลใจในการตระหนักรู้เพิ่มขึ้นจากรอบๆ นางจึงอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
เจ้าอยากรู้ความลับของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงหรือไม่
เจ้าอยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องมาหลอกล่อข้า หวังเป่าเล่อใช้ฝ่ามือจับตัวประหลาดรูปร่างคล้ายกับคางคกมาตัวหนึ่งแล้วบีบมัน ทำให้มันส่งเสียงร้อง ‘อ๊บ อ๊บ’ ออกมา พลางกล่าวอย่างไม่สนใจ
เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งสุขก็มีศักดิ์ศรี เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของหวังเป่าเล่อก็เงียบงัน ไม่พูดอะไรอีก ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ถามเช่นกัน เป็นเช่นนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านไป เมื่อเห็นว่ายังมีเวลาอีกเกือบครึ่งชั่วยามค่ำคืนถึงจะผ่านพ้น ฝั่งเจ้าแห่งสุขก็เอ่ยออกมาคล้ายจนใจ
เจ้าแห่งปรารถนาเสียง ไม่ใช่หนึ่งเดียว…อันที่จริง นางเกิดขึ้นมาจากสามร่างแยก เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าสามร่างแยกนั้นเป็นใครกันบ้าง
ราวกับว่าวิธีการพูดของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์มักจะชอบหลอกล่อคนอื่นให้เอ่ยถามเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่มาเจอกับหวังเป่าเล่อ และครั้งนี้แม้ว่าเจ้าแห่งสุขผู้เริ่มเข้าใจลักษณะการพูดจาของหวังเป่าเล่อแล้วจะเอ่ยแบบนี้ออกมา แต่นางกลับไม่รอให้หวังเป่าเล่อได้ตอบกลับ แต่เป็นผู้ก็เอ่ยต่อไปเอง
เจ้าจะต้องอยากรู้แน่ พวกเขาก็คือ…
ไม่อยากรู้ก็ได้… หวังเป่าเล่อตอบกลับหนึ่งประโยค แต่เห็นชัดว่าถูกเจ้าแห่งสุขเมินไปแล้ว
พวกเขาก็คือ เจ้าสำนัก…ของทั้งสามสำนักในเมืองปรารถนาเสียง!
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา ในใจของหวังเป่าเล่อก็พลันสั่นไหว แต่เบื้องหน้ายังคงเป็นท่าทางไม่สนใจ ส่งเสียง อ้อ รับรู้ออกมา
เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ไม่สนใจท่าทีของหวังเป่าเล่อ นางเอ่ยต่อไปด้วยตัวเอง
เจ้าสำนักทั้งสามสำนักของเมืองปรารถนาเสียงนั้น พวกเขาก็คือร่างแปลงทั้งสามของเจ้าปรารถนาเสียง ส่วนเจ้าแห่งปรารถนาเสียงนั้นไม่มีร่างจริง เมื่อร่างแปลงสามร่างของนางผสานรวมเข้าด้วยกัน นั่นก็คือร่างจริง
แต่เป็นเพราะข้อห้ามและคำสาปในอดีต ร่างแปลงของนางจึงไม่อาจผสานรวมกันได้ตลอดกาล เอ่ยถึงตรงนี้ เจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ก็นิ่งไป แต่คล้ายไม่อยากได้ยินเสียงของหวังเป่าเล่อ ดังนั้นนางจึงฝืนเปลี่ยนความเคยชินของตัวเอง เอ่ยต่อไปอย่างรวดเร็ว
แต่ก็เป็นเพราะข้อห้ามและคำสาปเช่นเดียวกัน แม้ว่าร่างจริงของนางจะไม่อาจปรากฏออกมาได้ แต่ร่างแปลงก็เป็นตัวตนอมตะในแง่หนึ่ง เพราะร่างแปลงของนางก็มีความสามารถแบบเดียวกัน เรียกว่าการกลับชาติ เป็นประเภทเดียวกับการครองร่าง แต่ครอบงำยิ่งกว่าการครองร่าง
เช่นนั้น… หวังเป่าเล่อครุ่นคิดพลางเอ่ยขึ้นโดยไม่รู้ตัว และหลังจากเอ่ยออกมาเขาก็รู้สึกเสียใจแล้ว ทว่าเขาจำต้องยอมรับ ข้อมูลที่อีกฝ่ายพูดออกมาทำให้เขาตกใจมากจริงๆ
และความเสียใจของเขาก็ถูกต้องแล้ว เพราะว่า…เมื่อเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ได้ยินคำพูดนั้นของหวังเป่าเล่อ นางก็ไม่พูดต่ออีก จนกระทั่งค่ำคืนผ่านพ้นและหวังเป่าเล่อจากไป นางก็ยังไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่นิด
ทำให้หวังเป่าเล่อที่หายตัวไปจากตรงนี้เพื่อกลับสู่โรงเตี๊ยมรู้สึกจนใจเล็กน้อย เขาคิดว่าเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ผู้นี้มีปัญหาแน่ๆ ยิ่งเจ้าไปสนใจนาง นางก็ยิ่งทำตัวเย็นชา
ต่อกรกับคนแบบนี้ก็ต้องทำตัวเหมือนไม่สนใจ
และไม่อาจทำตัวกระตือรือร้นเพื่อให้นางมองเห็นข้ามากเกินไป… หวังเป่าเล่อครุ่นคิดพิจารณาแล้วแค่นหัวเราะเสียงเย็นไปทีหนึ่ง ลอบคิดว่าเรื่องแบบนี้ ร่างจริงในสมัยเด็กยังทำได้ ตนยิ่งแข็งแกร่งกว่าร่างจริง กำเนิดออกมาก็ทำได้เลย
คนบางคนก็ควรจะปล่อยให้ตากแห้งไว้อย่างนั้นแหละ หวังเป่าเล่อไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก แต่หยิบแผ่นทำนองเพลงออกมาแล้วตระหนักรู้ต่อ จนกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือน ทว่าเขากลับไม่ได้ไปที่ประตูสำนัก และไม่ได้ออกจากโรงเตี๊ยม ยิ่งไม่ได้ผสานเข้าสู่โลกแห่งเสียงด้วย
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนกว่าที่หวังเป่าเล่อไม่ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียง
และไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม เมื่อมีครั้งแรกแล้วก็ย่อมมีครั้งที่สอง ดังนั้น จนกระทั่งผ่านไปแล้ววันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่…จนแปดวัน
ในช่วงแปดวันนี้ หวังเป่าเล่อไม่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงแม้เพียงครึ่งก้าว ทั้งกายใจล้วนหมกมุ่นอยู่กับการตระหนักรู้ทำนองเพลง เพิ่มจำนวนท่วงทำนองของตน และสุดท้ายก็ทะลวงสองหมื่น บรรลุถึงระดับสามหมื่น
จนกระทั่งค่ำคืนวันที่แปดกำลังจะผ่านพ้น หวังเป่าเล่อจึงลืมตาขึ้นมา ก้าวเดินอย่างเกียจคร้านและกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดผสานเข้าสู่โลกแห่งเสียง ชั่วขณะที่เขาก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงนั้น เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีดวงจิตเทพเข้ามารวมตัวกันจากทั้งแปดทิศ มันแผ่กระจายอยู่รอบตัวของเขาอย่างร้อนรน
หลังจากรับรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว จิตใจของหวังเป่าเล่อก็ตะโกนร้องขึ้นมา เรียกหาก้างปลาที่รักของเขา ไม่นานก้างปลาตัวนั้นก็ว่ายเข้ามาหาจากที่ไกลๆ อย่างรวดเร็วแล้วแล่นลงที่บั้นท้ายของหวังเป่าเล่อ ให้เขาได้นั่งลงอย่างสบายๆ
และแทบจะขณะเดียวกับที่หวังเป่าเล่อนั่งลงไปนั้น ดวงจิตเทพที่แพร่กระจายอยู่รอบด้านก็เกิดการผันผวนเล็กน้อย ผ่านไปพักหนึ่ง เสียงแผ่วเบาก็ดังก้อง
ดังนั้น…หลังจากร่างแปลงสำนักเต๋าแห่งดนตรีของเจ้าปรารถนาเสียงต่อสู้กับเจ้าแห่งสวาปามแล้วบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งรักษาตนเองล้มเหลว ดังนั้น…ข้าจึงเดาว่ามีโอกาสอย่างมากที่จะเลือกการครองร่าง
และเป้าหมายของการครองร่างย่อมเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในสามสำนัก นี่ก็คือจุดประสงค์ของการทดสอบครั้งนี้ด้วย เพียงแต่ว่าศิษย์ของสามสำนักไม่มีใครรู้ความลับนี้เท่านั้น
ครั้งนี้ เจ้าแห่งสุขได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบคำพูดจากเมื่อก่อน นางให้คำตอบที่หวังเป่าเล่ออยากรู้ออกมารวดเดียว พูดออกไปทั้งหมด ถึงขนาดยังมีความรู้สึกเหมือนกับกลัวว่าพอพูดจบแล้วหวังเป่าเล่อจะจากไปทันทีอีกด้วย
เป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้จะเป็นเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ แต่ตราบใดที่ยังมีนิสัยแบบสตรีอยู่ วิธีการก็แทบจะเป็นเหมือนกันหมด หวังเป่าเล่อกระแอมไอ หลังจากพึมพำอยู่ในใจแล้วก็ครุ่นคิดถึงคำพูดของอีกฝ่ายอย่างละเอียด
ไม่นานเขาก็คาดเดาออกมาได้ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงสักแปดเก้าในสิบส่วน เพราะเขานึกถึงตอนนั้น ร่างจริงได้พบกับนักแสดงหญิงชุดเขียวจากเมืองปราถรถนาเสียงผู้นั้น ภายในร่างของอีกฝ่ายกลับมีเมล็ดพันธุ์เต๋าฝังอยู่
และยังมีเยว่หลิงจื่อจากสำนักเหอเสียน ตอนนั้นหวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเมล็ดพันธุ์เต๋าเช่นกัน ถึงขนาดที่ตอนนี้มาหวนนึกถึง สือหลิงจื่อก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
และของประเภทเมล็ดพันธุ์เต๋าก็ไม่ใช่ของสามัญ ปกติแล้วมันไม่มีทางอยู่ในตัวของคนหลายคนขนาดนี้ ดังนั้นถ้าหากมีอยู่จริงๆ เช่นนั้นก็มีปัญหาแล้ว
แต่ตอนนี้หวังเป่าเล่อมีคำตอบสำหรับปัญหานี้แล้ว
และคำพูดต่อมาของเจ้าแห่งสุขก็ได้พิสูจน์การคาดเดาของหวังเป่าเล่อ
ศิษย์เต๋าของสามสำนักและหัวกะทิที่เป็นรองเป็นศิษย์เต๋านั้น ความจริงแล้วพวกเขา…ล้วนเป็นเตาหลอมที่เจ้าแห่งปรารถนาเสียงผู้นั้นเตรียมจะเลือกใช้
“ข้าเคยเห็น…” หวังเป่าเล่อพึมพำในใจหนึ่งประโยค แอบบอกว่าตนนั้นได้เห็นแขนขาและลำตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายแล้ว รวมถึงศีรษะด้วย
เพียงแต่การได้เห็นเช่นนี้ออกจะประหลาดพิสดารไปหน่อยเท่านั้น
“แล้วตอนนี้ที่จิตนึกคิดของเจ้ากำลังสื่อสารกับข้า เป็นเพราะอยากบอกอะไรข้าหรือ” หวังเป่าเล่อเลิกคิดแล้วค่อยๆ เอ่ยปาก จากการคาดเดาของเขา การปรากฏตัวของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ผู้นี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล จะต้องมีเรื่องบางอย่างที่อยากพูดคุยกับเขาแน่
“ได้พบผู้ฝึกตนที่สามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงได้ในบางครั้ง เพราะความใคร่รู้ จึงส่งดวงจิตเทพมา ไม่ได้มีเรื่องใดพิเศษ” ผู้ที่ตอบกลับหวังเป่าเล่อก็คือเสียงแผ่วเบาเหมือนเคยของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์
หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว แม้ว่ากฎเกณฑ์แรกที่เขาได้สัมผัสหลังจากมาถึงโลกชั้นที่สองแห่งนี้จะเป็นกฏเกณฑ์แห่งสุข แต่ถ้าหากอีกฝ่ายปิดบังคำพูด ความรู้สึกสนิทสนทที่ไม่ได้มากมายนักของเขาก็ยังไม่พอนำมาใช้เสริมความอดทนของเขาได้ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ หวังเป่าเล่อก็แย้มยิ้ม ร่างกายสั่นไหว เงาร่างที่อยู่ในโลกแห่งเสียงใบนี้กลับเลือนรางอย่างช้าๆ ราวกับกำลังจะออกไปจากที่นี่
“ในเมื่อเจ้าแห่งสุขมาเพียงเพราะความใคร่รู้ หากภายหน้ามีเวลา พวกเราค่อยมาพูดคุยกันเถอะ”
ขณะที่กล่าว เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ค่อยๆ เลือนหายราวกับกำลังจะออกจากโลกใบนี้ ส่วนทางฝั่งเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์กลับเงียบงันไม่พูดอะไร กระทั่งเงาร่างของหวังเป่าเล่อหายไปอย่างสมบูรณ์ก็ยังไม่เอ่ยออกมาสักคำ
กลับไปที่หวังเป่าเล่อในคืนมืดมิด แววตาของเขาเผยความสงสัย
“หรือว่าแค่อยากรู้เท่านั้นจริงๆ” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด เก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจ และเวลาของค่ำคืนนี้ก็ค่อยๆ ผ่านไปตามช่วงเวลาที่สัตว์ประหลาดของหวังเป่าเล่อผสานเข้ากับโลกแห่งเสียง
ตอนนี้ ไม่นานหลังจากเขากลับมาสู่ค่ำคืน ขอบฟ้าไกลก็เป็นสีขาวแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น ค่ำคืนมืดมิดก็ถูกฟ้าสางเข้าแทนที่ ส่วนเงาร่างของหวังเป่าเล่อก็หายตัวไป
เมื่อปรากฏขึ้น เขาก็อยู่ในเมืองปรารถนาเสียงแล้ว เขากลับไปยังที่พักด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แม้ว่าคืนนี้เขาจะตามหาสือหลิงจื่อไม่เจอ แต่กลับได้กำไรที่น่าตะลึงยิ่งกว่า
อันดับแรก เขามั่นใจในทิศทางของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตนแล้ว รู้ถึงความสามารถที่ตนมีทั้งหมดในตอนนี้ ก็ยิ่งรู้จักและเข้าใจพวกสัตว์ประหลาดในโลกแห่งเสียงเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง
ส่วนเจ้าแห่งสุข หวังเป่าเล่อมีลางสังหรณ์บางอย่างว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายไม่ใช่แค่ความใคร่รู้ จะต้องมีเรื่องอื่นแฝงอยู่แน่ๆ
“นางไม่รีบ ข้าก็ย่อมไม่รีบ” หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก ด้านหนึ่งเขาให้พ่อบ้านเก็บรวบรวมทำนองบทเพลงที่เสียต่อไป ส่วนอีกด้านก็เปิดกระเป๋าคลังเก็บที่เก็บมาได้ออกทีละใบๆ แล้วควานหาของ
ขณะที่กระเป๋าคลังเก็บถูกเขาเปิดออกอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของหวังเป่าเล่อก็ตื่นตะลึงขึ้นเรื่อยๆ กระเป๋าคลังเก็บพวกนี้มาจากผู้ฝึกตนของสามสำนัก และในกระเป๋าคลังเก็บของผู้ฝึกตนแต่ละคนล้วนใส่ทรัพย์สินอยู่ไม่มากก็น้อย
ตัวอย่างเช่นหวังเป่าเล่อได้ทำนองเพลงมาสามแผ่น ทั้งยังเป็นทำนองเพลงสมบูรณ์ด้วย
ส่วนทำนองเพลงเสียก็มีมากมายเช่นกัน อีกทั้งส่วนใหญ่ล้วนเป็นต้นฉบับ ไม่ใช่ของคัดลอก นอกจากนั้น ของประเภทเทพวัตถุและโอสถบำรุงก็ยิ่งมีหลากหลาย เห็นแล้วหวังเป่าเล่อก็ตื่นเต้นมาก
เขาหยิบทำนองเพลงเหล่านั้นออกมาทันทีแล้วเริ่มตระหนักรู้บทเพลง
เช่นนี้เอง วันเวลาที่ดำเนินไป จนกระทั่งผ่านไปสิบวัน
ในช่วงสิบวันนี้ ทุกครั้งที่ยามค่ำคืนมาถึง หวังเป่าเล่อก็จะแปลงกายเป็นสัตว์ประหลาดและออกไปโลกข้างนอก ผู้ฝึกตนที่ถูกเขาพบเห็นล้วนยากจะหลีกหนีหายนะถูกชิงกระเป๋าคลังเก็บไปได้ ถึงขนาดที่มีบางคนเป็นลูกค้าเก่าของเขาแล้วด้วย…
ขณะที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในกลุ่มศิษย์สามสำนักก็มีข่าวลือเกี่ยวกับหัวขโมยน่ากลัวยามค่ำคืนแพร่ไปทั่วเหมือนกับลมพายุ ถึงขั้นที่มีคนในเมืองปรารถนาเสียงมากมายเริ่มรู้เรื่องแล้ว และได้พูดคุยกันอย่างแพร่หลาย
“ได้ยินไหม ช่วงนี้มีคนบ้าไร้ยางอายคนหนึ่ง คนผู้นั้นเห็นชัดว่ามีพลังฝึกตนสูงส่งยิ่งยวด แต่กลับมุ่งเป้าลงมือกับกระเป๋าคลังเก็บเท่านั้น…”
“ทุกคนระวังหน่อยนะ หลายวันนี้ไม่ค่อยสงบ มีหัวขโมยอาละวาด”
“ได้ยินมาว่าผู้ฝึกตนกว่าครึ่งที่ออกไปข้างนอกของสามสำนักล้วนเคยพบเจอกับหัวขโมยผู้นั้น ในเมื่อโจรผู้นี้มีพลังฝึกตนระดับสูงอย่างนี้แล้ว เหตุใดถึงจดจ้องแต่กระเป๋าคลังเก็บล่ะ”
ในยามกลางวัน หวังเป่าเล่ออยู่ในโรงเตี๊ยมจะได้ยินบทสนทนาของผู้คน และในยามกลางคืน เขาก็ได้ยินคำพูดประเภทนี้ในสำนักของเขาเองด้วย
ทุกครั้งที่เจอเรื่องนี้เขาล้วนมีสีหน้าเป็นปกติ ราวกับผู้ที่อีกฝ่ายพูดถึงไม่ใช่ตน ถึงขนาดยามที่เจอกับเพื่อนข้างห้องพักของตนและอีกฝ่ายก็มาบอกเขาเรื่องนี้ หวังเป่าเล่อยังทำเป็นทอดถอนใจ บอกว่าตนก็เคยเจอมาแล้ว แลกมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจได้หนึ่งอย่าง
บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องของหัวขโมย หรืออาจเป็นเพราะความดุเดือดจากการประกาศจับลดน้อยลง จำนวนของผู้ฝึกตนสามสำนักที่ออกไปข้างนอกยามค่ำคืนก็ค่อยๆ ลดน้อยลงมาก ศิษย์สามสำนักส่วนมากกลับไปสู่ชีวิตของการกักตนตระหนักรู้แบบแต่ก่อนแล้ว
สิ่งนี้ทำให้การปล้นชิงของหวังเป่าเล่อต้องหยุดชะงัก บางครั้งในหนึ่งคืน เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดออกตามหาอยู่ตั้งนาน มากที่สุดก็เจอแค่สามถึงห้าคนเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ก็ย่อมน้อยลงมาก แต่หวังเป่าเล่อก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว เพราะช่วงนี้ในกระเป๋าคลังเก็บที่เขาปล้นชิงมาเป็นทำนองเพลงที่มีจำนวนมากถึงห้าสิบแผ่นทีเดียว
ทำนองที่เสียก็ยิ่งมีจำนวนน่าตกใจ และจำนวนทำนองเพลงที่ทำให้เขาตระหนักรู้ได้ก็มีเกินกว่า 15,000 ชิ้นจนถึงระดับ 20,000 กว่าชิ้น ที่สำคัญที่สุดคือยามที่แปลงกายเป็นสัตว์ประหลาดเข้าสู่โลกแห่งเสียงตอนกลางคืนทุกครั้ง เขาจะสามารถสัมผัสได้ลางๆ ว่าคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ตน
เจ้าของสายตาคู่นั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับหวังเป่าเล่อ อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปิดบัง นั่นก็คือเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ เพียงแต่เจ้าแห่งสุขผู้นี้ นอกจากในวันแรกก็ไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับหวังเป่าเล่ออีกเลย
จนกระทั่งวันนี้ เมื่อหวังเป่าเล่อกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด เขาแหวกว่ายอยู่ในโลกแห่งเสียงเนิ่นนานก็ยังไม่เห็นดวงแสงของผู้ฝึกตนคนใด แต่จู่ๆ เสียงจากเจ้าแห่งสุขของเจ็ดอารมณ์ที่หายไปนานก็ดังก้องอยู่ในใจเขาอีกครั้ง
“ทางทิศตะวันออกของเจ้า ภายในขอบเขตความเร็วหนึ่งก้านธูปของเจ้า มีศิษย์จากเต๋าแห่งดนตรีอยู่ผู้หนึ่ง”
“หืม” หวังเป่าเล่อได้ยินแล้วก็กวาดมองรอบๆ ร่างกายวาบหายแล้วพุ่งไปทางทิศที่อีกฝ่ายชี้นำทันที หลังจากชั่วก้านธูป เขาก็เห็นดวงแสงสลัวๆ ดวงหนึ่งจริงๆ มันเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวจะถูกพบเห็น
น่าเสียดาย เมื่อลมพัดผ่านและหวังเป่าเล่อขยับตัว ศิษย์จากเต๋าแห่งจังหวะดนตรีคนนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีทันใด เขาพลันลูบคลำที่หน้าอก คนทั้งคนอ้าปากค้าง กระเป๋าคลังเก็บที่เขาซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อ…หายไปแล้ว
ความสุขจากการร่วมมือกันเป็นครั้งแรกเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างหวังเป่าเล่อกับเจ้าแห่งสุข ดังนั้นเจ้าแห่งสุขจึงเอ่ยพูดบ่อยยิ่งขึ้น แต่ทุกครั้งนางล้วนบอกเรื่องตำแหน่งของศิษย์จากสามสำนักให้กับหวังเป่าเล่อ
และหวังเป่าเล่อก็ไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ เก็บเกี่ยวมาได้มากขึ้นตามการชี้นำของอีกฝ่าย แต่เห็นชัดว่าพฤติกรรมไร้มารยาทแบบนี้ยากจะกระทำได้นาน หลังจากผ่านไปอีกครึ่งเดือนก็ไม่มีศิษย์สามสำนักออกมายามค่ำคืนมากสักเท่าไรแล้ว
สิ่งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อเสียใจเล็กน้อย ขณะเดียวกันเขาก็สงสัยมากว่าทำไมช่วงนี้เขาถึงไม่เคยเจอสือหลิงจื่อเลย แม้แต่ศิษย์จากสำนักอื่นๆ ก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา ราวกับศิษย์เต๋าพวกนี้หายไปกันทีละคนๆ
ส่วนเจ้าแห่งสุขจากเจ็ดอารมณ์ผู้นั้นก็คล้ายเดาความสงสัยของหวังเป่าเล่อได้ จึงส่งเสียงออกมาอีกครั้ง
“ศิษย์เต๋าของสามสำนักและมหาศิษย์เหล่านั้นล้วนแต่กักตน เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการในภายภาคหน้า…สำหรับพวกเขาแล้ว มันเป็นการทดสอบครั้งสำคัญ”
“การทดสอบหรือ” หวังเป่าเล่อนั่งอยู่บนก้างปลาตัวเดิมตัวนั้น เงยหน้ามองรอบๆ เอ่ยถามหนึ่งประโยค
ซ่งเสี่ยวผู้อาศัยอยู่ในเมืองปรารถนาเสียงมาตั้งแต่เด็ก เขาเกิดที่นั่น เติบโตที่นั่น และกราบเข้าสำนักเหิงฉินได้สำเร็จเพราะพรสวรรค์อันไม่ธรรมดาของตน
บางทีอาจเป็นเพราะเติบโตมาอย่างราบรื่น จึงหล่อหลอมให้เขามีนิสัยเย่อหยิ่ง แต่ถึงแม้การฝึกตนในสำนักเหิงฉินของเขาจะไม่ได้เชื่องช้า แต่คนที่ฝึกได้รวดเร็วกว่าเขากลับมีไม่น้อยเลย
ดังนั้นเขาที่รู้สึกกดดันจึงต้องเร่งฝึกฝนตนเอง แต่ต่อให้เขาพยายามอย่างหนักก็ยังมีช่องว่างอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือไม่มีใครช่วยปรับปรุงท่วงทำนองของเขาให้สมบูรณ์แบบเลย
ดังนั้นเมื่อได้ยินเรื่องประกาศจับจากสำนักเหอเสียน เขาจึงตัดสินใจออกจากการกักตันไปลองเสี่ยงโชคข้างนอก ถ้าหากสามารถตามหาคนที่ถูกตามจับพบ สำหรับเขาแล้วมันก็คือโชควาสนายิ่งใหญ่ทีเดียว
แม้ว่าคนที่คิดเช่นนี้จะมีมากมาย แต่การเคลื่อนไหวของซ่งเสี่ยวก็คือความดื้อรั้นที่สุด เพราะช่วงนี้เขาจะออกไปตระเวนอยู่ข้างนอกยามค่ำมืดเกือบทุกคืน สังเกตดูผู้ฝึกตนทุกคนที่เขาได้พบอย่างใกล้ชิด
อย่างเช่นในตอนนี้ ฟ้าเพิ่งจะมืดแล้วเขาก็พุ่งออกจากที่พักของตน จุดทำนองเพลงของตนขึ้นมาในคืนมืดมิด ทำให้สัตว์ประหลาดในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงไม่ลงมือโจมตีตัวเขา จากนั้นก็เร่งความเร็วเดินทาง
เขาที่ฝึกฝนถึงระดับท่วงทำนองสามารถเมินเฉยต่อสัตว์ประหลาดมากมายได้แล้ว ถึงอย่างไรทำนองเพลงของเขาก็มีมากพอ ความสว่างจากแสงสามารถรับประกันได้ว่าเขาจะไม่ถูกทำร้าย
สัตว์ประหลาดพวกนี้น่ารำคาญจริงๆ ถึงพวกมันจะพุ่งเข้ามาไม่ได้ แต่ก็ตามติดอยู่รอบตัวข้าอย่างเห็นได้ชัด ช่างทำให้คนรังเกียจนัก ซ่งเสี่ยวสีหน้าไร้อารมณ์และพึมพำอยู่ในใจ ความจริงแล้วตอนแรกเขาก็ใช่เวลาอยู่นานกว่าจะชินกับการสัมผัสรู้เช่นนี้
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ขณะที่เขากำลังพุ่งทะยานไป ท่ามกลางสัตว์ประหลาดที่อยู่รอบๆ กลับมีตัวตนพิเศษอยู่ตนหนึ่งกำลังสังเกตดูเขาอยู่ท่ามกลางสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ
ตัวตนผู้นี้ย่อมเป็นหวังเป่าเล่อ ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่บนสัตว์ประหลาดที่ทั้งตัวมีแค่ก้างปลา พินิจดูผู้ฝึกตนตรงหน้าผู้นี้อย่างใคร่รู้ ตอนนี้เขาแน่ใจอย่างยิ่งแล้วว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นตน
ดูท่าว่าข้าจะฝึกจนตัวเองกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดแล้วจริงๆ สินะ หวังเป่าเล่อกะพริบตา สะกดกลั้นความตื่นเต้นภายในใจแล้วตบก้างปลาที่อยู่ใต้ตัวเขา ปลาตัวนั้นขยับไหว มันกลับเชื่อฟังจิตเทพของหวังเป่าเล่ออย่างชาญฉลาด แล้วกระโจนพุ่งไปข้างหน้าตรงๆ วาบผ่านข้างตัวซ่งเสี่ยวไป
บางทีอาจเป็นเพราะลมที่พัดมาหรืออาจเป็นเพราะชายเสื้อผ้าของหวังเป่าเล่อ จึงทำให้ซ่งเสี่ยวชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือลูบคลำใบหน้าของตนโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับว่า…มีอะไรมาโดนหน้าข้า ความรู้สึกนั้นมัน…คล้ายจะเป็นเสื้อผ้านะ สีหน้าซ่งเสี่ยวดูไม่อยากเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับเรื่องแบบนี้ ตอนนี้เขาคิดว่าการสัมผัสรู้ของตนอาจผิดพลาดไป ดังนั้นจึงปล่อยมือลง แต่พริบตาต่อมาเขาก็ก้มหน้าลงทันที สองตาหดเกร็ง เผยสีหน้าตกตะลึงเหมือนเจอผีออกมาอย่างตื่นตระหนก
กระเป๋า…กระเป๋าคลังเก็บของข้า?!!
หายไปแล้ว!
ทั้งตัวซ่งเสี่ยวเหมือนโดนสายฟ้าฟาด เขายืนทื่ออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ จนกระทั่งผ่านไปนานก็พลันเงยหน้าขึ้น หน้าตาบิดเบี้ยว ความโกรธเกรี้ยวยิ่งแผดเผา
เป็นพวกสัตว์ประหลาดไปไม่ได้ อย่างแรกคือพวกมันไม่กล้าเข้าใกล้ อย่างที่สองต่อให้เข้าใกล้ได้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามันจะเอากระเป๋าคลังเก็บของคนอื่นไป จะต้องเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นที่เมื่อครู่พุ่งเข้ามาเร็วมากแล้วฉกกระเป๋าคลังเก็บของข้าไป!
ใช่แล้ว ความรู้สึกแบบชายเสื้อผ้านั่นคือหลักฐาน!!
โทสะของซ่งเสี่ยวแผดเผา แต่พริบตาต่อมาเขาก็หลั่งเหงื่อเย็นๆ เพราะตระหนักได้ว่า ในเมื่ออีกฝ่ายใช้ความเร็วเช่นนี้ฉกกระเป๋าคลังเก็บของตนไปโดยที่ตัวเขายังสัมผัสไม่ได้ เช่นนั้นแค่คิดก็รู้แล้วว่าถ้าหากเขาฟันคอตนขึ้นมา ตนก็คงไม่รู้ตัวเช่นกัน
ความคิดนี้ทำให้ซ่งเสี่ยวสั่นไปทั้งกาย ยามมองไปรอบๆ แววตาก็แฝงความหวาดกลัวเอาไว้ เขารู้สึกว่าข้างนอกอันตรายเกินไปแล้ว ตอนนี้จึงหันกายพุ่งทะยานไปยังสำนักโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด เขาไม่คิดจะไปตามหาคนที่ถูกประกาศจับผู้นั้นแล้ว ตอนนี้เขาคิดแต่จะกลับไปกักตันอยู่ในสำนักต่อเร็วๆ เท่านั้น…
และในคืนวันนี้ ภาพแบบเดียวกันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่เดียวในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ความจริงเมื่อหวังเป่าเล่อปรากฏตัวออกมาข้างนอก รวมถึงการที่เขาถูกประกาศจับ จึงชักนำให้ผู้ฝึกตนจากสามสำนักออกจากการกักตนจำนวนมาก ดังนั้นโอกาสที่จะได้เจอกันก็มีมากไปด้วย
นับประสาอะไรกับหวังเป่าเล่อที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดแล้ว ในสายตาของเขา ผู้ฝึกตนคนไหนๆ ในสามสำนักล้วนเหมือนกับคบเพลิงในยามค่ำคืน เจิดจ้าแสบตาอย่างยิ่ง เขาที่อยู่ไกลๆ ก็ยังสัมผัสถึงได้ ถึงขนาดยังพบว่าหลายครั้งเขาไม่จำเป็นต้องมองเห็นก็คล้ายจะรับรู้ได้ผ่านสัมผัสเชื่อมต่อแล้ว
ดังนั้นหากเป็นคนที่มีเจตนาสังหาร หวังเป่าเล่อก็สามารถทำให้เลือดนองเป็นแม่น้ำได้ภายในหนึ่งคืน แต่เพราะไม่มีความแค้นระหว่างกัน ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงไม่ได้ทำอย่างนั้น ทว่าในเมื่อคนพวกนี้มาตามหาเขาพร้อมเจตนาร้าย เขาก็จะฉกกระเป๋าคลังเก็บของพวกเขาไปโดยไม่ถือสาอะไร
สือหลิงจื่อต่างหากคือเป้าหมายหลักที่หวังเป่าเล่อจะตามหา คืนนี้เขาใช้เวลาไปกับการตามหาร่องรอยของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกัน หวังเป่าเล่อยังค้นพบเรื่องที่ชวนดีใจและประหลาด นั่นก็คือสัตว์ประหลาดในโลกแห่งนี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่มีสติปัญญาอะไร รู้จักแต่แหวกว่ายอย่างงุนงงสับสนเท่านั้น พอเจอผู้ฝึกตนก็อยากจะเข้าไปกลืนกินตามสัญชาตญาณ
แต่…สัตว์ประหลาดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่โจมตีใส่หวังเป่าเล่อ ทว่ายังเคารพเชื่อฟังจิตเทพของเขาอย่างยิ่ง ท่าทางฉลาดน่าเอ็นดูมากนัก
สิ่งนี้ทำให้การค้นหาของหวังเป่าเล่อราบรื่นยิ่งขึ้น แต่อาจเป็นเพราะคืนนี้สือหลิงจื่อไม่ได้โผล่ออกมาข้างนอก ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงหาไม่เจอ แม้ว่าเขาจะตามหาเกี้ยวสีเลือดเจอแล้ว แต่ก็ยังหาสือหลิงจื่อไม่พบ
ส่วนเกี้ยวสีเลือดนั้น ลักษณะของมันในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนี้ กลับแตกต่างจากที่หวังเป่าเล่อเคยเห็นมาก่อน
นั่นมันเป็นเกี้ยวที่ไหนกัน นั่นมัน…กรงเหล็กโลหิตชัดๆ
มีรอยประทับมากมายอยู่บนแขนขาที่ถูกสยบในนั้น รอยประทับแต่รอยล้วนเปล่งประกาย และยามที่มันเปล่งประกายก็จะมีท่วงทำนองดังออกมาด้วย รอยประทับเหล่านี้สอดประสานเปล่งประกายเข้าด้วยกันกลายเป็นบทเพลง
เมื่อมองไปที่กรงขังสีโลหิต หวังเป่าเล่อก็เงียบงัน ผ่านไปนานก็ส่ายหน้า กำลังจะจากไปแล้ว แต่ขณะที่เขากำลังจะจากไปนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงแผ่วเบาดังสะท้อนอยู่ข้างหูของเขา
บนร่างของเจ้า มีกลิ่นอายของข้า…
หวังเป่าเล่อชะงักฝีเท้าแล้วพลันหันกลับไปมองกรงขัง ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็เก็บสายตากลับมามองไปรอบๆ
เพราะประโยคเมื่อครู่นี้เหมือนจะดังมาจากข้างในกรงขังสีโลหิตกรงนี้ และเหมือนจะดังมาจากทิศทางอื่นๆ ด้วย เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็คล้ายมีอยู่หกเสียงดังก้องสอดประสานกัน
เจ้าแห่งสุขหรือ หวังเป่าเล่อลังเลครู่หนึ่งแล้วพูดช้าๆ
ข้าคือสุขจากเจ็ดอารมณ์ เจ้าพิเศษยิ่ง ในช่วงชีวิตของข้ากลับได้พบกับหนึ่งคนที่สามารถใช้ร่างจริงก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงได้… เสียงแผ่วเบาดังก้องอีกครั้ง
เจ้าแห่งปรารถนาเสียงก็ทำไม่ได้หรือ หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว
เพราะความรักตัวกลัวตาย มันที่กลายเป็นพาหะของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงจึงไม่อาจใช้คำว่า ‘คน’ มาอธิบายตัวตนได้อีก
แล้วเจ้าล่ะ? ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ด้วยหรือ หวังเป่าเล่อคิดดูแล้วเอ่ยถาม
ข้าเพียงแต่มีความรู้สึกนึกคิดอยู่ที่นี่ ส่วนกายเนื้ออยู่ข้างนอก ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าก็เคยเห็นมาแล้วหรอกหรือ เสียงแผ่วเบายังคงดังต่อไป
การตระหนักรู้กินเวลายี่สิบวันเต็มๆ เขาเสียท่วงทำนองไปเกือบ 50,000 ท่อน แลกมากับจำนวนท่วงทำนองที่ซ้อนทับในร่างกายของหวังเป่าเล่อ ซึ่งทะลวงไปจนถึงระดับ 15,000 ชิ้นแล้ว
การซ้อนทับของระดับเช่นนี้ถึงขั้นเปลี่ยนรูปลักษณ์ของบทเพลงไปเลย
เดิมทีบทเพลงนี้คล้ายล่องลอยอยู่ในตันเถียนภายในร่างของหวังเป่าเล่อ แต่ตอนนี้ รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยนเป็นไอหมอกเลือนราง มองเผินๆ ถึงขั้นมองไม่เห็นลักษณะของท่วงทำนองด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็คือการสร้างทำนองเพลงจริงๆ
และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือท่วงทำนองที่ทับซ้อนกันนี้ได้หลุดพ้นจากตันเถียนของหวังเป่าเล่อมาปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา ราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริงแล้ว
ทว่าตราบใดที่ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อขยับไหว ท่วงทำนองนี้ก็จะเกิดรูปร่างทันที แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกคาดไม่ถึง สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ ก็คือหลังจากบทเพลงที่กลายเป็นไอหมอกผสานรวมกับจิตใจของเขาแล้ว ทำให้แม้ว่าจะเป็นตอนกลางวัน รอบตัวของหวังเป่าเล่อก็จะมีความบิดเบี้ยวบางอย่างที่คนนอกมองไม่เห็นเกิดขึ้น
ความบิดเบี้ยวนี้คล้ายเกิดขึ้นจากการบีบอัดของพื้นที่ต่างๆ ถึงขั้นที่หวังเป่าเล่อรับรู้ได้จากการศึกษาของตนว่าความบิดเบี้ยวแบบนี้เกิดขึ้นเพราะโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงคล้ายจะปะทะเข้ากับตัวเขาเอง
หรือก็หมายความว่าถ้าเขาคิด เขาสามารถเข้าสู่โลกของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงใบนั้นได้ในตอนกลางวันเลย
แต่เขายังคงยับยั้งความบุ่มบ่ามของตนไม่ให้ลองดูในทันที ทว่า…เขาได้ทำการทดลองอย่างหนึ่ง นั่นก็คือยามที่เขาแผ่พลังของเสียงที่ทับซ้อนกันออกมาในตอนกลางวันและทำให้ความบิดเบี้ยวรอบกายรุนแรงขึ้น เขาคล้ายยังคงอยู่ แต่ความจริง…ในสายตาของคนอื่น เขาได้หายไปแล้ว
จุดนี้หวังเป่าเล่อได้ทดลองกับพ่อบ้านไปแล้ว อีกฝ่ายไม่สังเกตเห็นแม้แต่น้อย หวังเป่าเล่อถึงขั้นทำตามจิตใจ ไปยังห้องพักอีกสองห้อง จากนั้นเขาก็ค้นพบอย่างตกตะลึงว่าผู้ฝึกตนภายในห้องพักสองห้องที่อยู่ติดกันนั้นกลับไม่สังเกตเห็นเลยแม้แต่นิด
ความหมายที่แฝงอยู่ในภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตกตะลึงเป็นที่สุด
เพราะว่า…หากเขาทำได้ถึงขั้นนี้ในยามค่ำคืนจริงๆ ก็เท่ากับว่าเขาแตกต่างจากผู้ฝึกกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงคนอื่นๆ เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้รับรู้ได้เท่านั้น แต่…สามารถเดินเข้าหาได้อย่างแท้จริง!
ต้องรู้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ ยามหวังเป่าเล่อเดินอยู่ในค่ำคืน สิ่งที่เขารับรู้จากโลกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงล้วนเป็นการรับรู้และการได้ยินเท่านั้น แต่เขาจะมองไม่เห็น เหมือนมีม่านบังตาอยู่ตลอด ทำให้เขาทำได้แค่เดินอยู่รอบนอกเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ หลังจากความอัศจรรย์ของท่วงทำนองซ้อนทับทำให้หวังเป่าเล่อรับรู้สิ่งเหล่านี้ หัวใจเขาก็เต้นระรัวขึ้นมาไม่น้อย เขาตระหนักได้อย่างล้ำลึกว่าหากยามค่ำคืนตนสามารถทำได้ขนาดนี้ เช่นนั้นในแง่หนึ่ง เขาก็ไม่ใช่ผู้ฝึกตนแล้ว
แต่เป็น…สิ่งแปลกประหลาด…ในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง
“นี่มันท่วงทำนองอะไรกันแน่ ทำได้ถึงจุดนี้จริงๆ หรือ ทำให้ข้ากลายเป็นสัตว์ประหลาด…” หวังเป่าเล่อรู้สึกคาดไม่ถึง เพราะผู้ฝึกตนจากสามสำนักใหญ่ที่เขาเข้าใจนั้น แม้ว่าจะบรรลุถึงระดับหนึ่งแล้วก็สามารถสลายร่างจริงให้กลายเป็นตัวตนประเภทบทเพลงได้
แต่ตัวตนเช่นนี้กลับแตกต่างจากสัตว์ประหลาดของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนมากพวกแรกจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียง สามารถมองว่าเป็นความพยายามในการผสานเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียง แต่ว่ากันตามตรงแล้ว ล้วนเป็นพลังจากภายนอก เป็น ‘การปรับตัว’ เข้ากับกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ค่อยๆ เข้าไปใกล้ หลอมรวมเข้าไปในนั้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงบรรลุถึงระดับที่ใช้งานได้
ส่วนพวกหลัง…กลับเป็นตัวตน ‘กลายเป็น’ กฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงเอง!
หลังจากเข้าร่วมสำนักเหอเสียน เมื่อเริ่มเข้าใจ หวังเป่าเล่อก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘โลกที่สัมผัสได้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียง’ นั้น ความจริงแล้ว…เกิดขึ้นมาจากกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงเอง นิกายของสามสำนักใหญ่นั้นฝังตัวอยู่ในกฎเกณฑ์ ส่วนสัตว์ประหลาดทั้งหมดในโลกแห่งนั้น สาเหตุที่สังหารแล้วจะมีโอกาสทำให้ผู้ฝึกตนตระหนักรู้ท่วงทำนองได้ก็เป็นเพราะตัวประหลาดเหล่านั้นทุกตัว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียง
แบบแรกเป็นการผสานรวมด้วยพลังภายนอก แบบหลังคือเป็นตัวของมันเอง
ตอนนี้หวังเป่าเล่อตระหนักได้แล้ว ไม่รู้ว่าทำไมตนฝึกไปฝึกมากลับได้เดินอยู่บนเส้นทางที่ทำให้ฝึกฝนจนกลายเป็นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเสียได้…แม้ว่าตอนนี้จะถือว่าเป็นแค่ชั้นต้น แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทิศทางนี้อยู่เหนือว่าทุกๆ คน
และทันทีที่เขาทำสำเร็จในท้ายที่สุด…กฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงก็จะเป็นตัวเขา ส่วนความเป็นความตายของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงก็ขึ้นอยู่กับความคิดของเขาแล้ว
การค้นพบนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตัวสั่นสะท้าน ดังนั้นจึงเงยหน้ามองไปด้านนอก รอให้ยามค่ำคืนมาเยือน เพื่อที่จะไปยืนยันการคาดเดาของตนเอง
ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หวังเป่าเล่อจะรอคอยให้ยามค่ำคืนมาถึงเร็วๆ อย่างนี้มาก่อน เขาคิดว่าเวลากลางวันช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน เขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อยามเย็นจากไป ในที่สุดค่ำคืนก็มาเยือนแผ่นดิน หลังจากแสงอาทิตย์จมดิ่งไปจนหมด หวังเป่าเล่อก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาไม่ได้โคจรพลังให้เคลื่อนไปยังแผ่นหยก แต่เปล่งท่วงทำนองในใจออกมาในชั่วขณะที่ค่ำคืนค่อยๆ แผ่กระจาย
เขาไม่ให้มันเปล่งเสียง แต่ก็ไม่ได้ยับยั้งแรงบิดเบี้ยวที่แผ่ซ่าน ดังนั้นชั่วพริบตาต่อมา ทั่วร่างของหวังเป่าเล่อก็สั่นสะท้าน ดวงตาเบิกโตขึ้นทันที คนทั้งคนยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
เพราะว่าโลกเบื้องหน้าของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
โลกทั้งใบอ่อนจาง รูปแบบของห้องไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ในสายตาของหวังเป่าเล่อ วัสดุทั้งหมดกลับเป็นเส้นสาย
เส้นสายเหล่านี้มีช่องว่างระหว่างกันอยู่มากมาย และในช่องว่างเปล่านั้นก็คล้ายจะมีสิ่งกีดขวางอยู่หนึ่งชั้น ราวกับมีอุปสรรคบางอย่าง แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อสายตาเขา
เมื่อเงยหน้าขึ้น หวังเป่าเล่อก็มองเห็นด้านนอกจากโรงเตี๊ยมทันที ทั่วทั้งเมืองล้วนกลายเป็นเส้นสายแบบนี้ ทั้งยังขยายใหญ่นับไม่ถ้วน ราวกับขอบเขตของเมืองก็คือขีดสุด และเหนือลายเส้นของเมืองนี้ กลับมีตัวตนแปลกประหลาดมากมายคงอยู่
หวังเป่าเล่อมองเห็นเงาร่างที่มีร่างกายใหญ่หลายร้อยจั้ง ในมือถือหัวที่มีผมยาวสลวยของตัวเอง และเดินอยู่ไกลๆ บนพื้นที่ระหว่างฟ้าดิน
เขายังมองเห็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งรูปร่างเหมือนตะขาบ แต่ด้านหลังกลับมีหน้าคนผุดขึ้นอยู่เต็มไปหมด มันคลานเป็นฝูงอยู่ด้านนอก แหวกว่ายอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เหมือนกับวิญญาณอยู่มากมาย ต่างล่องลอยไปทั่วด้วยจำนวนที่มากมายยิ่งกว่า บางครั้งก็ลอยอยู่นอกสิ่งก่อสร้างบางแห่งและเคาะบนหน้าต่างราวกับจะบุกเข้าไป แต่กลับถูกขวางไว้
ตัวประหลาดมากมายทั่วทุกหนทุกแห่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่อ ทำให้เขานิ่งไปพักหนึ่งแล้วสูดหายใจลึกอย่างตื่นเต้น
เพราะเขารู้ว่าการคาดเดาของตน…ถูกต้องแล้ว
“เช่นนั้นต่อจากนี้ก็คือการทดลองขั้นสุดท้าย” ขณะที่พึมพำ ร่างกายของหวังเป่าเล่อก็ขยับไหว เขาผลักหน้าต่างออกแล้วบินออกไปตรงๆ เมื่อเขาบินออกมา ตัวตนเหมือนวิญญาณตัวหนึ่งที่นอกหน้าต่างก็ทำท่าจะบุกเข้ามาทางหน้าต่างโดยไม่สนใจหวังเป่าเล่อ แต่ถูกหวังเป่าเล่อใช้มือคว้าเอาไว้แล้วจับกระแทกตรงๆ เสียงดังตึง
เมื่อมันแตกสลายไปแล้ว ตัวประหลาดตัวอื่นๆ รอบๆ ก็ไม่สนใจเรื่องทั้งหมดนี้เลย
หวังเป่าเล่อเลียริมฝีปาก ดวงตาเป็นประกาย ตัวเขาพุ่งไปอีกครั้ง หลังจากบินมาอยู่กลางอากาศและมองไปรอบๆ ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ
เขามองเห็นว่าที่ไกลๆ กลับมีดวงแสงดวงหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง การมีอยู่ของดวงแสงดวงนี้เป็นสิ่งที่แสบตาอย่างยิ่งในโลกใบนี้ มันดึงดูดสัตว์ประหลาดรอบๆ ไม่น้อยเลย พวกมันต่างพากันยื้อแย่งเข้าไปใกล้
“ผู้ฝึกตนหรือ” หวังเป่าเล่อหรี่ตาแล้วเข้าไปใกล้ทันที ผ่านไปที่ใด ตัวประหลาดเหล่านั้นที่หลบไม่ทันก็จะถูกมันชนจนแตกสลายไปตรงๆ และขณะที่เข้าไปใกล้ ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็มองเห็นว่าข้างในดวงแสงนั้น…ก็คือผู้ฝึกตนคนหนึ่ง
เสื้อผ้าที่เขาสวมเป็นของสำนักเหิงฉิน
…………
คนที่รู้ว่าเป็นสือหลิงจื่อส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์ของอีกสองสำนักและผู้แข็งแกร่ง แต่ละคนต่างงุนงง ขณะเดียวกันในตึกสูงหลังหนึ่ง ณ เขตตะวันตกของเมืองปรารถนาเสียงก็มีร่างของสตรีผู้หนึ่งฉายขึ้น นางสง่างามอย่างยิ่ง สวมชุดคลุมสีม่วง สีหน้าเย็นชา แต่เครื่องหน้าพริ้มเพรางดงาม
สตรีผู้นี้ก็คือเยว่หลิงจื่อ หนึ่งในสองมหาเต๋าของสำนักเหอเสียน
ในด้านความสำเร็จเรื่องการฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของนางเหนือกว่าสือหลิงจื่อ เป็นผู้แข็งแกร่งที่เป็นรองเพียงเจ้าสำนักเท่านั้น
นางมองไปยังทิศของเสียงคำรามสือหลิงจื่อแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสงสัยใคร่รู้
“เจ้านั่นเป็นบ้าอะไร”
เวลาเดียวกัน ในอีกทิศหนึ่งของเมืองปรารถนาเสียง ศิษย์อีกสองคนของสำนักเหิงฉินก็เงยหน้าหันไปมองยังทิศทางของเสียงคำรามด้วยเช่นกัน
ทั้งสองล้วนเป็นบุรุษ รูปร่างหน้าตาค่อนข้างโดดเด่น หากเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสตรี เกรงว่าคงทำให้สตรีหลายคนละอายใจ อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นมากซึ่งต่างจากการแข่งขันระหว่างศิษย์สำนักอื่น
ถึงขนาดไปไหนมาไหนด้วยกันหลายต่อหลายครั้งให้ผู้คนเห็น ขณะนี้ทั้งสองนั่งอยู่ในตำหนักหรูหราแห่งหนึ่งในเมืองปรารถนาเสียง คนหนึ่งเล่นฉิน คนหนึ่งนั่งเท้าคางอยู่ข้างๆ สายตาจ้องมองคนเล่นและฟังอย่างตั้งใจ แต่เมื่อเสียงคำรามของสือหลิงจื่อดังมารบกวนเสียงฉินก็ทำให้ผู้ที่เล่นฉินอยู่ขมวดคิ้วทันที
ส่วนอีกคนหนึ่งหลังจากเห็นสหายขมวดคิ้ว สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป
“เจ้าจะไปไหน” ผู้ที่เล่นฉินเอ่ยถามเบาๆ
“ข้าจะไปทุบเขา”
เวลาเดียวกันยังมีอีกสถานที่หนึ่งในเมืองปรารถนาเสียง ผู้ฝึกตนวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีเทากำลังนั่งอยู่ในลานบ้าน ในมือถือไม้กำลังเคาะเครื่องเคลือบตรงหน้า
รอบกายเขามีเครื่องเคลือบที่ถูกทุบแตกกระจายอยู่เต็มไปหมด เศษกระเบื้องพวกนั้นเกลื่อนพื้น ขณะเดียวกันสายตาก็เหลือบมองเครื่องเคลือบที่ยังไม่แตกละเอียดซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่เขากลับไม่สนใจและยังคงเคาะเครื่องเคลือบแตกไปอีกหนึ่งชิ้นด้วยสีหน้ารู้แจ้ง ฟังเสียงเครื่องเคลือบที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกำลังสลักอักขระเสียงอยู่ในใจ
แต่เสียงคำรามของสือหลิงจื่อดูเหมือนจะสร้างผลกระทบให้เขาไม่น้อย ทำให้สีหน้าชายวัยกลางคนบูดบึ้ง
คนผู้นี้ก็คือหนึ่งในศิษย์ของเต๋าแห่งจังหวะดนตรีนามว่าจงเหิงจื่อ
เขาคือศิษย์ที่โด่งดังที่สุดของเต๋าแห่งจังหวะดนตรี ส่วนอีกคนหนึ่งเนื่องจากชอบถือสันโดษ สำนักเหิงฉินและสำนักเหอเสียนจึงไม่ค่อยรู้จัก แม้กระทั่งเต๋าแห่งจังหวะดนตรีก็ยังรู้จักศิษย์คนนี้น้อยมาก
ที่รู้คือศิษย์คนนี้นามว่ายิ่นสี่
และตอนนี้ผู้ฝึกตนสามสำนักใหญ่ของเมืองปรารถนาเสียงต่างถูกรบกวนด้วยเสียงของสือหลิงจื่อ หวังเป่าเล่อที่ถูกส่งกลับมาจึงได้ยินเสียงไปโดยปริยาย
จุดที่เขาถูกส่งกลับมาไม่ได้เฉพาะเจาะจง จะเป็นการสุ่มเกิด ดังนั้นจึงไม่ได้ใกล้กับสือหลิงจื่อมากนัก เขาจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าและรูปร่างหน้าตากลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปตามถนนด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่สนใจเสียงคำรามของสือหลิงจื่อ แต่ในใจกลับแค่นเสียงเย็น
“เสียงผีอะไรกัน ครั้งหน้าข้าจะให้เจ้าได้รู้จักเสียงกระจอกอีกครั้ง!” หวังเป่าเล่ออารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ท่วงทำนองที่เขารังสรรค์อย่างยากลำบากถูกเหยียบย่ำ ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกับลูกที่เลี้ยงมาถูกคนนอกรังเกียจ
แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องระดับของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเขาด้อยกว่าสือหลิงจื่อผู้นั้นจริงๆ ระดับบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองของอีกฝ่ายนับว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแล้ว
“ฟู่ 3,000 กว่าตัวยังไม่ตาย งั้นก็ 30,000 ตัวไปเลย!” หวังเป่าเล่อดวงตาเหี้ยมโหด ก่อนจะรีบกลับไปร้านอาหาร หลังจากมาถึงไม่นานเขาก็เรียกพ่อบ้านมาหาและมอบปลาดนตรีครามที่เก็บไว้ให้
ปลาดนตรีครามในกระเป๋าคลังเก็บไม่ได้มีชีวิตชีวาอะไร และตายไปแล้วบางส่วน แต่ก็ยังเหลืออีกหลายสิบตัว ส่วนพ่อบ้านหลังจากใช้เทพวัตถุพิเศษสัมผัสจำนวนปลาในกระเป๋าคลังเก็บก็ถึงกับตกใจ
“เยอะ…เยอะขนาดนี้เชียว!!”
หวังเป่าเล่อไม่สนใจสายตามึนงงของพ่อบ้านและเอ่ยเสียงต่ำด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
“บอกเจ้านายของเจ้า ข้าต้องการบันทึกอักขระดนตรี ยิ่งมากยิ่งดี!”
พ่อบ้านใจเต้นรัว เขาย่อมเข้าใจราคาที่ต้องแลกกับปลาดนตรีครามมากมายขนาดนี้ ขณะเดียวกันก็ยิ่งเข้าใจดีว่าการได้ของเหล่านี้มา แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนตรงหน้าแล้ว
เพราะปลาดนตรีครามไม่ได้จับกันง่ายๆ
ดังนั้นหลังจากได้ยินคำขอจากหวังเป่าเล่อ เขาก็รีบพยักหน้า เมื่อออกไปแล้วก็รีบไปรายงานกับเจ้านายตนเอง ในไม่ช้าเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังร้านอาหารแห่งนี้ก็ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปเก็บรวบรวมบันทึกอักขระดนตรีทั่วทั้งเมืองปรารถนาเสียงมาให้หวังเป่าเล่อ
ดังนั้นเมื่อกลางคืนกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง บันทึกอักขระดนตรีที่ไม่สมบูรณ์ชุดแรกก็ถูกส่งมา หวังเป่าเล่อไม่ได้ไปที่ภูเขาไฟเป็นอันดับแรก แต่นั่งอ่านบันทึกอักขระดนตรีอยู่ในห้องและเริ่มรู้แจ้งอย่างบ้าคลั่ง
ความสามารถในด้านกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขาก็ได้เปิดเผยออกมาในตอนนี้เอง แม้จะไม่เท่าวาสนาของฝูงปลาดนตรีคราม แต่ขอเพียงมีบันทึกอักขระดนตรีมากพอ เขาก็รู้แจ้งได้มาก
แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่าจะมีบันทึกอักขระดนตรีที่เพียงพอ
เป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน ในครึ่งเดือนนี้หวังเป่าเล่อแทบจะอยู่แต่ในร้านอาหาร ไม่ได้ไปสำนักเลย และด้วยการรู้แจ้งอย่างต่อเนื่อง อักขระเสียงของเขาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงหลังเมื่อบันทึกอักขระดนตรีที่ไม่สมบูรณ์หลายพันแผ่นส่งมาทุกวัน อักขระเสียงฟู่ของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในความเร็วที่น่าอัศจรรย์
ตอนนี้จำนวนเสียงที่ซ้อนทับกันไม่ใช่ 3,000 กว่าตัวแล้ว แต่มากถึง 8,000 ตัว ส่วนเสียงฉิน บางทีอาจเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของบันทึกอักขระดนตรี หรือเพราะไม่ใช่เสียงมวลมหาธรรมชาติ มันจึงไม่สร้างขึ้นเลยแม้แต่ตัวเดียว
แม้หวังเป่าเล่อจะหดหู่ใจ แต่เมื่อคิดถึงการสังหารสือหลิงจื่อ ความดื้อรั้นกับบทเพลงของตนจึงถูกระงับเก็บไว้ในก้นบึ้งหัวใจและจดจ่อกับการซ้อนทับเสียงฟู่
เวลาเดียวกันในช่วงครึ่งเดือนนี้ ประกาศจับก็ถูกส่งออกมาจากสำนักเหอเสียนในนามสือหลิงจื่อ
ประกาศจับนี้เรียบง่ายมาก ข้างในมีเพียงภาพเหมือนซึ่งก็คือภาพหวังเป่าเล่อที่เปลี่ยนรูปร่างหน้าตานั่นเอง แม้แต่ฝีมือก็ละเอียดอย่างยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาส่งออกมาจากภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางส่วนที่บอกว่าคนผู้นี้ชำนาญเรื่องเสียงธรรมดาแต่ประหลาด หากมีใครพบเห็นและแจ้งแก่สือหลิงจื่อจะได้รับสิทธิ์ให้สือหลิงจื่อแต่งบทเพลงให้เองกับมือ
สิทธิ์นี้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ฝึกตนของสามสำนักในทันที การที่ศิษย์ในสามสำนักใหญ่ปรับแต่งบันทึกอักขระดนตรีให้เองกับมือย่อมเป็นวาสนาใหญ่สำหรับผู้ฝึกตนทั้งสามสำนัก
ดังนั้นในครึ่งเดือนนี้ทั้งสามสำนักจึงมีผู้ฝึกตนไม่น้อยที่เลิกถือสันโดษ และเข้าสู่ราตรีเพื่อค้นหาบุคคลที่สือหลิงจื่อหมายหัว โดยเฉพาะสำนักเหิงฉิน เมื่อหลายวันก่อนสือหลิงจื่อถึงกับมาเยือนเพื่อตามหาหวังเป่าเล่อ
แต่กลับถูกขัดขวางและเกิดความวุ่นวายไม่น้อย
แต่ถึงอย่างไรร่างแปลงของหวังเป่าเล่อก็ได้มีชื่อเสียงในสามสำนักใหญ่หรือแม้กระทั่งในหมู่คนธรรมดาของเมืองปรารถนาเสียงไปแล้ว
ในตอนที่ผู้คนกำลังตามหาตัวนั้นเอง หวังเป่าเล่อก็เสร็จสิ้นการรู้แจ้งด้วยบันทึกอักขระดนตรีที่ไม่สมบูรณ์นี้
……………………………………………
เสียงฟู่นี้เดิมทีไม่ได้มีอานุภาพมากมายอะไร มากสุดก็ทำให้รู้สึกเหมือนก๊าซปะทุขึ้นเท่านั้น ทว่า…เมื่อมันถูกซ้อนทับกันจนแข็งแกร่งถึงขีดสุด
ทุกอย่างก็ต่างออกไป
ต้องทราบก่อนว่าก่อนหน้านี้อักขระเสียงฟู่ 60 กว่าตัวซ้อนทับกันก็มีพลังมากพอที่จะทำลายความว่างเปล่าได้แล้ว ตอนนี้…ซ้อนทับกัน 3,000 กว่าตัว อานุภาพของมันจะเป็นเช่นไร แม้แต่หวังเป่าเล่อเองก็ยังไม่แน่ใจ
เนื่องจากเขาเป็นคนมีฝัน ความสนใจของเขาจึงมุ่งไปที่ท่วงทำนองเสียงฉินโบราณเท่านั้น เพื่อที่จะรังสรรค์บทเพลงที่สมบูรณ์ของตนเอง รวมถึงรวบรวมให้กลายเป็นบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองอันกว้างใหญ่
ดังนั้นเมื่อเขาหมกมุ่นอยู่กับความฝันนี้ เขาจึงไม่ได้สนใจเสียงฟู่ที่เหมือนกับเสียงผายลมมากนัก
สิ่งนี้ทำให้สือหลิงจื่อกลายเป็นผู้ฝึกตนที่ได้สัมผัสมันอย่างแท้จริง แม้ผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินก่อนหน้านี้จะแหลกสลายอยู่ในเสียงฟู่ แต่เสียงฟู่ในตอนนั้นยังห่างไกลจากตอนนี้มากนัก
ดังนั้น…ท่ามกลางราตรีอันบิดเบี้ยวจากฝีมือสือหลิงจื่อที่ทำให้มันยืดยาวออกไป หวังเป่าเล่อก็ขยับอักขระเสียงในร่างกาย และพริบตาต่อมา…
เสียงฟู่ก็ดังขึ้น
ดูเหมือนแค่หนึ่งเสียง แต่ในความเป็นจริงคือมากกว่า 3,000 เสียงซ้อนทับกัน แทบจะในพริบตาราตรีระหว่างหวังเป่าเล่อกับสือหลิงจื่อก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ กินพื้นที่ไปหลายร้อยจั้งและยังขยายออกไปเป็นบริเวณกว้าง ด้วยเหตุนี้ราตรีของบริเวณอื่นจึงสลายไป
ทว่า…ความตื่นตะลึงของฉากนี้ทำให้สือหลิงจื่อกลับดวงตาหดแคบ ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรฟ้าดินก็ดูเหมือนกำลังจะพังทลาย เพลงดาบและมีดกวีของเขาเจอกับหายนะเป็นอันดับแรก ในพริบตา…เงาร่างดาบจากบทเพลงก็แตกเป็นเสี่ยงๆ
มีดกวีก็เช่นกัน ทันทีที่ได้รับอิทธิพลมันก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ส่วนคลื่นเสียงที่เกิดจากเสียงฟู่ก็ยังคงไม่สิ้นสุด มันพุ่งเข้าใส่สือหลิงจื่อทำให้เขาตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ดวงตาหดแคบ แม้แต่หน้าก็เปลี่ยนสี ร่างกายพลันถอยหนีอย่างรวดเร็วและสลายตัวไปในบทเพลงทันที เขาคิดจะใช้ร่างมายาหลบหนีอักขระเสียงอันน่าสะพรึงกลัวนั่น
ทว่าในพริบตาที่เขาแปลงกายเป็นบทเพลงนั้นเอง คลื่นเสียงฟู่ก็พุ่งมา ทุกที่ที่มันผ่านไปล้วนทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆพลิกตลบ สือหลิงจื่อที่ผสานเข้ากับบทเพลงนั้น ไม่นานบทเพลงของเขาก็พังทลาย ร่างกายราวกับถูกบีบบังคับให้ออกมาอีกครั้ง สีหน้าตื่นตระหนก กระอักเลือดเต็มปากอย่างควบคุมไม่ได้
เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกมวลอากาศมหาศาลระเบิดใส่หน้าและร่างกายก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นไปไกล
“นี่…นี่…” สือหลิงจื่อมึนงง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เคยเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้จะมีคนพยายามทำลายสภาพตอนเขาแปลงกายเป็นบทเพลง แต่ส่วนใหญ่ล้วนพึ่งพาพลังภายนอกหรือใช้เคล็ดวิชาเปลี่ยนสภาพหรือไม่ก็อาศัยบทเพลงที่สมบูรณ์กว่าในการสยบเขา
แต่…การถูกอักขระเสียงตัวเดียวซัดปลิวเช่นนี้ เขาเพิ่งเคยประสบเป็นครั้งแรกในชีวิต
หากแต่ความขุ่นเคืองของหวังเป่าเล่อยังไม่สิ้นสุด ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำ หวังเป่าเล่อก็กวาดดวงจิตเทพสัมผัสอักขระเสียงของตนอีกครั้ง
พริบตาต่อมาเสียงฟู่ก็ดังขึ้นอีกรอบ
สือหลิงจื่อหน้าเปลี่ยนสีอย่างสิ้นเชิง เขารู้สึกได้ถึงวิกฤตความเป็นความตายอย่างรุนแรง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาทั้งไม่คุ้นเคยและไม่อยากจะเชื่อ สองมือผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บทเพลงจะทยอยกันปะทุออกมา
เขาที่อยู่ในระดับบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองใช้แค่สองบทเพลงโจมตีหวังเป่าเล่อไปเมื่อครู่ แท้จริงแล้วในบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองของเขามีทั้งหมดสิบบทเพลง ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้เขาไม่ลังเลเลยที่จะปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
ทันใดนั้นบทเพลงอลังการก็ดังกระหึ่ม บทเพลงต่างๆ ก่อตัวเป็นอาวุธพุ่งเข้าใส่เสียงฟู่ของหวังเป่าเล่อ ทว่าในพริบตาที่ทั้งสองปะทะกัน บทเพลงเหล่านั้นก็พังทลาย
แต่ถึงอย่างไรสือหลิงจื่อก็นับเป็นระดับยอดฝีมือในด้านกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง บทประพันธ์แห่งท่วงทำนองพังพินาศ แต่ก็หักล้างอานุภาพอักขระเสียงของหวังเป่าเล่อไปได้ เพียงแต่…อักขระเสียงของหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ดังแค่ครั้งสองครั้ง
“มาอีกสิ!” หวังเป่าเล่อคำรามขณะอักขระเสียงดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม
ฟู่!
สือหลิงจื่อที่บทเพลงถูกทำลายไปหมดแล้วตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง เลือดกระอักออกมาอีกครั้ง ความรู้สึกถูกมวลอากาศระเบิดใส่หน้าทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ
ความจริงคือ…แม้อักขระเสียงจะทรงพลัง แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับความอับอายขายหน้าของเขา ความอับอาย…ได้มาถึงระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้ว
ทุกอย่างยังไม่จบสิ้น ท่ามกลางราตรีที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ และกำลังจะถูกเวลากลางวันเข้ามาแทนที่ แม้ทั้งนอกร่างกายสือหลิงจื่อและหวังเป่าเล่อต่างปรากฏมวลแห่งการเคลื่อนย้ายและกำลังจะถูกส่งตัวออกไป แต่หวังเป่าเล่อก็ยังไม่ไว้หน้าและระเบิดพลังสุดตัว
“ข้าจะฆ่าเจ้า!” หวังเป่าเล่อคำราม จากนั้นเสียงฟู่ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า…จนกระทั่งครั้งที่แปดก็ระเบิดออกมาติดๆ กัน
ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่!
สือหลิงจื่อไร้หนทางหลบหนี เสียงฟู่ที่สี่ทำให้เขากระอักเลือด ดวงตาแดงก่ำ เขาพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อท่ามกลางเสียงกรีดร้องคำราม
ทว่าเขากลับได้รับการทักทายจากเสียงฟู่ที่ห้าและหกกลางอากาศแทน
ร่างของเขากระเด็นกลับไปทันที เสื้อผ้าขาดวิ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง เขาคลุ้มคลั่งและสำแดงบทเพลงเพื่อโจมตีอีกครั้ง แต่เสียงฟู่ที่เจ็ดและแปดก็ได้ทำลายทุกอย่างจนหมดสิ้น สือหลิงจื่อกระอักเลือดซ้ำๆ ร่างกายเหมือนเชือกที่ถูกตัดขาด กระเด็นกระดอนไปไกลหลายร้อยจั้ง
“อ้าอ้าอ้าอ้าอ้า!!” กว่าจะหยุดร่างกายที่กระเด็นไปได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ลมหายใจหอบถี่ สือหลิงจื่อคับแค้นใจถึงขีดสุด อวัยวะภายในปริแตก ลมปราณรวยริน แต่จิตสังหารและความขุ่นแค้นของเขากลับยิ่งรุนแรง
จนเขาเกือบจะสังเวยตัวเองระเบิดเคล็ดวิชาลับที่ตนเก็บซ่อนมาหลายปีเพื่อเตรียมจะช่วงชิงตำแหน่งเต๋าจื่ออันดับหนึ่งออกมา
แต่…ก็สายเกินไปแล้ว ขณะนี้ราตรีที่เขากับหวังเป่าเล่อยืนอยู่ได้ถูกแสงแดดยามเช้าปกคลุมจนทุกอย่างไม่อาจดำรงอยู่ได้ ร่างของเขาและหวังเป่าเล่อหายวับ
หลังจากนั้นก็มาปรากฏอยู่ทางเหนือของเมืองที่ห่างไกลจากร้านอาหารของหวังเป่าเล่อ ในลานบ้านนั้นหรูหรามาก มีเสียงคำรามด้วยความบ้าคลั่งและความหงุดหงิดถึงขีดสุด
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะตามหาเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!!”
เสียงนี้ดังมาจากลานบ้านปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองปรารถนาเสียง ส่งผลให้ผู้คนในเมืองได้ยินโดยทั่วกัน ผู้คนไม่น้อยถึงกับหน้าเปลี่ยนสี พากันมองไปยังทิศทางของเสียง บางคนจำเสียงนี้ได้และรู้จักตัวตนของสือหลิงจื่อจึงทำหน้าประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับสือหลิงจื่อกัน”
“คลุ้มคลั่งถึงเพียงนี้แล้วยังโกรธเกรี้ยว สือหลิงจื่อแบบนี้หาได้ยากอย่างยิ่ง…”
เกี้ยวสีเลือดหลังที่หกหยุดลงทันทีที่สือหลิงจื่อลืมตา ผู้ฝึกตนทั้งสี่ที่แบกเกี้ยวต่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ดวงตาไร้แววจ้องเขม็งใส่หวังเป่าเล่ออย่างงงงวย
หวังเป่าเล่อก็ไม่ขยับ ประสานสายตากับสือหลิงจื่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
เขารู้ดีว่ากฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของสือหลิงจื่ออยู่ในขั้นที่น่าตกใจ ทั้งสำนักเหอเสียนนอกจากเยว่หลิงจื่อและเจ้าสำนักผู้ลึกลับคนนั้นก็ไม่มีใครที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาแล้ว
แม้แต่เยว่หลิงจื่อก็เกรงว่าจะแค่สูสีเท่านั้น
หากเทียบกับระบบของเมืองปรารถนารส สือหลิงจื่อคงจะอยู่ระดับเดียวกับเจ้าสวาปาม แม้หวังเป่าเล่อจะมีกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่แข็งแกร่ง แต่เขาก็รู้ดีว่าหากสู้กันแล้วไม่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ในพริบตา ตัวตนของเขาก็จะถูกเปิดเผย
แม้เขาจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าแล้ว แต่การที่สามารถเข้าไปในราตรีแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้ก็ทำให้เขายุ่งยากเช่นกัน ถึงอย่างไรนี่ก็คือการต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งในกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ไม่ใช่ผู้ฝึกตนทั่วไป
และที่สำคัญที่สุดคือรุ่งอรุณกำลังมาถึง ด้วยเวลาที่เหลือ การที่หวังเป่าเล่อจะฆ่าอีกฝ่ายในพริบตาได้คงเป็นเรื่องยาก
การเผชิญหน้ากันครั้งนี้เกินความคาดหมายของหวังเป่าเล่อ เขาไม่ได้คิดสู้ ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงเลือกที่จะถอยออกไปท่ามกลางสายตาบีบคั้นของสือหลิงจื่อ
หากหลีกเลี่ยงได้ เขาก็ยังไม่อยากสู้กับอีกฝ่ายตอนนี้
ทว่าในทันทีที่เขาก้าวถอยหลัง สือหลิงจื่อบนเกี้ยวสีเสือดก็เอ่ยปากขึ้น
“เลือดที่ใช้ระบายสีเกี้ยวไม่พอเสียแล้ว ในเมื่อเจ้าตามเกี้ยวมา เหตุใดจึงไม่มอบเลือดมาให้สักหน่อยล่ะ มันจะช่วยข้าได้เยอะเลย” สือหลิงจื่อจ้องมองหวังเป่าเล่อราวกับมองคนตาย
สำหรับเขาแล้ว ตัวตนของคนตรงหน้าจะเป็นใครไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักไหน เมื่อพบตนที่เป็นผู้ดูแลค่ายกลเกี้ยวสีเลือดแล้วจะหนีไปให้ไกลก็ได้ แต่หากตามมาไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด เขาย่อมมีสิทธิ์ตัดสินเป็นตาย
นี่คือกฎที่ถูกบัญญัติไว้ในสามสำนักใหญ่และเต๋าจื่อทั้งหมด
เกี้ยวสีเลือดมีเจ้าแห่งสุขถูกสะกดอยู่ข้างใน เรื่องนี้เขาย่อมรู้แน่นอน แท้จริงแล้วเต๋าจื่อทั้งหกของสามสำนักใหญ่ล้วนทราบเรื่องนี้ดี และทราบด้วยว่าเจ้าปรารถนาเสียงเป็นผู้สะกดด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องการดูแลค่ายกลก็คือหน้าที่ของเต๋าจื่อทั้งหกของสามสำนักใหญ่ผลัดเปลี่ยนกันทำ
หากต้องการจะสะกดเจ้าแห่งสุขให้นาน พวกเขาก็จำเป็นต้องผลัดเปลี่ยนกันมาตรวจดูและปกป้อง การย้อมเลือดสดลงไปทำให้เกี้ยวทั้งหกหลังยังคงเป็นสีแดงสดอยู่เสมอ
และครั้งนี้ก็เป็นเวรของเขา เดิมทีเขาไม่ได้เต็มใจจะสละเลือดของตนอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อเจอกับคนที่แอบตามมาซึ่งดูเหมือนจะมีจุดประสงค์บางอย่าง อีกทั้งยังปกปิดตัวตนอีก สือหลิงจื่อจึงไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ
ดังนั้นทันทีที่เอ่ยออกไป สือหลิงจื่อก็สะบัดมือ จากนั้นบทเพลงหนึ่งก็ดังแว่วเข้ามา เพลงนี้เต็มไปด้วยจิตสังหาร พริบตาที่มันดังขึ้นก็ทำให้ราตรีรอบด้านบิดเบี้ยว ปั่นป่วนไปทั่วทุกสารทิศ ฟ้าดินดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจนเกิดการเปลี่ยนแปลง
บทเพลงของสำนักเหอเสียนเป็นแบบมีเนื้อเพลง เพียงแต่ระดับสือหลิงจื่อ แค่คำพูดของเขาก็เทียบเท่าเนื้อเพลงแล้ว เสียงดังก้องของเขาผสานเข้ากับดนตรีได้อย่างลงตัวจนเกิดเสียงสะท้อนไปรอบบริเวณราวกับเป็นเสียงคลอไปกับบทเพลงและก่อตัวเป็นพายุพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อ
ยามที่มันเข้ามาใกล้ข้างในพายุนั่นก็ดูเหมือนจะกลายเป็นอาวุธร้ายรูปร่างเหมือนดาบยาวและเสียงดนตรีก็เหมือนกับเสียงดาบในทันที สังหารไปพร้อมกับเสียงเพลงดาบอันรุนแรง
“บทเพลงนี้ชื่อว่าเพลงดาบ”
ในพริบตาที่ดาบยาวก่อตัวขึ้น สีหน้าหวังเป่าเล่อพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เทียบกับอีกฝ่าย ท่วงทำนองของผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินที่ถูกเขาฆ่าตายไปตอนนั้นก็เหมือนกับหิ่งห้อยไร้ค่าตัวหนึ่ง บทเพลงของสือหลิงจื่อตรงหน้าไม่ใช่แค่สมบูรณ์ แต่ยังสร้างเป็นรูปแบบของตัวเองแล้วด้วย
เมื่อพลังสังหารปะทุ ลมพายุก็ม้วนตลบไปยังหวังเป่าเล่อ ดาบแห่งบทเพลงที่ก่อตัวขึ้นในนั้นแทงเข้าที่หน้าอกหวังเป่าเล่อ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หวังเป่าเล่อสั่นสะท้านและเซถอยหลัง เสื้อผ้าฉีกขาด กฎสวาปามในร่างกายเขาพลันแทรกซึมไปทั่วร่างกายและสลายไปอย่างรวดเร็วเพื่อต่อต้านดาบเล่มนี้ ขณะเดียวกันคุณสมบัติของร่างต้นแบบก็ช่วยต่อต้านอีกแรง
นั่นทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก กลับกันยังใช้ประโยชน์จากการโจมตีนี้ถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว และท้องฟ้า…ก็เริ่มกลายเป็นสีขาวแล้ว
เมื่อเห็นว่ารุ่งอรุณกำลังมาถึง กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อก็ปลดปล่อยและผนึกกลับเร็วเกินไป สือหลิงจื่อจึงไม่ทันสังเกตเห็น ทว่าเมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อกำลังถือดาบของตน เขาก็แค่นลมหายใจออกมา นัยน์ตาเผยแสงประหลาด
“น่าสนใจนี่” พูดจบก็สะบัดมืออีกครั้ง ทันใดนั้นเพลงดาบก็ดังก้อง บทเพลงที่สองออกมาพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย และบทเพลงที่สองนี้ก็น่าพิศวงยิ่งกว่าเดิม มันก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายมีดเล่มยาว
“เพลงที่สอง กวีมีด!”
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าอะไรคือบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง!
บทประพันธ์แห่งท่วงทำนองของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจะประกอบด้วยบทเพลงที่สมบูรณ์หลายๆ บทเพลง แม้บทเพลงเหล่านี้จะไม่เหมือนกัน แต่แฝงด้วยความหมายที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน ดังนั้นหลังจากสร้างบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองแล้ว การปรากฏตัวของแต่ละบทเพลงติดต่อกันก็จะทำให้อานุภาพไปถึงระดับสะท้านฟ้าสะเทือนดินได้เลยทีเดียว
“นี่ก็คือวิถีของข้า!” หวังเป่าเล่อดวงตาสว่างวาบ เขาเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่าง กลางคืนเริ่มจางหาย จึงตัดสินใจสร้างหมอกเพื่อซ่อนตัวจากอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบบทเพลงของตน
จากนั้นก็ถอยหลังไปพร้อมสะบัดมือ ปล่อยท่วงทำนองของตนที่ชื่อว่าอิสรภาพที่ประกอบด้วยเสียงฉินโบราณหลายสิบตัวออกมา
“สำนักเหิงฉิน?” แทบจะในพริบตาที่ท่วงทำนองโบราณดังขึ้น สือหลิงจื่อก็สังเกตเห็นได้ในทันที เหยียดมุมปากดูถูก ก่อนจะกะพริบร่างจากเกี้ยวแดงตรงไปยังหวังเป่าเล่อ ขณะนั้นบทเพลงแห่งกวีมีดก็ปะทุชนกับท่วงทำนองโบราณของหวังเป่าเล่ออย่างล่องหน
ท่ามกลางบทเพลงกวีมีด ท่วงทำนองโบราณของหวังเป่าเล่ออ่อนแอหาใดเปรียบ ในชั่วพริบตามันก็แตกสลายไป ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อหน้าตาบิดเบี้ยว และคำพูดต่อมาของสือหลิงจื่อก็ยิ่งทำให้สีหน้าของเขาดำทะมึน
“เสียงกระจอกๆ ก็ยังกล้าแสดงออกมาอีกหรือ”
ขณะที่กล่าวสือหลิงจื่อก็ก้าวมาข้างหน้า โบกสะบัดเพลงดาบและกวีมีด บทเพลงสมบูรณ์ทั้งสองผสานเข้าด้วยกันก่อตัวเป็นพายุขนาดมหึมายิ่งกว่าเดิม ห่อหุ้มหวังเป่าเล่อราวกับดาบและมีดกำลังจะทำลายร่างกายและวิญญาณของเขาจนสิ้น
แม้ท้องฟ้าจะสว่าง แม้กลางคืนจะสลาย แต่ด้วยบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองของสือหลิงจื่อก็ดูเหมือนว่าการสลายตัวของพื้นที่บริเวณนี้จะได้รับผลกระทบไปด้วย
คล้ายจะอยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว แต่หวังเป่าเล่อกลับไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายแม้แต่น้อย กลับกันคำพูดและการดูถูกทำนองนั้น ทำให้เขารู้สึกเหมือนความฝันกำลังถูกเหยียบย่ำ ถึงอย่างไรทำนองอิสรภาพนี้ก็เป็นผลงานที่เขาภาคภูมิใจ ทว่าตอนนี้ตนกลับโดนเหยียบย่ำความภาคภูมิใจเหล่านั้น
“เสียงกระจอกรึ งั้นข้าจะให้เจ้าดูว่าอะไรที่เรียกว่าเสียงกระจอก!” หวังเป่าเล่อโกรธจัด ทันทีที่มือผนึกมุทรา อักขระเสียงที่ซ้อนทับกันกว่า 3,000 ตัวในร่างกาย…ก็ส่งเสียง
ฟู่!
………………………………………………
สำหรับหวังเป่าเล่อ หกปรารถนาของโลกาชั้นที่สองมีผู้ประสงค์ดีอย่างเจ้าปรารถนารส มีผู้ประสงค์ร้ายอย่างเจ้าปรารถนาเสียง แต่ไม่ว่าอย่างไร ศัตรูของทั้งหกปรารถนาก็คือเจ็ดอารมณ์
ดังนั้นจากการสรุปของเขา การติดต่อกับเจ็ดอารมณ์จะช่วยให้เขาเข้าใจโลกนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้เป้าหมายสูงสุดของเขาก้าวหน้าไปด้วย
“เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา…” หวังเป่าเล่อพึมพำและยิ่งเร่งความเร็วไปยังเกี้ยวแดง เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะไปที่ใดกันแน่ และอยากค้นหาดูสักหน่อยว่าสิ่งที่ถูกสะกดอยู่ข้างใน…เกี่ยวข้องกับเจ้าแห่งสุขหรือไม่!
เวลาไหลผ่านไปช้าๆ ในค่ำคืนนี้บางทีอาจเป็นเพราะความแปลกประหลาดของเกี้ยวสีเลือด ตลอดทางที่หวังเป่าเล่อตามไปจึงไม่เจอสิ่งมีชีวิตแปลกๆ จากโลกปรารถนาเสียงเลย ราวกับว่าพวกมันสัมผัสถึงเกี้ยวแดงนี้ได้จึงพากันไม่กล้าเข้ามาใกล้
ขณะเดียวกันความเร็วของเกี้ยวก็เพิ่มขึ้นจนน่าอัศจรรย์ เพียงพริบตาเดียวก็ห่างออกไปไกลโข หากไม่ใช่หวังเป่าเล่อที่ก็ไม่ธรรมดาเช่นกันคงตามไม่ทันไปแล้ว
แต่แม้ความเร็วของเขาจะน่าทึ่ง ระดับความยากในการไล่ตามก็ยังสูงมาก หวังเป่าเล่อก็ทำได้เพียงไม่ให้มันหายไปจากสายตาและตามไล่หลังมันไปไกลลิบ
กระทั่งผ่านไปค่อนคืน เกี้ยวสีเลือดนั่นก็ไม่ได้หยุดที่ไหนอีก ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกว่ามันเดินหน้าไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะเขาสัมผัสได้ว่าเกี้ยวหลังนี้ผ่านบริเวณเดิมไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง
ราวกับกำลังวนเป็นวงกลม
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อครุ่นคิดเกี่ยวกับการสันนิษฐานของตน ขณะที่เขาไล่ตามไปพลางครุ่นคิดนั้นเอง จู่ๆ ดวงตาหวังเป่าเล่อก็แข็งค้างทันที ในความมืดมิดตรงหน้าตอนนี้เกี้ยวสีเลือดได้ปรากฏแสงสีแดงเส้นหนึ่งขึ้น
ในไม่ช้าเมื่อแสงสีแดงนั่นเริ่มชัดเจน เกี้ยวหลังที่สองก็ปรากฏขึ้นตรงนั้น แต่ที่ต่างจากเกี้ยวที่มีมือซ้ายคือเกี้ยวหลังนี้ไม่มีแขนขายื่นออกมานอกม่านเลย
แต่ขณะที่หวังเป่าเล่อจ้องมองเกี้ยวอย่างใจจดใจจ่อ เขาก็สังเกตเห็นว่าข้างในเกี้ยวที่ม่านปลิวไปตามลมนั้นมีขาอยู่ข้างหนึ่ง!
มันคือขาของสตรีซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันควรจะน่ากลัวมาก แต่พริบตาที่เห็นมัน ในหัวหวังเป่าเล่อกลับมีความงามอันไร้ที่สิ้นสุดผุดขึ้นมาราวกับว่าขาข้างนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนจนทำให้ทุกคนที่มองเห็นอดเข้าไปใกล้ไม่ได้
โชคดีที่กฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง กอปรกับคุณสมบัติของร่างต้นแบบทำให้หวังเป่าเล่อได้สติอย่างรวดเร็ว ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย
เพราะการปรากฏของเกี้ยวหลังนี้ได้ยืนยันข้อสันนิษฐานของหวังเป่าเล่อแล้ว
เขากำลังจ้องมองเกี้ยวหลังที่สอง มองดูเงาพร่าเลือนของมันตัดผ่านเกี้ยวหลังแรกไปและยังคงไล่ตามเกี้ยวหลังแรกต่อไปอย่างเงียบเชียบ หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามหวังเป่าเล่อก็เห็นเกี้ยวหลังที่สาม
สีเลือดเหมือนกัน ศพผอมแห้งแบกเกี้ยวเหมือนกัน ทว่าที่ต่างกันคือ…ข้างในเกี้ยวมีขาอีกข้างหนึ่ง
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อดวงตาหดแคบ เขายังคงไล่ตามไปจนกระทั่งเห็นเกี้ยวหลังที่สี่และหลังที่ห้า…ในหลังที่สี่คือมือขวา ส่วนหลังที่ห้าคือลำตัวที่สวมชุดคลุมยาวสีแดงเลือด
ไม่มีส่วนหัว
“ต้องมีส่วนหัวสิ ควรจะมีเกี้ยวหกหลังถึงจะถูก” หวังเป่าเล่อสีหน้าสับสน หลังจากสัมผัสเกี้ยวแดงเหล่านีติดต่อกัน พลังปราณแห่งสุขในร่างกายก็ยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ หวังเป่าเล่อตัดข้อสันนิษฐานของตัวเองไปหลายข้อ เหลือเพียงคำตอบเดียว
“คนในเกี้ยวก็คือ…เจ้าแห่งสุข!”
“นางต่อสู้กับเจ้าปรารถนาเสียง เนื่องจากร่างกายนางเป็นของเจ็ดอารมณ์จึงมีคุณสมบัติไม่อาจทำลายได้…นางจึงถูกเจ้าปรารถนาเสียงแยกออกเป็นหกส่วน”
“แต่ละส่วนถูกวางไว้ในเกี้ยวสีเลือดเพราะตัวเกี้ยวคงจะเป็นของผนึกที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ด้วยวิธีนี้เจ้าแห่งสุขจึงถูกสะกดไว้อย่างสมบูรณ์”
“เพราะอย่างนี้แขนขาของเขาจึงสามารถสยบกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้”
“เพราะอย่างนี้แขนขาของเขาจึงกระตุ้นพลังปราณแห่งสุขของข้าได้”
“นี่ก็คือคำตอบ” หวังเป่าเล่อพึมพำอยู่ในใจ คำตอบนี้สอดคล้องกับทุกอย่าง จนถึงตอนนี้หวังเป่าเล่อก็รู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดแล้ว
เพราะเกี้ยวแดงปรากฏขึ้นแค่เวลากลางคืน และเวลากลางคืนก็เป็นเวลาของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ดังนั้นจึงเท่ากับว่าเจ้าแห่งสุขถูกสะกดเป็นสองเท่า ถูกสะกดจากโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงและถูกสะกดจากเกี้ยวสีเลือดนี้ด้วย
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะหลุดพ้น…
ส่วนคนนอกนั้น เนื่องจากไม่มีทางสัมผัสกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้จึงยากที่จะเข้ามา ต่อให้จะทำลายความว่างเปล่าบุกเข้ามาก็ยากที่จะต่อสู้กับผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของโลกปรารถนาเสียง
“หากสุขแห่งเจ็ดอารมณ์ถูกสะกดไว้ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ็ดอารมณ์คนอื่น…ไปอยู่ที่ไหน” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ตอนนี้เหลือไม่ถึงครึ่งชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว หวังเป่าเล่อยังคงไล่ตามต่อไปเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะหยุดอยู่ที่ไหนสักแห่งยามรุ่งสางมาถึง
อีกอย่าง เขาก็ยังไม่เห็นเกี้ยวหลังที่หกเลย
จากข้อสันนิษฐานของเขา เกี้ยวสีเลือดหลังที่หกที่ขังส่วนหัวไว้นั่นต่างหากที่เป็นจุดสำคัญที่แท้จริง
หวังเป่าเล่อตามไปเช่นนี้จนครึ่งชั่วยามสุดท้ายค่อยๆ ผ่านไป ยามที่ราตรีกำลังสลายไปและรุ่งสางเข้ามาแทนที่และทำลายทุกอย่าง ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็ได้เห็น…เกี้ยวสีเลือดหลังที่หก!
เกี้ยวสีเลือดหลังที่หกลอยมาจากความว่างเปล่า สิ่งที่แบกมันอยู่ไม่ใช่ศพ หากเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ดวงตาไร้แวว พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำแบกเกี้ยวเดินมาเงียบๆ
ทุกย่างก้าว ร่างกายของมนุษย์ทั้งสี่จะแห้งเหี่ยวลงทีละน้อยราวกับชีวิตพวกเขากำลังถูกเกี้ยวดูดไปเป็นสารหล่อเลี้ยงพลังสะกด
สิ่งที่ต่างจากเกี้ยวหลังอื่นคือด้านบนเกี้ยวหลังที่หก…มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่!!
ผู้ฝึกตนผู้นี้สวมชุดคลุมสีขาวสลับดำที่หวังเป่าเล่อเคยเจอ!
สือหลิงจื่อ!
หนึ่งในสองปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักเหอเสียน ผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงระดับเดียวกับเยว่หลิงจื่อ!
เขาอยู่ในวัยกลางคน นั่งขัดสมาธิหลับตา แต่ข้อมือขวามีบาดแผลที่ดูไม่เหมือนถูกคนนอกทำร้าย มันเหมือนกับถูกตัวเองกรีดจนเลือดหยดติ๋งๆ ลงไปในเกี้ยวแดงหลังนั้น ทำให้เกี้ยว…ย้อมสีเข้มขึ้นและดูยั่วยวนใจขึ้น
ราวกับว่าเขากำลัง…ย้อมสีของมัน
พริบตาที่เห็นสือหลิงจื่อ หวังเป่าเล่อก็ดวงตาหดแคบ ภาพเมื่อไม่กี่เดือนก่อนผุดขึ้นในหัว
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบอีกฝ่าย ข้างในภูเขาสือหลิงจื่อเต็มไปด้วยรอยแผล แต่พลังปราณกลับแข็งแกร่งอย่างยิ่ง คนผู้นี้มาพร้อมกับบทเพลงอันน่าทึ่ง เขากำลังเดินขึ้นไปยังยอดเขาทีละก้าว ศิษย์สำนักเหอเสียนทุกคนต่างก้มหัวคำนับให้
“สือหลิงจื่อ…” หวังเป่าเล่อชะงักกึก แต่สือหลิงจื่อที่นั่งหลับตาอยู่บนเกี้ยวหลังที่หกกลับค่อยๆ ลืมตามองหวังเป่าเล่ออย่างเย็นชา
รุ่งอรุณกำลังมาเยือน
“ไม่ใช่เกี้ยวหลังเดียวกัน?” หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับจ้องมองเกี้ยวสีเลือดที่กำลังเข้ามาใกล้ เขามองเข้าไปข้างในม่าน มือซ้ายเหยียดออกมาจากม่านอย่างไร้ทิศทาง ในใจพลันครุ่นคิด
ขณะที่เขากำลังไตร่ตรองอยู่นั้นเอง เกี้ยวสีเลือดก็เข้ามาใกล้หวังเป่าเล่อคล้ายกำลังจะเคลื่อนผ่านไป
หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้น มองมันอย่างเย็นชา จากนั้นก็กะพริบร่างและเป็นฝ่ายหลีกทางให้ก่อน
สำหรับเขา ร่างที่อยู่ข้างในเกี้ยวสีเลือดนี้แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายปั่นป่วนจิตใจเขาไม่หยุด หวังเป่าเล่อรับรู้ได้ว่าเกี้ยวนี้อันตรายมาก
แม้ตัวเขาจะไม่ธรรมดา แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันกับอันตรายที่ไม่จำเป็นเช่นนี้ เขาจึงเลือกที่จะหลีกทาง แต่ว่าครั้งนี้…การหลีกทางให้กลับไร้ผล
แม้จะถอยไปหลายสิบจั้งแล้ว แต่เกี้ยวสีเลือดนั่นก็ดูเหมือนจะกำหนดเป้าหมายไว้ที่เขาเรียบร้อย มันเปลี่ยนทิศเข้ามาหาเขาเช่นเดิม
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว เมื่อถอยออกไปอีกก็พบว่าไร้ประโยชน์ หลังจากรู้ว่าถูกกำหนดเป้าหมายชัดเจน เขาจึงยืนอยู่ที่เดิมไม่ถอยหนีอีกต่อไป ดวงตาฉายแววเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ
เกี้ยวนั่นเหมือนกับเกี้ยวที่เขาเคยพบทุกประการ เมื่อหวังเป่าเล่อหยุดชะงัก มันก็พร่าเลือนและมาปรากฏตัวตรงหน้าหวังเป่าเล่อและไม่หยุดเคลื่อนที่ หากแต่พริบตาที่กำลังจะตัดผ่านหวังเป่าเล่อไปมันจึงหยุดลงทันที
คราวนี้มันหยุดอยู่ด้านขวาของหวังเป่าเล่อและยังเป็นตำแหน่งที่มือซ้ายข้างนั้นยื่นออกมาพอดี เมื่อมันหยุดลง มือซ้ายกับหวังเป่าเล่อก็ห่างกันราวหนึ่งช่วงตัวคน
ระยะห่างนี้ทำให้หวังเป่าเล่อได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาเล็กน้อย ซึ่งจุดนี้ต่างจากเกี้ยวหลังแรกที่เขาเคยพบ
หากมองดูใกล้ๆ ยังเห็นเลือดไหลซึมไปตามรอยร้าวของไม้ตรงขอบเกี้ยว เมื่อมองเลยเกี้ยวไปจะเห็นว่าตลอดทางที่มันเคลื่อนเข้ามามีเลือดหยดลงพื้นเป็นระยะๆ กลายเป็นเส้นต่อเนื่อง
บางทีอาจจะเป็นเลือดของสิ่งที่อยู่ข้างในเกี้ยว หรือบางที…อาจเป็นเลือดของผู้ฝึกตนที่เห็นการดำรงอยู่ของมันจึงถูกกลืนกินมาตลอดทาง
เมื่อเกี้ยวหยุดชะงัก แสงเย็นวาบในดวงตาหวังเป่าเล่อก็รุนแรงขึ้น เขาถอยหลังไปอีกครั้งเพื่อรักษาระยะห่าง แต่บริเวณที่เขาอยู่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและได้รับอิทธิพลบางอย่าง ไม่ว่าเขาจะถอยหนีอย่างไร ระยะห่างของเขากับเกี้ยวนั่นก็ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
“กวนประสาทข้าหรือ” หวังเป่าเล่อหรี่ตาก่อนจะเลิกถอยหลัง และแผ่จิตใต้สำนึกปกคลุมบริเวณนี้ เมื่อแน่ใจแล้วว่าที่นี่ไม่มีใครอีก เขาก็จ้องเขม็งไปยังเกี้ยวข้างตัว แสงอันตรายในดวงตายิ่งรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกันมือซ้ายที่ยื่นออกมาจากม่านก็ค่อยๆ หยุดแกว่งไกว และชี้ไปข้างหน้าแทน มันเข้าใกล้หว่างคิ้วของหวังเป่าเล่อช้าๆ ราวกับต้องการสัมผัส
ระหว่างนี้ดูเหมือนว่านิ้วมือนั่นจะแผ่พลังประหลาดออกมาเช่นกัน หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ทันทีว่าอักขระเสียงในร่างกายตนเหมือนถูกสะกดจนสูญเสียความคล่องแคล่วและอยากหลับใหล
เรื่องนี้ตอนที่เขาพบเกี้ยวหลังแรก พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างกายเขายังอ่อนแอและไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้ ในด้านความรู้สึกจึงไม่ได้ชัดเจน แต่ตอนนี้ความรู้สึกนี้ชัดเจนมากทีเดียว
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีความสามารถในการยับยั้งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้
“หืม?” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด แต่นัยน์ตายังคงเย็นยะเยือก จู่ๆ ผนึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างกายก็คลายออก มุมปากค่อยๆ ฉีกออกกว้างจนน่ากลัว
หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นว่าบนเล็บสีเลือดที่กำลังเข้ามาใกล้ก็แผ่แสงประหลาดออกมาเช่นกัน และปากหวังเป่าเล่อก็ฉีกกว้างขึ้น ในพริบตาที่ทั้งคู่เข้าใกล้กันมากที่สุด หวังเป่าเล่อก็อ้าปากกว้างจนถึงขนาดที่สามารถกลืนกินเกี้ยวเข้าไปได้ทั้งหลัง เขางับลงไปบนมือข้างนั้น
แทบจะในพริบตาที่เขากลืนมันลงไป เล็บสีแดงเลือดก็ปะทะกับร่างกายเขาอย่างเงียบเชียบ หวังเป่าเล่อตัวสั่นเทิ้มรุนแรง สัมผัสได้ถึงคำสาปร้ายแรง นิ้วมือของอีกฝ่ายพุ่งเข้าไปในร่างกายเขาโดยไร้สิ่งกีดขวางและกำลังจะทำลายดวงวิญญาณเทพและทุกสิ่งจนหมดสิ้น
แต่พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนารสนั้น หวังเป่าเล่อก็ฝึกฝนจนถึงระดับเจ้าสวาปามแล้วและยังฝึกฝนมันมานานขนาดนี้ แม้จะยังเทียบกับเจ้าปรารถนารสไม่ได้ แต่ก็เหนือกว่าเจ้าสวาปามทั้งหมดแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังมีคุณสมบัติของร่างต้นแบบอยู่ด้วย แม้การสังหารเช่นนี้จะน่าทึ่ง แต่การจะสังหารหวังเป่าเล่อในพริบตานั้นเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นแม้คำสาปจะพุ่งเข้าไประเบิดในร่างกายหวังเป่าเล่อ แต่นั่นก็ทำให้หวังเป่าเล่อแค่เซถอยหลังพร้อมกระอักเลือดสีดำออกมาเต็มปากเท่านั้น
เลือดสีดำนั่นก็คือคำสาป
ขณะเซถอยหลัง หวังเป่าเล่อเงยหน้าจ้องมองเกี้ยวนั่นด้วยดวงตาที่เส้นเลือดปูดโปน
ตอนนี้เกี้ยวก็สั่นไหวเช่นกัน ไม้บางส่วนเกิดรอยปริแตกและทรุดลง หากมองดีๆ จะเห็นว่าส่วนที่ทรุดลงนั้นเชื่อมต่อกันเป็นรอยฟัน
ราวกับรับรู้ได้ถึงอันตรายจากหวังเป่าเล่อ นิ้วมือที่ยื่นออกมานอกม่านจึงค่อยๆ หดกลับไป เกี้ยวที่หยุดอยู่ตรงนั้นก็ถูกยกขึ้นแบกออกไปอีกครั้ง
หวังเป่าเล่อหรี่ตามองเกี้ยวที่กำลังไกลออกไป หลังจากเงียบไปไม่กี่อึดใจ เขาก็ตัดสินใจได้ ไม่ใช่วาบร่างหนี แต่พุ่งตามเกี้ยวนั้นไป
เพียงแต่ระหว่างการไล่ตามนี้รูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าตัวเขาและแม้แต่ลมปราณก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อไม่ให้ถูกผู้ฝึกตนสามสำนักใหญ่เห็นเข้า
ส่วนเหตุผลที่เขาเลือกตามไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความประหลาดของเกี้ยวสีเลือด แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ…ตอนที่คำสาปร้ายแรงนั่นระเบิดในร่างหวังเป่าเล่อ เขาสัมผัสได้ว่ากฎแห่งสุขของตนเอง…กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา
“สามารถยับยั้งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้…”
“สามารถกระตุ้นพลังปราณของกฎแห่งสุขในร่างข้าได้”
“ไม่ใช่เกี้ยว แต่เป็นแขนขาที่ต่างกันข้างในนั้น”
“ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกัน คำตอบก็มีไม่กี่อย่าง…แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไรมันต้องเกี่ยวข้องกับ…เจ้าแห่งสุขแน่!” หวังเป่าเล่อจำได้แม่นว่าตอนที่ร่างต้นแบบเพิ่งมาถึงโลกาชั้นสอง ผู้อาวุโสของเผ่าสุขได้เล่าเรื่องเจ้าแห่งสุขให้เขาฟัง
เนื่องจากเจ้าแห่งสุขมีอิทธิพลต่อการดำรงอยู่ของกฎปรารถนาเสียงจึงตกเป็นเป้าหมายของเจ้าปรารถนาเสียง ในหมู่พวกเขา พลังหลักที่ทำลายเผ่าแห่งสุขก็คือผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง
ส่วนเจ้าแห่งสุขของทั้งเจ็ดอารมณ์ผู้นั้นก็ถูกเจ้าปรารถนาเสียงสะกดไว้…ในเมืองปรารถนาเสียง!
ถูกสะกดไว้ที่ไหนหรือสะกดด้วยวิธีใด ไม่มีใครล่วงรู้ แต่ที่แน่ชัดคือเมื่อเจ้าแห่งสุขถูกสะกด กฎแห่งสุขในโลกใบนี้ก็ค่อยๆ เหี่ยวเฉาไป
……………………………………………
ยามที่หวังเป่าเล่อกำลังหมกมุ่นอยู่กับเสียงฉินอันเสนาะหูสามตัวของตน อักขระเสียงที่เกิดจากเสียงฟู่เกือบสองร้อยตัวซ้อนทับกันในร่างกายเขาก็ทำให้รอบๆ เกิดการบิดเบี้ยวเล็กน้อยเหมือนกับสนามพลังซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก
หวังเป่าเล่อย่อมสังเกตเห็นมันเช่นกันจึงนำมันออกมาตรวจดู ก่อนจะเก็บเข้าไปอีกครั้ง ตอนนี้เขาสนใจเสียงฉินสามตัวนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเสียใจคือเสียงฉินยังน้อยเกินไปไม่สามารถสร้างทำนองได้
“ไม่เป็นไร ด้วยคุณสมบัติการรู้แจ้งของข้า ไปที่ฝูงปลาดนตรีครามอีกไม่กี่ครั้งก็รวบรวมเสียงฉินได้แล้ว” เมื่อคิดว่าเส้นทางแห่งท่วงทำนองของตนโชติช่วงดั่งไฟแห่งความหวังแล้ว หวังเป่าเล่อก็เบิกบานใจและมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่ตอนที่ร่างต้นแบบสัมผัสกับสตรีชุดแดงในตอนนั้น หวังเป่าเล่อก็เข้าใจว่ากฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็คือบทเพลง แม้กระทั่งตอนที่ไปถึงสำนักเหอเสียน สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือแบบนี้เช่นกัน
ทุกคนล้วนกำลังรังสรรค์บทเพลงของตน เพราะวาสนาและประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นบทเพลงก็จะไม่เหมือนกัน และเอกลักษณ์ในวิธีที่หลากหลายนี้เองที่เป็นปัจจัยดึงดูดหวังเป่าเล่อ
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ตระหนักว่าเอกลักษณ์เช่นนี้เกี่ยวโยงกับความปรารถนาที่จะเป็นอิสระในฐานะร่างแยกของเขา
ในแง่หนึ่งร่างแยกของหวังเป่าเล่อต้องการพิสูจน์ว่าตนมีจิตใต้สำนึกเป็นอิสระ มีบุคลิกของตัวเองและแยกออกจากร่างต้นแบบอย่างสิ้นเชิง
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่เขาสนใจบทเพลง
เพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าบทเพลงที่ตนรังสรรค์ขึ้นนั้นจะเป็นท่วงทำนองแบบไหน
เพราะเหตุนี้หวังเป่าเล่อจึงไม่ได้มอบปลาดนตรีครามให้พ่อบ้านในทันที การจับได้หลายตัวในช่วงเวลาหนึ่งวันเช่นนี้อาจทำให้ความแตกได้
นั่นไม่สอดคล้องกับแผนขั้นต่อไปของเขา หวังเป่าเล่อจึงรอคอยอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งยามค่ำคืนมาถึงอีกครั้ง ร่างของเขาหายวับไปทันทีและพุ่งออกห่างจากเขาสำนักเหอเสียน
ตลอดทางเขาหลีกเลี่ยงการตรวจพบทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาจึงเริ่มเหาะด้วยความเร็วสูงสุดไปยังจุดที่ฝูงปลาดนตรีครามอาศัยอยู่
ความเร็วในครั้งนี้น่าทึ่งมาก เขามาถึงในเวลาไม่นาน แต่ด้วยความรอบคอบ หลังจากมาถึงแล้วก็ไม่ได้หยุดทันที แต่เหาะไปในที่ไกลๆ ก่อนจะวาบร่างหายไปปรากฏตัวอยู่อีกทิศหนึ่งและค่อยๆ กลับมาด้วยความเร็วที่ตรวจพบได้ยากแทน
ความระแวดระวังเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าหวังเป่าเล่อให้ความสำคัญกับอาณาเขตฝูงปลาดนตรีครามมาก แม้กระทั่งระหว่างทางที่มาเขายังเพิกเฉยต่อสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ตามมา จนกระทั่งหลังจากมาถึงอาณาเขตฝูงปลาดนตรีคราม เขาก็นั่งขัดสมาธิลงตรงที่เดิมกับเมื่อวาน เก็บซ่อนลมปราณและรอคอยอย่างเงียบเชียบ
ผ่านไปสักพักหวังเป่าเล่อก็ยังรู้สึกไม่มั่นคงจึงเริ่มขุดหลุม หลังจากนั่งอยู่ในนั้นก็นำดินมาฝังกลบเพื่อซ่อนตัวอย่างมิดชิด แล้วจึงรอคอยรุ่งสางอย่างใจจดใจจ่อ
คืนนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ
ถึงอย่างไรราตรีนี้ก็กว้างใหญ่นัก อีกทั้งผู้ฝึกตนของทั้งสามสำนักล้วนปลีกวิเวก ต่อให้มีบางส่วนออกมาข้างนอกก็ยากที่จะพบกันในราตรีอันกว้างใหญ่ได้ ช่วงเวลานี้หวังเป่าเล่อเองก็เคยพบเพียงแค่ผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินคนเมื่อวานเท่านั้น
ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงรอคอยอย่างราบรื่นจนถึงรุ่งสาง ความคึกคักของฝูงปลามาพร้อมกับเสียงบทเพลงแห่งมวลมหาธรรมชาติ หวังเป่าเล่อจากใต้ดินจึงรีบโผล่ขึ้นมานั่งสมาธิเริ่มต้นรู้แจ้งทันที
อักขระเสียงค่อยๆ ผุดขึ้นในใจเขา ท่ามกลางเสียงมวลมหาธรรมชาติอันไพเราะทำให้หวังเป่าเล่อมีความสุข โดยไม่รู้ตัวกฎแห่งสุขของเขาก็เริ่มเติบโตอย่างช้าๆ
เป็นเช่นนี้จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป
ในหนึ่งเดือนนี้หวังเป่าเล่อมารู้แจ้งอยู่ที่นี่แทบทุกรุ่งสาง เขาเคยพยายามจะเคลื่อนย้ายฝูงปลาด้วย แต่ก็ไร้ประโยชน์ ในช่วงหนึ่งเดือนนี้มีคนเคยผ่านมาที่นี่ แม้จะสังเกตเห็นฝูงปลาดนตรีคราม แต่ก็ไม่ได้อยู่รอจนถึงรุ่งสางจึงไม่มีใครค้นพบความลับของสถานที่แห่งนี้
นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินผ่านมาสองครั้ง หลังจากหวังเป่าเล่อครุ่นคิดก็ไม่ได้ลงมือ หากผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินตายไปคนหนึ่งก็ยังไม่เป็นไร แต่หากตายอีกสองสามคนจะเป็นการยากที่จะเก็บความลับของที่นี่ไว้
ดังนั้นหนึ่งเดือนมานี้แม้จะตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี และจำนวนเสียงโบราณของหวังเป่าเล่อก็เกือบถึง 40 ตัวแล้ว
ด้วยเสียงโบราณมากขนาดนี้ เขาจึงสามารถเรียบเรียงและสร้างทำนองที่เป็นของตัวเองได้แล้ว แท้จริงแล้วเขาทำอย่างนั้นด้วยความพยายามของเขาจนท่วงทำนองสำเร็จไปแล้ว
เมื่อเริ่มใช้งานท่วงทำนองนี้ ร่างของเขาจะสลายไปหลอมรวมกับเสียงฉิน และเสียงฉินอันเร่งเร้านี้ยังแฝงไปด้วยความปรารถนาในอิสรภาพและความยืนหยัดของหวังเป่าเล่อ
เขาถึงกับฝันไว้ว่าหลังจากท่วงทำนองนี้สมบูรณ์และกลายเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์แบบแล้วก็จะปรับกฎปรารถนาเสียงของตนให้กลายเป็นบทประพันธ์แห่งท่วงทำนอง
“ข้าคิดชื่อไว้หมดแล้ว มันจะชื่อว่าอิสรภาพ!” หวังเป่าเล่อตั้งหน้าตั้งตารอวันนั้น ส่วนเสียงฟู่หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้คิดคำนวณอะไรมาก โดยพื้นฐานแล้วมันเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ตัวต่อวัน จนถึงตอนนี้ก็มีประมาณ 3,000 กว่าตัวแล้วซึ่งซ้อนทับกันทั้งหมด
ส่วนเรื่องอานุภาพนั้น เนื่องจากเขาจดจ่ออยู่กับเสียงฉิน อีกทั้งยังไม่มีใครให้เขาลงมือด้วยจึงยังไม่เคยลอง
ขณะเดียวกันหนึ่งเดือนที่ผ่านไป ฝูงปลาดนตรีครามที่นี่ก็ดูเหมือนจะถึงจุดสิ้นสุดของการรวมตัวและเริ่มล้มตาย
ราวกับว่าชีวิตของพวกมันมีเพื่อเล่นเสียงมวลมหาธรรมชาติเท่านั้น และเสียงมวลมหาธรรมชาติตลอดหนึ่งเดือนก็กินพลังของพวกมันไปหมดสิ้นแล้ว ในท้ายที่สุดการชนกันทุกครั้งล้วนหมายถึงความตาย
มันโหดร้าย ขณะเดียวกันเสียงก็เสนาะหูอย่างยิ่ง ทั้งไพเราะและโหดเหี้ยม
จนกระทั่งวันนี้ เมื่อหวังเป่าเล่อมายังอาณาเขตของฝูงปลาดนตรีครามกลางดึกอีกครั้ง เขาก็ไม่เห็นปลาเลยสักตัวเดียว เขารู้ว่าวาสนาในครั้งนี้ได้จบลงแล้ว
“โลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงช่างประหลาดนัก…” หวังเป่าเล่อสัมผัสสภาพแวดล้อมที่ว่างเปล่าด้วยอารมณ์ หลังจากค้นหาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีปลาดนตรีคราม เขาจึงส่ายหน้าและทำท่าว่าจะจากไป ทว่าในตอนนั้นเอง หูก็ได้ยินเสียงดนตรีดังลอยมาเบาๆ
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและเยือกเย็น อีกทั้งยังไม่พอใจราวกับสตรีโบราณต้องออกเรือนไปกับคนที่นางไม่ได้รัก บนเกี้ยวเจ้าสาวนั้นอารมณ์ในจิตใจได้กลายเป็นจังหวะดนตรีดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ
เมื่อเสียงดนตรีใกล้เข้ามา หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาทันที ยามที่หันไปมองเขาก็เห็นเกี้ยวสีแดงสดที่ตนเคยพบถูกร่างผอมแห้งสี่ร่างแบกเดินเข้ามาช้าๆ
เมื่อเข้ามาใกล้ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาจำได้ว่าเกี้ยวที่ตนเคยพบในตอนนั้นมีมือขวายื่นออกมาจากม่าน แกว่งไปมาไร้ทิศทาง แต่เกี้ยวหลังนี้…กลับเป็นมือซ้าย!
นิ้วมือราวหยกขาวพิสุทธิ์เช่นเดียวกัน เล็บสีแดงสดเช่นเดียวกัน บรรยากาศอันน่าพิศวงเช่นเดียวกัน
มันค่อยๆ เคลื่อนมาถึงช้าๆ
“เสียงฉิน!” หวังเป่าเล่อตาเป็นประกาย เขาถืออักขระเสียงไว้ตรงหน้า ก่อนจะกวาดดวงจิตเทพผ่านอีกครั้ง หลังจากเสียงฉินอันเสนาะหูดังก้องไปทั่วจิตใจ เขาก็เกิดตื่นเต้นขึ้นมา
“นี่สิถึงจะเป็นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง!” หวังเป่าเล่อคิดมาตลอดว่าเสียงฟู่ของตนเหมือนกับเสียงผายลมซึ่งน่าเกลียดมาก แม้อานุภาพตอนซ้อนทับกันจะดี แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงคนอื่นแล้ว ทั้งความสง่างาม ความเศร้าโศก หรือบทเพลงที่มีท่วงทำนองอื่นๆ มันก็ยังแสลงหูอยู่ดี
แต่เขาไม่มีทางอื่นเลย ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา อักขระเสียงทั้งหมดที่เขารู้แจ้งล้วนเป็นเสียงฟู่ เขาที่เดิมทีได้ล้มเลิกความคิดเรื่องแต่งบทเพลงของตนเองไปแล้วกำลังมองอักขระเสียงในมือ เปลวไฟในใจพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“หรือว่าสำนักเหิงฉินคือสำนักที่เหมาะกับข้าที่สุด!” หวังเป่าเล่อรีบหลอมรวมอักขระเสียงในมือเข้ากับร่างกายทันที จากนั้นก็เปิดค้นกระเป๋าคลังเก็บของเด็กหนุ่ม ข้างในนั้นนอกจากของกระจุกกระจิกแล้วก็ยังมีบันทึกอักขระดนตรีสองแผ่นรวมถึงแผ่นหยกและตราผลึก
หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจตราผลึก ที่เขาสนใจคือแผ่นหยกต่างหาก หลังจากใส่ดวงจิตเทพเข้าไป หวังเป่าเล่อก็ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ดวงตาพลันเปล่งประกาย
“สำนักเหิงฉินนั้นทุกอย่างล้วนมีบทเพลงโบราณเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับจิตใจที่เก่าแก่ เต๋ามีร่องรอยโบราณ จินตนาการว่าร่างกายตนคือเครื่องสาย…” เคล็ดวิชาไม่ยาก ถึงอย่างไรกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็ใช้การรู้แจ้งเป็นหลัก สามสำนักใหญ่ก็แค่มีทิศทางการฝึกฝนต่างกันเท่านั้น
ดังนั้นไม่นานหวังเป่าเล่อก็ชำนาญวิธีฝึกตนขั้นพื้นฐานของสำนักเหิงฉิน จากนั้นจึงหยิบบันทึกอักขระดนตรีสองแผ่นนั้นออกมาดูอย่างละเอียด บันทึกอักขระดนตรีนี้ก็คือบทเพลงแบบโบราณ ไม่มีเนื้อ มีแต่ทำนอง
นี่คือจุดเด่นของสำนักเหิงฉิน
และสิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อตื่นเต้นยิ่งกว่าคือในบันทึกอักขระดนตรีสองแผ่นนี้ อักขระเสียงตัวแรกที่รู้แจ้งออกมาก็คือเสียงฉิน อีกทั้งยังต่างจากก่อนหน้านี้ด้วย แม้ต่อไปหวังเป่าเล่อจะตัดสินใจกลับมาเดินเส้นทางเดิม รู้แจ้งเสียงฟู่ออกมาห้าตัว แต่สิ่งนี้ก็ทำให้หวังเป่าเล่อพอใจมากแล้ว
หลังจากนำเสียงฟู่ที่รู้แจ้งออกมาใหม่ซ้อนทับกับของเดิมอย่างลวกๆ แล้ว หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก แต่กลับขยับเสียงฉินสองตัวของตนแทน เสียงทำนองลื่นหูดังขึ้นจนหวังเป่าเล่อเผยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปยังใจกลางพื้นที่ที่ปลาดนตรีครามอาศัยอยู่ หรือก็คือจุดที่เด็กหนุ่มคนนั้นเดินมา
เขาอยากจะดูสักหน่อยว่าที่นี่มีความลับอะไรกันแน่ถึงทำให้ผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินไม่ลังเลที่จะสังหารใครเลย ต้องทราบก่อนว่าทั้งสามสำนักอยู่ห่างกันมาก อีกทั้งยังมีต้นกำเนิดเดียวกัน ดังนั้นแม้จะเกิดความขัดแย้งกันในวันปกติทั่วไปก็น้อยมากที่จะเกิดการฆ่าแกง
อีกฝ่ายทำเช่นนี้ หวังเป่าเล่อไม่เชื่อว่าที่นี่จะไม่มีความลับอะไร แต่หลังจากเขาเดินไปถึงใจกลางพื้นที่กลับไม่พบเบาะแสหรืออะไรประหลาดเลยสักนิด หากจะให้พูดว่าต่างกันที่ตรงไหนก็มีแต่ที่นี่มีปลาดนตรีครามมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังว่ายเข้ามาใกล้ ไม่หนีไปไหน
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อประหลาดใจมาก เขาค้นหาอย่างระมัดระวังอีกครั้งก็ยังไม่พบเงื่อนงำอะไร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนั่งลงตรงใจกลางพื้นที่และสังเกตอย่างเงียบเชียบ
เวลาไหลผ่านไปอีกครั้ง ไม่นานก็ใกล้จะรุ่งสางแล้ว หวังเป่าเล่อที่ไม่ได้อะไรเลยตลอดทั้งคืนเริ่มขมวดคิ้วมุ่นและกำลังจะลุกจากไป ทว่าในยามรุ่งสางที่ราตรีกาลกำลังจะสลายไปนั้นเอง จู่ๆ…เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
เสียงนี้ทำให้ดวงตาของหวังเป่าเล่อหรี่แคบลงทันที
นั่นคือเสียงบทเพลง อันได้แก่ เสียงประสาน เสียงฉิน หากสัมผัสมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ดูเหมือนจะเป็นเสียงแห่งสรรพสิ่ง นั่นทำให้หวังเป่าเล่อใจกระตุกวูบ เขายังสัมผัสได้ถึงปลาดนตรีครามจำนวนมหาศาลกำลังแหวกว่ายด้วยความเร็วสูงราวกับกำลังล้อมรอบพื้นที่นี้ไว้
และเสียงนี้ก็ค่อยๆ ทำให้หวังเป่าเล่อเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น!
นั่นก็คือปลาดนตรีครามเหล่านี้กำลังว่ายวนเป็นฝูงในช่วงเวลาสั้นๆ ของการสับเปลี่ยนระหว่างกลางคืนกับกลางวัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดทำให้พวกมันชนกันเองจนเกิดเสียงดัง
เวลากลางคืนพวกมันจะไม่ชนกัน แต่ตอนนี้ด้วยอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดนี้ การชนกันของพวกมันจึงทำให้เกิดเป็นเสียงมวลมหาธรรมชาติ
เสียงนี้ทำให้หวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน การรู้แจ้งของเขาก็ยิ่งเฉียบขาดกว่าเดิม อักขระเสียงในร่างกายพลันถือกำเนิดขึ้นทีละตัว
ไม่ทันที่จะตรวจดูว่าอักขระเสียงที่รู้แจ้งออกมาคืออะไร หวังเป่าเล่อขณะนี้กำลังจมดิ่งลงไปในการรู้แจ้ง หากมีคนที่สามารถมองทะลุโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้ สิ่งที่เขามองเห็นอยู่ในตอนนี้จะต้องเป็นภาพที่สวยมากเป็นแน่
ในภาพนั้น หวังเป่าเล่อกำลังนั่งสมาธิ เส้นผมปลิวไสว ดูเหมือนมีน้ำทะเลสีน้ำเงินอยู่รอบตัว ในน้ำทะเลนั้นมีปลาดนตรีครามกำลังรวมกลุ่มเวียนว่ายรายล้อมอยู่รอบกาย ร่างกายสะท้อนแสงท้องฟ้าสีขาวที่ค่อยๆ สว่างขึ้น ส่งผลให้ทุกอย่างในน้ำทะเลสีน้ำเงินดูสวยงามมาก
แต่การรู้แจ้งเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้นาน รุ่งอรุณนั้นแสนสั้น เมื่อมันมาถึง กลางคืนถูกแทนที่ด้วยกลางวัน ร่างของหวังเป่าเล่อและฝูงปลารอบด้านก็หายไปพร้อมกัน
เมื่อหวังเป่าเล่อลืมตา เขาก็มาอยู่ทางทิศตะวันออกใกล้กับกำแพงเมืองปรารถนาเสียงแล้ว ในดวงตายังเหลือร่องรอยการรู้แจ้ง ใช้เวลานานทีเดียวกว่าเขาจะฟื้นคืนสติ ทันทีที่ได้สติและเห็นจำนวนอักขระเสียงที่ตนรู้แจ้งออกมา หวังเป่าเล่อก็ตกตะลึง
“109 ตัว!!” หวังเป่าเล่อสูดหายใจถี่รัว มองอักขระเสียงในร่างกายตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ นอกจากเสียงฟู่ซ้อนทับกัน 71 ตัวแล้ว ยังมีเสียงตุ้บหนึ่งเสียงและเสียงฉินอีกสองเสียง
และรอบๆ อักขระเสียงเหล่านี้ก็ยังมีอักขระเสียงใหม่อีก 109 ตัวส่องประกายวิบวับ
ความเร็วเช่นนี้เหนือกว่าการรู้แจ้งตลอดครึ่งปีของหวังเป่าเล่อเสียอีก นั่นทำให้เขาตกตะลึง ขณะเดียวกันก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินถึงต้องการสังหารผู้อื่น หากเปลี่ยนเป็นหวังเป่าเล่อ เขาเองก็จะทำเช่นกัน
“คิดไม่ถึงว่าฝูงปลาดนตรีครามจะประหลาดแบบนี้…” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นตรงไปยังร้านอาหาร ระหว่างทางก็กวาดดวงจิตเทพผ่านอักขระเสียงเหล่านั้นเพื่อตรวจสอบเสียงของมัน
ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่…
เสียงที่คุ้นเคยทำให้ความตื่นเต้นของหวังเป่าเล่อลดน้อยลง สุดท้ายก็แทบจะชินชา จนกระทั่งเสียงฟู่ดังไปร้อยกว่าครั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงฉินดังก้องอยู่ในใจเขา
เสียงอันไพเราะนี้ทำให้เขาที่เพิ่งเหยียบเข้ามาในร้านอาหารชะงักกึก ก่อนจะกลับถึงห้องด้วยความพึงใจ สัมผัสอักขระเสียงในร่างกายและครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน
“108 เสียงฟู่ หนึ่งเสียงฉิน”
“แบบนี้ก็ยังดี อย่าโลภเกินไป” หวังเป่าเล่อไม่สนใจเสียงฟู่เหล่านั้นและนำพวกมันซ้อนทับกับเสียงก่อนหน้านี้ลวกๆ แต่บรรจงวางเสียงฉินอันล้ำค่าไว้ข้างๆ เสียงฉินอีกสองตัวอย่างระมัดระวัง เมื่อมองพวกมัน เขาก็รู้สึกว่าความหวังในการสร้างบทเพลงของตัวเองใกล้เข้ามาแล้ว
“ยังมีสถานที่ที่ฝูงปลาดนตรีครามอาศัยอยู่นั่นห้ามให้ผู้ใดค้นพบเด็ดขาด ใครกล้ามาแย่งชิง ข้าจะฆ่าทิ้งให้หมด!” ดวงตาหวังเป่าเล่อวาววับ หลังจากตัดสินใจแล้วก็เริ่มสงสัยว่าหากปลาดนตรีครามเหล่านั้นถูกพรากไปที่อื่นยังจะสามารถเกิดฉากนั้นได้หรือไม่
“เกรงว่าคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินคนนั้นคงทำไปนานแล้ว”
……………………………………………
แทบจะในทันทีที่หวังเป่าเล่อหันไปมอง กลุ่มแสงขนาดมหึมานั่นก็พุ่งเข้ามาใกล้ เมื่อมาถึงพลังงานลุกโชติช่วงพลันแผ่ออกมาจากในกลุ่มแสงนั่น ทำให้ความมืดในราตรีหายไปไม่น้อย แม้จะไม่ถึงขั้นทำลายความว่างเปล่าให้ตามนุษย์หรือจิตใต้สำนึกมองเห็นโลกปรารถนาเสียงได้ แต่ก็ทรงพลังจนน่าตกใจ
แม้แต่ปลาดนตรีครามในมือหวังเป่าเล่อก็ยังกระตุกไปสองสามทีราวกับไม่สามารถทนต่อความร้อนแผดเผานี้ ยังไม่ทันที่หวังเป่าเล่อจะเก็บมันเข้ากระเป๋า ปลาดนตรีครามก็กระตุกตัวแรง ก่อนจะแห้งเหี่ยวลมปราณหายไป
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วโยนซากปลาในมือทิ้ง แล้วตวัดสายตามองร่างเลือนรางในลูกไฟอย่างเย็นชา
ร่างนั้นดูเหมือนจะเป็นบุรุษคนหนึ่ง เส้นผมยาวคล้ายกำลังแผดเผาอยู่ในลูกไฟ ทุกที่ที่เขาผ่านไปล้วนทำให้พื้นดินแตกระแหง สัตว์ประหลาดทุกตัวก็ดูเหมือนจะรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวคนผู้นี้มาก
และด้วยแสงแห่งอักขระเสียงที่ทำให้ปลาดนตรีครามระเหยไปได้ ก็สามารถยืนยันความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ได้แล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น ขณะที่เขาเข้ามาใกล้ หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงอักขระระเบิดประมาณหลายสิบตัว เรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่
“รูปแบบโบราณ…สำนักเหิงฉิน!” หวังเป่าเล่อเข้าสำนักเหอเสียนมาระยะหนึ่งแล้ว และเขาก็รู้จักอีกสองสำนักจากการพูดคุยกับเพื่อนบ้านอยู่บ้าง
เสียงที่ได้ยินอยู่ตอนนี้จึงทำให้เขาคาดเดาสำนักของอีกฝ่ายได้ประมาณหนึ่ง
ทำนองเดียวกัน ในไม่ช้าภูมิหลังของเขาก็ถูกผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินที่กำลังเข้ามาใกล้มองออก
“สำนักเหอเสียน?” ขณะที่กล่าว ร่างในลูกไฟนั่นก็เหมือนมีแสงเย็นวาบอยู่ในดวงตา ฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิสูงที่แผ่ออกมาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แม้แต่เสียงที่ดังออกมาจากร่างกายเขาก็มีจังหวะเร็วขึ้น
“ยอดฝีมือแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง” หวังเป่าเล่อเปรียบเทียบอยู่ในใจ คนผู้นี้ด้อยกว่าสือหลิงจื่อที่ตนเคยเจอมาก แต่โดยรวมแล้วก็ยังแข็งแกร่งกว่าเพื่อนบ้านเฉินหลิงหลายเท่า เขามีทำนองเป็นของตัวเองท่อนหนึ่งแล้ว
อีกทั้งในทำนองนี้ยังแฝงด้วยคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง ความรู้สึกร้อนแผดเผาคงจะมาจากสิ่งนี้
ส่วนคนผู้นี้ หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาคิดว่าตนคือคนมีหลักการ หากคนอื่นไม่ยั่วยุเขา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นก่อน
ดังนั้นเขาจึงกระแอมครั้งหนึ่ง แล้วเลือกที่จะถอยหลังหลีกทางให้
“คิดหนีหรือ” แทบจะในพริบตาที่เขาก้าวถอย แสงไฟนั่นก็เข้ามาประชิดตัวทันทีและขวางทางที่หวังเป่าเล่อกำลังจะถอยไปไว้ ใบหน้ามายาปรากฏลอยเด่นอยู่นอกลูกไฟ ดูแล้วน่าจะเป็นเด็กหนุ่ม ตอนนี้เขากำลังจ้องเขม็งใส่หวังเป่าเล่อ
“นอกจากเจ้าแล้วสำนักเหอเสียนส่งใครมาอีกหรือไม่” น้ำเสียงเด็กหนุ่มผู้นี้ดุดันและยังแฝงเจตนาร้าย ทั้งยังมีท่าทีเหยียดหยาม เอ่ยออกมาก็แผ่ดวงจิตเทพของตนสำรวจบริเวณโดยรอบ เมื่อแน่ใจแล้วว่านอกจากคนตรงหน้าก็ไม่มีผู้ฝึกตนคนอื่นๆ อีก เขาจึงถอนหายใจโล่งอก
“หืม?” หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว เมื่อเห็นความกังวลของอีกฝ่ายจึงหันไปมองยังทิศทางที่อีกฝ่ายมา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่นี่มีฝูงปลาดนตรีครามมารวมตัวกันเยอะมาก ในใจจึงได้คำตอบบางอย่าง
เห็นได้ชัดว่าที่แห่งนี้คงจะมีสมบัติล้ำค่าหรือไม่ก็คนตรงหน้ากำลังคงวางแผนจะทำอะไรบางอย่างที่นี่ แต่คราวก่อนตนอยู่บริเวณรอบนอก อีกฝ่ายจึงไม่ปรากฏตัว หากแต่คราวนี้ตนเข้ามาลึกเกินไปจึงทำให้คนผู้นี้ต้องแสดงตน คิดได้แล้วหวังเป่าเล่อก็กะพริบตาแล้วเอ่ยขึ้น
“มีข้าคนเดียว ข้าก็อยากถามเจ้าเหมือนกัน สำนักเหิงฉินส่งใครมาอีกหรือไม่”
เด็กหนุ่มเมินเฉยต่อคำถามของหวังเป่าเล่อ ในความเห็นของเขาอีกฝ่ายเพิ่งจะฝึกฝนอักขระเสียง ผู้ฝึกตนเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เลื้อยคลานเลย แม้จะดูสงบนิ่งแต่เขาก็มั่นใจว่าจะสังหารได้ในพริบตา ที่เขาสนใจก็คือความลับของสถานที่แห่งนี้ถูกคนนอกค้นพบแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้ดวงจิตเทพกวาดไปทั่วแปดทิศ หลังจากยืนยันได้อีกครั้งว่ามีเพียงคนตรงหน้าจริงๆ จิตสังหารในดวงตาเขาก็พลันปะทุรุนแรงขึ้น
“เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น นี่คือสาเหตุการตายของเจ้า” กล่าวจบเขาก็ยกมือขวาขึ้นสะบัดไปทางหวังเป่าเล่อ ทันใดนั้นแสงไฟรอบร่างเขาก็พุ่งทะยานไปกลืนกินหวังเป่าเล่อ เสียงโบราณเก่าแก่ดังก้องออกมาพร้อมพลังบดขยี้แผ่ขยายมายังหวังเป่าเล่อ
ทุกที่ที่มันผ่านไปล้วนทำให้พื้นดินแตกละเอียด ราตรีรอบด้านพลันบิดเบี้ยว ทันใดนั้นหวังเป่าเล่อก็ถูกล้อมไว้ข้างใน ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นสีหน้าเฉยเมยและกำลังจะวาบร่างจากไปราวกับไม่จำเป็นต้องอยู่ดูตอนจบก็รู้ผลแล้ว
“เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย ที่นี่ สำนักเหิงฉินมีแค่เจ้าคนเดียวใช่หรือไม่” ตอนที่เด็กหนุ่มกำลังจะจากไปนั้นเอง เสียงของหวังเป่าเล่อก็ดังขึ้นด้านหลัง เสียงนี้ทำให้เด็กหนุ่มหน้าเปลี่ยนสีและหันขวับไปมองจุดที่แสงไฟพุ่งทะยาน
ที่ตรงนั้นเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ เสียงโบราณดังก้องพร้องพลังบดขยี้ เพียงแต่…ร่างที่อยู่ข้างในกลับเดินออกมาช้าๆ จะเปลวเพลิงหรือเสียงโบราณก็ทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย
เพราะว่าตรงหน้าหวังเป่าเล่อมีอักขระเสียงอยู่หนึ่งตัวกำลังส่องแสงเจิดจ้า แม้จะไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา แต่การมีอยู่ของมันก็ดูเหมือนจะสามารถเขย่าขวัญทุกสิ่ง ทำให้แสงไฟและเสียงโบราณไม่สามารถเข้าใกล้ได้
ภาพนี้ทำให้เด็กหนุ่มดวงตาหดแคบลงทันควัน โดยไม่ลังเล ร่างของเขาพลันพร่าเลือนกลายเป็นท่วงทำนองโบราณทันที มันมาพร้อมกับพลังปราณที่ทำให้ผู้คนรู้สึกร้อนรุ่ม แฝงไปด้วยจิตสังหารแรงกล้า ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อักขระเสียงของหวังเป่าเล่อ
ฟู่!
เมื่อปะทะกันอักขระเสียงของหวังเป่าเล่อจึงส่งเสียงออกมาในที่สุด พริบตาที่เสียงนั้นดังขึ้น ท่วงทำนองโบราณของเด็กหนุ่มก็พลันสั่นสะท้านรุนแรง ก่อนจะพังทลาย
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้อง ท่วงทำนองที่แตกสลายพลันพลิกม้วนถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวมร่างกันกลายเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้ง นัยน์ตาเขาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ สีหน้าตกตะลึง
“นี่มันอักขระเสียงอะไรกัน!”
ร่างกายหวังเป่าเล่อรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยจากการปะทะกับท่วงทำนองโบราณซึ่งมันทำให้เขาค่อนข้างหดหู่ใจ ไม่ใช่หดหู่ที่เจ็บปวด แต่…เขารู้สึกว่าท่วงทำนองของอีกฝ่ายนี่ล่ะที่เป็นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง
“ทำไมอักขระเสียงของข้าถึงไม่เป็นแบบนี้บ้าง…” แค่คิดถึงอักขระเสียงของตน หวังเป่าเล่อก็เศร้าใจมาก ดังนั้นจึงกวาดดวงจิตเทพไปสัมผัสกับอักขระเสียงหลักของตนอีกครั้ง
ฟู่!
เสียงฟู่ดังออกมาเป็นครั้งที่สอง ฉับพลันรอบตัวก็เกิดคลื่นเสียง เด็กหนุ่มหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาแทบถลน ร่างกายถอยกรูดไปข้างหลังอย่างรีบร้อน แต่ก็ยังช้าเกินไป ชั่วแวบเดียวก็ถูกคลื่นเสียงพุ่งเข้าใส่ ร่างของเขาในคลื่นเสียงฟู่กลายเป็นเหมือนปลาตัวนั้นไม่มีผิด…พังทลาย
เลือดเนื้อแหลกสลาย ร่างกายและวิญญาณถูกทำลายหมดสิ้น
ทุกอย่างค่อยๆ สงบลง
หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขารู้สึกว่าบนเส้นทางแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนี้ แค่เริ่มต้น ตนเองก็ไม่เหมือนคนอื่นแล้ว
ขณะส่ายหน้าหวังเป่าเล่อก็เดินไปถึงจุดที่ผู้ฝึกตนสำนักเหิงฉินคนนั้นแตกสลาย เขาก้มมองลงไปยังจุดนั้น ตอนนั้นเองที่หูพลันได้ยินเสียงเล็กๆ ลอดออกมา จึงยื่นมือคว้ามันไว้
นอกจากกระเป๋าคลังเก็บของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว ก็ยังมีอักขระเสียงที่ลอยออกมาจากร่างที่แหลกสลายถูกหวังเป่าเล่อจับไว้ในมือ
เพียงแค่สัมผัสเบาๆ อักขระเสียงนั้นก็ส่งเสียงฉินดังยาว แม้จะแค่เสียงเดียวแต่กลับไพเราะมาก นั่นทำให้หวังเป่าเล่อตัวสั่นเทิ้ม
…………………………………
ที่ตกลงไม่ใช่เพราะเพื่อบันทึกอักขระดนตรีเพียงอย่างเดียว หวังเป่าเล่อคิดเสมอว่าตนเป็นคนมีหลักการซึ่งต่างจากร่างต้นแบบอย่างสิ้นเชิง
เขาคิดว่าร่างต้นแบบไร้ยางอายและไม่อาจนำมาเทียบกับตนได้เลย หลักการคือความหมายในการดำรงอยู่ของเขา เขาจึงให้ความสำคัญกับหลักการมาก
ด้วยความคิดเช่นนี้ เขาจึงคิดว่าตนมาอยู่เมืองปรารถนาเสียงนานขนาดนี้ นอกจากถ้ำที่พักของสำนักเหอเสียนก็อาศัยอยู่ที่ร้านนี้มาตลอด อีกทั้งเจ้าของร้านอาหารที่เขายังไม่เคยพบหน้าคนนั้นก็ให้อะไรเขามากมาย เรียกได้ว่าให้ความกรุณาเขามาตลอด
ไม่ว่าจะยกระดับห้องพักให้อย่างรวดเร็วหรือให้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงบันทึกอักขระดนตรีนี่ด้วย แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นวิธีการทำธุรกิจของอีกฝ่ายเพื่อผูกมิตรกับเขา แต่หวังเป่าเล่อคิดว่าในเมื่อตนสุขสบายแล้วจะช่วยเหลืออีกฝ่ายเป็นครั้งคราวบ้างก็ไม่เป็นไร
“หากเปลี่ยนเป็นร่างต้นแบบกลัวว่าคงจะปฏิเสธทันควันล่ะสิ ต่อให้เห็นด้วยก็ต้องคิดเล็กคิดน้อยไปหมด เหอะ! ข้าแซ่หวังรังเกียจพฤติกรรมของเขานัก” คิดได้ดังนั้นในใจหวังเป่าเล่อก็รู้สึกเหนือกว่าขึ้นมาทันทีจึงเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ
พ่อบ้านที่อยู่ตรงหน้าเห็นอาการหวังเป่าเล่อก็สับสนไปเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงแสดงท่าทีแบบนั้น แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม หลังจากเห็นว่าหวังเป่าเล่อตกลงแล้ว เขาก็ระงับความสงสัยเอาไว้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มขอบคุณแล้วโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง
“ขอบพระคุณท่านผู้สูงส่ง!”
ขณะที่พูดก็หยิบเอากระเป๋าคลังเก็บสีแดงออกมา นี่คือกระเป๋าสำหรับเก็บเฉพาะของแปลกประหลาด ซึ่งหวังเป่าเล่อเองก็มี แต่เขากินของเหล่านั้นไปเกือบหมดแล้ว และยังไม่มีกะจิตกะใจจะไปจับพวกมันใหม่
หลังจากวางกระเป๋าคลังเก็บลงตรงหน้าหวังเป่าเล่อแล้ว พ่อบ้านก็ยืนต่ออีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อไม่มีอะไรจะถามจึงถอยออกไปอย่างนอบน้อม หลังออกจากห้องแล้วก็ปิดประตูเบาๆ อย่างระมัดระวัง รายละเอียดเหล่านี้ทำให้หวังเป่าเล่อพึงพอใจยิ่งขึ้น
“งั้นก็ช่วยพวกเขาจับปลาดนตรีครามสักหน่อยแล้วกัน” หวังเป่าเล่อหลับตานึกถึงจุดที่เขาเจอปลาดนตรีคราม หลังจากคิดคำนวณในใจเสร็จสรรพก็เฝ้าคอยรอเวลาฟ้ามืด
เวลาไหลผ่าน ไม่นานก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เวลาพลบค่ำถูกความมืดกลืนกิน ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงพร้อมกับความคึกคักของเมืองปรารถนาเสียงในเวลากลางวันที่กลายเป็นเงียบสงัด หวังเป่าเล่อที่กำลังนั่งทำสมาธิก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะหยิบตราผลึกสำนักเหอเสียนออกมา ส่งดวงจิตเทพลงไป จากนั้นร่างของเขาก็เลือนรางและค่อยๆ หายไป
เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่ข้างภูเขาสำนักเหอเสียนแล้ว แต่เขาไม่ได้เข้าไปในสำนัก หากแต่หมุนตัววาบร่างไปในราตรี เปล่งแสงอักขระเสียงของตนราวกับถือคบเพลิง
หลังจากสำรวจมาหลายเดือน หวังเป่าเล่อก็คุ้นเคยกับอาณาเขตราตรีบริเวณนี้แล้ว ไม่ต้องระบุทิศก็อาศัยความทรงจำเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ จุดที่เขากำลังไปตอนนี้ก็คือบริเวณที่เคยพบปลาดนตรีคราม
“ตรงนั้นยังห่างจากข้าอีกระยะหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” หวังเป่าเล่อสัมผัสอักขระเสียงในร่างกายตนเพื่อให้มันเปล่งแสงพร้อมกับพุ่งไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าเขาก็ได้ยินเสียงอึกทึกซึ่งก็คือเสียงสิ่งมีชีวิตแปลกๆ ในโลกปรารถนาเสียงกำลังกรูเข้ามาใกล้เขา
หวังเป่าเล่อไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเข้าใจโลกปรารถนาเสียงแล้ว สำหรับคนนอกทันทีที่สัมผัสกับโลกใบนี้ก็เต็มไปด้วยอันตรายรอบทิศทาง
แต่สำหรับผู้ฝึกกฎปรารถนาเสียง เพียงแค่แสงอักขระเสียงของตนไม่ดับ อันตรายก็จะไม่เกิด แน่นอนว่า…หากเจอกับสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่มีพลังแข็งแกร่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่จนถึงตอนนี้สิ่งมีชีวิตประหลาดอันทรงพลังเหล่านั้นที่เขาพบเจอในป่าตลอดทางที่มาเมืองปรารถนาเสียง สิ่งมีชีวิตที่เขาไม่อยากเข้าไปยั่วโมโห ในราตรีของอาณาเขตเมืองปรารถนาเสียง หวังเป่าเล่อเพิ่งเคยเจอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือเกี้ยวสีเลือด
แต่หลังจากนั้นหลายเดือน เขาก็ไม่เคยเจอกับเกี้ยวสีเลือดนั้นอีกเลย
หวังเป่าเล่อยังคงก้าวต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งที่กำลังเข้ามาใกล้ กระทั่งสัมผัสได้ว่ารอบตัวค่อยๆ มีสิ่งมีชีวิตประหลาดเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ด้านหลังคอก็ยังรู้สึกได้ถึงลมเย็นๆ พัดผ่านราวกับมีคนนอนพิงอยู่ เขาเบิกตากว้างมองสำรวจไปรอบด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติแล้วจึงดับแสงของอักขระเสียง
แทบจะในพริบตาที่แสงของอักขระเสียงดับลง สิ่งมีชีวิตพิสดารเหล่านั้นที่ติดตามอยู่รอบตัวเขาก็ไม่อาจระงับความโลภของตนได้อีกต่อไป พวกมันระเบิดตัวพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อทันที
แต่สิ่งที่รอพวกมันอยู่คือกฎสวาปามที่เผาผลาญอยู่ในร่างกายหลังจากเสียงหัวเราะอำมหิตของหวังเป่าเล่อดังขึ้น มุมปากของเขาก็ฉีกออกกว้างจนเกินจริง แล้วสูดหายใจเข้าแรงๆ หนึ่งครั้ง ทันใดนั้นสิ่งแปลกประหลาดรอบตัวก็ถูกกลืนกินจนหมดพร้อมเสียงกรีดร้องลั่น
ขณะที่กำลังเคี้ยว หวังเป่าเล่อก็จุดแสงจากอักขระเสียงขึ้นมาอีกครั้งและกะพริบร่างมุ่งหน้าต่อไป…
กฎสวาปามในร่างกายเขาเพิ่มขึ้นช้าๆ ผลทางอ้อมก็ทำให้ในร่างกายสร้างอักขระเสียงตัวใหม่และทำให้กฎปรารถนาเสียงเติบโตขึ้นด้วย
นี่เป็นเหมือนวัฏจักรทำให้หวังเป่าเล่อชอบที่นี่มากยิ่งกว่าเก่า เวลาไหลผ่านไป ไม่นานก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม หวังเป่าเล่อที่กำลังควบไปข้างหน้าพลันหยุดฝีเท้ากะทันหัน ก่อนจะมองรอบตัวแล้วพยักหน้ากับตนเอง
“น่าจะอยู่ตรงนี้”
ตรงนี้คือจุดที่เขาเคยเจอปลาดนตรีคราม หลังจากมาถึงหวังเป่าเล่อก็เพิ่มแสงอักขระเสียงของตนให้สว่างที่สุด แสงนี้เปรียบเสมือนไฟฉายที่ดึงดูดแมลงเม่าทั้งหลายให้เข้ามา
ไม่ปล่อยให้หวังเป่าเล่อต้องรอนาน ใบหน้าของเขาขยับเล็กน้อย มือขวายกขึ้นคว้าไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกลื่นๆ แทรกซึมไปตามระหว่างนิ้ว มือขวาพลิกจับไปอีกครั้งก็จับเจ้าสิ่งลื่นมืออยู่หมัด ก่อนจะถือไว้ตรงหน้าแล้วอาศัยสัมผัสเชื่อมต่อจึงรู้ได้ว่าสิ่งที่ตนกำลังจับคือปลาตัวหนึ่ง
“น่าจะใช่” เนื่องจากมองไม่เห็น และหวังเป่าเล่อไม่อยากใช้เสียงฟู่เสนียดหูของตนอีก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจมากนักก็โยนมันเข้าไปในกระเป๋าคลังเก็บแล้วเดินต่อไป ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนเกิดสัมผัสมันๆ ลื่นๆ แปลกประหลาด เมื่อลองจับดูก็เจออีกหนึ่งตัว หวังเป่าเล่อรีบโยนมันเข้ากระเป๋าคลังเก็บทันที
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จับปลาดนตรีครามได้ประมาณหกตัวและกำลังคิดว่าจะจับต่ออีกสักหน่อยเผื่อเหลือเผื่อขาด แม้หวังเป่าเล่อจะรู้สึกเอะใจเล็กน้อยว่าที่นี่มีปลาเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอีก แสงอักขระเสียงก็ยิ่งส่องสว่างขึ้น
ทว่าในตอนที่เดินลึกเข้าไปนั้นเอง ขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงปลาตัวที่เจ็ดและยกมือขึ้นจับมัน จู่ๆ ไกลออกไปในความมืดมิดก็ปรากฏกลุ่มแสงอันแข็งแกร่งขึ้นกลุ่มหนึ่ง แสงนี้เหนือกว่าของหวังเป่าเล่อมาก ขณะเดียวกันก็ยังเข้ามาใกล้เขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีเสียงเย็นชาลอยนำออกมา
“นั่นใคร!”
“หืม?” หวังเป่าเล่อเลิกคิ้วมองกลุ่มแสงที่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ในราตรีแห่งนี้เขาได้เจอผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเช่นเดียวกันเป็นคนแรก
…………………………………
ตอนนี้ดวงตาหวังเป่าเล่อเปล่งประกายแรงกล้าราวกับมีสายฟ้าฟาด จ้องมองมือขวาของตน สายตาเขาเห็นร่องรอยเลือดสีน้ำเงินกระจายอยู่รอบมือขวา
นอกจากนี้ในมือยังมีเศษชิ้นเนื้ออยู่ด้วย
เพียงแต่ทุกอย่างมีอยู่เพียงแวบเดียวก็หายไปหมด มือขวาของเขายังคงว่างเปล่า รอบตัวไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่ดูเหมือนจะมีลมพัดผ่าน
หวังเป่าเล่อก้มมองมือขวาตัวเอง หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็หัวเราะออกมา
“น่าสนใจนี่ เสียงเหมือนกัน 66 ตัวซ้อนทับกันมีพลังได้ถึงระดับนี้ แม้กระทั่งในตอนนั้นปราการบางอย่างก็พังทลายลงทำให้ข้ามองเห็นโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง”
หวังเป่าเล่อไม่คิดว่าเสียงซ้อนทับกันของตนจะมีพลังถึงขั้นทำลายปราการได้เมื่ออิงจากระดับของเขา หลังจากครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยในใจก็ได้คำตอบ
เสียงแห่งการซ้อนทับนั้นหากมองในด้านอานุภาพแล้ว แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งถึงขั้นทำลายปราการได้ สาเหตุที่เมื่อครู่นี้ทำได้เป็นเพราะเสียงแห่งการซ้อนทับมีคุณสมบัติบางอย่างในตัวมันเอง
ก็เหมือนกับพรสวรรค์ของมนุษย์ คุณสมบัติของเสียงแห่งการซ้อนทับคงจะเป็นการทำลายขอบเขต
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เส้นทางกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียงของข้าก็คงอยู่บนพื้นฐานนี้แล้ว…” หวังเป่าเล่อตัดสินบางอย่างอยู่ในใจ แม้เสียงนี้จะไม่เสนาะหูและต่างจากผู้ฝึกตนสำนักเหอเสียนคนอื่นอย่างสิ้นเชิง และจากการคาดเดาก็น่าจะต่างกับอีกสองสำนักด้วย
แต่ไม่เป็นไร แค่มีอานุภาพก็พอแล้ว
ถึงอย่างไรก็เป็นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเหมือนกัน แม้วิธีแสดงออกจะแตกต่าง แต่ตราบใดที่สามารถฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้ และยังใช้งานมันได้มากพอจนเพิ่มพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตัวเองได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว
“ช่างมันแล้ว!” หวังเป่าเล่อคิดแบบนั้น เขาขยับเสียงที่ซ้อนทับกันในร่างกายโดยไม่รู้ตัวจนเกิดเสียงคุ้นเคย เดิมทีมันทำให้เขารู้สึกเสนียดหูอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ดูจะชอบมันขึ้นมาไม่น้อย
คิดได้ดังนี้ร่างหวังเป่าเล่อก็กะพริบวาบออกสำรวจในราตรีกาลต่อไป และรู้แจ้งอักขระเสียงใหม่อย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงซ้อนทับมันลงไปอีก
“ไม่รู้ว่าตอนที่เสียงนี้ถูกซ้อนทับหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นตัวแล้วอานุภาพของมัน…จะไปถึงระดับไหน” ในใจหวังเป่าเล่อยังคาดหวัง เขาค้นพบมานานแล้วว่ากฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนี้ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกับตนมาก คนอื่นจะรู้แจ้งสักเสียงหนึ่งจำเป็นต้องใช้วาสนาและเวลา
แต่ตัวเขาดูจะทำอะไรนิดหน่อยก็รู้แจ้งออกมาแล้ว บางครั้งถึงกับสังหารสิ่งแปลกประหลาดแล้วในร่างกายก็สร้างอักขระเสียงขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
เป็นเช่นนี้จนผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
หากนับเวลา หวังเป่าเล่อก็อยู่ที่เมืองปรารถนาเสียงมาเกือบครึ่งปีแล้ว หวังเป่าเล่อจะอยู่ในสำนักเหอเสียนเป็นส่วนใหญ่รวมถึงเวลากลางวันด้วย
เขาทดสอบมานานแล้วว่าในยามรุ่งสางนั้น เพียงแค่ตนอยู่ในถ้ำที่พักก็จะไม่ถูกอิทธิพลพลังส่งออกไป แม้ด้านนอกจะไม่ใช่ตอนกลางคืน แต่สภาพแวดล้อมการฝึกฝนในถ้ำที่พักนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก
ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลากลับไปที่ร้านอาหารที่ตนพักอยู่ในเมืองปรารถนาเสียงมากนัก และติดต่อกับพ่อบ้านน้อยลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพื่อนข้างห้องทั้งสอง
เรื่องนี้พ่อบ้านของร้านอาหารก็ไม่ได้แปลกใจอะไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ติดต่อกับศิษย์ของสามสำนักใหญ่ เขารู้ว่าคนเหล่านี้เก็บตัวมากและไม่ชอบให้ใครมารบกวน
แม้จะติดต่อกันน้อยลง แต่การรับใช้ของเขากลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย สิ่งของสำหรับฝึกฝนถูกส่งไปอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งบันทึกอักขระดนตรีก็ยังส่งไปพร้อมกับผู้ฝึกตนสองคนที่หวังเป่าเล่อไม่เคยพบหน้า
หวังเป่าเล่อพอใจมากกับการสนับสนุนทางการเงินจากพ่อบ้านและเจ้าของร้าน ดังนั้นไม่กี่วันต่อมาในเวลากลางวันเขาก็ออกจากถ้ำที่พักกลับมายังร้านอาหาร และไม่ปฏิเสธคำขอเข้าพบของพ่อบ้าน
ไม่นานพ่อบ้านของร้านอาหารก็เร่งรุดมาถึงด้านนอกห้องพักของหวังเป่าเล่อ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งสกปรกใดบนร่างกายแล้วจึงเคาะประตูด้วยความนอบน้อม
หวังเป่าเล่อนั่งอยู่ภายในห้อง ในมือถือเหยือกสุราและเอ่ยเบาๆ
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก พ่อบ้านค้อมตัวเดินเข้ามาด้วยความเคารพและคำนับหวังเป่าเล่อเมื่อมาถึงตรงหน้า
“คำนับท่านผู้สูงส่ง”
สำหรับผู้ฝึกตนของสามสำนักใหญ่ ผู้คนในเมืองปรารถนาเสียงมักจะเรียกพวกเขาแบบนี้ แน่นอนว่ายังมีคนที่ถูกเรียกว่าเซียนผู้สูงส่งด้วย แม้ผู้คนในเมืองปรารถนาเสียงส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกตน แต่สถานะของศิษย์ในสามสำนักใหญ่ก็ยังเหนือกว่า
กล่าวจบพ่อบ้านก็หยิบกระเป๋าคลังเก็บออกมาจากอกเสื้อแล้ววางไว้บนโต๊ะ
หวังเป่าเล่อเหลือบมองพ่อบ้าน ก่อนจะยิ้มแล้วส่งดวงจิตเทพไปยังกระเป๋าคลังเก็บ ข้างในมีบันทึกอักขระดนตรีที่ไม่สมบูรณ์ นี่คือเรื่องที่คราวก่อนเขาให้อีกฝ่ายจัดการไปรวบรวมบันทึกอักขระดนตรีที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้มาให้
เพราะมันไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นของเลียนแบบจึงไม่ได้ราคาสูงมากนัก ถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับสำหรับผู้ฝึกตนคนอื่น มากสุดก็แค่ตรวจดูแล้วก็ไป
หากไม่ใช่ของเลียนแบบก็ยังคงสามารถทำให้ผู้คนมีโอกาสรู้แจ้งอักขระเสียงได้ แต่ของเลียนแบบนี้…ไม่ใช่ว่ารู้แจ้งไม่ได้ แต่มันยากเกินไป
ทว่าสำหรับหวังเป่าเล่อไม่ใช่แบบนั้น เขาเคยแลกเปลี่ยนสิ่งของคล้ายๆ กันกับเพื่อนบ้านเฉินหลิงและรู้แจ้งออกมาเป็นอักขระเสียงจึงได้ให้พ่อบ้านรวบรวมบันทึกอักขระดนตรีแบบคัดลอกที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้มา
พ่อบ้านานรวบรวมมาให้หวังเป่าเล่อไม่น้อย ตอนนี้เมื่อเห็นรอยยิ้มบนหน้าหวังเป่าเล่อ เขาก็กะพริบตาแล้วเอ่ยเบาๆ
“ท่านผู้สูงส่งที่รวบรวมมาได้มากขนาดนี้ เป็นเพราะเจ้านายของข้าออกแรงช่วยไม่น้อย…”
“เรื่องข้ารับใช้เสียง ข้าจะคิดดูให้ละเอียดอีกที” หวังเป่าเล่อพยักหน้าแล้วกล่าวช้าๆ
“เรื่องข้ารับใช้เสียงก็ดีขอรับ…” พ่อบ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
“เจ้านายของเราอยากจะรบกวนท่านเรื่องหนึ่งขอรับ ในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมีปลาประหลาดชนิดหนึ่งเรียกว่าดนตรีคราม…สำหรับผู้ฝึกตนพึมพำอย่างพวกข้า เลือดของปลาชนิดนี้เป็นของบำรุงหล่อเลี้ยงชั้นยอด แต่มันมีจำนวนไม่มากนัก ดังนั้นไม่ทราบว่าวันหลังหากท่านผู้สูงส่งพบมันเข้าจะช่วยจับมันมาสักตัวได้หรือไม่ขอรับ…”
“ทางเจ้านายข้ายินดีจะหาบันทึกอักขระดนตรีมาให้มากกว่านี้เป็นค่าตอบแทนขอรับ”
“ดนตรีคราม?” หวังเป่าเล่อกะพริบตาปริบๆ
“ใช่ขอรับ ปลาจำพวกนี้พิเศษมาก มันให้ความรู้สึกว่ามีตาอยู่ทั่วตัว” พ่อบ้านรีบกล่าว
“ราคาสูง?” หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว
“ไม่ได้สูงมากขอรับ มันมีประโยชน์แค่กับนักพึมพำ เรื่องนี้ข้าไม่กล้าหลอกท่านแน่นอน เพียงแต่ปลาชนิดนี้มีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งยังเร็วมากจึงจับยาก มันจึงเป็นสิ่งล้ำค่า” พ่อบ้านอธิบาย
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด เขานึกถึงตอนทดลองเสียงแห่งการซ้อนทับของตัวเองเป็นครั้งแรก ปลาตัวนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นชนิดเดียวกัน ดังนั้นหลังจากครุ่นคิดถึงตำแหน่งที่ตนเคยเจอปลาตัวนั้นแล้วจึงพยักหน้า
ภูเขายังเหมือนเดิม แต่ไม่ได้โล่งเช่นก่อน เห็นได้ชัดว่าหวังเป่าเล่อไม่ใช่คนเดียวที่กลับมายังภูเขาไฟในคืนนี้
รอบตัวเขาทยอยปรากฏร่างออกมาทีละร่าง บนภูเขาที่อยู่ไกลออกไปก็มองเห็นเงาร่างเลือนรางนับไม่ถ้วนกะพริบวาบผ่าน
แต่ถึงแม้จะมีคนมามากกว่าเมื่อวาน ทว่าผู้ฝึกตนของสำนักเหอเสียนส่วนใหญ่ล้วนปลีกวิเวก ไม่ค่อยพูดคุยกัน หลังจากปรากฏตัวแล้วก็จากไปทีละคนด้วยสีหน้าเฉยเมย
หวังเป่าเล่อก็มีสีหน้าแบบเดียวกัน เขาเดินไปยังถ้ำของตัวเองและศึกษากฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของตนต่อ
ขณะที่หวังเป่าเล่อฝึกตนและรู้แจ้ง เวลาก็ค่อยๆ ไหลผ่าน พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว
ในหนึ่งเดือนนี้หวังเป่าเล่อไม่ได้อยู่แต่ในถ้ำตลอดเวลา เขายังเดินไปรอบภูเขา แม้ผู้ฝึกตนสำนักเหอเสียนจะเฉยเมย แต่ด้วยกฎแห่งสุขของหวังเป่าเล่อเขาจึงได้ไปมาหาสู่กับถ้ำข้างๆ อยู่บ้าง
เพื่อนบ้านคนนี้มีนามว่าเฉินหลิง
ในกระบวนการฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเขาอยู่ในระดับกลางถึงล่างของสำนัก
จากที่ได้พูดคุยกับเฉินหลิง ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็เข้าใจสำนักเหอเสียนในระดับที่เรียกว่าลึกซึ้งแล้ว เขารู้แล้วว่าในสำนักเหอเสียนมีบุตรสองคน
หนึ่งคือเยว่หลิงจื่อ อีกหนึ่งคือสือหลิงจื่อ
คนแรกนั้นหวังเป่าเล่อเคยชมการแสดงของเขาในเมืองปรารถนาเสียงมาแล้ว ส่วนคนหลังก็คือผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่เลือดไหลเต็มกายที่เขาเคยเห็นหลังจากเข้าร่วมสำนัก
ทั้งสองคนคือบุตรแห่งสวรรค์ของสำนักเหอเสียน พวกเขาฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจนถึงระดับบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก และยังมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองปรารถนาเสียงด้วย
เหนือพวกเขาขึ้นไปก็คือเจ้าสำนักเหอเสียน กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเจ้าสำนักผู้นี้ถึงระดับเสียงมวลมหาธรรมชาติซึ่งเป็นระดับสุดยอดแล้ว เพียงแต่เขาถือสันโดษตลอดทั้งปีและไม่ค่อยปรากฏให้เห็น เรื่องทั่วไปในสำนักล้วนเป็นเยว่หลิงจื่อคอยจัดการ
ทั้งสำนักเหอเสียน สามคนนี้นับเป็นระดับสูง รองจากพวกเขาก็คือผู้อาวุโสชั้นสูงทั้งห้าซึ่งแต่ละคนล้วนมีบทเพลงที่สมบูรณ์แล้ว และทุกคนล้วนเป็นอำนาจส่วนหนึ่งของสำนักเหอเสียน
นักทำนองที่รองจากพวกเขาถือเป็นศิษย์สืบทอด มีจำนวนหลักร้อย ในขณะที่นักอักขระเสียงถือว่าเป็นเพียงศิษย์ระดับเริ่มต้นและมีจำนวนมากที่สุด มากกว่าเก้าในสิบส่วน
อย่างหวังเป่าเล่อกับเฉินหลิงต่างก็อยู่ระดับนี้ ส่วนนักพึมพำ…พบได้น้อยมากในสำนักเหอเสียน คนกลุ่มนี้มักจะเลื่อนขั้นเป็นนักอักขระเสียงอย่างรวดเร็วหรือไม่ก็ไร้คุณสมบัติพอจะเดินผ่านราตรีกาลมาเข้าร่วมสำนักได้
แม้การรู้โครงสร้างของสำนักจะไม่ค่อยช่วยอะไรกับการฝึกฝน แต่การเข้าใจระดับในสำนักก็ทำให้หวังเป่าเล่อกำหนดแนวทางได้ดีขึ้น
แต่ที่ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจคือการฝึกฝนตลอดหนึ่งเดือนนี้ แม้เขาจะรู้แจ้งอักขระเสียงมาอีก 14 ตัว รวมกับก่อนหน้านี้ก็เกือบ 30 ตัวแล้ว ทว่านอกจากเสียงตุ้บตัวแรกสุด ตัวอื่นล้วนเป็นเสียงฟู่ทั้งหมด
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อจนปัญญาและสับสนไปพร้อมกัน เขารู้สึกว่าตนควรนับว่ามีคุณสมบัติระดับสูงในการรู้แจ้งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง มิเช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีอักขระเสียงมากขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ
แต่คุณสมบัตินี้ดูจะบิดเบี้ยวหน่อยๆ
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย!”
หวังเป่าเล่อสีหน้าน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาดื้อรั้น
“อยากจะได้อักขระเสียงมากกว่านี้ก็ต้องเข้าไปสู่โลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง” หลังจากครุ่นคิดเขาก็ไม่รอช้ารีบเดินออกจากถ้ำที่พักในตอนกลางคืน และเหาะออกจากอาณาเขตภูเขาไฟหายไปในความมืดทันที
โลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงคือความหวังสุดท้ายของหวังเป่าเล่อ เขากำลังตรึกตรองอยู่ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดนั่นจะต้องทำให้เขารู้แจ้งอักขระเสียงอื่นๆ ได้แน่
หวังเป่าเล่อพุ่งไปในความมืดด้วยความดื้อรั้นเช่นนี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งออกห่างจากสำนักอย่างสิ้นเชิงและเห็นว่าไม่มีผู้ฝึกตนคนใดอยู่รอบตัวแล้วจึงใช้วิธีเดิมที่เคยทำ ดึงดูดสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดเหล่านั้นเข้ามาหาและกลืนกินในพริบตา
เมื่อกฎเกณฑ์ปรารถนารสถูกผนึกอีกครั้ง กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็ได้รับการหล่อเลี้ยงจนดูเหมือนว่าอักขระเสียงใหม่กำลังก่อตัวขึ้น
เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน การกลืนกินของหวังเป่าเล่อเป็นไปอย่างระมัดระวัง เมื่อพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น อักขระเสียงใหม่ๆ ก็ก่อตัวขึ้นในร่างกายเขาทีละตัว
แต่สีหน้าเขากลับยิ่งน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นทุกวัน กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่ง ขณะที่สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดหายไปจำนวนมาก หวังเป่าเล่อยืนอยู่บนที่ราบหนึ่ง เขากำลังใช้ดวงจิตเทพสัมผัสถึงอักขระเสียงตัวที่ 67 ที่ปรากฏในร่างกายอย่างมึนงง
ฟู่…
เมื่อเสียงคุ้นเคยดังก้องในหัว หวังเป่าเล่อก็หน้ากระตุกยิกๆ เขาเงียบไปนาน สายตาแน่วแน่
“มันต้องเกี่ยวข้องกับร่างต้นแบบแน่!”
“ในเมื่อไม่มีทางรู้แจ้งอักขระเสียงอื่น…อักขระเสียงตัวนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ไม่ได้!” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นคว้าความว่างเปล่าข้างๆ ตัวเอง
ทันใดนั้นในมือก็เกิดความรู้สึกลื่นๆ เหมือนกับเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายปลา แม้จะมองไม่เห็น แต่มันถูกเขาจับอยู่ในมือจริงๆ
ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่อาจหลุดจากเงื้อมมือหวังเป่าเล่อได้ ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้สนใจวัตถุในมือ ตอนนี้เขากำลังขยับอักขระเสียงตัวหนึ่งในร่างกาย ทำให้มันส่งเสียงออกมาก่อตัวเป็นพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเข้าไปในตัวสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ในมือ
ขณะที่เสียงฟู่ดังก้อง สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในมือหวังเป่าเล่อก็สั่นสะท้านคล้ายกับร่างแข็งเกร็งไปเล็กน้อย แต่ในไม่ช้าก็กลับมาเป็นปกติ นั่นทำให้หวังเป่าเล่อหน้าตาบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม
แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ลองใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจากอักขระเสียงของตน แต่เขาก็ยังผิดหวังอยู่หน่อยๆ ช่วงเวลาที่เข้าร่วมสำนักเหอเสียนนี้ โดยเฉพาะการพูดคุยกับเฉินหลิงทำให้เขารู้ว่าผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญอักขระเสียงหลักมักจะใช้อักขระเสียงหนึ่งตัวส่งพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงออกมาก็สามารถสังหารสิ่งแปลกประหลาดในมือได้แล้ว
แต่เขาล่ะ ส่งเสียงออกไปก็ทำได้แค่ให้อีกฝ่ายตัวแข็งทื่อเพียงครู่เดียวเท่านั้น
ท่ามกลางความเงียบหวังเป่าเล่อเลิกเพ้อฝันเรื่องอุดมคติของการรู้แจ้งอักขระเสียงประเภทต่างๆ แต่เมื่อแสงเย็นวาบผ่านดวงตา อักขระเสียง 60 กว่าตัวในร่างกายก็เริ่มซ้อนทับและบีบอัดกัน!
พลังของตัวเดียวไม่เพียงพอก็เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่ง ถ้ายังไม่พอก็เพิ่มเข้าไปอีกสิบหรือร้อย…
หวังเป่าเล่อละทิ้งเส้นทางแห่งทำนองปกติไปหมดแล้ว เขาอยากจะดูว่าอักขระเสียงเพียงตัวเดียว หากซ้อนทับกันเป็นร้อยเป็นพันตัวจะสามารถสร้างพลังระเบิดที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าได้หรือไม่
คิดถึงตรงนี้ อักขระเสียงสองตัวในร่างกายหวังเป่าเล่อก็ซ้อนทับกันทันที ตามด้วยอีกสิบตัว ในไม่ช้าอักขระเสียงในร่างกายเขาก็เหลือเพียงสองตัวเท่านั้น
ตัวหนึ่งคือตุ้บ
ตัวหนึ่งคืออักขระเสียงผิดรูปที่เกิดจากเสียงแบบเดียวกัน 66 ตัวซ้อนทับกัน
“ไหนดูสิว่าตอนนี้พลังจะเป็นอย่างไร!” หวังเป่าเล่อหรี่ตาก้มหน้ามองสิ่งแปลกประหลาดที่ดิ้นไปมาอยู่ในมือ ก่อนจะนำเสียงที่เกิดจากอักขระเสียง 66 ตัวซ้อนทับกันสัมผัสมันเบาๆ
ฟู่!
ยังคงเป็นเสียงเดิม แต่ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ พริบตาที่มันเล็ดลอดออกไป หวังเป่าเล่อก็เห็นชัดเจนว่าตรงจุดที่สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในมือตนอยู่นั้น จากเดิมที่แค่สัมผัสได้แต่มองไม่เห็น บัดนี้กลับบิดเบี้ยวเล็กน้อยและดูเหมือนว่าเขาจะมองเห็นปลาน่าเกลียดสีดำมะเมื่อมทั้งตัวถูกจับอยู่ในมือจริงๆ
พริบตาถัดมาเจ้าปลาตัวนี้ก็เบิกตากว้าง และ…ระเบิดตัวทันที!
เสียงระเบิดนั่นก็คือเสียง…ฟู่!
เลือดเนื้อกระจาย
คนในโซ่ตรวนนั่นเดินไปช้าๆ ท่ามกลางการสั่นสะเทือนของถ้ำที่พักหลายแห่งและเงาร่างที่ทยอยปรากฏขึ้นทีละร่าง จนกระทั่งขึ้นไปถึงยอดเขาก็กระโดดลงไปข้างหลัง เสียงโศกเศร้าจากกฎก็ค่อยๆ จางหายไป
“พลังแห่งกฎของศิษย์พี่สือหลิงจื่อ…แข็งแกร่งกว่า” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากข้างกายหวังเป่าเล่อ
มันมาจากถ้ำอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำของเขา ผู้ฝึกตนวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินออกมา ขณะถอนหายใจ นัยน์ตาเขาแฝงไปด้วยความซับซ้อนและปรารถนาแรงกล้า
ทั่วร่างของผู้ฝึกตนนี้รายล้อมไปด้วยหมอกบางๆ และดูเหมือนจะมาพร้อมกับเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ แต่ก็คมชัด และยังทำให้ผู้คนจิตใจผันผวนไปพร้อมกับเสียงนั้น
เห็นได้ชัดว่าเขาก็สังเกตเห็นหวังเป่าเล่อแล้วจึงถอนสายตากลับมาจากยอดเขา ก่อนจะหันมามองร่างหวังเป่าเล่อ คนผู้นั้นไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่พยักหน้าและหมุนตัวกลับไปยังถ้ำที่พักของตน
หวังเป่าเล่อเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินต่อไป เป็นเช่นนี้จนหนึ่งคืนผ่านพ้น หวังเป่าเล่อก็ได้สำรวจพื้นที่ของสำนักเหอเสียนเกือบหมดแล้ว ในที่สุดเมื่อเขากลับมา ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว
เมื่อราตรีกาลลาจาก ทั้งโลกก็เปลี่ยนไป ภูเขาไฟค่อยๆ เลือนราง ขณะเดียวกันเมืองอันไร้ที่สิ้นสุดที่ถูกดึงออกมายามค่ำคืนก็หดตัวเล็กลงอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาหวังเป่าเล่อ
จนท้ายที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์แรกของวันปรากฏบนขอบฟ้าอย่างเป็นทางการ เมืองปรารถนาเสียงก็เปลี่ยนไป ภูเขาไฟหายลับ สภาพแวดล้อมรอบตัวหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่หน้าถ้ำก็กลายเป็นถนนในเมือง
จุดที่อยู่คือย่านใจกลางเมืองปรารถนาเสียง
เมื่อเห็นอาคารรอบด้านปรากฏขึ้น หวังเป่าเล่อก็มึนงงเล็กน้อย วิธีการดำรงอยู่ของสามสำนักใหญ่และลักษณะพิเศษของพวกเขาทำให้เขาตื่นเต้นเล็กน้อย
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หวังเป่าเล่อก็หยิบตราผลึกออกมาแล้วกวาดดวงจิตเทพผ่านเพื่อเปิดใช้งาน เขาสัมผัสได้ว่ามันเปิดแล้ว พลังส่งก็เริ่มแผ่ขยาย แต่ก็ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเป็นเวลานานราวกับกำหนดตำแหน่งที่จะส่งตัวไปไม่ได้
“ดูท่าตราผลึกนี่จะใช้ตอนกลางวันไม่ได้…”
“แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหากข้าอยู่ในถ้ำตอนกลางวัน” หวังเป่าเล่อกระหายใคร่รู้และเดินตามถนนไปยังร้านอาหารที่เขาเคยพักมาก่อน
เขาเดินไปข้างหน้าพร้อมฟ้าที่สว่างขึ้น ความคึกคักในเมืองค่อยๆ ฟื้นคืน คนเดินถนนก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่หลังจากเห็นหวังเป่าเล่อนั้น แทบจะทุกคนต่างหน้าเปลี่ยนสีทันทีแล้วทยอยก้มหน้าก้มตาด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม
หวังเป่าเล่อเลิกคิ้วก่อนจะก้มมองเสื้อผ้าของตนจึงได้คำตอบ
เมื่อเขากลับมาถึงร้านอาหาร เสื้อผ้าบนตัวของเขาก็ทำให้บริกรของร้านดวงตาหดแคบ และยิ่งเคารพมากกว่าก่อนหน้านี้ หลังจากกลับถึงห้องไม่นาน พ่อบ้านของร้านอาหารก็รีบมาทำความเคารพ
เมื่อเห็นชุดคลุมสีขาวดำบนร่างหวังเป่าเล่อ พ่อบ้านก็สูดหายใจเข้าลึกๆ และดูกระตือรือร้นยิ่งกว่าเมื่อวาน ไม่ใช่แค่ลดค่าห้องให้หวังเป่าเล่อ เขายังถามหวังเป่าเล่อว่าจะเลือกพักอยู่ที่นี่นานๆ ได้ไหม และหลังจากได้รับความยินยอมจากหวังเป่าเล่อแล้ว จึงรีบพาหวังเป่าเล่อไปพักหนึ่งในสามห้องชั้นบนสุด
“อีกสองห้องนั้น ห้องหนึ่งคือของเจ้าสำนักเหอเสียน อีกห้องหนึ่งคือของเจ้าสำนักเหิงฉิน”
“แล้วก็…ของสิ่งนี้คือของที่เจ้านายของเราเตรียมไว้สำหรับผู้นำที่เลือกพักอยู่ที่นี่ในระยะยาวขอรับ”
“จากนี้หากจำเป็นท่านผู้นำเรียกข้าได้ตลอดเวลาขอรับ” หลังจากแนะนำอย่างกระตือรือร้นและนอบน้อมเสร็จสรรพแล้ว พ่อบ้านก็มอบกระเป๋าคลังเก็บอีกใบให้ก่อนจะจากไป
เมื่อเห็นห้องพักใหม่ หวังเป่าเล่อก็พออกพอใจมากกว่าเดิม ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องเดิมมากและมีอุปกรณ์ครบครัน แม้แต่ห้องลับสำหรับใช้ฝึกตนก็มี
ส่วนในกระเป๋าคลังเก็บมีของอยู่สองชิ้น หนึ่งในนั้นคือแผ่นหยก
แผ่นหยกนี้มีประโยชน์ต่อการบริโภค มันสามารถใช้ซื้อสินค้าในเมืองปรารถนาเสียงได้โดยที่หวังเป่าเล่อไม่จำเป็นต้องจ่ายเองสักเหรียญ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ร้านอาหารจะเป็นคนรับผิดชอบ
แต่นั่นยังไม่เท่าไร สิ่งสำคัญที่สุดคือของอีกอย่าง มันคือบันทึกอักขระดนตรีแผ่นหนึ่ง!
ต้องทราบก่อนว่าบันทึกอักขระดนตรีเป็นของล้ำค่ามากในเมืองปรารถนาเสียง จึงแสดงให้เห็นว่าเจ้าของร้านอาหารแสดงความจริงใจมากพอเพื่อเอาชนะใจศิษย์สามสำนักใหญ่
ความจริงใจเช่นนี้หวังเป่าเล่อย่อมไม่เลือกไปพักที่อื่นอีก โดยเฉพาะสิ่งสำคัญของเขาในตอนนี้ไม่ใช่ที่พัก แต่เป็นสำนักเหอเสียน
“ต่อไปก็ต้องคิดเรื่องเส้นทางแห่งกฎปรารถนาเสียงหลังจากนี้…” หวังเป่าเล่อนั่งทำสมาธิอยู่ในห้องลับ ขณะครุ่นคิดก็สะบัดมือหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นอักขระเสียงเก้าตัวก็ปรากฏขึ้น
เมื่อมองอักขระเสียงทั้งเก้าตัวแล้ว หวังเป่าเล่อรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย เขากวาดดวงจิตเทพใส่ ในใจพลันเกิดเสียงแปลกๆ ดังก้อง
ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่…ตุ้บ
“เสียงของคนอื่นไม่ว่าจะคมชัดหรือยาวนาน แค่ฟังอย่างเดียวก็เพราะมากแล้ว ทำไมของข้าถึงเป็นเช่นนี้” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วครุ่นคิดว่าเขาควรจะใช้อักขระเสียงหลักรังสรรค์บทเพลงของตัวเองอย่างไร
แต่เสียงนี้ก็น่าเกลียดเกินไปจนหวังเป่าเล่อต้องคิดหนัก แต่คิดอย่างไรก็ยังคิดไม่ออก
“หรือข้าควรเปลี่ยนอักขระเสียงหลัก” ขณะครุ่นคิด หวังเป่าเล่อก็หยิบบันทึกอักขระดนตรีที่พ่อบ้านมอบให้ออกมาแล้วกวาดดวงจิตเทพใส่ ทันใดนั้นก็มีเสียงดนตรีดังขึ้นในหัว
วิธีใช้บันทึกอักขระดนตรีก็คือแบบนี้ ผู้ฝึกตนที่มีพลังกฎปรารถนาเสียงแผ่ดวงจิตเทพก็จะได้ยินเสียงดนตรีจากบันทึกอักขระดนตรี บทบาทของมันด้านหนึ่งคือให้คำแนะนำและแนวทางการรังสรรค์บทเพลงแก่ผู้ฝึกตน ต่อให้จะมีความสามารถและมีอักขระเสียงหลายตัว มันก็สามารถเลียนแบบได้เหมือนกันทุกประการ
ในแง่หนึ่งมันก็เหมือนกับพลังเทพ
อีกบทบาทหนึ่งก็คือสามารถทำให้ผู้ฝึกตนรู้แจ้งจากอักขระเสียงของตนได้
และเพราะสองข้อนี้จึงทำให้บันทึกอักขระดนตรีมีค่ามาก
ส่วนหวังเป่าเล่อทันทีที่ได้ยินดนตรีจากบันทึกอักขระดนตรี เขาก็ต้องตกใจกับการรู้แจ้งของตน เพราะว่า…ในร่างกายพลันปรากฏอักขระเสียงตัวที่สิบขึ้น
ยังไม่จบแค่นั้น ในไม่ช้าตัวที่สิบเอ็ดก็ปรากฏตามมา หลังจากบันทึกอักขระดนตรีเล่นจบ หวังเป่าเล่อก็ต้องตกใจที่พบว่าอักขระเสียงของตนมีเพิ่มมาถึงห้าตัว
จากเก้าตัวเป็นสิบสี่ตัว
แต่หลังจากตกใจ สีหน้าเขาก็แปลกประหลาดขั้นสุดและถึงกับทำอะไรไม่ถูก เพราะว่า…อักขระเสียงทั้งห้านี้เป็นเสียงเดียวกัน
ฟู่
“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้” ในหัวหวังเป่าเล่ออดผุดภาพหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ ในภาพนั้นเขาฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้สำเร็จ และร่างกายกลายเป็นจังหวะดนตรีลอยผ่านไปทุกที่…
ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่…
ภาพนั้นน่ากลัวเกินไป หวังเป่าเล่อรีบสลัดมันทิ้งทันทีและนั่งคิดหนักอยู่ตรงนั้น แต่กระทั่งฟ้าเริ่มมืด ดวงจันทร์เริ่มปรากฏ ความมืดค่อยๆ คืบคลานเข้ามา หวังเป่าเล่อก็ยังคิดอะไรไม่ออก
“ไม่เป็นไร ข้ารู้แจ้งอักขระเสียงมากขึ้นแล้ว ต้องมีอักขระเสียงอื่นปรากฏขึ้นอีกแน่ ถึงตอนนั้นค่อยรังสรรค์บทเพลงก็ยังไม่สาย”
“ขั้นตอนนี้สิ่งที่ข้าต้องทำคือสะสมอักขระเสียง!” หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองราตรีกาลด้านนอก ก่อนจะหยิบตราผลึกออกมาเปิดใช้งาน
เมื่อพลังส่งปรากฏขึ้น ครั้งนี้ง่ายดายมาก มันครอบคลุมร่างหวังเป่าเล่อไว้ และพริบตาต่อมา…เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในภูเขาไฟของสำนักเหอเสียนแล้ว
……
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น หวังเป่าเล่อก็หันไปมองด้านหลังอย่างเย็นชา ร่างลวงตาร่างหนึ่งค่อยๆ ควบแน่นเป็นรูปร่างอยู่ตรงปากถ้ำปรากฏขึ้นในสายตา
ร่างนี้คือสตรีผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าหรูหรา ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แสงในดวงตาก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกตื่นตัวนัก ด้วยความสำเร็จในด้านการหลอมอาวุธของหวังเป่าเล่อ เขาจึงสรุปตัวตนของอีกฝ่ายได้ในแวบแรกที่เห็น
วิญญาณวุธ!
สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนจริงๆ นางเป็นวิญญาณวุธของค่ายกลสำนักเหอเสียน เมื่อคำพูดนั้นดังขึ้น วิญญาณวุธนี้ก็สะบัดมือ กระเป๋าคลังเก็บใบหนึ่งลอยมาตกลงตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
นี่คือสิ่งที่ศิษย์ขั้นพื้นฐานของสำนักเหอเสียนควรมี ประทับตราลงบนตราประจำตัวจะช่วยให้เข้าออกที่นี่ได้ทุกเวลา หลังจากเสียงสงบนิ่งนั้นเอ่ยจบ ร่างของวิญญาณวุธก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ตั้งแต่ต้นจนจบหวังเป่าเล่อไม่ได้เอ่ยอะไรเลยสักคำ ตอนนี้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าสำนักเหอเสียนนี่ช่างแปลกประหลาดมาก การมาถึงของเขาไม่ถูกตรวจสอบเลยสักนิด
จากที่หวังเป่าเล่อรู้จักสำนักอื่นๆ มา เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงหยิบกระเป๋าคลังเก็บขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากยืนยันแล้วว่าของสิ่งนี้ปกติดีจึงเปิดมันออก ก็พบว่าข้างในมีของอยู่สามชิ้น
ชุดคลุมสีขาวดำ แผ่นหยก และตราผลึกประจำตัว
หวังเป่าเล่อกวาดมองของสามชิ้นแล้วตัดสินใจหยิบแผ่นหยกขึ้นมาก่อน พลิกไปมาบนฝ่ามือ ก่อนจะหรี่ตาและส่งดวงจิตเทพเข้าไปทันที พริบตาต่อมาข้อมูลมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองหวังเป่าเล่อเหมือนกับกระแสน้ำหลาก
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากมีข้อมูลมากเกินไป ต่อให้เป็นหวังเป่าเล่อก็ยังใช้เวลากว่าครึ่งก้านธูปทำความเข้าใจกับทุกอย่าง เมื่อถอนดวงจิตเทพและวางแผ่นหยกลง นัยน์ตาหวังเป่าเล่อก็ปรากฏแสงเลือนราง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
ข้อมูลในแผ่นหยกนี้ได้ไขข้อสงสัยให้หวังเป่าเล่อแล้ว ภูเขาไฟลูกนี้เป็นที่ตั้งของสำนักเหอเสียนจริงๆ แต่จำนวนศิษย์ของสำนักมีไม่มากนัก ไม่ถึง 10,000 คน อีกอย่างผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่คบค้าสมาคมกัน หากไม่ออกไปท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจในบทเพลงก็เก็บตัวรังสรรค์บทเพลงของตนเองอยู่ในเขาตลอดทั้งปี
ดังนั้นทั่วทั้งเขาจึงดูว่างเปล่า ถึงอย่างไร…ที่แห่งนี้ก็ดำรงอยู่ในยามราตรี แม้ว่าแสงของภูเขาไฟจะป้องกันอันตรายจากโลกภายนอก แต่หากออกไปจากอาณาเขตของแสงไฟนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลืนกินสิ่งแปลกประหลาดเหล่านั้นได้อย่างหวังเป่าเล่อ
ขณะเดียวกันแม้ที่นี่จะมีคนธรรมดาอย่างข้ารับใช้เสียง แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็กำหนดให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้แค่ในถ้ำเท่านั้น หากเดินออกไป แม้แสงภูเขาไฟจะป้องกันอันตรายจากภายนอกได้ แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่ามักจะมาจากด้านในภูเขา
ผู้ฝึกตนที่นี่ล้วนมีความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง และตอนรังสรรค์บทเพลงของตัวเอง เสียงส่วนใหญ่จะมีอันตรายถึงชีวิต
ดังนั้นสำหรับข้ารับใช้เสียงเหล่านั้น ถ้ำที่พักคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
นอกจากนี้สำนักเหอเสียนก็ไม่ได้มีกฎอะไรมากมาย โดยรวมแล้วยังดูอิสระมาก ข้อสงสัยเรื่องการเข้าร่วมสำนักของหวังเป่าเล่อได้รับคำตอบแล้ว สำหรับสำนักเหอเสียนไม่จำเป็นต้องทดสอบอะไร
เพราะว่า…อักขระเสียงที่เป็นของสำนักเหอเสียนนั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ และการมาถึงสำนักเหอเสียนในยามราตรีโดยไม่ตายระหว่างทางก็เป็นการทดสอบเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มาถึงเขาสำนักเหอเสียนได้ก็คือศิษย์สำนักเหอเสียนแล้ว
สำนักประหลาด… หวังเป่าเล่อหรี่ตา นอกจากจะไขข้อสงสัยของหวังเป่าเล่อได้แล้ว บนแผ่นหยกยังมีวิธีการฝึกฝนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสำนักเหอเสียนด้วย
ซึ่งต่างจากเคล็ดวิชาทีละระดับของสำนักอื่น เคล็ดวิชาของสำนักเหอเสียนมีประเภทเดียว
นั่นเรียกว่าการหล่อเลี้ยงเสียง
ความหมายตามชื่อของมันคือสะสมและหล่อเลี้ยงเสียงที่มีอยู่ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลา และสามารถผลิตเสียงระดับสูงสุดได้ ส่วนวิธีฝึกฝนแบบอื่นนั้นไม่มี
ทุกอย่างต้องรู้แจ้งและรับจากทุกสรรพสิ่งจนกระทั่งสร้างเป็นบทเพลงของตัวเอง สุดท้ายบทเพลงจะเป็นเช่นไร แม้ผู้ฝึกตนจะมีแนวทางของตน แต่ทุกอย่างก็ยังต้องดูวาสนา ดังนั้นการรู้แจ้งจึงสำคัญเป็นพิเศษสำหรับที่นี่
ตามคำอธิบายของสหพันธรัฐ ที่นี่…คือกลุ่มนักแต่งเพลงที่สามารถแสดงเองได้ด้วยใช่ไหมนะ หลังจากหวังเป่าเล่อนึกถึงคำเรียกนี้ เขาก็รู้สึกว่าสามารถเข้ากับผู้ฝึกตนสำนักเหอเสียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับนักแต่งเพลงของสหพันธรัฐคือนักแต่งเพลงจะเชี่ยวชาญทุกจังหวะอักขระเสียง สิ่งที่จำเป็นคือแรงบันดาลใจและอักขระเสียงของพวกเขาจะออกมาจากเครื่องดนตรี
ส่วนผู้ฝึกตนสำนักเหอเสียนนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาคือเจอโชคใหญ่เพื่อให้ได้เสียงของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเสียงของทุกสรรพสิ่งนี้ไม่ใช่แค่อักขระเสียงทั่วไปอย่างเสียงฟ้าร้องหรือเสียงฝนตก แต่เป็นเสียงของทุกสิ่งจริงๆ สิ่งที่ผู้ฝึกตนสำนักเหอเสียนต้องทำก็คือเปลี่ยนเสียงที่ตนรู้แจ้งนี้ให้กลายเป็นกฎของตัวเอง
อย่างแรกคือรังสรรค์จากอักขระเสียงที่ตนเชี่ยวชาญ อย่างหลังส่วนใหญ่คือใช้เสียงของสรรพสิ่งไม่กี่ตัวที่ตนรู้แจ้งมาจัดเรียงให้เหมาะสม
อย่างแรกยืมวิธีคนอื่นมาแสดง อย่างหลังใช้ตัวเองแปลงออกมาเป็นจังหวะดนตรีอย่างลึกลับ
ขณะเดียวกันในโลกใบนี้ ดนตรีคือสิ่งล้ำค่าอย่างยิ่งจนอาจกล่าวได้ว่าดนตรีก็คือการดำรงแห่งเต๋าของผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียง
เพียงแต่ดนตรีของที่นี่ไม่ใช่แค่จังหวะธรรมดาอย่างที่นักแต่งเพลงของสหพันธรัฐรังสรรค์ขึ้น เสียงแห่งสรรพสิ่งคือตัวกำหนดเนื้อหาของดนตรีซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
และลักษณะเด่นของสำนักเหอเสียนคือมีพลังแห่งเนื้อเพลง
จุดนี้ค่อนข้างแตกต่างจากอีกสองสำนัก
จากแผ่นหยก หวังเป่าเล่อยังเข้าใจแก่นแท้ของสำนักเหิงฉินอย่างง่ายดาย ผู้ฝึกตนสำนักนี้สังหารเป็นหลัก เสียงส่วนใหญ่สูงปรี๊ดและยาวนาน ขึ้นชื่อเรื่องเพลงโบราณและแทบไม่มีเนื้อร้องเลย
ส่วนเต๋าแห่งจังหวะดนตรี…คือสำนักที่ลึกลับที่สุดในสามสำนักนี้ ผู้ฝึกตนสำนักนี้มีน้อยมาก ส่วนรายละเอียดในแผ่นหยกไม่ได้บอกอะไรมากนัก
หลังจากเรียบเรียงสิ่งที่ได้รู้มาในหัวแล้ว หวังเป่าเล่อก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตราผลึกขึ้นมาและประทับดวงจิตเทพของตนลงไปโดยไม่ลังเล
เมื่อดวงจิตเทพประทับลงไป ผลึกนี้ก็ส่องแสงวิบวับสองสามครั้งก่อนจะกลับมาเป็นปกติ แต่หวังเป่าเล่อที่ถือตราอยู่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อถือสิ่งนี้ไว้ในมือตนก็จะเข้าออกจากภูเขานี้ได้เพียงแค่คิดเท่านั้น ใช้เพียงความคิดแวบเดียวก็เดินทางไปมาที่นี่ได้
ตราส่งตัวแบบคงที่หรือ หวังเป่าเล่อพลิกดูแล้วจึงเก็บมัน จากนั้นก็สวมชุดคลุมสำนักเหอเสียนสีขาวดำแล้วเดินออกจากถ้ำที่พัก
เขาอยากสำรวจภายในสำนักเหอเสียนสักหน่อย แต่แทบจะทันทีที่เขาเดินออกมา หูก็ได้ยินเสียงเศร้าระทมดังขึ้น เสียงนี้แทรกซึมเข้าไปในวิญญาณเทพส่งผลให้หวังเป่าเล่อชะงักฝีเท้าทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างที่เต็มไปด้วยเลือดอยู่ไม่ไกล ร่างนั้นยังมีโซ่เหล็กจำนวนมากพันธนาการเอาไว้ขณะที่กำลังเดินขึ้นไปทางยอดเขาทีละก้าว
ทุกที่ที่ร่างนั้นเดินไปล้วนเกิดเสียงเศร้าสร้อยดังขึ้น ส่งผลให้ถ้ำที่พักหลายแห่งบนภูเขาไฟลูกนี้สั่นสะเทือน
……
ตำแหน่งที่มันหยุดคือข้างกายหวังเป่าเล่อพอดีและยังใกล้มากอีกด้วย ตอนที่มันหยุดลง แขนขาวดั่งหยกที่ยื่นออกมาจากม่านข้างนั้นก็ยกขึ้นเล็กน้อย นิ้วทั้งห้าเหมือนกับต้นหอม ดูเรียวสวยมาก โดยเฉพาะเล็บสีแดงยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์เย้ายวน
ตอนนี้มันกำลังยกขึ้นช้าๆ และเข้ามาใกล้หวังเป่าเล่อราวกับดอกกหลานฮวาที่กำลังบานสะพรั่ง
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาฉายประกายเย็นวาบ เขาไม่ได้ทำตัวโดดเด่นมากเกินไปในโลกที่สัมผัสได้ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงภายในเมืองปรารถนาเสียงนี้
อาจเพราะสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่เขาดึงดูดมา จึงทำให้แขนในเกี้ยวตรงหน้าดูจะสนอกสนใจเขาเป็นพิเศษ
อย่างก่อนหน้านี้เขาก็หลีกทางให้แล้วและไม่คิดจะไปค้นหาความลับของเกี้ยวนี้ด้วย แต่เห็นได้ชัดว่า…แม้เขาจะอยากหลีกทาง แต่เกี้ยวก็ไม่เห็นด้วย
ดังนั้นหวังเป่าเล่อในตอนนี้จึงค่อนข้างหมดความอดทนแล้ว เขาไม่เก็บซ่อนประกายเย็นยะเยือกในดวงตาอีก แต่จ้องมองนิ้วมือที่เข้ามาใกล้ตนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเย็นชา
นิ้วที่เหมือนกับต้นหอมนี้ไม่ใช่แค่งดงามมาก แต่ยังให้ความรู้สึกน่ากินด้วย อย่างน้อย…หวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็คิดแบบนั้น
มุมปากของเขาค่อยๆ แยกออกจนไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป มันแยกออกจนดูเกินจริงเหมือนกับผี ประกายเย็นยะเยือกในดวงตาก็ยิ่งคมปลาบ จ้องมองนิ้วมือที่กำลังจะแตะใบหน้าตนอย่างรวดเร็ว
ทว่ายามที่นิ้วมือนั่นอยู่ห่างจากปากที่แสยะออกช้าๆ ของหวังเป่าเล่อไม่ถึงหนึ่งชุ่น…นิ้วมือนั่นก็หยุดชะงักคล้ายกับกำลังชั่งน้ำหนัก จากนั้นก็ค่อยๆ หดกลับไปในผ้าม่านจนอยู่ในลักษณะเดิม
เกี้ยวสั่นไหวอีกครั้งเมื่อถูกร่างทั้งสี่แบกขึ้นเดินต่อ ก่อนจะค่อยๆ หายไปจากสายตาหวังเป่าเล่อ
เขาเหม่อมองอีกฝ่ายจากไป แต่ปากที่ฉีกออกจากกันของหวังเป่าเล่อกลับไม่ได้หายไปในทันที เพราะว่า…เขากำมือข้างขวาปิดกั้นอักขระเสียงในมือจนหมด ส่งผลให้แสงของมันหายไปด้วย เสียงตุ้บๆ ที่ดังออกมาจากมันก็หยุดลง
เมื่อเกี้ยวจากไปแล้ว สิ่งมีชีวิตประหลาดที่แตกกระเจิงไปเพราะอักขระเสียงและการปรากฏตัวของเกี้ยวต่างก็ส่งเสียงหายใจหืดหาดคล้ายกับว่าพวกมันกำลังพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อจากทุกทิศทาง
ราตรีมืดมิด ณ เวลานี้กลับมืดมิดยิ่งกว่าเดิมสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านั้นราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มันเข้าปกคลุมร่างของหวังเป่าเล่อจนมิด ราวกับต้องการกำจัดเขา
แต่ในพริบตา…ความมืดที่ปกคลุมหวังเป่าเล่อก็ผันผวน คล้ายมีบางอย่างกำลังดิ้นรนอยู่ข้างในและพยายามจะพุ่งออกไป และการดิ้นรนนั่นก็ไม่ได้มาจากจุดเดียว แต่มาจากทุกทิศทาง…
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ทันการณ์แล้ว การดิ้นรนต่อสู้เริ่มถดถอย อ่อนแรงลงจนกระทั่งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก และอีกครึ่งก้านธูปต่อมา หวังเป่าเล่อที่ถูกความมืดกลืนกินไปนั้นก็ราวกับมีน้ำชโลมร่างกายคอยชะล้างหมึกดำออกไปจนหมดและค่อยๆ เผยโฉมอีกครั้ง ไม่กี่อึดใจร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นใหม่
มุมปากกลับมาเป็นปกติแล้ว มีเพียงอาการแลบลิ้นเลียปากราวกับกำลังลิ้มรสที่ยังกรุ่นอยู่ในปากเท่านั้น
“ไม่เลวนี่” หวังเป่าเล่อเช็ดมุมปาก ก่อนจะเดินต่อไปยังตำแหน่งที่อักขระเสียงนำทาง ฝีเท้าของเขาไม่ได้เร็วมาก แต่ต่างจากก่อนหน้านี้…ในความเงียบสงัดรอบตัว ใบหูของเขาไม่ได้ยินเสียงรบกวนแม้แต่น้อย
ราวกับว่าเสียงฝีเท้าของเขากลายเป็นเสียงเดียวในราตรีนี้
ส่วนสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นแม้แต่ตัวเดียว เพราะในบริเวณนี้ไม่มีแล้ว
เป็นเช่นนี้จนไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว จนกระทั่งหูของหวังเป่าเล่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงหายใจอีกครั้ง เขาก็เห็นภูเขาไฟสามลูกอยู่เบื้องหน้า
ภูเขาไฟสามลูกนี้ใหญ่โตจนน่าทึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่บนอากาศไกลลิบตา ควันดำหนาทึบปะทุออกมาจากปล่องเป็นระยะเชื่อมต่อกับท้องฟ้า ขณะเดียวกันลาวาจำนวนมหาศาลก็ไหลลงจากภูเขามาบรรจบกันกลายเป็นแม่น้ำ
มองจากที่ไกลๆ ดูเหมือนภูเขาไฟทั้งสามจะอยู่ใกล้กันมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันห่างกันพอสมควร และสิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกถึงเสียงเพรียกร้องก็คือภูเขาไฟลูกที่สองแห่งนั้น
ในความเลือนราง สายตาของเขายังมองเห็นว่าบนภูเขาไฟลูกที่สองมีตึกมากมาย แต่ทุกตึกล้วนเป็นสีดำและดูแปลกตา
“สำนักเหอเสียน…” หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองภูเขาไฟลูกที่สอง สี่คำนี้ก็ผุดขึ้นในหัว
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน แต่ด้วยสัมผัสเชื่อมต่อของอักขระเสียงจึงรู้ได้อย่างชัดเจนว่าภูเขาไฟทั้งสามนี้ก็คือสามสำนักใหญ่แห่งเมืองปรารถนาเสียงนั่นเอง
“ดูจากระยะทางแล้วข้าควรจะออกจากเขตเมืองปรารถนาเสียงมาไกลแล้ว แต่จริงๆ แล้ว…ข้ายังอยู่ในเมือง” หวังเป่าเล่อละสายตาไปกวาดมองถนนและอาคารโดยรอบ
ตรงนี้เขาเคยผ่านในเวลากลางวัน มันเกือบจะเป็นพื้นที่ตอนกลางของเมืองปรารถนาเสียง
คิดอยู่ครู่หนึ่งหวังเป่าเล่อก็กะพริบร่างพุ่งไปยังภูเขาไฟลูกที่สอง ขณะเดียวกันหูก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำและเสียงกรีดร้องจากรอบๆ ตัวราวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตประหลาดในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงกำลังเข้ามาใกล้เขาอย่างรวดเร็ว และไม่ยินยอมให้เขาเหยียบเข้าไปในอาณาเขตภูเขาไฟ
ที่นี่ไม่เหมาะจะใช้กฎเกณฑ์ปรารถนารส หวังเป่าเล่อจึงโบกมือนำอักขระเสียงที่หายไปกว่าครึ่งออกมา อาศัยแสงและเสียงอันน้อยนิดของมันระเบิดความเร็วมุ่งหน้าไปใกล้ภูเขาไฟลูกที่สองมากขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อเขาเข้าใกล้ แสงของภูเขาไฟก็สะท้อนบนร่างกายของหวังเป่าเล่อทำให้เกิดเงาปรากฏขึ้นข้างหลังเขา เงานี้…บิดเบี้ยว ราวกับมีความหวาดกลัวอย่างมาก โชคดีที่มีผนึกกับดักจากร่างต้นแบบอยู่ในร่างกายช่วยเสริมกำลัง ทำให้ท่าทางบิดเบี้ยวกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดว่าแสงไฟนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในโลกแห่งกฎปรารถนาเสียงในไม่ช้าหวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงหลบหนี
หวังเป่าเล่อใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจก็ก้าวเข้าไปสู่อาณาเขตของภูเขาไฟลูกที่สอง เมื่อก้าวเข้าไปเสียงเซ็งแซ่ในหูของเขาก็หายวับไปทันที
หวังเป่าเล่อยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่ง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไปแปลกประหลาด เพราะที่นี่เขาไม่รู้สึกถึงเสียงในราตรีเหมือนข้างนอกแม้แต่น้อย และและไม่รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตประหลาดเข้ามาใกล้แม้แต่น้อย
ราวกับที่แห่งนี้เป็นดินแดนบริสุทธิ์ในคืนมืดมิด
แต่ยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่สีหน้าหวังเป่าเล่อเปลี่ยนไป เพราะสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจจริงๆ แล้วคือ…เขามาถึงที่นี่สักพักหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่พบวี่แววของคนหรือศิษย์ของสำนักเหอเสียนเลย
อย่างไรก็ตาม เขาตรวจพบถ้ำจำนวนมากทั้งภายในและภายนอกภูเขาไฟตรงหน้า และประมาณสามส่วนในนั้นมีลมปราณของผู้ฝึกตน
“ไม่มีใครสนใจหรือ” หวังเป่าเล่อสงสัย
“หรือว่าแค่เข้ามาที่นี่ได้ก็นับว่าเข้าร่วมสำนักเหอเสียนแล้ว อยู่ฝึกฝนที่นี่ได้ตามต้องการ?” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด เมื่อผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็ยังไม่มีใครสนใจ เขาจึงก้าวเพียงก้าวเดียวพุ่งตรงไปยังภูเขาไฟ
ในไม่ช้าก็มาหยุดอยู่ที่เชิงเขา หวังเป่าเล่อเห็นถ้ำที่ไม่มีใครจึงครุ่นคิดอยู่นอกถ้ำครู่หนึ่งแล้วก้าวเข้าไปในถ้ำทันที พริบตาที่เหยียบย่างเข้าไป หูของเขาก็ได้ยินเสียงสงบนิ่งดังขึ้น
“ยินดีด้วย เจ้าเป็นสมาชิกของสำนักเหอเสียนแล้ว”
เรื่องข้ารับใช้เสียงนั้นหวังเป่าเล่อไม่ได้ตกลง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้เข้าร่วมสำนักเหอเสียน เรื่องนี้ไว้รอให้เขาเข้าสำนักได้ก่อนค่อยชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียก็ยังไม่สาย
เมื่อพ่อบ้านจากไป ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มหม่นแสงลงแล้ว หวังเป่าเล่อนั่งทำสมาธิอยู่ในห้องและรอคอยอย่างเงียบๆ ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดในใจ
“สามสำนักใหญ่ที่ดำรงอยู่ในยามราตรีเท่านั้น…” หวังเป่าเล่อหรี่ตามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ยามสายัณห์กำลังจะผ่านพ้น ราตรีกาลคืบคลานมาอย่างรวดเร็ว และความเงียบสงัดก็กลายเป็นบรรยากาศหลักของห้องนี้
เวลาไหลผ่านไป ภายในห้องก็ยิ่งเงียบสงัดขึ้นเรื่อยๆ คนเดินถนนด้านนอกหน้าต่างก็น้อยลงเช่นกัน และเมื่อแสงสว่างถูกความมืดกลืนกินจนหมดสิ้น…เวลากลางคืนก็มาถึง
ดังเช่นเมื่อวาน ทั้งนอกและในห้องเงียบสงัดไปทุกหนแห่ง
ในความเงียบนี้หวังเป่าเล่อเงยหน้าลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
เขาไม่ได้เปิดหน้าต่างแอบออกไปเพราะไม่จำเป็น
เวลากลางคืนของเมืองปรารถนาเสียงอาจอันตรายมากสำหรับหลายคน แต่สำหรับหวังเป่าเล่อที่เดินออกมาจากป่าทึบ ไล่ล่าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนั้นก็ไม่ต่างไปจากการเดินเล่นในสวนหลังบ้านตัวเอง
แน่นอนว่าในกรณีที่ไม่เจอเข้ากับสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเหล่านั้น โชคดีที่…ในโลกที่สามารถรับรู้ได้จากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงใบนั้น สิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีไม่มากนักและไม่ค่อยปรากฏตัว
ดังนั้นเมื่อหวังเป่าเล่อผลักประตูออกไป เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังก้องอยู่ในหูทันที แต่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปเลย แค่ยกมือขวาขึ้นมาแล้วคว้าไปทางขวา
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็หยุดลงกะทันหัน
“ข้าไม่ชอบเสียงหัวเราะแบบนี้ ต่อไปไม่หัวเราะได้ไหม” หวังเป่าเล่อมองพื้นด้านขวาที่ว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าในมือของตนไม่มีอะไรเลย แต่อาการสั่นสะเทือนที่ส่งไปยังมือขวาของเขานั้นราวกับมีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งกำลังพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
หวังเป่าเล่อคลายมืออย่างพึงพอใจ เขารู้ว่าตนไม่ใช่ฆาตกร ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายตัวเล็กเกินกว่าจะยัดเข้าซอกฟันจึงปล่อยมันไป
“ข้าเป็นคนมีเหตุผล” หวังเป่าเล่อบอกตัวเองเช่นนี้แล้วเดินต่อไป ภายในร้านอาหารเวลานี้เงียบสงัดมาก เขาเดินตรงไปที่ประตูใหญ่
ระหว่างทางเดินผ่านห้องต่างๆ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ว่าในแต่ละห้องล้วนมีผู้ฝึกตนอยู่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเปิดประตูราวกับร้านอาหารแห่งนี้กลายเป็นเขตหวงห้าม แต่หวังเป่าเล่อกลับเดินเข้าไปในเขตหวงห้ามนี้จนออกจากประตูมายืนอยู่บนถนน เขามองความว่างเปล่ารอบตัวและสัมผัสความเงียบยามค่ำคืน ในหูได้ยินเสียงลมพัดโหยหวน
ลมนั้นเย็นยะเยือกและกัดกร่อนราวกับมีมือเย็นเฉียบนับไม่ถ้วนกำลังจับไปทั่วร่างหวังเป่าเล่อ นี่ควรจะเป็นฉากที่เย้ายวน แต่ในยามที่ฉากหลังมืดมิดและเงียบเชียบแบบนี้กลับดูน่าขนลุกมาก
หวังเป่าเล่อไม่สนใจ นั่นยิ่งทำให้ภายในร่างกายปั่นป่วนราวกับผนึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสอยากจะระเบิดออกมากลืนกินทุกสิ่ง
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ หวังเป่าเล่อจึงเดินไปภายในเมืองในยามราตรี หูของเขา ได้ยินเสียงแปลกๆ มากมายดังมาเหมือนกับมีสายตากำลังจับจ้องมายังร่างของตนมากขึ้นเรื่อยๆ มันพุ่งมาจากทุกทิศทาง
พริบตาที่พวกมันเข้ามาใกล้ หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาและพลิกมือขวาขึ้น ทันใดนั้นในมือพลันปรากฏอักขระเสียงขึ้น อักขระเสียงนี้เปล่งแสงจางๆ และส่งเสียงตุ้บๆ เบาๆ
ภายใต้แสงและเสียงนี้ สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่มารวมตัวกันก็ดูจะวิตกกังวล พวกมันไม่ได้รีบร้อนพุ่งเข้ามา แต่วนเวียนอยู่รอบๆ คอยรอโอกาสด้วยความมุ่งร้าย
หวังเป่าเล่อสีหน้าปกติ แต่ในใจกลับยิ้มเยาะ หากไม่ใช่เพราะเขาอยากเข้าสำนักเหอเสียนก็คงไม่อยากเผยตัวตนหรอก ตอนนี้สิ่งมีชีวิตโดยรอบกำลังจะกลายเป็นอาหารของเขา
หวังเป่าเล่อไม่สนใจเสียงมากมายที่ดังเข้าหู เขาก้มมองอักขระเสียงในมือและผสานดวงจิตเทพลงไป จากนั้นก็เกิดความรู้สึกบางอย่างในความมืดราวกับว่าในที่ไกลๆ เบื้องหน้าตนมีเสียงเรียกหนึ่งกำลังดึงดูดเขาอยู่
“สำนักเหอเสียนหรือ…” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังสถานที่นั้นอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งมีชีวิตประหลาด รอบตัวเขาก็ตามติดเหมือนผี และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่าหวังเป่าเล่อจะกลายเป็นคบเพลิงดึงดูดความสนใจในราตรีนี้แล้ว
ส่วนอักขระเสียงในมือเขาก็หรี่แสงลงอย่างรวดเร็ว และในความมืดนี้หวังเป่าเล่อได้ยินเสียงหายใจเหมือนกับว่ารอบตัวเขามีเงาร่างมากมายกำลังเป่าอักขระเสียงในมือเขา ราวกับเห็นมันเป็นเทียนและต้องการดับมัน
เมื่อแสงอักขระเสียงค่อยๆ จางลง ความชั่วร้ายก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณราวกับว่าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่มารวมตัวกันเหล่านี้กำลังรอให้แสงของอักขระเสียงดับลงอย่างสมบูรณ์
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นในเวลานี้คงตื่นตระหนกมาก แต่หวังเป่าเล่อเพียงแค่หรี่ตาลงเล็กน้อย และเดินต่อไปด้วยสีหน้าปกติ เขาได้ยินเสียงหายใจและเสียงฝีเท้ารอบด้าน ดูเหมือนมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ และอักขระเสียงในมือก็เริ่มหม่นแสงลง
นั่นทำให้ประกายเย็นยะเยือกในดวงตาหวังเป่าเล่อเพิ่มขึ้นช้าๆ ในใจของเขาชั่งน้ำหนัก เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่ อักขระเสียงดับนั้นเรื่องเล็ก แต่ไม่มีหลักฐานที่ใช้เข้าร่วมสำนักเหอเสียนสิเรื่องใหญ่
ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงหยุดฝีเท้าและเก็บอักขระเสียงในมือ ทว่าตอนนั้นเองใบหน้าหวังเป่าเล่อก็กระตุกเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองไปยังที่ไกลๆ ไม่นานก็เห็นโคมสี่อันลอยเข้ามาใกล้ในราตรีมืดมิดนี้
เมื่อเข้ามาใกล้ก็เผยให้เห็นร่างผอมแห้งสี่ร่าง รวมถึงเกี้ยวแดงที่พวกเขาแบกอยู่ และยังมีแขนสีขาวราวกับหยกข้างหนึ่งยื่นออกมาจากม่านของเกี้ยว
แขนนั้นแกว่งไปมาอย่างอิสระราวกับว่าเจ้าของอารมณ์ดีมาก หวังเป่าเล่อยังได้ยินเสียงฮัมเพลงด้วย
ค่ำคืนมืดมิด เมืองรกร้าง เกี้ยวสีแดง…
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ เมื่อเกี้ยวมาถึง เขาได้ยินเสียงถอยกรูออกไปมากมายราวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นพรั่นพรึงต่อต่อเกี้ยวนี้
ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไม่รู้สึกถึงลมปราณของผู้ฝึกตนจากในเกี้ยวสีแดงแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่ผู้ฝึกตน…และสี่คนที่แบกเกี้ยวนั่น…ก็ไม่ใช่มนุษย์” ขณะครุ่นคิดหวังเป่าเล่อก็หลีกทางให้ ปล่อยให้เกี้ยวลอยผ่านเขาไป ร่างทั้งสี่ที่แบกเกี้ยวไม่หันมามองหวังเป่าเล่อเลยสักนิด สิ่งที่อยู่ในเกี้ยวก็เช่นกัน แขนที่ยื่นออกมาจากม่านยังคงแกว่งไกว
ทว่า ตอนนั้นเองขณะที่เกี้ยวกำลังลอยผ่านร่างหวังเป่าเล่อ ลมที่พัดผ่านเข้ามาก็พัดเอาม่านตรงหน้าต่างของเกี้ยวให้เลิกขึ้นเล็กน้อย หวังเป่าเล่อที่หันไปมองพอดีจึงได้เห็นที่นั่งว่างเปล่าในม่านที่ยกขึ้นนั่น
มีแต่แขนข้างนั้นที่ส่วนหนึ่งยื่นออกไปด้านนอก อีกส่วนหนึ่งพาดอยู่ในเกี้ยว เหลือเพียงเลือดสีม่วงหยดติ๋งๆ…
และในพริบตาที่หวังเป่าเล่อเห็นทุกอย่างนั้นเอง จู่ๆ… เกี้ยวก็หยุดลง
……………………………………………
หลังจากหวังเป่าเล่อพูดออกไป เสียงลมหายใจข้างหูก็ชะงัก ทว่าพริบตาต่อมาเสียงแกรกกรากก็ดังมาจากนอกหน้าต่างราวกับกำลังมีเล็บตะกายอยู่ตรงนั้น
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว เพราะตอนนี้เขาอยู่ในเมืองปรารถนาเสียง ไม่อิสระเท่าข้างนอก กฎเกณฑ์ปรารถนารสถูกปิดผนึกไว้และไม่เหมาะที่จะเปิดเผย ดังนั้นหลังจากหวังเป่าเล่อเหลือบมองหน้าต่างว่างเปล่าแล้วก็หันหลังเมินมันไปเสีย เขานั่งขัดสมาธิลงและเริ่มทำสมาธิ
เพียงแต่ว่า…แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเสียงแกรกกรากด้านนอกก็ยังคงดังไม่หยุด แล้วยังมีเสียงทุบคล้ายกับสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่างกำลังไม่พอใจท่าทีของหวังเป่าเล่อมาก จึงออกแรงทุบหน้าต่าง
เสียงทุบที่ดังมานั้นสั่นสะเทือนไปทั่วห้องทำให้เกิดเสียงดังสะท้อนไปมาจนหวังเป่าเล่อทำสมาธิได้ยาก อันที่จริงเสียงนั้นล้วนพุ่งเข้ามาในร่างกายของเขาส่งผลให้กฎปรารถนาเสียงปั่นป่วนไปด้วย
สุดท้ายหวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้นแล้วเดินไปยืนข้างหน้าต่างด้วยสีหน้าถมึงทึง จ้องมองความว่างเปล่าด้านนอกอย่างเย็นชา เมื่อเขาเข้าไปใกล้ เสียงทุบและเสียงหายใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
“เจ้ารนหาที่ตายสินะ” หวังเป่าเล่อแสยะยิ้มเผยฟันเรียงตัวแน่นข้างใน มือขวาพลันยกขึ้นเปิดหน้าต่างแล้วคว้าออกไปจับด้านหน้าอย่างแรงแล้วดึงกลับเข้ามาในพริบตา ก่อนจะโยนมันเข้าปากโดยไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ จากนั้นก็ปิดหน้าต่างพร้อมกับเคี้ยวไปด้วย
เสียงกรุบกรอบพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนดังก้องอยู่ในห้อง หวังเป่าเล่อสีหน้าไร้อารมณ์ บดเคี้ยวอย่างแรงแล้วกลับมานั่งขัดสมาธิลงที่เดิม
ไม่นานเสียงโหยหวนในหูก็ค่อยๆ อ่อนเสียงลงจนกระทั่งเงียบหายไป บริเวณโดยรอบกลับมาเป็นปกติ ไร้เสียงทุบก่อกวน ไร้เสียงแกรกกราก เสียงหายใจก็ยิ่งไม่พบเจอเลย
ในความเงียบสงัด หวังเป่าเล่อปิดตาทำสมาธิอย่างอารมณ์ดี
เป็นเช่นนี้จนค่ำคืนผ่านไป
เมื่อหวังเป่าเล่อลืมตามองไปทางหน้าต่าง ทุกอย่างด้านนอกก็กลับมาเป็นปกติ ตึกสูง เสียงจอกแจกจอแจ และเสียงดนตรีดังมาจากที่ไกลๆ ดูครึกครื้นมาก
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อหวนนึกถึงชีวิตในสหพันธรัฐอีกครั้งด้วยความอาลัยอาวรณ์ เขาเดินออกจากห้องมาและในตอนนั้นเองก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในร้านอาหารมีผู้คนมากมายพักอยู่ที่นี่ไม่ต่างจากเขา ที่นี่มีบริกรเยอะมาก แต่ตอนที่หวังเป่าเล่อเดินออกมา แขกเหล่านั้นยังดูปกติดี แต่บริกรของร้านอาหารแห่งนี้เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อก็แสดงท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัดราวกับยำเกรงเขามาก
“หรือว่าเมื่อคืนจะได้ยินเสียงโหยหวนจากห้องข้า?” หวังเป่าเล่อกวาดตามอง เหล่าบริกรต่างก้มหน้าหลบ ยังไม่ทันที่หวังเป่าเล่อจะออกไปนอกร้าน ตอนนั้นเองชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากกลุ่มบริกร
ชายวัยกลางคนผู้นี้แต่งตัวภูมิฐาน ดูเรียบร้อยและพิถีพิถันอย่างยิ่ง เขาเรียกตนว่าพ่อบ้านและสุภาพกับหวังเป่าเล่อมาก หลังจากพูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็ยังยกระดับห้องให้หวังเป่าเล่อเปลี่ยนไปอยู่ห้องที่ใหญ่กว่าเดิมด้วย
หวังเป่าเล่อไม่ปฏิเสธและไม่ได้ถามอีกฝ่ายว่าทำเช่นนั้นเพราะอะไร เขาพอจะมีคำตอบในใจแล้ว ดังนั้นหลังจากตอบรับน้ำใจจึงเดินออกมาจากร้านอาหารและไปเดินเล่นในเมืองปรารถนาเสียง
รถเหาะผ่านไปทีละคัน หวังเป่าเล่อสับสนเล็กน้อยราวกับว่าที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ไม่ใช่มิติเต๋าต้นกำเนิด แต่เป็นสหพันธรัฐ บางครั้งยังมีขบวนพาเหรดเดินถือป้ายผ่านไป ทุกอย่างสงบสุขมาก ทำให้ผู้คนสำราญกายสำราญใจจนอดที่จะจมดิ่งลงไปกับมันไม่ได้
กระทั่งเที่ยงวัน หวังเป่าเล่อก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้อักขระเสียงที่เขารู้แจ้งมาเข้าร่วมสำนักเหอเสียน แต่ตอนนี้หวังเป่าเล่อก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าตนเอง…หาที่ตั้งของสำนักเหอเสียนไม่เจอ
เมื่อวานเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และหวังเป่าเล่อเองก็ไม่ได้ถาม เพราะตามที่เขาเข้าใจเมืองปรารถนาเสียงไม่ได้ใหญ่โต ทุกคนย่อมรู้จักที่ตั้งของสามสำนักใหญ่
ทว่าตอนนี้เขาหามานานแล้วก็ยังไม่พบการมีอยู่ของสำนักเลย เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังจากเขาใช้ปราณแห่งสุขเข้าไปสอบถามผู้คนมากมายก็ไม่มีใครรู้เลย นั่นยิ่งทำให้หวังเป่าเล่อตกใจกว่าเดิม
“สามสำนักใหญ่ ผู้คนในเมืองปรารถนาเสียงล้วนรับรู้ว่ามีพวกเขาอยู่ แต่มีไม่กี่คนที่รู้ที่ตั้งของพวกเขา…หรือว่า…สำนักเหอเสียนกับเมืองปรารถนาเสียงจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน หรือเวลากลางวันจะมองไม่เห็นสำนักเหอเสียน” หวังเป่าเล่อครุ่นคิดก่อนจะกลับมายังที่พักของตน เขาได้รับการต้อนรับอย่างนอบน้อม บริกรพาเขาไปส่งยังห้องพักใหม่ แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปหวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“เชิญพ่อบ้านของพวกเจ้ามาหน่อย”
เมื่อบริกรได้ยินก็พยักหน้าและรีบจากไป ไม่นานหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างในห้องก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาสะบัดมือขวาแล้วประตูก็เปิดออกทันที พ่อบ้านที่แต่งตัวเรียบร้อยผู้นั้นยืนยิ้มน้อยๆ อยู่หน้าประตู
“ผู้อาวุโส ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
“เชิญ” หวังเป่าเล่อหันกลับมาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
พ่อบ้านวัยกลางคนก็ยิ้มให้เช่นกัน หลังจากเข้ามาในห้องก็ปิดประตูและยืนรอคำสั่งจากหวังเป่าเล่ออยู่ตรงนั้น ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้คนสบายใจมาก หวังเป่าเล่อเหลือบมองก่อนจะพยักหน้าและเอ่ยช้าๆ
“จะเข้าสำนักเหอเสียนได้อย่างไร” หวังเป่าเล่อไม่อ้อมค้อมและถามอย่างตรงประเด็น
สีหน้าพ่อบ้านวัยกลางคนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เขามองหวังเป่าเล่ออย่างระมัดระวังก่อนจะตอบด้วยความเคารพ
“จำเป็นต้องมีเสียงที่มาจากสำนักเหอเสียนขอรับ…” อีกฝ่ายเอ่ยถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาขึ้นมา เผยให้เห็นอักขระเสียงเปล่งประกายอยู่ในมือ
อักขระเสียงนี้ทำให้พ่อบ้านวัยกลางคนหายใจถี่กระชั้นขึ้นทันที ดวงตาเขาเป็นประกาย
“บอกที่ตั้งของสำนักเหอเสียนที” หวังเป่าเล่อกล่าวเบาๆ
“ผู้อาวุโส สำนักเหอเสียนอยู่ในเมืองปรารถนาเสียงและไม่ได้อยู่ในเมืองปรารถนาเสียง ที่บอกว่าอยู่เพราะมันตั้งอยู่ที่นี่ ที่บอกว่าไม่อยู่เพราะสถานที่นั้นต่างกัน”
“สามสำนักใหญ่ดำรงอยู่…ในยามราตรี”
“ค่ำคืนมืดมิดเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งนั้น เมืองปรารถนาเสียงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
“ดังนั้นหากผู้อาวุโสอยากเข้าสำนักเหอเสียนก็ต้องออกไปข้างนอกในเวลากลางคืนและใช้อักขระเสียงในมือท่าน มันจะดึงดูดท่านไปยังที่ตั้งของสำนักเหอเสียนเอง”
หวังเป่าเล่อไตร่ตรอง นี่คล้ายกับที่เขาคาดเดาไว้จึงพยักหน้า ตอนที่กำลังจะจบบทสนทนา พ่อบ้านวัยกลางคนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งขึ้น
“ผู้อาวุโส ท่านต้องการข้ารับใช้เสียงหรือไม่”
“ผู้ฝึกตนทุกคนที่เข้าร่วมสามสำนักใหญ่ได้สำเร็จ ตามกฎแล้วจะมีข้ารับใช้เสียงได้หนึ่งคน ในฐานะข้ารับใช้เสียงจะช่วยดูแลชีวิตประจำวันของท่าน ขณะเดียวกันก็จะมีคุณสมบัติในการฝึกฝนที่สามสำนักใหญ่ด้วยขอรับ”
“เจ้านายของเรายินดีจะยกทายาทของเขาให้เป็นข้ารับใช้เสียงของผู้แข็งแกร่ง…ด้วยเหตุนี้จึงยินดีที่จะให้ราคาที่ท่านพอใจขอรับ” พ่อบ้านวัยกลางคนเอ่ยเสียงเบา
“มีร้านอาหารเป็นธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ในเมืองปรารถนาเสียง เจ้านายพวกเจ้ายังขาดแคลนผู้แข็งแกร่งที่ต้องการข้ารับใช้เสียงอีกหรือ” หวังเป่าเล่อมองพ่อบ้านวัยกลางคน
“เจ้านายของเรา…มีทายาทหลายคนน่ะขอรับ” พ่อบ้านวัยกลางคนอธิบายด้วยท่าทีอึกอัก
…
หวังเป่าเล่อได้ข้อมูลมากมายจากการสนทนาครั้งนี้
นอกจากความเข้าใจต่อสามสำนักใหญ่แล้ว เขายังรู้วิธีเข้าสำนักทั้งสาม และยังเห็นภาพรวมของผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงด้วย
ในเมื่อต่างเป็นโลกกาชั้นที่สองและเป็นหกปรารถนาแล้ว การฝึกฝนจึงคล้ายคลึงกัน เช่น ผู้ฝึกตนจำนวนมากในเมืองปรารถนาเสียงนี้ต่างถูกเรียกว่านักพึมพำ ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับผีหิวโหยของเมืองปรารถนารส
ผู้พึมพำดังกล่าวคือผู้ฝึกตนระดับต่ำสุดและมีจำนวนมาก พวกเขาไม่มีอักขระเสียงหลัก แต่มีเสียงพึมพำที่ไม่นับว่าเป็นเสียงด้วยซ้ำ อย่างเช่นเด็กหนุ่มที่แนะนำทุกสิ่งให้หวังเป่าเล่อก็เป็นหนึ่งในนักพึมพำที่ฝันจะได้เข้าร่วมสำนักสักวัน แต่ผู้ที่ทำได้ก็มีน้อยมาก
ระดับที่อยู่เหนือกว่าผู้พึมพำเรียกว่านักอักขระเสียง ผู้ฝึกตนประเภทนี้สร้างอักขระเสียงของตนขึ้นมาได้ซึ่งนับว่ามีคุณสมบัติในการฝึกฝนต่อและสมบูรณ์แบบ แม้จะไม่สามารถเข้าร่วมสามสำนักใหญ่ได้ก็ยังมีที่ที่เหมาะสมในวงดนตรีทุกขนาดในเมืองปรารถนาเสียง
อย่างหวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็นับว่าอยู่ในระดับนี้ เพียงแต่เป็นเพราะเขาสังหารอยู่นอกเมืองจึงมีอักขระเสียงถึงแปดตัวแล้ว เช่นนั้นในบรรดานักอักขระเสียงก็นับว่าเป็นยอดฝีมือ
และระดับที่สูงขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มผู้นั้นบอกแก่หวังเป่าเล่อว่าคือนักทำนอง
ที่เรียกว่าทำนองก็หมายความตามตัวอักษร มีบทเพลงที่ยังไม่สมบูรณ์ท่อนหนึ่งเป็นของตัวเอง ผู้ฝึกตนประเภทนี้มักจะมีคุณสมบัติในการตั้งวงดนตรีขนาดเล็กในเมืองปรารถนาเสียงและนับว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง
ในวงดนตรีขนาดกลางพวกเขาก็สามารถเป็นตัวหลักได้แล้ว แต่ในสามสำนักใหญ่นี่เป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ส่วนระดับที่สูงยิ่งกว่านั้น ในวงดนตรีขนาดกลางและขนาดเล็กหาผู้ฝึกตนเช่นนั้นได้น้อยมาก มีเพียงในสามสำนักใหญ่เท่านั้นที่จะมีบุคคลประเภทนี้ พวกเขาถูกเรียกว่า…
นักบทเพลง
จากทำนองหนึ่งท่อนเติมเต็มจนเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์ เข้าร่วมสำนักต่างๆ ตามวิธีที่ไม่เหมือนกัน เดินออกจากเส้นทางพิเศษของสำนัก นี่…ก็คือนักบทเพลง
โดยทั่วไปแล้วการไปถึงระดับนี้นับว่าเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งสำหรับเมืองปรารถนาเสียง แม้แต่ในสามสำนักใหญ่ก็ยังนับว่ามีอำนาจในระดับหนึ่ง
ส่วนที่สูงขึ้นไปอีกยังมีอีกสองระดับ ทั้งสองระดับนี้ถูกมองว่าเป็นการแสดงกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงขั้นสูง หนึ่งเรียกว่าบทประพันธ์แห่งท่วงทำนอง อีกหนึ่งเรียกว่าคณะดนตรี
อย่างแรกคือมีบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองที่สมบูรณ์ซึ่งบทประพันธ์นั้น…เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่บทเพลงเพลงเดียว แต่มักจะเป็นลำดับที่ประกอบขึ้นจากหลายๆ บทเพลง ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้แม้แต่ในสามสำนักใหญ่ก็ยังมีไม่มากนัก
อย่างการแสดงดนตรีที่หวังเป่าเล่อเห็นก่อนหน้า สตรีชุดม่วงที่รู้จักกันในชื่อบุตรตรีแห่งสวรรค์ผู้นั้นก็อยู่ในระดับนี้ด้วย เช่นเดียวกับนักแสดงหญิงชุดขาวที่ร่างต้นแบบของเขาเคยพบ รวมถึงร่างสูงใหญ่ที่ปรากฏตัวในเมืองปรารถนาเสียงพวกนั้น แม้แต่ชายหนุ่มที่ถูกหวังเป่าเล่อสังหารที่นอกเมืองปรารถนาเสียงผู้นั้นก็อยู่ระดับนี้เช่นกัน
ตัวบ่งชี้หลักๆ ของพวกเขาคือมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง
อย่างหลังก็เช่นกัน แต่ยากกว่ามากเพราะไม่เพียงต้องมีวงดนตรีที่สมบูรณ์และหรูหราก่อตั้งเป็นคณะดนตรีของตัวเอง ทว่ายังต้องมีความสามารถในการปลดปล่อยทุกบทประพันธ์แห่งท่วงทำนองด้วย
ผู้ที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ในสามสำนักใหญ่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งสามคนนี้…ก็คือผู้ที่เป็นรองแค่เจ้าปรารถนาในเมืองปรารถนาเสียง
หลังจากเด็กหนุ่มเล่าทุกอย่างจบท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มหม่นแสงแล้ว แสงอาทิตย์ตกกระทบผืนดินท่ามกลางท้องฟ้าแดงฉาน
ภาพนี้ดูสวยงาม แต่หวังเป่าเล่อกลับสังเกตเห็นว่าผู้คนในร้านอาหารต่างรีบร้อน คนเดินถนนด้านนอกก็เร่งฝีเท้าอย่างเห็นได้ชัด ไกลออกไปก็ยังเห็นร่างผู้คนกำลังออกจากเมืองกันอย่างรวดเร็ว
ที่เหลืออยู่ที่นี่มีเพียงคนที่อาศัยอยู่ในร้านหรือชาวเมืองปรารถนาเสียงอย่างเด็กหนุ่ม ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่องุนงง ตอนนั้นเองเด็กหนุ่มข้างกายที่ยกสุราแก้วสุดท้ายขึ้นดื่มก็ยิ้มออกมา
“เสวียนหมิง ถึงเจ้าจะเพิ่งมาเมืองปรารถนาเสียง แต่ก็ต้องรู้ความแปลกของเมืองนี้ด้วย…”
“เมืองนี้ยามกลางวันทุกสิ่งสวยงาม แต่ตกกลางคืน…ห้ามออกมาจากที่พักของเจ้าเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรข้างนอกต้องจำไว้ว่า…อย่าเปิดประตู อย่าออกไป” เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยิ้มให้หวังเป่าเล่อแล้วออกจากร้านไป
หวังเป่าเล่อลุกขึ้นมองตามหลังอีกฝ่าย สักพักก็นั่งลงอีกครั้ง ก่อนจะยกสุราขึ้นจิบ ตอนที่วางมันลงบนมือนั้นก็ปรากฏอักขระเสียงส่องประกายคล้ายกับอักขระโบราณขึ้น
เมื่อสัมผัสเบาๆ อักขระเสียงก็ส่งเสียงดังตุ้บเหมือนตกลงพื้น
ขณะมองอักขระเสียงในมือ หวังเป่าเล่อก็มีสีหน้าแปลกไป นี่คืออักขระเสียงใหม่ที่รวมตัวอยู่ในร่างกายเขาโดยไม่รู้ตัวจากการฟังการแสดงดนตรีก่อนหน้านี้ สำหรับคนอื่นอาจจะดูเป็นเรื่องยาก แต่มันง่ายมากสำหรับเขา
เพียงแต่เสียงนี้จะพิเศษเล็กน้อย แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่ ‘’ฟู่’
ซึ่งช่วยปลอบใจหวังเป่าเล่อได้ขึ้นอีกนิด
“ต้องใช้อักขระเสียงนี้เพื่อเข้าร่วมสำนักเหอเสียนสินะ…” หวังเป่าเล่อสงสัย จากนั้นไม่นานก็เก็บอักขระเสียงในมือ
ร้านอาหารที่เขาเลือกก็คือที่ที่เขาพัก หลังจากกลับถึงห้องไม่นานแสงอาทิตย์ด้านนอกก็จากไป ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง นอกหน้าต่างมีคนเดินสัญจรน้อยมาก ส่วนใหญ่ต่างเร่งรีบสุดชีวิต จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท แสงสว่างเหมือนดั่งน้ำรด หลังจากมันหายไปอย่างรวดเร็วแล้ว หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างก็ไม่เห็นใครอยู่ข้างนอกอีกเลย
โลกทั้งใบในตอนนี้เงียบสงัด แม้แต่ร้านอาหารที่เขาอยู่ก็ยังเงียบเชียบ ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ไฟก็ดับลงในพริบตา
ทั้งเมือง…ตกอยู่ในความเงียบและมืดมิด
หวังเป่าเล่อหรี่ตา เขานึกถึงคำเตือนที่เด็กหนุ่มพูด ในความเงียบและดำมืด เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ตอนนั้นเองดวงตาหวังเป่าเล่อก็วาววับ หูแว่วเสียงบางอย่าง
ใครบางคนกำลังบ่นงึมงำ แต่เขาได้ยินไม่ชัดนัก เสียงงึมงำนั่นมาพร้อมกับเสียงถูพื้น สะท้อนมาจากด้านนอก
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อนึกถึงป่าที่ด้านนอก เมื่อราตรีกาลมาเยือนนั่นคือโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง เขาเข้าไปใกล้หน้าต่างและมองออกไปอย่างระแวดระวัง ในพริบตาที่ทอดมองออกไปนั้นเอง จู่ๆ ความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านมาถึงตรงหน้า หวังเป่าเล่อได้ยิน…เสียงหายใจ
เสียงหายใจนี้ดังอยู่นอกหน้าต่างคล้ายกับมีใบหน้าหนึ่งแนบติดอยู่ที่ตรงนั้น และมันกำลังมองหวังเป่าเล่ออยู่
รอบด้านยังคงเป็นเช่นเดิม เงียบสงัดและมืดมิด
ทว่า เสียงหายใจ…กลับชัดเจนยิ่งขึ้นในความเงียบนี้
ฟืดฟืด ฟืดฟืด ฟืดฟืด
“ไสหัวไป!” เมื่อเสียงหายใจดังขึ้นเรื่อยๆ หวังเป่าเล่อก็เลิกคิ้วมองนอกหน้าต่างที่ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ แล้วเอ่ยเบาๆ
…………………………………………….
“เมล็ดพันธุ์เต๋าอีกแล้ว?” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมายังเมืองปรารถนาเสียงเขายังไม่ได้สงสัยอะไรมากมาย ทว่า เมื่อเขาอยู่ที่นี่แล้วและเห็นภาพตรงหน้าจึงเกิดการคาดเดาขึ้นในใจ
“ตามหลักเหตุผลแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเมล็ดพันธุ์เต๋าเกิดขึ้นมากเกินไป…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ทำท่าว่าจะสอดส่องอีกครั้ง ถ้าเมล็ดพันธุ์เต๋าในเมืองปรารถนาเสียงมีถึงสามหรือห้าเมล็ดขึ้นไปจะต้องเป็นปัญหาแน่
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ด้วยระดับการฝึกตนแล้วย่อมไม่มีทางสร้างข้อสันนิษฐานได้อย่างแม่นยำ แต่ด้วยระดับการฝึกตนและประสบการณ์ของหวังเป่าเล่อร่างต้นแบบ เขาจึงสันนิษฐานได้อย่างง่ายดาย เรื่องนี้ต้องมีใครบางคนจงใจจัดฉากไว้แน่
และจุดประสงค์ของการจัดฉากก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า…การยืมร่างกายของผู้อื่นมาหล่อเลี้ยงเต๋าของตนเอง คนเมล็ดพันธุ์เต๋าเหล่านี้น่าจะเป็นเตาหลอมทั้งหมด
หากผู้ที่จัดฉากไม่ต้องการก็แล้วไป เตาหลอมย่อมปลอดภัยดี แต่ทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มความคิด ร่างของคนที่เป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าเหล่านี้ก็จะแห้งเหี่ยวในพริบตา เมล็ดพันธุ์เต๋าจะลอยออกมาและกลับคืนสู่ร่างต้นแบบ
“ดูสิว่ามีเมล็ดพันธุ์เต๋าอีกหรือไม่ ทุกอย่างก็จะได้คำตอบ” ขณะครุ่นคิดอยู่นั้นการแสดงดนตรีก็เริ่มต้น ด้วยท่วงทำนองอันไพเราะดังก้องกังวาน ภายในเมืองปรารถนาเสียงเต็มไปด้วยงานเลี้ยงฉลองการได้ยิน
แม้แต่หวังเป่าเล่อก็ยังต้องยอมรับว่าท่วงทำนองนี้ไพเราะยิ่งนัก ทำให้คนฟังจิตใจเบิกบานอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
และรอยยิ้มนี้ยังปลุกเร้าพลังปราณแห่งสุขในร่างหวังเป่าเล่อส่งผลให้มันตื่นขึ้นในชั่วพริบตา ในดวงตามีแสงที่ซ่อนอยู่ส่องประกายวาบผ่าน
“สุขกับเสียง แท้จริงแล้วเกี่ยวโยงกัน” หวังเป่าเล่อมองไปอย่างใจจดใจจ่อ วงดนตรีบนม่านแสงกำลังค่อยๆ เลือนหาย ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่อยู่บนเวทีค่อยๆ กลายเป็นภาพมายาไปพร้อมกับการแสดงราวกับว่าทุกคนกำลังแปลงร่างเป็นโน้ตดนตรีล้อมรอบสตรีชุดม่วงผู้นั้น แสดงไปพร้อมกับนางทำให้จังหวะดนตรีของนางยิ่งเต็มอิ่มและมีพลังปลุกเร้ามากยิ่งขึ้น
สตรีผู้นี้ร่างของนางกลายเป็นมายาไปเกือบหมด และกลายเป็นดนตรีที่เกือบจะสมบูรณ์ล่องลอยอยู่ในเมืองปรารถนาเสียง
ผู้ฟังทุกผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างมัวเมา มีบางคนเลือกจะนั่งทำสมาธิตั้งแต่ช่วงแรกของการแสดงราวกับกำลังรู้แจ้ง
“หรือว่านี่คือวิธีฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง?” หวังเป่าเล่อมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้ ในไม่ช้าก็พุ่งความสนใจไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังเผยรอยยิ้มอย่างโง่เขลาอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเดินไปหาช้าๆ ขณะที่ฝูงชนไม่ได้สนใจเขา เขาก็ตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ พลังปราณแห่งสุขแผ่จากฝ่ามือเข้าสู่ร่างของอีกฝ่าย
แม้การใช้พลังปราณแห่งสุขแบบนี้จะไม่ได้ผลในการเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ในด้านการเพิ่มความรู้สึกดีและความเชื่อใจก็ยังได้ผลในระดับหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าตอนนี้จิตใจเด็กหนุ่มถูกดนตรีนั่นแทรกซึมจึงไม่ได้ระวัง ส่งผลให้พลังปราณแห่งสุขของหวังเป่าเล่อผสานเข้าไปในจิตใจอย่างราบรื่นก่อตัวเป็นคำแนะนำ
ด้วยอิทธิพลของคำแนะนำนี้ เมื่อเด็กหนุ่มถูกหวังเป่าเล่อขัดจังหวะก็ได้สติจากเสียงดนตรี และหันมามองหวังเป่าเล่อ เดิมทีเขาควรจะรู้สึกไม่พอใจ แต่น่าแปลกที่กลับรู้สึกสนิทสนมกับคนตรงหน้าอย่างมาก จึงระงับความขุ่นมัวเอาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยความใจเย็น
“สหายเต๋าผู้นี้มีอะไรหรือ”
“สหายเต๋า ข้าน้อยเสวียนหมิงจื่อ มาเยือนเมืองปรารถนาเสียงเป็นครั้งแรกและเห็นว่าทุกคนกำลังฟังการแสดงดนตรีนี้แล้วทำท่าทางราวกับได้รู้แจ้ง หลังจากได้ฟังการแสดงดนตรี ในใจข้าก็เกิดความปีติยินดีอย่างยิ่ง มือไม้ร่ายรำจนไปโดนสหายเต๋าเข้า ขอสหายเต๋าโปรดอย่าสนใจ” หวังเป่าเล่อเผยรอยยิ้มอ่อนโยนและด้วยอิทธิพลของพลังปราณแห่งสุข ร่างกายของเขาจึงแผ่ปราณที่ชวนให้ผู้คนมีความสุขไปด้วย
เด็กหนุ่มที่ถูกคำแนะนำไปแล้ว และยังถูกอิทธิพลจากปราณแห่งสุขไม่ได้ติดใจการขัดจังหวะของหวังเป่าเล่อ เขายังยืนพูดคุยกับหวังเป่าเล่อไปพร้อมกับฟังดนตรีด้วย
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม การแสดงก็จบลง ทั้งสองล้วนมีท่าทีพออกพอใจ เมื่อฝูงชนสลายตัว หวังเป่าเล่อก็เป็นฝ่ายเชื้อเชิญ เด็กหนุ่มตกลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในไม่ช้าทั้งสองจึงไปนั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งด้วยท่าทางราวกับเสียใจที่ไม่ได้พบกันเร็วกว่านี้
ในการพูดคุยครั้งนี้หวังเป่าเล่อก็ทราบตัวตนของอีกฝ่ายแล้ว คนผู้นี้คือชาวพื้นเมืองของเมืองปรารถนาเสียง แต่ด้วยต้นทุนธรรมชาติของเขาจึงไม่ได้เข้าร่วมสำนักของเมืองปรารถนาเสียง และเป็นเพียงบริกรในร้านดนตรีเท่านั้น
แต่เขารู้ข่าวคราวในเมืองปรารถนาเสียงไม่น้อยเลย เพราะต้องพบปะผู้คนมากมายในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่นหวังเป่าเล่อได้รู้จากเขาว่าในเมืองปรารถนาเสียงมีถึงสามสำนักใหญ่
สำนักเหอเสียนเป็นเพียงหนึ่งในนั้น อีกสองสำนักแบ่งเป็นสำนักเหิงฉินและเต๋าแห่งจังหวะดนตรี
สามสำนักนี้คือผู้ที่มีอำนาจที่สุดในเมืองปรารถนาเสียง และเหนือขึ้นไปกว่าพวกเขาก็คือเจ้าปรารถนาเสียง
นอกจากนี้หวังเป่าเล่อยังได้รู้ทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงจากการแอบถามอ้อมๆ มาบ้าง
ในการฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง การรู้แจ้งนั้นกินพื้นที่แทบทั้งหมด ตัวอย่างเช่นการแสดงดนตรีก่อนหน้านี้ก็คือการทดสอบเบื้องต้นของสำนักเหอเสียน แต่ผู้ที่สามารถรวบรวมอักขระเสียงของตนออกมาได้จากการแสดงดนตรีจะมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมสำนักเหอเสียน
“น่าเสียดาย การรู้แจ้งเช่นนี้ต้องดูวาสนา ดูต้นทุนธรรมชาติ ข้าฟังการแสดงดนตรีของสามสำนักใหญ่มาหลายครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สำเร็จ” เด็กหนุ่มเสียใจมาก เขาดื่มสุรารวดเดียวขณะหวังเป่าเล่อปลอบใจ
“สหายเต๋าเสวียนหมิง เจ้ามาเมืองปรารถนาเสียงเป็นครั้งแรก หากมีต้นทุนธรรมชาติได้เข้าร่วมสามสำนักใหญ่จะต้องรุ่งโรจน์เป็นแน่ ข้าแนะนำให้เจ้าตั้งหลักอยู่ที่นี่ก่อน คอยฟังการแสดงดนตรีของสามสำนักใหญ่หลายๆ ครั้ง”
“จะฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนั้นการรู้แจ้งเป็นสิ่งสำคัญมาก” เด็กหนุ่มรู้สึกดีกับหวังเป่าเล่อ ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดจึงจริงใจอย่างยิ่ง หวังเป่าเล่อพยักหน้าและถามอีกไม่กี่ประโยคก็ค่อยๆ เข้าใจการฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงขั้นพื้นฐานขึ้นมาบ้างแล้ว
ตัวอย่างเช่น การฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็คือการรังสรรค์บทเพลงที่สมบูรณ์ขึ้นมา แต่ไม่ได้จำกัดเพียงบทเพลงเดียว จากที่เด็กหนุ่มเล่าให้ฟัง ผู้แข็งแกร่งของสามสำนักใหญ่สามารถรังสรรค์บทเพลงได้ตั้งแต่สองบทเพลงขึ้นไป
แต่ไม่ว่าอย่างไรอักขระเสียงหลักล้วนสำคัญมาก การมีอักขระเสียงหลักเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการทำให้ดนตรีของตนสมบูรณ์แบบ จากนั้นก็เพิ่มอักขระเสียงอย่างต่อเนื่อง สับเปลี่ยนเป็นครั้งคราว จนกระทั่งสร้างสรรค์ดนตรีที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดออกมาและสร้างความสมบูรณ์แบบในขั้นสุดท้าย
ในความสมบูรณ์แบบขั้นสุดท้ายนั้นทั้งสามสำนักจะไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นสำนักเหอเสียนจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มเนื้อเพลงจนกลายเป็นบทเพลง แต่สำนักเหิงฉินจะต่างออกไป พวกเขาให้ความสำคัญกับอารมณ์ที่แสดงออกมาจากดนตรีโดยไม่มีเนื้อเพลงใดๆ มาช่วย
ส่วนเต๋าแห่งจังหวะดนตรีนั้นเน้นธรรมชาติเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับเสียงของทุกสรรพสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะดนตรี ใช้อะไรก็ได้ จุดประสงค์คือสร้างเสียงมวลมหาธรรมชาติ
แต่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วทั้งสามสำนักล้วนทำให้ผู้ฝึกตนแปลงร่างเป็นเสียงดนตรีและหลอมรวมเข้ากับสวรรค์และโลก
“ตามตำนานยังมีอีกอาณาจักรหนึ่งคือทำให้นับจากนี้โลกใบนี้ปรากฏเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน…ว่ากันว่าอาณาจักรนี้คืออาณาจักรที่ใกล้ชิดกับเจ้าปรารถนามากที่สุด”
……………………..
นี่เป็นครั้งแรกที่หวังเป่าเล่อเห็นเมืองปรารถนาเสียง แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเกี่ยวกับรูปร่างของมัน
ในความเป็นจริงมีข่าวลือเกี่ยวกับเมืองปรารถนาเสียงมากมาย ช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองปรารถนารสหวังเป่าเล่อจึงย่อมได้ยินมาเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น มีข่าวลือว่าจริงๆ แล้วมีศีรษะขนาดยักษ์ฝังอยู่ใต้เมืองปรารถนาเสียง และส่วนหูที่โผล่ออกมาก็ถูกสร้างเป็นเมือง
นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าไม่มีศีรษะอะไรอยู่ใต้ดินทั้งนั้น นี่เป็นเพียงหูที่ถูกเหล่าทวยเทพตัดขาดเมื่อหลายปีก่อนและโยนทิ้งไว้ที่นี่
แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่หวังเป่าเล่อซึ่งยืนอยู่นอกเมืองปรารถนาเสียงเห็นกลับไม่ใช่แบบนั้น ตาเปล่าของเขามองเห็นใบหูยักษ์ใหญ่ที่ราวกับหินโคลนแกะสลัก แต่เมื่อแผ่ขยายกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงออกไป เขากลับได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากเมือง
เสียงร้องไห้นี้ช่างเศร้าโศกนัก ราวกับถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา แต่…ด้วยการหลอมรวมของเสียงร้องไห้ พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็ยิ่งกระตือรือร้นราวกับว่าการฟังเสียงร้องไห้สามารถกระตุ้นกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้
“ไม่สิ!” สีหน้าหวังเป่าเล่อเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วเขาก็รู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของตนยังมีจุดที่ผิดอยู่ แวบแรกก็ดูเหมือนจะเป็นเสียงร้องไห้จากเมืองปรารถนาเสียง ทว่าหากเจาะจงอย่างละเอียดจะรู้สึกได้ว่าในเสียงร้องไห้มีเสียงอื่นๆ นับไม่ถ้วน
เสียงทั้งหมดมารวมตัวกัน และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงก่อตัวเป็นเสียงร้องไห้
ขณะเดียวกันเสียงนี้ก็ดูเหมือนจะมาจากเมืองปรารถนาเสียง แต่ในความเป็นจริง…ไม่ใช่ เพราะมันดังมาจากทั่วทุกสารทิศ
“เมืองปรารถนาเสียงนี่ก็เหมือนเครื่องรับขนาดใหญ่ รับเสียงจากทุกสรรพสิ่งในโลกาชั้นที่สอง!” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึม
“หรือพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือสิ่งที่ข้ากำลังได้ยินอยู่นี้คือโลกอันน่าพิศวงที่มีเพียงผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเท่านั้นที่จะสัมผัสได้” หวังเป่าเล่อหรี่ตามองเมืองรูปร่างเหมือนหูนั่นอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่เขาอยู่แล้ว ภายในเมืองนั้นพร่าเลือน ไม่ชัดเจนราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา เขาเข้าใจว่าสิ่งนี้น่าจะเกิดจากค่ายกลของเมืองปรารถนาเสียง
ขณะไตร่ตรองร่างกายก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เขาพุ่งไปยังเมืองปรารถนาเสียงที่อยู่สุดปลายสายตา
ที่นี่ไม่เหมือนเมืองปรารถนารส เมืองปรารถนาเสียงไร้ประตูเมือง!
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าที่นี่เปิดเผยอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น การมาของหวังเป่าเล่อไม่ได้ถูกขัดขวางแต่อย่างใดและไม่ได้รู้สึกถึงความผันผวนของค่ายกลใดๆ ด้วย
นอกจากนี้เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนที่เข้าเมืองมาก็เช่นกัน ในฐานะหนึ่งในเมืองใหญ่ของโลกาชั้นสองจึงมีผู้คนมากมายมายังเมืองปรารถนาในแต่ละวัน และหวังเป่าเล่อซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายแม้แต่น้อย
การเข้ามาในเมืองปรารถนาเสียงอย่างง่ายดายเช่นนี้ทำเอาหวังเป่าเล่อประหลาดใจเล็กน้อย แต่ที่ทำให้เขายิ่งประหลาดใจก็คือทันทีที่เดินเข้าไปในหมอกหนาทึบ หูของเขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
เสียงนั้นดังเจี๊ยวจ๊าวและอึกทึกครึกโครม แล้วยังมีคลื่นความร้อนลอยมาปะทะใบหน้า
ทั้งหมดนี้รวมกับสิ่งที่สายตาเขามองเห็นในขณะนี้ ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในจิตใจหวังเป่าเล่อ
สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคืออาคารสูงในเมือง รวมถึงรถเหาะที่วิ่งสัญจรไปตามท้องถนน
หวังเป่าเล่อตะลึงงันกับภาพที่เห็น เมื่อครู่ที่เขาอยู่ข้างนอก สถานที่แห่งนี้พร่าเลือนจึงมองไม่ชัด แต่ตอนนี้การได้เห็นภาพอันคุ้นเคยด้วยตาตัวเองก็ทำให้ดวงตาเบิกโพลง
ความจริง…ทุกอย่างที่นี่คล้ายกับสหพันธรัฐมาก หรือกล่าวโดยตรงแล้ว คือแทบจะเหมือนกันทุกประการ
อาคารสูงระฟ้า รถบินได้ และดวงไฟหลากสี ทั้งหมดเต็มไปด้วยกลิ่นอายการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและเทคโนโลยี ทำให้หวังเป่าเล่อเกือบคิดว่าตนได้กลับไปสู่สหพันธรัฐแล้ว
หากไม่ใช่ว่าเสื้อผ้าของคนเดินสัญจรไปมายังมีความแตกต่างจากสหพันธรัฐอยู่บ้าง หวังเป่าเล่อก็คงแยกไม่ออก
“เป็นไปได้ยังไง…” หวังเป่าเล่อหายใจถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย เขาเดินอยู่บนถนน มองคนผ่านไปผ่านมา มองรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คุ้นเคย ใบหูได้ยินเสียงรถเหาะดังมาเป็นระยะ ทุกอย่างแตกต่างจากเมืองปรารถนารสอย่างสิ้นเชิงเหมือนกับว่าที่นี่และเมืองปรารถนารสคือสองอารยธรรมที่แตกต่างกัน
ขณะมึนงงสับสน หวังเป่าเล่อก็ชะงักฝีเท้ากะทันหัน ก่อนจะเงยหน้ามองตึกสูงที่อยู่ไกลๆ บนผนังของตึกนั้นมีการฉายภาพขนาดใหญ่เป็นภาพสตรีผู้หนึ่งสวมชุดที่ทำจากขนนก ทั้งงดงามและยั่วยวน นางกำลังร้องเพลง เสียงเพลงนั้นดังไปทั่วทุกสารทิศ น่าอภิรมย์อย่างยิ่ง
และภาพฉายขนาดใหญ่นี้ก็ไม่ต่างจากคนจริงๆ ขณะร้องเพลงนางเดินออกมาจากตึกสูง ยืนอยู่บนอากาศราวกับมีชีวิตจริงๆ เดินร้องเพลงไปตามริมถนนเหมือนกับทุกที่ที่เดินผ่านคือเวทีของนางและยังเดินทะลุร่างหวังเป่าเล่อไปด้วย
หวังเป่าเล่อมองทุกอย่างอย่างเงียบเชียบ และเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินต่อ เขากำลังจะไปหาที่พัก พักก่อนแล้วค่อยดูสิ่งอื่น แต่หลังจากเดินไปได้ไม่ไกล ม่านแสงที่ผนังของตึกสูงเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับว่าแหล่งสัญญาณถูกพรากไปทันทีทันใด
สิ่งที่สว่างวาบขึ้นมาแทนคือหอแสดงดนตรีขนาดใหญ่
ในภาพมีวงดนตรีวงหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปบนเวที ขณะเดียวกันก็มีเสียงเบื้องหลังที่มาพร้อมอารมณ์เร่าร้อนแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในเมืองปรารถนาเสียง ข้าอยากจะบอกทุกท่านอย่างเป็นทางการว่าด้วยความพยายามสื่อสารอย่างหนักของพวกเรา ในที่สุดสำนักเหอเสียนก็ตกลงที่จะจัดศิษย์ในสำนักพร้อมด้วยวงดนตรีของนาง ไปแสดงเสียงแห่งธรรมชาติให้พวกเรา!”
“พวกท่านดูสิ คนแรกที่ขึ้นไปบนเวทีที่สวมชุดคลุมสีม่วงยาวนั้น ก็คือเยว่หลิงจื่อแห่งสำนักเหอเสียน!”
เสียงก้องกังวานดังขึ้นพร้อมกับม่านแสงนอกตึกสูงค่อยๆ กลายเป็นฉากหลังงานแสดงดนตรี ผู้คนในเมืองปรารถนาเสียงทยอยหยุดฝีเท้าและเงยหน้ามองม่านแสงที่ใกล้ที่สุด หวังเป่าเล่อที่อยู่ในฝูงชนก็เช่นกัน
ในไม่ช้าก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ
“การแสดงดนตรีสาธารณะของสำนักเหอเสียน!”
“เพราะเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งเมืองปรารถนาเสียง จึงน้อยมากที่ศิษย์ในสำนักเหอเสียนจะมาทำการแสดงต่อสาธารณะ!”
“โอกาสที่หาได้ยากยิ่ง!!”
“การแสดงแบบนี้สำหรับพวกเราเรียกได้ว่าเป็นวาสนาแล้ว หากสามารถรู้แจ้งจากการแสดงนี้และรวบรวมอักขระเสียงของตนได้ก็จะสามารถใช้อักขระเสียงเข้าร่วมสำนักเหอเสียนได้!”
ท่ามกลางเสียงอึกทึกและเสียงจอแจจากการพูดคุย สายตาหวังเป่าเล่อเพ่งมองไปบนม่านแสงหนึ่ง มองไปยังวงดนตรีบนภาพนั้น โดยเฉพาะสตรีชุดม่วงที่เดินอยู่หน้าสุด
นางหน้าตาสะสวย แต่กลับเย็นชา แม้จะมีร่างกายเด่นชัด แต่หากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นว่าร่างกายนั้นอยู่ระหว่างจริงและลวงราวกับว่ามันสามารถกลายเป็นโน้ตดนตรีลอยหายไปได้ทุกขณะ
เทียบกับนางแล้วทุกคนที่อยู่ข้างหลังดูเหมือนใบไม้สีเขียว เห็นได้ชัดว่าแก่นแท้ของวงดนตรีคือสตรีผู้นี้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ… บนร่างของสตรีชุดม่วงผู้นี้ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึง…กลิ่นอายเมล็ดพันธุ์เต๋าที่อยู่บนตัวนักแสดงหญิงชุดขาวผู้นั้นที่เขาเคยเจอ
…………………………………………….
ฟ้าสว่างแล้ว
แสงตะวันแรกสาดส่อง ที่ด้านนอกป่าของโลกาชั้นที่สอง หวังเป่าเล่อเดินออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ เขาเดินไปพลางก็ลูบท้องไปพลาง ท่าทางดูอิ่มหนำสำราญนัก
ต้นไม้ในป่าด้านหลังที่ล้มระเนระนาด บ่งบอกได้ชัดว่ามีร่องรอยการโจมตีด้วยพลังมหาศาล
เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาอยู่ในป่าแห่งนี้ หลังจากรวบรวมสิ่งมีชีวิตจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้มากพอแล้ว หวังเป่าเล่อก็ปลดปล่อยกฎเกณฑ์ปรารถนารสออกมา แล้วเพลิดเพลินกับงานเลี้ยงอย่างตะกละตะกลาม
ต้องบอกว่าสิ่งมีชีวิตจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเหล่านั้น แม้จะแปลกประหลาดอยู่บ้าง ทว่าพลังของพวกมันแต่ละตัวกลับแข็งแกร่งมาก แต่จากการวิเคราะห์แล้วนั้น หลังจากหวังเป่าเล่อแปลงร่างเป็นเจ้าสวาปามก็จัดการพวกมันได้ไม่ยาก
ถึงอย่างไรกฎเกณฑ์ปรารถนารสและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงก็อยู่ในระดับเดียวกัน ส่วนเจ้าสวาปาม…ก็เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนารส หากเทียบเช่นนี้เมื่อเขาแปลงร่างเป็นเจ้าสวาปาม ผู้ที่สามารถต่อกรกับเขาได้ก็มีเพียงผู้ฝึกตนนักร้องที่มีดนตรีสมบูรณ์
ดังนั้นสำหรับหวังเป่าเล่อแล้วนี่ก็คืองานเลี้ยงฉลองดีๆ นี่เอง ส่วนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแม้จะถูกกฎเกณฑ์ปรารถนารสกลืนกินไปไม่น้อย ทว่าเส้นไหมสีครามที่ดูดซับมานั้นไม่เพียงซ่อมแซมมันให้เหมือนเดิม แต่ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้การก่อตัวของอักขระเสียงหลักตัวที่สองของเขาก็อยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น
เพียงแต่ในการฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง สิ่งที่หวังเป่าเล่อเชี่ยวชาญเป็นเพียงวิธีเรียบง่ายและหยาบกระด้าง เขาเชื่อว่าในเมืองปรารถนาเสียงน่าจะมีความเข้าใจที่ดีกว่านี้เพื่อให้รับรู้ความคืบหน้าได้
และสิ่งที่ทำให้เขาพอใจยิ่งกว่าคือกฎเกณฑ์ปรารถนารสได้ประโยชน์มากมายจากงานเลี้ยงครั้งนี้ บัดนี้ร่างปรารถนารสของเขาสูงขึ้นถึง 690 จั้งแล้ว ห่างจาก 700 จั้งเพียงนิดเดียวเท่านั้น
และ 700 จั้งก็เป็นความสูงอันดับหนึ่งของเจ้าสวาปามในเมืองปรารถนารส
หวังเป่าเล่อหันหน้ารับแสงอาทิตย์ด้วยจิตใจอิ่มเอม ขณะเหาะไประหว่างฟ้าดินก็ยังทำท่าว่าอยากจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง ความเร็วของเขาไม่ช้าไม่เร็ว หูตั้งตรง กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงไหลเวียนทิ้งเจตจำนงไว้ทุกแห่ง
แต่จนถึงเที่ยงวัน หวังเป่าเล่อก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าระหว่างทางไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเลยซึ่งนั่นทำให้หวังเป่าเล่ออดคิดไม่ได้
“หรือว่าเมื่อวานนี้ข้าสังหารมากไป?”
“ไม่สิ พูดให้ชัดเจนคือเมื่อวานตอนกลางวันข้าก็ไม่รู้สึกถึงพวกมันเลยสักนิด ครั้งแรกที่สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตในโลกปรารถนาเสียงก็คือตอนค่ำคืนอันมืดมิดมาเยือน”
ดวงตาหวังเป่าเล่อฉายแววครุ่นคิด เขาคาดเดาบางอย่างได้แล้ว
“บางทีสิ่งมีชีวิตในโลกปรารถนาเสียงอาจถูกแยกออกไปในเวลากลางวันของโลกนี้ เวลากลางคืนเท่านั้นที่พวกมันจะซ้อนทับกันและปรากฏในการรับรู้ของผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง”
“ข้อพิสูจน์นี้เมื่อถึงกลางคืนก็จะรู้เอง” หวังเป่าเล่อคิดได้แล้วจึงออกเดินทางต่อ จนกระทั่งผ่านไปหลายชั่วยาม เมื่อสายัณห์ผ่านพ้น ดวงจันทร์สว่างไสวลอยเด่น กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขาก็ไหลเวียน ตอนนั้นเองหวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงลมหวีดหวิว
นี่ไม่ใช่ลมในโลกที่เขาอยู่ แต่เป็นลมที่พัดมาจากโลกซึ่งสัมผัสได้ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเท่านั้น
ในสายลมดูเหมือนจะนำบางสิ่งมาตกใส่เขาด้วย คล้ายกับเกสรที่พยายามจะหยั่งรากลึกเข้าไปในเลือดเนื้อ แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของหวังเป่าเล่อจะแข็งเกินกว่าที่เกสรเหล่านี้จะเจาะเข้าไปได้ ดังนั้นพวกมันจึงจากไปกับสายลม
เมื่อสัมผัสได้ถึงทุกสรรพสิ่ง หวังเป่าเล่อก็แย้มยิ้ม เขาพบว่าตนชอบยามค่ำคืนอันมืดมิดของโลกแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมากกว่ายามกลางวัน
และความชอบนี้ก็ดำเนินไปอีก 20 กว่าวัน
20 กว่าวันนี้ หวังเป่าเล่อเดินทางไปพร้อมกับอดทนให้กลางวันผ่านพ้น เฝ้ารอยามค่ำคืนที่จะมาถึง ในค่ำคืนมืดมิดเขากลายเป็นคบเพลิงดึงดูดสิ่งมีชีวิตของโลกปรารถนาเสียงครั้งแล้วครั้งเล่า กลายร่างเป็นเจ้าสวาปามครั้งแล้วครั้งเล่า ดูดซับและกลืนกินครั้งแล้วครั้งเล่า
อักขระเสียงของเขาสร้างขึ้นมาได้ห้าตัวแล้ว
ร่างปรารถนารสก็ทะลุ 800 จั้งไปเป็น 860 กว่าจั้ง หวังเป่าเล่อกลายเป็นเจ้าสวาปามอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง
ทว่า ก็เกิดวิกฤตขึ้นถึงสองครั้ง
ครั้งแรกคือเมื่อ 11 วันก่อน คบเพลิงที่เขาแปลงขึ้นดึงดูดความสนใจสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวมาตัวหนึ่ง สิ่งมีชีวิตจากโลกปรารถนาเสียงตัวนั้น แม้หวังเป่าเล่อจะไม่รู้ว่ามันรูปร่างหน้าตาอย่างไร แต่ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเขาจึงพอจะสร้างภาพในหัวได้อย่างเลือนราง
มันน่าจะเป็นศพที่เติบโตอยู่บนพิณ ไม่ว่าศพนี้จะเดินไปที่ใดก็จะมีเสียงดนตรีที่ทำให้เลือดเนื้อพังทลายดังขึ้น แม้หวังเป่าเล่อจะกลายร่างเป็นเจ้าสวาปามก็ยังต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อยกว่าจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
จากการวิเคราะห์และคาดการณ์หลังเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เขารู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้…ไม่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองในโลกปรารถนาเสียง แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผู้ฝึกตนนักร้องนิรนามที่ไม่รู้ว่าเสียชีวิตไปนานเท่าไรแล้ว
ผู้ฝึกตนนี้ยามมีชีวิตอยู่คงจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แต่อีกฝ่ายเสียชีวิตในโลกปรารถนาเสียงและศพของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติบางอย่างจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับแหล่งกำเนิด แม้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อจะอยู่ระดับเจ้าสวาปาม แต่ก็ไม่สามารถคงอยู่ได้นานนัก มิเช่นนั้นมันจะกลืนกินกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขามากเกินไป
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องหนี
เพราะทันทีที่เขาจนมุม เขาต้องรักษาสภาพเจ้าสวาปามไว้ต่อไป และในที่สุด…กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของเขาจะถูกกลืนกินจนหมดสิ้น ถึงเวลานั้นต่อให้เขาชนะ แต่ก็ยังสูญเสียมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลถึงการจัดการในอนาคต
ครั้งนี้ได้ทำให้หวังเป่าเล่อผู้ซึ่งกลืนกินอย่างบ้าคลั่งมีสติขึ้นมาก
ครั้งที่สองคือเมื่อสามวันก่อน เขาพบกับอันตรายครั้งใหญ่ มันคือเสียงนกหวีด ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกปรารถนาเสียงก็วิ่งไปยังที่ที่เสียงนกหวีดดังอย่างควบคุมไม่ได้
หวังเป่าเล่อตกใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าร่างกายของเขาเองก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าเสียงนกหวีดนี้จะมีพลังเขย่าจิตวิญญาณและสามารถควบคุมทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาได้
ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ เขาต้องหนีจากวิกฤตอีกครั้งด้วยพลังควบคุมของร่างต้นแบบและพลังแห่งเจ้าสวาปาม สุดท้ายอันตรายทั้งสองนี้จึงทำให้หวังเป่าเล่อค่อยๆ ปัดเป่าความคิดที่จะกลืนกินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงอยู่ด้านนอกออกไป
เขาคิดว่าสิ่งที่ตนต้องทำตอนนี้คือรีบไปยังเมืองปรารถนาเสียงให้เร็วที่สุด เพื่อทำความเข้าใจความลับของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเข้าใจโลกใบนั้นที่มีเพียงกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเท่านั้นที่รับรู้ได้ จึงจะสะดวกต่อการฝึกฝนกฎเต๋าของเขาที่สุด
หากเขายังอยู่ข้างนอกต่อไป แม้จะหลีกเลี่ยงอันตรายทั้งสองได้สำเร็จและเพิ่มอักขระเสียงหลักได้เล็กน้อย แต่เขาก็รู้ดีว่าตราบใดที่มีเหตุไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว กำไรทั้งหมดที่เขาได้รับแม้จะพูดไม่ได้ว่าเสียเปล่า แต่ในกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงนั้นจะต้องเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่หรือไม่ก็หายไปอย่างสมบูรณ์แน่
ราคาที่ต้องจ่ายนี้หวังเป่าเล่อไม่อาจรับไหว ดังนั้นหลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว เขาก็เพิ่มความเร็วขึ้น และในที่สุด…หลังจากผ่านไปอีกห้าวัน หวังเป่าเล่อก็เห็นเมืองเมืองหนึ่งปรากฏอยู่บนขอบฟ้าไกลๆ
รูปทรงของเมืองนี้พิเศษมาก…
มันมีรูปร่างคล้ายหู ราวกับว่ามีศีรษะยักษ์นอนตะแคงข้างและฝังอยู่ในพื้นดิน โดยมีเพียงหูข้างเดียวที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น
ที่นี่คือ… เมืองปรารถนาเสียง
……………………………………………..
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบไม่พูดอะไร มองดูความว่างเปล่า แต่เห็นได้ชัดว่าบริเวณรอบๆ คึกคักมาก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจเย็นเยียบ ไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายและกะพริบร่างพุ่งต่อไป
หวังเป่าเล่อรวดเร็วมากเพียงพริบตาเดียวก็ทะลุผ่านปราการพุ่งออกไป เพียงแต่…ยิ่งเขาพุ่งออกไปมากเท่าไ เสียงรอบตัวก็ยิ่งเซ็งแซ่ ลมหายใจบนท้องฟ้าก็ยิ่งใกล้เข้ามา และเขายังได้ยินเสียงคลานอึกทึกจากที่ไกลๆ ด้วย
ทุกอย่างกำลังบอกเขาว่า สถานการณ์ในตอนนี้อันตรายมาก
และตอนนี้เสียงแผ่วเบานั่นก็เริ่มดุดันขึ้นเล็กน้อยและยังคงดังก้องอยู่ในหู
พี่ชาย เจ้าคงไม่ได้ไม่มีดนตรีหรอกใช่ไหม
หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ควบคุมไม่ไหวแล้วนะ
แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกสักครั้ง…
เห็นได้ชัดว่ามีเสียงกลืนน้ำลายดังมาพร้อมกับเสียงพูด หวังเป่าเล่อจำต้องหยุดฝีเท้าเพราะเขารู้สึกว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อีกตัวอยู่ข้างหน้า กลายเป็นกำแพงขวางเขาไว้
เห็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจ เขาไม่ได้บิดเบือนเจตนาของอีกฝ่ายอีกต่อไป ถึงอย่างไรการคลายกฎเกณฑ์ปรารถนารสก็ยังค่อนข้างยุ่งยาก
ดูเหมือนว่าการจัดการสถานการณ์ตรงหน้าจะไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่สบายตัวคืออักขระเสียงหลักของตน…
อันที่จริงนับตั้งแต่อักขระเสียงหลักก่อตัวขึ้น เขามักจะเก็บมันไว้ในร่างกายเสมอและไม่เคยเอ่ยถึงมันเลย เพราะหวังเป่าเล่อรู้สึกได้ว่า…คำตอบที่ได้รับจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเขาด้วย
เขายังเคยสงสัยว่านี่คือสิ่งที่ร่างต้นแบบจงใจมอบให้
แต่การไม่ปลดปล่อยมันออกมาก็ไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นหลังจากหวังเป่าเล่อเงียบเสียง กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างกายก็ขยับเล็กน้อย และเมื่อมันเคลื่อนไหว อักขระเสียงอันสว่างไสวในร่างกายก็ดูเหมือนจะดึงดูดปราณกังวานและส่งเสียงออกมาเล็กน้อย เสียงนี้ทะลุร่างหวังเป่าเล่อออกมาและแพร่กระจายไปในโลกกลายเป็นเสียงเสียงหนึ่ง
ฟู่…
ทันทีที่เสียงถูกปล่อยออกมา หวังเป่าเล่อก็หน้ามืดไปเล็กน้อย แต่เขายังคงระงับความรู้สึกไม่สบายไว้ได้ แต่ว่า…ในการรับรู้จากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนรอบตัวเขาดูเหมือนจะตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
นี่มัน…ดนตรีอะไร ในไม่ช้าเสียงแผ่วเบาจากก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้นในหูของเขา แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
ข้าได้ยินไม่ชัด เจ้าปล่อยมาอีกอันได้ไหม
ใบหน้าของหวังเป่าเล่อกลับยิ่งบิดเบี้ยว หลังจากเงียบไปก็สั่นอักขระเสียงในร่างอีกครั้ง ส่งผลให้เสียงของดังออกมาอีกรอบ
ฟู่…
บริเวณโดยรอบเงียบลงทันที ความเงียบนี้กลายเป็นบรรยากาศแปลกประหลาด ราวกับว่าในโลกที่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงสามารถรับรู้ได้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ในเวลานี้กำลังนิ่งเงียบ
อีกครั้งสิ เสียงแผ่วเบาพูดต่ออย่างดื้อรั้น
ตอนนี้เส้นเลือดบนหน้าผากหวังเป่าเล่อค่อยๆ ปูดโปน อารมณ์ของเขามาถึงขีดสุด เขาอดกลั้นความรู้สึกไม่สบายและปล่อยอักขระเสียงหลักสองครั้ง แต่อีกฝ่ายเอาแต่ขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าซึ่งนั่นทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกว่า เขากำลังละเมิดหลักการของตนเอง
หวังเป่าเล่อคิดมาตลอดว่าตนไม่เหมือนกับร่างต้นแบบ ร่างต้นแบบไม่เอ่ยถึงหลักการ ร่างต้นแบบกระหายเลือด ร่างต้นแบบกระหายสงคราม แต่ตัวเขาแค่โต้กลับเมื่อถูกกระทำเท่านั้น
อย่างเช่นตอนนี้ เขารู้สึกว่าถึงเวลาที่ตนควรจะสู้กลับแล้ว
ปล่อยๆๆ ปล่อยมารดามันสิ!! หวังเป่าเล่อโมโหแล้ว กฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างกายพลันถูกกระตุ้นทันที ฉับพลันร่างก็ระเบิดสูงขึ้นมากกว่า 600 จั้ง พลังปราณบ้าคลั่ง แรงสยบอันน่าสะพรึงกลัว รวมถึงฝันร้ายแห่งปรารถนาหลายสิบตัวกระจายไปทั่วพื้นดิน
ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นและพริบตาที่กฎเกณฑ์ปรารถนารสปะทุ มือขวายักษ์ก็ยกขึ้นคว้าความว่างเปล่าทางด้านขวาราวกับกำลังจับอะไรบางอย่างแล้วกระแทกมันลงกับพื้น
ท่ามกลางเสียงคำราม หลุมลึกปรากฏขึ้นที่พื้น และราวกับยังไม่สาแก่ใจ หวังเป่าเล่อยกมือขึ้นกำหมัดแน่น ก่อนจะทุบลงพื้นอย่างดุเดือด หลังจากพื้นดินแตกเป็นเสี่ยงๆ และเกิดหลุมลึก เขาจึงหยุด
ในเวลาเดียวกันพลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงที่กำลังถูกเขากลืนกินอย่างรวดเร็วก็แผ่สัมผัสเชื่อมต่อ ทำให้เขารับรู้ได้ว่าในระหว่างกระบวนการนี้ มีเสียงถอยกรูดังขึ้นจำนวนมาก
ราวกับว่าในพริบตาที่สิ่งมีชีวิตที่เคยรายล้อมเห็นกฎเกณฑ์ปรารถนารสเปลี่ยนหวังเป่าเล่อเป็นเจ้าสวาปาม พวกมันก็รีบถอยหนีไปอย่างตื่นตระหนก นั่นทำให้หวังเป่าเล่อยิ่งสีหน้าบิดเบี้ยวและรีบผนึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสอีกครั้ง ในชั่วพริบตาร่างกายของเขาก็กลับมาเป็นปกติ ใบหน้ากลับมาอ่อนเยาว์เช่นเดิม
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาปวดใจคือตอนนี้อักขระเสียงหลักที่ก่อตัวจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้หายไปหนึ่งส่วน เขาเองก็ไม่รู้ว่าหนึ่งส่วนที่หายไปจะทำให้เสียงเปลี่ยนไปหรือไม่
แต่สุดท้ายนั่นก็ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องทนกับความไม่สบายและต้องประนีประนอม แต่อีกฝ่ายกลับไม่พอใจให้เขาปล่อยเสียงซ้ำๆ แล้วยังมีคำว่าปล่อยนั่นอีก…นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกโมโหขึ้นมา
แค่นึกถึงความเลวร้ายของร่างต้นแบบก็พอแล้ว ในโลกที่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงไม่สามารถรับรู้ได้ นี่ยังมีสิ่งที่อธิบายไม่ได้มาหัวเราะเยาะอีก หวังเป่าเล่อก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เมื่อเดินไปยังบริเวณที่เพิ่งถูกตนทุบไปก็กระทืบไปอีกสองสามครั้งถึงดีขึ้นเล็กน้อย
ทว่าขณะที่กำลังย่ำเท้ากระทืบนั้น จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็ร้องอุทานเบาๆ เขาก้มลงพื้นและเห็นว่าข้างในนั้นมีเส้นไหมสีครามกำลังรวมตัวเข้ากันช้าๆ
เห็นได้ชัดว่าบนเส้นไหมสีครามนั้นมีกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงอยู่ นั่นทำให้หวังเป่าเล่อใจเต้นและยกมือคว้ามันไว้ ทันใดนั้นเส้นไหมก็ลอยออกมาจมลงบนฝ่ามือและเจาะเข้าไปในร่างกาย หลอมรวมเข้ากับอักขระเสียงหลักของเขา
หรือว่านี่คือวิธีฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง หวังเป่าเล่อตาเป็นประกาย เขาคำนวณผลการเก็บเกี่ยวครั้งนี้และพบว่าเส้นไหมสีครามได้ซ่อมแซมแค่ส่วนที่ถูกกลืนกินไปเท่านั้น และในแง่ของความคุ้มค่า มันไม่คุ้มเลยแม้แต่น้อย
หากช่วงเวลาแรกที่ข้าระเบิดกฎเกณฑ์ปรารถนารส แล้วเป้าหมายคือสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดทุกตัวโดยรอบ ถ้าเกิดว่าสามารถสยบพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ก็น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าที่ต้องจ่ายไป คิดถึงตรงนี้หวังเป่าเล่อก็กระตือรือร้นที่จะลองดูสักหน่อย หลังจากไตร่ตรองดีแล้วร่างของเขาก็กะพริบวาบพุ่งไปข้างหน้าไม่ช้าไม่เร็ว
ขณะที่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแผ่ออกไปและทิ้งเจตจำนงไว้ทุกทิศทาง เขาก็พยายามรักษารูปลักษณ์ที่ไม่เป็นอันตราย พยายามทำให้ตัวเองกลายเป็นคบเพลิงอย่างสุดความสามารถเพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในโลกที่ไม่รู้จักนั่น
มากันเยอะๆ ล่ะ… หวังเป่าเล่อเดินไปด้วยสายตาคาดหวัง ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ประมาทเกินไป กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวจนสิ่งมีชีวิตที่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงรับรู้ได้จะไม่กล้าเข้ามา
หวังว่าพวกมันคงจะไม่สื่อสารกันนะ… หวังเป่าเล่อพึมพำ เวลาไหลผ่านไป ในไม่ช้าก็ผ่านไปกว่าค่อนคืน ตอนนั้นเองดวงตาของหวังเป่าเล่อก็ทอประกาย
เพราะในที่สุดเขาก็ได้ยินอีกครั้ง…เสียงจากโลกนั้นที่กำลังใกล้เข้ามา
“กฎที่มีบางอย่างแตกต่างกัน…” หวังเป่าเล่อยกมือขึ้นปัดผ่านความว่างเปล่าตรงหน้าและสัมผัสถึงสิ่งต่างๆ ในอากาศอันแปลกประหลาดที่การรับรู้ของเขาไม่อาจเข้าถึงได้
ร่างกายของเขาไม่ขยับ เขายังคงยืนอยู่กลางอากาศ แต่มือขวาที่เหยียดออกไปนั้นนิ้วมือกำลังขยับช้าๆ หากมองจากที่ไกลๆ มือที่ปราดเปรียวของเขาเหมือนกับผีเสื้อโบยบินอยู่ในความว่างเปล่า
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปอย่างเชื่องช้า สีหน้าหวังเป่าเล่อกลับมาเป็นปกติ นิ้วมือยังคงขยับไหวจนกระทั่งอึดใจถัดมา ดวงตาเขาก็วาววับ เพราะมีเสียงกระพือปีกดังมาจากใบหูของเขา
เสียงนั้นอยู่ตรงหน้า แต่ในสายตาของเขาก็เหมือนกับก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงกำลังบอกเขาว่ามีสิ่งมีชีวิตบินได้ตัวหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้ และจากเสียงกระพือปีกนั่น หวังเป่าเล่อก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตัวใหญ่มาก
หรือกล่าวให้ชัดเจนก็คืออีกฝ่ายมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งพื้นที่ปีกยังใหญ่กว่าลำตัว คล้ายกับว่าเวลาบินจะเกิดฝุ่นตลบเล็กน้อย ทำให้ในหัวหวังเป่าเล่อค่อยๆ จินตนาการรูปร่างของผีเสื้อขึ้น
เห็นได้ชัดว่าผีเสื้อตัวนี้ถูกมือขวาของเขาดึงดูดให้บินเข้ามาใกล้ๆ จนกระทั่งพริบตาต่อมามันก็ค่อยๆ ร่อนลงบนนิ้วของเขา สัมผัสแผ่วเบาเกิดขึ้นบนปลายนิ้ว ก่อนที่ดวงตาหวังเป่าเล่อจะเผยแสงประหลาด แล้วค่อยๆ ดึงมือกลับมาตรงหน้า
การมองเห็นยังคงเป็นเช่นเดิม แต่สัมผัสนั้นก็ชัดเจน และการได้ยินก็รุนแรงขึ้นด้วย
“ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมองเห็น…” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด แต่ก็ไม่ได้คำตอบ สิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือบางทีอาจต้องศึกษากฎเกณฑ์ปรารถนารูปร่างของโลกใบนี้
“เป็นไปได้ไหมว่าหลังจากฝึกฝนกฎปรารถนาทั้งหกแล้วจะสัมผัสได้ถึง…ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โลกใบนี้อย่างแท้จริง” ขณะครุ่นคิด จู่ๆ หูของหวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงนั้นทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างกำลังแยกเขี้ยวและกำลังจะโจมตีเขา
หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับ พริบตาที่ได้ยินเสียงนั้น สองนิ้วมือข้างขวาก็บีบไปในอากาศ ประสาทสัมผัสกำลังบอกเขาว่าสองนิ้วของเขาจับอีกฝ่ายได้สำเร็จ ประสาทการได้ยินยิ่งทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาจับได้ก็คือผีเสื้อที่เพิ่งบินมาเกาะนิ้วตัวนั้น
ผีเสื้อตัวนี้มีเขี้ยว แต่ดูเหมือนฟันของมันเพิ่งจะยื่นออกมาก็เลยถูกสองนิ้วของหวังเป่าเล่อบีบบี้แบนจนสูญเสียร่องรอยของชีวิตไปแล้ว
“สามารถฆ่าให้ตายได้เช่นกัน” หวังเป่าเล่อสะบัดมือโยนผีเสื้อที่มองไม่เห็นทิ้งไป ก่อนจะพินิจที่นิ้วของตนอย่างถี่ถ้วน จึงพบว่ามีรอยเปื้อนสีดำเล็กกำลังแพร่กระจายอยู่บนนั้น
ราวกับพิษกำลังแพร่กระจายแล้วยังมีอาการชาด้วย โชคดีที่พิษไม่รุนแรง อีกอย่างหวังเป่าเล่อก็ร่างกายแข็งแกร่งพอและยังมีอิทธิพลของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงด้วย จึงส่งผลให้รอยเปื้อนนั้นค่อยๆ จางลงจนหายไปในที่สุด
“น่าสนใจ” หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองไปยังทิศทางของเมืองปรารถนาเสียงในการรับรู้ ในใจกำลังคิดว่าการเดินทางอีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้คงจะน่าสนใจยิ่งขึ้น
คิดถึงตรงนี้ร่างของหวังเป่าเล่อก็กะพริบวาบพุ่งไปยังที่ไกลแสนไกลท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีที่มีพระจันทร์สว่างไสว
ค่ำคืนอันมืดมิดอยู่เบื้องหลังเขาราวกับกลายเป็นเสื้อคลุม
พระจันทร์สาดแสงลงบนเสื้อคลุมราวกับกลายเป็นเครื่องประดับ
ส่วนเขาก็สวมเสื้อคลุมประดับพระจันทร์สว่างไสวนี้ เหยียบย่างไปข้างหน้าในท้องฟ้ายามราตรี
นี่เป็นราตรีแรกที่เขาเจอหลังจากการก่อตัวของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง วาระในคืนนี้…มีบางอย่างต่างออกไปและไม่ธรรมดา และหวังเป่าเล่อผู้กำลังเหาะเหินอยู่บนท้องฟ้าก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนี้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่าดวงตาและดวงจิตเทพจะมองไม่เห็นความจริง แต่กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงกลับทำให้เขารับรู้บางอย่างตลอดเวลา
เขารับรู้ได้ถึงเสียงของปีกซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ควบวิ่งอยู่บนท้องฟ้าแห่งนี้ แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงเสียงของคลื่นทะเลยามอยู่บนท้องฟ้าเช่นกัน
ดูเหมือนว่าในโลกที่รับรู้ได้ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเท่านั้นจะมีท้องทะเลอยู่บนท้องฟ้าด้วย หวังเป่าเล่อได้ยินเสียงคลื่นลม และยังได้ยินเสียงคล้ายปลากระโดดพุ่งออกมาจากท้องทะเล แล้วพลิกม้วนตกลงสู่ทะเลอีกครั้ง
ทว่า ทุกอย่างนี้ไม่อาจเทียบเท่าเสียงหายใจที่ดังขึ้นในการรับรู้จากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงต่อจากนี้ได้เลย…เสียงหายใจนี้มาจากด้านข้างท้องทะเล ทั้งมหาศาลและกว้างใหญ่ราวกับพายุ
แม้แต่ในตอนแรก หวังเป่าเล่อยังคิดว่านั่นคือเสียงพายุ แต่ในไม่ช้าเขาก็ตรวจพบความแตกต่าง เสียงพายุมักจะไม่ขึ้นๆ ลงๆ และมีความต่อเนื่องในระดับหนึ่ง
เป็นระลอกๆ มีเข้ามีออก บางทีอาจมีข้อสันนิษฐานอื่นอีกมากมาย แต่การรับรู้จากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงของหวังเป่าเล่อที่เชื่อมโยงกับสัญชาตญาณของเขานั้น เขาเดาได้ว่านี่คือเสียงลมหายใจ
มันเป็นสัตว์ร้ายที่มีรูปร่างใหญ่โตอย่างหาที่เปรียบไม่ได้กำลังพ่นลมหายใจออกมา และท้องทะเลแห่งนี้ก็ดูเหมือนว่า…แท้จริงแล้วจะเป็นน้ำลายในปากของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้
ความคิดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตระหนกเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังจากที่จินตนาการถึงขนาดของสัตว์ร้ายตัวนี้เข้า เขาก็แทบไม่ลังเลเลยที่จะดิ่งร่างลงกับพื้นดินอย่างรวดเร็วเพื่อหลบท้องทะเลและลมหายใจนั้นให้ไกล
ไม่ควบเหาะบนฟ้าอีกต่อไป แต่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วบนผืนดินแทน
ทว่า น่าเสียดายที่ค่ำคืนไม่ธรรมดานี้ได้นำพาประสบการณ์ที่ไม่ได้กำจัดอยู่แค่บนท้องฟ้ามาให้หวังเป่าเล่อ บนผืนดิน…ก็เช่นกัน ยามที่วิ่งไปบนนั้น หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงลากเหมือนกับมีบางอย่างกำลังลากของหนักวิ่งแข่งกับเขา
นอกจากนี้ยังมีเสียงแทะและเสียงเคี้ยวดังขึ้นห้าครั้ง และแต่ละครั้งดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับเขามาก
สิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อขนหัวลุกมากที่สุดก็คือเขาได้ยินเสียงลมหายใจของท้องฟ้านั่นอีกรอบ และยังได้ยินเสียงคลานนับไม่ถ้วน ราวกับว่าบางอย่างบนนั้นได้เปลี่ยนทิศทางและกำลังเข้ามาใกล้เขาที่วิ่งอยู่บนพื้น
อีกทั้งสิ่งมีชีวิตที่เขาได้ยินบนพื้นดินเหล่านั้นก็ยังคงอยู่เช่นกัน พวกมันทั้งหมดตามเขามาและแผ่ความอาฆาตที่สามารถรับรู้ได้แม้จะไม่ได้อยู่โลกเดียวกับพวกมันก็ตาม
ราวกับว่าพวกมันกำลังรอคอย
หวังเป่าเล่อก็คือเหยื่อของพวกมัน ในแง่หนึ่งก็เปรียบได้กับคบเพลิงในคืนมืดมิดที่ดึงดูดความสนใจ จนทำให้ทุกชีวิตในค่ำคืนนี้อยากเข้าใกล้
แม้ว่ากฎเกณฑ์ปรารถนารสจะถูกผนึกไว้ แต่หวังเป่าเล่อก็ยังใช้สัมผัสเชื่อมต่อได้ เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นรอบๆ ตอนนี้ต่างแผ่ความกระหายที่แทบจะอดกลั้นไม่ไหวออกมา
ความกระหายนี้เข้มข้นเหลือคณานับ มันทำให้หวังเป่าเล่อคิดจะคลายผนึกและปลดปล่อยกฎเกณฑ์ปรารถนารสออกไปดูดซับอยู่หลายต่อหลายครั้ง
แต่เขาก็ยังคงยับยั้งไว้ได้เพราะ… ตอนนั้นเองสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งก็โผล่มาข้างกายเขาทันที ราวกับซบอยู่ที่ข้างกาย เป่าลมหายใจที่ข้างหูเขาเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“พี่ชาย เหตุใดเจ้าถึงไม่มีดนตรีล่ะ”
“ข้าอยากฟังมาก”
“เจ้ารีบแสดงดนตรีของเจ้าออกมา ตกลงไหม”
“หากเจ้าไม่แสดงล่ะก็ ตามพันธสัญญา ข้ากินเจ้าได้เลยนะ…”
…………………………………
แม้ว่าโลกตรงหน้าจะเหมือนเดิม แต่ด้วยบางอย่าง ในสายตาของหวังเป่าเล่อ เขากลับรู้สึกว่ามันดูจะ…ไม่ค่อยชัดเจนนัก
ไม่ใช่เพราะการมองเห็นของเขา แต่เพราะ…วิธีรับรู้ที่ชัดเจนกว่านั้นแทนที่จะเป็นสายตา กลับเป็นเพราะ…การได้ยิน
หวังเป่าเล่อมองทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่หูเขาได้ยินคือเสียงเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า ร่องรอยลมที่พัดผ่าน เสียงเพลงขับขานจากหญ้าและต้นไม้ที่สั่นไหว เสียงของการเจริญเติบโต และยังมีเสียงบางอย่างจากใต้ดิน เสียงแมลงขยับปีก
แม้แต่โลกใบนี้ก็ดูเหมือนจะเปล่งเสียงออกมา แต่ก็พร่าเลือนเล็กน้อย หวังเป่าเล่อได้ยินไม่ชัด แต่เขารู้สึกได้ว่าโลกนี้ต่างออกไปจากเดิม
ดวงตาของเขาค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง แต่ทุกสิ่งที่ปรากฏในหัวกลับไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก นี่เป็นวิธีที่ไม่พึ่งพาการมองเห็น ไม่อาศัยดวงจิตเทพ เพียงแค่ฟังรับข้อมูลทั้งหมด
และทั้งหมดนี้มาจาก…อักขระเสียงที่ลอยเด่นอยู่ตรงจุดตันเถียนในร่างกายที่ซึ่งผลึกกฎปรารถนารสมาก่อน
อักขระเสียงนี้ก็คือแหล่งกำเนิดของทุกสรรพเสียง การมีอยู่ของมันทำให้การได้ยินของหวังเป่าเล่อดีขึ้นมาก เหมือนกับว่าได้ยินไปถึงอีกดินแดนหนึ่ง และหากต้องการเขาก็สามารถให้อักขระเสียงของตนแผ่ขยายออกไปอีกได้
ภายในขอบเขตของอักขระเสียงนี้ เขามีความรู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
นี่คือกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงหรือ ขณะพึมพำ หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้นและสัมผัสมันอย่างละเอียดลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและทะยานขึ้นฟ้าไป
มีอักขระเสียงของตัวเองก็นับว่าก้าวเข้าสู่แม่น้ำสายยาวแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงแล้ว เช่นนั้น…ก็ถึงเวลาไปค้นหาคำตอบยังเมืองปรารถนาเสียง หวังเป่าเล่อหรี่ตา จุดประสงค์ของการไปเยือนเมืองปรารถนาเสียงนั้น นอกจากค้นหาคำตอบแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือหาวิธีเพิ่มพูนกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงให้ถึงระดับที่คล้ายกับเจ้าสวาปาม
เขาอยากจะรู้ว่าเมื่อถึงตอนนั้น ผู้ที่ควบคุมกฎทั้งสองอย่างตนจะสามารถทำตามแผนการของร่างต้นแบบได้สำเร็จหรือไม่
หากไม่ได้ผลก็หาวิธีควบคุมกฎที่สาม หวังเป่าเล่อดวงตาทอประกาย ร่างกายพุ่งไประหว่างฟ้าดิน
ข้าเคยพบผู้ฝึกกฎปรารถนาเสียงมาก่อน หลังจากฝึกฝนถึงระดับหนึ่งแล้วจะสามารถแปลงเป็นจังหวะดนตรีได้…สภาวะลวงตาเช่นนั้นเมื่อไรข้าจะทำได้ก็ไม่รู้
แล้วยังกฎแห่งสุขอีก… หวังเป่าเล่อนึกถึงเจ็ดอารมณ์ ความทรงจำของเขาเหมือนกับร่างต้นแบบ เขาจึงรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและรู้ดีถึงความขัดแย้งระหว่างกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงและกฎแห่งสุข
ผู้อาวุโสของเผ่าสุขเคยคาดเดาว่าเจ้าแห่งสุขที่หายตัวไปนั้น ถูกเจ้าปรารถนาเสียงสะกดไว้ในเมืองปรารถนาเสียง… หวังเป่าเล่อหรี่ตาครุ่นคิด เขากำลังคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง
หากหกปรารถนามาจากมหาเทพ เช่นนั้นเจ็ดอารมณ์ก็ต้องมาจากมหาเทพด้วย แต่หากเป็นเช่นนั้น…เหตุใดระหว่างหกปรารถนากับเจ็ดอารมณ์ถึงได้เป็นอย่างทุกวันนี้
ขณะเหาะเหินไป ความคิดของหวังเป่าเล่อก็ทำให้เขานึกถึงตอนนั้นหลังจากที่ตนได้เป็นเจ้าสวาปาม ระหว่างที่ทำความรู้จักกับเจ้าสวาปามคนอื่นๆ เขาก็ได้ยินข่าวคราวของเจ้าปรารถนาคนอื่นๆ ด้วย
ในโลกาชั้นที่สองนี้มีอยู่ทั้งหมดเจ็ดเมือง
นอกจากนครโบราณแล้ว อีกหกยังเป็นของเจ้าแห่งความปรารถนาทั้งหก ได้แก่ เมืองแห่งความอยากอาหาร เมืองแห่งการได้ยิน เมืองแห่งการสัมผัส เมืองแห่งการมองเห็น และเมืองแห่งการได้กลิ่น
เจ้าปรารถนาทั้งห้าในห้าเมืองใหญ่นี้ก็เหมือนกับผู้ปกครองโลกชั้นที่สอง ส่วนเมืองโบราณนั้น เจ้าสวาปามผู้นั้นไม่ได้รู้อะไรมากนักจึงไม่ได้พูดถึงมาก แต่กลับแนะนำเมืองปรารถนาที่หกให้หวังเป่าเล่อ นั่นก็คือ…เมืองปรารถนาอารมณ์!
เหตุผลที่มันสำคัญเป็นเพราะในโลกชั้นที่สอง เจ้าปรารถนาอารมณ์นั้นทั้งมีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริง
ที่บอกว่ามีอยู่จริงเป็นเพราะมีกฎปรารถนาอารมณ์อยู่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าปรารถนาอีกห้าคนยอมรับและไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ที่บอกว่าไม่มีอยู่จริงเป็นเพราะ…ไม่มีใครเคยเห็นผู้ฝึกตนที่ฝึกกฎปรารถนาอารมณ์
แม้แต่เมืองปรารถนาอารมณ์ก็แทบไม่เคยปรากฏขึ้นบนโลกนี้ ราวกับว่าเมืองนี้จะปรากฏเพียงแวบเดียวในช่วงเวลาพิเศษเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้เมืองปรารถนาอารมณ์ลึกลับอย่างยิ่ง มีคนไม่น้อยคาดเดาไปว่าบางที…ทุกอย่างอาจเป็นเพราะเจ้าปรารถนาอารมณ์ไม่มีอยู่จริงก็เป็นได้
แต่เรื่องนี้เจ้าสวาปามผู้นั้นก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก
ม่านที่ปกคลุมมิติเต๋าต้นกำเนิดกำลังเปิดออกทีละนิด หวังเป่าเล่อเก็บงำความคิดแล้วเร่งความเร็วยิ่งขึ้น
เขาไม่รู้ว่าเมืองปรารถนาเสียงไปทางไหนและไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะการชี้นำของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างกายคือผู้นำที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันระหว่างเหาะไปรูปร่างและลมปราณของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วย
หวังเป่าเล่อค่อยๆ กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ขณะเดียวกันลมปราณในร่างกายก็ค่อยๆ ซึมซาบกฎปรารถนาเสียง ส่งผลให้แม้จะพบกับเจ้าสวาปามของเมืองปรารถนารสในตอนนี้ พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยกัน
เวลาหนึ่งวันไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ราตรีกาลจะมาถึง ความเร็วของหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย จากการสันนิษฐานของเขา ด้วยความเร็วประมาณนี้คาดว่าคงจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนจึงจะถึงเมืองปรารถนาเสียงแต่เขาไม่รีบร้อน และยังใช้ช่วงเวลานี้ทำความคุ้นเคยกับกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่…ในตอนที่หวังเป่าเล่อกำลังวางแผนอยู่นั่นเอง จู่ๆ เขาที่ควบเหาะไประหว่างฟ้าดินก็ดวงตาหดแคบ ใบหูขยับเอง
เขาได้ยินเสียงหนึ่ง
เสียงนั้นคล้ายกับการคลานราวกับมีขานับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนไหวผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายของหวังเป่าเล่อสั่นสะท้านทันที ร่างหายวับไปปรากฏบนพื้นดินห่างไกล ดวงจิตเทพกระจายตัวออก แล้วล็อกเป้าหมายทุกทิศทาง
ทว่า…ไม่ว่าดวงจิตเทพของเขาจะกระจายไปอย่างไรก็ตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อย แต่เสียงคลานนั่นยังคงอยู่ เพียงแต่จากที่ดังอยู่ข้างหูกลับกลายเป็นดังอยู่ไกลๆ
นี่มันเรื่องอะไรกัน หวังเป่าเล่อเริ่มตื่นตระหนก แม้แต่บุคลิกของร่างต้นแบบก็ยังหลุดไปบ้าง แต่ที่น่าแปลกคือ…เขายังไม่เห็นอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย
สายตา ดวงจิตเทพ ทุกอย่างเป็นปกติ
มีเพียงประสาทการได้ยินเท่านั้นที่ไม่ชอบมาพากล แม้เสียงคลานนั้นจะอยู่ไกลมากแล้ว แต่มันก็ยังอยู่ นั่นทำให้นัยน์ตาหวังเป่าเล่อเย็นยะเยือก ความคิดที่จะคลายการสะกดกฎเกณฑ์ปรารถนารสเกิดขึ้นทันที
แต่โชคดีที่เสียงคลานนั่นค่อยๆ เบาลง และตามประสาทการได้ยินของหวังเป่าเล่อ ตำแหน่งของอีกฝ่ายคงจะอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
เขาอดสร้างภาพขึ้นมาในใจไม่ได้ ในภาพนั้นคือบริเวณที่เขากำลังมองอยู่ตอนนี้ มีสิ่งมีชีวิตคล้ายหนอนผีเสื้อร่างกายใหญ่โต ปกคลุมไปด้วยขานับไม่ถ้วนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
มิติเต๋าต้นกำเนิดนี่มัน… หวังเป่าเล่อเงียบเสียง เขาพบว่าโลกใบนี้มักจะทำให้เขาประหลาดใจเสมอ ทุกครั้งที่เขาคิดว่าเข้าใจมันแล้วก็จะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาเข้าใจยากเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่นในขณะนี้ และหวังเป่าเล่อก็คาดเดาคำตอบได้แล้ว ทุกอย่างมาจากกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง กฎเกณฑ์นี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอีกด้านหนึ่งของโลก
“ร่างต้นแบบ เจ้าทำเกินไปแล้ว!” ดวงจิตหวังเป่าเล่อร่างแยกในตอนนี้เริ่มโมโหและเกิดอาการขัดขืน ทว่าการอยู่ต่อหน้าร่างต้นแบบกลับทำให้เขาไร้กำลังต่อสู้ไปโดยปริยาย
“ตอบข้าสิ เจ้าอยากเป็นอิสระหรือไม่” ร่างต้นแบบของหวังเป่าเล่อไม่ได้ขยับ เขาจ้องมองดวงจิตร่างแยกในมือก่อนจะเอ่ยช้าๆ
“อิสระบ้าบออะไรกัน อิสระคือสิ่งที่ตนสร้าง ไม่ใช่ผู้อื่นมอบให้!” ร่างแยกส่งเสียงคำรามต่ำ
“รู้อย่างนี้แสดงว่าเจ้าก็ยังไม่ถือว่าหมดหนทางเยียวยา เช่นนั้นตอนนี้เจ้าก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนอีกครั้งใช่ไหม” หวังเป่าเล่อในร่างต้นแบบหรี่ตา แล้วเอ่ยเสียงเบา
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ดวงจิตของร่างแยกพลันสั่นสะท้าน เลิกต่อต้านและเงียบเสียงทันที เขาเข้าใจความหมายของร่างต้นแบบ หลังจากหวนคิดถึงสิ่งที่ประสบมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“เจ้าจะบอกว่าพวกเขากำลังเล่นละครอยู่หรือ”
“จะเล่นละครอยู่หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ข้าว่า…การมาของเจ้าปรารถนาเสียงผู้นั้นดูจะง่ายเกินไปหน่อย อีกอย่างนางก็ดูเหมือนจะเรียกผู้พิทักษ์ไม่สำเร็จ แต่ว่า…ร่างหลักอีกสองร่างของนางไม่ได้ถูกตัดขาด แม้จะไม่เคยมาที่เมืองปรารถนารส แต่การเรียกผู้พิทักษ์มาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของร่างต้นแบบ ดวงจิตร่างแยกก็จมสู่ห้วงความคิด
“ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่า…นี่คือกลอุบายของเจ้าปรารถนาเสียงและเจ้าปรารถนารส เจ้าคือผู้ชม ผู้พิทักษ์นั้นก็คือผู้ชม” น้ำเสียงของร่างต้นแบบเรียบนิ่ง แต่คำพูดของเขาทำให้ดวงจิตร่างแยกปั่นป่วนเล็กน้อย
“หากเป็นกลอุบายจริง เช่นนั้น…จุดประสงค์ของพวกเขาคือต้องการให้ข้าเป็นฝ่ายไปเมืองปรารถนาเสียง…” ดวงจิตร่างแยกครุ่นคิด เขานึกย้อนไปอย่างละเอียดตามการชี้นำของร่างต้นแบบ และต้องยอมรับว่าความเป็นไปได้ข้อนี้ยังคงมีอยู่
“แท้จริงจะเป็นอย่างไรเจ้าไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง” หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบเผยยิ้ม
“จุดประสงค์ที่เจ้ามาที่นี่ก็คือแบบนี้ไม่ใช่หรือ ต้องการให้ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เต๋าปรารถนาเสียงให้เจ้า ขณะเดียวกันก็ช่วยเจ้าสะกดกฎเกณฑ์ปรารถนารสไว้เพื่อไม่ให้มันกลืนกินปรารถนาเสียงในช่วงแรกเริ่ม แบบนี้ปรารถนาเสียงก็จะเพิ่มขึ้นและอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล”
“เรื่องนี้ข้าทำให้เจ้าได้” ขณะที่พูด หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบก็ยกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วส่องสว่าง ตอนนั้นเองราวกับมีเสียงอันน่าอัศจรรย์ดังออกมาจากปลายนิ้วของเขา ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นอักขระดนตรีตัวหนึ่ง
ขณะที่อักขระส่องสว่างก็มีเสียงกรุ๊งกริ๊งราวกับเสียงหยดน้ำตกลงบนกระดิ่งซึ่งทำให้จิตใจผู้คนสั่นไหว หลังจากมันปรากฏขึ้นก็ดึงดูดดวงจิตร่างแยกของหวังเป่าเล่อในพริบตา ร่างต้นแบบสะบัดนิ้ว ทันใดนั้นอักขระตัวนั้นก็พุ่งเข้าไปในดวงจิตร่างแยกและหลอมรวมกันทันที ภายในนั้นยังมีพลังสะกดอันแรงกล้าบรรจุอยู่ด้วย
พลังนี้ทำให้หลังจากกลับเข้าร่างแล้ว ดวงจิตร่างแยกของหวังเป่าเล่อสามารถควบคุมสัญชาตญาณของกฎเกณฑ์ปรารถนารสได้ชั่วคราว และพลังสะกดนี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างต้นแบบ
เพราะหากร่างต้นแบบควบคุมได้อาจเกิดความเสี่ยง
“เช่นนั้น แผนเดิมหรือ” ดวงจิตร่างแยกของหวังเป่าเล่อส่งดวงจิตเทพออกไปเอ่ยถาม
“ทุกอย่างเหมือนเดิม” หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบพยักหน้าและมองดวงจิตร่างแยกของตน ก่อนจะถอยหลังรวบรวมหมอกที่กระจายตัวอยู่รอบๆ และหายเข้าไปในถ้ำ
“แม้ความรอบคอบจะเพียงพอแล้ว แต่ในแง่ของการคิดยังไม่ดีเท่าข้า หากอยากเป็นอาวุธที่ยิ่งใหญ่ยังต้องฝึกฝนอีก” เมื่อเห็นดวงจิตร่างแยกสลายไป หวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนี้ก็ยิ้มและกำลังจะปิดเปลือกตาลง ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็เบิกตาโพลงและมองไปยังจุดที่ดวงจิตร่างแยกจากไป
“ไม่สิ… กลอุบายของเจ้าปรารถนาทั้งสองดูเหมือนจะเฉียบแหลมมาก แต่จากความเข้าใจของข้าเอง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่ออย่างสุดใจในแวบแรก…ถ้าอย่างนั้นทำไมร่างแยกอิสระถึงได้เชื่อขนาดนั้นกันล่ะ” หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบหรี่ตา จากนั้นไม่นานก็คลี่ยิ้มอีกครั้ง
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ ร่างแยกนี้เล่นละครใส่ข้าแล้ว…”
ในเวลาเดียวกันฝันร้ายแห่งปรารถนาของร่างแยกก็เหาะออกมาจากทะเลทราย ทันทีที่ออกมาจากพื้นทราย ความเร็วของมันก็ระเบิดออก ใช้การเผาไหม้ตัวเองแลกกับความเร็วสูงสุดราวกับต้องการหลบหนี เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ฝันร้ายแห่งปรารถนาที่สลายไปกว่าแปดส่วนก็เหาะออกมาพ้นทะเลทรายแล้วพุ่งไปยังกายเนื้อที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ด้านนอก
ก่อนจะแตะหว่างคิ้วและจมดิ่งเข้าไปทันที
ทว่า ไม่ช้าร่างแยกของหวังเป่าก็ตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเปิดขึ้นทันที ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด
“ร่างต้นแบบอันตรายเกินไป แต่ครั้งนี้ข้าก็บรรลุเป้าหมายแล้ว” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อทอประกายระยิบระยับ แท้จริงแล้วเรื่องที่ร่างต้นแบบพูดนั้น เขาจะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไร
เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถไตร่ตรองได้ เพราะในความเห็นของเขา ร่างต้นแบบดูเหมือนจะตามใจเขา แต่ตามความเข้าใจของเขาเองเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
ร่างแยกที่มีดวงจิตอิสระในเมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย
ดังนั้นเมื่อพบกับร่างต้นแบบ เขาจึงเก็บซ่อนความคิดแท้จริงเอาไว้ แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราว แสดงละครตบตาแก่ร่างต้นแบบ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะไม่สัมผัสกับเส้นจำกัดของร่างต้นแบบ
“แต่ด้วยสติปัญญาของร่างต้นแบบแล้ว วิธีนี้ก็ใช้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น” หวังเป่าเล่อร่างแยกยืนขึ้นเงียบๆ มองไปทางทะเลทราย จากนั้นไม่นานร่างก็กะพริบหายไปจากตรงนั้นทันที
“ทางที่ดีข้าจะไม่มาที่นี่อีก ส่วนแผนการของร่างต้นแบบข้าก็จะทำให้สำเร็จ”
“ตามความเข้าใจของข้า ปล่อยร่างแยกอิสระออกมาข้างนอกและทำให้มันมีอิสระโดยสมบูรณ์ ความใจกว้างนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ขณะคิดครุ่นคิด ร่างหวังเป่าเล่อก็ออกห่างจากทะเลทรายมามากแล้ว กระทั่งมาถึงจุดที่ตนคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงหาที่นั่งทำสมาธิและกระตุ้นพลังสะกดที่อยู่ในดวงจิตออกมา ส่งผลให้มันครอบคลุมกฎเกณฑ์ปรารถนารสในทันที
ทันใดนั้นกฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างก็เริ่มทำงานราวกับผ้านวมคลุมบนหลังม้า มันค่อยๆ ผ่อนแรงลง กระบวนการนี้กินเวลาหลายวัน จนกระทั่งหลังจากหวังเป่าเล่อสะกดกฎปรารถนารสได้อย่างสมบูรณ์แล้วจึงลืมตาขึ้น แม้จะมีแววอ่อนล้าในดวงตาแต่ก็ยังสว่างชัด
“ต่อไปก็ผนึกกายเข้ากับเมล็ดพันธุ์อักขระโน้ตดนตรี” หวังเป่าเล่อสัมผัสอักขระโน้ตดนตรีที่อยู่ในดวงจิตอย่างระมัดระวังและค่อยๆ ถ่ายเทดวงจิตเทพเข้าไป ในพริบตาที่ดวงจิตเทพทั้งหมดผนึกกายเข้ากับอักขระ ในหัวหวังเป่าเล่อก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
เสียงนี้ไพเราะมากจนทำให้คนฟังหมกมุ่น ขณะที่มันสะท้อนก้อง สีหน้าหวังเป่าเล่อก็อ่อนลง แม้แต่บริเวณรอบๆ ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายจะดังออกมาจากในหัวของเขา แล้วแผ่ขยายออกไปกลายเป็นค่ายกลไม่เสื่อมสลาย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ในชั่วพริบตา…ก็ผ่านพ้นไปเจ็ดวัน
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ยามที่ดวงตะวันสาดส่อง แสงอาทิตย์ขจัดความมืดออกไปแล้วทอแสงอรุณส่องไปยังร่างของหวังเป่าเล่อ เขาลืมตาขึ้นมา
แม้หวังเป่าเล่อจะไม่รู้แน่ชัดว่าหลังตนจากไป ภายในเมืองปรารถนารสจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รวมถึงเรื่องที่เจ้าปรารถนารสถูกลงโทษด้วย แต่ทุกอย่างก็พอจะเดาและสรุปเองได้
ถึงอย่างไรกลุ่มคนเหล่านั้นที่แฝงด้วยเสียงของสรรพสิ่งซึ่งแปลงมาจากร่างต้นของเจ้าปรารถนาเสียง ก็เป็นตัวแทนเจตจำนงของผู้พิทักษ์และเป็นเมืองที่เชื่อฟังผู้พิทักษ์
อีกอย่างวิธีของเจ้าปรารถนารสก็เป็นทั้งการขัดขวางและยังเป็นการยั่วยุด้วย ในเมื่อเลือกที่จะช่วยหวังเป่าเล่อแล้ว ย่อมต้องเจอกับการลงโทษจากผู้พิทักษ์เป็นการแลกเปลี่ยน
การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก มิเช่นนั้นเจ้าปรารถนารสคงไม่ตัดสินใจให้คำตอบหวังเป่าเล่อในชั่วเวลาสุดท้าย
“บางทีในอดีต เหตุผลที่เขาเลือกก้มหัวให้อาจเป็นเพราะ…มองไม่เห็นความหวังใดๆ” เบื้องลึกของจิตใจหวังเป่าเล่อซับซ้อน เพราะช่วงเวลาที่เขามาที่นี่ เขาก็ได้เข้าใจเรื่องพื้นฐานของโลกใบนี้แล้ว
ในโลกาชั้นแรก เห็นได้ชัดว่าเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ที่กลายเป็นตัวจ่ายพลังเหล่านั้นคือผู้ที่ไม่เคยยอมจำนน สภาพของพวกเขาจึงน่าสังเวช ชั่วนิรันดร์ล้วนต้องถูกดูดกลืน ไม่อาจออกจากทะเลทุกข์ได้
ส่วนพวกเจ้าปรารถนารสและเจ้าปรารถนาเสียงก็เห็นได้ชัดว่าเลือกที่จะเชื่อฟัง พวกเขาถึงสามารถครอบครองตำแหน่งปัจจุบันได้ แต่ขณะเดียวกัน…การเชื่อฟังก็มีราคาที่ต้องจ่าย
ราคานั้นก็คือการสูญเสียอิสรภาพและอื่นๆ
หวังเป่าเล่อที่พุ่งไประหว่างฟ้าดินกำลังครุ่นคิด เขานึกถึงหม้อยักษ์สัมฤทธิ์ของเจ้าปรารถนารส ตอนนั้นอีกฝ่ายพูดว่าร่างกายของเขา…อยู่ภายในนั้น
“บางทีนั่นอาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายอย่างหนึ่ง” หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ เพราะเขารู้ว่าการปรากฏตัวของตนเป็นดั่งแสงอรุณแห่งความหวังของเจ้าปรารถนารส
แสงอรุณนี้เองที่ทำให้ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เคยเลือกก้มหัว และกลายเป็นเจ้าปรารถนารสผู้นี้กลับมาฮึดสู้ขึ้นอีกครั้งและเดิมพันกับอนาคต
“เห็นได้ชัดว่าเจ้าปรารถนาเสียงไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ด้วย แล้วยังเจ้าปรารถนาคนอื่นที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่อีก…” ขณะคิดดังนั้น ความเร็วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน จนกระทั่งผ่านไปสามวันต่อมาหวังเป่าเล่อก็เหาะข้ามป่า ข้ามภูเขาเนื้อ และในที่สุดตอนเที่ยงของวันที่สี่ ทะเลทรายที่อยู่ไกลลิบก็ปรากฏในสายตา
ทะเลทรายผืนนี้ไม่ต่างจากตอนที่เขาจากไป ยังคงรกร้าง แห้งแล้ง และไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิต
แม้แต่หวังเป่าเล่อที่เป็นร่างแยกอิสระ ก็ยังไม่รู้สึกถึงร่องรอยของร่างต้นในบริเวณนี้เลยสักนิด
จินตนาการได้ว่าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงไม่สามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติในที่แห่งนี้ได้ และไม่อาจรู้ได้ว่าภายใต้ทะเลทรายผืนนี้มีวิญญาณเทพที่เกือบจะเทียบเท่าเจ้าปรารถนาดำรงอยู่
“ร่างต้นขี้ขลาดตาขาวราวกับหนู หากพูดถึงทักษะการหลบซ่อนแล้ว เขาบอกว่าตนเป็นรองและก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง” หวังเป่าเล่อพึมพำและกำลังจะเหาะเข้าไปในทะเลทราย ทว่าในพริบตานั้นเองเขาก็หยุดลงอยู่ที่ขอบทะเลทรายกะทันหัน
ในดวงตาเกิดแสงวาววับ หวังเป่าเล่อครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะมองย้อนกลับไปยังทิศของเมืองปรารถนารส จากนั้นก็หันกลับมามองตำแหน่งที่ร่างต้นแบบของตนอยู่ข้างในทะเลทรายอีกครั้ง แล้วเงียบไปเป็นเวลานาน
“ถึงตอนนี้ข้าจะยังจัดการและวางแผนให้ร่างต้นไม่สำเร็จ แต่…ก็อดคิดไม่ได้ ร่างต้นความคิดเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องแยกตัวออกมาอีกแล้ว แต่นำข้ารวมเข้าไปในร่างกายแทน”
“หากเป็นเช่นนั้นร่างต้นแบบจะรับรู้คำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าปรารถนารสหรือไม่” หวังเป่าเล่อส่ายหน้าก่อนจะถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่นอกทะเลทราย มือขวายกขึ้นชี้หว่างคิ้ว ทันใดนั้นร่างของเขาก็สั่นสะท้าน ฝันร้ายแห่งปรารถนาเล็ดลอดออกมาจากร่างกายของเขา หลังจากมันแผ่ออกไปรอบๆ สองมือของหวังเป่าเล่อก็ผนึกมุทราแล้วประสานมือเข้าด้วยกัน
“แข็งตัว!”
เมื่อเขาเอ่ยออกมา ฝันร้ายแห่งปรารถนานับสิบก็พุ่งมารวมตัวกัน หลังจากมันหลอมรวมเข้าด้วยกันก็เกิดหมอกสีดำดิ้นไปมา แล้วค่อยๆ กลายเป็นร่างที่เหมือนกับหวังเป่าเล่อทุกประการ
ร่างนี้ประกอบขึ้นจากฝันร้ายแห่งปรารถนา สิ่งที่ต่างจากหวังเป่าเล่อคือดวงตาของมันเป็นสีแดงฉานราวกับกำลังสะกดความบ้าคลั่งเอาไว้ มันกำลังก้าวมาหาหวังเป่าเล่อทีละก้าวและสุดท้ายก็คุกเข่าคำนับอยู่เบื้องหน้าเขา
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาแตะกลางหว่างคิ้วฝันร้ายแห่งปรารถนาเบาๆ ดวงจิตในร่างแยกออกไปหลอมรวมเข้ากับมันสามส่วน ส่งผลให้สีแดงฉานในดวงตามันสลายไปจนเผยให้เห็นความกระจ่างชัด มันหันหลังพุ่งตรงเข้าไปยังทะเลทรายทันที
หวังเป่าเล่อจ้องมองร่างฝันร้ายแห่งปรารถนาที่ตนสร้างขึ้น ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ร่างนั้นนิ่งไม่ไหวติง
ทว่าภายนอกร่างกายของเขาเวลานี้กลับมีวังวนจางๆ ปรากฏขึ้น นี่คือพลังของกฎปรารถนารสซึ่งสามารถป้องกันหวังเป่าเล่อจากอันตรายได้
หวังเป่าเล่อกำลังจับปลาสองมือ ทั้งนั่งสมาธิอยู่ตรงนี้และควบคุมฝันร้ายแห่งปรารถนาเอาไว้ ก่อนจะควบวิ่งไปยังจุดที่ร่างต้นแบบอยู่ช้าๆ
กระทั่งผ่านไปอีกสี่ชั่วยาม ณ ใจกลางทะเลทราย ฝันร้ายแห่งปรารถนาของหวังเป่าเล่อก็หยุดชะงักและมองค้นไปรอบๆ อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดมันก็กระทืบเท้า ร่างกายพลันกลายเป็นหมอกสีดำมหาศาล ก่อนจะเจาะทะลวงเข้าไปยังก้นทะเลทราย
มันแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว เพียงสิบกว่าอึดใจ ณ ส่วนลึกของก้นทะเลทรายผืนนี้ก็มีร่างหนึ่งกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ภายในถ้ำที่ถูกขุดขึ้น
ร่างนี้ไร้พลังปราณใดๆ แผ่ออกมาแม้แต่น้อย แต่ใครก็ตามที่เห็นเขานั่งอยู่ตรงนี้ล้วนต้องสัมผัสสวรรค์คำราม เกิดความรู้สึกราวกับถูกกดขี่คล้ายกับกำลังเผชิญหน้ากับเทพเจ้า
นั่นก็คือ…ร่างต้นแบบของหวังเป่าเล่อ
ขณะนี้เบื้องหน้าของร่างต้นแบบพลันปรากฏละอองหมอกแผ่ขยายออกจากพื้นดินโดยรอบ ก่อนจะมารวมตัวกันอย่างรวดเร็วและกลายเป็นฝันร้ายแห่งปรารถนาของหวังเป่าเล่อในพริบตา หวังเป่าเล่อในร่างต้นแบบที่นั่งทำสมาธิอยู่เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ
เมื่อลืมตาขึ้นดวงตาสองดวงที่ราวกับสายฟ้าฟาดก็กวาดมองฝันร้ายแห่งปรารถนา แรงกดดันจากสายตาส่งผลให้ฝันร้ายแห่งปรารถนาไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน ฉับพลันก็ถูกหวังเป่าเล่อในร่างต้นแบบมองออก
“สมกับเป็นร่างแยกที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ช่วงเวลาที่ออกไปคงจะเรียนรู้มาไม่น้อย” หวังเป่าเล่อร่างต้นแบบยิ้ม
“พูดสิ มีเรื่องใดจึงกลับมา”
หวังเป่าเล่อในร่างต้นแบบเอ่ยเบาๆ ก่อนจะถอนสายตากลับ ทำให้ฝันร้ายแห่งปรารถนาคลายความกดดันลง ตอนนี้มันถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วจ้องมองร่างต้นแบบอย่างระแวงและสับสน หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงแหบแห้ง
“ข้ากลายเป็นเจ้าสวาปามของเมืองปรารถนารสแล้ว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎปรารถนารส…” ฝันร้ายแห่งปรารถนาพูดถึงตรงนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี มันกำลังจะถอยหนี ทว่าก็ยังสายเกินไป
พริบตาที่ได้ยินประโยคแรก ร่างต้นแบบก็เงยหน้าขึ้น มือขวายกขึ้นคว้าเล็กน้อย ทันใดนั้นฝันร้ายแห่งปรารถนาก็พังทลาย หมอกมหาศาลกระจายตัวออก ดวงจิตร่างแยกหวังเป่าเล่อที่อยู่ในร่างก็ถูกร่างต้นแบบจับมาและกดลงตรงหว่างคิ้ว
ไม่ใช่เพื่อดูดซับแต่เพื่อสัมผัสเชื่อมต่อ
พริบตาต่อมาทุกเรื่องราวที่หวังเป่าเล่อร่างแยกพบเจอ ตั้งแต่ออกไปจนถึงเวลานี้ก็ถูกหวังเป่าเล่อร่างต้นแบบควบคุมอย่างสมบูรณ์
จากนั้นไม่นาน ร่างต้นแบบของหวังเป่าเล่อพลันปรากฏแสงแปลกประหลาดในดวงตา ก่อนจะทอดมองดวงจิตของร่างแยกในมือ
“เจ้าอยากเป็นอิสระไหม”
…………
“หากไม่ใช่ว่าร่างต้นของคนผู้นั้นใจเสาะเหมือนหนู สตรีผู้พบข้าแล้วจะอย่างไร” เมื่อถูกสายตาสตรีนั้นจ้องมองนิ่งๆ ความรู้สึกวิกฤตแรงกล้าวูบหนึ่งก็ปะทุขึ้นภายในใจหวังเป่าเล่อทันที
ส่งผลให้เลือดเนื้อทั้งร่างของเขาสั่นไหว ขณะที่ร่างล่าถอยด้วยความเร็ว ความโกรธแค้นวูบหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในใจหวังเป่าเล่อ เขารู้สึกว่าร่างต้นนั้นอ่อนแอเกินไปแล้ว
ขณะล่าถอย ใบหน้าของสตรีภายในเค้าร่างบิดเบี้ยวนั้น ก็เผยรอยยิ้มวิปริต เพียงวูบเดียวนางก็พุ่งมาทางหวังเป่าเล่อ แต่ในตอนนั้นเอง…
หม้อยักษ์สัมฤทธิ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศกลางเมืองปรารถนารสพลันส่งเสียงโจมตีออกมา ในพริบตาหม้อยักษ์นี้ก็เคลื่อนย้ายเองแล้วหายไป เมื่อปรากฏขึ้นอีกรอบก็อยู่ด้านหน้ารูปร่างบิดเบี้ยว ขวางกั้นสายตาของใบหน้าที่อยู่ด้านในจนหมดสิ้นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นกลิ่นหอมเนื้อก็ยังอบอวลไปรอบด้าน มือที่ซีดขาวข้างหนึ่งราวกับถูกต้มมานานหลายปี ยื่นออกมาช้าๆ จากภายในหม้อยักษ์
“ฮูเอ๋อร์ลี่ เจ้าถูกคำสาปดวงจิตเทพ กลายเป็นอาหารที่เขาโปรดปรานที่สุด ต้องอยู่ในสภาพถูกต้มทุกภพทุกชาติ เวลานี้เพราะผู้มาจากภายนอก กลับพยายามฝ่าฝืนคำสาปงั้นหรือ!”
“เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า นี่จะทำให้เจ้าสูญเสียความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น เจ้า…เจ้าบ้าไปแล้ว!” หลังจากเห็นมือซีดขาวที่ยื่นออกมาจากภายในหม้อยักษ์ สตรีนางนั้นก็หน้าถอดสี ส่งเสียงกรีดแหลม
ท่าทางของนางคล้ายจะหวาดกลัวต่อมือซีดขาวนี้ ล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นยังกระจายความผันผวนออกมา ราวกับต้องการเพรียกหาวิญญาณจักรพรรดิและผู้พิทักษ์
แต่ขณะที่กระจายความผันผวนนั่นเอง มือซีดขาวที่ยื่นออกมาจากภายในหม้อยักษ์ ก็กระแทกขึ้นไปบนฟ้าทันที
การกระแทกครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดรอยแตกราวใยแมงมุมขนาดใหญ่บนท้องฟ้า เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น พวกมันปรากฏขึ้นทั่วสารทิศทันที ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกของเมืองปรารถนารส ทำให้สถานที่แห่งนี้คล้ายถูกตัดขาด
“เจ้าสตรีชั่วช้า ข้าไม่ชอบขี้หน้าเจ้ามานานแล้ว!” เสียงนั้นแหบพร่า ในตอนที่บริเวณโดยรอบถูกแยกออกจากหม้อยักษ์ มือซีดขาวนั้นก็รีบคว้าไว้ แบ่งแยกครึ่งฟ้าและครอบคลุมรูปร่างบิดเบี้ยวไว้โดยตรง ทำให้สตรีนางนั้นตองดิ้นรน ไม่อาจหลบหนี ถูกดูดดึงเข้ามาทีละเล็กทีละน้อยไปทางหม้อยักษ์
“ฮูเอ๋อร์ลี่ เจ้าบ้าไปแล้ว!” ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว ดวงตาฉายแววอาฆาต กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงปะทุขึ้นทันที เสียงแห่งสรรพชีวิต ดนตรีแห่งธรรมชาติ เสียงแห่งสรรพสัตว์ ถูกส่งไปรอบด้าน ในเวลาเดียวกันบริเวณที่ถูกแยกออกก็ปรากฏสัญญาณของการพังทลาย
เมื่อเห็นว่าการแยกกำลังจะพังทลายลงแล้ว ตอนนั้นเองเสียงหัวเราะก็ดังมาจากหม้อยักษ์
“นี่ ก็คือคำตอบของข้า”
ประโยคนี้รวดเร็วยิ่ง แต่หวังเป่าเล่อกลับเข้าใจได้ ดวงตาฉายประกาย เขาเห็นมือซีดขาวที่ยื่นออกมาจากหม้อยักษ์ กระจายออกด้วยตัวมันเอง ออกจากพื้นที่ของหม้อยักษ์ทันที แล้วเผาไหม้ไปตลอดทาง สตรีนางนั้นไม่อาจเชื่อสายตา เพราะมันกำลังจะเจาะเข้าไปตรงกึ่งกลางคิ้วของตน
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็แผดแหลมไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือเสียงของสรรพสิ่ง หรือเสียงของสรรพชีวิตทั้งหมด นางไม่อาจทนรับไหว รูปร่างบิดเบี้ยวนั้นพังทลาย ระเบิดออกแล้วแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
ภายในสนามรบ ผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียงทั้งหมด หลังจากเห็นเหตุการณ์นี้เข้า ใบหน้าก็เปลี่ยนสี ความกระหายสงครามหายวับ รีบเร่งล่าถอย
“สตรีนางนั้นมีสามร่างหลัก นี่คือหนึ่งในนั้น การทำลายอาจส่งผลต่ออีกสองร่างที่เหลือและทำให้พวกเขาต้องหลับใหลและฟื้นฟู…” ด้านหวังเป่าเล่อ เพราะไล่ติดตามนักปราชย์ผู้นั้นมานานเกินไป ร่างกายจึงร้าวรานอยู่บ้าง เขาดูดรับกลิ่นอายกฎเกณฑ์จากภายในร่าง ได้ยินเสียงแว่วมาข้างหู.
“ปิงหลิงจื่อ ข้าใช้แขนเพียงข้างเดียวเป็นค่าตอบแทนช่วยเหลือเจ้า แลกเปลี่ยนกับความหวังในอนาคตให้ข้า การค้านี้เจ้าไม่เสียเปรียบ”
“ที่นี่ยังเหลือธูปอยู่ครึ่งดอก วิญญาณจักรพรรดิและผู้พิทักษ์กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ ถ้าเจ้ายังไม่ออกไป อีกสักพักเจ้าก็จะไปไม่ได้แล้ว!”
ได้ยินเสียงแหบพร่าที่ดังมาจากภายในหม้อยักษ์ หวังเป่าเล่อก็สูดหายใจเข้าลึกๆ มองอย่างลึกซึ้ง เมื่อเขาหันกาย ร่างก็หายในวับภายในพริบตา
หลังจากที่เขาหายตัวไปแล้ว การสังหารหมู่ก็เริ่มต้นขึ้น แม้ผู้ฝึกตนบางคนจากเมืองปรารถนาเสียงจะหนีไปได้ แต่ก็ยังมีอีกครึ่งหนึ่งล้มตายที่นี่
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่แยกตัวออกจากที่แห่งนี้ ท้องนภาก็พลิกคว่ำ ก่อนจะปรากฏร่างสวมหน้ากากสีขาวร่างแล้วร่างเล่า
พลังที่แผ่ออกมาจากร่างพวกเขาได้ปกคลุมไปทั่วเมือง ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมด รวมทั้งเจ้าสวาปามต่างสั่นสะท้าน แหงนหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว
หลังจากที่ได้เห็นร่างผู้ที่สวมหน้ากากสีขาวเหล่านี้ ใบหน้าไร้อารมณ์ขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนท้องนภา
สายตาของใบหน้าเหล่านั้นกวาดมองทั่วพื้นดิน สุดท้ายก็มาหยุดตรงหม้อยักษ์
หม้อยักษ์ไม่ได้ขยับเขยื้อน เสียงหัวเราะส่งออกมาจากด้านใน
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”
“คำสาป!” ผู้ที่ตอบกลับคือใบหน้าขนาดใหญ่นั้น มันเอ่ยออกมาคำหนึ่ง
ทันทีที่กล่าวคำนี้ออกมา เสียงเดือดในหม้อก็รุนแรงขึ้นทันที ราวกับว่าระดับความร้อนและการทรมานเพิ่มขึ้นร้อยเท่า ทำให้หม้อยักษ์ทั้งใบสาดสีแดงฉาน การเดือดปุดภายในราวกับจะสามารถละลายทุกอย่างได้ จินตนาการได้ว่าเจ้าปรารถนาแห่งเมืองปรารถนารสผู้นั้น ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่แน่
แต่ระหว่างการทรมานนี้ ก็ยังมีเสียงหัวเราะส่งออกมาจากหม้อยักษ์ เพียงแต่เสียงหัวเราะนี้ เห็นชัดว่าได้รับความเจ็บปวด แต่ก็ดูเหมือนว่าพลังแห่งศรัทธาทำให้เขาไม่ยินยอมส่งเสียงเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ในเมื่อมีศักดิ์ศรีเช่นนี้ คราวนั้นเหตุใดจึงยอมจำนน…”
ประโยคนี้ ดูเหมือนจะกระตุ้นเจ้าปรารถนาในหม้อใบใหญ่ได้อย่างรุนแรง ทำให้เสียงหัวเราะของเขาหยุดชะงัก คำพูดเหล่านั้นดูเหมือนจะกระตุ้นความอยากอาหารของเมืองอย่างรุนแรง ทำให้เสียงหัวเราะของเขาต้องหยุดลง ก่อนที่น้ำเสียงขมขื่นจะดังออกมา
“ใจทมิฬ! เจ้า…”
ดูเหมือนว่าสำหรับเขาแล้ว ความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ก็ยังน้อยกว่าคำพูดนี้มากนัก ทว่าพูดไม่ทันจบ ใบหน้าที่สวมหน้ากากขาวเหล่านั้นก็ส่งเสียงเย้ยหยันออกมาเสียก่อน พลังที่น่าตระหนกเข้ามากดทับบนหม้อยักษ์ เสียงของเขาร้องคำราม เมื่อโดนกดลงไปที่พื้น และเมื่อกดอีกครั้งก็จมลึกลงไปใต้ดินแล้ว
“แสงอรุณในความมืดนั้นล้ำค่าที่สุด หากเจ้าต้องการความหวัง จงรอคอยในความมืดมิดนั้นเถอะ” ใบหน้านั้นกล่าวเสียงแผ่วแผ่ว จนมีเพียงเจ้าปรารถนาในหม้อยักษ์เท่านั้นที่ได้ยิน มันเมินเฉยต่อสรรพชีวิต ก่อนจะสลายไปบนท้องฟ้า
เมื่อมันสลายไปแล้ว วิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้นที่อยู่รอบด้าน ก็กลายเป็นสายรุ้งทะยานกลับไปเช่นกัน
โลกเงียบสงัด ผู้ฝึกตนของเมืองปรารถนารสต่างประหลาดใจ มีเพียงเจ้าสวาปามหลายคนพวกนั้นที่เผยสีหน้าสับสน ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ต่างมองหน้ากันและกัน ทว่าบนพื้นดิน ด้านเฉิงหลิงจื่อนั้น ตอนนี้ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขามองออกไปไกลๆ ราวกับกำลังค้นหาร่างของคนผู้หนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน บนพื้นดินบริเวณที่ห่างจากเมืองปรารถนารส หวังเป่าเล่อเปลี่ยนโฉมหน้าแล้ว เขากำลังพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เป้าหมายนั้นก็คือ… สถานที่ที่ร่างต้นของเขาหลับใหล!
“เจ้าปรารถนารส คำสัญญาของข้าที่ให้ท่าน ต้องทำให้สำเร็จ!”
ท่วงทำนองนี้มาอย่างกะทันหันมาก แต่เพียงชั่วอึดใจก็ก้องกังวานอยู่ในใจชาวเมืองปรารถนารส ทำให้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มึนงงไปในทันที
และในชั่วอึดใจที่ตกตะลึงอยู่นี้ เสียงคำรามหนึ่งก็ส่งมาจากที่ที่เจ้าสวาปามผู้แข็งแกร่งที่สุดอยู่ เสียงดังสะท้อนก้องเทียมฟ้าคล้ายอสนีสวรรค์น่าตระหนก พริบตาที่ระเบิดออก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คลื่นเสียง แต่เป็นพลังแห่งปรารถนารสที่มาจากภายในร่างผู้ฝึกตน
ด้วยปรารถนารสต่อต้านปรารถนาเสียง
แม้ระดับกฎเกณฑ์จะเท่าเทียมกัน แต่ลำดับชั้นต่างกันของผู้ที่ใช้ย่อมเป็นตัวกำหนดความแข็งอ่อน เพียงชั่วพริบตาผู้ฝึกตนที่อยู่ในอารามก็ตื่นตระหนกทั่วทั้งเมืองปรารถนารส ส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมา แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่ง ระหว่างที่ท่วงทำนองโศกสลดบรรเลง ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มประหลาด เลือกที่จะยกมือขึ้น แล้วทุบไปที่หว่างคิ้วของตน ส่งผลให้หน้าผากแหลกละเอียด จิตใจแตกสลาย
ขณะเดียวกัน หวังเป่าเล่อก็นั่งขัดสมาธิลงกับที่ เขาลืมตาขึ้นมองไปทางท้องฟ้ามืดสนิทยามราตรีกาลอย่างเย็นชาด้านนอกโลกภายนอกเมืองปรารถนารส
บนท้องฟ้ามีผู้ฝึกตนสวมชุดยาวสีขาวนับหมื่นลอยอยู่ ผู้ฝึกตนเหล่านี้ ล้วนอยู่ในภาพมายาทั้งสิ้น บ้างก็กลายเป็นเสียงดนตรี บ้างก็กลายเป็นร่างคน
บนพื้นแผ่นดิน เวลานี้มีร่างสูงใหญ่ 12 ตน กำลังสืบเท้าเข้ามาช้าๆ ร่างแต่ละร่างเป็นราวกับนักแสดงในตอนแรก เวลาเดียวกันก็เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ต่างมีเครื่องดนตรีเต็มยศ รอบด้านยังมีผู้ฝึกตนจำนวนมากราวกับกำลังไปสนับสนุนวงดนตรี
ไกลออกไป ระหว่างฟ้าดิน ความว่างเปล่าพลันบิดเบี้ยว
หวังเป่าเล่อเพียงเหลือบมองรูปร่างบิดเบี้ยวเหล่านี้ ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น เสียงร้องไห้ และเสียงกรีดร้องตามมา เสียงทั้งหมดมาจากสรรพชีวิตในจิตใจ มีเสียงดนตรีและเสียงคำรามก้องดังอยู่ในนั้น ราวกับเสียงที่มีอยู่ในกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียง รวมตัวอยู่ในรูปร่างบิดเบี้ยวทั้งหมด
ผู้คนพวกนี้ มาจากเมืองปรารถนาเสียง!
และรูปร่างบิดเบี้ยวใหญ่โตนั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ถึงสถานะได้ มันคือ…เจ้าปรารถนาของเมืองปรารถนาเสียงผู้นั้น
ในเวลาเดียวกัน ด้านเมืองปรารถนารสก็ตอบโต้อย่างรวดเร็ว ร่างของเจ้าสวาปามขยายออกร่างแล้วร่างเล่า กลายเป็นภูเขาเนื้อทะยานขึ้นฟ้า แม้สาวกเนื้อจะมีจำนวนน้อยมาก แต่ผู้ฝึกตนเมืองปรารถนารสบนแผ่นดิน ต่างพากันคำรามเสียงเซ็งแซ่ ดวงตาแดงก่ำ คล้ายกับหิวโหยอย่างที่สุด กระจายกลิ่นอายปรารถนารสอันแรงกล้าออกมา
ยิ่งหม้อสัมฤทธิ์ยักษ์ที่อยู่ในตำหนักของเจ้าเมืองแล้ว มันค่อยเปลี่ยนรูปร่างช้าๆ ปรากฏร่างของเจ้าปรารถนาแห่งเมืองปรารถนารส…ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนหม้อยักษ์
“ปรารถนารส กลิ่นอายของผู้มาจากภายนอก ก็อยู่กับเจ้าที่นี่ ส่งมันมาให้ข้า เจ้ากับข้าแบ่งกัน!” ตอนที่หวังเป่าเล่อหรี่ตา ดูเหมือนเสียงสรรพชีวิตที่รวมตัวอยู่ได้กระจายออกไปทั่วสารทิศจากกลุ่มบิดเบี้ยวนั้นแล้ว
“แบ่งกันหรือ เจ้าก็คู่ควร!” เสียงที่ตอบกลับรูปร่างบิดเบี้ยวนั้น เป็นเสียงเย้ยหยันจากเจ้าปรารถนาเมืองปรารถนารสที่อยู่บนหม้อยักษ์
เสียงนี้ราวกับจะไปกระตุ้นรูปร่างบิดเบี้ยวนั้นเข้า ทำให้มันแผดเสียงแหลมเล็กออกมาจากภายใน พริบตาต่อมากองทัพผู้ฝึกตนจากเมืองปรารถนาเสียงที่อยู่นอกคูเมือง เสียงดนตรีแต่ละชิ้นก็ดังก้องมายังเมืองปรารถนารส
ผู้ที่ตอบโต้พวกเขาคือผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารส คนเหล่านั้นทะยานขึ้นฟ้าคนแล้วคนเล่า โรมรันคำรามก้อง ส่วนร่างที่มีเครื่องดนตรีครบถ้วนนับสิบกว่าคนเหล่านั้น ผู้ที่ขวางกั้นพวกเขาเอาไว้คือเจ้าสวาปาม
โจวฮั่วก็ดี ถัวหลิงจื่อก็ช่าง เวลานี้ต่างคำรามก้องทะยานออกมา และเจ้าสวาปามผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มผู้นั้น ยิ่งตรงเข้าไปต่อกรแบบหนี่งต่อสาม ตอนนั้นเองที่ด้านนอกคูเมืองก็เข่นฆ่ากันอย่างต่อเนื่อง
หวังเป่าเล่อไม่ได้ลงมือ เขากำลังรอเวลา
รอให้เจ้าปรารถนาของเมืองปรารถนารส ให้คำตอบแก่เขา
และการรอคอยของเขาก็ไม่ได้นานเกินไป เมื่อการต่อสู้เริ่มต้น ขณะที่กลุ่มเสียงโห่ร้องแห่งความบิดเบี้ยว ปะทะเข้ามาในเมืองปรารถนารสโดยตรง มุ่งตรงไปที่หม้อยักษ์
เจ้าปรารถนาเมืองปรารถนารสที่อยู่บนหม้อยักษ์ ร่างที่ราวกับภูเขาเนื้อก็ทะยานขึ้น จากนั้นก็ปะทะเข้าด้วยกันกับรูปร่างบิดเบี้ยว ขณะที่เสียงคำรามสะท้อนก้อง พลังแห่งกฎเกณฑ์ของทั้งสองก็ระเบิดอยู่บนร่างพวกเขาอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ร่างกายของหวังเป่าเล่อก็เลือนรางหายไปจากที่เดิม และปรากฏตัวอยู่นอกเมืองทันที ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งด้านหน้าคือผู้ฝึกตนท่าทางเหมือนนักปราชญ์ รอบตัวเต็มไปด้วยด้วยเด็กนักเรียนจำนวนมาก เครื่องดนตรีของเขาใกล้เคียงกับคัมภีร์ เมื่องสะท้อนก้องไปทั่วทิศ จึงคงเหลือไว้ด้วยพลังผนึกปราบปราม
หลังจากเห็นหวังเป่าเล่อ ขณะที่นักปราชญ์โบกมือ เสียงคัมภีร์เทียมฟ้าก็ดังสะท้าน แต่หวังเป่าเล่อกลับหัวเราะเยาะ ร่างกายพลันขยายอย่างต่อเนื่อง หลังจากขยายถึง 500 กว่าจั้งแล้ว ก็ส่งหมัดไปที่อีกฝ่าย
หมัดนี้ต่อยเข้าไปในอากาศ ระเบิดไปทั่วสารทิศ ทำให้ผู้ติดตามรอบด้านนักปราชญ์ ต่างหน้าเปลี่ยนสี แสดงความดุร้าย ดูเหมือนจะหิวโหยมานาน แล้วหันกลับไปทางนักปราชญ์กัดกินอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลาเดียวกัน ร่างของหวังเป่าเล่อไม่ได้ชะงักเลยแม้แต่น้อย เขาพุ่งเข้าไปทันที ร่างขนาด 500 กว่าจั้งกลายเป็นวังวนขนาดใหญ่ คล้ายต้องการกลืนกิน เป็นดังคาดมันกลืนนักปราชญ์เข้าไปในพริบตา
เหตุการณ์นี้ทำให้นักปราชญ์หน้าถอดสี ไม่ใช่ไม่เคยต่อสู้กับเจ้าสวาปามมาก่อน แต่เจ้าสวาปามแปลกหน้าที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ ดูไม่ค่อยเหมือนเจ้าสวาปามอื่นๆ เท่าไรนัก ท่าทางดูแล้วดุร้ายยิ่งกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างกายหายวับกลายเป็นเครื่องดนตรีไร้ร่าง คล้ายต้องการหลบหลีกด้วยความรวดเร็ว
พริบตาต่อมา สถานที่ที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้ก็ปรากฏหวังเป่าเล่อที่กลายเป็นวังวน กำลังกลืนกินความว่างเปล่ารอบตัวเขาเข้าไป
“คิดจะหนีงั้นหรือ” ภายในวังวน ใบหน้าหวังเป่าเล่อก็ปรากฎออกมา ดวงตาฉายประกายประหลาด เขาเลียริมฝีปาก แม้ว่าอีกฝ่ายจะหนีไป แต่ก็ยังถูกเขากลืนกินกลิ่นอายของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงมาแล้วบางส่วน เขาค้นพบอย่างยินดีว่า กลิ่นอายนี้เข้ากับภายในร่างตน ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสได้รับการหล่อหลอมลมหายใจกฎแห่งความปรารถนา หวังเป่าเล่อรู้สึกประหลาดใจมากที่พบว่าลมหายใจในร่างของเขาตอนนี้ กฎความอยากอาหารนั้นได้รับการหล่อเลี้ยงในระดับดีแล้ว
ดังนั้นเพียงวูบเดียว หวังเป่าเล่อจึงไล่ตามไปอีกครั้ง
เหตุการณ์เช่นเดียวกันอาจพบได้ทุกที่ในสนามต่อสู้นี้ เพียงแต่ว่ามีบางที่ที่กฎเกณฑ์ปรารถนารสได้เปรียบ และมีบางที่กลับตรงกันข้าม ทว่าเรื่องการหล่อเลี้ยงกฎเกณฑ์ของอีกฝ่าย ไม่เพียงมีเฉพาะหวังเป่าเล่อเท่านั้น
นี่เป็นกฎเวท บนร่างของคนผู้หนึ่งไม่อาจมีกฎเกณฑ์ปรารถนาทั้งสองชนิดได้ หากปรากฎกฎเกณฑ์ชนิดที่สองแล้ว ก็จะต้องถูกฝ่ายที่แกร่งกว่ากลืนกิน
ด้วยประการฉะนี้ การเข่นฆ่าที่สนามรบจึงดุเดือดตั้งแต่เริ่มแรก ในเวลาเดียวกันบนท้องนภา การต่อสู้ระหว่างสองเจ้าปรารถนาก็ส่งเสียงคำรามก้องไปทั้งฟ้าดินตั้งแต่เริ่มลงมือ
ทว่า เห็นได้ชัดว่าท่าทีของเจ้าปรารถนารสในตอนนี้ เป็นไปตามที่หวังเป่าเล่อเคยกล่าว เขาเป็นเพียงร่างแยก ดังนั้นในไม่ช้าขณะที่ทางหวังเป่าเล่อไล่ตามนักปราชญ์ผู้นั้นและลงมือกลืนกินอีกครั้ง ก็เกิดเสียงคำรามส่งมาจากท้องนภา ร่างของเจ้าเมืองปรารถนารสที่อยู่บนอากาศ เวลานี้ถูกรูปร่างบิดเบี้ยวนั้นพันธนาการ ก่อนจะพังทลายลงทันที
การพังทลายนี้ ทำให้จิตใจของผู้คนเมืองปรารถนารสสั่นสะท้านไปตามๆ กัน หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงเล็กน้อย ความรู้สึกวิกฤตที่รุนแรง ปะทุขึ้นในใจทันที
เพราะว่า…ตอนนี้เขาสังเกตเห็นแล้วว่าภายในรูปร่างบิดเบี้ยวกลางอากาศนั้น ได้ปรากฏใบหน้าของสตรีงามหมดจดอยู่ด้วย เวลานี้นางกำลังกวาดสายตาไปทางสนาม กวาดสายตาผ่านไปทั่วเมือง และสุดท้ายสายตาคู่นั้นก็มาหยุดลงที่ร่างของหวังเป่าเล่อ
“เจอตัวแล้ว!”
“เมื่อเทียบกับอิสระที่จะได้รับ ข้าอยากได้ความหวังที่ไร้ขอบเขตมากกว่า” หวังเป่าเล่อเงียบไปชั่วครู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปทางเจ้าปรารถนาที่อยู่บนหม้อยักษ์ซึ่งกำลังมองมาทางตนด้วยความสงสัย
เขาย่อมเข้าใจนัยยะของอีกฝ่าย ที่บอกตนก่อนถึงข้อต่อรองที่โลกด้านบนมอบให้ จากนั้นก็บอกว่าตนรู้ถึงท่าทีของเขา และสุดท้ายก็ยื่นข้อเสนอ
พื้นฐานของทั้งหมดนี้ก็คือ…ทั้งสองฝ่ายอาจจะสามารถร่วมมือกันได้
บางทีคนผู้นี้อาจยังไม่รู้แน่ชัดถึงสถานะของตน แต่ก็น่าจะคาดเดาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว และการร่วมมือนี้ สำหรับเจ้าปรารถนานั้น แม้จะมีความเสี่ยง แต่เมื่อคาดการณ์แล้วก็คุ้มค่าแก่การลอง
อย่างมากที่สุดก็ถูกกำราบก็เท่านั้น แต่หากสำเร็จ…เช่นนั้นสิ่งที่เขาได้รับก็คืออิสระอย่างแท้จริง
และตัวหวังเป่าเล่อ เวลานี้ก็ได้ตัดสินใจแล้วเช่นกัน สถานะของเจ้าปรารถนาเหล่านี้ของโลกาชั้นที่สอง น่าจะเป็นหนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธ์ 108 คน ในตอนแรก
เพียงแต่เมื่อเทียบกับผู้ที่ถูกผนึกไว้เป็นตัวจ่ายพลังในโลกาชั้นแรก คนเหล่านั้น…เลือกที่จะยอมทำตาม ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ถูกผนึกเป็นตัวจ่ายพลัง แต่สูญเสียอิสรภาพไปเกือบนิรันดร์
ในหมู่พวกเขา บางคนหมดหวัง บางคนกำลังแสวงบุญ และบางคนยังคงมีไฟเผาผลาญอยู่ในใจ รอคอยโอกาสที่จะมาถึง
หวังเป่าเล่าเข้าใจเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถให้สัญญาใดๆ ได้ ทั้งหมดที่เขาสามารถให้ได้คือความหวัง แต่เขาเชื่อว่า… ในเวลาอันยาวนานนี้ การปรากฏตัวของตน เป็นเพียงความหวังเดียวและยิ่งใหญ่ที่สุด
ดังนั้นหลังจากกล่าวออกมาแล้ว หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้รีบร้อน รอคอยคำตอบของเจ้าปรารถนาที่อยู่ตรงหน้า
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงหายใจหนักหน่วง
“การสวาปามกำลังจะเริ่มแล้ว ปิงหลิงจื่อ เทศกาลสวาปามครั้งนี้เตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ ตามข้าไปเถอะ” เจ้าปรารถนาไม่ได้รีบร้อนกล่าวคำตอบของเขาออกมา แต่กลับเปลี่ยนเรื่อง ยิ่งกว่านั้นก็ยืนขึ้นบนหม้อยักษ์ช้าๆ ขณะที่โบกมือ รอบด้านก็พร่าเลือนทันที
ราวกับว่าดวงดาวกำลังเคลื่อนคล้อย และในเวลาต่อมา หวังเป่าเล่อและเจ้าแห่งปรารถนาก็ออกจากตำหนักเจ้าเมือง แล้วปรากฏขึ้นเหนือแท่นบูชากลางเมืองปรารถนารสในเทศกาลสวาปาม
หลังจากปรากฏตัวแล้ว ก็ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีมาจากด้านล่าง หวังเป่าเล่อก้มลงมอง เขาก็เห็นประชาชนเมืองปรารถนารสเนืองแน่น
เมื่อถึงขอบเขตกฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขาในตอนนี้ ยามที่เขากวาดตามองไป นอกจากจะเห็นผู้ฝึกตนที่ไม่สิ้นสุดแล้ว ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตะกละของพวกเขาอย่างชัดเจน
กลิ่นอายนี้ สำหรับกฎเกณฑ์ปรารถนารสแล้ว นับได้ว่าเป็นอาหารบำรุงอันโอชะ โดยเฉพาะหลังจากเจ้าแห่งปรารถนานำหนวดสีทองนับไม่ถ้วนนั้นออกมา กลิ่นอายตะกละรอบด้านก็ปะทุขึ้น
“ปิงหลิงจื่อ ยังไม่ดูดรับอีก!” เสียงของเจ้าปรารถนาส่งมาข้างหูหวังเป่าเล่อ ดวงตาของเขาเป็นประกาย ไม่ได้เกรงใจและก็ไม่ลังเล แต่กฎเกณฑ์ปรารถนารสในกายกลับปะทุออกมาทันที ขณะนี้ร่างกายได้กลายขนาดเป็น 500 กว่าจั้ง ก่อเป็นวังวนมหึมาสูดกลิ่นอายที่อยู่รอบด้านทันที
ภายใต้การดูดรับนี้ กลิ่นอายตะกละก็เป็นราวกระแสน้ำ รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งรวดเร็วไปทางหวังเป่าเล่อ หลอมรวมเข้าสู่ภายในวังวน ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้กินเวลาต่อเนื่องไปหนึ่งก้านธูป
เพราะเทศกาลสวาปามในคราวนี้ได้เตรียมไว้เพื่อหวังเป่าเล่อ ดังนั้นในเวลาหนึ่งก้านธูป เจ้าแห่งปรารถนาไม่ได้ดูดรับกลิ่นอายตะกละเลยแม้แต่น้อย เจ้าแห่งสวาปามทั้งแปดก็เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อเทียบกับเจ้าปรารถนาแล้ว เวลานี้ฝ่ายหลังทั้งแปดคนต่างประหลาดใจอย่างที่สุด
โจวฮั่วปากอ้าตาค้าง ถัวหลิงจื่อเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก เจ้าสวาปามอื่นก็ล้วนใจเต้นระทึก มีเพียงสองคนที่มีร่างแห่งปรารถนาถึง 500 กว่าจั้งที่ยังสงบอยู่ได้บ้าง แต่ดวงตาฉายแววความหวาดกลัวและระแวดระวัง
แท้จริงแล้วนั้น…วังวน 500 กว่าจั้งของหวังเป่าเล่อ ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกอย่างสมบูรณ์แบบ
ต้องรู้ว่า วังวนร้อยจั้งก็เป็นเจ้าสวาปามได้แล้ว และถึงขนาด 500 กว่าจั้ง ก็หมายความกฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อ สามารถกำราบเจ้าสวาปามได้หลายคน ระหว่างการก้าวกระโดดนี้ จากสาวกเนื้อมาถึงขั้นสูงเช่นนี้ ความเร็วเช่นหวังเป่าเล่อย่อมทำให้ทุกคนประหลาดใจ
ขณะที่จิตใจของเจ้าสวาปามพากันตื่นตระหนก ความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้น ภายในเวลาหนึ่งก้านธูปหวังเป่าเล่อก็เสร็จสิ้นการดูดรับ เขาดูดรับกลิ่นอายตะกละไปแล้วประมาณสามส่วน ไม่ใช่คิดจะหยุด แต่ประโยชน์ของกลิ่นอายตะกละสำหรับเขาครั้งเมื่อยังเป็นสาวกเนื้อนั้นมากนัก แต่หลังจากเป็นเจ้าสวาปามแล้ว แม้จะยังมี แต่ก็ไม่อาจรับมากเกินไปภายในครั้งเดียว
นี่ก็คือเหตุผลที่เทศกาลสวาปามมีเดือนละหนึ่งครั้ง อย่างไรกลิ่นอายตะกละยังต้องการย่อยสลาย ไม่เหมือนการกลืนกินผู้ฝึกตนอื่นเป็นอาหาร ที่สามารถดูดรับได้โดยตรง
หลังจากนั้นเจ้าปรารถนาก็ดูดกลิ่นอายตะกละจากทั่วสารทิศทันที การดูดดำเนินไปครึ่งเดียว ต่อไปจึงเป็นเจ้าสวาปาม เมื่อถึงเวลานี้เทศกาลสวาปามครั้งนี้สำหรับหวังเป่าเล่อนับว่าได้สิ้นสุดแล้ว
หลังจากเจ้าปรารถนาไปแล้ว คำเชื้อเชิญของเจ้าสวาปามก็มาอย่างต่อเนื่อง หวังเป่าเล่อเองก็ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์ เขาไปเยี่ยมเยีอนโจวฮั่วก่อน หลังจากนั้นก็ไปเยี่ยมเยียนเจ้าสวาปามอื่นทีละคนตามคำชี้แนะของโจวฮั่ว
ด้านถัวหลิงจื่อ เขาก็ไปแล้ว ท่าทีของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปมาก ยังแสดงถึงความขอบคุณที่ดูแลเฉิงหลิงจื่อด้วยความสุภาพ
แม้ก่อนหน้านั้นทั้งสองจะมีปัญหาขัดแย้งกันตอนยังเป็นสาวกเนื้อ แต่มีเฉิงหลิงจื่อประสานอยู่ตรงกลาง และพลังของหวังเป่าเล่อก็ยังทำให้ถัวหลิงจื่อหวาดหวั่น ดังนั้นการเยี่ยมเยียนในคราวนี้ ทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็ยินดีปรีดา
ขณะเดียวกัน น้ำเย็นหล่อวิญญาณอาหารชนิดนี้ ภายในเมืองปรารถนารสแล้ว ก็นับว่ายืนหยัดได้อย่างมั่นคงและร้านอาหารปิงหลิงก็ขายดีเทน้ำเทท่า ขยายไปในเมืองปรารถนารสได้อย่างราบรื่น ไม่พบอุปสรรคใด
ถึงอย่างไรในฐานะที่หวังเป่าเล่อเป็นเจ้าสวาปาม การเลื่อนขั้นของเขาจึงจำเป็นต้องมีการแบ่งเมืองสวาปามใหม่ อีกทั้งความแข็งแกร่งและคุณความดีของเขา ก็ทำให้เจ้าสวาปามคนอื่น แม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ก็ไม่อาจไม่นำผลประโยชน์ส่วนของตนออกมา ทำให้ปรากฏกองกำลังที่เก้าของหวังเป่าเล่อ
หลังจากกระบวนการทั้งหมดผ่านไปประมาณครึ่งเดือน ชื่อของปิงหลิงจื่อได้กลายเป็นพลังเทพภายในเมืองปรารถนารสไปแล้ว ประตูทั้งแปดแต่เดิมที ก็ถูกสร้างขึ้นอีกแห่ง และหวังเป่าเล่อได้มอบให้เฉิงหลิงจื่อเป็นผู้ควบคุม
ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการร้านหญิงก็ดี คนแคระก็ช่าง หรือที่มาติดตามเป็นคนในร้านของเขา ต่างก็กระจายตัวกันไป ทำการค้าให้เขาด้วยความจงรักภักดี
ส่วนที่ดีก็ย่อมมากมายเป็นธรรมดา ที่โดดเด่นที่สุดก็คือในด้านการฝึกตน คนเหล่านี้ก็ได้ดูดรับกลิ่นอายตะกละอย่างเต็มอิ่ม พลังเพิ่มสูงขึ้นมาก กระทั่งว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าพวกเขาจะสามารถเลื่อนขึ้นเป็นสาวกเนื้อได้ในเวลาไม่นาน
ทั้งหมดนี้ล้วนดีงาม หวังเป่าเล่อก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงภายในเมืองปรารถนารสนี้
แต่เขาเข้าใจว่านี่เป็นแค่เปลือกนอก
เพราะว่า…เขาสัมผัสได้อยู่ลึกๆ หวังเป่าเล่อแน่ใจว่า…เจตนาร้ายบางอย่างกำลังคืบคลานเข้าใกล้เมืองปรารถนารสไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เจ็ดวันต่อมา ความรู้สึกนี้ก็กลายเป็นจริง
สิ่งแรกที่มาถึง คือท่วงทำนองเศร้าสร้อยซึ่งก้องกังวานอยู่ภายในเมืองปรารถนารสในตอนค่ำคืน
..
“ดี!” ด้วยการคำนับของหวังเป่าเล่อ ร่างเจ้าปรารถนาที่ราวกับภูเขาเนื้อนั้น ดวงตาฉายแววประหลาดใจ เขาพยักหน้าน้อยๆ พวกโจวฮั่วต่างก็ประสานหมัดคำนับไปทางหวังเป่าเล่อ
ในหมู่พวกเขาแม้ถัวหลิงจื่อจะมีสีหน้าไม่สู้ดี แต่ดวงตากลับฉายความสงสัย เพราะเห็นบุตรชายของตน เวลานี้ยืนอยู่ข้างกายหวังเป่าเล่อ แม้กลิ่นอายจะอ่อนลงไปไม่น้อย ทว่าร่างกายและวิญญาณเทพกลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย และสิ่งที่ทำให้เขายิ่งรู้สึกประหลาดใจก็คือ สายตาของเฉิงหลิงจื่อขณะที่มองหวังเป่าเล่อนั้นมีความเทิดทูนบูชา
นี่ทำให้ถัวหลิงจื่อระงับความไม่พอใจที่มีต่อหวังเป่าเล่อก่อนหน้านั้นเอาไว้ แล้วจึงคำนับกลับไปด้วยสีหน้าไม่ยินยอม
หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจถัวหลิงจื่อ ยังไม่กล่าวถึงที่เฉิงหลิงจื่อสามารถเกลี้ยกล่อมได้หรือไม่ก่อน ลำพังความแตกต่างของกฎเกณฑ์ปรารถนารสระหว่างคนสองคน เจ้าสวาปามกว่าครึ่งก็ไม่อยู่ในสายตาของเขาแล้ว
ในหมู่เจ้าสวาปามอีกแปดคน มีเพียงสองคนที่เขาให้ความสำคัญ สองท่านนี้เมื่อครั้งเทศกาลสวาปามในตอนแรก ร่างแห่งปรารถนาที่ปรากฏ ต่างมีขนาดกว่า 500 จั้ง ยิ่งกว่านั้นอีกท่านหนึ่งขนาดถึง 700 กว่าจั้ง
หวังเป่าเล่อทำความเคารพกลับ สายตากวาดไปที่เจ้าสวาปามทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ประชาชนที่มาจากภายในเมืองปรารถนารส เวลานี้เมื่อรู้ว่าภายในเมืองปรารถนารส ได้ปรากฏเจ้าสวาปามคนที่เก้าแล้ว ต่างก็ตอบสนองส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ ดังนั้นในไม่ช้าจึงมีเสียงวุ่นวายโกลาหลส่งออกมา สุดท้ายกลายเป็นเสียงน้อมคำนับดังขึ้นเป็นระลอกเนิ่นนานกว่าจะจางหายไป
สำหรับเมืองปรารถนารสแล้ว หลายปีมานี้ไม่มีเจ้าสวาปามปรากฏขึ้นเลย ดังนั้นการเลื่อนขั้นของหวังเป่าเล่อจึงมีความหมายอย่างยิ่ง ในไม่ช้าเจ้าปรารถนาของเมืองปรารถนารสก็กล่าวออกมา ประกาศให้วันนี้เพิ่มเทศกาลสวาปามอีกครั้ง
คำประกาศนี้ ทำให้ทั่วทั้งเมืองปรารถนารสบรรยากาศครึกครื้นขึ้นอีกครั้ง ในหมู่คนเหล่านั้นผู้ที่ยินดีที่สุดก็คือทุกคนภายในร้างปิงหลิง ช่วงเวลานี้กระทั่งคนแคระที่เคี้ยวลูกตาอยู่ในปากซึ่งผูกพยาบาทกับเด็กหนุ่มในร้านมาโดยตลอด พลอยปลาบปลื้มยินดีไปด้วย
เขารู้สึกว่าการกระทำก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายล้วนถูกต้อง เมื่อทำให้ตนได้เป็นเจ้าสวาปามก็เท่ากับเป็นที่พึ่งพิง ทำให้คนของร้านปิงหลิงทั้งหมด ต่างได้ดีไปด้วย ได้เลื่อนขึ้นเป็นสายตรงของเจ้าสวาปาม
ดังนั้น คนแคระที่อยู่ในอารมณ์ยินดีปรีดา ถึงกับนำลูกตาที่อยู่ในปากออกมา คืนให้แก่เด็กหนุ่ม ฝ่ายหลังก็ตื่นเต้นเช่นกัน หลังจากได้รับก็รีบวางไว้ในดวงตาที่กลวงโบ๋
ภายในเมืองปรารถนารสก็เป็นเช่นนี้ เทศกาลสวาปามที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวในครั้งนี้ จึงเริ่มขึ้นด้วยประการฉะนี้ และในเวลาเดียวกัน หวังเป่าเล่อก็ได้รับคำเชิญที่มาจากเจ้าปรารถนา
“ปิงหลิงจื่อ ตามข้ามา”
ขณะที่กล่าว เจ้าปรารถนาในร่างภูเขาเนื้อก็ยกมือขวาขึ้นโบก ทันใดนั้นรอบด้านพลันพร่าเลือน ร่างของเขาและหวังเป่าเล่อหายไปในอากาศของเมืองปรารถนารสทันที
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ได้มาอยู่ภายในตำหนักลึกลับของเจ้าเมืองแล้ว
ตำหนักเจ้าเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมืองปรารถนารส สร้างเป็นรูปหอคอยสูงหลังหนึ่ง ราวกับตั้งอยู่ระหว่างความจริงและความลวง คล้ายจะอยู่ในเมืองเมืองปรารถนารส แต่ก็ไม่ใช่
ตำแหน่งที่อยู่ในภาพลวงตาคือแท่นบูชาที่อยู่กลางคูเมือง และพื้นที่ที่มีอยู่จริง เป็นอีกชั้นหนึ่งซึ่งเป็นที่ว่างทับซ้อนกับเมืองปรารถนารส
ที่แห่งนี้กว้างขวางไร้ขีดจำกัด มองไปแล้วอาณาเขตไพศาลมาก มีหม้อทองสัมฤทธิ์ยักษ์ใบหนึ่ง ภายในหม้อนี้ดูเหมือนต้มอาหารบางอย่างไว้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงออกมา และยังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล แผ่กระจายภายในพื้นที่ว่างทั้งหมดไปทั่วตำหนักเจ้าเมือง
นอกจากนี้แล้ว ไม่มีการตกแต่งอื่นใดในพื้นที่นี้อีก มีเพียงเจ้าปรารถนาที่ปรากฏอยู่ที่นี่ ร่างขัดดสมาธิอยู่บนหม้อยักษ์ ก้มหน้าลงมองหม้อยักษ์ที่ด้านล่าง มองหวังเป่าเล่อที่ถูกเขาพามา
หวังเป่าเล่อเพิ่งจะปรากฏตัว ก็ถูกหม้อยักษ์นั้นดึงดูดสายตาทันที เมื่อมองหม้อใบนี้ เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งกาลเวลาบุพกาล ความเสื่อมโทรมบนตัวมันราวกับวัตถุครั้งโบราณกาล ทั้งยังมีกลิ่นหอมขจรขจายที่ปิดไม่มิด
ไม่นานสายตาที่ทอดมองหม้อยักษ์ ก็เบนไปทางเจ้าปรารถนาที่ลอยอยู่ตรงนั้น ประสานหมัดคำนับ
“กฎเกณฑ์หกปราถนา มาจากเทพเจ้า…” หลังจากหวังเป่าเล่อคำนับแล้ว เสียงทุ้มต่ำที่สะท้อนออกมาคล้ายอัสนีสวรรค์ ก็ดังออกมาจากภายในภูเขาเนื้อที่อยู่บนหม้อยักษ์
“เพียงแต่ว่าจิตเทพเจ้าหลับใหล ดังนั้นพวกข้าจึงเป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์”
“และเจ้า…ไม่ว่าจะในสถานะใด ไม่ว่ามาจากแห่งหนใด ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์ใด ในเมื่อกลายเป็นเจ้าสวาปามแล้ว เชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดกฎเกณฑ์ปรารถนารส เช่นนั้น…เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ปรารถนารส” เมื่อก้อนเนื้อกล่าวออกมา ภายในหม้อยักษ์ที่อยู่ด้านล่าง เสียงต้มเดือดปุดๆ ก็ยิ่งดังขึ้น ไอหมอกก็กระจัดกระจายออกมาจากภายใน ห่อหุ้มเจ้าปรารถนาเอาไว้
หวังเป่าเล่าทอดสายตามอง ดวงตาพลันหรี่เล็กลงทันที เพราะเขาเห็นว่าร่างของเจ้าปรารถนาที่ห่อหุ้มด้วยไอหมอก กำลังละลายไปจริงๆ หยดเลือดนั้นสาดออกมาจากภายในร่าง หยดลงสู่…ภายในหม้อ
นั่นเป็นสาเหตุทำให้ภายในหม้อเดือดขึ้นกว่าเก่า กลิ่นหอมกระจายอบอวลมากขึ้น
“เจ้าแห่งปรารถนาท่าน…” หวังเป่าเล่ออดรนทนไม่ได้
“ภายในหม้อปรารถนารส จึงเป็นร่างต้นของข้า ข้าที่เจ้าเห็นในตอนนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้า เป็นเพียงร่างแยก” เจ้าปรารถนาที่อยู่บนหม้อยักษ์ มองมาทางหวังเป่าเล่ออย่างล้ำลึก กล่าวช้าๆ
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ตอนที่เขาเข้าสู่โลกาชั้นแรกก่อนหน้านั้น ก็แอบคิดว่าอีกฝ่ายรู้สถานะของตนเองอยู่บ้างแล้ว เวลานี้เขายิ่งมั่นใจ สำหรับผู้เยี่ยมยุทธ์ การโกหกนั้นไร้ความหมาย
เมื่อเขานิ่งเงียบเช่นนี้ ภูเขาเนื้อบนหม้อยักษ์ก็คล้ายจะเอ่ยปากตามอำเภอใจ เนื้อหาคำพูดที่เอ่ยออกมานั้นทำให้จิตใจหวังเป่าเล่อสั่นไหวอย่างยิ่ง
“คราวที่แล้ววิญญาณของจักรพรรดิก็สั่นคลอน ยิ่งมีผู้พิทักษ์ลงมือ จากนั้นอาณาจักรด้านบนก็ออกคำสั่งว่ามีคนนอกเข้ามาในอาณาจักรนี้ ให้เหล่าเจ้าแห่งปรารถนาของข้าตรวจหาสถานที่อยู่ แล้วจะประทานรางวัลให้”
“เจ้ารู้หรือไม่ ของรางวัลคือสิ่งใด” ภายในไอหมอก ร่างเจ้าปรารถนายังคงหลอมละลายอย่างช้าๆ จ้องไปทางหวังเป่าเล่อ
“อิสระ!” ไม่รอให้หวังเป่าเล่อเอ่ยปาก เจ้าปรารถนาก็กล่าวออกมาช้าๆ
แม้สองคำนี้จะดังออกมา หวังเป่าเล่อยังคงเงียบสนิท ไม่ได้กล่าวตอบ
ด้านเจ้าแห่งปรารถนาก็ตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งครู่ต่อมา เขาก็หัวเราะเยาะตนเอง
“อิสระ…น่าขันจริงๆ ที่มีบางคนยังมองไม่ออก อย่างเช่นเหล่าสตรีที่ฟังเจ้าปรารถนา ก็คือหนึ่งในผู้ที่มองไม่ออก”
“ในโลกใบนี้ ผู้ที่ทำงานอย่างหนักที่สุดเพื่อเสาะหาผู้ลึกลับที่มาจากภายนอกก็คือนาง”
“ในฐานะที่เป็นเจ้าปรารถนา ก็จะยิ่งอ่อนไหวต่อสัมผัสเชื่อมต่อจากโลกภายนอก ผู้ที่มาจากภายนอกนั้น ขอเพียงปรากฏต่อหน้านาง ก็จะถูกนางค้นพบ…นางไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง มีเพียงเสียงเพรียกวิญญาณจักรพรรดิและผู้พิทักษ์ ก็จะได้รับรางวัล”
“เจ้ารู้หรือไม่ จะแก้ไขการค้นพบนี้ได้เช่นไร” เจ้าปรารถนาหรี่ตามองหวังเป่าเล่อ ความเงียบของอีกฝ่ายตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เขาไม่อาจรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้
“นั่นกลายเป็นความปรารถนาของเขา ก็เหมือนกับข้าอยู่ที่นี่เพื่อขึ้นเป็นเจ้าสวาปาม” หวังเป่าเล่อกล่าวอย่างสงบ
“นี่เป็นหนึ่งในนั้น ยังมีสิ่งหนึ่งก่อนหน้านั้น นั่นก็คือ… ผู้ที่ฟังเจ้าปรารถนาผู้นี้ ตนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ จึงต้องรับการรักษา ด้วยวิธีนี้จึงไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นได้” เจ้าปรารถนาเมืองปรารถนารส กล่าวออกมา ดวงตาของเขาที่จดจ้องหวังเป่าเล่อ ฉายประกายออกมาทันที ประกายนั้นคมปลาบราวกับกำลังรอคอยคำตอบของหวังเป่าเล่อ
แม้จะไม่ใช่คำถาม แต่เขาก็เชื่อว่า อีกฝ่ายเข้าใจว่าตนหมายถึงสิ่งใด
……………
คำพูดของอีกฝ่ายก่อให้เกิดการจู่โจมรุนแรงมาทางหวังเป่าเล่อ จิตใจของเขาก้องกังวาน ร่างถอยไปหลายก้าวอย่างควบคุมไม่อยู่ ยังดีที่การแผ่กระจายของกฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขา รวมทั้งคุณสมบัติจากร่างต้น ทำให้เขาที่อยู่ที่นี่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
ทว่าดวงตาของเขานั้น กลับแดงก่ำเต็มไปด้วยเลือด เพราะการจู่โจมและการปะทุของดวงจิตในที่แห่งนี้ หวังเป่าเล่อจ้องไปที่ร่างนั้นนิ่งๆ เอ่ยเสียงแหบพร่า
“ท่านดูให้ดี ข้าคือมหาเทพหรือ”
ร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศ เวลานี้ดวงตาแดงก่ำเช่นกัน เขาจ้องมองหวังเป่าเล่อ ในแววตาแสดงถึงความเจ็บปวด แต่ท้ายที่สุดก็สามารถสังเกตเห็นชัดเจน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง จึงส่งเสียงหัวเราะออกมา
“เจ้าไม่ใช่ ฮ่าๆ เจ้าไม่ใใช่…ช่างน่าสนใจ ช่างน่าสนใจนัก”
“กล่าวให้ชัดเจน!” หวังเป่าเล่อไม่เข้าใจ เขาเน้นย้ำคำอีกรอบ
“เจ้าเข้ามานี่หน่อย ข้าจะบอกเจ้า” ร่างนี้มองหวังเป่าเล่อ แล้วฝืนยิ้มออกมา ขณะเดียวกันสีหน้าก็บิดเบี้ยว
หวังเป่าเล่อเวลานี้ปวดศีรษะรุนแรงมาก เจ็บปวดราวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เขามองร่างตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน คำรามเสียงเย็น แล้วหันกายจากไปโดยไม่สนใจอีก
แต่ในตอนที่เขากำลังจะจากไป ร่างที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ส่งเสียงคำรามออกมา พุ่งตามหวังเป่าเล่อไปทันที แต่เห็นได้ชัดว่าร่างกายถูกพันธนาการไว้ที่นี่ เช่นนั้นแล้วจึงพุ่งออกไปได้เพียงไม่กี่จั้ง หนวดเหล่านั้นที่อยู่บนร่างเขาก็ตั้งตรงขึ้นทั้งหมดคล้ายกับโซ๋ พันธนาการเอาไว้ ทำให้ไม่อาจพุ่งออกต่อไปได้ จึงทำได้เพียงส่งเสียงคำรามดิ้นรนไปมา
“ทรยศหักหลัง ต่ำช้าไร้ยางอาย!”
หวังเป่าเล่อฝีเท้าหยุดชะงัก หันศีรษะกลับไปทันที มองร่างที่ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งนั้นอย่างเย็นชา เขาสามารถรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่า ภายใต้ตำแหน่งนี้ อุโมงค์บนพื้นที่เช่นนี้ มีอายุเกือบร้อยปี แท้จริงแล้วในใจของเขาก็ได้คาดเดาท่าทีของอีกฝ่ายไว้แล้วไม่มากก็น้อย
หลังจากมองคนผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง หวังเป่าเล่อก็ไม่หันกลับมาอีก เขาจากไปอย่างเฉยชา มุ่งตรงไปบนพื้น ตอนที่มานั้นเชื่องช้า แต่ตอนกลับนั้นด้วยความอ่อนแอของทะเลดวงจิต ดังนั้นจึงเร็วบ้าง
ก็เป็นเช่นนี้ ไม่นาน ขณะที่เสียงสะท้อนก้องบนโลกาชั้นแรกดังกังวาน หวังเป่าเล่อก็พุ่งออกมาจากใต้ดินแล้ว เขายืนอยู่กลางอากาศ ก้มหน้าลงมองผืนแผ่นดิน นัยน์ตาฉายประกายล้ำลึก
“รูปลักษณ์มหาเทพเว่ย เป็นพิมพ์เดียวเหมือนกับข้า…และคนผู้นี้ยังบอกว่าข้าคือมหาเทพ…เรื่องนี้ช่างน่าสนใจ…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็แค่นเสียงหัวเราะออกมา
“อย่าเพิ่งไปคิดถึงคำพูดของคนบ้านั่นเลย ท่าทางของคนผู้นี้…เห็นได้ชัดว่ามีสติเหลืออยู่ไม่มาก แล้วร่างกายก็ยังถูกผนึกไว้ ดูเหมือน…จัดไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหาร” คำพูดของสหพันธรัฐลอยเข้ามาในจิตใจของหวังเป่าเล่อ
ตัวจ่ายพลัง
ท่าทีของคนบ้านั่น เมื่อหวังเป่าเล่อมองไปก็แยกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นตัวจ่ายพลังตัวหนึ่ง หนวดเหล่านั้นบนร่างเขารับอาหารจากร่างของคนผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา หากมองเช่นนี้ เป็นไปได้ว่าอุโมงค์อื่นที่อยู่ลึกลงไปอาจมีผู้แข็งแกร่งเช่นคนผู้นี้คนแล้วคนเล่า
และมีความเป็นไปได้มากว่า…พวกเขาก็เป็นตัวจ่ายพลังเช่นเดียวกัน
ส่วนที่มาของอาหารนั้นเดาได้ไม่ยาก คงจะเป็นมหาเทพ
“ผู้เยี่ยมยุทธ์ 108 คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติ ล้วนถูกผนึกกลายเป็นตัวจ่ายพลัง สนับสนุนตนเองในการรักษาและต่อต้านตะปูไม้ดำ…”
“ดังนั้น ผู้ที่เคยเป็นมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด จึงได้เปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้”
“ถ้าอย่างนั้น หากสามารถตัดขาดการจ่ายพลังได้ จะสามารถตัดขาดการรักษาของมหาเทพได้หรือไม่” หวังเป่าเล่อตกอยู่ในห้วงความคิด แต่สุดท้ายล้มเลิกความคิดนี้ไป
เหตุเพราะเรื่องนี้มีสิ่งที่ไม่แน่นอนอยู่สองข้อ ข้อแรกคือมีความเป็นไปได้อย่างมากว่ามหาเทพจะตื่นก่อน และข้อสองคือท่าทีที่คนบ้านั่นมีต่อตน
หากมีคนผู้เดียวเป็นเช่นนี้ก็ช่างเถอะ แต่หวังเป่าเล่อกังวลว่า ผู้เยี่ยมยุทธ์อื่นที่ถูกผนึกไว้เหล่านั้น จะเป็นเช่นนี้ด้วยหรือไม่ เพราะเวลานี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจมั่นใจได้สักเรื่อง
“มหาเทพกับข้า ที่แท้แล้วมีความสัมพันธ์กันเช่นไร…ข้าคือมหาเทพหรือ” หวังเป่าเล่อใคร่ครวญ ไม่ว่าอย่างไร เขาก็รู้สึกว่านี่ไม่อาจเป็นไปได้
และงานเลี้ยงล่าสัตว์ในครั้งนี้ ดูเหมือนเขาจะได้รับเบาะแสมากมายด้วย แต่ก็มีข้อสงสัยมากขึ้นในเวลาเดียวกัน
ไม่นาน หวังเป่าเล่อก็ส่ายศีรษะ เขายังต้องการเบาะแสอีกจำนวนหนึ่ง จึงจะสามารถเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกันและได้มาซึ่งคำตอบ เวลานี้หลังจากเก็บความคิดทั้งหมดไว้ในใจแล้ว จึงเงยหน้ามองไปรอบด้าน ร่างสั่นวูบตรงไปยังความว่างเปล่าไกลแสนไกล
ในไม่ช้า เขาก็หาพวกเฉิงหลิงจื่อพบ ส่วนนิ้วที่หลบหนีไปนั้น หวังเป่าเล่อเดิมทีคิดจะค้นหา แต่สัมผัสเชื่อมต่อที่ตนเองเหลือไว้ที่อีกฝ่าย เมื่อนิ้วหลอมรวมกับฝ่ามือก็ได้สูญหายไปแล้ว
ตอนนี้เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร หาอย่างไรก็หาไม่พบ ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงได้แต่ปล่อยวาง หลังจากได้รวมกับพวกเฉิงหลิงจื่อแล้ว เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วกระจายกฎเกณฑ์ปรารถนารสของตนออกมา ทำให้ดวงจิตบรรจบเป็นหนึ่ง พุ่งขึ้นไปบนทางท้องนภา
นี่เป็นการออกมาจากโลกาชั้นแรก เป็นวิธีให้กลับไปยังเมืองปรารถนารส แม้สาวกเนื้อแต่ละคนจะอยู่ในกำมือแล้ว แต่มีเพียงเจ้าแห่งสวาปามเท่านั้น ที่จะแสดงพลังนี้ออกมาได้
มิฉะนั้นแล้ว ก็ได้แต่รอให้เมืองปรารถนารสเปิดออกเอง พวกเขาจึงจะกลับเข้าไป
ตอนหลังจากหวังเป่าเล่อรวบรวมกฎเกณฑ์ปรารถนารสแล้วส่งออกมา ไม่ช้าไอหมอกบนท้องนภาก็เคลื่อนตัวเข้ามา เสียงดังก้องส่งมาอย่างเชื่องช้า ยิ่งกว่านั้นภายในเสียงนี้ ยังเคลื่อนมาพร้อมกับไอหมอกที่กำลังก่อตัวหมุนวนกลายเป็นวังวนขนาดยักษ์ภายในปลายวังวันสามารถเห็นโครงร่างของเมืองปรารถนารสได้อย่างเลือนราง
เมื่อโครงร่างนี้ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แรงสูบก็กระจายออกมาจากภายใน เวลาเดียวกันก็สะท้อนกับกฎเกณฑ์ปรารถนารสบนร่างหวังเป่าเล่อ และลากกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่อยู่ภายในร่างสาวกเนื้อคนอื่นๆ ทำให้ร่างของพวกเขาลอยออกไปจากพื้นเองโดยไม่จำเป็นต้องควบคุม
รวมกับพลังบนร่างตน เวลานี้ทั้งแปดคนกลายเป็นสายรุ้งแปดสาย ตรงไปที่วังวนบนท้องฟ้า และภายในพริบตาก็เข้าสู่ภายในวังวนแล้ว
วังวนนี้ค่อยๆ ปิดลงท่ามกลางเสียงร้องคำราม แต่ในขณะที่มันกำลังปิดลงนั้นเอง แผ่นดินสีดำก็เกิดระลอกคลื่น หลกกหลายใบหน้าปรากฏออกมาจากพื้นที่แห่งนั้นอย่างไร้สุ้มเสียง
จำนวนนับสิบ พวกเขาไม่กล่าววาจาใดออกมาสักคำ ปรากฏออกมาบนพื้นดิน แล้วแหงนหน้ามองไปทางวังวนที่ปิดลง ตอนนั้นเองที่วังวนกำลังจะสลายไป หวังเป่าเล่อที่อยู่ด้านในคล้ายจะมีสัมผัสเชื่อมต่อ ก้มหน้าลงมองไปทางแผ่นดินนั้น ประสานสายตากับใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนพื้น
เขาหรี่ตาทันที พยายามเพ่งมองให้ชัดเจน แต่วังวนที่อยู่ได้ห่อหุ้มเขาไว้แล้ว ทันใดนั้นร่างกายก็สลายไปบนท้องนภาเช่นเดียวกับวังวน
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง…ก็อยู่กลางอากาศของเมืองปรารถนารสในโลกาชั้นที่สองแล้ว
ตอนที่หวังเป่าเล่อปรากฏตัว กลิ่นอายของเจ้าสวาปามที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินรอบตัวเขาก็แผ่กลิ่นอายกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่ยิ่งกว่าบ้าคลั่ง เหนือกว่าเจ้าสวาปาม เหนือกว่าสรวงสวรรค์
“ขอต้อนรับการกลับมา เจ้าสวาปามลำดับเก้า!” เสียงกระหึ่มคล้ายฟ้าร้องดังก้องไปทั่วโลกาชั้นที่สอง โลกตรงหน้าของหวังเป่าเล่อค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น เขาเห็นสีหน้าที่ไม่น่าดูของถัวหลิงจื่อ และยังเห็นความตระหนกของโจวฮั่ว รวมทั้งสายตาวาววับของผู้อื่น ในที่สุดหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่กลางอากาศก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางร่างภูเขาเนื้อของเจ้าปรารถนา ที่อยู่ด้านหลังเจ้าสวาปามเหล่านี้
“น้อมพบเจ้าปรารถนา!” หวังเป่าเล่อประสานหมัดโค้งคำนับ
…………………………………
สีหน้าหวังเป่าเล่อเปลี่ยนไปกะทันหัน ระดับความเร็วถึงขีดจำกัด ท้ายที่สุดเมื่อมือมหึมานั้นตกลงมา เขาก็พุ่งออกมาจากขอบของมัน เพียงแต่พลังและพายุที่ก่อขึ้นจากมือยักษ์นี้ ยังคงกวาดผ่านร่างของหวังเป่าเล่อ จนทำให้ร่างของเขาซวนเซ แต่แล้วก็กลับมาตั้งตัวได้ ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกครั้ง วิ่งหนีโดยไม่ลังเล
ด้านนิ้วที่ไล่ล่าเขานั้น เวลานี้หลอมรวมกับมือมหึมาที่ร่วงหล่นแล้ว มันปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ขาดหายไป ค่อยๆ ประสานเข้าด้วยกัน
หลังจากหวังเป่าเล่อเห็นเหตุการณ์นี้ เขาก็รีบหนีให้เร็วขึ้นอีก เพราะหลังจากที่นิ้วได้ผสานเข้ากับฝ่ามือแล้ว เวลานี้นิ้วทั้งห้าของฝ่ามือก็คืบคลานเข้ามาช้าๆ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นหมัด เมื่อประสานเข้าด้วยกันก็ราวกับเกิดมติเป็นเอกฉันท์ ไล่กวดหวังเป่าเล่อด้วยความเร็วรี่ทันที
“จะรังแกกันมากไปแล้ว!” หวังเป่าเล่อรู้สึกกลัดกลุ้ม เพียงนิ้วเดียว เขายังสามารถต้านทานได้ แต่ห้านิ้วแล้วยังมีฝ่ามือแล้วอีก นอกจากร่างต้นจะมาแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจต่อกรได้
ขณะถูกไล่ตาม หวังเป่าเล่อก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะถูกอีกฝ่ายกลืนกินดูดรับเข้าไปในไม่ช้า นั่นทำให้เขารู้สึกปวดหัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับความโลภของตนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามท่ามกลางการแสวงหาความมั่งคั่งและอันตราย หากไม่ใช่เพราะความพยายามครั้งก่อนของตน กฎของความอยากอาหารจะทะยานขึ้นได้อย่างไร จาก 300 กว่าจั้ง ถึงระดับสูงมากกว่า 500 จั้ง
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะรู้สึกหดหู่ในตอนนี้ ทว่าหวังเป่าเล่อก็ยังพอใจมาก ขณะที่หลบหนีด้วยความรวดเร็วกลายเป็นสายรุ้งยาวระหว่างฟ้าดิน ผ่านเฉิงหลิงจื่อและคนอื่นๆ ไปในพริบตา
พวกเฉิงหลิงจื่อมองไปที่ด้านหลังของหวังเป่าเล่ออย่างงงงัน พลันเห็นมือยักษ์ที่ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความโกรธแค้น แต่ละคนก็หน้าซีดขาว หลังจากสบตากันแล้ว แม้จะถูกสั่นคลอนด้วยความแข็งกล้าของหวังเป่าเล่อ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้
เจ้าแห่งสวาปามคนใหม่…จะจบสิ้นลงที่นี่แล้วหรือ…
แม้แต่เฉิงหลิงจื่อผู้คลั่งไคล้ในตัวหวังเป่าเล่อมาโดยตลอด เวลานี้ความมั่นใจก็สั่นคลอนเช่นกัน ปากอ้าอยากจะกล่าวบางอย่าง แต่เมื่อเห็นหวังเป่าเล่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากจากที่ไกลๆ แล้ว เขาก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ
หวังเป่าเล่อก็ปวดหัวไม่น้อย แม้เขาจะมีระดับความเร็วที่เร็วมาก ทว่าความเร็วของมือยักษ์ก็น่าทึ่งเช่นกัน มันไล่ตามเขาไม่หยุด แม้หลบหนีไปในไอหมอกก็ยังคงไล่ตามมา และภายใต้ไอหมอกของท้องนภา มือยักษ์นี้ก็ยังไม่ยอมปล่อย ดูเหมือนว่ามันจะสามารถไล่ตามไปจนชั่วนิรันดร์
กระทั่งมีหลายครั้งที่นิ้วมือไม่รู้ว่าคิดวิธีใดขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็เร่งความเร็วและคว้าตัวหวังเป่าเล่อเอาไว้ แม้จะจับได้แต่ความว่างเปล่า ทว่าก็ยังทำให้จิตใจของหวังเป่าเล่อสั่นไหว
“ไปเช่นนี้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ยิ่งไปไกลก็ยิ่งอันตราย…” ท่ามกลางความร้อนรน หวังเป่าเล่อมองลงมายังพื้นโลก ดวงตาของเขาแสดงถึงการดิ้นรน แต่ไม่นานก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยความเด็ดขาด
ร่างกายเขาสั่นวูบ แล้วเปลี่ยนทิศทางตรงไปที่ผืนดิน
เนื่องจากทั้งท้องนภาและกลางอากาศไม่สามารถกำจัดฝ่ามือที่อยู่ข้างหลังเขาได้ เช่นนั้นก็มีเพียงทางเดียวแล้วสำหรับทางข้างหน้าของหวังเป่าเล่อ นั่นก็คือใต้ดิน!
“ดูซิว่าฝ่ามือนี้จะต่อต้านทะเลดวงจิตที่แผ่กระจายอยู่บนพื้นล่างได้หรือไม่” หวังเป่าเล่อเคลื่อนตัวไวว่องน่าอัศจรรย์ เขาส่งเสียงคำราม ร่างถึงพื้นล่างและตรงสู่ใต้พื้นดินโดยไม่หยุดแม้แต่น้อย พุ่งผ่านโคลนตมอย่างรีบร้อน หนีไปข้างใต้
นิ้วยักษ์ขนาดนับพันจั้งที่ตามมาด้านหลังได้ทะลวงผ่านพื้นดินมาตลอดทางราวไผ่แตก ไล่ตามหวังเป่าเล่ออย่างไม่ลดละ
ในไม่ช้า หวังเป่าเล่อก็มาถึงใต้พื้นดินตำแหน่ง 2000 กว่าจั้ง ดวงจิตที่กระจายอยู่ที่นี่แรงกล้ามาก ทว่าความเร็วหวังเป่าเล่อไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย หลังจากสำรวจฝ่ามือที่ด้านหลังยังคงตามมา เขาจึงดำดิ่งลงไปอีก
กระทั่งเมื่อมาถึงที่ตำแหน่ง 4000 กว่าจั้งแล้ว ก็แผ่กฎเกณฑ์ปรารถนารสออกไป หวังเป่าเล่อรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตนเองสุขุมขึ้นมากกว่าครั้งแรกที่มาถึงความลึกระดับนี้ พร้อมกันนี้เขาก็รู้สึกถึงฝ่ามือที่ด้านหลัง ดูเหมือนภายใต้การโจมตีของทะเลจิตสำนึกที่แผ่กระจาย ความเร็วของมันก็ลดลง โดยเฉพาะนิ้วทั้งห้าดูเหมือนจะไม่ประสานกันและกันอีกแล้ว
เหตุการณ์นี้ ทำให้หวังเป่าเล่อกระปรี้กระเปร่าขึ้น เข้าจู่โจมอีกครั้ง ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อหวังเป่าเล่อพุ่งไปถึง 5000 กว่าจั้งแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยข้าด้วย…ช่วยข้าด้วย…”
เสียงขอความช่วยเหลือที่ส่งมาในตอนนี้ คล้ายจะแฝงด้วยพลังที่น่าตระหนก กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างของหวังเป่าเล่อ พลันปรากฏความผันผวนรุนแรงทันที
ตัวหวังเป่าเล่อเองก็เกิดความรู้สึกผิดปกติอย่างรุนแรง ทว่าเมื่อเขาสำรวจฝ่ามือที่ตามมา นิ้วทั้งห้าก็ยิ่งเกิดความสับสน ราวกับต้องการจะแยกออกจากกัน เขากัดฟันอย่างแรงและรีบไปทางที่เสียงส่งมาขอความช่วยเหลือ
ที่นี่ แม้ระดับความลึกที่อยู่จะเท่ากับครั้งแรกที่หวังเป่าเล่อเข้าสู่ใต้ดิน แต่ตำแหน่งกลับไม่ใช่ ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เสียงขอความช่วยเหลือนั้นคล้ายพิกัดให้หวังเป่าเล่อเร่งรีบไปที่อุโมงค์นั้นที่เคยไปมาก่อน ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เสียงขอความช่วยเหลือก็ยิ่งชัดเจนขึ้น มันกระทบเข้าสู่จิตใจของหวังเป่าเล่อ รู้สึกว่าเพียงมีเสียงหึ่งอยู่ในจิตใจ ดีที่กฎเกณฑ์ปรารถนารสมีประโยชน์อย่างยิ่งในเวลานี้ ช่วยสร้างความสมดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้หวังเป่าเล่อสามารถรักษาสติไว้ได้ แต่มือที่ไล่ตามหลังมานั้น ภายในตำแหน่งนี้ บางทีอาจเพราะดวงจิตที่ไม่รวมกันเป็นหนึ่งเมื่อถึงขีดสุด ท่ามกลางเสียงดังก้อง นิ้วทั้งห้าก็แยกออกจากฝ่ามือทั้งหมด
เมื่อแยกจากกัน นิ้วทั้งห้าและฝ่ามือ ก็ล่าถอยอย่างรวดเร็วไปทั้งหกทิศทางทันที ด้านหวังเป่าเล่อ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นจึงสัมผัสถึงทิศทางนิ้วที่ถูกเขาดูดรับจนเหี่ยวลีบนั้นอย่างเคียดแค้น
“รอก่อนเถอะ!” เขาบ่นอุบอยู่ในใจ แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้จากไปไหน แต่ยังคงพุ่งไปทางเสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือ
นี่เดิมทีก็เป็นแผนของเขาในตอนแรก คิดจะไปดูภายในอุโมงค์แห่งนั้น ว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกัน เวลานี้ในเมื่อได้มาถึงที่นี่แล้ว เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่ไปต่อ ดังนั้นหลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เมื่อหวังเป่าเล่อถึงขีดสูงสุดที่เขาสามารถรับได้ โคลนตรงหน้าของเขาก็สลายหายไป อุโมงค์แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที
ภายในอุโมงค์แห่งนี้ มีร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ บนร่างถูกหนวดจำนวนมากรัดพัน หนวดเหล่านี้ได้แทรกลึกเข้าไปภายในร่างของเขา และกำลังส่ายไปมา มันดูดรับชีวิตและวิญญาณเทพของเขาไม่หยุด แล้วส่งไปยังในสถานที่ที่ไม่อาจรู้ได้
ดวงจิตที่แผ่กระจายระเบิดออกอย่างรุนแรง หวังเป่าเล่อทนรับความเจ็บปวดที่ศีรษะกำลังจะระเบิด ดวงตาของเขาแดงก่ำ มองไปทางคนผู้นั้นที่ลอยอยู่ทันที
“ช่วยข้าด้วย…” ร่างที่ลอยอยู่นั้น เป็นบุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายผ่ายผอมแห้งห่อเหี่ยวราวกับซากศพ แต่พลังบนร่างของเขากลับกระจายออก หลังจากปะทุอยู่ในร่างของหวังเป่าเล่ออย่างไม่ยอมจำนน
เวลานี้ราวกับเขาสังเกตได้ถึงหวังเป่าเล่อ ดวงตาทั้งคู่ที่ปิดอยู่ก็ลืมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นรูม่านตาในดวงตา มองมาทางหวังเป่าเล่อ แต่เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อชัดเจนแล้ว เขาก็หรี่ตาลงทันที ร่างกายพลันสั่นเทิ้มรุนแรง ดวงตาปะทุความเกลียดชังเทียมฟ้าออกมา แล้วคำรามอย่างเคร่งเครียด
“มหาเทพ ท่านช่างต่ำช้าไร้ยางอาย ทรยศหักหลัง!”
..
เมื่อเข้าใกล้ นิ้วเทพดาวตกราวกับถูกปลุกให้ตื่น หนวดดำทั้งหมดที่เดิมทีส่ายไปมาอย่างไร้ระเบียบอยู่บนนิ้ว ทันใดนั้นก็ยื่นตรงออกมาทันที มองไปก็คล้ายตัวเม่น
ในขณะที่หนวดดำที่ยืดตรงเหล่านั้นเผชิญหน้ากับหวังเป่าเล่อ ราวกับจะทะลวงความว่างเปล่าด้วยความเร็วยิ่งยวด มันก็ส่งเสียงหวีดแหลมตรงมาที่ร่างของเขา
ราวกับจะทะลวงผ่านร่างของเขา แต่ขณะที่เข้าใกล้…ดวงตาหวังเป่าเล่อก็ส่องประกาย เขายกมือขวาขึ้นโบกสะบัดทันที ทันใดนั้นกฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างก็ระเบิดออก ก่อเป็นพลังห่อหุ้มบนนิ้วเทพดาวตก
พริบตาต่อมาก็ส่งผลต่อหนวดดำเหล่านี้ แต่ละเส้นราวกับมีปัญญาวิญญาณของตนเอง มันบิดตัวเข้าด้วยกัน กลืนกินกันและกัน สถานการณ์ตรงหน้าดูวุ่นวาย
ร่าง 300 กว่าจั้งของหวังเป่าเล่อหยิบยืมช่วงเวลาวิกฤตนี้ ขณะที่ก้าวย่างร่างกายไหววูบ เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นก็อยู่บนนิ้วพันจั้งนี้แล้ว มือขวายกขึ้น กำหมัดกระแทกลงไปที่นิ้วมือที่อยู่ด้านล่าง
หมัดนี้กระแทกลงไปก็ราวกับอสนีสวรรค์แผดเสียงร้องร้อง มันดังก้องสะท้อนไปรอบด้าน ยิ่งกว่านั้นยังเข้าปะทะกวาดรอบด้าน ทำให้เส้นหนวดดำที่กำลังกลืนกินกันและกันที่บริเวณหนึ่ง ถูกถอนรากถอนโคนโดยตรงไปกว่าครึ่งและขาดสะบั้นไปทีละเส้น ไอหมอกแดงทั่วสารทิศล้วนม้วนตัวกระจายออกไป
ที่สำคัญที่สุดก็คือนิ้วพันจั้งนี้ ภายใต้หมัดของหวังเป่าเล่อ ตามด้วยการรบกวนจากพลังชั้นกายเนื้อและกฎเกณฑ์ปรารถนารส นิ้วนี้พลันดำดิ่งทันที และตกลงไปบริเวณนับพันจั้ง
นั่นยังไม่สิ้นสุด ดวงตาหวังเป่าเล่อเกิดประกายแสงประหลาด ส่งหมัดไปอีกครั้ง
ตามด้วยหมัดสาม หมัดสี่ และหมัดห้า!
แต่ละหมัดที่ลงไป ล้วนทำให้นิ้วนี้ดำดิ่งลงลึกในอากาศ สุดท้ายพริบตาที่หวังเป่าเล่อส่งหมัดที่ห้าลงไป นิ้วนี้ก็ร่วงหล่นจนถึงขีดสุด ทะลุผ่านหมอกแดงบนท้องนภา หล่นลงไปทางแผ่นดินสีดำ
นิ้วพลันกระแทกลงกับแผ่นดิน ขณะแผ่นดินสั่นไหว ตามด้วยเสียงก้องกังวาน จนพื้นแตกแยก ก่อเกิดเป็นแอ่งเว้าลงไปบนพื้น ดินโคลนสีดำจำนวนมากทะลักขึ้นและลอยไปทั่วสารทิศ
หนวดเส้นสีดำบนนิ้วล้วนขาดสะบั้น มองจากไกลๆ หนวดเส้นสีดำที่แหลกลาญกระจายไปทั่วจากท้องฟ้าสู่แผ่นดิน
แต่นิ้วนี้ไม่ธรรมดาเลย ในขณะที่หวังเป่าเล่อโจมตีไม่หยุด แม้มันจะร่วงหล่นจากท้องนภา แม้หนวดบนตัวขาดสะบั้นไปเป็นส่วนมาก แต่ตัวของมันกลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย กระทั่งหลังจากตกลงสู่พื้น ก็ยังคงดิ้นรน แรงกดดันที่น่าหวาดผวาปะทุออกมาจากภายในตัวมัน ราวกับต้องการต่อต้านหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อคำรามเสียงเย็น พลังที่มาจากคุณสมบัติของตนก็ปะทุออกมาในเวลานี้ เวลาเดียวกับที่ต่อต้านนิ้ว กฎเกณฑ์ปรารถนารสก็กระจายออกมาเช่นกัน ดูดรับกลิ่นอายของมันอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นอายนี้สำหรับกฎเกณฑ์ปรารถนารสแล้วราวกับยาชูกำลัง ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ร่างกายพลันขยายจาก 330 จั้ง ไปถึง 380 จั้ง
หวังเป่าเล่อเลียริมฝีปาก แล้วกระแทกลงไปอีกครั้ง แต่การดิ้นรนของนิ้ว เวลานี้กลับรุนแรงขึ้น เมื่อหมัดของหวังเป่าเล่อลงไปเป็นครั้งที่ 11 นิ้วก็โค้งงอทันที ราวกับกำลังจะดีด เสียงคำรามดังลั่น มันเข้าปะทะหวังเป่าเล่อ ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกโยนออกไปกลางอากาศ
หลังจากโยนหวังเป่าเล่อออกไปแล้ว นิ้วนี้ก็ยกขึ้นทันที ตำแหน่งปลายนิ้วชี้ส่ายไปทางหวังเป่าเล่อ กระโจนจู่โจม ทั้งเร็วทั้งแข็งแกร่ง ราวกับจะเจาะท้องฟ้าออกเป็นรู เพื่อตรงไปที่หวังเป่าเล่อ
แม้ร่างของหวังเป่าเล่อในตอนนี้จะใกล้ 400 จั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับนิ้วนี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เวลานี้แม้จะสามารถหลบซ่อนได้ แต่เขาเข้าใจกระจ่าง หากหลบออกไปแล้ว นิ้วมือต้องปะทะเข้าไปในหมอกแดง และหากคิดอยากจะเสาะหาก็ไม่รู้ว่าจะสูญเสียเวลานานเท่าใด คิดได้ดังนั้นใบหน้าก็ฉายแววดุดัน ไม่แม้แต่จะหลบหลีก ยกสองมือขึ้นขณะคำรามเสียงต่ำ ในตอนฝ่ามือนี้กดลงมา เขาก็รีบโอบกอดปลายนิ้วไว้ทันที
เมื่อเสียงคำรามดังก้อง ร่างของเขาถูกนิ้วผลักพุ่งตรงไปท้องนภา เจาะเข้าไปในหมอกแดง รับรู้ได้ถึงไอหมอกแดงที่เคลื่อนผ่านไปตรงหน้าด้วยความเร็ว รับรู้ว่าร่างตนสั่นเทารวมทั้งความเจ็บปวดจนแทบแหลกสลาย
ขณะคำรามกฎเกณฑ์ปรารถนารสแผ่ออกไปไม่ขาดสาย ดูดรับกลิ่นอายที่มาจากนิ้วอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังกัดกร่อน
ร่างกายฟื้นฟูไปพลางกลืนกินไปพลาง ร่างของเขาค่อยๆ ขยายออกอีกครั้ง หลังจากขยายไปถึง 420 จั้งแล้ว ภายในหมอกแดงบนท้องนภานี้ ในที่สุดนิ้วพันจั้งนี้ก็เหี่ยวลีบ พลังอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่กำลังจะสิ้นเรี่ยวแรง หวังเป่าเล่อก็คำรามพุ่งตัวออกไป นิ้วที่ตนกอดเอาไว้พลันเหวี่ยงออกและกระแทกอย่างดุเดือด ความเร็วของมันคล้ายดั่งสะเก็ดดาว ก่อนจะทะลุไอหมอก แล้วกระแทกพื้นดิน
เสียงดังก้องกระจายไปทุกหนแห่ง ที่แห่งนี้ห่างจากที่ที่พวกเฉิงหลิงจื่ออยู่ไม่ไกลนัก ดังนั้นพวกเขาที่รออยู่ที่เดิมย่อมได้ยินเสียง ยิ่งกว่านี้ยังเห็นเหตุการณ์ที่นิ้วมือร่วงหล่นผ่านไอหมอกที่ห่างไกล
ด้วยความประหลาดใจ ด้านหลังของนิ้วนั่น พวกเขาเห็นหวังเป่าเล่อที่เป็นดั่งเทพเจ้า ย่างเท้าไปตามนิ้วมือและกระแทกมันลงกับพื้น
เหตุการณ์นี้ เฉิงหลิงจื่อยังรู้สึกว่าธรรมดาสามัญ อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นการต่อสู้ของหวังเป่าเล่อกับนิ้วเทพดาวตก ดังนั้นจึงได้เตรียมใจไว้แล้ว ทว่าหกคนที่เหลือราวกับเห็นปีศาจ ประหลาดใจขวัญหนีดีฝ่อ
พวกเขาล้วนเคยติดต่อกับเจ้าสวาปามมาก่อน รู้ว่าเจ้าสวาปามแข็งแกร่งมาก แต่พวกเขากลับรู้ซึ้งในโลกาชั้นแรก ซากเทพเจ้านั้นแข็งแร่งไร้ใดเทียม ทว่าเจ้าสวาปามคนใหม่ปิงหลิงจื่อ กลับกระแทกนิ้วซากเทพเจ้าลงแผ่นดิน นี่จึงทำให้ในใจของพวกเขาเกิดความเลื่อมใสอย่างที่สุด
ในขณะที่ร่างกายกำลังสั่นเทิ้มอยู่นี้ หวังเป่าเล่อก็ยังโจมตีดุเดือดอย่างต่อเนื่อง ดูดรับไม่หยุด กระทั่งเขาโยนนิ้วอย่างบ้าคลั่ง มันค่อยๆ หดลงอย่างเชื่องช้า และร่างของเขา ในที่สุดก็ทะลวงผ่าน 500จั้ง แต่แล้วในตอนนั้นเอง…
นิ้วเทพดาวตกพลันระเบิดแสงโลหิตหนาแน่นออกมา ขณะที่แสงโลหิตส่องประกาย สีหน้าหวังเป่าเล่อก็เปลี่ยนไป เขารับรู้ได้ถึงวิกฤตชีวิตรุนแรง แต่จะให้ละทิ้ง หวังเป่าเล่อย่อมไม่ยินยอม ดังนั้นยังคงดูดรับอย่างบ้าคลั่ง
มองจากไกลๆ พลังปราณมืดจำนวนมากบินออกมาจากปากแผลที่แตกของนิ้วนี้ มันตรงไปที่หวังเป่าเล่อ ถูกเขาดูดรับไปทั่วร่าง และแสงโลหิตบนนิ้วก็พร่างพรายขึ้นเรื่อยๆ ไปตามการแผ่ของพลังปราณมืด
ตอนนั้นเอง หมอกแดงบนท้องนภาพลันพลิกม้วน ดูเหมือนแสงโลหิตของนิ้ว จะเป็นเสียงเพรียกบางอย่าง ในขณะที่ไอหมอกบนท้องนภาพลิกม้วน ฝ่ามือมหึมาที่มีเพียงสี่นิ้วขนาดนับพันจั้งข้างหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาจากภายในเมฆหมอก ครอบคลุมท้องนภาเอาไว้
ครั้นเห็นเหตุการณ์นี้เข้า หวังเป่าเล่อก็หน้าเปลี่ยนสี รู้ว่ามือมหึมาสี่นิ้วมาจากที่เดียวกันกับนิ้วนี้
“น้องสาวเจ้าไง ยังรู้จักขอความช่วยเหลือ…”
หวังเป่าเล่อชาไปทั้งศีรษะ รีบปล่อยมือที่จับนิ้วนี้ไว้ ความเร็วของร่างประทุ เขาถอยหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ล่าถอย ฝ่ามือมหึมาบนท้องนภา ก็ส่งเสียงครืนโครมกระจายไอหมอกออก แล้วตรงเข้ามาทางหวังเป่าเล่อ
ขณะเดียวกัน นิ้วที่ถูกหวังเป่าเล่อดูดรับจนเหี่ยวลีบบนพื้นก็ดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไล่ตามหวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่ง
…………
ขณะที่ร่างแห่งปรารถนา 300 กว่าจั้งก่อตัว ผลึกปรารถนารสภายในร่างหวังเป่าเล่อ ขณะนี้ก็หลอมละลายแผ่ไปทั่วร่าง ราวกับเปลี่ยนโครงสร้างของชั้นกายเนื้อ ดูเหมือนมันได้หลอมเข้าด้วยกันกับชั้นกายเนื้อแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นขณะหลอมรวมนี้ จิตใจของหวังเป่าเล่อก็คำรามก้อง ดวงจิตเทพของเขาถูกแรงประหลาดลาก ลอยขึ้นบนท้องนภา หลังจากทะลวงผ่านชั้นหมอกแดงไร้ที่สิ้นสุดก็เข้าสู่โลกาชั้นที่สอง
ทว่า หาได้จบสิ้นที่โลกาชั้นที่สองไม่ ดวงจิตเทพของเขาถูกแรงนี้ลากดึงต่อไป จนถึงขีดสุดของท้องนภา เข้าสู่ภายในโลกที่มีซากปรักหักพังไร้ที่สิ้นสุด
ในโลกใบนี้ หวังเป่าเล่อเห็นภูเขาลูกหนึ่ง
ภูเขาลูกนั้น…หลังจากคนผู้เดียวนั่งขัดสมาธิลงแล้ว ก็กลายเป็นภูเขาแห่งความไพศาล
แม้จะเลือนรางก็ยังสามารถมองเห็นตรงตำแหน่งยอดเขาได้ว่า องคาพยพบนร่างกาย ตรงกลางหว่างคิ้วอันเลือนรางนั้น…มีตะปูสีดำแท่งหนึ่ง
แรงที่ดึงดูดดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ ก็คือเขาลูกนี้
ทว่า ดูเหมือนแรงลากนี้ยังไม่เพียงพอ หรืออาจเป็นดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อที่ยังไม่เพียงพอส่งเสริมให้เขามาถึงที่นี่ ดังนั้นขณะที่มองเห็นเขาลูกนั้น จิตใจของหวังเป่าเล่อก็คำรามก้อง ดวงจิตเทพเลือนหายไปจากที่นี่ทันที
ฉับพลัยที่เขาลืมตาขึ้น ตนยังคงอยู่ระหว่างฟ้าดินของโลกาชั้นแรก เสียงแสดงความยินดีของพวกเฉิงหลิงจื่อดังอยู่ข้างหู หวังเป่าเล่อแหงนหน้า มองออกไปยังท้องนภาไกล สายตาฉายแววล้ำลึก
“นั่นคือ…มหาเทพ…”
ในความมืดสนิท หวังเป่าเล่อรับรู้ได้ถึงท่าทีของตนในตอนนี้ กฎเกณฑ์ปรารถนารสแตกต่างจากเมื่อก่อน ดูเหมือนหลอมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่แบ่งแยกกันและกันแล้ว
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้เขาเข้าใจระดับของกฎเกณฑ์ทปรารถนารสยิ่งขึ้น
กฎเกณฑ์ปรารถนารสนี้ ในความเข้าใจของหวังเป่าเล่อ เป็นเช่นเดียวกับสี่เหลี่ยมคางหมู จุดยอดสุดคือเจ้าแห่งปรารถนา แต่ในการรับรู้ของเขาเจ้าแห่งปรารถนาไม่น่าจะเป็น…
“เจ้าแห่งต้นกำเนิดคือ จักรพรรดิ…”
“เช่นนั้นเจ้าแห่งปรารถนา น่าจะเป็นสำนักสาขาที่ใหญ่ที่สุด ภายใต้ผู้สร้าง”
“และในขณะที่ผู้สร้างหลับใหล สำนักสาขาย่อมเทียบเท่ากับผู้ครอบครอง” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด สัมผัสได้ว่าเวลานี้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของตนเอง แม้จะฝึกเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมหาเทพแล้ว ก็ยังมีจุดด้อยบางอย่าง เช่นถูกเขายับยั้งและผลกระทบไร้รูป
แต่ก็มีข้อดีเช่นกัน นั่นคือสามารถเข้าใกล้มหาเทพได้มากขึ้น ก็เหมือนการละเล่นที่ไร้รูป ไม่มีผิดถูก มีเพียงการเลือกที่ต่างกัน
ส่วนเจ้าสวาปามที่ต่อจากเขาก็จะเป็นสำนักสาขาเช่นกัน และจากการที่หวังเป่าเล่อสัมผัสในเวลานี้ เขาสามารถคาดเดาได้ว่า สำนักสาขาของเจ้าปรารถนารส ไม่ได้มาจากเจ้าปรารถนา แต่มาจากเจ้าผู้สร้างที่หลับใหล
เพียงแต่ว่า เมื่อเทียบกับสำนักสาขาของเจ้าปรารถนาแล้ว เจ้าปรารถนารสก็เล็กกว่ามากนัก
“การเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าแห่งปรารถนารส สามารถทำให้ดวงจิตเทพถูกลาก มองเห็นมหาเทพ เช่นนั้นหากข้าได้เป็นขอบเขตที่รองจากเจ้าแห่งปรารถนาในสัมผัสทั้งหกอื่น ก็จะสามารถเห็นมหาเทพอย่างเมื่อครู่” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ขณะครุ่นคิดร่างกายก็ค่อยๆ ฟื้นคืนจากขนาด 300 กว่าจั้ง จนกระทั่งกลายเป็นคนปกติหลังจากนั้น สายตาเขากวาดไปทางเฉิงหลิงจื่อและพวกที่อุทิศกฎเกณฑ์ปรารถนารสทั้งหก
เวลานี้คนทั้งหกตัวสั่นเทา แต่สามารถมองออกว่าพวกเขาต่างก็ถอนหายใจโล่งอก เห็นได้ชัดว่ารู้อยู่แก่ใจแล้ว เมื่อเจ้าแห่งปรารถนารสคนใหม่ปรากฏ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องอุทิศกฎเกณฑ์ปรารถนารสอีกต่อไป จึงไม่มีเรื่องสูญเสีย
เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขา ความตื่นเต้นของเฉิงหลิงจื่อที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากหัวใจ เวลานี้ทั้งร่างกำลังสั่นเทา ดวงตามองไปทางหวังเป่าเล่อ ราวกับจะยินดีกว่าหวังเป่าเล่อเองเสียอีก
หวังเป่าเล่อไม่ได้ผิดคาดจากเรื่องนี้ เขาคุ้นเคยดี ในความทรงจำชีวิตของตนเองนั้น มักจะพบเจอผู้ที่คล้ายกัน หรืออาจกล่าวว่า จิตใจของคนเหล่านั้นถูกทำลายอย่างหนัก จากนั้นไม่รู้ด้วยเหตุใด การพึ่งพาที่ผิดปกตินี้ก็เกิดขึ้น
“ไร้ยางอายเสียจริง” หวังเป่าเล่อบ่นในใจ เขาไม่คิดว่าเขาจะทำลายจิตใจของเฉิงหลิงจื่อ และวิธีที่ตนเองกระทำ ได้ทำให้ปราณกังวานของเขาเกิดขึ้น ทำให้เขายกย่อง และยินยอมพร้อมใจที่จะมาช่วยเหลือตน
คิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็มองไปทางเฉิงหลิงจื่อ เผยสายจาชื่นชม
สายตาชื่นชมนี้ สำหรับเฉิงหลิงจื่อแล้ว ก็คือแรงบันดาลใจที่สวยงามที่สุดบนโลกนี้ เขารู้สึกชาไปทั้งศีรษะ และรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“ท่านผู้มีพระคุณ พวกเราจะกลับกันตอนนี้ไหม” เฉิงหลิงจื่อกล่าวเสียงดัง ท่าทางยินดี
“ไม่รีบร้อน” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า สายตากวาดไปไกล แล้วหลับตาลงช้าๆ เริ่มสัมผัสเชื่อมต่อ
โลกาชั้นแรกนี้ นอกจากเขาจะเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าสวาปามแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จ หนึ่งคือนิ้วเทพดาวตกที่หลบหนี นี่มีส่วนช่วยอย่างมากในการก้าวไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มกฎเกณฑ์ปรารถนารส ดังนั้นเขาจะไม่ยอมละทิ้ง
อีกอย่างเขาจะลงลึกไปใต้ดินอีกครั้ง ตรวจสอบเรื่องที่ไม่สำเร็จ และดูผู้ที่ร่ำร้องขอความช่วยเหลือ
ข้อแรกมีประโยชน์ต่อกฎเกณฑ์ของเขา ข้อหลังทำให้เขาเข้าใจโลกใบนี้ และช่วยให้เขาควบคุมความลับของมหาเทพได้มากขึ้น
ก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้ขึ้นเป็นเจ้าสวาปาม ไม่อาจทำสิ่งใดได้สะดวก ตอนนี้สถานการณ์ต่างไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิ้วเทพดาวตกหรือว่าการสำรวจใต้ดิน หวังเป่าเล่อล้วนมั่นใจในระดับหนึ่ง
“เช่นนั้น หานิ้วเทพดาวตกก่อน” ขณะที่หวังเป่าเล่อหลับตาลง ดวงจิตเทพของเขาก็เลือนหายไปช้าๆ
“เฉิงหลิงจื่อ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่” หลังจากสั่งการเรียบร้อย หวังเป่าเล่อก็ก้าวเท้าไปทางท้องฟ้า เมื่อฝีเท้าก้าวลงไปร่างของเขาก็หายวับในทันที แล้วปรากฏตัวอยู่ระหว่างฟ้าดินไกลแสนไกล ทะลวงผ่านไปอีกครั้งพุ่งตรงเข้าไปภายในเมฆหมอก
ไอหมอกสีชาดมีการกัดกร่อนในระดับหนึ่ง แต่หลังจากกฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อเลือนหาย พลังกัดกร่อนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ไม่มีผลกระทบต่อเขา ในทางตรงข้ามกลับมีประโยชน์ทดแทนบางอย่าง
นี่ทำให้หวังเป่าเล่อส่งเสียงประหลาดใจ คาดเดาใหม่ต่อที่มาของไอหมอกสีแดงไร้ขอบเขตนี้
เพียงแต่เขายังขาดข้อมูลที่ต้องการ ดังนั้นจึงยากที่จะคาดเดาถึงที่มาแท้จริงของหมอกสีแดงนี้ได้ ดังนั้นจึงหยุดความคิด บินไปในไอหมอกนี้ด้วยความเร็วสูง ฟังเสียงหวีดหวิวของลมที่ดังขึ้นตามทิศทางที่ตั้งไว้ในใจจ ใกล้ที่หมายเข้าไปทุกที
หลังจากหนึ่งก้านธูป ร่างหวังเป่าเล่อก็หยุดชะงัก เขาหรี่ตามองไอหมอกลึกลับด้านหน้า จากนั้นยกมือขึ้นสะบัดทันที ทันใดนั้นพลังรุนแรงหนึ่งกระจายออกมา กลายเป็นพายุกวาดไปรอบด้าน พัดไอหมอกที่อยู่ด้านหน้ากระจายไปกว่าครึ่ง ทำให้พื้นที่ด้านหน้าที่เดิมทีก็มองสิ่งใดไม่ชัดอยู่แล้ว กลายเป็นความพร่าเลือนในไอหมอกที่เลือนราง
ในความพร่าเลือนนี้ เขาเห็นนิ้วเทพดาวตกที่ตนเสาะหา ลอยอยู่ตรงนั้นไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงหนวดสีดำเหล่านั้นบนร่างที่ส่ายไปมาช้าๆ
มองจากไกลๆ นิ้วขนาดประมาณพันจั้งนี้ ช่างมีพลังอัศจรรย์
“เจอแล้ว!” หวังเป่าเล่อเลียริมฝีปาก กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างปะทุออกทันที ยิ่งกว่านั้นร่างกายก็ขยายออกมากระทั่งถึง 300 กว่าจั้ง แล้วเดินหน้าใกล้เข้าไปอีกก้าว
…………………………
สาวกเนื้อของเมืองปรารถนารส ทั้งหมดมีเพียง 20 กว่าคน ทั้งหมดต่างเข้าสู่งานเลี้ยงล่าสัตว์ของโลกาชั้นแรก ในนี้มีครึ่งหนึ่งที่ถูกเสินหลูเต้ากลืนกิน บวกกับความประหลาดของสถานที่แห่งนี้ ภายใต้การหยั่งรู้ด้วยเคล็ดวิชาของเฉิงหลิงจื่อ เวลานี้เหลือเพียงหกคนเท่านั้น
หกคนนี้ ไม่ใช่ผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สุด แต่ส่วนมากมีเวทซ่อนตนที่พิเศษ อย่างไรก็ดี แม้จะซ่อนตัวเช่นไร ก็ยังไม่อาจหลบจากเคล็ดวิชาเสาะหาของเฉิงหลิงจื่อได้
เคล็ดวิชานี้เป็นบิดาของเขาถ่ายทอดให้ด้วยตนเอง เป็นวิชาใช้สำหรับเสาะหาสาวกเนื้ออื่นๆ โดยเฉพาะ เป็นเพราะเฉิงหลิงจื่อเป็นหนึ่งในไพ่ตายที่อยู่ที่นี่ ตามแผนของบิดาที่วางเอาไว้ให้เขา เขาอยู่ที่นี่อาศัยเคล็ดวิชาเสาะหา กลืนกินไปคนแล้วคนเล่า สุดท้ายแม้ว่าจะไม่อาจเป็นเจ้าสวาปามได้ แต่ก็หาประโยชน์จากที่นี่ได้อย่างมากมาย
เพียงแต่ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังเอิญ ตอนนี้เคล็ดวิชานี้กลายเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพที่ไปช่วยหวังเป่าเล่อ และเขาเองก็ยินยอมพร้อมใจ นี่อาจกล่าวได้ว่าใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง บางครั้งเมื่อนวดเค้นจนถึงระดับหนึ่ง เกรงว่าแม้ตนเองก็ยังไม่รู้จะออกมาเป็นเช่นไร
เวลานี้เฉิงหลิงจื่อนัยน์ตาแดงก็เป็นเช่นที่ว่านี้ เขาแสดงออกมาอย่างรวดเร็วในโลกาชั้นที่หนึ่ง ในไม่ช้าเขาก็หยุดชะงักในที่โล่งแจ้งแห่งหนึ่ง ก้มลงมองพลันเอ่ยปาก
“ให้โอกาสเจ้า ตามข้าไป อุทิศกฎเกณฑ์ปรารถนารสครึ่งหนึ่งให้ผู้มีพระคุณของข้า ข้ารับประกันว่าเจ้าจะไม่ถึงแก่ชีวิต”
คำพูดของเขาเมื่อกล่าวออกไป ทำให้พื้นที่แห่งนั้นเงียบสงัดทันที เฉิงหลิงจื่อรออยู่หลายอึดใจจนทนไม่ไหว พริบตาเดียวร่างก็ตรงไปปรากฏที่ตำแหน่งหนึ่ง มือขวายกขึ้นคว้าทันที ในตอนที่รอบด้านบิดเบี้ยวก็สามารถเห็นร่างเลือนรางร่างหนึ่งกำลังล่าถอยอย่างรวดเร็ว
เฉิงหลิงจื่อคำรามเสียงเย็น เขาไล่ตามร่างนั้นไปติดๆ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงสิบกว่าลมหายใจ เขาเหาะออกไปไกลด้วยเสียงก้องกังวาน มือถือเชือกไว้เส้นหนึ่ง ที่ปลายเชือกมีสาวกเนื้อใบหน้าซีดขาวถูกมัดไว้
ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงในด้านพลัง ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจต่อต้านได้นานเกินไป เวลานี้จึงถูกจับกุมไว้เยี่ยงเชลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาค่อยๆ ไหลผ่านอีกครั้ง ในไม่ช้าก็ผ่านไปสองวันแล้ว ความเร็วและประสิทธิภาพของเฉิงหลิงจื่อเป็นที่น่ามหัศจรรย์ ภายในระยะเวลาสองวันนี้ เขาตามหาสาวกเนื้อที่หลบซ่อนมาได้ห้าคน จับเป็นพวกเขาทั้งหมด แต่ในการเสาะหาคนสุดท้าย กลับไม่ค่อยราบรื่นนัก
เวลานี้เขายืนอยู่บนท้องฟ้า ก้มลงมองผืนแผ่นดินด้านล่าง พื้นที่แห่งนี้มีความพิเศษอยู่บ้าง ประกอบด้วยพื้นที่เป็นแอ่งๆ และน้ำข้างในแอ่งเป็นสีแดง นอกเหนือจากนี้ที่นี่ยังมีดวงจิตกระจายอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้เคล็ดวิชาของเขายากจะขยายผลในสถานที่เช่นนี้
เฉิงหลิงจื่อรับรู้แต่เพียงว่าที่นี่มีสาวกเนื้ออยู่ผู้หนึ่ง นอกจากต้องพลิกพื้นที่ทั้งหมดเสาะหา เช่นนั้นแล้วก็ยากที่จะพบร่องรอยที่มีอยู่ ทว่าด้วยระดับฝึกตนของเขา คิดจะพลิกพื้นที่ที่เต็มไปด้วยดวงจิตแห่งนี้ คงต้องใช้เวลานานมาก
นี่จึงไม่สอดคล้องกับแผนที่เขาวางไว้ เขาหรี่ตาลง ทันใดนั้นเฉิงหลิงจื่อก็มองไปที่สาวกเนื้อห้าคนที่ถูกเชือดมัดอยู่ทางด้านหลัง
“เดิมที ตามที่ผู้มีพระคุณร้องขอ หากมีสาวกเนื้อหกคน ก็จะสามารถรักษาชีวิตพวกเจ้าไว้ได้ ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนารสเพียงพอ ไม่ต้องการชีวิตมาทดแทน”
“แต่…เวลานี้หายไปหนึ่งคน ข้าก็ไม่กล้ารับประกันแล้ว”
“ดังนั้น ให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งก้านธูป ตามหาคนผู้นี้ให้พบ มิฉะนั้นพวกเจ้าคงรู้ผลของมัน” ว่าจบ ขณะที่เฉิงหลิงจื่อสะบัดมือ คนทั้งห้าทางด้านหลังได้แยกแยะผลพวงอันโหดร้ายนั้น ก็คลายเชือกออก แล้วกล่าวขึ้นเบาๆ
“ข้าเฉิงหลิงจื่อกล่าวแล้วไม่คืนคำ หากเจ้าไม่เชื่อ อย่าว่าแต่ข้อห้ามสามารถเอาชีวิตพวกเจ้า แม้พวกเจ้าจะหนีไปได้ นอกจากจะไม่กลับมาเมืองปรารถนาอีกแล้ว มิฉะนั้นคงมีจุดจบเดียวกัน” กล่าวพลาง เฉิงหลิงจื่อหลับตา นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ แล้วเริ่มจับเวลา
คนทั้งห้าใบหน้าซีดขาว หลังจากมองหน้ากันและกัน ต่างก็เข้าใจได้ว่าแต่ละคนไร้ซึ่งหนทาง พวกเขาไม่กล้ายั่วยุเฉิงหลิงจื่อ แต่ก็ไม่อาจไม่กลับไปเมืองปรารถนารส เวลานี้ได้แต่เพียงฝากความหวังไว้ว่าเฉิงหลิงจื่อจะไม่คืนคำ อีกอย่างอีกฝ่ายก็มีเหตุผล ทั้งหกคนไปแบ่งเบาภาระ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาชีวิต
ดังนั้นคนทั้งห้าจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก้มหน้าตรงไปแอ่งน้ำ เฟ้นหาไปทั่วอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ตามวิธีการของแต่ละคน ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านการหลบซ่อนนั้นล้วนมีบางส่วนที่เหมือนกัน ดังนั้นสถานการณ์ที่เฉิงหลิงจื่อมองว่าหมดปัญญา แต่ภายใต้การร่วมมือร่วมใจกันของคนทั้งห้า หลังจากหนึ่งก้านธูปตามด้วยเสียงสะท้อนก้อง ดวงตาของเฉิงหลิงจื่อก็เบิกขึ้นทันที
“พบแล้ว!” พริบตาเดียวร่างของเขาก็วาบหาย หลังจากผ่านไปนับสิบลมหายใจ เมื่อเฉิงหลิงจื่อเหาะออกไปอีกครั้ง ด้านหลังของเขา จากห้าคนก็กลายเป็นหกคนแล้ว
เป็นเช่นนี้ ด้วยความกังวลของพวกเขาทั้งหมด เฉิงหลิงจื่อก็รีบพาคนทั้งหกกลับไปที่หวังเป่าเล่อกักตน ทั้งหกคนเห็นวังวนมหึมาระหว่างฟ้าดินที่คำรามไปทั่วสารทิศแต่ไกลๆ แม้จะไม่สามารถมองเห็นผู้ที่อยู่ในวังวนได้ แต่กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่หนาแน่นจนน่าตระหนก ก็กระจากยออกมาจากในวังวน ทำให้จิตใจของพวกเขาร้องคำราม ใบหน้าพลันซีดขาว
“ยังไม่ไปอีก” เฉิงหลิงจื่อเห็นคนทั้งหกหยุดชะงัก ดวงตาก็ฉายแววดุร้าย ภายใต้การลากเพียงครั้งเดียวก็พาพวกเขาตรงไปที่วังวน หลังจากเข้าใกล้แล้ว เขารีบคุกเข่าลงไปเบื้องหน้าวังวนแห่งนั้น จากสีหน้าดุดันในตอนแรกเปลี่ยนเป็นเชื่อฟังและเคารพอย่างที่สุด ร้องตะโกนออกมา
“ผู้มีพระคุณ สาวกเนื้อเหล่านี้คือที่เหลืออยู่ในตอนนี้ ข้านำทั้งหมดมาแล้ว”
“ดีมาก” เสียงนั้นคล้ายฟ้าร้อง มันส่งออกมาจากภายในวังวน ในขณะที่ทั่วสารทิศสั่นไหว โซ่ที่ก่อตัวขึ้นจากหมอกแห่งความมืดขนาดใหญ่หกเส้น ก็พุ่งออกมาจากภายในวังวนตรงเข้าไปรัดพันสาวกเนื้อทั้งหกนี้ทันที ขณะนี้กฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างของสาวกเนื้อทั้งหก ก็ระเบิดออกไปตามโซ่ตรงเข้าไปที่วังวน
ด้านเฉิงหลิงจื่อก็ไม่ต้องรอคำสั่งของหวังเป่าเล่อ เวลานี้ได้ส่งกฎเกณฑ์ปรารถนารสออกไปจากภายในร่างอีกครั้ง หลอมรวมในวังวน ทำให้หวังเป่าเล่อพอใจอย่างที่สุด
เวลานี้การเลื่อนขั้นของเขาก็ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว กลิ่นอายของเขาเหนือกว่าเจ้าสวาปามปกติ แต่เขตแดนอย่างไรก็ยังขาดอยู่ เวลานี้ด้วยกฎเกณฑ์ปรารถนารสจำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามา ส่วนที่ขาดไปนี้ ในที่สุดก็เริ่มสมบูรณ์
ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป กฎเกณฑ์ปรารถนารสจากภายในร่างของทั้งหกก็ถูกดึงออกมาเกือบเจ็ดเท่า มีเสียงคำรามส่งออกมาจากภายในวังวน ยามที่มันดังขึ้น วังวนพลันหดตัวลงแคบลง และเริ่มปะติดปะต่อกันเป็นร่างหนึ่งสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ในตอนแรกร่างนี้…กินอาณาบริเวณ 100 จั้ง หากแต่ตอนนี้วังวนก็ยังหดตัวไม่หยุด หลอมรวมไม่หยุด ขนาดของเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็น 130 จั้ง 170 จั้ง 210 จั้ง จนกระทั่ง…
สุดท้ายหลังจากสูงถึง 330 จั้งแล้ว วังวนก็หายไป พลังปราบปรามที่มาจากเจ้าสวาปาม เทพจุติ เทียมฟ้า ทำให้ไอหมอกบนท้องนภาพลิกม้วน พื้นดินคำรามก้อง ราวกับว่าระหว่างดินฟ้า เวลานี้ได้จุดบรรจบเพียงหนึ่งเดียว มีเพียง 300 กว่าจั้งเท่านั้น ใบหน้าพร่าเลือน แต่ยังคงเป็นร่างที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินเช่นเดิม
“น้อมพบเจ้าแห่งสวาปาม!” เฉิงหลิงจื่อตะโกนขึ้นมาเป็นคนแรก
สาวกเนื้อหกคนที่เหลือ แม้จะยังอ่อนแรงต่างก็รีบคุกเข่าคารวะร้องรับกันเซ็งแซ่
ขณะที่พวกเขาน้อมคำนับ ร่าง 300 กว่าจั้งนี้ ก็ค่อยๆ ก้มศีรษะ ใบหน้าพร่าเลือนนั้นชัดเจนขึ้นทีละส่วน เผยให้เห็นรูปลักษณ์ของหวังเป่าเล่อ
เขาผุดยิ้มน้อยๆ
เจ้าสวาปามลำดับเก้า!
ดวงจิตมากมายกระจัดกระจายอยู่ตรงพื้นที่ของโลกาชั้นแรก ขณะเดียวกันก็รบกวนจิตใจและค่อนข้างอันตราย เช่นเดียวกับหลุมลึกที่เสินหลู่เต้าอยู่ เวลานี้ก็เป็นเช่นนี้
ดวงจิตกระจัดกระจายไปเป็นจำนวนมาก ลอยอยู่บนดินโคลน เห็นได้ว่าที่แอ่งหลุมลึกแห่ง ดวงจิตกำลังคืบคลานไปทั่ว คล้ายจะฟื้นคืนสภาพเดิมได้
แต่เวลานี้ไม่มีผู้ใดสนใจเหตุการณ์ประหลาดนี้เลย หวังเป่าเล่อก็ไม่สนใจ เพราะจำนวนของดวงจิตที่กระจัดกระจายเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ มันทำให้เขาขมวดคิ้ว ด้านเสินหลูเต้าก็ไม่สนใจเช่นกัน เพราะ…ไม่ว่าจะถูกกลบฝังหรือถูกหวังเป่าเล่อกลืนกิน จุดจบของเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ในฐานะที่เป็นสาวกเนื้อ เมื่อก้าวเข้าสู่งานเลี้ยงล่าสัตว์ชะตากรรมก็ถูกกำหนดไว้แล้ว เช่นเดียวกับสาวกเนื้ออื่นๆ แม้จะไม่ได้คาดคิดถึงฉากจบเช่นนี้ ทว่าตอนนี้ก็ทำได้เพียงฝืนทน
ระหว่างเจ้ากับข้า ไม่มีความแค้น ดังนั้น…เจ้ามีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่ หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่เหนือลุมลึกแห่งนั้น ก้มหน้าลงมาแล้วเอ่ยช้าๆ
ไม่มีคำสั่งเสีย แต่มีความปรารถนาครั้งสุดท้าย ปิงหลิงจื่อ เจ้ามาจนถึงขั้นนี้ เช่นนั้นย่อมกลายเป็นเจ้าสวาปามผู้แรก นี่คือความปรารถนาของข้า ขอให้เจ้าช่วยทำให้เป็นจริงด้วยเถอะ เสินหลูเต้าหายใจหอบ พยายามจะกล่าว
ย่อมได้ หวังเป่าเล่อพยักหน้า
เสินหลูเต้าเห็นเช่นนี้ ก็หัวเราะออกมา
เจ้าไม่ต้องดูดซับหรอก ปิงหลิงจื่อ เส้นทางของเจ้าแห่งสวาปาม ข้าเติมเต็มให้เจ้า! กล่าวพลาง ดวงตาเสินหลูเต้าพลันเบิกโพลง กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่อยู่ภายในระเบิดออกทันที ทะลุผ่านร่างออกมาโดยตรง เริ่มส่งตรงไปที่หวังเป่าเล่อ
เมื่อมองจากไกลๆ กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่มาจากภายในร่างเสินหลูเต้า กลายเป็นไอหมอกดำหนาแน่นน่าตะลึง ภายในไอหมอกนี้แฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง มันตรงเข้าหาหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อไม่ได้หลบหลีก ปล่อยให้ไอหมอกปกคลุมร่าง หลังจากแทรกซึมไปตามทวารทั้งเจ็ด ตามผิวหนังของเขาอย่างบ้าคลั่งแล้ว มันก็หลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์ปรารถนารส
ด้วยการหลอมรวม ผลึกแห่งปรารถนาที่ด้านนอกจุดตันเถียนของหวังเป่าเล่อเติบโตไม่หยุดหย่อน ระหว่างที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ภายในตัวเขา ก็คล้ายมีเส้นดำเส้นหนึ่งกำลังเจริญเติบโต
หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ว่าตนกำลังจะกลายร่าง เขารีบนั่งขัดสมาธิที่กลางอากาศ ฝันร้ายแห่งปรารถนาของเขาในหลุมลึกต่างโบยบินออกมา รายล้อมรอบตัวเพื่อปกป้องเขา
และการรายล้อมของพวกมัน หมุนวนรอบตัวหวังเป่าเล่อไม่หยุด ด้วยความเร็วสูง นี่ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นร่างหวังเป่าเล่อ เห็นแค่เพียงเพียงวังวนมหึมาและเขาเป็นศูนย์กลาง ขึ้นสูงไปทางด้านบน ในขณะที่พลังยิ่งสะท้านฟ้า เบื้องล่างแอ่งหลุมลึกพื้นที่ที่เสินหลูเต้าอยู่ เวลานี้ก็สมานกันอย่างรวดเร็ว กระทั่งหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ เมื่อวังวนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แอ่งหลุมลึกก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ไม่นานเฉิงหลิงจื่อที่อยู่ไกลๆ ก็วิ่งเข้ามา เขามองไปทางวังวน ดวงตาของฉายแววตื่นเต้นยินดี สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของผู้มีพระคุณของตน พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่น่าหวาดกลัว
ระดับการพุ่งขึ้นนี้ยิ่งใหญ่มาก ดูเหมือนว่าใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถถึงระดับเจ้าแห่งสวาปามได้
เมืองปรารถนารสได้ปรากฏเจ้าสวาปามคนที่เก้า เฉิงหลิงจื่อหายใจถี่รัว หลังจากเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที รีบนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ ประสานเวทป้องกันอย่างระแวดระวัง
เขารู้สึกว่าตนต้องแสดงออกให้ดี นี่จึงจะสามารถเสริมคุณงามความดีที่ตนเองทำไว้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากกลับไปถึงเมืองปรารถนารส ตนก็จะมีสองหลักให้พึ่งพิง หนึ่งคือบิดา อีกหนึ่งคือผู้มีพระคุณ
ตนผู้มีสองเจ้าสวาปามให้พึ่งพิง เกรงว่าภายในเมืองปรารถนารส จะเป็นผู้สะท้านฟ้าเป็นรองก็เพียงเจ้าแห่งสวาปามเลยทีเดียว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉิงหลิงจื่อพลันรู้สึกว่าตนช่างโชคดีเหลือเกิน
ดังนั้นขณะที่กระหยิ่มยิ้มย่อง เขาก็เริ่มปกป้องหวังเป่าเล่ออย่างสุขุม เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ในไม่ช้าก็ผ่านไปสามวันแล้ว
ในสามวันนี้ เฉิงหลิงจื่อจากความตื่นเต้นในวันแรก เริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง จนกระทั่งเข้าวันที่สาม คลื่นใหญ่เทียมฟ้าเกิดขึ้นในใจเขา ลูกตาแทบจะถลน กังวลจนถึงขีดสุดและตระหนกสุดขีด
เพราะ…ในวันที่สอง หวังเป่าเล่อที่อยู่ภายในพายุวังวน กลิ่นอายของเขาได้ถึงระดับของบิดาตนแล้ว หรือกล่าวได้ว่า เวลานั้น…อีกฝ่ายไม่ได้แตกต่างจากเจ้าสวาปามเลย
แต่กลับตรงกันข้าม…กลิ่นอายถึง ทว่าด้านขอบเขตกฎเกณฑ์ของเจ้าสวาปามนั้นยังคงยับยั้ง กลับไม่ได้ปรากฏ
ความแข็งแกร่งของเจ้าสวาปาม นอกจากความน่ากลัวของกฎเกณฑ์ของตนแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าก็คืออำนาจปราบปรามของผู้ฝึกตนที่อยู่ในระบบกฎเกณฑ์นี้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในต้นกำเนิด
นี่จึงเป็นปณิธานของเจ้าสวาปาม แต่ด้านหวังเป่าเล่อ แม้กลิ่นอายจะถึงขั้น แต่การปราบปรามไม่ปรากฏ นี่จึงชัดเจนว่า…เขายังเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ
นี่มันไม่ถูกต้อง เฉิงหลิงจื่อตื่นตระหนก ท่าทางไม่อยากเชื่อ แม้เขาจะไม่เคยเห็นผู้ใดเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าสวาปาม แต่บิดาของตนก็เป็นเจ้าสวาปาม ดังนั้นจึงได้ฟังได้เห็นมาโดยตลอด รวมทั้งการสนทนาเชิงลึกก่อนที่จะมาถึง เหล่านั้นทำให้เขาเข้าใจในกระบวนการเลื่อนขั้นเป็นอย่างดี
หากกล่าวตามเหตุผล เวลานี้…หวังเป่าเล่อน่าจะเลื่อนขั้นแล้วจึงจะถูก
นอกจาก…ด้วยต้นทุนธรรมชาติแข็งแกร่งเกินไป ดังนั้นขีดจำกัดของผู้อื่น สำหรับเขาแล้ว กลับไม่ใช่ขีดจำกัด!
แต่หากเป็นเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า…กฎเกณฑ์ปรารถนารสของเสินหลูเต้าผู้เดียว ยังไม่เพียงพอต่อการเลื่อนขั้น ขณะที่สีหน้าเฉิงหลิงจื่อเปลี่ยนไป ตอนนั้นเองพลังปราณมืดสายหนึ่งก็ลอยออกมาจากภายในวังวน ตรงมายังเฉิงหลิงจื่อ
ทันใดนั้น พลังปราณมืดนี้ก็หลอมรวมเข้าสู่กลางหว่างคิ้ว ทำให้ร่างของเฉิงหลิงจื่อสั่นเทิ้ม กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างถูกหวังเป่าเล่อกลืนกิน ชั่วอึดใจก็ได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ กระทั่งยิ่งเข้าถึงได้มากขึ้น
แต่ก็มีข้อแตกต่าง เวลานี้กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่หลอมรวมเข้ามา เป็นสิ่งที่มีตราประทับอยู่ และตราประทับนี้ก็คือหวังเป่าเล่อ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นของขวัญจากหวังเป่าเล่อ เขาจะเรียกคืนเมื่อใดย่อมได้
ไปรวบรวมสาวกเนื้อทั้งหมดให้ข้า ข้าไม่ได้ต้องการสังหาร แต่ต้องการให้พวกเขาแต่ละคนอุทิศกฎเกณฑ์ปรารถนารสครึ่งหนึ่ง! เสียงของหวังเป่าเล่อตามการหลอมรวมกฎเกณ์ปรารถนารสสะท้อนก้องอยู่ในใจของเฉิงหลิงจื่อ
ร่างของเฉิงหลิงจื่อสะท้าน รู้ว่าการคาดการณ์ของตนนั้นไม่ผิด การเลื่อนขั้นของผู้มีพระคุณ ต่างไปจากของบิดา อีกฝ่ายต้องการกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่มากขึ้น
และนี่…ก็แสดงให้เห็นว่าหากผู้มีพระคุณประสบผลสำเร็จ เช่นนั้นระดับความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นของเขา จะเหนือกว่าบิดาของตนรวมทั้งเจ้าแห่งสวาปามกว่าครึ่ง!
เฉิงหลิงจื่อรีบผุดลุกขึ้นทันที ตะโกนรับคำ หันร่างไปพยายามอย่างเต็มกำลัง เริ่มเสาะหาร่องรอยของสาวกเนื้ออื่นเพื่อหวังเป่าเล่อ โดยไม่ต้องให้หวังเป่าเล่อเอ่ยย้ำ เฉิงหลิงจื่อรีบร้อนเป็นอย่างยิ่ง เขาบอกตนเอง ว่าต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเร็วที่สุด
ตอนนี้ข้าและผู้มีพระคุณ อาจกล่าวได้ว่าหากรุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน ดวงตาเฉิงหลิงจื่อเผยความบ้าคลั่ง นัยน์ตาแดงก่ำ ระเบิดความเร็วทันที เพื่อแสวงหาสาวกเนื้อ
และเขายังมีเคล็ดวิชาที่ถ่ายทอดจากบิดาของตน เวลานี้เคล็ดวิชาก็ได้ถูกนำออกมาใช้โดยไม่ลังเล
……………………
คำพูดของเฉิงหลิงจื่อ ทำให้ภายในใจของเสินหลูเต้าหดหู่อย่างยิ่ง เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยจริงๆ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองน่าจะมีความแค้นเทียมฟ้า แล้วเหตุใด…ตอนนี้จึงเปลี่ยนท่าที
ก่อนหน้านี้ก็แอบตรวจสอบมาก่อนแล้ว บนร่างของเฉิงหลิงจื่อไม่มีร่องรอยการถูกควบคุมเลยแม้แต่น้อย หรือกล่าวได้ว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เฉิงหลิงจื่อยินยอมพร้อมใจภายใต้สถานการณ์ที่ตื่นรู้
ขณะเดียวกันนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เสินหลูเต้าไม่อาจเข้าใจได้ และเกิดความเกรงกลัวต่อหวังเป่าเล่อ เขาล้มเลิกความคิดที่จะกลืนกินฝ่ายตรงข้ามแล้ว เวลานี้จิตใจคิดแต่จะหลีกหนีออกจากที่นี่
เพราะเขามองออกว่า นิ้วเทพดาวตกที่น่าหวาดผวานี้ ได้ถูกหวังเป่าเล่อควบคุมเอาไว้แล้วอย่างแน่นอน หวังเป่าเล่อผู้เดียว เดิมทีก็ยากที่จะต้านทาน หากเพิ่มนิ้วเทพดาวตกไปด้วย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะกำราบได้แล้ว
เพียงแต่ว่า…ความเร็วของเขาที่กำลังคิดจะจากไป ไม่อาจเทียบเท่าได้กับความเร็วของหนวดดำเหล่านั้น มันไล่ตามเขาในฉับพลัน และล้อมเขาไว้ทุกด้านแล้ว
เวลานี้ ความแข็งกล้าของเสินหลูเต้าต่างไปจากเฟิงตี๋ มันปรากฏออกมา เมื่อเทียบกับเฟิงตี๋ที่สูญเสียพลังต่อต้านตอนเผชิญกับหนวดดำเหล่านี้ แม้มีสาเหตุจากการต่อสู้กับหวังเป่าเล่อ แต่สุดท้ายก็ยังไม่แกร่งพอ
แต่เสินหลูเต้านั้นแตกต่าง หลายปีก่อนเขาคือสาวกเนื้อคนแรกในเมืองปรารถนารส และมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์ แม้เวลานี้จะถูกหนวดดำล้อมไว้ แต่ในพริบตา…ท่าทางเขาก็ดุร้ายขึ้น ส่งเสียงคำราม และส่งคลื่นความร้อนเทียมฟ้าปะทุออกมาทันที
ราวกับร่างของเขาได้กลายเป็นเตาหลอมมหึมา ราวกับดวงตะวัน ในชั่วพริบตาก็ปล่อยความร้อนสูงเกินจินตนาการราวกับไฟบรรลัยกัลป์ ระเบิดและเผาไหม้ไปทั่วทุกทิศทุกทาง
แม้หนวดดำเหล่านั้นจะไม่ธรรมดา แต่สุดท้ายด้วยการต่อต้านของหวังเป่าเล่อและเทพดาวตก ทำให้เขาสูญเสียพลังในการปราบปรามไป เวลานี้ถูกคลื่นความร้อนไฟบรรลัยกัลป์ แม้จะไม่ถูกเผาไหม้ แต่ด้านความเร็วและพลังก็ถูกทำให้อ่อนแรงลงไปบางส่วน เสินหลูเต้าจึงฉวยโอกาส ทะลวงผ่านวงล้อมออกไปตามช่องว่างภายในพริบตาเดียว
เห็นอยู่ว่ากำลังจะรอด…แต่หวังเป่าเล่อจะปล่อยให้เป็นไปตามปรารถนาของเขาหรือ
หวังเป่าเล่อลืมตาแล้ว สายตาเผยแววลึกลับ เขาพอใจที่เฉิงหลิงจื่อแสดงมาก ในความเป็นจริงหากก่อนหน้านั้นคลื่นลูกแรกที่เสินหลูเต้าลงมือ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เฟิงตี๋แต่เป็นตน…เช่นนั้นแม้จะไม่ก่อให้เกิดผลถึงเป็นหรือตาย แต่ก็ต้องทำลายสมดุลอย่างแน่นอน ทำให้พลังดูดซับของนิ้วเทพดาวตกเพิ่มขึ้น ต้องได้รับความเสียหายในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน
เรื่องนี้สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว จะมีความยุ่งยากอยู่บ้าง แล้วยังมีเสินหลูเต้าที่มองมาเหมือนเสือจ้องเหยื่อ เกรงว่าเวลานั้น เขาคงจะอยู่ในสถานการณ์คับขัน
แต่คำลวงของเฉิงหลิงจื่อทำให้เสินหลู่เต้าคาดผิด อีกฝ่ายลงมือไปที่เฟิงตี๋ แล้วยังทำลายหนวดดำไปกว่าครึ่ง นี่จึงทำให้ความสมดุลที่นิ้วเทพดาวตกถูกทำลาย สำหรับหวังเป่าเล่อล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น
ดังนั้นเขาจึงใช้โอกาสนี้ พลังดูดซับจากภายในร่างของหวังเป่าเล่อแผ่ออกมา แม้จะไม่ได้ดูดซับนิ้วเทพดาวตกจนแห้งเหี่ยว แต่ก็ดูดมาได้อย่างน้อยสองส่วน ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของตนตรงไปเติมเต็มความว่างเปล่าจากครั้งก่อนทั้งหมด จนถึงขั้นสุดยอดของสาวกเนื้อ ส่วนในทางอ้อมก็มีคุณสมบัติควบคุมนิ้วเทพดาวตกนี้ด้วย
ขณะที่พึงพอใจอยู่นั้น หวังเป่าเล่อก็มองไปทางเสินหลูเต้าที่กำลังรีบหลบหนี ดวงตาส่องประกายวาบ เทียบกับการดูดซับกลิ่นอายของซากเทพดาวตกแล้ว เขายังชอบสาวกเนื้อเสียมากกว่า
สาวกเนื้อไม่เพียงง่ายต่อการปราบปราม การดูดซับก็ง่ายกว่า และเขาสามารถรับรู้ได้ว่า ขอเพียงตนได้กลืนกฎเกณฑ์ปรารถนารสของเสินหลูเต้า เช่นนั้นระดับที่สูงมากนี้ จะทะลวงผ่านข้อจำกัดกฎเกณฑ์ที่มี จนถึงระดับของเจ้าสวาปาม
และเจ้าสวาปาม ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมกฎสูงสุดภายใต้เจ้าปรารถนา กฎเกณฑ์ปรารถนาของตน ไม่ว่าระดับใดก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งที่มาแล้ว และตามความคิดของหวังเป่าเล่อ หลังจากเลื่อนเป็นเจ้าแห่งสวาปาม จึงจะนับว่าเป็นเรื่องจริงจัง…ไม่แยกแยะกับกฎเกณฑ์ปรารถนารส หากเขาพลั้งพลาด กฎเกณฑ์ปรารถนารสก็จะอ่อนกำลังลงในช่วงเวลาหนึ่งด้วยเหตุนี้
ดังนั้นการเลื่อนเป็นเจ้าสวาปาม จึงจะนับได้ว่าเขาเป็นคนกันเองของเมืองปรารถนารสอย่างแท้จริง นี่ก็เป็นสาเหตุที่เจ้าปรารถนาเมืองปรารถนารสได้กล่าวไว้ก่อนที่เขาจะมางานเลี้ยงล่าสัตว์ครั้งนี้แล้ว
“เมื่อเป็นเช่นนี้….” หวังเป่าเล่อหรี่ตา แหงนหน้ามองนิ้วเทพดาวตกในไอหมอกเหนือศีรษะ แล้วมองเสินหลูเต้าที่ห่างออกไปไกลไม่หยุด
เขาเข้าใจดี ด้วยระดับการควบคุมนิ้วของตนในตอนนี้ ยังไม่สนับสนุนให้ไล่ล่า เช่นนั้นตราบใดที่ตนปล่อยมือ มีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะหลบซ่อนขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่า…เขามีส่วนคุณสมบัติที่มีอำนาจ อาศัยสัมผัสเชื่อมต่อ เสียเวลาไปอีกหน่อย เขาก็ยังสามารถเสาะหาอีกฝ่ายได้ใหม่ ดังนั้นการวัดค่านี้ให้ดำเนินต่อไปไม่กี่อึดใจ หวังเป่าเล่อก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
พริบตาต่อมา หวังเป่าเล่อปล่อยมือที่จับหนวดดำไว้ และเริ่มตัดการดูดซับนิ้วเทพดาวตก ขณะที่ปล่อยมือนั้น ร่างของหวังเป่าเล่อก็ก้าวไปข้างหน้าทันที
บนท้องฟ้า เขาเห็นเงาร่างแวบผ่าน ชั่วอึดใจ เสินหลูเต้าที่หลบหนีอย่างรวดเร็วทางด้านหน้า พลันหน้าเปลี่ยนสี เขาระเบิดคลื่นความร้อนจากภายในร่างอย่างเต็มกำลังออกไปรอบด้านทันที ทำให้ความว่างเปล่ารอบกายพลันก็บิดเบี้ยวขึ้นมา ราวกับว่าทั้งหมดที่อยู่ข้างกายเขาล้วนถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์
แต่เห็นได้ชัดว่า…นี่เป็นสิ่งไม่แน่นอน พริบตาเดียวในความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยวและการแผ่ความร้อนสูงนี้ มือหนึ่งก็ออกมาจากอากาศ ตรงเข้าไปกดบนหน้าผากของเสินหลูเต้า แล้วผลักเบาๆ
ตูม!
ท้องนภาราวกับจะพังทลาย ดังก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ในการระเบิดกัมปนาท เสินหลูเต้าส่งเสียงคำรามแหลมรันทด ร่างของเขาราวกับไม่ได้รับการควบคุม พลังยิ่งใหญ่ที่หน้าผากส่งมาราวกับพายุ ร่างกายหมุนคว้างอย่างรุนแรงภายใต้แรงระเบิดโดยตรง ระดับความเร็วเทียบกับที่เขาหลบหนีก่อนหน้านั้นยังรุนแรงกว่า และถูกกระแทกลงกับพื้นทันที
เสียงแผ่นดินคำราม ร่างกายเป็นเช่นสะเก็ดดาวที่ถูกกระแทกลงกับพื้น ก่อเกิดรอยเว้าแหว่งขนาดมหึมา
หวังเป่าเล่อยืนอยู่กลางอากาศ ผมปลิวไสว ดวงตาส่องประกาย ก้มลงมองเสินหลูเต้าที่ดิ้นรนอยู่ภายในหลุมลึก แล้วเงยหน้ามองไปทางท้องนภา สถานที่ที่นิ้วดาวตกอยู่ก่อนหน้านั้น
ที่นั่น…ว่างเปล่า พริบตาที่หวังเป่าเล่อปล่อยมือ นิ้วเทพดาวตกก็ได้เคลื่อนออกไปแล้ว แม้สูญสลายไปไร้ร่องรอย แต่ในสัมผัสเชื่อมต่อของหวังเป่าเล่อ เขาก็ยังคงสามารถรับรู้ตำแหน่งที่อีกฝ่ายกำลังเคลื่อนย้ายด้วยความเร็วได้อย่างเลือนราง
“มาเลยทีละคน ไม่ต้องรีบร้อน” หวังเป่าเล่อเลียริมฝีปาก ถอนสายตาจากท้องนภา เพียงพริบตาร่างกายก็วาดผ่านความว่างเปล่า ปรากฏบนหลุมลึกที่พื้นล่าง ก้มลงมองเสินหลูเต้าที่ด้านล่าง
เสินหลูเต้าในเวลานี้ ทั้งร่างแทบแหลกละเอียด เลือดแดงฉานไหลกระอักออกจากปากไม่หยุด สบประสานสายตากับหวังเป่าเล่อ เผยความหวาดผวาและเหลือเชื่อออกมา คิดอยากจะดิ้นรน แต่พริบตาเดียวรอบด้านก็ก็ปรากฏฝันร้ายแห่งปรารถนาของหวังเป่าเล่อนับสิบคน กดเขาไว้แน่น
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉิงหลิงจื่อ เสินหลูเต้าก็หรี่ตา มองไปทางหนวดนับร้อยเส้นที่ลอยลู่อยู่กลางอากาศ รวมทั้งหวังเป่าเล่อและศพเหี่ยวแห้งจำนวนมากที่อยู่ด้านบนของเขา จากนั้นก็มองเฉิงหลิงจื่อ แล้วร้องคำรามก้องอยู่ในใจ
เขามองออกว่าเฉิงหลิงจื่อไม่ได้กล่าวจากใจจริง และมองออกว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการยืมมือตนเองต่อต้านเฟิงตี๋ แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เดิมทีนี่ก็เป็นจุดประสงค์เดียวกับเขา
ส่วนเรื่องกลอุบายลับพวกนั้น พลังตรงหน้าระหว่างกันและกัน ไม่มีนัยสำคัญใดให้กล่าวถึง และถึงแม้จะไม่ได้มีภูมิหลังของเฉิงหลิงจื่อก็ตาม เวลานี้เกรงว่าก็ได้ถูกตนกำราบไว้นานแล้ว
อีกอย่างในคำพูดของเฉิงหลิงจื่อ ยังแฝงความหมายบางอย่างที่ช่วยเหลือปิงหลิงจื่อเอาไว้ เสินหลูเต้าก็สังเกตเห็นในเรื่องนี้ ในใจก่อเกิดความสงสัย แต่ความสงสัยก็อยู่ในความคิดของเขาได้ไม่นานนัก มันหายไปในไม่ช้า เขาเข้าใจว่านี่เป็นไปไม่ได้ แม้มันจะเร็วเกินไป และไม่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่าเฉิงหลิงจื่อและปิงหลิงจื่อกลางอากาศเมืองปรารถนารสด้วยตาตนเอง แต่ด้านหนึ่งเขารู้ว่าบิดาของเฉิงหลิงจื่อเป็นปฏิปักษ์ต่อปิงหลิงจื่อ ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกัน
อีกด้านหนึ่ง เขาก็อยู่ในงานเลี้ยงล่าสัตว์นี้ เมื่อถามข่าวคราวของปิงหลิงจื่อจากสาวกเนื้ออื่นๆ ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอกปากทางเข้าวังวน ดังนั้นไม่ว่าจะลงมือในด้านไหน เขาก็ไม่คิดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่เฉิงหลิงจื่อและปิงหลิงจื่อจะร่วมมือกัน
เรื่องในตอนนี้ หนวดนับร้อยเส้นที่กลางอากาศ ในความคิดของเสินหลูเต้านั้น เขาคิดว่ามีความเป็นไปได้มากว่าเฟิงตี๋ร่วมมือกับเฉิงหลิงจื่อเพื่อช่วยกันปราบปิงหลิงจื่อ และหลังจากที่ปิงหลิงจื่อถูกปราบแล้ว ระหว่างเฉิงหลิงจื่อและเฟิงตี๋อาจเกิดความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ นำไปสู่ความแค้นเคืองในใจของเฉิงหลิงจื่อ จึงปรารถนาจะยืมมือตนทำลายเฟิงตี๋
หลังจากความคิดต่างๆ ล่องลอยอยู่ในจิตใจของเสินหลูเต้า ร่างของเขาก็พุ่งออกตรงไปที่ท้องนภาทันที พริบตาเดียวร่างก็มาถึงหนวดสีดำที่ขยับอยู่
เฉิงหลิงจื่อมองร่างเสินหลูเต้าที่อยู่ไกลๆ ยิ้มเย้ยหยันอยู่ในใจ พึมพำด้วยเสียงโง่เง่า
การโกหกขั้นสุดยอด คือจริงเป็นลวง ลวงเป็นจริงในเวลาเดียวกัน ตั้งใจทิ้งข้อบกพร่องเอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายครุ่นคิดเชื่อมโยงอยู่ในใจตนเอง แล้วจึงนำทั้งหมดประกอบสำเร็จด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ข้าหลอกเขาเพียงผู้เดียว แต่เป็นข้าและเขาร่วมกันโกหกตัวเขาเอง
เฉิงหลิงจื่อภูมิใจอยู่ในใจ รู้สึกได้ว่าใต้หล้ามีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถเทียบเคียงกับเขาได้
ทว่าภายนอก กลับไม่เผยความคิดในใจออกมาแม้แต่น้อย แต่จ้องไปที่ซากศพของเฟิงตี๋ สายตาราวกับจะพยายามระงับพิษแค้นอย่างสุดความสามารถ นี่ทำให้เสินหลูเต้าที่อยู่กลางอากาศกวาดสายตามองเห็น หลังจากลอบสังเกตได้แล้ว ก็ยิ่งมั่นใจในการสันนิษฐานของตนยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงละสายตาจากดวงจิตเทพบนร่างเฉิงหลิงจื่อ จดจ้องไปที่ซากศพของเฟิงตี๋อย่างเงียบงัน
แม้ร่างอีกฝ่ายจะไร้ซึ่งกลิ่นอาย ไม่ต่างไปจากซากศพ แต่ด้วยความอคติ แม้เฉิงหลิงจื่อจะยังสนใจทางด้านหวังเป่าเล่ออยู่ในเวลานี้ แต่จุดสำคัญสุดท้ายก็ถูกเฉิงหลิงจื่อชี้นำผิดทางมุ่งความสนใจไปที่ร่างเฟิงตี๋ ดังนั้นหลังจากดวงจิตเทพกำลังกวาดผ่าน เสินหลูเต้าก็ยกมือขวาขึ้นสะบัดอย่างแรง ตอนนั้นเองคลื่นความผันผวนก็ระเบิดขึ้นทันที
ความผันผวนนี้กระจัดกระจายไปรอบด้านก่อน จากนั้นเสินหลูเต้าก็กำหมัดขวาไว้ทันที ความผันผวนที่กระจายออกไปพลันม้วนกลับ สุดท้ายรวมตัวเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นมวลไอก้อนกลมๆ สีดำ
มวลไอดำทมิฬนี้กระจายกลุ่มควันจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา มันมีเสียงคำรามอยู่ในนั้นด้วย ราวกับมีปัญญาวิญญาณที่ถูกเสินหลูเต้าโยนเข้าไป ตรงเข้าปะทะกับหนวดเส้นดำนับร้อยนั้นอย่างรวดเร็ว ขณะกำลังพุ่งออกไป ไอหมอกสีดำก็เริ่มขยาย ชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นมดดำขนาดมหึมาตัวหนึ่ง พร้อมด้วยความดุร้ายและโหดเหี้ยม ตรงเข้าไปใกล้เส้นหนวดสีดำ
หากเปลี่ยนเป็นหวังเป่าเล่อไม่ได้เผชิญกับนิ้วแห่งเทพดาวตกนี้มาก่อน ทันทีที่มดดำตัวนี้เข้ามาในอาณาบริเวณของหนวดเส้นสีดำ จะต้องถูกหนวดพวกนี้กำราบรัดพันอย่างแน่นอน แต่เวลานี้พลังแห่งการดูดกลืนทั้งหมดของนิ้วมือเทพดาวตก ล้วนวางอยู่ด้านหวังเป่าเล่อ สมดุลกับคุณสมบัติของเขาพอดี
ดังนั้นการมาของมดดำ จึงไม่ได้ดึงความสนใจของหนวดเส้นสีดำเลย มองไประหว่างหนวดที่ขวักไขว่ กำลังขยับเข้าใกล้เฟิงตี๋ เหตุการณ์นี้ทำให้เฉิงหลิงจื่อที่อยู่ด้านล่างมองตาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันก็ทำให้เสินหลูเต้ายิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตน
ผลสุดท้ายวิญญาณเทพของเขาก็ละกายเนื้อ ใช้ทุกวิธีไม่ให้ผู้ใดรู้ หลอมรวมเข้าไปภายในนิ้วมือเทพดาวตก… วิธีนี้ หากข้าสามารถควบคุมได้ล่ะก็… ในสายตาเสินหลูเต้ามีความโลภแวบผ่าน ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เข้าควบคุมมดดำในชั่วอึดใจเดียว และกระแทกไปบนร่างเฟิงตี๋
เสียงหนึ่งดังก้อง ด้วยการปะทะของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งการระเบิดตัวเองของมดดำ การบุกจู่โจมเกิดขึ้นทันที
การฝึกตนของเสินหลูเต้า เดิมทีก็ไม่ธรรมดา ตอนนี้ห่างจากการเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าสวาปามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นเคล็ดวิชาลับที่กำลังจะเผยออกมาในตอนนี้ พลังย่อมน่าอัศจรรย์ ด้วยการระเบิดตัวเอง ความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ล้อมรอบทั่วร่างแรกที่เขาปะทะคือเฟิงตี๋ เพราะเดิมทีอีกฝ่ายก็เป็นซากศพ ปราณในตำนานภายในร่างและเลือดเนื้อทั้งหมดล้วนถูกดูดไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า หากนิ้วมือเทพดาวตกไม่ถึงระดับสมดุลกับหวังเป่าเล่อ มันยังสามารถใช้จิตสำนึกไปควบคุมได้ ทำให้ซากศพมีพลังที่ระดับหนึ่ง ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแยกร่างอีกแล้ว ศพของเฟิงตี๋พังทลายลงทันที ถูกฉีกแยกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเถ้าถ่านลอยละล่องทั่วอาณาเขตสามพันลี้ ทำให้ภายในอาณาเขตนี้เต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง
พร้อมกับการพังทลาย ยังมีเส้นหนวดสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน ท่าทีของหนวดเหล่านี้ ล้วนไร้ซึ่งผู้ควบคุม ขณะซากศพอื่นๆ พังทลาย มันก็พังทลายไปด้วยไม่น้อย
เสินหลูเต้ารีบหลับตา เสียงตึกตักดังอยู่ภายในใจ เขาคิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นเช่นนี้ ไม่คิดว่าเฟิงตี๋จะเปราะบางเช่นนี้ กระทั่งนิ้วเทพดาวตกก็เป็นเช่นเดียวกัน
เรื่องมหัศจรรย์นี้ต้องมีเงื่อนงำ แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะถูกเฉิงหลิงจื่อสั่นคลอนไปบ้าง แต่ตอนนี้ฟื้นตื่นขึ้นอย่างฉับพลันแล้ว ความรู้สึกไม่พึงปรารถนาปะทุขึ้นในใจของเขาทันที
เสินหลูเต้าหน้าเปลี่ยนสี ร่างกายถอยกลับกะทันหัน ทว่า…ตอนที่ร่างกายถอยกลับนั่นเอง หวังเป่าเล่อที่หลับตาแขวนอยู่ใต้หนวดดำไม่ไหวติง ทันใดนั้น…ก็ลืมตาขึ้นแล้วมองไปทางเสินหลูเต้า
เสินหลูเต้าแหงนหน้าเช่นกัน ทันทีที่สบเข้ากับสายตาของหวังเป่าเล่อ จิตใจของเขาคำรามร้องก้อง ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน…เพราะเขาเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวหวังเป่าเล่อที่ไม่ได้ถูกตนทำลาย หนวดดำนับสิบเส้นที่เหลือ เวลานี้ไม่ได้นิ่งเฉยเช่นก่อนหน้า แต่เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงล้อมรอบหวังเป่าเล่อ ราวกับเขาเป็นแกนหลัก
และสิ่งที่ทำให้เขาตระหนกที่สุด คือนิ้วมือที่ที่ผลุบๆ โผล่ๆ นิ้วนั้น เวลานี้กระจายพลังออกมาชัดเจนขึ้น ทว่า…พลังพวกนั้นกลับพุ่งเป้ามาที่ตนเอง
เจ้า…ไม่ใช่เฟิงตี๋ที่เป็นผู้ควบคุมซากศพเทพดาวตกนี่ เป็นเจ้า!
เฉิงหลิงจื่อ เจ้าช่างกล้านัก!
เสินหลูเต้าร้องคำรามเสียงต่ำ ร่างถอยกลับอย่างรวดเร็ว แต่หนวดเส้นสีดำเหล่านั้นที่มาจากรอบตัวหวังเป่าเล่อ ดูเหมือนแต่ละเส้นจะบ้าคลั่งไม่น้อย มันปะทะเข้ามาทันที ขยับยืดขยายตัวออกไม่หยุด พุ่งไปทางเสินหลูเต้า
ด้านล่าง เฉิงหลิงจื่อเผยศีรษะออกมา มองเหตุการณ์นี้อย่างตื่นเต้น และสังเกตได้ถึงการฟื้นตื่นของหวังเป่าเล่อ เขาตื่นเต้นน้ำตาจะไหล ตะโกนร้องออกมา
ขอแสดงความยินดี ท่านผู้มีพระคุณออกจากการเก็บตัวแล้ว ได้ควบคุมซากเทพดาวตก กวาดล้างงานเลี้ยงล่าสัตว์!
…………………….
ที่มาของการเปลี่ยนแปลงร่างนี้ คือการพลิกผันบนท้องนภาภายในเมฆหมอก
ท่ามกลางการพลิกผันนี้ ทันใดนั้นหนวดสีดำเส้นหนึ่งได้ร่วงหล่นจากเมฆหมอกบนท้องนภา ตกลงระหว่างหวังเป่าเล่อและเฟิงตี๋อย่างกะทันหัน และเป็นตำแหน่งศูนย์กลางของแรงดูด
แรงดูดที่ตำแหน่งนี้น่าจะมากโข ทว่าหนวดดำที่ห้อยลงมาในตอนนี้ กลับปลิวไหวเบาๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดูดเลยแม้แต่น้อย
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีกลิ่นอายที่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกจิตใจสั่นไหว ต้นตอของหนวดเส้นสีดำนี้ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะปลดปล่อยเฟิงตี๋จากการดูดซับ และล่าถอยอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ล่าถอยอยู่นั้น ยังมีหนวดดำสี่เส้นที่ห้อยลงมาจากไอหมอกด้านบน หนึ่งในนั้นก็เป็นที่ที่หวังเป่าเล่ออยู่ก่อนหน้า และยังมีอีกเส้นหนึ่ง ตกลงไปบนร่างเฟิงตี๋ที่มีดวงตาสิ้นหวังอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนเฟิงตี๋ได้สูญสิ้นพลังต่อต้านทั้งหมดไปแล้ว หลังจากยอมให้หนวดสีดำเส้นนั้นตกลง และพันธนาการเขาไว้ทันที
และหนวดเส้นที่สี่ กลีบตกไปที่หนุ่มน้อยเฉิงหลิงจื่อ เวลานี้สายตาของเด็กหนุ่มงงงัน ร่างกายสั่นเทิ้ม แต่กลับเหมือนสูญสิ้นพลังต่อต้านเช่นเดียวกับเฟิงตี๋ เมื่อมองไปก็ถูกหนวดจู่โจม
แต่การดำรงอยู่ของเขายังมีคุณค่าต่อหวังเป่าเล่อ ดังนั้นการล่าถอยของหวังเป่าเล่อ เขาจึงปรากฏอยู่ข้างกายของหนุ่มน้อยผู้นี้ ขณะที่หนวดดำห้อยลงมา หวังเป่าเล่อก็คว้าไหล่ของเด็กหนุ่มแล้วล่าถอยในทันที
เกือบจะทันทีที่ทั้งสองจากไป หนวดดำก็ห้อยลงมา ตรงเข้าสัมผัสความว่างเปล่า…เวลานี้หนวดจำนวนมากกำลังตกลงมาจากท้องนภา เส้นแล้วเส้นเล่า จนกระทั่งกระจายออกมาอย่างหนาแน่น
เฟิงตี๋ถูกหนึ่งในนั้นพันธนาการ ร่างของเขาเหี่ยวแห้งเร็วกว่าตอนที่ถูกหวังเป่าเล่อดูดซับ ทั้งกระบวนการใช้เวลาไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายของเฟิงตี๋…ก็กลายเป็นซากศพเหี่ยวแห้งร่างหนึ่ง
เมื่อมองให้ถี่ถ้วน ก็จะเห็นว่า…หนวดดำที่ห้อยลงมากว่าร้อยเส้น ได้พันธนาการซากศพเอาไว้อย่างแน่นหนา จนขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า เสื้อผ้าพวกเขากลับไม่เน่าเปื่อย แม้จะมองอย่างแยกแยะ ก็สามารถเห็นได้ว่ารูปแบบของเสื้อผ้า ราวกับจะไม่ใช่ยุคสมัยเดียวกัน
เวลานี้ท้องนภาพลิกผัน หนวดเส้นสีดำก็ยังคงห้อยลงมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าความถี่กลับน้อยลงกว่าเดิมอยู่บ้าง ร่างของหวังเป่าเล่อและเฉิงหลิงจื่อ ขณะที่ล่าถอยอย่างไม่หยุด หวังเป่าเล่อที่มองหนวดดำหนาทึบอยู่ตรงหน้าจากไกลๆ ดวงตาส่องประกาย
ด้านเด็กหนุ่ม เวลานี้ด้วยอยู่ห่างจากสถานที่ประหลาด ดังนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ความงงงันในดวงตาหายไป และแทนที่ด้วยร่างกายสั่นเทิ้ม สีหน้าเผยความหวาดผวาอย่างรุนแรง
ซากเทพดาวตก!
เทพดาวตกหรือ หวังเป่าเล่อเมื่อได้ยินก็มองไปทางเด็กหนุ่ม
ร่างของเด็กหนุ่มสั่นเทา หลังจากได้ยินคำถามของหวังเป่าเล่อ ก็รีบร้อนอธิบาย
ที่เรียกว่าเทพดาวตก แท้จริงแล้วในความเข้าใจของเฉิงหลิงจื่อ คือผู้เยี่ยมยุทธ์ในครั้งบรรพกาล พวกเขาบ้างก็ตายในเทพยุทธ์ บ้างก็ตายด้วยอายุขัย แต่ไม่ว่าผู้ใดต่างก็เทียบได้กับระดับเจ้าแห่งปรารถนา จนถึงระดับสูงกว่าผู้กล้าไร้เทียมทาน
ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ บางทีอาจมีบางส่วนที่หลับใหลที่โลกชั้นที่หนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มีข่าวลือหนาหูว่าได้ดับสูญไปก่อนแล้ว และร่างกายของพวกเขา ได้ปรากฏอยู่ในโลกชั้นแรกเป็นครั้งคราว
ข้าได้ยินท่านพ่อเคยกล่าวไว้ เทพดาวตกเหล่านี้มีบางท่านเป็นผู้แข็งแกร่ง กระทั่งกล่าวได้ว่าเป็นระดับเดียวกับจักรพรรดิสวรรค์ที่หลับใหลของเรา และดูเหมือนการหลับใหลของจักรพรรดิสวรรค์อาจเกี่ยวข้องกับดวงจิตเทพเหล่านี้ เฉิงหลิงจื่อกล่าวในสิ่งที่ตนรู้ทั้งหมด ตัวสั่นงันงก
หวังเป่าเล่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ เพราะไม่เป็นสิ่งเดียวกับที่เขารู้มา ดังนั้นจึงได้เห็นแก่นแท้ภายในมากยิ่งขึ้น เวลานี้เขาหรี่ตา และจ้องไปที่หนวดเส้นสีดำที่ห้อยอยู่ตรงนั้น เขายังเห็นขณะที่ท้องนภาพลิกผัน มีนิ้วขนาดมหึมา…ราวกับผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ด้านใน
มันเป็นเพียงนิ้วเดียว แต่ขนาดของมัน เกรงว่าจะประมาณ 1000 จั้ง หนวดดำที่ห้อยอยู่เหล่านั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงขนของมันเท่านั้น
เมื่อเทียบกับร่างแท้ของข้า ยังแกร่งกว่าอยู่บ้าง… ดวงตาหวังเป่าเล่อเผยความสับสน เขาไม่รู้ว่าเจ้าของนิ้วนี้คือผู้ใด แต่ก็พอคาดเดาได้ ต้องเป็นหนึ่งใน 108 ขุนพลอย่างแน่นอน
ด้วยตอนมีชีวิตอยู่แข็งแกร่งมาก ดังนั้นตอนนี้เมื่อดับสูญ จึงเหลือเพียงนิ้วเดียว แต่ยังคงสามารถกำราบทุกอย่างได้ ทำให้ผู้ฝึกตนตรงหน้ามันสูญสิ้นพลังที่จะไปต่อต้าน ได้แต่เพียงยอมให้เขาดูดซับ
เช่นเดียวกับความงงงันของเฟิงตี๋และเด็กหนุ่ม
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อหวังเป่าเล่อ เนื่องจากคุณสมบัติร่างต้นของเขา แม้ร่างต้นยังไม่เทียบเทียมกับเจ้าของนิ้วนี้ แต่ก็แตกต่างกันไม่มาก ดังนั้นนิ้วนี้สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว แม้จะมีพลัง แต่กลับไม่ได้มากมายเช่นนั้น
เพราะเขาสัมผัสได้ว่า ภายในชั้นเมฆมีเพียงนิ้วนี้เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ซากของเทพแห่งดาวตก ก็เป็นอาหารชั้นสุดยอด…ภายในเมืองปรารถนารส เพียงหนึ่งเดียว เด็กหนุ่มเฉิงหลิงจื่อหายใจถี่รัว กล่าวออกมา สายตาไม่อาจระงับความโลภไว้ได้
กินศพหรือ หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว
ไม่ใช่หรอกท่านผู้มีพระคุณ อาหารบางอย่างต้องกินลงไป แต่อาหารสุดยอดระดับนี้ไม่จำเป็นต้องกิน เพียงแค่ดูดซับกลิ่นอายวิญญาณเทพที่แฝงอยู่ภายใน แม้จะเป็นวิญญาณเทพดาวตก แต่กลิ่นอายยังคงอยู่ และการดูดซับกลิ่นอายเช่นนี้ สามารถทำให้กฎเกณฑ์ของตนก้าวหน้าราวติดปีก เฉิงหลิงจื่ออธิบาย
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด อดแหงนมองไปอีกฝากของท้องนภาไม่ได้ ที่นั่น…เป็นตำแหน่งของโลกาชั้นที่สอง จนถึงขั้นแยกแยะอย่างละเอียด เวลานี้จุดสิ้นสุดสายตาของหวังเป่าเล่อ หากสามารถทะลุทะลวงได้ทุกสิ่ง เช่นนั้นสิ่งที่มุ่งไปย่อมเป็น…ที่ซ่อนร่างต้นของเขา
ร่างต้นของข้า ก็คงนับเป็นวิญญาณเทพสินะ เช่นนั้นกลิ่นอายของเขาที่ข้าดูดซับนั้นได้หรือไม่ ไม่รู้ด้วยเหตุใด จึงเกิดความคิดชั่วร้ายในความคิดของหวังเป่าเล่อ
โชคดีที่เขายังมีปัญญา ดังนั้นเมื่อความคิดชั่วร้ายออกมา ก็ถูกเขาระงับเอาไว้ เวลานี้เขาได้เก็บสายตากลับมาแล้วมองกลับไปที่เทพดาวตกอยู่อีกครั้ง
เมื่อหวังเป่าเล่อทอดมอง ขณะที่ยกนิ้วขึ้นในไอหมอกนั้น หนวดที่ห้อยลงมานับร้อยเส้นก็โผขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับจะกลับเข้าไปในไอหมอกอีกครั้ง และออกจากที่นี่
หวังเป่าเล่อเฝ้าคิด ขณะที่สีหน้าของเด็กหนุ่มข้างกายเปลี่ยนไป ร่างของเขาก็พุ่งออกไปทันที พริบตาต่อมาก็ตรงไปที่ข้างหนวดสีดำเส้นหนึ่ง ยกมือขวาคว้าไว้ แรงดูดซับพลันกระจายออกจากภายในหนวด แต่สิ่งที่เผชิญคือสัมผัสพลังจากคุณสมบัติของหวังเป่าเล่อ
ระหว่างนั้น ก็เกิดการต่อต้านของสองขุมพลังทันที
ขณะที่ต่อต้าน ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นเทิ้ม ดวงตาเกิดประกายประหลาด เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินภายในนิ้วด้านบนตามหนวดเส้นสีดำ
ตอนที่ไม่ได้สัมผัสกลิ่นอายนี้ หวังเป่าเล่อยังไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้ แต่เวลานี้ด้วยหนวดเป็นสื่อกลาง ขณะที่เชื่อมต่อกันและกัน กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างของหวังเป่าเล่อก็ระเบิดขึ้นทันที มันกระจายความบ้าคลั่งออกมาครั้งแรก คล้ายกระหายที่จะดูดกลืนกลิ่นอายของนิ้วมืออย่างถึงที่สุด
………………………
ขณะที่สายตาของทั้งสองประสานกัน ประกายสังหารของทั้งคู่ก็ฉายออกมา เพียงแต่เมื่อเทียบเจตนาที่อยากสังหารเฟิงตี๋แล้ว สิ่งที่หวังเป่าเล่อต้องการยิ่งกว่าก็คือกฎเกณฑ์ปรารถนารสนับไม่ถ้วนภายในร่างของอีกฝ่าย
ในตอนที่กำลังจ้องมองกันและกันอยู่นั้น สาวกเนื้อที่ถูกดูดกลืนก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงสะท้อนก้อง เด็กหนุ่มข้างกายหวังเป่าเล่อก็กลับไปเป็นเช่นก่อน ความหวาดผวาเกิดขึ้นอีกครั้ง
“สาวกเนื้อในมือเจ้าเป็นของข้า” หวังเป่าเล่อมองเฟิงตี๋ แล้วเอ่ยออกมา
“ของเจ้าหรือ” เฟิงตี๋หรี่ตาลง ปราณโลหิตภายในร่างกระเพื่อมขึ้นตามอารมณ์ ราวกับว่ากำลังเพิ่มพลานุภาพ รัศมีที่ด้านหลังเปล่งประกายกว่าเก่า มุมปากพลันยกยิ้ม
ขณะที่กล่าวออกมานั้น มือขวาที่จับสาวกเนื้อเอาไว้ก็ออกกำลังสุดแรง ชั่วพริบตาสาวกเนื้อผู้นี้ก็ส่งเสียงกรีดร้องเทียมฟ้า จากนั้นก็หยุดลงทันที
เห็นได้ว่าภายในร่างของเขา กฎเกณฑ์ปรารถนารสรวมทั้งพลังชีวิตขณะนี้ ต่างถูกเฟิงตี๋บังคับดูดกลืน และทำให้เขากลายเป็นศพแห้งไปแลว จากนั้นก็ถูกโยนไปยังตำแหน่งที่หวังเป่าเล่ออยู่
“ในเมื่อเป็นของเจ้า เช่นนั้นก็ให้เจ้า แลกกับแขนของเจ้าเป็นอย่างไร” เฟิงตี๋เลียริมฝีปากกล่าวช้าๆ
หวังเป่าเล่อผุดยิ้มทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ยิ้มอย่างเป็นสุข ไม่ได้สนใจศพแห้งเหี่ยวที่โยนมา แต่กลับมองเฟิงตี๋ที่อยู่ตรงหน้าอย่างชื่นชมยินดี
ร่างแยกนี้ของหวังเป่าเล่อ รู้สึกมาตลอดว่าตนเองต่างจากร่างต้น ร่างต้นเป็นผู้ไร้หลักการและข้อจำกัด ทำตามความชอบส่วนตน ทำให้เขารังเกียจและไร้ยางอาย
เขาเข้าใจว่า ส่วนที่แตกต่างที่สุดของเขาและร่างต้น ก็คือที่นี่ตนเองมีหลักการ หากผู้อื่นไม่เริ่มยั่วยุตนก่อน เช่นนั้นตนก็แยกแยะบุญคุณความแค้นได้อย่างชัดเจน ไม่ไปรังแกอีกฝ่าย
ดังนั้น เขาจะคิดหาวิธีให้อีกฝ่ายยั่วยุตนเองเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรังแกขึ้นมาก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจนัก และสอดคล้องกับหลักการของตน
หลักการในการทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้หวังเป่าเล่อกล่าวคำพูดเมื่อครู่ออกมา เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามองเฟิงตี๋ในเวลานี้อย่างเบิกบานและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ร่างของหวังเป่าเล่อพลันเคลื่อนไหว พริบตาเดียว ดวงตาเฟิงตี๋ก็หรี่ลง ร่างกายหายวับไปทันที
ในตอนที่ร่างหายไปนั้น ร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏอยู่ตรงที่อยู่เมื่อครู่ แต่พริบตาเดียวก็หายไปอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงคำรามและทอดถอนใจก็ลอยมากลางอากาศ ร่างของเฟิงตี๋เป็นประกายออกมาจากที่ไกลๆ สีหน้าซีดขาว ดวงตาแฝงไปด้วยความเหลือเชื่อ เวลานี้เขาได้สูญเสียแขนข้างหนึ่งไป ตรงบาดแผลเลอะไปด้วยเลือด
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความว่างเปล่าอันบิดเบี้ยว หวังเป่าเล่อถือแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ ค่อยๆ ก้าวเข้ามาทีละก้าว บนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย มือที่ถือแขนไว้กระจายพลังปราณมืดออกมา คลุมแขนของเฟิงตี๋ ทำให้เห็นความเสื่อมสลายของแขนนี้ด้วยตาเปล่า พริบตาเดียวก็กลายเถ้าปลิวว่อนไป
กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่เข้มข้นเข้าสู่ภายในร่างหวังเป่าเล่อ ทำให้ความพึงพอใจของหวังเป่าเล่อเพิ่มขึ้นมาก เมื่อมองไปทางเฟิงตี๋ ก็ราวกับมองอาหารอันโอชะที่ไม่เคยมีมาก่อน
เฟิงตี๋หายใจถี่รัว สีหน้าไม่น่าดู ใจสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อครู่ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพบกัน เขาได้หลบซ่อนล่วงหน้าแล้วแท้ๆ แต่อีกฝ่ายได้คำนวณทุกอย่างเกี่ยวกับตนไว้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีพลังครอบคลุม ราวกับระดับการฝึกตนของตน ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เลยแม้สักน้อยต่อหน้าหวังเป่าเล่อ ถูกทำลายพินาศย่อยยับ
หากไม่ใช่เป็นเพราะความเด็ดขาดของตน เกรงว่าคงไม่ใช่เสียเพียงแขนข้างเดียว
“ควบคุมคุณสมบัติ…” สีหน้าเฟิงตี๋ซีดขาว กล่าวออกมาทีละคำ จ้องหวังเป่าเล่อนิ่ง
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ขยับไปทางเฟิงตี๋อีกครั้ง พริบตาต่อมา เฟิงตี๋ก็คำรามเสียงดัง คราวนี้ไม่ได้ล่าถอยหลบหลีกอีก เพราะเขารู้ว่า ตนเองไม่อาจหลบเลี่ยงได้เลย ส่วนการหลบหนี เขาก็เข้าใจว่า ในเงื้อมือของบุคคลที่น่าหวาดผวาตรงหน้านี้ นอกจากสบโอกาส มิฉะนั้นแล้วก็ไม่อาจหลบหนีได้
เวลานี้เขาไม่ได้ล่าถอย แต่ท่ามกลางเสียงคำรามนี้ ปราณโลหิตกลับระเบิดไปทั้งร่างทันที แล้วก่อเป็นหมอกสีโลหิตกลิ้งม้วนอยู่นอกร่างกาย กลายเป็นปากใหญ่กลืนไปทางด้านหน้า
ความว่างเปล่าบิดเบี้ยว ปรากฏรอยแยกเป็นแห่งๆ อาจเห็นส่วนที่น่าหวาดผวาของเคล็ดลับหมอกสีโลหิต ทว่า…ไม่ว่าจะน่าหวาดผวาเช่นไร ดูเหมือนมันจะไม่ส่งผลต่อหวังเป่าเล่อมากนัก ร่างกายของเขาจะเผยออกมาด้วยเคล็ดลับนี้ แต่ขณะที่ปากใหญ่หมอกสีโลหิตกลืนมาทางเขา หวังเป่าเล่อก็แหงนหน้าขึ้นดูดหมอกสีโลหิตทันที
ภายใต้การดูดกลืนนี้ หมอกสีโลหิตพลันบีบรัด เสียงคำรามตรงเข้าระเบิดทำลายกลายเป็นกฎเกณฑ์ปรารถนารสสายแล้วสายเล่าตรงไปที่หวังเป่าเล่อ ถูกเขาดูดกลืนเข้าภายในร่าง ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของร่างตนยิ่งมีพลานุภาพ
เหตุการณ์นี้ทำให้เฟิงตี๋ตื่นตระหนก บนใบหน้าเขาไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย นัยน์ตาเหลือกถลนแสดงถึงความไม่อยากจะเชื่อ ลนลานล่าถอย รัศมีที่อยู่ด้านหลังแตกเป็นเสี่ยงๆ แลกมาซึ่งความเร็วอันน่าประหลาด จำเป็นต้องหลีกหนี
ทั้งหมดไม่ใช่ในขั้นตอนเดียว!
“คิดจะหนีหรือ” ดวงตาหวังเป่าเล่อคมกริบ ไล่ตามไปทันที ระดับความเร็วฉีกความว่างเปล่าโดยตรง พริบตาเดียวเขาก็ไล่ทัน คว้าเฟิงตี๋ที่มีสีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปเอาไว้
เส้นเลือดบนหน้าผากเฟิงตี๋นูนขึ้น ในช่วงเวลาวิกฤตเขาระเบิดออกมาอย่างไม่ลังเล ขณะนี้รัศมีที่อยู่ด้านหลังเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ตอนนี้ทุกอย่างพังทลาย เพื่อแลกมาซึ่งแรงผลักอันทรงพลัง หนุนนำร่างของเขาให้ปะทะไปข้างหน้าเพื่อเปิดระยะห่าง สองมือผนึกมุทรา คล้ายยังต้องการคลี่คลายเคล็ดลับ พลังเทียมฟ้าแห่งปราณโลหิตกระจายไป เพื่อต่อต้านเต็มกำลัง
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มือขวายกขึ้นก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง มีเพียงดวงตาที่ยิ่งดำสนิท กล่าวออกมาหนึ่งคำ
“ดูด!”
ขณะที่คำนี้ออกมา พลังดูดมหาศาลระเบิดออกมาจากมือขวาของหวังเป่าเล่อ ราวกับกลายเป็นหลุมดำ ทำให้พลังดูดกระชากสะท้านฟ้าสะเทือนดินกระจายไปทั่วสารทิศทันที ครอบคลุมเฟิงตี๋ไว้ทุกด้าน
“ปิงหลิงจื่อ!” จิตใจหวังเป่าเล่อสั่นไหว ร่างของเขาในขณะนี้ไม่อาจปะทะไปข้างหน้าได้ ถอยกลับไปเองอย่างไม่อาจควบคุมได้ คล้ายกับมีเส้นไหมนับไม่ถ้วนพันธนาการเขาไว้ ค่อยๆ ลากไปทางหวังเป่าเล่อทีละนิด
นอกจากกระบวนการเหล่านี้ ปราณโลหิตของเขา กฎเกณฑ์ของเขาต่างก็กระจัดกระจายอยู่ด้านนอกอย่างไม่อาจควบคุมได้ และตรงไปที่หวังเป่าเล่อ
เหตุการณ์นี้ มองจากไกลๆ แล้ว หวังเป่าเล่อดูเหมือนเทพเจ้าลงมาจุติ เวลานี้ทุกที่ที่ฝ่ามือไป ต่างก็แตกพ่าย ไม่ว่าเฟิงตี๋จะดิ้นรนเช่นไร ก็ไม่อาจช่วยในเรื่องนี้ได้ ร่างภูเขาเนื้อกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
เฉิงหลิงจื่อที่มองอยู่ไกลๆ ดวงจิตอิ่มเอิบ ราวกับไม่ใช่หวังเป่าเล่อที่ดูดรับเฟิงตี๋ แต่เป็นตัวเขาเอง
“ปิงหลิงจื่อ ข้าเป็นศิษย์เจ้าแห่งปรารถนา หากเจ้าสังหารข้า เจ้าจะไม่มีที่ยืนในเมืองปรารถนารส!” เวลานี้เฟิงตี๋ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ความเย่อหยิ่งที่เคยมีได้มลายไปทั้งหมด เวลานี้น้ำเสียงเศร้ารันทด
สีหน้าหวังเป่าเล่อเป็นปกติ ยังคงยิ้มน้อยๆ แต่พริบตาต่อมา ดวงตาเขาก็หรี่ลงทันที ร่างกายล่าถอยอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
แปลงร่าง โจมตีฉับพลัน
……
“เป็นผู้โง่งมใด…มาตกปลาที่นี่!” ปลาน้อยกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว จิตใจของมันกระวนกระวาย อยู่ตรงนั้นไม่กล้าขยับเขยื้อน แต่เวลานี้เอง เสียงอบอุ่นก็ส่งมาจากผิวน้ำ ทะลุผ่านแอ่งน้ำเข้าสู่ภายในใจของปลาน้อย
“ปลาที่ไม่กินเหยื่อ ล้วนเป็นปลาตาย”
แม้น้ำเสียงจะอบอุ่น แต่เมื่อก้องอยู่ในใจของปลาน้อยก็กลับกลายเป็นเสียงสังหารที่เย็นเยือก ทำให้เฉิงหลิงจื่อในร่างปลานั้น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่า…นี่คือปิงหลิงจื่อมีดพันสังหารผู้นั้น
และคำพูดนี้ก็เป็นคำขู่ ทำให้ภายในใจของเฉิงหลิงจื่อเจ็บปวดฆาตแค้นนัก มีแรงกระตุ้นอยู่วูบหนึ่งที่คิดจะแลกชีวิตกับอีกฝ่าย แต่แรงกระตุ้นนั้นก็ถูกสัญชาตญาณการอยู่รอดควบคุมไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ภายในส่วนลึกจิตใจของเขา ยังอดคิดไม่ได้ว่า…ปลาที่ไม่กินเหยื่อ คือปลาตาย เช่นนั้นตนควรจะไปกินเหยื่ออย่างว่าง่าย จึงจะมีโอกาสรอดชีวิตใช่หรือไม่
ความคิดนี้ ทำให้เฉิงหลิงจื่อสับสนทันที เบ็ดปลาส่ายไปส่ายมาตรงหน้าเขา คล้ายกำลังอดใจไว้ไม่อยู่
ทว่า ความสับสนนี้ ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยเวลาอันสั้น ดังนั้นหลังจากผ่านไปหลายลมหายใจ เบ็ดปลานี้ก็ดูเหมือนจะถูกยกขึ้นด้านบน เวลาเดียวกัน เสียงอบอุ่นที่กลายเป็นเย็นเยือกกล่าวออกมาเบาๆ
“ดูไปแล้วคงเป็นปลาตายจริงๆ”
ทันทีที่คำพูดนี้ส่งออกมา จิตสังหารพลันแผ่ซ่านไปทั่วแอ่งน้ำ เฉิงหลิงจื่อตื่นตระหนกรีบระงับความสับสน ท่ามกลางความคับข้องใจด้วยความเจ็บปวดและขุ่นเคือง จึงรีบพุ่งตัวเข้าไป งับเบ็ดตกปลานั้นไว้
ตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อยู่ๆ เขาก็คิดขึ้นมาได้ถึงคำพูดประโยคหนึ่งของบ้านเกิด
น้ำตาของปลาน้อย เจ้ามองไม่เห็น เพราะมันอยู่ในน้ำ…
เป็นเช่นนี้ เบ็ดถูกยกขึ้นข้างบน หลังจากปลาติดเหยื่อ มันถูกดึงขึ้นจากแอ่งน้ำ พริบตาที่ลอยออกจากแอ่งน้ำ น้ำตาและน้ำที่ผสมปนเปกันออกมาจากดวงตาของเขา และยังกระจายไอน้ำที่ตรงหน้า ทำให้เห็นว่าเวลานี้ปิงหลิงจื่อกำลังนั่งอยู่ ใบหน้านั้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มถือเบ็ดอยู่ข้างแอ่งน้ำ จดจ้องมาทางตน
ไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก เมื่อสายเบ็ดสะบัด ปลาน้อยก็ถูกดึงขึ้นมาทันที หวังเป่าเล่อยกมือซ้ายคว้ามันเอาไว้ ฟองอากาศยังพ่นออกจากปากปลาไม่หมด แรงดูดมหาศาลระเบิดออกมาจากมือซ้ายของหวังเป่าเล่อ ตรงเข้าไปห่อหุ้มบนร่างของปลาน้อย
ไม่นาน กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างเฉิงหลิงจื่อก็ถูกดูดตรงเข้าไปที่มือซ้ายของหวังเป่าเล่ออย่างควบคุมไม่ได้ มันถูกเขาดูดเข้าภายในร่าง ขณะที่เสริมพลังแห่งกฎจักรวาลของตน ก็ยังทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสในร่างตนสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
และเจ้าปลาน้อยนั้น เวลานี้กลับหดตัวลงอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระทั่งหายใจเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ราวกับจะกลายเป็นปลาแห้ง ความเศร้าโศกและความหวาดกลัวผสมผสานไว้ด้วยกันในดวงตา เผยออกมาอย่างน่าสงสาร
กระทั่งกลิ่นอายแห่งชีวิตก็ยังอ่อนลง ราวกับจะแสดงให้เห็นถึงเปลวเพลิงของพลังชีวิตที่จะใกล้ดับสลาย ในตอนนั้นเองแรงดูดก็หยุดลงทันที ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น
“เจ้ามีวิธีเสาะหาสาวกเนื้อคนอื่นหรือไม่”
เสียงนี้ราวกับเสียงสวรรค์ เปรียบได้กับอาหารทิพย์ ฉับพลันนั้นทำให้มันที่กำลังเหี่ยวแห้ง ได้ค้นพบความหวังของชีวิต เบิกตาโตขึ้นทันที หายใจถี่รัว ร่างปลาน้อยเวลานี้สั่นรัวด้วยความหวัง รีบเร่งเอ่ยปาก
“ได้! ข้าทำได้!”
หวังเป่าเล่อเมื่อได้ยิน ก็พยักหน้าพึงพอใจ เขาคลายมือออก สะบัดปลาตกลงไปบนพื้น หางของปลาดีดจากพื้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระโจนร่างก็กลายร่างเป็นเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอผู้หนึ่ง ดูเหมือนว่าแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะเดินก็ยังไม่มีเท่าไรนัก เขามองไปทางหวังเป่าเล่อ สายตามีความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
หวังเป่าเล่อกวาดตามองเฉิงหลิงจื่อที่มีทีท่าตื่นตระหนก แล้วเดินผ่าน ขณะที่เขาเข้าไปใกล้ ร่างของเฉิงหลิงจื่อก็สั่นรุนแรงขึ้น สีหน้าซีดขาวแต่เดิมที เวลานี้ขาวเผือดไปทั้งใบหน้า ความหวาดกลัวในดวงตาราวกับจะปะทุออกมา ปรารถนาจะจมตนเองลงน้ำอีกรอบ
“ข้า…”
ขณะที่กายสั่นเทิ้ม ก็กำลังจะเอ่ยปาก ทว่ายังไม่ทันกล่าวจบ หวังเป่าเล่อก็เดินมาถึงตรงหน้าเขา ยกมือขวากดไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่มเบาๆ
ความรู้สึกสั่นเทาทำให้เด็กหนุ่มหวาดผวาจนแทบจะเป็นอัมพาตไปตรงนั้น แต่แล้วตอนนั้นเองเอง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างทันที เพราะรับรู้ได้ถึงกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่กระจายออกจากภายในร่างหวังเป่าเล่อ แล้วหลอมรวมเข้าไปในร่างตน ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอถึงขีดสุดของตนนั้นได้รับการฟื้นฟูทันที
พลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย อย่างน้อยที่สุดก็ยังฝืนเหาะเหินในการเดินทางได้ นี่เป็นเพราะหวังเป่าเล่อต้องการให้อีกฝ่ายช่วยตนเสาะหาสาวกเนื้ออื่นๆ จึงได้มอบความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ให้ แต่เหตุการณ์นี้สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว ระดับความสั่นไหวรุนแรง ทำให้เขาอดรู้สึกขอบคุณหวังเป่าเล่อมากขึ้นไม่ได้
ขอบคุณที่อีกฝ่ายไม่สังหารตนทิ้ง ขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยเหลือเช่นนี้
อีกทั้งยังมีความประทับใจที่บอกไม่ถูก เกิดจิตสำนึกที่ควบคุมไม่อยู่ เขารู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมอบกฎเกณฑ์ปรารถนารสให้แก่ตน เรื่องนี้ทำให้ความเกลียดชังหวังเป่าเล่อที่อยู่ภายในใจเขาในตอนแรกมลายหายไป ไม่หลงเหลืออีกแล้วแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกระแสร้อนแรงกลับเพิ่มขึ้น เกิดความรู้สึกที่อยากจะทำเรื่องนี้เพื่ออีกฝ่ายอย่างเต็มกำลัง
หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเด็กหนุ่ม เขาก็กะพริบตาปริบๆ น้ำเสียงอบอุ่นขึ้นทันที ตบไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่มเบาๆ
“เจ้าหนู ยังไม่พาข้าไปหาสาวกเนื้ออีก”
“รับบัญชา!” ร่างของเด็กหนุ่มสั่นไปทั้งกาย หายใจถี่รัวกล่าวเสียงดัง เห็นได้ชัดว่ายังมีความอ่อนเพลียแฝงอยู่อีกหลายส่วน แต่จิตใจกลับกระตือรือร้น เวลานี้เขาหันศีรษะมองไปรอบด้านทันที สองมือยกขึ้นตบไปที่ศีรษะของตนอย่างแรง ดวงตาพลันโปนขึ้น ขณะที่กระตุ้นกฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่าง ปราณโลหิตก็อบอวลอยู่ภายในร่างด้วย
เวลาต่อมา ดวงตาของเขามีเส้นเลือดเพิ่มขึ้นนับไม่ถ้วน ขณะหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก
“ท่านผู้มีพระคุณ ทิศทางนั้น มีสาวกเนื้อของบิดาข้าอยู่ตนหนึ่ง ข้าจะพาท่านไปพบเขา”
หวังเป่าเล่อหัวเราะ คว้าไหล่ของเด็กหนุ่มเอาไว้ ร่างกายหายไปตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้แนะในพริบตา และในชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป ด้วยระยะทางที่เปลี่ยนแปลง เมื่อหวังเป่าเล่อพาเด็กหนุ่มปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง เขาก็เห็นสาวกเนื้อใต้บัญชาของถัวหลิงจื่อแต่ไกล คนผู้นั้นกำลังหลบหนีอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังของเขามีชายร่างกำยำผู้หนึ่ง สีหน้าเย็นชา เยื้องย่างไล่ประชิดอย่างใจเย็น
คนผู้นี้ดูไปแล้วเหมือนภูเขาเนื้อ ร่างสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ทว่าขณะเดียวกันก็ทรงพลัง ให้รู้สึกถึงความแข็งแกร่งและอำนาจ ที่เบื้องหลังของเขายังมีรัศมีขนาดใหญ่และสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนอยู่ด้านบน
ปราณโลหิตที่หนาแน่นสะเทือนฟ้าดิน ราวท้องนภาล้วนช่วยกันแต่งแต้มสีสัน นั่นคือเฟิงตี๋..ผู้ที่เจ้าแห่งปรารถนาชื่นชม
เกือบจะทันทีที่หวังเป่าเล่อและเฉิงหลิงจื่อมาถึง เฟิงตี๋สาวกเนื้อที่ไล่โจมตีอยู่ด้านหน้าก็ชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองไปทางที่หวังเป่าเล่อปรากฏกาย ใบหน้าที่เงียบสงบแต่เดิมที เวลานี้เคร่งขรึมอยู่บ้าง รัศมีที่อยู่ด้านหลังส่องประกาย สาวกเนื้อที่หลบหนีอยู่ด้านหน้า ร่างกายสั่นเทาในพริบตา ล่าถอยอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่ากลับถูกเฟิงตี๋คว้าศีรษะเอาไว้
เขาดูดซับไปพลางหรี่ตามองหวังเป่าเล่อที่มองมาทางตนเช่นกัน
……………………………………………
ด้วยเสียงที่คำรามออกมา อสูรเนินเขาก็ระเบิดออกเต็มกำลัง
ร่างแปลกประหลาดของมัน ได้ปรากฏออกมาทั้งหมดในเวลานี้ แยกทะเลดวงจิตในระดับสูงสุด ทว่าน่าเสียดายที่พลังของมันยังไม่เพียงพอ ดังนั้นหลังจากแยกออกเพียงครู่เดียว อุโมงค์อาวุธปากของมันก็ทนรับไม่ไหว เลือดเนื้อเจิ่งนองและทรุดลงทันที
ยังดีที่ตอนนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อหวังเป่าเล่อ ทำให้เขาสามารถผ่อนคลายจิตใจลงได้บ้าง หวังเป่าเล่อพุ่งตัวอีกครั้งอาศัยไปตามอุโมงค์ที่พังทลายออกจากใต้ดิน หลังจากที่พุ่งออกแล้ว เขาพยายามอดทนอย่างหนักต่อความอ่อนแอทางร่างกายและอาการปวดหัวรุนแรง รวมทั้งความรู้สึกฉีกร้าวของวิญญาณเทพ มือยกขึ้นคว้าไปทางอสูรเนินเขา แล้วดึงมันขึ้นมาจากพื้นเมื่อมันส่งเสียงคำราม
แม้อีกฝ่ายจะไม่มีสติปัญญา แต่ครั้งนี้ได้ช่วยตนเอาไว้มาก ไม่ว่าจะจากเรื่องนี้ หรือว่าความต้องการในอนาคต หวังเป่าเล่อไม่อาจเมินเฉยได้
เมื่ออสูรเนินเขาถูกทะเลแห่งดวงจิตจู่โจม ท่ามกลางเสียงคำรามรวดร้าว มันถูกดึงขึ้นมาบนผืนแผ่นดินที่อยู่ในตอนแรก ส่งเสียงร้องกึกก้อง ตอนนั้นเองเสียงหนึ่งที่ราวกับรวบรวมเสียงคำรามของสรรพชีวิตเอาไว้ ก็ส่งออกมาจากผืนดินอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางเสียงที่ส่งออกมา พื้นดินพลันขยายนูนสูงขึ้น ก่อเป็นใบหน้ามหึมา แผดเสียงท่ามกลางความสยดสยองไม่หยุด มองจากไกลๆ ราวกับแผ่นดินได้กลายเป็นตาข่ายแห่งการผนึกขนาดมหึมา สามารถผนึกเทพอสูรตัวหนึ่งไว้ภายใน
และเวลานี้ เทพอสูรตัวนี้ก็ได้ตื่นขึ้นแล้ว ใบหน้าที่อยู่บนสุดพยายามทำลายตาข่ายแห่งผนึกแล้วพุ่งออกไป
ทว่า…หากไม่ฟังเสียงคำรามนั้น แต่ไปมองยังรูปปากของใบหน้านี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะค้นพบอย่างสยดสยองว่า เสียงคำรามร้องของอีกฝ่าย ไม่ตรงกับรูปปาก
รูปปากนี้แยกเป็นสองตัวอักษรอย่างชัดแจ้ง
“ช่วยข้า..ช่วยข้า…ช่วยข้า…”
บนท้องฟ้า หวังเป่าเล่อที่คว้าอสูรเนินเขาอยู่ในตอนนี้ สีหน้าซีดขาว เขาก้มมองใบหน้าบนพื้น ดวงตาเกิดความสับสน เพียงชั่วแวบเดียว ก็ทะยานออกไปทางท้องฟ้าอันไกลโพ้น
ที่บนพื้น ใบหน้าขนาดมหึมาที่นูนขึ้นนั้น ส่งเสียงร้องคำรามอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะสงบลงในไม่ช้า และค่อยๆ หดกลับ ทำให้ผืนดินคืนความสงบดังเดิม
หลังจากชั่วครู่ใหญ่ หวังเป่าเล่อบินอยู่กลางอากาศ เขาช่วยชีวิตอสูรเนินเขาเอาไว้ แต่กลับทิ้งร่องรอยและอาหารที่สามารถรักษาอาการเมืองปรารถนารส จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดต้นไม้ในป่า เร่งรีบนั่งสมาธิฟื้นฟูร่างกาย
หนึ่งชั่วยามให้หลัง หวังเป่าเล่อกลืมตาตื่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด อาการบาดเจ็บทางร่างกายไม่นับว่าเป็นอย่างไร ทว่าวิญญาณเทพได้รับความเสียหาย ทำให้จิตใจอ่อนล้า ที่สำคัญที่สุดก็คือกฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขา ขณะนี้ขาดแคลนอย่างยิ่ง
ราวกับเทียนที่ใกล้ดับแสง มีเพียงแสงไฟมืดสลัว
หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงสภาพของตน เขาส่งเสียงหัวเราะอย่างขมขื่น
“ก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเสีย หรือเสมอ…” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ แต่ในไม่ช้าสายตาของเขาฉายแววซับซ้อนและสับสน หลังจากทะลวงเข้าไปใต้ดินลึกระดับ 6000 จั้ง ภายในทะเลดวงจิตอันบ้าคลั่งที่ไม่อาจบรรยายได้นั้น แม้เขาจะยังคงรักษาสติไว้ได้เพียงน้อยนิด ก็ยังเหลือบมองแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า…การมองครั้งนี้ กลับทำให้เขาได้เห็นถึงเรื่องแปลกประหลาดบางเรื่อง
เขาเห็นถ้ำอุโมงค์ใต้ดิน เห็นคนผู้หนึ่งอยู่ภายในถ้ำ
เขาไม่เห็นลักษณะอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี แต่หวังเป่าเล่อก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของอีกฝ่ายที่กระจายออกมา มันแทบจะเป็นระดับเดียวกันกับ…ร่างต้นของตนเอง
หรืออาจกล่าวได้ว่า เขาเห็นคนผู้นั้น อย่างน้อยก็เป็นสุดยอดผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับขั้นที่ห้า
คนผู้นี้ไม่ได้นั่งขัดสมาธิ แต่ลอยอยู่ภายในถ้ำ บนร่างมีหนวดอยู่นับร้อยเส้น หนวดเหล่านี้ล้วนเป็นสีดำ…เมื่อเปรียบกับหนวดสีทองในเมืองปรารถนารส นอกจากสีแล้ว แทบจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
และหนวดเหล่านี้ คล้ายกับไม่ได้มาจากร่างของผู้ที่ลอยอยู่ หากแต่มาจากสิ่งภายนอก หรือบางทีอาจฝืนปลูกเอาไว้ ปลายข้างหนึ่งฝังอยู่ภายในร่างของเขา และปลายอีกข้างหนึ่งแผ่กระจายไปในดินโคลนทั่วถ้ำ จนไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ใด
พวกมันไม่แม้แต่จะขยับ แต่ส่ายไปมาเชื่องช้า ดูเหมือนกำลังดูดซับ เมื่อมองทิศทางที่มันส่ายนั่นเอง ก็เห็นชัดว่าเวลานี้ มันกำลังถอนตัวออกมาจากร่างของผู้เยี่ยมยุทธ์ ไปยังที่อื่น
ด้วยสติอันน้อยนิด หวังเป่าเล่อที่กำลังมองเหตุการณ์อยู่ในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่า…บนใบหน้าของผู้เยี่ยมยุทธ์อันเลือนราง คล้ายจะลืมตาขึ้นมา แล้วอ้าปากส่งเสียงร้องของสตรีก็มิใช่บุรุษก็มิเชิงออกมา
“ช่วยข้าด้วย…” หวังเป่าเล่อหลับตา เสียงของอีกฝ่ายยังคงสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจ และก็เป็นเสียงนี้ที่ทำให้ดวงจิตเทพทลายเร็วขึ้น
“น่าเสียดายที่ร่างต้นไม่ได้อยู่ที่นี่…” ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งหวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้น เขาคาดเดาไว้ในใจมากมายต่อสิ่งที่ตนได้เห็น ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจกำหนดออกมาได้อย่างแม่นยำ จึงอยากจะรู้คำตอบ…
“ต้องตรวจสอบอีกครั้ง” ดวงตาหวังเป่าเล่อทอประกาย เขาก้มศีรษะครุ่นคิดอีกรอบ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็ฉายประกายคมปลาบ
“ต้องรีบชดเชยกฎเกณฑ์ปรารถนารส กฎเกณฑ์นี้ต่อต้านดวงจิตใต้ผืนดินของข้า มีผลที่แปลกประหลาด” หวังเป่าเล่อหรี่ตา คิดถึงเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นซ่อนหาผู้นั้น
เด็กหนุ่มผู้นั้นยังอ่อนเยาว์นัก หารู้ไม่ว่าก่อนที่เขาจะกระโดดเข้าสู่วังวน หวังเป่าเล่อได้ผนึกดวงจิตเทพเอาไว้บนร่างของเขาอย่างเงียบเชียบแล้ว
เดิมที หวังเป่าเล่อไม่ได้วางแผนที่จะเสาะหาอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องเตรียมพร้อม ดังนั้นการซ่อนหาครั้งนี้ ก็สามารถวาดจุดจบได้แล้ว
คิดถึงตรงนี้ ร่างของหวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดไม้ ก็กลายเป็นขี้เถ้าปลิวว่อน สลายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
เวลาเดียวกัน ภายในโลกาชั้นแรก ปลาน้อยตัวหนึ่งอยู่ในแอ่งน้ำโคลน มันนอนคว่ำอยู่ในส่วนลึกของแอ่งโคลน แน่นิ่งไม่ไหวติง
ทั้งแอ่งโคลนมีปลาเพียงตัวเดียว ซ่อนพลังชีวิตไว้ลึกมาก อีกทั้งยังแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ดังนั้นจึงเพียงพอที่จะปลอดสายตาการสำรวจของคนทั้งหมดได้
ปลาตัวนี้ก็คือเฉิงหลิงจื่อ
เมื่อได้รับความบาดเจ็บอย่างหนัก ถูกหวังเป่าเล่อกระทำจนหวาดผวา หลังจากมาถึงโลกาชั้นแรกแล้ว จึงไม่กล้าวิ่งวุ่น พบแอ่งน้ำนี้ก็รีบกระโดดลงไปทันที ใช้ความสามารถในการเปลี่ยนร่างของเวทแห่งปราณโลหิต แปลงเป็นเจ้าปลาน้อย คว่ำหน้าอยู่ในส่วนลึก ด้านหนึ่งหวาดกลัวและตื่นตระหนก อีกด้านหนึ่งก็สาปแช่งหวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าสุนัข รอก่อนเถอะ รอให้การสังหารครั้งนี้เสร็จสิ้น หลังจากข้ากลับไปต้องให้เจ้าอยากตายเสียดีกว่าอยู่!” ความเกลียดชังของเฉิงหลิงจื่อที่มีต่อหวังเป่าเล่อนั้นเทียมฟ้า เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนสูญเสียความเป็นไปได้ในการเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าสวาปาม และเผชิญกับภัยพิบัติความเป็นความตายในตอนนี้
เขารู้ดีว่า ศัตรูของตนไม่ได้มีเพียงหวังเป่าเล่อ สาวกเนื้อทั้งหมดล้วนเป็นศัตรูของตน แม้บิดาของเขาจะเป็นเจ้าแห่งสวาปาม แต่เขาในเวลานี้อ่อนแอเกินไป แล้วยังมีกฎเกณฑ์ปรารถนารสอย่างหนาแน่น เขาไม่เชื่อว่าหลังจากผู้คนรอบข้างเห็นตนแล้ว จะสามารถทนได้
“ปิงหลิงจื่อ ขอเพียงให้ข้าผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ ความร้ายกาจของเจ้าที่ทำต่อข้า ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าเป็นร้อยเท่าพันทวี” เฉิงหลิงจื่อที่แปลงร่างเป็นปลาน้อย ขณะปากกำลังสาปแช่งหวังเป่าเล่ออย่างเต็มกำลัง ทันใดนั้นเอง…ก็ปรากฏเส้นไหมหนึ่งเส้นขึ้นมาตรงหน้าเขา
จากด้านบนพื้นผิวน้ำ เส้นไหมที่ถูกโยนเข้าไปนั้นอยู่ข้างปาก
เหตุการณ์นี้ ทำให้เจ้าปลาน้อยนี้ร่างแข็งทื่อทันที
………..
สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ภายในจักรวาลนี้ อสูรร้ายที่สามารถทำให้เกิดพลังคุกคามต่อเขา และไม่สนใจพลังคุกคามของเขา ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ก็หาได้ยากอย่างยิ่ง
ไม่ว่าระดับใด อสูรพวกนี้ย่อมมีสติปัญญาเพียงพอ และมีความเป็นไปได้สูงอย่างมากที่มันจะหลีกเลี่ยงการห้ำหั่นกับหวังเป่าเล่อ หากไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตายดังนั้น แม้ว่าในด้านพลังร่างแยกนี้จะเทียบเท่ากับร่างต้นไม่ได้ แต่การยืมใช้คุณสมบัติบางส่วนของร่างต้นมาปราบปราม ร่างแยกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ปกติที่สุดสำหรับหวังเป่าเล่อ
“ร่างต้นหลับใหล ปล่อยปัญหาเหล่านี้ให้ข้าทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ายืมคุณสมบัติของเขาก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล” หวังเป่าเล่อคำรามเสียงเย็น ยืนอยู่บนหลังของอสูรเนินเขา เมื่อก้มศีรษะสายตาก็ปรากฏแสงเย็นยะเยือก
แสงเย็นยะเยือกนี้รวมเข้ากับการการบีบบังคับ จึงเป็นการข่มขู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทำให้อสูรเนินเขาค่อยๆ ตัวสั่นเทาขึ้นมา ปัญญาวิญญาณของมันที่ไม่มีหรืออาจเคยมี ในตอนนี้ได้สูญสลายไปไม่น้อยขณะหลับใหล คงเหลือไว้แต่สัญชาตญาณ
จิตใต้สำนึกของสัญชาตญาณเช่นนี้ หลังจากเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตาย ความตรงไปตรงมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้น เกือบจะในทันที ขณะที่อสูรเนินเขาตัวสั่นเทิ้ม ทั้งร่างของมันก็อ่อนแรงลง จากลักษณะที่เป็นเนินเขากลายเป็นกองโคลนเนื้อ
“ลุกขึ้นมา ใช้กำลังทั้งหมดของเจ้า ไปทำลายดินกลบศพผืนนี้ซะ” หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวขึ้นเบาๆ
เสียงของเขาสำหรับอสูรเนินเขาที่ตกใจจนอ่อนยวบไปแล้วนั้น ถือเป็นคำสั่งสูงสุด เวลานี้ขณะที่ร่างยังคงสั่นเทา ปากที่ราวกับอุโมงค์ของมัน ก็เจาะพื้นลงไปอย่างบ้าคลั่งแผ่ขยายไปส่วนลึกของพื้นโลก
ดวงจิตเทพหวังเป่าเล่อกระจายออกไป สัมผัสได้ถึงความทุ่มเทของอสูรเนินเขา ในการรับรู้ของเขา เดิมทีอาวุธปากของอีกฝ่ายลงพื้นไปได้ลึกประมาณพันจั้ง แต่ดูเหมือนเจ้าอสูรเนินเขานี้ไม่รู้ว่าทำได้เช่นไร เพื่อแสดงคุณค่าของตนเอง ขณะที่ร่างกายหดเล็กอย่างรวดเร็ว อาวุธปากของมันกลับยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายทำได้ถึงอาณาบริเวณ 2000 จั้ง
เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตื่นเต้นยินดีนัก เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งตรงไปตามอุโมงค์ปากของอสูรเนินเขาใต้พื้นโลกลึก 2000 จั้ง แต่ขณะที่เขาเดินออกจากอุโมงค์เส้นนี้ ทันทีที่เหยียบสู่ดินโคลนอย่างแท้จริง ดวงจิตที่กระจายมาจากในดินโคลนทั่วสารทิศ ก็เป็นเหมือนกับคลื่นทะเลพิโรธที่โหมกระหน่ำมาจากทุกทิศทาง
ดวงจิตที่กระจายมาเหล่านี้ เมื่อดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่ได้มีพลังจู่โจมใดๆ แต่เวลานี้มีจำนวนมากเกินไป ท่วมท้นไปทั่วท้องฟ้า เมื่อมารวมกันก็กลายเป็นเหมือนแหล่งที่สามารถทำลายวิญญาณเทพทั้งหมดได้ อยู่ๆ นี่ก็ทำให้ใจของหวังเป่าเล่อที่เดินออกจากอุโมงค์กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงไปตามแรงระเบิด
ทันใดนั้นจิตใจของเขา ก็ราวกับได้รับจิตวิญญาณและความทรงจำนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีภาพใดที่สมบูรณ์ ล้วนเป็นชิ้นส่วนไม่ชัดเจน มันจู่โจมวิญญาณเทพของเขาไม่หยุด
แม้จะแข็งแกร่งเช่นหวังเป่าเล่อก็ยังสูญสติไปชั่วขณะ
ดีที่ว่าตัวเขาเองก็แข็งแกร่ง ขณะที่เส้นเลือดเขียวปูดโปนขึ้นมา เขาทนผ่านคลื่นลูกแรก และกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่อยู่ภายในร่างก็หมุนเวียนออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นความบิดเบี้ยวพร่าเลือน ขวางกั้นการครอบคลุมของทะเลแห่งดวงจิตที่กว้างใหญ่ไพศาลผืนนี้อย่างต่อเนื่อง
“ที่แท้แล้วมีกี่ชีวิตที่กลบฝังอยู่ที่นี่…” สีหน้าหวังเป่าเล่อไม่น่าดู เขาสามารถรับรู้ได้ถึงดวงจิตจำนวนมหาศาลที่กระจายมาจากสารทิศ เกินกว่าสรรพชีวิตของโลกแห่งศิลาไม่รู้กี่เท่า
และนี่ยังเป็นระดับ 2000 จั้งใต้พื้นดิน หวังเป่าเล่อรู้สึกได้ว่า ยิ่งลึกลงไป ระดับความหนาแน่นของทะเลดวงจิตผืนนี้ก็ยิ่งมาก และลุกลามรุนแรงขึ้น
“ด้านล่าง…ไม่รู้ว่าลึกเท่าไร” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ไม่ได้บุ่มบ่าม แต่สัมผัสได้ถึงผลของกฎเกณฑ์ปรารถนารสที่นี่ กระทั่งหลังจากเขาเห็นการไหลเวียนทั้งหมดของกฎเกณฑ์ปรารถนารส ตนเองอยู่ใต้ดินตำแหน่ง 2000 จั้ง ค่อยๆ ถึงระดับสมดุล ความปวดแปลบที่จมอยู่ในทะเลแห่งดวงจิตก็สูญสลาย
นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกโล่งใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความพิเศษของกฎเกณฑ์ปรารถนารส…กฎเกณฑ์นี้ต่อต้านมนุษย์ ดูเหมือนส่งผลต่อชั้นกายเนี้อของอีกฝ่าย ทำให้เขาเกิดความละโมบหิวโหย แต่ความเป็นจริง…คุณประโยชน์ของมันก็คือวิญญาณเทพและดวงจิต
หรือกล่าวได้ว่า ที่กฎเกณฑ์ปรารถนารสสามารถต่อต้านทะเลแห่งดวงจิตรอบด้าน ก็เป็นเพราะร่างของเขาก็เหมือนแหล่งมลพิษแห่งหนึ่ง ดวงจิตกระจายอย่างเต็มกำลังเพื่อกำจัดการมาของมลพิษ
และดวงจิตที่กระจายเหล่านี้ การต่อต้านนั้นเปราะบางอย่างที่สุด ราวกับการเผชิญศัตรูสวรรค์ กฎเกณฑ์ปรารถนารสที่มีจำนวนห่างไกลไม่เท่าพวกมันค่อยๆ จับตัวกัน
กระทั่งถึงระดับสมดุล หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพียงพริบตาร่างกายก็ไปทางด้านล่างดินโคลน เขาไม่ได้ไปเร็วนัก การเดินทางแต่ละครั้งถูกควบคุมอยู่ประมาณสิบจั้ง
ก็เป็นเช่นนี้ ด้วยการลงลึกไปอย่างไม่หยุด สิบจั้ง สามสิบจั้ง แปดสิบจั้ง…กระทั่งเดินทางแล้วเจ็ดร้อยกว่าจั้ง ตำแหน่งโดยรวมอยู่ใต้ดิน 2700 จั้ง ร่างของหวังเป่าเล่อจึงรับไม่ไหวอยู่บ้าง
ความสมดุลของกฎเกณฑ์ปรารถนารส ยังปรากฏสัญชาตญาณของความล่มสลายชุลมุน ตำแหน่งที่แท้จริงนี้ ดวงจิตที่กระจายรวมตัวกันเป็นทะเลดวงจิต รุนแรงกว่าตำแหน่งก่อนหน้ามากนัก จำนวนก็ยิ่งน่าตระหนก
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงดวงจิตที่กระจัดกระจายนับไม่ถ้วนที่ตำแหน่งนี้ เริ่มปรากฏบางอย่าง…ที่เป็นของดวงจิตเทพของผู้ฝึกตนขั้นที่สี่
ดวงจิตเทพเหล่านี้ แต่ละสายล้วนไม่มีความผันผวนของอารมณ์ แต่พลังจู่โจมที่อยู่ภายในยังคงแรงกล้า และ…จำนวนของมันมากมายมหาศาลนัก
“เป็นการจากไปหรือว่า…พุ่งเข้าไปดู” หวังเป่าเล่อเผชิญกับทะเลดวงจิตที่ยิ่งน่าตระหนกนี้ เขามีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ในไม่ช้า แววตาของเขาก็ส่องประกาย
“ในเมื่อมาแล้ว จะยินยอมให้จากไปเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ข้าอยากจะดู ภายในส่วนลึกแผ่นดินนี้ ระดับผู้เยี่ยมยุทธ์ของมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดเหล่านั้น เหตุใดจึงหลับใหล ที่แท้แล้วในนี้มีความลับใดแฝงอยู่”
ประกายแหลมคมส่องในดวงตาหวังเป่าเล่อ กฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างโหมกระจายขณะที่หมุนเวียนรอบด้านอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาขณะนี้พุ่งไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน
ด้วยการพุ่งนี้ มันตรงไปถึง…3000 จั้ง
และในชั่วพริบตา หวังเป่าเล่อก็ปรากฏตัวที่ตำแหน่ง 5700 จั้ง ที่นี่…เป็นขีดจำกัดที่เขาสามารถทำได้ หากมากกว่านี้ ก็คงไม่ใช่เป็นการเสี่ยงอันตราย แต่เป็นการฆ่าตัวตายแล้ว
แม้ว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่าตัวตาย แต่ความรุนแรงที่แฝงอยู่ในทะเลดวงจิต ก็ทำให้ร่างกายหวังเป่าเล่อขณะปรากฏตัว ก้องกังวานขึ้นในจิตใจ สติวุ่นวายทันที
ดีที่คุณสมบัติของเขาบีบบังคับให้ตนมีสติแม้จะจิตใจว้าวุ่นก็ตาม หวังเป่าเล่อรีบกวาดตามองไปรอบๆ ตอนนั้นเองดวงตาก็แผยแววตื่นตระหนก เขาไม่ลังเลเลยที่จะล่าถอย
แม้นี่จะเป็นการล่าถอย แต่ทะเลแห่งดวงจิตก็เหมือนถูกจุดชนวนเรียบร้อยแล้ว มันรวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง และจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ราวกับจะแทรกซึมอยู่ที่นี่ทั้งหมด แม้การล่าถอยของหวังเป่าเล่อจะเร็วจนน่าอัศจรรย์ แต่การไล่ล่าของทะเลดวงจิตนี้ก็น่าหวาดผวาเช่นกัน
สุดท้าย ขณะที่สติของหวังเป่าเล่อกำลังจะแตกสลาย ในที่สุดเขาก็หนีไปได้ไกลถึงที่บริเวณใต้ดิน 2000 จั้ง ภายในปากที่คล้ายกับอุโมงค์ของอสูรเนินเขา ตอนที่เข้าไปนั่นเอง ทะเลดวงจิตก็ท่วมท้นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
“ขัดขวางเต็มกำลัง” หวังเป่าเล่อคำรามเสียงต่ำ
“ชิงหยางจื่อหรือ” ดวงตาหวังเป่าเล่อจดจ้องไปทางศีรษะของสตรีผู้นั้นทันที
แม้จะเป็นเพียงศีรษะ และใบหน้าดูดุร้าย แต่เพราะไม่ได้เน่าเปื่อย ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นความงามบนดวงหน้าได้ คาดว่าหลายปีก่อน สตรีผู้นี้ก็คงเป็นผู้ที่งดงามหาใครเทียบได้ในยุคนั้น
ทว่าน่าเสียดายตอนนี้คนได้เปลี่ยนไปแล้ว มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ราวกับผ่านความเป็นความตายนับไม่ถ้วนมานานหลายปี แล้วระเบิดมันออกมาต่อหน้าหวังเป่าเล่อ
“ชิงหยางจื่อ เจ้าคือชิงหยางจื่อ!” เสียงนางหวีดร้องแหลมและขมขื่น ขณะที่กล่าวผมดำสลวยนั้นราวกับงูพิษตัวแล้วตัวเล่า พุ่งตรงเข้าหาหวังเป่าเล่อจากทุกทิศทางท่ามกลางความบิดเบี้ยว
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคำรามเสียงเย็น กฎเกณฑ์ปรารถนารสกระจายออกไปจากข้างในร่างทันที ชั่่วอึดใจเส้นผมเหล่านั้นก็คล้ายจะมีปัญญาวิญญาณอิสระ ก่อกบฎเส้นแล้วเส้นเล่า ภายใต้ผลกระทบของกฎเกณฑ์ปรารถนารส ต่างระเบิดความโลภอย่างแรงกล้า กลืนกินซึ่งกันและกันทันที
มีจำนวนหนึ่งกลืนศีรษะหญิงสาวเข้าไป ทว่านางกลับไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย ราวกับ…ความเกลียดชังที่อยู่ภายในตัวนั้นอัดแน่นมากล้นจนแทนที่ทุกสิ่ง ไม่มีที่พอสำหรับความปรารถนาอื่น และเวลานี้มันได้นำพาความเกลียดชังพุ่งเข้าใส่ไปทางหวังเป่าเล่อ
ปากของนางยังคงหวีดร้องส่งเสียงกรีดแหลม
“ชิงหยางจื่อ เจ้าคือชิงหยางจื่อ!”
หวังเป่าเล่อร่างกายซวนเซ ชั่วอึดใจอมาก็ปรากฏอยู่บนศีรษะนี้ เขายกมือขวาขึ้น กดมันอย่างแรง ทันใดนั้นการระเบิดก็เกิดขึ้นดังกึกก้อง และตกลงบนศีรษะนี้ กลายเป็นฝันร้ายแห่งปรารถนานับไม่ถ้วน เข้าพันธนาการทันทีและทุบลงไปบนพื้นล่างอย่างแรง สุดท้ายก็เป็นตะปูตอกแน่นลงบนดินกลบศพ ไม่ว่าศีรษะนี้จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีไปได้
และเส้นผมของนาง เวลานี้ท่ามกลางการกลืนกินซึ่งกันและกันก็ยิ่งน้อยลง
ทว่าเสียงกรีดร้องกลับไม่อ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย ยังคงดังลอดออกมาบ่อยครั้ง ทำให้หวังเป่าเล่อค่อยๆ เข้าใจได้ว่า นาง…กรีดร้องได้เพียงคำนี้เท่านั้น
ขณะครุ่นคิดนั่นเอง เขามองไปที่ศีรษะที่ถูกตนตรึงไว้ที่พื้น หลังจากเดินเข้าไปใกล้ ท่ามกลางเสียงคำรามของสตรีผู้นี้ นิ้วของเขาก็กดไปที่หว่างคิ้ว เพื่อสัมผัสวิญญาณเทพของอีกฝ่าย
“ไม่มีวิญญาณอย่างนั้นหรือ” หวังเป่าเล่อตกตะลึง มองไปที่ศีรษะตรงหน้าอย่างใคร่ครวญ ภายในร่างของอีกฝ่ายไร้ร่องรอยวิญญาณ และดูเหมือนว่าสิ่งที่เป็นแรงขับให้ลงมือ ทั้งหมดคือความเกลียดชังภายในร่าง
“หรือว่าจะถูกปณิธานบางอย่างที่ข้าไม่อาจรับรู้ได้” หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองไปรอบๆ เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้สนใจศีรษะของสตรีผู้นี้อีก ชั่วแวบเดียวร่างก็เหาะไปไกล
“ชิงหยางจื่อ เจ้าคือชิงหยางจื่อ!”
ด้านหลังของเขา เสียงแหลมรันทดของสตรีส่งมาไม่ขาดสาย และเสียงนั้นค่อยๆ หายไปขณะที่เขาเดินห่างออกไปไกล กระทั่งไม่ได้ยินเสียงอีก หวังเป่าเล่อจึงสะบัดมือ ตอนนั้นเองพื้นที่รอบด้านที่ถูกเขาตรึงไว้ รวมทั้งฝันร้ายแห่งปรารถนาที่พันธนาการนางไว้ก็สลายไปทันที
เวลานี้สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังในตอนแรก กลับกลายเป็นความงงงัน กระทั่งสุดท้ายกลายเป็นความว่างเปล่า เหาะขึ้นอย่างไร้ความรู้สึก ล่องลอยอยู่รอบๆ…
กระทั่งล่องลอยอยู่เนิ่นนาน ขณะที่สายรุ้งทอดยาวอยู่ระหว่างฟ้าดินอันไกลโพ้น ฉับพลันก็เกิดแสงขึ้นในดวงตาที่ว่างกลวงของสตรีผู้นี้ ราวกับไฟลุกโชน ความเกลียดชังระเบิดขึ้นอีกครั้ง
“ชิงหยางจื่อ เจ้าคือชิงหยางจื่อ!” นางส่งเสียงแหลมรันทด ตรงไปที่ร่างนั้น ร่างนี้คือสาวกเนื้อผู้หนึ่ง ใบหน้าเผยความหวาดผวา เดิมทีขณะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเขาสัมผัสได้ถึงด้านหลังของตนตลอดเวลา เวลานี้อยู่ๆ ก็พบเข้ากับศีรษะนี้ ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที ไม่ทันได้หลบหลีกก็ถูกผมยาวจากสตรีผู้นั้นเข้ารัดพันธนาการโดยตรง ลากตรงเขาสู่ปาก ถูกกลืนกินลงไป
จนกระทั่งสาวกเนื้อผู้นี้ถูกกลืนกิน บนใบหน้าของเขานอกจากความหวาดกลัวแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความงงันและสงสัยราวกับว่าก่อนจะเผชิญเข้ากับความตาย ก็อดครุ่นคิดไม่ได้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายเมื่อเห็นตน จึงกล่าวว่าตนคือชิงหยางจื่อ
เหตุการณ์นี้ มีสาวกเนื้อเมืองปรารถนารสอีกผู้หนึ่งที่มาจากแดนไกลเห็นเข้า หนังศีรษะชาทันที รีบถอยห่างออกไปไกล
กระทั่งเขาจากไปแล้ว ขณะที่สตรีผู้นั้นกำลังเคี้ยวอยู่ สองตาก็ค่อยๆ สูญสิ้นความมีชีวิต ท่าทางไร้สติกลับมา ลอยล่องไปไกลโพ้น ไม่ได้สังเกตเห็นว่าเส้นผมของตนเวลานี้ กำลังร่วงหล่นบนพื้น กลายเป็นฝันร้ายแห่งปรารถนาที่เลือนรางสายหนึ่ง
ฝันร้ายแห่งปรารถนานี้ จดจ้องสตรีที่ลอยห่างออกไปไกล หลังจากนั้นไม่นาน ร่างมันก็ยิ่งเลือนราง กระทั่งสลายไปในที่สุด
ในขณะเดียวกัน ณ โลกอันไกลโพ้นที่ห่างไปไกลจากที่นี่ หวังเป่าเล่อที่กำลังบินสำรวจอยู่รอบด้าน อยู่ๆ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป หลังจากสัมผัสถึงมันได้สักพัก ความสงสัยที่มีอยู่ตรงหว่างคิ้วตลอดเวลาก็จางหายไปกว่าครึ่ง
“ที่แท้ เมื่อเห็นใครต่างก็ตะโกนประโยคนี้…” หวังเป่าเล่อหัวเราะมิได้ร้องไห้ไม่ออก ในความเป็นจริงก่อนที่เขาจะพบเข้ากับสตรีผู้มีแต่หัวผู้นี้ ก็สะเทือนใจกับความเกลียดชังและคำพูดที่ตะโกนออกมาอย่างฉับพลันของอีกฝ่ายไม่น้อย
เวลานี้จึงไม่ได้ครุ่นคิดอีกว่างผู้ใดคือชิงหยางจื่อ เขาก้มศีรษะลง เฝ้ามองพื้นโลก เสาะหาหนทางเข้าสู่พื้นล่าง
แม้ตามระดับการฝึกตนของเขา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็สามารถเห็นทางเข้าของพื้นล่างได้ แต่ดินกลบศพผืนนี้ประหลาดนัก หวังเป่าเล่อรู้สึกว่า ดินกลบศพผืนนี้คล้ายจะมีดวงจิตที่วุ่นวายโกลาหล หากตนเลือกตามอำเภอใจ อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น เขาจึงพยายามเสาะหาสถานที่ที่ดวงจิตบอบบาง
สถานที่เช่นนี้ สำหรับหวังเป่าเล่อไม่ยากเลย หลายวันต่อมา ในการมองที่ไร้ขอบเขต หวังเป่าเล่อก็พบเนินเขาที่ดวงจิตอ่อนแอแห่งหนึ่งบนดินกลบศพซึ่งดูเหมือนไม่เปลี่ยนไปเลยชั่วนิรันดร์
ทั้งเนินเขาเป็นสีดำสนิท โครงสร้างภายในคล้ายกับภูเขาไฟ แต่ภายในกลับไร้เปลวไฟ มีเพียงเส้นทางที่คดเคี้ยวเชื่อมโยงกับพื้นล่างไว้ด้วยกัน
หวังเป่าเล่อกวาดสายตามอง เพิ่งจะเข้าใกล้ก็ต้องหรี่ตาลงทันที ยกมือขวาขึ้นกดไปข้างหน้าโดยตรง จากการกดนี้ พื้นดินพลันทรุดตัว วัตถุที่มีลักษณะเป็นท่อหนาหยาบนับสิบจั้งเส้นหนึ่ง ความยาวพันจั้งพอดิบพอดีก็แทงออกมาจากดินด้านล่างปรากฏขึ้นด้านบน เข้ามาทางหวังเป่าเล่อทันที
หลังจากสัมผัสมือขวาที่ยกขึ้นของหวังเป่าเล่อ ด้วยเสียงกังวานที่น่าตื่นตกใจนั้น แท่งยาวพันจั้งพลันหดเล็ก ก่อนจะตกลงพื้นอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน ณ เนินเขาแห่งนั้น…ยามนี้สั่นไหวไม่หยุด และโดยไม่คาดคิด…พื้นราบบก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นยกสูงขึ้นทีละน้อย!
พินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว นี่มันเนินเขาที่ไหนกันเล่า แท้จริงกลับเป็นอสูรประหลาดที่ดูเหมือนเนินเขาต่างหาก แท่งยาวที่มีความลึกคล้ายท่อนั่นก็เป็นเหมือนปากของมัน มักจะเจาะลึกลงไปในดิน เวลาคนมองเห็นก็จะคิดว่าเป็นทางเดิน
ตอนนี้ราวกับสัมผัสได้ถึงพลังของหวังเป่าเล่อ อสูรประหลาดเนินเขาจึงเลือกที่จะเคลื่อนไหว คิดจะไปจากที่นี่ แต่ร่างที่มหึมากลับขาดซึ่งความคล่องตัว การเคลื่อนไหวเช่นนี้ แม้จะสั่นภูผาสะเทือนดิน ทรงพลังแข็งแกร่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเชื่องช้านัก
“ภายในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดนี้ มีสิ่งแปลกประหลาดอยู่มากมาย สิ่งใดๆ ก็สามารถถือกำเนิดได้” หวังเป่าเล่อประหลาดใจมาก เวลานี้เขาบินวนรอบเนินเขา ปรากฏแสงประหลาดแก่ดวงตา
ต้องรู้ว่าด้วยระดับฝึกตนของหวังเป่าเล่อ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่อาจมองออกว่าเป็นสิ่งมีชีวิต เรื่องนี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายความสามารถในการซ่อนตัวของอสูรเนินเขาได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ เมื่ออสูรเนินเขาเคลื่อนตัว สถานที่ที่ดวงจิตเคยอ่อนบางก่อนหน้านี้ก็พลันหนาแน่นขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้แววตาของหวังเป่าเล่อยิ่งสว่างไสว เพียงแวบเดียวร่างกายของเขาก็ร่วงลงไปบนร่างของอสูรเนินเขา มันคล้ายจะเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว คำรามเสียงก้อง และในขณะที่ท่อกำลังจะดึงออกมาอีกครั้ง หวังเป่าเล่อก็หรี่ตา กระจายศูนย์กลางของชีวิตออกมาจากร่าง
ตูม!
อสูรเนินเขาสั่นเทิ้ม ไม่แม้แต่จะขยับ
……………………………………..
คำพูดของหวังเป่าเล่อเย็นยะเยือก ขณะที่กล่าวออกไป ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มผู้นั้นจะตกตะลึง ผู้คนภายในเมืองปรารถนารส เวลานี้ต่างก็โกลาหล แล้วยังมีถัวหลิงจื่อผู้ลงมือที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเป็นครั้งแรก
โจวฮั่วก็เป็นเช่นเดียวกัน เจ้าสวาปามอื่น พลันฉายแววตาดุร้ายออกมาทันที
แต่ทั้งหมดนี้กลับพลิกผันเร็วเกินไป จนแม้แต่ถัวหลิงจื่อก็มาไม่ทันจัดการ พริบตาเดียวขณะที่คำพูดของหวังเป่าเล่อสะท้อนก้อง เขาก็คว้ามือขวาของเฉิงหลิงจื่อไว้แล้วดึงอย่างแรง ร่างของเฉิงหลิงจื่อถูกลากขึ้นกายบิดเบี้ยว ส่งเสียงร้องโหยหวนแล้วโยนกลับไปด้านหลัง ซึ่งเป็นทิศเดียวกับที่มือยักษ์ของถัวหลิงจื่อคว้ามา
กระบวนการทั้งหมดแยบยลอย่างยิ่ง เวลานี้ดวงตาของถัวหลิงจื่อแดงก่ำ มือยักษ์ที่ปรากฏออกมาพลันเก็บกลับ แต่ยังกระแทกถูกคนโปรดของตน
ครั้งนี้กระแทกร่างเฉิงหลิงจื่อเสียงดัง ทำลายไปครึ่งร่างโดยตรง แม้เลือดจะไหลทะลัก แต่กลับไม่อาจส่งสียงกรีดร้องได้เลยสักนิด เพราะถูกมือขวาของหวังเป่าเล่อกำแน่นอยู่ที่ลำคอ เห็นเพียงการสั่นอย่างรุนแรงของร่างกาย แสดงถึงความเจ็บปวดของเขาในเวลานั้น
หวังเป่าเล่อไม่สนใจสีหน้าทุรนทุรายของถัวหลิงจื่อ หลังจากกล่าวอย่างราบเรียบออกไปก็คำรามออกมา ใช้กำลังมือขวาบีบเฉิงหลิงจื่อที่อยู่ในมือทันที
ชั่วอึดใจ ภายในร่างของเฉิงหลิงจื่อก็แหลกลาญ กฎเกณฑ์ปรารถนารสจำนวนมากที่แฝงอยู่ทั้งหมด ถูกหวังเป่าเล่อสูบเข้าปากทันที ทว่าเฉิงหลิงจื่ออย่างไรก็เป็นสาวกเนื้อ ย่อมมีไพ่ใบสุดท้าย เวลานี้ร่างกายที่แหลกลาญ หลังจากที่หวังเป่าเล่อดูดรับกฎเกณฑ์ไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็เกิดการเผาไหม้ขึ้นและกลายเป็นเถ้าถ่านปลิวไปในทันที
เวลาต่อมา สถานที่ที่ใกล้กับวังวนที่ไกลออกไป ตามการบิดเบี้ยวของความว่างเปล่า ร่างของเขาก่อขึ้นจากความว่างเปล่าแห่งนั้น ทว่าดูแล้วไม่ใช่หนุ่มน้อยอีก กลับกลายเป็นชายวัยฉกรรจ์ที่ร่างกาย…ผ่ายผอมลง
ใบหน้าซีดขาว ลมหายใจรวยริน ดวงตาที่มองไปทางหวังเป่าเล่อก็เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวอันไม่เคยมีมาก่อน
“หืม?” หวังเป่าเล่อประหลาดใจอยู่บ้าง เงยหน้ามองไปทางเฉิงหลิงจื่อ ร่างกายพลันหายวับไปขณะที่เงยหน้าขึ้น จากนั้นก็ปรากฏตัวตรงหน้าของอีกฝ่าย
ทว่า เฉิงหลิงจื่อที่เคยประสบกับวิกฤตความเป็นความตายมาก่อนกลับหวาดผวาคล้ายกระต่ายที่ตื่นตระหนก เวลาเดียวกับการมาของหวังเป่าเล่อ ร่างของเขาก็หายไปอีกครั้ง และปรากฏอยู่ภายในวังวนแล้ว
เขาไม่กล้าไปหาบิดาของตนเอง ไม่ทันกาลแล้ว ฝ่ายตรงข้ามต้องลงมือแน่ เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ก่อนที่บิดาของเขาจะลงมือขัดขวาง ตนเอง…ต้องตายเป็นแน่
วิธีการรักษาชีวิตเช่นเมื่อครู่ เขาเชื่อว่าตนคงไม่มีโอกาสได้ใช้เป็นครั้งที่สอง ดังนั้นตอนนี้ทางรอดเดียวของเขาก็คือเข้าไปซ่อนอยู่ภายในวังวน
เรื่องก็เป็นเช่นนี้ เพราะในเวลาเดียวกัน ช่องว่างระหว่างหวังเป่าเล่อและแท่นบูชาเมืองปรารถนารส ฝันร้ายแห่งความปรารถนาจำนวนมหาศาลก็ก่อตัวปิดล้อมออกมาจากอากาศ
หากเฉิงหลิงจื่อหนีมาทางนี้ ก็ต้องถูกสกัดกั้น
“น่าสนุก ข้าก็ชมชอบการเล่นซ่อนหา ดังนั้นเจ้าซ่อนตัวให้ดีล่ะ” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ในความเป็นจริงหากเขาใช้พลังของร่างต้นที่อยู่ภายนอกโลก เฉิงหลิงจื่อผู้นี้ แค่พลิกฝ่ามือก็สามารถกำราบได้ ไร้หนทางหนีรอด
เวลานี้หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาเดินไปทางวังวน ดวงจิตเทพที่มากขึ้น ถูกกักไว้บนแท่นสังเวย สายตาระเบิดจิตสังหารแรงกล้าไปทางถัวหลิงจื่อ
หลังจากที่อีกฝ่ายลงมือเป็นครั้งแรก ก็ไม่ได้ลงมืออีก ไม่ใช่เขาไม่คิด ทว่า…พลังของเจ้าปรารถนาจากบนแท่นสังเวย เพียงพริบตาเดียวก็กวาดไปบนร่างเขาเบาๆ
สายตาที่กวาดไปนี้ ทำให้ถัวหลิงจื่อเหมือนถูกผนึกไว้ ไม่มีพลังลงมือ ดังนั้นเวลานี้พลังสังหารจึงคลั่งขึ้นมาด้วยไม่อาจระเบิดออกมาได้
หวังเป่าเล่อหรี่ตา มองไปทางก้อนเนื้อที่แฝงด้วยกลิ่นอายน่าตื่นตระหนกซึ่งกำลังยืนอยู่บนแท่นสังเวยในเวลานี้
“ในฐานะที่เป็นเจ้าแห่งสวาปาม ที่แล้วก็แล้วไป หากพ่ายแพ้ ข้าจะนำกฎเกณฑ์ปรารถนารสคืนกลับจากร่างเจ้า” เจ้าปรารถนา มองหวังเป่าเล่อด้วยแววตาแปลกประหลาด กล่าวอย่างเนิบช้า
เสียงที่เปล่งออกมา ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ลมเมฆแปรปรวน ราวกับจะให้เป็นไปตามที่กล่าว โลกทั้งใบสั่นสะเทือน
หวังเป่าเล่อให้ความเคารพต่อเจ้าแห่งปรารถนาที่มีความแข็งแกร่งเท่าเทียมกับตนตามสมควร เมื่อได้ฟังก็ครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงพยักหน้าหันร่างตรงไปที่วังวน พริบตาเดียวร่างของเขาก็หายวับไปข้างในนั้น
กระทั่งเวลานี้ สาวกเนื้อผู้อื่นต่างก็เข้าสู่วังวนทีละคนด้วยความขมขื่นและจำใจ สุดท้ายหลังจากคนสุดท้ายก้าวย่างเข้าไป เจ้าปรารถนาที่อยู่บนแท่นสังเวยก็สะบัดมืออีกครั้ง เวลาเดียวกันวังวนบนท้องนภาก็ค่อยๆ จางหายไป
คนที่อิ่มอุ่น ผู้ที่อิ่มท้อง เดิมทีก็ควรเข้าร่วม แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าปรารถนาได้เปลี่ยนหลักการ เวลานี้เขาแหงนหน้ามองไปที่วังวนที่กำลังจางหาย แล้วผุดยิ้ม
“เป็นเขาหรือ…”
มิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด ภายใต้โลกาชั้นที่สอง เป็นไอหมอกหนาสีแดงไร้ที่สิ้นสุด และชั้นล่างสุดของหมอกหนานี้ ก็คือโลกชั้นที่หนึ่ง และถูกเรียกว่าดินกลบศพ
เพราะที่แห่งนี้เคยฝังจักรวาลมากมายของมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดมาหลายยุคหลายสมัย จึงมีผีดิบดำรงอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
จิตสำนึกหลับใหล หรือบางทีอาจไม่มีทางฟื้นขึ้นตลอดกาล และความปรารถนาที่จะสนับสนุนกิจกรรมทางกายก็ต่างกันออกไป
“เจ้าปรารถนาผู้นั้น…เห็นฐานะของข้าแล้ว” เวลานี้ ในโลกที่เต็มไปด้วยดินกลบศพ หวังเป่าเล่อยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ ก้มลงมองพื้นโลก
สิ่งที่เขามองเห็นคือพื้นโลกที่มืดมิดไร้ขอบเขต กลิ่นอายแห่งความตายหนาแน่นถึงขีดสุด กลายเป็นความหนาวเหน็บมืดมน ราวกับสามารถแช่แข็งได้ทั้งหมด
แต่ตลอดเวลา…ก็รับรู้ได้ถึงในส่วนลึกของโลกนี้ ว่ามีความผันผวนของลมหายใจที่แน่นขนัดนับไม่ถ้วน
มีแข็ง มีอ่อน
สิ่งที่อ่อนน้อมราวคนธรรมดา แต่สิ่งที่แข็งนั้น…ในสายตาของหวังเป่าเล่อ เวลานี้ม่านตาของเขาหดลง เพราะสาเหตุของเนื้อแท้ของบุคลิกภาพ เขาสามารถใช้การรับรู้ขั้นที่ห้า สัมผัสถึงส่วนที่ลึกที่สุดของแผ่นดินนี้ได้อย่างเลือนราง ดูเหมือน 90 กว่าตน…มีกลิ่นอายเช่นเดียวกับผู้พิทักษ์ผู้นั้นที่ไล่ล่าในตอนแรก
ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อเข้าใจในที่สุด ภายในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด ร่างทั้งแปดที่รายล้อมอยู่ข้างกายมหาเทพ แท้จริงแล้วพวกเขาไปทางใด
ในความเงียบงัน หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองไปทางหมอกแดงที่พลิกม้วนอยู่ด้านบน
“กลิ่นอายที่ถูกกลบฝังไม่สอดคล้องกับจำนวน108 แต่หาก…เพิ่มหลักแห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาล่ะ…” หวังเป่าเล่อเงียบงัน สักพักก็ถอนหายใจ
“ดังนั้น เจ้าปรารถนาที่ดูสถานะของข้าออกได้แปดเก้าส่วน ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งใน 108 การต่อสู้นั้น”
สิ่งนี้ไม่เป็นไปตามที่หวังเป่าเล่อคาดเดาในครั้งแรก เดิมทีเขาเข้าใจว่าเจ้าปรารถนามีระดับการฝึกตนขั้นเดียวกับตน น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมหาเทพ คล้ายกับร่างอวตารที่เป็นเอกเทศ
“น้ำของมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด…ลึกล้ำ ลึกล้ำ” หวังเป่าเล่อหรี่ตา พลันยกมือขวาขึ้น คว้าไปในความว่างเปล่า ทันใดนั้นเส้นผมสีดำกระจุกหนึ่งก็ปรากฏอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่เขาคว้าไว้ ราวกับเดิมทีก็รัดพันหวังเป่าเล่ออยู่อย่างเงียบๆ แต่หลังจากถูกเขาคว้าไว้ได้แล้วดึงอย่างแรง เส้นผมจำนวนมากก็ส่งเสียงดังจากความว่างเปล่า ราวกับน้ำหลาก ราวกับน้ำหมึกที่ไหลบ่าออกมา
และในการไหลบ่าไม่หยุดนี้ ในที่สุดก็ปรากฏแหล่งที่มา นั่นคือศีรษะ…ศีรษะของสตรีปรากฏในความว่างเปล่า จ้องมองหวังเป่าเล่ออย่างเงียบงัน
สายตานั้นเผยความเกลียดชังเกินกว่าจะพรรณนา
“ชิงหยางจื่อ เจ้าคือชิงหยางจื่อ!”
………………….
แทบจะในชั่วพริบตาที่เสียงนี้สะท้อนดังก้อง ผู้ฝึกตนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ในพื้นที่หลายแห่งในเมืองปรารถนารสก็ลืมตาพร้อมกัน ยิ่งกว่านั้นเมื่อลืมตาขึ้น คนเหล่านี้แต่ละคนบ้างก็ประหม่า บ้างตื่นเต้น บ้างก็ตั้งตารอและพากันลุกขึ้นยืน ชั่วแวบเดียวก็กลายเป็นสายรุ้งยาวหลายสายพุ่งไปที่ยังน้ำวนบนท้องฟ้า
การปรากฏตัวของพวกเขาดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนรอบแท่นบูชาได้ทันที เมื่อสายตาแต่ละคู่มองไป เสียงพูดคุยก็ดังสะพัดออกมา
“เป็นเสินหลูเต้า!”
“แล้วยังมีเฟิงตี๋!”
“นั่นเฉิงหลิงจื่อ!”
เสียงพูดคุยเหล่านี้แพร่สะพัดไปทั่วทุกทิศจากบริเวณใกล้แท่นบูชา ในกลุ่มเงาร่างที่บินขึ้นมาจากที่ต่างๆ นั้น มีสี่ร่างที่น่าตะลึงอย่างยิ่ง และกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
หนึ่งในสี่ร่างนี้คือชายฉกรรจ์หัวล้าน คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงกำยำอย่างยิ่ง รูปร่างแตกต่างจากภูเขาเนื้อแบบเจ้าสวาปามอย่างเห็นได้ชัด แต่การปรากฏตัวของเขากลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงพลังระดับเคลื่อนย้ายพสุธา
เขาผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีเหลือง พลานุภาพเหมือนสายรุ้ง นั่นก็คือเสินหลูเต้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนตัวของเขาคล้ายกับมีเตาไฟ ตอนนี้ขณะที่พุ่งไปบนท้องฟ้า เขาก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับท้องฟ้ากำลังจะถูกเผาอย่างไรอย่างนั้น ทำให้สาวกเนื้อคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ถูกสยบเอาไว้ ไม่อาจสู้เขาได้
มีเพียงเงาร่างอีกสามร่างเท่านั้นที่ยังเป็นปกติภายใต้กลิ่นอายเช่นนี้ของเขา หนึ่งในนั้นก็คือภูเขาเนื้อที่ดูไม่ต่างจากเจ้าสวาปามเท่าไรนัก
ภูเขาเนื้อผู้นี้สวมชุดคลุมสีขาว พลานุภาพของคนทั้งคนสะเทือนฟ้าดิน ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งทรงพลังออกมา ยิ่งกว่านั้นที่ด้านหลังของเขากลับมีวงแสงมหึมาอยู่หนึ่งวง บนนั้นมีอักขระโบราณลวดลายซับซ้อน
แม้จะไม่มีคลื่นความร้อนแผ่ออกมาแบบเตาไฟ แต่บนร่างของเขากลับมีปราณโลหิตเข้มข้นสะเทือนสวรรค์อยู่ มันปะทุออกมา กระตุ้นความกระหายอยากของทุกคนที่มอง
คนผู้นี้ ก็คือผู้ที่จู่ๆ โดดเด่นขึ้นมา…เฟิงตี๋
ส่วนอีกสองคนนั้น คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่ม เทียบกับทุกคนแล้ว ตัวตนของเขาพิเศษอย่างยิ่ง ดูคล้ายจะผอมโซเหมือนผีหิวโหย รอยยิ้มบนใบหน้าก็แปลกพิกล คล้ายไม่มีวันเลือนหาย ทางหนึ่งเดินไปยังท้องฟ้า อีกทางมองดูสาวกเนื้อคนอื่นๆ แล้วเลียริมฝีปาก ราวกับหิวโหยจนถึงที่สุดและกำลังข่มกลั้นสุดกำลัง
ส่วนคนสุดท้ายก็คือหวังเป่าเล่อ
เทียบกับคนอื่นๆ แล้ว รูปร่างของเขาธรรมดา ไม่อ้วนไม่ผอม ด้านหลังไม่มีวงแสง ภายในร่างไม่มีเตาสวรรค์ คล้ายไม่ได้น่าอัศจรรย์อะไรนัก แต่…บนตัวของเขากลับมีความเยือกเย็นที่ค่อยๆ ปะทุออกมาขณะที่กำลังเดินทางอยู่ตอนนี้
ความเยือกเย็นนี้ราวกับสามารถแช่แข็งเตาไฟ สยบปราณโลหิต และเมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่งได้
นอกจากพวกเขาแล้ว สาวกเนื้อคนอื่นก็ด้อยกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดเป็นเหมือนดวงดาวข้างพระจันทร์อันเจิดจรัสภายใต้พลานุภาพของทั้งสี่คนอย่างไรอย่างนั้น แม้จะคงอยู่ แต่กลับต้องมืดสลัว
ทว่าก็จำเป็นต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงล่าสัตว์ ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นตอนนี้สาวกเนื้อเหล่านี้จึงทำได้เพียงกัดฟันบินไปยังวังน้ำวน ขณะเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็เข้าไปใกล้กับผู้ที่สนิทสนม ถึงอย่างไรในงานเลี้ยงล่าสัตว์ครั้งนี้ แม้ระหว่างกันและกันจะไม่ปลอดภัย แต่ในบางครั้ง การเป็นพันธมิตรบางทีอาจจะสามารถรับประกันให้ชีวิตรอดไปจนถึงท้ายที่สุดได้มากก็ได้
เช่นนี้เอง ภายใต้ความสนใจของทุกคน สาวกเนื้อทั้งหมดในเมืองปรารถนารสก็กลายเป็นสายรุ้งยาว เข้าไปใกล้กับวังน้ำวนเรื่อยๆ ไม่นานเสินหลูเต้าก็เป็นคนแรกที่เข้าใกล้ เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย หันกลับมามองทุกคนด้านหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมองไปยังเฟิงตี๋กับหวังเป่าเล่อ ยิ้มเยาะให้ครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในวังน้ำวน
ตามมาด้วยเฟิงตี๋ เขาไม่สนใจสายตาจากเสินหลูเต้า สีหน้าปราศจากอารมณ์ วงแสงด้านหลังเปล่งประกาย ปราณโลหิตยังคงพวยพุ่งมากมาย ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย แล้วก็พุ่งเข้าไปในวังน้ำวนโดยตรง
เมื่อหวังเป่าเล่อและเด็กหนุ่มเฉิงหลิงจื่อที่เหมือนกับผีหิวโหยเข้ามาใกล้กับวังน้ำวนแทบจะพร้อมกัน ในชั่วพริบตาที่กำลังจะก้าวเข้าไป เฉิงหลิงจื่อก็ยกยิ้มให้กับหวังเป่าเล่อ
“พ่อข้าให้ข้าไปกินเจ้าข้างในนี้ แต่ข้าชอบเล่นซ่อนแอบ ดังนั้น…เจ้าต้องซ่อนตัวดีๆ นะ” กล่าวพลาง เฉิงหลิงจื่อก็เลียริมฝีปาก กำลังจะก้าวเข้าไปในวังน้ำวน
เสียงของเขาดังไปทั่วทุกทิศ ทำให้สาวกเนื้อที่ด้านหลังเหล่านั้นไม่อยากเข้าไปใกล้นัก ทุกคนที่อยู่รอบแท่นบูชาก็พากันสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายของเฉิงหลิงจื่อ
ส่วนเจ้าสวาปามทั้งแปดคนนั้นใบหน้าปราศจากอารมณ์ มีเพียงบิดาของเฉิงหลิงจื่อผู้เดียว ซึ่งก็คือถัวหลิงจื่อที่ตอนแรกต้องการสร้างความลำบากให้กับหวังเป่าเล่อแต่ถูกโจวหั่วขัดขวางเอาไว้ผู้นั้น แววตาของเขาสาดประกายชื่นชม
เขาชอบเด็กโอ้อวด และเฉิงหลิงจื่อก็เป็นบุตรชายคนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา เขาเชื่อว่าครั้งนี้ต่อให้อีกฝ่ายไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าสวาปาม ก็คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงหาเรื่องให้ตนเองอย่างการแตะต้องชีวิตของเฉิงหลิงจื่อหรอก
ถึงจะเป็นเจ้าสวาปามที่เลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่ก็น้อยนักที่จะไม่เกรงกลัว
ส่วนปิงหลิงจื่อ เขาคิดว่าแม้จะแข็งแกร่ง ทว่าเขารู้จักบุตรชายของตนดียิ่งกว่า ดังนั้นจึงไม่เป็นกังวล
แต่ขณะที่เด็กหนุ่มเฉิงหลิงจื่อผู้เหมือนกับผีหิวโหยเปล่งวาจาออกมาเข้าหูของทุกคนนั้น หวังเป่าเล่อที่เดิมทีไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างและกำลังจะเดินเข้าไปในวังน้ำวนก็เลิกคิ้วขึ้นทันที ร่างกายหายวาบในชั่วพริบตา ขณะต่อมากลับไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเฉิงหลิงจื่อตรงๆ แล้ว
ขณะที่สีหน้าของเฉิงหลิงจื่อเปลี่ยนไป มือขวาของหวังเป่าเล่อก็ยกขึ้นมา ก่อนคว้าตัวเฉิงหลิงจื่อเต็มแรง
“บังอาจ ยังไม่ได้เข้าสู่สนามล่าก็กล้าลงมือแล้วหรือ รนหาที่ตายนัก!” ถัวหลิงจื่อข้างแท่นบูชามีประกายเย็นเยียบวาบอยู่ในดวงตา จู่ๆ ก็ยกมือขวาขึ้นพุ่งคว้าไปยังท้องฟ้าโดยพลัน
ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นมือยักษ์มายาข้างหนึ่งส่งเสียงกู่ก้องพุ่งสู่ท้องฟ้า โจวหั่วที่อยู่อีกด้านขมวดคิ้ว กำลังจะขัดขวาง แต่คลื่นผันผวนที่ทรงพลังยิ่งกว่ากลับแผ่ออกมาจากร่างของเจ้าสวาปามอันดับหนึ่งผู้มีใบหน้าปราศจากอารมณ์ และเข้าไปปกคลุมทั่วร่างของโจวหั่ว ทำให้ร่างกายของโจวหั่วสั่นไหว ไม่อาจขัดขวางได้อีก
ขณะที่หน้าเปลี่ยนสีอยู่นั้น มือยักษ์ที่ถัวหลิงจื่อแปลงออกมาก็อยู่บนฟ้าและพุ่งไปหาหวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็วแล้ว ส่วนหวังเป่าเล่อนั้น เขาไม่แม้แต่จะมองมือยักษ์ข้างหลัง ตอนนี้ยกมือขวาขึ้น ยังคงจับตัวเฉิงหลิงจื่อไว้เช่นเดิม
“โง่เง่า!” เฉิงหลิงจื่อยิ้มเยาะ กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสทั่วร่างระเบิดออกมา ร่างกายขยายใหญ่จนถึงแปดสิบกว่าจั้งอย่างรวดเร็ว เขาอ้าปากกว้างทันที ไม่ได้หลบหลีก กลับอ้าปากจะกลืนหวังเป่าเล่อ ปากใหญ่ของเขายิ่งเหนือจริงเข้าไปใหญ่ ชั่วพริบตาก็คล้ายถึงขอบเขตที่สามารถกลืนกินหวังเป่าเล่อเข้าไปทั้งตัวได้อยู่แล้ว
แววตาของเขาฉายแววโหดเหี้ยม ถึงอย่างไรที่ด้านหลังของหวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็มีมือยักษ์จากถัวหลิงจื่อ ตามการคาดเดาของเฉิงหลิงจื่อ ครั้งนี้…อีกฝ่ายไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส ยิ่งกำลังจะถูกเขาพลิกกลับมากลืนกินกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสไปส่วนหนึ่งอีกด้วย
“ต้องเข้าประตูก่อน!” ท่ามกลางความได้ใจของเฉิงหลิงจื่อ ประกายแสงในดวงตาก็แรงกล้ายิ่งขึ้น ทว่า…ชั่วขณะต่อมา ภาพที่ทำให้ร่างกายของเขาตกใจอย่างรุนแรงจนลูกตาแทบกระเด็นก็เกิดขึ้น
พลัง…กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่า และพลานุภาพสะเทือนฟ้าดินนั้นทำให้เขารู้สึกว่ากฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสกำลังสั่นคลอน มันคล้ายกับลมพายุ และกำลังระเบิดพวยพุ่งมาจากบนร่างของหวังเป่าเล่อ
ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นมาในชั่วพริบตา สามสิบจั้ง ห้าสิบจั้ง เจ็ดสิบจั้ง เก้าสิบจั้ง…
จนกระทั่งพริบตาต่อมา เขาก็มาถึงเก้าสิบเก้าจั้ง ยืนอยู่ระหว่างฟ้าดิน ราวกับยักษ์ที่ค้ำยันทุกสรรพสิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนไปยังมีมือขวาของเขาที่ขยายใหญ่ขึ้นมาเช่นกัน ท่ามกลางความตกตะลึงของเด็กหนุ่มผีหิวโหย พลังพังพินาศทุกสิ่งอย่างง่ายดายก็ทำลายสิ่งกีดขวางทั้งหมด แล้วคว้าจับ…ลำคอของเฉิงหลิงจื่อไว้ทันที
“เจ้าชอบเล่นซ่อนแอบไหม”
เรื่องการเป็นเจ้าสวาปาม หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจมากนัก สำหรับเขาแล้ว ประโยชน์สำคัญที่สุดของการตระหนักรู้กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสก็คือ…เข้าใจมหาเทพ
ตั้งแต่เขาตระหนักได้ว่าความจริงแล้วเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาในโลกใบนี้ล้วนมาจากมหาเทพ หวังเป่าเล่อก็มีความคิดหนึ่ง ถ้าหากว่า…ตนตระหนักรู้เจ็ดอารมณ์หกปรารถนาทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ แล้ว…จะเกิดอะไรขึ้น
“มหาเทพจะตื่นขึ้น หรือว่า…ต่อจากนี้จะไม่มีวันตื่นอีก?” หวังเป่าเล่อหรี่ตา เดินอยู่บนถนนหินชนวนของเมืองปรารถนารส เงยหน้ามองฟ้า
แม้ว่าเขาจะมองทะลุท้องฟ้าจนเห็นโลกชั้นที่หนึ่งข้างบนไม่ได้ แต่อาศัยสัมผัสเชื่อมต่ออันเลือนราง เขาก็ยังสัมผัสได้ว่าบนท้องฟ้าไร้ขอบเขตแห่งนั้นมีร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอย่างเงียบงันอยู่ในโลกอีกใบ
ผ่านไปพักหนึ่งหวังเป่าเล่อก็ถอนสายตากลับมา แล้วก้าวเข้าในประตูร้านปิงหลิง
เวลาเคลื่อนผ่านไปอีกครั้ง เมื่อเทศกาลสวาปามสิ้นสุดลง การขยายตัวของร้านปิงหลิงก็ต่างไปจากเดิม ไม่ได้เก็บสินค้าเอาไว้อีกต่อไป แต่ส่งสินค้าแพร่กระจายไปทุกทิศโดยใช้ร้านเป็นศูนย์กลาง
ร้านแต่ละแห่งถูกริบมาหลังจากพวกผู้จัดการหญิงเข้าไปเยี่ยมเยียน จนกระทั่งใกล้จะผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว บนถนนในเขตตะวันออกของเมืองปรารถนารสที่ร้านปิงหลิงตั้งอยู่ก็เหลือร้านปิงหลิงอยู่แค่ร้านเดียว!
ส่วนร้านอื่นๆ ล้วนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของร้านปิงหลิงโดยไม่มีที่ยกเว้น ทำให้ร้านอาหารชั้นยอดของเมืองปรารถนารสมีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแห่ง
และการขยายตัวกับความนิยมที่สมบูรณ์แบบของร้านปิงหลิงก็ได้พัดพากลิ่นอายแห่งปรารถนาไปทั่วทั้งเมืองปรารถนารส ทั้งยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับน่ากลัวมาก ทำให้กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อล้ำลึกขึ้นทุกวันๆ
ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงหนึ่งเดือนนี้ กฎเกณฑ์ปรารถนารสของหวังเป่าเล่อบรรลุถึงระดับขั้นใดแล้ว เพียงแต่สัมผัสได้รางๆ แค่ว่า ขอเพียงใครคนหนึ่งก้าวเข้าไปบนถนนเส้นที่เขาอาศัยอยู่ ก็จะมีความกระหายอยากเข้มข้นอย่างควบคุมไม่ได้ขึ้นในใจทุกคน
และความแปลกประหลาดของที่แห่งนี้ก็ดึงดูดความสนใจของเจ้าสวาปามทั้งแปดในเมืองปรารถนารสแล้ว แต่บางทีอาจเป็นเพราะงานเลี้ยงล่าสัตว์กำลังจะเริ่มขึ้น ดังนั้นแม้จะมีการสืบดู แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางหรือรบกวนอะไร
เพราะว่า…ในหนึ่งเดือนมานี้ ผู้ที่ระเบิดพลังออกมานั้นไม่ได้มีแค่หวังเป่าเล่อคนเดียว ทั้งเมืองปรารถนารสมีอยู่สิบสามเขต ล้วนแล้วแต่เกิดการระเบิดในระดับที่ต่างกันทั้งสิ้น
และทุกที่ที่มีการระเบิดขึ้นล้วนมีสาวกเนื้อคนหนึ่งอยู่อย่างไม่มีข้อยกเว้น
เห็นได้ชัดว่าสำหรับสาวกเนื้อแล้ว เรื่องงานเลี้ยงล่าสัตว์มีความสำคัญเกี่ยวพันกับชีวิตอย่างยิ่ง ดังนั้นนอกจากบางคนที่ยังเลือกซ่อนตัวด้วยเหตุผลต่างๆ แล้ว คนที่เหลือส่วนใหญ่ก็พากันขยายระดับอย่างดุเดือดในช่วงหนึ่งเดือนนี้ และเสาะหาวิธีการดูดซับกลิ่นอายปรารถนารสให้ได้มากกว่านี้กันทั้งนั้น
ในบรรดาคนเหล่านี้ แม้ว่าการขยายระดับของหวังเป่าเล่อจะน่าตะลึง แต่ก็ไม่ใช่คนที่เลิศล้ำเหนือจริงมากที่สุด มีสามคนที่เลิศล้ำเหนือจริงยิ่งกว่าหวังเป่าเล่อ และหนึ่งในนั้นก็คือเสินหลูเต้า
เสินหลูเต้าไม่มีร้านเป็นของตัวเอง แต่เจ้าสวาปามที่เขาติดตามนั้นแข็งแกร่งที่สุดในเมืองปรารถนารส ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เขาได้มอบสถานที่ที่สามารถดูดซับกลิ่นอายแห่งปรารถนารสทั้งหมดในควบคุมไปให้เสินหลูเต้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หรือก็คือ เจ้าสวาปามผู้นั้นได้แบ่งปันการฝึกบำเพ็ญในช่วงหนึ่งเดือนของตนให้กับเสินหลูเต้า และกลิ่นอายแห่งปรารถนารสที่เจ้าสวาปามจำเป็นต้องใช้ในการฝึกฝนก็เรียกได้ว่ามีมหาศาล แต่มันได้ตกไปอยู่บนร่างของสาวกเนื้อคนหนึ่ง ดังนั้นระดับที่เขาระเบิดออกมาก็ย่อมสะเทือนฟ้าทีเดียว
นอกจากเสินหลูเต้าแล้ว ผู้ที่เลิศล้ำเหนือจริงอย่างยิ่งอีกสองคนนั้น ชื่อของหนึ่งในนั้นไม่โด่งดัง ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เป็นที่สนใจอย่างยิ่ง เขากักตนอยู่ตลอดปี แต่เมื่อเดินออกมา กลับชักนำให้เกิดวังน้ำวนแห่งกลิ่นอายความปรารถนาส่วนหนึ่งของทั้งเมืองปรารถนารสขึ้น
ภาพนี้ทำให้ทุกคนในเมืองปรารถนารสตกตะลึงอย่างยิ่ง
ควรรู้ว่าการทำได้ถึงขั้นนี้ เจ้าสวาปามยังทำได้ยากอยู่สักหน่อย มีเพียงเจ้าแห่งปรารถนาเท่านั้นจึงจะมีอำนาจเช่นนี้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำให้เกิดการคาดเดามากมาย ถึงขั้นมีข่าวลือว่าสาวกเนื้อลึกลับผู้นี้ น่าจะเป็นเหตุผลแท้จริงที่เจ้าแห่งปรารถนาเปิดงานเลี้ยงล่าสัตว์ครั้งนี้ขึ้น
ส่วนเรื่องชื่อของสาวกเนื้อผู้นี้ ไม่นานก็ถูกผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารสสืบรู้อย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้มีนามว่า เฟิงตี๋
ส่วนคนสุดท้าย การปะทุของกฎเกณฑ์ปรารถนารสของเขาไม่ได้ทำให้เกิดอุบัติมากมายอะไร แต่เพราะตัวตนของคนผู้นี้คือบุตรชายสายตรงของเจ้าสวาปามถัวหลิงจื่อ นามว่าเฉิงหลิงจื่อ
ทั้งสามคนนี้ บวกกับหวังเป่าเล่อ ก็คือผู้ที่รวบรวมสายตาของทั้งเมืองปรารถนารสในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ และกลายเป็นผู้ถูกเลือกที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าสวาปามที่คนส่วนใหญ่คาดเดา
เช่นนี้เอง เทศกาลสวาปามอีกหนึ่งครั้งก็มาถึงช้าๆ และครั้งนี้ก็ต่างจากเมื่อก่อน เพราะสาวกเนื้อ…ไม่ได้ปรากฏตัว เมื่อกลุ่มคนและผู้ฝึกตนทั้งเมืองติดตามเจ้าสวาปามไปรวมตัวกันที่แท่นบูชา และเมื่อเจ้าแห่งปรารถนามาถึง เสียงโห่ร้องจากรอบข้างก็ดังขึ้นเช่นเคย จากนั้นตัวตนราวกับก้อนเนื้อบนแท่นบูชาผู้นั้นก็สะบัดมือขึ้นไปบนฟ้าอย่างแรง
ทันใดนั้นท้องฟ้าก็สะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับโลกทั้งใบสั่นไหว เส้นทางวังน้ำวนมหึมาพลันปรากฏอยู่เหนือเมืองปรารถนารสและขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนมันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งผ่านไปไม่กี่อึดใจ ผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารสทั้งหมดก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่าวังน้ำวนสีดำมหึมาแห่งนั้นกำลังร้องลั่น ท่ามกลางสายฟ้ามากมายที่แผ่กระจายและเคลื่อนไหวอยู่นั้น ข้างในวังน้ำวนก็ปรากฏโลกเดี๋ยวจริงเดี๋ยวเลือนรางขึ้นช้าๆ
โลกแห่งนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกไม่คุ้นเคย ผืนแผ่นดินดำสนิทในนั้นเผยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ยิ่งเหมือนกับดินฝังศพ มันพร่าเลือน มองไม่เห็นซากปรักหักพังใดๆ ราวกับว่า…โลกข้างในวังน้ำวนแห่งนี้ก็คือหลุมศพในสนามรบ
ความเยือกเย็นและความตายคล้ายเป็นท่วงทำนองหลักในที่แห่งนี้ ทำให้ทุกคนในเมืองปรารถนารสถูกกดข่ม เสียงโห่ร้องถูกขัดจังหวะเป็นครั้งแรก
ถ้าแค่นั้นก็ช่างเถอะ แต่ขณะที่วังน้ำวนสีดำแห่งนี้หมุนวน ฉีกขาด และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นในโลกดินฝังศพของวังน้ำวนก็มีเสียงร้องคำรามดังออกมา
เสียงคำรามนี้ส่งกลิ่นอายสั่นคลอนจิตใจ ราวกับมีลมพายุพัดมาจากวังน้ำวนเข้ามายังเมืองปรารถนารส ทำให้ทุกคนในเมืองปรารถนารสต่างกู่ร้องก้องอยู่ในใจ จากนั้นมือของศพเน่าเปื่อยขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นในวังน้ำวนตรงๆ คล้ายอยากจะยื่นเข้ามาในนี้ผ่านทางวังน้ำวนให้ได้
จะเห็นได้ว่าบนมือซากศพนั้นมีแมลงตัวสีดำจำนวนมากกำลังคลานเข้าคลานออกไม่หยุด แต่ละตัวน่าสะพรึงนัก ทำให้กลิ่นอายของมือซากศพข้างนี้น่ากลัวเข้าไปใหญ่ เมื่อมันกำลังจะเข้ามาใกล้ เจ้าแห่งปรารถนาของเมืองปรารถนารสบนแท่นบูชา ก้อนเนื้อใหญ่ยักษ์ผู้นั้น ก็พลันแค่นเสียงเย็นออกมา
เมื่อเสียงหัวเราะหยันดังขึ้น ทันใดนั้นมันก็ส่งผลต่อมือซากศพ แมลงสีดำพวกนั้นบนมือพากันกรีดร้องออกมาทันที ท่าทางคล้ายบ้าคลั่ง มันกลืนกินมือซากศพ รางกับความกระหายอยากของพวกมันถูกจุดติดอย่างสมบูรณ์ นอกจากกลืนกินมือศพแล้ว มันยังกัดกินกันเองอย่างดุเดือดเสียด้วย
เช่นนี้เอง มือศพที่ดูน่าสะพรึงกลัวข้างนั้นยังไม่ทันได้ยื่นออกมาจากในวังน้ำวน มันก็หายลับไปกับตา จนกระทั่งท้ายที่สุด ก็กลายเป็นแมลงสีดำกลุ่มหนึ่งที่กัดกินกันเอง และเมื่อก้อนเนื้อบนแท่นบูชาเริ่มดูด พวกมันก็ถูกสูบออกมาจากวังน้ำวนจนหมด ก่อนพุ่งเข้าไปในปากของก้อนเนื้อ
ยามที่เสียงเคี้ยวดังขึ้น ทุกคนในเมืองปรารถนารสก็รู้สึกขนพองสยองเกล้า แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกระหายอย่างรุนแรงขึ้นมาทีละคนๆ
“งานเลี้ยงเริ่มแล้ว สาวกเนื้อทุกคน ยังไม่เข้าไปอีก!” ขณะที่กลิ่นอายแห่งปรารถนารสเข้มข้น ก้อนเนื้อที่กลืนแมลงเข้าไปในปากและยืนอยู่บนแท่นบูชาก็เอ่ยเสียงเรียบ
เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งเมือง
…………………………………………..
ถึงอย่างไร การที่มีเจ้าสวาปามคนที่เก้าปรากฏขึ้นในเมืองปรารถนารสก็เป็นสิ่งที่เจ้าแห่งปรารถนาต้องการเห็น จงไห่จื่อแย้มยิ้ม มองหวังเป่าเล่อ
น่าสนใจ แต่ถ้าอยากเห็นเจ้าสวาปามคนที่เก้าถือกำเนิดขึ้นจริงๆ เช่นนั้นสาวกเนื้อสักคนที่กลืนกินผู้ฝึกตนจำนวนมากได้ แม้จะไม่เต็มสมบูรณ์ แต่ก็น่าจะเลื่อนขั้นได้นะ แล้วเหตุใดจนถึงตอนนี้ในเมืองปรารถนารสจึงยังไม่มีเจ้าสวาปามคนที่เก้าเล่า หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว
การกลืนกินระหว่างสาวกเนื้อด้วยกัน แม้จะได้ประโยชน์มหาศาล แต่…ก็มีข้อจำกัด
ธรรมกายร้อยจั้งก็คือเจ้าสวาปาม แต่เมื่อถึงเก้าสิบเก้าจั้ง ความยากเข็ญของอีกหนึ่งจั้งที่เหลือยากลำบากเกินกว่าครั้งก่อนๆ ยิ่งนัก ดังนั้นการกลืนกินจึงต้องทำในชั่วขณะที่จะเลื่อนขั้นจริงๆ ถึงจะสามารถยืมกำลังของมันมารวบรวมผลึกสวาปามในตัวได้ ผู้ที่ตอบกลับหวังเป่าเล่อครั้งนี้ไม่ใช่จงไห่จื่อ หากแต่เป็นสาวกเนื้ออีกคน
คนผู้นี้ก็คือชายชราผู้นั้น ตอนนี้เขาเดินเข้ามา แย้มยิ้มให้กับหวังเป่าเล่อแล้วอธิบายให้ฟัง
ไม่ผิด ไม่อย่างนั้นพวกข้าคงไม่อาจพูดคุยหัวเราะกันได้หรอก ชาวเนื้อนั้น แม้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องระวังอย่าได้กลายเป็นเนื้อของผู้อื่น ชายชราส่ายหน้า รู้สึกทอดถอนใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็ปราดมองหวังเป่าเล่อก่อนโพล่งออกมา
แต่…จงไห่จื่อไม่ได้พูดถึงสถานการณ์อย่างที่สามที่สาวกเนื้อสามารถเข่นฆ่าได้ นั่นก็คือ…งานเลี้ยงล่าสัตว์
งานเลี้ยงล่าสัตว์! จงไห่จื่อได้ยินสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป เขาหันขวับไปมองชายชรา
เรื่องนี้ ในปีนั้นถูกเจ้าสวาปามทั้งแปดร่วมกันหยุดยั้งเอาไว้แล้วนี่ หรือว่า…
ถูกต้อง ตามข้อมูลของข้าผู้เฒ่า งานเลี้ยงล่าสัตว์จะจัดขึ้นอีกครั้ง ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนหวังเป่าเล่อ เมื่อได้ยินคำพูดของคนทั้งสอง ดวงตาก็ฉายแววประหลาด
สีหน้าของจงไห่จื่อที่อยู่ข้างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่มันเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวไม่แน่นอน ชายชราก็หันมาอธิบายเรื่องงานเลี้ยงล่าสัตว์ให้หวังเป่าเล่อฟัง
งานเลี้ยงล่าสัตว์ที่ว่าก็คืองานที่จัดขึ้นปีละครั้งของเมืองปรารถนารส ตลอดมาล้วนยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเทศกาลสวาปามเสียอีก เมื่อเจ้าแห่งปรารถนารสเริ่มงาน เขาจะให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดลงไปยังโลกด้านล่างเพื่อล่าสัตว์อสูรโบราณในนั้นมาเป็นวัตถุดิบอาหาร
โลกใบนี้แบ่งเป็นสามชั้น ชั้นที่ทุกคนอยู่คือชั้นที่สอง วิญญาณเทพเจ้าหลับใหลอยู่ในชั้นที่หนึ่ง และชั้นล่างสุดก็คือชั้นที่สาม ที่นั่นมีคนและอสูรนับไม่ถ้วนหลับใหลอยู่
ต้นกำเนิดของคนโบราณก็มาจากในนี้เอง แต่เมื่อเทียบกับคนโบราณที่ฟื้นขึ้นเหล่านั้นแล้ว ผู้คนในโลกชั้นล่างที่ยังไม่ฟื้นมักจะไร้จิตวิญญาณ เป็นเหมือนกับศพเดินได้ ขณะเดียวกันในนั้นก็ให้กำเนิดอสูรร้ายพิสดารเป็นพิเศษที่มีจำนวนมากยิ่งกว่า ดังนั้นจึงมีอันตรายอยู่มาก
แต่ขณะที่มีอันตราย ตัวของสัตว์ร้ายพวกนั้นก็เป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่สุดเช่นกัน ตัวอย่างเช่นหนวดสีทองที่ถูกพบในโลกชั้นล่างเมื่อนานมาแล้ว แต่เจ้าแห่งปรารถนาคนหลังๆ ควบคุมมันได้และมีพลังสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไม่จำกัด
นอกจากนี้ยังมีอันตรายอีกหนึ่งอย่างซึ่งมาจากเจตนาชั่วร้ายของพวกผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารส
เพราะว่าในงานเลี้ยงล่าสัตว์ทุกครั้ง เจ้าสวาปามจะไม่เข้าร่วม ดังนั้นผู้แข็งแกร่งที่สุดที่เข้าไปในนั้นก็คือสาวกเนื้อ เพราะอย่างนั้นเรื่องกลืนกินกันและกันที่ถูกห้ามไว้ในเมืองปรารถนารสจึงได้เกิดขึ้นแบบที่รู้กันดีในโลกชั้นล่าง
สำหรับเจ้าสวาปามแล้ว สาวกเนื้อใต้บัญชาได้ประโยชน์มากเท่าไรในโลกชั้นล่างก็จะเป็นตัวกำหนดส่วนแบ่งทางอำนาจของพวกเขาที่จะได้รับจากเจ้าแห่งปรารถนาด้วย
แต่สำหรับกลุ่มอิทธิพลในเมืองปรารถนารสแล้ว เนื่องจากเรื่องนี้ไม่อาจควบคุมผลประโยชน์และสิ่งที่เสียไปได้ ถึงขั้นมีโอกาสอย่างมากที่จะไม่ได้ส่วนแบ่งอำนาจด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นคือทำให้อิทธิพลใต้บัญชาของเจ้าสวาปามลดลงอย่างมาก ดังนั้นพวกเจ้าสวาปามจึงคัดค้านการจัดงานนี้
งานเลี้ยงล่าสัตว์นี้ก็หยุดจัดไปได้หลายปี แต่ครั้งนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เจ้าสวาปามทั้งแปดกลับไม่ขัดขวางอีก เรื่องนี้ทำให้สาวกเนื้อที่ถามถึงทุกคนรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
สาเหตุที่ถูกจัดขึ้นอีกก็เพราะว่าเจ้าแห่งปรารถนารู้สึกว่าจะมีเจ้าสวาปามคนที่เก้าปรากฏขึ้นในเมืองปรารถนารสของข้า และเจ้าสวาปามคนนี้ก็จะถือกำเนิดขึ้นในงานเลี้ยงล่าสัตว์ พวกเราส่วนใหญ่คิดว่า บางทีคนผู้นั้นอาจเป็นเสินหลูเต้า จึงเปิดงานล่าสัตว์ครั้งนี้ให้เป็นพิเศษ หลังจากชายชราอธิบายเรื่องงานเลี้ยงล่าสัตว์ให้หวังเป่าเล่อฟังแล้ว ก็มีเสียงราบเรียบพร้อมกับอานุภาพกดดันดังเข้าไปในหูของทุกคน
เสียงนี้ดังขึ้น นั่นก็คือชายวัยกลางคน สวมชุดคลุมยาวสีม่วง ท่าทางน่าเกรงขาม ใบหน้าคล้ายคลึงกับโจวหั่วผู้เหมือนภูเขาเนื้ออย่างยิ่ง ตอนนี้พอเขามาถึง กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสในร่างของคนในงานเลี้ยงทั้งหมดโดยรอบก็สั่นสะเทือนขึ้นมาเมื่อมองเห็นเขา สัมผัสเชื่อมต่อทำให้พวกเขารับรู้ถึงสถานะของผู้มาได้รางๆ
คารวะเจ้าสวาปาม! ชายชราและจงไห่จื่อ รวมถึงสาวกเนื้ออีกสองคนที่อยู่ไกลๆ ไม่ได้เข้ามาล้วนคำนับให้ทันทีเช่นกัน ผู้ฝึกตนคนอื่นในงานเลี้ยงก็ก้มหน้าลงตามๆ กัน
หวังเป่าเล่อก็ประสานหมัดคำนับด้วย เขามองออกว่าผู้ที่มาถึงคนนี้คือร่างแยก เห็นได้ชัดว่าร่างจริงของโจวหั่วใหญ่ยักษ์เกินไป ไม่เหมาะจะมาปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงจัดเลี้ยงนัก ดังนั้นการที่ส่งร่างแยกมาจึงเป็นเรื่องสมควรแล้ว
แต่ถึงแม้จะเป็นร่างแยก แต่เพราะความกังวานของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารส จึงทำให้อานุภาพกดดันของเขามีมหาศาล ทว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อหวังเป่าเล่อเลย
ที่เรียกพวกเจ้ามาในงานเลี้ยงครั้งนี้ก็เพื่อจะประกาศเรื่องนี้นี่แหละ หลังจากโจวหั่วเดินมาถึง เขาก็กวาดมองพวกหวังเป่าเล่อ แล้วมองไปยังสาวกเนื้ออีกสองคนที่ตอนนี้รีบเดินเข้ามาแล้ว
งานเลี้ยงล่าสัตว์จะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือน ข้าหวังว่าพวกเจ้า ยามอยู่ในโลกชั้นล่าง…จะคำนึงถึงเรื่องรอดชีวิตเป็นอันดับแรก ส่วนปิงหลิงจื่อ เจ้าจะต้องระวังเสินหลูเต้าเอาไว้ วันนี้ตอนดูดซับอยู่ที่แท่นบูชา เจ้าได้กลายเป็นเหยื่อของเขาแล้ว โจวหั่วมองไปยังหวังเป่าเล่อ
เหยื่อหรือ หวังเป่าเล่อแย้มยิ้ม ดวงตามีประกายแสงวาบผ่าน
โจวหั่วราวกับมองความคิดของหวังเป่าเล่อออก เขาหรี่ตาลง ไม่ได้กล่าวอะไร แต่เดินไปยังตำแหน่งประธานในห้องโถงจัดเลี้ยง ไม่พูดคุยเรื่องนี้อีก จากนั้นงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
อาหารโอชะมากมายถูกส่งให้ พร้อมกับที่คนรับใช้บ้างงดงามบ้างหล่อเหลาจำนวนมากเดินสลับกันเข้ามา ความปรารถนาภายในงานเลี้ยงแห่งนี้ก็ยิ่งแพร่กระจาย มองจากไกลๆ มันเทียบได้กับความโกลาหลในเมืองปรารถนารสตอนนี้ด้วยซ้ำ ภายในคฤหาสน์ของโจวหั่วจึงแผ่ปราณมืดออกมา น่าตกตะลึงเช่นกัน
ปราณมืดเหล่านี้เป็นตัวแทนของความปรารถนารส เข้มข้นถึงขีดสุด จากที่ไกลๆ ผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารสล้วนไม่กล้าเข้ามาใกล้สักนิด
เพราะว่า…ทันทีที่เข้าใกล้ ร่างกายจะแปดเปื้อนอย่างไม่อาจควบคุมแล้วแห้งเหี่ยวในชั่วพริบตา
ที่แห่งนี้เข้าได้แค่ผู้มีกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาบรรลุถึงระดับหนึ่งหรือผู้ติดตามที่ถูกพาเข้ามาเท่านั้น ไม่อย่างนั้นล่ะก็ คนนอกทุกคนจะแปดเปื้อนโดยสมบูรณ์ และสูญเสียตัวตนไป
นี่ก็คือพลังแห่งกฎเกณฑ์ของความปรารถนา
แต่งานเลี้ยงก็ไม่ได้จัดอยู่นานนัก เมื่อการฆ่าฟันและการต่อสู้ที่เกิดจากเทศกาลข้างนอกจบลงแล้ว ขณะที่ค่ำคืนมืดมิดเข้าปกคลุมท้องฟ้าอย่างสมบูรณ์ งานเลี้ยงก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด
เมื่อทุกคนจากไปทีละคนๆ ครั้นหวังเป่าเล่อเรียกผู้จัดการร้านหญิงเข้ามาและไปกล่าวลากับโจวหั่ว โจวหั่วที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็พลันเอ่ยขึ้น
ของขวัญไม่เลว
เจ้าสวาปามชอบก็ดีแล้วขอรับ หวังเป่าเล่อตอบกลับพร้อมยิ้มน้อยๆ ของขวัญที่เขามอบให้กับเจ้าสวาปามโจวหั่วก็สี่ส่วนของคลังน้ำเย็นหล่อวิญญาณในร้าน
โจวหั่วปราดมองหวังเป่าเล่อ หลังจากครุ่นคิด เขาก็เอ่ยต่ออย่างมีนัยลึกซึ้ง
ต้นกำเนิดของเจ้าไม่สำคัญ ต่อให้ฝึกกฎเกณฑ์แห่งสุขมาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่นี่อยู่ในสถานการณ์ที่เจ้าไม่มีศัตรูคนอื่นนอกเมืองปรารถนารส ทว่าหากเจ้าได้กลายเป็นเจ้าสวาปามคนที่เก้าแบบที่เจ้าแห่งปรารถนาสัมผัสได้ เช่นนั้น…ศัตรูของเจ้า ก็คือศัตรูของเมืองปรารถนารสด้วย
เพราะเจ้าคือตัวแทนของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารส กล่าวจบ โจวหั่วก็ไม่เอ่ยต่ออีก
หวังเป่าเล่อได้ยินสีหน้าก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด เพียงแค่ประสานหมัดคำนับ ก่อนหันกายจากไป
จนกระทั่งเดินออกมาจากคฤหาสน์ของโจวหั่วแล้ว ขณะที่ผู้จัดการร้านหญิงไม่ได้สังเกต ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็มีประกายสนอกสนใจวาบผ่าน
เจ้าสวาปามคนที่เก้าหรือ
……
คำตอบชัดเจนมาก
เป็นไปได้มากว่าต้นกำเนิดของเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาในโลกชั้นที่สองนั้น…มาจากมหาเทพ
มหาเทพผู้หลับใหล อารมณ์ของเขากลายเป็นเจ็ดอารมณ์ ความต้องการของเขากลายเป็นหกปรารถนามาเติมเต็มโลกใบนี้ เปลี่ยนแปลงทุกอย่างของที่นี่ ส่งผลต่อทั้งหมดของที่นี่ เป็นเพราะความเผด็จการของเขา ดังนั้นกฎเกณฑ์อย่างอื่นในที่นี่นอกเหนือจากเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาล้วนถูกผลักไสทั้งหมด
นอกจากจะเป็นเหมือนเมืองโบราณซึ่งได้รับการยอมรับในแง่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นกฎเกณฑ์ข้างนอกทุกอย่างก็ล้วนไม่มีทางนำมาใช้กับที่นี่ได้
ทันทีที่ใช้ออกมาก็จะเรียกให้วิญญาณจักรพรรดิปรากฏกาย
หวังเป่าเล่อเหลือบมองก้อนเนื้อใหญ่โตผู้นี้อย่างล้ำลึก เมื่อเขาสะบัดมือ หนวดทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็บินว่อนไปรอบด้าน เสียงโห่ร้องกึกก้องราวกับอสนีสวรรค์ กลิ่นอายแห่งปรารถนารสเข้มข้นระเบิดออกมา จากนั้นเขาก็ถอนสายตากลับ
เมื่อเขาถอนสายตากลับแล้ว กลิ่นอายแห่งปรารถนารสในที่แห่งนี้ก็พลุ่งพล่านทันที หลังจากถูกเจ้าแห่งปรารถนากลืนกินจนเหลืออยู่สี่ส่วน เงาร่างของเขาก็หายวับ
หลังจากเขาหายไปแล้ว แววตาของเจ้าสวาปามทั้งแปดคนก็เผยประกายประหลาด โคจรพลังกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสในร่างแล้วเริ่มกลืนกิน เมื่อพวกเขากลืนกินอยู่นั้น ภาพที่หวังเป่าเล่อมองเห็นไม่ชัดตอนมาที่นี่ครั้งแรกเพราะยังไม่ได้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนารส ก็ปรากฏขึ้น
เขามองเห็นชัดเจนว่ารอบตัวของเจ้าสวาปามทั้งแปดมีหลุมดำแปดแห่งปรากฏขึ้นมา หลุมดำขนาดเล็กที่สุดจากแปดแห่งล้วนสูงใหญ่ถึงร้อยจั้ง ส่วนหลุมดำที่น่ากลัวที่สุดนั้นอยู่ตรงข้ามกับโจวหั่ว เป็นเจ้าสวาปามที่อยู่อีกฝั่งของแท่นบูชา หลุมดำของเขาคาดไม่ถึงว่าจะใหญ่ถึงเจ็ดร้อยจั้ง
ในชั่วพริบตาพวกเขาทั้งแปดดูดซับกลิ่นอายแห่งปรารถนารสรอบด้านอย่างดุเดือด ขณะเดียวกัน สาวกเนื้อที่อยู่ข้างกายเจ้าสวาปามทั้งแปดก็ค่อยๆ เริ่มดูดซับบ้าง
และวังน้ำวนของพวกเขาก็เล็กกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด ขนาดอยู่ระหว่างสิบกว่าถึงเจ็ดสิบจั้ง ดังนั้นจึงเกิดความต่างในเรื่องการดูดซับ เมื่อเห็นทุกอย่างแล้ว หวังเป่าเล่อก็หรี่ตา สูดหายใจลึก
ทันใดนั้นผลึกแก้วแห่งกฏเกณฑ์ปรารถนารสในตัวเขาพลันเจิดจรัส ก่อตัวเป็นแรงดึงดูดมหาศาล มันปรากฏออกมาข้างนอก กลายเป็นวังน้ำวนขนาดราวๆ สี่สิบจั้ง และเข้าไปดูดซับด้วยเช่นกัน
เมื่อกลิ่นอายแห่งปรารถนารสอันเข้มข้นถูกสูบเข้ามา ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็เปล่งประกายสว่างไสว เขาสัมผัสได้ว่ากฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสของตนกำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่ไม่คาดคิด
แม้จะไม่ได้รวดเร็วเท่าตอนที่กลืนกินสาวกเนื้อผู้อยู่เบื้องหลังเกล็ดโลหิตก่อนหน้านี้ แต่มันยืดยาวกว่า โอนอ่อนกว่า ดังนั้นจึงได้ประโยชน์มามากกว่า
เหมือนกับร่างกายอยู่ท่ามกลางของบำรุงมหาศาล ขณะที่กฎเกณฑ์แจ่มชัดบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกทรงพลังก็ถูกส่งกลับมาจากกฎเกณฑ์เช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้ประกายแสงในดวงตาของหวังเป่าเล่อเจิดจรัส เขาจึงคลายการจำกัดตนเล็กน้อยอีกครั้ง พริบตาต่อมา เมื่อวังน้ำวนของเขากู่ร้องก้อง มันก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นห้าสิบกว่าจั้งทันที จากนั้นก็ขยายต่อไปจนถึงเจ็ดสิบกว่าจั้งอีกครั้ง
เดิมทีมันยังสามารถขยายใหญ่ต่อไปได้อีก แต่หวังเป่าเล่อรู้ว่าทุกอย่างไม่อาจมากเกินไป ดังนั้นจึงกลืนกินกลิ่นอายแห่งปรารถนารสโดยที่พยายามควบคุมสุดกำลังเพื่อรักษาขอบเขตนี้เอาไว้
แม้ว่าควบคุมอยู่ตรงนี้ แต่การมีอยู่ของเขาก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพียงพริบตาก็ดึงดูดความสนใจจากสาวกเนื้อคนอื่นๆ และเจ้าสวาปามได้ โดยเฉพาะหลังจากเห็นวังน้ำวนของหวังเป่าเล่อใหญ่ถึงเจ็ดสิบกว่าจั้ง สาวกเนื้อแทบทุกคนก็ดวงตาหดเกร็ง แม้แต่เจ้าสวาปามก็ยังเผยประกายแสงแปลกประหลาดแล้วกวาดตามองหวังเป่าเล่อด้วย
ความจริงแล้วตอนนี้ในหมู่สาวกเนื้อ ผู้ที่บรรลุถึงเจ็ดสิบจั้งมีเพียงสองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือหวังเป่าเล่อ ส่วนอีกคนก็คือชายฉกรรจ์หัวล้านลูกน้องของเจ้าสวาปามที่อยู่ข้างหลุมดำใหญ่เจ็ดร้อยจั้งผู้นั้นนั่นเอง
ชายฉกรรจ์ผู้นี้ไม่เพียงแต่หัวล้าน แม้แต่ขนคิ้วก็ยังไม่มี แต่การที่เขายืนอยู่ตรงนั้น ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่มองเห็นเขาก่อนหน้านี้ล้วนมีสีหน้าเคารพนบน้อมแบบที่เป็นรองแค่การเคารพเจ้าสวาปามเท่านั้นด้วยซ้ำ
คนผู้นี้คือสาวกเนื้ออันดับหนึ่งในเมืองปรารถนารส
ตอนนี้เขาได้สังเกตเห็นความผิดปกติของหวังเป่าเล่อแล้ว จึงเงยหน้ามองด้วยความเย็นชา แววตาเปล่งประกาย
ชื่อเขาคือเสินหลูเต้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นเจ้าสวาปามคนที่เก้าในรอบพันปี เจ้าถูกเขาเพ่งเล็งแล้ว หวังเป่าเล่อก็เงยหน้าเช่นกัน ครั้นเขามองไปยังผู้ฝึกตนหัวล้านผู้นั้น ข้างหูของเขาก็มีเสียงอ่อนโยนดังขึ้นมา
ผู้ที่กล่าวก็คือสาวกเนื้ออีกคนใต้บัญชาโจวหั่ว เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อหันมามอง สาวกเนื้อที่พูดก็เผยรอยยิ้มบนใบหน้า
เขาอยากจะกินเจ้า สาวกเนื้อที่กล่าวเอ่ยต่อ
ในเมืองปรารถนารส ระหว่างสาวกเนื้อที่อยู่ใต้บัญชาของเจ้าสวาปามแต่ละคนจะถูกยกเว้นให้ต่อสู้กันได้โดยไม่จำกัด ซึ่งจะเกิดขึ้นด้วยเหตุการณ์สองอย่าง เรื่องถึงชีวิตก็ถูกแทรกแซงได้ด้วย…รอถึงงานเลี้ยงแล้วข้าค่อยบอกเจ้าอีกที
หวังเป่าเล่อพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่แววตาที่มองไปยังเสินหลูเต้าผู้นั้นกลับหรี่ลง ไม่นานก็ถอนสายตากลับ และเสินหลูเต้าผู้นั้นก็ถอนสายตากลับไปเช่นกัน
เช่นนี้เอง ระหว่างที่ทุกคนดูดซับกันอยู่นั้น ไม่นานกลิ่นอายแห่งปรารถนารสรอบๆ แท่นบูชาก็ค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งหายไปจนหมด ฝูงชนกระจัดกระจายไปไล่ตามหนวดสีทองทันที
เมื่อเทศกาลมาถึงช่วงนี้ สำหรับพวกเจ้าสวาปามกับสาวกเนื้อ มันนับว่าเสร็จสิ้นแล้ว แต่สำหรับหวังเป่าเล่อ ต่อจากนี้…เป็นเวลาที่เขาจะได้เข้าร่วมกลุ่มอย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะก่อนที่จะแยกย้ายกัน โจวหั่วยังเหลือบมองหวังเป่าเล่ออย่างลึกล้ำอีกคราหนึ่งด้วย
หวังเป่าเล่อประสานหมัดคำนับ ไม่ได้กล่าวอะไร เขาเดินไปกับสาวกเนื้อคนอื่นๆ แล้วแยกย้ายกันไป
งานเลี้ยงยามเย็นของโจวหั่วกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
งานเลี้ยงครั้งนี้อนุญาตให้สาวกเนื้อนำผู้อยู่ใต้บัญชามาด้วยได้ และผู้ที่หวังเป่าเล่อพาไปด้วยก็คือผู้จัดการร้านหญิง นางแต่งกายเต็มยศทั้งที่ในใจนั้นประหม่าและตื่นเต้น ขณะเดียวกันก็เตรียมของขวัญชุดหนึ่งมาด้วย
ในค่ำคืนแห่งเทศกาลสวาปามเช่นนี้ เมื่อเทียบกับการฆ่าฟันต่อสู้ข้างนอกและเสียงคำรามตื่นเต้นกับเสียงคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดแล้ว ภายในห้องโถงจัดเลี้ยงในคฤหาสน์ของโจวหั่วนั้นมีโคมไฟสว่างไสวและเสียงหัวเราะสุขใจดังลั่น
ผู้มีกินใต้บัญชาของโจวหั่วทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันที่นี่ พวกคนใช้มากมายต่างยกอาหารเลิศรสแต่ละอย่างมาจากชั้นบนอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีสิทธิมาที่นี่ทั้งหมดล้วนได้กินอย่างไม่จำกัด
ทั้งหมดนี้ ขณะที่มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนของผู้จัดการร้านหญิง มันก็ยังเป็นครั้งแรกในชีวิตนางด้วยเช่นกัน ส่วนหวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ พอมาถึงก็ให้ผู้จัดการร้านหญิงร่วมงานเอง ส่วนตนเดินเข้าไปในห้องโถงจัดเลี้ยง ไปหาสาวกเนื้อที่เคยแนะนำเสินหลูเต้าให้กับเขา ผู้ซึ่งถูกผู้ฝึกตนระดับมีกินเจ็ดแปดคนรายล้อมอย่างเคารพ
เมื่อเขาเดินเข้ามาหา ผู้มีกินที่อยู่รอบตัวสาวกเนื้อผู้นั้นก็พากันถอยไป
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ข้างแท่นบูชาไม่สะดวกพูดคุย จึงยังไม่ได้แนะนำตัวเอง ข้าน้อยนามจงไห่จื่อ สาวกเนื้อผู้นี้มองหวังเป่าเล่อคราหนึ่ง เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
สหายเต๋าจงไห่ โปรดบอกถึงสถานการณ์สองอย่างที่อนุญาตให้สาวกเนื้อเข่นฆ่ากันด้วยเถิด หวังเป่าเล่อเดินเข้ามาใกล้ พลางหยิบไหสุราจากคนใช้ที่อยู่ข้างๆ มาหนึ่งไหแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน
จงไห่จื่อผู้นี้อยากสนิทสนมกับหวังเป่าเล่ออย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
อย่างแรกนั้นก็เป็นสาวกเนื้อที่เลื่อนขั้นใหม่แบบสหายเต๋าปิงหลิง ซึ่งจะมีเจ้าสวาปามดึงเข้าพวกและคอยให้ท้าย
อย่างที่สองก็คือ…ในช่วงเวลาสำคัญของการเลื่อนขั้น พฤติกรรมกลืนกินสาวกเนื้อคนอื่นในช่วงนี้จะไม่ถูกขัดขวาง
และแม้ว่าเสินหลูเต้าคนนี้จะยังไม่ถึงระดับสูงสุด แต่มีข่าวลือว่าพลังที่แท้จริงของเขาอยู่ไกลกว่าที่แสดงให้เห็นในปัจจุบันแล้ว ดังนั้นสหายเต๋าปิงหลิง เจ้าจะต้องระวังตัวไว้ จงไห่จื่อมองหวังเป่าเล่ออย่างล้ำลึก
…………………………………….
เทศกาลสวาปามในเมืองปรารถนารสจัดขึ้นเดือนละครั้ง ตั้งแต่ก่อตั้งเมืองปรารถนารสมา ประเพณีนี้ไม่เคยหยุดชะงัก มันดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้
เทศกาลนี้ไม่ใช่แค่ประเพณี แต่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองปรารถนารสมีจำนวนประชากรเยอะมาก ที่สำคัญกว่านั้นคือมันตอบสนองความต้องการของผู้ฝึกกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสทุกคนในเมืองปรารถนารสด้วย
แม้ว่ากลิ่นอายแห่งปรารถนารสส่วนใหญ่ล้วนถูกเจ้าแห่งปรารถนาสูบไปแล้ว แต่ที่ยังเหลือก็ยังทำให้เจ้าสวาปามกับสาวกเนื้อทั้งหมดได้รับประโยชน์มหาศาลอยู่ดี
และผลประโยชน์เช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้กันทุกคน ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในระดับหนึ่งถึงจะดูดซับได้โดยไม่ถูกขัดขวาง สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของเจ้าสวาปามทั้งแปดและการเลือกของสาวกเนื้อ
กล่าวได้ว่าในเมืองปรารถนารส จะผู้อิ่มท้องก็ดี ผู้มีกินก็ช่าง ความจริงล้วนเป็นตัวตนที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ตราบใดที่ตายกันไม่มาก พวกเขาก็ล้วนไม่สำคัญอะไรนัก
แม้ดูแล้วพวกเขาจะอยู่ชั้นกลาง แต่กล่าวกันตามจริง ล้วนเป็นแค่ชนชั้นล่างเท่านั้น
ในเมืองปรารถนารส ผู้ที่มีสถานะสำคัญจริงๆ นอกจากเจ้าแห่งปรารถนาแล้ว ก็มีแค่เจ้าสวาปามกับสาวกเนื้อเท่านั้นเอง พวกแรกมีสถานะยิ่งใหญ่ จำนวนคนน้อยมาก พวกหลังเองก็แข็งแกร่ง ยิ่งมีโอกาสเติบโตขึ้นไปอีก
ดังนั้น ท่าทีของเจ้าสวาปามต่อสาวกเนื้อจึงเป็นการอยู่ร่วมกันแบบเข้าเป็นพวกและกดขี่ข่มเหงเสียมาก เข้าเป็นพวกกับผู้ที่ยินดีพึ่งพาตนเอง และกดขี่สาวกเนื้อที่อยู่ใต้บัญชาของเจ้าสวาปามคนอื่น
แม้โอกาสที่สาวกเนื้อจะเลื่อนขั้นไปเป็นเจ้าสวาปามจะมีไม่มาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีอยู่ ถึงอย่างไรพวกเจ้าสวาปามทั้งแปดคนก็เลื่อนขั้นกันมาแบบนี้ ดังนั้นการดึงเข้าเป็นพวกก็สามารถมองได้ว่าเป็นการลงทุนล่วงหน้าอย่างหนึ่ง
แต่ก็ผ่านหลายปีมาแล้วที่เมืองปรารถนารสไม่มีเจ้าสวาปามคนใหม่กำเนิดขึ้น
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้โจวหั่วลงมือ ถึงอย่างไรการที่หวังเป่าเล่อเป็นสาวกเนื้อคนใหม่นี้ แม้ที่มาของเขาจะคาดเดาไม่ได้และแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเมืองปรารถนารสแล้ว พวกเขาไม่สนใจตัวตนของอีกฝ่าย มองแค่กฎเกณฑ์ที่ฝึกตนเท่านั้น
บวกกับที่หวังเป่าเล่อจัดการเรื่องราวได้อย่างงดงาม หลังจบเรื่องก็ส่งน้ำเย็นหล่อวิญญาณมาให้หนึ่งพันขวด แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของมีคุณค่ายิ่งใหญ่อะไรในสายตาของเจ้าสวาปามโจวหั่ว แต่ท่าทีของหวังเป่าเล่อก็แสดงออกมาชัดเจนมากแล้ว
เพราะอย่างนั้น เขาถึงได้ส่งคำเชิญไป
เชิญให้หวังเป่าเล่อเข้าร่วมเป็นพรรคพวกกับเขา แบ่งปันกลิ่นอายแห่งปรารถนารสด้วยกัน
ขอเพียงหวังเป่าเล่อยอมรับ เช่นนั้นก็จะเท่ากับว่าได้ผูกพันธมิตรกับโจวหั่วแล้ว
สำหรับคำเชิญเช่นนี้ หวังเป่าเล่อย่อมไม่ปฏิเสธ เดิมทีนี่ก็เป็นแผนการของเขาเช่นกัน
ในความเข้าใจของเขา หากอยากผสานรวมกับกลุ่มอิทธิพลแห่งหนึ่งได้อย่างแท้จริงก็ต้องมีสถานะสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มอิทธิพลนั้น เรื่องนี้เขาในตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จสมบูรณ์ นับว่าได้ก้าวเข้าไปขั้นแรกเท่านั้น
แต่หวังเป่าเล่อรู้สึกสนใจต่อกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันเขาก็ค้นพบว่า…ตนคล้ายจะมีต้นทุนพิเศษต่อการฝึกฝนเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นสุข หรือว่าปรารถนารสอย่างวันนี้ เขาเหมือนจะเข้าใจพวกมันได้รวดเร็วนัก
“น่าจะเกี่ยวกับระดับขั้นฝึกตนของร่างจริงข้าด้วยหรือเปล่า” ปรากฏการณ์เช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็เคยครุ่นคิดอยู่บ้าง คำตอบนั้นมีหลากหลาย และระดับขั้นการฝึกตนก็คือหนึ่งในนั้น
ส่วนคำตอบอื่นๆ…หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ในแววตามีประกายประหลาดวาบผ่าน
เป็นเช่นนี้ หลังจากตอบกลับพ่อบ้านคฤหาสน์ของโจวหั่วผู้มาส่งคำเชิญแล้ว เวลาก็เคลื่อนผ่านไปแล้วสามวัน และเทศกาลสวาปาม…ก็มาถึง
นี่คือเทศกาลสวาปามครั้งที่สี่ที่หวังเป่าเล่อได้ประสบในเมืองปรารถนารส นอกจากครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมด้วยตัวเองแล้ว สองครั้งต่อมาเขาล้วนไม่ได้ออกไปจากร้าน เพียงแค่สังเกตการณ์ดูเท่านั้น
และครั้งที่สี่นี้ วิธีการเข้าร่วมของเขาก็แตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เมื่อยามเช้าตรู่มาถึงและกลิ่นอายแห่งวันเทศกาลแพร่กระจาย ขณะที่ผู้ฝึกตนทั่วทั้งเมืองเริ่มพากันส่งเสียงโห่ร้อง ตัวตนที่ราวกับภูเขาเนื้อทั้งแปดตนก็ถูกลูกน้องเหล่านั้นแบกขึ้นแล้วเดินจากคฤหาสน์เจ้าสวาปามทั้งแปดแห่ง
หลังออกเดินมาแล้วก็พากันเคลื่อนขบวนตามเส้นทางที่กำหนดในเมือง เงาร่างที่กักตนอยู่หลายร่างเดินออกมาจากทิศทางที่ต่างกัน ก่อนจะวาบหาย แล้วมาปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มของเจ้าสวาปามแต่ละคน
เงาร่างเหล่านี้ล้วนเป็นสาวกเนื้อ ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้มีกินที่อยู่ใต้บัญชาของเจ้าสวาปามแต่ละคนด้วย ล้วนมาถึงกันตามๆ กันก่อนจะเข้าไปรวมกับกลุ่มขบวนของแต่ละคน
พักหนึ่ง เสียงโห่ก้องร้องตะโกนก็ดังอยู่ในเมืองอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้ฝึกตนและชาวเมืองจากสองข้างทางเข้ามาร่วมด้วย เมื่อบรรยากาศของเทศกาลสวาปามเริ่มพวยพุ่งขึ้น หวังเป่าเล่อก็เดินออกจากร้าน เงาร่างพลันหายวาบ พริบตาต่อมา…เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มขบวนของโจวหั่ว หนึ่งในเจ้าสวาปามทั้งแปดคนแล้ว
การปรากฏตัวของเขา โจวหั่วรับรู้ได้ตั้งแต่ชั่วขณะแรก ร่างกายราวภูเขาเนื้อค่อยๆ หันหน้ามา แล้วเหลือบมองหวังเป่าเล่อที่ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังอย่างล้ำลึก
หวังเป่าเล่อก็มองไปยังโจวหั่ว ในร่างกายใหญ่มหึมาของอีกฝ่ายมีคลื่นความร้อนราวกับเตาไฟน่าตกตะลึงอย่างยิ่งแผ่ออกมา ทำให้หวังเป่าเล่อที่ต้องคาดเดาถึงผลสะท้อนของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสขึ้นใหม่ประสานหมัดคำนับ
ใบหน้าของโจวหั่วแย้มยิ้ม พยักหน้า ไม่ได้กล่าวอะไร แล้วเคลื่อนขบวนต่อไป
พร้อมกันนั้น รอบกายของหวังเป่าเล่อก็มีสายตาสี่คู่จดจ้องมาตามๆ กัน หวังเป่าเล่อแค่เหลือบมองโดยอาศัยสัมผัสเชื่อมต่อก็สังเกตเห็นแล้วว่ารอบตัวของเขามีผู้ฝึกตนสี่คนที่มีกลิ่นอายบนร่างไม่ต่างจากตนนัก
สี่คนนี้ คนหนึ่งเป็นชายชรา สามคนเป็นวัยกลางคน คลื่นผันผวนของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสบนร่างของพวกเขาแสดงเห็นชัดว่าพวกเขามีพลังระดับสาวกเนื้อ หลังจากสบตากับหวังเป่าเล่อ สีหน้าของทั้งสี่ก็นิ่งสงบ ก่อนพยักหน้าน้อยๆ
สำหรับสาวกเนื้อที่โผล่ขึ้นมาใหม่ผู้นี้ ในใจของพวกเขาก็รู้สึกกลัวเช่นกัน ถึงอย่างไรความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็เกิดจากการต่อสู้สังหารสาวกเนื้อ ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้มีนิสัยสร้างศัตรูไปทั่ว ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบกลับ
หลังจากสองฝ่ายนับว่าได้ทักทายกันเบื้องต้นแล้ว ก็เคลื่อนขบวนต่อไป
ขณะที่บรรยากาศของงานเทศกาลเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มคนที่อยู่หลังขบวนก็เพิ่มมากขึ้นนั้น ช่วงเวลาสำคัญของเทศกาลสวาปามก็มาถึง หลังจากเจ้าสวาปามทั้งหมดมารวมตัวกันที่แท่นบูชาตรงกลาง เจ้าแห่งปรารถนา…ก็ปรากฏ
เมื่อเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง และก้อนเนื้อมหึมาน่าตกตะลึงผู้นั้นปรากฏตัวกลางแท่นบูชา หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ด้านหลังโจวหั่วก็เงยหน้ามอง ครั้งแรกที่มายังเมืองปรารถนารส เขายืนอยู่ในฝูงชนไกลๆ แต่วันนี้ เขาอยู่ห่างจากก้อนเนื้อผู้นั้นเป็นรองแค่ตำแหน่งเจ้าสวาปามเท่านั้นเอง
ตำแหน่งนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสที่เข้มข้นจนถึงที่สุดบนร่างของอีกฝ่าย จนมันกลายเป็นแหล่งกำเนิดได้ชัดเจนยิ่งกว่า กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสของอีกฝ่ายส่งผลต่อทั่วทั้งเมือง อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์อีกต่างหาก
จากการคาดเดาของหวังเป่าเล่อ ทันทีที่อีกฝ่ายแผ่พลังออกมาโดยสมบูรณ์ ชั่วพริบตา…ก็จะทำให้ทั่วทั้งโลกาชั้นที่สองกลายเป็นโลกแห่งปรารถนารสได้เลย
แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งปรารถนาคนอื่นๆ ในโลกชั้นที่สองต้องไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้แน่
“นอกเสียจากเจ้าปรารถนาผู้นี้จะสิ้นชีพเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถฝึกฝนกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสได้จนถึงระดับนี้ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่แน่”
“มิติเต๋าต้นกำเนิดช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ในโลกเล็กๆ เช่นนี้…กลับมีผู้เยี่ยมยุทธ์แบบนี้อยู่ตั้งหลายคน” หวังเป่าเล่อหรี่ตา จ้องมองไปที่ก้อนเนื้อตรงหน้า
อีกฝ่ายคือผู้แข็งแกร่งสะเทือนฟ้าที่สามารถต่อสู้กับร่างจริงของเขาได้
“เช่นนั้น กฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนากำเนิดขึ้นมาที่นี่ได้อย่างไรกันนะ…หรือต้องพูดว่า พวกมันมาจากที่ไหน…” หวังเป่าเล่อเงียบงัน ในใจมีคำตอบไม่มากก็น้อยแล้ว
“มหาเทพไงล่ะ”
…………………………………
คืนนั้น ในเมืองปรารถนารสมีน้อยคนนักที่จะสงบสติอารมณ์ได้จนถึงยามฟ้าสาง
เป็นเพราะการต่อสู้ของชาวเนื้อที่เกิดคืนเมื่อคืนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง สาวกเนื้ออาวุโส ‘อวิ๋นหลิงจื่อ’ ผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารเกล็ดโลหิตในการต่อสู้ครั้งนี้ถูกคนไม่รู้ที่มาสยบลงได้อย่างดุเดือด
ถึงขั้นที่ทั้งกระบวนการสยบนี้ไม่เกิดสถานการณ์พลิกผันแม้แต่น้อย เมื่ออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งปรารถนาที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า อวิ๋นหลิงจื่อผู้นั้นก็อ่อนแอเสียจนแทบทนการโจมตีครั้งเดียวไม่ไหว ยิ่งกว่านั้นหลังจากถูกปราบได้ เขาก็ถูกอีกฝ่ายกลืนกินพลังภายในร่างไปจนหมดสิ้น กลายเป็นบุคคลไร้ประโยชน์ทันที
ภาพนี้สั่นคลอนไปทั้งแปดทิศ ทำให้ผู้ฝึกตนมากมายหลายคนภายในเมืองปรารถนารสเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นในใจ ขณะเดียวกันนั้น พวกเขาก็รู้สึกกริ่งเกรงต่อสาวกเนื้อที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาอย่างแรงกล้า
แม้ว่าภายในเมืองปรารถนารสจะวุ่นวาย ผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอ แต่การทำตามอำเภอใจไม่สนสิ่งใดเช่นนี้และใช้วิธีการจัดการอย่างโหดเหี้ยม ก็ยังทำให้คนในเมืองปรารถนารสส่วนใหญ่หวาดกลัว
แม้แต่สาวกเนื้อคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาให้ความสนใจกับผู้ฝึกตนมาใหม่คนนี้อย่างยิ่ง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ยังทำให้เจ้าสวาปามสองคนลงมือใส่กันด้วย ฝ่ายหนึ่งจะลงโทษสาวกเนื้อผู้มาใหม่คนนี้ ส่วนอีกฝ่ายก็ลงมือขัดขวาง แม้ว่าทั้งสองจะต่อสู้กันอย่างธรรมดาๆ แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าสวาปาม ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาย่อมสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน แม้จะเผชิญหน้ากันกลางอากาศก็ยังทำให้ทั่วทั้งเมืองปรารถนารสสั่นสะเทือน
ทว่าเทียบกันกับพวกเขาแล้ว ตอนนี้พวกผู้จัดการร้านหญิงในร้านต่างหากถึงจะเป็นฝ่ายที่ตะลึงงันอ้าปากค้างที่สุด ความประหลาดใจและตกใจเหมือนกับกระแสน้ำ แทบจะท่วมท้นพวกเขาได้เลย
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าเจ้านายของตนแข็งแกร่งมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายกลับอยู่ในระดับน่าสะพรึงขนาดนี้ ยิ่งไม่คาดคิดมาก่อนว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ อีกฝ่ายไม่เพียงจัดการศัตรูภายนอกตามใจชอบ แต่ยังชักนำให้เจ้าสวาปามลงมือด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาที่สังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดหลังจากหวังเป่าเล่อจากไปรู้สึกตัวสั่นงันงกไปตามๆ กัน โดยเฉพาะเมื่อเงาร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏขึ้นบนถนนแล้วก้าวมาหาทีละก้าวๆ ความกริ่งเกรงในแววตาของคนทั้งแปดก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ พวกเขาคุกเข่าลงแล้วคำนับยกใหญ่แม้อยู่ห่างไกลทันที
หวังเป่าเล่อไม่สนใจแปดคนที่รอตนอยู่หน้าประตู เขาเดินผ่านข้างตัวพวกเขาเข้าไปในร้าน ขึ้นไปชั้นสอง จากนั้นปิดประตูห้องพักเสียงดังปึง แปดคนที่คุกเข่านอกร้านอยู่ตรงนั้นพากันเงยหน้าขึ้น สีหน้าของแต่ละคนเผยความตื่นเต้นรุนแรงถึงขีดสุดอย่างไม่อาจควบคุมออกมา
“รุ่งโรจน์แล้ว พวกเรา…จะรุ่งโรจน์แล้ว!”
พวกเขาหายใจถี่รัว เมื่อมองหน้ากันและกันก็มองเห็นความตื่นเต้นอย่างแรงกล้าของแต่ละคน พวกเขากระจ่างแจ้งดีว่าหลังจากเกิดศึกครั้งนี้…น้ำแห่งสุขจะต้องเป็นที่นิยมในเมืองปรารถนารสได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อน้ำขึ้นเรือลอยสูง ร้านค้าของพวกเขาจะต้องรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วด้วยระดับที่เกินความจริงแน่ๆ
และระหว่างที่เกิดความรุ่งเรืองนี้ เรื่องของเจ้านายของตนจะต้องกลายเป็นประเด็นร้อนในเมืองปรารถนารสในช่วงหนึ่งแน่นอน เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของผู้จัดการร้านหญิงก็เผยความเร่าร้อนออกมา รีบหันกายกลับเข้าไปในร้าน เดินขึ้นบันไดด้วยความเคารพ จากนั้นคุกเข่าอยู่นอกห้องพักของหวังเป่าเล่อ ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มนวล
“นายท่านเจ้าคะ หากคนนอกถามถึง พวกเราควรตอบนามของนายท่านอย่างไรหรือเจ้าคะ”
ผู้จัดการร้านหญิงคนนี้คิดได้รอบคอบมาก แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะรู้หรือไม่รู้นามของหวังเป่าเล่อก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป หวังเป่าเล่อจำเป็นต้องมีชื่อเรียกสำหรับคนนอก ทั้งสะดวกต่อความรุ่งเรืองของเขา และสะดวกต่อกิจการของร้านด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในห้องพักก็มีเสียงนิ่งเรียบของหวังเป่าเล่อดังออกมา
“ปิงหลิงจื่อ”
“อีกอย่าง พรุ่งนี้ส่งน้ำเย็นหล่อวิญญาณหนึ่งพันขวดไปที่คฤหาสน์ของเจ้าสวาปามโจวหั่วด้วย”
ผู้จัดการร้านนอกห้องพักได้ยินแล้วก็ตอบรับทันที รีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนเรียกสหายผู้ร่วมงานคนอื่นๆ มาปรึกษาหารือ หลายวันในอดีตเหล่านั้นทำให้พวกเขารู้นิสัยของเจ้านายดี จึงไม่ต้องการถามไถ่ไปเสียทุกเรื่อง ดังนั้นในกิจการแห่งนี้ พวกเขาจึงยังมีสิทธิเสียงของตนอยู่มาก
เช่นนี้เอง เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง นอกร้านก็มีผู้ฝึกตนหลายพันคนรวมตัวกันไม่ขาดสาย มีส่วนหนึ่งในผู้ฝึกตนเหล่านี้มาต่อแถวทุกวัน แต่มากกว่านั้นคืออยากมาคารวะเพราะตกตะลึงจากเรื่องเมื่อคืน
พวกเขาเข้าแถวรออยู่ตรงนี้ และเมื่อประตูร้านเปิดออก พวกคนแคระกับเจ้าอ้วนน้อยก็เดินออกมา แต่ไม่ได้เปิดทำการทันทีเหมือนเมื่อก่อน กลับเดินไปเปลี่ยนป้ายร้านใหม่ด้วยท่าทางหน้าเชิดอกตรงอย่างเย่อหยิ่ง
จากนั้นพวกเขาสองคนก็ยืนขนาบซ้ายขวา สีหน้าหยิ่งยโสคล้ายกับว่าในการรับรู้ของพวกเขา ร่างกายตนสูงส่งไม่มีที่สิ้นสุด จนสามารถก้มมองผู้ฝึกตนที่เข้าแถวอยู่ข้างนอกเหล่านั้นได้
ขณะเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนป้ายร้านเสร็จ สายตารอบด้านก็มองไปจุดเดียวกันทันที พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนป้ายร้านอันใหม่สลักสามคำเอาไว้
ร้านปิงหลิง!
สามคำนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้านนอกใจสงบลงไปตามๆ กัน จากนั้นเจ้าอ้วนน้อยที่ยืนอยู่ตรงประตูก็เอ่ยออกมา แม้ว่าจะเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง แต่ท่าทีกลับเย่อหยิ่งเหนือใคร
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป น้ำเย็นหล่อวิญญาณของร้านปิงหลิงจะเปลี่ยนรูปแบบการขาย ไม่ใช่ใครมาก่อนได้ก่อนอีกแล้ว แต่ใช้วิธีการจับหมายเลข ทุกๆ ครึ่งชั่วยามจะจับออกมาสิบคน”
ทันทีที่เอ่ยออกไป ทุกคนที่ต่อแถวอยู่ข้างนอกก็พลันวุ่นวาย ในหมู่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้โง่ จึงเข้าใจวิธีการเช่นนี้ทันที มันจะทำให้การได้น้ำเย็นหล่อวิญญาณมาเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวก็ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย
สิ่งนี้จำเป็นต้องมีคนมาต่อแถวอยู่นอกร้านเรื่อยๆ จึงจะทำได้
วิธีการเช่นนี้หากเป็นเมื่อก่อน จะต้องทำให้เกิดความขุ่นเคืองเป็นแน่ แต่เมื่อได้ประสบกับการต่อสู้เมื่อคืน ร้านปิงหลิงก็มีสิทธิเอาแต่ใจเช่นนี้ได้
เจ้าอ้วนน้อยไม่สนใจทุกคน เขาหันกายเดินเข้าไปในร้าน ส่วนทางด้านคนแคระ ทางหนึ่งเคี้ยวลูกตาอยู่ในปาก ทางหนึ่งก็ส่งหมายเลขให้ทุกคน
จากนั้นเมื่อวิธีการซื้อขายแบบใหม่เริ่มนำมาใช้ เวลาก็ผ่านเลยไป คนที่มาต่อแถวด้านนอกร้านปิงหลิงไม่ใช่แค่ไม่ลดลง กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องชื่อของหวังเป่าเล่อก็ค่อยๆ มีคนรับรู้มากขึ้นเมื่อกลุ่มคนเพิ่มจำนวนและพวกคนแคระกับเจ้าอ้วนน้อยในร้านจงใจประกาศออกมา
“ปิงหลิงจื่อ!”
“สาวกเนื้อที่มาใหม่ผู้นั้นมีนามว่าปิงหลิงจื่อ!”
เสียงจอแจนอกร้านไม่ได้ส่งผลอะไรต่อหวังเป่าเล่อ กลับกันเมื่อกลุ่มคนเพิ่มขึ้นและมีการจำกัดการซื้อน้ำเย็นหล่อวิญญาณ ความกระหายอยากก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งนี้ทำให้ผลึกแก้วสีดำในวังน้ำวนแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในร่างของหวังเป่าเล่อซึ่งนั่งสมาธิอยู่ในห้องพักเจิดจรัสยิ่งขึ้น เช่นนี้เอง หลายวันก็ผ่านไป
ในช่วงหลายวันมานี้ น้ำเย็นหล่อวิญญาณได้สั่นสะเทือนเมืองปรารถนารสอย่างถึงที่สุด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เขตตะวันออกอีกแล้ว ถึงขั้นที่ผู้ฝึกตนในเขตอื่นๆ ก็มาตามเสียงเล่าลือ แม้จะมีบางคนรังเกียจการต่อแถว แต่ผู้ฝึกตนทุกคนที่ซื้อน้ำเย็นหล่อวิญญาณได้ก็ไม่มีใครไม่เคลิบเคลิ้ม ทั้งมันยังสร้างประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้กับตัวพวกเขาด้วย จึงทำให้น้ำเย็นหล่อวิญญาณมีแววเป็นที่นิยมในเมืองปรารถนารส
ขณะเดียวกัน สมญานามเต๋าของหวังเป่าเล่อก็แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ชั่วขณะเดียวก็กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองปรารถนารสแล้ว และในตอนนี้เอง คำเชิญจากโจวหั่ว หนึ่งในเจ้าสวาปามทั้งแปดก็ถูกพ่อบ้านของคฤหาสน์นำมาส่งให้กับร้านปิงหลิงด้วยตัวเอง
โจวหั่วเชิญหวังเป่าเล่อไปเข้าร่วม…เทศกาลสวาปามในอีกสามวันกับงานเลี้ยงยามเย็น
…………………………………
“ข้าชอบที่นี่” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของหวังเป่าเล่อดังออกมาจากทะเลแห่งความมืด
ตอนนี้เมื่อเขาก้าวเข้าไปเต็มตัวแล้ว ด้านนอกประตูที่พังทลาย ปราณมืดพวยพุ่งเข้ามาอย่างดุเดือด อาบย้อมทุกตารางนิ้วของร้านอาหารชั้นหนึ่ง ขณะที่มันกำลังทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างผุพัง เปลวไฟสีเขียวก็ปรากฏขึ้นมาและเริ่มแผดเผา
ขณะที่เกิดการเผาไหม้ขึ้น หวังเป่าเล่อก็เดินไปยังบันได ขึ้นไปทีละขั้นๆ ทุกขั้นที่เหยียบลงไป บันไดตรงนั้นก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านแตกสลาย แต่ร้านอาหารร้านนี้กลับยังคงอยู่ ไม่มีร่องรอยพังทลายแม้แต่น้อย
เช่นนี้เอง หวังเป่าเล่อเดินไปถึงชั้นสอง ชั้นสองของร้านแห่งนี้มีห้องแยกส่วนตัวอยู่หลายห้อง ตอนนี้ในชั่วพริบตาที่เขาก้าวลงไป ประตูห้องแยกทั้งหมดพลันเปิดออก ผู้ฝึกตนหลายคนตาแดงก่ำ พุ่งออกมาจากข้างใน ทะยานไปหาหวังเป่าเล่อ
แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ในทะเลแห่งความมืดบนตัวของหวังเป่าเล่อก็พลุ่งพล่านดีดดิ้นไปมา ก่อนจะมีเงาหมอกหลายสายคล้ายกับผีร้ายพุ่งออกมา แต่ละตัวบินว่อนอย่างดุดัน ก่อนจะถลันไปหาพวกผู้ฝึกตน ผ่านไปที่ใด เสียงร้องน่าเวทนาก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง ครั้นถูกสัมผัสเข้า ร่างกายของผู้ฝึกตนเหล่านั้นก็เหี่ยวแห้งไปตามๆ กัน จนกระทั่งสลายหายไป
เหลือเพียงเงาวิญญาณหลายสิบร่างเท่านั้น ตอนนี้พวกมันกรีดร้องไร้เสียงออกมา พร้อมแผ่กลิ่นอายแห่งปรารถนาอันเข้มข้น เดินตระเวนอยู่ที่ชั้นสอง สุดท้ายก็กลับมาอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ แล้วคืบคลานมาหาทีละตนๆ
“กฎเกณฑ์แห่งความกระหายอยาก หลังจากตระหนักรู้ถึงระดับหนึ่งแล้วก็สามารถสร้างฝันร้ายของตัวเองออกมาได้ ฝันร้ายแห่งความปรารถนาเหล่านี้ ไม่ว่าจะโยนตัวไหนเข้าไปในโลกใบเล็ก ก็ล้วนทำให้โลกแห่งนั้นกลายเป็นทะเลทุกข์”
หวังเป่าเล่อส่ายหน้า โบกมือขึ้น ชั้นที่สองก็ผุพังทั้งหมด เท้าของเขาเดินไปยังชั้นที่สาม ในชั้นที่สามมีอยู่แค่สามห้อง
และเมื่อฝันร้ายแห่งความปรารถนาเหล่านี้พวยพุ่งเข้าไป ห้องทั้งสามก็กลายเป็นเถ้าถ่านและเผยให้เห็น…เงาร่างของผู้ฝึกตนสามคนที่นั่งสมาธิอยู่ในนั้น
สองคนเป็นชายชรา หนึ่งคนมีเกล็ดโลหิตลักษณะเหมือนอสูรร้าย
ตอนนี้ร่างกายของชายชราทั้งสองสั่นกระตุกราวกับอยากจะลืมตาแต่ไม่อาจทำได้ ทำได้เพียงปล่อยให้ฝันร้ายแห่งความปรารถนาเข้ามาใกล้อย่างตะกละตะกลาม สอดแทรกเข้าไปอย่างดุเดือดผ่านรูขุมขนและทวารทั้งเจ็ดของพวกเขา
ส่วนเกล็ดโลหิตนั้น หลังจากหวังเป่าเล่อก้าวขึ้นมายังชั้นที่สาม อักขระบนเกล็ดที่หว่างคิ้วก็เปล่งประกายราวกับกำลังต่อต้าน จึงพอจะฝืนลืมตาขึ้นมาได้ ทำให้เห็นนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยสีเลือดกำลังมองมายังหวังเป่าเล่ออย่างตื่นตระหนก
“นี่ของเจ้าหรือ” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงราบเรียบ เขาสะบัดมือ เกล็ดโลหิตที่นำมาจากบนโต๊ะในร้านก็ลอยไปอยู่ตรงหน้าเกล็ดโลหิต
เกล็ดโลหิตตัวสั่นเทิ้ม ลูกตาของเขาคล้ายดิ้นรนเพื่อมองขึ้นไปด้านบน แต่ในขณะที่เขาพยายามมองขึ้นไปนั้น เสียงถอนหายใจก็ค่อยๆ ดังออกมาจากชั้นที่สี่ของร้านอาหารแห่งนี้
“สหายเต๋า เจ้าทำเกินไปหน่อยแล้ว หากจากไปตอนนี้ ข้าผู้เฒ่าจะทำเป็นว่าเรื่องทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น”
ขณะที่เอ่ย เพดานกั้นระหว่างชั้นสามและชั้นสี่ของร้านอาหารก็พร่าเลือนในชั่วพริบตา ด้านบนของหวังเป่าเล่อเผยให้เห็น…ร่างที่อยู่บนชั้นสี่
เงาร่างนี้คล้ายคลึงกับเขา ดำมืดไร้ใดเทียบเทียม เหมือนกับวังน้ำวนกลุ่มหนึ่ง ทำได้เพียงมองเห็นรางๆ ในนั้นมีคนนั่งสมาธิอยู่กลางไอหมอกกลิ้งเกลือก ตอนนี้เองก็มีดวงตาคู่หนึ่งซึ่งมองตรงมายังหวังเป่าเล่อ
ขณะเดียวกันภายในวังน้ำวนของร่างร่างนี้ ฝันร้ายแห่งความปรารถนาแบบเดียวกันหลายสิบตนก็แผ่ขยายออกมาทีละตัวๆ มันร้องคำรามไปทางหวังเป่าเล่อ ทำให้ฝันร้ายแห่งปรารถนารอบตัวหวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้น จิตสังหารของแต่ละตนระเบิดออกมาคล้ายเจอกับศัตรูตัวฉกาจ
สีหน้าของหวังเป่าเล่อเป็นปกติ ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ตอนนี้เมื่อเกล็ดโลหิตมองเห็นเงาร่างบนชั้นสี่ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วก็โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด แต่เกล็ดที่ลอยอยู่ตรงหน้าเกล็ดโลหิตพลันระเบิดออก ก่อนกลายเป็นหนามแหลมคมทะลวงไปยังหว่างคิ้วของเกล็ดโลหิตในพริบตา แล้วไประเบิดในร่างของเขาต่อ ทำให้เกล็ดโลหิตไม่มีเวลาแม้แต่จะกรีดร้อง ร่างวิญญาณของเขาแตกสลายทันที
ภาพนี้เห็นได้ชัดว่าทำให้เงาร่างบนชั้นสี่โกรธเกรี้ยวขึ้นมา
“รนหาที่ตาย!” เมื่อเสียงอื้ออึงเหมือนสายฟ้าดังขึ้น เงาร่างบนชั้นสี่ก็คล้ายลุกขึ้นจากท่านั่งขัดสมาธิ ทันใดนั้นวังน้ำวนที่เขาอยู่ก็ขยายใหญ่อย่างฉับพลัน มันกลายเป็นยักษ์ตัวสูงถึงยี่สิบกว่าจั้งสะเทือนฟ้าดินทันที
ทั่วร่างของยักษ์ดำมืดสนิท ไอหมอกพันรอบ พลานุภาพทั้งตัวมีมหาศาล ตอนนี้เมื่อมันยืนขึ้นก็ราวกับสามารถค้ำยันท้องฟ้าได้ มันยกมือขวาตบลงมาที่หวังเป่าเล่อทันที
ขณะที่ลงมือ คลื่นผันผวนแห่งความปรารถนาทั่วร่างก็ยิ่งระเบิดออกจนส่งผลกระทบไปทั้งแปดทิศ ทำให้ชาวเมืองในเมืองปรารถนารสพากันจิตใจสั่นสะท้าน
สายตาหลายคู่ก็ยิ่งมารวมกันจากทั้งสี่ทิศ
“เป็นสาวกเนื้อ!”
“สาวกเนื้อคนหนึ่งกำลังโจมตี!”
ยิ่งกว่านั้น ท่ามกลางเสียงดังก้องเหล่านี้ ในเมืองปรารถนารสก็มีเงาร่างมหึมาสูงร้อยจั้งแปดร่างปรากฏขึ้นมาจากแปดทิศในเมืองปรารถนารสอย่างเลือนราง แต่ละร่างล้วนเหมือนกับภูเขาเนื้อลูกหนึ่งพร้อมกับอานุภาพกดดันเข้มข้นน่าตะลึง กำลังมองมาที่นี่
การปรากฏตัวของทั้งแปดคนนี้ทำให้เสียงฮือฮาทั้งหมดหายวับ กลายเป็นความกริ่งเกรง เพราะพวกเขาก็คือ…เจ้าสวาปามทั้งแปดแห่งเมืองปรารถนารสนั่นเอง
และในชั่วพริบตาที่สายตาของเจ้าสวาปามทั้งแปดมองเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้ ฝ่ามือของยักษ์ที่แปลงมาจากสาวกเนื้อผู้นั้นก็กดลงมาทันที ฝ่ามือผ่านไปที่ใด ร้านอาหารก็จะพังทลายอย่างสมบูรณ์ และมันก็กดลงบนศีรษะของหวังเป่าเล่อ
แต่…กลับไม่อาจกดลงต่อได้!
ใต้ฝ่ามือนี้ หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน สิ่งที่ยันฝ่ามือนี้เอาไว้คือฝันร้ายแห่งความปรารถนาพวกนั้นที่เขาแผ่ออกมา
ถึงตาข้าพูดสามคำนั้นแล้ว…เจ้า หาที่ตาย” ชั่วพริบตาที่หวังเป่าเล่อเอ่ยอย่างนิ่งสงบ ก็มีเสียงดังลั่นออกมาจากร่างของเขา วังน้ำวนที่เขาอยู่พลันขยายใหญ่แล้วระเบิดออกมาทันที สิบจั้ง ยี่สิบจั้ง สามสิบจั้ง สี่สิบจั้ง!
เมื่อมันแผ่ขยาย มือยักษ์ก็ถูกดันขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดันถึงขีดสุด มันคล้ายคิดจะถอนมือกลับไป แต่กลับถูกหวังเป่าเล่อจับเอาไว้ พริบตาต่อมา เมื่อวังน้ำวนที่หวังเป่าเล่ออยู่ระเบิดจนถึงสี่สิบจั้ง เขาก็ก้มหน้าลง มองไปยังสาวกเนื้อที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัว
“เจ้า…” สาวกเนื้อเพิ่งจะเอ่ยออกมา หวังเป่าเล่อก็อ้าปากกว้าง ดูดอีกฝ่ายเข้าไปทันที คล้ายกับลมพายุพัดม้วน และเหมือนกับหลุมดำระเบิดออก แรงสูบมหาศาลพุ่งออกมาจากปากของหวังเป่าเล่อทันที ทำให้กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสบนร่างของสาวกเนื้อผู้นี้พังโค่นในชั่วพริบตา แล้วพุ่งมาหาหวังเป่าเล่อ
“บังอาจ!” ที่ไกลๆ เงาเลือนรางของเจ้าสวาปามสูงร้อยจั้งก็ส่งเสียงคำรามต่ำออกมา ยกมือขวาขึ้นพุ่งไปจับหวังเป่าเล่อทันที มือของมันผ่านไปที่ใด ฟ้าดินล้วนเปลี่ยนสี เมฆลมพลิกม้วน ท้องฟ้าถูกปกคลุม บางส่วนของมือยักษ์กำลังจะจับลงไป
แต่ตอนนี้เอง เสียงหัวเราะเยาะก็ดังมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เงาร่างเลือนรางของเจ้าสวาปามอีกคนทางด้านนั้นก็ยกมือขึ้นเช่นกัน ฝ่ามือพุ่งตรงไปหาท้องฟ้า
“ถัวหลิงจื่อ การต่อสู้ของชาวเนื้อเจ้าอย่าเข้าร่วมด้วยดีกว่า”
“โจวหั่ว เจ้ากล้าขวางข้าหรือ!”
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น มือยักษ์สองข้างบนท้องฟ้าก็ปะทะเข้าด้วยกัน แต่ขณะที่พวกเขากำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้น หวังเป่าเล่อก็สูบพลังสาวกเนื้อผู้นั้นจนหมดสิ้นแล้ว ทำให้วังน้ำวนสีดำบนร่างของคนผู้นั้นแตกสลาย เผยให้เห็นเงาร่างแก่ชราหายใจรวยริน หลังถูกโยนไปข้างๆ ความปรารถนาในร่างของเขาก็เกลือกกลิ้ง เงาร่างของเขาพุ่งพรวดจากสี่สิบจั้งไปถึงห้าสิบจั้ง เขายืนอยู่ตรงนั้น เงยหน้ามองท้องฟ้า
หวังเป่าเล่อประสานหมัดคำนับให้เจ้าสวาปามที่ช่วยเหลือตนผู้นั้นโดยไม่กล่าวอะไร จากนั้นก็หันกาย เดินไปยังทิศทางที่ร้านของเขาตั้งอยู่ทีละก้าวๆ เมื่อเขาเดินจากไป เงาร่างของเขาก็ยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็กลายเป็นคนธรรมดา
แต่สายตาที่มองมาทางเขาไม่เพียงไม่น้อยลง กลับยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
เป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มอิทธิพลจะกลมเกลียวกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่ฝึกบำเพ็ญความปรารถนาแบบนี้ ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ภายในและแบ่งฝักฝ่ายได้เลย ดังนั้นสิ่งที่หวังเป่าเล่อต้องทำก็คือแสดงคุณค่าของตนเองออกมา
น้ำเย็นหล่อวิญญาณคือคุณค่า กฎเกณฑ์แห่งปรารถนาอันแข็งแกร่งของเขาก็ยิ่งเป็นคุณค่า
ครอบครองสองอย่างนี้ได้ แม้จะมีคนเพ่งเล็ง แต่ก็ต้องมีคนอยากคบค้าสมาคมและมอบน้ำใจให้อยู่แล้ว
…………………………………….
ยามค่ำวันนั้น ในร้านของหวังเป่าเล่อบรรยากาศเคร่งเครียด
ผู้จัดการร้านหญิงเจ้าเสน่ห์กับพวกคนแคระจดจ้องไปยังเกล็ดหนึ่งชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ดวงตาฉายแววหวั่นวิตกขึ้นมา ตรงข้ามพวกเขามีคนอยู่สี่คน
ในหมู่คนสี่คนนี้มีสองคนรูปร่างกำยำเป็นพิเศษ และยังมีเด็กหนุ่มแต่งตัวแบบพนักงานกับชายชราหนึ่งคน ตอนนี้พวกเขาล้วนมีสีหน้าขมขื่น พลางเหลือบมองไปที่ชั้นสองเป็นบางคราว
คนเหล่านี้ก็คือคนที่เดิมมาจากร้านข้างๆ เป็นเพราะพังร้านเข้ามาในวันนี้ จนถูกหวังเป่าเล่อเจรจาอย่างเป็นมิตรไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับครอบครัวนี้อย่างซาบซึ้งใจ และมอบร้านของตนให้ด้วยความเต็มใจ เพื่อให้กิจการน้ำเย็นหล่อวิญญาณแพร่หลาย พวกเขาจึงทุ่มเทแรงใจของตนออกมา
แต่ตอนนี้สายตาของพวกเขากลับหวั่นวิตก เห็นได้ชัดว่าเกล็ดบนโต๊ะชิ้นนั้นมีความหมายแตกต่างกันมากสำหรับพวกเขา
“ถูกเกล็ดโลหิตเพ่งเล็งแล้ว…”
“เกล็ดโลหิตอยู่เหนือผู้อิ่มท้องอย่างพวกเรา เขาเป็นถึงผู้มีกิน เหตุใดจะต้องจดจ้องร้านเล็กๆ ของพวกเราด้วย”
“ลำพังเกล็ดโลหิตก็ทำให้คนหนังศีรษะชาได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเบื้องหลังของเขายังมีสาวกเนื้ออยู่คนหนึ่งด้วย!”
ทุกคนปรึกษากันเสียงเบา สายตาที่มองไปยังชั้นสองก็บ่อยขึ้น จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง ขณะที่พวกเขาวิตกกังวลอยู่ตรงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ประตูห้องพักชั้นสองก็เปิดออก หวังเป่าเล่อเดินออกมาจากข้างใน
ชั่วพริบตาที่มองเห็นร่างของหวังเป่าเล่อ ทุกคนที่อยู่ชั้นล่างก็ก้มหน้าลงพร้อมกัน และโค้งคำนับให้กับหวังเป่าเล่อ
“คารวะนายท่าน”
หวังเป่าเล่อใบหน้าปราศจากอารมณ์ ก้าวลงจากบันไดทีละขั้นๆ กลิ่นอายบนร่างแผ่ออกมาเดี๋ยวจริงเดี๋ยวเลือนราง ทำให้คนทั้งแปดใจสั่นสะท้าน ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น มองเห็นเพียงเท้าของหวังเป่าเล่อเท่านั้น เมื่อเขาเดินลงมาจากบันได ก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของพวกเขาแล้ว
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเกรงกลัวส่วนหนึ่ง และยังมีอีกส่วนมาจากอานุภาพกดดันบนตัวของหวังเป่าเล่อซึ่งรุนแรงเกินไป ทำให้ตอนนี้แม้อยู่ใกล้ก็ยังรู้สึกหายใจลำบาก พลังฝึกตนในร่างคล้ายถูกสยบเอาไว้
ทั้งหมดนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาหลังจากหวังเป่าเล่อดูดซับคำแนะนำของร้านแห่งที่สอง ควบคู่ไปกับการขายน้ำเย็นหล่อวิญญาณ รวมถึงคนที่อยากมาซื้อข้างนอกก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าทุกคน หวังเป่าเล่อไม่เอ่ยอะไร ทำเพียงหยิบเกล็ดบนโต๊ะชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วเดินไปที่ประตูร้าน กระทั่งตอนที่ผลักประตูออก เขาถึงเอ่ยพูดเสียงราบเรียบออกมาหนึ่งประโยค
“พวกเขา…จะไม่ได้เห็นท้องฟ้าวันพรุ่งนี้” กล่าวจบ หวังเป่าเล่อก็ก้าวเท้าออกจากร้าน จนเขาจากไปแล้ว ทุกคนในร้านถึงได้กล้าเงยหน้าขึ้น ทั่วกายเปียกโชกด้วยเหงื่อเย็น แต่ละคนมองหน้ากัน ล้วนแต่มองเห็นความเกรงกลัวในแววตาของอีกฝ่าย
“นายท่านเขา…ตอนนี้ระดับฝึกตนเขาคืออะไร เขามีที่มาอย่างไรกันแน่”
“น่ากลัวเหลือเกิน เวลาแค่ไม่กี่เดือน แต่เหตุใดตอนที่ข้าพบหน้านายท่านถึงได้รู้สึกเหมือนเจอกับเจ้าสวาปามล่ะ”
“ทุกคน ที่มาของเจ้านายไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะรู้ได้ แต่ครั้งนี้ บางทีอาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้รุ่งโรจน์ในเมืองปรารถนารสก็ได้นะ! หากเจ้านายกำจัดเกล็ดโลหิตได้แล้ว พวกเราจะต้องได้เข้าตาเจ้าสวาปามแน่…” ผู้จัดการร้านหญิงเลียริมฝีปาก แววตาฉายประกายประหลาด นางในตอนนี้ยอมจำนนอย่างสมบูรณ์แล้ว
คนอื่นเมื่อได้ยินคำพูดของนางก็เงียบเสียงลง แววตาค่อยๆ เผยประกายทะเยอทะยานออกมาตามๆ กัน
ไม่มีใครพูดต่อ ในร้านเงียบสงัด ทุกคนล้วนรอคอยผลลัพธ์
เรื่องทุกอย่างในร้าน หวังเป่าเล่อไม่สนใจ ตอนนี้เขาเดินอยู่บนถนนของเมืองปรารถนารส ท้องฟ้ามืดมิด ภายในอาคารรอบๆ มีเสียงกลืนกินดังออกมาเป็นบางคราว แต่ยามที่หวังเป่าเล่อเดินผ่าน เสียงเหล่านี้ก็จะหยุดลงกะทันหัน คล้ายกับติดอยู่ที่คอ ไม่กล้าส่งเสียงออกไปแม้แต่น้อย
บางครั้งบางคราวก็มีสายตาหลายสายเปิดขึ้นมาในความมืด หลังกวาดมองมาที่หวังเป่าเล่อ สายตาเหล่านั้นก็คลายออกทันที แล้วรีบถอนสายตากลับมาก่อนถอยห่างอย่างรวดเร็ว คล้ายกลัวว่าถ้าหนีช้าจะถูกกลืนลงไป
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบนร่างของหวังเป่าเล่อแผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงออกมา เหมือนกับวังน้ำวน มันดึงดูดความกระหายอยากที่ลอยอย่างอิสระทั้งแปดทิศมาหา
การผสานรวมกับร้านที่สองทำให้เมล็ดพันธุ์ปรารถนารสในตัวของหวังเป่าเล่อกลายเป็นวังน้ำวนกว้างใหญ่ไพศาลมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการดูดซับกลิ่นอายแห่งปรารถนารสในช่วงหลายเดือนมานี้ก็ทำให้วังน้ำวนแห่งนี้ขยายใหญ่ พร้อมกับให้กำเนิดผลึกแก้วสีดำก้อนหนึ่ง
ของสิ่งนี้กำเนิดมาจากกฎเกณฑ์จริงๆ ชั่วขณะที่มันก่อตัวขึ้นก็ทำให้กฎเกณฑ์ของโลกภายนอกทั้งหมดในตัวของหวังเป่าเล่อกลายเป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาสามารถใช้ออกมาได้ในขณะนี้
“ข้าเรียกสภาวะในตอนนี้ว่า ร่างแห่งปรารถนา” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา ไม่ยินดียินร้าย เขาเดินช้าๆ ถ้าหากตอนนี้มองลงมาจากฟ้าสูงก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าร่างกายของหวังเป่าเล่อหายไป แล้วแทนที่ด้วยวังน้ำวนสีดำสนิทขนาดมหึมา
ราวกับร่างแห่งปรารถนาเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ชาวเมืองทุกคนรอบด้านก้มหน้าตัวสั่นเทากันหมด จนเกิดเป็นความเงียบสงัด ราวกับเผชิญหน้ากับวิญญาณเทพเจ้า น้อมส่งให้เขาเดินจากไปไกล
เป็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อยิ่งเดินยิ่งไกล กลิ่นอายบนร่างก็ยิ่งแรงกล้ามากขึ้น วังน้ำวนสีดำที่ปรากฏขึ้นมาก็ยังใหญ่โตมหาศาลเข้าไปใหญ่ ส่วนเป้าหมายของเขา ตลอดมาล้วนไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ…ร้านอาหารระดับสี่ที่เปล่งประกายวาววับหรูหราอลังการอย่างยิ่งซึ่งตั้งอยู่ ณ ปลายสุดของถนนสายนี้
ขณะเดียวกัน ชั้นสามของร้านอาหารระดับสี่แห่งนี้ ผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่นั่งสมาธิอยู่ตรงนั้นลืมตาโพลง ผู้ฝึกตนผู้นี้มีผมสีเลือด ทั่วร่างเต็มไปด้วยเกล็ด คนทั้งคนดูแล้วเหมือนกับอสูรร้าย แต่นัยน์ตากลับเปล่งประกาย ตอนนี้กำลังจ้องมองไปนอกหน้าต่าง
ด้วยระดับฝึกตนของเขาแล้ว ตอนนี้แค่มองปราดเดียวก็เห็นวังน้ำวนสีดำน่าสะพรึงกลุ่มนั้นค่อยๆ เข้ามาใกล้ วังน้ำวนแห่งนี้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ดวงตาหดเกร็งทันที ลมหายใจถี่รัวเล็กน้อย กำลังจะผุดลุกขึ้น แต่พริบตาต่อมา จู่ๆ ภายในวังน้ำวนสีดำที่เขามองเห็นก็…มีดวงตาคู่หนึ่งปรากฏขึ้น
นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีอารมณ์แม้แต่น้อย คล้ายกับห้วงนรก มันจ้องมองเขามาแต่ไกล และการจ้องมองนี้ก็มอบเสียงกู่ร้องขึ้นในหัวและทำให้โลกของผู้ฝึกตนคนนี้พร่ามัว คนทั้งคนราวกับเสียสติ ตกอยู่ในสภาวะสับสน
จนเขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าวังน้ำวนกลุ่มนั้นที่เขาเห็น เดิมทียังอยู่ห่างไกล แต่ในชั่วอึดใจก็คล้ายหายวาบมาปรากฏอยู่ด้านนอกประตูร้านอาหารแห่งนี้แล้ว
เมื่อมันเข้ามาใกล้ ร้านอาหารเปล่งประกายวาววับหรูหราอลังการแห่งนี้พลันถูกปราณมืดที่แผ่ออกมาจากวังน้ำวนสีดำปกคลุม ยิ่งกว่านั้นขณะที่มันเข้าปกคลุม เสียงประตูร้านอาหารก็ดังสนั่นแล้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ จนกระทั่งพังทลายและปลิวออกไป
เงาร่างที่ก่อตัวจากทะเลแห่งความมืดอย่างสมบูรณ์แบบคล้ายกับฝันร้ายจากขุมนรกกำลังยกขาก้าวเข้าไปในร้าน เมื่อเท้าเหยียบลงไป ปราณมืดที่พันอยู่บนเท้าข้างนี้ก็สลายหายไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว ผ่านไปที่ใด ทุกสิ่งล้วนแต่แห้งเหี่ยว ขณะเดียวกันปราณมืดเหล่านี้ก็คล้ายกับผีปีศาจ มันกลายเป็นเกลียว พริบตาก็พันรัดร่างของพนักงานหลายสิบคนที่กำลังหน้าเปลี่ยนสีรุนแรงในชั้นที่หนึ่งของร้านอาหารทันที
จากนั้นมันก็ยกพวกเขาขึ้นสูง ไม่ว่าจะดิ้นรนหรือร้องขอความช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ขณะที่เงาร่างจากทะเลแห่งความมืดเดินมา ยามที่พวกเขากำลังกรีดร้องน่าเวทนาจนเสียงดังออกไปนอกร้าน พวกเขาก็ถูกแผดเผาในแบบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งกลายเป็นเถ้าถ่าน…
คล้ายกับว่าความปรารถนาในร่างกายติดไฟ!
มีเพียงเสียงน่าสังเวชดังแผ่ออกไปนอกร้านเท่านั้น เนิ่นนานก็ยังไม่หยุด สั่นสะเทือนชาวเมืองที่ตัวสั่นเทาอยู่รอบๆ ทุกคน ทำให้พวกเขาพากันก้มหน้าทำความเคารพ
เพียงแต่เรื่องที่หวังเป่าเล่อสามารถจัดหาน้ำเย็นหล่อวิญญาณได้ไม่จำกัดนี้ พวกผู้จัดการร้านยังไม่รู้ ดังนั้นแม้ว่าดวงตาจะสว่างไสว แต่สิ่งที่พวกเขามองเห็นมากกว่านั้นคือความดังระเบิดในชั่วพริบตา
แท้จริงแล้วพวกเขาก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะใช้วัตถุดิบประเภทเจ็ดอารมณ์ได้ในระยะยาว ถึงอย่างไรเรื่องแบบนี้ในเมืองปรารถนารสก็มีเพียงร้านอาหารยอดนิยมชั้นเลิศแค่สามสี่ร้านเท่านั้นจึงจะทำได้
และร้านอาหารแบบนี้ เบื้องหลังมักจะมีเจ้าแห่งสวาปามอยู่หนึ่งคน
ถึงขั้นที่กล่าวได้ว่ามีเพียงเจ้าแห่งสวาปามเท่านั้นจึงจะมีสิทธิครอบครองร้านในเมืองแห่งนี้ที่ใช้เจ็ดอารมณ์เป็นวัตถุดิบระยะยาวโดยไม่ถูกผู้อื่นสอดแนมแย่งชิงไป
ดังนั้น พวกผู้จัดการร้านและคนแคระในตอนนี้จึงไม่ได้รับรู้เลยว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจะทำให้เกิดลมพายุแบบไหนกับร้านค้าแห่งนี้ได้บ้าง
แต่เรื่องเหล่านี้ล้วนอยู่ในการพิจารณาของหวังเป่าเล่อแล้ว
นี่เป็นการตัดสินใจหลังจากเขาชั่งน้ำหนักอยู่ถึงเจ็ดแปดวัน บางครั้งการซ่อนตัวก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวค้อมต่ำเสมอ บางทีการทำให้ตนมีค่ามากขึ้นก็อาจจะเป็นการซ่อนตัวที่ดีขึ้นก็ได้
ดังนั้นการเสนอขายน้ำเย็นหล่อวิญญาณจึงเป็นเพียงจุดแรกเริ่มในแผนการของหวังเป่าเล่อ
ไม่นานก็ผ่านไปหนึ่งคืน เมื่อเปิดร้านใหม่ในเช้าวันต่อมา ลูกค้าเก่าที่มักจะมาประจำทุกคนต่างแปลกใจอย่างมากเมื่อพบว่าพนักงานและผู้จัดการร้านได้ขจัดความเสื่อมโทรมของเมื่อหลายวันก่อนไปแล้ว แต่ละคนเปลี่ยนเป็นกระฉับกระเฉงขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เคยหายไปเลย
ขณะเดียวกัน นอกจากอาหารยามปกติแล้ว คนแคระและเจ้าอ้วนน้อยผู้นั้นยังแนะนำเครื่องดื่มที่ชื่อว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาไม่แพงมาก ดังนั้นจึงมีผู้ฝึกตนส่วนหนึ่งลิ้มชิมดู
แต่หลังจากดื่มไปคำแรก ผู้ฝึกตนที่ลองซื้อดูเหล่านั้นก็ตัวสั่นระริกกันหมดอย่างไม่มียกเว้น ดวงตาเบิกกว้าง ยากจะปกปิดความเคลิบเคลิ้มในแววตา ใบหน้าก็ยิ่งมีรอยยิ้มประดับอยู่ไม่มากก็น้อย
ทันใดนั้น ภาพนี้ก็ทำให้คนที่ไม่ได้ลองพากันแปลกใจ บางคนไปซื้อมาหนึ่งขวดด้วยความสงสัย และพริบตาต่อมาก็มีท่าทางเหมือนกัน
ผ่านไปพักหนึ่งถึงมีคนถอนหายใจยาวเหยียด
“กฎเกณฑ์แห่งเจ็ดอารมณ์!”
“นี่คือ…กลิ่นอายแห่งสุขหรือ”
“คาดไม่ถึงว่าจะมีเครื่องดื่มของกลิ่นอายแห่งสุขอยู่ ของสิ่งนี้…ส่งผลอย่างน่าตะลึงต่อการฝึกตนของพวกเรา”
หวังเป่าเล่อสังเกตได้นานแล้วว่าเจ็ดอารมณ์และหกปรารถนาของโลกใบนี้ต่อต้านกันและกัน และส่วนมากการต่อต้านเช่นนี้จะปรากฏอยู่ในรูปแบบของการกลืนกินและผสานรวม ฝ่ายตรงข้ามล้วนกลายเป็นของบำรุงชิ้นใหญ่เพื่อเพิ่มพลังให้ตนแข็งแกร่งขึ้นได้ทั้งนั้น
นี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่เจ็ดอารมณ์ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้และเกือบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
ด้วยเหตุนี้ หลังจากได้ลิ้มรสความอัศจรรย์ของน้ำเย็นหล่อวิญญาณแล้ว ยอดขายก็ย่อมเพิ่มขึ้นตาม แต่เมื่อคืนหลังจากได้น้ำเย็นหล่อวิญญาณมา พวกผู้จัดการร้านก็ปรึกษากันแล้วว่าจะจำกัดปริมาณขาย
ด้านหนึ่งคือพวกเขาไม่รู้ว่าน้ำชนิดนี้ผลิตได้ไม่จำกัด อีกด้านคือเป้าหมายทุกอย่างที่ใช้ส่วนผสมนี้ก็เพื่อดึงดูดกลิ่นอายแห่งความกระหายอยากให้มากขึ้น ดังนั้นการจำกัดปริมาณการขายจึงไม่ใช่สิ่งที่ร้านของพวกเขาริเริ่มทำ ที่ร้านอื่นๆ ก็เกิดขึ้นบ้างเป็นบางครั้ง
ดังนั้น ผู้ฝึกตนที่คิดจะซื้อขวดที่สองหลังจากซื้อไปแล้วหนึ่งขวดจึงถูกบอกกล่าวเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว แม้จะรู้สึกเสียดายและเกิดความปรารถนา แต่พวกเขาก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้มีแต่ต้องรอ
เป็นเช่นนี้ เมื่อยามเที่ยงและยามเย็นมาถึง จากการนำน้ำเย็นหล่อวิญญาณมาขายก็นับว่าทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในส่วนเล็กๆ ของเมืองปรารถนารสแห่งนี้แล้ว แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อยเกินไป บวกกับร้านไม่ได้เป็นที่รู้จัก ดังนั้นขอบเขตที่เกิดการเคลื่อนไหวจึงเล็กมาก ทั้งไม่ได้ดึงดูดความสนใจของร้านอื่นๆ รอบด้านด้วย
แต่…เรื่องใดก็ตามที่มีจุดระเบิดและยิ่งสั่งสมอย่างเพียงพอแล้ว ก็ล้วนสามารถแผ่คลื่นผันผวนน่าตะลึงได้ทั้งนั้น น้ำเย็นหล่อวิญญาณก็เช่นกัน พอผ่านไปสิบวัน ขณะที่ร้านค้าจำกัดปริมาณไว้ที่หนึ่งร้อยขวดต่อวัน เรื่องนี้ก็ค่อยๆ แพร่กระจายไป ผู้คนที่เคยลิ้มลองทั้งหมดยิ่งรู้สึกกระหายมากขึ้น ดังนั้นในไม่ช้า…นอกร้านค้าแห่งนี้ก็เริ่มมีคนมาตั้งแถวในยามค่ำคืนแล้ว
การต่อแถวเช่นนี้ ในแง่หนึ่งมันคือการประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปทั้งหมดล้วนรู้สึกแปลกใจสงสัย โดยเฉพาะเมื่อผ่านไปอีกเจ็ดแปดวัน กลุ่มคนที่มาต่อแถวนอกร้านยามเย็นมีจำนวนมากถึงหลายร้อยคนแล้ว ในที่สุดเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดความปั่นป่วนที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาในระดับหนึ่ง
ร้านรวงรอบๆ เริ่มเคลื่อนไหวแล้วพากันมาตรวจสอบ เป็นเพราะผู้คนต่อแถวมากมายขนาดนี้ ความกระหายและกลิ่นอายแห่งปรารถนารสของพวกเขาจึงยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนอื่นๆ ไม่อาจไม่สนใจ
เช่นเดียวกัน การที่คนมาต่อแถวก็ทำให้หวังเป่าเล่อผู้เป็นเจ้าของร้านดูดซับกลิ่นอายแห่งปรารถนารสได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสภายในร่างเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ผู้จัดการร้านกับพวกคนแคระก็ยังได้ประโชน์มากมาย แม้จะเสียร้านค้าไป แต่ตอนนี้สารอาหารของการฝึกตนที่พวกเขาดูดซับทุกวันๆ กลับมีมากกว่าตอนยังมีร้านแบบเมื่อก่อนเสียอีก
ใช้ความรุนแรงสามารถทำให้ร่างกายยอมจำนน แต่ผลประโยชน์กลับทำให้จิตใจของผู้คนจำนนอย่างสมบูรณ์ อย่างพวกผู้จัดการร้านก็เช่นกัน พวกเขาไม่เคียดแค้นหวังเป่าเล่ออีกแล้ว ถึงขั้นที่ถ้าหากหวังเป่าเล่อเสนอตัวจะจากไป พวกเขาก็จะยังไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ
ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นมาทำให้พวกเขาทุ่มเทแรงใจปกป้องยิ่งกว่าตัวหวังเป่าเล่อเองเสียอีก
ในไม่ช้า กิจการของร้านรอบๆ ก็ตกต่ำเพราะเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่คิดว่าน้ำเย็นหล่อวิญญาณจะมีอยู่ได้นาน อีกทั้งเรื่องเช่นนี้ร้านรวงไม่น้อยล้วนเคยทำมาทั้งนั้น มากสุดหนึ่งเดือนก็จะหายไปแล้ว
ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกจะสังเกตดูความนิยมของร้านค้าข้างๆ จนกระทั่ง…ความร้อนแรงของน้ำเย็นหล่อวิญญาณยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก กินเวลานานกว่าหนึ่งเดือนไปแล้ว จำนวนคนที่มาต่อแถวก็ยิ่งพุ่งไปถึงหนึ่งพันคน เรื่องนี้จึงนับว่าโด่งดังอยู่ในเมืองปรารถนารสเป็นวงกว้าง
ในที่สุดร้านค้าอื่นโดยรอบ ก็นั่งไม่ติด ผู้ที่เข้ามาหาเรื่องพวกแรกสุดก็คือร้านที่อยู่ใกล้กับพวกเขาที่สุดนั่นเอง พนักงานกับผู้จัดการร้านนั้นเฝ้าดูคนที่ต่อแถวอยู่ข้างนอก จนถึงยามค่ำก็พังประตูบุกรุกเข้าไป
เมื่อประตูร้านปิดลง ข้างในก็ไร้เสียง คนที่เฝ้าดูอยู่ด้านนอกก็ล้วนสังเกตดูอยู่บ่อยๆ แต่จนกระทั่งยามเช้า ด้านในก็ไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่นิดเดียว
กระทั่งถึงเวลาเปิดทำการ เจ้าอ้วนน้อยที่ตาบอดไปข้างหนึ่งก็เดินออกมาอย่างเย่อหยิ่ง หลังจากเปิดประตูร้านและเปิดกิจการตามปกติ ผู้ฝึกตนที่ต่อแถวอยู่ด้านนอกถึงหายใจเข้าลึกเมื่อพบว่าพนักงานในร้านมีเพิ่มขึ้นมา
ไม่กี่คนที่เพิ่มเข้ามาก็คือผู้ฝึกตนจากร้านข้างๆ ที่บุกเข้าไปเมื่อคืน พวกเขาแต่ละคนล้วนท้อแท้ แววตามีความหวาดกลัวขณะยังอ่อนแรง
พร้อมกันนั้น…ขนาดของร้านก็ใหญ่ขึ้นด้วย ไม่รู้ว่าเชื่อมกับร้านข้างๆ จนกลายเป็นร้านเดียวกันตั้งแต่เมื่อไร
เรื่องนี้ทำให้ลูกค้าที่ต่อแถวอยู่เหล่านั้นรู้สึกตกใจไปตามๆ กัน ยิ่งกว่านั้นพวกผู้ฝึกตนจากร้านอื่นๆ ที่มาเฝ้าดูอยู่ที่นี่ก็สูดหายใจลึก ทันใดนั้นก็ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่ามอีกแล้ว
เป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน น้ำเย็นหล่อวิญญาณเหมือนกับฝนตกชุ่มฉ่ำอยู่ในเมืองปรารถนารส ในใจของผู้ฝึกตนเกือบครึ่ง มันกลายเป็นข่าวลือที่ดังระเบิดที่สุดในเขตตะวันออกของเมืองปรารถนารส
ตอนนี้เอง ในเขตตะวันออก ณ ร้านอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งก็กำลังจับตามองที่แห่งนี้ด้วยสายตาละโมบ
“ไปส่งข่าว บอกให้มอบสูตรกับวัตถุดิบจากกฎเกณฑ์แห่งสุขมาซะ ไม่อย่างนั้น…จะไม่ได้เห็นท้องฟ้าของวันพรุ่งนี้” คำพูดราบเรียบดังออกมาจากในร้านอาหารขนาดใหญ่แห่งนี้
………………………………………
เสียงเพลงดังอยู่ทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อประตูใหญ่ของร้านเปิดออกและแสงแดดส่องเข้ามา พื้นร้านค้าก็สะอาดสะอ้านไร้ไรฝุ่น โต๊ะเก้าอี้ก็เช่นกัน ไม่มีร่องรอยเสียหายแม้แต่นิด
มีเพียงพนักงานดูแลลูกค้าสองคน คนหนึ่งสีหน้าซีดขาวเดินกะโผลกกะเผลก แต่ในปากเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่ตลอด เคี้ยวไม่หยุด ไม่กลืนลงไปสักที ส่วนอีกคนจากอ้วนก็ผอมลง ทั้งยังตาบอดหนึ่งข้าง สีหน้าย่ำแย่อย่างยิ่ง
ส่วนพ่อครัวนั้น เนื่องจากไม่ได้เผยตัวออกมาจึงมองไม่เห็น แต่ก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ มาจากครัวด้านหลังอย่างเลือนราง และยังมีเสียงคล้ายสับเนื้อดังฉับๆ
นอกจากนั้น ผู้จัดการร้านหญิงผู้งามล้ำเปี่ยมเสน่ห์ก็ยังมีสีหน้าห่อเหี่ยว เสียงแหบแห้งเล็กน้อย รอยยิ้มก็ดูฝืนใจอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้าประจำของร้านที่มาเยือนในวันธรรมดาประหลาดใจมาก
แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรนัก มีคนเข้ามาอยู่เนืองๆ กินอาหารตามปกติขณะพูดคุยกัน แล้วจากไปทีละคน จนกระทั่งยามเที่ยงตรง ลูกค้าในร้านก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น แม้จะไม่เต็มร้าน แต่ก็มีอยู่เจ็ดแปดส่วน
ในจำนวนนั้นมีทั้งชาวเมืองปรารถนารสและมีคนจากภายนอก ดูท่าทางปกติมาก เหมือนกับว่าหากไม่ใช่วันเทศกาล ความโกลาหลวุ่นวายของเมืองปรารถนารสก็จะถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ไม่ปรากฏออกมาง่ายๆ
ส่วนความผิดปกติของพนักงานและผู้จัดการในร้านก็ไม่มีใครสนใจ กระทั่ง…เมื่อมีคนจากภายนอกสองสามคนซึ่งไม่ใช่ชาวเมืองเมืองนี้ก้าวเข้ามาในร้านอย่างระมัดระวัง สายตาของพวกเขากวาดมองรอบๆ เป็นพักๆ จดจ้องพิจารณาอยู่ที่คนแคระกับเจ้าอ้วนน้อยอยู่บ่อยๆ
หากเป็นในยามปกติ คนแคระกับเจ้าอ้วนน้อยคงไม่ยอมแล้ว แต่วันนี้พวกเขาคล้ายจะเปลี่ยนนิสัย ปล่อยให้ตนถูกประเมิน พลางยกอาหารไปให้ด้วยท่าทีเศร้าซึม ก่อนจะจากไปเงียบๆ
ภาพนี้ทำให้คนนอกไม่กี่คนนั้นพากันตกใจ เมื่อวานพวกเขาเห็นกับตาว่าหวังเป่าเล่อถูกบีบบังคับให้เข้าร้าน ที่มาวันนี้ก็เพราะความแปลกประหลาดของเมื่อวาน ทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ จึงมาดูสถานการณ์สักหน่อย
ถึงอย่างไรหลังจากเทศกาลผ่านไป ความอันตรายจากร้านค้าของเมืองปรารถนารสก็ลดลงไปมาก
ตอนนี้เมื่อเห็นทั้งหมดนี้แล้ว คลื่นยักษ์ในใจคนนอกสองสามคนนี้ก็โหมซัด รับรู้ได้ว่าชายหนุ่มที่เข้ามาในร้านเมื่อวานผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา แต่ดูแล้วแม้ว่าพนักงานในร้านกับผู้จัดการร้านจะบาดเจ็บ ทว่ากลับยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นในใจของคนสองสามคนนี้จึงเริ่มคาดเดาว่า สุดท้ายชายหนุ่มผู้นั้นจะน้ำน้อยแพ้ไฟและกลายเป็นวัตถุดิบอาหารไปแล้วหรือไม่?
แต่ขณะที่คนนอกเหล่านี้กำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ประตูห้องพักที่ชั้นสองก็เปิดออก หวังเป่าเล่อค่อยๆ ก้าวมายืนอยู่บนระเบียงแล้วก้มหน้ามองลงไปข้างล่าง
การปรากฏตัวของเขาดึงดูดความสนใจของลูกค้าชั้นล่างได้ทันที ต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นไปมอง คนนอกสองสามคนนั้นก็เช่นกัน หลังจากเห็นหวังเป่าเล่อแล้ว พวกเขาก็รีบเก็บสายตากลับไปอย่างว่องไว
ขณะเดียวกันนั้น คนแคระตัวสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เขาส่งอาหารอย่างขยันขันแข็งมากกว่าเดิม ส่วนเจ้าอ้วนน้อยก็กระตือรือร้นสุดใจ เช็ดโต๊ะที่เดิมสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งไม่มีคนใช้เต็มกำลัง และยังมีผู้จัดการร้านผู้นั้นก็คล้ายคึกคักขึ้น ก้มหน้าทำบัญชีเร็วรี่ ท่าทางจริงจังเหนือใคร
แม้แต่เสียงฉึบฉับที่ครัวด้านหลัง ตอนนี้ก็ยังดังชัดเจนยิ่งกว่าเดิม…
หวังเป่าเล่อทอดมองทั้งหมดนี้แล้วสูดหายใจลึก สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความกระหายอยากจางๆ มันแพร่กระจายไปทั่วร้านแล้วลอยเข้ามาหาเขา หลังถูกเขาสูบเข้าปากแล้วก็ผสานเข้ากับวังน้ำวนที่ตันเถียน
ความพึงพอใจแรงกล้าทำให้จิตใจของหวังเป่าเล่อกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาไม่น้อย เขาเริ่มรู้สึกสนใจการฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสยิ่งกว่าเดิม
การฝึกตนเช่นนี้ มันแปลกพิสดาร แต่ขณะเดียวกันเขาก็ชอบมาก
ทว่าน่าเสียดายที่กลิ่นอายความกระหายอยากของที่นี่ไม่เข้มข้น แค่หวังเป่าเล่อสูบเข้าไปไม่กี่คำก็สูบจนกลิ่นอายเหล่านี้หมดสิ้นแล้ว สิ่งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ เมื่อคิดถึงวันเทศกาลเมื่อวาน คนทั้งเมืองต่างมารวมตัวกันที่แท่นบูชา กลิ่นอายแห่งความกระหายอยากเข้มข้นเสียจนไม่อาจจินตนาการได้เลย
“กฎเกณฑ์ปรารถนารสเช่นนี้ หากฝึกฝนได้จนถึงขีดสุด หมื่นชีวิตทุกสรรพสิ่งก็จะถูกควบคุม…เพราะความปรารถนาเช่นนี้ เดิมก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว”
“เจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเดิมก็ล้วนเป็นเช่นนี้…” หวังเป่าเล่อสัมผัสรสชาติวังน้ำวนแห่งความปรารถนาภายในร่าง จากนั้นก็หันกายเดินกลับเข้าห้องพักขณะครุ่นคิด
การจากไปของเขาทำให้คนแคระและเจ้าอ้วนน้อยในร้าน รวมไปถึงผู้จัดการหญิงลอบโล่งอก เช่นนี้เอง เวลาก็เคลื่อนผ่านไปช้าๆ ไม่นานก็มาถึงยามเย็น เวลานี้หวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง หลังดูดซับกลิ่นอายแล้วก็กลับห้องพักอีกรอบ
จนกระทั่งยามค่ำ หลังจากปิดร้านแล้ว ค่ำคืนไร้สุ้มเสียง พร้อมกับความประหม่าวิตกของพวกพนักงาน
เวลาผ่านไปแต่ละวัน ในไม่ช้า หวังเป่าเล่อก็เป็นเจ้าของร้านมาแล้วแปดวัน ในแปดวันนี้ ทุกครั้งที่เขาโผล่หน้าออกมาล้วนเป็นการดูดซับกลิ่นอายแห่งปรารถนารส ช่วงเวลาอื่นล้วนไม่หือไม่อือ ทำให้พวกคนแคระเริ่มจะผ่อนคลายขึ้นบ้าง
แต่ในคืนวันที่เก้าที่พวกเขาคิดว่าจะเงียบงันไร้เรื่องราวเหมือนเดิม หลังปิดร้าน เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ปรากฏขึ้นที่ชั้นหนึ่ง เมื่อเขานั่งลงบนเก้าอี้ คนแคระและเจ้าอ้วนน้อย รวมถึงผู้จัดการร้านกับพ่อครัวที่อยู่ชั้นหนึ่งก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“ข้าไม่พอใจมาก” หวังเป่าเล่อนั่งอยู่บนเก้าอี้และเอ่ยเสียงราบเรียบ
“กิจการของร้านนี้แย่เกินไป”
เมื่อหวังเป่าเล่อเอ่ยออกมา คนแคระก็หยุดเคี้ยว เจ้าอ้วนน้อยก้มหน้า พ่อครัวหันไปมองผู้จัดการร้านหญิง ส่วนใบหน้าผู้จัดการร้านหญิงก็เผยท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรม นางก้มหน้าตอบคำ
“นายท่าน สถานการณ์ช่วงสองสามวันมานี้นับว่าดีแล้ว…”
เขาไม่ได้สนใจคำพูดของผู้จัดการร้านหญิง หวังเป่าเล่อยกมือขึ้น หยิบกระเป๋าคลังเก็บออกมาโยนไว้บนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ให้เปิดขายของสิ่งนี้” กล่าวจบ หวังเป่าเล่อก็ลุกขึ้นเดินกลับห้องพัก
หลังจากเขาเดินไปแล้ว พวกคนแคระก็มองหน้ากันแล้วเข้าไปใกล้โต๊ะทันที ก่อนจะหยิบกระเป๋าคลังเก็บขึ้นมาด้วยความสงสัย พอเปิดออกก็เห็นทันทีว่าข้างในมีขวดขนาดเล็กอยู่หลายร้อยขวด
ในขวดทุกใบล้วนมีน้ำอยู่ครึ่งขวด
“นี่คือ…” พ่อครัวสงสัย ยกขึ้นเปิดออก หลังดมอยู่ครู่หนึ่งก็ดื่มเข้าไปหนึ่งอึก จากนั้นดวงตาพลันเบิกโพลง ชั่วพริบตาใบหน้าอัปลักษณ์ก็แย้มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แววตาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้ม
เมื่อคนแคระและเจ้าอ้วนน้อยเห็นภาพนี้เข้าก็รีบหยิบสองขวดขึ้นดื่มโดยเร็ว ไม่นานร่างกายก็สั่นสะท้าน เผยท่าทางแบบเดียวกันออกมา จนทำให้ดวงตาของผู้จัดการร้านหญิงเปล่งประกาย นางหยิบขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง พริบตาต่อมาก็หายใจหอบถี่ทันที
“หวานอมเปรี้ยว มีฟองอากาศเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุดคือในนั้นมีกลิ่นอายแห่งสุข!”
นี่ก็คือ…น้ำเย็นหล่อวิญญาณ!
ที่มือของหวังเป่าเล่อในห้องพักก็มีอยู่หนึ่งขวดเช่นกัน หลังดื่มลงไปหนึ่งอึก แววตาของเขาก็มีประกายแปลกประหลาดวาบผ่าน เดิมทีเขาคิดจะทำตัวค้อมต่ำเก็บงำอยู่ในเมืองปรารถนาเสียงสักหน่อย แต่เมื่อเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสแล้ว หวังเป่าเล่อก็คิดว่าการทำตัวค้อมต่ำนั้นแก้ไขปัญหาไม่ได้
หากสามารถปักหลักอยู่ในเมืองปรารถนารสและได้กฎเกณฑ์แห่งปราถรถนารสมามากกว่านี้ มันจะมีประโยชน์ต่อตัวเขามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงผสานกลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์สุขในร่างเข้าไปในน้ำเย็นหล่อวิญญาณ จนเกิดเป็นเครื่องดื่มชนิดนี้
การใช้เจ็ดอารมณ์เป็นวัตถุดิบไม่ใช่เรื่องหายากในเมืองปรารถนารส แต่นอกจากร้านค้าชั้นยอดสามถึงห้าแห่งที่สามารถจัดหาส่วนผสมที่เป็นหนึ่งในเจ็ดอารมณ์ได้ทั้งปีแล้ว บางครั้งส่วนใหญ่ร้านค้าอื่นจะจัดหามาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงอย่างไร สายเลือดของเจ็ดอารมณ์ส่วนใหญ่ล้วนซ่อนตัว หาเจอยากอย่างยิ่ง และเนื่องจากกฎเกณฑ์แห่งสุขถูกผู้ร่ำร้องแห่งปรารถนาเสียงเพ่งเล็ง หลายปีมานี้จึงถูกทำลายไปอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงพวกไม่สมบูรณ์ ซึ่งแทบจะถูกทำลายจนสิ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ ต่อให้บางครั้งถูกจับมาได้ แต่ก็ไม่เหมือนกับหวังเป่าเล่อที่อาศัยการตระหนักรู้ของตนก็สามารถสร้างเต๋าออกมาได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
ดังนั้น แทบจะเดาได้เลยว่าเมื่อเปิดขายน้ำเย็นหล่อวิญญาณ ร้านค้าแห่งนี้จะต้องค่อยๆ มีชื่อเสียงขึ้นแน่นอน
สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของพวกผู้จัดการร้านหญิงกับคนแคระสว่างไสวในทันที
……………
เมืองปรารถนารสที่เหมือนกับสำนักแห่งหนึ่งเช่นนี้ ทั้งยังไม่มีกฎสำนักเป็นกรอบเป็นเกณฑ์อะไร ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะจะให้ตนซ่อนตัวอย่างยิ่ง นอกจากนี้หวังเป่าเล่อยังมองออกว่า เมืองปรารถนารสคล้ายไม่มีใครถูกมองว่าเป็นศัตรูเลย
ตามหลักการแล้วทุกคนจากข้างนอกสามารถเข้ามาในเมืองได้หลังจากได้รับสิทธิ จึงทำให้คนดีเลวปะปน
สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความเปิดกว้างและต้องการให้คนมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ที่นี่ ส่วนอาหารเลิศรสก็เป็นเพียงวิธีการและรูปแบบการฝึกตนอย่างหนึ่ง ยิ่งมีคนมากมายอุทิศความกระหายอยากให้พวกมัน ก็จะยิ่งทำให้ผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสภายในเมืองได้ประโยชน์มากมาย
บางทีอาจเป็นเพราะเงื่อนไขเหล่านี้จึงทำให้ภายในเมืองปรารถนารสดูคล้ายจะสับสนวุ่นวาย แต่ที่จริงกลับมีรูปแบบของกฎบางอย่าง
ที่นี่ชีวิตคนไม่มีความหมายอะไรนัก
สิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริงคือต้องสามารถปกป้องตนเองได้
“น่าสนใจ” เมื่อคิดเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ใบหน้าของหวังเป่าเล่อก็ยิ้มออกมา เขาพบว่าตนค่อนข้างจะชอบเมืองปรารถนารสแห่งนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ ที่นี่เขามีกิจการอยู่หนึ่งแห่ง
“แล้วคำแนะนำของร้านแห่งนี้อยู่ไหน” หวังเป่าเล่อหรี่ตา มองไปยังผู้จัดการร้านหญิงที่ตอนแรกยังงดงามเปี่ยมเสน่ห์ แต่ตอนนี้กลับจำเค้าลางเดิมไม่ได้
ผู้จัดการร้านหญิงจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร เมื่อได้ยินแล้วก็รีบตบอกของตนทันที ตอนนั้นเองแสงสีแดงก็เปล่งออกมาจากภายในร่าง แล้วลอยมารวมตัวกันอยู่ตรงหน้านางช้าๆ จนเกิดเป็นป้ายคำสั่งเลือนรางป้ายหนึ่ง
บนป้ายคำสั่งแผ่นนี้มีอักขระโบราณจำนวนมากสอดประสานกันอยู่ ทำให้ชั่วพริบตาที่ผู้คนปราดมองไปก็คล้ายจะมองเห็นอาหารโอชะของโลก จนความอยากอาหารพุ่งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
แม้แต่เจ้าอ้วนน้อยกับคนแคระและพ่อครัวผู้นั้น ตอนนี้ล้วนแล้วแต่มีสภาพน่าเวทนาอย่างยิ่ง แต่หลังจากเห็นป้ายคำสั่งนี้แล้ว ลมหายใจก็หอบถี่ขึ้นมาราวกับควบคุมเอาไว้สุดกำลัง
แต่เห็นได้ชัดว่าการควบคุมเช่นนี้ไม่อาจทำได้นานนัก หากแสดงป้ายคำสั่งออกมานานๆ เกรงว่าทั้งสามคนคงอดไม่ได้ที่จะพุ่งไปแย่งชิงโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นแน่
เขากวาดมองสีหน้าของทุกคน หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ยกมือขวาขึ้นคว้า ทันใดนั้นป้ายคำสั่งเลือนรางก็พุ่งมาหาหวังเป่าเล่อ เมื่อถูกเขาจับเอาไว้ในมือแล้ว สายตาของทุกคนในที่นี้ก็ถูกดึงดูดให้มองไปโดยสัญชาตญาณ
หวังเป่าเล่อถือป้ายคำสั่งไว้พลางสัมผัสตระหนักรู้ครู่หนึ่ง นัยน์ตามีประกายแสงวาบผ่าน คำแนะนำนี้…ในความคิดของเขา ความจริงมันก็คือเมล็ดพันธุ์เต๋าที่มีขนาดเล็กและเปราะบางอย่างยิ่งเท่านั้น
และเมื่อเทียบกับเมล็ดพันธุ์เต๋าของจริง ของสิ่งนี้นับว่าเป็นแค่กิ่งย่อยที่เล็กจ้อยอย่างยิ่ง ไม่เหมือนแม้แต่หนึ่งในหมื่นส่วน ใช้คำว่า ‘เส้นเต๋า’ มาบรรยาย บางทีอาจเหมาะยิ่งกว่า
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ มันก็ยังทำให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสหลังจากตระหนักรู้ได้ แต่เรื่องการตระหนักรู้การฝึกตนนั้น ถ้าหากเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ปรารถนารสเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง เช่นนั้นตอนนี้เส้นเต๋าเส้นนี้ก็เหมือนกับต้นกล้าเล็กๆ ที่มีรากเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายนี้นั่นเอง
แต่เนื่องจากต้นกล้าอ่อนแอและมีข้อจำกัด ดังนั้นระดับการดูดซับจึงไม่สูง
ส่วนผู้จัดการร้านหญิงในเวลานี้นั้น เป็นเพราะส่งคำแนะนำออกไป ตัวนางจึงอ่อนแอลงไม่น้อย แต่หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ชัดเจนว่า ถึงแม้ภายในร่างของอีกฝ่ายจะไม่มีคำแนะนำอยู่แล้ว ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะเคยตระหนักรู้อยู่หลายปี ตัวของนางจึงยังสามารถตระหนักรู้กฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสได้อยู่
แค่ความเร็วและประสิทธิภาพลดลงไปมาก
“ดูท่าการฝึกตนของโลกใบนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์เต๋าเป็นพื้นฐาน รูปแบบการตระหนักรู้กฎเกณฑ์ก็เช่นเดียวกัน” หวังเป่าเล่อนึกถึงกฎเกณฑ์แห่งสุขและกฎเกณฑ์แห่งปรารถนาเสียง ซึ่งล้วนเป็นเช่นเดียวกับกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสตรงหน้า
หลังจากเงียบงันไปพักหนึ่ง หวังเป่าเล่อก็โบกมือขวาทันที ทันใดนั้นป้ายคำสั่งของกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารสที่อยู่กลางฝ่ามือก็แทรกซึมเข้าไปในฝ่ามือของเขาเหมือนกับละลาย หลังจากเคลื่อนตัวอยู่ในร่าง มันก็กลายเป็นวังน้ำวนขนาดเท่าเล็บมืออยู่ที่บริเวณตันเถียน
เมื่อวังน้ำวนปรากฏ ความรู้สึกหิวโหยขั้นรุนแรงก็เกิดขึ้นในร่างของหวังเป่าเล่อ ราวกับตอนนี้แม้จะมีอาหารเลิศรสมากมายเหมือนภูเขาทะเลกองไว้ตรงหน้า เขาก็สามารถกลืนลงไปได้หมด
และถ้าไม่มีอาหารมาจัดการกับความหิวโหยนี้ ความหิวก็จะถูกกักไว้ข้างในแล้วดูดซับพลังชีวิตของผู้ฝึกตนไปเอง
ความรู้สึกนี้ยากจะข่มกลั้นอย่างยิ่ง เพียงพอจะทำให้คนธรรมดาเป็นบ้าได้เลย แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว มันยังอยู่ในขอบเขตที่ทนรับไหว ดังนั้นหลังจากลูบท้องของตน เขาก็สยบความรู้สึกนี้ไว้ได้ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น ปราดมองไปยังผู้จัดการหญิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
พอเขาปราดมองมา ผู้จัดการหญิงก็ตัวสั่นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แววตาเผยความไม่อยากเชื่อ นางรีบคำนับลงอย่างรวดเร็ว โขกศีรษะไม่หยุด พูดอะไรไม่ออกเพราะหวาดกลัวและประหม่าเกินไป
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะก่อนหน้านี้ ตอนส่งคำแนะนำออกไป ในใจนางก็เกิดความเพ้อฝันอย่างหนึ่ง นางจงใจไม่พูดถึงผลข้างเคียงหลังจากหลอมรวมคำแนะนำ เดิมทีคิดว่าสามารถอาศัยเรื่องนี้มาพลิกสถานการณ์ได้
ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะคนอื่นไม่เคยหลอมรวมกับคำแนะนำมาก่อน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าทันทีที่ผสานเข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ในเมืองปรารถนารสเดิมก็เป็นความลับในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
ปีนั้นตอนที่นางผสานรวมเข้าไป แม้จะถูกเตือน แต่ก็เป็นเพราะไม่ได้เตรียมตัวอย่างเหมาะสม จึงเกือบถูกคำแนะนำสะท้อนกลับใส่ทั้งตัวแล้ว ดังนั้นนางจึงเข้าใจว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะแข็งแกร่งปานใดก็ยากจะปลอดภัยไร้เรื่องราว ทันทีที่เขาถูกสะท้อนกลับ ก็จะเป็นโอกาสดีที่สุดที่นางจะพลิกกระดานตอบโต้
แต่อย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าการสะท้อนกลับที่นางคิดว่าน่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่ออยู่บนตัวของอีกฝ่าย มันกลับไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้ความหวังเส้นสุดท้ายในใจของนางพังทลาย ขณะนี้หลังจากถูกหวังเป่าเล่อกวาดมองมา ความอยากอยู่รอดจึงรุนแรงถึงขีดสุด
“ทำความสะอาดที่นี่ให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เปิดทำการตามปกติ” หวังเป่าเล่อถอนสายตากลับไป เมื่อลุกขึ้นโบกมือ พันธนาการสี่สายก็แผ่ออกมาแล้วบินเข้าไปในร่างของคนทั้งสี่ ติดตรึงดวงวิญญาณเทพของพวกเขาเอาไว้โดยสมบูรณ์ จากนั้นเขาจึงบิดตัวอย่างเกียจคร้านแล้วเดินขึ้นไปชั้นสอง
ชั้นที่หนึ่งของร้านค้าคือร้านอาหาร ชั้นที่สองจึงจะเป็นที่พัก ตอนนี้เขาเดินขึ้นบันไดและผลักประตูห้องพักหลักออกแล้ว แต่จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้นว่า
“ข้าชอบฟังดนตรี คืนนี้ให้เจ้าร้องเพลงถึงเช้า” กล่าวจบหวังเป่าเล่อก็ผลักประตูเดินเข้าไป
จนกระทั่งเงาร่างของเขาหายลับไปแล้ว คนทั้งสี่ที่ชั้นล่างก็ตัวสั่นเทา มองหน้ากันและกัน ล้วนแต่มองเห็นความจนใจของแต่ละคนได้ จากนั้นคนแคระผู้นั้นก็กระโดดโหยงขึ้นมาไปอยู่ตรงหน้าเจ้าอ้วนน้อยทันที ก่อนตบหน้าเขาไปฉาดหนึ่ง
ตบจนร่างของเจ้าอ้วนน้อยกระเด็นไปกระแทกกับผนังตรงๆ ยังไม่จบ พ่อครัวชายฉกรรจ์ก็ทำเช่นเดียวกัน เขาเดินเข้าไปเตะอย่างแรง เตะจนเจ้าอ้วนน้อยกระอักเลือดออกมาแล้วล้มลงไปอีกด้าน
“เจ้าตาบอดหรือไง กลับพาดาวมรณะเช่นนี้เข้าร้านได้!”
สภาพของเจ้าอ้วนน้อยอนาถอย่างยิ่ง รู้สึกเสียใจเช่นกัน แต่กลับไม่อาจคัดค้านได้ ถึงอย่างไร…ก็เป็นเขาเองจริงๆ ที่บังคับให้หวังเป่าเล่อเข้ามาในร้าน
“พ่อครัวพูดได้ไม่ผิด ตาของเจ้ามืดบอดแล้วจริงๆ” ขณะที่เจ้าอ้วนน้อยพยายามคลานขึ้นมา เสียงแผ่วเบาก็ดังมาจากตรงหน้าของเขา เจ้าอ้วนน้อยหน้าเปลี่ยนสี หลบหลีกไม่ทันการ ผู้จัดการร้านหญิงปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา นางยกนิ้วมือของมือขวาขึ้นแทงลงไปที่ตาขวาของเจ้าอ้วนน้อยแล้วควักออกมาเต็มแรง
เจ้าอ้วนน้อยกำลังจะกรีดร้อง คนแคระผู้นั้นก็มาอยู่ข้างหลังแล้วอุดปากเอาไว้แน่น ทำให้เจ้าอ้วนน้อยไม่อาจส่งเสียงร้องออกมาได้ ทำได้เพียงตัวสั่นเทิ้มรุนแรง ปล่อยให้ผู้จัดการร้านหญิงควักลูกตาของเขาออกมา แล้วป้อนให้คนแคระที่อยู่ข้างตัวเขา
“ลากออกไปซะ สั่งสอนให้ดี” จากนั้น ท่ามกลางความโหดเหี้ยมของคนแคระและพ่อครัว ผู้จัดการร้านหญิงก็เอ่ยเสียงเบาแล้วไม่ดูต่อ แต่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจออกมา ก่อนเริ่มร้องเพลง
เสียงเพลงแสนคับแค้นใจพร้อมกับความอับจนปัญญาและเสียงที่สั่นระรัวก็สะท้อนก้องอยู่ในร้านเนิ่นนาน
ในห้องพัก สีหน้าของหวังเป่าเล่อเยือกเย็น ไม่ยินดียินร้าย นั่งทำสมาธิอยู่
ในโลกวิปริตที่เต็มไปด้วยความปรารถนา สิ่งที่จำเป็นคือเจ้าต้องโหดเหี้ยมยิ่งกว่าผู้อื่น
………………………………………….
เมื่อเห็นทุกคนในร้านยินดีต้อนรับตนขนาดนี้ หวังเป่าเล่อก็เผยรอยยิ้มออกมา ก่อนกวาดมองไปรอบด้าน มองดูร้านค้านี้แล้วเขาก็รู้สึกทอดถอนใจขึ้นมา
ตนนับว่ามีกิจการเป็นของตัวเองในเมืองแห่งนี้แล้ว
“แล้วก็ วัตถุดิบที่พวกเจ้าพูดถึงเมื่อครู่นี้คืออะไร” หวังเป่าเล่อเช็ดมุมปาก กวาดมองคนทั้งสี่
ทั้งสี่ไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย ไม่ช้าก็ตอบคำถามหวังเป่าเล่อทีละข้อ
ที่บอกว่าวัตถุดิบอาหารนั้น ความจริงแล้วไม่ได้กินคนจริงๆ เรื่องเช่นนี้แม้จะอยู่ในเมื่องปรารถนารสก็ยังพบเห็นได้น้อยมาก สาเหตุที่เมื่อครู่พวกนี้เห็นหวังเป่าเล่อแล้วเกิดความโลภก็เพราะได้กลิ่นอายของเต๋าสุข
ร่างแยกร่างนี้ของหวังเป่าเล่อนั้น เนื่องจากแบ่งออกมาจากร่างจริง ดังนั้นย่อมปนเปื้อนกลิ่นอายของกฎเกณฑ์แห่งสุขอยู่บ้างเป็นธรรมดา และกลิ่นอายนี้สำหรับผู้ฝึกตนเมืองปรารถนารสแล้ว มันเหมือนกับอาหารโอชะชั้นเลิศ แค่ได้กลิ่นก็เพิ่มความอยากอาหารขึ้นมาก
ดังนั้นพวกเขาจึงเกิดความโลภ หลังจับตัวหวังเป่าเล่อก็เตรียมจะใช้วิธีการหลอมกลั่นดึงเอากลิ่นอายแห่งสุขภายในร่างของเขาออกมาสนองความกระหายอยากของตน
ขณะเดียวกันหากนำไปขาย ราคาก็จะสูงลิ่วอย่างยิ่ง ความจริงแล้วไม่ใช่แค่กลิ่นอายแห่งสุขเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ แต่เจ็ดอารมณ์ก็เช่นกันล้วนเป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น สำหรับผู้ฝึกตนเมืองปรารถนารสแล้ว เต๋าแต่ละอย่างล้วนเป็นรสชาติโอชะชั้นยอด
แต่เห็นได้ชัดว่าถึงอย่างไรสี่คนในร้านค้าแห่งนี้ก็คิดไม่ถึงว่าวัตถุดิบที่พวกเขาเห็นว่าไม่เลวอย่างยิ่งผู้นี้ จะเปลี่ยนตัวตนเป็นเหมือนภูตผีปีศาจ จัดการพวกเขาได้ในพริบตา
โดยเฉพาะ…จากการอธิบายของพวกเขาตอนนี้ ก็สังเกตเห็นได้ทันทีว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นซึ่งเปรียบเหมือนฝันร้ายกลับฉายความเสียดายออกมา
สิ่งนี้ทำให้ทั้งสี่ใจสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม
เมื่อสังเกตเห็นท่าทางของคนทั้งสี่ หวังเป่าเล่อก็ส่ายหน้า
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ไม่เหมือนกับที่ข้าคิดเอาไว้เลย น่าเสียดายอยู่สักหน่อย…” ขณะที่หวังเป่าเล่อกล่าว สายตาก็กวาดมองบนร่างคนทั้งสี่ สุดท้ายก็จดจ้องอยู่ที่เจ้าอ้วนน้อยที่แม้ใบหน้าจะบวมเป่ง เลือดเนื้อปะปนจนพร่าเลือน แต่เห็นได้ชัดว่ามีร่างกายขาวๆ นุ่มๆ
เมื่อสายตาคู่นี้กวาดมองมา ทันใดนั้นมันก็ทำให้สีหน้าของทั้งสี่คนซีดขาวเข้าไปใหญ่ ในใจสั่นสะท้าน อดคาดเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่าย…เสียดายที่ตรงไหน
“เสียดายที่วัตถุดิบอาหารไม่ใช่เนื้อคน…”
“ต้องเป็นเช่นนี้แน่”
“นี่มันคนบ้าชัดๆ!”
โดยเฉพาะเจ้าอ้วนน้อยที่ถูกหวังเป่าเล่อจ้องมองเป็นคนสุดท้าย ตอนนี้ใกล้จะร้องคร่ำครวญออกมาอยู่รอมร่อ ความหวาดกลัวในดวงตาราวกับจะทำให้เขาตกใจตายได้เลย
ขณะที่ทั้งสี่ตัวสั่นเทิ้มพลางมองหน้ากันและกัน ตอนนี้เอง ระหว่างพวกเขาก็ไม่มีความต่างเรื่องฐานะอะไรทั้งสิ้นอีก พนักงานก็ดี พ่อครัวหลังร้านก็ดี แม้แต่ผู้จัดการร้าน ตอนนี้ล้วนเป็นนักโทษต่ำต้อยเหมือนกัน สีหน้าท่าทางหวาดกลัวไม่อาจปกปิด
ขณะนี้ท้องฟ้าภายนอกเริ่มมืดลงแล้ว จุดสิ้นสุดของเทศกาลใกล้จะมาถึง เสียงอึกทึกคึกครื้นที่มีอยู่เดิมก็เริ่มเงียบสงบลงช้าๆ ร้านค้ามากมายเริ่มแขวนโคม แม้จะยังไม่เปิดทำการ แต่เมื่อมองไป แสงโคมในเมืองค่อยๆ กลายเป็นประกายดวงดาว มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่การมาถึงและความเงียบสงบของยามค่ำคืนกลับยิ่งทำให้บรรยากาศภายในร้านกดดันขึ้นมา บางทีอาจเป็นเพราะตกใจกับสายตาและความเสียดายของหวังเป่าเล่อ จึงทำให้ผู้ฝึกตนทั้งสี่ซึ่งรวมถึงผู้จัดการร้านรู้สึกหวาดผวามากขึ้น ยามตอบคำถามต่อๆ มาของหวังเป่าเล่อก็ยังมีความหวั่นวิตกรุนแรง พูดจาอึกอัก พร้อมทั้งไม่กล้าปิดบังแม้แต่นิด
นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้จักเมืองปรารถนารสแห่งนี้รอบด้านมากขึ้น ถึงอย่างไรความรู้เกี่ยวกับเมืองปรารถนารสของคนทั้งสี่ก็ถูกรวมเข้าด้วยกัน แม้หวังเป่าเล่อจะไม่คุ้นเคยกับเมืองปรารถนารส แต่หลังจากรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เขาก็เข้าใจมันขึ้นไม่น้อยเลย
ตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกตนในเมืองที่มีสิทธิอาศัยอยู่ระยะยาวทั้งหมดอาจมาจากหลายๆ เมืองด้วยซ้ำ แม้แต่เมืองโบราณก็มีคนได้รับสิทธิอาศัยอยู่ในเมืองปรารถนารสเช่นกัน
และการได้รับสิทธิเช่นนี้ก็ยากลำบากไม่น้อย จำเป็นต้องแลกมาด้วยการอุทิศระดับหนึ่งถึงจะได้
แต่ขอแค่ได้มาแล้วก็จะได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะตราบใดที่อาศัยอยู่ในเมือง พลังฝึกตนจะเพิ่มพูนขึ้นช้าๆ และถ้ากินของในเมืองปรารถนารสล่ะก็ ประโยชน์ที่ช่วยเสริมด้านการฝึกตนก็จะมีมหาศาล
ขณะเดียวกัน หากเปิดร้านค้าของตนในเมืองแห่งนี้ สัญญาร้านเดิมทีก็เป็นคำแนะนำ และคำแนะนำนี้ก็สามารถทำให้ผู้ฝึกตนตระหนักรู้…กฎเกณฑ์ของเมืองปรารถนารสได้
กฎเกณฑ์เช่นนี้ต่างหากจึงจะเป็นรากฐานของเมืองปรารถนารส และเป็นสัญลักษณ์เมืองปรารถนารสสายตรง
ส่วนจะตระหนักรู้ได้อย่างไรก็ต้องมีอาหารเลิศรสต่างๆ อยู่ในมือก่อน ยิ่งอาหารของร้านอร่อยเท่าไร ชื่อเสียงและคนที่กระหายอยากเข้ามากินก็ยิ่งมาก เจ้าของร้านค้ากับพนักงานทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มหาศาล
“คนนอกมาอยู่ในเมืองปรารถนารสก็เพื่ออาหารโอชะต่างๆ ที่จะทำให้การฝึกตนเพิ่มระดับขึ้น แต่สำหรับผู้ฝึกตนของกฎเกณฑ์ปรารถนารสแล้วนั้น สิ่งที่ต้องการคือดูดซับความคิดกระหายอยากของผู้คน” ผู้จัดการร้านหญิงเอ่ยเสียงสั่น
หวังเป่าเล่อได้ยินเรื่องเหล่านี้แล้วก็ครุ่นคิด ก่อนถามคำถามอื่นๆ อีกนิดหน่อย
ตัวอย่างเช่นเรื่องระดับชั้นและโครงสร้างของผู้ฝึกตนในเมืองปรารถนารสแห่งนี้
กล่าวโดยสรุปแล้ว เมืองปรารถนารสสามารถมองเป็นสำนักใหญ่ขนาดมหึมาแห่งหนึ่งได้เลย และภายในสำนักนี้ก็มีศิษย์นับไม่ถ้วน แต่ส่วนมากล้วนเป็นศิษย์นอก มีเพียงผู้ที่มีร้านรวงของตัวเองเท่านั้นถึงจะเป็นศิษย์สายใน
ศิษย์ในเช่นนี้ ในเมืองปรารถนารสเรียกว่าผู้อิ่มท้อง
และศิษย์นอกที่อยู่ต่ำกว่าผู้อิ่มท้องก็แบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกเรียกว่าผีหิวโหย ประเภทที่สองเรียกว่าผู้ยากจน
อย่างแรกนั้นมีจำนวนมากที่สุด พวกคนบ้าคลั่งผอมโซหนังหุ้มกระดูกที่หวังเป่าเล่อเห็นอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นผีหิวโหย และคนที่ดีกว่าพวกเขาขึ้นมาเล็กน้อยก็คืออย่างหลัง
แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อมองโดยรวมแล้ว ในแง่หนึ่งนั้น ผู้ฝึกตนสองประเภทที่อยู่ในเมืองปรารถนารสก็คือแหล่งฝึกบำเพ็ญของผู้ฝึกกฎเกณฑ์ปรารถนารสนั่นเอง
ก็เหมือนกับระดับชั้นของการโกงกิน เหนือกว่าระดับผู้อิ่มท้องยังมีอีกหนึ่งระดับชั้นอยู่ ถูกเรียกว่าผู้มีกิน
คนประเภทนี้พวกเขามักจะมีความคิดเป็นของตัวเองในเรื่องกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารส ทั้งยังก้าวล้ำห่างไประยะหนึ่ง ร้านอาหารไม่อาจตอบสนองการฝึกบำเพ็ญของพวกเขาได้แล้ว ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเลือกเลี้ยงดูคนรับใช้ที่สามารถให้ความกระหายอยากในปริมาณมากๆ กัน
อย่างเช่นผู้คนในกลุ่มขบวนแห่เหล่านั้น ซึ่งก็คือคนประเภทผู้มีกินนั่นเอง
ถัดจากผู้มีกิน ยังมีอีกหนึ่งระดับชั้น พวกนี้นับว่าอยู่ระดับสูงของเมืองปรารถนารส พวกเขาถูกเรียกว่าสาวกเนื้อ ผู้ที่สามารถฝึกฝนกฎเกณฑ์ปรารถนารสจนบรรลุถึงระดับนี้ได้นับว่ามีไม่มาก
ทั้งเมืองปรารถนารสก็มีแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น เนื่องจากวิธีการฝึกตนแบบพิเศษจึงทำให้ผู้ฝึกตนประเภทนี้มักจะกักตนเป็นส่วนใหญ่ น้อยนักที่จะออกมาข้างนอก จึงพบได้ไม่บ่อย
ตรงกันข้าม ผู้ฝึกตนระดับสูงที่พบเห็นได้ง่ายกว่าก็คือ…เจ้าแห่งสวาปามผู้เป็นรองเพียงเจ้าปรารถนาเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ตอนที่หวังเป่าเล่ออยู่ในขบวนแห่ ภูเขาเนื้อแปดคนที่ถูกแบกที่เขาเห็นก็คือเจ้าสวาปามของเมืองปรารถนารสนั่นเอง แต่ละคนล้วนมีพลังต่อสู้น่าสะพรึงของขั้นที่สี่อยู่
และผู้อยู่จุดสูงสุดของเมืองปรารถนารสก็มีเพียงผู้เดียว ซึ่งก็คือ…ผู้ก่อตั้งเมืองนี้ ครอบครองแหล่งกำเนิดกฎเกณฑ์แห่งปรารถนารส ผู้ปรากฏตัวอยู่บนแท่นบูชารูปร่างเหมือนก้อนเนื้อผู้นั้น…เจ้าแห่งปรารถนา
“ดูจากโครงสร้างแล้ว ความจริงเมืองปรารถนารสแห่งนี้ก็คือสำนักแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีกฎสำนักมากมายก็เท่านั้น” เมื่อฟังถึงตรงนี้แล้ว หวังเป่าเล่อก็หรี่ตา
…………………………………………
เดินตามเงาร่างของหวังเป่าเล่อเข้าไปในประตูใหญ่ของร้านค้า หลังจากถูกกลืนโดยปากที่ดูอึมครึมนี้แล้ว ตรงหน้าของเขาก็มืดลงเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปในร้านคล้ายเดินทะลุผ่านสิ่งกีดขวาง
ร้านค้าแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่เจ็ดแปดตัว เนื่องจากเป็นวันเทศกาลจึงไม่มีลูกค้าอยู่ สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาของหวังเป่าเล่อมีเพียงพนักงาน ผู้จัดการร้าน กับพ่อครัวเท่านั้น
ผู้จัดการร้านเป็นสตรี ร่างกายไม่ได้ผอมโซ แต่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง แต่งตัวค่อนข้างยั่วยวน เสื้อผ้าเปิดเผยมาก ทั่วร่างแผ่เสน่ห์ยั่วเย้าของหญิงสาวโตเต็มวัยออกมา
ตอนนี้นางนั่งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง ขาข้างหนึ่งเหยียบลงบนเก้าอี้ข้างๆ แววตามีประกายสีแดง เลียริมฝีปาก เมื่อมองเห็นหวังเป่าเล่อเดินเข้ามา นางก็หัวเราะตื่นเต้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“โอ้ คิดไม่ถึงว่าในเทศกาลสวาปามจะมีลูกค้าน้อยตัวหอมขนาดนี้มาหา”
ข้างกายผู้จัดการร้านสาวมีคนแคระผู้หนึ่ง หน้าตาของคนแคระผู้นี้อัปลักษณ์พิลึก แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้กลมกลิ้งเหมือนเจ้าอ้วนน้อยนอกประตู แต่รูปลักษณ์ภายนอกน่าเกลียดน่ากลัวและเจตนาร้ายที่แผ่ออกมาก็เพียงพอจะทำให้คนส่วนใหญ่มองเห็นเขาครั้งแรกก็รู้สึกตกใจได้แล้ว
และยังมีชายฉกรรจ์ร่างท้วมมือถือมีดทำครัวเปื้อนเลือดยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาของชายผู้นี้เล็กมาก ถึงขั้นที่หากไม่มองให้ดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็นดวงตาของเขาเลย
มีเพียงเสียงหายใจหนักหน่วงดังออกมาจากปากของเขาเท่านั้น คล้ายใกล้จะข่มกลั้นตัวเองไม่ได้แล้ว ยามมองมาที่หวังเป่าเล่อ ลำคอของเขาก็เคลื่อนไหวบีบรัดอย่างเห็นได้ชัด
หวังเป่าเล่อมองผู้ฝึกตนเมืองปรารถนารสแปลกประหลาดทั้งสามคนตรงหน้า ในใจสงบนิ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มราบเรียบออกมาแล้วเอ่ยเสียงเบา
“วันนี้ร้านปิดหรือ ทำไมไม่มีลูกค้าคนอื่นเลยล่ะ และข้ายังอยากถามอีกสักข้อ ที่นี่พวกเจ้าขาดเจ้าของหรือเปล่า”
“เจ้าของหรือ” ผู้จัดการร้านหญิงหัวเราะลั่น
“ลูกค้าน้อยช่างน่าสนใจจริงๆ วันนี้เป็นวันซื้อ ย่อมไม่เปิดร้านให้คนนอก แต่กลิ่นหอมบนตัวเจ้าที่พวยพุ่งมาเช่นนี้ช่างเป็นวัตถุดิบชั้นดีเชียวล่ะ ยกเว้นให้เจ้าสักครั้งแล้วกัน” ผู้จัดการร้านพูดพลางเตะคนแคระข้างๆ ไปทีหนึ่ง
“นิ่งทำอะไรอยู่ ยังไม่เอาวัตถุดิบไปเก็บไว้ในห้องเก็บของอีก จำไว้ว่าห้ามทำเสียหาย ให้ราคาเต็มครบสมบูรณ์ไว้จะดีกว่า”
คนแคระผู้นั้นแสยะยิ้ม ประกายชั่วร้ายในแววตาพลันปะทุขึ้นมา คนทั้งคนกลายเป็นเงาวาบทะยานไปหาหวังเป่าเล่อ พร้อมกันนั้น ชายฉกรรจ์ก็ร้องคำรามลั่น แล้วก้าวเท้าก้าวใหญ่พุ่งมาหาหวังเป่าเล่อ
ขณะเดียวกัน หลังจากหวังเป่าเล่อก้าวเข้ามาในร้าน ความโลภในดวงตาของเจ้าอ้วนน้อยที่อยู่ด้านนอกก็ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป เขาเลียริมฝีปาก มองกลุ่มคนที่จ้องมารอบๆ หัวเราะแสยะไปทีหนึ่ง ก่อนก้าวไปยังประตูใหญ่ หนึ่งก้าวเข้าร้าน จากนั้นประตูร้านก็ปิดลงช้าๆ
ฝูงชนรอบด้านพากันก้มหน้าลง รีบเร่งเดินหนีไปไกล
แต่ในชั่วห้าถึงหกอึดใจที่เจ้าอ้วนน้อยก้าวเข้าไปในประตู ฝูงชนยังไม่ทันได้เดินหนีไปถึงไหน จู่ๆ ประตูร้านที่ปิดลงก็มีเสียงดังปึงปังออกมา คล้ายมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ในนั้นและพยายามเปิดประตูหนี
ฝูงชนรอบๆ ที่ยังไปไหนได้ไม่ไกลได้ยินเสียงแล้วก็หันกลับมามอง คนเข้าเมืองจากภายนอกเผยความหวาดกลัวออกมาในแววตา พวกเขาจินตนาการได้เลยว่าตอนนี้ภายในร้าน เจ้าหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้าไปผู้นั้นคงกำลังเจอกับการปฏิบัติอย่างย่ำแย่ไร้ใดเทียมแน่
แม้ว่าตอนนี้จะต่อสู้เพื่อพังประตูออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ต่อให้พังประตูได้จริงๆ ก็ถูกลากกลับไปใหม่
เรื่องเป็นเช่นที่พวกเขาคาดเอาไว้จริงๆ ชั่วขณะต่อมา แม้ประตูใหญ่ส่งเสียงดังลั่น จนรอยแยกถูกฝืนเปิดออก พร้อมมีร่างร่างหนึ่งดิ้นรนคลานออกมาจากข้างใน
แต่…หลังจากมองเห็นคนที่คลานออกมาชัดๆ ฝูงชนรอบๆ ที่ยังไม่ไปไหนและมองดูอยู่ก็ล้วนเบิกตาโพลง สีหน้าไม่อยากเชื่อและตกตะลึงปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
การคาดเดาของพวกเขาทั้งถูก และก็ผิดเช่นกัน ส่วนที่ถูกคือต่อให้พังประตูออกมาก็จะถูกดึงกลับไปจริงๆ ส่วนเรื่องที่ผิด…อยู่ที่คน
ตอนนี้ผู้ที่ดิ้นรนคลานออกมาข้างนอกจากในรอยแยกของประตูไม่ใช่ชายหนุ่มผู้นั้นที่พวกเขาเห็นก่อนหน้านี้ แต่เป็น…เจ้าอ้วนน้อยที่เมื่อครู่ยังยิ้มเยาะนั่นเอง
ขณะนี้ใบหน้าของเจ้าอ้วนน้อยเต็มไปด้วยเลือด ความกระหยิ่มใจหายไปนานแล้ว รอยยิ้มเยาะก็ลบไปอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาคือความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความหวาดกลัวนี้คล้ายจะเหนือกว่าความปรารถนา มันแจ่มชัดอยู่บนหน้าของเจ้าอ้วนน้อยเป็นพิเศษ
ราวกับว่าโลกหลังประตูบานนั้นมีความน่าสะพรึงกลัวอยู่ ทำให้ทั้งหัวของเขาตอนนี้มีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือการพยายามคลานออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พุ่งออกมาเต็มกำลัง
แต่…พริบตาที่เจ้าอ้วนน้อยคลานออกมาจากรอยแยกประตูใหญ่ได้ครึ่งร่าง มือขาวสะอาดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากข้างในแล้วคว้าผมของเจ้าอ้วนน้อยไว้ ก่อนดึงกลับเข้าไปในประตูใหญ่ช้าๆ
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!!” เจ้าอ้วนน้อยกรีดร้องอนาถ ความกลัวในแววตาระเบิดจนถึงที่สุด สองมือพยายามจับพื้น คิดจะหยุดร่างกายเพื่อต้านกับมือที่คว้าผมของตนข้างนั้นให้ได้
แต่ความต่างระหว่างสองฝ่ายมีมากเกินไป ขณะที่เกิดเสียงสวบสาบ พื้นก็ถูกสองมือของเจ้าอ้วนน้อยจิกจนเกิดรอยลึก แต่ร่างกายของเขายังถูกมือข้างนั้นลากกลับไปอย่างแรง
เสียงดังปึง ประตูปิดลง ในนั้นไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก
ภาพนี้ทำให้ฝูงชนรอบๆ หนังศีรษะชาหนึบ รู้สึกแค่ความน่าสะพรึงข้างในร้านค้านั้นเหนือกว่าที่จินตนาการ แต่ละคนรีบเร่งความเร็วเดินจากไปทันที ไม่ช้าบริเวณโดยรอบก็ว่างเปล่า
และตอนนี้เอง เมื่อฝูงชนจากไปอย่างรีบเร่งพร้อมกับที่คนบ้าคลั่งทั่วทั้งเมืองตามหนวดสีทองจนใกล้จะจบสิ้นแล้ว ภายในร้านค้าที่ไม่มีใครให้ความสนใจแห่งนี้ หวังเป่าเล่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้ามีโจ๊กหนึ่งชาม เขาหยิบช้อนมาตักกินช้าๆ
ด้านหน้าของเขาคือคนแคระที่ก่อนหน้านี้มีท่าทีชั่วร้าย ทว่าตอนนี้ตาหายไปข้างหนึ่ง แขนขาดไปครึ่งท่อน ขาหักสองข้าง ร่างกายสั่นระริก กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่
ท่าทางกระโดดโลดเต้นช่างเหมือนกับตัวตลกในคณะละครสัตว์ ขณะที่กระโดดอยู่ เลือดก็สาดกระเซ็นไม่หยุด เนื่องจากขาหักทั้งสองข้าง ดังนั้นทุกครั้งที่กระโดดก็ทำให้เขาเจ็บปวดจนถึงขีดสุด หากมีคนอื่นอยู่ที่นี่แล้วเห็นภาพนี้ จะต้องตะลึงลานเป็นแน่
ส่วนชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เนื้อไขมันทั่วร่างสั่นเทิ้ม สองมือตบเข้าที่ลำคอของตนไม่หยุด ส่งเสียงร้องเหมือนตีกลองออกมา คล้ายเป็นดนตรีประกอบ
แต่บนคอของเขามีรอยแผลขนาดใหญ่หนึ่งรอย ทุกครั้งที่ตบลงไปล้วนทำให้บาดแผลฉีกขาดมากขึ้น ทำให้ขณะที่สีหน้าของชายฉกรรจ์ขาวซีด พลังชีวิตของเขาก็ไหลหายไปอย่างรวดเร็วด้วย
และยังมีผู้จัดการร้านหญิงผู้นั้น ความเย้ายวนคึกคักไม่มีอยู่บนตัวของนางแม้แต่นิดอีกต่อไป ตอนนี้นางนั่งนิ่งอยู่บนพื้น ด้านหน้าคือเจ้าอ้วนน้อยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ทั้งสองตัวสั่นเทิ้ม กำลังตบบ้องหูของอีกฝ่ายเต็มแรง
เจ้าหนึ่งที ข้าหนึ่งที เสียงตบเพี๊ยะๆ ดังอยู่ในร้านค้า คล้ายสอดประสานไปกับเสียงตีกลองของชายฉกรรจ์ผู้นั้น
เพราะว่าต้องใช้กำลัง ดังนั้นตอนนี้หน้าทั้งคู่จึงไม่เหลือเค้าเดิมเสียส่วนใหญ่ แม้แต่ลำคอก็ยังหัก น่าอนาถถึงที่สุด
แต่พวกเขาทั้งสี่กลับไม่กล้าดิ้นรนแม้แต่น้อย บางคราวยามมองไปที่หวังเป่าเล่อผู้กินโจ๊กอย่างนิ่งสงบ สีหน้าก็มีความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ราวกับกำลังมองดูภูตผีปีศาจ
ผ่านไปพักหนึ่ง หวังเป่าเล่อก็วางช้อนลง พึงพอใจกับรสชาติของโจ๊กชามนี้อย่างยิ่ง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าอยากถามหน่อย ตอนนี้ร้านแห่งนี้ยังขาดเจ้าของอยู่หรือไม่”
ทั้งสี่คนพยักหน้าหัวแทบหลุด
……………………
ชั่วขณะที่หนวดสีทองพวกนี้ปรากฏขึ้นมา หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังมาจากกลุ่มคนนับล้านรอบๆ ทันที ยิ่งกว่านั้นยังสัมผัสได้ถึงความหิวกระหายเข้มข้นแพร่กระจายอย่างบ้าคลั่งอยู่ในเมือง
ราวกับว่าทุกคนล้วนถูกกลุ่มหนวดสีทองนั่นดึงดูดกันหมด
เมื่อความหิวกระหายของฝูงชนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าที่แทบถูกฝังไว้กว่าครึ่งของก้อนเนื้อบนแท่นบูชาก็คล้ายแย้มยิ้ม มันค่อยๆ อ้าปาก ก่อนสูดหายใจเข้าไป
เมื่อเขาหายใจ ทันใดนั้นความกระหายอยากรอบด้านก็พุ่งทะลักไปทางเขาแล้วถูกดูดเข้าไปในปาก ภาพนี้คนอื่นมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ เพราะความกระหายอยากนั้นไร้รูป
แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ด้วยระดับชั้นของร่างจริง จึงตัดสินได้เลยว่าแม้ตอนนี้จะเป็นร่างแยกก็ยังสัมผัสถึงได้ ทำให้เขามองเห็นภาพนี้ชัดเจน ดวงตาจึงหรี่ลงอย่างอดไม่ไหว
“ใช้เทศกาลแบบนี้มาดูดซับความกระหายอยากเพื่อฝึกตน…” ขณะที่หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่นั้น เมื่อก้อนเนื้อมหึมาผู้นั้นดูดซับความกระหายอยากไปมากกว่าครึ่งแล้ว เขาก็หยุดดูดกินคล้ายพึงพอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะเริ่มดูดซับจากพวกภูเขาเนื้อทั้งแปดคนนอกแท่นบูชา
ต่อจากนั้นก็สูบจากกลุ่มคนชุดสีสันสดใสที่อยู่ด้านหลังภูเขาเนื้อ หลังดูดซับเข้าไปรอบแล้วรอบเล่า ก็เห็นได้ชัดว่าความกระหายอยากที่อยู่รอบด้านน้อยลงไปมาก แต่ในไม่ช้า ความกระหายอยากก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่าในที่แห่งนี้ ความปรารถนาแทบจะไร้ที่สิ้นสุด
ขอเพียงผู้คนรอบด้านมีความปรารถนา มันก็จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่เมื่อความปรารถนารอบที่สองผุดขึ้น ฝูงชนรอบๆ ก็รู้สึกอ่อนล้า และในความอ่อนล้านี้…หลักๆ แล้วมาจากวิญญาณและร่างกายของพวกเขาเอง
หากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่า ร่างกายของคนส่วนใหญ่ในฝูงชนหลายล้านคนนอกแท่นบูชาผ่ายผอมลงหลังความปรารถนารอบสองปรากฏขึ้น สติจิตใจอยู่ในสภาพตื่นเต้นคลั่งไคล้ ไม่มีสติรับรู้ถึงความอ่อนล้าของตนเลย
“นี่มันเมืองกินคน!” แววตาของหวังเป่าเล่อมีประกายแสงวาบผ่าน ขณะเดียวกัน เมื่อดูดซับผู้ฝึกตนในกลุ่มคนสวมชุดสีสันสดใสอย่างต่อเนื่องจนเรียบร้อยแล้ว ก้อนเนื้อบนแท่นบูชาก็สะบัดมือ ทันใดนั้นกลุ่มหนวดสีทองพลันระเบิดกลายเป็นเส้นหนวดจำนวนนับไม่ถ้วน แผ่กระจายไปทั้งแปดทิศราวกับจะหลบหนี
“ประชาชนของข้า ไปสนุกกับอาหารของพวกเจ้าสิ”
น้ำเสียงเคลิบเคลิ้มดังออกมาจากก้อนเนื้อและส่งผลไปทั่วทั้งเมือง ทำให้แทบจะทุกคนที่อยู่รอบๆ ล้วนบ้าคลั่งกันอย่างสมบูรณ์แล้วร้องคำรามออกมา
“สวาปาม!”
“สวาปาม!!”
“สวาปาม!!!”
ขณะที่ส่งเสียงคำรามร้อง คนหลายล้านที่บ้าคลั่งแล้ว ก็พลันกระจายตัวไปยื้อแย่งเส้นหนวดเหล่านั้นกันสุดชีวิต ทำให้ตั้งแต่ใจกลางเมืองไปจนถึงทั้งแปดทิศเริ่มเกิดความโกลาหลแผ่ไปทั่วเมือง
หวังเป่าเล่อมองก้อนเนื้อบนแท่นบูชาที่ตอนนี้ร่างกายเริ่มเลือนรางแล้วหายตัวไปด้วยแววตาล้ำลึก รวมถึงพวกผู้ฝึกตนชุดหลากสีและภูเขาเนื้อทั้งแปดคนที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปไกลพร้อมกับฝูงชนด้วย
“แม้เมืองแห่งนี้จะวิกลจริต แต่กลับเหมาะแก่การซ่อนตัวอย่างยิ่ง” ท่ามกลางฝูงชน หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ในใจ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือผสานเข้ากับโลกแห่งนี้
และกฎเกณฑ์ที่ปรากฏขึ้นกลางความอลหม่านของเมืองปรารถนารสก็ทำให้หวังเป่าเล่อมีความคิดที่จะซ่อนตัว ถึงอย่างไรเมืองอื่นๆ ก็อยู่ห่างจากที่นี่ไกลเกินไป และจะเหมาะสมหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอนนัก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกเมืองปรารถนารสเป็นที่ปักหลักจึงเป็นความคิดที่สะดวกที่สุดในตอนนี้ของหวังเป่าเล่อ
“คิดจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ อันดับแรกต้องจัดการปัญหาเรื่องระยะเวลาอาศัยอยู่เสียก่อน” ก่อนหน้านี้ตอนที่หวังเป่าเล่อติดตามฝูงชนเข้ามา เขาก็สังเกตเห็นว่าในเมืองมีร้านรวงจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทร้านอาหาร แต่ก็คล้ายจะมีที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน
ดังนั้นสิ่งที่แขวนอยู่ตรงหน้าของเขาก็คือ ขอเพียงมีเงินตราของที่นี่มากพอ และทำภารกิจเพื่อเพิ่มเวลาอยู่ที่นี่ให้เสร็จสิ้นเป็นบางครั้ง ทั้งหมดนี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว
สำหรับเงินตราของที่นี่ แม้ศิลาวิญญาณจะใช้ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าหนวดสีทองที่ลอยล่องอยู่เต็มฟ้าในตอนนี้มีค่ามากยิ่งกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็วาบกายมาปรากฏอยู่ที่มุมถนนไกลๆ ขณะที่ยกมือขวาขึ้น หนวดสีทองหนึ่งเส้นก็ถูกเขาคว้ามาไว้ในมือทันที เมื่อเก็บเข้ากระเป๋าคลังเก็บแล้ว หวังเป่าเล่อก็เดินหน้าต่อ
สำหรับคนเหล่านี้แล้ว หนวดทองจับได้ยากมาก ทว่าหวังเป่าเล่อกลับได้มาอย่างง่ายดาย ดังนั้นในไม่ช้า เขาก็จับมาได้มากกว่าร้อยเส้นแล้ว
ระหว่างนี้ เขามองเห็นความบ้าคลั่งของผู้คนในเมืองด้วยเช่นกัน
บ่อยครั้งก็เกิดเรื่องถึงชีวิตอยู่เนืองๆ เพียงเพราะเส้นหนวดสีทองเส้นเดียว ถึงขั้นที่เขายังเห็นคนผอมโซเจ็ดแปดคนฆ่ากันตาแดงก่ำแล้วตกตายไปด้วยกัน
เรื่องผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอก็ยิ่งเป็นกฎของที่นี่ไปแล้ว กลิ่นคาวเลือดค่อยๆ แพร่กระจายอยู่ในเมืองแห่งนี้ ยิ่งกว่านั้นยังไปกระตุ้นผู้คน ทำให้เส้นหนวดที่ยังลอยอยู่เปื้อนเลือดจนเป็นสีแดงไปเสียส่วนใหญ่
หวังเป่าเล่อไม่ค่อยชอบเส้นหนวดแบบนี้นัก จึงไม่อยากไปจับมัน แต่แม้เขาจะไม่อยากทำ ก็ยังมีหนวดสีโลหิตหนึ่งเส้นบินมาหาหวังเป่าเล่อที่กำลังเดินอยู่บนถนนเอง
จากนั้นผู้ฝึกตนตาแดงผอมโซหลายสิบคนก็ตามกันมา ไอสังหารของแต่ละคนพวยพุ่ง ไล่โจมตีมายังหวังเป่าเล่อ
ถึงขั้นที่ในหมู่คนเหล่านี้ยังมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติอยู่สามคนกำลังมาถึงแล้วด้วย ดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายประกายเยือกเย็น กำลังจะโจมตี แต่สีหน้าพลันขยับไหว จู่ๆ เส้นหนวดสีเลือดที่บินมาหาเขาเส้นนั้นก็ถูกมือซีดขาวข้างหนึ่งซึ่งยื่นออกมาจากรอยแยกประตูของร้านค้าข้างๆ คว้าเอาไปก่อน
เมื่อเส้นหนวดสีเลือดถูกคว้าไป รอยแยกประตูก็เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของเจ้าอ้วนน้อยคนหนึ่งข้างใน เขายื่นหัวออกมากินเส้นหนวดสีเลือดนั่นเข้าปาก กลืนลงไปจนหมด พลางประเมินกลุ่มคนข้างนอกไปด้วย
“ทุกท่านมาเข้าพักหรือว่ามากินอาหารหรือ” ขณะที่มองประเมินอยู่นั้น เจ้าอ้วนน้อยก็กลืนเส้นหนวดสีเลือดลงไปในปาก ก่อนเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
ตอนนี้ผู้ที่ไล่ตามหนวดสีเลือดเหล่านั้นพากันหยุดฝีเท้าทีละคน มองเจ้าอ้วนน้อยอย่างหวาดกลัว แล้วก้าวถอยหลังท่ามกลางความเงียบงัน ไม่นานก็จากไป
“ลูกค้าผู้นี้ ท่านล่ะ จะเข้าพักหรือกินอาหาร” เขาไม่สนใจคนที่ถอยไปเหล่านั้น เจ้าอ้วนน้อยยิ้มตาหยีมาให้หวังเป่าเล่อ แววตามีแสงวาววับที่ซุกซ่อนไว้อย่างล้ำลึกวาบผ่านไป
หวังเป่าเล่อกวาดมองเขาแล้วหันกายกำลังจะเดินจากไป แต่ชั่วขณะต่อมา เงาร่างของเจ้าอ้วนน้อยก็วาบมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ เขายังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยี
“ท่านลูกค้า มาถึงประตูแล้วเหตุใดไม่เข้าไปลองหน่อยล่ะ บนถนนเส้นนี้น่ะ รสชาติที่ร้านข้าอร่อยที่สุดแล้ว”
ขณะที่เอ่ย ประตูร้านก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ภายในนั้นไม่มีตะเกียง มืดสนิท มีเสียงหอบหายใจที่กลั้นเอาไว้ ราวกับโลกภายในประตูกลายเป็นปากใหญ่คอยกลืนกินผู้คน รอให้อาหารมาส่งถึงที่
“ต้องเข้าไปหรือ” หวังเป่าเล่อเอียงคอถาม
เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้ายิ้มตาปิด ความวาววับในแววตาปิดไม่มิดแล้ว ขณะเดียวกัน เมื่อฝูงชนรอบข้างทั้งหมดที่เดินผ่านมาเห็นภาพนี้เข้าก็รีบหลบเลี่ยงไปไกลเช่นกัน
“ถ้าข้าไม่ไปล่ะ” หวังเป่าเล่อเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่มีความสุขน่ะสิ” เจ้าอ้วนน้อยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ก็ได้” หวังเป่าเล่อพยักหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายเชื้อเชิญเขาอย่างจริงจังเช่นนี้ เขาคิดว่าหากตนปฏิเสธก็ออกจะไร้เหตุผลไปสักหน่อย ดังนั้นจึงหันกายเดินไปยังประตูใหญ่
“พนักงานทั้งหลาย เปิดร้าน” เจ้าอ้วนน้อยยิ้มกว้างยิ่งขึ้น เขาตะโกนเสียงดังเข้าไปในประตู จากนั้นเดินตามหวังเป่าเล่อไปที่ประตูใหญ่ด้วยกัน
ในฝูงชนห่างไกลมีผู้มาจากภายนอกแบบเดียวกับหวังเป่าเล่ออยู่ หลังจากเห็นภาพนี้ สีหน้าก็ซับซ้อนขึ้นมา พวกเขารู้ดีว่าในวันเทศกาลสวาปาม จุดที่อันตรายที่สุดของเมืองแห่งนี้ไม่ได้มาจากเจ้าแห่งปรารถนากับกลุ่มขบวนแห่ ยิ่งไม่ใช่การแย่งชิงระหว่างกันและกันด้วย แต่มาจาก…ร้านค้าทุกร้านในเมืองแห่งนี้
ในยามปกติ ผู้คนที่เดินเข้าไปในร้านพวกนี้คือลูกค้า
แต่ในวันเทศกาลสวาปาม ผู้ที่เดินเข้าไป…ก็คือวัตถุดิบอาหาร
แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ตอนนี้ใบหน้าของหวังเป่าเล่อที่เดินหันหลังให้พวกเขาเข้าไปยังประตูใหญ่กลับมีท่าทางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ประกายสีเลือดในแววตากำลังกระโดดโลดเต้น…
ส่วนเจ้าอ้วนน้อยที่เชิญเขามาอย่างจริงใจผู้นั้นย่อมไม่รู้เช่นกันว่าผู้ที่เขาเชิญให้เข้าไป…เป็นการมีอยู่แบบไหน
“เปิดร้านแล้ว” หวังเป่าเล่อแย้มยิ้ม ก้าวเข้าไปในประตูร้านบานใหญ่มืดสนิท
…………………………………..
หลังจากมองดูทั้งหมดนี้แล้ว หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาลง ร่างกายหายวาบ ชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวอยู่กลางกลุ่มผู้คนพร้อมเดินตามฝูงชนเข้าประตูเมือง
เมื่อเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอวลชวนน้ำลายสอที่ลอยมาจากในเมืองก็ทำให้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่ต่อแถวเข้าเมืองอยู่หายใจถี่รัวเล็กน้อย
แม้จะส่งผลต่อหวังเป่าเล่อน้อยมาก แต่ความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาเช่นนี้ก็ยังชวนให้นึกถึงความทรงจำเรื่องการกินของร่างจริงในวัยเด็กขึ้นมา
มันทำให้หวังเป่าเล่ออดลูบคลำกระเป๋าคลังเก็บไม่ได้ น่าเสียดายที่ผ่านมาหลายปีแล้ว ด้านในจึงไม่มีน้ำเย็นหล่อวิญญาณ
“จู่ๆ ก็คิดถึงขึ้นมา…” ขณะที่หวังเป่าเล่อถอนหายใจ เขาก็เงยหน้ามองประตูเมืองที่อยู่ไกลๆ แม้ที่นี่จะมีทหารรักษาการณ์อยู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจคนเข้าเมืองพวกนี้ ทว่ากลับมีม่านแสงบังอยู่ที่ประตูเมือง
เห็นได้ชัดว่ามันคือเทพวัตถุอย่างหนึ่ง ผู้ที่ก้าวผ่านม่านแสงเข้าเมืองทุกคนล้วนได้รับการระบุป้ายคำสั่งและจำนวนครั้งการใช้งานโดยอัตโนมัติ ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขย่อมผ่านไปได้โดยไม่ถูกขัดขวาง แต่บางครั้งก็จะมีคนที่พยายามจับปลาในน้ำขุ่นอยู่เช่นกัน
คนเหล่านี้ล้วนถูกขวางเอาไว้ข้างนอกโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้ายังวอแวอยู่อีกล่ะก็ ทหารรักษาการณ์เหล่านั้นก็จะลงมือโยนคนพวกนี้ออกไปไกลๆ
สิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อสนใจไม่ใช่คนที่ถูกโยนออกไปเหล่านั้น แต่เป็นม่านแสงเทพวัตถุนั่นต่างหาก และถึงแม้ทหารรักษาการณ์เหล่านี้จะสวมชุดแบบมาตรฐาน แต่ดูจากเกราะอันหรูหราและใบหน้าท่าทางดูมีสง่าราศีแล้ว ก็คล้ายกับได้กินของบำรุงชั้นยอดที่ยังไม่ย่อยสลายเข้าไป สีหน้าของแต่ละคนเต็มเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่ง ยามกวาดตามองคนเข้าเมือง ส่วนใหญ่ก็จะมีประกายเหยียดหยามเล็กน้อย
จากความเข้าใจในธรรมชาติมนุษย์ของหวังเป่าเล่อแล้ว สิ่งที่ทำให้ทหารรักษาการณ์มีพฤติกรรมเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของและภาคภูมิใจต่อเมืองแห่งนี้ ถึงได้ประพฤติตนเช่นนี้ออกมา
ยิ่งทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกสนใจต่อเมืองปรารถนารสมากขึ้นไปอีก
ไม่นานนัก หลังจากกลุ่มคนเข้าเมืองที่หวังเป่าเล่ออยู่เดินผ่านม่านแสงเข้าไปทีละคนๆ จนมาถึงคราวของหวังเป่าเล่อ เขาก็ก้าวเข้าไปใกล้กับม่านแสงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย และในชั่วขณะที่ก้าวเข้าไป เขาก็สัมผัสได้ว่าป้ายสิทธิเข้าเมืองที่ตนได้มากะพริบวูบ จากนั้นในหัวก็มีดวงจิตเทพดวงหนึ่งดังขึ้น
“เจ็ดวัน หนึ่งครั้ง”
ดวงจิตเทพนี้เย็นชาเหมือนเครื่องจักร ไม่มีความผันผวนทางอารมณ์ใดๆ เห็นได้ชัดว่ามันมาจากเทพวัตถุของประตูเมือง สิ่งที่บอกมาก็กระชับเรียบง่ายอย่างยิ่ง ทำให้หวังเป่าเล่อรู้ว่าตนสามารถรั้งอยู่ในเมืองนี้ได้เจ็ดวัน ขณะเดียวกันก็เหลือสิทธิเข้าเมืองอีกแค่ครั้งเดียว
“น่าสนใจนี่” เขาพึมพำอยู่ในใจ หวังเป่าเล่อเดินออกจากม่านแสง ก้าวเข้าไปในเมือง แทบจะทันทีที่เขาเข้าสู่เมืองนี้ กลิ่นหอมฟุ้งตลบก็พุ่งเข้ามาหา ขณะเดียวกันยังมีเสียงกู่ร้องราวกับอีกเดี๋ยวก็จะดังกึกก้องไปทั่วทั้งหูของหวังเป่าเล่อแล้ว
เขามองเห็นว่าที่ถนนสายหลักข้างหน้าในเมืองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ตอนนี้กำลังมีผู้คนสวมชุดสีสันสดใส ท่าทางตลกขบขันจำนวนมากโห่ร้องพลางก้าวไปข้างหน้า
คนสวมชุดสีสันสดใสเหล่านี้พิเศษอย่างยิ่ง ตัวของพวกเขาโป่งพอง โดยเฉพาะคนที่อยู่ด้านหน้าสุด ไม่ได้ต่างจากสมัยนั้นที่หวังเป่าเล่ออ้วนที่สุดเลยสักนิด คนทั้งคนดูแล้วคล้ายกับภูเขาเนื้อลูกหนึ่ง
ภูเขาเนื้อคนนี้ไม่ได้เดินด้วยตัวเอง แต่ถูกผู้ฝึกตนสวมชุดสดใสหลายสิบคนแบกอยู่
ส่วนด้านหน้าอาคารมากมายบนสองข้างทางตอนนี้ล้วนมีผู้คนนับไม่ถ้วนเบียดเสียดกัน มองดูภูเขาเนื้อและขบวนแห่พร้อมส่งเสียงโห่ร้องกันทั้งคณะ
ขณะที่ฝูงชนจากสองข้างทางกู่ร้องอยู่นั้น บางคราวกลุ่มคนสวมชุดสีสันสดใสในขบวนแห่บนถนนหลักก็โยนอาหารปรุงสุกต่างๆ ออกมา เนื้อเอย ผลไม้เอย ผักเอย และยังมีของกินได้จำพวกโอสถบำรุงอีกด้วย ก่อนจะถูกกลุ่มคนที่อยู่สองข้างทางพากันแย่งชิงแล้วกินเข้าไป
ดูคล้ายจะสนุกสนาน แต่ภาพนี้กลับมีความประหลาดแฝงอยู่
เพราะว่า…นอกจากกลุ่มขบวนแห่ที่สวมชุดสีสันสดใสแล้ว แทบทุกคนจากสองข้างทางต่างก็…ผอมโซมีแต่กระดูก ใบหน้าเหลืองซูบ ในดวงตามีเส้นเลือด ยิ่งตอนกินอาหารก็เผยความตะกละตะกลามออกมา
ถึงขั้นที่หวังเป่าเล่อยังเห็นว่ามีหลายคนฆ่ากันเองเพียงเพื่อเนื้อชิ้นหนึ่ง และคนที่ตกตายเพราะฝูงชนรอบข้างแน่นขนัดเกินไปเหล่านั้นก็ไม่อาจล้มลงได้เลย แต่ถูกอัดเอาไว้ตรงนั้น ดูแล้วยิ่งแปลกพิลึกไปใหญ่
ราวกับ…ทุกคนล้วนเป็นบ้าไปหมด
ยิ่งกว่านั้นที่ด้านหลังของกลุ่มขบวนแห่ชุดสีสันสดใสยังมีคนผอมแห้งติดกระดูกจำนวนมากกว่าเดินตามคณะมา ตลอดทางต่างโห่ร้อง ตลอดทางต่างยื้อแย่งอาหาร และเมื่อคณะขบวนแห่ไปไกลแล้ว คนที่อยู่สองข้างทางก็พุ่งเข้าไปอยู่ในฝูงชนที่อยู่ข้างหลังอย่างรวดเร็ว แล้วตามขบวนแห่ไป ราวกับงูยักษ์ที่ตัวยาวขึ้นไม่หยุดและกำลังทะลักไปข้างหน้า
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การมีอยู่ของเขาแทบจะไม่มีใครให้ความสนใจด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้เขาจะเข้าไปในฝูงชนแล้วเดินตามกลุ่มคนไปด้วย ก็ไม่มีผู้ฝึกตนคนไหนใส่ใจ
เป็นเช่นนี้ ขณะที่สังเกตการณ์และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน เวลาก็เคลื่อนผ่านไปช้าๆ สองชั่วยามต่อมา ขณะที่ขบวนแห่เคลื่อนตัว ฝูงชนที่ตามอยู่ข้างหลังก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแน่นขนัด คงจะมีมากถึงหลายล้านเลยทีเดียว แม้แต่หวังเป่าเล่อที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ยังรู้สึกเวียนหัวเพราะเสียงกู่ก้องอื้ออึงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ขนาดเขายังเป็นเช่นนี้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น เมื่อเทียบกับหวังเป่าเล่อที่สามารถสะกดกลั้นเอาไว้ได้แล้ว คนที่ทำไม่ได้ย่อมมีอยู่มากมาย อีกทั้งเมื่อไม่อาจต้านทานก็เหมือนกับติดเชื้อ จะเสียสติอยู่ในอาการวิงเวียน พฤติกรรมก็จะยิ่งคล้อยไปกับคนหมู่มากเป็นธรรมดา
ส่วนอาหารที่ถูกโยนมาให้นั้น หวังเป่าเล่อไม่เคลื่อนไหว สัญชาตญาณบอกเขาว่าอาหารเหล่านี้มีปัญหา และก็เป็นเช่นนี้ เมื่อผ่านมาสองชั่วยาม จู่ๆ ขบวนแห่ข้างหน้าก็หยุดลง เสียงโห่ร้องหายวับอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นความเงียบงัน
หวังเป่าเล่อแผ่ดวงจิตเทพออกมา เขามองเห็นทันทีว่าตอนนี้จุดที่อยู่ข้างหน้าขบวนแห่คือแท่นบูชาขนาดใหญ่ ทั่วทุกทิศรอบแท่นบูชาล้วนมีกลุ่มขบวนแห่อออยู่ตลอด ผู้นำต่างเป็นคนที่เหมือนกับภูเขาเนื้อ และด้านหลังก็มีคนผอมแห้งจำนวนมากตามอยู่เหมือนกัน
ราวกับ…คนทั้งเมืองรวมถึงคนนอกล้วนมารวมตัวกันที่นี่
และบนแท่นบูชานั้น เดิมทีมันว่างเปล่า แต่ตอนนี้ขณะที่ประกายแสงกะพริบวาบ เงาร่างมหึมาก็ปรากฏตัวขึ้น
คนผู้นี้สูงถึงพันจั้งและสั่นสะเทือนจิตใจของผู้คนไปพร้อมกัน เป็นเพราะรูปร่าง จึงทำให้ความรู้สึกกดดันจากตัวเขาน่าตะลึงยิ่งกว่าเดิม
ถ้าหากเทียบกับคนธรรมดาแล้ว หากการที่คนอ้วนแปดคนที่ถูกผู้คนแบกไว้จากแปดทิศทางรอบแท่นบูชาถูกเรียกว่าภูเขาเนื้อ เช่นนั้นตอนนี้พอนำมาเทียบกับยักษ์ใหญ่สูงพันจั้ง พวกเขาก็เหมือนกับเด็กทารกอย่างไรอย่างนั้น
ในแง่หนึ่ง ยักษ์ใหญ่สูงพันจั้งผู้นี้ไม่อาจนับว่าเป็นมนุษย์แล้ว แต่เป็นเนื้อชิ้นหนึ่งที่ใหญ่ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างทุกกระเบียดนิ้ว!
คลื่นผันผวนของพลังฝึกตนที่เทียบได้กับขั้นห้าสูงสุดแผ่ออกมาจากตัวของก้อนเนื้อชิ้นนี้ ช่างสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน กดดันทุกผู้คนยิ่งนัก
“คารวะเจ้าปรารถนา!” เมื่อเสียงร้องคำรามของเจ้าอ้วนทั้งแปดจากแปดทิศรอบแท่นบูชาดังขึ้น ทุกคนที่อยู่รอบๆ ก็เป็นบ้าขึ้นมา แววตาคลั่งไคล้ พากันตะโกนร้องเสียงดังลั่น
ขณะที่ทุกคนตะโกนร้องอยู่นั้น ก้อนเนื้อบนแท่นบูชาก็ค่อยๆ ยกมือขวาอันน่าสะพรึงขึ้นมาแล้วกดลงไป ทันใดนั้นรอบข้างก็เงียบงันอีกครั้ง ขณะเดียวกัน เส้นสีทองนับไม่ถ้วนก็ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน แล้วปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง
มันคือหนวดทองที่หวังเป่าเล่อเคยกินไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งนั่นเอง ตอนนี้กำลังก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ยักษ์ หนวดทั้งหมดในนั้นล้วนดิ้นไปมา ดูแล้วน่าสะพรึงอย่างยิ่ง
หวังเป่าเล่อเหลือบมองป้ายคำสั่ง ไม่ได้ถามอะไรมาก เขายกมือจับอากาศ ทันใดนั้นป้ายคำสั่งก็พุ่งมาหา พอจับไว้ได้หวังเป่าเล่อก็เก็บมัน จากนั้นจึงมองไปที่ข้างในป่าที่ซึ่งส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาดออกมา
เมื่อผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายผู้นั้นเห็นหวังเป่าเล่อเก็บป้ายคำสั่งไปแล้ว ในใจก็โล่งอกเล็กน้อย แต่ความระแวดระวังยังคงอยู่ เขาเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ
“สหายเต๋า เชิญ”
กล่าวพลาง ตัวเขาก็เอียงไปด้านข้าง ไม่กล้าเดินนำหน้าและหันหลังให้หวังเป่าเล่อ แต่รอให้เขาเดินไปด้วยพร้อมกัน ตอนนี้ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นต้นสองคนที่อยู่อีกสองด้านก็พากันแผ่พลังมากขึ้น ไม่ได้แสดงเจตนาโจมตี แต่ป้องกันเป็นหลัก
หวังเป่าเล่อไม่สนใจการกระทำของคนทั้งสาม ตอนนี้เขาเดินเข้าไปในป่าเพียงชั่วแวบเดียว ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายที่อยู่ข้างๆ ก็ก้าวไปพร้อมกัน แทบจะในชั่วพริบตา ทั้งคู่ก็เข้ามาอยู่ในป่าและมองเห็นที่มาของกลิ่นหอมประหลาดแล้ว
มันคือหม้อใหญ่สูงราวหนึ่งคนกว่าๆ ทั้งใบเป็นสีเขียว ด้านบนสลักสัญลักษณ์และอักขระเอาไว้ ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเก่าแก่ออกมาพร้อมกัน อักขระเหล่านั้นคล้ายแฝงความล้ำลึก ซึ่งเข้ากันกับสัญลักษณ์ด้านบน ทำให้หม้อนี้ส่งเสียงคำรามต่ำออกมา
ราวกับมีสิ่งมีชีวิตที่ครอบครองพลังยิ่งใหญ่กำลังกระแทกโจมตีจากข้างในหม้อใบนี้ไม่หยุดในชั่วขณะนี้ มันพยายามพังหม้อใบนี้ออกมา แต่กลับยากจะฝ่าออกมาได้ ทำได้เพียงถูกหม้อใหญ่หลอมละลายอย่างต่อเนื่อง จนส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนท้องไส้ปั่นป่วนออกมา
ขณะเดียวกัน รอบด้านยังมีร่องรอยของการต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด และยังมองเห็นศพหลายศพอยู่ไกลๆ ด้วย
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว ขณะก้าวเดินเขาก็แผ่ดวงจิตเทพมากวาดมองข้างในหม้อใหญ่ใบทันที เห็นชัดเจนว่าข้างในหม้อใบนี้มีเส้นสีทองหนึ่งเส้นที่มีลักษณะเหมือนกับหนวดเคราหรือเส้นผมของสิ่งมีชีวิตกำลังถูกต้มอยู่ในหม้อ
บางทีน้ำที่นำมาต้มเดิมอาจจะใสไร้สี แต่ตอนนี้มองด้วยตาเปล่าก็เห็นชัดว่าสีของมันเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จนกลายเป็นสีทองอ่อน กลิ่นหอมก็เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
“นี่คือ…” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง อาศัยความรู้กว้างขวางของร่างจริง แต่กลับไม่รู้อยู่ดีว่านี่คือสิ่งมีชีวิตใด แต่เขาสัมผัสได้ว่าหากกินเจ้าสิ่งนี้เข้าไป มันจะบำรุงกายเนื้อและมอบประโยชน์ที่นับว่าไม่เลวให้
สำหรับเขา มันมีประโยชน์แบบธรรมดา แต่สำหรับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากสมบัติล้ำค่า
ขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังประเมินหม้อใหญ่ใบนี้อยู่ ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายก็สังเกตดูหวังเป่าเล่อเช่นกัน เมื่อเห็นว่าสีหน้าของหวังเป่าเล่อยังเหมือนเดิมราวกับไม่มีความคิดโลภเพราะหนวดอัศจรรย์เส้นนี้แล้ว จิตใจของเขาก็นับว่าสงบลงเล็กน้อย ถึงกับลอบถอนหายใจออกมา นึกเสียดายว่าก่อนหน้านี้เห็นอยู่ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังจะจากไป แล้วเหตุใดตนถึงต้องคิดหยุดเขาไว้ด้วย
ผลสุดท้ายดันไปหยุดเทพสังหารตนหนึ่งเสียได้
ตอนนี้เขาตั้งสติ โบกมือให้แสงสีฟ้าบินออกมาจากกระเป๋าคลังเก็บของตน ก่อนกลายเป็นหุ่นเชิดลักษณะเหมือนเด็กคนหนึ่ง เขาถือชามทองแดง เดินไปตักของจากด้านหน้าหม้อใบนั้นมาบางส่วน จากนั้นจึงส่งไปตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
“สหายเต๋า ของสิ่งนี้มีผลบำรุงดีนัก เชิญ”
ใบหน้าของหวังเป่าเล่อไร้อารมณ์ เขารับมาแล้วก็ดื่มมันเข้าปากทันที จากคุณสมบัติของร่างจริง ไม่ว่าคำสาปก็ดี ยาพิษก็ช่าง ล้วนแต่ไม่มีผลกับตัวเขามานานแล้ว
แม้ว่าเขาจะเป็นแค่ร่างแยกก็ยังเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
เมื่อซุปร้อนอุ่นๆ ตกถึงท้อง มันก็กลายเป็นกระแสอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกาย ดวงตาของหวังเป่าเล่อสว่างขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ แม้ว่าประสิทธิภาพของซุปถ้วยนี้แทบจะไม่มีผลอะไรต่อเขามากมาย แต่รสชาติของมันกลับอร่อยล้ำเลิศอย่างที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน
“ขออีกชาม” หลังจากดื่มจนหมดแล้ว หวังเป่าเล่อก็เลียริมฝีปากแล้วเอ่ยบอก
ตอนนี้ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายผู้นั้นพลันรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ยังให้หุ่นเชิดเต๋าไปตักมาเพิ่มอีกหนึ่งชาม จากนั้นเขาก็ทำแบบเดียวกัน มานั่งข้างหวังเป่าเล่อแล้วลิ้มรสมัน
ส่วนผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นต้นสองคนก็ทำได้เพียงยืนกลืนน้ำลายอยู่ตรงนั้น
เป็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อและผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายก็ดื่มกันอย่างข้าชามเจ้าชาม ดื่มไปพลาง หวังเป่าเล่อก็คล้ายเอ่ยถามไปเรื่อย เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาบอกว่าตนเป็นผู้ฝึกตนจากเมืองโบราณ ดังนั้นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายจึงไม่ได้คิดมากกับคำถามของหวังเป่าเล่อ ถึงอย่างไรทั้งหมดนั่นก็เป็นแค่เรื่องความรู้เบื้องต้น ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพื่อทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
ดังนั้น หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เมื่อหนวดทองในหม้อใบนั้นหลอมละลายจนสมบูรณ์ ซุปเนื้อกลายเป็นสีทอง ทั้งยังถูกพวกเขาทั้งสองดื่มลงไปเกือบแปดส่วน หวังเป่าเล่อก็ได้รับสิ่งที่เขาต้องการเช่นกัน
ตัวอย่างเช่นเขารู้แล้วว่าหนวดสีทองนี้มีชื่อว่าหนวดอัศจรรย์ ของสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ ผู้ฝึกตนคนนั้นก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แต่ว่าสิ่งมีชีวิตเช่นนี้เป็นวัตถุดิบที่มีเฉพาะในเมืองปรารถนารส ทุกๆ ปีจะมีการจำกัดการซื้อขาย และต้องทำภารกิจที่เมืองปรารถนารสออกประกาศให้สำเร็จเสียก่อนจึงจะมีสิทธิซื้อได้
หนวดที่พวกเขามีอยู่ตรงนี้ไม่ได้ซื้อ แต่ปล้นชิงมา ดังนั้นจึงเก็บของสิ่งนี้ยาก เลยแก้ไขด้วยการนำไปทำอาหาร พวกเขาไม่มีเวลาเหลือมากนัก ทำได้เพียงหุงต้มอยู่ที่เดิมหลังฆ่าชิงสมบัติมาเท่านั้น
ตอนนั้นเองจึงมีกลิ่นหอมประหลาดโชยออกมา ทำให้ชายชราชุดดำที่ตายด้วยมือของหวังเป่าเล่อผู้นั้นไปคอยขวางไว้ข้างนอก
ขณะเดียวกัน สำหรับเรื่องป้ายคำสั่งเข้าเมืองของเมืองปรารถนารส หวังเป่าเล่อก็ได้รับคำตอบที่ตนต้องการเช่นกัน ห่างจากที่นี่ราวๆ หลายแสนลี้ก็จะเป็นเมืองปรารถนารสซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว
แม้ว่าเมืองนี้จะไม่ได้ปิดประตูตลอดปี แต่ก็มีเงื่อนไขเข้มงวดสำหรับคนเดินทางเข้าออกซึ่งจะต้องมีป้ายคำสั่งพิเศษ จึงจะเข้าและออกจากเมืองได้ อีกทั้งภายในป้ายคำสั่งทุกป้ายล้วนมีจำกัดจำนวนครั้งและเวลาที่พักอยู่ในเมือง หากเวลาพักหมดแล้วและยังไม่จากไป ก็จะถูกเมืองปรารถนารสลงโทษ
อีกทั้งหลังจากจำนวนครั้งถูกใช้ไปหมดแล้ว ก็ต้องทำภารกิจเพื่อเติมจำนวนครั้งของป้ายคำสั่ง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีสิทธิเข้าเมืองอีกต่อไป
“เมืองปรารถนารสคือสวรรค์ของพวกผู้ฝึกตนอย่างข้า” ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับหวังเป่าเล่อทอดถอนใจออกมา
“ที่นั่น ขอเพียงเจ้าจ่ายค่าตอบแทน ก็จะได้อาหารรสเลิศที่ไม่อาจจินตนาการ และอาหารรสเลิศทุกชนิดก็ล้วนทำให้การฝึกตนของเจ้าเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วย”
“โดยเฉพาะเทศกาลสวาปามในวันแรกของทุกเดือน ทั่วทั้งเมืองจะกู่ก้องร้องยินดี แค่ได้กลิ่นหอมก็บำรุงวิญญาณเทพได้แล้ว พอนับวันดูก็คือวันนี้เอง น่าเสียดายที่ข้ายังมีธุระอื่น ไปไม่ทันแล้ว…”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้ฝึกตนที่อยู่ตรงหน้าและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกชื่นชมต่อเมืองปรารถนารสของอีกฝ่าย หวังเป่าเล่อก็รู้สึกสนใจขึ้นมา เห็นว่าดื่มซุปไปได้พอสมควรแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืน ก่อนเอ่ยลาท่ามกลางสายตาลอบแปลกใจของผู้ฝึกตนผู้นั้น
กระทั่งหวังเป่าเล่อเดินไปไกลแล้ว ระดับวิญญาณจุติชั้นปลายผู้นี้ก็โล่งอกได้อย่างแท้จริง สหายอีกสองคนที่ไม่กล้าเข้ามาใกล้ก็รีบพุ่งเข้ามาตักซุปกินทันที ขณะที่รู้สึกหดหู่ก็มีความยินดีอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ยังเหลือ…
พวกเขากินจนหมดด้วยความเร็วขั้นสุด จากนั้นทั้งสามก็รีบเก็บหม้อใหญ่แล้วจากไปอย่างร้อนรน
ด้านหวังเป่าเล่อในตอนนี้กำลังเดินทางอยู่บนฟ้า พุ่งตรงไปยังเมืองปรารถนารสตามทิศทางที่ได้รับมา หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนคนอื่น แม้ว่าระยะทางหลายแสนลี้จะไม่ถือว่าไกลเท่าไร แต่ก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย อีกทั้งที่นี่ยังมีข้อจำกัดและการขวางกั้นวิชาเคลื่อนย้ายด้วย
แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา และเป็นเช่นนี้เอง หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ด้านหน้าหวังเป่าเล่อที่กำลังท่องทะยานอยู่บนฟ้า บนพื้นที่ระหว่างฟ้าดินไกลๆ นั่น เขาก็มองเห็น…เมืองใหญ่มหึมาชวนให้ใจสั่นสะท้าน!
ทั่วทั้งเมืองเหมือนกับหม้อใบใหญ่ยักษ์ ด้านนั้นมีเสียงอึกทึกจอแจปะทุขึ้น อยู่ไกลๆ ก็ยังได้ยิน และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือควันสีเขียวเป็นหย่อมๆ ที่กำลังลอยขึ้นฟ้ามาจากภายในเมืองแห่งนี้ แล้วก่อตัวเป็นเมฆครึ้มก้อนใหญ่อยู่บนท้องฟ้า สายฟ้ามากมายแลบผ่านก้อนเมฆ เสียงฟ้าร้องดังลั่น
แต่กลับสะกดกลั้นเสียงกู่ร้องภายในเมืองไม่ได้เลย ราวกับว่าตอนนี้…ภายในเมืองแห่งนี้กำลังจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ขึ้น
และจะมองเห็นได้ว่าที่นอกเมืองมีผู้ฝึกตนจำนวนมากกำลังต่อเป็นแถวยาวเข้าเมืองกันอย่างต่อเนื่อง
“เมืองปรารถนารส” หวังเป่าเล่อหรี่ตา พุ่งไปฉับพลัน
………………………………………………
“หวังเป่าเล่อคนใหม่หรือ” ที่ส่วนลึกใต้พื้นดินของจื่อหมัว หวังเป่าเล่อผู้นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นหัวเราะออกมา ไม่ได้ไปสนใจ
ร่างแยกเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีเหตุต้นผลกรรมใดๆ กับอดีตของหวังเป่าเล่อเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าบอกว่ามีอยู่จริง ก็คงเป็นเพราะกฎเกณฑ์แห่งสุขและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงที่แพร่กระจายอยู่ในร่างของหวังเป่าเล่อตอนนี้ ที่อาจจะยังมีอยู่ในตัวร่างแยกไม่มากก็น้อย
แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เดิมทีกฎของเต๋าทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกชั้นที่สองแห่งนี้อยู่แล้ว ไม่นับว่าเป็นเหตุต้นผลกรรมของตัวเขา
มีเพียงความสัมพันธ์แค่อย่างเดียวจริงๆ ซึ่งก็คือ…ตั้งใจจะกำจัดเหตุต้นผลกรรมกับมหาเทพเหมือนกัน
แค่เรื่องนี้ก็เพียงพอแล้ว
“บางทีการใช้ท่าทีที่เยือกเย็นขึ้นและเด็ดเดี่ยวขึ้นก็อาจจะคลี่คลายสถานการณ์ได้ดีขึ้นก็ได้” หวังเป่าเล่อจ้องมองร่างแยกที่เดินไปไกลแล้ว จากนั้นจึงหลับตาลงช้าๆ สำหรับเขาแล้ว สำเร็จคือดีที่สุด ถ้าร่างแยกล้มเหลวก็ไม่เป็นไร คิดว่าตอนนั้นตนคงจัดการภัยแฝงเรื่องกฎเกณฑ์ของโลกภายนอกในตัวเขาได้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อถึงตอนที่เขาผสานกฎเกณฑ์แห่งสุขและกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็สามารถเดินออกไปได้อีกครั้งโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตรึงตำแหน่งหรือถูกตามหาตัวเลย
เป็นเช่นนี้ หลังจากร่างจริงของหวังเป่าเล่อหลับตาลง ทั้งร่างก็จมลงไป ส่วนร่างแยกของเขาตอนนี้อยู่นอกทะเลทราย เดินทางไปไกลอยู่บนผืนโลก
เขาไม่มีความคิดจะทำตัวไม่เป็นจุดสนใจแบบหวังเป่าเล่อร่างจริง ตอนนี้ร่างแยกไม่มีความผันผวนทางอารมณ์แม้แต่น้อย เขาแผ่พลังฝึกตนระดับวิญญาณจุติออกมาทั่วร่าง พร้อมเร่งความเร็วพุ่งฉิวไปข้างหน้า
ไร้จุดหมายปลายทาง
ร่างแยกของหวังเป่าเล่อก็ไม่รู้ว่าตนต้องไปที่ใด โลกใบนี้กว้างใหญ่ และตัวเขาก็ยังไม่คุ้นเคยกับที่นี่อย่างยิ่ง ดังนั้นตามความคิดของเขาแล้ว ตอนนี้ตนจำเป็นต้องสอบถามผู้ฝึกตนประจำถิ่นสักคน
เวลาเคลื่อนผ่าน ขณะที่หวังเป่าเล่อเร่งเดินทางรวดเร็วไปพร้อมกับความคิดเช่นนี้ ไม่นานก็ผ่านมาแล้วสี่วัน
ในช่วงสี่วันนี้ ไม่ว่าเขาผ่านไปที่ใดก็ไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ฝึกตนสักคนเดียว ผืนดินค่อยๆ เปลี่ยนจากสีม่วงเข้ม จนกระทั่งเข้าวันที่ห้า สีของพื้นดินก็เริ่มเป็นสีเหลืองอ่อน มีต้นไม้ใบหญ้ามากขึ้น
หวังเป่าเล่อที่กำลังเร่งเดินทางกวาดมองผืนแผ่นดิน ขณะที่กำลังจะเดินทางต่อ ไม่ช้าสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปมองด้านขวา ที่ป่าในบริเวณห่างไกลตรงนั้นคล้ายจะมีร่องรอยผันผวนของกฎเกณฑ์อยู่
หลังจากปราดมอง หวังเป่าเล่อก็หันหน้าเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงไปยังพื้นที่แห่งนั้น แต่เมื่อเข้ามาใกล้ป่าผืนนี้ กลับมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นมาในพริบตา
หวังเป่าเล่อไม่ขยับขา ร่างกายส่วนบนเอนหลบไปด้านหลัง หางตามองเห็นเงาดำถลันบินผ่านหน้าตนไปตรงๆ บนยอดของต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งที่ไกลๆ มีร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
เขาคือชายชราร่างกายผอมแห้งราวกับลิงคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าสีดำ พลังฝึกตนอยู่ระดับวิญญาณจุติชั้นกลาง ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ อยู่บนยอดไม้ ดวงตาสาดประกายสีมรกต หลังจากจ้องหวังเป่าเล่อเขม็ง เขาก็เอ่ยเสียงแหบแห้งว่า
“ผู้มาเป็นใคร!”
“ผู้ฝึกตนจากเมืองโบราณ” หวังเป่าเล่อเอ่ยอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้บอกชื่อแซ่ของตนออกไป ประกายแสงในดวงตารวมตัวกันแล้วจ้องมองชายชรา
“เมืองโบราณหรือ ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า ออกไปเดี๋ยวนี้” ชายชราหรี่ตาลง เลียริมฝีปาก เสียงแหลมคมเล็กน้อย
หวังเป่าเล่อกวาดมองอย่างเย็นชาปราดหนึ่ง ก่อนมองไปยังป่าผืนนั้นที่อีกฝ่ายขวางไม่ให้ตนเข้าไป เขาสัมผัสได้ลางๆ ว่าในป่ายังมีสายตาอีกสามคู่กำลังจ้องมาที่ตนเอง ทั้งยังแฝงเจตนาร้ายเอาไว้ และจมูกของเขาก็ได้กลิ่นหอมแปลกประหลาดเช่นกัน
กลิ่นหอมนี้ไม่รู้ว่าปรุงมาจากเนื้อสัตว์อะไร แม้จะจางมาก แต่ทันทีที่จมูกของหวังเป่าเล่อได้กลิ่น ร่างกายของเขาก็รู้สึกอยากกินขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ คล้ายกับว่าตัวเขากำลังหิวกระหาย
คิดไปคิดมาคนพวกนี้น่าจะกำลังปกป้องของแปลกประหลาดนั่นอยู่ที่นี่ หากเปลี่ยนเป็นร่างจริงของเขา บางทีอาจจะรู้สึกสนใจอยู่บ้าง แต่หวังเป่าเล่อในขณะนี้ไม่สนใจ
“ขอแผนที่ของแถวนี้ให้ข้า แล้วข้าจะไป” หวังเป่าเล่อถอนสายตากลับแล้วเอ่ยบอกตรงๆ
ชายชราชุดดำขมวดคิ้วมุ่น คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกตะลึงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นความแปลกใจ ดังนั้นหลังจากประเมินหวังเป่าเล่ออยู่สองสามที เขาก็สะบัดมือขวา โยนแผ่นหยกไปให้ หลังจากหวังเป่าเล่อคว้ามาได้ก็ใช้ดวงจิตเทพกวาดมอง ก่อนหันกายจากไป
แต่ในชั่วขณะที่หวังเป่าเล่อเดินห่างจากที่นี่ไปไม่กี่สิบจั้ง ภายในป่าไม้แห่งนั้นพลันมีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
“สหายเต๋าจากเมืองโบราณ ได้พบถือว่ามีวาสนา อยากจะเข้ามาเสวยสุขด้วยกันสักหน่อยหรือไม่”
แทบจะทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ชายชราชุดดำผู้นั้นก็หรี่ตาและหายตัววาบคล้ายทำไปเพราะเสียงนี้ จากนั้นจึงกลายเป็นเงาติดตาที่รวดเร็วจนน่าตะลึง แล้วมาปรากฏตัวอยู่หน้าหวังเป่าเล่อ ขวางทางเขาเอาไว้ทันที
“หมายความว่าอย่างไร?” หวังเป่าเล่อหยุดชะงักฝีเท้า ใบหน้าไร้อารมณ์ เอ่ยขึ้นอย่างนิ่งสงบ
“ไม่ได้หมายความว่าอะไร แค่อยากจะผูกมิตรเท่านั้น” ผู้ที่ตอบหวังเป่าเล่อไม่ใช่ชายชราชุดดำตรงหน้า แต่เป็นชายที่อยู่ตรงกลางในหมู่ผู้ฝึกตนสามคนที่บินออกมาจากในป่าขณะนี้
ผู้ฝึกตนสามคนนี้คล้ายอยู่ในวัยกลางคน สองคนในนั้นมีพลังฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นต้น มีเพียงคนที่พูดอยู่เท่านั้น เมื่อพลังฝึกตนของเขาผันผวนก็เปิดเผยกลิ่นอายของระดับวิญญาณจุติชั้นปลายออกมา
ตอนนี้เมื่อเขามองหวังเป่าเล่อ สายตาก็ส่องประกายความโลภ ถึงขั้นเลียริมฝีปากด้วยซ้ำ เจตนาร้ายเต็มไปหมด
“อ้อ” สีหน้าของหวังเป่าเล่อไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ขณะที่เขาพยักหน้า ร่างกายของเขาก็ระเบิดพลังทันที มันเหนือกว่าก่อนหน้านี้ยิ่งนัก แทบจะในชั่วพริบตา ขณะที่ทั้งสี่คนยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไร เขาก็มาอยู่ข้างกายชายชราชุดดำ ก่อนยกมือขวาจับคอของชายชราเอาไว้แล้วกระชากอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ยกเข่าซ้ายเตะไปที่เป้าของชายชราหนักๆ
เสียงแควกดังขึ้น เมื่อชายชรากรีดร้องลั่น เลือดเนื้อทั่วร่างของเขาตั้งแต่บนลงล่างก็พร่าเลือน แม้แต่ขั้นวิญญาณจุติก็ถูกทำลายทันที เหลือเพียงหัวที่ถูกหวังเป่าเล่อถืออยู่ในมือเท่านั้น เมื่อเขาหันไปมองผู้ฝึกตนทั้งสามที่หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ ก็โยนมันไปให้
“จะผูกมิตร ก็ต้องมีมารยาทยามพบปะ ข้าแซ่หวังรีบร้อนเดินทางจึงไม่ทันได้เตรียมตัว เช่นนั้นก็ใช้หัวนี้เป็นของขวัญแล้วกัน”
ในบรรดาผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณจุติสามคนนั้น นอกจากวิญญาณจุติชั้นปลายที่พูดจาก่อนหน้านี้แล้ว สองคนที่เหลือก็พากันถอยหลังหลายก้าวตามสัญชาตญาณ สายตาที่มองหวังเป่ามีความหวาดกลัวแรงกล้า
สามารถสังหารวิญญาณจุติคนหนึ่งได้ในชั่วอึดใจ ในความคิดของพวกเขา นี่เป็นศัตรูแกร่งที่ไม่อาจล่วงเกินได้เลย
แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายในตำนานผู้นั้นก็สะอึกอยู่ในใจ หลังจากสูดหายใจลึกแล้วทำให้รอยยิ้มของตนดูเป็นคนดีขึ้นมาหน่อย เขาก็โค้งคำนับพลางกล่าวว่า
“สหายเต๋าเกรงใจแล้ว ข้าชอบมารยาทเช่นนี้มาก ในป่าเตรียมหุงหม้อเนื้อสัตว์เอาไว้ แล้วยังมีเหล้าชั้นดีอีก เชิญ!”
หวังเป่าเล่อไม่ขยับเขยื้อน ปราดมองผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วเอ่ยราบเรียบ
“ผูกมิตรจำเป็นต้องมีมารยาทการพบปะ ของขวัญข้าล่ะ” กล่าวจบหวังเป่าเล่อก็ปรายตามองลำคอของผู้ฝึกตนที่ถอยร่นไปพวกนั้น
เมื่อเห็นสายตาของหวังเป่าเล่อ ทั้งสองคนก็หน้าเปลี่ยนสี ร่างกายถอยหลังอีกครั้ง โคจรพลังฝึกตนเต็มที่
ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติชั้นปลายผู้นั้นก็หน้าเปลี่ยนสีเช่นกัน หลังจากเห็นผู้ฝึกตนทั้งสองคนถอยร่น ความคิดที่อยู่ในใจก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าหากเป็นตัวเองคงไม่อาจสังหารอย่างคล่องแคล่วฉับพลันเช่นนี้ได้ขณะที่มีระดับวิญญาณจุติชั้นกลางเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่แน่ ดังนั้นในเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าสามารถทำได้ เขาก็รู้แล้วว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้
ทั้งตัวเขายังเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน ดังนั้นหากไม่จัดการให้ดี วันนี้จะต้องเกิดวิกฤตถึงชีวิตแน่ เขาหรี่ตาลง สะบัดมือขวา ป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
“ป้ายเข้าเมืองปรารถนารส ในนั้นยังมีจำนวนเข้าเมืองอยู่สองครั้ง ให้เป็นของขวัญ ดีหรือไม่”
……………………………………..
เหมือนกับจักรพรรดิในพระราชวังในเต๋าแห่งฝันของหวังเป่าเล่อ ตอนนี้เสวียนเฉินที่โผล่ใบหน้าไร้อารมณ์ขึ้นมาบนฟ้าสีหน้าเคร่งขรึม มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่แตกต่างไป สิ่งที่เปล่งออกมาไม่ใช่ความน่าเกรงขาม แต่เป็นลมพายุที่แฝงอยู่ใต้ประกายแสงสีแดงก่ำ
ราวกับเบื่อหน่ายโลกและสะกดกลั้นความบ้าคลั่งเอาไว้ แต่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าทั้งที่ควรจะมีอารมณ์ความรู้สึกมาก แต่กลับกลายเป็นความเย็นชาแบบที่ไม่อาจปกปิด บางทีอาจเป็นเพราะความไม่เข้ากันนี้จึงทำให้ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดในโลกาชั้นที่สองพากันเงยหน้าขึ้น พร้อมจิตใจที่สั่นสะท้าน
แม้ว่าผู้แข็งแกร่งในโลกาชั้นที่สองแห่งนี้จะมีมากมาย เจ็ดอารมณ์ก็ดี หกปรารถนาก็ช่าง และยังมีเมืองโบราณลึกลับแห่งนั้นอีก แต่ต้องพูดเลยว่า…ทั้งหมดนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิเสวียนเฉินผู้มีพลังฝึกตนอยู่ในขั้นที่หกเป็นอย่างต่ำนั้น พวกเขาล้วนสามารถถูกบดขยี้ได้
เพราะว่าเขาอยู่เหนือกว่าศิษย์แห่งเทพเจ้า เป็นผู้พิทักษ์จิตแห่งเทพเจ้า และในแง่หนึ่ง เขาก็เป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์ข้อสุดท้ายของโลกใบนี้
ตอนนี้ใบหน้านี้มองลงมายังสรรพชีวิตบนผืนพิภพจากบนฟ้า ราวกับกำลังเสาะหา จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป ก็เห็นได้ชัดว่าใบหน้านี้ได้คลาดกับร่องรอยของหวังเป่าเล่อไปแล้ว มันจึงค่อยๆ เลือนหายไป
ในโลกชั้นที่หนึ่ง ชายชุดคลุมดำผู้ยืนอยู่บนรูปสลักนกแก้วนั่งลงอีกครั้ง ก้มหน้าแล้วหลับตา
เมื่อใบหน้านั้นหายไป วิญญาณจักรพรรดิที่หวังเป่าเล่อดึงดูดมาพวกนั้นก็พากันสลายตัวเช่นกัน โลกทั้งใบค่อยๆ ฟื้นกลับมาเป็นเหมือนเดิม เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันต่อมาสาดส่องไปทั่วโลกา ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติอย่างสมบูรณ์
โลกยังคงหมุนไป สรรพชีวิตยังคงฝึกบำเพ็ญ แต่บรรยากาศแปลกประหลาดกลับเริ่มแพร่กระจายอยู่ในโลกาชั้นที่สอง เป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนนี้ แม้ว่าคนนอกจะไม่รู้รายละเอียด แต่อาศัยการคาดเดาก็ยังเดาออกได้ประมาณหนึ่ง
ผู้ที่สามารถดึงดูดวิญญาณจักรพรรดิและทำให้ผู้พิทักษ์ปรากฏตัวได้นั้น มีเพียง…คนที่มาจากภายนอก
แม้ว่าเรื่องนี้จะพบได้ยากในโลกชั้นที่สอง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นผู้ฝึกตนประจำถิ่นจำนวนมากขึ้นจึงเริ่มแลกเปลี่ยนการคาดเดา ขณะเดียวกัน ยามรุ่งอรุณภายในเมืองปรารถนาเสียงก็มีเสียงฉินดังแว่วมาจากที่ใดสักแห่ง
เสียงดีดฉินนี้มาพร้อมกับความโกรธเกรี้ยว ยิ่งกว่านั้นคือไม่ยินยอม หลังจากมันดังขึ้นมาก็แผ่คลุมไปทั่วทั้งเมือง ทำให้ท้องฟ้าเหนือเมืองปรารถนาเสียงมีเมฆครึ้มปกคลุมในพริบตา ก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะตกลงมา
ไม่นานมีก็มีคำสั่งถูกถ่ายทอดออกมา ผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียงจำนวนมากจะได้รับเงินรางวัลนำจับที่เรียกได้ว่าสูงมากทีละคน
และเป้าหมายของรางวัลนำจับนี้ก็คือตามหาชิงหลิง!
ชิงหลิงก็คือหญิงชุดเขียวที่ถูกหวังเป่าเล่อสังหารและได้เมล็ดเต๋ามาคนนั้นเอง
เมื่อเกิดเรื่องสั่นสะเทือนขึ้นในเมืองปรารถนาเสียงและมีผู้ร่ำร้องจากปรารถนาเสียงจำนวนมากออกมา โลกาชั้นที่สองซึ่งเดิมอยู่ในความสมดุลก็เริ่มส่อแววเสียสมดุลขึ้นมาช้าๆ
ขณะที่ฝนห่าใหญ่ของโลกภายนอกกำลังจะบังเกิด ณ พื้นที่เปล่าเปลี่ยวห่างไกลแห่งหนึ่งในโลกชั้นที่สอง ที่แห่งนี้ไม่ใช่เทือกเขา แต่เป็นทะเลทรายไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง ทว่ามันแตกต่างจากทรายเหลืองดั้งเดิม เพราะทะเลทรายที่นี่เป็นสีม่วง
กรวดทรายสีม่วงก่อเกิดเป็นมหาสมุทรทรายสีม่วงผืนหนึ่ง ทำให้ที่นี่ทั้งดูแห้งแล้ง ขณะเดียวกันก็มีความอัศจรรย์น่าพิศวงอยู่บ้าง
เพราะทุกคนที่เข้าใกล้หรือเดินเข้ามาที่นี่ ล้วนต้องได้กลิ่นคาวเลือด และรั้งอยู่ที่นี่ไม่อาจกลับไปได้
ที่แห่งนี้ ในโลกชั้นที่สองเรียกว่า จื่อหมัว
ตามตำนานเล่าว่าเมื่อหลายปีก่อน มีจอมพลังผู้หนึ่งถูกฆ่าตายในที่แห่งนี้ เลือดของนางชุ่มโชกไปทั่วทั้งทะเลทราย ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้กลายเป็นสีม่วง ขณะเดียวกัน เนื่องจากที่แห่งนี้มีการยับยั้งอันแรงกล้าอยู่ จึงส่งผลกระทบต่อพลังฝึกตนของผู้ฝึกตนที่ก้าวเข้ามาที่นี่ นอกจากนี้ในความเปล่าเปลี่ยวก็ยังมีความแห้งแล้ง และมีจอมพลังมาตรวจสอบดูเพื่อให้แน่ใจว่าที่นี่ไม่มีโอกาสวาสนาใดๆ ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น พื้นที่แห่งนี้จึงยากจะมีเงาคนปรากฏ
แต่ในส่วนลึกใต้ผืนดินของทะเลทรายสีม่วงแห่งนี้ หวังเป่าเล่อกลับนั่งสมาธิอยู่ที่นี่ไม่ขยับเขยื้อน ทั้งจิตและกายล้วนจมอยู่กับการผสานระหว่างกฎเกณฑ์เต๋าแห่งสุขและปรารถนาเสียงภายในร่าง
การผสมผสานเช่นนี้ ตามหลักการแล้วสามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้ แต่การเร่งความเร็วจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดบางอย่างต่อการปกปิดกฎเกณฑ์ในตัวหวังเป่าเล่อ ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงไม่รีบร้อน แต่ปล่อยให้กฎเกณฑ์ทั้งสองอย่างต่อต้านกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในร่าง
เขารู้ดีอย่างยิ่งว่า ครั้งแรกที่ใช้พลังจากโลกภายนอก เขาดึงดูดแค่วิญญาณจักรพรรดิเท่านั้น แต่ตอนใช้ครั้งที่สองกลับทำให้ผู้พิทักษ์ผู้นั้นปรากฏตัวได้ เมื่ออนุมานได้เช่นนี้ เขาก็เชื่อว่าหากตนใช้กฎเกณฑ์ของโลกภายนอกออกมาเป็นครั้งที่สาม หรือกลิ่นอายของเขาถูกตรึงเป้าหมายไว้ได้อีกครั้ง เช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางถอยแล้ว
แต่พลังฝึกตนของเขาตอนนี้ยังไม่พอจะไปต่อกรกับผู้พิทักษ์คนนั้น และเป้าหมายที่เขามายังมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้ก็ไม่ใช่การกวาดล้างครั้งใหญ่ในทันที
จำเป็นต้องแก้ปัญหาสองอย่าง…
หนึ่งคือต้องหาวิธีไปอยู่หน้ามหาเทพให้ได้
ส่วนอย่างที่สองคือผู้พิทักษ์คนนั้น… หวังเป่าเล่อที่นั่งสมาธิอยู่ใต้พื้นดินค่อยๆ ลืมตาขึ้น มันส่องประกายวาบอยู่ใต้พื้นดินอันมืดมิด
จักรพรรดิเสวียนเฉิน…ฝันของเขา การเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายและคำถาม… หวังเป่าเล่อเงียบงัน เขานึกถึงคำพูดเรื่องความดีความชั่ว รู้สึกแปลกๆ กับคำถามในคราวนั้นของอีกฝ่าย ตอนนี้เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ยิ่งแรงกล้ามากขึ้น จนเกิดความรู้สึกรุนแรงอย่างเลือนราง
ความดีและความชั่วเช่นนี้ดูแล้วคล้ายจะเป็นคำถามเรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ท่ามกลางความเงียบงัน หวังเป่าเล่อก้มหน้ามองดูร่างกายของตน สัมผัสได้ถึงการต่อต้านระหว่างกฎเกณฑ์สองชนิดในร่างกาย ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็มีตัวเลือกในใจแล้ว
ในเมื่อไม่อาจเผยร่างจริงได้ง่ายๆ เช่นนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คืออยู่ที่นี่เพื่อหลีกเลี่ยงการค้นหาของอีกฝ่าย จากนั้นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในตอนนี้ก็คือกลายเป็นร่างแยกออกไปข้างนอก
แต่ร่างแยกธรรมดานั้นมีเหตุต้นผลกรรมอยู่กับร่างจริง ทันทีที่ถูกพบเห็น ร่างจริงก็ยังคงถูกตรึงตำแหน่งอยู่ดี ดังนั้นร่างแยกนี้จะต้องไม่มีเหตุต้นผลกรรมเกี่ยวพันกับร่างจริง
ในแง่หนึ่งนั้น…มันจึงเท่ากับการสร้างร่างแยกอิสระออกมา
และอิสระก็มักจะเสี่ยงต่อการกบฏ แต่ความเสี่ยงเช่นนี้ สำหรับหวังเป่าเล่อที่อยู่ขั้นห้าแล้ว ใช่จะแก้ไขไม่ได้
ดังนั้นหลังจากครุ่นคิดเรียบร้อย หวังเป่าเล่อก็หลับตาลง พริบตาต่อมา ร่างกายของเขาก็เกิดเงาซ้อนทับขึ้น จากนั้นร่างแยกร่างหนึ่งก็ค่อยๆ รวมตัวขึ้น หายวับไปจากใต้พื้นดินในพริบตา
ไม่นานนัก ที่ชายขอบทะเลทรายสีม่วงแห่งนี้ก็มีเงาร่างร่างหนึ่งเดินออกมา
ร่างนี้ดูผอมบางอย่างยิ่ง มองไม่เห็นถึงความคล้ายคลึงกับหวังเป่าเล่อแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือกลิ่นอาย พลังฝึกตนก็คล้ายอยู่ระดับวิญญาณจุติเท่านั้น แต่แววตากลับแฝงความเยียบเย็นเอาไว้ หากมองดีๆ แล้วจะเห็นว่าในความเยียบเย็นนี้มีไอสังหารและความโหดเหี้ยมอยู่ คล้ายกับว่าภายในร่างของเขาได้ผนึกพลังทำลายล้างโลกเอาไว้
นี่ก็คือร่างแยกพิเศษที่หวังเป่าเล่อสร้างขึ้น
ร่างแยกนี้คือสภาพที่หวังเป่าเล่ออ้างอิงมาจากวิญญาณจักรพรรดิ จนแล้วก่อเกิดขึ้นเป็น…ร่างแยกอิสระไร้คลื่นอารมณ์ผันผวนจนเกินไป
ในแง่หนึ่ง ตัวเขากับวิญญาณจักรพรรดิคล้ายคลึงกันมาก แต่ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ…ไม่รู้ว่าใครมีอำนาจการควบคุมวิญญาณจักรพรรดิ เพราะมหาเทพยังหลับใหลอยู่ แต่วิญญาณเต๋าของหวังเป่าเล่อนี้ อำนาจการควบคุมอยู่ที่ตัวเขาเอง
เช่นนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้า ก็คือหวังเป่าเล่อคนใหม่ ขณะนี้ ร่างแยกที่เดินออกจากทะเลทรายสีม่วงหันไปปราดมองทะเลทรายแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะเสียงเย็นออกมาหนึ่งคราแล้วก้าวเดินไปยังที่ห่างไกล
…………………………………………..
ในโลกาชั้นที่สอง ขณะที่หวังเป่าเล่อควบทะยานอยู่กลางอากาศ ตอนนี้เองเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปบนฟ้า ความรู้สึกใจเต้นรัวแรงแผ่ซ่านไปทั้งกาย
ต่อให้ท้องฟ้าในตอนนี้ดูคล้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้จะมีคลื่นผันผวนและเกิดรอยแยก แต่ก็เป็นเพราะอานุภาพกดดันของวิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้นที่ตามไล่ล่าอยู่ด้านหลังของเขา
แต่ความรู้สึกใจเต้นรุนแรงมันแรงกล้าเกินไป ทำให้หวังเป่าเล่อต้องหรี่ตาลง พลังฝึกตนโคจรเคลื่อนไปที่สองตา ชั่วขณะนั้นท้องฟ้าที่เขาจ้องมองก็ไม่เหมือนเดิมเล็กน้อย
บนฟ้าราวกับมีลมพายุตกลงมาจากฟากฟ้า เมื่อพินิจอย่างละเอียดแล้ว ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็หดเกร็งขั้นรุนแรง เขารับรู้ได้ว่าลมพายุที่พุ่งมาหานี้ คาดไม่ถึงว่าจะมีรูปร่างเป็นมือยักษ์
อีกทั้งอานุภาพกดดันที่แผ่ออกมาจากมัน แม้แต่ตัวเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัวผิดปกติ
“นี่ไม่ใช่พลังของขั้นที่ห้า!” ชั่วพริบตา สมองของหวังเป่าเล่อก็นึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลกใบนี้ที่ตนได้ยินมาจากผู้อาวุโสชั้นสูงของสาขาเต๋าสายสุขขึ้นมา
ในเรื่องเล่านั้น ผู้ที่อยู่เหนือยิ่งกว่าศิษย์แห่งเทพเจ้ายังมีผู้พิทักษ์คนนั้นอยู่
ผู้พิทักษ์คนนี้คอยคุ้มครองจิตเทพเจ้าที่หลับใหล…
“กลิ่นอายนี้ทำให้ข้ารู้สึกกลัว แล้วยังรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่มันไม่เหมือนกับความรู้สึกแบบที่มหาเทพมอบให้ข้า ดังนั้นจึงเป็นได้แค่…ผู้พิทักษ์คนนั้น!”
“ผู้พิทักษ์ที่มีพลังฝึกตนขั้นหก…” หวังเป่าเล่อถอนหายใจอยู่ในใจ แต่กลับไม่เสียใจต่อการตัดสินใจก่อนหน้านี้ จากการคาดเดาของเขา การได้เมล็ดพันธุ์เต๋านั้นมาจะทำให้ตัวเขาผสานรวมกับโลกใบนี้ได้ดียิ่งขึ้น และต้องมีส่วนช่วยมากมายแน่
ทว่า ตอนนี้เขาไม่มีเวลาคิดอะไรมากแล้ว ร่างพลันพร่าเลือนในชั่วพริบตา แม่น้ำแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาทันที หวังเป่าเล่อก้าวเข้าไปในนั้นตรงๆ โดยไม่ลังเลแม้แต่นิด
ทันทีที่ใช้กฎเกณฑ์จากโลกภายนอกขึ้นในที่แห่งนี้จะทำให้เกิดการปราบปราม แต่ตอนนี้เขาถูกไล่ฆ่าอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับหวังเป่าเล่อ มันจึงไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร
ทันใดนั้น เมื่อก้าวเข้าไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ตัวเขาก็หายวับไปในพริบตา ชั่วขณะต่อมา ในห้วงเวลาที่ต่างกัน เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็เคลื่อนไหววูบวาบไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องอยู่ในโลกใบที่สองแห่งนี้
พลังฝึกตนของวิญญาณจักรพรรดิพวกนั้นแตกต่างจากเขา มันเอาชนะได้แค่ด้านจำนวนอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อหวังเป่าเล่อไม่เข้าไปต่อสู้หรือเข่นฆ่าทำลายพวกมัน แต่หลบหนีด้วยความเร็วเต็มกำลัง ข้อบกพร่องของวิญญาณจักรพรรดิก็ย่อมถูกเปิดเผยออกมาเป็นธรรมดา
พวกเขาตามล่าหวังเป่าเล่อไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากเคลื่อนไหววูบวาบอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาไปสิบกว่าอึดใจ หวังเป่าเล่อก็สลัดวิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้นหลุดได้อย่างสมบูรณ์
แต่…มือยักษ์ที่มาจากโลกชั้นที่หนึ่งซึ่งเกิดจากลมพายุของชายชุดคลุมดำผู้นั้นกลับไม่สนใจกาลเวลา ไม่ว่าหวังเป่าเล่อจะเดินทางอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายนี้อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงอยู่เสมอ
ยังอยู่ในกาลเวลาทุกห้วงขณะ ยังคงสถิตอยู่เนืองๆ
ถึงขั้นที่หลังจากหวังเป่าเล่อเคลื่อนไหววูบวาบอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาไปหลายสิบห้วงขณะแล้ว สีหน้าของเขาก็พลันอึมครึม เงยหน้ามองท้องฟ้า มองเห็นมือยักษ์ที่เกิดจากลมพายุนั่นก่อตัวเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้วพุ่งมาจะคว้าตัวเขา
“แม้จะเป็นขั้นที่หก แต่คิดว่าอาศัยหนึ่งฝ่ามือก็จะสยบข้าได้อย่างนั้นหรือ” เดิมทีหวังเป่าเล่อไม่อยากเผชิญหน้ากับมัน เพราะจะเป็นการเปิดเผยกฎเกณฑ์ของโลกภายนอกมากเกินไป ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจโดยสัญชาตญาณ
แต่ตอนนี้ ฝ่ามือข้างนี้ติดหนึบเหมือนไขในกระดูก เอาแต่ไล่ตามไม่ลดละ หลบหนีต่อไปก็ไร้ประโยชน์ คิดจะซ่อนตัวอีกครั้งก็ต้องทำลายมือยักษ์ข้างนี้ให้พังทลายไปเสียก่อน ทำเช่นนี้จึงจะมีสิทธิไปหลบซ่อนตัวขณะเกิดช่องว่างตอนที่อีกฝ่ายกำลังใช้พลังเทพออกมาอีกรอบ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของหวังเป่าเล่อก็ฉายแววตัดสินใจได้ เขาไม่หนีอีกต่อไป แต่แววตาระเบิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ออกมาอย่างฉับพลัน ตอนที่มือยักษ์ข้างนั้นมาถึง วิชาแปดปรมัตถ์ภายในร่างก็ถูกใช้ออกมาเต็มกำลัง เมื่อยกมือขึ้น เงามายาของแท่งเงิน เงาแห่งหยดน้ำตา อักขระเพลิงเซียน และกายาแผ่นศิลาก็ปรากฏขึ้นมาทันที
ร่างทุกร่างล้วนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินทั้งสิ้น แต่หวังเป่าเล่อไม่ได้ใช้สารัตถะแห่งไม้ออกมา ในมิติเต๋าต้นกำเนิดนี้มีข้อจำกัดต่อพลังธาตุไม้อยู่ แต่แม้ห้าธาตุจะขาดไปหนึ่ง ทว่าเมื่อหยินหยางแห่งความเป็นความตายของหวังเป่าเล่อถูกใช้ออกมา พร้อมกับการระเบิดของพลังแห่งความมืดมรณา และทันทีที่เงามายาอันทรงอานุภาพคล้ายเหยียบย่างสะพานสวรรค์แต่แท้จริงมิได้เหยียบย่างสะพานสวรรค์ปรากฏขึ้น พลังที่รวมอยู่บนร่างของหวังเป่าเล่อก็บรรลุถึงระดับที่น่าตะลึงแล้ว
ยิ่งกว่านั้น พลังที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานและชักนำหมื่นเต๋าแห่งจักรวาลออกมานี้ก็ก่อเกิดเป็นตาข่ายแห่งกฎเกณฑ์ของตนเองมารวมกัน กลายเป็นเงาร่างมหึมาสูงใหญ่เท่าแผ่นฟ้าทันที
เงาร่างนี้ก็คือร่างเต๋าของหวังเป่าเล่อนั่นเอง
ขณะที่ฝ่ามือนั้นเข้ามาจับ ร่างเต๋าที่เกิดจากหมื่นเต๋าของหวังเป่าเล่อก็ชกหมัดไปยังมือยักษ์ที่พุ่งมาหาทันที!
หมัดนี้ต่อยไปพร้อมพลังต่อสู้ของขั้นห้าในตัวเขา ทำให้แม่น้ำแห่งกาลเวลาเกิดการย้อนกลับจนพังทลาย หลังจากเขาปะทะกับฝ่ามือลมพายุนั่นแล้ว แม่น้ำแห่งกาลเวลาก็รับไม่ไหว ระเบิดออกมาทันใด
สิ่งที่ระเบิดไปด้วยยังมีฝ่ามือลมพายุนั่น กับร่างเต๋าของหวังเป่าเล่อ
ทั้งสามอย่างระเบิดออกมาพร้อมกันทันที
ขณะที่เสียงดังสนั่น ร่างเต๋าของหวังเป่าเล่อก็พังทลาย ฝ่ามือลมพายุแตกสลาย และแม่น้ำแห่งกาลเวลากลายเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายไปทั่ว ที่โลกชั้นที่หนึ่ง แววตาของชายชุดคลุมดำที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนรูปสลักนกแก้วก็ส่องประกายสีแดงวาบขึ้นมาโดยพลัน ตัวเขาผุดลุกขึ้นมาจากท่านั่งทันที ก่อนเอนไปข้างหน้า มองลงไปยังด้านล่าง
แทบจะพร้อมกันกับที่เขาเอนกาย ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่สลายเป็นเศษนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นมีเงาร่างของหวังเป่าเล่อวาบผ่านแล้วหลุดออกจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาไป เมื่อปรากฏอีกครั้งก็กลับมาอยู่ในปัจจุบัน ณ สถานที่อีกแห่งในโลกชั้นที่สอง
ที่นี่ห่างไกลจากเทือกเขาก่อนหน้านี้มากนัก
หลังจากปรากฏตัว สีหน้าของหวังเป่าเล่อก็ซีดขาว แต่แววตากลับนิ่งสงบอย่างยิ่ง เขาโคจรกฎเกณฑ์แห่งสุขภายในร่างจนถึงขีดสุดอย่างรวดเร็ว มันเติมเต็มทุกส่วนทุกมุมทั่วร่างกาย ปกปิดกฎเกณฑ์จากโลกภายนอกของเขาเอาไว้
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ความรู้สึกอันตรายที่มาจากท้องฟ้าก็ยังคงค้างคาไม่จางหาย ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเล นำเมล็ดเต๋าแห่งกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงออกมาทันที จากนั้นกดมันไว้ที่หว่างคิ้ว ผสานเข้าไปในร่างกาย
เมื่อผสานมันลงไป ภายในร่างของเขาก็คล้ายมีอสนีสวรรค์ระเบิดขึ้นจนเกิดเสียงสะเทือนลั่น แต่สีหน้าท่าทางของหวังเป่าเล่อก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็มุดลงสู่ส่วนลึกของผืนดินใต้ฝ่าเท้าตรงๆ
ในส่วนลึกของผืนดิน ท่ามกลางดินโคลน หวังเป่าเล่อราวกับถูกฝัง เขานั่งขัดสมาธิไม่ขยับเขยื้อน กลิ่นอายภายในร่างถูกเก็บจนหมด ไม่เผยออกไปแม้เพียงนิด พร้อมกันนั้น กฎเกณฑ์สองชนิดอย่างสุขและเสียงภายในร่างก็เหมือนน้ำไฟไม่เข้ากัน เริ่มต่อต้านกันและกันแล้ว
และการต่อต้านของพวกมันก็ยังปกคลุมร่องรอยของกฎเกณฑ์จากโลกภายนอกภายในร่างของหวังเป่าเล่อไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ร่องรอยของเขาถูกลบทิ้งไปอย่างแยบยล
หากยังถูกฝ่ามือลมพายุนั่นตรึงเป้าหมายอยู่ตลอดล่ะก็ ต่อให้หวังเป่าเล่อบรรลุมาถึงขั้นนี้ ก็ยากจะตัดร่องรอยพวกนั้นให้หมดได้ แต่เมื่อฝ่ามือพังทลาย ก็ทำให้สภาพถูกตรึงเป้าหมายของเขาเกิดจุดตัดขาด
นี่ก็คือโอกาสที่หวังเป่าเล่อสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง
และขณะที่กฎเกณฑ์สองชนิดอย่างสุขและเสียงภายในร่างของเขาต่อต้านกันและกันอยู่นั้น บนท้องฟ้าของโลกชั้นที่สองก็มีใบหน้าขนาดยักษ์ค่อยๆ โผล่ออกมา
ใบหน้านี้เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม แววตาสีแดงชาด ขณะที่ดวงตาฉายแววเย็นชาไร้ความรู้สึกก็แฝงไว้ซึ่งลมพายุเช่นกัน เห็นชัดว่ามันขัดแย้งกันอย่างยิ่ง แต่เมื่ออยู่บนหน้าของเขากลับไม่มีความไม่เข้ากันแม้แต่น้อย
เมื่อมันปรากฏขึ้นมา ผู้แข็งแกร่งทั่วทั้งโลกาชั้นที่สองต่างก็ใจสั่นสะท้านกันทั้งสิ้น พวกเขาเงยหน้าขึ้นจากที่ต่างๆ มองไปยังใบหน้าบนฟ้าด้วยความเคารพบูชา ก่อนก้มหน้าลงต่ำ
หวังเป่าเล่อที่อยู่ในสถานะซ่อนตัวไม่อาจมองไปที่ใบหน้านั้นได้ สำหรับเหล่าจอมพลังแล้ว เมื่อได้เห็นก็จะเกิดเป็นเหตุต้นผลกรรม ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นอย่างไร
แต่ในก้นบึ้งจิตใจของเขามีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
“เต๋าแห่งฝันของข้าที่เข้าไป…ก็คือฝันของเขาอย่างนั้นหรือ ผู้พิทักษ์จิตแห่งเทพเจ้า…จักรพรรดิเสวียนเฉิน”
บนท้องฟ้า ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นมาก็คือ…จักรพรรดิเสวียนเฉิน
……………………………
เมล็ดพันธุ์เต๋าไม่ใช่ของแปลกหน้าสำหรับหวังเป่าเล่อ
ตอนที่เขาอยู่ที่โลกแห่งศิลาคราวนั้น ในกระบวนการฝึกฝนเต๋าแปดปรมัตถ์ เขาต้องเสาะหาสิ่งของหลายอย่างที่สามารถบรรจุเมล็ดเต๋าได้ กล่าวให้ถูกก็คือ สมบัติชั้นเลิศที่มีกฎเกณฑ์ต่างกันพวกนี้นับว่าเป็นแค่ของกึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น จำเป็นต้องมีวิชาเต๋าของเขาร่วมบรรจุลงไปด้วย จึงจะถูกเรียกว่าเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าได้
แต่ตอนนี้ เสียงอันแหลมคมของหญิงชุดเขียวกลับคาดไม่ถึงว่าจะทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกเช่นนี้ ถึงขั้นกล่าวได้ว่า เสียงในตอนนี้ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์เต๋ากึ่งสำเร็จรูปอีกแล้ว แต่เป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าที่แท้จริง
“ผู้หญิงคนนี้เป็นวัตถุดิบที่เหมาะจะบรรจุเต๋าปรารถนาเสียงที่สุด เมื่อกฎแห่งปรารถนาเสียงที่นางมีอยู่ผสานรวมกับตัวนางโดยสมบูรณ์แล้ว ก็จะทำให้นางกลายเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋า!”
“นี่ไม่น่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ วิธีการเช่นนี้…น่าจะถูกคนเพาะปลูกเอาไว้!”
ดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายประกายแปลกประหลาด ด้วยพลังฝึกตนและความรู้ของเขา มองปราดเดียวก็เห็นถึงข้อบกพร่องแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงชุดเขียวผู้นี้จะต้องถูกคนสร้างไว้ หรือกล่าวให้ถูกคือ นาง…เป็นแค่เตาหลอม
เตาหลอมไว้เพาะเลี้ยงเมล็ดพันธุ์เต๋า
และผู้ฝึกตนที่มีความสามารถจะทำให้นางกลายเป็นเตาหลอมนั้น เห็นได้ชัดว่าก็เป็นผู้ฝึกตนในสายปรารถนาเสียงเช่นกัน เจ้าปรารถนาเสียงผู้นั้นย่อมมีความเป็นไปได้มากที่สุด
แน่นอนว่าผู้ฝึกตนปรารถนาเสียงคนอื่นก็เป็นไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร อีกฝ่ายจะต้องเป็นคนระดับยอดในเมืองปรารถนาเสียงแน่นอน
“น่าสนใจนี่”
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ในใจเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว การใช้คำว่าสมบัติชั้นเลิศมาบรรยายเมล็ดเต๋าก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง ถึงขั้นที่ว่าในแง่หนึ่งนั้น หากมีคนได้มันไปแล้วหลอมรวมเข้าสู่ร่าง ก็สามารถบรรลุถึงระดับอันน่าเหลือเชื่อด้านการตระหนักรู้กฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงได้เลย
ส่วนหวังเป่าเล่อนั้น หากเขาได้มันมาแล้วให้เวลาพักหนึ่ง เขาถึงขั้นสามารถสั่นคลอนตำแหน่งของเจ้าแห่งปรารถนาเสียงผู้นั้นแล้วกลายเป็นแหล่งกำเนิดของกฎเกณฑ์ปรารถนาเสียงเองได้เลย
เมล็ดพันธุ์เต๋าก็เหมือนกับกุญแจดอกหนึ่ง
กุญแจสู่แหล่งกำเนิด
“แต่ก็ยังมีความเสี่ยง…” สายตาของหวังเป่าเล่อฉายแววลังเล ถ้าเขาลงมือโจมตี อาศัยแค่กฎเกณฑ์เต๋าสุขที่ตระหนักรู้ได้ไม่กี่เดือน ไม่มีทางจัดการกับหญิงชุดเขียวผู้นี้แล้วหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าได้แน่
เขาจำเป็นต้องใช้พลังของตัวเองจึงจะทำเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงสองอย่าง
ความเสี่ยงแรกนั้นมาจากคนของเมืองปรารถนาเสียงที่ทำให้หญิงชุดเขียวคนนี้กลายเป็นเตาหลอมและปลูกฝังเมล็ดพันธุ์เต๋าไว้ แม้หวังเป่าเล่อจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ก็มีขอบเขตแคบมาก เพราะต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงแน่นอน
เมื่อตนเก็บผลของอีกฝ่ายไป เหตุต้นผลกรรมกับศัตรูอันตรายถึงตายก็จะเกิดขึ้นทันที อีกฝ่ายจะต้องโมโหและทำทุกอย่างเพื่อตามหาตัวเขาแน่
ความเสี่ยงเช่นนี้ แม้ว่าจะยุ่งยาก แต่หวังเป่าเล่อกลับไม่ได้สนใจนัก สิ่งที่ทำให้เขาลังเลจริงๆ คือความเสี่ยงอย่างที่สอง ซึ่งมาจาก…สัมผัสรับรู้ของวิญญาณจักรพรรดิและสัญญาณการตื่นขึ้นของมหาเทพ
แต่เมล็ดพันธุ์เต๋าปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งเป็นไปได้มากว่าจะเป็นเส้นทางเต๋าสายที่สองในการผสานรวมกับโลกใบนี้ของตน ดังนั้นหลังจากครุ่นคิดดูแล้ว สายตาของเขาก็ฉายแววตัดสินใจออกมาอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนี้ดูคล้ายจะยาวนาน แต่ความจริงล้วนเป็นความคิดจิตใจของหวังเป่าเล่อทั้งนั้น ทั้งกระบวนการเกิดขึ้นแค่ไม่กี่อึดใจ หลังจากตัดสินใจได้ เมื่อเสียงแหลมคมดังก้องอยู่รอบตัวเขา แววตาของเขาก็ส่องวาบ มองไปยังหญิงชุดเขียว
ยิ่งกว่านั้นยังมีเต๋าแปดปรมัตถ์พลันเคลื่อนโคจรอยู่ภายในร่างของเขา ทำให้ตอนนี้เสียงแหลมคมที่ดังมาจากหญิงสาวใบหน้าบิดเบี้ยวในสายตาของเขากลายเป็นท่วงทำนองแบบรูปธรรม
ท่วงทำนองนี้ทั้งมีรูปร่างคล้ายอักขระ และเหมือนกับแผ่นหลังของหญิงสาว เพียงปราดมองก็ทำให้จิตใจของผู้คนจมดิ่งอยู่ในนั้น ไม่อาจหลุดพ้น ตอนนี้กำลังส่งเสียงหวีดหวิวพุ่งมาหาเขาพร้อมกับอานุภาพทำลายล้างทุกสิ่ง อาบย้อมทุกทิศทาง
เมื่อเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตา ท่วงทำนองนี้ก็คล้ายจะแทรกซึมเข้าไปในตัวหวังเป่าเล่อ มันทะยานมายังหว่างคิ้วของเขา ถึงขั้นที่เมื่อท่วงทำนองนี้เข้ามาใกล้ ในสายตาของหวังเป่าเล่อก็คล้ายเห็นมันแผ่เส้นสายจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา กำลังจะเจาะเข้าไปในร่างของหวังเป่าเล่อแล้ว
และเสียงที่มันแผ่ออกมาจนดังเข้าสู่จิตใจของหวังเป่าเล่อก็ไม่ได้มีแค่ความเคียดแค้นหรือความทรมานจากความเกลียดชังเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ซึ่งความดีงาม เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และเสียงของสัตว์ร้าย
ยังมีเสียงของสิ่งแปลกปลอมไร้สัญญาณชีวิตอีกด้วย เสียงนี้คล้ายรวบรวมเสียงของทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าดินมาผสานไว้ด้วยกัน ราวกับเสียงแห่งธรรมชาติ แต่ก็น่าพิศวง มันทะยานเข้ามาใกล้หวังเป่าเล่อ
หากเป็นคนอื่น ตอนนี้คงจะสูญเสียตัวตนแล้วสิ้นสติอยู่ในกฎเกณฑ์ของปรารถนาเสียงแบบนี้ไปแล้ว แต่พลังฝึกตนของหวังเป่าเล่อกำหนดไว้แล้วว่าเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เต๋า มันจึงไม่อาจสั่นคลอนวิญญาณเทพของเขาได้
ดังนั้น ในชั่วพริบตาที่ท่วงทำนองใกล้ถึงหว่างคิ้วนั่นเอง มือขวาของหวังเป่าเล่อก็พลันยกขึ้นแล้วระเบิดกฎเกณฑ์แห่งเต๋าธาตุดินออกมาฉับพลัน ด้วยพลังแฝงรวมและผสานของธาตุดิน เพียงหนึ่งฝ่ามือก็จับท่วงทำนองนั้นอยู่มือได้แล้ว
ตอนนี้หากมีคนนอกอยู่ที่นี่ ก็จะเห็นหวังเป่าเล่อยกมือขึ้นคว้าอากาศ แต่พริบตาต่อมา ท่วงทำนองที่คนนอกไม่อาจสัมผัสรู้ได้กลับมาปรากฏอยู่ระหว่างนิ้วมือของหวังเป่าเล่อพร้อมกับดิ้นรนบิดเบี้ยวอยู่
มันอยากจะหลบหนี แต่สองนิ้วของหวังเป่าเล่อกลับแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ การโคจรวิชาแห่งเต๋าดินก็ยิ่งผนึกมันไว้แน่นหนากว่าเดิม
ขณะเดียวกัน หญิงชุดเขียวที่ร้องเสียงหวีดแหลมก็พลันหยุดชะงัก ตอนนี้เอง ร่างกายก็คล้ายถูกลมพัดผ่านแล้วสลายหายไปตรงๆ
เมื่อนางสลายหายไป เทือกเขารอบด้านก็กลับเป็นปกติในชั่วพริบตา หวังเป่าเล่อเก็บท่วงทำนองนี้ไว้อย่างไม่ลังเลแม้แต่นิด แล้วสลายพลังแห่งเต๋าดินของตนทันที ก่อนจะส่งพลังแห่งเต๋าสายสุขให้แพร่กระจายไปทั่วร่าง
แต่ก็ยัง…สายไป
ชั่วอึดใจที่เขาใช้พลังของตนออกมา ดวงจิตเทพมากมายก็พุ่งจากจุดที่เหนือกว่าเก้าสวรรค์แล้วตรึงเขาไว้ พริบตาต่อมา ขณะที่พลังสุขของหวังเป่าเล่อแผ่กระจาย รอบกายเขากลับมีเงาร่างของวิญญาณจักรพรรดิหลายร่างปรากฏขึ้นแล้ว
ขณะนี้ท้องฟ้าคำรามลั่น คลื่นผันผวนเทียมฟ้าแผ่ทั่วทุกทิศ ยิ่งกว่านั้นยังมีสายฟ้าสีดำเหมือนฟ้าพิโรธฟาดมายังโลก
“เร็วขนาดนี้เลยหรือ!” สีหน้าของหวังเป่าเล่อนิ่งขรึม รู้ว่าการต่อกรกับวิญญาณจักรพรรดิเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ ร่างกายจึงถอยหลังรวดเร็วโดยไม่ลังเล แล้วพุ่งออกมาทันที ส่วนวิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้นที่ด้านหลัง ตอนนี้ต่างพากันเงยหน้าขึ้น สองตาด้านหลังหน้ากากสีขาวเย็นชา กลายเป็นสายรุ้งยาวหลายสายพุ่งตามหลังเขาไป ไล่โจมตีอย่างฉับพลันโดยไม่สนว่าจะทำให้โลกตกตะลึงอย่างไร
เมื่อผ่านไปที่ใด อากาศก็จะส่งเสียงครืนครางออกมาแล้วเกิดรอยแยกขึ้น ก่อนจะพังทลายท่ามกลางเสียงสะเทือนลั่นของแผ่นดิน ทำให้สัตว์ป่ามากมายนับไม่ถ้วนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ถึงขั้นที่ดึงดูดสัมผัสรับรู้ของผู้แข็งแกร่งทั้งหมดในโลกใบนี้ได้แล้วด้วย
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุด
สิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกหนังศีรษะชาขึ้นมาในชั่วพริบตาก็คือสายตาที่ราวกับทะลวงท้องฟ้า และมองมาจากโลกอีกใบนั่นต่างหาก
เจ้าของสายตานี้ก็คือชายชุดคลุมดำที่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่โลกชั้นแรกบนหัวของรูปสลักนกแก้วผู้นั้น ตอนนี้เขาที่นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้พลันลืมตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีโลหิต
แต่หากมองดูดีๆ แล้วจะเห็นว่าถึงแม้นัยน์ตาคู่นี้จะเป็นสีแดงชาด ทั้งยังแฝงความบัาคลั่งเอาไว้ แต่กลับคล้ายจะไร้แวว เหมือนกับท่าทางของพวกไม้ตายซากอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้กลิ่นอายน่าสะพรึงบนตัวเขากลับระเบิดออกมาฉับพลัน
ครั้นระเบิดออกมาแล้ว ทั่วทั้งโลกชั้นที่หนึ่งก็เกิดลมพายุโหมกระหน่ำ เมื่อลมพายุนี้มาบรรจบกับ กลับก่อเกิดเป็นมือยักษ์ที่เกิดขึ้นจากลมพายุ มันยื่นไปยังโลกชั้นที่สองด้านล่างด้วยอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เขย่าขวัญสรรพชีวิต!
…………………………………………..
เสียงนี้เคียดแค้นไร้ใดเทียบทียม แสดงถึงความเกลียดชังยากจะบรรยาย
ความเกลียดชังเช่นนี้แม้ว่าจะเป็นเพียงความรู้สึกที่เผยออกมาผ่านบทเพลง แต่ก็คล้ายส่งผลต่อความเป็นจริง ทำให้ทั้งแปดทิศในขณะนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจแรงกล้า ราวกับอากาศเหนียวหนืดขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกหายใจลำบาก ถึงขั้นที่มีภาพน่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิตภาพแล้วภาพเล่าปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างหยุดไม่อยู่
แม้แต่เทือกเขาโดยรอบ ก็เปลี่ยนเป็นกึ่งโปร่งใสอีกครั้ง ถึงขนาดเกิดความบิดเบี้ยวขึ้นมา เหมือนกับพื้นที่ส่วนนี้ถูกปรับเปลี่ยน คล้ายก่อเกิดเป็นรูปทรงเวทีการแสดงอย่างเลือนราง
และตัวเอกของเวทีละครแห่งนี้ก็คือหญิงชุดเขียวที่กำลังเดินช้าๆ ทวารทั้งเจ็ดมีเลือดไหล แววตามาพร้อมกับความเคียดแค้น และมีน้ำเสียงเปี่ยมความเกลียดชังผู้นั้น ส่วนผู้ฝึกตนของเมืองปรารถนาเสียงคนอื่นๆ ข้างกายนาง ตอนนี้ล้วนเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมาจากเงาร่างที่เข้ามาเปลี่ยนในชั่วพริบตาเช่นกัน พวกมันพยายามทุ่มเต็มกำลังแผ่กระจายเสียงดนตรีออกมาเพื่อทำให้มีฤทธิ์อาบย้อมมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกันนั้น วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายของหมู่บ้านเชิงเขาสาขาเต๋าสุขที่กำลังจะเคลื่อนย้ายจากไปก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเงาร่างของผู้ฝึกตนที่อยู่ในนั้นพร่าเลือน แต่เสียงเพลงกลับเหมือนกลายเป็นมือที่มองไม่เห็น ยื่นไปคว้าพวกเขาไว้ ราวกับจะฉุดลากให้กลับมาจากการเคลื่อนย้าย
ถึงขั้นมองเห็นได้ว่ามีผู้ฝึกตนสายเลือดเต๋าสุขจำนวนไม่น้อย เงาร่างค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาจากความพร่าเลือน ราวกับอีกไม่นานก็จะถูกเคลื่อนย้ายย้อนกลับมาจริงๆ
พร้อมกันนั้น ในเวทีละครที่แปลงมาจากทุกอย่างรอบตัวทั้งแปดทิศแห่งนี้ ตอนนี้พืชพรรณทุกชนิดล้วนเหี่ยวเฉาในพริบตา ความตายปกคลุมไปทั่ว
เหมือนกับว่านี่คือเวทีละครที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกคนเป็น บทละครที่เล่นอยู่นั้นก็ไม่ควรจะให้คนเป็นได้ยินได้เห็นเช่นกัน
ภาพนี้ทำให้หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ในแววตามีประกายแสงส่องวาบ แต่ใบหน้ากลับแย้มยิ้ม
รอยยิ้มนี้เปี่ยมด้วยแสงอาทิตย์ แฝงไว้ซึ่งพลังชีวิตต่อสรรพสิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังมีความมองโลกในแง่ดีต่อชีวิตมนุษย์ด้วย มันก่อเกิดเป็นพลังแพร่เชื้ออย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อทั้งรอบด้านเช่นเดียวกัน ทำให้พืชพรรณบนภูเขาที่เขาฟื้นกลับมาจากสภาพเหี่ยวเฉาก่อนหน้านี้ในชั่วอึดใจ แล้วแผ่ขยายไปด้านนนอก ปะทะกับเวทีละครที่หญิงผู้นั้นสร้างขึ้น
ความปีติ สร้างรอยยิ้ม ส่งมาจากใจ แพร่กระจายไปทั้งแปดทิศ
นี่คือกฎเกณฑ์ของเต๋าสายสุข ความยินดี ปีติ ไร้ห่วงไร้กังวล ทั้งเรียบง่ายและไม่ไร้เดียงสา
ความเรียบง่ายเช่นนี้เป็นเพราะมีอยู่ในทุกคน ความไม่ไร้เดียงสาเช่นนี้เป็นเพราะถึงทุกคนจะมีอยู่ แต่ก็มักจะหายไปตามกาลเวลา เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ความสุขก็เหมือนจะลดลงไปช้าๆ เช่นกัน
เมื่อเทียบกันแล้ว มักจะเป็นวัยเด็กที่รอยยิ้มจริงใจมากที่สุด และสอดคล้องกับสารัตถะแห่งเต๋าสายสุขมากที่สุด แต่หวังเป่าเล่อในตอนนี้ คนทั้งคนดูแล้วคล้ายกับเด็กที่กำลังฟังละครอยู่ รอยยิ้มจริงใจอย่างยิ่ง ความสุขไม่มีการปกปิดไว้แม้แต่น้อย
เมื่อเป็นเช่นนี้ หญิงชุดเขียวที่เดินเข้ามาผู้นั้นก็ชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายนางยืนอยู่ห่างจากหวังเป่าเล่อไปหลายร้อยจั้ง เงาร่างที่สูงพอๆ กับภูเขาคล้ายไม่อาจก้าวไปข้างหน้าต่อได้อีกแล้ว สีหน้าใต้ผมดำบิดเบี้ยว ราวกับกำลังดิ้นรน
ส่วนผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียงคนอื่นๆ ข้างกายนางนั้น ขณะนี้แม้ว่าจะพยายามถ่ายทอดบทเพลงเต็มกำลัง ทว่าภายใต้ความปีติและรอยยิ้มของหวังเป่าเล่อ แต่ละคนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือหยุดยั้งไม่ให้ถูกแพร่เชื้อสุขได้ เงาร่างค่อยๆ เปลี่ยนกลับจากสภาวะทำนองเพลงแล้วแย้มยิ้มออกมา ยิ้มไปยิ้มมา ร่างกายของแต่ละคนก็สูญเสียแรงกำลัง ก่อนร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
หลังหล่นลงมาที่พื้นก็ไม่ขยับเขยื้อนอีก มีเพียงใบหน้าที่ยังประดับรอยยิ้มและความพึงพอใจไว้เท่านั้น
เมื่อเห็นภาพนี้ หวังเป่าเล่อก็ครุ่นคิด
มองไปยังที่ไกลๆ ภาพที่ปรากฏอยู่ระหว่างฟ้าดินในตอนนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เวทีละครมายาที่ก่อเกิดจากเทือกเขาและป่าไม้ราวกับถูกตัดเป็นสองส่วน ร่างของหญิงชุดเขียวและหวังเป่าเล่อยืนอยู่ที่ใจกลางของทั้งสองส่วนนี้พอดี
การเผชิญหน้าของพวกเขาทำให้ทั้งสี่ทิศบิดเบี้ยวตลอดเวลา แต่เห็นได้ชัดว่าถึงแม้เสียงเพลงของหญิงชุดเขียวผู้นั้นจะแปลกพิสดาร แต่เมื่อเทียบเรื่องระดับขั้นกับหวังเป่าเล่อแล้ว นางยังห่างชั้นอยู่มาก
ถ้าไม่ใช่เพราะหวังเป่าเล่อไม่อยากใช้วิชาจากโลกภายนอกออกมาล่ะก็ หรือพูดให้ถูกคือ ไม่ได้ใช้พลังของตัวเองเลยสักนิด แค่อาศัยความสุขที่ตระหนักรู้มาได้ในช่วงหลายปีนี้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นการสังหารหญิงชุดเขียวผู้นี้ก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
ดังนั้นจึงเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน เป็นเพราะตอนนี้ผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียงรอบตัวหญิงชุดเขียวผู้นี้ตกตายด้วยรอยยิ้มไปตามๆ กัน หมู่บ้านด้านหลังหวังเป่าเล่อจึงเริ่มโคจรวิชาเคลื่อนย้ายอีกครั้ง เงาร่างที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบก็เริ่มกลับมาพร่าเลือนใหม่แล้ว
เมื่อเห็นว่าการเคลื่อนย้ายใกล้จะเสร็จสิ้น หญิงชุดเขียวที่ถูกวิชาเต๋าสายสุขของหวังเป่าเล่อหยุดไว้ก็พลันถอนหายใจแผ่วเบา และเมื่อเสียงถอนหายใจดังขึ้น ไม่ใช่แค่เนื้อเพลงเท่านั้น แต่บทเพลงก็ยังระเบิดออกมาในชั่วอึดใจนี้เช่นกัน
ความอัดอั้นที่มีอยู่ก่อนหน้านี้และความอาฆาตแค้นทั้งหมดราวกับพุ่งขึ้นมาฉับพลันท่ามกลางเสียงถอนหายใจแผ่วเบาและเสียงเพลงที่เพิ่มระดับขึ้นมาทันที ราวกับว่าส่วนหนึ่งของท่อนสำคัญในบทเพลงปะทุออกมาในชั่วพริบตา
“ที่ควรมา ล้วนไม่มา…”
“ที่ควรอยู่ ล้วนไม่อยู่…”
“ที่ควรรัก ล้วนไม่รัก…”
ชั่วขณะหนึ่ง ความอาฆาตแค้นที่ระเบิดออกมานี้ก็ทำให้เวทีละครที่เกิดขึ้นจากเทือกเขารอบๆ เปลี่ยนจากภาพมายาเป็นของจริง เหมือนกับมีเวทีละครมาตั้งไว้จริงๆ ร่างลวงตาหลายร่างผุดขึ้นมารอบตัวหญิงชุดเขียว ขณะที่พวกมันเริ่มร่ายรำ ฝีเท้าของหญิงชุดเขียวก็ก้าวมาหาหวังเป่าเล่ออีกครั้ง
ความพิศวงพุ่งถึงจุดสูงสุด น่าสะพรึงเขย่าขวัญ
ผ่านไปที่ใด ท้องฟ้าล้วนสิ้นสีสัน ฟ้าดินเหี่ยวเฉา
ได้ยินที่ใด จิตใจกลิ้งเกลือก ชีวิตสูญหาย
หวังเป่าเล่อนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา ความสุขรอบตัวเขาเบาบางลงไปมาก แม้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่การถอนหายใจก็ยังอยู่ในใจเขาเนิ่นนานไม่สลายหายไป สุดท้ายภาพชุดแต่งงานก็ผุดขึ้นในหัวของเขา
“ดนตรีมีจิตใจ…ชื่อของบทเพลงนี้อาจจะเป็นชุดแต่งงาน” หวังเป่าเล่อส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นยืน เขาไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ การเคลื่อนย้ายที่ด้านหลัง ตอนนี้สำเร็จไปมากกว่าครึ่งและบรรลุถึงสภาวะที่ไม่อาจย้อนกลับได้แล้ว
และเขาก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ที่ไม่อาจใช้พลังของตัวเองเช่นนี้ แค่อาศัยวิชาแห่งสุขที่ตนตระหนักรู้ในช่วงไม่กี่เดือน เขาก็ยากจะจัดการหญิงชุดเขียวที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตคนนี้ได้
ความแค้นและความเกลียดชังของอีกฝ่ายหลอมรวมเข้าไปในบทเพลงโดยสมบูรณ์แล้ว ทำให้บทเพลงนี้พิสดารจนถึงขีดสุด การที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ทั้งยังเกิดเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์แบบ คิดไปคิดมา…สถานะของหญิงผู้นี้ในเมืองปรารถนาเสียงก็คงเป็นรองแค่เจ้าปรารถนาแห่งเสียงผู้นั้นแน่
ผู้ฝึกตนแบบนี้ เวลานี้หวังเป่าเล่อไม่อยากข้องเกี่ยวมากนัก ดังนั้นหลังจากลุกขึ้นมาแล้ว เขาก็ไม่ได้มองไปยังหญิงชุดเขียวที่เดินมาหาคนนั้นอีก ตัวเขาก้าวสู่ท้องฟ้าห่างไกล กำลังจะจากไป
แต่ในชั่วขณะที่กำลังจะจากไปนั้นเอง ความเคียดแค้นในแววตาของหญิงชุดเขียวก็รุนแรงขึ้นอีกครั้ง ชั่วอึดใจเสียงเพลงก็เปลี่ยนไปอีกรอบ มันไม่ได้เป็นทำนองขึ้นๆ ลงๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นท่วงทำนองโสตแห่งเต๋า
ราวกับเสียงคำรามและเสียงกรีดร้องกลายมาเป็นบทเพลงนี้ ช่างแหลมคมนัก!
เวทีละครก็ยังทนรับไม่ไหว เมื่อเสียงอันแหลมคมนี้ระเบิดออกมา มันก็พังทลายในพริบตา เงาร่างที่ร่ายรำรอบๆ ทั้งหมดแตกกระจายในชั่วอึดใจ แม้แต่ผู้ฝึกตนเมืองปรารถนาเสียงเหล่านั้นที่เหลืออยู่ข้างกายหญิงชุดเขียวก็ยังทนรับไม่ไหว พากันกรีดร้องครวญคราง ก่อนที่ร่างกายจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ทันที
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ราวกับกลายเป็นของบำรุงให้หญิงชุดเขียว ทำให้เสียงแหลมคมที่นางร้องออกมาตอนนี้ราวกับทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางบางอย่าง ทำให้ฟ้าดินสิ้นสีสันและหม่นแสงไปในชั่วขณะนี้เอง
เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของหวังเป่าเล่อผู้เตรียมจะเดินไปไกลเปลี่ยนไป ฝีเท้าหยุดลงและหันหน้ามา ดวงตาฉายแววแปลกประหลาด
“นี่คือ…กลิ่นอายของเมล็ดพันธุ์เต๋าอย่างนั้นหรือ”
………………………………
ขณะเดียวกัน หวังเป่าเล่อที่นั่งสมาธิอยู่บนยอดเขาในโลกาชั้นที่สองก็คล้ายสัมผัสถึง เขาเงยหน้ามองฟ้า หรี่ตาลง
เมื่อครู่นี้เขาคล้ายรู้สึกเหมือนถูกดวงจิตเทพกวาดผ่านไปลางๆ แต่ดวงจิตเทพดวงนี้ขาดจิตวิญญาณ ลักษณะเหมือนเครื่องจักรอย่างยิ่ง ราวกับแค่มุ่งตรวจหากฎเกณฑ์จากโลกภายนอกเท่านั้น
ส่วนทางด้านหวังเป่าเล่อ ตอนนี้ทั่วกายไม่ว่านอกในล้วนเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋าสุข เวลาไม่กี่เดือนทำให้กฎเกณฑ์จากโลกภายนอกในตัวของเขาถูกเก็บซ่อนเอาไว้โดยสมบูรณ์นานแล้ว
จุดนี้สัมพันธ์กับการฝึกตนขั้นห้าของเขาอย่างยิ่ง เพราะเขามีหมื่นเต๋าเพียบพร้อม ดังนั้นเมื่อควบคุมได้อย่างรอบคอบ เขาจึงทำได้ถึงขั้นสูงสุด เก็บซ่อนเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าหากเป็นขั้นที่สี่ เนื่องจากมีแหล่งกำเนิดแค่เต๋าเดียว พัวพันล้ำลึกเกินไป จึงไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้โดยสมบูรณ์เหมือนอย่างหวังเป่าเล่อ
“ภายในมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้ เบื้องหลังล้ำลึกอย่างยิ่ง…” หวังเป่าเล่อถอนสายตาที่มองไปยังท้องนภากลับมา หลับตาลง นั่งสมาธิต่อ ทำให้เมล็ดเต๋าแห่งสุขภายในร่างแผ่กิ่งก้านสาขานับไม่ถ้วนออกมาและเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ในตัว
วันเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ เช่นนี้ ไม่นานก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว ตอนนี้กฎเกณฑ์เต๋าสุขของหวังเป่าเล่อบรรลุถึงระดับที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความดีงามของชาวบ้านในหมู่บ้านเชิงเขาเช่นกัน ราวกับผู้ที่ฝึกฝนเต๋าแห่งสุขส่วนใหญ่จะเป็นคนจิตใจดี ซึ่งสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับสารัตถะของกฎเกณฑ์ชนิดนี้ด้วย
ความดีงามเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็ยอมรับเช่นกัน
แต่…เห็นได้ชัดว่าแบบของความดีงามนั้นไม่ใช่สิ่งหลักในมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้เลย ก็เหมือนกับคบเพลิงที่จุดขึ้นในยามค่ำคืนมืดมิด หากข่มความมืดไว้ไม่ได้ ผลสุดท้ายก็มีแต่ต้องถูกมองเป็นตัวประหลาด และดับลงในความมืดอยู่ดี
หมู่บ้านสาขาของสายเลือดแห่งเต๋าสุขก็เช่นเดียวกัน ในยามค่ำคืนหลังผ่านไปไม่กี่วัน หวังเป่าเล่อที่นั่งสมาธิอยู่บนยอดเขาพลันลืมตาโพลง จ้องมองไปยังเทือกเขาห่างไกล
ดูแล้วที่แห่งนั้นมีความมืดปกคลุมไว้ทั้งผืน ราวกับไม่มีสิ่งผิดปกติ ได้แต่อาศัยแสงจันทร์อ่อนจางมองดูเงาดำที่เกิดจากต้นไม้ใบหญ้า ทว่า…มันเงียบงันเกินไป
บางทีอาจเป็นเพราะความเงียบนี้จึงทำให้หูของหวังเป่าเล่อคล้ายได้ยินเสียงร้องละครแปลกพิกลดังขึ้นได้ลางๆ
“ความตายไม่มาเยือน…”
“เงาแผ่นหลังมักอยู่เสมอ…”
นั่นเป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่ง เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและความพิศวง ยิ่งกว่านั้นคือมีความอัดอั้นตันใจ เหมือนเก็บซ่อนความไม่ยินยอมอันแรงกล้าและเสียงคำรามร้องเอาไว้ แต่กลับไม่อาจปลดปล่อยออกมาได้
เมื่อดังเข้าสู่หูของหวังเป่าเล่อ เขาก็สั่นไปทั้งกาย ราวกับเวลานี้หัวใจถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นกุมเอาไว้และกำลังบีบช้าๆ คล้ายจะบดขยี้ให้แหลกและฉีกทึ้งเส้นเลือดที่เชื่อมต่อกับมันออก ก่อนจะกระชากออกมาจากในร่างทั้งยังเป็นๆ
ยิ่งกว่านั้นในชั่วพริบตานี้เอง ที่เทือกเขามืดมิดไกลๆ ตรงหน้าของหวังเป่าเล่อ คาดไม่ถึงว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นกึ่งโปร่งใสขึ้นมา แสงจันทร์ที่เดิมอ่อนจางก็คล้ายส่องทะลุผ่านความกึ่งโปร่งใสนี้ไปได้ ทำให้โลกใบนี้เหมือนจะแจ่มชัดกว่าแต่ก่อนมาก
เมื่ออาศัยจากความแจ่มชัดนี้ก็จะมองเห็นว่า…มีหญิงสาวสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวผมดำคลุมบ่า กำลังก้มหน้าเดินจากกลางเทือกเขา รูปร่างของนางสูงใหญ่มาก คาดไม่ถึงว่าจะสูงเท่าๆ กับภูเขา ทั้งยังมองเห็นหยดเลือดไหลลงมาจากใบหน้าที่ถูกผมดำปกคลุมของนางช้าๆ
รอบตัวของนางก็ยิ่งมีเงาร่างเลือนลางหลายร่างลอยอยู่ เงาร่างเหล่านี้บางครั้งก็จะกลายเป็นท่วงทำนองเพลง บางครั้งก็กลับมาเป็นมนุษย์ พวกมันค่อยๆ เดินเข้ามายังหมู่บ้านเชิงเขาที่หวังเป่าเล่ออยู่พร้อมกับหญิงสาวผู้นี้
เสียงเพลงยิ่งชัดเจนมากขึ้น
“ทำลายความคะนึงหา จนสลายกลายเป็นฝุ่นผง…”
“ใครหนอรอผู้ใดกลับมา…”
ไม่ว่าเดินผ่านไปที่ใด ภูเขากึ่งโปร่งใสรอบๆ ก็จะถูกหยดเลือดอาบย้อมเป็นสีแดง พืชพรรณทุกอย่างเหี่ยวเฉา ความอาฆาตแค้นในน้ำเสียงแรงกล้ามากยิ่งขึ้น ในตอนนี้ความคิดเศร้าโศกที่อัดอั้นอยู่คล้ายจะมาถึงจุดสูงสุด และใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว
จิตใจของหวังเป่าเล่อกู่ร้องขึ้นอีกครั้ง กฎเต๋าแห่งสุขภายในร่างแพร่กระจายในพริบตา เขาหรี่ตาลง จ้องมองไปยังสตรีชุดเขียวที่เดินมาจากที่ไกลๆ จากความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเดาก็รู้ที่มาของอีกฝ่ายแล้ว
นั่นก็คือผู้ฝึกตนของเมืองปรารถนาเสียง แต่เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับสิ่งที่เขาเจอในหมอกแดงเลยสักนิด อย่างหลังเป็นแค่ท่วงทำนองเพลงหนึ่งท่อนเล็กๆ เท่านั้น ไม่ใช่บทเพลงสมบูรณ์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่แค่บทเพลงที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า แต่ยังมีเนื้อเพลงปรากฏมาด้วย
ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาได้ เห็นได้ชัดว่าสถานะของหญิงชุดเขียวผู้นี้จะต้องเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ภายในเมืองปรารถนาเสียงอย่างแน่นอน
“มาหาข้าหรือ หรือว่ามาทำลายสาขาเต๋าสายสุขที่เชิงเขากันล่ะ” ดวงตาของหวังเป่าเล่อส่องประกายเยือกเย็น ภายในหุบเขาด้านล่างภูเขาที่เขาอยู่ ผู้ฝึกตนของสายเลือดเต๋าแห่งสุขก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน เสียงแห่งความปีติมากมายพร้อมกับความยินดีปรีดาพลันล้นทะลักไปทั่วทั้งสี่ทิศทันที ราวกับดวงไฟที่ถูกข่มเอาไว้ในความมืด แต่กลับไม่ยอมดับแสง และฝืนยืนหยัดต่อไป
ยิ่งกว่านั้น เมื่อความปีติยินดีนี้แผ่กระจายกลายเป็นวิชาเคลื่อนย้ายชนิดหนึ่งและกำลังจะถูกใช้ออกมาต่อจากนั้น จะเห็นม่านแสงนุ่มนวลหนึ่งชั้นผุดขึ้นมาจากเส้นขอบของหุบเขา ราวกับกลายเป็นม่านกำบัง
ในฐานะที่เป็นสาขาสายตรงของสายเลือดแห่งสุข แม้ว่าปัจจุบันจะอ่อนแอ แต่เป็นเพราะถูกไล่ฆ่ามาหลายปี ก็ย่อมมีวิธีป้องกันตัวเองอยู่บ้าง และการเคลื่อนย้ายผ่านพลังความสุขก็คือหนึ่งในนั้น
เมื่อม่านแสงเชื่อมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นม่านกำบังโดยสมบูรณ์แล้ว ก็เป็นเวลาที่การเคลื่อนย้ายจะเริ่มต้นขึ้น
แต่เห็นได้ชัดว่าผู้ร่ำร้องจากเมืองปรารถนาเสียงที่มาในครั้งนี้แข็งแกร่งเกินไป เสียงเพลงแฝงความพิศวงและความอาฆาตแค้น มันส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนทั้งหมดในหมู่บ้านโดยตรง ทำให้หัวใจของผู้ฝึกตนสายเลือดสาขาเต๋าแห่งสุขคล้ายถูกจับเอาไว้ ขณะที่พวกเขาสีหน้าซีดขาว พลังชีวิตก็ไหลหายไปอย่างรวดเร็วราวกับจะแห้งเหี่ยว
สิ่งนี้ทำให้วิชาเต๋าของพวกเขาถูกโจมตีและได้รับผลกระทบ การเปิดใช้วิชาเคลื่อนย้ายก็ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ในชั่วอึดใจ ยิ่งกว่านั้นยังมีความบิดเบี้ยวในความผันผวนของเสียงเพลง ทำให้ม่านแสงที่ผุดขึ้นมาเหล่านั้นส่อแววพังทลาย
หวังเป่าเล่อถอนหายใจแผ่ว เขาอาศัยอยู่ที่นี่มาครึ่งปี ทั้งเขาก็ยังยอมรับหมู่บ้านแห่งนี้แล้วด้วย และตอนนี้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาหาตนหรือมีเป้าหมายเดิมเป็นหมู่บ้านแห่งนี้ก็ตาม เขาก็ไม่มีเหตุผลจะยืนนิ่งดูดายอยู่ข้างๆ
ดังนั้นในชั่วพริบตาที่ม่านแสงเคลื่อนย้ายของหมู่บ้านเกิดความบิดเบี้ยว หวังเป่าเล่อก็มองไปยังหญิงสาวชุดเขียวที่เดินมาจากที่ห่างไกลช้าๆ ใบหน้าเผยรอยยิ้ม แทบจะในชั่วขณะที่รอยยิ้มของเขาปรากฏขึ้นนั้น กฎเกณฑ์แห่งสุขก็พลันระเบิดออกมาจากร่างของเขา ก่อนก่อตัวเป็นคลื่นอารมณ์ผันผวนไร้รูป แผ่กระจายไปรอบตัวฉับพลัน
ไม่ว่าผ่านไปที่ใด ต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาเหล่านั้นก็คล้ายจะมีพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ เทือกเขาที่ถูกเลือดอาบย้อมก็เหมือนถูกชะล้างให้กลายเป็นสีเดิม ถึงขั้นที่แม้แต่ฟ้าดินกึ่งโปร่งใสแห่งนี้ก็ถูกบังคับให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมในชั่วขณะนั้นเช่นกัน
ส่วนหญิงชุดเขียวที่เดินมาจากไกลๆ ผู้นั้นก็ชะงักฝีเท้า ผู้ฝึกตนร่ำร้องที่ลอยอยู่รอบตัวนางเจ็ดแปดคนแย้มยิ้มออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ทันที บทเพลงของพวกเขาถูกขัดจังหวะ พริบตาที่รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนร่าง…วิญญาณก็ถูกทำลาย
เพราะอาศัยโอกาสชั่วพริบตานี้ ม่านแสงของหมู่บ้านเชิงเขาก็เชื่อมต่อกันจนเสร็จสมบูรณ์ วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายทำงานออกมาทันใด และขณะที่ผู้ฝึกตนสาขาเต๋าแห่งสุขในหมู่บ้านเคลื่อนย้ายหนีไปนั้น หญิงชุดเขียวที่ชะงักฝีเท้าผู้นั้นก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ภายใต้แสงจันทร์ มองเห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้นผ่านช่องว่างระหว่างกลุ่มผมสีดำ ใบหน้านั้น…มีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด ยิ่งกว่านั้นที่ลำคอก็ยังมีรอยช้ำสีดำลึกหนึ่งรอย
ดวงตาของนางลึกและพร่ามัว ราวกับว่าในแววตามีเงาร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งอยู่อย่างเลือนราง ราวกับมีนักร้องละครกำลังร่ายรำและร้องเพลงอัดอั้นคับแค้นใจยิ่งกว่าเดิมออกมา
“ฝนยามค่ำหวาดโคมสารทส่องแสง…”
“ส่องเวทีว่างเปล่าจนสว่างไสว…”
“ที่ควรมา ล้วนไม่มา…”
“ที่ควรอยู่ ล้วนไม่อยู่…”
…………………………………
ท้องนภาสีฟ้า แผ่นดินใหญ่สีดำ
บนภูเขาอุดมไปด้วยสีเขียวขจี ลมพัดอ่อนโชย พาให้ต้นไม้ใบหญ้าพลิ้วไหว พร้อมกับทำให้อาภรณ์ของเงาร่างที่นั่งอยู่บนยอดเขาและกำลังทอดมองไปที่ไกลๆ ปลิวไสว พัดผมยาวสยาย ทำให้เกิดความรู้สึกล่องลอยสง่างามแบบหนึ่งขึ้นมา
ใต้ภูเขาคือหุบเขาแห่งหนึ่ง มองเห็นบ้านซึ่งสร้างจากไม้จำนวนหนึ่งและผู้คนที่อยู่อาศัย เหมือนกับหมู่บ้าน
ขนาดของหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก บ้านเรือนมีอยู่เพียงไม่กี่สิบหลัง จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ก็ไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ดูแล้วสงบสุขอย่างยิ่ง ราวกับทั้งหมู่บ้านล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นมื่น
เมื่อมองลงมาจากยอดเขาก็จะมองเห็นเด็กน้อยสามถึงห้าคนกำลังวิ่งไปมาอยู่ในหมู่บ้านอย่างเริงร่า บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นแล้วแอบลอบมองไปยังยอดเขา
“เต๋าแห่งสุข ดีงามยิ่งนัก” บนยอดเขา เงาร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้นถอนสายตาที่มองไปยังที่ไกลๆ กลับมา ขณะมองดูหมู่บ้านเชิงเขาและเอ่ยพึมพำนั้น ก็สัมผัสได้ว่าที่เชิงเขามีคนกำลังก้าวเข้ามาช้าๆ
ไม่นาน ด้านหลังของเขาก็มีเสียงแสดงความเคารพดังขึ้น
“ผู้อาวุโส เหล่าเด็กๆ ที่เชิงเขาได้เก็บดอกไม้ภูเขามาให้ท่าน พวกเขาอยากจะมามอบให้ท่านด้วยมือตัวเอง แต่ไม่กล้าขอรับ” ผู้ที่เอ่ยขึ้นก็คือเด็กหนุ่มสายเต๋าแห่งสุขผู้นั้นที่ถูกหวังเป่าเล่อจับตัวมานั่นเอง
ตอนนี้สีหน้าท่าทางของเขาเปี่ยมความเคารพ ในมือถือดอกไม้สดกำหนึ่ง
เงาร่างบนยอดเขาหันหน้ากลับมายิ้มบางเบา หลังจากฝึกฝนเต๋าแห่งสุข รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็เพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย ความปีติยินดีทั่วร่างของเขาแพร่กระจายมากขึ้น ต่อให้เป็นเด็กหนุ่มที่พบเจอมาหลายครั้งก็ยังสิ้นสติจนต้องยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ขอบคุณพวกเขาแทนข้าด้วย” เงาร่างบนยอดเขาโบกมือ ดอกไม้ก็เคลื่อนเข้ามาแล้วถูกเขาวางเอาไว้ข้างเท้า เขาควบคุมกฎแห่งสุขภายในร่างไว้ จึงพอทำให้เด็กหนุ่มผู้นั้นมีสติขึ้นมาได้แล้วรีบคำนับ จากนั้นก็ลงเขาไป
เมื่อเดินลงจากเขาแล้ว เขาก็อดหันไปมองเงาร่างบนภูเขาอีกหลายรอบไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังภาพที่ใบหญ้าเขียวขจีรอบตัวอีกฝ่ายพลิ้วไหวอัตโนมัติท่ามกลางสายลม ภายในใจเขาก็เต็มไปด้วยความทอดถอนใจ ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีความสามารถสูงอยู่แล้วหรือว่าเหมาะสมจะฝึกฝนเต๋าสายสุขเป็นพิเศษกันแน่ สรุปคือ เขาฝึกฝนวิชาเต๋าสายสุขมาได้ไม่กี่เดือน กลับฝึกฝนจนความปีติสุขพุ่งระดับที่สามารถแทรกซึมไปยังสรรพชีวิตได้แล้ว
แม้ว่าระดับนี้จะไม่ใช่ระดับที่สูงที่สุด แต่ทั่วทั้งสำนักนี้ ก็มีเพียงผู้อาวุโสชั้นสูงเท่านั้นถึงจะทำได้
และเงาร่างบนยอดเขาผู้นั้นก็คือหวังเป่าเล่อนั่นเอง
เขามายังโลกาชั้นที่สองของมิติเต๋าต้นกำเนิดได้หลายเดือนแล้ว
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาเก็บงำกลิ่นอายทั้งหมด ไม่ได้ใช้พลังกฎจากโลกภายนอกเลยสักนิด จมจ่อมอยู่ท่ามกลางการตระหนักรู้เต๋าสายสุขและได้รับประโยชน์มามากมาย
ขณะเดียวกัน ในช่วงไม่กี่เดือนนี้เอง ในที่สุดเขาก็รับรู้และเข้าใจในโลกใบนี้ได้ค่อนข้างรอบด้านแล้ว
โลกใบนี้ มีอยู่เพียงสิบสี่กฎเกณฑ์จริงๆ ซึ่งก็คือเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาและวิชาโบราณแบบดั้งเดิม และมีเพียงกฎเกณฑ์ทั้งสิบสี่อย่างนี้เท่านั้นถึงจะถูกอนุญาตให้ใช้ออกมาในที่แห่งนี้
นอกเหนือจากนี้ หากใช้เต๋าของกฎเกณฑ์อย่างอื่นก็จะดึงดูดให้วิญญาณจักรพรรดิปรากฏตัวออกมาไล่ฆ่าอย่างแน่นอน และเมื่อเกิดเรื่องประเภทนี้มากขึ้น หวังเป่าเล่อก็เดาได้ว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้แน่
ถึงขั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้มหาเทพตื่นจากการหลับใหล
ดังนั้น หากไม่มีเหตุสุดวิสัย หวังเป่าเล่อก็ไม่อาจใช้วิชาจากโลกภายนอกได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่เขามายังที่แห่งนี้ได้หลายเดือนและรั้งอยู่ที่นี่มาโดยตลอด และเต๋าสายสุขก็จะกลายเป็นวิชาที่เขานำมาใช้แทน
กฎเกณฑ์ทั้งสิบสี่ชนิดของโลกใบนี้ก็ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากอากาศ มันไม่ต่างจากคำแนะนำก่อนหน้านี้ของเด็กหนุ่มสักเท่าไร โลกใบนี้มีขุมอำนาจสามฝ่าย แบ่งเป็นเจ็ดอารมณ์และหกปรารถนา และยังมีเมืองโบราณอีก
แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่หวังเป่าเล่อเพิ่งเข้าใจหลังจากมาถึงที่แห่งนี้ นั่นก็คือ…ความขัดแย้งของเจ็ดอารมณ์และหกปรารถนา
กล่าวให้ถูกคือ โลกใบนี้เคยมีเจ็ดอารมณ์เป็นผู้ครอง จากนั้นหกปรารถนาก็เกิดตามมา หลังจากเจ็ดอารมณ์พ่ายแพ้ครั้งใหญ่ก็ถูกตัดสินให้เป็นกบฏ จากนั้นถูกหกปรารถนาไล่ล่า ตอนนี้เวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายปี สายเลือดทั้งเจ็ดของเจ็ดอารมณ์ก็เสื่อมสลายกันจนถึงที่สุดแล้ว
ตัวอย่างเช่นเจ้าแห่งสุขของเต๋าสายสุข เขาถูกเจ้าปรารถนาของเมืองปรารถนาเสียงจัดการผนึกเอาไว้ ส่วนเจ็ดอารมณ์ที่เหลือ ส่วนใหญ่กระจัดกระจายกันอยู่ในโลกแห่งนี้ แต่ละแห่งพากันเก็บซ่อนตัวเอง
ส่วนหกปรารถนาก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแข็งแกร่งมากขึ้นจนกลายเป็นเจ้าที่ทรงพลังที่สุดในโลกใบนี้ แต่น่าแปลกที่เมืองซึ่งเกิดขึ้นจากหกปรารถนากลับไม่ใช่หกเมือง แต่เป็นห้าเมือง
เจ้าปรารถนาก็เช่นกัน มีเพียงห้าคน
เมืองปรารถนาอารมณ์ที่เป็นหนึ่งในนั้นไม่มีอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีอยู่ในโลกแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังมีข่าวลือว่า ในหมู่หกปรารถนา เจ้าปรารถนาอารมณ์ก็ยังไม่มาถึง
เรื่องภายในโดยละเอียดนั้น หวังเป่าเล่อยังไม่รู้ สิ่งที่เขารู้ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้รู้เท่านั้น ขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อก็คาดเดาเกี่ยวกับการฝึกตนของเจ้าแห่งหกปรารถนาได้บ้าง
แต่ละคนน่าจะมีพลังเกือบถึงขั้นห้าทั้งสิ้น ถึงขั้นที่ไม่แน่ว่าอาจแข็งแกร่งกว่า เพราะว่า…นอกจากสถานะเจ้าปรารถนาของพวกเขาแล้ว ยังมีสถานะอีกหนึ่งอย่างด้วย
นั่นก็คือ…ศิษย์แห่งจักรพรรดิ
เรื่องเหล่านี้มีบางอย่างบันทึกไว้ในตำรา บางอย่างหวังเป่าเล่อก็ได้ยินมาจากปากของผู้อาวุโสชั้นสูงในหมู่บ้านตอนที่มาถึงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนแล้วลงเขาไปคารวะ
โลกใบนี้มีวิญญาณเทพเจ้าหนึ่งองค์มาตั้งแต่สมัยโบราณ
นามของวิญญาณเทพเจ้าองค์นี้มีอยู่นามเดียว
จักรพรรดิ!
วิญญาณจักรพรรดิคือองครักษ์ผู้คุ้มครองเทพองค์นี้ และเจ้าแห่งหกปรารถนาก็คือศิษย์ของเทพองค์นี้
แต่ว่าวิญญาณเทพหลับใหลมาโดยตลอด บางครั้งบางคราวจึงจะตื่นขึ้นมา ดังนั้นมนุษย์โลกจึงไม่อาจสัมผัสได้ แต่สถานที่ที่วิญญาณเทพองค์นี้หลับใหลนั้นมีผู้พิทักษ์อยู่คนหนึ่ง ผู้พิทักษ์คนนี้อยู่เหนือกว่าศิษย์แห่งจักรพรรดิ ยามที่วิญญาณเทพหลับใหล เขาก็ควบคุมโลกทั้งใบไว้
พลังฝึกตนของเขา…ไม่อาจคาดคะเน ตามที่ผู้อาวุโสชั้นสูงในหมู่บ้านท่านนั้นบอกมา เมื่อนานมาแล้ว เจ้าแห่งเจ็ดอารมณ์เคยร่วมมือกันต่อสู้กับผู้พิทักษ์ผู้นี้ แต่กลับพ่ายแพ้ ถูกผู้พิทักษ์ผู้นี้ทำให้บาดเจ็บสาหัส
จึงได้สร้างโอกาสให้หกปรารถนารุ่งเรืองขึ้น
ทุกอย่างนี้ทำให้หวังเป่าเล่อยิ่งไม่อาจกระทำบุ่มบ่ามได้ เขาเดาได้ว่าวิญญาณเทพที่ว่านี้ก็คือมหาเทพ ส่วนผู้พิทักษ์…เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นร่างแยกของมหาเทพหรือไม่ แต่เมื่อคาดเดาจากพลังแล้ว คล้ายจะไม่ใช่ เห็นได้ชัดว่าผู้พิทักษ์คนนี้แข็งแกร่งกว่า
ถึงขั้นเป็นรองแค่มหาเทพก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น เขายังต้องตรวจสอบอีกที คิดจะหลอมรวมเข้ากับโลกใบนี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะมีโอกาสไปอยู่ตรงหน้ามหาเทพแล้วผสานเข้าไปในหมุดไม้ดำเพื่อแก้ไขเหตุต้นผลกรรมกับเขา
“บางทีหากมองจากโลกภายนอก จักรวาลทั้ง 108 แห่งของมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้อาจไม่มีอยู่จริง แต่ความจริงที่นี่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งโดยสมบูรณ์ไปแล้ว”
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น หวังเป่าเล่อก็หลับตาลง ตระหนักรู้ถึงกฎเกณฑ์แห่งเต๋าสายสุขต่อไป
ขณะเดียวกันนั้น ในระดับชั้นที่สูงยิ่งกว่าโลกใบนี้ โลกชั้นที่หนึ่งในตำนาน ‘โลกนิทรา’ ที่แห่งนี้ไม่มีกลางวัน แผ่นดินใหญ่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและซากศพ ราวกับว่าความตายและความแห้งแล้งคือท่วงทำนองหลักของสถานที่แห่งนี้
ท่ามกลางกองซากปรักหักพังผืนนี้มีรูปสลักตั้งตรงอยู่ที่นั่น รูปสลักนี้คือนกแก้วขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
บนหัวนกแก้วมีคนชุดคลุมดำนั่งขัดสมาธิอยู่ ชุดคลุมยาวของเขาตัวใหญ่มาก ไม่เพียงครอบคลุมส่วนหัวของคนผู้นี้เท่านั้น แต่ยังแผ่กระจายลงมาคลุมรูปสลักไปเสียครึ่งตัว
ราวกับว่าวันเวลาในที่นี้ไร้ที่สิ้นสุด และชั่วขณะนี้เอง คนชุดคลุมดำก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ความดำมืดที่ถูกชุดคลุมดำปกคลุมอยู่นั้นพลันมีแววตาปรากฏขึ้นมา มันจ้องมองไปยังแผ่นดินใหญ่ ราวกับกำลังเสาะหา
ผ่านไปพักหนึ่ง ดวงตาที่เปิดขึ้นและคล้ายค้นหาไม่สำเร็จผลก็ปิดตาลงอย่างช้าๆ อีกครั้ง
เขาสามารถพูดประโยคนี้ออกมาได้ เห็นได้ชัดเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยังนับว่าเฉลียวฉลาด เขารู้ดียิ่งว่าความคิดระแวดระวังไปทุกเรื่องนั้นไม่มีประโยชน์กับจอมพลังที่สามารถจับกุมผู้ร่ำร้องสองคนได้สบายๆ และหนีมาได้อย่างปลอดภัยหลังจากชักนำวิญญาณจักรพรรดิมา
โดยคร่าวๆ แล้วในสายตาของอีกฝ่าย ความเป็นความตายของตนขึ้นอยู่กับหนึ่งความคิด สามารถเปลี่ยนได้ทุกเมื่อแค่เพราะเรื่องเล็กๆ บางอย่าง เขาจะเป็นหรือตายเดิมทีก็ไม่อาจคาดเดาได้เลย
แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายวางแผนจะเข้าไปในโลกาชั้นที่สอง ดังนั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีวิธีเข้าไป การกลืนกิน หรือการหลอมรวม หรือการยึดตนเอาไว้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกแรกของอีกฝ่าย
หากเปลี่ยนเขาไปอยู่ในตำแหน่งของอีกฝ่าย เขาก็จะทำเช่นนี้เหมือนกัน และความต่างระหว่างทั้งคู่ก็ทำให้เขาไม่มีปัญญาจะต่อกรด้วยอยู่แล้ว ถึงขั้นที่หากกล่าวเกินจริงอีกสักหน่อย แค่ความสามารถจะระเบิดตัวเองต่อหน้าอีกฝ่ายก็เกรงว่าจะไม่มีด้วยซ้ำ
ดังนั้น แทนที่จะรอให้อีกฝ่ายเป็นคนตัดสินใจ ไม่สู้ตนเอ่ยปากเสนอวิธีการแก้ปัญหาอย่างอื่นให้เขาแทนก่อนดีกว่า
ในเมื่อตัดสินใจจะทำตัวเชื่อฟังน่าเอ็นดูแล้ว เช่นนั้นก็จงเชื่อฟังน่าเอ็นดูให้ถึงที่สุด
ขณะเดียวกันเขาก็เชื่อว่า ด้วยความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย การจะสังหารตนหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำหรับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ การแก้ปัญหาต่างหากถึงจะเป็นจุดสำคัญ
ส่วนกระบวนการ…ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไร
หวังเป่าเล่อคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขาเหลือบมองเด็กหนุ่มปราดหนึ่ง สำหรับความคิดจิตใจของคนผู้นี้ จากประสบการณ์ของเขา แค่มองปราดเดียวก็มองออกได้ทะลุปรุโปร่ง แววตาจึงฉายแววชื่นชมออกมา ไม่ได้พูดตอบทันที แต่ยกมือขวาขึ้นแล้ววาดไปยังไปยังอากาศช้าๆ
เมื่อลดมือลงไป ขณะที่เด็กหนุ่มจากเต๋าแห่งสุขตกตะลึงอยู่นั้น ฉับพลันบนร่างของหวังเป่าเล่อก็มีคลื่นผันผวนปรากฏขึ้น หลังจากเด็กหนุ่มสัมผัสถึงคลื่นผันผวนนี้ ความวิตกในใจของเขาในตอนแรกก็หายไปในชั่วพริบตา และมีความปีติยินดีกำเนิดขึ้นมา สิ่งนี้ทำให้เขาเบิกตากว้างทันที
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หวังเป่าเล่อก็อาศัยเต๋าลอกเลียนแบบของตนนำเต๋าสายสุขเข้ามา ก่อนก้าวหนึ่งก้าวไปยังความว่างเปล่า ต้องการใช้พลังงานสายนี้เพื่อก้าวเข้าไปในโลกาชั้นที่สอง
แต่ชั่วขณะที่หวังเป่าเล่อก้าวลงไปนั้น เงาร่างของเขาก็พร่าเลือนราวกับจะผสานรวมเข้าไปในพริบตา สีหน้าของหวังเป่าเล่อขยับไหว เท้าที่กำลังจะก้าวลงไปหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ถอนมันกลับมา
จากนั้น ท่ามกลางความเงียบงัน เขาเงยหน้าทอดมองไปยังอวกาศอันห่างไกล สายตาฉายแววครุ่นคิด
ชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ แม้ว่าเขาจะเลียนแบบเต๋าสายสุขได้สำเร็จและหลอมรวมเข้าไปในร่างแล้ว แต่เมื่อก้าวเท้า เขากลับสัมผัสได้ถึงสิ่งกีดขวาง ทำให้รับรู้ได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ขอเพียงตนก้าวออกไปหนึ่งก้าว ก็จะเข้าสู่ภายในสิ่งกีดขวางและเข้าสู่โลกชั้นที่สองตามที่เด็กหนุ่มพูดทันที
สิ่งกีดขวางนั้นคล้ายจะเป็นประตูใหญ่ของโลกชั้นที่สอง และกุญแจสำหรับประตูใหญ่นี้ก็มีอยู่สิบสามชิ้น แบ่งเป็นเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาทั้งสิบสามกฎเกณฑ์
ส่วนวิธีการที่คนโบราณเข้ามาในโลกชั้นที่สองนั้น หวังเป่าเล่อก็คาดเดาได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน
ดังนั้น เขาจึงใช้เต๋าลอกเลียน แม้ว่าจะได้รับกุญแจมาสำเร็จ แต่ที่แห่งนี้คือมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด สิ่งที่เขาลอกเลียนมา สุดท้ายก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด
ดังนั้นชั่วพริบตาที่กำลังจะก้าวเท้าลงไป ความระแวดระวังในใจของหวังเป่าเล่อก็ตื่นตัวขึ้น เขามีลางสังหรณ์ว่าขอเพียงตนก้าวเท้าลงไป พลังผันผวนที่ดึงดูดมาได้คงจะน่าตะลึงยิ่งกว่าการปรากฏตัวของวิญญาณจักรพรรดิเสียอีก
ถึงขนาดเป็นไปได้ว่าจะมีวิญญาณจักรพรรดิหลายร้อยหลายพันตนปรากฏขึ้นมาพร้อมกันด้วยซ้ำ หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว ตอนนี้เขาวิเคราะห์คาดเดาถึงสาเหตุที่วิญญาณจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นได้แล้ว
นั่นก็เพราะ…เต๋าจากโลกภายนอก
ภายในมิติเต๋าต้นกำเนิดแห่งนี้ กฎเกณฑ์ที่สามารถใช้ได้น่าจะมีอยู่เพียงสิบสี่ชนิด สิบสามชนิดแรกคือเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ส่วนชนิดสุดท้ายเห็นได้ชัดว่าเป็นวิถีฝึกตนของคนโบราณในที่แห่งนี้นั่นเอง แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะยังไม่กระจ่างชัดนักว่ารายละเอียดของมันคืออะไร แต่เขาก็เดาได้คร่าวๆ แล้วว่าน่าจะเป็นเต๋าสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับสายเลือด
การถือกำเนิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนล้วนมีสายเลือดอยู่ในร่างกาย และสายเลือดนี้สามารถทำให้พวกเขาไม่ถูกจำกัดหลังจากฟื้นขึ้นมา
นอกเหนือจากกฎเกณฑ์สิบสี่ชนิดนี้ ทันทีที่มีกฎเกณฑ์อย่างอื่นปรากฏขึ้นภายในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด ก็จะถูกตัดสินให้เป็นผู้ที่มาจากภายนอก และชักนำวิญญาณจักรพรรดิมา
วิญญาณจักรพรรดิ เป็นทั้งวิญญาณเทพ และเป็นทั้งผู้คุ้มครอง
และตามการคาดเดาของหวังเป่าเล่อ จำนวนวิญญาณจักรพรรดินั้นน่าจะขาดแค่ตนเดียวก็จะครบหนึ่งแสนตน
ดังนั้น ว่ากันตามหลักการแล้ว ถ้าหากมีผู้แข็งแกร่งที่สามารถเพิกเฉยต่อวิญญาณจักรพรรดิขั้นที่สี่ชั้นยอดจำนวนหนึ่งแสนตนเดินทางมายังที่แห่งนี้ เช่นนั้นคนผู้นี้ก็สามารถเดินเข้าไปอยู่ต่อหน้ามหาเทพที่กำลังหลับใหลได้ในทันที
เพียงแต่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ หวังเป่าเล่อไม่รู้ว่าบิดาของหวังอีอีจะทำได้หรือไม่ แต่จากพลังฝึกตนในปัจจุบันของตัวเขาแล้ว หวังเป่าเล่อไม่อาจทำได้เลย
ดังนั้นหลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง หวังเป่าเล่อก็มองไปยังเด็กหนุ่มจากเต๋าแห่งสุขผู้นั้นแล้วพยักหน้า
เด็กหนุ่มข่มกลั้นความตกตะลึงภายในใจจากการที่เต๋าแห่งสุขพุ่งขึ้นมาบนร่างของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้เอาไว้ หลังจากสูดหายใจลึก เขาก็รีบแยกกฎวิชาแห่งสุขภายในร่างออกมาหนึ่งสายโดยไม่เสียดายอะไรทั้งสิ้น แล้วรวมกันเป็นเมล็ดพันธุ์สีแดงเมล็ดหนึ่งลอยออกมาจากหน้าอก
เมื่อเมล็ดพันธุ์นี้ลอยออกมา ก็เห็นได้ชัดว่าร่างกายของเขาอ่อนแอลง แต่การเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย ถึงขั้นที่หลังจากส่งเมล็ดเต๋าสายสุขมาอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อจนสมบูรณ์แล้ว เขายังตัดการเชื่อมต่อกับเมล็ดพันธุ์นี้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย
หวังเป่าเล่อยกมือขึ้น จับเมล็ดเต๋าสายสุขตรงหน้าเอาไว้ด้วยสองนิ้ว ดวงตาฉายประกายแปลกประหลาด ม่านตาแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ทำให้เมล็ดสายสุขตรงหน้าขยายขึ้น แล้วแผ่ขยายอีกครั้ง ขยายใหญ่อีกครั้ง
หลังจากทำแบบเดิมซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ในที่สุดเขาก็มองเห็นว่าแกนกลางภายในเมล็ดเต๋าสุขที่รวมตัวขึ้นจากกฎเกณฑ์เต๋าสายสุขเมล็ดนี้กลับมี…อักขระโบราณพิเศษอย่างหนึ่ง
อักขระนี้ดูเหมือนกับใบหน้ายิ้ม
เมื่อเขาผสานจิตลงไป ก็คล้ายได้ยินเสียงหัวเราะมากมายดังออกมา สัมผัสได้ถึงความปีติยินดีของฟ้าดินและสรรพชีวิต ความรู้สึกรุนแรงเช่นนี้ทำให้หวังเป่าเล่อตกอยู่ในภวังค์ จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อเมล็ดเต๋าสายสุขที่ปลายนิ้วมือของเขาหายไปเพราะถูกหลอมเข้าไปในร่างเรียบร้อย หวังเป่าเล่อก็สูดลมหายใจลึก
เขาหลับตานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความประหม่าวิตกของเด็กหนุ่มผู้นั้น ความปีติยินดีที่สมจริงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้แพร่กระจายอยู่บนร่างของเขาอย่างเลือนลาง เหมือนกับว่าพอเห็นเขาแล้วก็ยิ้มมีความสุขอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้
ถึงขั้นทำให้เด็กหนุ่มอ่อนแอผู้นั้นมีปฏิกิริยารุนแรงยิ่งกว่าเดิม คนทั้งคนยืนอยู่ตรงนั้นราวกับโง่งม พลางหัวเราะไร้เสียงออกมาคล้ายหยุดตัวเองไม่อยู่ ทั้งร่างของเขาก็ยังผ่อนคลายลงมาก พลังฝึกตนนิ่งสงบ ไม่มีการตื่นตัวแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็ตกใจเช่นกัน
วิถีสุขในเจ็ดอารมณ์ช่างดีนัก ดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่ความจริงทรงพลังมาก หากฝึกเต๋านี้จนถึงจุดสูงสุด ก็จะทำให้สรรพชีวิตคลั่งไคล้เพราะมันได้ ผ่านไปที่ใด ทุกชีวิตล้วนสิ้นสติกันทั้งหมด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็คว้าเด็กหนุ่มที่ยิ้มโง่งมและสูญสิ้นความรู้สึกนึกคิดจนหมดสติไปท่ามกลางความปีติยินดี จากนั้นก็ก้าวเข้าไปยังหมอกแดงตรงหน้า ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกถึงความอันตรายเช่นนั้นอีกต่อไป หลังจากก้าวลงไปอย่างราบรื่นแล้ว เขาและเด็กหนุ่มที่ถูกเขาคว้ามาด้วยก็หายตัวเข้าไปในหมอกแดงพร้อมกันทันที
ข้ามผ่านสิ่งกีดขวาง เมื่อปรากฏตัวขึ้น…ภาพของฟ้าดินแห่งใหม่ราวกับผืนภาพวาดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่อ!
………………………………..
ในหัวของหวังเป่าเล่อเกิดเสียงดังสนั่น ทั่วทั้งจิตใจเกิดคลื่นยักษ์เทียมฟ้าซัดโหม เดิมทีจากระดับการฝึกตนและประสบการณ์ของเขา เขาไม่มีทางที่จะถูกสั่นคลอนได้ง่ายดายขนาดนี้
แต่…ภาพตรงหน้านั้นเหนือความคาดหมายของเขาอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตอนนี้ในใจของหวังเป่าเล่อเกิดความสับสนด้านการรับรู้ขึ้น
คาดไม่ถึงว่ารูปลักษณ์ของวิญญาณจักรพรรดิจะเหมือนตัวเขาไม่มีผิด
คำตอบของความหมายนี้ทำให้แค่คิดนิดเดียวหวังเป่าเล่อก็ต้องหายใจหอบถี่แล้ว
และเวลาก็มีไม่พอให้เขาได้คิดอะไรมากมาย ตอนนี้เมื่อมองลึกลงไปที่ใบหน้าของวิญญาณจักรพรรดิซึ่งโผล่ออกมาหลังหน้ากากที่กลายเป็นกระดาษแล้วหลุดออก หวังเป่าเล่อก็ถอยหลังไปกระแทกเข้ากับตาข่ายยักษ์สีทองที่ด้านหลัง
เสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ตาข่ายยักษ์สีทองถูกหวังเป่าเล่อกระแทกจนเกิดช่องว่าง ร่างของเขาราวกับสายฟ้าฟาด ถอยหลังเพียงชั่วพริบตาก็ทะลวงตาข่ายออกไปได้
เขารวดเร็วอย่างยิ่ง ระเบิดความเร็วจนถึงขีดสุดทันที พริบตาก็หายไปจากหมอกแดงของโลกภายนอก เมื่อบินออกไป หวังเป่าเล่อก็เก็บพลังฝึกตนและซ่อนกลิ่นอายลมหายใจทั้งหมด ถึงขนาดที่วิญญาณจักรพรรดิเหล่านั้นที่ไล่ตามเขามาจากภายในตาข่ายก็ยังสูญเสียร่องรอยของหวังเป่าเล่อไปหลังจากไล่ตามอยู่ระยะหนึ่ง
ราวกับจับตำแหน่งเขาต่อไม่ได้อีก หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่งก็เริ่มสงบลงแล้วพากันหลอมรวมเข้าไปในหมอกแดงจนหายลับไป
ส่วนทางด้านหวังเป่าเล่อ หลังจากเก็บงำกลิ่นอายแล้ว เขาก็เร่งความเร็วขึ้นจากในหมอกแดงราวกับมีจุดหมายที่แน่นอน แต่ความจริงตอนนี้ทั้งหัวของเขามีแต่ใบหน้าของวิญญาณจักรพรรดิผุดขึ้นมา ไม่สามารถลบออกไปได้แม้แต่นิด
“นี่มันผิดปกติอย่างยิ่ง!”
“อย่างแรก…จากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของข้า วิญญาณจักรพรรดิเป็นขั้นสี่ที่ไม่สมบูรณ์ หรือกล่าวให้ถูกก็คือ วิญญาณจักรพรรดิควรจะเป็นการดำรงอยู่ประเภทหุ่นเชิดอะไรทำนองนั้น และจุดกำเนิดของมัน…ก็คือตัวของมหาเทพ”
“เช่นนั้นก็สามารถอนุมานได้ว่าวิญญาณจักรพรรดิน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของมหาเทพ”
“นี่อธิบายได้ถึงเหตุผลที่ตรงนี้มีขั้นสี่ปรากฏตัวขึ้นมากมาย ถึงอย่างไรระดับแบบมหาเทพก็สามารถแบ่งแยกดวงจิตเทพแสนดวงออกมาเป็นจักรพิภพกว้างใหญ่ไพศาลแสนแห่งได้ เช่นนั้น…การมีหุ่นเชิดมากมายขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย”
“ส่วนเรื่องที่ทำไมถึงได้เหมือนตัวข้าไม่มีผิดนั้น…มีความเป็นไปได้สองอย่าง” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ประกายเฉียบคมแฝงอยู่ในแววตา
“ความเป็นไปได้อย่างแรกคือเพื่อที่จะต่อต้านการปล้นชิงธาตุไม้มาจากห้าธาตุ มหาเทพจึงกระจายไปอยู่ในจักรพิภพกว้างใหญ่แสนแห่งยกเว้นโลกแห่งศิลาที่ข้าอยู่ และจักรพิภพทั้ง 99,999 แห่งที่เหลือก็กลายเป็นผลแห่งเต๋าจากความสำเร็จในขั้นสุดท้ายของเขา”
“ผลแห่งเต๋าแต่ละผลล้วนกลายเป็นวิญญาณจักรพรรดิในที่แห่งนี้ สาเหตุที่หน้าตาเหมือนกับข้าก็เพราะว่า…ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญล่ะก็ ข้าก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาด้วยเช่นกัน พวกเขาล้วนเป็นข้า ข้าก็เป็นพวกเขา…”
หวังเป่าเล่อเงียบงัน การอนุมานเช่นนี้เขาคิดว่าสมเหตุสมผลมาก แต่ก็ไม่รู้ทำไมในหัวจึงปรากฏความเป็นไปได้อย่างที่สองขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ร่างเดิมของมหาเทพหน้าตาเป็นอย่างไร…จะเหมือนกับข้าหรือไม่…” สำหรับความเป็นไปได้ข้อนี้ หวังเป่าเล่อไม่อยากและไม่กล้าที่จะคิด ดังนั้นหลังจากเงียบงันไปนาน เขาก็สูดลมหายใจลึก
“ความเป็นไปได้อย่างที่สองนี้เป็นแค่ความคิดเรื่อยเปื่อยของข้าเท่านั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องจริง…จะต้องไม่ใช่เรื่องจริง!” หวังเป่าเล่อหลับตาลง ไม่นานก็ลืมตาแล้วกลบฝังความคิดทั้งหมดไว้ที่ก้นบึ้งจิตใจ เขาโบกมือขวาขึ้น แล้วปล่อยเด็กหนุ่มจากเต๋าสายสุขที่ถูกตนเก็บไว้ในแขนเสื้อออกมา
ทันทีที่เด็กหนุ่มถูกปล่อย เขาก็มีอาการงุนงงสับสนเป็นอย่างแรก จากนั้นก็นึกได้ถึงภาพก่อนหน้านี้ จึงมองซ้ายมองขวาและหน้าเปลี่ยนสีทันที หลังพบว่ารอบตัวไม่มีวิญญาณจักรพรรดิแล้ว เขาก็ชะงักนิ่ง ในใจโล่งอก แต่ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงเมื่อพบว่าหวังเป่าเล่อไม่บาดเจ็บเลยสักนิดเดียว
“ผู้อาวุโส…”
“พูดมา คนโบราณที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้คืออะไร แล้วยังมี ทำอย่างไรถึงจะเข้าไปในโลกที่เจ้าอยู่ได้!” หวังเป่าเล่อมองเด็กหนุ่ม น้ำเสียงสงบนิ่ง เอ่ยช้าๆ
คำพูดเรียบนิ่งของหวังเป่าเล่อสร้างแรงกดดันใหญ่หลวงให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้มาก ตอนนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนโบราณที่ตื่นขึ้น แต่เป็นคนที่มาจากโลกภายนอก ทั้งยังทรงพลังในระดับที่น่ากลัวอีกต่างหาก
เกรงว่าแค่เพียงสายตาก็พอจะฆ่าตนได้แล้ว
สำหรับตัวตนเช่นนี้ เด็กหนุ่มไม่กล้าปิดบังแม้แต่นิด และไม่กล้ามีความคิดวอกแวกใดๆ ด้วย เขาเพียงพยายามทำตัวเชื่อฟังให้ได้มากที่สุด แล้วบอกเรื่องที่ตัวเองรู้ทั้งหมดออกไป
เด็กหนุ่มไม่รู้จักมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด และไม่รู้จักโลกที่ตนอยู่ มองจากโลกภายนอก จักรวาลมีอยู่ 108 แห่ง แต่ในความรู้ของเขา ที่นี่มีอยู่เพียงแผ่นดินเดียว
แผ่นดินนี้ไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด ว่ากันว่ามีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเดินไปจนถึงสุดขอบโลก
แต่โลกที่มีคนเพียงไม่กี่คนเดินไปจนถึงสุดขอบแห่งนี้กลับไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว ในความรู้ของเด็กหนุ่มตั้งแต่เล็กจนโต โลกแบ่งเป็นสามชั้น
ชั้นที่หนึ่งเรียกว่าโลกนิทรา
ชั้นที่สองเรียกว่าโลกโลกา
ชั้นที่สามเรียกว่าโลกสุสาน
สถานที่ที่เขาอาศัยนั้นอยู่ในชั้นที่สอง ส่วนชั้นที่หนึ่ง สำหรับเขาแล้วมันคือตำนาน เป็นที่ที่ไม่เคยไป ทั้งยังบอกกันว่าเป็นโลกที่วิญญาณจักรพรรดิอาศัยอยู่
ส่วนบริเวณที่อยู่ ณ ตอนนี้ ตามคำพูดของเด็กหนุ่ม มันคือส่วนระหว่างชั้นที่สองและชั้นที่สาม หากลงไปอีกก็เป็นโลกสุสานแล้ว และพวกคนโบราณก็มาจากโลกสุสานนี้
ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลกสุสานนั้นมีมากมาย หนึ่งเรื่องที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางที่สุดก็คือ ฟ้าดินในอดีตนั้นแตกต่างจากที่เห็นในปัจจุบัน ที่นั่นมีหมื่นเต๋าคอยโต้แย้งกัน ผู้แข็งแกร่งมากมายราวกับเมฆา
แต่กลับเกิดภัยพิบัติปริศนาครั้งหนึ่ง ทุกอย่างในอดีตจึงถูกกลบฝัง ดังนั้นจึงเกิดเป็นโลกสุสานขึ้นมา ในนั้นไม่ได้ฝังไว้เพียงแค่อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังฝังผู้ฝึกตนในคราวนั้นเอาไว้ด้วย
แม้ว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ล้วนกลายเป็นเถ้ากระดูกไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมีบางส่วนที่อยู่ในสภาวะนิทรา พวกเขาจะตื่นขึ้นมาทีละคนๆ จากนั้นก็ออกจากโลกสุสาน แล้วตระเวนมาถึงโลกโลกาชั้นที่สอง
คนเหล่านี้ล้วนถูกเรียกว่าคนโบราณ และพวกเขาแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
“ดังนั้น คนโบราณเหล่านี้จึงกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักฝ่ายที่สามในโลกโลกาชั้นที่สอง พวกเราเรียกกลุ่มอิทธิพลของพวกเขาว่า…เมืองโบราณ”
“ส่วนอิทธิพลหลักอีกสองฝ่ายนั้นแบ่งเป็นเจ็ดแกนหลักที่เกิดจากเจ็ดอารมณ์อันได้แก่ สุข โกรธ กังวล รักใคร่ เศร้าโศก หวาดกลัว สะเทือนใจ และหกเมืองปรารถนาซึ่งฝึกตนจากปรารถนาทั้งหกอันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์”
“ผู้อาวุโส ข้านั้นเป็นผู้ฝึกตนจากเต๋าแห่งสุขในเจ็ดอารมณ์ขอรับ”
“ส่วนผู้ร่ำร้องก่อนหน้านี้นั้น พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนของเมืองปรารถนาเสียง หนึ่งในหกปรารถนาขอรับ!”
“เป็นเพราะเจ้าแห่งเต๋าสายสุขของข้าถูกเจ้าแห่งปรารถนาเสียงสยบไว้ ดังนั้นเต๋าสายสุขของข้าจึงเสื่อมถอย แต่ละสำนักสาขาทำได้เพียงซ่อนตัวแล้วพยายามอยู่รอด”
“ส่วนที่ว่าจะออกไปจากที่นี่เพื่อเข้าสู่โลกชั้นที่สองได้อย่างไรนั้น สำหรับพวกข้าแล้วง่ายดายอย่างยิ่ง เพียงแค่ต้องชักนำกฎเกณฑ์พลังเต๋า จากนั้นก็จะถูกพลังชักนำเข้าไปเองขอรับ” เด็กหนุ่มพูดถึงตรงนี้ก็แอบชำเลืองมองหวังเป่าเล่ออึกๆ อักๆ
หวังเป่าเล่อท่าทางครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขาลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ก็ไม่อาจออกไปจากพื้นที่ไอหมอกผืนนี้ได้เลย ตอนนี้ดูแล้วน่าจะเป็นเพราะกฎเกณฑ์พลังแตกต่างกันจึงไม่อาจถูกชักนำเข้าไปได้
ขณะที่หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ตรงนี้ ทางฝั่งเด็กหนุ่มก็คล้ายชั่งใจ เขากัดฟันรุนแรงแล้วโพล่งขึ้นว่า
“ผู้อาวุโสจะเข้าไปในโลกโลกาชั้นที่สอง ก็จำเป็นต้องฝึกฝนกฎเกณฑ์ให้ตรงตามที่กำหนด ผู้น้อยยินดีแบ่งเต๋าสายสุขของตัวข้ามาเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อมอบให้ผู้อาวุโสฝึกตนตระหนักรู้ขอรับ”
…………………………………………
“แยกร่าง?”ดวงตาหวังเป่าเล่อค่อยๆ หรี่แคบลง แต่ไม่นานก็คิดได้ว่านี่ไม่ใช่การแยกร่าง เพราะหากเป็นการแยกร่างจริง เช่นนั้นวิญญาณจักรพรรดิสองคนที่ปรากฏตัวออกมา ในร่องรอยพลังงานไม่ควรเป็นสุดยอดขั้นที่สี่เหมือนกับก่อนหน้า
ค่อนข้างเหมือน…เสียงเพรียกมากกว่า
หากตายไปหนึ่งก็จะเพรียกหาออกมาสอง ลองคิดดูหากสองคนนี้ตายลงก็เป็นไปได้สูงว่าอาจจะออกมาเป็นสี่ วนซ้ำไปมาเช่นนี้จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นอมตะไม่ดับ
“แต่ก็แตกต่างจากสุดยอดขั้นที่สี่แบบปกติอยู่บ้าง” หวังเป่าเล่อมองวิญญาณจักรพรรดิที่ผสานรวมออกมาสองคนนั้นอย่างครุ่นคิดระหว่างที่เด็กหนุ่มเต๋าฝ่ายสุขข้างกายกำลังตัวสั่นกระวนกระวาย
ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดนแห่งเซียนหรือเทียบกับตัวเอง หวังเป่าเล่อไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่กับขั้นที่สี่ ดังนั้นเขาจึงสังเกตได้อย่างรวดเร็วว่าวิญญาณจักรพรรดิตรงหน้านี้มีจุดบกพร่อง
พวกเขาดูเหมือนขั้นที่สี่ ทว่าแท้จริงแล้วก็เหมือนคัดลอกวางออกมา ขาดจิตวิญญาณ เป็นเหมือนหุ่นเชิดที่สร้างขึ้นมาเสียมากกว่า และขั้นที่สี่แบบนี้ ถึงแม้จะมีพลังแต่ก็ห่างชั้นกันไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่ต้องกล่าวถึงหวังเป่าเล่อ ต่อให้ดินแดนแห่งเซียนขั้นที่สี่มาสักคนหนึ่งก็สามารถขยี้วิญญาณจักรพรรดิไปได้หนึ่งคนแล้ว
“ยิ่งไปกว่านั้น…เสียงเพรียกเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีจุดสิ้นสุด” แม้ในใจจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ในโลกมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดที่แปลกประหลาดแบบนี้ ก่อนที่จะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนของที่นี่ หวังเป่าเล่อไม่คิดจะเผยฐานะของตัวเองให้มากไป
เขารู้ดีว่าตนใช้เต๋าแห่งฝันเข้ามาในจักรวาลแห่งนี้ ในบางมุมก็คือการลักลอบเข้ามา จุดประสงค์ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้มหาเทพรู้ตัว จากนั้นก็ลุล่วงแผนการที่จะตัดเหตุต้นผลกรรมของตน
และการวิเคราะห์ของหวังเป่าเล่อ มหาเทพในตอนนี้เป็นไปได้สูงว่าอยู่ในช่วงหลับลึก ดังนั้นความน่าจะเป็นที่เขาจะทำสำเร็จก็นับว่าสูงมากทีเดียว
เดิมทีแผนการนี้ก็คือก่อนที่มหาเทพจะรู้ตัว เดินไปข้างหน้าเขา ผสานเข้าไปในตะปูไม้ดำและโจมจีเขาให้ถึงแก่ชีวิต
ดูเหมือนง่ายดาย แต่เมื่อจะทำจริงแล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามโอกาส
แต่ว่าไปว่ามา สุดท้ายแล้วความจำเป็นที่จะปกปิดก็ยังต้องทำต่อไป และการลองหยั่งเชิงก็ยังคงต้องมี ดังนั้นเมื่อความคิดเหล่านี้ลอยเข้ามาในหัว พริบตาที่วิญญาณจักรพรรดิทั้งสองเงยหน้าและพุ่งมาทางหวังเป่าเล่อด้วยความรวดเร็ว หวังเป่าเล่อก็ถอยหลังอย่างฉับพลัน
ด้วยความรวดเร็วและหลบหลีกออกจากอณาเขตนี้ไปก่อน จึงชนเข้ากับตาข่ายสีทองที่ปรากฏขึ้นในหมอกสีโลหิตด้านหลังเขา
ตอนนั้นเองที่ชนเข้ากับตาข่ายทอง หวังเป่าเล่อก็เดินพลังเต็มที่ แต่กลับไม่ปล่อยออกมาทั้งหมด และเก็บกลับมาทันทีที่เมื่อโดนตาข่ายทองด้านหลัง
จากการสัมผัสในชั่วอึดใจนี้ หวังเป่าเล่อก็หยั่งเชิงขีดทนรับของตาข่ายทองนี้ได้ทันที เขามั่นใจ เมื่อรวบรวมพลังของตนเป็นจุดเดียว ด้วยเต๋าแปดปรมัตถ์ก็สามารถทำลายมันได้ฉับพลันแล้วหนีออกไป
เมื่อหยั่งเชิงจุดนี้ได้แล้ว หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาแคบลง แต่กลับไม่รีบร้อน นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบวาบผ่าน ก่อนพุ่งเข้าหาวิญญาณจักรพรรดิทั้งสองคนที่ไล่ตามมา
“เจ้า เจ้า เจ้า…เจ้าจะพุ่งไปเองทำไมเล่า ทำไมไม่หนีล่ะ” เด็กหนุ่มที่ถูกหวังเป่าเล่อจับไว้อยู่ในมือขวาร้องโหยหวนออกมา
ด้วยความรู้ความเข้าใจของเขา วิญญาณจักรพรรดิก็เหมือนกับวิญญาณเทพที่ไม่สามารถต่อกรและไม่อาจสบประมาทได้ เป็นตัวแทนของเต๋าสวรรค์แห่งโลกทั้งใบ แต่คนบ้าที่จับตนมาทั้งเป็นกลับลงมือแล้วยังเลือกจะลงมืออีกรอบ
ทำให้ขณะที่เขาร้องโหยหวน ความหวาดกลัวก็แผ่ซ่านไปทั่วสัมผัสสวรรค์
บางทีเป็นเพราะรู้สึกว่าเสียงโหยหวนของเขาไม่น่าฟัง ขณะที่หวังเป่าเล่อพุ่งออกไปก็เก็บวิชาพลังเทพของเด็กหนุ่มผู้นี้ลงในกระบอกแขนเสื้อ ความเร็วไม่ตก พริบตาก็ปะทะเข้ากับวิญญาณจักรพรรดิทั้งสอง
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น กฎเต๋าธาตุน้ำใกล้บังเกิดขึ้นปกคลุมไปทั่วสารทิศ วิญญาณจักรพรรดิทั้งสองคนร่างพลันแข็งค้างคล้ายกับวิถีเต๋าและโลหิตในร่างกายกำลังไหลย้อนกลับ ร่างพลันหยุดชะงัก
ตอนนี้ก็คือคนตาย
หวังเป่าเล่อสาวเท้าเข้ามาใกล้ นิ้วชี้ขวากลายเป็นเงา แตะลงหว่างคิ้วบนหน้ากากของวิญญาณจักรพรรดิทั้งสอง เสียงดังสนั่น หน้ากากรวมทั้งกะโหลกของพวกเขาพังทลายลงไปพร้อมๆ กัน
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว เดิมทีเขาคิดจะทำลายแค่หน้ากากก่อน ดูว่าอีกฝ่ายหน้าตาอย่างไร แต่หน้ากากนี้ราวกับว่าผลึกติดอยู่กับใบหน้าของพวกเขา ไม่สามารถแยกจากกันได้
“ไม่ดูก็ได้” หวังเป่าเล่อแค่นเสียงเย็น ขณะที่โบกมือ พลังกดต้านปะทุขี้นอีกครั้งทั่วบริเวณ ก่อนบดร่างวิญญาณจักรพรรดิทั้งสองจนแหลกละเอียด
พริบตาต่อมา เลือดเนื้อที่ถูกหวังเป่าเล่อบดละเอียดเหล่านั้นก็รวมตัวเข้ากันใหม่ ก่อนปรากฏออกมาเป็นวิญญาณจักรพรรดิสี่คน ยังคงใส่หน้ากากเช่นเดิม เงียบกริบไม่พูดจาเช่นเดิม แววตาว่างเปล่า พุ่งมายังหวังเป่าเล่อ
ในเวลาอันสั้น จากสี่เป็นแปด แปดเป็นสิบหก จากนั้นสามสิบสอง…
หวังเป่าเล่อยังคงสู้ต่อ ลงมือลื่นไหลเป็นธรรมชาติ สังหารอย่างต่อเนื่อง ทว่าหัวคิ้วเขายิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จวบจนในตอนที่วิญญาณจักรพรรดิปรากฏขึ้นจนถึงหกสิบสี่คน…ลมหายใจหวังเป่าเล่อก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้นบ้างแล้ว
แม้วิญญาณจักรพรรดิเหล่านี้จะห่างชั้นกับขั้นที่สี่แท้จริงอยู่มาก ไร้จิตวิญญาณ เป็นดั่งเทพวัตถุ แต่ข้อดีเรื่องจำนวน สำหรับภายนอกโลกถือว่าน่ากลัวเทียมฟ้าเลยทีเดียว
พอที่จะทำลายล้างกลุ่มอำนาจใหญ่ทั้งหลายได้เลย
ถึงขนาดสามารถกล่าวได้ว่า มองไปทั่วทั้งจักรวาลผืนใหญ่แห่งนี้ รวมทั้งทุกเขตแดนดินแดนแห่งเซียน เกรงว่าจำนวนขั้นที่สี่แท้จริงก็คงไม่ถึงหลายสิบ
ดังนั้นถึงแม้พลังของหวังเป่าเล่อจะถึงขั้นที่ห้า แต่ตอนนี้ความรู้สึกอันตรายก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ โดยเฉพาะ…วิญญาณจักรพรรดิเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีทางสังหารได้หมด
และสิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกอันตรายยิ่งกว่านั้นก็คือ ตอนที่จำนวนวิญญาณจักรพรรดิออกมาถึงหกสิบสี่ตัว เขารู้สึกได้รางๆ ว่ามีร่องรอยพลังงานขุมหนึ่งที่คล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่ในสถานที่อันห่างไกลที่ไม่รู้จัก เหมือนคนที่กำลังนอนหลับลึกเปลือกตาขยับน้อยๆ คล้ายใกล้จะตื่น
และความรู้สึกที่ร่องรอยพลังงานนี้ให้แก่เขาก็คือ…มหาเทพที่เขากำลังตามหา!
“ทำต่อไม่ได้อีกแล้ว!”
เมื่อลองทดสอบระดับการแบ่งตัวของวิญญาณจักรพรรดิแล้ว เกรงว่าหนึ่งร้อยกว่าตัวก็คงไม่ใช่ปัญหา และในเวลาเดียวกันก็ได้หยั่งเชิงออกมาแล้วว่าการแบ่งตัวที่มากเกินของวิญญาณจักรพรรดิสามารถเป็นตัวกระตุ้นในการปลุกมหาเทพให้ตื่นขึ้นได้ ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงเลือกที่จะถอยทันที
ร่างกายส่งเสียงดังโครมทีหนึ่ง ชนเข้ากับตาข่ายสีทองขนาดใหญ่ ทำให้ตาข่ายขนาดใหญ่นี้พังทลายในพริบตา ขณะเดียวกัน วิญญาณจักรพรรดินับสิบก็ไล่ตามมา ผู้ที่อยู่หน้าสุด พริบตาที่ตาข่ายใหญ่พังทลายลงก็มาถึงเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อและกำลังจะลงมือ
หวังเป่าเล่อนัยน์ตาวาววับ มือขวาพลันยกสูง ตอนนี้เองปลายนิ้วของเขากลับปรากฏแสงสีขาวสว่างดุจกระดาษสะท้อนแสง ก่อนแตะลงบนหว่างคิ้วของวิญญาณจักรพรรดิที่เข้ามา
เป็นกฎแห่งกระดาษ
นี่ก็คือสิ่งที่หวังเป่าเล่อคิดได้ วิธีที่จะสามารถถอดหน้ากากวิญญาณจักรพรรดิออกมาได้ก็คือทำให้หน้ากากกลายเป็นกระดาษ!
เมื่อปลายนิ้วแตะลง กฎแห่งกระดาษพลันปรากฏ พริบตาวิญญาณจักรพรรดิที่ไล่ตามมาผู้นั้น หน้ากากบนหน้าก็บางลงและกลายเป็นกระดาษในทันที ก่อนปลิวร่วงลงมาจากใบหน้าคล้ายกับไม่สามารถติดอยู่ได้ พร้อมปรากฏใบหน้า…ที่เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นเข้าก็เกิดสายฟ้านับแสนฟาดใส่ลงบนหัว
ใบหน้านั้น…แม้จะไร้ความรู้สึก แม้จะเฉยชา แม้จะซีดขาวผิดปกติ แต่เมื่อเทียบกับใบหน้าหวังเป่าเล่อแล้ว…
มันเหมือนกันอย่างกับแกะ!!
……………………………………….
“เมืองปรารถนาเสียง?” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ในโลกมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดนี้ จากความเข้าใจที่ผ่านมาของเขา คล้ายจะต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะรูปแบบการฝึกเสียงเพลง แม้ก่อนหน้านั้นหวังเป่าเล่อจะเคยเห็นจากผู้ฝึกตนแต่ละคนในโลกแห่งศิลา หากแต่ชัดเจนว่าจากเนื้อแท้และคุณประโยชน์นั้นแตกต่างจากผู้ฝึกตนนี้โดยสิ้นเชิง
“เมื่อฝึกจนถึงระดับหนึ่ง จะสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นบทเพลงเลื่อนลอยท่อนหนึ่งได้งั้นหรือ” การฝึกที่แปลกใหม่เช่นนี้ ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกสนใจกฎเกณฑ์ของมัน ส่วนเรื่องเป็นอมตะนิรันดร์ ไม่ตายไม่ดับ เขาไม่เชื่อ
ทว่าในใจเขาเวลานี้ บางทีอาจเป็นเพราะการตอบอย่างละเอียดของอีกฝ่าย หรือจะด้วยสาเหตุอื่น จึงเกิดความรู้สึกดีต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า ถึงขนาดรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความยินดีปรีดาในใจตนดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง
ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ ดวงตาค่อยๆ หรี่ลง จับดึงตัวโน้ตสองตัวที่ระหว่างนิ้ว ทำให้เกิดเสียงจากความเศร้าโศกดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากใช้พลังขุมนี้ตีแตกความยินดีปรีดาในใจ หวังเป่าเล่อก็เอ่ยถามว่า
“แล้วเจ้าล่ะ?”
เด็กหนุ่มชะงักครู่หนึ่ง แต่ด้วยนิสัยดีงามที่มี ทำให้เขาลืมเรื่องที่ตนวิจารณ์คนโง่เขลาก่อนหน้าไปอย่างง่ายดาย และโดยรวดเร็วก็คล้อยตามแต่โดยดี
“ข้าเป็นผู้ฝึกหนึ่งในสาขาของส่วนมงคล ฝึกเต๋าฝ่ายสุข แค่ขยับมือขยับเท้าก็สามารถปล่อยความเบิกบานใจออกมากระจายให้แก่ทุกคนได้ จากเนื้อหาของคัมภีร์แห่งความสุข เมื่อฝึกจนถึงขั้นสุดยอดได้อย่างเจ้าแห่งความสุข ก็จะทำให้ให้สิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งหมดมีความสุขอย่างบ้าคลั่ง”
“เต๋าฝ่ายสุข?” หวังเป่าเล่อกำลังจะซักถามต่อ ทว่าตอนนั้นเอง หมอกสีแดงบริเวณรอบๆ พลันบิดม้วน เกิดเสียงฟ้าร้องติดต่อกันดังมาจากที่ไกลๆ
และไม่เพียงเท่านี้ ขณะที่เสียงฟ้าร้องลอยแว่วมา เมื่อหมอกสีแดงที่บิดม้วนปรากฏตาข่ายขนาดใหญ่สีทองหนึ่งอันขึ้นรางๆ คล้ายกับก่อตัวขึ้นจากทุกสารทิศกำลังพุ่งเข้ามาทางนี้ด้วยความรวดเร็ว
ภาพฉากนี้ทำให้นัยน์ตาหวังเป่าเล่อวาววับ พลางถามเด็กหนุ่ม
“นี่คืออะไรอีก?”
เด็กหนุ่มก็ตะลึงไปเช่นกัน สีหน้างงงวย
“หรือว่าเป็นชนชั้นสูงของเมืองปรารถนาเสียงตามมาอีกหรือ? เป็นไปไม่ได้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในเมืองปรารถนาเสียงมีผู้ฝึกเสียงฟ้าร้อง…”
“ต่อให้มีจริงๆ ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องไล่ตามข้ามาถึงนี่”
“ที่นี่อยู่ในความว่างเปล่าใต้ผืนดินแล้ว นอกจากคนโบราณที่ยังไม่ฟื้นตื่นเหล่านั้น ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก หรือว่ามีคนโบราณฟื้นตื่นอีกแล้ว?” เด็กหนุ่มแปลกใจ ที่เอ่ยมาไม่ใช่แกล้งหลอก แต่เขาไม่เข้าใจจริงๆ
เพราะจากความเข้าใจของเขา เรื่องคนโบราณฟื้นตื่นมีไม่บ่อยนัก ตอนนี้เห็นได้คนหนึ่งก็นับว่าเห็นได้น้อยมากแล้ว หากยังบังเอิญเจอคนที่สองก็ยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ด้วยประสบการณ์และสายตาของหวังเป่าเล่อก็มองออกว่าเด็กหนุ่มคนนี้งงงันจริงๆ เขาหรี่ตาลง หลังจากเก็บโน้ตดนตรีที่จับเป็นมาทั้งสองตัวแล้วก็คว้าเด็กหนุ่มก่อนไหวร่าง ถอยหลังไปเตรียมออกจากอาณาเขตนี้
เพราะลางสังหรณ์ของเขา ในเวลานี้เสียงฟ้าร้องที่แว่วมาแต่ไกลด้วยความเร็วให้ความรู้สึกอันตราย และพลังที่สามารถทำให้เขาเกิดความรู้สึกอันตรายเช่นนี้ได้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
แต่ว่า…พริบตาที่หวังเป่าเล่อถอยหลัง ไม่รู้เพราะเหตุใด คล้ายการกระทำของเขาถูกเสียงฟ้าร้องที่ใกล้เข้ามารู้เข้าแล้ว เสียงฟ้าร้องพลันกระหน่ำคลั่งในตอนนั้น ความเร็วปะทุสูงขึ้น และพริบตาต่อมา ท่ามกลางไอหมอกที่กระจายออก หอกยาวสีดำเล่มหนึ่งวนล้อมสายฟ้าสีม่วงก่อนแหวกไอหมอกด้านหน้าและพุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่อทันที
หอกเล่มนี้ราวกับผ่ากระบอกไผ่ เร็วจนเกิดภาพติดตา เกิดแรงกดดันเทียมฟ้า แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้าง พริบตาที่ปรากฏก็เกิดเสียงสนั่นไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะพลังทำลายล้างที่แผ่กระจายออกมานั้นเทียบได้กับพลังสุดยอดขั้นสี่เลยทีเดียว
มันพุ่งไปทางเบื้องหน้าของหวังเป่าเล่อในอึดใจต่อมา จนเหมือนจะทะลุออกไป
แต่ชัดเจนว่า เพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะให้หวังเป่าเล่อกลัวได้ แทบจะเป็นพริบตาเดียวกับที่หอกยาวเล่มนี้เข้ามาใกล้ เต๋าแปดปรมัตถ์ของหวังเป่าเล่อก็ปะทุขึ้น มือซ้ายชูไปข้างหน้าคว้าหอกยาวที่พลังรุนแรงไว้ทันที!
ไม่ว่าหอกยาวเล่มนี้จะดุดันป่าเถื่อนอย่างไร ไม่ว่าจะดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างไร มือซ้ายของหวังเป่าเล่อก็เป็นดั่งคีมเหล็กคีบมันไว้
จากนั้นเหวี่ยงอย่างรุนแรง ทำให้หอกยาวเล่มนี้เบนทิศกลับไปทางทิศที่มา โจมตีกลับไปในเส้นทางนั้น อีกทั้งยังเร็วกว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิม!
ท่ามกลางเสียงแหลมยาวที่ดังขึ้น ขณะที่หอกยาวนี้พุ่งไปยังทิศทางเดิมแล้ว ในไอหมอกก็ถูกทะลวง
ไม่กี่อึดใจ เมื่อเสียงดังสนั่นลอยดังออกมา เงาร่างที่สวมชุดคลุมยาวกับหน้ากากสีขาวก็ปรากฏ ตอนที่เขาปรากฏกาย ภายในไอหมอกบริเวณรอบด้านก็ผุดตาข่ายสีทองขนาดใหญ่ขึ้น ตอนนี้มันก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นจนครบถ้วนแล้ว
หวังเป่าเล่อหรี่ตามองฉากนี้ ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มที่ถูกเขาจับอยู่ในมือขวา เวลานี้ดวงตาเบิกกว้างคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าเปลี่ยนจากสับสนเป็นหวาดกลัว และเป็นความหวาดผวาอย่างรวดเร็วก่อนร้องเสียงหลงออกมา
“วิญญาณจักรพรรดิ!”
“สวรรค์ นี่…นี่คือวิญญาณจักรพรรดิ!”
“วิญญาณจักรพรรดิคืออะไร?” หวังเป่าเล่อเอ่ยถามทันที
“วิญญาณจักรพรรดิคือสาวกของเต๋าสวรรค์ในตำนาน ไม่ตายไม่ดับ และก็จะไม่ปรากฏตัวที่บนโลก แบบนี้ไม่ถูกสิ ทำไมแม้กระทั่งวิญญาณจักรพรรดิก็ปรากฏตัวออกมาแล้ว เล่ากันว่าภารกิจของเขามีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือฆ่าล้างเต๋าที่มาจากภายนอก…” เอ่ยถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มก็เงียบเสียง หันมองหวังเป่าเล่ออย่างโง่งม นัยน์ตาฉายแววสั่นไหวรุนแรง
“เจ้า…เจ้าไม่ใช่คนโบราณ? เจ้าคือ…ผู้ที่มาจากภายนอก?”
“ฆ่าล้างผู้ที่มาจากภายนอก ไม่ตายไม่ดับ?” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด มองผู้ฝึกตนที่สวมหน้ากากและชุดคลุมสีขาวตรงหน้า ในเวลานี้เหยียบสายฟ้ามาอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น ตัวเขาไม่หลบหลีก
เพราะพริบตาต่อมา ที่ด้านข้างภายในไอหมอก หลังจากเสียงหวีดแหลมลอยมาอย่างฉับพลัน หอกยาวที่ถูกหวังเป่าเล่อโยนออกไปเล่มนั้นก็ทะลวงหมอกสีแดงและทะลุออกไปทันที ทั้งยังเร็วกว่าก่อนหน้าอีกมาก พริบตาที่ปรากฏก็เข้าใกล้เงาร่างสีขาวที่เดินมาทางหวังเป่าเล่อ
เงาร่างสีขาวผู้นี้รู้สึกได้ทันที พลันไหวร่างคิดจะหลบ ทว่ากลับสายไปเสียแล้ว เพียงพริบตา เมื่อเสียงดังสนั่นสะท้อนก้อง หอกยาวเล่มนั้นก็ทะลุทรวงอกเขาและระเบิดร่างเขาออกเป็นจุณทันที
ชายหนุ่มตะลึงงันไปอีกครั้ง
ทว่า ท่าทางหวังเป่าเล่อกลับไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย คิ้วขมวดมุ่นยิ่งกว่าเก่า เพราะแค่วิญญาณจักรพรรดิขั้นสี่เพียงผู้เดียวยังไม่พอที่จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกอันตรายขึ้นมาอย่างตอนก่อนหน้าได้ โดยเฉพาะหลังจากที่เวลานี้วิญญาณจักรพรรดิได้ตายลง ความรู้สึกอันตรายของเขาไม่เพียงไม่ลดลง แต่กลับยังรู้สึกหนักอึ้งขึ้นอีก
อึดใจต่อมา หวังเป่าเล่อมองไปทางจุดที่วิญญาณจักรพรรดิแตกสลายลงทันที ม่านตาของเขาพลันหดแคบ เพราะตรงนั้นวิญญาณจักรพรรดิที่แตกสลายไม่เพียงไม่ดับสลายอย่างแท้จริง มันกลับ…เกิดรวมร่างขึ้นใหม่จากเลือดเนื้อที่แตกกระจายออกไปในฉับพลัน
วิญญาณจักรพรรดิสองคน!
สองคนเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน เป็นวิญญาณจักรพรรดิระดับสุดยอดขั้นที่สี่!
…………
เมื่อได้ยินคำถามของชายขี้เมา หวังเป่าเล่อนัยน์ตาลึกล้ำไม่ได้ตอบกลับ เขามองชายขี้เมาและโลกที่กำลังจางหายไปตรงหน้าด้วยแววตาราบเรียบ จนกระทั่งผ่านไปหลายอึดใจ ทั่วทั้งคูเมืองก็ราวกับฟองอากาศที่แตกละเอียด สลายลงกลายเป็นความว่างเปล่า
และขณะเดียวกับที่มันแตกสลาย พริบตาที่มิติมายากับความเป็นจริงตัดสลับ วิชาเต๋าแห่งฝันของหวังเป่าเล่อก็เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ คว้าโอกาสตัดสลับสายนั้นพร้อมปิดตาลง
ในขณะเดียวกัน ร่างหลักของหวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่ใต้สะพานดินแดนเซียนในเวลานี้ ร่างกายค่อยๆ เลือนราง คล้ายกับการคงอยู่ของเขาเป็นดั่งภาพวาดที่ตอนนี้กำลังถูกคนลบไปทีละนิด
เมื่อถูกลบจนเลือนหายไปหมด ในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด หวังเป่าเล่อที่อยู่ที่นี่ค่อยๆ เปิดตาขึ้นช้าๆ ร่างกายเขาเริ่มมีเลือดมีเนื้อขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพริบตาที่ดวงตาทั้งสองของเขากะพริบเปิดและปิดอย่างเต็มที่…
เขาไม่ได้อยู่ในมิติฝันแล้ว
สิ่งที่เห็นตรงหน้า…กลายเป็นโลกแปลกตาทันที!
ท้องฟ้าที่นี่ราวกับเปลวเพลิง แดงก่ำไร้ใดเปรียบ คล้ายกับชโลมด้วยเลือด ให้ความรู้สึกชั่วร้ายยากจะบรรยายแก่ผู้คน
ส่วนพื้นดินเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ไม่มีแม้แต่ต้นหญ้าและแทบจะไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ซากปรักพังก็ไม่มีเข้าสู่สายตาเลยสักนิด
ราวกับที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของสิ่งมีชีวิต
เปล่าเปลี่ยว แห้งขอด คล้ายเป็นท่วงทำนองหลักของที่แห่งนี้ กระทั่งสายลมที่โชยมาก็ให้ความรู้สึกหยาบกร้านแก่ผู้คนยามกระทบกาย ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกคล้ายกับกำลังถูกพัดสลาย
“ลมที่นี่…แฝงด้วยกฎพิเศษบางอย่าง คล้ายกำลังดูดพลังชีวิตของข้า” หวังเป่าเล่อสัมผัสอยู่เงียบๆ ครู่หนึ่ง มองไปรอบๆ อีกครั้งก่อนปล่อยดวงจิตเทพออกไปอย่างรวดเร็ว แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เขาอยากจะดูว่าที่นี่เป็นเขตแดนแบบใดกันแน่ แต่ชัดเจนว่าในจักรวาลนี้มีแรงยับยั้งอยู่ แม้แต่พลังปราณของหวังเป่าเล่อก็ปล่อยออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
แม้จะเป็นเพียงบางส่วน แต่ก็กว้างพอแล้ว ขนาดพอๆ กับโลกแห่งศิลา
และในเขตจิตของเขา พื้นดินยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีสิ่งมีชีวิตปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
หวังเป่าเล่อหรี่ตา ไหวร่างระเบิดพลังบินไปที่ห่างไกลด้วยความรวดเร็ว เมื่อบินไปได้สองชั่วยามคิ้วก็ค่อยๆ ขมวดมุ่น
เพราะด้วยความเข้าใจก่อนมาของเขา ในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดมีจักรวาลที่เกิดจากผู้เยี่ยมยุทธ์ 108 ท่านอยู่ ตามหลักการแล้ว เวลานี้ตนควรจะอยู่ที่ใดสักแห่งในจักรวาลนี้ แต่การบินด้วยความเร็วสองชั่วยาม แม้ดวงจิตเทพจะถูกยับยั้งจากที่แห่งนี้อยู่บ้าง ทว่าก็เพียงพอแล้วที่จะบิยวนจักรวาลได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพื้นดินผืนเดียวแห่งนี้เลย
ทว่าจวบจนถึงตอนนี้ สิ่งที่รับรู้ก็คือ ที่แห่งนี้ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่ถึงสุดเขตพื้นดิน สิ่งมีชีวิตที่นี่ยังคงไร้ร่อยรอยใดๆ
“ไม่ค่อยถูก ที่นี่ไม่ควรไร้สิ่งมีชีวิต…ไม่เช่นนั้นที่ข้าเห็นในเต๋าแห่งฝันทั้งหมดก่อนหน้านั้น ดวงแสงมากมายมหาศาลนั่นจะเป็นใคร?”
หวังเป่าเล่อยืนอยู่ใต้ท้องฟ้าสีแดงก่ำ ก้มหน้ามองพื้นดิน ผ่านไปอึดใจก็แหงนหน้ามองฟ้า ในเมื่อผืนดินแห่งนี้ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด เช่นนั้นเขาจะลองไปดูท้องฟ้าแทน
คิดได้ดังนี้ หวังเป่าเล่อก็ลอยขึ้นสูงทันที มุ่งไปยังท้องฟ้าที่แดงก่ำด้วยความรวดเร็ว ทว่าท้องฟ้าผืนนี้ก็ช่างประหลาดอย่างยิ่ง คล้ายกับไม่มีจุดสิ้นสุดเช่นกัน ไม่ว่าหวังเป่าเล่อจะไปต่ออย่างไร แม้จะเข้าไปในท้องฟ้าจนลึก รอบด้านเต็มไปด้วยแสงสีแดง แต่ก็ไม่สามารถทะลุออกไปได้อยู่ดี
ราวกับโลกใบที่เขาอยู่นี้เหมือนไม่มีขีดจำกัด ทุกๆ ที่ล้วนเป็นที่ที่ยากจะก้าวออกไป
ถึงขนาดในตอนท้าย เหตุเพราะแสงสีแดงเข้มข้นเกินไปจนเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยๆ กลายเป็นหมอกสีแดง แต่เขาก็ยังคงติดอยู่ข้างในหาทางออกไม่เจอ
นี่ทำให้หวังเป่าเล่อคิ้วขมวดมุ่นยิ่งขึ้น นัยน์ตามีประกายเยียบเย็นพาดผ่าน หยุดนิ่งครู่หนึ่ง มือขวายกสูง เต๋าแปดปกมัตถ์ในร่างปะทุ ขณะที่พลังแห่งธาตุทั้งห้าไหลเคลื่อน ขณะที่เขากำลังจะระเบิดโลกใบนี้อย่างไม่อ่อนข้อ
ตอนนั้นเอง สีหน้าหวังเป่าเล่อก็เคร่งขรึม ภายในเขตดวงจิตเทพของเขาเกิดระลอกคลื่น หากเปรียบดวงจิตเทพเป็นดั่งผืนน้ำ เช่นนั้นระลอกคลื่นตอนนี้ก็เหมือนกับมีก้อนหินตกลงไป เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ขึ้นมา
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่รู้สึกถึงระลอกคลื่นนี้ ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อก็เล็งเป้าหมายไว้อย่างรวดเร็ว รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าในหมอกแดงแห่งนั้น ตอนนี้มีเงาร่างหนึ่งอยู่ก่อนพุ่งเข้าไปหาอย่างเร็วรี่
เงาร่างนี้ประหลาดอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่เมื่อเปรียบกับความเร็วของหวังเป่าเล่อแล้วต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่พลังปราณของหวังเป่าเล่อในเวลานี้ กลับมองเห็นเขาไม่ชัดเจน
รู้สึกเพียงรางๆ ในตอนที่สัมผัสได้ ราวกับความรู้สึกของอีกฝ่ายแฝงด้วยความยินดี ถึงขนาดในความรู้สึกของตนยังได้รับผลกระทบ เกิดความสุขลอยขึ้นมา
อีกทั้งข้างหลังของเงาร่างนี้ ก็ปรากฏอีกสองเงาร่างที่เลือนรางเหมือนกันกำลังไล่กวดด้วยความรวดเร็ว เงาร่างสองร่างนี้ยังพิสดารกว่าความรู้สึกยินดีร่างนั้น เพราะหากพูดให้ถูก พวกเขา…ไม่ใช่เงาร่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์เสียแล้ว
ในความรู้สึกของหวังเป่าเล่อ ผู้ที่ไล่ตามทั้งสองคนนี้ร่างกายคล้ายกับอยู่ระหว่างจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ขณะที่จับต้องได้ก็พอแยกแยะเป็นร่างคน แต่ยามที่จับต้องไม่ได้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงทำนองเสียงที่หวังเป่าเล่อไม่เคยได้ยินมาก่อนสองเสียง หนึ่งเร็ว หนึ่งช้า ผ่านไปในสัมผัสสวรรค์ของเขา
หวังเป่าเล่อหรี่ตา เมื่อสังเกตอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกได้ว่าเงาร่างทั้งสามที่กำลังรุกไล่ในเวลานี้กำลังจะออกจากเขตดวงจิตเทพของตน ดังนั้นนัยน์ตาจึงทอประกายวาบ ก้าวออกไปก้าวหนึ่งและหายไปทันที
และปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ตรงกลางของเงาร่างทั้งสาม การปรากฏตัวของเขากะทันหันเกินไป ทำให้ผู้ที่ถูกไล่กวดตกตะลึง ส่วนผู้ที่ไล่ตามทั้งสองก็ไม่ต่างกัน
เมื่อถึงตรงนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใด ด้วยดวงตา หวังเป่าเล่อก็เห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจนแล้ว ผู้ที่ถูกไล่ฆ่าเป็นเด็กหนุ่ม สีหน้าขาวซีด ดูธรรมดา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อเห็นเขา ความรู้สึกยินดีปรีดาในใจหวังเป่าเล่อก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วนผู้ที่รุกไล่ทั้งสอง ดูแล้วเป็นวัยกลางคน สีหน้าเยียบเย็น ให้ความรู้สึกโอหังและถือดีบางอย่าง
ทั้งสองคนดูเหมือนจะเหี้ยมกว่าหน่อย ทั้งๆ ที่หวังเป่าเล่อก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เมื่อผงะไป ความเร็วกลับไม่ตกลงแม้แต่น้อย และพุ่งไปยังหวังเป่าเล่อทันที ขณะที่พุ่งทะยานนั้น เงาร่างทั้งสองก็เลือนรางก่อนจางหายไป มีเพียงทำนองสองเสียงที่พุ่งมาทางหวังเป่าเล่อด้วยความเร็วดังชัดใกล้เข้ามามากขึ้น
“พวกเขาเป็นพลังเทพแบบไหน?” หวังเป่าเล่อประหลาดใจ หันไปมองเด็กหนุ่มที่ถูกไล่ฆ่าพร้อมเอ่ยถาม
เมื่อถามจบ ด้วยเสียงที่ดังเข้ามาในหูของหวังเป่าเล่อ ร่างกายของเขากลับเกิดอาการถูกควบคุม ถึงขั้นมีพลังประหลาดขุมหนึ่งผุดขึ้นในร่างของเขาอย่างป่าเถื่อน ราวกับจะระเบิดฝังเขา
หวังเป่าเล่อทึ่งเป็นอย่างมาก สำหรับทำนองเสียงทั้งสองแล้วก็เหมือนกับพลังของสัตว์ร้าย เหมือนกับเห็นไส้เดือน เขาสัมผัสมันอย่างถี่ถ้วนครู่หนึ่ง
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกไล่นั้น ชัดเจนว่าไม่รู้ว่าหวังเป่าเล่อเป็นใคร นัยน์ตาจึงเป็นประกาย ยิ้มเยาะในใจ
“เจอผู้ร่ำร้องแห่งเมืองปรารถนาเสียง กลับให้ท่วงทำนองร่ายไปตามอำเภอใจ คนผู้นี้น่าจะเป็นคนโบราณที่เพิ่งจะฟื้นตื่น ช่างโง่เขลาเสียจริง มีที่ไหนที่เจอหน้าก็ถามแบบนี้ มีแต่คนโง่ถึงจะบอกตามจริง” เด็กหนุ่มแค่นเสียง แววตาเหมือนมองคนตาย คล้ายกับรู้ได้ว่าพริบตาต่อมา ผู้ที่มาอย่างประหลาดนี้จะต้องตกตายอย่างแน่นอน ก่อนหันหน้าเพิ่มความเร็วหนีไป
และในขณะที่เขาไหวร่าง พริบตาที่เหาะไปไม่ถึงสิบจั้ง ทำนองเสียงทั้งสองด้านหลัง…ก็หยุดลง
หลังจากตะลึงงัน เด็กหนุ่มหันกลับไปตามสัญชาตญาณ พริบตาที่เห็นฉากเหตุการณ์ด้านหลังอย่างชัดเจน ดวงตาพลันเบิกกว้างราวกับเห็นผี
“เจ้าเจ้าเจ้า…”
เวลานี้ หวังเป่าเล่อที่เขาเห็นกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ในง่ามนิ้วของมือข้างหนึ่งกำลังจับโน้ตดนตรีทั้งสอง สังเกตด้วยความสนใจ ดีดดึงเล่นไม่หยุด
ส่วนโน้ตดนตรีทั้งสอง ตอนนี้มันสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับหวาดกลัวสุดขีด ส่งเสียงโอดครวญขณะดิ้นรนทำให้ท่วงทำนองเปลี่ยนไป
เมื่อครู่ เสียงดนตรีทั้งสองได้พุ่งชนพลังที่ยิ่งใหญ่ของเขาอย่างดุดันป่าเถื่อน จากนั้น…พวกมันก็เริ่มสั่นไหวอยากจะถอยกลับ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ทันแล้ว
“พวกเขาเป็นพลังเทพแบบไหน?” เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่โดนไล่ฆ่าหยุดลง หวังเป่าเล่อก็เงยหน้าถามด้วยความจริงจังอีกครั้งท่ามกลางเสียงโหยหวนดิ้นรนของตัวโน้ตทั้งสอง
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก หลังจากสับสนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยตอบอย่างเชื่อฟัง
“ผู้อาวุโส พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนของเมืองปรารถนาเสียง ฝึกเคล็ดวิชาเสียง เสียงที่ได้ยินทั้งหมดเป็นสภาพพลังเคล็ดวิชาของพวกเขาทั้งนั้น ผู้ที่ฝึกจนถึงระดับหนึ่งสามารถกลายร่างเป็นเสียงสัมผัสได้ เป็นอมตะ ไม่ตายไม่ดับ”
เด็กหนุ่มตอบอย่างละเอียด
…………………………………
แม้กลุ่มเมฆดำบนท้องฟ้ายังคงหนาแน่น แต่สายฝนกลับไม่ได้ยิ่งตกยิ่งแรง ยังคงรักษาระดับเปาะแปะปรอยๆ อยู่ตลอด ราวกับบนชั้นเมฆนั้นมีเซียนผู้หนึ่งที่กำลังบิดอย่างช้าๆ ไม่ออกแรงสักเท่าไร
ดังนั้น เมื่อมองจากไกลๆ แม้ฉากฝนจะกลายเป็นม่านมุก แต่ก็มีความสวยงามต่างออกไป ทำให้ทั่วทั้งคูเมืองตกอยู่ท่ามกลางความขมุกขมัวดั่งภาพลวงตาที่ปรากฏกลางน้ำราวกับเป็นของจริง
ฟ้าค่อยๆ มืดลง บางทีอาจเป็นเพราะอาทิตย์ยามอัศดงถูกกลุ่มเมฆบดบัง แสงจึงลอดออกมาจากกลุ่มชั้นเมฆไม่มากนัก ทำให้ยามตะวันรอนนี้มีเพียงส่วนที่ถูกแสงส่องถึงเป็นปกติ ส่วนที่อื่นๆ ราวกับถูกความมืดคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนบนท้องถนนยังคงเดิม พ่อค้าและเด็กน้อยก็ยังเป็นเหมือนตอนที่หวังเป่าเล่อลืมตามอง ดูไม่แตกต่างสักเท่าไรนัก และชายขี้เมาในตรอกนั้นที่พลิกตัวนอนกรนก็กำลังฝันหวาน
“น่าสนใจ” ในพระราชวัง หวังเป่าเล่อก้าวเดินไปอย่างไม่เร่งร้อน สีหน้าเป็นปกติ มีเพียงนัยน์ตาที่ฉายแววครุ่นคิดวาบผ่าน
“มิติฝันนี้ราวกับแฝงความนัยลึกซึ้ง” หวังเป่าเล่อพลันชะงักเท้า หันหน้ามองตำหนักที่จักรพรรดิเสวียนเฉินอยู่ ด้วยพลังปราณของเขาในตอนนี้ย่อมมองออกว่าจักรพรรดิเสวียนเฉินนั้นผิดปกติ
ดูคล้ายไม่ค่อยปราดเปรียวเท่าไรนัก ราวกับมีแม่แบบกำหนด ถูกวางพฤติกรรมและคำพูดคำจาไว้ก่อนแล้ว เป็นเหมือนกับสรรพสิ่งนอกพระราชวังแห่งนี้ ที่เห็นแค่ปราดเดียวก็สมจริงราวกับมีชีวิต ทว่าเมื่อพินิจให้ละเอียดก็เป็นเหมือนกับจักรพรรดิเสวียนเฉินทั้งสิ้น
“มีเพียงอู๋น้อย…” ขณะที่หวังเป่าเล่อพึมพำแล้วเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง พริบตาต่อมาเงาร่างของเขาก็หายไปทันที ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ตำหนักข้างแห่งหนึ่ง เห็นอู๋น้อยที่กลับมาอย่างร้อนรนด้วยความน้อยใจและปั้นปึ่ง
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่หวังเป่าเล่อเห็นอู๋น้อย อู๋น้อยเองก็เห็นหวังเป่าเล่อ เท้าหยุดชะงักก่อนเอ่ยออกมา
“เจ้าไม่ควรมา ”
เมื่อคำพูดนี้ลอยมา ความปราดเปรียวบนร่างของเขาราวกับวิ่งหนีไป แล้วหายลับอย่างไร้ร่องรอย ทั้งร่างกลายเป็นเหมือนจักรพรรดิเสวียนเฉิน อารมณ์ความรู้สึกนัยน์ตาก็หายไปกลายเป็นราบเรียบ
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงทันที เลิกสนใจอู๋น้อยก่อนไหวร่างครั้งหนึ่งพร้อมตะปบลงบนกระหม่อมของอู๋น้อย เขารู้สึกได้ว่าเมื่อครู่นี้ ความคล่องแคล่วปราดเปรียวบนร่างเขาราวกับได้กลายเป็นจิตสำนึกสายหนึ่งที่กำลังจะลอยจากไปด้วยความเร็วรี่
แต่จิตสำนึกที่ปราดเปรียวสายนี้ซับซ้อนมาก เมื่อหวังเป่าเล่อคว้าได้ จิตสำนึกนี้ก็ดูเหมือนถูกจับไว้ ทว่าพริบตาต่อมากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้หวังเป่าเล่อเลิกคิ้ว
“เป็นสีสันหนึ่งเดียวในภาพขาวดำงั้นหรือ?”
“จิตสำนึกนี้อยู่ในร่างใคร ผู้นั้นก็จะปราดเปรียวคล่องแคล่วราวกับมนุษย์จริง ส่วนเจ้าของมิติฝันก็คือเจ้าของของจิตสำนึกสายนี้”
หวังเป่าเล่อพลันเข้าใจกระจ่าง ถือโอกาสเดินไปทางท้องฟ้า เพียงไม่กี่ก้าวก็ออกจากพระราชวังก่อนปรากฏขึ้นอีกครั้งที่กลางท้องนภาของคูเมืองแห่งนี้ เขาก้มหน้ามองไปทางคูเมือง ค้นหาร่องรอยของของจิตสำนึกปราดเปรียวสายนั้น หวังเป่าเล่อหาตำแหน่งของมันพบแทบจะในพริบตา ประกายวาววับพาดผ่านนัยน์ตา จับจ้องอยู่ที่ร่างชายขี้เมาซึ่งกำลังนอนกรนหลับลึกอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง
ทว่าพริบตาที่หวังเป่าเล่อกำลังจะเข้าไป ตอนนั้นเองสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในคูเมืองแห่งนี้ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ล้วนเงยหน้าขึ้นทั้งหมด ทั้งคนเดินถนน พ่อค้า เด็กเล็ก นักร้อง เวลานี้ต่างเงยหน้ามองมายังหวังเป่าเล่อที่อยู่บนฟ้า
“เจ้าไม่ควรมา”
“เจ้าไม่ควรมา”
“เจ้าไม่ควรมา”
คำพูดแบบเดียวกันลอยออกมาจากทุกคนที่เงยหน้ามองหวังเป่าเล่อในคูเมืองแห่งนี้ เมื่อประสานเข้าด้วยกันก็เป็นดั่งการคำรามของคูเมืองราวกับระเบิดก้องฟ้า ราวกับพายุโหมซัดสาด สะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดิน
กลายเป็นอุปสรรคแข็งแกร่งขุมหนึ่งที่ราวกับจะขัดขวางดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ และในเวลาเดียวกันก็มีแรงขับไล่อันน่าสะพรึงขุมหนึ่งระเบิดสนั่นขึ้น แรงขับไล่นี้มาจากสิ่งมีชีวิตแห่งนี้ ราวกับด้วยการประสานรวมกันของดวงจิต พวกเขาได้เข้าใช้แทนเต๋าสวรรค์ ใช้แทนกฎเกณฑ์
ดังนั้น การไม่ต้อนรับของพวกเขาได้ส่งผลให้โลกผืนนี้กลายเป็นแรงขับไล่หวังเป่าเล่อแทน
หวังเป่าเล่อมุ่นคิ้ว มือขวายกขึ้นช้าๆ ขณะที่กำลังจะสะกด ตอนนั้นเองเสียงไอค่อกแค่กก็ลอยออกมาจากชายขี้เมาในตรอกแห่งนั้น
จากนั้น โลกใบนี้ก็กลับมาเป็นดังเดิมทันที ราวกับทุกคนลืมการโห่ร้องก่อนหน้า ทยอยกันกลับคืนเป็นปกติ ขณะเดียวกัน เปลือกตาปรือปรอยของชายขี้เมาก็ลืมขึ้นช้าๆ และพริบตาที่ดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้น…
สายฝนที่ตกลงในคูเมืองแห่งนี้พลันหยุดลง แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกัน เพิ่งจะฟื้นคืนกลับมา คนเดินถนนที่กำลังรีบเร่งไม่ขยับเขยื้อน พ่อค้าที่หยิบของให้ลูกค้าก็ค้างเติ่งในท่าหยิบของ เด็กน้อยที่เริงร่าก็หยุดอยู่ในท่าวิ่งเช่นเดียวกัน
แววตาลึกล้ำพาดผ่านนัยน์ตาหวังเป่าเล่อ เขาสาวเท้าลงมาจากท้องฟ้าไปยังตรอกเส้นนั้น ยืนอยู่หน้าชายขี้เมาที่ในเวลานี้ลุกขึ้นจากท่าเอนนอนอยู่ในท่านั่งพิงกำแพง
ผมเผ้าของเขากระเซอะกระเซิง ดวงตาขมุกขมัว ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา แต่ก็ยังพอมองออกได้อย่างเลือนรางว่าเหมือนกับจักรพรรดิเสวียนเฉินไม่ผิดเพี้ยน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ดวงตาหวังเป่าเล่อก็กระจ่างใส ในใจได้คำตอบแล้ว คนตรงหน้าถึงจะเป็นจักรพรรดิเสวียนเฉินตัวจริง นี่คือมิติฝันของเขา ส่วนคนที่อยู่ในพระราชวังผู้นั้นก็เป็นแค่ตัวเองในความฝันของคนผู้นี้เท่านั้น ล้วนเป็นมายา
ชายขี้เมาในเวลานี้ศีรษะเอียงพิงกำแพงพลางหยิบกาสุราข้างกายขึ้นมา เมื่อดื่มน้ำเมาที่เหลือไม่มากไปอึกหนึ่งก็พ่นลมหายใจผสมกลิ่นสุราออกมายาวๆ ก่อนมองไปยังหวังเป่าเล่อ
“เจ้าว่างมากจนมารบกวนฝันหวานผู้อื่น หากไม่ใช่เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นอายไม่ได้เรื่องของลูกข้า ข้าคงไล่เจ้าออกไปแต่แรกแล้ว”
“ผู้อาวุโส ขออภัยที่รบกวน” หวังเป่าเล่อประสานมือคารวะเอ่ยอย่างราบเรียบ
“เข้ามิติฝันมาที่นี่ ตามหาเจ้าของความฝัน เจ้าจะยืมใช้มิติฝันเข้าไปในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด?” ชายขี้เมาเขย่ากาสุราในมือไปมาก่อนโยนไปข้างๆ
“ผู้อาวุโสโปรดช่วยเหลือด้วย” หวังเป่าเล่อไม่แปลกใจที่คนตรงหน้ารู้สิ่งเหล่านี้ สำหรับชนชั้นสูงอย่างจักรพรรดิเสวียนเฉิน เรื่องราวต่างๆ เพียงปราดเดียวก็มองทะลุปรุโปร่ง
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว” ชายขี้เมาเอ่ยตอบทันที คำพูดนี้ดูไม่เกี่ยวข้องกับบทสนทนาก่อนหน้า ก่อนปิดตาลง
“หืม?” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก ทว่าพริบตาถัดมาสีหน้าก็ต้องเปลี่ยนไป ดวงจิตเทพกวาดไปทั่วเมือง เวลานี้เมฆดำบนฟ้าได้บดบังแสงอาทิตย์สุดท้ายจนมิด พื้นดินมืดสลัว ขณะเดียวกันสิ่งมีชีวิตที่เดิมถูกหยุดค้างไว้ ตอนนี้ก็ฟื้นคืนกลับมาทั้งหมดแล้ว
แต่…สีหน้าท่าทางของพวกเขากลับแตกต่างไปจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง อิงแอบอยู่ด้วยกัน คู่รักที่อยู่ใต้ร่มกระดาษน้ำมันคันเดียวกันระหว่างเดินไปเบื้องหน้าพลันทะเลาะกันขึ้นมา สีหน้าทั้งคู่ดูน่าเกลียดพ่นคำว่าร้าย
เด็กน้อยที่กำลังเล่นซุกซน เพียงพริบตาก็ดูดุร้ายตบตีกัน
อีกทั้งพ่อค้าที่กำลังค้าขายอยู่ก็ควักมีดออกมาจากอกอย่างกะทันหัน กระโจนไปทางลูกค้าแทงออกไปอย่างโหดเหี้ยม
แม้แต่นักร้องที่เดิมกำลังร้องรำทำเพลงก็เช่นกัน ราวกับกลายเป็นปีศาจร้าย ทุกๆ คนทั่วทั้งคูเมืองล้วนเป็นเช่นนี้ คูเมืองตอนกลางวันสามัคคีสงบสุข ยามค่ำคืนราวกับเป็นเมืองปีศาจ
เสียงคำราม เสียงกรีดร้อง เสียงก่นด่า เสียงบ้าคลั่งล้วนระเบิดออกมาในเวลานี้
กลางวันดั่งมิตรภาพ
กลางคืนชั่วร้ายอย่างยิ่ง
เหตุการณ์ฉากนี้ทำให้เกิดคลื่นลูกยักษ์ขึ้นในใจของหวังเป่าเล่อ เขาไม่เข้าใจ ต้องเป็นสภาพจิตใจแบบไหนกันถึงจะสามารถทำให้เกิดภาพดีและร้ายกลับไปกลับมาเช่นนี้ให้เกิดขึ้นในความฝันได้
“ในฝันนี้ แต่ละคนล้วนมีด้านดีและด้านร้าย” ชายขี้เมาหลับตาลงท่าทางคล้ายละเมอพูด ไม่รู้ว่าคลำหยิบกาสุราอีกกาหนึ่งมาจากตรงไหนข้างกาย
“เจ้าอยากใช้ข้าเป็นทางผ่านไปจากที่นี่ เข้าสู่มิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด เช่นนั้นเจ้าต้องตอบคำถามข้าข้อหนึ่งก่อน เจ้าว่า…”
“ข้าดีหรือชั่ว?”
“หากเดาถูก ข้าจะยอมฟื้นตื่นให้เจ้าเข้าไปในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด หากเดาผิดหวังว่าเจ้าจะจากไป เจ้า…ไม่ควรมา”
หวังเป่าเล่อมองไปยังชายขี้เมา เงียบงันครู่ใหญ่ก่อนเงยหน้ามองไปทางพระราชวัง
“มองว่าดีก็ดี มองว่าชั่วก็ชั่ว อยู่กับความคิดของท่าน”
เมื่อคำพูดนี้ลอยออกมา ท่วงท่าที่กำลังจะยกกาสุราของชายขี้เมาพลันชะงัก นิ่งงันไปทั้งร่าง ครู่ต่อมาดวงตาที่ปิดอยู่ค่อยๆ เปิดออก เส้นเลือดแผ่กระจายแฝงด้วยความซับซ้อนยากจะเอื้อนเอ่ย ก่อนมองไปยังหวังเป่าเล่ออีกครั้ง
“เป็นเจ้าจริงสินะ…” ชายขี้เมางึมงำพลางยิ้มเฝื่อน มือขวายกโบกเต็มแรง เพียงพริบตาโลกที่คูเมืองอยู่พลันพร่ามัวทันที ราวกับฟองอากาศที่แตกละเอียดเริ่มจากขอบทั้งสองก่อนค่อยๆ จางหายไป
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว คำพูดเมื่อครู่ของจักรพรรดิเสวียนเฉินทำให้เขารู้สึกประหลาดชอบกล
“ผู้อาวุโสหมายความเช่นไร?”
ชายขี้เมาไม่ตอบ แต่กลับหัวเราะร่า หัวเราะไปหัวเราะมา โลกใบนี้ก็ยิ่งพร่ามัว กระทั่งตรอกที่พวกเขาอยู่ก็เริ่มจะเลือนหายไป
มีเพียงเสียงหัวเราะที่ซับซ้อนและฝืดเฝื่อนของเขาที่สะท้อนก้องอยู่
“เดิมเฝ้าตะเกียงน้ำมันเดินทางธรรม กลับติดอยู่ในโลกวุ่นวายด้วยสุรา สามชาติมีโชคได้พบเจ้า เจ้าเป็นทั้งรางวัลและด่านเคราะห์…”
”ผู้อาวุโส?” สัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน ถ้อยคำนี้ทำให้ความรู้สึกประหลาดในใจทวีความรุนแรงขึ้น
“ข้าถามเจ้าอีกสักข้อ” ทั้งคูเมืองนี้ แม้แต่ตรอกเส้นนี้ เวลานี้ล้วนจางหาย ร่างของชายขี้เมาก็เช่นเดียวกัน แต่ขณะที่เขากำลังจะจางสลายไปจนสิ้น ชายขี้เมาก็มองหวังเป่าเล่อพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าล่ะ? ดี ชั่ว หรือ…ขึ้นอยู่กับความคิดเหมือนกัน?”
……………………………………….
ชื่ออาณาจักรพิภพทมิฬนี้ หลังจากที่หวังเป่าเล่อเคยได้ยินจากอู๋น้อยเมื่อหลายปีก่อนก็ค้นหาอยู่นาน กล่าวให้ถูกคือ ในโลกแห่งศิลาก็เคยมีอาณาจักรพิภพทมิฬมาก่อน ทว่าอาณาจักรพิภพทมิฬนั้นไม่ใช่อาณาจักรพิภพทมิฬเดียวกัน
จนกระทั่งวันนี้ อ้อมวนรอบใหญ่ กลับได้มาในอาณาจักรพิภพทมิฬที่แท้จริงด้วยวิธีเช่นนี้
มองรูปสลักของพระราชวังที่ไกลออกไป มองผู้คนบนท้องถนนที่เดินขวักไขว่แม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝน ในใจหวังเป่าเล่อก็สั่นไหว เขาเห็นในฝูงชนมีเงาร่างโดดเดี่ยว มีชายหญิงอิงแอบใต้ร่มคันเดียวกัน มีผู้รีบร้อนเดินทาง และก็มีผู้ที่เดินทอดน่องอย่างยินดีปรีดา
เขาเห็นพ่อค้าที่กำลังกางเต็นท์ค้าขาย เห็นนักร้องหญิงที่ใช้พัดบังใบหน้าครึ่งล่างมองผู้คนที่เดินอยู่นอกหน้าต่าง เห็นแม่ที่ดึงหูเด็กดื้อในสวนที่ไกลออกไป และที่ไกลออกไปกว่านั้นก็มีองครักษ์กลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป
ยังมีขี้เมาที่นอนในตรอก แม้จะถูกความเย็นของน้ำฝนปลุกตื่นแต่ก็ไม่ลุกขึ้น ทำเพียงบ่นงึมงำก่อนพลิกตัวนอนต่อ ยังมีโจรลักเล็กขโมยน้อยท่ามกลางฝูงชน และที่ไกลกว่านั้นยังมีพ่อค้ามั่งคั่งที่เดินออกมาจากจุดที่นักร้องหญิงอยู่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนสู่นัยน์ตาหวังเป่าเล่อ เขาหลับตาลง
เสียงเซ็งแซ่ค่อยๆ คืบคลานไปในสัมผัสสวรรค์ของเขา มีทั้งเสียงย่ำเดิน เสียงฝนตกกระทบพื้น เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้า และเสียงหัวเราะเฮฮาของเด็กน้อยที่เล่นสนุกท่ามกลางสายฝน
รูปแบบชีวิตผู้คนราวกับภาพวาด ปรากฏขึ้นมุมหนึ่งในใจของหวังเป่าเล่อเวลานี้
เสียงต่างๆ นานา ที่ได้ยินสอดประสานเป็นโลกใบนี้ ขณะที่สะท้อนสู่สัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อ เขาที่ถือร่มกระดาษน้ำมันลืมตามองเด็กน้อยที่มัดผมจุกตรงหน้า ในใจก็รู้สึกทอดถอนยิ่งนัก
เด็กคนนี้กำลังไล่ตามเพื่อน วิ่งผ่านหน้าหวังเป่าเล่อไป แม้จะเปียกฝนจนตัวชุ่มแต่ก็ยังคงสนุกสนาน แม้จะหกล้มเปรอะน้ำฝนบนพื้นก็ยังคงลุกขึ้นวิ่งต่อไปอย่างร่าเริง
เพียงแต่หลังจากวิ่งไปอีกหลายก้าว คล้ายกับว่ารู้ได้ถึงหวังเป่าเล่อ บางทีอาจรู้สึกว่าในโลกที่ไม่หยุดนิ่งนี้ ราวกับปรากฏผู้ที่หยุดนิ่งจึงรู้สึกประหลาดก่อนหันกลับไปมองเขาคราหนึ่ง
เด็กน้อยนัยน์ตากระจ่างใส สีหน้าอยากรู้อยากเห็น เมื่อประสานสายตาเข้ากับหวังเป่าเล่อก็แลบลิ้นใส่เขาก่อนวิ่งไปไกล
มองเงาหลังเด็กน้อยที่ลับตาไปตรงมุมถนนแล้ว หวังเป่าเล่อก็ยกยิ้ม ทุกๆ สิ่งในที่แห่งนี้เกิดอยู่ในมิติมายาของใครผู้หนึ่งในมิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด ความฝันนี้ช่างเหมือนจริง แม้โลกในห้วงมิติฝันนี้จะมีเพียงคูเมือง แต่ในคูเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นอิฐกำแพงหรือผู้คนทั้งหลายล้วนสมจริงอย่างมาก
“มีเพียงตั้งมั่นอย่างลึกล้ำถึงจะสร้างมิติฝันที่สมจริงเช่นนี้ได้” หวังเป่าเล่อพึมพำ แหงนมองไปทางพระราชวัง ผู้ที่สามารถถักทอมิติมายาเช่นนี้ออกมาได้ นอกจากความตั้งมั่นแล้วยังต้องมีพลังอันน่าสะพรึงอีกด้วย
มีเพียงเช่นนี้ถึงจะสามารถสร้างมิติมายาที่มีคูเมืองพระราชวังสมจริง ถึงขั้นที่ทำให้คนยากที่จะแยกแยะและลุ่มหลงได้ง่ายๆ
ทำได้ถึงขั้นนี้ที่อาณาจักรพิภพทมิฬน่าจะมีไม่มาก หวังเป่าเล่อใช้ดวงจิตเทพกวาดดู มีแค่เพียงในพระราชวังเท่านั้นที่มีร่องรอยพลังงานขุมหนึ่งกำลังหลับใหลอยู่
ร่องรอยพลังงานขุมนี้แข็งกล้านัก แม้จะเป็นระดับปราณของหวังเป่าเล่อตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าแกร่งกล้ายิ่งกว่าสถานะของเขา…เดาได้ง่ายมาก คนผู้นั้นก็คือบิดาของอู๋น้อย จักรพรรดิเสวียนเฉิน!
“นี่คือมิติฝันของจักรพรรดิเสวียนเฉิน?” หวังเป่าเล่อไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร จากความเข้าใจของเขา จักรพรรดิเสวียนเฉินสามารถถักทอมิติฝันคูเมืองที่มีพระราชวัง สรรพสิ่งที่ราวกับของจริงเช่นนี้ได้แน่นอน ทว่านี่ยังไม่ใช่จุดสูงสุด จากการสัมผัสรู้ที่หวังเป่าเล่อมีจากก้าวที่ห้า หากจักรพรรดิเสวียนเฉินต้องการล่ะก็ เขาทำได้ถึงถักทออวกาศผืนหนึ่งออกมาได้เลย
ดังนั้นขณะที่พึมพำ หวังเป่าเล่อที่ถือร่มกระดาษน้ำมันในมือจึงก้าวไปข้างหน้า ย่างก้าวนั้นไม่ได้รีบร้อน เดินอยู่ในสายฝน เดินไปทางพระราชวัง ระหว่างทางเขาปรากฏอยู่ในสายตาของฝูงชนจำนวนมาก ทว่าเพียงพริบตาก็ไม่มีใครจดจำเขาได้เลยสักนิด
ราวกับมิติมายานี้ทุกอย่างล้วนมีตรรกะที่กำหนดไว้ การมาของหวังเป่าเล่อไม่มากพอที่จะก่อกวนมันได้ เขาจะอยู่หรือไม่อยู่มิติมายาก็ยังคงเคลื่อนต่อไป
ดำเนินไปเช่นนี้ ท่ามกลางสายฝน หวังเป่าเล่อเดินไปเรื่อยๆ จนผ่านมุมถนน ผ่านถนนใหญ่ และสุดท้ายก็ปรากฏอยู่ที่หน้าพระราชวัง เขายืนแหงนหน้ามองรูปสลักนกแก้วขนาดใหญ่ที่ด้านบน
ขณะที่ดูเลือนรางก็รู้สึกเหมือนคิดไปเอง ราวกับตอนนี้นกแก้วตัวนี้ก็กำลังก้มมองมายังตนเช่นกัน
จ้องมองเป็นเวลานาน หวังเป่าเล่อราวกับจมอยู่ในความคิด ก่อนถอนสายตากลับ ยกเท้าขึ้น เมื่อย่ำลงอีกครั้ง ร่างของเขาก็หายวับไปจากนอกพระราชวัง แล้วปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ตำหนักแห่งหนึ่งในพระราชวัง
ที่นี่คล้ายกับเป็นห้องหนังสือของจักรพรรดิเสวียนเฉิน วางเต็มไปด้วยม้วนหนังสือไม้ไผ่ ที่ด้านหลังโต๊ะยาวขนาดใหญ่หรูหราโอ่อ่า หวังเป่าเล่อเห็นจักรพรรดิเสวียนเฉินนั่งอยู่ตรงนั้นราวกับภูเขายักษ์ลูกหนึ่ง
รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางน่าเกรงขาม สวมชุดสีน้ำเงินเรียบง่าย เวลานี้กำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือม้วนไม้ไผ่ในมืออยู่ตรงนั้น ท่าทางดูสงบ ทว่าในร่างของเขาราวกับมีพายุที่สามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง แม้เพียงสายตาที่ทอดมองก็สามารถสร้างความเสียหายเหมือนกับตนได้มองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
เหมือนกับเต๋าของร่างนี้น่ากลัวเกินไป มีกฎเกณฑ์อันน่าสะพรึง ราวกับวังวนขนาดใหญ่ที่สามารถดูดกลืนทุกสิ่ง
แม้หวังเป่าเล่อจะเป็นวังวนเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว นั่นก็ยังไม่พอ ทำได้เพียงปกป้องไม่ให้ตนได้รับผลกระทบ
ในเวลานี้ ทั่วทั้งตำหนัก นอกจากจักรพรรดิเสวียนเฉินและหวังเป่าเล่อแล้วก็ไร้เงาร่างผู้ใดอีก เงียบสงัดมาก
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ เขามองจักรพรรดิเสวียนเฉิน สัมผัสถึงแรงบีบคั้นอันเปี่ยมล้นที่แผ่มาจากเขา ขณะที่เฝ้าสังเกตอย่างเงียบเชียบ จักรพรรดิเสวียนเฉินที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เอ่ยขึ้นทันที
“เจ้าไม่ควรมา”
เมื่อคำพูดลอยออกมา เสียงฟ้าผ่าสะท้อนก้องท้องฟ้าด้านนอก สายฟ้าฟาดลงหลายสาย ทำให้เกิดแสงวาบขึ้นในเมฆดำที่บดบังอาทิตย์ยามอัศดง
หวังเป่าเล่อหรี่ตายังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม เขาเพียงหันหน้ามองด้านนอกตำหนัก ในเวลานี้ตรงนั้นมีผู้เยาว์คนหนึ่งสวมชุดคลุมยาว เท้าข้างหนึ่งก้าวเข้ามาในตำหนักแล้วแต่กลับลังเล เอ่ยเสียงเบาอย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อ ข้า…”
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คืออู๋น้อยในความทรงจำของหวังเป่าเล่อ กลิ่นอายบนร่างของเขาแตกต่างจากสรรพสิ่งในคูเมืองแห่งนี้อยู่บ้าง ดูว่องไวปราดเปรียวกว่ามาก
“ออกไป” อู๋น้อยยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกจักรพรรดิเสวียนเฉินที่นั่งอยู่ตรงนั้นเอ่ยขัด เสียงเย็นชาลอยมาขณะยังคงก้มหน้า
“ท่านพ่อ ข้า…ข้าอยากออกไป ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ข้า…”
“ไปซะ!” จักรพรรดิเสวียนเฉินเสียงดังขึ้น ท้องฟ้าด้านนอกก็ยิ่งกระหน่ำโครมครามจนอู๋น้อยตกใจหน้าซีด หดเท้าที่ก้าวเข้าไปในตำหนักกลับมาทันที ขณะที่ได้แต่รับคำ สีหน้าแดงก่ำก็คล้ายกับเก็บกลั้นความน้อยใจและความโมโห ปรายตามองหวังเป่าเล่อครั้งหนึ่งก่อนหมุนตัวจากไป
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเงาหลังอู๋น้อย เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูแปลกไปจากสิ่งที่อยู่ในมิติฝันนี้
“สหายเต๋ามาที่นี่ ไม่ว่าเจ้าจะมาด้วยเหตุใด ที่นี่ก็ไม่ต้อนรับ เจ้าจะไปหรือไม่?” พริบตาที่หวังเป่าเล่อหันมองเงาหลังอู๋น้อย ด้านหลังของเขาก็มีเสียงเย็นยะเยือกที่แฝงไอสังหารลอยมา
จักรพรรดิเสวียนเฉินที่นั่งก้มหน้าอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ตอนนี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาคล้ายกับมีสายฟ้า มองหวังเป่าเล่ออย่างเยียบเย็น
หวังเป่าเล่อหันกลับไปมองจักรพรรดิเสวียนเฉิน คิ้วขมวดมุ่นอีกครั้ง เดิมเขาคิดว่านี่คือมิติฝันของจักรพรรดิเสวียนเฉิน และสิ่งที่เห็นก็สอดคล้องกับการคาดเดาของตนอยู่ทีเดียว แต่อู๋น้อยเมื่อครู่…ดันว่องไวปราดเปรียวกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
“นี่เป็นมิติฝันของใครกันแน่?” หลังจากพึมพำครู่หนึ่งก็ประสานมือคำนับจักรพรรดิเสวียนเฉิน
“รบกวนแล้ว” กล่าวจบก็หันกายจากไป
สายตาจักรพรรดิเสวียนเฉินทอดมองที่หวังเป่าเล่อตลอดเวลา จนกระทั่งเงาร่างของเขาหายลับไปแล้วถึงถอนสายตากลับมาแล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง อ่านหนังสือม้วนไม้ไผ่ในมือนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน
และในเวลานี้ ด้านนอกพระราชวัง ในตรอกที่น้อยคนจะสนใจเส้นนั้น ขี้เมาวัยกลางคนผู้ถูกสายฝนกระทบจนตื่นก่อนพลิกกายนอนต่อก็บ่นงึมงำออกมา
“ทำไมฝนตกอีกแล้วเล่า ช่างรบกวนฝันหวานของข้าเสียจริง…”
……………………………………….
สำหรับอารยธรรมทั้งหลายในจักรพิภพนับไม่ถ้วนของมหาจักรวาล สถานที่ที่หวังเป่าเล่อมาเยือนคือสถานที่ที่ในชีวิตนี้พวกเขาไม่อาจเข้าถึงได้
กล่าวได้ว่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในมหาจักรวาลนี้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ในจักรวาลที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นมีพื้นที่ต้องห้ามอย่างมิติเต๋าต้นกำเนิดนี้อยู่ด้วย
เพราะมันเก่าแก่มากเกินไป กาลเวลาที่แฝงอยู่ในนั้นสามารถสืบย้อนไปได้ถึงจุดเริ่มต้นของมหาจักรวาล ด้วยเหตุนี้มันจึงลึกลับและคาดเดาไม่ได้
มีอารยธรรมเพียงไม่กี่แห่งที่เก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์ของมหาจักรวาลที่สามารถบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นจุดเล็กๆ ในตำราหายาก
หากมีความสามารถในการจัดระเบียบบันทึกของอารยธรรมโบราณเหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็จะเจอร่องรอยของเจ้าแห่งมิติเต๋าต้นกำเนิดจากบันทึกเหล่านั้น
สิ่งมีชีวิตแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคเริ่มจักรวาล
จักรวาลอันอิสระพร่างพราวดวงดารา มหาเทพถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น ค่อยๆ กดขี่ข่มเหงสิ่งมีชีวิตแต่ละราย
แข็งแกร่ง ไร้พ่าย
ครอบงำ บ้าคลั่ง
มิติเต๋าต้นกำเนิดที่เขาอยู่นั้นเปรียบเสมือนคุก ผู้ทรงพลังที่ถูกเขาข่มเหงล้วนไม่อาจจากไปได้ตลอดกาล ทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่งถักทอจักรวาลของตนอยู่ในนั้น จนกลายเป็นจักรวาลย่อย 108 แห่ง
และจักรวาลทั้ง 108 แห่งนี้ก็ถูกถักทอเข้าด้วยกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าแห่งมิติเต๋าต้นกำเนิดผู้นั้น
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเจ้าแห่งมิติเต๋าต้นกำเนิดผู้นี้ถึงต้องสยบผู้ทรงพลังทั้ง 108 คนที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการกำเนิดของเขาไว้ในจักรวาลของเขาเอง
แม้จะมีการคาดเดา แต่ส่วนใหญ่ต่างคิดว่านี่อาจเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชา
แต่ความจริงคืออะไร น้อยคนนักจะรู้
ทั้งหมดนี้คือคำอธิบายเกี่ยวกับมหาเทพและมิติเต๋าต้นกำเนิดของเขาในบันทึกของอารยธรรมต่างๆ
บันทึกเหล่านี้ล้วนจบลงเหมือนกัน นั่นคือ…มหาเทพผู้นี้เป็นบ้าและต้องการหลอมรวมกฎหลักของมหาจักรวาล ด้วยเหตุนี้จึงเกิดหายนะไม้ห้าธาตุ
จนถึงตอนนี้ข่าวลือเกี่ยวกับเขาค่อยๆ หายไปกับกาลเวลา มิติเต๋าต้นกำเนิดก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกชีวิต
หลังจากนั้นผู้ที่เก่งพอจะรับรู้ถึงสถานที่และประวัติศาสตร์นี้จึงมีเพียงผู้ที่ฝึกฝนจนถึงขั้นที่ห้าเท่านั้น
และมีเพียงพวกเขาที่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของมิติเต๋าต้นกำเนิดตรงใจกลางมหาจักรวาล
เพราะที่นั่น…ไม่มีกฎ ไม่มีข้อบังคับ ไม่มีร่องรอยเต๋าราวกับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
ในทำนองเดียวกันแม้พวกเขาจะทราบถึงสถานที่แห่งนี้แล้วและยังพบร่องรอยจากเบาะแสเหล่านั้น ทว่า…นับแต่โบราณมาไม่เคยมีใครรอดชีวิตออกมาได้
ไม่มีเลย
หมอกสีแดงแยกตัวเป็นเอกเทศจากทุกสิ่ง ทุกคนที่เหยียบเข้าไปล้วนหายสาบสูญ
ผู้ที่มีความสามารถพอจะเหยียบเข้าไปและออกมาได้อย่างแท้จริงมีเพียงหยิบมือ และสำหรับพวกเขา มิติเต๋าต้นกำเนิดเป็นอาณาเขตของผู้ทรงพลังเก่าแก่ผู้นั้น ไม่มีเหตุผลที่จำเป็นต้องเข้าไป อีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่ต้องการให้เกิดการต่อสู้ที่ไม่จำเป็นขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครย่างกรายเข้าไปโดยง่าย
เพราะหากเกิดการต่อสู้…มหาจักรวาลจะล่มสลาย
ทว่า วันนี้หวังเป่าเล่อกลับใช้เคล็ดวิชาเต๋าแห่งฝันจากดินแดนเซียนไปจุติที่…มิติเต๋าต้นกำเนิดอันลึกลับและเก่าแก่
เพราะการเข้ามาด้วยเต๋าแห่งฝันนั้นต่างจากการเข้ามาจริงๆ มันอยู่ระหว่างภาพลวงตาและความเป็นจริง ดังนั้นเมื่อแสดงวิชาเต๋าแห่งฝันออกมา จิตใต้สำนึกของหวังเป่าเล่อก็ทะลุผ่านจักรวาลลอยเข้าไปในมิติเต๋าต้นกำเนิดที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกแดง ตอนนั้นเองโลกที่เขาเห็นก็เริ่มแปลกตาไปจากเดิม
ไม่ใช่ร่างผู้เยี่ยมยุทธ์ 108 คนที่ถักทอกันเป็นจักรวาลอย่างตอนที่มองมาจากสะพานสู่สวรรค์ แต่เป็นแผนที่ดวงดาวที่ก่อตัวจากดวงดาวนับไม่ถ้วน
ดวงดาวอันไร้จุดสิ้นสุดสะท้อนเข้ามาในการรับรู้ของหวังเป่าเล่อเหมือนกับการมองท้องฟ้าตอนกลางคืนบนโลกมนุษย์ ทว่า…ดวงดาวเกือบทุกดวงในที่แห่งนี้ล้วนมืดสลัวราวกับสามารถดับสูญได้ทุกเมื่อ มีเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้นที่ดูเหมือนยังสามารถส่องแสงเลือนรางได้ต่อไป และหากสังเกตดีๆ ก็จะพบว่ามีเพียงห้าดวงเท่านั้นที่ความสว่างยังคงปกติ
สิ่งนี้ทำให้หวังเป่าเล่อลังเลเล็กน้อยและใช้เวลาจดจ่อกับมันอยู่เนิ่นนาน ผู้ที่ฝึกเต๋าแห่งฝันมาแล้วอย่างเขาเข้าใจพื้นฐานดวงดาวเหล่านี้ดี
“ใช้เต๋าแห่งฝันเข้ามาในที่แห่งนี้ ตอนนี้ข้าจึงไม่ใช่ร่างจริง เป็นเพียงจิตใต้สำนึกเท่านั้น ข้าสัมผัสโลกภายนอกไม่ได้ ไม่ได้ยิน มองไม่เห็น…แล้วสิ่งที่เรียกว่าดวงดาวพวกนี้ก็ไม่ใช่ดวงดาวที่แท้จริงด้วย พวกมัน…คือความฝัน”
“ดวงดาวทุกดวงคือมิติมายาของสิ่งมีชีวิต ยิ่งแสงสว่างมากก็ย่อมแสดงว่ามิติมายายิ่งมั่นคงมาก”
“หากจะเข้าไปในมิติเต๋าต้นกำเนิดอย่างแท้จริง ข้าจำเป็นต้องผสานเข้ากับความฝันเสียก่อน ตามหาเจ้าของความฝันในความฝันนี้ สืบหาเป้าหมายแล้วปลุกเขาให้ตื่น…ทันทีที่เขาตื่นขึ้นมาและมิติมายาแตกสลาย ช่วงเวลานั้นที่ภาพลวงตาและความเป็นจริงมาบรรจบกัน ข้าก็จะ…จุติขึ้นที่นี่อย่างสมบูรณ์”
ขณะครุ่นคิดหวังเป่าเล่อก็หยั่งรู้แสงดาวนับไม่ถ้วนพวกนั้น เขาเพิกเฉยต่อดวงดาวที่มืดสลัวเป็นอันดับแรก ในความฝันเช่นนี้มันเสี่ยงที่จะพังทลายได้ทุกขณะ เป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าทันทีที่เขาเข้าไป มิติมายาก็จะแบกรับไม่ไหว ซึ่งหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง หวังเป่าเล่อก็จะตามหาเจ้าของความฝันไม่ทันและไม่สามารถสืบหาเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ดังนั้นการพังทลายดังกล่าวจึงไม่มีประโยชน์ อีกทั้งทันทีที่ล้มเหลวจิตใต้สำนึกของเขาก็จะหายไปด้วย
ดวงดาวห้าดวงที่เสถียรที่สุดจึงเป็นเป้าหมายแรกของหวังเป่าเล่อ ทว่าในตอนที่การหยั่งรู้ของเขาแผ่กระจายออกไปและกำลังจะเลือกผสานเข้าไปนั่นเอง จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็ใจกระตุกวูบ การหยั่งรู้สืบหาเป้าหมายไว้ที่ดาวดวงหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่ได้มืดสนิทแต่ก็เหมือนจะอยู่ได้อีกไม่นาน
แสงของดาวดวงนั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับหวังเป่าเล่อ
“พลังปราณของอู๋น้อย?”
ในพริบตาที่การหยั่งรู้ของหวังเป่าเล่อกวาดไปยังแสงของดาวดวงนี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณของอู๋น้อยซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าของความฝันนี้เกี่ยวข้องกับอู๋น้อย หรือกล่าวให้ถูกคือในความฝันของคนคนนี้มีอู๋น้อยอยู่ด้วย
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด จากนั้นเขาก็ละทิ้งดวงดาวทั้งห้าที่ดูเหมือนจะเสถียรที่สุด พุ่งเป้าหมายไปยังแสงดาวที่มีพลังปราณของอู๋น้อยในทันที ตอนนั้นเอง…ก็ผสานเข้าไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ราวกับเพียงชั่วอึดใจ แต่ก็ราวกับทั้งชีวิต
ประสาทสัมผัสที่หายไปค่อยๆ กลับมา หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงลมเย็นพัดผ่านผิวหนัง
ประสาทการรับกลิ่นก็กลับมา เขาได้กลิ่นหอมสดชื่นของดินหลังฝนตก ตามมาด้วยประสาทการได้ยิน เสียงฝีเท้า เสียงเม็ดฝนและเสียงจอแจดังมาจากสถานที่ใกล้ๆ และไกล
สุดท้ายหวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้น
เขาเห็นพระอาทิตย์บนท้องฟ้ากำลังถูกก้อนเมฆบดบัง เห็นสายฝนตกจากท้องฟ้าลงไปในแอ่งน้ำเล็กๆ มากมายบนพื้นดินจนเกิดระลอกคลื่นนับไม่ถ้วน เขาเห็นคนจำนวนมากถือร่มเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ตรงหน้า
โลกตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น และในที่สุด…เมืองขนาดใหญ่ก็สะท้อนอยู่ในดวงตาหวังเป่าเล่อ เมืองนี้มีประชากรมากมาย แม้ฝนจะตกแต่ก็ยังคึกคักและมีชีวิตชีวามาก
ตอนนี้หวังเป่าเล่อยืนอยู่บนถนนสายหนึ่งในเมือง มือถือร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่ง
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเหยียดมือซ้ายออกจากร่ม สัมผัสกับความเย็นจากเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวหนัง แล้วเงยหน้าขึ้น จากที่ไกลๆ หวังเป่าเล่อก็ได้เห็นพระราชวังแห่งหนึ่ง บนนั้น…มีรูปสลักขนาดมหึมาตั้งอยู่
รูปสลักนั้นคือนกแก้วที่เหมือนจริงราวกับมีชีวิต
“อาณาจักรพิภพทมิฬ” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา
……
ดินแดนเซียนมี 17 ภูมิภาค ในเขตที่ 39 มีอาณาจักรทั่วไปอยู่นับร้อยแห่ง เรียกได้ว่าทุกเมืองในเขตนี้ก็คืออาณาจักร
มีอาณาจักรย่อมมีกษัตริย์ และเมื่อมีกษัตริย์…ก็ย่อมมีองค์ชาย
เพียงแต่เมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นแล้ว เมืองที่ 43 ของเขตที่ 39 ซึ่งเรียกขานกันว่าอาณาจักรจ้าวนั้น กลับต่างไปจากอาณาจักรอื่น เพราะที่นี่…มีองค์ชายเพียงผู้เดียว
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ไม่ว่ากษัตริย์จะสับเปลี่ยนกันเช่นไร แต่องค์ชายไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่ากษัตริย์องค์ไหนขึ้นครองราชย์ก็ล้วนรักษาประเพณีนี้ไว้ และยังให้ความเคารพเกรงใจองค์ชายผู้นี้มาก
แม้จะถูกอาณาจักรอื่นรุกรานและสายเลือดของราชวงศ์ถูกแทนที่ แต่ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนชื่ออาณาจักรด้วยตนเองและยังเลือกที่จะใช้ชื่ออาณาจักรจ้าว ทุกอย่างก็จะเป็นเช่นเดิม
ดังนั้นในเมืองที่ 43 นี้จึงมีคำกล่าวมาแต่โบราณ
สงบต้านอำนาจราชวงศ์ ไม่ยั่วยุจวนซือถู
จวนของหวังโหม่วนี้ก็คือที่พำนักของซือถู แม้จะไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวางเท่าพระราชวัง แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เสาแกะสลักและอิฐก่อด้วยหยกข้างในเต็มไปด้วยความหรูหรา ทหารยามมากมาย สาวใช้นับไม่ถ้วน
โดยเฉพาะนางบำเรอร้องเล่นเต้นรำ องค์ชายฝานกั๋วผู้นี้ชมชอบการเต้นรำ จึงมีนางบำเรอมากยิ่งกว่าทหารเวรยามและสาวใช้ ทำให้จวนหวังแห่งนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่หญิงงามรายล้อม เสพสมโลกีย์
แม้ตอนนี้เจ้าของจวนจะไม่อยู่ หากแต่ทั้งจวนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ร้องเล่นเต้นรำกันสนุกสนาน และเป้าหมายของการร้องรำทำเพลงของพวกนางก็คือเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องโถง
ห้องโถงนี้กว้างขวางดั่งพระราชวัง ประดับด้วยเสามังกรขดกายขนาดใหญ่ 99 ต้น แต่ละต้นล้วนเป็นสีทอง มังกรที่แกะสลักอยู่บนนั้นราวกับมีชีวิต และหากเข้าไปใกล้แล้วก็จะได้ยินเสียงมังกรครวญครางดังลอยมาด้วย
ส่วนพื้นนั้นล้วนเป็นอิฐหินทำจากหยกเซียนชั้นยอดปูทอดยาว ส่งผลให้ห้องโถงนี้เต็มไปด้วยปราณเซียน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงแหล่งกำเนิดแสงในปากมังกรทั้ง 99 ต้นเลย…
แหล่งกำเนิดแสงเหล่านั้นล้วนเป็นไข่มุกล้ำค่าแฝงด้วยพลังปราณอันน่าอัศจรรย์ จนสามารถจินตนาการได้ว่าหากไข่มุกเม็ดใดเม็ดหนึ่งอยู่ข้างนอกคงจะกระตุ้นความบ้าคลั่งของผู้ฝึกตนได้มากมาย
แต่ในที่แห่งนี้มันเป็นเพียงแหล่งกำเนิดแสงเท่านั้น
ทั้งห้องโถงนี้กว้างใหญ่และหรูหรา ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดกลับดูเหนื่อยหน่าย
เด็กหนุ่มผู้นี้สวมชุดจีน นั่งขมวดคิ้วทำสมาธิอยู่บนที่นั่งซึ่งประดับประดาด้วยอัญมณีหรู ด้านล่างมีองครักษ์ยืนอยู่สองฝั่ง แต่ละคนมีสีหน้าแน่วแน่ พลังฝึกปรือไม่ธรรมดา แววตาเยือกเย็น ดุดันและเด็ดขาด แต่หากพินิจให้ถี่ถ้วนแล้วจะเห็นได้ว่าพวกเขากำลังดูแลเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่
ราวกับว่าขอเพียงเด็กหนุ่มเอ่ยคำเดียว พวกเขาก็สามารถชักดาบสังหารทั้งห้องโถงได้
พื้นที่ห้องโถงระหว่างองครักษ์สองฝั่งในตอนนี้เต็มไปด้วยนางบำเรอหลายร้อยคนกำลังร้องรำทำเพลง และนักดนตรีหลายร้อยคนกำลังดีดฉินเป็นทำนองไพเราะ ทั้งหมดนี้มีเพียงคำว่าฟุ่มเฟือยที่สามารถใช้อธิบายสถานที่แห่งนี้ได้
แต่ไม่ว่าการละเล่นจะตื่นตาเพียงใด เด็กหนุ่มก็ยังคงขมวดคิ้ว เห็นเช่นนี้องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดจึงหันไปมองนางบำเรอเหล่านั้นแล้วเอ่ยเบาๆ
“เปลี่ยน!”
ทันทีที่เอ่ยออกมา เหล่านางบำเรอก็ทยอยถอยออกไป จากนั้น…สตรีงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์อีกกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาจากนอกประตูและเริ่มร่ายรำ
เห็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจยาวเหยียด เขาก็คือเฉินชิงนั่นเอง
หลังจากมาที่นี่พร้อมกับซือถู ซือถูก็ได้ถ่ายทอดพลังเทพอย่างหนึ่งให้เขา พลังเทพนี้ไม่มีชื่อเรียก แต่จากที่ซือถูบอกกล่าว เขาต้องผ่านการทดสอบทางโลกทั้งหมดก่อนถึงจะสามารถฝึกฝนให้บรรลุทางธรรมได้
ดังนั้นตั้งแต่วันที่สองที่เขามา การทดสอบก็เริ่มขึ้น
สุราที่หายากที่สุดในโลก อาหารชั้นยอดที่สุดในโลก หญิงงามมากมายนับไม่ถ้วน ความมั่งคั่งที่ไม่มีวันหมด รวมทั้งอำนาจชี้เป็นชี้ตายได้ภายในคำเดียว
ทุกสิ่งที่ทุกผู้คนใฝ่ฝันถึงวางอยู่ตรงหน้าเขา รอให้เขาฝึกฝน…
ทว่า ตอนนี้ขณะที่เขาฝึกฝนด้วยความเบื่อหน่ายอยู่ในห้องโถงนั้น กลับไม่มีใครสังเกตเห็นร่างสองร่าง ของหญิงชายคู่หนึ่งซึ่ง ไม่รู้ว่าพวกเขาปรากฏตัวขึ้นเมื่อใด ทั้งสองก็คือหวังเป่าเล่อและหวังอีอี
สีหน้าของทั้งคู่เผยความประหลาดใจที่แตกต่างกัน
“เป่าเล่อ การฝึกฝนของศิษย์พี่เจ้า…พิเศษดีนะ”
“…” หวังเป่าเล่อไม่รู้จะกล่าวคำใด หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยอย่างยากลำบาก
“ผู้อาวุโสซือถูทำเช่นนี้คงมีจุดประสงค์ บางทีนี่อาจเป็นการทดสอบหัวใจเต๋ากระมัง”
“เจ้าดูอิจฉานะ” หวังอีอีเอ่ยเรื่อยเปื่อย
“ไม่มีอะไรจีรัง ทุกสิ่งล้วนประดิษฐ์ขึ้น” หวังเป่าเล่อยิ้มอย่างไม่แยแส สายตาอ่อนโยนมองผ่านนางบำเรอเหล่านั้นไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ไกลๆ
จากนั้นไม่นานเขาก็ถอนสายตากลับแล้วสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนตัวออกเดิน
“ไปกันเถอะ”
“ไม่ไปพบหน่อยหรือ” หวังอีอีที่เดินตามอยู่ด้านหลังเอ่ยถาม
“ย่อมมีวันนั้น” หวังเป่าเล่อยิ้มก่อนจะเดินออกจากห้องโถง หวังอีอีก็ยิ้มออกมาแล้วหันกลับไปมองเด็กหนุ่มบนที่ประทับ ก่อนจะหมุนตัวจากที่นี่ไปพร้อมหวังเป่าเล่อ
ในพริบตาที่ร่างของพวกเขาเดินออกจากห้องโถงไปแล้ว เด็กหนุ่มเฉินชิงก็เงยหน้ามองไปทางปากประตูห้องโถงอันว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกับว่าคนสำคัญของเขากำลังจากไป
หวังเป่าเล่อไปแล้ว ไปพร้อมกับหวังอีอี พวกเขาไปยังภูเขาทางตะวันออกสุดของดินแดนเซียน มองดูพระอาทิตย์ขึ้นจากตรงนั้น ไปยังทะเลทางตะวันตกสุด มองดูพระอาทิตย์ตกจากตรงนั้น
ไปยังป่าทึบทางเหนือสุด เด็ดเถาวัลย์ที่เรียกว่ากระชากวิญญาณจากที่นั่น และไปยังที่ราบทางใต้สุด โรยเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ที่เรียกว่าโอบความฝัน
สุดท้ายพวกเขาก็กลับไปจุดเริ่มต้นซึ่งก็คือล่างสะพานสู่สวรรค์สะพานแรก ที่ตรงนั้นหวังเป่าเล่อนำเถาวัลย์กระชากวิญญาณถักทอเป็นมงกุฎดอกไม้ แล้ววางลงบนศีรษะหวังอีอี
“ดูแลตัวเองดีๆ เพราะอดีตและอนาคตของข้าอยู่กับเจ้า”
หวังอีอีนิ่งเงียบ นางจ้องมองหวังเป่าเล่อเนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้า หวังเป่าเล่อโบกมือ นางจึงหันหลังเดินจากไป แต่เดินไปได้สิบกว่าก้าวนางก็หันกลับไปมองอีกครั้ง และเห็นแผ่นหลังของหวังเป่าเล่อที่กำลังนั่งทำสมาธิ
เดินไปได้หลายสิบก้าวก็หันกลับไปมองอีกเช่นเดิม
จนกระทั่งร้อยก้าว พันก้าว หมื่นก้าว…นางหันกลับไปมองอยู่หลายครั้งหลายครา จนร่างนั้นเลือนราง หวังอีอีจึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสัมผัสมงกุฎดอกไม้บนศีรษะแล้วเดินจากไป
ด้านล่างสะพานแห่งแรกในตอนนี้มีเพียงหวังเป่าเล่อนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นเพียงคนเดียว ในมือเขาถือแผ่นหยกที่บันทึกเคล็ดวิชาพลังเทพหนึ่งเอาไว้
เคล็ดวิชานั้นเรียกว่าเต๋าแห่งฝัน
สำหรับผู้ฝึกตนขั้นที่สาม เต๋าแห่งฝันนั้นลึกลับและเข้าใจยากอย่างยิ่ง สำหรับขั้นที่สี่ก็ง่ายขึ้นบ้างเล็กน้อย สำหรับขั้นที่ห้าที่ฝึกฝนจนถึงระดับที่สามารถใช้หมื่นเคล็ดได้แล้วนั้น การฝึกฝนเต๋าแห่งฝันนี้จึงใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา
ชั่วอึดใจนั้นหวังเป่าเล่อก็เข้าใจกระจ่างแล้ว ร่างของเขาค่อยๆ เลือนรางจนกลายเป็นภาพมายาราวกับกำลังหลับใหลและอยู่ในห้วงฝัน
โลกแห่งความฝันคือจักรวาลผืนหนึ่ง ในจักรวาลนั้นมีหมอกสีแดง ในหมอกนั้นมีจักรวาลย่อย 108 แห่ง และหนึ่งในนั้น…ก็คือที่ที่ความฝันของเขาเริ่มต้นขึ้น
………………………………………………
จักรวาลผืนนั้นแยกตัวเป็นเอกเทศจากทุกสิ่ง เนิ่นนานมาแล้ว…ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้ราวกับมันเป็นสถานที่ต้องห้ามของมหาจักรวาล
แต่ในตอนนี้หวังเป่าเล่อกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตรงนั้น…มีความรู้สึกคุ้นเคยอยู่สองอย่าง ขณะนิ่งเงียบ เขาหลับตาลง ก่อนที่ลางสังหรณ์อันแรงกล้าจะผุดขึ้นในใจราวกับขอเพียงเขาก้าวไปทางนั้นเพียงก้าวเดียว ทั้งกายและจิตวิญญาณก็จะหลอมรวมเข้าไปในนั้น
การหลอมรวมเช่นนี้คือการผสานอย่างสมบูรณ์คล้ายว่าหากเดินไปเช่นนี้ เขาจะกลายเป็น…ส่วนหนึ่งของจักรวาลผืนนั้น
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความรู้สึกคุ้นเคยทั้งสองเหมือนกับพิกัดที่แม่นยำที่สุดในมหาจักรวาล หนึ่งมาจาก…ร่างต้นแบบของเขา อีกหนึ่งมาจาก…โลกแห่งศิลาที่ถูกเขาผสานเข้ากับตัวเอง
โลกแห่งศิลาเดิมถูกเรียกว่า…จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น
มันคือหนึ่งในแสนดวงจิตเทพของมหาเทพที่แปลงมา ดังนั้นจะโลกแห่งศิลาก็ดี หรือร่างแยกมหาเทพในนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมหาเทพทั้งสิ้น
ตามแผนเดิมของมหาเทพ ดวงจิตเทพมหาเทพที่ถือกำเนิดขึ้นภายในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นที่แปลงมาจะผสานเข้ากับจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นและกลายเป็นสิ่งดำรงอยู่ที่เป็นปริศนา ก่อนจะกลับไปยังมิติเต๋าต้นกำเนิดและหลอมรวมเข้ากับร่างต้นแบบของมหาเทพอย่างแท้จริง
นี่คือกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวของมหาเทพ
ทว่าหวังเป่าเล่อกลายเป็นเหตุบังเอิญ กระนั้น…ไม่ว่าอย่างไรระหว่างเขากับมหาเทพก็ยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเชื่อมโยงนี้…ทำให้ยากที่จะระบุตัวตนที่แท้จริงของหวังเป่าเล่อได้
เขาไม่ใช่แค่ดวงจิตเทพหนึ่งของไม้สีดำ แต่ยัง…เป็นส่วนหนึ่งของมหาเทพอย่างแท้จริงด้วย
ผ่านไปนานหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่บนสะพานที่สิบก็ลืมตาขึ้น เขาล้มเลิกความคิดที่จะก้าวต่อ เพราะหากเข้าไปเช่นนี้มันจะเปิดเผยเกินไป เกรงว่าทันทีที่เข้าไป…ตนอาจไปกระตุ้นความสนใจตามสัญชาตญาณของมหาเทพเข้า
เหมือนกับแสงไฟที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในคืนอันมืดมิด มันสะดุดตาเกินไป
ความเด่นชัดเช่นนี้ไม่ดีต่อหวังเป่าเล่อ กลับกันมันจะยิ่งทำให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นด้วย…แม้มหาเทพจะหลับใหล แต่ถึงอย่างไรสัญชาตญาณก็ยังอยู่ หวังเป่าเล่อไม่แน่ใจว่าหลังจากตนเข้าไปอย่างอวดเบ่งเช่นนี้จะเป็นการกระตุ้นกลไกบางอย่างทำให้สัญชาตญาณของเขาออกมากำจัดความโกลาหล กลืนกินแล้วหลอมรวมเข้ากับร่างของตนหรือไม่
ดังนั้น…วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเข้าไปในมิติเต๋าต้นกำเนิดอย่างลับๆ
คิดถึงตรงนี้หวังเป่าเล่อก็ก้มหน้าลง ร่างที่ยืนอยู่บนสะพานที่สิบพลันพร่าเลือนในฉับพลัน แต่ขณะที่พร่าเลือนนั่นเอง ร่างของเขาก็ค่อยๆ มาปรากฏตัวตรงหน้าท่านพ่อหวัง หวังอีอีและซือถูข้างล่างสะพานที่หนึ่ง
พร่าเลือนและปรากฏกายเกิดขึ้นพร้อมกันเหมือนกับมือสองข้าง ข้างหนึ่งถือยางลบ ข้างหนึ่งถือพู่กัน แล้วลงมืออย่างพร้อมเพรียง
ภาพนี้ดูไม่น่าประหลาดใจขนาดนั้น แต่ความจริงแล้วเมื่อมองไปทั่วทั้งมหาจักรวาล น้อยคนนักที่จะทำได้ สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เต๋าหลายแบบ ทั้งความว่างเปล่า เวลา ชีวิตและความตาย รวมถึงการสำแดงเต๋าทั้งหกประเภท และแต่ละประเภทล้วนต้องมีพลังแห่งต้นกำเนิด
การใช้ทุกเต๋าอาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่ายและสามารถทำได้สำเร็จ ทว่ามีเพียง…ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีพลังขั้นที่ห้าเท่านั้นที่จะทำได้สบายๆ
ขั้นที่สี่ควบคุมต้นกำเนิดเต๋าหนึ่งเต๋า
ขั้นที่ห้าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลสามารถเรียกใช้
เช่นนี้เมื่อร่างของหวังเป่าเล่อหายไปจากสะพานที่สิบอย่างสมบูรณ์ ร่างของเขาล่างสะพานที่หนึ่งก็ปรากฏตัว เขาหายใจเข้าลึกๆ ในพริบตาที่ปรากฏกายก็หันไปโค้งคำนับให้ท่านพ่อหวังทันที
“ขอบคุณผู้อาวุโส!”
หวังอีอีดวงตาวูบไหวและต้องการจะเอ่ยบางอย่าง แต่เห็นบิดาตนและท่านลุงที่อยู่ข้างๆ จึงไม่ได้กล่าวอะไร ด้านซือถูก็กำลังกวาดตามองหวังเป่าเล่อเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ก่อนจะหันไปมองหวังอีอี แล้วกระแอมหนึ่งทีและไม่เอ่ยอะไรเช่นกัน
ฝ่ายท่านพ่อหวังก็ยังสีหน้าสงบเหมือนอย่างเคย สายตาจับจ้องทั่วร่างหวังเป่าเล่อราวกับจะมองให้ทะลุทั้งนอกและใน
หวังเป่าเล่อตกใจ แต่ไม่นานก็สงบลงและไม่พยายามหลบเลี่ยงสายตาอีกฝ่าย
ไม่นานท่านพ่อหวังก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“จะไปเมื่อใด”
คำถามนี้กะทันหันมากแต่หวังเป่าเล่อก็เข้าใจได้ว่าเขากำลังถามตัวเองว่าจะไปมิติเต๋าต้นกำเนิดเมื่อไร
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“วางแผนว่าจะไปในเร็ววันนี้”
“ไปอย่างไร” ท่านพ่อหวังเอ่ยถามอีกครั้ง
“ข้างกายผู้เยาว์มีสหายอยู่คนหนึ่ง ดูแล้วตอนนี้คงจะเป็นขั้นที่ห้าส่งออกมาจากในมิติเต๋าต้นกำเนิด ดังนั้นบนร่างของเขาจะต้องมีร่องรอยการกลับไป ผู้เยาว์น่าจะตามร่องรอยนี้ไปได้” หวังเป่าเล่อเอ่ยช้าๆ โดยไม่ปิดบัง
“วิธีนี้ไม่ปลอดภัย” ท่านพ่อหวังส่ายหน้า หลังจากไตร่ตรองแล้ว เขาก็สะบัดมือขวา ทันใดนั้นแผ่นหยกสีฟ้าก็หลุดออกมาจากความว่างเปล่า เขาชี้ให้มันตรงไปที่หวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อคว้าไว้ ก่อนจะมองผู้อาวุโส
“วิธีนี้ใช้ความฝันเข้าสู่เต๋า ผู้ฝึกตนสามารถทำให้ความฝันของตนเป็นจริงได้ในระดับหนึ่ง เหมาะแก่การเดินทางไปในที่ลับตาและเหมาะกับการซ่อนตัว”
“คนผู้นั้นในมิติเต๋าต้นกำเนิดคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคแรกของมหาจักรวาล เมื่อเทียบกับเขาแล้ว พวกเรา…ล้วนแต่เป็นผู้ที่มาทีหลัง”
“พวกข้าบรรลุเต๋าครั้งแรก เขากำลังหลับใหลและตอนนี้เขาก็ยังหลับใหลอยู่ ข้าไม่เคยไปในที่ที่เขาอยู่เลย”
“และระหว่างเจ้ากับเขาก็มีเหตุผลต้นกรรม เหตุผลนี้และต้นกรรมนี้ไม่มีประโยชน์ที่คนอื่นจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะนี่คือเรื่องของเจ้า คือเต๋าของเจ้า เจ้าต้องแก้ไขมันด้วยตัวเอง”
“ถ้าสำเร็จ เจ้าจะไร้พันธนาการนับแต่นี้ไป” ท่านพ่อหวังกล่าวจบก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินจากไป ซือถูหันไปยิ้มให้หวังเป่าเล่อและกำลังจะเอ่ยบางอย่างบ้าง แต่เสียงของหวังโหม่วก็เอ่ยมาจากที่ไกลๆ
“ซือถู เหล้าอุ่นแล้ว หากกลับไปช้าจะเสียรสชาติ”
ซือถูได้ยินก็หัวเราะดังลั่น ก่อนจะเดินนำหน้าหวังโหม่วออกไป
ด้านล่างสะพานแห่งแรกในตอนนี้เหลือเพียงหวังเป่าเล่อกับ…หวังอีอี
“เป่าเล่อ…” หวังอีอีเอ่ยเสียงเบา
“แม่นางน้อย เดินเป็นเพื่อนข้าสักหน่อย ดีไหม” หวังเป่าเล่อส่งยิ้มให้หวังอีอี นางจ้องมองหวังเป่าเล่อ ก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มแล้วพยักหน้า
“เจ้าจะไปไหน”
“ข้าอยากไปหา…ศิษย์พี่สักหน่อย”
“ข้าจะไปกับเจ้า”
เวลานี้พระอาทิตย์กำลังตกดิน เมื่อสะพานสู่สวรรค์กลับมาสงบดังเดิม ทุกชีวิตบนดินแดนเซียนก็ค่อยๆ ละสายตาไป แม้จิตใจจะยังคงปั่นป่วนอย่างรุนแรง แต่พวกเขาก็รู้ว่าการก้าวสู่สวรรค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
และข้างล่างสะพานแห่งแรกที่พวกเขามองไม่เห็นนั้น เวลานี้ร่างของหวังเป่าเล่อและหวังอีอีค่อยๆ เดินไกลออกไปท่ามกลางแสงตะวันที่หลงเหลืออยู่คล้ายกับภาพวาดอันงดงาม
แสงระเรื่อสีทองทำให้ภาพวาดนี้อบอุ่นอย่างยิ่ง ณ เวลานี้สะพานสู่สวรรค์อันเก่าแก่ก็ดูเหมือนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉากหลัง
แม้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่ใกล้กันมากเกินไปเหมือนกับมิตรภาพแท้จริง หากแต่เมื่อเดินไกลออกไป เงาในแสงสายัณห์ก็ยืดยาวออก ราวกับกำลัง…เชื่อมเข้าด้วยกัน
ไกลออกไปช้าๆ
……………………………………
เต๋าแห่งหยินมืดเรียกได้ว่าเป็นหยินสูงสุด เป็นของเต๋าแห่งความตายในโลก และผู้ที่ควบคุมมันท่ามกลางภัยพิบัตินับไม่ถ้วนจะมีฉายาหนึ่งและเป็นเพียงฉายาเดียว
นั่นก็คือ…เจ้าแห่งความมืด
กำหนดความตาย กำหนดการเกิดใหม่ ตัดเหตุดับเต๋า
เช่นเดียวกับมหาเต๋าแห่งธาตุทั้งห้า เต๋าแห่งความตายนี้ไม่สามารถมีต้นกำเนิดเพียงแหล่งเดียวได้ ต่อให้ผู้เยี่ยมยุทธ์ฝึกตนถึงระดับสูงสุดก็ยังกลายเป็นเพียงหนึ่งในต้นกำเนิดเท่านั้น
อย่างหวังเป่าเล่อในตอนนี้ เต๋าแห่งหยินมืดของเขาก็เป็นเช่นนั้น อาศัยพลังเสริมและกำลังขยายของสะพานสู่สวรรค์เชื่อมโยงกับเต๋าแห่งความตายของมหาจักรวาล ดั่งผิวน้ำต่างระดับที่มาเชื่อมกันจนเกิดความสมดุล ด้วยเหตุนี้หยินมืดของหวังเป่าเล่อจึงกลายเป็นหนึ่งในต้นกำเนิด
ตอนนี้…เต๋าแห่งหยางศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน
เดิมทีเพราะเต๋านี้ไม่มีสิ่งรองรับ ทุกอย่างจึงเป็นเพียงมายา มีเพียงรัศมีเปล่งประกาย แต่ไร้สสาร ทว่า…เมื่อท่านพ่อหวังมอบหินก้อนนั้นให้ ทุกอย่าง…ก็เปลี่ยนไป
หินก้อนนี้มีความพิเศษในตัวมันเอง มันคือส่วนหนึ่งของสะพานที่สิบเอ็ด และสามารถใช้สร้างสะพานสู่สวรรค์ได้ จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงความน่ากลัวและความลึกลับของมัน
ถึงอย่างไร…สะพานที่สิบเอ็ดนั้น หากผ่านไปได้ก็จะเป็นการยืนยันถึงขั้นที่หกของพลังฝึกปรือ ระดับเช่นนี้ทั่วทั้งมหาจักรวาลหาได้ยากอย่างยิ่ง และทุกคนในนั้นล้วนมีคุณสมบัติ…ในการชิงตำแหน่งเจ้าแห่งมหาจักรวาล
ดังนั้นหินสะพานที่มาจากการสร้างสะพานที่สิบเอ็ดนี้จึงมีมูลค่าสูงยากต่อการจินตนาการ ขณะเดียวกันด้วยความพิเศษของมันจึงเหมาะแก่การเป็นสิ่งรองรับเต๋าของหวังเป่าเล่ออย่างยิ่ง
“นำสมบัติของขั้นที่หกมาเป็นตัวรองรับเต๋าขั้นที่ห้า…” ซือถูข้างกายหวังโหม่วดวงตาลึกล้ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เยี่ยมไปเลย! เจ้าไม่เสียดายมันจริงๆ…มีสิ่งนี้อยู่ ขั้นที่ห้าของเขาก็จะมั่นคง มิเช่นนั้นขั้นที่ห้าของเด็กคนนี้คงไม่อาจข้ามไปได้” ซือถูอุทาน เขาเข้าใจทุกอย่างจึงยิ่งมีอารมณ์ร่วมกับการได้เห็นดาวมฤตยูลุกโชนกับตาตัวเองครั้งนี้ว่าเป็นการใจกว้างเพียงใด
ของกำนัลนั้นไม่ใช่หินสะพาน แต่เป็น…พลังฝึกปรือหนึ่งขั้น!
นี่คือโอกาสที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝัน!
“ข้าติดหนี้เขาครั้งหนึ่ง ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ อีกอย่าง…” บิดาของหวังอีอีมองไปยังหวังเป่าเล่อที่อยู่ระหว่างสะพานที่เก้าและสิบ
“เดิมทีเขาก็อยู่ระหว่างขั้นที่สี่กับห้าอยู่แล้ว แม้ก่อนหน้านี้กฎเต๋าโลกแห่งศิลาของเขาจะไม่สมบูรณ์ ทำให้พลังต่อสู้ไม่อาจไปถึงระดับที่ควรจะเป็นได้ แต่…ระดับของเขาถึงแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดข้าจะต้องตระหนี่ด้วยล่ะ” หวังโหม่วตอบอย่างสงบนิ่ง
ซือถูพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แท้จริงแล้วตอนที่เขาเจอหวังเป่าเล่อเป็นครั้งแรกก็ตระหนักถึงสภาวะของหวังเป่าเล่อแล้ว พูดง่ายๆ คือหวังเป่าเล่อในตอนนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างขั้นที่สี่กับห้า
แต่เพราะกฎเต๋าไม่สมบูรณ์จึงไม่อาจใช้พลังต่อสู้ได้ตามควร และสะพานสู่สวรรค์…ความจริงแล้วก็คือการเติมเต็มให้เขาได้รับพลังต่อสู้ขั้นที่สี่อย่างแท้จริง
อีกอย่างกับหินสะพานในตอนนี้…ซือถูสามารถจินตนาการได้ว่าอีกไม่นานในมหาจักรวาลผืนนี้จะมีผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นที่ห้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน!
“ขั้นที่ห้า…ทุกสรรพสิ่งล้วนมีมาให้ข้าได้ใช้สอย” ขณะที่ซือถูบ่นพึมพำ หวังเป่าเล่อที่อยู่ระหว่างสะพานที่เก้าและสิบได้หลอมรวมเข้ากับหินสะพาน แสงบนร่างของเขาเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
ขณะที่รัศมีแผ่ขยาย พลังชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่อธิบายไม่ได้ดูเหมือนจะแผ่ซ่านไปเกือบทั้งมหาจักรวาลจนเกิดเสียงคำรามดังมาจากทุกทิศทาง มันมารวมตัวกันรอบตัวเขา พลังหยางศักดิ์สิทธิ์พลันปะทุขึ้น
ท้องนภาเหนือร่างหวังเป่าเล่อพลันปรากฏ…สะพานมายา!
สะพานนั้นดูไม่ต่างจากสะพานสู่สวรรค์แม้แต่น้อย มันลอยอยู่ตรงนั้นด้วยรัศมีท่วมท้น ส่งผลให้ทุกชีวิตบนดินแดนเซียนจิตใจปั่นป่วนขึ้นมาในพริบตา
หวังเป่าเล่อก็เงยหน้ามองเช่นกัน สัมผัสถึงความสมบูรณ์ของเต๋าแห่งหยางศักดิ์สิทธิ์พลางจ้องมองสะพานมายาที่เขาทำขึ้น นี่…ไม่ใช่สะพานสู่สวรรค์
แม้จะดูเหมือนกันทุกประการ แต่บทบาทของมันไม่ใช่เพื่อเสริมพลังสะพานสู่สวรรค์ กล่าวให้ชัดเจนคือสะพานนี้…ใช้รองรับเต๋าและเป็นทางเชื่อม
รองรับเต๋าแห่งหยางศักดิ์สิทธิ์ของเขา ปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับเต๋านี้ ส่วนปลายอีกด้าน…เชื่อมกับเต๋าแห่งชีวิตในมหาจักรวาล
เช่นเดียวกับเต๋าแห่งความตาย เต๋าแห่งชีวิตก็ไม่อาจถูกควบคุมอยู่ในมือคนคนเดียวได้ แต่อาศัยหินสะพานรองรับ ในพริบตาที่เชื่อมต่อกัน เต๋าแห่งหยางศักดิ์สิทธิ์ของหวังเป่าเล่อก็กลายเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดได้สำเร็จ
ด้วยความสมบูรณ์ของเต๋า ความรู้สึกทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนผุดขึ้นในใจหวังเป่าเล่อราวกับทุกสิ่งในสายตาเขาล้วนเปลี่ยนไป ไม่ใช่ของจริงขนาดนั้น แต่มีความลวงเช่นภาพมายาอยู่ด้วย
“จุดสิ้นสุดของเต๋า ทุกสิ่งว่างเปล่าหรือ” ขณะพึมพำ หวังเป่าเล่อก็ยกเท้าก้าวไปยังสะพานที่สิบ ทันทีที่วางเท้าลง เงาสะพานเหนือศีรษะก็ค่อยๆ ลดระดับลงมาทางเขา หลังจากเงาสะพานนี้กับร่างกายของเขาหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พลังปราณบนร่างหวังเป่าเล่อก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
ธาตุทั้งห้ารายล้อม อยู่ด้วยกันไม่ว่าเป็นหรือตาย!
หลังจากเท้าของเขาวางลง หวังเป่าเล่อ…ก็ก้าวข้ามระหว่างสะพานที่เก้าและสิบมาปรากฏตัวที่หัวสะพานที่สิบ!
ยังไม่หยุดแค่นั้น เมื่อย่างก้าวอีกครั้ง ร่างของเขาก็ข้ามไปครึ่งสะพานมาปรากฏตัวอยู่กลางสะพานที่สิบและดูเหมือนจะก้าวต่อได้อีก หากแต่ว่าก้าวนี้…กลับทำอย่างไรก็ไม่สามารถยกเท้าขึ้นได้
“ถึงขีดจำกัดแล้ว…” หวังเป่าเล่อพึมพำ ก่อนที่ฟ้าดินจะส่งเสียงคำราม ท้องฟ้าพลันเกิดระลอกคลื่น มหาจักรวาลดูเหมือนกำลังสั่นไหว ทุกชีวิตในขณะนี้ต่างต้องก้มหน้าลง ทั่วทั้งมหาจักรวาลในตอนนี้ผู้ที่สามารถเงยหน้ามองเขาได้มีเพียงคนที่อยู่ระดับเดียวกันและเหนือกว่าเท่านั้น ผู้อื่น…ไม่มีสิทธิ์
“ข้าในตอนนี้ยังไม่อาจข้ามสะพานที่สิบเอ็ดได้” หวังเป่าเล่อเงียบเสียง เขาสัมผัสได้ถึงสภาวะของตนในตอนนี้ว่าต่างจากก่อนหน้ามาก ก่อนจะข้ามสะพานที่สิบ เต๋าที่เขาควบคุมได้คือธาตุทั้งห้า ความตายและชีวิต
แต่ตอนนี้…ทุกสรรพสิ่ง ทุกเต๋าในจักรวาลล้วนเอามาใช้ได้ทั้งหมด!
แม้จะเอามาใช้ได้ไม่สมบูรณ์ แต่…ผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นที่สี่ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าเขาล้วนถูกสยบได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส นี่คือการสยบซึ่งปราบทั้งระดับและเต๋า
ขณะสัมผัสตัวตน หวังเป่าเล่อก็สังเกตเห็นดวงจิตเทพในมหาจักรวาลที่มารวมตัวกันที่นี่ได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก เขาจึงเงยหน้ามองจักรวาลของมหาจักรวาล
เขา…เห็นว่าในที่ไกลออกไปมีดินแดนหนึ่งอยู่ มันดูคล้ายกับดินแดนเซียน บนนั้นดูเหมือนจะมีร่างหนึ่งกำลังพยักหน้าน้อยๆ ให้
ร่างนั้นแผ่เคราะห์กรรมที่ไม่อาจพรรณนาได้ออกมา แต่ไม่ใช่เคราะห์กรรมของเขา ดูเหมือนว่าการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของเต๋าแห่งโชคชะตาของมหาจักรวาล
นอกจากนี้ในอีกทางหนึ่ง หวังเป่าเล่อก็มองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซึ่งบนนั้นมีเหตุผลต้นกรรมอันเข้มข้นอยู่ เด็กหนุ่มสวมชุดคลุมผ้าไหมกำลังนั่งขัดสมาธิอมยิ้มให้เขาอยู่บนนั้น
หวังเป่าเล่อเข้าใจกระจ่างในทันทีว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งรองรับเต๋าธาตุทองของตน
ขณะเดียวกันเขาก็ยังเห็นอีกร่างหนึ่ง คนผู้นี้นัยน์ตาซับซ้อน คล้ายจะถอนใจ คล้ายจะอุทาน และกำลังมองมาทางเขาเช่นกัน
ร่างเหล่านี้มีไม่เยอะนัก มีเพียงแปดร่างเท่านั้น
และหลังจากทอดมองไปทีละคนแล้ว สุดท้ายสายตาหวังเป่าเล่อก็หยุดอยู่ที่ใจกลางมหาจักรวาล ที่ตรงนั้น…หมอกสีแดงเข้มข้นขจรขจายปกคลุมทุกสิ่ง ปิดกั้นเหตุผลต้นกรรม แต่กลับไม่อาจปกปิดความคุ้นเคยและสัมผัสเชื่อมต่อที่แผ่ออกมาจากในนั้นได้
“ร่างต้นแบบของข้า…อยู่ตรงนั้น”
“จักรพิภพเต๋าไพศาล…ของมหาเทพ หรือเรียกว่ามิติเต๋าต้นกำเนิด” หวังเป่าเล่อเพ่งมอง ที่ตรงนั้น…คือที่ที่เขากำลังจะไปต่อจากนี้
จากความคุ้นเคยและสัมผัสเชื่อมต่อ เขามีความรู้สึกว่าหากตนก้าวอีกเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถเข้าไปในจักรวาลที่ถูกหมอกสีแดงปกคลุมอยู่ได้แล้ว
สะพานที่เก้านั้นทั้งศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามสำหรับทุกชีวิตบนดินแดนเซียน เพราะนับแต่โบราณมาคนที่ไปถึงจุดนี้ได้มีเพียงสี่คนเท่านั้น!
สี่คนนี้หนึ่งคือเจ้าแห่งดินแดนเซียน ส่วนอีกสามคนที่เหลือคือมหาจักรพรรดิสวรรค์ทั้งงสามที่แข็งแกร่งที่สุด
ทว่า ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกคนแล้ว!
ในเวลาเดียวกันดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดบนดินแดนเซียนก็เปล่งแสงเจิดจ้าอีกครั้ง แสงสว่างวาบราวกับจะปกคลุมโลกทั้งใบด้วยแสงของมัน
ในแสงรัศมีหมื่นจั้งนี้ หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงปลายสะพานที่เก้าก็ดวงตาเปล่งประกายไม่แพ้กัน เขาสัมผัสได้ถึงพลังต่อต้านที่อยู่ข้างหน้า สัมผัสได้ว่าร่างกายราวกับถูกแช่แข็งจนไม่อาจก้าวเท้าต่อไปได้
ราวกับ…เส้นทางสู่สวรรค์ของเขาได้สิ้นสุดลงตรงนี้
“จะหยุดตรงนี้ไม่ได้!” หวังเป่าเล่อเค้นเสียงต่ำ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ตอนนี้แสงในตาเขาเปลี่ยนไปทันที ประกายระยิบระยับในรูม่านตาราวกับหมึกหยดลงกลางน้ำ ก่อระลอกคลื่นไปทั่วทุกสารทิศ
ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็กลายเป็นสีดำ ไอมรณะสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างกายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขณะเดียวกันไอปราณประหลาดนี้ก็ทำให้หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงนั้นดูไม่เหมือนคนที่ยังมีชีวิต แต่เหมือนกับศพ!
ไอมรณะพลิกตลบอีกครั้ง หมอกสีดำแผ่ออกมาจากรูขุมขนบนร่างหวังเป่าเล่อ มันแผ่ขยายแทรกซึมไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว มาพร้อมความเน่าเปื่อยและความตาย นี่คือ…เต๋าแห่งหยินมืดของหวังเป่าเล่อ!
ขณะนี้ทุกสายตาที่กำลังมองหวังเป่าเล่อล้วนรู้สึกถึงระลอกคลื่นต่างระดับกันไป เพราะขณะที่หมอกสีดำแทรกซึมไปทั่ว มันก็ได้มารวมตัวกันเป็นรูปปั้นขนาดมหึมากลางท้องฟ้าเหนือสะพานที่เก้า!
รูปปั้นนี้…เหมือนหวังเป่าเล่อทุกประการ เพียงแต่สวมชุดคลุมสีดำทั่วทั้งร่าง สีหน้าเย็นชาราวกับไม่มีอารมณ์ใดอยู่ภายใน มือข้างหนึ่งถือหนังสือคล้ายข้างในหนังสือนั้นกำหนดความตายได้ มองจากที่ไกลๆ เต็มไปด้วยความคลุมเครือ
“ร่างเต๋าแห่งความตาย!”
“ตามตำนานกล่าวว่าหลังจากเต๋าแห่งความตายกลายเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดก็ได้กลายร่างเป็น…เจ้าแห่งความมืด!”
“นี่…หรือว่านี่คือร่างของเจ้าแห่งความมืด”
พริบตาที่ผู้ฝึกตนดินแดนเซียนจิตใจสั่นไหวอย่างรุนแรงนั้นเอง…รูปปั้นที่ก่อตัวจากหมอกสีดำก็ก้าว…ไปข้างหน้า!
ย่างก้าวนี้สะเทือนฟ้าดินอย่างยิ่ง ส่งผลให้จักรวาลร้องคำราม มหาจักรวาลผันผวนรุนแรง
ย่างก้าวนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ ส่งผลให้เจ้าของสายตาทุกคู่ใจสะท้านวาบ
ย่างก้าวนี้เหมือนกับการก้าวจากสามัญไปยังเทพเซียน นั่นคือ…มหาวัฏจักรของขั้นที่สี่ นั่นคือ…สัญญาณของการก้าวสู่ขั้นที่ห้า!
ขณะนี้เสียงคำรามดังก้องไปทั่วท้องนภา ท้องฟ้าพลันซีดจาง เมฆหมอกพลิกม้วนกลับ ตามมาด้วยเสียงแกร๊กที่ไม่อาจปกปิดได้ดังมาจากท้องฟ้าคล้ายมีสิ่งกีดขวางบางอย่างถูกทำลาย ร่างของรูปปั้นนั้นก้าวข้ามจากปลายสะพานที่เก้าไปปรากฏตัวที่ความว่างเปล่าระหว่างสะพานที่เก้าและสิบ
พริบตาที่มันเหยียบลงมา ร่างนั้นก็ดูเหมือนจะหมดพลังจนไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้อีก แล้วกลับกลายเป็นหมอกสีดำอีกครั้งราวกับถูกลมพัดปลิว เผยให้เห็น…ร่างของหวังเป่าเล่อข้างในรูปปั้นยักษ์!
“มหาวัฏจักรของขั้นที่สี่หรือ” หวังเป่าเล่อยืนอยู่ระหว่างสะพานที่เก้าและสิบด้วยสีหน้าสงบ หลังจากรู้สึกถึงสภาพของตนในยามนี้ เขาก็มีความรู้สึกที่แน่ชัดบางอย่าง เขาในตอนนี้ใช้เพียงนิ้วเดียวก็กำจัดตัวเขาในอดีตได้แล้ว
ทั้งสองมีช่องว่างต่างกันมากเกินไป
ตัวเขาในอดีต แม้จะเป็นเต๋าแปดปรมัตถ์ แต่ก็เป็นแค่ขั้นที่สี่ มีเต๋าธาตุไม้เพียงอย่างเดียวและเป็นสารัตถะของร่างต้นแบบจึงเป็นสารัตถะตามธรรมชาติ แต่เต๋าธาตุอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิด แท้จริงแล้วไม่ใช่ เป็นเพียงพลังของร่างกายเท่านั้น
แต่ตัวเขาในตอนนี้ ทุกๆ การเคลื่อนไหว ทอง ดิน น้ำ ไฟล้วนเป็นต้นกำเนิด แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในต้นกำเนิดของธาตุทั้งห้า แต่ก็มีธาตุอื่นที่แบ่งปันกับตน ทว่า…นี่ก็เป็นจุดสูงสุดของธาตุทั้งห้าที่ผู้ฝึกตนสามารถบรรลุได้แล้ว
ในสภาวะปกติไม่มีผู้ใดสามารถแยกธาตุทั้งห้าออกมาใช้เดี่ยวๆ ได้
แต่เต๋าธาตุไม้ของหวังเป่าเล่อทำได้!
กอปรกับเต๋าแห่งหยินมืดของเขาเชื่อมโยงกับเต๋าแห่งความตายของมหาจักรวาลและกลายร่างเป็นเจ้าแห่งความมืด ดังนั้นเขาในตอนนี้แม้จะยังอยู่ขั้นที่สี่ แต่…กลับสามารถสยบขั้นที่สี่ด้วยกันได้แทบทั้งหมด!
คนอื่นนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นต้นกำเนิดเต๋าเพียงเต๋าธาตุเดียว แต่หวังเป่าเล่อเป็นต้นกำเนิดเต๋าห้าธาตุ อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของเต๋าธาตุไม้ เช่นนี้แล้วหากขั้นที่สี่มาอยู่ตรงหน้าเขาก็มีเพียงการถูกสยบเป็นผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่าหวังเป่าเล่อในขณะนี้คือขั้นที่สี่ที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่แค่หนึ่งในนั้น
แต่…นี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของหวังเป่าเล่อ เขาที่ยืนอยู่ระหว่างสะพานที่เก้าและสิบ เวลานี้ได้เงยหน้ามองสะพานที่สิบ ด้วยระดับในปัจจุบันของเขาจะสามารถมองเห็นว่าบนสะพานที่สิบมีเงาร่างอยู่สามร่าง
ทั้งสามร่างนี้ล้วนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับหวังเป่าเล่อ สองท่านที่ยืนอยู่บนหัวสะพานที่สิบก็คือมหาจักรพรรดิสวรรค์ทั้งสองของดินแดนเซียน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้หวังเป่าเล่อเกิดความรู้สึกอันตรายมาแล้ว
ส่วนคนที่ยืนอยู่กลางสะพานที่สิบก็คือ…ซือถูที่เคยเล่นหมากรุกกับเขา
ส่วนที่ปลายสะพานนั้นไม่มีใคร และบนสะพานที่สิบเอ็ดซึ่งเป็นสะพานสุดท้ายก็ไม่มีใครเช่นกัน
ซึ่งนั่นมีสองความหมาย อาจเพราะไม่มีใครเคยไปถึง หรืออาจเพราะ…ไปถึงอย่างสมบูรณ์แล้วจึงไม่ทิ้งเงาร่างไว้
แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่สายตาหวังเป่าเล่อเห็นอยู่ตอนนี้ก็คือ จากกลางสะพานที่สิบไปไม่มีใครเลย
“ข้า จะเดินบนสะพานที่สิบได้ไหมนะ” หวังเป่าเล่อหรี่ตา เขารู้ดีว่าสะพานที่เก้าเป็นตัวแทนของขั้นที่สี่ สะพานที่สิบเป็นตัวแทนของ…พลังฝึกปรือขั้นที่ห้า!
ขอเพียงก้าวขึ้นไปได้ก็แสดงว่าตนนับเป็นขั้นที่ห้าแล้ว หากเดินไปถึงตรงกลางก็แสดงว่าขั้นที่ห้าฝึกปรือไปครึ่งหนึ่งแล้ว และหากเดินไปถึงปลายสะพานได้ก็แสดงว่าระดับขั้นที่ห้านี้สมบูรณ์แล้ว
แต่หวังเป่าเล่อไม่มั่นใจ เต๋าของเขา…ถูกใช้ไปหมดแล้ว
แม้จะยังเหลือเต๋าหยางศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่มีอะไรมารองรับเต๋า ไร้พันธนาการเช่นกัน
“น่าเสียดาย…” หวังเป่าเล่อถอนใจเบาๆ แต่แล้วในตอนนั้นเอง
บิดาของหวังอีอีที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ข้างสะพานแห่งแรกก็เอ่ยขึ้น
“เป่าเล่อ เดินต่อไป!”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาหวังเป่าเล่อพลันวูบไหว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของเขาก็ก้าวไปข้างหน้า ระหว่างนั้นพลังปราณบนร่างก็เปลี่ยนไปทันที หยินมืดสลาย ความมีชีวิตชีวาอันเข้มข้นสายหนึ่งพลันปะทุออกจากร่าง
นี่คือ…เต๋าตรงข้ามของเต๋าแห่งหยินมืด…เต๋าแห่งหยางศักดิ์สิทธิ์!
เต๋านี้เป็นเต๋าที่เข้มงวดและศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ทันทีที่ใช้มันความสูงส่งจึงพุ่งทะยาน แสงสว่างของมันสยบทุกแสงในใต้หล้า ความมีชีวิตชีวาสยบทุกความตาย!
แต่น่าเสียดาย…ที่มันเป็นเพียงมายา ไม่มีร่างจริง เหมือนกับแหนไร้รากลอยบนผิวน้ำ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งแต่ความจริงแล้วเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น!
เพราะในเต๋าแปดปรมัตถ์ของหวังเป่าเล่อ นอกจากไร้พันธนาการแล้ว เต๋าหยางศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีสิ่งรองรับเต๋า ตอนที่เขาอยู่ในโลกแห่งศิลา หวังเป่าเล่อตามหามันไม่เจอจึงทำให้เต๋านี้ไม่อาจสมบูรณ์ได้
ทว่า ตอนนี้…ในพริบตาที่เต๋าหยางศักดิ์สิทธิ์ของหวังเป่าเล่อแผ่ออกมา บิดาของหวังอีอีที่อยู่ล่างสะพานแห่งแรกก็ค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น ก่อนที่หินรูปร่างประหลาดจะปรากฏอยู่ในมือของเขา
หินก้อนนี้มีขนาดเท่ากำปั้น มันแผ่พลังอันสูงส่งออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่ใหญ่ แต่ให้ความรู้สึกไร้ที่สิ้นสุด หากพินิจให้ละเอียดจะเห็นว่ามันมีรอยจำนวนมาก และวัสดุของมัน…ดูเหมือนจะเป็นอย่างเดียวกันกับสะพานสู่สวรรค์!!
“นี่คือหินสะพานที่เหลืออยู่ตอนที่ข้าแซ่หวังสร้างสะพานที่สิบเอ็ด มอบให้เจ้า…เป็นสิ่งรองรับเต๋า!” ขณะที่กล่าวหวังโหม่วก็สะบัดมือ หินสะพานก้อนนั้นพลันระเบิดแสงแรงกล้าและพุ่งไปยังหวังเป่าเล่อ!
พุ่งเข้าใกล้และหลอมรวมในพริบตา!
หวังเป่าเล่อตัวสั่นอย่างรุนแรง เต๋าหยางศักดิ์สิทธิ์พลันระเบิด!
ตอนนี้เมื่อมองไปรอบๆ จักรวาลนอกดินแดนเซียนแล้ว มันถูกปกคลุมด้วยตาข่ายยักษ์ใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ตาข่ายยักษ์นี้ใหญ่โตมากจนดูเหมือนจะครอบคลุมได้ทั้งมหาจักรวาล มันปรากฏขึ้นในทุกภูมิภาคในมหาจักรวาล
ตาข่ายยักษ์นี้ก็คือกฎ
เส้นด้ายแต่ละเส้นมีทั้งหนาและบาง แต่ทุกเส้นล้วนเป็นกฎ
และในดินแดนเซียน ไม้สีดำกลางตาข่ายก็ยิ่งชัดเจน แม้แต่ลายไม้ก็ยังมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากไม้สีดำนั้นได้ส่งผลให้คนที่สัมผัสถึงมันต่างร้องคำรามอยู่ในใจ
แม้แต่ด้ายกฎบนตาข่ายรอบๆ ไม้สีดำก็ยังเทียบไม่ได้ ทำให้ไม้สีดำเขย่าขวัญไปทุกสารทิศ
และตอนนี้ไม้สีดำก็กำลังจมลงช้าๆ ท่ามกลางเสียงคำรามดุร้ายราวกับกำลังจะแตะต้องดินแดนเซียน
ทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้ย่อมตื่นตกใจ ร่างกายสั่นเทิ้มรุนแรง ผู้เยี่ยมยุทธ์ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าในดินแดนเซียนตอนนี้ก็เช่นกัน
ในความรู้สึกของพวกเขา ไม้สีดำที่ปรากฏรอบดินแดนเซียนนั้นสมจริงมาก พลังแห่งการจุติของมันก็ยิ่งสมจริง กระทั่งรู้สึกว่าหากไม้สีดำนี้จมลงมา ดินแดนเซียนคงจะมืดมิดในชั่วพริบตา
“นี่…นี่มัน…”
“ต้องหยุดไม้นั่น!”
เสียงอุทานดังมาจากดินแดนเซียนอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ซือถูที่เคยเล่นหมากรุกกับหวังเป่าเล่อก็ยังปรากฏตัวข้างหวังโหม่วบิดาของหวังอีอีด้วยท่าทางเคร่งขรึมยิ่ง
ในเวลาเดียวกันภายในดวงอาทิตย์สิบเอ็ดดวงนั้น ดวงอาทิตย์สองดวงที่สว่างพร่างพรายกว่าของหวังเป่าเล่อก็ออกมาจากถ้ำที่พักและจ้องมองมาทางท้องฟ้าอย่างเคร่งขรึม ปล่อยพลังกดทับรุนแรง
ในการรับรู้ของพวกเขา ไม้นี้แฝงภัยคุกคามรุนแรง หลังจากจมลงมาจะต้องสร้างผลกระทบให้ดินแดนเซียนเป็นแน่ และทั้งดินแดนเซียนในตอนนี้มีเพียงสองคนที่จิตใจแจ่มกระจ่าง สีหน้าปกติ หนึ่งในนั้นคือบิดดาของหวังอีอี
เขาจ้องมองไม้สีดำนอกท้องฟ้าอย่างสงบ หลังจากพึมพำประโยคแรกแล้วก็เอ่ยประโยคที่สองออกมา
“แต่น่าเสียดาย…ที่ไม่สมบูรณ์”
“ไม่สมบูรณ์?” ซือถูที่ยืนถัดจากบิดาของหวังอีอีชะงักไปครู่หนึ่ง หากใช้พลังฝึกปรือของเขาในตอนนี้มองไป ไม้สีดำที่ปรากฏอยู่ตอนนี้เป็นของจริง ขณะเดียวกันก็ดูเป็นหนึ่งเดียวกันและไม่มีวี่แววของความไม่สมบูรณ์เลย
“ใช่ นี่เป็นเพียงการฉายภาพมายาที่ดูเหมือนจริงเท่านั้น” บิดาของหวังอีอีกล่าวตอบเสียงเบา
“ฉายภาพ…” ซือถูยิ่งใจสั่นสะท้านมากขึ้น และในขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ระหว่างสะพานที่เจ็ดและแปดก็ถอนหายใจเบาๆ
ไม้สีดำนี้เกิดจากสารัตถะแห่งไม้ของเขา ดังนั้นเขาจึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าไม้สีดำที่ปรากฏอยู่นอกดินแดนเซียนในขณะนี้ไม่ได้มีอยู่จริง
ดังนั้นใจเขาจึงเข้าใจกระจ่าง สีหน้าเรียบเฉย
แต่เพราะความเชื่อมโยงกับไม้สีดำอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้จึงสัมผัสได้อย่างชัดเจน หากแต่บิดาของหวังอีอีนั้นต่างจากเขาอย่างเห็นได้ชัด จากจุดนี้ยังทำให้เห็นถึงความน่ากลัวของเขาด้วย
“หากนี่เป็นเพียงภาพฉาย เช่นนั้นไม้ของจริง…อยู่ไหน” ซือถูที่ยืนอยู่ล่างสะพานที่หนึ่งเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ครุ่นคิด ก่อนจะหันขวับไปทางท้องฟ้า สายตาราวกับมองทะลุจักรวาลไปยังที่ที่หนึ่ง
“ตรงนั้นไง” ท่านพ่อหวังเอ่ยเสียงเบา พร้อมกับหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ระหว่างสะพานที่เจ็ดและแปดก็หันมองไปยังจุดหนึ่งในมหาจักรวาลโดยอาศัยสัมผัสเชื่อมต่อภายในใจ
และแทบจะในทันทีที่เขาหันไปมอง…
จุดหนึ่งในจักรวาลที่สายตาเขาทอดมองก็ราวกับมีหมอกสีแดงกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต หมอกนั้นยังคงม้วนตัวราวกับว่ามันไม่ได้หยุดมาเป็นเวลานานแล้ว
และข้างในหมอกนั้นปรากฏเงาร่าง 108 ร่าง แต่ละร่างล้วนยิ่งใหญ่สะท้านจิตใจ ภายในร่างแต่ละร่างล้วนมีจักรวาลที่ต่างกัน
ร่างทั้ง 108 ร่างนี้ยืนล้อมกันและกันราวกับจัดเรียงเป็นรูปแบบ หากมองจากมุมสูงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารูปแบบนี้…เป็นรูปมนุษย์
และใจกลางร่างมนุษย์ก็คือตำแหน่งของจุดตันเถียน ที่ตรงนั้น…เป็นแก่นของหมอกสีแดง สายตาและดวงจิตเทพไม่อาจมองทะลุได้ราวกับไม่อาจแยกออกจากทุกสิ่ง
และในพื้นที่อันเป็นเอกเทศแห่งนี้กลับมี…ร่างที่ 109 อยู่อย่างน่าประหลาด!
คนผู้นี้นั่งทำสมาธิ รูปร่างหน้าตาไม่ชัด ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยหมอกแดง มีเพียงบริเวณหน้าผากที่เห็นได้ชัดเจนกว่าส่วนอื่น จะเห็นได้ว่าตรงนั้น…มีตะปูไม้สีดำตอกอยู่ตรงกลาง!
พลังที่แผ่ออกมาจากตะปูไม้สีดำนี้ทำให้บริเวณรอบๆ บิดเบี้ยวจนหมอกสีแดงไม่อาจแทรกซึมเข้าไปตรงนั้นได้ ทำได้เพียงสัมผัสอยู่ภายนอก แต่หมอกสีแดงก็ดูจะไม่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้น มันม้วนตลบและพยายามครอบคลุม
บางที…อาจเป็นเพราะหมอกพลุ่งพล่านตรงใจกลางจึงส่งผลให้หมอกสีแดงพลิกตลบไม่หยุดมานานหลายปี
“สถานที่ที่ร่างต้นแบบอยู่อย่างแท้จริง!” หวังเป่าเล่อดวงตาหดแคบ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งและเงยหน้าขึ้น ดวงตาเผยแววมุ่งมั่น ก่อนจะยกเท้าก้าวลงไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ยามที่เท้ายกขึ้น ภาพฉายไม้สีดำกลางจักรวาลนอกท้องฟ้าก็ลดระดับลงรวดเร็วจนน่าตกใจ ขณะที่ผู้คนในดินแดนเซียนตื่นตกใจอยู่นั้น พริบตาที่เท้าของหวังเป่าเล่อวางลง ไม้สีดำก็ร่วงลงมาอย่างสมบูรณ์ มันร่วงกระทบดินแดนเซียน กระทบสะพานสู่สวรรค์และกระทบศีรษะหวังเป่าเล่อ!
แผ่นดินไม่ได้สะเทือน ท้องฟ้าไม่ได้ถล่มอย่างที่ทุกคนจินตนาการไว้ ท่ามกลางความตื่นตกใจของทุกชีวิต ไม้สีดำสัมผัสกับหวังเป่าเล่อและ…หลอมรวมเข้าไปในร่างของเขาอย่างเงียบเชียบ!
เห็นได้ชัดว่าร่างของหวังเป่าเล่อเป็นดั่งเศษธุลีเมื่อเทียบกับไม้สีดำ เห็นได้ชัดว่าไม้สีดำยิ่งใหญ่กว่าดินแดนเซียน ทว่าในตอนนี้ราวกับประสาทสัมผัสและดวงตาได้รับผลกระทบ ไม้สีดำขนาดมหึมาหลอมรวมเข้าไปในร่างหวังเป่าเล่อชั่วพริบตา
อึดใจต่อมาเท้าของหวังเป่าเล่อก็วางลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ย่างก้าวนี้ก้าวข้ามความว่างเปล่าระหว่างสะพานที่เจ็ดและแปด ก้าวข้ามหัวสะพานที่แปด ก้าวข้ามปลายสะพานที่แปด และก้าวข้ามความว่างเปล่าระหว่างสะพานที่แปดและเก้า…ข้ามพ้น…ทุกสะพาน
และมาอยู่บนสะพานที่เก้า!!
หากแต่ไม่ใช่ที่หัวสะพาน กลับเป็น…ปลายสะพาน!!
เมื่อร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏขึ้นตรงปลายสะพานที่เก้า ทั้งโลกพลันตกตะลึง ก่อนที่ความโกลาหลมากมายจะทะยานสูง
“สะ…สะพานที่เก้า!!”
“ก้าวเดียว…ข้ามพ้นทุกสะพาน!”
“ไม่ใช่ข้ามพ้นทุกสะพาน แต่จากสะพานที่เจ็ดถึงสะพานที่เก้าต่างหาก!!”
ท่ามกลางความโกลาหล หวังเป่าเล่อบนปลายสะพานกลับมีความเศร้าโศกผุดขึ้นในใจ เขารู้ดีว่าเป็นเพราะการปรากฏตัวของไม้สีดำเป็นเพียงภาพฉาย ไม่ใช่ของจริง จึงไม่อาจทำให้เขาไปถึงสุดสะพานที่สิบเอ็ดได้ในพริบตาเดียวและหยุดลงอยู่ตรงนี้
ขณะนี้แม้เขาจะยืนอยู่บนปลายสะพานที่เก้าแล้ว แต่หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีอุปสรรคใหญ่หลวง ส่งผลให้เท้าของเขา…ยากที่จะยกขึ้นไปต่อ
“ท่านพ่อ เขา…จะหยุดแล้วหรือ” หวังอีอีที่ยืนอยู่ข้างสะพานแห่งแรกเอ่ยเสียงเบา
“ของขวัญของข้ายังไม่ทันได้มอบให้ ย่อมไม่มีทางหยุด” ผู้เป็นบิดาสีหน้าสงบนิ่งตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้
เต๋าธาตุทองและน้ำข้ามผ่านสะพานที่หก
ไม่ใช่ว่าเต๋าไม่แข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะการรู้แจ้งของหวังเป่าเล่อยังไม่ถึงระดับต้นกำเนิด แท้จริงแล้ว…เต๋าแห่งธาตุทั้งห้านั้นโดยพื้นฐานไม่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับต้นกำเนิดได้ เพราะนั่นไม่สอดคล้องกับกฎของมหาจักรวาล
ธาตุทั้งห้าคือเต๋าสำคัญของตรรกะพื้นฐานของมหาจักรวาล ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนจะควบคุมได้ อย่างมากที่สุด…ก็ถึงระดับที่หวังเป่าเล่อกำลังทำในตอนนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นต้นกำเนิด แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ไม่ใช่หนึ่งเดียว
ความต่างของทั้งสองอย่างนี้ก็คือต้นกำเนิดปลอมกับต้นกำเนิดที่แท้จริง
เรื่องพวกนี้หวังเป่าเล่อที่เดินข้ามสะพานมาถึงตรงนี้รู้ดี เขาจึงไม่ได้แปลกใจ ขณะนี้แม้จะยืนอยู่ระหว่างสะพานที่หกและเจ็ด แต่เขาก็ยังสะบัดมือขวาลง ทันใดนั้นเต๋าธาตุดินก็จุติขึ้น
รอบตัวพลันมีศิลาขนาดมหึมาควบแน่นจากสภาวะลวงตาแปรเปลี่ยนเป็นของแข็งอย่างรวดเร็ว กฎแห่งเต๋าธาตุดินแผ่ขยายออกไปทั่วทุกสารทิศกู่ก้องไปทั้งจักรวาล
ในไม่ช้าศิลานี้ก็หลอมละลายเข้ากับหวังเป่าเล่อเหมือนกับทองและน้ำ ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเส้นด้ายนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วจักรวาลราวกับเชื่อมโยงกับสารัตถะแห่งดินในมหาจักรวาล
เปรียบเหมือนด้านหนึ่งเป็นทะเลสาบ ด้านหนึ่งเป็นมหาสมุทร ทั้งขนาดและความลึกต่างกัน เมื่อเกิดช่องทางระหว่างกัน น้ำในมหาสมุทรก็พุ่งไปที่ทะเลสาบอย่างรวดเร็ว ในที่สุดไม่เพียงแต่ทะเลสาบจะใหญ่ขึ้น แต่หลังจากใหญ่ขึ้นแล้ว…มันก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกันไม่แยกจากกันอีก
นี่ก็คือการพิสูจน์เต๋า
เต๋าธาตุทองเป็นเช่นนี้ เต๋าธาตุน้ำเป็นเช่นนี้และเต๋าธาตุดินในตอนนี้ก็เป็นเช่นกัน!
ดังนั้นในกระบวนการนี้เต๋าธาตุดินของหวังเป่าเล่อจึงยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูดซับและเติบโต ในที่สุดฝีเท้าของเขาก็ไม่หยุดนิ่งอีกต่อไปราวกับมีพลังใหม่และก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
สิบจั้ง ร้อยจั้ง พันจั้ง…
กฎเต๋าธาตุดินของมหาจักรวาลพรั่งพรูคอยสนับสนุนและผสานเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างของหวังเป่าเล่อขยายใหญ่ขึ้น หนาขึ้นและน่ากลัวขึ้น!
ดังนั้นขณะก้าวไปข้างหน้า พลังปราณบนร่างของเขาจึงปะทุขึ้นไม่หยุด ดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดที่ปรากฏขึ้นในดินแดนเซียนก็ยิ่งเปล่งแสงเจิดจ้า จนกระทั่งหวังเป่าเล่อก้าวไปถึงสะพานที่เจ็ด และก้าวขึ้นไป พริบตานั้นดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดก็ส่องสว่างถึงขีดสุด
ทุกคนที่กำลังมองหวังเป่าเล่ออยู่พลันร้องคำรามอยู่ในใจ
“สะพานที่เจ็ด!”
“เขา…ไปถึงสะพานที่เจ็ดแล้ว!”
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกชีวิต หวังเป่าเล่อที่กำลังเดินบนสะพานที่เจ็ดดวงตาเจิดจ้า เขาสัมผัสได้ว่าเต๋าธาตุทอง เต๋าธาตุน้ำและเต๋าธาตุดินของตนได้หลอมละลายเข้ากับร่างกายอย่างสมบูรณ์พร้อมกับการพิสูจน์เต๋าของสะพานสู่สวรรค์
นี่คือการหลอมรวมและเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งด้วย
จากเต๋าแห่งธาตุทั้งห้าของโลกศิลาแปรสภาพเป็น…ธาตุทั้งห้าของมหาจักรวาล!
มันทำให้เขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเต๋าทั้งสามของตนไม่ได้แยกจากกันอีก และเต๋าแห่งธาตุทั้งห้าในร่างก็หลอมรวมเข้าไปในธาตุทั้งห้าของมหาจักรวาลแล้วกลายเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของมัน
แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในนั้น แต่ก็นับว่าเป็นขีดสูงสุดที่ผู้ฝึกตนจะบรรลุได้แล้ว ระดับการการฝึกตนของเขาไม่เหมือนเมื่อก่อน พลังต่อสู้ของเขาก็ต่างออกไป เพราะเขาในตอนนี้ไม่ใช่แค่แสดงเต๋าธาตุทอง เต๋าธาตุน้ำ เต๋าธาตุดินได้ด้วยพลังของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมี…พลังแห่งสามธาตุของมหาจักรวาลด้วย
ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา!
“เจ้าสะพานสู่สวรรค์ตัวดี!” แสงในดวงตาหวังเป่าเล่อเจิดจ้ารุนแรงขึ้น ไม่มีผู้ใดไม่ชอบความรู้สึกที่ร่างกายแข็งแกร่ง หวังเป่าเล่อก็เช่นกัน เขาอยากแข็งแกร่งเพราะแบบนั้นเขาจึงจะไร้พันธนาการ
ดังนั้นหลังจากไปถึงกลางสะพานที่เจ็ดแล้ว หวังเป่าเล่อก็สะบัดมือขวาลงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าพลังที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอ
“เต๋าธาตุไฟ!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้น ไฟลุกโชนพลันระเบิดขึ้นรอบตัวเขา เปลวเพลิงนี้ยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด แต่สิ่งที่แผ่ออกมาไม่ใช่ความร้อน กลับเป็น…กระแสเซียนและวิชาสืบทอด
เพราะนี่คือเพลิงเซียน และเป็นไฟแห่งคบเพลิง!
แม้มันจะเป็นเพียงหนึ่งในเต๋าธาตุไฟ แต่ก็เป็นไฟเหมือนกัน หลังจากปรากฏตัวขึ้นมันก็กระตุ้นปราณกังวานของไฟแห่งธาตุทั้งห้าในมหาจักรวาลทันที พวกมันเชื่อมโยงกันในพริบตาและภาพของสามธาตุก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้น
มองจากที่ไกลๆ ทะเลเพลิงแทรกซึมไปทั้งสะพาน รวมถึงจักรวาลที่อยู่ไกลออกไปด้วย แต่…แม้ทะเลเพลิงจะสว่างโชติช่วงก็ยังไม่อาจซ่อนร่างหวังเป่าเล่อได้ ราวกับทะเลเพลิงนี้เป็นเพียงการจัดฉาก ทำให้ร่างของหวังเป่าเล่อยิ่งน่าเกรงขาม และเมื่อทะเลเพลิงกับร่างของเขาหลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว เท้าของเขาก็ยกขึ้นย่างก้าวไปยังปลายสะพานอีกครั้ง
ความเร็วไม่มาก แต่ฝีเท้ากลับมั่นคงอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการปะทุของระดับการฝึกตน ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน เขาก็มาถึง…ปลายสะพานที่เจ็ดในเวลาไม่นาน
ห่างจากทางลงเพียงหนึ่งก้าว!
สะพานสู่สวรรค์มีจุดพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่ว่าสะพานใด ในด้านความแข็งแกร่งการก้าวข้ามกับการเดินผ่านนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นสายตาที่มองหวังเป่าเล่อจึงยิ่งเคร่งขรึมขึ้นทันที
แต่ความเคร่งขรึมเหล่านี้…ไร้ความหมาย
เพราะ…หวังเป่าเล่อที่เดินมาถึงปลายสะพานที่เจ็ดไม่ได้รั้งรอแม้แต่น้อย เขาก้าวตรงไป…ด้วยท่าทีสบายๆ เดินผ่านสะพานที่เจ็ดไปยังความว่างเปล่าระหว่างสะพานที่เจ็ดและแปด
เสียงเซ็งแซ่พลันโพล่งออกมาด้วยความตกใจไปทั่วทั้งดินแดนเซียนทันที
“ไปสะพานที่แปดแล้ว!”
“เขา…เขาจะไปได้กี่สะพานกันนะ”
หวังโหม่วที่จ้องมองร่างหวังเป่าเล่อยิ่งมีสายตาคาดหวังยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกันมหาจักรพรรดิสวรรค์ทั้งหมดบนดินแดนเซียนต่างก็เกิดการคาดเดาทำนองเดียวกัน
แม้แต่ตัวหวังเป่าเล่อเองก็เช่นกัน ขณะนี้เขายืนอยู่ในความว่างเปล่าระหว่างสะพานที่เจ็ดและแปด เงยหน้ามองสะพานที่แปดที่อยู่ไกลๆ แล้วพึมพำเบาๆ
“หากธาตุทอง ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุดิน สนับสนุนข้าให้ผ่านมาได้สองสะพาน …เต๋าธาตุไม้ของข้าจะพาข้าไปได้ไกลแค่ไหนกันล่ะ”
“เต๋าธาตุไม้!” พริบตาต่อมาหวังเป่าเล่อก็ยกสองมือขึ้นพร้อมเอ่ยเสียงต่ำ
ตอนนั้นเองที่เขาเอ่ยขึ้น สะพานทั้งเจ็ดด้านหลังก็พลันสั่นสะเทือนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับสะพานสู่สวรรค์ทั้งเจ็ดก่อนหน้านี้ไม่อาจทนรับได้
แม้แต่สะพานที่แปดก็ยังสั่นสะเทือน มีเพียงสะพานที่เก้าที่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก
หากแตดินแดนเซียนใต้ร่างหวังเป่าเล่อเวลานี้กลับส่งเสียงร้องคำรามรุนแรง เสียงอสูรร้ายนับไม่ถ้วนชะงักกึกทันที เพราะขณะนี้…ท้องฟ้าพลันบิดเบี้ยว
เพราะขณะนี้จักรวาลเกิดระลอกคลื่น
เพราะขณะนี้พื้นที่เกือบทั้งหมดของมหาจักรวาลกำลังสั่นไหว!
ดวงจิตเทพของผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายต่างตื่นตกใจและรีบเพ่งมองมาจากทุกสารทิศของมหาจักรวาล และเมื่อดวงจิตเทพของพวกเขามาถึง พวกเขาก็ได้เห็นว่า…ท่ามกลางจักรวาลนอกดินแดนเซียนในตอนนี้…มีไม้ขนาดมหึมา…ไม่ต่างจากดินแดนเซียนปรากฏขึ้น!
เส้นด้ายนับไม่ถ้วนถักทอขึ้นเป็นตาข่ายยักษ์ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งมหาจักรวาล ทำให้ไม้นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างไม่อาจแยกออก และเส้นด้ายทุกเส้นบนตาข่ายก็คือ…กฎ!
มองดูไม้นี้อีกครั้ง สีของมันดำสนิทเหมือนกับโลงศพ!
แรงกดดันที่อธิบายไม่ได้แผ่ซ่าน อีกทั้งยังมีความเศร้าโศกและทุกข์ทรมานแทรกซึมไปในจักรวาลพร้อมกับที่ไม้ปรากฏขึ้นด้วย
“สารัตถะเพียงหนึ่งเดียวแห่งไม้ในจักรวาลผืนนี้!” บิดาของหวังอีอีเงยหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเบา
…………………………………
นับแต่สะพานสู่สวรรค์ถือกำเนิดขึ้นความลึกลับและความยิ่งใหญ่ของมันล้ำลึกถึงขีดสุด ในมหาจักรวาลผืนนี้สิ่งที่สามารถพิสูจน์ระดับการก้าวสู่สวรรค์ได้นั้นมีเพียงหยิบมือ และสะพานสู่สวรรค์ที่มีฐานะอยู่ในหนึ่งนั้นจึงย่อมน่าอัศจรรย์
ขณะเดียวกันสะพานสู่สวรรค์นี้ยังมีจุดที่พิเศษอย่างยิ่ง มันไม่เพียงสามารถพิสูจน์การฝึกตนระดับการก้าวสู่สวรรค์ได้ แต่ยังเป็นเหมือนเครื่องขยายเสียง ทำให้วิถีเต๋าของผู้ฝึกตนที่ก้าวข้ามสะพานและเต๋าหมื่นวิถีก่อตัวเป็นปราณกังวาน ส่งผลให้ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ก้าวข้ามสะพานนี้มีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นมหาศาล
ตามหลักการแม้จะไม่ใช่ว่าไม่มีใครรู้ แต่ต่อให้เข้าใจก็ยากที่จะลอกเลียนแบบได้อยู่ดี ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงหนึ่งเดียวมีเพียงบิดาของหวังอีอี
เพราะสะพานที่ครั้งหนึ่งเคยพังทลายถูกเขาสร้างขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังสร้างเพิ่มขึ้นอีกสองสะพานบนฐานรากเดิมด้วย
การทำสิ่งแรกได้นั้นก็ไม่ธรรมดาแล้ว การทำอย่างหลังจึงนับว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า
ดังนั้นในมหาจักรวาลผืนนี้ ความเข้าใจในสะพานสู่สวรรค์ของหวังโหม่วจึงไม่มีใครเทียบได้
เขารู้ดีว่าการข้ามสะพานแห่งแรกคือทำให้ผู้ฝึกตนรู้แจ้งเต๋าทั้งหมดในจักรวาลเหมือนเป็นการเปิดทาง ทำให้ตัวผู้ฝึกตนยิ่งสมบูรณ์ขึ้น สะพานนี้ ใครก็ตามที่มีระดับการฝึกตนในระดับหนึ่งก็มีคุณสมบัติที่จะเหยียบมันได้
แต่ตั้งแต่สะพานที่สองเป็นต้นไปนั้นจะแตกต่าง เฉพาะผู้ที่มีสายเลือดดินแดนเซียนเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติก้าวต่อได้ ดังนั้นจุดสำคัญของสะพานแห่งที่สองก็คือการทดสอบ หรือจะเรียกว่าธรณีประตูก็พอจะคล้ายคลึงกัน
ดังนั้นก่อนหน้านี้หวังเป่าเล่อจึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนของดินแดนเซียนจะต้องถูกสกัดอยู่ตรงนี้เป็นแน่ แต่หวังเป่าเล่อเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ดังนั้นภายใต้เจตจำนงและฝีเท้าของเขา แม้สะพานที่สองจะพังทลายก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนต้องยอมรับในคุณสมบัติของเขาในท้ายที่สุดและเปิดทางก้าวสู่สวรรค์อย่างแท้จริงให้หวังเป่าเล่อ
นี่จึงเกิดการ ‘สำรวจจิตใต้สำนึก’ เป็นครั้งแรกของสะพานสู่สวรรค์
เมื่อหัวใจเต๋าสมบูรณ์จึงจะสามารถเดินลงจากสะพานที่สองและเดินขึ้นสะพานที่สามได้ และมีเพียงผู้ที่หัวใจเต๋ามั่นคงเท่านั้นจึงจะเดินข้ามสะพานที่สามไปยังสะพานที่สี่ได้
นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องให้หัวใจเต๋าอยู่บนพื้นฐานของความสมบูรณ์และมั่นคงจึงจะสามารถก้าวลงจากสะพานที่สี่และไปยังสะพานที่ห้าได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้หวังเป่าเล่อทำได้แล้ว ระดับการฝึกตนของเขาหลังจากก้าวข้ามสะพานมาอย่างต่อเนื่องก็ปะทุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พลังการต่อสู้ก็เช่นกัน พลังปราณบนร่างยิ่งทะยานขึ้นฟ้า จนเรียกได้ว่าหากเทียบระหว่างเขาในขณะนี้กับเขาตอนก่อนหน้าจะก้าวข้ามสะพาน มันอาจไม่ต่างกันมาก แต่ตอนนี้แม้จะยังไม่ถึงขนาดบดขยี้ได้ ทว่าก็สามารถสยบได้
เพราะก่อนจะข้ามสะพานมีเพียงพลังของคนคนเดียว ทว่าตอนนี้สามารถยืมพลังจากเต๋าหมื่นวิถีในจักรวาลและปราณกังวานจากมหาจักรวาลมาใช้ได้ แม้ว่า…การยืมพลังเช่นนี้จะยากลำบากอยู่บ้าง แต่…นี่ก็ไม่ใช่เคล็ดวิชาทั่วไปของขั้นที่สี่แล้ว นี่คือขั้นที่ห้า!
ต่อให้เป็นต้นกำเนิดแห่งเต๋าแล้วอย่างไร พลังเต๋าหมื่นวิถีที่ยืมมาจากมหาจักรวาลก็ย่อมสยบได้ทั้งสิ้น
แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนที่อยู่บนสะพานที่ห้าจะทำได้ โดยปกติแล้วการเหยียบสะพานที่ห้าก็แค่ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ขึ้นบนดินแดนเซียนเท่านั้น อิงจากชื่อของดินแดนเซียนแล้วก็เป็นเพียงมหาจักรพรรดิสวรรค์
ไม่ใช่ขั้นที่สี่ แต่เป็นระดับใกล้เคียง
แต่เนื่องจากรากฐานร่างกายหวังเป่าเล่อแข็งแกร่งเกินไป สะพานที่ห้าของเขาจึงแตกต่างจากผู้อื่น ไม่เพียงแต่ปรากฏดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดขึ้นในดินแดนเซียนเท่านั้น ทว่ารัศมีร่างกายของเขายังน่าทึ่งจนคาดไม่ถึงด้วย
นี่ก็คือเหตุผลที่หวังโหม่วเอ่ยคำพูดไม่ธรรมดานั่นออกมา
เพราะผู้ที่สร้างสะพานสู่สวรรค์ขึ้นใหม่เองกับมืออย่างเขารู้ดีว่า จะความสมบูรณ์ของร่างกายในสะพานแรกก็ดี การรับรองคุณสมบัติในสะพานที่สองก็ดี หรือจะการสำรวจจิตใต้สำนึกในสะพานที่สามถึงห้า ทั้งหมดนี้…ในความเป็นจริงเป็นเพียงการยกระดับรายละเอียดข้างในของผู้ฝึกตนเท่านั้น
ยิ่งรายละเอียดลึกซึ้งก็ยิ่งยกระดับได้มาก!
บทบาทของการขยายจริงๆ ได้เริ่มขึ้นนับจากนี้ และการยกระดับรายละเอียดทั้งหมด การขยายทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วก็มีไว้สำหรับ…การระเบิดของสะพาน!
ห้าสะพานแรกล้วนเป็นการสั่งสมพลัง!
หกสะพานหลังถึงจะเป็นการก้าวสู่สวรรค์!
ยิ่งสั่งสมพลังได้ลึกซึ้งเท่าไร การก้าวสู่สวรรค์ก็จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น!
“อย่างแรกสำรวจจิตใต้สำนึก อย่างหลังพิสูจน์เต๋า หวังเป่าเล่อ ขอข้าดูหน้อยสิ เจ้า…จะไปได้สักกี่สะพาน!” หวังโหม่วมองหวังเป่าเล่อบนปลายสะพานที่ห้าด้วยสายตาเฝ้ารอ
การพิสูจน์เต๋า เริ่มได้!
หวังเป่าเล่อเงยหน้าก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ตอนนั้นเองสะพานที่ห้าพลันเกิดเสียงร้องคำรามทันที หวังเป่าเล่อซึ่งอยู่ระหว่างสะพานที่ห้าและหกยิ่งเปล่งรัศมีมากขึ้น ผู้ที่มาถึงจุดนี้ได้อย่างเขาย่อมรู้วิธีที่จะไปต่อ
“ทอง!” หวังเป่าเล่อดวงตาวาววับพร้อมเอ่ยเสียงต่ำ
พริบตาที่เสียงเขาดังขึ้น บนร่างก็ระเบิดกฎแห่งทองอันน่าสะพรึงกลัวออกมา กฎนี้ไม่ได้ไร้รูปร่างอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นด้ายสีทองนับไม่ถ้วนพันไปรอบๆ หากมองจากที่ไกลๆ ด้ายพวกนี้กำลังถักทอเป็นโครงสร้างวัตถุหนึ่ง
ซึ่งนั่นก็คือแท่งเงิน
เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสีเงินแต่กลับเปล่งแสงสีทอง ความขัดแย้งอันน่าประหลาดนี้ทำให้ผู้พบเห็นต่างดวงตาพร่ามัว อีกทั้งยามนี้กฎแห่งทองนับไม่ถ้วนจากมหาจักรวาลที่กำลังสั่นสะเทือนก็ก้องกังวานราวกับได้รับพร ทำให้กฎแห่งทองบนร่างหวังเป่าเล่อทวีความยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น
และท่ามกลางความยิ่งใหญ่นี้เอง หวังเป่าเล่อก็ก้าวไปอีกก้าว เหยียบย่างลงบนความว่างเปล่าและไปปรากฏตัวขึ้นที่กลางสะพานที่หก!
มาถึงตรงนี้พลังปราณของเขาก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง อานุภาพแห่งกฎทองก็ดูเหมือนจะยกระดับขึ้นจนเห็นได้ว่า…แท่งเงินนั่นกำลังหลอมละลาย ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ พริบตาต่อมาแท่งเงินก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหวังเป่าเล่อไปแล้ว!
ฟ้าดินร้องคำราม จักรวาลปั่นป่วน กระแสน้ำวนขนาดมหึมาปรากฏขึ้นนอกดินแดนแห่งเซียน ส่งผลให้เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ในมหาจักรวาลรับรู้ถึงมันได้จากระยะไกล และทยอยแผ่ดวงจิตเทพมาราวกับกำลังรับชมเต๋า
ขณะที่ดึงดูดความสนใจจากสายตาและดวงจิตเทพมานับไม่ถ้วน หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่กลางสะพานที่หกกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาก้มมองสองเท้าของตนและพบว่ามันไม่สามารถยกขึ้นมาได้
“เต๋าธาตุทอง เพราะข้าไม่ใช่ต้นกำเนิดที่แท้จริง ดังนั้น…เจ้าไม่มีทางช่วยพาข้าข้ามสะพานนี้ไปได้เลยหรือ…”
“ไม่มีปัญหา” ดวงตาหวังเป่าเล่อสว่างวาบ มือขวาสะบัดลงไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นหมอกน้ำก็แผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ แผ่ขยายเต็มท้องฟ้า ปกคลุมดินแดนเซียน หากมองจากระยะไกลมันเป็นรูปทรงหยดน้ำ หรือกล่าวให้ถูกมันก็คือน้ำตาหยดหนึ่ง
เมื่อหมอกน้ำกระจายตัวออก กฎแห่งน้ำก็จุติขึ้นและเสริมพลังทันที มันหลอมละลายรูปแบบดั้งเดิมของตน แล้วหลอมรวมเข้ากับร่างหวังเป่าเล่อเช่นเดียวกับกฎแห่งทอง จากนั้นฝ่าเท้าของเขาก็ยกขึ้นและก้าวไป
ร่างของเขา…ข้ามสะพานที่หกมายืนอยู่ระหว่างสะพานที่หกและเจ็ดในทันที!
“ต่อไปคือเต๋าธาตุดิน!”
……………………………………………………………….
ภาพที่ได้เห็นจากการอาศัยพลังแห่งสะพานสู่สวรรค์กับพลังวิชาจันทร์ข้างแรมของหวังเป่าเล่อคือคลื่นพายุโหมกระหน่ำซึ่งทำให้ใจยากจะสงบ
เพราะก่อนหน้านี้จิตใต้สำนึกและการสรุปของเขา ร่างต้นแบบนั้นเป็นเพียงไม้สีดำขนาดมหึมา เป็นสารัตถะแห่งไม้ของมหาจักรวาลผืนนี้ ต่อมาถูกใช้เป็นอาวุธ แปลงเป็นตะปูไม้สีดำจุติขึ้นในมิติเต๋าต้นกำเนิดและตอกลงบนหว่างคิ้วมหาเทพ
ในกระบวนการนี้ เขายังไม่มีจิตใต้สำนึก หรือจะกล่าวให้ถูกคือจิตใต้สำนึกที่เป็นของหวังเป่าเล่อยังไม่ถือกำเนิด จนกระทั่งการต่อต้านของมหาเทพด้วยการแปลงเป็นหนึ่งแสนดวงจิตเทพ ตะปูไม้สีดำก็เช่นกัน นี่เป็นเหมือนกับการเปิดโอกาสทำให้ตะปูไม้สีดำในหนึ่งแสนโลกเกิดจิตใต้สำนึกนับแสนขึ้น
หวังเป่าเล่อก็เป็นเพียงหนึ่งในนั้น อีกอย่างดูแล้วในตอนนี้ก็เป็นเพียงเขาคนเดียวด้วย
ดังนั้นเขาจึงมีคุณสมบัติที่จะก้าวมาถึงระดับนี้ มีคุณสมบัติ…ที่จะตามหาต้นกำเนิดที่แท้จริง ทว่าหวังเป่าเล่อก็ไม่คาดคิดเลยสักนิดว่า ตอนนี้ทุกอย่างที่ตนเคยคิดจะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่และความเป็นไปได้อันไร้ขอบเขต
“หาก…ข้ายังคงเป็นจิตใต้สำนึกของไม้สีดำที่ตื่นขึ้น เช่นนั้นศพในโลงนั่นเป็นใครล่ะ”
“หาก…ข้าไม่ใช่ไม้สีดำที่ตื่นขึ้น แต่เป็นศพนั่นกลับมาเกิดใหม่ แล้ว…ข้าเป็นใครกันแน่”
หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ สิ่งที่เขาเข้าใจมาจนถึงทุกวันนี้แทบจะเกิดความสับสนน้อยมาก แต่ตอนนี้ดวงตาของเขากลับว่างเปล่า หวังเป่าเล่อยืนเงยหน้ามองจักรวาลอยู่ที่ปลายสะพานที่สาม สิ่งที่เขากำลังมองไม่ใช่สะพานสู่สวรรค์อื่น ไม่ใช่ห้วงแห่งกาลเวลา แต่กำลังมองโลงศพสีดำที่ค่อยๆ หายไปในภาพความทรงจำของเขา
ตอนนี้เขายังรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางการสืบย้อนความทรงจำเมื่อครู่ ตอนที่เห็นโลงศพนั่น มันก็ไกลออกไปเรื่อยๆ และโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตอนที่มันค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า ศพที่หลอมรวมอยู่ข้างในอย่างรวดเร็วนั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
ความชัดเจนนี้เพิ่มความสับสนให้แก่หวังเป่าเล่อ
เพราะการเพ่งมองก็คือหนึ่งในประสาทสัมผัสสำหรับเซียนผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นกัน มันสามารถดำรงอยู่ได้จริง ราวกับการเพ่งมองนี้คือเส้นเชื่อมโยงระหว่างเขากับศพนั่น
และในพริบตาที่มันเชื่อมโยงกันและกัน ความรู้สึกคุ้นเคยซึ่งไม่อาจอธิบายก็ส่งผ่านมาจากโลงศพ เมื่อย้อนกลับไปที่ต้นทาง หวังเป่าเล่อจึงพบว่า…ความคุ้นเคยนี้ไม่ได้มาจากโลงศพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มาจาก…ศพที่กำลังหลอมรวมอยู่ข้างในนั้นด้วย
เหมือนกับได้เห็นตัวเองอีกคน
ลักษณะของศพนั้นดูยากมาก มองออกแค่ว่าเป็นเพศชาย ในเวลาเดียวกันสายตาที่เชื่อมโยงกันก็ได้ส่งผ่านความเสียใจและความทุกข์ทรมานอย่างลึกซึ้งจากศพนั่นมาหลอมรวมอยู่ในใจเขาด้วย
หากเปรียบหัวใจของคนเป็นดั่งทะเลสาบ ความเสียใจและความทุกข์ทรมานในขณะนี้ก็คือหยดหมึกที่ตกลงสู่ทะเลสาบจนเกิดระลอกคลื่น ขณะเดียวกันหมึกหยดนั้นก็ดูเหมือนจะส่งผลต่อทั้งหัวใจของหวังเป่าเล่อ
เขาจ้องมองจนกระทั่งโลงศพไม้สีดำหลอมรวมเข้ากับจักรวาลจนหมดสิ้น เมื่อศพที่อยู่ข้างในหลอมละลาย โลงศพก็ดูเหมือนจะถูกผนึกปิดตายและกลายเป็นไม้สีดำในที่สุด…
และไม้สีดำนี้ก็คล้ายจะก่อเกิดความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับจักรวาลผืนนี้ และกลายเป็นต้นกำเนิดมหาเต๋า
ความทรงจำดำเนินมาถึงตรงนี้ก็เลือนหายไป หวังเป่าเล่อยืนเงียบอยู่บนปลายสะพานที่สาม
หวังโหม่วเองก็นิ่งเงียบ แต่สายตาล้ำลึกกลับมีแสงแปลกประหลาด ส่วนหวังอีอีที่อยู่ข้างๆ กำลังมองหวังเป่าเล่อบนสะพานที่สามด้วยความสับสน ก่อนจะมองไปทางบิดาของตนแล้วเอ่ยถามเสียงต่ำ
“ท่านพ่อ หวังเป่าเล่อเขา…เป็นอะไรหรือ”
“เขา… ก็ทำให้ข้าประหลาดใจมากเช่นกัน” หวังโหม่วเอ่ยเสียงเบา
“ประหลาดใจมาก?” หวังอีอีตกตะลึง นางรู้จักบิดาของตนดี รู้ฐานะของบิดาในมหาจักรวาลแห่งนี้ และยิ่งเข้าใจวิธีการพูดของบิดา จึงตกใจมากที่บิดาพูดว่าประหลาดใจ อีกทั้งยังมีคำว่ามากเสริมเข้าไปด้วย
“เขาทำให้ข้านึกถึงคนคนหนึ่ง” หวังโหม่วไม่ได้เอ่ยต่อ เพราะหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่บนปลายสะพานที่สามในตอนนี้ได้คลายความสับสนในดวงตาแล้ว และกำลังก้าวเดินจากสะพานที่สามไปยังสะพานที่สี่ที่ห่างออกไปทีละก้าว
ยิ่งก้าวเดินระยะทางจากสะพานที่สี่ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฝีเท้าของหวังเป่าเล่อมั่นคงมากขึ้น ความสับสนในดวงตาก็ยิ่งลดน้อยลง
“ข้าจะเป็นจิตใต้สำนึกไม้สีดำก็ดี…”
“เป็นศพเกิดใหม่ก็ช่าง…”
“เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ!”
“อดีตและอนาคตถูกข้ามอบให้อีอีไปหมดแล้ว เช่นนั้นข้าเป็นใคร มาจากไหนแล้วอย่างไรกันเล่า”
“ข้าคือหวังเป่าเล่อ”
“เต๋าของข้าคือไร้พันธนาการ!”
“เช่นนั้น…จะว้าวุ่นไปไย!” ขณะที่หวังเป่าเล่อพึมพำอยู่ในใจก็ก้าวไปข้างหน้าและเมื่อเสียงคำรามดังกึกก้อง เขาก็มายืนอยู่ที่หัวสะพานที่สี่แล้ว
นัยน์ตาของเขากลับมากระจ่างชัดอย่างสมบูรณ์ ราวกับมีกระแสเทพอันมั่นคงลุกโชน คล้ายเปลวไฟอยู่ข้างในรูม่านตา
“สำรวจจิตใต้สำนึกสินะ เจ้าสะพานสู่สวรรค์ตัวดี!” หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงหัวสะพานที่สี่และสูดหายใจเข้าลึกๆ จิตใจไร้ซึ่งกิเลสตัณหา ฝีเท้าไร้ความลังเลราวกับสัมผัสสวรรค์ของตนถูกชำระล้าง เมื่อจิตใจของตนมั่นคงก็ก้าวขึ้นไปบนสะพานที่สี่
ตอนนี้ร่างของเขาสูงใหญ่ไร้ขอบเขต ฝีเท้าย่างก้าวอย่างมั่นคง พลังปราณบนร่างพลันระเบิดขึ้นอีกครั้ง ในสายตาของทุกชีวิตในดินแดนเซียน สะพานเป็นเพียงกระดาษ ภาพที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดพลันปรากฏขึ้น
ขณะก้าวไปข้างหน้า พลังปราณของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งและกลายเป็นที่น่าตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เสียงคำรามของดินแดนเซียนรุนแรงขึ้นกว่าเก่า จนกระทั่งหวังเป่าเล่อเดินมาถึงปลายสะพานที่สี่ ความผันผวนในร่างกายของเขาก็ทำให้จักรวาลบิดเบี้ยวและพร่าเลือนไปทุกทิศทาง ทั้งยังมีรัศมีสว่างจ้าถึงขีดสุดปะทุออกมาจากร่างของเขา
ราวกับว่ากำลังจะมีดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในดินแดนเซียน!
ในเวลาเดียวกันดวงอาทิตย์ทั้งสิบของดินแดนเซียนพลันมืดดับไปเสียแปดดวง คล้ายไม่อาจ…เทียบรัศมีได้!
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ฝึกตนของดินแดนเซียนจำนวนมากพูดไม่ออก ร่างของหวังเป่าเล่อก้าวข้ามสะพานที่สี่ไปแล้ว และเพียงก้าวเดียวเขาก็ก้าวข้ามระยะทางอันไร้ที่สิ้นสุดไปถึงสะพานที่ห้า
ร่างของเขาเปล่งรัศมีมากขึ้นขณะเดินไปยังปลายสะพานที่ห้าทีละก้าว
เมื่อเขาใกล้จะถึงปลายสะพานที่ห้า รัศมีบนร่างหวังเป่าเล่อก็ยิ่งพร่างพราย ดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนแห่งเซียนอย่างชัดเจนแล้วขณะนี้ กระทั่งหวังเป่าเล่อไปถึงปลายสะพานที่ห้า ดินแดนเซียนก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทันที
อสูรร้ายนับไม่ถ้วนพลันร้องคำราม ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนกู่ร้องอยู่ในใจ ดวงอาทิตย์ดวงที่สิบเอ็ดกำลังส่องแสงระยิบระยับสะเทือนแผ่นดิน!
“เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา!” ดวงตาหวังโหม่วเปล่งพลังและกระซิบแผ่วเบา ความชื่นชมในตัวหวังเป่าเล่อมาถึงขีดสุด
“การสำรวจจิตใต้สำนึกผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้…ก็คือพิสูจน์เต๋า!”
“ที่นี่…” มองทุกอย่างรอบด้านแล้ว หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาทันที
เขาในตอนนี้ระดับการฝึกตนไม่ธรรมดา อีกทั้งสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็เป็นฝ่ายดึงดูดมาเอง เพราะฉะนั้นสติปัญญาจึงแจ่มชัด ขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าทุกอย่างในตอนนี้เกิดขึ้นเนิ่นนานแล้ว มันฝังอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ
หรือกล่าวให้ถูกคือฝังอยู่ใน…ความทรงจำของร่างต้นแบบ ถึงอย่างไรหากเทียบกับตะปูไม้สีดำบนร่างต้นแบบของเขาแล้ว ความทรงจำก็เหมือนสายน้ำที่ทอดยาว และเขา ณ ที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงการตื่นขึ้นที่ปลายของแม่น้ำ
ดังนั้นความทรงจำในจิตใต้สำนึกนี้จึงเป็นเพียงหยดเดียวในมหาสมุทรเมื่อเทียบกับร่างต้นแบบ แต่เมื่อระดับการฝึกตนเพิ่มขึ้น เขาก็มีคุณสมบัติในการติดตามความทรงจำในโบราณกาลของตนแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมีพลังแห่งการเหยียบสะพานสู่สวรรค์ ทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องง่าย
ส่วนสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าหวังเป่าเล่อก็คือความทรงจำโบราณกาลที่ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด เพราะหวังเป่าเล่อสัมผัสได้ว่าการย้อนอดีตของสะพานสู่สวรรค์…มีจุดสูงสุดอยู่ตรงนี้
ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว
ขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อที่เดินออกมาจากโลกแห่งศิลาและก้าวสู่สะพานสู่สวรรค์ ความเข้าใจและรู้แจ้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบนดินแดนเซียน ทำให้มีความคิดที่แม่นยำเกี่ยวกับจักรวาลทั้งหมดมากยิ่งกว่าเดิม
จักรวาลผืนนี้อาจเคยมีชื่อ ทว่าตอนนี้ได้ถูกหลงลืมไปแล้วจึงเรียกกันง่ายๆ ว่ามหาจักรวาล
มหาจักรวาลนี้ดูกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด ดินแดนเซียนเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของมันเท่านั้น รวมถึงมิติเต๋าต้นกำเนิดที่เป็นที่อยู่อาศัยของมหาเทพด้วย
ขณะเดียวกันยังมีบ้านเกิดของเซียนและกู่ จักรพิภพของผู้เยี่ยมยุทธ์อีกมากที่ดูเหมือนจะเป็นจักรวาลที่สมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงล้วนอยู่ในมหาจักรวาลผืนนี้ทั้งสิ้น
และมหาจักรวาลผืนนี้ก็ไม่ได้ไร้จุดสิ้นสุดจริงๆ ตอนพำนักอยู่ที่บ้านของหวังอีอี หวังเป่าเล่อเคยถามหวังโหม่วและได้เรียนรู้จากความเก่าแก่ของดินแดนเซียนและการรู้แจ้งของตนว่ามหาจักรวาลผืนนี้มีขอบเขต
และนอกมหาจักรวาลก็ยังมีมหาจักรวาลอื่นอยู่ด้วย
“จักรวาลที่พวกเราอยู่เปรียบเสมือนใบไม้ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบ นอกจากใบไม้…และนอกจากทะเลสาบอันกว้างใหญ่แล้ว ยังมี…ใบไม้อีกมากมาย และที่ขอบใบไม้แต่ละใบล้วนมีแนวกั้นที่แทบจะไม่อาจทำลายได้”
นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อหวังบอกกับหวังเป่าเล่อในบ้านของเขา
ไม่ได้มีบทสนทนาต่อกันมากนัก แต่หวังเป่าเล่อก็มีความรู้สึกว่าท่านพ่อหวัง…คงจะเคยออกจากใบไม้นี้ ท่องไปในทะเลสาบและท่องไปในใบไม้ใบอื่นมาแล้ว
“แนวกั้นหรือ…” หวังเป่าเล่อครุ่นคิดพลางเงยหน้ามองช่องโหว่ยักษ์บนจักรวาลที่อยู่ไกลออกไป เห็นได้ชัดว่าตรงนั้น…คือแนวกั้นขอบเขตของมหาจักรวาล
อีกทั้งช่องโหว่นั้นยังดูเหมือนถูกพลังบางอย่างระเบิดออก จะระเบิดจากข้างในหรือข้างนอกก็ไม่อาจทราบได้
“เช่นนั้นทำไมความทรงจำเก่าแก่จากร่างต้นแบบที่ข้าสืบย้อนมาถึงเป็นภาพนี้…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา
“หรือว่าช่องโหว่ยักษ์นี่เกี่ยวข้องกับร่างต้นแบบของข้า หรือว่าร่างต้นแบบของข้าเป็นคนทำ เช่นนั้น…ร่างต้นแบบของข้าทำลายแนวกั้นจากข้างในมหาจักรวาลออกไป หรือ…ทำลายจากข้างนอกเข้ามากันล่ะ” หวังเป่าเล่อคิดถึงตรงนี้ก็ไม่อาจสงบจิตใจได้อีก ขณะที่มวลคลื่นปั่นป่วนจิตใจ เขาก็กะพริบร่างวาบมาถึงช่องโหว่ยักษ์นั่นทันที
ดวงจิตเทพแผ่ขยายออกไปนอกช่องโหว่ยักษ์ ทว่าในพริบตาต่อมากระแสความรู้สึกอันตรายที่อธิบายไม่ได้สายหนึ่งพลันปะทุขึ้น ส่งผลให้หวังเป่าเล่อถอยกลับ สีหน้าประหลาดใจยากจะกล่าว
เขามีความรู้สึกราวกับว่าข้างนอกช่องโหว่มีอันตรายใหญ่หลวง แต่จะจากไปเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็ไม่ค่อยจะเต็มใจนัก ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้ว สายตาของเขาก็เผยความมุ่งมั่น มือขวาพลันยกขึ้นโบกสะบัดไปข้างหน้า
“จันทร์ข้างแรม!”
ด้วยระดับการฝึกตนของหวังเป่าเล่อในปัจจุบัน อานุภาพการใช้จันทร์ข้างแรมจึงแข็งแกร่งขึ้นกว่าในตอนนั้นมาก เสียงคำรามดังสนั่นพร้อมกับแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายยาวทอดปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ภาพต่างๆ ผุดขึ้นอยู่ในแม่น้ำสายนั้น แต่ละภาพล้วนเป็นพื้นที่แห่งนี้
แม้หวังเป่าเล่อจะอาศัยพลังของสะพานสู่สวรรค์เพื่อย้อนรอยความทรงจำโบราณกาลที่ร่างต้นแบบยากจะสัมผัสได้ แต่พลังของสะพานสู่สวรรค์เองก็มาถึงจุดสิ้นสุด ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงไม่สามารถให้พลังย้อนรอยแก่หวังเป่าเล่อได้อีก ทว่าร่างกายของหวังเป่าเล่อเองก็ไม่ธรรมดา เมื่อแสดงวิชาจันทร์ข้างแรมออกมา กาลเวลาของพื้นที่นี้จึงหมุนย้อนกลับอีกครั้ง
แม้การย้อนเวลาเช่นนี้จะเทียบกับพลังของสะพานสู่สวรรค์ไม่ได้ แต่ก็เหมือนกับเส้นทางร้อยจั้งที่เดินมาแล้ว 99 จั้ง แม้อีกหนึ่งจั้งสุดท้ายจะไม่ได้ยาว แต่กลับเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้นเมื่อพลังแห่งจันทร์ข้างแรมแสดงจนถึงขีดสุด แม้แต่ร่างของหวังเป่าเล่อที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็ยังเริ่มลวงตา และในตอนที่ดูเหมือนว่าจะทนไม่ไหวอีก ไม่รู้ว่ากาลเวลาในแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ก่อตัวจากเคล็ดวิชาจันทร์ข้างแรมผ่านไปนานเพียงใด ในภาพที่เหมือนกันทุกประการนับไม่ถ้วนนั้นจู่ๆ …ก็มีรูปหนึ่งที่ไม่เหมือนกับรูปอื่นปรากฏขึ้น
ในภาพนั้น พื้นที่แห่งนี้ไม่มีช่องโหว่ยักษ์!
ร่างของหวังเป่าเล่อในตอนนี้เลือนรางไปแล้วกว่าครึ่ง แต่เมื่อเห็นภาพนี้ จิตวิญญาณพลันกระตุกและหยุดลงทันที พริบตาต่อมาโลกตรงหน้าของเขาก็ถูกภาพนั้นเข้ามาแทนที่
ในภาพนี้จุดที่เคยมีช่องโหว่ดูปกติดีทุกอย่าง แต่พริบตาต่อมา…ตรงนั้นก็ปรากฏระลอกคลื่น ปรากฏรอยแยก ก่อนจะมีแสงสีแดงส่องผ่านออกมาจากรอยแยกนั้น ยังไม่ทันที่หวังเป่าเล่อจะมองให้ชัดเจนก็เกิดเสียงราวกับจะแยกฟ้าดินออกจากกันดังออกมาจากรอยแยก
ทันใดนั้นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยแยกก็พังทลายลงและกลายเป็นช่องโหว่ยักษ์ ท่ามกลางเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน หวังเป่าเล่อมองเห็นไม้สีแดงขนาดมหึมาจากข้างในรอยแยกพุ่งออกมา
ไม้ยักษ์นี้ใหญ่เกินไป รัศมีสีแดงที่เปล่งออกมาจากมันสะท้อนไปทั่วจักรวาลราวกับโลหิต…
พริบตาต่อมาไม้ยักษ์ก็พุ่งเข้ามาในมหาจักรวาลไถลไปสู่ความว่างเปล่าอันไกลโพ้นพร้อมกับเสียงคำรามที่รุนแรงขึ้น การบุกรุกเข้ามาส่งผลให้เต๋าหมื่นวิถีในมหาจักรวาลร้องคำรามทันที ราวกับมันต้องการจะรวมตัวกลายเป็นหนึ่งในเต๋าหมื่นวิถีพวกนั้น อีกทั้งเมื่ออยู่ไกลออกไป รัศมีสีแดงของไม้ยักษ์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว มันโปร่งแสงราวกับจะหายไปกับจักรวาล
“มาจากนอกมหาจักรวาลหรือ!” หวังเป่าเล่อใจสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาพลันเบิกกว้างเผยความประหลาดใจจนถึงกับตกใจด้วยซ้ำ ด้วยระดับการฝึกตนและความเยือกเย็นของเขาในปัจจุบันนับเป็นเรื่องยากที่จะแสดงอารมณ์เช่นนี้ออกมา แต่ความจริงคือ…เมื่อไม้ยักษ์เข้าสู่มหาจักรวาลอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังลอยออกไปไกลโพ้น เขาจึงเห็นรูปร่างหน้าตามันชัดๆ พร้อมกับรัศมีที่ค่อยๆ โปร่งแสง นั่นทำให้หวังเป่าเล่อตื่นตกใจและถึงกับตัวสั่นเมื่อเห็น…
ในไม้ยักษ์นั่นดูเหมือนว่าจะ…มีศพอยู่ร่างหนึ่ง!
ศพนั้นกำลังสลายตัวอย่างรวดเร็วราวกับว่า เมื่อไม้ยักษ์หลอมรวมเข้ากับเต๋า หลอมรวมเข้ากับจักรวาล ศพนั้นก็จะหลอมรวมเข้ากับไม้ยักษ์นั่นด้วย
ไม้สีดำ…ที่ซึ่งไม่ใช่ไม้กระดาน และไม่ใช่ตะปู แต่เป็น…
โลงศพ!
โลงศพที่มีศพนอนอยู่ในนั้น!
โลงศพที่มีศพลึกลับจากนอกมหาจักรวาล!
จิตใจหวังเป่าเล่อสั่นไหว ภาพตรงหน้าหายไปในพริบตา เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ร่างของเขาก็มายืนอยู่บนสะพานที่สามแล้ว และไม่ใช่หัวสะพาน แต่เป็นปลายสะพาน
ทว่า อารมณ์ของเขากลับเปลี่ยนไปมาไม่หยุด ลมหายใจถี่กระชั้น
“ข้า…คือจิตใต้สำนึกของไม้สีดำที่ตื่นขึ้น หรือศพนั่น…มาเกิดใหม่กันแน่?”
…………………………
“นี่มัน…ผู้อาวุโส ข้ามิได้ตั้งใจ…” หวังเป่าเล่อรู้สึกผิด คิดดูแล้วอาจเป็นเพราะเมื่อครู่ตนเองอารมณ์เบิกบานไปหน่อย ดังนั้นจึงก้าวเท้าเร็วเกินไปจนทำให้สะพานพัง ในเวลาเดียวกันใจก็หดหู่ เขาไม่ทันคาดคิดเลยจริงๆ ว่าสะพานแห่งที่สองจะไม่แข็งแกร่งขนาดนี้ แท้จริงแล้วมิใช่สะพานแห่งที่สองไม่แข็งแกร่ง หากสืบสาวราวเรื่องแล้ว เหตุก็เพราะพลังต่อสู้ของหวังเป่าเล่อยามนี้เกินกว่าระดับสี่ทั่วไปตั้งนานแล้วต่างหาก ดังนั้น…การขับไล่ของสะพานแห่งที่สองย่อมทำให้ร่างกายและดวงจิตเทพของเขาถูกกำราบ และก่อเกิดกระแสต่อต้าน ราวกับว่าสะพานนั้นต้องทำศึกกับหวังเป่าเล่อรอบหนึ่ง บัดนี้…มันจึงพังทลาย “เจ้าเดินต่อไปเถอะ!” หวังโหม่วถอนหายใจ เขาโบกมือ พริบตานั้นสะพานแห่งที่สองซึ่งพังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อครู่ก็ราวกับย้อนเวลา พวกมันพัดม้วนมาจากสี่ทิศแปดด้านด้วยความเร็ว จากนั้นจึงประสานกันแล้วย้อนคืนกลับเป็นเช่นเดิมในพริบตา! เมื่อมองจากที่ไกลๆ สะพานแห่งที่สองบนท้องฟ้านี้ก็ยังดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเหมือนเก่า กระทั่งไม่ว่าจะมองด้วยตาเปล่าเช่นไร ก็เหมือนกับก่อนหน้าที่ยังไม่พังทลายทุกประการ ไม่ได้มีความแตกต่าง ทว่าหากมองและสัมผัสอย่างละเอียดล่ะก็ ยังคงจับสังเกตได้อยู่ว่าสะพานที่สองซึ่งผ่านการฟื้นคืนมานี้ พลังปราณของมันอ่อนด้อยลงอยู่บ้าง ท่ามกลางการสัมผัสของหวังเป่าเล่อ สะพานแห่งที่สองซึ่งถูกบูรณะซ้ำอีกครั้งก็ลดแรงต้านทานต่อตัวเขาไปไม่น้อยเมื่อเทียบกับก่อนหน้า ราวกับมันยินยอมแล้วอย่างไรอย่างนั้น ยอมลดพลังของตนลงและยอมให้หวังเป่าเล่อยืนอยู่บนตัวมัน อีกทั้งหวังเป่าเล่อในรอบนี้ก็ยังอ่อนโยนลงไม่น้อย เขาค่อยๆ ยกขาขึ้นจากนั้นก็ก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปยังสุดปลายของสะพานแห่งที่สอง สายตาระวังไม่ให้สะพานต้องพังลงอีกครั้ง หวังเป่าเล่อลอบถอนหายใจ เขามองไปยังสะพานแห่งที่สามห่างซึ่งอยู่ไกลและใหญ่ยิ่งกว่า คิดจะก้าวจากไปจากสะพานแห่งที่สอง แต่ในตอนนั้นเอง… ร่างกายของหวังเป่าเล่อพลันชะงักรุนแรง มีกระแสความคิดหนึ่งภายใต้ส่วนลึกในใจของเขางอกเงยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง ความคิดนี้ มาจากสิ่งที่เขามองเห็น สะพานสู่สวรรค์อันห่างไกลที่ใหญ่สะท้านใจคนนั้น ทุกสะพาน ไม่ว่าจะเป็นสะพานที่สามหรือสี่ แปดหรือเก้า กระทั่งสะพานสุดท้าย ราบกับว่าสะพานเหล่านี้พริบตานั้นพลันเปลี่ยนรูปลักษณ์ ห่างไกลออกไปมากกว่าเก่า ทำให้หวังเป่าเล่อต้องเพ่งมองมัน และตัวเขานั้นตอนนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นเล็กจ้อยอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างสะพานแล้ว ราวกับมันถูกขยายจนถึงขีดสุด ราวกับว่าสะพานเหล่านี้ ได้กลายเป็นยอดเขาที่ไม่อาจป่ายปีน ส่วนระยะห่างระหว่างตัวเขาและสะพานก็ไกลแสนไกล จนความคิดที่อยากจะล้มเลิกก่อตัวขึ้นในใจทันที เมื่อความคิดนี้ปรากฏขึ้นก็เหมือนถูกเล็งขยายกลายเป็นแรงขับดันอันรุนแรงแผ่ซ่านไปทั้งกาย คล้ายกับตนนั้นไม่อยากจะทำสิ่งใดอีกแล้วในโลก คล้ายแสวงหาข้ออ้างให้ตัวเองมากมายโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เกิดขึ้นกับหวังเป่าเล่อในยามนี้ก็เป็นเช่นนั้น มีเสียงจำนวนนับไม่ถ้วนพลันระเบิดขึ้นในสมองของเขา เสียงเหล่านี้บอกกับเขาว่า อย่าเดินต่อไปอีกเลย ให้เขาไปจากที่นี่ ให้เขาละทิ้งการข้ามสะพานสู่สวรรค์เอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ในตอนนี้ หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงปลายสุดของสะพานแห่งที่สอง เห็นได้ชัดว่าแค่ก้าวออกไปก็จะข้ามผ่านแล้ว แต่เขากลับยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อนราวกับถูกขุมพลังไร้รูปชั้นหนึ่งขวางกั้น บดบังเส้นทางเบื้องหน้าทำให้เขายากจะก้าวเดินได้ ใต้สะพานแห่งที่หนึ่ง หวังโหม่วกำลังเพ่งมอง ส่วนหวังอีอีในยามนี้สีหน้าเป็นกังวล กระทั่งเหล่าเงาร่างจำนวนนับไม่ถ้วนในดินแดนเซียนก็มองเห็นฉากนี้เช่นกัน “ถามใจ…” หวังโหม่วเอ่ยปาก เขาเข้าใจกระจ่าง ไม่ว่าจะมองในแง่ใด นี่สิถึงจะเป็นการทดสอบจากสะพานสู่สวรรค์ และนี่คือสิ่งแรกที่เขาเตือนให้หวังเป่าเล่อเติมจิตเต๋าของตนให้สมบูรณ์ในครั้งแรก เพราะเขาทราบดีว่า หากข้ามด่านนี้ไม่ได้ เช่นนั้น…ต่อให้พลังฝึกปรือจะสูงเพียงใด พลังต่อสู้จะเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่อาจข้ามผ่านสะพาน เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เนิ่นนานให้หลัง หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงสุดสะพานที่สองก็ค่อยๆ แหงนหน้าขึ้น มองไปยังสะพานที่สามจนกระทั่งถึงสะพานสุดท้ายที่อยู่ห่างออกไปไกล จากนั้นก็ก้มหน้ามองเท้าของตน แล้วยกยิ้ม “ในใจมีความสำราญ แล้วต้องถามมากมายไปทำไมเล่า?” กล่าวแล้วก็ยกเท้าขวาขึ้น ออกเดินจากสะพานแห่งที่สอง ข้ามผ่านมัน มุ่งหน้าต่อไปยังสะพานแห่งที่สาม ทีละก้าว ทีละก้าว เมื่อก้าวแรกเริ่มต้น รอบด้านของเขาก็ก่อเกิดระลอกคลื่น ก้าวที่สองเริ่มต้น ระลอกคลื่นนี้ก็ราวกับรอยวงน้ำ มันขยายต่อไปจนกระทั่งก้าวที่สามที่สี่ จากนั้นสะพานแห่งที่สามอันห่างไกลก็พร่าเลือน ราวกับว่าโลกที่เขาอยู่ ในพริบตาก็กลายเป็นโลกมายา แต่ฝีเท้าของหวังเป่าเล่อกลับไม่ชะงัก เขาเพียงแค่ปิดตาลง จากนั้นจึงก้าวเดินก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ก้าวที่เจ็ด… รอบด้านพลันเลือนราง กระทั่งเมื่อก้าวที่แปดแล้ว ทุกสิ่งก็หายไปกลายเป็นความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด กระทั่งไม่มีแม้แต่เสียง ราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่ง หวังเป่าเล่อก้าวเดินก้าวที่เก้าท่ามกลางความเงียบสงัด เมื่อเท้าเหยียบย่างลงไปพริบตาแรก ก็ราวกับเขาได้ข้ามเส้นกั้นบางอย่าง เดินผ่านธารเวลาระยะหนึ่ง จากโลกหนึ่งเดินเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่หยุดนิ่งพลันเคลื่อนไหว พริบตานั้นเสียงจำนวนมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาจากทั้งสี่ทิศ หวังเป่าเล่อหยุดฝีเท้า เขาได้ยินเสียงอึกทึก ได้ยินเสียงหวีดหวิว ได้ยินเสียงของเม็ดฝน ได้ยินเสียงวุ่นวายรอบด้าน แล้วยังเสียงจำนวนนับไม่ถ้วนที่แย่งชิงกันก็ปรากฏขึ้น ในสมองของหวังเป่าเล่อพลันปรากฏฉากมากมาย นอกจากเสียงเหล่านี้แล้ว ยังมีลำแสงขนาดยักษ์รวมตัวกันอยู่บริเวณเปลือกตาของเขา มันขยายแสงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริเวณนอกเปลือกตาปรากฏภาพลำแสงที่ดึงดูดสายตาภาพหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน กลิ่นหอมเป็นระลอกๆ ก็ลอยเข้าสู่จมูกของเขา เขาสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยและในเวลาเดียวกันก็ได้กลิ่นหอมของน้ำเย็นหล่อวิญญาณ ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่หวังเป่าเล่อคุ้นชินอย่างมาก จนกระทั่งหลงเหลือความทรงจำ ต่อให้เขาไม่ได้ลืมตาแต่เขาก็สัมผัสได้ นี่ก็คือ…ความทรงจำของตัวเขาเอง เป็นภาพที่อยู่บนเรือบินซึ่งมุ่งหน้าไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกัน หวังเป่าเล่อในยามนี้ เข้าใจเหตุผลต้นสายของสะพานแห่งที่สามแล้ว สะพานแห่งที่สามทดสอบจิตเต๋าของเขา ทางทฤษฎีนั้นก็คือนำความทรงจำของตัวเขาออกมาสร้างเป็นจิตมาร หากว่าจิตเต๋าเข้มแข็ง เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ต่อให้มีภาพฉากปรากฏขึ้นมาในสมอง ตนก็จะไม่สะทกสะท้านเหมือนเก่า ย่อมสามารถเดินบนสะพานแห่งที่สามได้ ทว่าเมื่อลืมตา หรือจิตใจนั้นเกิดระลอกคลื่น ก็หมายความว่าโอกาสที่จะได้เดินบนสะพานแห่งที่สามนี้ ลดน้อยลงไปด้วย “นี่มันปีไหนแล้ว เรื่องจิตมารพรรค์นี้ ตกยุคแล้วนา…” หวังเป่าเล่อเห็นภาพความอบอุ่นพวกนี้แล้วก็ถอนหายใจก่อนจะพึมพำ “อีกอย่าง การทดสอบเช่นนี้ สำหรับผู้ฝึกตนที่ยังไม่เข้าระดับสี่อาจจะมีประโยชน์ แต่กับข้า…ไร้ประโยชน์” หวังเป่าเล่อผิดหวังเล็กน้อย เขาส่ายหน้ากำลังจะละทิ้งความสนใจทุกอย่างแล้วเดินต่อไป แต่ในยามที่เขาก้าวเท้านั้นเอง ส่วนลึกในใจก็เกิดความคิดหนึ่ง “ในเมื่อสะพานนี้สามารถทำให้ความทรงจำกลับมาได้ หากว่าใช้กับสมุดชะตาแล้วก็เรื่องเทพทั้งหลายที่ข้าได้ประสบมาเมื่อปีนั้น เช่นนั้น…จะสามารถยืมใช้ได้หรือไม่นะ?” คิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็ใจเต้น หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ภายใต้สายตาของท่านพ่อหวังและหวังอีอี อีกทั้งสรรพชีวิตบนดินแดนเซียนซึ่งกำลังมึนงงนั้นเอง หวังเป่าเล่อก็…ถอยหลังจากมา เขาถอยเก้าฝีเท้าในครั้งเดียว หลังจากนั้น…ก็เดินไปข้างหน้าอีกเก้าครั้ง ราวกับว่ายังไม่พอใจ หวังเป่าเล่อทำซ้ำอีกรอบ เขาเดินกลับไปกลับมาเช่นนี้ ภาพที่สัมผัสได้เปลี่ยนแปลงไปตลอด กลายเป็นภาพในชาติก่อนๆ โลกแห่งศิลาปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เขายังสามารถมองเห็นได้ว่าในกาลเวลาอันห่างไกลก่อนหน้านี้ การต่อสู้ระหว่างหลัวและกู่ มองเห็นฉากที่ไม้กระดานสีดำร่วงหล่น กระทั่งเขายังมองเห็นฉากในจักรวาลต้นกำเนิดที่แท้จริง ยามไม้กระดานร่วงหล่นและปักลงไปในฉากนั้น แต่หวังเป่าเล่อยังไม่พอใจ เขาต้องการดูให้มากกว่านี้ ต้องการมองความทรงจำที่ลึกไกลกว่านั้นของตนเอง! จนกระทั่งสีหน้าของหวังอีอีแปลกประหลาด ส่วนหวังโหม่วเบื่อหน่าย เหล่าผู้เฝ้าชมที่อยู่บนดินแดนเซียนนั้นล้วนแต่เหม่อลอย ตอนนั้นเองหวังเป่าเล่อก็ชะงัก มุมปากยามนี้เผยให้เห็นรอยยิ้ม “สำเร็จแล้ว” ระหว่างที่กล่าวนั้น เขาพลันลืมตาขึ้นมา มองภาพเบื้องหน้าของตน นั่นมิใช่ภาพเรือบินของสำนักเต๋าศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว แต่กลับเป็น…จักรวาลอันไพศาล! อีกทั้งที่นี่ ก็ไม่เหมือนกับใจกลางของจักรวาล ราวกับว่าเป็นสุดเขตของจักรวาลเสียมากกว่า เพราะว่า…ไกลออกไปนั้นมีหลุมขนาดยักษ์อยู่แห่งหนึ่ง! หากนำจักรวาลนี้มาเปรียบเทียบกับลูกบอลแล้ว ดินแดนเซียนรวมถึงท้องฟ้าที่อยู่ของมหาเทพและเหล่าดารานับไม่ถ้วนก็คือภายในลูกบอลลูกหนึ่ง เช่นนั้นตำแหน่งที่หลุมดำตั้งอยู่นี้ ย่อมต้องเป็น…นอกจักรวาล! ……………………….
มองจากระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นสะพานแห่งที่สองหรือว่าสะพานแห่งที่สามหรือสี่ด้านหลัง และสะพานที่สิบเอ็ดซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกนั้น บนนั้นล้วนมีเงาร่างมายาจำนวนหนึ่ง ทว่า ยิ่งออกเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเงาร่างพวกนี้น้อยลง ในบรรดานั้นบนสะพานแห่งที่เก้ายังมีเงาร่างสิบสาย แต่เมื่อมาถึงสะพานแห่งที่สิบ กลับมีเพียงสองเท่านั้น และในสะพานสุดท้าย…กลับมีเพียงเงาร่างเดียว! เงาร่างเหล่านี้สภาพเลือนรางนัก ยิ่งเดินไปด้านหลังมากเท่าไรก็ยิ่งพบว่ามองไม่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น หลังเพ่งมองเงาร่างเหล่านี้ หวังเป่าเล่อก็เข้าใจ คนพวกนี้…บางทีอาจเป็นเหล่าคนที่เคยข้ามผ่านสะพานนี้มาก่อน จึงเหลือเงาร่างของแต่ละคนทิ้งไว้ “หลังผ่านไปแล้ว สะพานนี้…บางทีอาจเหลือเงาร่างของข้า” หวังเป่าเล่อพึมพำ เงาร่างกลายเป็นเส้นรุ้งสียาว ควบตะบึงไปเบื้องหน้า ระหว่างสะพานสู่สวรรค์เส้นที่หนึ่งละสองนั้น ดูแล้วไม่ได้ตั้งอยู่ห่างกันมาก ทว่าความเป็นจริงนั้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองกลับไพศาลนัก อีกทั้งระยะห่างนี้ยังแฝงไปด้วยพลังของเต๋าแห่งมิติ ดังนั้นต่อให้เป็นพลังฝึกปรือระดับหวังเป่าเล่อก็ยังคงต้องบินไปอีกหลายวันถึงจะลุมายังสะพานแห่งที่สองได้ หลังจากเข้าใกล้แล้ว หวังเป่าเล่อก็เห็นสะพานแห่งที่สองชัดเจนเบื้องหน้าตน เมื่อเทียบกับแห่งแรกไปแล้ว สะพานแห่งที่สองใหญ่กว่ามาก ทั้งยังมีระดับสูงมากกว่าหลายเท่า ในเวลาเดียวกันก็ดูกว้างใหญ่กว่า หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่หน้าสะพานนั้นเทียบกับขนาดของสะพานแห่งนี้ ตัวเขาช่างเล็กจ้อยไม่อาจเทียบได้ แต่การที่เขายืนอยู่ตรงนี้ก็สัมผัสได้ว่าพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกลับเหนือล้ำกว่าสะพานที่สองมากทีเดียว เพราะว่า…ตัวเขาไม่เหมือนกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่มายังสะพานแห่งที่สอง เมื่อผู้อื่นมาที่นี่ ตัวของผู้นั้นยังไม่ได้ข้ามสู่สวรรค์ จึงต้องอาศัยพลังของสะพานช่วยให้บรรลุขั้นสุดท้าย แต่หวังเป่าเล่อนั้นแตกต่าง พลังการต่อสู้ของเขา แท้จริงแล้วถือว่าได้ข้ามผ่านระดับสวรรค์แล้ว หากแต่สิ่งที่เขาต้องการคือแรงหนุนจากสะพานแห่งนี้ เพื่อให้พลังการต่อสู้ของตนแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นแล้ว เงาร่างของหวังเป่าเล่อที่อยู่เบื้องหน้าสะพานแห่งที่สองจึงยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดิน และโดยไม่รู้ตัว พลังปราณบนร่างของเขาที่สำเร็จการข้ามผ่านสะพานแรกมาได้ ก็ทำให้สะพานที่สองบังเกิดเสียงก้องดังสะเทือนเลื่อนลั่น “ที่แท้ก็ไม่สามัญ” ท่านพ่อหวังที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าสะพานแห่งแรกแหงนหน้ามองหวังเป่าเล่อ ดวงตาฉายแววชื่นชม ส่วนด้านข้างนั้นมีเงาร่างเพิ่มมาอีกหนึ่งคือหวังอีอี นางกำลังจ้องมองหวังเป่าเล่อที่อยู่เบื้องหน้าสะพานแห่งที่สองห่างออกไปไกล นัยน์ตาฉายประกายความเป็นห่วง ก่อนจะหันหน้ามามองบิดาของตน “ท่านพ่อ…สะพานแห่งที่สองนี้…” “สะพานแห่งที่สอง สำหรับเขาแล้วไม่เกิดอุปสรรคสิ่งใด ข้าต้องการให้โอกาสเขาบ่มเพาะ ยังไม่ถึงเวลา” ทหวังโหม่วถอนหายใจก่อนจะอธิบาย ระหว่างที่สองพ่อลูกกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสะพานแห่งที่สองก็ยกเท้าขึ้นเดินไปบนนั้นอย่างรุนแรง ในพริบตาที่ฝ่าเท้ารุดเหยียบลงไป ร่างกายของเขาก็เกิดเสียงดังสนั่นราวกับถูกขุมพลังอันไร้ลักษณ์โจมตีเข้ามา มันกวาดไปทั่วร่างของเขาราวกับจะต้องการตรวจสอบว่าเขามีคุณสมบัติที่จะขึ้นสะพานหรือไม่ แล้วยังมีกระแสจิตเทพระเบิดออกจากสะพานแห่งที่สองนี้ครอบงำทั้งสภาวะจิตของหวังเป่าเล่อ ราวกับจะตรวจสอบว่า เต๋า พลังจิต ร่างกายนี้สมบูรณ์หรือไม่ หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ชอบการถูกตรวจสอบทั้งในและนอกอย่างละเอียดเช่นนี้ แต่เมื่อคิดว่าตนนั้นเป็นแขกของดินแดนแห่งเซียน และสะพานแห่งนี้ก็ไม่ใช่สะพานธรรมดา แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนเซียน ดังนั้น ต่อให้ไม่ชอบใจสักเท่าไร แต่หวังเป่าเล่อก็ต้องพยายามสะกดอารมณ์ ปล่อยให้สะพานนี้ตรวจสอบต่อไป ทว่า…หลังจากสะพานตรวจสอบเสร็จสิ้น ด้วยความรวดเร็วก็มีขุมพลังต่อต้านระเบิดออกมาจากสะพานแห่งที่สองทันที นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกว่า แม้ร่างกาย สภาวะจิต และเต๋าของตนจะสมบูรณ์ หากแต่…เพราะไม่ใช่ผู้ฝึกตนของดินแดนเซียน ดังนั้นจึงไม่มีคุณสมบัติจะขึ้นสู่สวรรค์ อีกทั้งกระแสพลังขับไล่นี้ ก็ระเบิดออกมาเป็นพลังน่าหวาดผวาจากสะพานแห่งที่สองพุ่งเข้ามาที่ขาขวาของหวังเป่าเล่อที่กำลังเหยียบย่างบนสะพาน ราวกับต้องการยกขาของเขาขึ้น “เอ๋?” หวังเป่าเล่อคิ้วกระตุก ขาขวาของเขาคล้ายเป็นหินไปแล้ว มันเหยียบอยู่บนนั้นไม่อาจขยับเขยื้อนได้ เห็นดังนี้เขาจึงหันหน้าไปมองสองพ่อลูกที่อยู่หน้าสะพานแห่งแรก “ผู้อาวุโส สะพานนี้…” หวังเป่าเล่อเอ่ยไม่ทันจบ “หากมีอุปสรรค ต้องทำเช่นไร?” คำตอบที่มอบให้หวังเป่าเล่อ ก็คือดวงตาล้ำลึกของหวังโหม่วและน้ำเสียงราบเรียบ “สังหาร!” หวังเป่าเล่อที่ขาเพียงข้างเดียวค้างอยู่บนสะพานนั้น ดวงตาทอประกายวาบ “หากไม่ยินยอม จะทำเช่นไร?” หวังโหม่วถามซ้ำ “สยบมัน!” หวังเป่าเล่อเอ่ยคำนี้ออกมาโดยไม่ลังเล ในเวลาเดียวกันขณะที่เอ่ยปาก แววตาของเขาก็ยิ่งลุกโชน “ผู้อาวุโส ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว ทว่า…ก่อนหน้านี้ผู้เยาว์ยังเอ่ยไม่ทันจบ สิ่งที่ต้องการพูดก็คือ หากว่าผู้เยาว์ไม่ทันระวังทำลายสะพานแห่งนี้พัง…ขอผู้อาวุโสอย่าได้โกรธ” หวังโหม่วมื่อได้ยินประโยคนี้กลับยิ้มกว้าง น้ำเสียงอารมณ์ดีกระจายไปแปดทิศ สีหน้าของเขาเป็นสุข ราวกับว่าในหลายขวบปีมานี้ไม่ได้หัวเราะเช่นนี้นานแล้ว “หากว่าเจ้าทำได้ ไม่มีปัญหา!” อีกด้านหวังอีอีที่ได้ยินประโยคนี้เช่นกัน ราวกับนางระลึกถึงความทรงจำบางอย่างได้ ดวงตาพลันเบิกกว้าง รีบคว้าจับแขนเสื้อของบิดาเอาไว้ คิดอยากกล่าวอะไรสักอย่างแต่ดูเหมือนว่าท่านพ่อของตนจะไม่สนใจ หลังจากนางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา และเพราะคำว่า “ไม่มีปัญหา” นี้ลอยออกมานั่นเอง พริบตานั้นลมปราณของหวังเป่าเล่อก็ระเบิดออก เขาหันกายกลับ ไม่สนใจกระแสขับไล่ของสะพานแห่งที่สองไม่ว่ามันจะต่อต้านแค่ไหน เท้าขวาของเขาในเมื่อเหยียบขึ้นไปแล้วจึงขยับกายกระโจนเข้าสู่สะพานเต็มตัว เมื่อเหยียบเข้าไป ทั้งสะพานก็สั่นสะท้าน ตอบโต้รุนแรงกว่าเก่า ราวคลื่นทะเลซัดโหม แต่กลับไม่อาจทำอะไรหวังเป่าเล่อได้สักนิด ยิ่งแรงสยบรุนแรงขึ้นก็ยิ่งสะท้านสะเทือนขวัญ ทว่าเขาก็ยังเดินไปเรื่อยๆ ออกเดินไปทีละก้าวยังสะพานแห่งที่สองราวกับเดินชมนกชมไม้ หลังจากทุกย่างก้าวนั้น สะพานแห่งที่สองก็สั่นสะท้านรุนแรงขึ้นราวกับย่างก้วาของหวังเป่าเล่อคือแรงกดดันที่มาสู่มัน ตอนนั้นเองก็มีรอยแตกร้าวสายหนึ่ง ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าหวังเป่าเล่อ! ในเวลาเดียวกัน กระแสขับไล่จากสะพานแห่งนี้พลันระเบิดออกมาราวกับเป็นขุมพลังกดทับขนาดยักษ์ขุมหนึ่ง ทำให้ทั้งร่าง จิตใจ และเต๋าของหวังเป่าเล่อที่สมบูรณ์มาตั้งแต่สะพานแห่งแรกนั้นราวกับถูกหลอมล้าง ลมปราณของเขา ยามที่ออกเดินก็ยิ่งไพศาลมากขึ้น ขยายออก รุนแรงมากขึ้น! และสุดท้าย ท่ามกลางเสียงครืนโครมของฟ้าดิน ทั้งดินแดนเซียนก็เกิดเสียงดังลั่น หากคนปกติข้ามสะพาน จะต้องสูงศักดิ์ แต่หากคนไม่ธรรมดาข้ามนั้น จะต้องเอาชนะ! หากเจ้าไม่ยอมรับข้า เช่นนั้นข้าจะสยบเจ้า! หากเจ้าขัดขวางข้า เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้า! สิ่งใดที่เรียกว่าความสำราญ มิใช่การหลีกเร้น มิใช่การฝากฝัง มีเพียงพลังเท่านั้น จึงจะสามารถมีชีวิตอย่างสุขสำราญได้แท้จริง! นี่สิคือความสำราญ และนี่สิคือเซียน! ท่ามกลางเสียงดังสนั่น พริบตานั้นเงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ขยายใหญ่ มันปรากฏอยู่บนท้องฟ้าของดินแดนเซียนแห่งนี้ เหล่าสรรพชีวิตสามารถเห็นร่างของเขาและสะพานใต้ร่างได้ ในพริบตานี้ สะพานแห่งที่สองราวกับต้องการ…ขัดขวาง! แม้จะไม่ยินยอมแต่ก็ไม่อาจอดทนได้ เพราะพลังปราณของหวังเป่าเล่อนั้นสะท้านสะเทือนนัก แต่เจ้าสะพานแห่งที่สองนี้กลับยังคงระเบิดพลังขับไล่ออกมา ในพริบตาดินแดนเซียนก็ปรากฏขึ้นในดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ นี่คือพลังส่งเสริมทั้งหมดซึ่งสะพานแห่งที่สองมี มันช่วยเพิ่มเสริมดวงจิตเทพ หรือจะกล่าวให้กระจ่างชัดกว่านั้นคือช่วยเพิ่มพูนปณิธาน กระแสจิตครอบคลุมได้มหาศาลเท่าไร ข้อมูลที่ได้รับมาก็ยิ่งมากเท่านั้น อีกทั้งยังต้องการปณิธานอันห้าวหาญเข้มแข็งจึงจะมีจิตเทพอันสงบนิ่งได้ ในยามนี้ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ รูปลักษณ์ของดินแดนเซียนนั้นแปรเปลี่ยน ภายใน 72 อาณาเขต ได้กลายเป็นยักษ์เกราะทองทั้งสิ้น 72 ร่าง ทุกร่างล้วนมองไปยังท้องฟ้าด้วยสีหน้าเข้มงวด ภายในกายของยักษ์ทั้ง 72 นี้ก็มีจักรวาล 8,000 เคลื่อนไหวหมุนเวียนอยู่ด้านใน และภายในเขตของแต่ละจักรวาล ก็ยังมีอสูรดุดันต่างลักษณ์จำนวน 108 ตัวอยู่ด้วย ในยามนี้พวกมันโห่คำรามมายังหวังเป่าเล่อ หรือจะกล่าวให้ชัดเจนคือ เสียงโห่คำรามนี้เป็นเสียงร้องขอให้ช่วย! คล้ายว่าพวกมันสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสจิตเทพของหวังเป่าเล่อ จึงวิงวอนให้หวังเป่าเล่อปลดปล่อยพวกมันให้เป็นอิสระ! ในตอนนี้เอง ทุกเมืองในดินแดนเซียนก็สั่นสะท้านรุนแรง ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมากจากทุกแห่งหนทะยานออกมา ยามที่พวกเขามองมาทางเงาร่างของหวังเป่าเล่อ ผืนดินก็ยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงกว่าเก่า เงาร่างของอสูรยักษ์แต่ละร่าง พลันปรากฏลักษณ์มายาออกมาจากแต่ละเมือง ล้วนกู่คำรามโหยหวนขอความช่วยเหลือพร้อมกันไปยังฟากฟ้า ฉากนี้ สำหรับผู้ฝึกตนในดินแดนเซียนแล้ว ไม่ได้แปลกประหลาดนัก ในเวลาอันรวดเร็วก็มีผู้ฝึกตนกรีดร้องลืมตัว “มีคน…มีคนกำลังขึ้นสู่สวรรค์!” “คนผู้นี้ ได้เห็นการข้ามผ่านสวรรค์แล้วครั้งหนึ่ง!” “ใครกัน ทำไมถึงรู้สึกแปลกหน้าเช่นนี้” สำหรับผู้ฝึกตนในดินแดนเซียน ฉากนี้แม้ว่าจะหากได้ยาก แต่ก็เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนแล้วแล้วในจำนวนขวบปีที่ผ่านมา ทว่าระยะห่างแต่ละครั้งนั้นเนิ่นนานไปหน่อย ดังนั้นหลายคนจึงยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาขึ้นมาในครั้งแรก และในเวลาอันรวดเร็ว เสียงกรีดร้องตกใจก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันสะท้อนออกมาจากแต่ละแห่งในดินแดนเซียน หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจความวุ่นวายพวกนั้น ยามนี้เขาสัมผัสได้ว่าดวงจิตเทพของตนกำลังขยาย สามารถสัมผัสได้ถึงปณิธานที่แน่วแน่กว่าเก่า ฝ่าเท้าของเขาก้าวเดินเร็วยิ่งขึ้น ลมปราณก็แสดงพลังจนถึงขั้นสูงสุด แววตาทอประกายคมปลาบสะเทือนฟ้าดิน จิตใจเบิกบานอย่างมาก และในขณะที่เขากำลังจะกู่ร้องนั่นเอง พริบตาถัดมา… หลังจากที่เท้าเหยียบย่าง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงซึ่งสะท้อนไปทั่วดินแดนนั้น สะพาน ก็พังทลาย สรรพชีวิตทั้งหลายในดินแดนเซียน พริบตานั้น…เงียบสนิท ทุกสายตาที่แหงนมองท้องนภาพลันเบิกกว้าง ท่าทางเหม่อลอย กระทั่งเหล่าอสูรที่ร้องขอให้ช่วยในทีแรกก็พลันเงียบเสียง สีหน้าฉายแววหวาดผวา ต่างพากันหดศีรษะราวกับไม่กล้าส่งเสียงร้องอีก หวังเป่าเล่อส่ายหน้า เขาหันไปมองหวังโหม่วที่อยู่หน้าสะพานแห่งแรกอย่างรู้สึกผิด สีหน้ากระอักกระอ่วน “ผู้อาวุโส…” “เจ้าทำพังเข้าแล้วจริงๆ” หวังโหม่วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ ส่วนหวังอีอีที่อยู่ข้างๆ ได้แต่กะพริบตาปริบๆ นางไอแค่กๆ ออกมา แล้วไม่กล่าวสิ่งใดเลย
ท่านพ่อหวังนั่งขัดสมาธิอยู่บนสะพานสู่สวรรค์ค่อยๆ ลืมตาทั้งสองขึ้น แล้วมองหวังเป่าเล่ออย่างสงบจากนั้นจึงพยักหน้า เขาที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่นั้นพลันยกมือขวาขึ้นมาชี้ไปยังสะพานสวรรค์ด้านหลังก่อนจะโบกมือส่งๆ ครั้งหนึ่ง ภายใต้การโบกมือครั้งนี้ ฟ้าดินเปลี่ยนผัน ลมเมฆพัดหมุน เกิดเสียงดังก้องกังวานไปทั่วแปดทิศ ในเวลาเดียวกัน สะพานสวรรค์เส้นแรกนี้ก็พลันมีแสงส่องจ้านับหมื่นจั้ง ศิลาแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นข้างสะพานจากความว่างเปล่าควบรวมจนก่อเกิดขึ้นมา พลังปราณโบราณ เข้มข้นแผ่กระจายไปทั่ว ความรู้สึกของกาลเวลาไหลผ่านเริ่มแผ่ขยายได้ชัดเจนกว่าเก่า สะท้อนทั่วทั้งแปดทิศ ภายในบริเวณโดยรอบพลันปรากฏวังวนขึ้น วังวนนี้ยิ่งใหญ่นัก มโหฬารเกินพรรณนา แล้วยังครอบคลุมทั้งท้องฟ้า แต่หากมองไปแล้ว…ก็จะพบว่าดินแดนเซียนแห่งนี้ไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราวกับทุกอย่าง เป็นแค่ความเข้าใจผิดอย่างไรอย่างนั้น ในวังวนที่ยากจะมีคนพบเห็น ยามนี้กระแสบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว ด้านหวังเป่าเล่อที่อยู่กลางวังวนนั้น สภาวะจิตของเขาถูกเหนี่ยวนำ แต่เขาก็สงบลงอย่างรวดเร็วก่อนจะมองไปยังสะพานเบื้องหน้า ศิลาที่ควบรวมค่อยๆ ปรากฏรอยอักษรขึ้นช้าๆ มันเป็นอักขระที่เขาไม่รู้จัก หวังเป่าเล่อไม่เคยพบเห็นมาก่อนแน่นอน ทว่าในยามที่เขาทอดมองนั่นเอง อักขระนั้นก็ปรากฏในสมองของเขา ราวกับว่าเขาเข้าใจมันได้ทันที “สะพานสู่สวรรค์ ความว่างเปล่าทำลายมรรคา วิญญาณไม่ดับสิ้น สรรพชีวิตเคารพ” คำทั้งสิบสองคำนี้ ทุกคำล้วนเผยให้เห็นพลังอันสูงส่งซึ่งสามารถสั่นสะท้านจิตวิญญาณของหวังเป่าเล่อ เขารู้สึกว่าลมที่อยู่รอบด้านคล้ายจะขยายตัวแรงขึ้น วังวนหมุนวนเร็วยิ่งกว่าเก่า เวลาและกลิ่นอายเก่าแก่นี้ก็สัมผัสได้รุนแรงมากขึ้น ในเวลาเดียวกันกับที่สภาวะจิตของเขาถูกวลีทั้งสิบสองคำนี้ดึงดูด เสียงดังสะท้านภพก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นอีกด้านหนึ่งของแผ่นศิลา ก็ปรากฏแผ่นศิลาที่สองควบรวมกัน ขนาดของมันไม่ได้แตกต่างจากศิลาแผ่นแรกมากนัก แต่ให้ความรู้สึกคุกคามหนักกว่า เมื่อปรากฏแล้ว ก็ราวกับว่าดินแดนเซียนแห่งนี้จะสั่นคลอนไปด้วย บนนั้น มีสิบสองคำปรากฏอีกครั้ง “เจตจำนงสูงศักดิ์ สั่นสะท้านวัฏสงสาร จิตวิญญาณจักรวาล เสียงเรียกของหมื่นมรรคา!” เมื่อมองเห็นคำทั้งสิบสองบนศิลาแผ่นที่สองแล้ว ในใจของหวังเป่าเล่อคล้ายถูกพายุซัดโหม ในช่วงจังหวะนั้นราวกับเขามองเห็นภาพวาด ในภาพวาดนั้นมีเงาร่างที่เขาคุ้นเคยอยู่ ช่วงเวลาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง เงาร่างนี้ชูมือขึ้นเบื้องหน้าสะพาน แล้วรวมพลังอันเร้นลับจากทั้งจักรวาลกอปรเป็นแผ่นศิลา จากนั้นจึงตวัดพู่กัน เขียนคำทั้งสิบสองนี้ลงไป เมื่อทุกคำปรากฏขึ้นก็มากพอจะทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน กระทั่งหลังจากคำทั้งสิบสองเรียบเรียงเสร็จแล้ว ท้องนภาก็พลันปรากฏลำแสงเจิดจ้า ราวกับจักรวาลนั้นก่อเกิดคลื่นใหญ่น่าตื่นตะลึง อีกทั้งผู้ที่เขียนคำทั้งสิบสอง ก็หันหน้ามาในตอนนี้เอง พริบตานั้นหวังเป่าเล่อจึงได้เห็น คนผู้นี้ก็คือ…ท่านพ่อหวัง! ฉากเบื้องหน้าในพริบตาก็หายไป หวังเป่าเล่อหายใจกระชั้น เขาเหลือบไปมองทางท่านพ่อหวังที่นั่งขัดสมาธิอยู่อีกด้านหนึ่ง มองดวงตาอันแสนสงบของอีกฝ่าย ในสมองพลันปรากฏภาพความทรงจำหลายปีก่อน ในตอนที่เขาเพิ่งมาถึงดินแดนเซียนแห่งนี้ บนท้องนภาที่เขามองสะพานทั้งสิบเอ็ดสาย อีกฝ่ายได้เอ่ยคำพูดอย่างสงบไว้ว่า “สะพานนี้ เคยพังมาแล้วในกาลก่อน หลังจากนั้นเป็นหวังโหม่วที่บูรณะมันขึ้นใหม่ จากเดิมเก้าสายเปลี่ยนเป็นสิบเอ็ดสาย ในบรรดาเก้าสายนั้นก็คือเส้นทางสู่สวรรค์” เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หวังเป่าเล่อจึงถอนสายตาแล้วมองไปยังสะพานอีกครั้งหนึ่ง ดวงตานั้นทอแสงแรงกล้า เขาไม่ได้เอ่ยคำใด แต่กลับขยับกายแล้วพุ่งตัวเข้าไปหาสะพานสู่สวรรค์แห่งแรกทันที ความเร็วนั้นช้านัก แต่ก้าวเพียงหกเก้าก็มาถึงหน้าสะพานแล้ว เมื่อเหยียบย่างที่เจ็ดเข้าไป ขาขวาของหวังเป่าเล่อก็ก้าวเข้าสู่สะพานแรก ในพริบตาที่ก้าวเข้าสู่สะพาน ระลอกคลื่นในตาของหวังเป่าเล่อพลันหยุดชะงัก เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้ร่างกายและจิตวิญญาณของตนราวกับยกระดับขึ้น ราวกับมีพลังกฎของฟ้าดินขนานใหญ่ กระแสแห่งหมื่นเต๋า หลอมรวมมาจากทุกทิศ มาจากทั้งจักรวาลและตกลงบนสะพานแห่งนี้ก่อนจะกระจายตัวออกไป มันพุ่งตัวมายังร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง หวังเป่าเล่อไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งกระแสเต๋าอันเต็มเปี่ยมนี้เมื่อหลอมรวมกับพลังกฎ ก็ทำให้จิตวิญญาณของหวังเป่าเล่อพลันระเบิดขึ้นมา มันสะเทือนฟ้าดิน ภายใต้การระเบิดรุนแรง ความเข้าใจของเขาที่มีต่อกฎทั้งหลายพลันกระจ่างชัดมากขึ้นด้วยความเร็วที่ยากจะเชื่อได้ มันพุ่งทะยานขึ้น ธาตุทั้งห้าในกายของเขาบริบูรณ์กว่าเดิม พลังปราณภายใต้การปะทะหลอมรวมของกระแสเต๋าจำนวนนับไม่ถ้วนก็หลอมรวมกับธาตุทั้งห้าภายใต้พายุอันบ้าคลั่งนี้เอง และยังมีความรู้สึกอบอุ่นก่อร่างขึ้นเรื่อยๆ มันกระจายไปทั่วทั้งร่าง ก่อเกิดกระแสอบอุ่นของดวงตะวันสาดปกคลุมร่างกายที่เหน็บหนาวโดยไม่รู้ตัว คล้ายกับว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ แม้ดูไปแล้วเขาจะสมบูรณ์แบบ ทว่าแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือจิตวิญญาณย่อมมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง เหมือนขาดชิ้นส่วนบางอย่าง แต่ในยามนี้ ชิ้นส่วนพวกนั้นได้เติมเต็มสมบูรณ์แล้ว ทั้งหมดนี้ ทำให้ร่างของหวังเป่าเล่อซึ่งเหยียบย่างขึ้นสะพานสู่สวรรค์เป็นครั้งแรก ทำได้เพียงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน หลับตาทั้งสองข้างหยุดยืนอยู่ตรงหัวสะพาน ระหว่างขั้นตอนนี้ กินเวลาทั้งสิ้นประมาณหนึ่งก้านธูป จากนั้นหวังเป่าเล่อจึงค่อยๆ สัมผัสได้ถึงกระแสแห่งเต๋าและพลังของกฎที่ไหลอยู่ในร่างกายของเขาอย่างเนิบช้า ตอนที่เขาลืมตานั้น ดวงตาราวกับมีเงาร่างของท้องฟ้าแฝงอยู่ พลังปราณบนร่างยกระดับขึ้นแล้ว ทวีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อสัมผัสได้ หวังเป่าเล่อก็เห็นระยะห่างนั้นเ ขาเพิ่งจะก้าวขึ้นสะพานมาเพียงแค่หนึ่งก้าว นี่ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกว่า ทั้งบนและล่างสะพานนั้น ตนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตอนอยู่ล่างสะพาน เขาแม้แข็งแกร่งแต่ก็มีขีดจำกัด หากแต่เมื่ออยู่บนสะพาน เขารู้แจ้งกฎทุกสิ่ง หลอมรวมกระแสเต๋านับไม่ถ้วน ไร้ขีดจำกัด ดังนั้น…จึงแข็งแกร่งมากขึ้น! นี่ทำให้ในตอนที่หวังเป่าเล่อก้มหัวลงไปมองสะพานสู่สวรรค์ใต้ฝ่าเท้าของตนเอง สายตาของเขาจึงเจือประกายประหลาด “นี่น่ะหรือ…สะพานสู่สวรรค์?” หวังเป่าเล่อพึมพำเบาๆ ดวงตานั้นคมปลาบ เขาก้าวเท้า ต่อไปมุ่งเข้าสู่สะพานสู่สวรรค์แห่งแรกนี้ทีละก้าว ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เขาก็สัมผัสได้ลึกซึ้งกว่าเก่า การรู้แจ้งของเขาทะยานขึ้น ร่างกายของเขาเองผ่อนคลายลง และที่สำคัญที่สุดก็คือจิตวิญญาณของเขาเองก็คล้ายจะปลอดโปร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกย่างก้าว เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาที่เดินอยู่บนสะพานก็ยิ่งก้าวเดินเร็วขึ้น ลมปราณทวีความน่าตื่นตระหนกในทุกการเหยียบย่าง กระทั่งสุดท้าย ตอนที่ยืนอยู่ตรงสุดปลายของสะพานแห่งแรก ลมปราณบนร่างของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งใหญ่ไพศาล สะท้อนไปทั่วแปดทิศอย่างรุนแรง ทำให้วังวนรอบด้านตอนนี้หมุนคว้างกว่าเก่าด้วยความรุนแรงถึงขีดสุด เพราะนี่คือการสนองคุณที่มาจากสะพานแห่งแรก ท่ามกลางแรงหนุนของกฎฟ้าดินที่เปลี่ยนแปลง และกระแสเต๋าจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น มันสลักลงในจิตวิญญาณของหวังเป่าเล่อโดยไม่อาจดับสูญในทันที และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนนี้ร่างของหวังเป่าเล่อได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ราวกับนี่คือความสมบูรณ์ นี่คือ สะพานสู่สวรรค์เส้นทางแรก! ประโยชน์ของมันคือให้ผู้ฝึกตนได้ลองสัมผัสพลังแห่งกฎทั้งหมดภายในจักรวาล กระแสเต๋าทั้งหมดนั้นแม้เหมือนจะเข้าใจเพียงคร่าวๆ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะเบิกเจตนาแห่งเต๋าของผู้ฝึกตน เปลี่ยนขีดจำกัดเป็นไร้ขีดจำกัด สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว สะพานเส้นแรก แล้วยังมีการสนองคุณอีก นี่นับว่าเป็นการ…บำรุงเต๋า! หวังเป่าเล่อที่มาจากโลกแห่งศิลา ในโลกที่กฎและเต๋าไม่สมบูรณ์แห่งนั้น แม้ว่าเขาจะฝึกมาได้จนถึงขีดสุดของคำว่าสมบูรณ์ และยังได้รับการเสริมแต่งหลังมายังมหาจักรวาล แต่เขามีชีวิตมาจากโลกแห่งศิลา ดังนั้นแล้วหากกล่าวกันโดยตรง เขาก็ยังคงมีจุดบกพร่องอยู่เล็กน้อย และยากที่จะซ่อมแซมมันในเวลาสั้นๆ แต่ในยามนี้ หลังจากที่เขาเดินมาจนถึงสุดทางของสะพานแห่งแรก ร่างของเขายังมีร่างเต๋า จิตวิญญาณของเขาก็ได้กลายเป็นวิญญาณเต๋า ทุกสิ่งนั้น สมบูรณ์แล้ว! หวังเป่าเล่อร่างกายสั่นสะท้าน เขายืนอยู่ตรงปลายสะพานพลางแหงนหน้ามองไปยังเส้นทางห่างไกล หวังเป่าเล่อสามารถมองเห็นมันได้ สะพานที่สองเบื้องหน้า แล้วยังมีสะพานที่สามและถัดไปจากนั้น เป็นสะพานยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ราวกับสายรุ้ง หลังสูดลมหายใจเข้าลึก หวังเป่าเล่อจึงขยับกาย เดินลงจากสะพานที่หนึ่ง จากนั้นกระโจนเหาะไป
หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา เสียงนี้ของเขา สองสามีภรรยาเฉินอวิ๋นลั่วไม่อาจได้ยิน ผู้ที่ได้ยินมีเพียงเด็กน้อยที่มองหวังเป่าเล่ออย่างใคร่รู้ เขาได้ยิน แต่แม้ว่าจะฟังไม่เข้าใจ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ส่วนลึกในใจของเขา พริบตานั้นพลันปรากฏความรู้สึกหนึ่งว่าแม้คนผู้นี้จะแปลกหน้า แต่ก็มีกระแสความอบอุ่นอันคุ้นเคยอยู่ด้วย กระแสความอบอุ่นนี้ร้อนลวกอย่างยิ่ง มันอาบท่วมหัวใจของเขา ทั้งภายในร่าง จิตวิญญาณ พริบตานั้นขวบปีที่ข้ามผ่านของห้วงเวลาฟ้าดินนี้ ในสถานที่ที่หิมะแรกโปรยปรายก็เปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นโดยพลัน ราวกับว่า นักพรตเต๋าเบื้องหน้า ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ราวกับว่า เงาร่างเบื้องหน้านี้ ทำให้เขาคิดถึงอย่างมาก และอยากจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย ท่ามกลางความอบอุ่นนี้ สองสามีภรรยาเฉินอวิ๋นลั่วสัมผัสได้ถึงความเมตตาและยอมรับของหวังเป่าเล่อ คล้ายกับพวกเขาถูกอิทธิพลของความอบอุ่นโดยรอบนั้นเช่นกัน ในใจท่วมท้มด้วยความยินดี พวกเขาค้อมตัวให้หวังเป่าเล่ออย่างซาบซึ้งก่อนจะพาเด็กน้อยจากไป ก่อนหน้าจากไปนั้น เด็กน้อยที่ถูกบิดาจูงมือไว้ก็หันหน้ากลับมามองถึงสามครั้ง สุดท้ายแล้ว ในตอนที่หันกลับมา เขาก็ทนไม่ไหวอีก มองเงาร่างภายในอารามเต๋านั้น แล้วเอ่ยปากเสียงดัง “นักพรตเต๋า พวกเรา…เคยพบกันหรือไม่?” เสียงที่จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมานี้ทำเอาสองสามีภรรยาเฉินอวิ๋นลั่วตระหนกอย่างยิ่ง แต่สายตาคาดโทษของบิดาและสายตาตื่นลนลานของมารดานั้นกลับไม่ได้ทำให้เด็กน้อยหันหลัง เขายังคงมองอารามเต๋าอยู่ราวกับรอคำตอบ “เคยพบ…” หวังเป่าเล่อยิ้ม แล้วพยักหน้าให้ ทว่าในใจนั้นพึมพำเสียงเบา “ในชาติที่แล้วของท่าน” “เยี่ยมเลย” เด็กน้อยดวงตาทอประกาย แต่ด้วยความที่เป็นเด็กจึงกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาลุแก่โทษของบิดามารดาและรอยยิ้มอันอบอุ่นของหวังเป่าเล่อ สมาชิกในบ้านทั้งสามคนก็ออกเดินไปไกลแล้ว และโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เสียงอบรมบุตรชายของเฉินอวิ๋นลั่วก็ดังลอยมากับสายลม มองจากไกลๆ ท้องฟ้าเป็นสีเทา เกล็ดหิมะโปรยปรายกระจายไปทั่วเมือง ราวกับกำลังสวมชุดยาวสีขาวพิสุทธิ์ให้แก่เมืองแห่งนี้ นอกจากความงดงามแล้ว ด้านนอกอารามเต๋า สมาชิกในบ้านเฉินอวิ๋นลั่วทั้งสาม เงาร่างของพวกเขาค่อยๆ พร่าเลือนท่ามกลางลมหิมะ ภายในอารามเต๋า หวังเป่าเล่อยืนอยู่ข้างประตู ในมือยังคงถือไม้กวาด เขาแหงนหน้าเพ่งมอง รอยยิ้มบนหน้ายิ่งกว้างขึ้น กระทั่งเกล็ดหิมะนั้นปิดบังภาพเบื้องหน้าไปจนสิ้น ร่างกายและวิญญาณของเขาก็ราวกับได้เติมเต็มเพิ่มขึ้นท่ามกลางหิมะนี้ ครั้งนี้หิมะตกเป็นเวลาหนึ่งเดือน สำหรับโลกของคนธรรมดา หิมะที่ตกต่อเนื่องหนึ่งเดือนอาจก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม แต่สำหรับดินแดนแห่งเซียนนั้น นี่กลับเป็นเรื่องธรรมดา แม้หิมะจะตกเช่นเดิม แต่ก็ไม่อาจต้านทานการเบิกเนตรของเด็กน้อยได้ ทุกวันในยามเช้า เด็กน้อยทั้งหลายในอารามจะรีบมาตามกำหนดเวลา เพื่อมาฟังเทศนาจากนักพรตเต๋าในอารามแห่งนี้ เฉินชิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาชอบบรรดาสหายข้างกาย ชอบเอ้อร์ยาที่อยู่โต๊ะข้างๆ แล้วก็ยิ่งชอบนักพรตเต๋าที่อบอุ่นอ่อนโยนท่านนี้ การสอนของหวังเป่าเล่อ ไม่ได้แตกต่างจากอารามเต๋าอื่นๆ มาก ล้วนอธิบายเรื่องการตื่นรู้ของการฝึกตน หลักเต๋านี้ ยากจะใช้คำพูดที่เด็กฟังแล้วเข้าใจมาอธิบาย แต่บนร่างของเขากลับแผ่กระแสเต๋าออกมาบ้างเป็นบางครั้ง ภายใต้อิทธิพลของกระแสเต๋า แม้ว่าเด็กๆ จะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็มีความเข้าใจแบบคร่าวๆ อยู่บ้าง มันจะตกผลึกอยู่ในความทรงจำส่วนลึกของพวกเขา และในอนาคตภายหลังพวกเขาเติบใหญ่ หลังจากที่พวกเขาฝึกตนแล้ว กระแสเต๋าและการรู้แจ้งที่เกิดขึ้นในยามเบิกเนตรก็จะกลายเป็นเหมือนตะเกียงส่องทางให้การฝึกตน และตะเกียงนำแสงที่ว่า บัดนี้ได้ส่องสว่างโชติช่วงเป็นพิเศษในใจของเฉินชิงแล้ว เขาประหลาดใจว่าสหายตัวน้อยคนอื่นๆ เหตุใดจึงฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะว่าคำพูดของนักพรตเต๋าผู้อ่อนโยนสำหรับเขาแล้ว ทุกประโยคนั้นคล้ายว่าตนจะเข้าใจได้ทั้งหมด ก็เป็นเช่นนี้ วันเวลาค่อยๆ ผันผ่าน ในขั้นตอนการเบิกเนตร หนึ่งปีก็ผ่านไป เฉินชิงหกขวบแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ตั้งแต่ปีแรกเป็นต้นมา ระหว่างที่เฉินชิงกำลังเรียนรู้นั้นมักจะถามคำถามของตนเอง และทุกคำถามนั้น นักพรตผู้อ่อนโยนก็จะช่วยตอบให้แก่เขา อีกทั้งแววตายังฉายประกายชื่นชม นี่ทำให้เฉินชิงยิ่งเฝ้าคอยเส้นทางแห่งการฝึกตนอย่างมาก ในเวลาเดียวกันระหว่างที่เรียนรู้กระแสเต๋า สิ่งที่เขาได้รับนั้นก็มีมากขึ้นทุกขณะ พร้อมกันนั้น…ในฐานะที่เป็นสหายร่วมเรียนของเขา เด็กคนอื่นๆ ในกลุ่มก็ล้วนได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน “ท่านนักพรต ทำไมบนโลกเราจึงมีปราณวิญญาณด้วยเล่า?” “เพราะว่าต้นไม้ สรรพสัตว์ เจ้าและข้า ทุกหมื่นสรรพสิ่งในฟ้าดินแห่งนี้มีวิญญาณ ดังนั้นในจักรวาล…ก็มีวิญญาณเช่นเดียวกัน และวิญญาณนี้ก็คือปราณของมัน” “ท่านนักพรต เต๋าคือสิ่งใด?” “เต๋านั้นไม่สำคัญ ก็เหมือนกับยามที่เจ้ากลับบ้านอย่างไรเล่าเฉินชิง เดินกลับได้ด้วยเส้นทางมากมาย ทุกๆ เส้นทางนั้นล้วนแตกต่าง ดังนั้น “เต๋า” หรือ “เส้นทาง” ก็ย่อมแตกต่าง กลับบ้านคือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นแล้วในส่วนของ “เต๋า”…ตามความเข้าใจของข้า หลังจากที่เจ้ามีทิศทางแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงได้เลือกเส้นทางที่จะเดิน” “ท่านนักพรต หากว่าทิศทางที่ข้าเลือก ไม่มีเส้นทางเล่า?” “เช่นนั้นก็เบิกทางให้แก่ตนเอง หาทางกลับบ้าน” หวังเป่าเล่อมองเฉินชิงอย่างล้ำลึกคราหนึ่ง ตอบเสียงเบา เฉินชิงคล้ายมีความคิดบางอย่าง ส่วนคำถามของเขานั้นยังมีอยู่มากมาย หลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านเลยไป เป็นอีกปีที่ผ่านพ้น เฉินชิงที่อายุครบเจ็ดปีแล้ว ในใจนั้นเมื่อข้อสงสัยทั้งหมดของเขาได้รับการอธิบาย ในวันเกิดอายุครบเจ็ดปีของเขานี้ ก็ได้รู้แจ้งทางวิญญาณ การเบิกเนตรในวัยเด็ก เป้าหมายสุดท้ายคือการทะลวงทางวิญญาณ ก็เหมือนกับการคว้าจับพลังปราณสายหนึ่งของจักรวาล ทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย กล่าวโดยทั่วไปนั้น เด็กจำนวนมากก็จะฝ่าทะลวงทางวิญญาณนี้ในช่วงระหว่างอายุหกถึงเจ็ดปีในอารามเต๋านั่นเอง ระหว่างนี้ ช้าเร็วไม่อาจบ่งบอกถึงคุณสมบัติ การทะลวงวิญญาณของเฉินชิงนี้มีบางส่วนที่แตกต่างอยู่บ้าง ในระหว่างการเบิกเนตรสองปี หวังเป่าเล่อเหลือทิ้งพลังเต๋าสำนักแห่งความมืดไว้ในใจของเขาแล้ว ภายหลังจะเลือกหรือไม่นั้น ย่อมต้องดูทางเลือกของตัวเฉินชิงเอง และในวันเดียวกันนั้น หวังเป่าเล่อก็มอบของขวัญวันเกิดให้เฉินชิงชิ้นหนึ่ง นั่นคือ…ลูกปัดร่างมายาของพระอาทิตย์ทั้งเก้าดวง อีกทั้งตราประทับมายาชิ้นหนึ่ง ตราประทับนี้รูปร่างคล้ายพระจันทร์ พวกมันลอยไปอยู่ข้างกายเฉินชิง ในวันนี้…เป็นช่วงฤดูหนาว เหมือนกับตอนที่เขามาในยามนั้น นี่เป็นหิมะแรก ท่ามกลางพายุฝน เฉินชิงจ้องมองตราประทับพระจันทร์และอาทิตย์เก้าดวงที่อยู่รายล้อม ดวงตาเผยประกายความหลงใหล เขามองหวังเป่าเล่อ “เลือกมาชิ้นหนึ่ง ให้กลายเป็นมรรคาเต๋าแรกเริ่มของเจ้าในชาตินี้” เฉินชิงเงียบไปชั่วครู่ เขามองไปรอบด้าน ก่อนจะมองหวังเป่าเล่อแล้วถามอย่างลังเล “ข้าติดตามท่านได้หรือไม่ขอรับ?” หวังเป่าเล่อยิ้ม เขาลูบหัวของเฉินชิงก่อนจะเอ่ยปากเสียงเบา “แต่อีกไม่นานข้าต้องไปทำเรื่องเรื่องหนึ่ง ดังนั้นเจ้าเลือกก่อนแล้วรอข้ากลับมา” เฉินชิงพยักหน้า จากนั้นกวาดตามองดวงอาทิตย์ทั้งเก้าที่รายล้อมและตราประทับจันทร์นั้น โบกมือครั้งหนึ่งก็คว้าตราประทับจันทร์เข้ามา “งั้นข้าเลือกอันนี้” หลังจากที่เขาเลือกแล้ว เสียงหัวเราะดังก็ลอดข้ามฟากฟ้า เงาร่างของซือถูพลันปรากฏอยู่กลางฟ้าเดินเข้ามาทีละก้าว ส่วนเมฆหมอกด้านหลังนั้นมองไปรางๆ จะเห็นเงาร่างไพศาลเก้าเงา ต่างทอดถอนใจ พยักหน้ามาทางหวังเป่าเล่อ หลังจากนั้นหวังเป่าเล่อจึงยกยิ้มทักทายกลับ ก่อนพวกเขาจะค่อยๆ จากไป มีเพียงซือถูที่ก้าวเข้ามาก้าวใหญ่ หยุดอยู่ข้างกายหวังเป่าเล่อและเฉินชิง หัวเราะฮ่าๆ “เป่าเล่อ สายตาของเฉินชิงนั้นเหนือกว่าเจ้ามากทีเดียว ข้าไม่ได้รับศิษย์มาหลายปีมากแล้ว ในปีนั้นฝืนรับมาครึ่งหนึ่ง สอนสั่งไปๆ มาๆ ก็ได้ผู้สูงศักดิ์มาหนึ่งราย” ซือถูยิ้มกว้าง หวังเป่าเล่อเองก็หัวเราะ หลังจากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาค้อมกายลงคำนับซือถูต่ำหนึ่งครา “ลำบากผู้อาวุโสแล้ว” “มีข้าอยู่ ทุกอย่างจงวางใจ เฉินชิง พวกเราไปกันเถอะ” กล่าวจบ ซือถูก็โบกมือ พัดม้วนเฉินชิงขึ้นสู่ฟากฟ้า “ท่านนักพรต…” บนท้องฟ้า มีเสียงตัดไม่ขาดของเฉินชิงดังลอยมา ในสายตาของเขาอารามเต๋าแปรเปลี่ยนเป็นเล็กจ้อย ส่วนเมืองเองก็เล็กเช่นกัน มีเพียงเงาร่างของนักพรตเต๋าที่ยังโบกมืออยู่นั้นกลับยังคงเดิม “เจ้าหนูอย่าอาลัยอาวรณ์ไป ศิษย์น้องของเจ้ามีเรื่องต้องไปจัดการ เกรงว่าไม่นานก็กลับมาแล้ว” ซือถูเอ่ยยิ้มๆ “ศิษย์น้องของข้า?” เฉินชิงผงะ “ใช่แล้ว ข้าไม่กล้าเป็นอาจารย์คนแรกของเจ้าหรอก ขอเป็นแค่ครึ่งหนึ่งพอแล้ว เพราะว่าเจ้าคือศิษย์ที่หวังเป่าเล่อรับไว้แทนอาจารย์ ข้ายินยอมให้เจ้าเป็นศิษย์พี่ ดังนั้นแล้วเจ้าตัวน้อย เจ้าก็พยายามฝึกตนเข้าเล่า” “หา…” ดวงตาเฉินชิงเผยประกายมึนงง คิดอยากจะพูดอีกครั้ง ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังตัวเมืองที่อยู่ห่างออกไปเรื่อยๆ จนไม่มองไม่เห็นมันอีก ในอารามเต๋านั้น ลมพายุยังคงเดิม หวังเป่าเล่อยืนอยู่ตรงนั้น มองเห็นเงาร่างที่ค่อยๆ ห่างออกไปของศิษย์พี่ ท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะร่วงโปรยปราย ราวกับตกกระทบหัวใจของเขา กลายเป็นระลอกคลื่นแผ่ซ่านออกทั่วจิตวิญญาณ เนิ่นนาน เนิ่นนาน รอยยิ้มของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งความอบอุ่น เขาหันกายแล้วเดินจากไปยังที่ห่างไกล ทีละก้าว ทีละก้าว… ในชาติก่อน ท่านยืนอยู่เบื้องหน้าข้า บังลมบังฝนให้แก่ข้าในช่วงเริ่มต้นฝึกตน ทำให้ลมหนาวเหน็บนั้นไม่อาจกระทบกายข้า ทำให้ลมฝนนั้นสาดไม่ถึงวิญญาณของข้า ไม่ว่าชีวิตของข้าจะดำเนินไปเช่นไร เงาร่างของท่านก็ยังคงคอยแอบดูแลจากเบื้องบน ในช่วงเวลาอันตรายก็ยื่นมือเข้าช่วย เบิกเส้นทางอันว่างเปล่าให้แก่ข้าได้เดินโดยราบรื่นและสุขใจ เพราะว่า ข้าคือศิษย์น้องของท่าน เพราะว่า ท่านคือศิษย์พี่ของข้า เงาร่างอันสูงใหญ่ของท่าน ในสายตาของข้าเหมือนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในหลายเวลาท่านคล้ายกับไม่ได้เป็นศิษย์พี่แต่กลับเป็นอาจารย์เสียมากกว่า แต่ก็เหมือนจะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของข้าด้วย ข้าไม่อาจลืมครั้งที่ท่านปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกได้ ร่างสวมชุดคราม สุราหนึ่งไห กระบี่ไม้เล่มหนึ่ง เส้นผมโบกไสว ราวกับกระบี่ ราวกับเทพเซียน ไม่แปดเปื้อน ไม่สามัญ ข้าไม่อาจลืม เงาร่างที่จากไปของท่าน เสื้อครามนั้นกลายเป็นสีดำ ไหสุรากลายเป็นสุราขุ่น กระบี่ไม้กลับรอยตำหนิ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนปรากฏรอยปริแตก ข้ามองท่านสลายไปท่ามกลางความว่างเปล่า ข้าทราบ การที่ท่านไปแสวงหาเต๋าของตนนั้น นี่ก็เป็นเพราะ…เพื่อศิษย์น้องผู้ไม่ได้ความนี้ เพื่อไปตรวจสอบเส้นทางที่แตกสลาย ในยามนี้ เมื่อมองท่าน ในสมองของข้า ความทรงจำปรากฏความทรงจำของชาตินั้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มีท่านคอยรักห่วงใยข้า มีท่านคอยปกป้องข้า มีท่านคอยเมตตาข้า และมีท่าน ข้าถึงมีรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นเฉินชิง(陈青) หรือเฉินชิง (尘青) “ในชาตินี้ ข้าจะคอยปกป้องท่านทุกด้าน” “ในชาตินี้ ข้าจะพาท่านเข้าสู่เต๋า” “ในชาตินี้ ข้ายังคงเป็นศิษย์น้องของท่าน” …………………………………..
เวลาผันผ่าน พริบตาเดียวห้าปีก็ผ่านไป ในเขตแดนหนึ่งของดินแดนเซียน ณ เมืองแห่งหนึ่ง เมืองนี้เมื่อมองห่างๆ จะคลับคล้ายกับร่างของหอยทากยักษ์ตัวหนึ่ง กระแสพลังเซียนแผ่ออกมาจากที่นั่นช้าๆ บนเปลือกของหอยทากตัวนี้ก็คืออาณาบริเวณของเมืองทั้งหมด ราวกับว่าบนร่างของมันมีกระแสเหนี่ยวนำ ทำให้เปลือกนั้นตั้งตระหง่าน แต่สำหรับมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนตัวมันนี้ ทุกสิ่งเป็นปกติ ท้องฟ้าก็คือท้องฟ้า ไม่มีอะไรแตกต่าง ภายในเมืองขนาดมโหฬารนี้เอง มีอารามเต๋าเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหลัง ลักษณะนั้นไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากนัก ขนาดของมันเล็กมาก แต่สำหรับหลายคนอารามเต๋ากลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในดินแดนเซียนนี้ คนจำนวนมากจะพาเด็กน้อยที่อายุเหมาะสมเข้าสู่อารามเต๋า เพื่อเบิกเนตรเข้าสู่วิถีฝึกตน สำหรับดินแดนเซียนแล้ว วิธีฝึกตนนั้นเป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับสถานศึกษาในโลกแห่งศิลา เด็กน้อยในโลกใบนี้เมื่ออายุได้ประมาณหนึ่งก็จะต้องเข้าไปเบิกเนตรในอารามเต๋า การมีอยู่ของอารามเต๋านั้นเพื่อคัดสรรผู้มีคุณสมบัติดี จากนั้นก็ส่งไปยังสำนักศึกษาที่สูงขึ้นอีกระดับ ค่อยๆ ส่งไปตามลำดับขั้น สุดท้ายแล้วก็เพื่อการเจริญเติบโตของดินแดนเซียน เพื่อสั่งสมบารมีให้แก่ตนเอง ในระหว่างกระบวนการนี้ มีเรื่องราวบันดาลใจมากมายเกิดขึ้นเผยแพร่ไปทั่วทั้งดินแดนเซียนแห่งนี้ ทำให้ในทุกๆ ปี เด็กที่อายุได้ประมาณหนึ่งจากทุกสารทิศในเมือง จะแสวงหาอารามเต๋าเฉกเช่นที่นี่เพื่อไปเบิกเนตร กล่าวได้ว่า การมีอยู่ของอารามเต๋า แท้จริงแล้วคือสถานที่ที่เหล่าผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์จำนวนมากได้สัมผัสกับวิถีเต๋าเป็นที่แรก อารามเต๋าส่วนมากในดินแดนเซียนล้วนสร้างจากสำนักใหญ่ทั้งสิ้น อีกทั้งวิชาก็เป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้นแล้วอย่าว่าแต่บิดามารดาที่มีทั้งพละกำลังและทรัพยากรเลย ต่อให้เป็นตัวผู้ฝึกตนด้วยกัน ส่วนมากก็เลือกที่จะส่งบุตรหลานของตนเข้าสู่อารามเต๋า ทว่า ระหว่างอารามเต๋าด้วยกันเองนั้น ย่อมมีทั้งดีและชั่ว ทั้งหมดดูได้ว่าหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธ์เช่นไรออกมาได้มาก ใช้วิธีนั้นตัดสิน ดังนั้นแล้วยิ่งอารามเต๋าไหนที่มีชื่อเสียงในด้านดีและโด่งดัง ตระกูลที่ส่งลูกหลานมาก็ย่อมมากขึ้นเท่านั้น ในเมืองที่มีลักษณะคล้ายหอยทากแห่งนี้ อารามเต๋าปรากฏขึ้นนับแต่ห้าปีก่อน แม้ว่าจะไม่ได้วิเศษมากนัก แต่สามปีก่อนหน้านี้ กลุ่มเด็กที่ทางอารามเต๋าอบรมออกไปกลุ่มแรก ถึงกับมีสิบกว่าคนที่ถูกสำนักระดับหนึ่งรับตัวเอาไว้ ดังนั้นแล้วชื่อเสียงของอารามเต๋าแห่งนี้จึงค่อยแพร่กระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ ในทุกเขตแดนของดินแดนเซียนนั้นมีสำนักเต๋ามากมายเหลือคณานับ อีกทั้งในหนึ่งเขตแดนแปดพันหัวเมือง จำนวนคนก็ยังมากล้น ดังนั้นหากถูกสำนักเต๋าที่มีชื่อระดับหนึ่งรับตัวไว้ เห็นได้ชัดว่านั่นดีเพียงใด อีกอย่างจำนวนเด็กที่สำนักเต๋าชั้นแนวหน้าเปิดรับในแต่ละปีก็น้อยมาก เงื่อนไขเข้มงวดอย่างยิ่ง ดังนั้นแล้ว การถูกรับตัวในครั้งเดียวถึงสิบกว่าคนก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสามารถดึงดูดความสนใจคนได้มากมาย แม้เด็กที่เหลือจะไม่ได้ถูกสำนักชั้นหนึ่งรับตัวไป แต่ก็ถูกคัดสรรเข้าสำนักสามลำดับแรกเช่นกัน คล้ายกับว่าสำนักนี้เข้ามาตัดส่วนแบ่งทั้งหมดแล้วรับเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น เรื่องครั้งนี้จึงสร้างความฮือฮาทั่วเมืองในทันที เพราะนี่คือการรับเข้าเรียนในระดับสิบเมือง หากเปลี่ยนเป็นอารามเต๋าอื่นเกรงว่ายากจะทำถึงจุดนี้ได้ กระทั่งยังมีเสียงร่ำลือว่า เหล่าเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการอบรมจากอารามเต๋าแห่งนี้ ล้วนเป็นคนที่บรรดาสำนักชั้นนำวางแผนจะรับเอาไว้ทั้งหมด แต่กลับถูกสำนักอื่นคัดค้านรุนแรง อิจฉาตาริษยา ดังนั้นแล้วจึงได้แต่ยอมตัดใจรับแค่ส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับสิ่งนี้ก็ทำให้ชื่อเสียงของอารามเต๋ายิ่งแพร่สะพัด ในบรรดาเด็กน้อยเมื่อสามปีก่อนนั้น ถึงกับมีคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้สืบทอดของนักพรตเต๋าในอารามแห่งนั้นถูกรับตัวไปโดยสำนักสูงสุด ยอดสำนักสวรรค์เร้นลับอย่างเหนือความคาดหมาย เรื่องนี้กลายเป็นที่เล่าลือไปทั่ว และทำให้ในใจผู้คนสั่นสะท้าน ดังนั้น ระยะสองปีให้หลัง การรับเด็กเข้ามาของอารามเต๋าจึงมีตระกูลจำนวนมากที่เข้ามายื้อแย่ง ด้วยเพราะกลัวว่าบุตรหลานของตนจะเสียโอกาสนี้ ในเวลาเดียวกันผู้ฝึกตนจำนวนมากก็เริ่มเสาะหาประวัติของอารามเต๋าแห่งนี้ แต่ยิ่งสืบค้นก็ยิ่งสงสัย สิ่งที่แตกต่างจากอารามอื่นที่มีนักพรตเต๋าสามถึงห้าคนหรือมากกว่านั้น ก็คือในอารามเต๋าแห่งนี้…มีนักพรตเต๋าเพียงคนเดียว กล่าวให้ชัดเจนก็คือ ในอาราม ทั้งในและนอกมีอาจารย์เพียงคนเดียว คนผู้นี้เป็นที่เรียกขานกันว่านักพรตเต๋าหวัง ในส่วนชื่อจริงว่าอย่างไรนั้นไม่มีผู้ใดทราบ ประวัติความเป็นมาลึกลับ พลังฝึกปรือเร้นลับ ราวกับว่าทุกอย่างเป็นความลับไปเสียหมด ไม่ว่าผู้ที่ใคร่รู้จะเสาะหาสักเท่าไร แต่กลับไม่พบข้อมูลของนักพรตเต๋าหวังผู้นี้เลยแม้เพียงนิด ราวกับว่า…ผู้ที่ล่วงรู้ทั้งหมด เกรงที่จะกล่าวถึงและเอ่ยปาก และต่อให้เอ่ยขึ้นมาบ้างในบางครั้งครั้ง ผู้ที่ได้ยินก็เลือกที่จะหุบปากอยู่ดี ในไม่ช้า เรื่องนี้จึงทำให้อารามเต๋าแห่งนี้เร้นลับยิ่งกว่าเก่า เป็นที่แน่นอนว่านักพรตเต๋าที่อาศัยอยู่ในอารามเร้นลับแห่งนี้ ย่อมเป็น…หวังเป่าเล่อ ห้าปีก่อนหน้า ในตอนที่พบว่าศิษย์พี่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่นั้น หวังเป่าเล่อก็จากยอดเขาเดียวดายมายังเมืองใหญ่ เลือกสถานที่ที่ไม่ห่างจากบ้านของศิษย์พี่มากนัก ซื้อจวนหลังหนึ่งเอาไว้ และจากนั้นก็สร้างขึ้นเป็นอารามเต๋า เขารู้ความหมายของอารามเต๋าที่มีต่อดินแดนเซียนแห่งนี้ดี ความคิดแรกเริ่มนั้นก็คือเฝ้าคอยจนศิษย์พี่ใหญ่เติบใหญ่ในระดับหนึ่ง จากนั้นก็จะรับเข้ามาเบิกเนตรให้ด้วยตนเองแล้วถ่ายทอดวิชาของสำนักแห่งความมืดให้ ในส่วนการรับเด็กคนอื่นๆ ก็เป็นแค่การกระทำตามอำเภอใจเท่านั้น และในส่วนของการแก่งแย่งกลุ่มเด็กๆ เมื่อสามปีก่อนของสำนักใหญ่ชั้นนำทั้งหลาย ข่าวลือภายนับไม่ถ้วนเหล่านั้น ตามที่หวังเป่าเล่อเข้าใจแท้จริงแล้ว เป็นเพราะบรรดาผู้อาวุโสของสำนักใหญ่ทราบถึงการมีตัวตนอยู่ของเขา ดังนั้น…จึงคิดผูกสัมพันธ์ด้วยวิธีนี้ นี่รวมถึงยอดสำนึกที่สูงส่งที่สุดในเขตที่หนึ่ง ผู้ก่อตั้งของสำนักนี้มีพลังอยู่ระดับสี่แล้ว และเป็นหนึ่งในอาทิตย์กลางนภาทั้งเก้าบนฟากฟ้า เมื่อคิดเช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แม้เรื่องราวนี้จะทำลายความสงบของเขาบางส่วน แต่หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้สนใจมากนัก ในเมื่อมาถึงดินแดนแห่งนี้แล้ว เขาย่อมไม่ปฏิเสธที่จะเหลือเหตุผลต้นกรรมอยู่ที่นี่ไว้บ้าง ก็เหมือนในตอนนี้ ภายในอารามเต๋าที่มิได้ใหญ่โต หลังจากส่งเด็กๆ ที่มาเบิกเนตรที่นี่ไปหมดแล้ว หวังเป่าเล่อที่อยู่ในชุดนักพรตก็แหงนหน้าขึ้นด้วยจิตใจอันสงบ เขามองไปยังป่าต้นอู๋ถงที่อยู่นอกประตูใหญ่ของอารามเต๋า กิ่งไม้ประดับไปด้วยใบไม้สีเขียวกึ่งแดงเหล่านั้น ร่วงหล่นเมื่อถูกสายลมพัดลงมาส่วนหนึ่ง ราวกับถูกอารามเต๋าแห่งนี้น้อมนำ มีจำนวนไม่น้อยที่ลอยเข้ามาข้างใน พัดม้วนอยู่บนพื้น คล้ายไม่ยินยอมจะจากไป พวกมันหมุนอยู่รอบกายหวังเป่าเล่อ เขาไม่ได้หันไปมองใบไม้เหล่านั้น นัยน์ตาของหวังเป่าเล่อไม่ขยับเขยื้อน ในพริบตานั้นเขาก็มองเห็นบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ลมหนาวพัดโชย สิ่งที่หอบมาไม่ได้มีเพียงแค่บรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง แต่ยังมีเสียงเด็กเล็กเล่นหัวเราะสนุกสนานในบ้านหลังนั้นด้วย เมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของหวังเป่าเล่อพลันฉายแววอ่อนโยน เขาหยิบไม้กวาดขึ้นกวาดใบไม้ที่ลอยเข้าอารามเต๋า ค่อยๆ กวาดไปตามมุมของอาราม หลังจากเสียงกวาดซ่าๆ ข้ามผ่านพื้นผิวไปไม่หยุดนั่นเอง ทั้งโลกก็คล้ายจะสงบนิ่งขึ้นทันที กระแสเต๋าขุมหนึ่ง อยู่บนร่างของหวังเป่าเล่อ บ้างปรากฏบ้างซ่อนเร้น นั่นคือความนิ่งเงียบและสงบสุข วันเวลาเช่นนี้ค่อยๆ ผ่านไปในทุกวัน ฤดูใบไม้ร่วงค่อยๆ ผันผ่าน จนกระทั่งยามเย็นวันหนึ่งที่หิมะแรกโปรยปราย หวังเป่าเล่อที่กวาดหิมะอยู่ในจวน ในใจก็เกิดระลอกคลื่นหนึ่งเข้ามา เขาแหงนหน้า หน้าประตูใหญ่ของอารามเต๋า บัดนี้มีเสียงเคาะประตูดังลอดออกมา ด้านนอกอาราม ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง ในมือถือของขวัญเบิกเนตรกำลังจูงมือเด็กชายอายุประมาณห้าขวบที่ยืนตื่นเต้นอยู่ตรงนั้น “นักพรตหวัง ผู้เยาว์เฉินอวิ๋นลั่ว นี่คือบุตรน้อยของข้าเฉินชิง อยากจะกราบเข้าอารามเต๋าของท่าน ได้รับการเบิกเนตรจากท่านนักพรต ยังคงขอให้นักพรตช่วยให้สมปรารถนาด้วย” หลังจากประตูใหญ่ของอารามเต๋าเปิดออก ยามที่เงาร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏสู่สายตาของคนในครอบครัวทั้งสาม ชายหนุ่มผู้นั้นก็ดึงแขนภรรยาด้านข้าง ให้ค้อมคำนับลงต่ำแก่หวังเป่าเล่อครั้งหนึ่ง มีเพียงเด็กชายคนนั้น ที่เบิกตากลมโตขึ้นมามองหวังเป่าเล่ออย่างใครรู้ ราวกับจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ถูกบิดาด้านข้างถลึงตา ก่อนจะดึงให้โค้งคำนับลงเช่นกัน หวังเป่าเล่อเบนกาย หลบการคำนับของเด็กชายครั้งนี้ เขาจ้องดวงตาของเด็กชายผู้นั้น สีหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนโยน แล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา มันเป็นคำพูดที่เด็กชายได้ยินเพียงคนเดียว “ข้ายินดีอย่างยิ่ง ที่จะช่วยเบิกเนตรในชาตินี้ให้แก่ท่าน” ………………………
น้ำเสียงนี้องอาจหาใดเปรียบ อีกทั้งยังแฝงไปด้วยความโอหัง ราวกับเมื่อเอ่ยคำพูดออกมาจะสามารถทำให้ฟ้าดินสะเทือนได้ ในยามนี้เสียงดังก้อง ท่ามกลางเม็ดฝนที่หลั่งริน ในขอบฟ้าห่างไกลนั้นปรากฏเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามา เงาร่างนี้สูงใหญ่อย่างมาก สวมชุมคลุมกษัตริย์สีม่วง แม้ศีรษะจะไม่ได้ประดับกวานแล้วปล่อยเส้นผมให้พัดปลิวสยาย แต่กลับให้ความรู้สึกเย่อหยิ่ง อีกทั้งร่างของเขานั้นแม้หน้าตาจะดูหยาบกระด้างทว่าดวงตานั้นดุจดารา ทำให้ผู้พบเห็นจิตใจเคลิบเคลิ้มหลงลืมทุกสิ่งทำได้เพียงจ้องมองดวงตาอันงดงามกระจ่างคู่นั้นของเขา ยามนี้เมื่อเขาเดินมา ด้านบนศีรษะเห็นชัดว่ามีสายฝน แต่ไม่มีแม้แต่หยดเดียวที่ตกกระทบร่างของเขา ราวกับว่าในสถานที่ทั้งหมดนี้ แม้กระทั่งหยาดน้ำที่หลั่งรินลงมาก็ไม่อาจแปดเปื้อนเขาได้สักนิด ตรงจุดนี้ หวังเป่าเล่อทำไม่ได้ แต่แรกก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะจากระดับพลังของหวังเป่าเล่อในปัจจุบัน อย่าว่าแต่หยาดฝนเลย ต่อให้เป็นกระแสพลังเทพคุกคาม ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เขาอยู่ในระดับที่ไม่อาจยับยั้งได้เลยสักนิด กระทั่งหากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นสักคน ก็สามารถหลบฝนในโลกุตระได้ แต่ว่า…ชายที่ปรากฏตัวท่ามกลางสายฝนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโคจรพลังของเขา การตัดขาดจากโลกภายนอก หยาดฝนเหล่านี้ก็ยังคงมอบความชุ่มชื้นไร้สุ้มเสียงดุจเก่า ราวกับถูกแบ่งกั้นโดยสมบูรณ์ บางทีนี่อาจไม่เกี่ยวข้องกับพลังการต่อสู้ แต่เป็นเหตุเพราะระดับพลังฝึกตนแตกต่างเป็นสำคัญ ยามนี้เห็นได้ว่า ชายร่างใหญ่ผู้มาเยือนหลายต่อหลายครั้งในระหว่างสองปีนี้ พลังฝึกตนของเขาต้องอยู่ระดับสี่เป็นแน่! ในเวลาเดียวกัน ฝนนี่ก็ไม่ปกติเลยจริงๆ หากมองมายังยอดเขาที่หวังเป่าเล่ออยู่จากระยะไกล จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่ามีเพียงอาณาบริเวณรอบด้านหลายร้อยจั้งเท่านั้นที่มีฝน แต่ในส่วนบริเวณนอกร้อยจั้งไปนั้น ไม่มีฝนสักครึ่งหยด อีกอย่าง…หวังเป่าเล่อที่อยู่ท่ามกลางสายฝน ตอนนี้เสื้อผ้าหน้าผมล้วนเปียกปอน ไม่อาจใช้วัตถุใดๆ กันได้ ทั้งหมดล้วนเปล่าประโยชน์ แต่ในครั้งแรกที่อีกฝ่ายมาเยือนเมื่อปีที่แล้ว หลังจากได้อาบฝน หวังเป่าเล่อก็คล้ายเข้าใจบางอย่าง ตอนนี้เขาแหงนหน้ามองชายร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามา แล้วลุกขึ้นพร้อมค้อมกาย “น้อมพบผู้อาวุโสซือถู” ระหว่างที่กล่าว หยาดฝนก็หลั่งรินออกจากเส้นผมของเขา ไหลผ่านแก้มจนกระทั่งรวมกันอยู่ตรงตำแหน่งคาง กลายเป็นหยดน้ำฝน ร่วงกระทบดินเป็นสาย มีบางส่วนที่ไหลไปเปียกปกเสื้อ “ฮ่าๆ เจ้าอ้วนน้อย พวกเราพบกันอีกแล้ว” ในตอนที่หวังเป่าเล่อกล่าวออกไป ชายสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาก็หัวเราะเสียงดัง เขาเดินมาข้างหน้าพร้อมกอดหวังเป่าเล่อเอาไว้ “นี่ก็เพิ่งเดือนเดียวเท่านั้น…” หวังเป่าเล่อเอ่ยปากยิ้มๆ ชายสูงใหญ่เบื้องหน้าตนหลังจากคลายอ้อมกอดอันสนิทสนมนี้ เขาก็เช็ดหยาดฝนบนหน้าก่อนจะสะบัดมือ “หนึ่งเดือนก็นานนัก มาๆๆ เจ้าอ้วนน้อย ครั้งที่แล้วข้าจงใจยอมให้เจ้า มาครั้งนี้ ข้าจะสู้กับเจ้าอย่างเอาจริงแล้ว” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ย เขานั่งอยู่ข้างหน้าหวังเป่าเล่อพลางโบกมือ จากนั้นกระดานหมากก็ปรากฏ เม็ดหมากเม็ดหนึ่งถูกเขาหยิบออกมา ราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งชิงเปิดกระดาน หมากตัวนั้นรีบวางลงทันที หวังเป่าเล่ออมยิ้ม ผู้อาวุโสซือถูเบื้องหน้าเขานี้ กล่าวให้กระจ่าง เขาได้พบเจอทั้งสิ้นเจ็ดครั้งแล้วในเวลาสองปี ในครั้งแรกที่มานั้น อีกฝ่ายสนทนากับเขาอยู่นาน ราวกับมาดูว่าตนเองเป็นเช่นไร หลังจากนั้นก่อนจากไปยังถามเขาเหมือนไม่ได้ใส่ใจอีกประโยคหนึ่งว่าเล่นหมากเป็นหรือไม่ หวังเป่าเล่อนั้นเล่นไม่เป็น กฎของหมากในโลกแห่งศิลาและที่แห่งนี้แตกต่างกัน แต่ก็สอบถามด้วยความสงสัย จากนั้นผลลัพธ์ก็… ในตอนที่ทั้งสองพบกันครั้งแรก ฝ่ายหนึ่งตื่นเต้นระริกระรี้ อีกฝ่ายพยายามร่ำเรียน แต่เขา…สุดท้ายกลับเป็นผู้ชนะ นี่ทำให้ซือถูอดรนทนไม่ได้อยู่บ้าง ดังนั้นจึงมีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและสี่ตามมา… ทุกครั้ง หวังเป่าเล่อชนะ ตัวเขาเองรู้สึกเหนือความคาดหมายไปบ้าง บางทีอาจเพราะตนเองไม่เคยพบพรสวรรค์ทางด้านนี้มาก่อน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะฝีมือของผู้อาวุโสซือถูท่านนี้ ในด้านหมากนั้นอ่อนด้อยเกินไป… ก็เป็นเช่นนี้ ยามนี้เขาปรากฏตัวมาเจ็ดครั้งแล้ว หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจน้ำฝนที่ไหลอาบแก้ม เขาหยิบเม็ดหมากขึ้นวางลงบนกระดาน หลังจากนั้นจึงรอด้วยความเคารพ ผู้อาวุโสซือถูเบื้องหน้าเขา เป็นคนที่ลงหมากได้เชื่องช้ามาก ผลก็คือ ทุกครั้งก็เป็นเช่นเดียวกัน หนึ่งก้านธูปให้หลัง ซือถูถึงค่อยลงหมาก หวังเป่าเล่อเองไม่ได้มีท่าทีเหนื่อยหน่ายแม้แต่น้อย เขาหยิบหมากวางลงไปอีกครั้ง จากนั้นก็รอคอย ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ เวลาล่วงผ่านไปสามวันแล้ว… มองเห็นหมากวางอยู่กว่าครึ่งของกระดาน ซือถูทางด้านนั้นก็นั่งคิดเนิ่นนาน หวังเป่าเล่อใช้มือปาดน้ำฝนออกจากศีรษะ หลังจากลองกวาดตาดูรอบหนึ่งก็เอ่ยปากเสียงเบา “ผู้อาวุโส ดูท่าท่านจะพลาดไปท่าหนึ่งอีกแล้ว” ซือถูจ้องมองกระดานแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง เขาลังเลไม่รู้ว่าควรจะลงเช่นใด สีหน้าท่าทางค่อยๆ เผยความเสียใจออกมาทีละน้อย แล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า “ตกพอหรือยังน่ะ? ไสหัวไป” หลังจากกล่าวจบ ฟ้าดินก็ก้องคำราม บนท้องนภาเมฆพัดม้วนเป็นชั้น ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกได้ว่าในพริบตานั้น ท้องฟ้าคล้ายกับแสดงอารมณ์เบิกบานอยู่ ราวกับว่าได้กลั่นแกล้งจนพอใจแล้ว ไม่นานชั้นเมฆก็หายไปและฝนจึงหยุดลง เห็นสายฝนหยุดลงในที่สุด พลังภายในของหวังเป่าเล่อก็พลันเปลี่ยน ชายเสื้อและเส้นผมในพริบตานั้นไม่อับชื้นอีก ท่ามกลางความสดชื่นนี้ เขาลุกขึ้นมองชายร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าก่อนจะโค้งคำนับลงคราหนึ่ง “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ตามใจข้า” ชายร่างสูงใหญ่ห่อปาก ก่อนจะโบกมือแล้วเก็บกระดานหมากกลับ “รอบนี้สถานการณ์ไม่ดี รอจนข้าไปนอนสักรอบ ตื่นแล้วมาสู้กับเจ้า” กล่าวจบ ชายร่างสูงใหญ่นี้ก็บิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้นทำท่าจะจากไป “บุญคุณของผู้อาวุโส ผู้เยาว์ซาบซึ้งยิ่งนัก” หวังเป่าเล่อถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะคำนับอีกครั้ง “บุญคุณ?” ชายร่างสูงชะงัก “ผู้อาวุโสอย่าได้ปิดบังอีกเลย ตั้งแต่ครั้งที่สองที่ท่านมา ผู้เยาว์ก็ทราบแล้ว” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อใสกระจ่าง เอ่ยปากเสียงเบา “เจ้ารู้สิ่งใดงั้นหรือ?” ชายร่างสูงเอ่ยถามด้วยความฉงน “เจ็ดครั้งที่ผู้อาวุโสมา เจ็ดครั้งที่ฝนตก ฝนนี้ไม่ปกติ ฝนช่วยสลายจิตอาฆาตของคนหนึ่งได้ อีกทั้งยังสลายเหตุผลต้นกรรมตนเองได้ สามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณตนเองได้ สามารถทำให้สภาวะจิตของผู้เยาว์สงบนิ่งมากขึ้น” “หากจนบัดนี้ ผู้เยาว์ยังมิรู้ความ ว่านี่คือโอกาสบ่มเพาะที่ผู้อาวุโสมอบให้ เพื่อช่วยผู้เยาว์ตัดอาวรณ์ที่มีต่อจิตเต๋าและความยึดติดนี้ เช่นนั้นผู้เยาว์ก็ไม่มีค่าควรให้เล่นหมากกับท่านแล้ว” “แท้จริงแล้ว อานุภาพของฝนนี้สะท้านใจผู้คนนัก ผู้เยาว์ในยามนี้สภาวะกลับอยู่ในความสงบสุข ในส่วนการรู้แจ้งแห่งเต๋านั้นลึกซึ้งกว่าสองปีก่อนหน้ามาก ในตอนนี้จะตัดอาวรณ์แห่งจิตเต๋าเช่นไร เริ่มคิดได้บ้างแล้ว” หวังเป่าเล่อเอ่ยด้วยความจริงใจ ก่อนจะคำนับอีกครั้ง ได้ยินคำพูดนี้ของหวังเป่าเล่อ ชายร่างสูงใหญ่ก็มีท่าทางเหลอหลาเล็กน้อย ก่อนจะกะพริบตาแล้วไอค่อกแค่กครั้งหนึ่ง “มิผิด! ก็เป็นเช่นนี้!” “ไอ๊หยา เจ้าเด็กนี้ใช้ได้ ข้าซ่อนเสียแนบเนียนปานนี้ เจ้าเข้าใจจิตใจงดงามและความเหนื่อยยากของข้าได้เร็วขนาดนี้เชียว” ชายร่างสูงใหญ่ระหว่างที่ไอกลบเกลื่อนนั้น ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาทว่าสีหน้าก็ยังไม่แสดงออก จึงได้แต่แสร้งหัวเราะฮ่าๆ ที่แท้เรื่องก็เป็นเช่นนี้ แสดงท่าทางว่าตนมีอะไรแอบซ่อนลึกซึ้งอยู่ “ขอบคุณผู้อาวุโสมากขอรับ ผู้เยาว์รู้แจ้งได้เช่นนี้ เป็นเพราะตอนที่อีอีอยู่ที่บ้านเกิดของผู้เยาว์ นางก็แอบใช้วิธีการเช่นนี้ช่วยผู้เยาว์อยู่หลายครั้ง” หวังเป่าเล่อเอ่ยอย่างซาบซึ้ง ชายร่างสูงใหญ่ในครั้งนี้ไม่อาจปิดบังความแปลกใจได้อีก อารมณ์นี้ปรากฏขึ้น และโดยไม่รู้ตัวเขาก็แหงนหน้ามองไปยังถ้ำที่พำนักของบ้านตระกูลหวัง หลังจากพึมพำด้วยคำพูดที่มีเพียงแค่เขาที่ได้ยิน ก็กระแอมไอออกมาหนึ่งครั้ง ราวกับต้องการจะเอ่ยบางอย่าง แต่แล้วตอนนั้นเอง…เสียงร้องไห้แผ่วเบาของทารกก็ลอยมาจากในเมืองอันห่างไกล เสียงนี้ไม่นับว่ามีค่าอันใดในเมืองอันกว้างขวางนี้ อีกทั้งตัวเมืองก็มีขนาดใหญ่มากย่อมไม่มีใครสนใจและยากจะแยกแยะได้ หากแต่หวังเป่าเล่อกลับเพ่งความสนใจทั้งหมดไปยังบ้านหลังหนึ่ง ในตอนที่ได้ยินเสียง หวังเป่าเล่อร่างกายพลันสั่นสะท้าน เขาหันขวับกลับไปมอง ในพริบตานั้น ทารกคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในบ้านหลังนี้ “ศิษย์พี่…” หวังเป่าเล่อทอดมอง ครู่หนึ่งก็เผยรอยยิ้มเบิกบานออกมา ……………………………
ดวงดาราแปลกหน้า ท้องนภาไม่คุ้นเคย มหาทวีปแปลกใหม่ โลกแปลกตา บนท้องฟ้า แสงอาทิตย์ทั้งเก้าสายสาดส่องหมื่นจั้ง แต่มหาทวีปนี้กลับไม่ได้ร้อนระอุเพราะดวงอาทิตย์ทั้งเก้าเลย หนึ่งปีมีสี่ฤดู แบ่งแยกชัดเจนในที่แห่งนี้ เพราะว่า ดินแดนเซียนนั้น ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ดูเหมือนว่าต่อให้มีพระอาทิตย์เก้าดวงฉายแสงเจิดจ้าก็ไม่อาจส่งผลอะไรต่อมันได้แม้แต่น้อย ราวกับว่าเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์เหล่านั้นแล้ว ตัวมันต่างหาก…ที่มีการคงอยู่เป็นนิรันดร์ ส่วนอาทิตย์ก็มีหน้าที่โคจรล้อมรอบมันเท่านั้น ในจุดนี้ กลับตาลปัตรจากสิ่งที่หวังเป่าเล่อได้รู้ในโลกแห่งศิลาทั้งสิ้น และด้วยความรวดเร็ว เขาก็ได้เข้าใจ ภายในดินแดนเซียนอันกว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกได้เป็น 72 เขต ในอาณาเขตทุกแห่งนั้น มี 8,000 แดนดิน ทุกอาณาแดนมีแบ่งใหญ่เล็กใหญ่เล็ก ที่ใหญ่นั้นใหญ่ยิ่งกว่าโลกแห่งศิลา ดังนั้นการเปรียบเทียบว่า “ไพศาล” ราว “จักรวาล” ใช้สองคำนี้มาอธิบาย เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก ในเวลาเดียวกัน ทุกดินแดนก็มีเมืองใหญ่นับร้อยหัวเมืองตั้งอยู่ เมืองใหญ่เช่นนี้ลักษณะคล้ายกับอสูรยักษ์ที่กำลังจำศีล รูปลักษณ์ของพวกมันแต่ละตัวแตกต่าง ราวกับมีชีวิตจริงๆ ราวกับดำรงอยู่จริง เพียงแต่กำลังนิทรา หากอสูรเหล่านี้ตื่นขึ้น ย่อมน่าสะพรึงสะท้านฟ้าดิน ตำนานกล่าวขานว่า อสูรยักษ์ทุกตัวเหล่านี้ แท้จริงแล้วมีชีวิต แต่ถูกผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งดินแดนเซียนดึงเอาพลังชีวิตไป จากนั้นจึงผนึกพวกมันเอาไว้ให้กลายเป็นเมือง ทว่าดินแดนที่ยิ่งใหญ่สะท้านใจคนนี้ ในนั้นกลับมีจิตวิญญาณแห่งชีวิตอยู่ แม้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนที่ยากเกินกว่าจะใช้ตัวเลขทางดาราศาสตร์ไปคิดคำนวณได้ ด้วยเหตุอันไพศาลนานัปการ ผนวกเข้ากับพลังวิญญาณหนาหนัก ทำให้การฝึกตนในที่นี้เป็นเรื่องสามัญ ส่วนเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์…จากจำนวนที่นับได้ในตอนนี้ ก็นับว่าถือกำเนิดมาไม่น้อย อีกทั้งหลังจากกาลเวลาผ่านพ้นและประวัติศาสตร์ได้เข้าที่เข้าทาง จำนวนของผู้เยี่ยมยุทธ์ย่อมมากขึ้นเป็นธรรมดา และสิ่งที่เป็นตัวแทนได้เหมาะสมที่สุด…ก็คือดวงอาทิตย์ทั้งเก้าบนฟากฟ้า “เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเก้า…” หวังเป่าเล่อพึมพำสะท้อนออกมาในแดนดินที่ 8,000 ของเขตแดนแรก บนยอดเขาเดียวดายนอกเมือง เวลานี้ผ่านไปแล้วสองปีนับตั้งแต่ที่เขามาถึงดินแดนแห่งเซียน สองปีก่อนหน้า เขาติดตามสองพ่อลูกมาถึงมหาทวีปแล้ว จากนั้นก็ถูกเชิญไปยังบ้านของหวังอีอี ดูผิวเผินแล้วเหมือนบ้านธรรมดาแห่งหนึ่ง แต่บนยอดเขากลับมีถ้ำหนึ่งอยู่ด้วย ในถ้ำแห่งนี้ ในนั้นมีโลกใบหนึ่ง และนั่นคือบ้านของหวังอีอี ในที่นั้น หวังเป่าเล่อได้พบกับมารดาของหวังอีอี สตรีผู้อบอุ่นอ่อนโยน นัยน์ตาของนางราวกับสามารถเอ่ยคำพูดได้ นางปฏิบัติต่อเขาด้วยความอบอุ่น ดวงตาทอประกายความเมตตา นัยน์ตานี้เมื่อทอดมองเขาและหวังอีอี ยิ่งเจือความอ่อนโยน ในที่แห่งนั้น หวังเป่าเล่อได้รับรู้ว่าหวังอีอีมีพี่ชายคนหนึ่ง จากบ้านไปหลายปี ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกและยังไม่กลับมา ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อคิดถึงบิดามารดาและคิดถึงน้องสาวตนเอง ที่ยังดีนั้นคือ พวกเขาทั้งหมดยังอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในมิติที่อยู่กลางฝ่ามือหนึ่ง แต่ก็นับว่าปลอดภัยดี หลังจากที่พำนักอยู่บ้านตระกูลหวังมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หวังเป่าเล่อก็ปฏิเสธเรื่องที่ท่านแม่หวังจัดแจงอย่างมีมารยาท เขาออกเดินทางคนเดียว เพื่อต้องการแสวงหาสถานที่ที่ศิษย์พี่จะกลับชาติมาเกิด ในเวลาเดียวกัน เขาอยากไปดู อยากจะเดินไปในโลกอันไม่คุ้นเคยนี้ เขาจำได้ตลอดว่า ก่อนออกเดินทาง ท่านพ่อหวังได้เอ่ยกับเขาประโยคหนึ่ง “เจ้าในตอนนี้ แม้ว่ามีคุณสมบัติจะก้าวสู่สวรรค์ อีกทั้งยังมีพลังต่อสู้ที่สามารถทะยานสู่สวรรค์ได้ แต่…จิตเต๋าของเจ้าและห้วงการยึดติด ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ในตอนที่เจ้าเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว สามารถมาพบข้าได้ ข้าจะเบิกทางสู่สวรรค์ให้แก่เจ้า” หวังเป่าเล่อค้อมตัวลงต่ำ เขาบอกลาภูเขา บอกลาถ้ำแห่งนี้และคนตระกูลหวัง เขาออกเดินทางในโลกแห่งนี้ ทว่า…ดินแดนเซียนกว้างใหญ่เกินไป ต่อให้อาศัยพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อ ก็ยากที่จะสำรวจพื้นที่ทั้งหมดได้ในเวลาสองปี ดังนั้นหลังจากที่เดินชมทัศนียภาพโดยคร่าวๆ ของมหาทวีปแล้ว ก่อนเวลาจะครบสิบเดือน หวังเป่าเล่อก็เลือกสถานที่นี้ให้เป็นเป็นสถานที่ที่ศิษย์พี่กลับชาติมาเกิด สถานที่นี้ เขานำวิญญาณของศิษย์พี่ออกมา แล้ววาดเค้าหน้าเป็นรูปลักษณ์ของชาติที่แล้ว อาศัยวิชาเต๋าของตนเปิดวัฏสงสาร ส่งอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน ให้ถือกำเนิดใหม่ในเมืองใต้ภูเขาข้างล่าง เพราะความมึนงงในครรภ์นั้น ต้องรอจนกว่าพลังฝึกปรือของศิษย์พี่จะถึงระดับหนึ่งก่อนเขาจึงจะได้ความทรงจำของชาติก่อนกลับมา แต่หวังเป่าเล่อไม่ได้รีบ ทุกวันเขานั่งอยู่บนยอดภูเขาแห่งนี้ ความคิดคำนึงล่องลอย สภาวะจิตจับจ้องแต่ในเมือง ในตระกูลคหบดีที่ไม่นับว่าร่ำรวยมากมายตระกูลหนึ่ง หลังสัมผัสได้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จุติในร่างมารดาแล้ว ลมปราณจึงค่อยๆ นิ่งสงบ นี่ราวกับเป็นความเคยชินของหวังเป่าเล่อและกลายเป็นสิ่งที่เขายึดมั่น ในเวลาเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังเต๋าซึ่งอยู่ในทุกแห่งหนของดินแดนเซียน ในสายตาของเขา ดินแดนเซียนยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด มีวังวนน่าสะพรึงอยู่หลายสิบแห่ง ในบรรดานั้นที่แข็งแกร่งที่สุดมีเก้าแห่ง ทั้งหมดนี้เกาะเกี่ยวกับดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าทั้งเก้า ในดวงอาทิตย์ทั้งเก้านี้ทุกดวงล้วนมีพลังที่จะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ โดยเฉพาะสองดวงในบรรดานั้น หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีเจตนาอันตราย ในส่วนของวังวนอื่นๆ แบ่งตัวกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ พลังฝึกปรือไม่นับว่าอยู่ขั้นสี่แต่ก็ล้วนอยู่สูงสุดของขั้นสาม อยู่ในจุดที่เตรียมจะย่างขึ้นขั้นสี่แล้ว แต่ก็มีข้อยกเว้น มีวังวนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่ได้แขวนตัวอยู่บนฟ้า แต่ในสายตาของหวังเป่าเล่อ วังวนที่อยู่ในทิศเหนือของมหาทวีปนี้ มีขุมพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าพลังของดวงอาทิตย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในนภา คนผู้นี้…เห็นชัดว่าอยู่ขั้นสี่ “สิบท่านงั้นหรือ” หวังเป่าเล่อแหงนหน้า มองดูดวงอาทิตย์ทั้งเก้า คนเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ของดินแดนเซียน รอบกายของพวกเขาทุกคนแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งเต๋าอันสะท้านสะเทือนใจ ภายหลังจากรู้แจ้ง ภายหลังจากสูดลมหายใจ ก็ดึงเอาพลังเต๋าภายในจักรวาลเข้ามาหาตน ด้วยเหตุนี้จึงก่อเกิดวังวนขึ้น ทว่าในยามนี้หวังเป่าเล่อทราบตั้งแต่แรกแล้วว่า ระดับจักรพิภพในโลกแห่งศิลานั้น แท้จริงแล้วหากเทียบกับภายในดินแดนเซียนแล้ว เป็นเพียงขั้นสามเท่านั้น และขั้นสามเช่นนี้ ในดินแดนเซียน…มีจำนวนไม่น้อยเลย เขาเพ่งมองก้อนที่เหมือนพระอาทิตย์ทั้งเก้าบนท้องฟ้าและวังวนที่ปรากฏอยู่ หวังเป่าเล่อเข้าใจกระจ่าง เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านี้ก็เล็งเห็นตัวเองกลายเป็นวังวนหนึ่งเช่นกัน! เพราะว่าพลังฝึกปรือของเขา ไม่ว่าจะพูดจากความเข้าใจใดก็กลายเป็นระดับขั้นที่สี่แล้ว กระทั่งในบรรดาขั้นที่สี่ด้วยกัน ระยะห่างระหว่างชั้นก็มีแตกต่างแค่ระดับหนึ่ง แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และหาได้ยากคือผู้ที่ได้แรงหนุนจากจักรวาล เต๋าเช่นนี้ เมื่อเดินไปจนสุดทางก็กลายเป็นต้นกำเนิดพลังและเป็นขั้นที่สี่ และการสนับสนุนทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วเป็นการขยายกำลัง สามารถทำให้ผู้ฝึกตนต่ำกว่าขั้นหกในมหาทวีปแห่งนี้ได้ และมีพลังฝึกต่อสู้แข็งแกร่งมากขึ้น หากคิดอยากทำให้ได้จุดนี้ แท้จริงแล้วมีหนทางหลายวิธี การเหยียบขึ้นสะพานสู่สวรรค์ก็นับเป็นหนทางหนึ่ง ดังนั้นแล้ว หวังเป่าเล่อเข้าใจอย่างยิ่ง หากตนเองเหยียบเข้าสู่สะพานสู่สวรรค์ เช่นนั้นพลังฝึกตนของเขาก็จะยิ่งทะยานสูง อีกทั้งพลังการต่อสู้จะเพิ่มระดับขึ้นอีกมาก แต่เขากลับเข้าใจดีว่า ท่านพ่อหวังกล่าวได้ถูกต้องแล้ว จิตเต๋าความยึดมั่นของตนยังไม่หายไป เขาต้องการอยู่เป็นเพื่อนศิษย์พี่ เดินบนเส้นทางของมนุษย์สักช่วงระยะหนึ่ง อยากจะอยู่เคียงข้างบิดามารดาในโลกกลางฝ่ามือนั้น ไปเที่ยวเทียนหลุนเล่ออีกสักครั้ง แล้วยังมีเจ้าเยี่ยเหมิง โจวเสี่ยวหยาและหลี่หว่านเอ๋อร์… ยังมี…แม่นางน้อย เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่เขายังไม่อาจตัดขาดได้ ดินแดนเซียนมอบความรู้สึกสงบนิ่งให้แก่เขา ทำให้มีโอกาสที่จะตัดขาดจาก อีกทั้งผู้คนในที่นี้ ไม่ได้มีความคิดเป็นอื่นใด ด้านหนึ่งเนื่องจากเขาเป็นแขก อีกด้านหนึ่งคือท่านพ่อหวังเป็นผู้พามา กอปรกับเหตุที่ว่าเขาคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหวังอีอีแล้ว ทำให้ตั้งแต่เริ่มจนจบ เจตจำนงของดินแดนเซียนรวมไปถึงความแข็งแกร่งจำนวนมากล้วนเต็มไปด้วยไมตรีต่อเขา ในเวลาเดียวกัน ระหว่างเวลาสองปีมานี้ นอกจากหวังอีอีที่ออกมาข้างนอกบ่อยๆ ผู้เยี่ยมยุทธ์ในดินแดนเหล่านี้ รวมถึงพระอาทิตย์ที่อยู่กลางท้องนภา ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่อาศัยวิธีการต่างๆ นานา มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าเขา และจะมากจะน้อยแต่ละคนก็เก็บซ่อนประกายตาประหลาดใจและความคิดที่จะต้องการประเมินอย่างล้ำลึก ราวกับว่า…กำลังดูลูกเขยที่มาเยี่ยมบ้าน โดยเฉพาะในบรรดานี้มีอยู่คนหนึ่ง ท่ามกลางลมฝน ก็มาอยู่หลายครั้ง… อย่างเช่นในช่วงเวลานี้…ท้องฟ้าที่สดใสแต่เดิม ก็มีฝนโปรยลงมา น้ำเสียงเปี่ยมความห้าวหาญ เจือมากับเสียงหัวเราะท่ามกลางเม็ดฝนที่ร่วงหล่นจากที่ไกลๆ “เต๋าสวรรค์ของดินแดนเซียนขี้โมโห ไม่ใช่เพราะปีนั้นข้าตะคอกเจ้าไปหน่อยหรือไง หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ข้าโผล่ออกมาเจ้าจะต้องต้อนรับด้วยสายฝน?” ………
“ข้าหรือ?” บิดาของหวังอีอีหัวเราะยิ้มๆ
“เจ้าลองเดาสิ”
สีหน้าของหวังเป่าเล่อแปลกประหลาด เขาไม่คิดว่าท่านพ่อหวังซึ่งก่อนหน้านี้ให้ความรู้สึกเข้มงวดมาโดยตลอดจะมีด้านแบบนี้ด้วย ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากเสียงเบาด้วยท่าทีไม่แน่ใจ
“ท่านจะคว่ำโต๊ะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเป่าเล่อ หวังอีอีก็ชำเลืองมองเขาครั้งหนึ่ง ในส่วนของผู้เป็นบิดานั้นกลับยิ้มกว้างมากขึ้น การฟื้นคืนชีพของบุตรสาวราวกับทำให้นิสัยของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาจากแต่ก่อนพอควร ในระหว่างที่แย้มยิ้ม ท่านพ่อก็หมุนตัวไม่สนใจผู้เยาว์ทั้งสองอีก แต่มีคำพูดหนึ่งลอยเข้าสู่หูของหวังเป่าเล่อและหวังอีอี
“หากเจ้าไร้หนทางทำให้อีอีฟื้นคืนชีพล่ะก็ หากการคว่ำโต๊ะสามารถทำได้เช่นเดียวกัน เช่นนั้น…เจ้าโต๊ะนี้ หวังโหม่วย่อมต้องคว่ำ หากใครกล้าขวาง ข้าจะสังหารมันเสีย ไม่ว่าเป็นใคร!”
แม้มหาเทพจะอยู่จุดสูงสุด หากเขากล้าขวางข้า หวังโหม่วแม้ไม่เคยประมือกับมาก่อน แต่…ใครจะรู้ว่าข้าสังหารไม่ได้?”
“เต๋าของข้า…มีเพียงอารมณ์เท่านั้น”
หวังเป่าเล่อเงียบสนิท เขามองเงาร่างเบื้องหน้าอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เขาจมอยู่ในภวังค์ ในยามนี้ก้นบึ้งหัวใจนั้นพลันบังเกิดระลอกคลื่น เขากำลังคิด…หากเป็นตนเอง จะทำเช่นไร
“สังหารทุกผู้ที่ขัดขวางความสุขของข้า” หวังเป่าเล่อพึมพำในใจ ดวงตาพลันมีประกายแสงทอวาบ ทางเลือกของเขาไม่ว่าจะเป็นในแง่ใดล้วนคล้ายกับของท่านพ่อหวัง เขาไม่ได้สนความมีอยู่ของโต๊ะ อีกทั้งยังไม่สนต้นตอที่มา
สิ่งที่เขาสนใจ คือความเป็นอิสรเสรี ไม่ถูกผูกมัดบังคับ
เห็นได้ชัดว่า วิธีการคงอยู่ของมหาเทพในตอนนี้ ได้กลายเป็นอุปสรรคขวางเส้นทางมรรคาของเขา ระหว่างเขาและมหาเทพ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สุดท้ายย่อมอยู่คนละฝ่ายกันแล้ว
แม้หวังเป่าเล่อเลือกยอมแพ้ แต่หากมหาเทพตื่นขึ้นมาเมื่อใด ก็มีความจำเป็นต้องสยบเขา เพราะร่างของหวังเป่าเล่อตอนนี้…ได้กลายเป็นต้นตอขัดขวางมรรคาของอีกฝ่ายแล้ว
ในพริบตาที่มหาเทพปรารถนาจะเป็นมหาจักรวาลนั้น แก่นกำเนิดของไม้ได้ตอกตรึงลงหว่างคิ้ว และกลายเป็นผนึกไม้กระดานสีดำนั่นเอง ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนพลันปรากฏเหตุผลต้นกรรมแล้ว
ท่ามกลางกาลเวลานับไม่ถ้วนที่ไหลผ่าน ไม่ได้ชะล้างเหตุผลต้นกรรมนี้จนสิ้น กลับกัน…นานวันเข้ามันก็ยิ่งเข้มข้น เพราะว่า…แม้เวลาจะผ่านไปก็จริง แต่ความขัดแย้งระหว่างพวกเขานั้น กลับดำเนินต่อเนื่องตลอดเวลา
ไม่ว่าจะการเป็นปรปักษ์กับตัวมหาเทพเอง หรือกระแสความคิดนับแสนที่กลายเป็นโลกา ก็เป็นเช่นเดียวกัน
“ไม่สังหารมหาเทพ ก็ไม่อาจเสพสุขได้” หวังเป่าเล่อหรี่ตา จากนั้นเขาก็เก็บงำประกายตาคมปลาบนี้ไว้ สุดท้ายแล้วจึงค่อยหลับตาลงทั้งหมด
หวังอีอีที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กลับฟังไม่เข้าใจคำพูดของท่านพ่อหวังและหวังเป่าเล่อ นางกำลังรู้สึกว่าคำพูดของคนทั้งสอง สำหรับนางแล้วคล้ายจะเข้าใจได้แต่เมื่อเอามาผสมรวมกัน ได้กลายเป็นเรื่องลึกซึ้งเร้นลับ ทำให้นางในยามนี้ ฟังแล้วสมองเกิดความมึนงงนัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หวังอีอีรู้สึกเช่นนี้ แท้จริงแล้วในความทรงจำของนาง ระหว่างที่ติดตามบิดาของตนเอง มีหลายครั้งที่เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น เพียงแต่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้างกายนางนั้นไม่ได้มีคนอื่นๆ ดังนั้นแล้วนางจึงไม่มีตัวเปรียบเทียบ นี่ทำให้นางไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายนัก กระทั่งยังคิดว่าสิ่งที่บิดามารดาพูดนั้นเร้นลับยากเข้าใจ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นก็คงจะฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน
แต่ในยามนี้…เริ่มไม่เหมือนกันแล้ว
นี่ทำให้ตัวนางผู้หยิ่งทะนง รับไม่ได้อยู่บ้าง หลังสังเกตว่าหวังเป่าเล่อหลับตาจึงแสร้งทำเป็นว่าเข้าใจขึ้นมาบ้าง เลือกหลับตาลงเช่นกัน
เพียงแต่ว่า การที่หวังเป่าเล่อเงียบลงครั้งนี้ก็เพื่อย่อยเต๋าที่แฝงอยู่ในคำพูดของท่านพ่อหวัง อีกทั้งเพื่อยืนยันเส้นทางของตนเอง ส่วนการหลับตานี้ของหวังอีอี…ตัวนางเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคิดอะไร
ทั้งหมดนี้ ล้วนตกอยู่ภายใต้การรับรู้ของท่านพ่อหวัง เขาถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง สีหน้าเผยให้เห็นความเหนื่อยหน่ายแต่ก็รักถนอมไปในตัว
ก็เป็นเช่นนี้ หลังจากที่รอบด้านของนาวาปรากฏภาพมายาพร่าเลือนจำนวนนับไม่ถ้วน การเคลื่อนตัวของจักรวาลนี้ก็ได้อยู่ในระดับที่ยากจะจับสังเกตได้อีก ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ราวกับเป็นเพียงชั่วลมหายใจเดียว และก็ราวกับศตวรรษืหนึ่ง
ในมหาจักรวาลนี้ หลังจากข้ามผ่านจักรวาลผืนน้อยจำนวนมากแล้ว ในที่สุด…จักรวาลนี้ก็หยุดเคลื่อนไหว มันค่อยๆ ช้าลงจนกระทั่งความเร็วกลับเข้าสู่ปกติ ข้างหูของหวังเป่าเล่อก็มีเสียงของท่านพ่อหวังดังขึ้นมา
“มาถึงแล้ว”
ยามที่ได้ยินเสียงนี้ หวังเป่าเล่อพลันเบิกตา เขามองไปยังท้องฟ้า แต่ต่อให้เป็นพลังฝึกตนและสมาธิของเขาในยามนี้ก็ยังต้องสั่นสะท้านเพราะภาพที่มองเห็นเบื้องหน้า ดวงตาทั้งสองของเขายามนี้พลันเบิกกว้างขึ้น
ที่อยู่ใจกลางหมู่ดวงดารา ไม่แน่ว่าจะเป็นดาวพระเคราะห์ทั้งหมด
ภาพที่สะท้อนออกมาจากในแววตา สามารถมองเห็นได้ชัดเจน…เพราะที่อยู่เบื้องหน้าหวังเป่าเล่อในตอนนี้ มันคือมหาทวีปอันใหญ่ยักษ์จนยากจะบรรยาย
มหาทวีปนี้ใหญ่เหลือเกิน ราวกับหากเทียบกับโลกแห่งศิลาไปแล้ว โลกแห่งศิลาคงมีขนาดเพียงหนึ่งในหมื่นของมันเท่านั้น อีกทั้งมันยังไม่หยุดนิ่งๆ แต่กลับเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง ตำแหน่งตรงรอยต่อของมันนั้นก่อเกิดความพร่าเลือนราวกับภาพมายา
ไม่เพียงแค่นี้ ดวงดาวน้อยใหญ่ที่รายล้อมอยู่นั้นก็มีจำนวนมหาศาล ราวกับว่ามหาแผ่นดินนี้คือใจกลางและพวกมันก็โคจรต่อเนื่องกัน เห็นชัดว่าท่ามกลางวันเวลาที่เคลื่อนผ่านระหว่างที่มหาทวีปเคลื่อนตัว ก็ได้ดึงดูดดาวบริวารพวกนี้ไว้
ในเวลาเดียวกัน ยังมีชีพจรขนาดมโหฬารยากจะพรรณนา ผืนดินนี้แผ่ไพศาลออกมาไม่หยุด ราวกับภูเขาไฟยามราตรีกาลอันมืดมิด โชนแสงสีแดงจ้าท่ามกลางท้องฟ้าราตรี ทำให้จักรวาลนี้งดงาม
เพียงแค่กวาดตามองก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งชีวิตขั้นสูงสุดโจมตีเข้ามา อีกทั้งข่าวสารที่มันพัดเข้ามานี้ยังทำให้สมองของหวังเป่าเล่อเกิดเสียงอึกทึกทันที
หากเป็นเพียงเช่นนี้ก็แล้วไป แต่สิ่งที่ทำให้หวังเป่าเล่อตกใจนั้น ก็คือมหาแผ่นทวีปอันยิ่งใหญ่สะท้านภพ มันยังมีดาวเคราะห์พิเศษระดับสูงเก้าดวงลอยอยู่ด้วย ราวกับเป็นดวงอาทิตย์ที่ข้ามไปอีกระดับแล้ว พวกมันควบคุมเหล่าดวงดาวไว้ และครอบครองมหาทวีป
ทุกดวงดารานั้นพาให้หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าพลังไม่ได้แตกต่างจากตนมากน้อย ถึงกับว่ามีสองดวงในนั้นทำให้เขาสัมผัสถึงอันตราย
อีกทั้งใจกลางของอาทิตย์เก้าดวงนี้ ยังมีรูปสลักศักดิ์สิทธิ์ขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านอยู่ ความสูงของมันน่าครั่นคร้าม รูปสลักนี้เห็นได้ชัดว่ามันคือ…ท่านพ่อหวังที่อยู่เบื้องหน้า!
เรื่องราวพวกนี้ทำให้ในใจของหวังเป่าเล่อก่อเกิดความสะพรึง และที่ทำให้เขาตะลึงหนักยิ่งกว่าก็คือ…เบื้องหน้ารูปสลักยักษ์ใหญ่…ยังมีสะพานขนาดยักษ์อยู่ 11 แห่ง!
พวกมันทอดยาวไปสู่ความว่างเปล่า เชื่อมต่อระหว่างมิติแห่งความจริง เมื่อมองจากระยะห่างเข้าไป จะเห็นคล้ายขั้นบันได แต่ละขั้นที่เหยียบย่างนั้นยิ่งใหญ่สะท้านภพ
และสะพานทั้ง 11 แห่งนี้ก็เผยกลิ่นอายโบราณตระการตา ราวกับว่ามันตั้งอยู่คู่ฟ้าดิน ตั้งอยู่ร่วมกับจักรวาล และไหลผ่านมาพร้อมกระแสเวลา อีกทั้งยังไม่มีวี่แววความผุกร่อน ประกายแสงดาวนั้นกระจายทั่ว แต่กลับไร้รอยด่างพร้อยแม้เพียงนิด
พวกมัน มีนามหนึ่งที่ก้องสะท้อนไปทั่วมหาจักรวาล
พวกมัน มีชื่อเรียกขานท่ามกลางสรรพชีวิตในจักรวาลนี้
“นี่ คือสะพานสู่สวรรค์”
“ก่อนหน้านี้พวกมันพังทลายไปแล้ว แต่หลังจากนั้นข้าหวังโหม่วเป็นผู้บูรณะ สร้างมันขึ้นมาใหม่ 11 แห่งจากเดิม 9 แห่ง ในบรรดานี้เก้าเส้นคือเส้นทางสู่สวรรค์”
“หลังจากนั้นแต่ละเส้นทางที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือเพิ่มอีกหนึ่งก้าวของการฝึกตน!” เสียงของท่านพ่อหวังแฝงไปด้วยกฎกระจายไปทั่วทั้งแปดทิศ ทำให้สะพานทั้ง 11 สาย ยามนี้แผ่ประกายแสงเรืองรองรุ่งโรจน์ ราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาของเขา
แต่ในยามที่สะพานสู่สวรรค์พวกนี้ส่องแสงนั่นเอง สภาวะจิตของหวังเป่าเล่อก็ร้องคำราม ก่อนที่หวังอีอีซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งจะเอ่ยปากเสียงเบา
“เจ้าอ้วน…ยินดีต้อนรับสู่…บ้านเกิดของข้า ดินแดนแห่งเซียน”
…
อักษรทั้งสี่นี้แฝงไปด้วยเสียงสะท้านแล้วยังอารมณ์ที่ไม่อาจพรรณนาออกมาเป็นคำพูด นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกขอบคุณอันไร้ขีดจำกัดของหวังเป่าเล่อด้วย ในชีวิตของหวังเป่าเล่อ ผู้ที่สร้างอิทธิพลให้แก่เขาได้นั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ว่าในบรรดาคนผู้นี้ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด…ในนั้นย่อมรวมศิษย์พี่อยู่ด้วยแน่ ตั้งแต่ที่ได้เริ่มพบกัน ประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างนั้น และความขัดแย้งพร้อมทั้งคลี่คลายในช่วงเวลาท้ายๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนพัฒนาความรักสมานระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องของทั้งสอง ฝังแน่นท่ามกลางกาลเวลาเหล่านี้ กระจายอยู่ทั่วในความทรงจำ พวกเขา แม้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่ก็เป็นสหายเต๋า สหายร่วมมรรคาเต๋า ดังนั้นแล้ว หลังจากได้ยินคำพูดของท่านพ่อหวัง นี่จึงทำให้หวังเป่าเล่อสั่นสะท้านอย่างหนัก เจตนาดังเดิมที่จางหายหวนกลับคืนดั่งพายุคลั่ง ทำให้เขาผู้ที่สูญเสียทั้งอดีตและอนาคตจนกลายเป็นคนเงียบงันไปเช่นนี้ พลันบังเกิดคลื่นซัดโหมขึ้นใหม่ภายในใจ ราวกับผืนน้ำทะเลสาบ ปรากฏระลอกคลื่น ราวกับภูเขาที่น้ำแข็งกลบฝัง เริ่มหลอมละลาย ระลอกคลื่นและการหลอมละลายนี้ หลังจากที่ท่านพ่อหวังรับการคารวะจากหวังเป่าเล่อแล้ว ก็โบกมือคราหนึ่ง พลันปรากฏลูกปัดมุกซึ่งมีร่างวิญญาณบรรจุอยู่ลอยเข้ามาหาหวังเป่าเล่อ สุดท้ายแล้วมันก็หยุดอยู่เบื้องหน้าเขาในลักษณะเกือบจะแนบเนื้อ ด้วยระยะห่างอันใกล้ เมื่อหวังเป่าเล่อเพ่งมองมัน ในพริบตานั้นราวกับว่าตัวเขาได้ข้ามผ่านกาลเวลา นี่คือลูกปัดมุกที่แผ่แสงประกายรุ้งเจ็ดสี ในนั้นราวกับมีเส้นสายควันเจ็ดสีกำลังพันรัดกัน แม้ว่าสีสันจะมากมาย แต่ก็ไม่อาจปิดบังได้ว่าท่ามกลางกลุ่มควันเหล่านี้ มีวิญญาณของเฉินชิงจื่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่ เขาหลับตาอยู่ในนั้น ท่าทางคล้ายกับกำลังหลับลึก หมอกควันเจ็ดสีลอยอยู่รอบร่างวิญญาณ ราวกับว่าพวกมันคือสารบำรุงสำหรับเพาะเลี้ยงวิญญาณนี้ และทุกครั้งที่วนผ่านร่างวิญญาณไป ก็จะส่งผลให้ร่างวิญญาณนี้มองเห็นด้วยตาชัดมากขึ้นอีกส่วน ลูกปัดมุกเช่นนี้ หวังเป่าเล่อเคยเห็นมาแล้ว ก่อนหน้านี้ร่างวิญญาณของหวังอีอีก็อยู่ในลูกปัดมุกประเภทนี้เช่นกัน เพียงแค่คิดก็ทราบได้แล้วว่าของสิ่งนี้ล้ำค่าเพียงใด และมีเพียงสมบัติล้ำค่าสูงสุดเช่นนี้จึงจะมีพลังเอาชนะชะตาฟ้าได้ สามารถรวบรวมวิญญาณแตกซ่านเอาไว้ข้างใน อีกทั้งเพาะเลี้ยงจนเริ่มมีกระแสวิญญาณก่อกำเนิด และในเส้นสายหมอกควันทั้งเจ็ดสีนี้เอง อาศัยพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อยามนี้ เขาก็สามารถมองออกได้ว่า ทุกเส้นสายนั้นแฝงไปด้วยกฎและเกณฑ์ ทุกเส้น…แฝงไปด้วยชีพจรอันไร้ขีดจำกัด กล่าวให้กระจ่างก็คือ…เต๋าเจ็ดสาย พลังฝึกปรือเฉพาะทางของเต๋าเจ็ดอัตลักษณ์นำมาช่วยฟื้นฟูวิญญาณของเฉินชิงจื่อ นี่คือเต๋าที่ดูดกลืนมาจากจักรวาล การลงทุนครั้งนี้ น่าแตกตื่นสะท้านฟ้า เห็นน้ำหนักความสำคัญได้ชัดเจน หลังจากเพ่งมองเนิ่นนาน หวังเป่าเล่อก็ยื่นมือออกมาประคองลูกปัดมุกของเฉินชิงจื่อเอาไว้ เขาค่อยๆ กำมันเข้าสู่ฝ่ามือเบาๆ ผสานเข้ากับโลกของตน ในยามที่แหงนหน้า หวังเป่าเล่อมองท่านพ่อหวังอีกครั้ง จากนั้นประสานมือพลางโค้งตัวลงต่ำเพื่อคำนับหนึ่งครา “โลกแห่งศิลายังไม่สมบูรณ์ หากอยากให้มันสมบูรณ์ ต้องใช้กาลเวลาอันยาวนานเพื่อชำระล้าง เหตุนี้…วิญญาณของศิษย์พี่เจ้า หากกำเนิดใหม่ในโลกแห่งศิลาคงจะมีอนาคตจำกัด ทว่าเขา…เมื่อถือครองพลังเต๋าหลากชนิด อนาคตคงไม่พบขีดจำกัดใดๆ อีก” บิดาของหวังอีอีมองหวังเปาเล่อก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ “เขาจำเป็นต้องอยู่ในโลกที่สมบูรณ์กว่านี้ และกฎแห่งเต๋าสมบูรณ์กว่านี้ อย่างเช่น…บ้านเกิดของข้า” กล่าวถึงจุดนี้ ท่านพ่อหวังต่างเรียกเรือลำนั้นออกมา อีกด้านวานรเฒ่าและจิ้งจอกน้อย แล้วยังมีปรมาจารย์ดาราจันทร์ ทุกคนต่างรีบติดตามไป มีเพียงหวังอีอีเท่านั้นที่ยืนมองหวังเป่าเล่ออยู่ที่เดิม ท่าทางคล้ายกับกำลังคิดว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมา “อีอี” ไม่ทันรอให้นางเอ่ยคำ เสียงของบิดาก็ลอยเข้ามาเสียแล้ว หวังอีอีจมอยู่ในภวังค์ จากนั้นนางจึงก้มหน้าแล้วเดินไปยังนาวาลำนั้น กระทั่งหลังก้าวเท้าขึ้นสู่เรือแล้ว นางจึงรวบรวมความกล้าพันมองไปทางหวังเป่าเล่อทันที “เจ้าอ้วน สุดท้ายแล้วเจ้าจะมาหรือไม่มา!” คำเรียกขานนี้ ทำให้หวังเป่าเล่อลนลานอยู่บ้าง เขาไม่ได้ยินแม่นางน้อยเรียกตนเช่นนี้มานานแล้ว หลังจากเงียบไปหลายอึดใจ หวังเป่าเล่อก็เผยยิ้ม “บนเรือที่นั่งพอหรือไม่?” แม้จะกล่าวเช่นนี้แต่เท้าก็ก้าวไปก่อนแล้ว เขามุ่งไปทางเรือแล้วกระโจนขึ้นไป จักรวาลแหวกออกราวระลอกคลื่นเปิดทาง นาวาเดียวดายลำนี้ค่อยๆ ขยับมุ่งหน้าเคลื่อนไปยังน่านฟ้าอันห่างไกล แม้มองไปแล้วเหมือนจะช้า แต่เมื่อเคลื่อนไปข้างหน้า ทิวทัศน์รอบด้านพลันบิดเบี้ยว ภาพมายาแต่ละฉากทอแสงเรืองรอง ในบรรดาภาพเหล่านี้ สามารถมองเห็นดาวเคราะห์แต่ละดวง ระบบดาวแต่ละแห่ง รวมถึงจักรวาลแต่ละแห่ง “นี่คือมหาจักรวาลเช่นนั้นหรือ…” หวังเป่าเล่อนั่งอยู่บนเรือลำนั้น หันหน้ามองออกไปด้านนอกเรือ ในดวงตาทอประกายแปลกประหลาด เขาเข้าใจดี เรือลำนี้ไม่ได้ช้าเลยแม้เพียงนิด เพราะว่าความเร็วของมันอยู่ในระดับที่ยากจะจินตนาการออก เร็วหรือช้ายากจะแยกแยะได้ แน่นอนว่ามาตรที่ใช้วัดได้นั้น ย่อมไม่ใช่ตัวเขาเอง หากแต่เป็น…ใช้วัตถุที่เห็น ราวกับว่าท่านพ่อหวังที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือสัมผัสได้ถึงความคิดของหวังเป่าเล่อ เขาเอ่ยปากโดยไม่หันมามอง “เจ้ารู้แจ้งได้เพียงแค่ส่วนเดียว เจ้าลองสัมผัสดูอีกสักหน่อย ที่เคลื่อนไหวนั้น…ที่แท้คือสิ่งใด” หวังอีอีกะพริบตา นางพยายามสะกดความสับสนในหัวใจ ดวงตาเผยประกายครุ่นคิด นางกวาดตามองจักรวาลนอกลำเรือ ส่วนหวังเป่าเล่อเองก็ผงะไป เขาเริ่มจากมองไปด้านนอกก่อน แต่ว่าสุดท้ายก็เบนสายตากลับแล้วมองเรือที่ตนเองโดยสารอยู่นี้ จากนั้นดวงตาก็ค่อยๆ เผยแววตกตะตึง เขาพบว่า เรือลำที่ตนอยู่ ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ได้ขยับแม้แต่นิดเดียว “ที่เคลื่อนไหวอยู่…ไม่ใช่ลำเรือ แต่เป็น…จักรวาลผืนนี้!!” ระหว่างพึมพำ หวังเป่าเล่อก็แหงนหน้าขึ้น มองไปยังเงาหลังของบิดาหวังอีอี ในใจนั้นพลันบังเกิดแรงสั่นสะท้านรุนแรง เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า สุดท้ายแล้วต้องถือครองระดับพลังมากขนาดไหน ถึงสามารถ…ทำให้จักรวาลพลิกหมุนเบื้องหน้าตนเอง จากนั้นทำให้ความเร็วของตนอยู่ในระดับสูงสุดจนยากจะพรรณนาออกมาได้ “ความเร็วของผู้ฝึกตนก็มีพลังจำกัด ดังนั้นหลายครั้ง ในยามที่เจ้าสัมผัสรู้ได้ว่าความเป็นจริงสามารถกระโจนออกมาได้ เมื่อมองปัญหาจากอีกมุมหนึ่ง เจ้าจะพบว่า…การฝึกตน ที่แท้แล้วง่ายดายนัก” เสียงของท่านพ่อหวังดังเข้าสู่หูของหวังอีอีและหวังเป่าเล่อ รายแรกนั้นดวงตามึนงง แสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่รายหลังนั้น…ดวงตาพลันทอแสงรุนแรงเจิดจ้า ราวกับว่าประตูบานใหญ่ได้เปิดออกในสมองของเขาแล้ว หลังจากการไขเปิดนี้ ภายในใจของหวังเป่าเล่อพลันกระเพื่อมรุนแรง พลังแห่งเต๋าห้าวิถีที่อยู่บนร่างของเขาส่องแสงเรืองรอง เต๋าแห่งอดีตและอนาคต แม้จะกลายเป็นหลุมว่างเปล่าไปแล้ว แต่ในยามนี้มันก็ได้กลายเป็นแสงสีขาวดำครอบคลุมไปทั่ว ห้าวิถี ไม่สำคัญ อดีตและอนาคต ไม่สำคัญ หยินมืดมิดและหยางอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่สำคัญ ทุกอย่างนี้คือความคิดคับแคบ การฝึกตนที่แท้จริงแล้วนั่นคือ… “หมื่นสรรพสิ่งทั้งหลายนี้ ทุกสิ่งมีไว้ให้แก่ข้า!” หวังเป่าเล่อพลันแหงนหน้า แล้วเอ่ยปากเสียงเบา “กลายเป็นต้นกำเนิด คือรากฐานของการเหยียบขึ้นสวรรค์ หากสัมผัสได้ถึงจุดที่เจ้าพูดมานี้ และสามารถกระทำได้ถึงขั้นนี้ เจ้าก็จะมาถึงขั้นที่ห้าของการฝึกตน” ท่านพ่อหวังหันหน้าจากนั้นก็มองหวังอีอีที่ยังคงมึนงงอยู่ ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงมองหวังเป่าเล่อด้วยแววตาเผยประกายชื่นชม “แล้วขั้นที่หกเล่า?” หวังเป่าเล่อถามขึ้นทันที “ขั้นที่หก?” ท่านพ่อหวังแววตาล้ำลึก เขามองไปยังความว่างเปล่าอันห่างไกลนั้น “ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่อยู่ถึงขั้นที่ห้าทั้งหลายนั้น ถือครองขั้นที่หกอันแตกต่างกันไป บางท่านก็สร้างจักรวาลขึ้นใหม่ จากนั้นก็เริ่มต้นก้าวเดินที่หกเจ็ดแปดจากมุมมองนั้นของตน ฉูดฉาดเกินความจำเป็น ข้าไม่ชอบ” “มีบ้างที่กลายเป็นโลกไปเสียเอง จากนั้นใช้พลังพิทักษ์เป็นหัวใจเต๋า ดังนั้นทุกคนจึงอยู่มีเพียงเขาที่หายไป แต่ตราบใดที่เรื่องราวของเขายังคงอยู่ เขาก็จะคงอยู่ตลอดไป มีชีวิตอยู่ในอดีต พลังฝึกปรือไร้ขีดจำกัด” “มีบ้างที่ถือเอาสิ้นสลายเป็นแหล่งพลัง หากสรรพสิ่งคงอยู่นิรันดร์ เต๋าของเขาก็จะไม่สมบูรณ์ แต่ยิ่งไม่สมบูรณ์มากเท่าไร เขาก็ต้องกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแสวงหาจุดบกพร่องนั้น ส่วนตนเองแน่นอนว่าย่อมเดินไปได้ไกลขึ้น” “แล้วยังมีบางคน ใช้เหตุผลต้นกรรมเข้าสู่วิถีเทพ นี่ตรงข้ามกับอดีต เขาอยู่ในอนาคต ไม่มีเริ่มต้นไม่มีสิ้นสุด” “เช่นนั้นมหาเทพเล่า?” หวังเป่าเล่อครุ่นคิด จากนั้นจึงเอ่ยถาม “มหาเทพ?” ท่านพ่อหวังยิ้ม “หากว่าพวกเรานำจักรวาลอันมากมายเหล่านี้หลอมรวมเป็นมหาจักรวาลอันใหญ่โตไร้ขีดจำกัดของมัน และเปรียบมันเป็นโต๊ะตัวหนึ่ง มีบางคนที่ศึกษาว่าจะสร้างโต๊ะนี้ได้อย่างไร มีบ้างคนครอบครองอดีตของโต๊ะตัวนี้ แล้วยังมีบางคนคิดทำลายโต๊ะตัวนี้ แล้วก็มีบางคนที่ควบคุมความเป็นไปของโต๊ะตัวนี้” “เช่นนั้นมหาเทพ เขาย่อมคิดอยากกลายเป็นโต๊ะตัวนี้ ทำให้ผู้ที่เดิมคิดศึกษาไม่อาจศึกษาได้ ผู้คิดทำลายไม่อาจกระทำได้ ผู้ที่คิดจะควบคุมอดีตและอนาคต ก็ไร้หนทางจะควบคุม ในเวลาเดียวกัน…เขายังคิดจะกลืนเหล่าคนพวกนี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง” หวังเป่าเล่อดวงตาหดลีบ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “เช่นนั้นผู้อาวุโส…ท่านเล่า?” ………………………..
บาดแผลของหวังอีอี ที่แท้คือสิ่งใด มาจากที่ใด และเหตุใดความแข็งแกร่งดังเช่นท่านพ่อหวังที่เป็นเทพเคารพสูงสุด ก็ไม่อาจช่วยรักษาได้ มีเพียงเซียนเท่านั้นจึงจะช่วยได้
เรื่องนี้แม้หวังเป่าเล่อจะไม่เข้าใจ แต่ก็พอคาดเดาได้
“บางที อาจเกี่ยวข้องกับหลัว” หวังเป่าเล่อพึมพำอยู่ในใจ เรื่องนี้ไม่มีคำตอบ นอกจากท่านพ่อหวังจะบอกให้รู้
แต่หวังเป่าเล่อไม่เชื่อ…การปรากฎตัวของตนเองภายในโลกแห่งศิลา ช่างเป็นความบังเอิญ
เพราะ…หากไม่มีการมาของหวังอีอี และการปรากฎตัวของบิดาของนาง เช่นนั้นถึงแม้โลกแห่งศิลาจะเป็นมือขวาหลัวจำแลง ท้ายที่สุดตนเองก็ยากที่จะได้ชัยจากการต่อสู้กับดวงจิตเทพของมหาเทพ
มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นเช่นเดียวกับศิษย์พี่เฉินชิงจื่อ
ในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่าเรื่องจะมีความน่าจะเป็นเพียงเล็กน้อย ที่ตนเองจะเอาชนะดวงจิตมหาเทพได้ และไม่อาจจะท่องเที่ยวต่อไปได้อีก และยากที่จะหนีจากการเป็นเส้นทางสู่อาวุธนักรบ
กล่าวได้ว่า การเปลี่ยแปลงมากมายของที่นี่ นอกจากหัตถ์หลัวจำแลงนอกป้ายศิลาแล้ว สิ่งสำคํญที่สุด…ก็คือการมาของพ่อลูกหวังอีอี ดังนั้น หากกล่าวว่านี่ไม่เกี่ยวข้องกับหลัว หวังเป่าเล่อก็คงไม่เชื่อ
โดยเฉพาะเขารู้อยู่แล้วว่า หลังจากที่หลัวต่อสู้กับกู่ เคยโจมตีกลับจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ต่อสู้กับมหาเทพแต่ล้มเหลว เช่นนั้น…เป็นไปได้ไหมว่า ก่อนที่จะต่อสู้กับมหาเทพ หลัวได้รวบรวมเซียนแล้วกว่าครึ่ง และตนเองก็ได้มาถึงขั้นสุดยอด และได้ทิ้งคำชี้แนะไว้
คำชี้แนะนี้ ก็คือสาเหตุของการบาดเจ็บของหวังอีอี และก็เป็นเพราะคำชี้แนะนี้ ทำให้หลังจากที่เขาเองล้มเหลวมาหลายปี ยังคงสามารถทำให้ท่านพ่อหวัง มาเสาะหาความเป็นอมตะที่นี่
ดังนั้นสำหรับมหาเทพ ก็ฝังแผนสังหารไปหลังจากนั้นหลายปี
ความจริงเป็นเช่นนี้หรือไม่ หวังเป่าเล่อไม่รู้ และเขาก็ไม่ต้องการจะรู้ ด้วยนี่ไม่สำคัญ
เพราะไม่ว่าอย่างไร การช่วยรักษาหวังอีอีเป็นการเลือกที่ไม่เคืองแค้นไม่เสียใจของเขา เวลานี้ขณะที่สะบัดมือ ร่างของเขาก็สั่นเทา ปรากฎการพร่าเลือนและทับซ้อน และในไม่ช้าก็มีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากร่างของเขา
ร่างนี้คือหวังเป่าเล่อ แต่ดูเหมือนจะหนุ่มกว่า และหากมองให้ถี่ถ้วน ราวกับจะสามารถมองเห็นกระบวนการเติบโตทั้งหมด เห็นทารก เด็กน้อย และชายหนุ่มจากในร่างนี้
และยังหมายถึงทุกสิ่งในอดีตชาติ
ดูเหมือนนับจากจุดนี้เป็นต้นไป ทุกสิ่งในกาลข้างหน้า ต่างก็รวมกันอยู่ในร่างนี้ ที่สุดก็ทำให้ความพร่าเลือน ที่ร่างนี้เปลี่ยน คล้ายกลุ่มแสงสีดำ
หันหน้าไปมองร่างที่เป็นตัวแทนอดีตของตนเอง หวังเป่าเล่อจ้องมองอยู่นาน สุดท้ายก็หัวเราะ ขณะที่ยกมือขวาขึ้น ทันใดนั้นกระบี่ยาวลวงตาเล่มหนึ่งก็ปรากฎอยู่เหนือศีรษะเขา
กระบี่นี้ ก็คือกระบี่สำริดโบราณที่แทงทะลุตะวัน แต่เห็นได้ชัดว่าด้วยโลกแห่งศิลาหลอมรวมเข้ากับฝ่ามือของหวังเป่าเล่อ กระบี่เล่มนี้…ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ตัดเถอะ” หวังเป่าเล่อกล่าวเสียงเบา ทันทีที่กล่าวออกไป กระบี่สำริดโบราณนี้พลันก็ฟันออกไป
ดูเหมือนฟันไปบนความว่างเปล่า แต่ที่ฟัน…คือหวังเป่าเล่อและกรรมทั้งหมดในอดีตของเขา
ราวมีฟ้าร้องคำราม คล้ายกับสายฟ้าฟาด ท้องฟ้ารอบด้านสั่นไหวอย่างรุนแรง ในขณะที่กระแสวนกระเพื่อม ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นเบาๆ เมื่อดูไป ร่างในอดีตของเขาไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับเขาอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ขณะที่สะบัดมือ ร่างในอดีตกลายเป็นแสงสีดำสายหนึ่ง ตรงไปที่…หวังอีอีที่กำลังกัดริมฝีปากล่างอยู่
หวังอีอีต้องการหลบซ่อน แต่นางทำไม่ได้
เพราะในเวลานี้ดูเหมือนนางยังคงอยู่ แต่ที่จริงแล้ว …นางอยู่ภายในลูกปัดเม็ดหนึ่ง ร่างลวงตาของหวังอีอีที่ปรากฎอยู่ด้านนอกหายไปพร้อมกับการมาถึงของแสงดำตัวแทนร่างในอดีตของหวังเป่าเล่อ ลูกปัดปรากฎออกมา และแสงดำนี้หลอมรวมเข้าภายในลูกปัดทันที
วินาทีต่อมาลูกปัดก็แตกออก
ร่างที่ประกอบไปด้วยเลือดเนื้อ เวลานี้ได้ก่อขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้การหล่อเลี้ยงจากแสงสีดำที่กลายมาจากร่างในอดีตของหวังเป่าเล่อ ในที่สุดร่างจริงของแม่นางน้อยก็ถูกหล่อหลอมออกมา ปรากฎอยู่ต่อหน้าหวังเป่าเล่อในขณะนี้
สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ
แต่มันเหมือนภาพวาดที่ไร้ซึ่งชีวิต
หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก วินาทีต่อมา ร่างกายของงเขาก็พร่าเลือนปรากฎเงาทับซ้อนขึ้นอีกครั้ง ในไม่ช้าก็มีเงาร่างที่สองเดินออกมา
เงาร่างนี้พอปรากฎ แสงสีขาวก็สว่างไสวไร้สิ้นสุด นั่นคืออนาคต
ภาพลวงตานับไม่ถ้วนในนั้นแวบผ่าน มีสุขใจ โศกเศร้า ตั้งตระหง่านเหนือท้องฟ้า และลมหายใจที่ฝังอยู่ในนพภูมิ ภาพนับไม่ถ้วนนี้ ส่องประกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างนี้ยิ่งสว่างไสว รุ่งโรจน์เรืองรอง
เขามองไปที่ร่างแห่งอนาคตของตน เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาในการจ้องมองครั้งนี้ ขาดอดีตมากเกินไป ดูเหมือนหวังเป่าเล่อไม่สนใจต่ออนาคต
ราวกับเมื่อเทียบกันแล้ว เขาดูจะห่วงอดีตที่ผ่านไปของตนมากกว่า ดังนั้นพลันละสายตา ยกมือขวาขึ้นสะบัดลงไปอีกครั้ง
เสียงคำรามดังขึ้นอีก กระบี่ยาวฟันลง อนาคต…ขาดสะบั้น
ร่างกายของหวังเป่าเล่อสั่นขึ้นอีกครั้ง สีหน้าค่อยๆ ซีดขาวไปบ้าง แม้จะฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว แต่ดูไปแล้ว ร่างของเขาราวกับจะผอมบางลงมาก
ขณะที่เงยหน้าขึ้น เขาเห็นร่างแห่งอนาคตของตนกลายเป็นแสงขาว พุ่งตรงไปที่ร่างแท้ของแม่นางน้อย คลุมไปทั่งร่างนาง และหลอมรวมสู่ร่างกายอย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายหวังอีอีค่อยๆ ปรากฎพลังชีวิต
หวังเป่าเล่อยิ้มแล้ว จ้องมองไปที่หวังอีอีอย่างลึกซึ้ง ในสายตาของเขา ภายในร่างของหวังอีอีในเวลานี้ แม้อดีตและอนาคตของตนสอดประสาน แต่กลับไม่ได้หลอมรวมด้วยกัน
มีสติวูบหนึ่งมาจากร่างแท้ของหวังอีอี ราวกับกำลังต่อต้านอย่างสุดกำลัง และขับไล่…
“หัวใจนี้ก็พอเพียง” หวังเป่าเล่อยิ้มอย่างเป็นสุข มือทั้งสานประกบกันอยู่ข้างหน้าอย่างช้าๆ กล่าวเสียงเบา
“ชะตากรรม…”
ชั่วอึดใจ ขณะที่เขากล่าวออกมา และขณะที่สองมือประกบกัน อดีตและอนาคตของเขาภายในร่างหวังอีอี ก็ปะทุขึ้น และหลอมรวมเข้าด้วยกันในทันที
แสงสองสาย สายหนึ่งสีดำ และสายหนึ่งสีขาว เวลานี้หลังจากที่ประสานเข้าด้วยกัน กลับกลายเป็นไม่ใช่สีเทา
แต่เป็นสีสันตระการตา งดงามสดใส
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นชะตากรรม
ชะตากรรม ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ชะตากรรม ที่ไม่เหมือนเช่นเคย
ในขณะที่ทั้งสองสีหลอมรวมเข้าด้วยกัน เติมเต็มเข้าไปในความหลงใหลของหวังเป่าเล่อ ทำให้เขารักษาพลังชีวิตที่สมบูรณ์ และแฝงด้วยสัมผัสอมตะ
“ให้เจ้า” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเบา รํศมีหลากสีที่ปะทุออกมาจากภายในร่างหวังอีอี คลุมร่างของนางไว้ข้างใน ความผันผวนของวิญญาณก็กระจายออกมาในขณะนี้
ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ที่อีกด้านหนึ่ง สับสนวุ่นว่ายอยู่ในใจ แต่ความตื่นเต้นก็คงอยู่เช่นกัน สัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณของประมุขน้อยในขณะนี้ เขาเข้าใจ ประมุขน้อย…กำลังจะตื่นขึ้น
วานรเฒ่าและจิ้งจอกน้อย เวลานี้ต่างก็เงียบงัน เพียงแต่วานรเฒ่าขณะอยู่ในความเงียบงัน ยังมองไปทางหวังเป่าเล่อด้วยความสะท้อนใจ ขณะที่คนหลัง…กลับตกตะลึง
เพียงแต่…เมื่อผ่านไปหลายอึดใจ ความผันผวนของพลังวิญญาณบนร่างหวังอีอีก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แต่กลับไม่ตื่นขึ้น กระทั่งมีสัญญาณหยุดชะงัก เหตุการณ์นี้ ทำให้ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ร้อนรนอยู่บ้าง
“ยังไม่ยอมฟื้นหรือ…” หวังเป่าเล่อยถอนใจเบาๆ สายตาอ่อนโยนลงเงยหน้าขึ้นมองความว่างเปล่าทางด้านหลังของหวังอีอี ที่นั่น…เวลานี้มีเรือเดียวดายลำหนึ่ง กำลังค่อยๆ เข้ามา
ร่างที่ยืนอยู่บนเรือ ก็ค่อยๆ ปรากฎออกมา
“ท่านประมุข!” ทันทีที่ประมาจารย์สำนักดาราจันทร์เห็นร่างนี้ พลันก็รีบก้มศีรษะลงคำนับ
วานรเฒ่าและจิ้งจอกน้อย ต่างก็ก้มศีรษะ
ร่างนี้ยกขาก้าวออกจากเรือเดียวดาย และพยักหน้าไปทางปรมาจารย์ดาราจันทร์รวมทั้งวานรเฒ่าจิ้งจอกน้อยก่อน จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างร่างหวังอีอี ยกมือขวาขึ้นแตะไปที่หว่างคิ้วของหวังอีอี
“อีอี ยังไม่ฟื้นหรือ”
ร่างของอีอีพลันสั่นไหว ขนตากระพริบเบาๆ น้ำตาไหล อีกนานจึงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่เห็น ไม่ใช่บิดาของตน แต่เป็นร่างในชุดขาว…ที่อยู่ห่างไกล
ท่านพ่อหวังไม่ได้สนใจ ลูบศีรษะบุตรสาวอย่างปลอบประโลม เมื่อหันร่างไปทางหวังเป่าเล่อ ท่าทางเคร่งขรึม ประสานหมัด…คำนับไปทางหวังเป่าเล่อ
“ขอบคุณสหายเต๋า!”
“ท่านอาวุโสเกรงใจไปแล้ว ผู้น้อยขอตัวก่อน” หวังเป่าเล่อก้มศีรษะ กล่าวเสียงเบา หันร่างเดินไปทางท้องฟ้าอย่างโดดเดี่ยว
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เดิมทีเขายังมีศิษย์พี่ แต่ศิษย์พี่สิ้นแล้ว เวลานี้ดูเหมือนเขาไม่เหลือสิ่งใดอีกนอกจากโลกในฝ่ามือ
หวังอีอีมองไปที่ด้านหลังของหวังเป่าเล่อ ร่างของนางสั่นสะท้าน กำลังจะเอ่ยปาก บิดาของนางที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวออกมาเบาๆ
“เป่าเล่อ วิญญาณของเฉินชิงจื่อศิษย์พี่เจ้า ได้ถูกข้าช่วยไว้ก่อนที่จะแตกสลาย ตอนนี้การฟูมฟักในเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าต้องการจะวาดวิญญาณหวลกลับชาติด้วยตนเองหรือไม่”
หวังเป่าเล่อที่เดินไปไกล ร่างกายพลันสะดุ้ง หันร่างมาทันที มองไปทางบิดาหวังอีอี ในขณะที่ร่างกายสั่นเทา โค้งคำนับไปทางอีกฝ่าย
“ขอบคุณ ท่านผู้อาวุโส!”
…………………..
กำปั้นสามฉื่อไร้เทพเจ้า
ฝ่ามือสามนิ้วคือโลกมนุษย์
หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้น แล้วก้มหน้าจ้องมองโลกบนฝ่ามือ สายตาของเขาตกไปที่แต่ละมุมของลายมือ แต่ละร่างวิญญาณ
ทั่วทั้งโลกแห่งศิลา ล้วนอยู่ในสายตาของเขา เขาเห็นแต่ละร่างที่คุ้นเคย มีญาติของเขา ท่านอาจารย์ของเขา คนรักของเขา สหายของเขา และยังมีผู้ที่เคยเป็นปฎิปักษ์ต่อเขา
หวังเป่าเล่อเห็นอดีตของพวกเขา และก็เห็น…ภายโลกแห่งศิลานี้ อนาคตที่มีขีดจำกัด แต่สืบสาวเรื่องราวไปแล้ว ทั้งหมดของทั้งหมดนั้น เวลานี้ล้วนเป็นอักษรบนสมุด
อักษรที่แท้จริง
บางที ไม่เพียงแต่สมุดแห่งโชคชะตาเล่มนี้ นอกจากสมุดเล่มนี้แล้ว อาจจะยังมีหน้าสมุดเล่มหนึ่งที่กว้างใหญ่กว่า
นี่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ…อารมณ์ความรู้สึกที่แฝงอยู่ข้างใน เต็มไปด้วยความทรงจำของชีวิตเขา
ความทรงจำเหล่านี้ ราวกับเป็นภาพอยู่ในจิตใจของเขา แวบผ่านไปภาพแล้วภาพเล่า ตั้งแต่ถือกำเนิด ตั้งแต่เวลานี้ อารมณ์ทั้งหมด การต่อสู้ทั้งหมด ความสับสนทั้งหมด ความทรงจำทั้งหมด
และฉากสุดท้าย อยู่บนเรือบิน ในห้องเสบียงของห้องโดยสารบนเรือบิน ร่างเจ้าอ้วนน้อยถือน่องไก่ กัดกินอย่างสบายอารมณ์
ปีนั้น การลดความอ้วน เป็นสิ่งที่เขาร้องขอมาตลอดชีวิต
ปีนั้น การเป็นผู้นำของสหพันธรัฐคือความใฝ่ฝันมาทั้งชีวิตของเขา
ปีนั้น อัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงเล่มหนึ่ง เป็นเกณฑ์ชีวิตที่เขาหมายมาด
เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ไม่ต้องการลดความอ้วนแล้ว
เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ไร้ความใฝ่ฝัน
เวลาฝ่านไปไม่นาน อัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงเล่มนั้น ปกคลุมไปด้วยฝุ่นอยู่ในกระเป๋าคลังเก็บ
“เวลาผ่านไปไม่นาน ข้า…ก็ไม่เป็นข้าอีกต่อไปหรือ” หวังเป่าเล่อพึมพำ ถอนหายใจเบาๆ ยกมือขวาขึ้นและสะบัดเบาๆ ตรงหน้า
สะบัดนี้ สะบัดภาพในใจออกไป
สะบัดนี้ ทำความทรงจำที่ผ่านไปให้เลือนราง
สะบัดนี้ จะฝังทุกอย่างที่เคยเป็น
และในทำนองเดียวกัน สะบัดนี้ ก็ได้ขจัดหมอกที่อยู่ตรงหน้า ในความว่างเปล่าที่ถูกทำลาย ราวกับจะฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง
สะบัดนี้ ภายใต้ความหวังใหม่ หงส์ที่ถูกฝังท่ามกลางเปลวเพลิง ก็เคยอยู่ในวัยเยาว์ ด้วยนิพพานที่อยู่ภายใน ต้องเป็นหงส์อมตะ
ข้ายินยอมให้ปีกลุกไหม้ เพราะตราบใดที่มุ่งมั่น ข้ายังคงสามารถโบยบินอยู่บนท้องฟ้าสีคราม
ข้าหมายมาดจะลอยล่อง!
หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การโบกสะบัด ความว่างเปล่ารอบด้านได้สลายไป
สิ่งที่ปรากฎอยู่ในสายตาหวังเป่าเล่อ คือสิ่งที่เขาโหยหาก่อนหน้านั้น…จักรวาลอันยิ่งใหญ่
จักรวาลที่แท้จริง!
สามารถทำให้เขาคืนชีวิตจากนิพพาน และแสวงหาจักรวาลจากปณิธานที่สูงขึ้น
ท้องฟ้าอันล้ำลึก แสงดาวระยิบระยับ กฎเกณฑ์และกฎเวทนับไม่ถ้วนเต็มไปทั่วทุกซอกทุกมุมของจักรวาลนี้ กฎของที่นี่เข้มงวดกว่า แตกต่างจากโลกแห่งศิลา กฎของที่นี่เหนือกว่า และเต๋าของที่นี่…สมบูรณ์แบบกว่า
หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก กล่าวให้ชัดก็คือ สิ่งที่เขาสูดไม่ใช่ลมหายใจ แต่เป็น…ร่องรอยแห่งเต๋าที่มาจากจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้ ร่องรอยที่กลายมาจากกฎเกณฑ์และกฎเวทเหล่านี้ เข้าสู่ปากของเขาไปตามลมหายใจ ผสานเข้าไปภายในร่างของเขา ดูเหมือนเต๋าภายในร่างของเขากำลังตอบรับ
ชั่วอึดใจ เต๋าแห่งธาตุทั้งห้าบนร่าง ยิ่งส่องประกายขึ้นมา ราวกับจะเพิ่มความสมบูรณ์แบบอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกระแสวนขนาดมหึมาอยู่รอบตัวเขา
กระแสวนค่อยๆ หมุนและขยายวงขึ้นเรื่อยๆ หวังเป่าเล่อที่อยู่ภายใน หลังจากที่จิตใจแน่วแน่แล้ว จึงเริ่มเผชิญกับทั้งหมดนี้
เวลานี้มองจากไกลๆ คล้ายจะกลายเป็นผืนทะเลวิญญาณ และท่ามกลางทะเลวิญญาณ…หวังอีอียืนจ้องมองหวังเป่าเล่ออยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ข้างๆ นาง ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์รวมทั้งวานรเฒ่า ยังมีจิ้งจอก ต่างก็กำลังจ้องมอง
เพียงแต่ว่าความยำเกรงในสายตาของจิ้งจอกจะล้ำลึกกว่าผู้อื่น
ไม่มีผู้ใดกล่าว จิ้งจอกไม่กล้า วานรเฒ่าหลับตา ในดวงตาปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์มีความสับสน ส่วนแม่นางน้อยหวังอีอี เวลานี้เหมือนจะอึกอัก ด้วยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางและหวังเป่าเล่อพบกันหลังจากแยกจาก
แต่สุดท้าย นางก็ไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใด จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ท่ามกลางความเงียบงันนี้ กระแสวนทะเลวิญญาณเงียบสงบ มีเพียงร่างบนเรือเดียวดายที่นอกทะเลวิญญาณ เวลานี้นัยน์ตาเผยความกังวล แม้เขาจะเป็นเทพเคารพสูงสุด แม้ระดับฝึกตนของเขาจะเป็นสุดยอดในหมู่เทพเคารพสูงสุด แม้ความเย็นยะเยือกของเขาจะสามารถผนึกท้องฟ้า แต่สุดท้ายเขา…ก็คือบิดาผู้หนึ่ง
บิดาที่รอคอยติดตามมานานนับปีเพื่อช่วยบุตรสาวของตน และเวลานี้…ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกเปิดเผย ดังนั้นแม้จะเป็นเขา ก็เป็นเช่นคนธรรมดาผู้หนึ่ง จิตใจย่อมกังวลกับผลได้ผลเสีย
เพราะเขารู้ว่า เวลาสำคัญได้มาถึงแล้ว
เพียงแค่เวลาอันยาวนาน เขาก็รอจนผ่านพ้นมาแล้ว แม้เห็นได้ชัดว่ากำลังจะสิ้นสุด แต่ทุกการไหลเวียนของแต่ละลมหายใจ ช่างยาวนานสำหรับเขา
เวลาผ่านไปเช่นนี้ หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป ในทะเลวิญญาณที่ไหลวนไม่หยุดแต่กลับเงียบสงบ หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่จุดศูนย์กลาง แหงนหน้าขึ้นอย่างแน่วแน่
เวลานี้ลมหายใจบนร่างเขาไม่สม่ำเสมอ มิใช่เป็นการสอดประสานของการเปิดโปงและซ่อนเร้น แต่เป็น…เหมือนเมฆที่สามารถล่องไปตามลมอย่างไร้คำพูด ผู้จ้องมองมาจากหัวใจ
เต๋าแห่งธาตุทั้งห้าภายในร่างเขา ขณะที่ผสานรวมกับร่องรอยแห่งเต๋าของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์ เหมือนกำลังแปรรูป
เต๋าของโลกแห่งศิลาเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์แบบ แม้หวังเป่าเล่อจะเป็นหนึ่งในผู้สมบูรณ์ที่สุด และจิตสำนึกในอดีตชาติ ได้แผ่ไปถึงภายในจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ทีเคยติดต่อกับโลกภายนอก แต่ท้ายที่สุด…เมื่อเทียบกับเต๋าที่แท้จริงของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ เขายังคงมีข้อบกพร่อง
แต่เวลานี้ ข้อบกพร่องนี้กำลังได้รับการชดเชยส่วนที่ขาดหาย กำลังเติมเต็มอย่างรวดเร็ว เขาไม่จำเป็นต้องควบคุมการฝึกตนอีกต่อไป เวลานี้ระดับการฝึกตนที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วภายในร่างกายที่กว้างใหญ่ไพศาล
เพียงแต่การปะทุนี้ ไม่อยู่ในขั้นสุดยอด แต่เป็นขั้นพื้นฐาน
ห้าธาตุพื้นฐานยิ่งหนักแน่น
และพื้นฐานที่หนักแน่นหาใดเทียบชนิดนี้ ได้นำพาให้เต๋าสูงสุดในอดีต แผ่กระจายไปเทียมฟ้า เช่นเดียวกับเต๋าสูงสุดในอนาคตก็เป็นเช่นนี้
หยินสูงสุด หยางสูงสุด ก็เป็นเช่นเดียวกัน
และเมื่อดูโดยรวม จะเรียกว่าหกเต๋าครึ่ง แต่ที่จริงเป็นแปดเต๋าครึ่ง
สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เวลานี้การล่องลอยของหวังเป่าเล่อ ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
เรียกว่าล่องลอย ความเป็นจริง…ก็เป็นสัมผัสเซียนของเขา
เนื่องจากพื้นฐานขยายออกไปเรื่อยๆ ย่อมเหนือกว่าในอดีตหลังจากการปะทุ เวลานี้ขณะที่สัมผัสเซียนแผ่ขยายอย่างต่อเนื่อง ผมของหวังเป่าเล่อก็ขยับเองโดยไร้ลม เสื้อคลุมยาวสีขาวก็ยิ่งปลิวไสว บุคคลิกของเขาก็ค่อยๆ ให้ความรุ้สึกแปลกแยกจากผู้ชมรอบข้าง
ดูเหมือนมิใช่มนุษย์
“มิใช่มนุษย์อย่างแน่นอน” หวังเป่าเล่อพึมพำ เงยหน้าขึ้น
หลังจากจากกันไปนาน เป็นครั้งแรกที่เขามองไปทางแม่นางน้อย มองไปทางสตรีในอดีตชาติที่ติดตามเขา
จากนั้นด้วยท่าทางที่อึกอักรวมทั้งสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของหวังอีอี หวังเป่าเล่อยิ้มแล้ว
ฟันที่ขาว ผมที่ยาว เสื้อขาวบนร่าง รอยยิ้มที่ราวกับแสงตะวัน อบอุ่นยิ่งนัก
“ข้ามาช่วยเจ้า”
เมื่อกล่าวออกไป มือขวาของหวังเป่าเล่อยกขึ้น ค่อยๆ ส่งออกไป
การส่งครั้งนี้ ที่ส่งคืออดีตของเขา
การส่งครั้งนี้ ที่ส่งคืออนาคตของเขา
การส่งครั้งนี้ ที่ส่งคือชะตากรรม…ของเขา
นี่คือข้อตกลงกับท่านพ่อหวัง แต่เขายินยอมพร้อมใจ
ไม่เคืองแค้น
ไม่เสียใจ
…………………………………………..
ท้องฟ้าเงียบสงัด
บิดาของหวังอีอีบนเรือเดียวดายไม่ได้กล่าวสิ่งใด ชายชราที่อยู่ห่างไกลก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ในเวลานี้สีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังเกิดความหวาดกลัว มองไปที่ไม้ยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในท้องฟ้าอย่างลึกซึ้ง และยังมองไปที่ร่างที่อยู่บนเรือเดียวดาย แล้วเลือกที่จะจากไป
แม้เขาจากไป แต่กลับมีผู้ใหม่มาถึง
เงาร่างเลือนรางสายหนึ่ง ราวกับจะสามารถกวาดไปบนท้องฟ้า การบรรจบจากทั่วสารทิศอย่างไร้สุ้มไร้เสียง ตรงไปที่ข้างร่างของบิดาหวังอีอีบนเรือเดียวดาย ก่อเป็นโครงร่าง นั่นคือบุรุษผู้หนึ่ง
ใบหน้าเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เห็นแต่เพียงผมยาวปลิวไสว ราวกับเส้นผมแต่ละเส้น ดุจธารดารา นอกจากนี้แล้ว กลับมีเพียงเสื้อผ้าของร่างนี้ที่โบกสะบัด และที่มุมหนึ่งปรากฎตราหม้อหลอมโอสถ
“แปดเต๋าปรมัตถ์หรือ” ร่างนี้มองไม้ดำที่ท้องฟ้า เอ่ยเสียงเบา ราวกับจะกล่าวกับตนเอง และก็เหมือนกำลังไต่ถาม
“แปดเต๋าปรมัตถ์” สีหน้าบิดาหวังอีอีบนเรือเดียวดายเป็นปกติ ตอบกลับอย่างราบเรียบ
“ข้าเคยได้ยินแต่ธาตุทั้งห้าเป็นห้าปรมัตถ์แรก จากนั้นสองปรมัตถ์ก็ตามมาตามลำดับ สุดท้ายตอนนี้…สหายน้อยนี้ได้ยกระดับดูเหมือนจะตระหนักรู้ถึงขั้นสุดยอดแล้ว ปรมัตถ์ที่หกนี้…เจ้าสามารถเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้วหรือ” เงาร่างนิ่งไปสักพัก ค่อยๆ เอ่ยปาก
“เต๋าธาตุทองมีกรรมแห่งท่าน ใยต้องถามข้า” บิดาของหวังอีอีบนเรือเดียวดาย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวเบาๆ
“แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่แปดเต๋าปรมัตถ์ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับปรมัตถ์ที่หกของเขา แต่หลัวแห่งการล้มเหลว เป็นเต๋าธาตุมืดดับสูญเป็นที่สั่งสมหยินหรือ” ร่างนั้นเงียบไปเป็นครู่ แล้วมองไปทางบิดาหวังอีอี
“ไม่เพียงเท่านั้น” คราวนี้บิดาหวังอีอีเงียบไปนานมาก จึงได้ตอบกลับด้วยเสียงต่ำลึก
“เขายังนำอดีต หลอมรวมเข้าภายในตัว ทำให้ปรมัตถ์ที่หกนี้ ถึงจะเป็นหยินแห่งความมืดขั้นสูงสุด ก็เป็นขั้นสูงสุดในอดีต”
“เมื่อเป็นเช่นนี้…ปรมัตถ์ที่เจ็ดของเขา ก็แค่คิดก็รู้ได้ว่าต้องเป็นหยางศักดิ์สิทธิ์ปรมัตถ์ และก็เป็นขั้นสูงสุดในอนาคต..ดูเหมือนทั้งสองปรมัตถ์ แต่ที่จริงคือสี่ปรมัตถ์ มิน่า มิน่าเล่า…” ร่างที่มุมเสื้อมีตราหม้อหลอมโอสถ ถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้กล่าวให้มากความ หันร่างค่อยๆ ก้าวไปทางความว่างเปล่า เมื่อลดฝีเท้าลงก็กระจายตัวอีกครั้ง และหายไปในท้องฟ้า
เพียงแต่ ขณะที่ร่างเขากำลังจะสลายไปหมดสิ้น เสียงของเขายังคงส่งออกจากภายในความว่างเปล่า และเข้าหูบิดาของหวังอีอีบนเรือเดียวดาย
“ศิษย์พี่หวัง แปดเต๋าปรมัตถ์เป็นสิ่งที่บรรพชนเซียนสร้างขึ้น เซียนอาวุโสผู้นี้ จะมีที่มาเดียวกับเซียนของสหายน้อยเป่าเล่อหรือไม่”
ดูเหมือนไต่ถาม แต่คำพูดส่งมาหลังจากจากไปแล้ว เห็นชัดว่า…ไม่อยากได้คำตอบ หรืออาจกล่าวว่า ไม่ต้องการคำตอบ
บิดาของหวังอีอีบนเรือเดียวดาย ค่อยๆ เงยหน้า ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ดวงตากลับลึกล้ำ กระทั่งหลังจากนั้นอีกนาน เขาจึงได้มองไปยังไม้ดำที่ท้องฟ้าใหม่อีกครั้ง สายตาล้ำลึกจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น
เขาสามารถนิมิตได้ถึงบุตรสาวของตน แล้วจึง…จากไป
ขณะที่รอคอยอยู่ที่นี่ ภายในไม้ดำที่เคยอยุ่ในโลกแห่งศิลา หวังเป่าเล่อเดินไปบนท้องฟ้า มองดูจักรวาลที่เคยเข้าใจว่าไร้ขอบเขต มองจักรวาลผืนนี้ที่เคยเข้าใจว่าดวงดารานับไม่ถ้วนรวมทั้งชะตาชีวิตที่ไม่อาจคำนวณ หวังเป่าเล่อถอนหายใจบางเบา
“ข้าไม่มีอดีต และไม่มีอนาคต” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา อดีตและอนาคตของเขา กลายเป็นโชคชะตา มอบให้แก่แม่นางน้อย แต่ในเวลาเดียวกัน นี่ก็กลายเป็นเต๋าของเขา
และเต๋าต้องแบกรับไว้ เช่นดียวกับเต๋าแห่งธาตุทั้งห้าต้องการสิ่งที่แบกรับ อดีตและอนาคตก็ต้องการเช่นเดียวกัน
ดังนั้น เขาจึงนำเต๋าแห่งหยินดำมืดดับสูญ กลายเป็นการแบกรับอดีตของตน เต๋านี้กว้างใหญ่ไพศาล และในระดับหนึ่ง…ความมัวเมาในการดับสูญที่มาจากหลัวผู้ฝึกตนที่เขย่าฟ้าผู้นี้
“ข้าก็ต้องการบางสิ่งเพื่อแบกรับเต๋า สิ่งนี้…ข้าได้คาดเดาไว้แล้ว” หวังเป่าเล่อกล่าวกับตัวเองเบาๆ ก้มมองไปทางท้องฟ้า สายตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
“ดังนั้น ตอนนี้สิ่งเดียวที่ข้ามี ก็คือปัจจุบัน…รวมทั้ง โลกของข้า” ขณะที่กล่าว หวังเป่าเล่อได้เดินมาถึงในโลกแห่งศิลาที่เคยอยู่ภายในไม้ดำ ดินแดนที่ลึกลับที่สุด
ที่นี่…มีดวงดาราดวงหนึ่ง เรียกว่าดาวชะตา
ที่นี่…มีดวงจิตดวงหนึ่งได้ถูกสร้างขึ้น เรียกว่าประมุขกฎสวรรค์
ประมุขกฎสวรรค์ มีสมุดเล่มหนึ่ง
เรียกว่า…สมุดแห่งโชคชะตา
แต่ละก้าวที่หวังเป่าเล่อเดินสู่ดาวชะตา คราวนั้นที่เดินสู่ยอดเขา ที่นั่น…ประมุขแห่งสวรรค์นั่งขัดสมาธิ ดวงตาลืมขึ้น มุมปากปรากฎรอยยิ้ม จ้องไปที่ร่างหวังเป่าเล่อที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามา
“นับตั้งแต่เกิดสติขึ้น ก็มีเสียงบอกข้า ว่า…วันหนึ่ง ข้าจะได้เห็นดวงจิตเทพจุติอย่างแท้จริง เสียงนั้นบอกข้า เมื่อข้าได้เห็นดวงจิตเทพ ข้าจะหลุดพ้น”
“ข้ารอคอยมาตลอด” ประมุขกฎสวรรค์กล่าวเสียงเบา จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน โค้งคำนับ…ไปทางหวังเป่าเล่อ
ในการคำนับนี้ ร่างของเขาเลือนราง ทั่วทั้งดาวชะตาล้วนเลือนราง ดวงดาราค่อยๆ จางหาย กลายเป็นสมุดขนาดมหึมาที่ลอยอยู่ในท้องฟ้า!
และประมุขกฎสวรรค์ก็เลือนหาย กลายเป็นวานรเฒ่า คำนับไปทางหวังเป่าเล่อ แล้วสลายไปอีกครั้ง ราวกับจากไปจากที่แห่งนี้
และในเวลาเดียวกัน สมุดแห่งโชคชะตาสั่นไหว ค่อยๆ ลอยมาอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ ราวกับจะรอให้เขาหยิบไป
หวังเป่าเล่อยืนอยู่หน้าสมุดแห่งโชคชะตาไม่ได้รีบหยิบไป หันไปมองท้องฟ้า แล้วเอ่ยเบาๆ
“พวกเจ้า ยินยอมให้ข้าพิทักษ์จากนี้ไปหรือไม่”
เสียงนี้บางเบาแท้ๆ แต่เมื่อส่งออกไป กลับดังก้องไปทั่วทั้งโลกของไม้ดำในทันที ดังก้องในดวงดาราแต่ละดวงในโลกนี้ และในจิตสำนึกของแต่ละชีวิต
ทำให้ขณะนี้ ทุกสิ่งในโลกทั้งหมดสัมผัสได้ กลายเป็นเสียงก้องกังวานอยู่ภายในใจ สะเทือนจิตวิญญาณ และยิ่งไปกว่านั้นภายในจิตใจก็ปรากฎ…ชีวิตทั้งหมดของหวังเป่าเล่อ
พวกเขาเห็นถึงความสุขของหวังเป่าเล่อ เห็นถึงการเติบโต เห็นถึงความทุกข์โศก เห็นถึงความบ้าคลั่ง และยังเห็นถึงความมุ่งมั่นของเขาที่จะพิทักษ์โลกนี้
นี่คือสิ่งที่เขามี สามารถเป็นความงดงามของเขาเอง
หลังจากนั้นอีกนาน เสียงตอบรับของสรรพสัตว์ก็ส่งออกมา จากภายในโลกแห่งศิลา
“ยินยอม!”
“ยินยอม!”
“ยินยอม!”
ขณะนี้ ต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ผู้ฝึกตนก็ช่าง ไม่ว่าจะเป็นคนสามัญ อสูรร้าย จนถึงเขาลำธาร กระทั่งดวงดารา สรรพสัตว์ล้วนกำลังตอบรับ จิตสำนึกสายแล้วสายเล่าส่งมาไม่ขาด บรรจบกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมุดแห่งโชคชะตาที่อยู่กับหวังเป่าเล่อ ค่อยๆ ส่องประกายระยิบระยับออกมา
ท่ามกลางการตอบรับนับไม่ถ้วนในความสว่างไสวนี้ หวังเป่าเล่อได้ยินเสียงจากคนสนิทและสหายของระบบสุริยะ เขาได้ยินถึงความตื่นเต้นของอาจารย์ ได้ยินความตื่นเต้นของสหายเก่า
ภายในนั้นมีเจ้าเยี่ยเหมิง มีจั่วอี้ฟาน มีหลินเทียนหาว มีตู้หมิน…
ไม่เพียงแต่ระบบสุริยะ ไม่ว่าจะเป็นเต๋าฝ่ายซ้ายหรือสำนักเสริม หรือว่าเขตแดนศูนย์กลาง ล้วนเป็นเช่นนี้ มีผู้ที่เขาคุ้นเคย และก็มีผู้ที่เดิมทีเป็นปฎิปักษ์กับเขา แต่เวลานี้ ทั้งหมด…กำลังตอบรับ
กระทั่งสุดท้าย ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยะและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ หลังจากถอนหายใจในความเงียบ ก็ออกปากตอบรับ
และโลกแห่งศิลาก็ปะทุแสงทอประกาย หลังจากคำกล่าวของพวกเขา กระทั่งสุดท้าย…ภายในดินแดนแห่งการล่มสลาย ก็ตอบรับออกมาเช่นเดียวกัน ทั้งโลกแห่งศิลา เสียงทั้งหมดหลอมรวมไว้ด้วยกัน กลายเป็นเสียงแห่งความยิ่งใหญ่ไพศาล
นั่นคือเสียงแห่งสรรพสัตว์ และก็เป็น…เสียงแห่งโลกจิตวิญญาณของโลกแห่งศิลา
“ยินยอม!”
ทันทีที่เสียงนี้ปรากฎขึ้น โลกแห่งศิลาก็สลายไปแล้ว ทั้งหมดที่มี ต่างกลายเป็นแสงสายแล้วสายเล่า มาจากทั่วสารทิศ บรรจุบนสมุดแห่งโชคชะตานี้ ในหน้าสมุดภายใน กลายเป็น…อักษร
สมุดย่อมก่อจากอักษร
สมุดเล่มนี้ก็คือโลกนี้
และสายตาของหวังเป่าเล่อในขณะนี้ก็ปรากฎแสงแห่งความพากเพียร ค่อยๆ ยื่นมือขวาของตนออกไปทางสมุดแห่งโชคชะตา
ไว้บนฝ่ามือ
ทันใดนั้น สมุดแห่งโชคชะตากลายเป็นกระแสแสง ตรงมาที่ฝ่ามือของหวังเป่าเล่อ เล็กลงเรื่อยๆ กระทั่งสุดท้ายเมื่อตกลงบนฝ่ามือของเขา แทนที่ลายมือของหวังเป่าเล่อ และหลอมรวมกับมันอย่างสมบูรณ์
เวลาต่อมา ฝ่ามือขวาของหวังเป่าเล่อกำลงอย่างระวัง
ราวกับกำอัญมณีล้ำค่า
เขาแหงนหน้าขึ้น สิ่งที่เขาเห็น ไม่มีท้องฟ้า ยิ่งไม่มีดวงจิตเทพ
มีความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด คล้ายกับหลุมดำที่ไม่มีแรงสูบ และในความว่างเปล่าผืนนี้ นอกจากเขา…ยังมีเงาร่างหลายสายที่อยู่ไกลๆ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับของเขา กำลังมองเขาอย่างเงียบๆ
เงาร่างหลายสายนั้น ที่นำโดยแม่นางน้อย ข้างร่างของนางมีปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ ยังมี…วานรเฒ่าตัวหนึ่งและจิ้งจอกตัวหนึ่ง
หวังเป่าเล่อก้มศีรษะเป็นเวลานาน ไม่ได้ไปมองร่างของแม่นางน้อย แต่มองไปทางฝ่ามือของตนเอง ในฝ่ามือขนาดสามนิ้วนั้น บรรจุด้วย…
โลกของเขา
…………………………..
ความเป็นมาของโลกแห่งศิลา เต็มไปด้วยความลึกลับสำหรับผู้ที่ไม่รู้ แต่สำหรับหวังเป่าเล่อรวมทั้งเหล่าเทพเคารพสูงสุดภายนอกศิลาเหล่านี้ มิใช่สิ่งลึกลับแต่อย่างไร
ที่นี่ เดิมทีก็คือหัตถ์ขวาของหลัวจำแลง
เดิมทีมีเสถียรภาพมาก แต่ด้วยความเสื่อมของหลัว ทำให้การผนึกกดนี้ไม่ได้ดำเนินต่อไปจนถึงรากฐาน เช่นไม้ที่ไร้รากและค่อยๆ เหี่ยวเฉา จึงทำให้หัตถ์ขวาแห่งหลัวก็ยิ่งอ่อนแรงลง สูญเสียพลังที่มันพึงมีไป
นี่ก็คือเหตุใด ทั้งๆ ที่หลัวสามารถต่อสู้กับมหาเทพได้ แต่หัตถ์ซ้ายของเขากลับสามารถเพียงฝืนต่อต้านร่างอวตารมหาเทพ กระทั่งสุดท้ายยังถูกหลบหลีกไปได้
ในท้ายที่สุด หัตถ์หลัวก็ไม่มีพลังชีวิตแล้ว
แต่ตอนนี้…ในสายตาของชายชรา หัตถ์ยักษ์มหึมาที่ยื่นออกมาจากศิลานี้ แตกต่างยิ่งกับที่เขาเคยมองจากไกลๆ ไม่เหี่ยวแห้งมืดมนอีกต่อไป แต่…เต็มไปพลังชีวิต
พลังชีวิตนี้เห็นชัดว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาจากหลัวที่เสื่อมถอย แต่มาจาก…หวังเป่าเล่อ
และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ชายชราเสียงแหบแห้ง เพราะสามารถทำได้ถึงจุดนี้ มีเพียงหล่อหลอมโลกแห่งศิลาเท่านั้น จึงจะสำเร็จได้
มีเพียงนำโลกแห่งศิลาหลอมเป็นส่วนหนึ่งของตน จึงจะรวมเข้าสู่ร่างได้ และต่อพลังชีวิตให้มัน
เรื่องนี้ ทำให้ชายขราเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจ ความหวาดกลัวของเขาย่อมมิใช่ระดับฝึกตนของหวังเป่าเล่อ อันที่จริงดูไปแล้วขั้นที่สี่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตนสั่นคลอนได้
สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัว คือสถานะของหวังเป่าเล่อรวมทั้งการตกปลาที่อีกฝ่ายแสดงออกมาก่อนหน้านั้น
“ทัณฑ์แห่งธาตุไม้…” ชายชราหรี่ตา แล้วพึมพำอยู่ในใจ
ที่มาของไม้ดำ เขาย่อมรู้ดี นี่คือเต๋าธาตุไม้สารัตถะจำแลงเป็นหนึ่งในห้าธาตุสารัตถะที่เป็นต้นกำเนิดภายในจักรวาลอันยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดนี้ มันคือสุดยอดของธาตุไม้ แหล่งกำเนิดของกฎเต๋าธาตุไม้การฝึกตนของสรรพสัตว์ และเป็นการแสดงถึงหายนะในเวลาเดียวกัน
ด้วยเพราะห้าธาตุสารัตถะแต่ดั้งเดิมนี้ ตนเองก็ไม่ได้มีความรู้ หรืออาจกล่าวได้ว่า แทบจะไม่อาจเกิดความรู้อย่างแท้จริง
ดังนั้น พวกมันจะไม่ส่งผลต่อผู้ฝึกตนในการฝึกเต๋าของเขา ได้แต่เพียงขับดันไปตามสัญชาตญาณ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่พยายามปลอมแปลงตรรกะที่ก้นบึ้งของจักรวาล หายนะแห่งการจุติดับสูญ
เพียงแต่ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ถูกหายนะแห่งการจุติดับสูญ นั่นก็คือมหาเทพ
และหากมหาเทพเอาชนะหายนะได้สำเร็จ สรรพสัตว์ภายในจักรวาลกว้างใหญ่กระทั่งเทพเคารพสูงสุดเหล่านั้น ก็ต้องศิโรราบ นี่คือสิ่งที่เขาไม่ยินยอม และก็เป็นสาเหตุที่เขาโน้มน้าวผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นยินยอมร่วมมือกับเขา
ในทางกลับกัน เมื่อมหาเทพพ่ายแพ้ หมื่นวิถีที่ถูกเขากักไว้จะคืนกลับ และล้มเหลวตามไปด้วย แต่ผู้ที่ถึงขั้นเทพเคารพสูงสุด ต่างก็สามารถมีโอกาสตระหนักรู้ ถึงเวลานั้น…บางทีอาจมีมหาเทพองค์ใหม่ ที่จะถือกำเนิดในหมู่พวกเขา
ดังนั้นจึงมีแผนนักรบธาตุไม้ที่ใช้ ภายใต้การนำของเขา และโลกแห่งศิลาที่ผนึกหัตถ์หลัว ความพิเศษของมันในตอนแรก จึงเป็นธรรมดาที่จะเลือกแผนการนี้มาดำเนินการที่นี่
ตามแผนการแต่เดิมที หวังเป่าเล่อจะฉีกกระชากอาวุธของมหาเทพ หากเขาทำสำเร็จ มหาเทพพ่ายแพ้ในการก้าวผ่านหายนะ และล้มเหลวด้วยตนเอง
หากหวังเป่าเล่อพ่ายแพ้ ก็สามารถทำให้มหาเทพเกิดการเสียเปรียบปางตาย ไม่อาจไปถึงขั้นวัฎจักร และมีความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว
ในเวลาเดียวกัน เพราะความพิเศษของแหล่งแห่งธาตุไม้ แทบจะไม่อาจเกิดความรู้อย่างแท้จริง ดังนั้นแผนการนี้ จึงเพิ่มชั้นปราการป้องกันที่ไร้การควบคุม และแม้เขาจะเห็นเส้นทางการเติบโตของหวังเป่าเล่อด้วยตาตนเอง ก็ไม่มีสาเหตุให้ไปใส่ใจเกินไป
สำหรับเขาแล้ว นั่นเป็นเพียงอาวุธอย่างหนึ่ง แม้จะมีความรุ้ แต่ความรู้นี้…สุดท้ายการเติบโตมีจำกัด ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล เพราะในทางทฤษฏี อีกฝ่าย…ไม่ใช่ของจริง ด้วยสาเหตุบางอย่าง เขา…แม้จะยืนอยู่ต่อหน้าตนเอง ก็ไม่อาจเห็นตนได้
เหมือนเป็นสองมิติ
แต่ทั้งหมดนี้ ด้วยบุตรสาวของเทพเคารพสูงสุดผู้หนึ่ง ปรากฎการเบี่ยงเบน หากเป็นเทพเคารพสูงสุดท่านอื่นก็ช่างเถอะ แต่กลับเป็นเทพเคารพสูงสุดผู้นี้…พลังและสถานะ เหนือกว่าปกติ เทพเคารพสูงสุดท่านอื่นที่ถูกตนโน้มน้าว ยอมจำนนต่อพฤติกรรมของเทพเคารพสูงสุดผู้นี้
นี่คือความเบี่ยงเบนแรก และตอนนี้…ก็ปรากฎความเบี่ยงเบนที่สอง
การเติบโตของนักรบธาตุไม้นี้ เกินกว่าแผนที่วางไว้ ที่ใช้ร่างอวตารมหาเทพเป็นเหยื่อล่อ เพื่อหมายจะตกปลา และยิ่งกว่านั้น..ยังเห็นตนแล้ว
นี่ทำให้เกิดระลอกคลื่นพลิกฟ้าลูกใหญ่ภายในใจของเขา ทำให้เขารู้เข้า แผนการ…ไร้การควบคุมแล้ว
นักรบธาตุไม้ไร้การควบคุมแล้ว
“นี่เป็นไปไม่ได้…เซียน เป็นเซียน ! ชายชราหายใจถี่รัว พลันก็เหมือนจะนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ มองไปยังใบหน้าของหวังเป่าเล่อเหนือศิลานั้นอีกครั้ง สายตาของเขาก็เผยความสับสน
เขาเข้าใจแล้ว สาเหตุของการไร้ควบคุม บางที…อาจเป็นภายในจักรวาลกว้างใหญ่นี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็มีการสืบทอดแห่งเซียนดำรงอยู่
หากกล่าวว่าแผนการที่เขาใช้ เป็นกรอบที่แน่นอนแทบจะไม่อาจถูกทำลายได้ เช่นนั้นเซียน…เพราะการล่องลอยของเขา จึงอิสระไร้การควบคุม
สองคนขัดแย้งกัน และฝ่ายหลังเห็นได้ชัดว่า…แข็งแกร่งกว่า
“เซียนของจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้…ที่แท้คือสิ่งใด” ชายชรานิ่งเงียบ บิดาหวังอีอียังคงเงียบสงบ หวังเป่าเล่อเองก็นิ่งงันเช่นกัน
หัตถ์แห่งหลัวที่ยื่นออกมาจากโลกแห่งศิลา ในสายตาของชายชราดูกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต พลังชีวิตหนาแน่น แต่ในสายตาของหวังเป่าเล่อกลับไม่เป็นเช่นนั้น
สิ่งที่หัตถ์แห่งหลัวแผ่ออกมา ไม่ใช่พลังชีวิต แต่เป็น…ปราณแห่งความมืด
ปราณแห่งความมืด…ที่หนาแน่นจนถึงขีดสุด
เพราะ นี่คือปราณแห่งความมืดที่กลายมา เพราะ…สิ่งที่หวังเป่าเล่อตระหนัก มิใช่เพียงธาตุทั้งห้า
สามเต๋าหลังของแปดเต๋าปรมัตถ์ เขาได้ตระหนักก่อนหน้าธาตุทั้งห้าขั้นสูงสุด หลังจากธาตุทั้งห้า ก็เป็นหยินหยาง หลังจากหยินหยางแล้ว คือล่องลอย
หยินสูงสุด หยางสูงสุด และล่องลอยสูงสุด!
เพียงแต่ยังขาดหยางสูงสุด และหวังเป่าเล่อก็ยากที่จะได้รับ ดังนั้นล่องลอยนี้ จึงยังไม่ถึงขั้นสูงสุด แต่หยินสูงสุด..เขาได้ครอบครองแล้ว นั่นคือเต๋าแห่งการดับสูญของสำนักแห่งความมืดที่กลายมาจากการหลอมรวม
ดังนั้นจึงปรากฎการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชายชราและชายหนุ่มสีโลหิตต่างไม่อาจคาดเดาได้ การฝึกตนของหวังเป่าเล่อไม่ใช่ห้าเต๋า แต่เป็นหกเต๋าครึ่ง
ครึ่งเต๋าที่เกินออกมาคือล่องลอย
หกเต๋าครึ่งนี้ ทำให้ร่างอวตารของเขาแข็งแกร่งที่สุด จึงสามารถต่อสู้กับชายหนุ่มสีโลหิตได้ ในเวลาเดียวกันก็เป็นเพราะครึ่งเต๋าล่องลอยนั้น ทำให้หวังเป่าเล่อเกิดคำถามต่อการดำรงอยู่ของตนเอง
เขาต้องการรู้ ที่แท้แล้วมีคนมากมายเท่าใดที่ติดตามการต่อสู้นี้
ที่แท้มีคนมากมายเท่าใด พยายามมีอิทธิพลต่อตนเอง
เขาอยากจะรู้ เนื้อแท้ไม้ดำของตนเอง ที่แท้แล้วมาจากทางใด
และสิ่งที่ผู้อื่นกล่าว เขาก็ไม่เชื่อ ดังนั้นเขาต้องการตกปลา
ด้วยการใช้ร่างอวตารของมหาเทพเป็นเหยื่อ ไปดูว่า มีผู้ใดมา
เขาต้องการดู เช่นเดียวกับปีนั้นในสมุดแห่งโชคชะตาของประมุขกฎสวรรค์ ในขีดจำกัดเขาก็ดิ้นรนไปดูโลกภายนอกเช่นกัน ในเวลานี้เขาก็เป็นเช่นนี้ เขาต้องการเห็นผลลัพธ์
ดังนั้น หวังเป่าเล่อได้ซ่อนร่างต้นแบบเอาไว้ หลอมรวมโลกแห่งศิลา…อย่างเงียบๆ
เพราะเขารู้ ไม่ว่าตนเองจะเห็นสิ่งใด โลกแห่งศิลา ก็เป็นรากเหง้าของตน ดังนั้น เขาต้องการนำโลกแห่งศิลามาไว้ในกำมือก่อน
เวลานี้ เขาเห็นแล้ว
หลังจากความเงียบงัน หวังเป่าเล่อพลันก็ยิ้มออกมา ในแววตาที่สับสนของชายชรา เขายกหัตถ์แห่งหลัวที่กำการเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ขึ้น บีบเบาๆ
เสียงแคว๊กดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่เหมือนจะสามารถสั่นคลอนจิตวิญญาณ ราวกับจะส่งออกมาจากเบื้องลึกของจักรวาล และยังเหมือนจะก้องกังวานจากที่นี่ถึงส่วนนอกสุดของจักรวาล ทำให้จิตใจของชายชราสั่นไหว ยังทำให้สายตาทั้งหมดที่จดจ้องติดตามที่นี่ บรรจบกันจากทุกทิศทุกทางของความว่างเปล่า
เวียนว่ายดับสูญ!
“เจ้าต้องการให้เขาตาย ข้าได้ทำสำเร็จแล้ว ”
“เช่นนั้นจากวินาทีนี้เป็นต้นไป…”
อย่าได้มากวนใจข้า”
เสียงของหวังเป่าเล่อต่ำลึก ขณะที่ถ่ายทอดสู่จักรวาล ใบหน้าเหนือศิลา ได้เลือนหายไปพร้อมกับหัตถ์แห่งหลัว เสียงก้องกังวานในขณะนี้วิธีการปะทุที่สั่นสะเทือนความว่างเปล่า และในระหว่างที่ความผันผวนกระจายออกไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง ศิลา…ก็ถูกแทนที่ด้วยไม้ยักษ์สีดำจำแลง
ไม้ยักษ์ ตั้งตระหง่านอยู่ในท้องฟ้า
…………………………………………..
ความแตกต่างที่เป็นพื้นฐานที่สุดระหว่างออกกฎตามคำพูดกับคำพูดกำหนดเต๋า ก็คือกฎเวทที่คนแรกรวบรวมมาทั้งหมด คล้ายกับว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจทำได้ แต่บนความเป็นจริงล้วนเป็นกฎที่มีมาบนโลกแต่เดิมที
และคนหลัง ก็สร้างเรื่องขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อที่เข้าร่วมให้ได้ และ…เมื่อได้เข้าร่วม ก็จะคงอยู่ตลอดไป
ทั้งสองฝ่ายเป็นเช่นผู้สืบทอดและผู้ก่อตั้ง ดูคล้ายกัน เพียงแต่เป็นคุณสมบัติที่แตกต่าง
เวลานี้คำกำหนดเต๋าที่ชายหนุ่มสีโลหิตใช้ออกมา มีพลังจนน่าตระหนก ส่งผลกระทบต่อโลกแห่งศิลายิ่งนัก ทำให้โลกแห่งศิลาสั่นไหวอย่างรุนแรง เรื่องที่กุขึ้นนั้นเป็นกฎที่เกิดจากความว่างเปล่า จากภายนอกสู่ภายใน มาบรรจบภายในโลกแห่งการเวียนว่ายของเต๋าธาตุไม้ของหวังเป่าเล่อ
ภายในโลกแห่งการเวียนว่ายของเต๋าธาตุไม้ เวลานี้เสียงคำรามก้องกัมปนาท ตะปูไม้ดำที่อยู่เหนือใบหน้ามหาเทพที่จำแลงมาจากชายหนุ่มสีโลหิตไปสิบจั้ง เวลานี้ก็สั่นอย่างรุ่นแรงเช่นกัน ราวกับจะรับไว้ไม่ไหว ตรงขอบของมันเริ่มเกิดรอยแตก คล้ายกับถูกทำลาย จนแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายออกไปรอบด้านแล้วก็สลายไป เพียงไม่กี่อึดใจก็ถูกทำลายไปกว่าเจ็ดแปดส่วน
ทำให้ความว่างเปล่ารอบด้านมันกลายเป็นความขมุกขมัว ด้วยเพราะถูกฉาบไปด้วยการทะลายของไม้ขนาดใหญ่
โดยเฉพาะเป็นไม้มหึมานี้ เวลานี้เมื่อมองไปแล้ว ยากเกินกว่าที่จะเรียกมันว่าเป็นไม้มหึมาเหมือนเป็นท่อนไม้มากกว่า กระทั่งมองจากไกลๆ ก็มิใช่ตะปูอีกต่อไป เหมือนเป็นไม้ฝอยเสียมากกว่า
และยังคงแหลกสลายไปอย่างต่อเนื่อง
ดูเหมือนในเวลาไม่นาน ไม้ดำนี้ถูกพังทะลายจนเป็นเถ้าธุลี
เหตุการณ์จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดมองไป ต่างก็มองออกว่าหวังเป่าเล่ออยู่ท่ามกลางวิกฤตและความอ่อนแออย่างรุนแรง กระทั่งชีวิตก็อยู่บนเส้นด้าย
อย่างไรก็ตาม ไม้ดำเป็นร่างของเขา เมื่อไม้ดำถูกทำลายอยู่ตรงนี้ เช่นนั้นร่างของหวังเป่าเล่อเอง ก็ยากนักที่จะดำเนินต่อไปได้
โดยเฉพาะการพลิกกลับทั้งหมดนี้เร็วเกินไป ในโลกห้าธาตุสี่เต๋าก่อนหน้านั้น หวังเป่าเล่ออยู่เหนือการครอบครองอย่างชัดเจน แต่เวลานี้…ภายในเต๋าธาตุไม้สารัตถะของเขา นึกไม่ถึงว่าจะถูกล้มล้างลงอย่างสมบูรณ์
เห็นได้ชัดว่า ทั้งหมดนี้ไม่สมเหตุสมผล และเรื่องเกิดอย่างผิดปกติ ต้องเป็นเพราะปีศาจ
อันที่จริงก็เป็นเช่นนั้น ทันใดนั้น ชายหนุ่มสีโลหิตที่จำแลงมาจากใบหน้าของมหาเทพ ก็กล่าวออกมา
“หวังเป่าเล่อ ท้ายที่สุดเจ้า…ก็เป็นเพียงซากวิญญาณ ครานี้…เจ้าไม่อาจชนะได้ เจ้ารู้หรือไม่ ที่จริงข้ารอคอยมาตลอด รอการเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ของเจ้า ”
“นี่ก็คือเหตุผลที่ข้าไม่ได้ใช้คำกำหนดพลังเทพนี้ออกมา ในสี่เต๋าของเจ้าก่อนหน้านั้น”
“ข้าดูเจ้าสำแดงการเวียนว่าย ดูเจ้าโดดเด่น ดูเจ้า…พังพินาศ หวังเป่าเล่อ ข้า…ชนะแล้ว!” ชายหนุ่มสีโลหิตที่กลายจากใบหน้ามหาเทพ เวลานี้อ่อนแอยิ่ง แต่กลับไม่ปรากฏความบ้าคลั่งบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพียงความสงบนิ่ง
ดูเหมือนความบ้าคลั่งที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จ ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เขาสังเกตว่าระดับฝึกตนของหวังเป่่าเล่อเพิ่มขึ้น และตั้งแต่เริ่มเข้าสู่โลกแห่งศิลา สิ่งที่ทำหรือสิ่งที่เป็นทั้งหมด ภายใต้ความบ้าคลั่งนั้น ล้วนเป็นเช่นที่ผ่านมา ความเงียบสงบที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
รอคอยเต๋าธาตุไม้และเทพจุติของหวังเป่าเล่ออย่างสงบ
สำแดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองออกมาในเต๋าธาตุไม้นี้อย่างสงบ หมัดเดียวกำหนดแพ้ชนะ
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโลกเต๋าธาตุไม้ รวมทั้งเวลานี้คำพูดที่ราบเรียบชองชายหนุ่มสีโลหิต ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นนอกโลก
เวลานี้ ท้องฟ้าจักรวาลใหญ่ที่นอกโลกแห่งศิลา สายตาแต่ละคู่จ้องมาจากท้องฟ้าพกพาความผันผวนแห่งอารมณ์ ด้วยพลังกดดันของผุ้ที่มองมา ท้องฟ้ารอบด้านโลกแห่งศิลาดูเหมือนจะรับไว้ไม่ไหว และเริ่มบิดเบี้ยว
และความบิดเบี้ยวนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น และแผ่ขยายไปถึงศิลา ทำให้ดูเหมือนมีสัญญาณว่าศิลาจะพังได้ทุกเมื่อ ยิ่งภายใต้การบรรจบกันของสายตาเหล่านั้น แล้วยังถูกสียงชราของบิดาหวังอีอีที่คำรามเย็นยะเยือกทะลายท้องฟ้าก่อนหน้านั้น เวลานี้แฝงไปด้วยความมืดมนและแผ่ออกไปรอบด้าน
“ขยะ!”
น้ำเสียงนี้พกความเย็นชา ยังมีความเคืองแค้น กระทั่งแฝงไปด้วยความเกียจชัง
เวลาเดียวกับคำพูดนี้ส่งออกมา ภายนอกโลกแห่งศิลานี้ เงาสายหนึ่งมาพร้อมกับเสียงสะท้อนก้องรวมกันออกมา นั่นคือชายชราผู้หนึ่ง ร่างสวมชุดคลุมยาวสีม่วง ร่างกายมีสภาพกึ่งลวงตา คล้ายกับสามารถหลอมรวมกับท้องฟ้า แต่ก็ยังถูกท้องฟ้าสะท้อนส่งจางๆ
ในขณะนี้เขาสามารถเห็นได้ถึงความมืดมนที่แสดงออกมาบนใบหน้าที่ไม่ชัดเจนนัก และยิ่งหลังจากคำกล่าว ชายชรานี้ก็หันหน้ามองไปทางบิดาหวังอีอี ที่นั่งอยู่บนเรือเดียวดาย
“สหายเต๋าหวังเรื่องได้มาถึงตรงนี้แล้ว พวกเราก็ได้ให้โอกาสแก่เขาแล้ว หรือเจ้ายังต้องการรั้งข้าไว้รอให้แผนการล้มเหลวหรือ”
บนเรือเดียวดาย บิดาของหวังอีอีเงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นชา ไร้อารมณ์แอบแฝง ราวกับจิตใจเงียบสงบ ในขณะนี้ แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะเสียเปรียบ และสามารถพลาดพลั้งได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพราะ…เวลานี้มีเสียงที่หนาวเหน็บ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสังหาร ในขณะนี้…ได้ค่อยๆ แพร่กระจายออกมาจากภายในโลกแห่งศิลาอย่างฉับพลัน
“เจ้าบอกสิ ผู้ใดเป็นขยะ”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกไป บิดาของหวังอีอีมิได้มีสีหน้าไม่คาดฝันใดๆ หันหน้าไปมอง กระทั่งชายชราผู้นั้นถึงกับผงะไป รีบมองไปทางโลกแห่งศิลา วินาทีต่อมานัยน์ตาเขาก็พลันหรี่ลง
เห็นเพียง…เหนือศิลาขนาดมหึมาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า วินาทีนี้…พลันก็ปรากฎใบหน้าหนึ่งออกมา ใบหน้านี้…ก็คือหวังเป่าเล่อ
แต่ท่ามกลางการรับรู้ของชายชรา แยกแยะได้ชัดเจนว่าขณะนี้หวังเป่าเล่ออยู่ในการเวียนว่ายของเต๋าธาตุไม้ของโลกแห่งศิลา ในการคำนวณของมหาเทพ เผชิญหน้ากับวิกฤตที่จะถูกกวาดล้าง แต่ใบหน้ามหึมาที่อยู่ตรงหน้านี้ ทำให้เขารู้สึกว่าแข็งแกร่งกว่าเงาร่างในการเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ กระทั่ง…มีคุณสมบัติในการกระตุ้นตนเองอีกด้วย
“เจ้า…” สีหน้าชายชราเปลี่ยนไป
“ที่ต่อสู้อยู่ภายในการเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ เป็นเพียงร่างอวตารของเขา” ภายในเรือเดียวดาย บิดาของหวังอีอีกล่าวอย่างแผ่วเบา
“เจ้าเข้าใจว่า เขาต่อสู้กับมหาเทพอย่างเต็มกำลัง แต่อันที่จริง…”
“อาวุธนักรบในสายตาของเจ้า คือสหายน้อยในสายตาของข้า เห็นได้ชัดว่าได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว ดังนั้นเขากำลังตกปลา โดยใช้ร่างอวตารมหาเทพเป็นเหยื่อล่อ…ปลาตัวใหญ่ที่พยายามส่งผลต่อเสรีภาพของเขา”
“สหายเต๋าจิว ขอบเขตความรู้ของเจ้ายังไม่เพียงพอ”
ขณะที่บิดาหวังอีอีกล่าวออกมา สีหน้าชายชรายิ่งไม่น่าดู สายตายังคงยังมีความยากที่จะเชื่อ มองไปบนศิลาที่เวลานี้มีใบหน้าหวังเป่าเล่อลอยอยู่
“ข้าไม่เชื่อ มหาเทพแม้จะถูกคุกคาม ถึงตอนนี้ก็ยังคงหลับไหล แต่สัญชาตญาณของเขาดวงจิตเทพที่จำแลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนสามัญจะสามารถต่อต้านได้ แม้ว่าจะเป็นนักรบแหล่งไม้ หากเป็นเพียงซากวิญญาณ ก็ต้องใช้พลังทั้งหมดจึงจะได้”
“ดังนั้น เจ้าไม่อาจมีพลังหลงเหลือมาจำแลงอยู่ข้างนอก ขณะที่กำลังคุกคามดวงจิตมหาเทพอยู่ เจ้า…”
“เจ้าหมายถึงเขาหรือ” ใบหน้าหวังเป่าเล่อบนศิลา ไม่รอให้ชายชรากล่าว เอ่ยขัดจังหวะชายชราออกมาเบาๆ ราวกับกำลังสะบัดมือ ครู่ต่อมา ภายในโลกแห่งศิลา การเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ก็ราวกับลูกปัดลูกหนึ่ง และภายนอกลูกปัดนี้คือความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด เวลานี้ความว่างเปล่าก็ม้วนหมุนโดยตรง ทันใดนั้น…ความว่างเปล่าทั้งหมดก็เคลื่อนไหวขึ้นมา ครอบคลุมไปทางโลกเวียนว่ายของเต๋าธาตุไม้
เหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของชายชรา ทำให้จิตใจของเขาคำรามก้อง เพราะยืนอยู่ที่มุมมองของเขามองไปที่โลกแห่งศิลาที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลานี้…ความว่างเปล่าที่ม้วนหมุนอยู่นั้น ก็คือฝ่ามือขนาดมหึมาข้างหนึ่ง
การครอบคลุมที่ว่า ในความเป็นจริงก็คือฝ่ามือมหึมานี้ กำเดียว…ก็สามารถหอบทั้งโลกเวียนว่ายเต๋าธาตุไม้ไว้ในฝ่ามือแล้ว
เวลาเดียวกับที่ไม่อาจทนการต่อสู้ได้อีกต่อไป ฝ่ามือมหึมานี้ แผ่ออกไปนอกโลกแห่งศิลา และปรากฎอยู่…ต่อหน้าชายชรา !
มองไปไกลๆ กำปั้นที่ยื่นออกมาบนศิลา กว้างใหญ่จนน่าตระหนก ความผันผวนกระจายออกจากมันเผยความหมายแห่งบุพกาลที่ไม่สิ้นสุด ราวกับมาจากบรรพกาลอันไกลโพ้น ยิ่งมีพลังชีวิตที่หนาแน่นกำลังระเบิดอยู่ภายใน
“หัตถ์แห่งหลัวหรือ เจ้า…เจ้าหล่อหลอมโลกแห่งศิลาแล้วรึ!” สีหน้าชายขราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อุทานอย่างไม่รู้ตัว
……………………
ขณะเดียวกันกับที่หวังเป่าเล่อเอ่ยขึ้น เสียงคำรามก็ดังออกมาจากในกระแสน้ำวนสีเลือดที่ถูกตัดออกจากกัน สายฟ้าสีเลือดกะพริบวาบอยู่ระหว่างกระแสน้ำวนทั้งสองส่วนอย่างต่อเนื่อง
เสียงกรีดร้องยิ่งพุ่งทะยานขึ้นฟ้า หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าดวงตามหาเทพในกระแสน้ำวนสีเลือดก็ถูกฟันขาดออกจากกันด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ใบหน้าของเด็กหนุ่มชุดแดงก็ถูกฟันขาดจากกลางหว่างคิ้ว
ขณะนี้สายฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้น กระแสน้ำวนก็ดูเหมือนจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อรวมเข้าด้วยกันอีกครั้ง
หวังเป่าเล่อที่กำลังจ้องมองทุกอย่างเงยหน้าขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรราวกับมองไปไกลแสนไกล สายตาเขา…เหมือนกับไม่ได้มองโลกใบนี้ แต่เป็นนอกโลกศิลา
แต่ทุกการกระทำนั้นก็หายวับไปในฉับพลันจนยากจะสังเกตเห็น วินาทีต่อมาเขาก็ก้มมองกระแสน้ำวนสีเลือดต่อ นัยน์ตาปรากฏความเย็นชาอย่างชัดเจน เขาบอกตัวเองในใจว่าการกลับมาเกิดของธาตุทั้งห้าดำเนินมาถึงธาตุที่สี่แล้ว เหลือเพียงธาตุไม้เท่านั้นที่ยังไม่ได้สำแดงออกมา และเต๋าธาตุไม้…ก็เป็นเต๋าสารัตถะ เป็นเต๋ารากฐานของเขา ขณะเดียวกันก็เป็นเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุด
ดังนั้นเขาต้องสร้างโอกาสที่จะระเบิดเต๋าธาตุไม้ของตนออกมาได้อย่างสมบูรณ์ และตอนนี้…ดวงตามหาเทพที่ถูกสี่ธาตุก่อนหน้าตัดกำลังลงอย่างต่อเนื่องได้ไร้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวไปหมดแล้ว และตอนนี้…ก็เป็นเวลาที่เขาจะใช้เต๋าธาตุไม้แล้ว
วินาทีต่อมาเมื่อกระแสน้ำวนสีเลือดพยายามจะกลับมารวมตัวกันนั้นเอง หวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาขึ้น ทันใดนั้นทั้งโลกก็ร้องคำราม ด้านหลังเขาพลันปรากฏไม้ขนาดใหญ่ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
และนี้ก็คือไม้แห่งชีวิตของหวังเป่าเล่อ ตะปูไม้สีดำ!
ไม้นี้สีดำสนิทแผ่พลังปราณเก่าแก่โบราณ อีกทั้งยังมีความรู้สึกถึงวันคืนอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ออกมาจากบนไม้สีดำ ส่งอิทธิพลต่อความว่างเปล่าไปยังจักรวาล ส่งผลให้โลกทั้งใบราวกับย้อนไปในสมัยโบราณ
อีกทั้งสายฟ้าสีดำก็ได้ปรากฏขึ้นพร้อมไม้สีดำแผ่ไปทั่วทุกสารทิศและยิ่งปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด…ก็แทรกซึมและแทนที่จักรวาล
จักรวาลกลายเป็นทะเลสายฟ้า!
หากมองขึ้นไปจะพบว่าสายฟ้าสีดำนั้นบ้าคลั่งถึงขีดสุด และไม้สีดำที่ล้อมรอบด้วยสายฟ้าก็กำลังแผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเหมือนกับ…พลังแรกแห่งจักรวาลสามารถให้กำเนิดทุกสิ่งและทำลายทุกสิ่งได้
หวังเป่าเล่อตรงหน้าไม้สีดำเมื่อเทียบกับไม้สีดำทั้งแผ่นและสายฟ้าเหล่านั้น ตัวเขาเป็นดั่งเศษธุลีไร้ชีวิต ในความรู้สึกของคนนอกราวกับว่าทุกส่วนของเขา ทั้งหมดของเขาต่างผนึกรวมเข้ากับไม้สีดำไปแล้ว
ไม้สีดำคือเขา เขาคือไม้สีดำ
รัศมีดั่งรุ้งสะเทือนฟ้าดังไปยังความว่างเปล่าของโลกศิลา ส่งผลให้ทุกชีวิตในจักรพิภพทยอยตื่นจากการถูกสายตามหาเทพตรึงจิตวิญญาณ ทั้งหมดต่างเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในสัมผัสสวรรค์ราวกับได้เห็นเทพเจ้า
ไม่ว่าระดับการฝึกตนใด ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดล้วนตัวสั่นสะท้าน
พลังปราณนี้ได้แผ่ขยายออกมาจากโลกศิลาเช่นกัน ส่งผลให้สายตาจากนอกโลกศิลาที่กำลังให้ความสนใจทางนี้ยิ่งทวีความสนใจยิ่งขึ้น
ในตอนนั้นเอง…หวังเป่าเล่อตรงหน้าไม้สีดำเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นมือขวาที่ยกขึ้นก็ค่อยๆ วางลง
ตู้ม!
ทันทีที่วางมือลง ความว่างเปล่าพลันเกิดเสียงคำราม โลกศิลาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม้สีดำด้านหลังเขาเคลื่อนสายฟ้าซึ่งมีมันเป็นศูนย์กลางลงไปยังกระแสน้ำวนสีเลือดด้านล่างช้าๆ!
เมื่อมองใกล้ๆ นี่คือไม้สีดำขนาดมหึมากำลังจุติ แต่หากมองจากที่ไกลๆ …ไม้สีดำนี้ก็คือตะปูหนึ่งตัวกำลังเข้าไปใกล้กระแสน้ำวน เข้าไปใกล้เด็กหนุ่มชุดแดงที่อยู่ข้างในด้วยสายฟ้าที่มาพร้อมรัศมีที่ไม่อาจหยุดยั้ง ไม่อาจหลบหนี
กระแสน้ำวนสีเลือดที่กำลังกลับมารวมตัวกันก็ดูเหมือนไม่อาจทนรับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้จึงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและหยุดรวมตัวกันทันที แม้แต่กระแสน้ำวนที่ถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วนก็ยังเกิดรอยร้าว
เด็กหนุ่มชุดแดงที่ถูกฟันที่หว่างคิ้วกำลังตื่นตระหนกสุดขีด เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างรุนแรง สัมผัสได้ถึงความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ราวกับสวมเสื้อผ้าบางๆ แต่อยู่ในป่าอันหนาวเหน็บ รู้สึกหนาวสั่นจากภายในสู่ภายนอก ขณะเดียวกันความทรงจำจากร่างต้นแบบก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ภาพตะปูไม้สีดำสะกดร่างต้นแบบในตอนนั้นผุดขึ้นในใจเด็กหนุ่มชุดแดง
“เจ้าไม่มีทางสะกดข้าได้เป็นครั้งที่สองหรอก!” เด็กหนุ่มชุดแดงกรีดร้องอย่างโกรธจัด เขารู้ว่าตนผสานกระแสน้ำวนไม่ทันแล้วจึงสะบัดมือทั้งสองข้างแรงๆ ทันใดนั้นกระแสน้ำวนสีเลือดที่ถูกตัดเป็นสองส่วนก็กลายร่างเป็นกระแสน้ำวนสีเลือดสองวง
ตัวเขาเองก็แบ่งเป็นสองส่วนและกลายร่างเป็นตัวเองสองร่างเช่นกัน กระแสน้ำวนทั้งสองเริ่มหมุนพร้อมกัน ข้างในปรากฏดวงตามหาเทพวงละหนึ่งข้าง
การปรากฏตัวของดวงตาทั้งสองภายใต้การอุทิศตนของเด็กหนุ่มชุดแดง และเค้าโครงใบหน้าเลือนรางทำให้หากมองจากที่ไกลๆ สิ่งที่ปรากฏอยู่ด้านล่างตะปูไม้สีดำคือใบหน้าขนาดมหึมา!
ใบหน้านั้นเหมือนกับเว่ยยางจื่อ เหมือนกับเด็กหนุ่มชุดแดง นั่นคือ…ใบหน้าที่แท้จริงของมหาเทพ!
แม้ส่วนอื่นๆ บนใบหน้าจะเลือนราง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีพลัง เมื่อเสียงกรีดร้องของเด็กหนุ่มชุดแดงดังก้องไปทั่ว ใบหน้ามหาเทพก็ราวกับอ้าปากส่งเสียงกรีดร้องขึ้นไปยังตะปูไม้สีดำด้านบนไปด้วย
เสียงกรีดร้องจนท้องฟ้าแตกกระจาย ระเบิดกำลังทั้งหมดราวกับเดิมพันด้วยชีวิตได้ก่อตัวเป็นพลังโจมตีจนตะปูไม้สีดำสั่นสะเทือนเล็กน้อย แต่พลังไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใด เมื่อมันอยู่เหนือหว่างคิ้วของใบหน้ายักษ์นั้นขึ้นไป 10 จั้งจึงค่อยๆ หยุดลงเพราะถูกสกัดกั้นจากพลังที่ใบหน้ามหาเทพระเบิดออกมา
“สะกด!” แทบจะในพริบตาที่ตะปูไม้สีดำถูกสกัด หวังเป่าเล่อก็เปิดรูทวารทั้งเจ็ด ร่างสารัตถะทั้งหมดรอบตัวเขาต่างรวบรวมพลังตะโกนเสียงดัง
ทันทีที่เอ่ยขึ้น ฟ้าดินพลันร้องคำราม จักรวาลแหลกสลาย ตะปูไม้สีดำพลันทะลวงผ่านปราการของใบหน้ามหาเทพ ทว่าในตอนนั้นเองใบหน้ามหาเทพก็พร่ามัวและกลายร่างเป็นเด็กหนุ่มชุดแดง โดยไร้ความบ้าคลั่งอย่างก่อนหน้านี้ มีแต่ความสงบนิ่ง เขาเอ่ยว่า
“ข้ามหาเทพ ที่สุดแห่งจักรวาล จุดเริ่มต้นกฎ ผู้ฆ่าย่อมฆ่าตัวตาย!”
ประโยคสุดท้ายรวม 18 คำ ทุกคำที่เอ่ยออกมา ใบหน้ามหาเทพจะหรี่แสงลงทีละนิด หลังจากเอ่ยจบดวงตาของใบหน้ามหาเทพก็เหมือนกับสละพลังทั้งหมดและจางสนิท
อย่างไรก็ตาม แม้ดวงตาจะหรี่แสงลง แต่ทั้ง 18 คำที่เอ่ยออกไปนั้นกลับมีพลังที่อธิบายไม่ถูก โลกศิลาส่งเสียงกึกก้อง จักรวาลอันกว้างใหญ่ด้านนอกสั่นไหว ในจำนวนกฎนับอนันต์ดูเหมือนจะมีกฎอีกข้อหนึ่งปรากฏขึ้น กฎนั้นก็คือประโยคนี้นั่นเอง มันหลอมรวมเข้ากับวิถีเต๋านับหมื่นที่ส่งผลต่อโลกศิลา ทำให้ภายในโลกศิลาเกิดกฎเต๋าข้อนี้ขึ้นไปด้วย
ซึ่งนี่มันมากกว่าคำพูดเกิดเป็นกฎแล้ว นี่มัน…คำเดียวกำหนดเต๋า!
………………………………………………….
โลกแห่งเต๋าธาตุดินยังไม่เพียงพอที่จะสยบเด็กหนุ่มชุดแดงได้ หวังเป่าเล่อรู้เรื่องนี้ดี แต่เป้าหมายของเขาก็ไม่ได้คิดจะจัดการทุกอย่างให้จบในโลกแห่งเต๋าธาตุดินอยู่แล้ว
สิ่งที่เขาจะทำคือลดทอนพลังสายตาจากมหาเทพเรื่อยๆ และเมื่อสายตามหาเทพอ่อนแอลงอย่างไร้ที่สิ้นสุดนั่นก็คือเวลาแห่งการสังหารเด็กหนุ่มชุดแดง
“การต่อสู้ครั้งนี้ ข้าเอาชนะได้” ขณะพึมพำ เม็ดทรายที่มารวมตัวกันก็ก่อตัวเป็นฝ่ามือยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวก็ตกลงบนกระแสน้ำวนสีเลือดพร้อมเสียงคำรามลั่น
กระแสน้ำวนสีเลือดนั่นพลันหดตัวลงทันทีราวกับถูกฝ่ามือยักษ์เต๋าธาตุดินของหวังเป่าเล่อบดขยี้ แต่เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มชุดแดงไม่ยินยอม เสียงกรีดร้องดังออกมา จากนั้นกระแสน้ำวนสีเลือดก็ระเบิดออก สายตาจากมหาเทพข้างในก็ยิ่งแข็งแกร่งอย่างสุดจะพรรณนา มันจับจ้องมาที่หวังเป่าเล่อ
เพียงเหลือบตามองก็ฟ้าดินสั่นสะเทือน ฝ่ามือยักษ์ก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที อีกทั้งเม็ดทรายทุกเม็ดก็ยังดูราวกับทนรับสายตานั่นไม่ไหวและแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเถ้าธุลี
จนกระทั่งฝ่ามือเต๋าธาตุดินราวกับถูกลบทิ้งไป จากนั้นสายตาจากมหาเทพก็ตกลงบนร่างของหวังเป่าเล่อในที่สุด
หวังเป่าเล่อตัวสั่น ตรงหน้าพลันปรากฏภาพวาดที่ไม่เหมือนกันขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งคือร่างขนาดมหึมาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในที่มืดมิด ร่างนั้นแผ่ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวไปทั่ว บัดนี้ร่างนั้นกำลังเงยหน้า ดวงตาที่ดูเหมือนบรรจุจักรวาลได้มองมาที่เขาอย่างเย็นชา
ดวงตาเย็นชา ร่างกายดั่งเทพเจ้า!
ส่วนอีกภาพหนึ่งคือภาพเด็กหนุ่มชุดแดงที่ผมกระเซิง ท่าทางชั่วช้า ดวงตาบ้าคลั่งในกระแสน้ำวน สองคน สองภาพปรากฏอยู่ในดวงตาซ้ายและขวาของหวังเป่าเล่อ ก่อนจะซ้อนทับกันเป็นภาพเดียวในวินาทีต่อมา
ในพริบตาที่มันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ร่างกายหวังเป่าเล่อก็ร้องคำราม ก่อนที่พลังโจมตีที่อธิบายไม่ได้จะจู่โจมจิตใจ ดวงวิญญาณเทพและจิตใต้สำนึกก็ราวกับใกล้จะพังทลาย ในเวลาเดียวกันโลกแห่งเต๋าธาตุดินที่มีรากฐานมาจากเขาก็เริ่มพังทลายลงไปด้วย
เมื่อเห็นโลกกำลังจะแตกสลาย ดวงตาในกระแสน้ำวนสีเลือดคู่นั้นก็ฉายแววชั่วร้ายขึ้นมาฉับพลัน เด็กหนุ่มชุดแดงที่อยู่ข้างในทำให้กระแสน้ำวนยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะฉีกโลกใบนี้ออกจากกัน
ในตอนนั้นเองจู่ๆ หวังเป่าเล่อที่ยกมือซ้ายขึ้นแล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“กระบวนท่าสารัตถะ!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้นความว่างเปล่ารอบตัวหวังเป่าเล่อก็บิดเบี้ยวทันที ร่างที่เหมือนเขาทุกประการจำนวนหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้น นี่ก็คือร่างแยกที่เกิดจากการข่มกลั้นระดับการฝึกตนก่อนหน้านี้นั่นเอง
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น ทุกร่างก็ระเบิดแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังกระแสน้ำวนสีเลือดที่ขยายตัวไม่หยุดด้านล่าง
เสียงคำรามพลันดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีจากร่างแยกหวังเป่าเล่อ เด็กหนุ่มชุดแดงในกระแสน้ำวนก็หน้าเปลี่ยนสี อันที่จริงสงครามระหว่างเขากับหวังเป่าเล่อในตอนนี้ได้ครอบงำจิตใจไปหมดแล้ว อีกทั้งเคล็ดวิชาลับที่เขาใช้ยังเพิ่มพลังดวงตาเข้าไปให้ล้ำลึกยิ่งขึ้นโดยไม่สนว่าต้องแลกกับสิ่งใด เดิมทีเขาตั้งใจจะฮึดสู้อย่างเด็ดเดี่ยวพลิกแพ้เป็นชนะจึงไม่สามารถแยกพลังจิตออกมาได้เลย
เพราะฉะนั้นการโจมตีจากร่างแยกเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบและความผันผวนแก่เขา
หากมีเพียงแค่นี้ก็ไม่เท่าไหร่ เขายังสามารถจัดการได้อยู่ เขาจะเล็งเป้าไปที่หวังเป่าเล่อเหมือนเดิมเพื่อทำให้ดวงวิญญาณเทพของหวังเป่าเล่อแตกสลาย
ทว่า…หวังเป่าเล่อที่ปล่อยร่างแยกออกมามากมายนั้น ในพริบตาที่ร่างแยกปรากฏตัว ระดับการฝึกตนของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นอีก ถึงอย่างไร…ร่างแยกพวกนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาผนึกไว้ด้วยตัวเอง ตอนนี้เมื่อเปิดผนึกออกจนหมดจึงได้ระเบิดแสงเจิดจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งราวกับกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงแห่งแรกของโลกใบนี้ก็ไม่ปาน
การระเบิดพลังแห่งแหล่งกำเนิดแสงนี้ส่งผลให้ฝ่ายเด็กหนุ่มชุดแดงที่ได้รับผลกระทบจากร่างแยกไปแล้วไม่สามารถคงสภาพดวงตาไว้ได้อย่างก่อนหน้านี้จึงอ่อนแอลงในพริบตา
และความอ่อนแอในพริบตาเดียวนี้ก็ทำให้ทุกอย่างตรงหน้าหวังเป่าเล่อกลับมาชัดเจนดังเดิม แม้ความหวาดกลัวจะยังคงหลงเหลืออยู่ แต่จิตสังหารในดวงตาก็รุนแรงไม่แพ้กัน เขาสะบัดมือขวาขึ้นกะทันหัน
“ทอง…แห่งธาตุทั้งห้า!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้น ทุกอย่างรอบตัวก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด ยังคงเป็นโลกแห่งเต๋าธาตุดินที่กำลังพังทลายอย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เด็กหนุ่มชุดแดงในกระแสน้ำวนสีเลือดเผยแสงเจิดจ้าในดวงตา ก่อนจะยิ่งระเบิดพลังรุนแรงขึ้นอีก
“หวังเป่าเล่อ ดูท่าธาตุทองของเจ้าจะสู้ข้าไม่ได้นะ!” เสียงเด็กหนุ่มชุดแดงดังลอยมา กระแสน้ำวนสีเลือดก็ส่งเสียงคำราม ก่อนที่ร่างแยกหวังเป่าเล่อจะกระเด็นออกไปทั้งหมด มันขยายตัวต่อไป ขณะเดียวกันสายตาจากร่างต้นแบบมหาเทพก็แผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอีกครั้ง
ส่งผลให้โลกแห่งเต๋าธาตุดินยิ่งพังทลายอย่างรุนแรงราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
“นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจ…ว่าธาตุทองของข้าคืออะไร” หวังเป่าเล่อยังมีสีหน้าสงบนิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการล่มสลายของโลกแห่งเต๋าธาตุดินและคำพูดของเด็กหนุ่มชุดแดง ก่อนจะวางมือขวาลง
นั่นเป็นการกระทำที่เรียบง่าย ดูไม่มีอะไร ทว่าในพริบตาที่หวังเป่าเล่อวางมือลงไปนั้นเอง…
เด็กหนุ่มชุดแดงในกระแสน้ำวนสีเลือดหน้าเปลี่ยนสีกะทันหัน
“นี่มัน…”
ไม่รอให้เขาเอ่ยจนจบก็เกิดแสงสีเงินออกมาจากความว่างเปล่ารอบกระแสน้ำวนสีเลือดทันใด มันรวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งตรงกระแสน้ำวน แสงเหล่านี้มากมายเหลือคณานับ หากมองด้วยตาเปล่าจะดูหนาแน่นไร้ที่สิ้นสุด ดูเหมือนมันจะถักทอและก่อตัวเป็นกระบี่ยาวสีเงินสองท่อนที่ปลายกระแสน้ำวนสีเลือดทั้งสองข้าง
พูดให้ชัดเจนคือส่วนหนึ่งคือปลายกระบี่ ส่วนหนึ่งคือด้ามกระบี่ ส่วนตรงกลาง…ก็คือตัวกระแสน้ำวน จะเห็นได้ว่าจุดเชื่อมต่อระหว่างกระแสน้ำวน ปลายกระบี่และด้ามกระบี่เกิดรอยร้าว
รอยร้าวนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเส้นสีเงินจำนวนมากหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ตรงนี้และก่อตัวขึ้นเป็น…ตัวกระบี่!
ช่วงเวลาที่ตัวกระบี่กำลังก่อตัว กระแสน้ำวนสีเลือดก็ส่งเสียงคำรามราวกับถูกตัดขาด…เป็นสองส่วน!
ยังไม่จบแค่นั้น ขณะที่มันถูกตัดเป็นสองส่วน กระบี่สีเงินที่ก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ก็ยกขึ้นลอยไปยังหวังเป่าเล่อ มันเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตรงหน้าหวังเป่าเล่อและหวังเป่าเล่อก็คว้ามันไว้ มันก็กลายเป็นขนาดปกติ
มือที่ถือกระบี่ก็ยกขึ้น จากนั้นกระบี่ก็กลายเป็นเส้นสีเงินแผ่กระจายไปทั่ว…
นั่นเป็นภาพที่หากมีใครพบเห็นจะต้องตกตะลึงจนตาค้าง
เพราะ…ทั้งหมดนี้ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล แต่…หากมองย้อนกลับไปที่ภาพนี้…ก็จะพบว่าทุกอย่างสมเหตุสมผลยิ่ง!
ยกมือขึ้น กระบี่รวมตัว ตัดเป็นสองส่วน กระบี่กระจาย
โลกแห่งเต๋าธาตุทองนั้นไม่เหมือนคนอื่น
“นี่ก็คือโลกแห่งเต๋าธาตุทองของข้า หรือเรียกว่า…เหตุต้นผลกรรม” หวังเป่าเล่อก้มหน้ามองกระแสน้ำวนสีเลือดที่แยกเป็นสองส่วนด้วยสายตาลึกลับ
ภายในโลกแห่งเต๋าธาตุดินมีลมพายุโหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้องดังไม่หยุด
ที่นี่ไม่มีฟ้าดิน มีเพียงทรายสีเหลืองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และกระแสน้ำวนจากเด็กหนุ่มชุดแดงก็กำลังบ้าคลั่งถึงขีดสุด มันปล่อยสายฟ้าสีเลือดฟาดไปทั่วบริเวณ ขณะเดียวกันก็หมุนเร็วราวกับอยากจะทะลวงทรายสีเหลือง ทำให้โลกแตกสลาย
หากมองจากที่ไกลๆ กระแสน้ำวนสีเลือดนี้ก็ดูเหมือนแหล่งมลพิษขนาดมหึมาที่พยายามจะสร้างมลพิษให้กับทุกสิ่ง ขณะเดียวกันความว่างเปล่าโดยรอบก็กำลังบิดเบี้ยวเป็นแนวกว้าง
มวลคลื่นอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากกระแสน้ำวน พลังของคลื่นนั้นสามารถทำลายล้างระดับจักรวาลทุกคนในโลกศิลาได้ อย่างเช่นพวกของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยนั่นเอง หากพวกเขาอยู่ที่นี่ ยังไม่ต้องเข้าใกล้มันหรอก แค่เพียงเหลือบตามองก็จะเกิดการบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะพังทลาย
พวกเขาไม่อาจมองมันตรงๆ ได้ ขณะนี้ในกระแสน้ำวนมีสายตาของมหาเทพอยู่…มันจึงนับเป็นเทพเจ้า
แต่ถึงกระนั้นก็ยังยากที่เด็กหนุ่มชุดแดงจะหลบหนีไปได้ กรวดทรายรอบๆ พัดปกคลุมอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้เสียงกรีดร้องของเด็กหนุ่มในกระแสน้ำวนยิ่งทวีความวิตกจริตมากขึ้น
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าภายในโลกแห่งเต๋าธาตุดินแห่งนี้ยังมีเทพเจ้าอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือหวังเป่าเล่อ!
ภายในโลกแห่งเต๋าธาตุดินมีกรวดทรายมากมายนับไม่ถ้วนและทุกเม็ด…ล้วนมีเจตจำนงของหวังเป่าเล่ออยู่ข้างใน ใบหน้าหวังเป่าเล่อที่ปรากฏบนเม็ดทรายกำลังกวาดมองไปทั่วราวกับจะกวาดล้างทุกสิ่งและฝังกลบกระแสน้ำวน
เสียงคำรามดังกึกก้อง การต่อกรระหว่างทรายสีเหลืองกับกระแสน้ำวนทำให้ทั้งโลกสั่นสะเทือน
บนท้องฟ้ามีทรายส่วนหนึ่งมารวมตัวกันกลายเป็นร่างหนึ่ง นั่นก็คือหวังเป่าเล่อ เขาจ้องมองกระแสน้ำวนด้านล่างด้วยสายตาล้ำลึก
หวังเป่าเล่อรู้ดีว่าหากไม่มีสายตาของมหาเทพ ด้วยพลังต่อสู้ในปัจจุบันของเขาแล้วก็สามารถสยบร่างแยกเด็กหนุ่มชุดแดงของเขาได้ไม่ยาก ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มชุดแดงนี่ก็ไม่ใช่ระดับสุดยอดแล้ว ทั้งอ่อนแอลงหลังจากเจอกับศิษย์พี่เฉินชิง และยังบาดเจ็บที่ไม่อาจรักษาได้ในระยะเวลาสั้นๆ นี้อีกด้วย
ดังนั้นทั้งสยบและสังหาร ล้วนทำได้ทั้งสิ้น
แต่การปรากฏตัวของสายตาคู่นั้น แม้แต่หวังเป่าเล่อก็ยังสะพรึงกลัว อันที่จริงหากเขาประมาทไปเพียงนิดเดียว โลกศิลาก็คงล่มสลาย ต่อให้เขาสามารถสังหารเด็กหนุ่มชุดแดงได้ในที่สุด แต่จุดจบเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่หวังเป่าเล่อต้องการ
เขาสูญเสียอดีตกับอนาคตไปแล้ว หวังเป่าเล่อไม่ต้องการสูญเสียโลกศิลาแห่งนี้ไปอีก
นอกจากนี้…หวังเป่าเล่อที่มาถึงระดับในปัจจุบันนั้นสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับโลกศิลาแล้ว ความสัมพันธ์เช่นนี้เกี่ยวโยงผูดมัดอย่างลึกซึ้งนับตั้งแต่ที่ร่างต้นแบบของเขาเริ่มถูกจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นเพรียกหาในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นที่แท้จริง ในการต่อสู้ระหว่างจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นกับจักรพิภพเต๋าไพศาลแล้ว
นี่คือเคล็ดวิชาของมหาเทพ และเป็นวิธีรักษาตัวเขาด้วย
ดังนั้นหากโลกศิลาล่มสลาย ตัวหวังเป่าเล่อเองก็จะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงไปด้วย
ในทำนองเดียวกันยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่โลกศิลาไม่สามารถล่มสลายได้ นั่นก็คือ…โลกศิลาเป็นเส้นด้ายเพียงเส้นเดียวที่เชื่อมโยงกับมหาเทพ!
หลายปีก่อนยุคสมัยอันเนิ่นนาน บาดแผลของมหาเทพและตะปูไม้สีดำที่ปรากฏบนหว่างคิ้วของเขาทำให้เขาแทบพินาศ แต่เขาก็ยังคิดหาวิธีรอดได้ทางหนึ่ง นั่นก็คือแยกเป็นแสนดวงจิตเทพ สร้างเมล็ดพันธุ์และกระจายมันไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่
หนึ่งแสนดวงจิตนี้ก่อกำเนิดเป็นหนึ่งแสนโลกหรือก็คือหนึ่งแสนจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น หลังจากแต่ละโลกกำเนิดขึ้นก็ทำพิธีอัญเชิญไม้สีดำ นำตะปูไม้สีดำที่ตรึงไว้กลางหว่างคิ้วมหาเทพแบ่งเป็นหนึ่งแสนส่วนผูกติดกับจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นทั้งหนึ่งแสนโลก
จุดประสงค์ก็เพื่อทำลายพลังสะกดที่มาจากไม้สีดำ
และวิธีเอาตัวรอดนี้ก็ประสบความสำเร็จ นอกจากโลกศิลาแล้ว จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นอีก 99,999 จักรพิภพล้วนถือกำเนิดตระกูลไม่รู้สิ้น มีเว่ยยางจื่อ กลืนกินโลกทั้งใบได้สำเร็จ รวมถึง…พลังของไม้สีดำหนึ่งในแสนนั้นด้วย
หลังจากนั้นเว่ยยางจื่อเหล่านี้ก็นำโลกที่พวกเขาอยู่รวมเข้าด้วยกันกลับมาเป็นจักรพิภพไม่รู้สิ้นที่แท้จริงและกลับมาเป็นร่างมหาเทพ เข้าสู่กระบวนการตอบแทนและทำให้อาการบาดเจ็บของมหาเทพฟื้นฟูขึ้น ขณะเดียวกันตะปูไม้สีดำบนหว่างคิ้วของเขาก็จะอ่อนกำลังลง
อย่างไรก็ตามแม้จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น 99,999 จักรพิภพจะกลับมารวมกันได้สำเร็จ แต่ตราบใดที่มีเพียงจักรพิภพเดียวที่ไม่สำเร็จ ตะปูไม้สีดำบนหว่างคิ้วของมหาเทพก็ไม่สามารถจัดการได้อยู่ดี
หากฝืนบังคับทำลายตะปูไม้สีดำบนหว่างคิ้ว แม้ผลกระทบจะไม่ถึงตาย แต่มันจะทำให้เขาไม่มีโอกาสทะลวงขั้นที่สูงกว่านี้ได้อีก และอย่างหลัง…ก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาถูกตะปูไม้สีดำตรึงไว้นั่นเอง
ดังนั้นในแง่หนึ่งก็สามารถมองตะปูไม้สีดำเป็นหายนะอย่างหนึ่งที่หากจะขึ้นไปถึงระดับสูงอย่างแท้จริง…มันก็เป็นหายนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
หายนะไม้สีดำ!
หากมหาเทพเอาชนะหายนะได้สำเร็จ เขาก็จะทะลวงขั้นได้
แต่น่าเสียดาย การปรากฏตัวของโลกศิลาทำให้โอกาสเอาชนะหายนะครั้งนี้ลดลง
ประการแรกเพราะกู่และหลัวทำให้ที่แห่งนี้เกิดตัวแปร ประการที่สองเพราะพ่อของหวังอีอีทำให้ตัวแปรนี้ยิ่งขยายเป็นวงกว้าง แน่นอนว่ายังมีแรงผลักดันจากใครบางคนที่ไม่ทราบจุดประสงค์อยู่ด้วย ดังนั้นสุดท้ายแล้ว…วิวัฒนาการของโลกศิลาจึงค่อยๆ ต่างไปจากชะตากรรมที่ดวงจิตมหาเทพมอบให้
และนี่จึงได้นำไปสู่การเติบโตของหวังเป่าเล่อ รวมถึงกำเนิดจิตใต้สำนึกของเขา
ดังนั้นหลังจากมหาเทพทราบเรื่องนี้จึงได้แยกร่างออก และนั่นก็คือการมาถึงของเด็กหนุ่มชุดแดง สำหรับเขานั้นต้องแก้ไขให้ทุกอย่างกลับสู่วิถีเดิม หรือไม่ก็…ต้องทำลายโลกศิลาทิ้งไปเพื่อทำให้การเชื่อมโยงเหตุต้นผลกรรมระหว่างที่แห่งนี้กับมหาเทพตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าการตัดขาดอย่างหลังจะทำให้มหาเทพพ่ายแพ้ในการเอาชนะหายนะครั้งนี้ แต่หากไม่ตัด โลกศิลา…จะกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของมหาเทพที่ร่างกายเกี่ยวโยงกับมัน
ดังนั้นการปรากฏตัวของหวังเป่าเล่อได้ทำให้ทันทีที่ฝ่ายเด็กหนุ่มชุดแดงพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรล้วนต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่
หวังเป่าเล่อเหมือนกับ…อาวุธ เป็นอาวุธที่ทำให้มหาเทพไม่สามารถเติมเต็มได้สมบูรณ์ อีกทั้งยังเกิดจุดอ่อน
เรื่องเหตุต้นผลกรรมพวกนี้ แม้หวังเป่าเล่อจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็เดาได้เกินครึ่ง สำหรับเขาไม่ว่าจะเป็นเช่นไร โลกศิลาก็จะล่มสลายไม่ได้
ฉะนั้นสิ่งที่หวังเป่าเล่อจำเป็นต้องทำก็คือทำให้สายตาจากมหาเทพอ่อนลงด้วยการเกิดใหม่ของธาตุทั้งห้า ทำให้สายตานั้นค่อยๆ อ่อนแอลงจนไม่ส่งผลใดๆ ต่อโลกศิลาอีก ซึ่งนั่นก็คือ…ตอนที่เด็กหนุ่มชุดถูกสยบและสังหารสิ้นนั่นเอง
ฝ่ายเด็กหนุ่มชุดแดงนั้นเขาย่อมเข้าใจทุกอย่างชัดเจนกว่า ดังนั้นในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำจึงคิดจะหลบหนีไป ในโลกแห่งเต๋าธาตุไฟจึงยิ่งพยายามออกไปไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
นี่เป็นทางรอดเดียวที่เขามี
จะถูกหวังเป่าเล่อสยบ หรือ…จะพุ่งออกไปจากการเกิดใหม่ของเต๋าทั้งห้าธาตุและทำลายโลกศิลาเพื่อหยุดการสูญเสียของตน แม้ร่างต้นแบบจะเอาชนะหายนะไม่ได้ แต่ก็จะไม่มีจุดอ่อนอีกต่อไป!
ความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำลายโลกศิลาอย่างเด็ดขาด ถึงอย่างไร…นี่ก็เป็นความหวังที่ร่างของเขาจะทะลวงขั้นได้ หากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย เขาก็ไม่อยากทำ
และความคิดนี้ก็ได้นำพาเรื่องราวต่างๆ มาสู่ที่ที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ขณะที่จ้องมองอยู่ หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาลงแล้วจู่ๆ ก็ยกมือขึ้น ทันใดนั้นทั้งโลกแห่งเต๋าธาตุดินก็ร้องคำราม เม็ดทรายนับไม่ถ้วนรวมตัวกันตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว และก่อตัวเป็นฝ่ามือยักษ์ที่ดูเหมือนจะปกคลุมได้ทั้งท้องฟ้า กดลงไปยังกระแสน้ำวนสีเลือดด้านล่าง!
……
ท้องฟ้าคำราม!
ท้องฟ้าที่กลายเป็นอักขระกำลังส่งเสียงคำราม อักขระนั้นเหมือนจะบดขยี้ทุกสิ่ง ทุกที่มี่มันผ่านไปจะทำให้ท้องฟ้าร่วงหล่น ความว่างเปล่าพังทลายและส่งเสียงปริแตก
เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าโลกทั้งใบดูเหมือนจะหดเล็กลงจนจินตนาการได้ว่าหากอักขระบนท้องฟ้ายังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่องและฟ้าดินสัมผัสกันเมื่อไหร่ก็จะบดขยี้ทุกสิ่งข้างในจนหมดสิ้น และรวมถึง…ตะขาบสีเลือดด้วย
ภาพนี้เผยความครอบงำไม่รู้จบราวกับไม่ว่าเจตจำนงใดก็ไม่อาจขวางกั้น ไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่อาจต่อกร!
โลกแห่งเต๋าธาตุไฟก็เป็นเช่นนี้แล
อักขระท้องฟ้าลดต่ำลง ทะเลเพลิงลุกโชน โลกทั้งใบดูเหมือนแทรกซึมไปด้วยปณิธานแห่งไฟ แต่ในความร้อนอันแผดเผานี้ก็มีกระแสเซียนอยู่ด้วย
ทะเลเพลิงบ้าคลั่ง กระแสเซียนไร้พันธนาการสุขสงบ
พลังปราณที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองนี้ปะปนกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้โลกแห่งเต๋าธาตุไฟเกิดความบิดเบี้ยว และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก่อเกิดเป็นพลังสยบสองเท่าสำหรับตะขาบสีเลือด
ส่วนหนึ่งมาจากการสยบท้องฟ้า อีกส่วนหนึ่งมาจากการขัดแย้งกันของทะเลเพลิงและกระแสเซียน
อย่างแรกมีผลกับกายเนื้อ อย่างหลังมีผลกับจิตวิญญาณ
อีกทั้งยังต่างจากโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำ ที่นี่แม้ตะขาบสีเลือดจะแปลงเป็นทุกสรรพสิ่งก็ไม่สามารถอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและบิดเบี้ยวได้
“บัดซบ บัดซบ บัดซบเอ๊ย!!” ในช่วงเวลาวิกฤตินี้ตะขาบสีเลือดแผดเสียงกรีดร้อง ร่างกายกะพริบวาบแปลงจากตะขาบเป็นยักษ์ทันที ยักษ์ตัวนี้มีสีแดงทั้งตัว สีหน้าบิดเบี้ยว มันยกสองมือขึ้นพร้อมเสียงคำรามกระแทกอักขระท้องฟ้าที่กำลังตกลงมาอย่างแรง สองเท้าก็เหยียบลงไปในทะเลเพลิงราวกับยืนอยู่ตรงจุดต่ำสุดของโลกใบนี้ เมื่อมันลงมาทะเลเพลิงก็ส่งเสียงคำราม แผ่นดินสั่นสะเทือน ท้องฟ้าที่กำลังตกลงมาก็หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตามร่างของยักษ์สีเลือดตนนี้ก็ส่งเสียงคำรามออกมาเช่นกันราวกับค้ำยันการบดขยี้ของท้องฟ้าไว้ มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขา แต่สุดท้ายเขาก็ยันท้องฟ้าไว้ได้ เลือดพุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย เรี่ยวแรงดูเหมือนจะยิ่งมากขึ้นด้วยเจตนาจะสะท้อนแรงบดขยี้จากท้องฟ้ากลับไป
ขณะที่ท้องฟ้าคำรามอักขระก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ใบหน้าของหวังเป่าเล่อบนนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น หลังจากมองยักษ์ตนนี้อย่างเย็นชาแล้วก็เอ่ยเสียงเบา
“จมูก เปิด!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้น ใบหน้าหวังเป่าเล่อบนอักขระก็ขยับจมูกเล็กน้อยและสูดหายใจเข้าแรงๆ ทันใดนั้นฟ้าดินพลันสั่นสะเทือน ลมแรงพลันปรากฏขึ้นกวาดไปทั่วทุกสารทิศ เพียงอึดใจเดียวก็กลายเป็นพายุ เมื่อลมพัดแรงและไฟโหมกระหน่ำ ทะเลเพลิงก็มาถึงจุดสูงสุด มันลอยขึ้นจากพื้นดินและปกคลุมโลกทั้งใบอย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกันผนึกก็คลายออก พลังแห่งอักขระบนท้องฟ้าพลันปะทุขึ้น มันส่องแสงเจิดจ้าและพลังจมดิ่งก็เพิ่มขึ้น
แม้ยักษ์สีเลือดจะกรีดร้องและต่อต้านด้วยกำลังทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจยืนหยัดได้นาน หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจท้องฟ้าที่ร้องคำรามก็กดลงมาจนร่างของยักษ์ไม่อาจต้านทานพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้และค่อยๆ ก้มตัวลง
ทะเลเพลิงรอบๆ ก็โหมกระหน่ำมากขึ้น คลื่นความร้อนแผ่ขยายเข้มข้นขึ้นไปอีกราวกับจะเปลี่ยนที่นี่เป็นหม้อล้อมโอสถและหลอมละลายทุกสิ่ง
กระทั่งเสียงปริแตกดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างของยักษ์ตนนี้ก็เกิดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ และกระจายไปทั่วทั้งตัวในที่สุด สุดท้ายท่ามกลางเสียงกรีดร้องร่างของเขาก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
และเมื่อมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอักขระท้องฟ้าก็ตกลงมือด้วยพลังอันน่าทึ่ง บดขยี้ความว่างเปล่า บดขยี้ทุกสรรพสิ่งและสัมผัสกับทะเลเพลิงบนพื้นดินในที่สุด
แต่ทุกอย่างยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น
ในพริบตาที่ฟ้าดินบรรจบกัน จู่ๆ ก็มีก้อนนูนโป่งพองขึ้นระหว่างฟ้าดิน มองจะระยะไกลฟ้าดินดูเหมือนแป้งสองแผ่นที่ถึงแม้จะผสานเข้าด้วยกัน แต่ข้างในกลับมีถุงขนาดใหญ่ที่ไม่อาจบดขยี้หนือหลอมละลายได้ และที่น่าตกใจคือมันกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ!
หากมองทะลุฟ้าดินเข้าไปก็จะเห็นว่าส่วนที่นูนขึ้นมานั้นก็คือกระแสน้ำวนสีเลือด และภายในกระแสน้ำวนนั่นก็คือเคล็ดวิชาลับที่เด็กหนุ่มชุดแดงใช้มาหลายครั้งแล้ว ดวงตามหาเทพ
เพียงแต่เมื่อเทียบกับสองครั้งก่อน ดวงตาในกระแสน้ำวนครั้งนี้ดูเลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงจะเลือนราง พลังอันน่าสะพรึงกลัวของมันก็ยังคงทำให้โลกแห่งเต๋าธาตุไฟทนรับไม่ไหวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ท้องฟ้าและพื้นดินเกิดรอยร้าวราวกับปดคลุมต่อไปไม่ไหวแล้ว
“แค่ร่างแยกร่างเดียว แต่สายตาจากจักรวาลอันไกลโพ้น…มีพลังเช่นนี้เลยหรือ” ในตอนนี้ฟ้าดินกำลังจะพังทลายนั้นเอง เสียงหวังเป่าเล่อก็ดังก้องพร้อมถอนหายใจเบาๆ ร่างมายาของเขาปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า และก้มหน้าลงมองส่วนนูนพองในฟ้าดินที่ผสานตัวกันที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังจะแตกออก
แทบจะในเวลาเดียวกับที่หวังเป่าเล่อเอ่ยขึ้น ฟ้าดินของโลกแห่งเต๋าธาตุไฟก็พังทลายจากส่วนนูนพองนั่นแตกออกกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน กระแสน้ำวนสีเลือดปรากฏกาย มันขยายตัวอีกครั้งด้วยความเร็วที่น่าตกใจเหมือนกับจะปกคลุมหวังเป่าเล่อ
รัศมีสีเลือดเจิดจ้าแผ่ขยายไปในความว่างเปล่าจนสะท้อนไปถึงจักรวาลโลกศิลา ส่งผลให้ทุกสรรพสิ่งตื่นตะลึง
พวกปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ที่กำลังติดตามการต่อสู้ครั้งนี้ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย แม้แต่สายตาจากนอกโลกศิลาก็ยังเพ่งสมาธิขึ้นไม่น้อย
อันที่จริงกระแสน้ำวนสีเลือดนี้ขยายตัวเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับมันแล้ว หวังเป่าเล่อที่อยู่ข้างๆ ดูเป็นเพียงเศษธุลี แต่ในตอนที่ทุกสายตากำลังจับจ้องมาทางนี้มากขึ้นนั้นเอง หวังเป่าเล่อก็ส่ายหน้า สายตาที่สงบนิ่งแต่เดิมก็ฉายแววโหดเหี้ยมฉับพลัน
“เช่นนั้นแล้วสายตาจากร่างจริงมหาเทพจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ” พูดจบหวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาขึ้นคว้าไปทางกระแสน้ำวนสีเลือดที่ยังคงปะทุไม่หยุด!
“ดิน…แห่งธาตุทั้งห้า!”
เมื่อหวังเป่าเล่อเอ่ยขึ้นและมือขวาคว้าไป ทันใดนั้นเศษชิ้นส่วนฟ้าดินจากโลกแห่งเต๋าธาตุไฟก็พลิกม้วนกลับราวกับเวลาไหลย้อนกลับ มันแตกออกมาอย่างไรก็กลับไปรวมตัวกันใหม่อย่างนั้น
เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้กลับไปรวมตัวเป็นห้าดินของโลกแห่งเต๋าธาตุไฟ แต่…มันกลับไปปะติดปะต่อกันพร้อมเสียงหวีดหวิวราวกับจะก่อตัวเป็นศิลาที่ห่อหุ้มกระแสน้ำวนนี้ไว้!
แม้กระแสน้ำวนจะขยายตัวเร็วมาก แต่ศิลาที่ถูกประกอบเข้าด้วยกันเร็วกว่า!
มองจากที่ไกลๆ เศษชิ้นส่วนเหล่านี้ก็ดูเหมือนสิ่งก่อสร้างที่กำลังปะติดปะต่อกันอย่างรวดเร็ว…จากหนึ่งส่วนเป็นสามส่วน เป็นห้าส่วน เจ็ดส่วน เก้าส่วน…
และ…สิบส่วน!
ทันใดนั้นกระแสน้ำวนก็หายไป ศิลาก้อนยักษ์เข้ามาแทนที่ในความว่างเปล่า!
โลกแห่งเต๋าธาตุดินก่อตัว!
“สยบอีกครั้ง!” ด้านนอกโลกแห่งเต๋าธาตุดิน หูที่ปิดผนึกของหวังเป่าเล่อก็เปิดออก ร่างกายกลายเป็นรุ้งทอดยาวเข้าไปในศิลายักษ์
………………
โลกที่เกิดจากธาตุน้ำมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไร้ขีดจำกัด ในทางทฤษฎีมันไม่มีขอบเขตเนื่องจากทุกสิ่งที่นี่ล้วนเป็นการกลับมาเกิดมายา
สิ่งที่อยู่ในนี้มีเพียงสิ่งที่เกิดจากกฎแห่งน้ำ เช่น ทะเล ธารน้ำแข็ง ฝนที่ตกลงมา เป็นต้น แต่…ทั้งหมดนี้ก็เปลี่ยนไปเพราะการพังทลายของตะขาบสีเลือด
ร่างที่พังทลายของเด็กหนุ่มชุดแดงแตกกระจายหลายชิ้นจนไม่อาจคำนวณได้ในระยะเวลาสั้นๆ และทุกชิ้นส่วนที่แตกออกมาก็ได้แทรกซึมไปทั่วทั้งโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำแล้ว
แทบจะในทันทีที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่บ้างเหมือนกัน บ้างแตกต่างกัน ดังนั้น…จึงเหมือนกับว่าสิ่งมีชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้เอง ในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำจึงปรากฏชีวิตขึ้น
ในทะเลมีปลาและกุ้ง มีสัตว์ยักษ์ มีสิ่งของลอยอยู่ มีสาหร่ายและทุกอย่าง ส่วนบนท้องฟ้าก็ปรากฏนกทุกชนิด พื้นดินเกิดเป็นธารน้ำแข็งและเริ่มปรากฏสัตว์ต่างๆ จนกระทั่ง…ปรากฏมนุษย์
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพืชพันธุ์ต่างๆ สีสันของโลกูเปลี่ยนไปเพราะพวกมันปรากฏตัวขึ้น ยิ่งกว่านั้นในการเปลี่ยนแปลงนี้ ทุกชีวิตที่ปรากฏขึ้นในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำนี้ต่างมีเจตจำนงเหมือนกัน
นั่นก็คือ…ทำลายที่นี้ หลบหนีออกจากที่นี่ ฉีกทึ้งทุกสิ่ง ทำให้การเกิดใหม่ของเต๋าธาตุน้ำพังทลาย เพื่อพลิกสถานการณ์
และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโลกเต๋าธาตุน้ำก็เสร็จสิ้นในเวลาเพียงแค่ประโยคเดียว
ประโยคนั้นคือห้าคำที่ดังออกมาจากรูปปั้นที่จมลงสู่ทะเล
“เจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
หลังจากเอ่ยประโยคนี้ออกไปก็ดูเหมือนภายในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำจะมีเสียงสะท้อนกลับมา เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ และซ้อนทับกันมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตต่างกำลังเอ่ยประโยคนี้ออกมาเช่นกัน…
บางทีอาจต้องลบคำว่าราวกับว่าออกไป เพราะ…ในพริบตาที่ห้าคำนี้ดังออกมา ในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตนี้ จู่ๆ…ก็มีสิ่งมีชีวิตปรากฎตัวเพิ่มขึ้น มีปลากุ้ง มีสัตว์ยักษ์ มีสิ่งของลอย มีนก สัตว์ กระทั่งมนุษย์เหมือนกัน
มีพืชพันธุ์ กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็กระจายตัวไปทุกพื้นที่ และทุกชีวิตที่แปลงกายมาจากเด็กหนุ่มชุดแดงก็…เริ่มต่อสู้!
ขณะนี้หากยืนดูจากมุมสูงไม่ว่าจะพลังมากหรือพลังน้อยก็จะเห็นว่ากำลังเกิดสงครามที่ส่งผลกระทบมหาศาลไปทั่วทั้งโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำ
เหตุที่เรียกว่าสงครามก็เพราะทุกชีวิต ทุกการดำรงอยู่ต่างกำลังฟาดฟันกันอยู่ในตอนนี้!
จะเห็น…ในทะเล ปลากำลังกินกุ้ง กุ้งกำลังกลืนสิ่งลอยน้ำ
จะเห็น…ปลาใหญ่กำลังกินปลาเล็ก สัตว์ยักษ์กำลังกินปลาใหญ่
จะเห็น…สาหร่ายกำลังพันรัดฉีกกินกันและกัน
จะเห็น…นกทุกตัวบนท้องฟ้ากำลังต่อสู้กันเอง
จะเห็น…ทวีปบนธารน้ำแข็ง สัตว์ต่างๆ กำลังกรีดร้อง พืชพันธุ์พันรัด สิ่งมีชีวิตกำลังแผดเสียงคำราม
การเข่นฆ่านับไม่ถ้วน การกลืนกินนับไม่ถ้วนพบเห็นได้ในทุกๆ พื้นที่ แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็กำลังต่อสู้กัน
เมื่อครู่สัตว์ป่าที่เพิ่งฉีกทึ้งสัตว์เล็กก็ถูกสัตว์ร้ายกัดเข้าที่คอ วินาทีต่อมาก็มียักษ์แห่งพงไพรตบฝ่ามือลงมาบดขยี้สัตว์ร้ายตัวนั้น ยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น อึดใจต่อมา…กลุ่มลมสีดำก็พัดมาแทรกซึมเจ้ายักษ์ จะเห็นได้ว่ามีแมลงเล็กๆ นับไม่ถ้วนอยู่ในกลุ่มลมสีดำนั้น ทั้งกัดทั้งฉีก และเมื่อกลุ่มลมสีดำนั้นพัดผ่านไป เจ้ายักษ์ก็ไม่เหลือแม้แต่กระดูก
และกลุ่มลมสีดำนั้นก็ไม่ได้พัดไปไหนไกลก็ถูกฝนที่ตกลงมาทำลายทิ้ง
ฝนนั้นยังคงอยู่ได้ไม่นาน หลังจากตกลงมาก็ถูกสิ่งมีชีวิตที่เผาผลาญทะเลเพลิงด้วยเปลวเพลิงที่เกินกำลังของมันระเหยไปทั้งหมด…
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดสิ้นสุด สิ่งมีชีวิตในโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
และเมื่อจบการต่อสู้แต่ละครั้งจะมีประโยคหนึ่งที่สะท้อนออกมา
“เจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
ไม่รู้ว่าประโยคนี้ดังขึ้นกี่ครั้งแล้วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ จนกระทั่งมารวมตัวกันในที่สุดราวกับกลายเป็นเสียงของเต๋าสวรรค์ สะท้อนไปมาอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นนิรันดร์
“เจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
ราวกับเป็นคำสาปทุกชีวิตและทุกวัตถุที่แปลงมาจากตะขาบสีเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว แม้สิ่งมีชีวิตที่แปลงมาจากหวังเป่าเล่อจะลดลงไปด้วย แต่เมื่อเทียบกันแล้วก็ยังได้เปรียบกว่ามาก
ในเวลาเดียวกันทะเลของโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำที่ถูกย้อมเป็นสีเลือดก็ค่อยๆ ฟื้นกลับมา รูปปั้นที่จมลงสู่ทะเลก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาท่ามกลางคลื่นโหมกระหน่ำอีกครั้ง
เมื่อส่วนที่โผล่ขึ้นมานั้นใกล้จะถึงตำแหน่งตาของรูปปั้นแล้ว อีกทั้งเสียงเอ่ยประโยคนั้นก็ดังกังวานราวกับฟ้าแลบ ในพริบตาที่ทั้งโลกกำลังปะทุไม่หนุดนั้น…เสียงกรีดร้องสะเทือนฟ้าดินก็ดังมาจากปากของทุกสรรพสิ่งที่แปลงมาจากตะขาบสีเลือดที่เหลืออยู่
ในเวลาเดียวกันทุกสรรพสิ่งที่แปลงจากตะขาบสีเลือดก็เหมือนกับสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงระเบิดตัวกลายเป็นเส้นยาสูบสีแดงขนาดต่างกันไปและพุ่งจากทุกสารทิศไปรวมตัวกันบนท้องฟ้า ฉับพลันนั้นก็ก่อตัวเป็นร่างตะขาบอีกครั้ง ตะขาบตัวนี้กรีดร้องสะบัดร่างกายแล้วเชื่อมส่วนหัวกับหางเข้าด้วยกัน
เมื่อมันกลายเป็นวงกลม ภายในวงกลมก็ปรากฏกระแสน้ำวนขึ้น…ดวงตาจากร่างจริงของมหาเทพก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
สายตาของเขาเต็มไปด้วยอำนาจบารมีเหลือล้น ในพริบตาที่เขามองมายังโลก ทั้งโลกก็สั่นสะเทือนราวกับกำลังจะทนรับไม่ไหว สิ่งมีชีวิตที่แปลงมาจากหวังเป่าเล่อต่างพังทลายกลายเป็นเส้นด้ายนับไม่ถ้วนและผสานเข้าไปในรูปปั้นกลางทะเลในชั่วพริบตา ทำให้รูปปั้นนั้นยิ่งลอยสูงขึ้น ส่วนหัวโปล่พ้นน้ำ ดวงตาที่กำลังเบิกกว้างกวาดมองไปยังสายตาของมหาเทพ สายตาที่มองไม่เห็นสัมผัสกันทันใด
การปะทะสายตากันก่อให้เกิดพลังมหาศาลแผ่ขยายไปรอบบริเวณ ทุกที่ที่มันผ่านไปล้วนทำลายท้องฟ้า ทำลายธารน้ำแข็ง ทำลายท้องทะเล จนโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำแตกกระจายราวกับฟองอากาศ
ตะขาบสีเลือดกะพริบร่างกลายเป็นแสงเลือดและกำลังจะพุ่งออกไป ส่วนรูปปั้นหวังเป่าเล่อก็เต็มไปด้วยรอยร้าว เห็นได้ชัดว่าสายตาของมหาเทพมีอิทธิพลต่อเขามากเพียงใด
แต่ในตอนที่ตะขาบสีเลือดกำลังจะหนีออกจากตรงนี้นั้นเอง หวังเป่าเล่อก็เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“ไฟ…แห่งธาตุทั้งห้า!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้น โลกแห่งเต๋าธาตุน้ำที่แตกกระจายดั่งฟองอากาศก็พลิกกลับทันทีและกลายเป็นไฟที่ดูเป็นนิรันดร์ อีกทั้งท่ามกลางไฟนี้ยังแผ่ปณิธานแห่งเซียนสะท้านฟ้าสะเทือนดินออกมาด้วย
ปณิธานนี้เคลื่อนไหวรวดเร็ว ด้วยความไร้พันธนาการห่อหุ้มตะขาบสีเลือดที่กำลังจะหนีอีกครั้ง และโลก…ก็เปลี่ยนไปในพริบตา ทะเลกลายเป็นทะเลเพลิง ธารน้ำแข็งกลายเป็นภูเขาไฟ ท้องฟ้ากลายเป็นสีเปลวไฟกดทับส่วนหัวของตะขาบสีเลือดไว้
และสกัดทางหนีของตะขาบสีเลือด!
หากมองจากที่ไกลๆ ท้องฟ้าที่กำลังร่วงหล่นราวกับพยายามจะบดขยี้ทุกสิ่ง
หากสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเห็นว่าท้องฟ้าผืนนี้…ก็คืออักขระยักษ์ตัวหนึ่ง และบนอักขระนี้ก็มีใบหน้าของหวังเป่าเล่อปรากฏอยู่
“เจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
……………………………
โลกศิลาไม่สามารถทนรับการระเบิดเต็มกำลังของหวังเป่าเล่อได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ระหว่างเขากับมหาเทพเลย แม้หวังเป่าเล่อจะไม่รู้ว่าร่างแยกมหาเทพเข้ามาในโลกศิลาได้โดยไม่ทำให้เกิดการล่มสลายได้อย่างไร แต่คิดดูแล้วน่าจะเกิดจากวิธีลับที่พิเศษมากชนิดหนึ่ง
ขณะเดียวกันก็ต้องเกี่ยวข้องกับ…จักรพิภพไม่รู้สิ้นในตอนนั้น
ถึงอย่างไรหากมองย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิด จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นที่ต่อสู้กับจักรพิภพเต๋าไพศาลในตอนนั้น ตัวมัน…ก็เป็นหนึ่งในดวงจิตนับแสนของมหาเทพแปลงมา
ดังนั้นต่อให่ตอนนั้นกู่จะหนีเข้าไปในสนามรบ หลังก็ใช้มือขวาปิดผนึกที่แห่งนี้ให้กลายเป็นศิลา แต่เมื่อสืบสาวเรื่องราวถึงแก่นแท้แล้ว โดยพื้นฐานแล้วที่แห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งในดวงจิตดั้งเดิมของมหาเทพอยู่ดี
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมร่างแยกของมหาเทพถึงอยู่ที่นี่และไม่ทำให้โลกนี้ล่มสลาย
อย่างไรก็ตามไม่ว่าควาาจริงจะเป็นเช่นไรก็ไม่สำคัญสำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว การต่อสู้ระหว่างเขากับร่างแยกมหาเทพในครั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดล้วนไม่อาจทำได้ในโลกจริง
หวังเป่าเล่อปล่อยให้โลกศิลาล่มสลายไม่ได้ ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้…จึงเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างกระแสเต๋า ดวงจิตเทพและจิตวิญญาณ แต่ถึงแม้การต่อสู้ครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นภาพลวงตา แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงแก่นแท้แล้วก็รวมอยู่ในการกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ด้วย
การบุกเบิกโลกใหม่ในห้วงมายานั้น การกลับชาติมาเกิดในโลกนี้นั้นใช้การเผชิญหน้าระหว่างการเกิดใหม่เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทุกสิ่ง นี่…ก็คือพลังพิเศษที่หวังเป่าเล่อได้รับหลังจากธาตุทั้งห้าเสร็จสมบูรณ์
คนที่ทำเช่นนี้ได้มีแต่ผู้เยี่ยมยุทธ์เท่านั้น อย่างหลัวและกู่ในตอนนั้นก็ต่อสู้ในการเกิดใหม่ และสุดท้ายกู่ก็เป็นใ่ายพ่ายแพ้จึงทำได้เพียงหลบหนีไป
ขณะนี้ก็เช่นกัน ขณะที่หวังเป่าเล่อสะบัดมือ เต๋าแห่งธาตุทั้งห้าทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินของเขาก็ปะทุขึ้นก่อตัวเป็นกระแสน้ำวนขนาดมหึมาปกคลุมไปทั้งความว่างเปล่า กระแสน้ำวนนี้ดูเหมือนจะสามารถกลืนกินได้ทุกสิ่งอย่าง ทำให้ทั้งเขาและร่างแยกมหาเทพ…จมดิ่งลงไปในพริบตา
แม้ร่างแยกมหาเทพที่แปลงกายเป็นเด็กหนุ่มชุดแดงจะไม่อยากต่อสู้ในการเกิดใหม่ เพราะสำหรับเขาแค่ทำลายโลกศิลาด้วยการเสียสละตนเองก็ทำให้หวังเป่าเล่อกลายเป็นพลังที่ไร้รากได้แล้วและย่อมไร้กำลัง ไม่อาจส่งผลต่อการรักษาและการปลุกมหาเทพได้อีกต่อไป
แต่…เขาก็พลาดโอกาสที่ดีที่สุดไปแล้ว ขณะเดียวกันร่างของเขาก็ไม่ใช่จุดสูงสุด ทั้งหมดนี้ทำให้เขาไม่สามารถยืนหยัดตัวเองและดวงจิตต่อหน้าการเกิดใหม่ของธาตุทั้งห้าของหวังเป่าเล่อได้ จึงจำต้องถูกดึงเข้าสู่การเกิดใหม่
และหากจะหาต้อตอของทุกสิ่งก็จะพบว่า…มันเกี่ยวข้องกับที่ศิษย์พี่เฉินชิงของหวังเป่าเล่อออกไปล่วงหน้าในตอนนั้น
อาจกล่าวได้ว่าหากเฉินชิงไม่ออกไปล่วงหน้าและใช้การตายของตัวเองสร้างความเสียหายให้เด็กหนุ่มชุดแดง สถานการณ์ตอนนี้จะเป็นอย่างไรก็ยากจะคาดเดา บางทีอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย หรือบางที…นี่คือฟางเส้นสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล
ความจริงจะเป็นเช่นไรตอนนี้ก็ไม่มีใครมีพลังพอจะคิดคำนวณได้ ตอนนี้ทุกชีวิตในโลกศิลาล้วนสัมผัสสวรรค์คำราม พวกของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เช่นกัน ราวกับถูกพรากวิญญาณไปแล้ว
แม้สายตาที่มาจากมหาเทพตัวจริงจะถูกดึงเข้าไปในกระแสน้ำวนแล้ว แต่ช่วงเวลาสั่นๆ ที่มันดำรงอยู่ก็ยังคงทำให้ทั้งโลกศิลาราวกับหยุดหมุน
ไม่ว่ากฎหรือข้อบังคับใดก็ราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว
มีเพียงปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์และแม่นางน้อยที่เป็นคนนอกเท่านั้นที่ยังสามารถรักษาจิตใจให้เป็นปกติได้ และกำลังสนใจการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในความว่างเปล่า
แม้จะมองไม่เห็นสนามรบ เห็นเพียงกระแสน้ำวนในความว่างเปล่ากำลังหมุนวน สายฟ้าแลบกะพริบวาบเรื่อยๆ บ้างก็เป็นสีเลือด บ้างก็พลังปราณของธาตุทั้งห้าปะทุ แต่จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พวกเขาก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าฝ่ายใดกำลังได้เปรียบ
ตอนนี้สีเลือดถูกกดข่มไว้อย่างเห็นได้ชัด พลังปราณของธาตุทั้งห้าในกระแสน้ำวนแผ่ขยาย เงาของธาตุทั้งห้าราวกับจะสยบทุกสิ่งเข้าปกคลุมเหนือกระแสน้ำวน โดยเฉพาะ…เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุน้ำ น้ำตาหยดนั้นใสดุจคริสตัล ส่องแสงเจิดจรัสเหนืออีกสี่ธาตุ
ใบหน้าเลือนรางของหญิงสาวปรากฏอยู่ในกระแสน้ำวน
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ…เต๋าเกิดใหม่ของธาตุทั้งห้านั้นแท้จริงแล้วเป็นภาพมายาของโลกทั้งห้าซึ่งแต่ละโลกประกอบขึ้นจากแต่ละเต๋า
ดูลวงตาแต่ก็ดูไม่ลวงตา
ในเวลานี้เต๋าแรกที่สำแดงฤทธิ์คือการเกิดใหม่ของเต๋าธาตุน้ำ
โลกในการเกิดใหม่ประกอบด้วยน้ำทะเลทั้งหมด ทะเลนี้กว้างใหญ่ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด คลื่นในทะเลพลิกม้วนราวกับจะพุ่งสู่ท้องฟ้า จากที่ไกลๆ จะเห็นว่าในทะเลมีรูปปั้นขนาดใหญ่ยืนอยู่
รูปปั้นนั้นเป็นรูปมนุษย์ดูยิ่งใหญ่มาก สองเท้ากำลังเหยียบก้นทะเล ร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่เหนือน้ำทะเลราวกับกำลังค้ำฟ้า สองแขนกำลังจับตะขาบยักษ์ที่กำลังดีดดิ้นไม่หยุด
ใบหน้าของรูปปั้นนั้นเหมือนกับหวังเป่าเล่อไม่มีผิด เขากำลังหลับตา แต่ความสง่างามนั้นกลับยิ่งใหญ่กว่าความเป็นจริงมาก ตอนนี้ฟ้าแลบแปลบปลาบ ทะเลโหมกระหน่ำ ตะขาบที่ถูกรูปปั้นหวังเป่าเล่อจับไว้ส่งเสียงกรีดร้องบาดหู
ขณะแผดเสียงร้อง มันก็ระเบิดพลังรุนแรงออกมา เท้าหยุบหยับบนร่างของมันเป็นเหมือนมีดคมพันรัดรอบแขนของรูปปั้นจนเกิดรอยขีดข่วนสีขาว ส่งเสียงเฉียบคมแกรกกรากดังไม่หยุด
แต่รูปปั้นนั้นกลับไม่แยแสว่ารอยสีขาวบนแขนตนจะปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่วนใจว่ารอยสีขาวเหล่านี้กำลังจะทำให้ร่างแตกสลาย รูปปั้นนั้นยังคงสีหน้าไร้อารมณ์ สองมือที่จับตะขาบไว้ออกแรงฉีกมันมากขึ้นราวกับจะทำให้ร่างของตะขาบตัวนี้กระจุยกระจาย!
“หวังเป่าเล่อ! !” ความเจ็บปวดเจียนตายยิ่งทำให้ตะขาบตัวนี้ทวีความบ้าคลั่ง มันยิ่งดิ้นรนมากขึ้น หมู่มวลหมอกสีเลือดผุดพรายไปทั่วบริเวณทำให้สีของน้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนไป แม้แต่ตัวรูปปั้นเองก็เริ่มผุพัง
แต่สุดท้าย…ตะขาบสีเลือดก็ยังด้อยกว่า ขณะที่พลังเทพของมันเปลี่ยนทะเลให้กลายเป็นทะเลเลือดและกัดเซาะรูปปั้นไปเกือบเก้าส่วนนั้นเอง สองมือของรูปปั้นก็ฉีกดึงจนเกินกว่าขีดจำกัดที่ตะขาบจะรับได้ ร่างของตะขาบพลันฉีกเป็นสองท่อนพร้อมเสียงดังสนั่น
เสียงกรีดร้องดังกึกก้อง ตะขาบที่ถูกฉีกออกเป็นสองท่อนก็ได้สำแดงความพิเศษของมันออกมาในช้วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้เอง อาศัยช่วงเวลาที่รูปปั้นผุพังและพริบตาที่สองมือของรูปปั้นแยกออกจากกัน ร่างกายสองท่อนของมันก็พังทลายลงด้วยตัวเองและกลายเป็นเศษชิ้นส่วนนับล้านกระจายไปรอบๆ บ้างก็จมลงใต้ทะเล บ้างก็หนีเข้าไปในความว่างเปล่า
และขณะกระจายตัวออกไปมันก็แบ่งตัวอีกครั้งและกระจายต่อไป เป็นแบบนี้ซ้ำๆ …ภายในเวลาสั้นๆ ก็มีจำนวนมหาศาลเกินจะนับได้กระจายไปทั่วทั้งโลกการกลับมาเกิดของเต๋าธาตุน้ำ
ส่งนรูปปั้นนั้นขณะที่ตะขาบสลายตัวก็ดูเหมือนจะสูญเสียพลังชีวิตไป ค่อยๆ ขยับไม่ได้ และค่อยๆ นั่งลง ตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นไปเริ่มจมลงสู่ทะเลราวกับกำลังจะจมน้ำ
จนกระทั่งส่วนหัวจมลงสู่ทะเล ดวงตาที่ปิดอยู่ตลอดเวลาก็…ลืมขึ้นทันใด!
ชั่วอึดใจนั้น ฟ้าดินพลัน เปลี่ยนสี!
วินาทีนั้น ลมพายุโหมกระหน่ำ!
พริบตานั้น จักรวาลร้องคำราม!
วินาทีนั้น จักรวาลตื่นตะลึง!
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะ…ดวงตาคู่นั้นลืมขึ้น และเสียงจากปากของรูปปั้นที่ดังก้องไปทั่วทั้งโลกแห่งเต๋าธาตุน้ำ
“เจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
…………………..
ตอนนี้กฎไฟ ดิน ทองปะทุขึ้นติดๆ กันสร้างแรงกดดันมหาศาลราวกับสามารถสยบได้ทั้งจักรวาล เป็นผลให้ฝ่ามือยักษ์สีเลือดสั่นอย่างรุนแรงเมื่อมันเข้าใกล้
มองจากที่ไกลๆ ฝ่ามือยักษ์นี้ยิ่งใหญ่ราวกับจะครอบครองทั้งจักรวาล ทว่าเมื่อจะจับหวังเป่าเล่อความเร็วก็ลดลง จนกระทั่งวินาทีที่เต๋าธาตุทองปรากฏขึ้น ฝ่ามือยักษ์นี้ก็เหมือนกับถูกยึดไว้กับที่ ไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อได้
เหมือนกับมีสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นขัดขวางระหว่างฝ่ามือยักษ์กับหวังเป่าเล่ออยู่ราวกับความว่างเปล่าแข็งตัว ทำให้ฝ่ามือยักษ์อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ภาพนี้ทำให้เด็กหนุ่มชุดแดงหน้าเปลี่ยนสีและยังทำให้ปรมาจารย์ทั้งสามที่ไล่ตามมาจากจักรพิภพใจกลางดวงตาหดแคบ พวกเขาไม่ได้เข้าไปใกล้มากเกินไป ทำแค่มองดูอยู่ห่างๆ แต่ถึงกระนั้นจิตใจก็ยังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
อาการสั่นสะท้านไม่ได้มาจากฝ่ามือยักษ์สีเลือดที่ดูเหมือนจะทุบทำลายทุกอย่างได้ แต่มาจากพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างหวังเป่าเล่อ
พลังปราณนี้ทำให้ทั้งโลกศิลาส่งเสียงคำรามราวกับไม่อาจทนรับไหว ส่วนหวังเป่าเล่อมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดๆ แม้แต่น้อย พวกเขาเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนานเกินไปแล้ว
ขณะนี้ทิศตะวันตกคืออักขระไฟเซียน ทิศเหนือคือศิลา ทิศใต้คือร่างมายาบนแท่งเงิน ซึ่งทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนรุนแรง
ทว่าทุกอย่างยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น วินาทีต่อมาหวังเป่าเล่อที่กำลังหลับตาก็เอ่ยออกมาเบาๆ เป็นคำที่สี่ และเป็น…เต๋าที่สี่!
“น้ำ!”
ทันทีที่เอ่ยขึ้น ทางทิศตะวันออกของหวังเป่าเล่อพลันปรากฏหยดน้ำตาหยดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็ก ทว่าในพริบตาที่มันปรากฏขึ้นกลับทำให้ทั่วทั้งจักรวาลเปียกชื้น นอกจากนี้ยังมีอารมณ์โศกเศร้าที่ยากจะอธิบายครอบคลุมไปทั้งโลกศิลา
กระทบต่ออารมณ์ของทุกชีวิต ปั่นป่วนผู้ที่ฝึกตนตามวิถีกฎแห่งน้ำทั้งหมด และยังทำให้แม่น้ำและทะเลทั้งหมด รวมถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับน้ำกู่ร้องไปตามๆ กัน
สุดท้ายพลังแห่งเต๋าธาตุน้ำจากจักรวาลมารวมตัวกันเป็น…ใบหน้าขนาดมหึมา ใบหน้านี้พร่าเลือน มองไม่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง เห็นเพียงแค่เส้นใยน้ำนับไม่ถ้วนก่อตัวเป็นเส้นผมยาวกลายเป็นทางช้างเผือก ขณะเดียวกันหยดน้ำตานั้นก็สว่างวาบอยู่ที่หางตาของใบหน้านั้น
ในเวลาเดียวกันการปรากฏตัวของเต๋าธาตุน้ำก็เขย่าขวัญฝ่ามือยักษ์นั่นทำให้ฝ่ามือยักษ์ที่ดูเหมือนถูกขัดขวางอยู่นั้นเริ่มพังทลายและเริ่มทนรับต่อไม่ไหว เด็กหนุ่มชุดแดงด้านในหน้าเปลี่ยนสีไปอย่างสิ้นเชิง ทว่าดวงตาที่บ้าคลั่งกลับยิ่งแย่ลงไปอีก เมื่อเห็นเคล็ดวิชาลับของตนไม่สามารถทำอะไรคู่ต่อสู้ได้ เขาก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมบาดหู ทันใดนั้นฝ่ามือยักษ์นั้นก็ดิ้นไปมา
ทันใดนั้นเขาก็แปลงเป็นตะขาบสีเลือดอีกครั้งและพุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่ออีกครั้ง ครั้งนี้พลังปราณบนร่างเขาก็ยิ่งน่าพิศวงราวกับมาพร้อมพลังปราณเหนือระดับที่สามารถทะลวงผ่านความว่างเปล่าได้ หากมองจากที่ไกลๆ ตะขาบสีเลือดตัวนี้…ก็เหมือนกับกระบี่คมที่ใช้ตัวตะขาบเป็นตัวกระบี่!
กระบี่ตัวนี้หวีดเสียงแหลมบาดหูและส่งเสียงหึ่งๆ มันฟื้นคืนสภาพจากที่กำลังจะพังทลาย และเมื่อมันพุ่งเข้ามาก็พุ่งหัวต้านสิ่งกีดขวางไปหาหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อหลับตาลงและค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ไม่จำเป็นต้องมองประสาทสัมผัสของเขาก็รับรู้ทุกสิ่งรอบตัวได้ ในพริบตาที่กระบี่ตะขาบเข้ามาใกล้ เขาก็เอ่ยคำที่ห้าออกมา
“ไม้!”
เต๋าธาตุไม้เป็นเต๋าสารัตถะของหวังเป่าเล่อและเป็นเต๋ารากฐานของตัวเขา อีกทั้งยังเป็นร่างกายของเขาด้วย ทันทีที่เอ่ยออกมา ทั้งสี่ทิศก็ถูกยึดครองโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง จากนั้นไม้สีดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้น
การปรากฏตัวของมันทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี จักรวาลพลิกกลับ แรงระเบิดที่อธิบายไม่ได้พลันปะทุขึ้นจากพื้นดิน และขณะที่ระเบิดอยู่นั้นเอง ไม้สีดำก็เป็นจากมายาเป็นของจริง รูปร่างของมันเหมือนกับไม้กระดานสีดำและเหมือนตะปูไม้สีดำด้วย บนตัวไม้แผ่กลิ่นอายเก่าแก่โบราณ
ความรู้สึกเก่าแก่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกาลเวลานั้นเหนือกว่าอีกสี่ธาตุมากเหลือเกิน ราวกับว่าเมื่อเทียบกับอีกสี่ธาตุแล้ว ไม้สีดำนี้…ถึงจะเรียกว่าเป็นนิรันดร์อย่างแท้จริง!
เสียงคำรามดังไปทั่วจักรวาล และในตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มชุดแดงกรีดร้อง ก่อนที่กระบี่ยาวจากตัวตะขาบจะแผ่แสงเลือดเจิดจ้าราวกับจะแข่งกับหวังเป่าเล่อ แทงทะลุทุกสิ่งมาปรากฏตัวตรงหน้าเขาและแทงเข้าไปอย่างแรง!
ในเวลาเดียวกันเสียงคำรามที่ดังไปทั่วจักรวาลและเสียงหัวใจเต้นระรัวของทุกชีวิตก็ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเต๋าห้าธาตุปรากฏออกมาหมดแล้ว ระดับการฝึกตนของหวังเป่าเล่อ…ก็ระเบิดทะลักครั้งใหญ่ในวินาทีนั้นเอง
ระดับการฝึกตนของเขาเหมือนกับว่ามาถึงขีดจำกัด ในพริบตาที่เสียงแตกละเอียดดังก้องอยู่ในหู กระแสเต๋าของหวังเป่าเล่อก็ได้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของโลกศิลาไว้หมดแล้ว
ห้าธาตุ…เสร็จสมบูรณ์!
รากฐานของเต๋าแปดปรมัตถ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
ระดับการฝึกตนเท่าไร หวังเป่าเล่อไม่ได้สนใจแล้ว คนที่ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต มีเพียงปัจจุบันอย่างเขานั้นมีเรื่องที่สนใจไม่มากแล้ว มือขวายกขึ้นแล้วหนีบสองนิ้วเล็กน้อย กระบี่ยาวสีเลือดที่พุ่งเข้ามาก็ถูกหนีบไว้ระหว่างนิ้ว
กระบี่นั้นสั่นเล็กน้อย ทันใดนั้นก็เกิดเสียงปริแตกดังก้องสะเทือนฟ้า กระบี่สีเลือดเกิดรอยร้าวจากจุดที่หวังเป่าเล่อหนีบไว้และกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็แตกร้าวไปทั่วทั้งเล่ม กระบี่เล่มนี้…พลันระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
กระบี่ยาวกลายร่างเป็นชิ้นส่วนตะขาบและชิ้นส่วนตะขาบเหล่านี้ก็พังทลายกลายเป็นหมอกสีเลือดพลิกตลบและสุดท้ายก็รวมตัวกันเป็นร่างเด็กหนุ่มชุดแดงอยู่ไกลๆ
ทันทีที่ปรากฏกาย เขาก็กระอักเลือดก้อนใหญ่ออกจากปาก ใบหน้าขาวซีด ขณะเดียวกันความไม่อยากจะเชื่อก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่งในวินาทีต่อมา
“ก้าวสู่สวรรค์งั้นหรือ?!”
“ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดที่ก้าวสู่สวรรค์ได้ เศษวิญญาณไม้สีดำอย่างไรก็เป็นแค่เศษวิญญาณ แม้ตอนนี้เจ้าจะถูกปลุกให้ตื่น แต่…เจ้าเกี่ยวโยงกับโลกนี้ล้ำลึกเกินไป หากทำลายโลกนี้ เจ้าก็จะไร้รากไร้ต้นกำเนิด เกิดเองดับสูญเอง!” ขณะที่พูด เด็กหนุ่มชุดแดงก็ยกสองมือขึ้นสะบัดอย่างแรง ทันใดนั้นข้างหลังเขาก็เกิดกระแสน้ำวน กระแสน้ำวนนี้เป็นสีเลือด ข้างในดูเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่
สัมผัสได้ถึงความเย็นชาและความสง่างามในดวงตาที่เปิดอยู่คู่นั้นราวกับว่าเจ้าของดวงตาคู่นี้เห็นทุกสิ่งไร้ค่า
ราวกับมาจากที่ไกลแสนไกล ราวกับเป็นนิรันดร์ ส่งผลให้ทุกชีวิตในโลกศิลาสมองว่างเปล่าราวกับสูญเสียพลังชีวิตของตนไปแล้ว
ซึ่งยิ่งทำให้โลกศิลาที่กำลังสั่นสะเทือนยิ่งทวีรอยแตกร้าวไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเปลือกไข่ที่กำลังจะแตก…จุดจบกำลังจะมาถึง!
ทั้งหมดนี้เกิดจากสายตาในกระแสน้ำวนนั้นทั้งสิ้น
“มหาเทพ…” หวังเป่าเล่อพึมพำเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ รอบกายรายล้อมไปด้วยไฟ น้ำ ดิน ทอง ท่ามกลางเต๋าธาตุดินของตัวเขาเอง เขาก้าวไปข้างหน้าและสะบัดมือขวาอย่างแรง
ทันใดนั้น…จักรวาลก็บิดเบี้ยว สิ่งรอบตัวแปรเปลี่ยน ดวงดาวหายไป จักรวาลหายไป จุดที่พวกเขายืนอยู่…กลายเป็นความว่างเปล่า!
ที่แห่งนี้ไม่ใช่แก่นโลกศิลา แต่เป็นชั้นที่สองของโลกศิลา
“จะมีประโยชน์อะไร ที่นี่พังทลาย โลกศิลาก็พังทลาย เศษวิญญาณไม้สีดำ ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะทำอย่างไร!” เด็กหนุ่มชุดแดงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาในกระแสน้ำวนด้านหลังเขาเหมือนจะเบิกตากว้างขึ้น
แต่ในตอนนั้นเอง…หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้น เต๋าแห่งธาตุทั้งห้ารอบตัวพลันหมุนเวียน ทำให้ตัวเขาพร่าเลือน และเอ่ยเสียงล้ำลึกดังก้องไปทุกหนทุกแห่ง
“ห้าธาตุ จุติ!”
……………………………………………………………………….
โลกศิลากำลังเดือดพล่าน จักรวาลกำลังร้องคำรามมาจากทุกสารทิศ การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเช่นนี้ ด้านหนึ่งมาจากสงครามที่ร่างแยกมหาเทพอยู่ในขณะนี้ อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะการหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าของหวังเป่าเล่อ
อย่างหลังนั้นส่งผลกระทบใหญ่กว่ามาก ถึงขนาดทำให้ร่างแยกมหาเทพหวาดกลัวจนเนื้อเต้น รู้สึกได้ถึงเค้าลางหายนะจนเด็กหนุ่มชุดแดงยิ่งบ้าคลั่งเข้าไปอีก เขาพยายามสลัดพวกปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยเพื่อจะขัดขวางหวังเป่าเล่อ
เพียงแต่…หากมีแค่ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยกับปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณสองคน เขาคงสยบได้อย่างง่ายดาย แต่…มีปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์เพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ดาบสะท้านฟ้าของอีกฝ่ายทำให้ฝ่ายเด็กหนุ่มชุดแดงหวาดกลัวอยู่ในใจ แม้อานุภาพของดาบจะไม่ได้ถึงขนาดทำลายล้างเขาได้ แต่ทั้งสามคนต่างจับมือกันขัดขวางเขาทุกวิถีทาง และท้ายที่สุดก็ดึงร่างเขาไว้ที่เดิม ไม่อาจหนีไปไหนได้
นั่นยิ่งทำให้เขาวิตกจริตขึ้นเรื่อยๆ และควบคุมความบ้าคลั่งไว้ไม่ได้ ขณะกรีดร้องคำรามก็แปลงกายเป็นตะขาบสีเลือดดูชั่วร้ายจนจักรวาลของโลกศิลากลายเป็นสีแดงฉาน
การต่อสู้ดำเนินต่อไป ส่วนอีกด้านหนึ่งหวังเป่าเล่อที่กำลังหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟอยู่ในจักรพิภพสำนักเสริมก็ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิตแล้ว
หากเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟเซียนเสร็จสมบูรณ์ มันจะไม่ใช่แค่เป็นตัวแทนของกฎแห่งไฟและเป็นต้นกำเนิดเท่านั้น แต่ยังหมายถึง…ธาตุทั้งห้าของเขาสมบูรณ์แล้ว และการระเบิดหลังจากมันสมบูรณ์แล้วนั้นย่อมรุนแรงกว่าแต่ก่อนมาก
แม้ในด้านระดับก็ไม่เหมือนกัน
และเพราะเหตุนี้เอง ความเร็วในการหลอมขั้นสุดท้ายจึงยากจะสำเร็จในชั่วพริบตา และในขณะนี้ก็มีสายตามากมายกำลังจ้องมองมายังโลกศิลา
หนึ่งในนั้นมาจากในสำนักดาราจันทร์ นั่นก็คือแม่นางน้อยหวังอีอี ในใจนางทั้งสับสนและรู้สึกผิด สายตาที่จ้องมองไปยังจุดที่หวังเป่าเล่ออยู่นั้นแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เมื่อก้มหน้าลงในมือนางก็ปรากฏบางอย่างที่คล้ายกับแผ่นหยกมายา แผ่นหยกนี้บิดเบี้ยวราวกับอยู่ในห้วงกาลเวลา
“เตี่ย…ข้าเสียใจ หากสุดท้ายแล้วเขา…ท่านจะลงมือไหม”
ขณะที่แม่นางน้อยพึมพำเสียงเบาอยู่นั้น ด้านนอกโลกศิลา ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ของเขต ร่างที่นั่งอยู่บนเรือเดียวดายกำลังเงยหน้าขึ้น ดวงตามีความสับสนเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ
“นี่คือทางเลือกของเจ้าหรือ”
“เตี่ย นี่คือทางเลือกของข้า”
“…” ร่างนี้ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กลับหลับตาลง
ในเวลาเดียวกันภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทุกสายตาต่างมองมาที่จุดนี้ราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดที่นี่สำคัญมากสำหรับพวกเขา
“อาวุธ…กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว” ไม่รู้ว่าใครกำลังพึมพำจนสะท้อนอยู่ในหัวเจ้าของสายตาทุกผู้คน บางคนเงียบ บางคนถอนหายใจ ส่วนร่างบนเรือเดียวดายนั้นลืมตาขึ้นและแค่นเสียงเย็นชา
“สหายเต๋าหวัง แม้ข้าแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบรรลุเต๋าของเจ้า แต่…นี่เพื่อพวกเราทุกคน เหตุใดถึงต้องปฏิเสธด้วย” เสียงแก่ชราดังขึ้นอีกครั้ง
“ไปซะ!” คนที่ตอบเขาคือร่างที่นั่งอยู่บนเรือเดียวดาย สายตาเฉียบคมพร้อมกับคำพูดสองคำนั้นทำให้เกิดเสียงดังสะท้อนกลับมาจากจักรวาลอันไกลโพ้นทันทีราวกับพื้นที่ตรงนั้นพังทลายลงและเสียงแก่ชรานั่นก็หายไป
ร่างบนเรือเดียวดายเงยหน้า ไม่สนใจจักรวาลที่พังทลายไปเมื่อครู่แต่อย่างใด แต่กลับจ้องมองศิลาขนาดมหึมาที่แตกร้าวตรงหน้า จากนั้นไม่นานก็เอ่ยเสียงเบา
“แซ่หวังเป็นหนี้เจ้า เพราะฉะนั้นทุกคนที่พยายามจะใช้ชะตากรรมของเจ้า ข้าจะช่วยกำจัดมันเอง”
ในพริบตาที่ร่างนั้นเอ่ยออกมา เด็กหนุ่มชุดแดงในโลกศิลาก็ระเบิดเคล็ดวิชาลับ แปลงกายเป็นทะเลเลือดกวลาดล้างไปทุกทิศทุกทาง
ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยกระอักเลือด กายเนื้อไม่อาจทนรับการพังทลายนี้ได้ ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็เช่นกัน โชคดีที่ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์สกัดไว้ทำให้พวกเขาสองคนไม่ได้วิญญาณแตกสลาย ส่วนเด็กหนุ่มชุดแดงก็ไม่มีเวลามาสังหาร เขาที่กำลังวิตกจริตและร้อนใจสุดๆ แปลงกายเป็นทะเลเลือดและกวาดไปยัง…จักรพิภพสำนักเสริมที่หวังเป่าเล่ออยู่
มันเร็วมาก เพียงพริบตาเดียวก็ข้ามผ่านจักรพิภพใจกลางไปแล้ว สีแดงเลือดปกคลุมไปทั่วทั้งจักรวาล ทุกชีวิตต่างสัมผัสได้ถึงพลังปราณเลือดอันเข้มข้นที่มาจากระหว่างฟ้าดินได้อย่างชัดเจน
ผืนดินกำลังแตกระแหง ทุกชีวิตกำลังเหี่ยวเฉา ทุกสิ่งในโลกศิลาราวกับถูกย้อมสี แม้แต่ศิลาขนาดมหึมาที่ลอยอยู่ในจักรวาลยังกลายเป็นสีแดงฉานอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เหมือนกับก้อนอิฐที่ถูกเผาจนเป็นสีแดงที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ มันปรากฏรอยร้าวขึ้นทีละรอยและกระจายไปอย่างรวดเร็ว ภาพนี้ทำให้ทุกสายตาที่จ้องมองมายังที่แห่งนี้ยิ่งใจจดใจจ่อ ร่างที่นั่งอยู่บนเรือเดียวดายยกมือขวาขึ้นมา
ในพริบตาที่ความสนใจจากโลกภายนอกเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ทะเลเลือดจากร่างแยกมหาเทพที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งสยบทุกสิ่งยิ่งระเบิดจิตสังหารออกมามากขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายความร่วงโรยของทุกสิ่ง เขาได้ข้ามผ่านจักรพิภพใจกลางมาถึงในจักรพิภพสำนักเสริมแล้ว ในวินาทีต่อมา…เขาก็ปรากฏตัว…ในจักรวาลที่หวังเป่าเล่อกำลังนั่งขัดสมาธิหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟ!
“ตาย!” เสียงคำรามที่ไม่เหมือนเสียงมนุษย์แผ่ซ่านไปถึงจิตใจทุกคน ทะเลเลือดพลันก่อตัวเป็นฝ่ามือยักษ์ขนาดเท่าจักรวาล
ทุกชีวิตในจักรพิภพสำนักเสริมต่างเห็นภาพนี้กันอย่างชัดเจน พวกเขาแหงนหน้าขึ้นก็มองเห็นท้องฟ้าที่ถูกย้อมเป็นสีเลือดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ามือยักษ์ไปแล้ว อาการสั่นเทามาจากจิตวิญญาณและความหวาดกลัวจากสัญชาตญาณทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ทำได้แค่ตัวสั่นเทิ้ม!
ตอนนี้ฝ่ามือยักษ์กำลังกวาดไปทางหวังเป่าเล่อที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว จนล้อมรอบร่างหวังเป่าเล่อราวกับจะทำให้เขาและจักรวาลที่เขาอยู่ รวมถึงส่วนเล็กๆ ของจักรพิภพสำนักเสริมแห่งนี้มอดไหม้เป็นจุณอยู่ในฝ่ามือ
ทว่าในพริบตาที่ฝ่ามือนี้จะจับเขาและแผดเสียงดุร้ายของร่างแยกมหาเทพออกมานั้นเอง…หวังเป่าเล่อก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าสงบนิ่งแล้วเอ่ยเบาๆ
“ไฟ”
เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟเซียนตรงหน้าเขา…เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
วินาทีที่มันเสร็จสมบูรณ์ก็เปล่งแสงเจิดจ้าก่อตัวเป็นประกายเพลิงขนาดมหึมา ส่งอิทธิพลไปทั่วทั้งโลกศิลา ทำให้ทั้งไฟจริงและไฟมายาทั้งหมดในโลกศิลาสั่นไหวราวกับกำลังเคารพบูชา มันโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันตก ขนาด…ใหญ่ไม่แพ้ฝ่ามือยักษ์นั่น
“ดิน” ยังไม่จบแค่นั้น หวังเป่าเล่อเอ่ยออกมาเป็นคำที่สอง ฉับพลันศิลาขนาดมหึมาที่ดูลวงตา แต่ก็ดูมีอยู่จริงก็วางอยู่ทางทิศเหนือของเขา
ทันทีที่ศิลานี้ออกมา พื้นดินทั่วทั้งโลกศิลาพลันสั่นสะเทือน วัตถุและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับดินต่างโห่ร้องเคารพบูชาอีกครั้ง แม้แต่ดวงดาวยังเปลี่ยนวิถีการโคจรและเริ่มขยับราวกับว่า…โลกศิลากำลังจะมีชีวิต!
“ทอง” คำที่สามดังก้อง ทหารหลายพันล้านนายและกฎที่เกี่ยวข้องต่างสั่นสะท้านและแผดเสียงกรีดร้อง เสียงของพวกเขาแฝงการเจาะทะลวงที่อธิบายไม่ได้ เหมือนกับ…เสียงร้องอันบ้าคลั่งของโลกศิลา!
ทางทิศใต้ก็มีแท่งเงินปรากฏขึ้น!
แม้แท่งเงินนี้จะเล็ก แต่บนนั้นมีร่างหนึ่งที่มองเห็นหน้าไม่ชัดปรากฏขึ้น ร่างนั้น…สวมชุดคลุมเต๋า บนแขนเสื้อมีรูปหม้อหลอมโอสถ การปรากฏตัวของเขาทำให้พลังปราณทองพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
“จะมาแล้วหรือ” “หวังเป่าเล่อที่ปิดผนึกดวงตา หูและจมูกกำลังเงยหน้า ประสาทสัมผัสของเขาครอบคลุมไปทั้งโลกศิลาและเขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณเลือดที่ดูเหมือนจะกำลังทะลุจักรวาลมาด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์
ในการรับรู้ พลังปราณนี้ก่อตัวเป็นตะขาบขนาดมหึมา ความโหดร้ายและความบ้าคลั่งที่ไม่อาจบรรยายได้เผยออกมาตลอดทางที่ข้ามผ่านความว่างเปล่า ราวกับจะฉีกทุกสิ่งที่ขวางหน้า
คนที่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เหมือนกันคือปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมถึงปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์
เมื่อทั้งสามสัมผัสได้ถึงพลังปราณเลือดก็สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันใด ร่างแต่ละคนกะพริบและหายไปจากสถานที่ถือสันโดษทันที
ตอนนี้เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟของหวังเป่าเล่อเพิ่งหลอมไปได้แปดส่วน อีกสองส่วนที่เหลือยังต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะเสร็จสิ้น อีกทั้งเขายังสัมผัสได้ถึงว่าแม้รูทวารทั้งเจ็ดของตนจะเหลืออีกหนึ่งรูที่ยังไม่ได้ปิดผนึก แต่ก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
ต่อให้ปิดผนึกทั้งหมดก็ยังไม่อาจสกัดการปะทุและการก้าวหน้าของระดับการฝึกตนได้ ขีดจำกัดที่โลกศิลาจะรับได้ก็จะถูกทำลายเช่นกัน
แต่สีหน้าหวังเป่าเล่อยังไม่เปลี่ยนมากนัก ก่อนที่เขาจะหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟ เขาได้เตรียมการไว้บ้างแล้ว ตอนนี้เขายังไม่ทำอะไรเพื่อหยุดการก้าวหน้าของระดับการฝึกตน แต่หลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟต่อไปและระดับการฝึกตนก็ยังปะทุไม่หยุด
ในไม่ช้าพลังปราณของเขาก็ครอบคลุมไปทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายและการคลอบคลุมไปถึงเต๋าฝั่งซ้ายได้ย่อมหมายถึงทั้งโลกศิลาตกอยู่ในอาณาเขตพลังปราณของเขาแล้ว
สำนักเสริม เต๋าฝั่งซ้าย จักรพิภพใจกลางล้วนถูกพลังปราณของหวังเป่าเล่อแทรกซึม ทุกชีวิตและผู้ฝึกตนที่ฝึกตนตามวิถีกฎแห่งไฟต่างร้องคำรามอยู่ในใจ นั่นก็เพราะเต๋าแห่งวิถีการฝึกตนของพวกเขามีต้นกำเนิดแล้ว
ต้นกำเนิดนี้กลายเป็นที่สุดแห่งเต๋าของพวกเขา
จักรวาลแผดเสียงคำราม โลกศิลาสั่นสะเทือน ในที่สุดเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟตรงหน้าหวังเป่าเล่อสำเร็จไปเก้าส่วน เหลืออีกแค่ส่วนเดียวเท่านั้น…
ระดับการฝึกตนของเขาก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง รอยร้าวปรากฏขึ้นเป็นวงกว้าง คราวนี้มันแตกร้าวไปทั่วทั้งโลกศิลาจนทุกชีวิตแหงนหน้ามอง
ความรู้สึกถึงวันโลกาวินาศผุดขึ้นในจักรวาล เมื่อเห็นว่าโลกศิลากำลังจะรับไม่ไหว หวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาแตะหว่างคิ้ว
ทันทีที่แตะลงไป ร่างของเขาก็สั่นเทิ้ม และเกิดเงาซ้อนทับบนร่างกายเขาทันที ขณะที่ตัวสั่นเทิ้มนั้นเอง เงาร่างมายาที่ซ้อนทับอยู่นั้นก็ผุดลุกขึ้นและเดินไปรอบๆ
มีทั้งหมด 10 ร่าง ล้วนเป็นร่างแยกของหวังเป่าเล่อทั้งสิ้น
กระบวนท่าสารัตถะ!
กระบวนท่านี้สืบทอดมาจากเฉินชิง หลังจากหวังเป่าเล่อชำนาญแล้วมันก็ช่วยเขาได้มากทีเดียว อย่างในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้มันก็ได้สำแดงอานุภาพสูงสุดแล้ว
แบ่งระดับการฝึกตน!
วินาทีต่อมาเมื่อร่างสารัตถะเดินออกมา ในร่างต้นแบบจึงไม่อาจข่มกลั้นระดับการฝึกตนได้อีกต่อไป มันไหลเวียนและผสานเข้าไปในร่างแยกทั้งสิบ ทำให้ร่างแยกทั้งสิบระเบิดระดับการฝึกตนขึ้นในพริบตา ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจก็สูงถึงระดับที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่หวังเป่าเล่อยังไม่มีเซียนไร้พันธนาการ
ร่างแยกทั้งสิบก็เช่นกัน
หากมีใครเห็นภาพนี้คงจะตกตะลึงสุดขีด ร่างแยกทั้งสิบในตอนนี้มีพลังต่อสู้ที่ทรงพลังมาก ถึงอย่างไรก่อนที่หวังเป่าเล่อจะรู้แจ้งเซียนไร้พันธนาการ ร่างของเขาก็ถึงจุดสูงสุดด้านพลังต่อสู้ของโลกศิลาอยู่ก่อนแล้ว
ร่างแยกทั้งสิบต่างเป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาก็เกิดจากระดับการฝึกตนส่วนหนึ่งของหวังเป่าเล่อเท่านั้น ซึ่งหากคำนวณดูแล้ว พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของหวังเป่าเล่อในตอนนี้ได้ไปถึงจุดที่น่าสะพรึงกลัวแล้ว
ขณะเดียวกันระดับการฝึกตนของร่างต้นแบบหวังเป่าเล่อถูกแบ่งแยกออกไปและปิดผนึกรูทวารทั้งหก ความผันผวนภายในร่างกายที่ทำให้โลกศิลาไม่อาจรับได้ก็อ่อนลงในที่สุด รอยร้าวเริ่มประสานตัว
โลกศิลาก็เหมือนบอลลูนลูกหนึ่ง สิ่งที่จะทำให้มันระเบิดไม่ได้มีแต่อากาศข้างใน ยังมีวัตถุด้วย อย่างเช่นพ่อของหวังอีอีหรือหวังเป่าเล่อ พวกเขาก็เหมือนกับดาบยาวอันแหลมคมที่ซึ่งความยาวของมันเกินขอบเขตของบอลลูนไป ดังนั้นทันทีที่มันปรากฏขึ้นก็จะทะลวงและพังทลายทุกอย่าง
แต่หากดาบยาวเล่มนี้แบ่งแยกเป็นหลายเล่ม ความยาวของมันก็ย่อมลดลง ดังนั้นแม้จำนวนจะเพิ่มมากขึ้น แต่โลกศิลาก็ยังพอรับได้
เพียงแต่การรับนี้ก็มีขีดจำกัด อีกทั้งผู้ฝึกตนจากข้างนอกกับผู้ฝึกตนท้องถิ่นก็แตกต่างกัน ดังนั้นพ่อของหวังอีอีจึงไม่อาจเข้ามาได้ เพราะระดับความแข็งแกร่งของเขานั้นไม่เหมือนกับระดับของสิ่งมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว ร่างแยกเพียงร่างเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่โลกศิลาจะรับได้
ขณะที่กระบวนท่าสารัตถะของหวังเป่าเล่อกำลังทำงานอยู่นั้น ร่างแยกจากดวงจิตเทพของมหาเทพก็ทะลวงผ่านกำแพงกั้นระหว่างจักรวาลโลกศิลาและความว่างเปล่าเข้ามาในโลกศิลาพร้อมกับเสียงคำรามดังก้องไปทั่ว
และในพริบตาที่เขาก้าวเข้ามานั้นเอง จักรวาลพลันบิดเบี้ยว ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม และยกมือขวาขึ้นทันทีโดยไม่ลังเล ทันใดนั้นก็มีกระบองยักษ์ปรากฏขึ้นพุ่งตรงไปยังเด็กหนุ่มชุดแดง
กระบองยักษ์นี้ต่างจากแต่ก่อน มันถูกล้อมรอบด้วยดวงดาวที่หดเล็กลงจำนวนมากทำให้อานุภาพของมันพุ่งถึงขีดสุด เมื่อมันปรากฏตัวขึ้น จักรวาลพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ในเวลาเดียวกันร่างของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็ก้าวออกมาด้วยสายตาแน่วแน่ สองมือทำผนึกมุทรา เคล็ดวิชาแห่งชะตาพลันไหลเวียนในร่างกายและมีกำยานปรากฏขึ้นตรงหน้าและติดไฟทันที ก่อตัวเป็นเส้นยาสูบจำนวนมากพุ่งตรงไปยังเด็กหนุ่มชุดแดง
เส้นยาสูบเหล่านี้บรรจุชะตาอนันต์ ฟันได้ สยบได้ ผนึกได้!
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเชื่องช้า แต่ในความเป็นจริงเร็วดั่งสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาเดียวพวกเขาทั้งสองก็คำรามขึ้นพร้อมกัน
“ไสหัวไป!” เด็กหนุ่มชุดแดงกำลังหัวเสียอย่างหนักและวิตกกังวลมาก หลังจากเข้ามายังโลกศิลาแล้วความรู้สึกของเขาก็ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้น ความผันผวนจากจุดที่หวังเป่าเล่ออยู่นั้นเหมือนกับเปลวไฟลูกใหญ่ในคืนมืดมิด สะท้านฟ้าสะเทือนดิน และน่าสยดสยอง ขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อันตรายครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เฉินชิงนำมาให้เขาเสียอีก
ดังนั้นเขาจึงโบกมือเพื่อสำแดงเคล็ดวิชาลับโดยไม่ลังเล ร่างกายแปลงเป็นพายุสีเลือดกวาดล้างไปทั่วทุกสารทิศ กระบองยักษ์พังทลาย เส้นยาสูบชะตาถูกตัดขาด ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกับปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยต่างกระอักเลือดสดออกจากปาก และไม่สามารถหยุดเด็กหนุ่มชุดแดงได้อีกต่อไป
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผลอะไรเลย ฉับพลันที่พวกเขาทั้งสองล้มกลิ้ง แสงดาบพลันสว่างวาบบนจักรวาล ส่องสว่างพร่างพรายราวกับจะทำให้ทั้งจักรวาลสว่างไสว มันปรากฏขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่มชุดแดง
ดาบนั้นกวาดไปหนึ่งครั้งทำให้ร่างเด็กหนุ่มชุดแดงที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าต้องถอยร่นไปกะทันหัน แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นจึงถูกแสงดาบนั้นฟันลงบนร่างกายจนร่างกายแยกเป็นสองส่วน แต่ในไม่ช้ามันก็กลับมารวมตัวกัน ยิ่งทำให้สีหน้าปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ที่มาพร้อมกับแสงดาบนั้นเคร่งขรึมมากขึ้น
“ดาบนี่…คุ้นๆ นะ…” เด็กหนุ่มชุดแดงที่ร่างกลับมาเป็นเช่นเดิมแหงนหน้ามองปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์อย่างบ้าคลั่ง
“แต่ยังไม่พอหรอก!” ระหว่างที่พูด ร่างของเด็กหนุ่มชุดแดงก็แยกออกจากกันเอง ฉับพลันเงาร่างตะขาบสีเลือดก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมแผดเสียงกรีดร้องสะท้อนไปในจิตใจทุกคน มันพุ่งเข้าใส่ทั้งสามคนทันที
จักรวาลพลันปั่นป่วน หวังเป่าเล่อกำลังหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟซึ่งกำลังจะสำเร็จจากเก้าส่วนเป็นสิบส่วน ทำให้หลังจากสำนักเสริม เต๋าฝั่งซ้ายและจักรพิภพใจกลางถูกห่อหุ้มแล้วก็เกิดรอยร้าวแผ่ขยายไปทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างรวดเร็ว
ระดับการฝึกตนของเข้าก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง พลังปราณของเขากว้างขวางและสง่างาม!
ส่วนร่างแยกนั้นก็ถูกเขาแยกออกมาอีกสิบร่างล้อมรอบร่างของเขาไว้ราวกับกลุ่มดาวล้อมรอบดวงจันทร์!
เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟก็เร่งความเร็วในการหลอมขึ้นในทันที เก้าจุดหนึ่ง เก้าจุดสาม เก้าจุดห้า…
จนกระทั่งเก้าจุดเก้า…
……………………………
หากจะใช้คำว่าสุดยอดรากฐานแห่งเต๋าก็ไม่เกินจริง!
ขณะนี้สุดยอดรากฐานแห่งเต๋านี้ขาดเพียงตัวเชื่อมสุดท้ายเท่านั้น ทันทีที่ไฟแห่งเซียนรวมตัวกลายเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าก็แสดงถึงความสมบูรณ์ของธาตุทั้งห้า แสดงถึงรากฐานแห่งเต๋าแปดปรมัตถ์ของหวังเป่าเล่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว!
จักรวาลร้องคำรามสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ เส้นผมของหวังเป่าเล่อขยับไหวเองโดยไร้ลม รวมถึงชุดที่เขาใส่อยู่ด้วยแม้ดวงตาที่ปิดอยู่จะไม่ได้ลืมขึ้น แต่บนร่างของเขากลับเปล่งแสงสว่างยิ่งกว่าดวงตา
มือขวาที่ยกขึ้นคลายฝ่ามือออก เปลวไฟสีทองพลันลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือ แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าเปลวไฟนี้ความจริงแล้วเกิดจากการรวมตัวของอักขระสีทองนับไม่ถ้วน อักขระเหล่านั้นกำลังซ้อนทับและหลอมเข้าด้วยกันกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถจินตนาการได้ว่าเมื่ออักขระในมือเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนหมด มันก็จะกลายเป็น…เมล็ดพันธุ์เต๋า!
กระบวนการเปลี่ยนหนึ่งเป็นหมื่นและเปลี่ยนหมื่นกลับมาเป็นหนึ่งนี้คือการก่อกำเนิดเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟ!
หากเทียบกระบวนการสำคัญนี้กับสิบระดับ กระบวนการตอนนี้ได้มาถึงระดับสามแล้ว และแผ่ขยายไประดับสี่อย่างรวดเร็ว อีกทั้งในกระบวรการนี้ยังทำให้พลังปราณบนร่างหวังเป่าเล่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ระดับการฝึกตนของเขาผันผวนขึ้นเรื่อยๆ ดวงวิญญาณเทพก็ยิ่งร้ายกาจขึ้น กระแสเซียนบนร่างก็เข้มขึ้นถึงขีดสุดเช่นกัน ทุกอย่างเกี่ยวกับเขากำลังปะทุขึ้นในเวลานี้
แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!
ความว่างเปล่าก็มาถึงขีดกำจัดราวกับไม่อาจทนได้อีกต่อไป แม้หวังเป่าเล่อจะหลับตาอยู่และข่มกลั้นการทะลวงขั้นของระดับการฝึกตน แต่จักรวาลโดยรอบก็ยังคงปรากฏรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ
รอยร้าวแผ่ขยายไปครึ่งจักรพิภพสำนักเสริมทำให้ปรมาจารย์ดาราจันทร์หน้าเปลี่ยนสี ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ตื่นตระหนก
“โลกกำลังจะทนไม่ไหวแล้ว!!”
เมื่อเห็นรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาวิกฤตินี้ หวังเป่าเล่อก็ยกมือกดหว่างคิ้วตัวเอง
“ผนึก!”
ฉับพลันหูสองข้างของเขาก็ถูกปิดผนึกเอง รูทวารทั้งเจ็ดคือจุดรับรู้ของดวงวิญญาณเทพกับโลกภายนอก ในเมื่อปิดสองตาแล้วยังไม่อาจข่มกลั้นได้ก็ปิดอีกสองหู!
เมื่อหูถูกปิดผนึก พลังปราณก็ถูกระงับลงในทันที ไม่ให้มันแผ่ขยายออกไปมากเกินไป ร่างกายของเขาส่งเสียงคำราม ก่อนที่รอยร้าวทั่วจักรวาลจะค่อยๆ หายไป
ส่วนกระบวนการหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟเซียนนั้นก็ได้ทำให้เกิดมวลคลื่นลูกใหญ่ไปทั่วทั้งจักรพิภพสำนักเสริม
ดวงดาวทุกดวงต่างกำลังสั่นสะเทือนและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างจิตใจสั่นสะท้าน จะความว่างเปล่าก็ดี เศษฝุ่นผงก็ช่าง ในวินาทีนี้ล้วนราวกับได้รับอิทธิพลรุนแรง และขอบเขตของอิทธิพลนี้ยังทะลุจักรพิภพสำนักเสริมไปยังจักรพิภพใจกลาง
ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยที่กำลังถือสันโดษรวบรวมวงแหวนชะตาอยู่ในจักรพิภพใจกลางสังเกตเห็นในทันที เขาหับขวับมองไปทางจักรพิภพสำนักเสริม ดวงตาไหวคลอน เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนไปทั่วทั้งจักรวาลได้อย่างชัดเจน ความรุนแรงของความผันผวนนี้ทำให้เต๋าชะตาของเขาสั่นคลอนไม่น้อย
“เป็นหวังเป่าเล่อ!” ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ แม้ความสั่นไหวในดวงตาจะค่อยๆ หายไป แต่ความเคร่งขรึมก็ค่อยๆ ปรากฏแทนที่ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นถอนหายใจเบาๆ
ระดับของหวังเป่าเล่อในตอนนี้คือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดแม้ยามหลับ แต่เขาก็รู้ดีว่าเต๋าของตนหยุดก้าวหน้าไปแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่ถอนหายใจเล็กน้อยและจิตใจเขาก็โล่งขึ้น
เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตของตนหลอมวงแหวนชะตาอีกแล้ว หายนะที่โลกศิลากำลังจะต้องเผชิญมีคนที่เหมาะสมกว่าปรากฏตัวแล้ว หากอีกฝ่ายยังไม่สามารถหยุดยั้งหายนะได้ ต่อให้เขาสละชีวิตตนไปก็เปล่าประโยชน์
และขนาดตัวเขายังได้รับอิทธิพลขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในจักรพิภพใจกลางที่ต่างกำลังสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของร่างกายตนอยู่ในขณะนี้
นั่นคือความผันผวนจากเพลิงชีวี ไฟแบ่งออกเป็นจริงและปลอม และเพลิงชีวีนั้นนับเป็นส่วนหนึ่งของไฟ อันที่จริงในระหว่างธาตุทั้งห้าดูเหมือนจะแยกจากกัน แต่หลังจากถึงจุดสูงสุดแล้วก็ยากที่จะแยกธาตุใดเป็นธาตุใด และมีจุดเชื่อมโยงกันในท้ายที่สุด
มหาเต๋าเป็นเช่นนี้ วิถีการฝึกตนก็เป็นเช่นนี้
เวลานี้ท่ามกลางเสียงร้องคำรามจากจักรพิภพใจกลาง และการหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟของหวังเป่าเล่อ ยังมีอีกคนที่สัมผัสได้ถึงความผันผวนนี้ นั่นคือร่างแยกมหาเทพที่กำลังต่อสู้กับฝ่ามือหลัวอยู่ในความว่างเปล่า
เด็กหนุ่มชุดแดงที่เป็นร่างแยกนั้นกำลังต่อกรกับฝ่ามือหลัว ในฉับพลันก็สังเกตเห็นพลังปราณที่มาจากโลกศิลาก็อดหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้
ก่อนหน้านี้ยามที่เขาสัมผัสได้ถึงกระแสเซียนของหวังเป่าเล่อก็ตกตะลึงมากแล้ว ตอนนี้ยังสัมผัสได้ถึงความผันผวนจากไฟนั่น โดยเฉพาะพลังปราณที่บรรจุอยู่ข้างในไฟจนเขารู้สึกกลัวนั่นทำให้สีหน้าเด็กหนุ่มชุดแดงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“เป็นเช่นนี้ต่อไปการจะสยบที่นี่และหวนคืนกลับมาคงไม่อาจทำได้เป็นแน่…จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!” เด็กหนุ่มชุดแดงสีหน้าบิดเบี้ยว ความกังวลที่หาได้ยากยิ่งผุดขึ้นในใจ แววตายิ่งทวีความดุดัน ร่างกายส่งเสียงดังออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะกลายร่างเป็นหมอกเลือดเข้มข้นเข้าห่อหุ้มฝ่ามือหลัวไว้ด้วยท่าทางบ้าคลั่ง
เวลาผ่านไปพลังปราณของหวังเป่าเล่อยังคงแทรกซึมและแผ่ขยายไปอย่างต่อเนื่อง ทุกสรรพสิ่งยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้น การหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟสำเร็จไปสี่ส่วน ห้าส่วนและหกส่วน!
การหลอมเมล็ดพันธุ์ก้าวหน้าไปพร้อมกับระดับการฝึกตนของเขาที่ก็กำลังก้าวหน้าไม่หยุดและมาถึงจุดสูงสุดที่โลกศิลาจะรับได้อีกครั้ง รอยร้าวปรากฏขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ได้ปรากฏแค่รอบตัวหวังเป่าเล่อเท่านั้น แต่แทรกซึมพลังปราณของมันครอบคลุมจักรพิภพสำนักเสริมและจักรพิภพใจกลาง
นั่นทำให้ผู้ฝึกตนในจักรพิภพสำนักเสริมและจักรพิภพใจกลางที่กำลังสั่นสะท้านกลายเป็นอกสั่นขวัญแขวน เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณและความรู้สึกถึงวันโลกาวินาศผุดขึ้นในใจพวกเขาในทันที
“จักรวาล…จักรวาลจะแตกสลายแล้ว!”
“นี่มันอะไรกันแน่ ท้องฟ้าแตกร้าวไปหมด!!”
ท่ามกลางความโกลาหลของทุกขีวิต หวังเป่าเล่อในจักรพิภพสำนักเสริมก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง
“ผนึก!”
คราวนี้เขาปิดผนึกจมูกตัวเอง!
รูทวารทั้งเจ็ดถูกปิดผนึกไปแล้วหก วิธีนี้ทำให้รอยร้าวไม่ขยายเพิ่มในท้ายที่สุด แต่พลังปราณในร่างกายเขายังคงปะทุและน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะรากฐานแห่งเต๋าของเขาแข็งแกร่งเกินไปถึงขั้นผิดปกติแล้ว!
พลังปราณของเขาได้แทรกซึมไปทั่วทั้งจักรพิภพใจกลางแล้วและเริ่มแผ่ขยายไปยังจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย การหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟก็สำเร็จไปเจ็ดส่วนแล้ว!
จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายเป็นสถานที่ที่รากฐานของหวังเป่าเล่อตั้งอยู่ สถานที่แห่งนี้ถูกครอบครองโดยระบบสุริยะมานานแล้ว ดังนั้นในพริบตาที่พลังปราณไฟเซียนของหวังเป่าเล่อมาถึง เหล่าผู้ฝึกตนในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายทุกคนจึงไม่ได้เคราะห์ร้ายมากนัก แต่กลับนั่งขัดสมาธิลงและสัมผัสถึงความผันผวนของร่างกายตนอย่างสุดกำลัง ขณะเดียวกันดวงตาของพวกเขาก็ฉายแววกระตือรือร้น
ในเวลาเดียวกันเด็กหนุ่มชุดแดงที่ต่อสู้กับฝ่ามือหลัวอยู่นั้นก็บ้าคลั่งถึงขีดสุด ไม่รู้ว่าเขาใช้เคล็ดวิชาใด แต่มันส่งผลต่อร่างกายของเขาอย่างเห็นได้ชัด อานุภาพจึงยิ่งน่าอัศจรรย์ ร่างกายส่งเสียงคำรามและก่อตัวเป็นตราประทับสีเลือดซึ่งทำให้ฝ่ามือหลัวสั่นสะท้านจนเผยช่องโหว่ในพริบตา
เด็กหนุ่มชุดแดงอาศัยช่องโหว่นั้นแปลงเป็นแสงเลือดเข้มข้นแล้วพุ่งจากความว่างเปล่าไปยังแกนกลางของโลกศิลาทันที
“หวังเป่าเล่อ ภารกิจของข้าคือกวาดล้างเจ้า ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้สูญเสียอักขระเชื่อมต่อระหว่างตัวข้ากับร่างต้นแบบเพื่อปราบฝ่ามือหลัว ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่ต่อไปได้!” ใบหน้าเด็กหนุ่มชุดแดงกลายเป็นแสงสีเลือด ดวงตาดูบ้าคลั่งและแฝงจิตสังหารถึงขีดสุด ก่อนจะพุ่งตรงไปยังจักรวาลโลกศิลา!
ตอนนั้นเองภายในโลกศิลาในจักรพิภพสำนักเสริม หวังเป่าเล่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สองหู สองตาและจมูกถูกเขาปิดผนึกด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการรับรู้ของเขา
เขาสัมผัสได้ว่สไฟเซียนของตนหลอมสำเร็จไปแปดส่วนแล้ว
และสัมผัสได้ว่าในความว่างเปล่า มีพลังปราณเลือดสายหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้โลกศิลาอย่างรวดเร็ว!
……………
เมื่อมองไปรอบๆ จักรวาลอันไกลโพ้นของจักรพิภพสำนักเสริมแห่งนี้ที่เหมือนกับกลุ่มสะเก็ดดาวนับไม่ถ้วนที่ดำรงอยู่มาแต่โบราณ บัดนี้กำลังเรียงตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง
เทียบกับพวกมันแล้ว ร่างของหวังเป่าเล่อที่ลอยอยู่ตรงหน้าดูเล็กน้อยจนไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง แต่หากหลับตาแล้วสัมผัสกับรัศมีของร่างหวังเป่าเล่อนั้นเปล่งประกายเหนือสิ่งอื่นใดราวกับเป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง กำลังโบกมือและกลุ่มสะเก็ดดาวก็เรียงเป็นแถวด้วยตัวเอง
ความผันผวนแผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรพิภพสำนักเสริมส่งผลให้ทุกขีวิตใจสั่นสะท้าน ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างใจสั่นไหว ขณะเดียวกันกลุ่มสะเก็ดดาวนี้…ก็ค่อยๆ เชื่อมต่อกันเป็นอักขระโบราณ!
อักขระโบราณนี้เหมือนกับลูกไฟ ไม่ว่าจะมองด้วยตาเปล่าหรือใช้ประสาทสัมผัสล้วนเป็นดั่งเปลวไฟราวกับสามารถเผาทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง ครอบทั้งจักรวาล และพลังปราณของมันก็น่าอัศจรรย์ราวกับเขย่าจักรวาลได้
ขนาดของมันก็น่าอัศจรรย์ เผยให้เห็นความเก่าแก่และความผันผวนไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมันปรากฏตัวท่ามกลางจักรวาล ความว่างเปล่าโดยรอบก็ราวกับมีกลิ่นอายของกาบเวลาซึ่งทำให้หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันรู้สึกราวกับอยู่ในแม่น้ำสายยาวแห่งกาลเวลา
“นี่คือ…อักขระโบราณที่ศิษย์พี่ทิ้งไว้ให้ข้า” แม้จะไม่ได้ลืมตา แต่หวังเป่าเล่อก็ได้รับญาณทั้งหมดที่เขาต้องการที่ จากบนอักขระโบราณตรงหน้าอย่างชัดเจน จากนั้นไม่นานเขาก็พึมพำเสียงเบา
อักขระตรงหน้ากับที่ปรากฏอยู่ในหัวเขาเหมือนกันทุกประการ!
อีกทั้งในทันทีที่มันก่อตัวขึ้น ไม่ใช่แค่จักรพิภพสำนักเสริมเท่านั้นที่ตื่นตะลึง จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายรวมถึงจักรพิภพใจกลางก็เช่นกัน ทั่วทั้งโลกศิลาต่างกำลังร้องคำราม ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างก็กำลังตัวสั่นเทา
เพราะนี่คือพลังเหนือโลกศิลา!
เพราะพลังนี้เก่าแก่ถึงขีดสุด ไม่ใช่ของยุคปัจจุบัน!
เพราะนี่คือ…เซียนที่หลัวและกู่แย่งชิงกันในตอนนั้น!
วิชาสืบทอดแห่งเซียน!
สาเหตุที่เป็นรูปลูกไฟก็เพราะวิชาสืบทอดนี้…เป็นตัวแทนแห่งเปลวไฟ เปลวไฟแห่งเซียน!
บนอักขระนี้ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณแห่งเซียนอันเข้มข้นซึ่งทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยมากราวกับเห็นเงาร่างของศิษย์พี่อยู่ในนั้น แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ
“ไฟนี้…คือเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟของข้า!” เมื่อสัมผัสอักขระอันใหญ่โตตรงหน้าแล้วหวังเป่าเล่อก็เอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนจะกวักมือเบาๆ ไปทางอักขระที่ประกอบขึ้นจากสะเก็ดดาวนับไม่ถ้วนที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลกศิลา
ทันใดนั้นอักขระสะเก็ดดาวอันตระการตาก็สั่นสะเทือนและก่อตัวเป็นสะเก็ดดาวของตัวมันเอง รอยร้าวพลันปรากฏขึ้นทันทีและมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากแทรกซึมไปทั่วทั้งอักขระแล้วก็เกิดเสียงคำรามดังสนั่นแล้วกลุ่มสะเก็ดดาวก็พังทลายลง
ในพริบตาที่มันพังทลายลงด้ายสีทองก็พุ่งออกมาจากข้างในสะเก็ดดาวที่แตกกระจาย และพุ่งตรงมาทางหวังเป่าเล่อ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนยาวนาน แต่ในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นเร็วราวกับแสงฟ้าแลบ วินาทีต่อมา…เมื่อด้ายสีทองมาบรรจบกัน อักขระสีทองขนาดเท่าฝ่ามือก็ลอยอยู่บนฝ่ามือหวังเป่าเล่อ
สีทองส่องประกายอักขระดั่งไฟ
โลกศิลาสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น ไฟอักขระสีทองกำลังแกว่งไปมาราวกับปรารถนาจะผสานเข้ากับหวังเป่าเล่อ ขณะเดียวกันกระแสเซียนบนร่างหวังเป่าเล่อก็แผ่ขยายออกมาเองราวกับมันเป็นหนึ่งเดียวกับอักขระนี้อยู่แล้ว ขณะนี้พวกมันต่างกระตือรือร้นที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อสัมผัสได้ถึงเปลวไฟสีทองในมือ หวังเป่าเล่อก็เงียบไปครู่หนึ่ง มือขวากำเข้าหากันเล็กน้อยจนกระทั่งอักขระไฟเซียนนั่นอยู่ในมืออย่างสมบูรณ์
ทันทีที่สัมผัสกับมัน อักขระไฟเซียนนั่นก็ผสานเข้าไปในฝ่ามือหวังเป่าเล่อและแผ่ซ่านไปในร่างกายเขา ในตอนนั้นเองในหัวหวังเป่าเล่อก็ปรากฏภาพสี่ด้าน
ภาพแรกคือแสงสว่างจ้ากำลังพุ่งไปข้างหน้าในจักรวาลอันมืดมิด ด้านหลังแสงสว่างจ้านั้นมียักษ์ตัวหนึ่งที่ดูเหมือนสามารถแยกฟ้าเปิดแผ่นดินได้กำลังไล่ตามไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ในไม่ช้าด้านหน้าแสงสว่างนั้นก็ปรากฏสนามรบขึ้นซึ่งแสงสว่างนั้นก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย มันเร่งความเร็วพุ่งเข้าไปในสนามรบทันที และในพริบตาที่ใันเข้าไปในสนามรบแสงสว่างนั่นก็แยกเป็นสองส่วน!
ส่วนหนึ่งส่องประกายดั่งเดิม อีกส่วนหนึ่งมืดมิดยากจะหาพบ แยกออกจากกันเป็นสองทาง
ภาพแรกหายไปและในไม่ช้าภาพที่สองก็ปรากฏขึ้น
ในภาพนั้นลำแสงที่มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นนั้นเงียบสงัดอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเริ่มมีสิ่งมีชีวิตปรากฏขึ้นในโลกศิลา แสงนั้นก็หลอมรวมเข้ากับสิ่งมีชีวิตหนึ่งราวกับกลับชาติมาเกิดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ตั้งแต่นั้นมาลำแสงนั้นก็ได้เกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มีทั้งคน พืช วิญญาณ…จนกระทั่งผ่านไปนานเพียงใดก็สุดรู้ ตอนจบของภาพที่สองนี้คือทารกคนหนึ่งที่เกิดในหมู่บ้านธรรมดา
ชื่อของทารกคือเฉินชิง
ดูถึงตรงนี้จิตใจหวังเป่าเล่อพลันซับซ้อนและถอนหายใจเบาๆ ก้อนจะมองดูภาพที่สามที่ผุดขึ้นในหัวต่อไป ในภาพนั้น…คือสำนักแห่งความมืดในอดีต เขาเห็นศิษย์พี่เฉินชิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ วันหนึ่งจู่ๆ แสงในดวงตาก็ไม่เหมือนเดิม แสงนั้น…มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นเหมือนกับแสงที่แยกออกมาจากลำแสงสว่างจ้านั่น
และภาพสุดท้ายคือหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เฉินชิงกำลังยืนอยู่ด้านหลังจุดที่หวังเป่าเล่อยืนอยู่ในตอนนี้และกำลังจ้องมองกลุ่มสะเก็ดดาวที่แตกกระจาย
ภาพทั้งสี่สิ้นสุดลงแค่นี้
แม้ภาพเหล่านี้จะไม่มีเสียง แต่หวังเป่าเล่อก็เข้าใจทุกอย่าง แสงสว่างกับยักษ์ในภาพแรกก็คือกู่กับหลัว
กู่เข้ามาในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น หลัวจึงปิดผนึกที่นี่ แต่เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่าหลังจากกู่เข้ามาแล้วก็แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสว่าง ส่วนหนึ่งมืดมิด
วิชาสืบทอดของแสงสว่างกลายเป็นนักเล่าเรื่องและได้พบกับชะตากรรมของหวังเป่าเล่อ สุดท้ายก็ถูกเขาเก็บเกี่ยวไป
ส่วนวิชาสืบทอดของความมืดมิดนั้นเวียนว่ายตายเกิดอยู่หลายครั้ง สุดท้ายเมื่อได้มาอยู่กับเฉินชิงก็ได้ปลุกความทรงจำขึ้น…บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่เฉินชิงกบฏต่อสำนักแห่งความมืดในตอนนั้น ภารกิจของสำนักแห่งความมืดคือป้องกันไม่ให้เซียนจากไป แต่เมื่อถึงยุคของอาจารย์ก็ถูกอาจารย์เปลี่ยนให้กลายเป็นป้องกันทุกคน และที่สำคัญคือ…ไปตกอยู่กับตระกูลไม่รู้สิ้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ
“อาจารย์รับศิษย์สองคน ล้วนเป็นผู้สืบทอดเซียน…” หวังเป่าเล่อเอ่ยเบาๆ เขาเข้าใจอะไรขึ้นมากแล้ว เกรงว่า…อาจารย์คงจะเป็นคนที่รู้มากที่สุดและบางทีอาจารย์ก็อาจต้องการทำลายภารกิจของสำนักแห่งความมืด
“ดังนั้นสุดท้ายอาจารย์ถึงช่วยเติมเต็มศิษย์พี่และสุดท้ายศิษย์พี่ถึงเลือกที่จะจากไป ยินยอมทำให้ข้าสมบูรณ์แบบ…”
หวังเป่าเล่อถอนหายใจ เข้าใจทุกอย่างแล้ว แม้จะมีรายละเอียดอีกมากที่เขายังไม่รู้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญคือ…เขาเองก็เลือกที่จะจากไปเช่นกัน
เพื่อโลกศิลา เพื่ออาจารย์ เพื่อศิษย์พี่ เพื่อแม่นางน้อย เพื่อทุกคนและเพื่อตัวเอง…
“สงครามครั้งนี้ ใกล้แล้วสินะ” เจตนาอันแรงกล้าปะทุขึ้นบนร่างหวังเป่าเล่อที่กำลังหลับตา เขายกมือขวาขึ้นมา ไฟอักขระเซียนที่เขาจับไว้ในมือเปล่งแสงเล็ดลอดออกมาจากนิ้วมือแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ
เมล็ดพันธุ์ไฟห้าธาตุเริ่มก่อตัว!
ทันทีที่มันก่อตัว พลังของหวังเป่าเล่อก็ปะทุขึ้นฟ้า เพราะว่า…เต๋าห้าธาตุของเต๋าแปดปรมัตถ์นั้นมีเมล็ดพันธุ์เต๋าเหนือกว่าผู้บุกเบิกกฎเต๋านี้มากเกินไป!
เต๋าธาตุทองของเขาเป็นสิ่งเดียวที่นอกจักรพิภพสูงสุดขาดแคลน ได้รับศรัทธาสูงสุดและอยู่ยงคงกระพัน!
เต๋าธาตุน้ำของเขาคือน้ำตาหยดหนึ่งซึ่งบรรจุอารมณ์และความเพียรพยายาม ไหลผ่านคืนวันนับแต่อดีต ต้นกำเนิดลึกลับหายาก!
เต๋าธาตุดินของเขาแปลงมาจากมุมหนึ่งของโลกศิลา ในระดับหนึ่ง…หากจะพูดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหลัวก็เหมาะสมแล้ว!
เต๋าธาตุไฟของเขากำลังก่อตัวอยู่ในขณะนี้ นั่นคือวิชาสืบทอดไฟแห่งเซียนจึงย่อมเขย่าขวัญไปทั้งแผ่นดิน!
เต๋าธาตุไม้ของเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเป็นเต๋าแรกและเป็นเต๋าของชีวิตเขา หวังเป่าเล่อสันนิษฐานไว้แล้วว่าบางที…ร่างต้นแบบของเขา…เป็นต้นกำเนิดไม้แห่งธาตุทั้งห้า…นอกจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ
เป็นรากฐานเต๋าที่ไม่เคยมีมาก่อน!
……………………………………
มีบางคนที่ลืมตาขึ้น แต่ในสายตาเขากลับเต็มไปด้วยอุปสรรคและหมอกหนาทึบมากเกินไปจนมองเห็นไม่ชัดและไม่รู้ว่าประกายไฟแห่งชีวิตอยู่ที่ใดหรืออาจเป็นเพราะตัวพวกเขาเองหรืออาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและพันธนาการอันยุ่งเหยิง
คนพวกนี้อยู่ในโลกเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขาไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ได้มีอิสระ บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ หรือบางทีอาจจะรู้ ชีวิตคือการฝึกฝนที่ใช้เวลาเป็นปราณวิญญาณ แต่พวกเขายังต้องตระหนักรู้ ตรัสรู้และรู้แจ้งอย่างต่อเนื่อง
แต่ก็มีบางคนเช่นกันที่ก้าวเดินไปในชีวิตนี้และค่อยๆ ไปถึงอีกระดับ พวกเขาต่างหลับตาลง แต่โลกทั้งใบกลับชัดเจนยิ่งขึ้นในการรับรู้ของพวกเขาและยิ่งสัมผัสได้อย่างแม่นยำ เห็นชัด เห็นทะลุปรุโปร่ง งดงามยิ่งขึ้น มีสีสันมากขึ้นและเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งชีวิต
คนประเภทนี้ก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ส่วนหวังเป่าเล่อเคยเป็นคนประเภทแรก แต่ตอนนี้เป็นประเภทหลัง และยังก้าวเดินไปถึงจุดสูงสุดของเส้นทางประเภทหลังด้วย ไม่ใช่แค่การตรัสรู้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ยังรวมถึงจิตใจรู้แจ้งเห็นจริง
ความทรงจำตลอดชีวิตที่ผ่านมาผุดขึ้นในหัว เงาร่างแต่ละคนแวบเข้ามาในความคิดหวังเป่าเล่อหลับตาขณะเดินไปในจักรวาลและเอ่ยเบาๆ
“ชีวิตคือการฝึกตน…ฝึกใจ ฝึกนิสัย ฝึกตัวเอง”
ขณะพึมพำหวังเป่าเล่อก็หัวเราะออกมา รอยยิ้มของเขาไร้เดียงสา ตรงไปตรงมาและสงบสุข และหลังจากทั้งสามอย่างผสานเข้าด้วยกัน เส้นผมที่ปลิวไสวขณะก้าวเดิน…ก็พริ้วไหวอยู่บนร่าง
ค่อยๆ เดินไปยังสถานที่ที่ศิษย์พี่มอบให้ทีละก้าวๆ
ดวงตาของเขาปิดสนิทตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องลืมตาและไม่อาจลืมตาได้
เขาไม่รู้ว่าระดับการฝึกตนของตนในตอนนี้คือระดับใด บางทีอาจเป็นระดับจักรพิภพชั้นมหาวัฏจักร หรืออาจจะมากกว่านั้นอีกหน่อยเป็นระดับที่เรียกว่าจักรวาล หรือบางที…อาจเป็นอีกระดับที่ไม่มีใครรู้จัก
ระดับนั้นนอกจากเขาแล้ว ในโลกศิลานี้คงมีเพียงศิษย์พี่ที่ไปถึง
แม้จะไม่เข้าใจระดับการฝึกตนของตนมากนัก แต่มีเรื่องหนึ่งที่หวังเป่าเล่อรู้ดีมาก เขารู้ว่าทันทีที่ตนลืมตาขึ้น ระดับการฝึกตนที่เขาข่มกลั้นอยู่จะต้องระเบิดออกมา และจุดสูงสุดของการระเบิดเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่โลกศิลาจะทนรับได้
“รออีกหน่อย” หวังเป่าเล่อดูเหมือนจะพูดกับตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนพูดกับความว่างเปล่า เหยียบเท้าลงก้าวเดิน วินาทีต่อมาร่างของเขาก็ราวกับถูกลบหายไปจากจักรวาล
เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาอยู่ที่จุดสิ้นสุดของจักรพิภพสำนักเสริมแล้ว ตรงนั้นคือจักรวาลอันไกลโพ้นที่ซึ่งมีดวงดาวเพียงไม่กี่ดวง มีเพียงสะเก็ตดาวนับไม่ถ้วนที่ลอยเคว้งราวกับสายน้ำ ด้วยแรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงใดๆ ก็ตามทำให้มันไม่กระจัดกระจายและแยกจากกัน แต่ก่อตัวเป็นวงแหวนศิลาขนาดมหึมาที่ไม่อาจแยกหัวท้ายได้
หากมองจากมุมสูงจะเห็นได้ลางๆ ว่าสะเก็ดดาวที่อยู่ตรงนี้มีต้นกำเนิดเดียวกัน กล่าวคือ…พวกมันเป็นหนึ่งเดียวกัน
ราวกับว่าหลายปีก่อนที่นี่มีดวงดาวขนาดใหญ่หรือสะเก็ดดาวมหาศาล แต่กลับพังทลายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุจึงได้มีสภาพอย่างที่เห็นตรงหน้า
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นหลังจากมาที่นี่แล้วแผ่ดวงจิตเทพออกไปถึงขีดสุดก็ไม่อาจตรวจพบสิ่งผิดปกติใด แม้แต่ระดับจักรวาลก็เช่นกัน
ราวกับที่แห่งนี้ธรรมดามาก กระทั่งหลายปีมานี้มีผู้ฝึกตนเคยเข้ามาในวงแหวนสะเก็ดดาว แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบสิ่งใดและยิ่งทำให้ที่นี่ค่อยๆ ไม่มีความลึกลับอะไร
ทว่า…ในการรับรู้ของหวังเป่าเล่อขณะนี้ ทุกอย่างในที่แห่งนี้แตกต่างออกไป แม้จะยังคงเป็นวงแหวนสะเก็ดดาวและไม่มีสิ่งมีค่าอะไรซ่อนอยู่ทั้งนอกและในวงแหวน แต่…ที่นี่กลับมีกระแสเซียนบางเบาจนแทบจะตรวจไม่พบ! !
กระแสเซียนนี้บางเบาเกินไป บางเบาจนถึงขั้นที่ว่าระดับจักรวาลก็ยังสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อย บางเบาจนถึงขั้นที่ส่วต่อให้เป็นเว่ยยางจื่อคนก่อนก็ยังไม่รู้ แม้กระทั่งหวังเป่าเล่อก่อนหน้าที่จะรู้แจ้ง ต่อให้มีวิชาสืบทอดเซียนก็ยังไม่ได้อะไรเหมือนคนอื่นๆ
มีเพียงตอนนี้ที่ได้รู้แจ้งแล้วและกระแสเต๋าแปลงเป็นกระแสเซียนแล้ว ด้วยการอาศัยสัมผัสเชื่อมต่อจากต้นกำเนิดเดียวกัน หวังเป่าเล่อจึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของที่นี่
“ศิษย์พี่ช่าง…เป็นอัจฉริยะจริงๆ” หลังจากสัมผัสได้ไม่นาน หวังเป่าเล่อก็เอ่ยเสียงเบา
แท้จริงแล้วที่นี่ไม่ได้มีอะไรสำคัญซ่อนอยู่ เพราะไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะวงแหวนสะเก็ดดาวตรงหน้าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว
เพราะ…หลายปีก่อนสิ่งที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่ดวงดาวหรือสะเก็ดดาวยักษ์ แต่เป็น…อักขระโบราณ!
อักขระโบราณนี้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วก่อตัวเป็นกลุ่มสะเก็ดดาว สะเก็ดดาวทุกดวงในที่แห่งนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอักขระโบราณนั่น อีกทั้งเมื่อมันเคลื่อนที่ไปรอบๆ ตำแหน่งของสะเก็ดดาวก็เบี่ยงเบนไปนานแล้วเหมือนกับรูปภาพที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและถูกจัดวางไว้ตรงหน้ามั่วๆ เหมือนกับตัวต่อ
หากมีคนประกอบมันกลับเป็นเหมือนเดิมได้อักขระโบราณก็จะปรากฏขึ้นในโลกอีกครั้ง แต่…ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าอักขระโบราณเดิมเป็นแบบไหนการประกอบมัน…จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ส่วนกระแสเซียนที่บางเบาจนแทบจะตรวจไม่พบนั้นหากถูกค้นพบก็จะตามหารูปแบบอักขระโบราณเดิมได้จากในการรับรู้…ข้อจำกัดเช่นนี้ยังทำให้คนที่สามารถรับวิชาสืบทอดของเฉินชิงได้จึงมีเพียง…เซียนที่มีต้นกำเนิดเดียวกันเท่านั้น!
หลังจากรับรู้ทุกอย่างแล้ว หวังเป่าเล่อก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขวาขึ้นช้าๆ โบกไปยังวงแหวนสะเก็ดดาวตรงหน้าเบาๆ ทันใดนั้นกระแสเซียนบางเบาที่แทรกซึมอยู่ในที่แห่งนี้ก็มารวมตัวกันในทันทีและผสานเข้ากับมือขวาของหวังเป่าเล่อ หลังจากถูกเขารวบรวมมาจนหมดแล้ว ในหัวเขาก็ค่อยๆ มีอักขระโบราณตัวหนึ่งปรากฏขึ้น
ทันทีที่อักขระโบราณนั้นผุดขึ้นในหัว จักรวาลโดยรอบก็เริ่มปั่นป่วน มีเปลวไฟที่มองไม่เห็นซึ่งกลายเป็นคลื่นความร้อนออกมาจากทั่วทุกสารทิศทำให้จักรพิภพผืนนี้บิดเบี้ยวและมืดสลัว
ความรู้สึกกดดันก็แผ่ขยายออกไปอย่างหนาแน่น
ผ่านไปสักพักมือขวาที่หวังเป่าเล่อยกขึ้นก็กระแทกกำปั้นชี้ไปทางวงแหวนสะเก็ดดาวตรงหน้า ทันใดนั้นวงแหวนสะเก็ดดาวก็สั่นสะเทือนและกระจัดกระจายแยกออกจากกัน
และในพริบตาที่มันแยกออกจากกันนั่นเอง ดวงจิตเทพหวังเป่าเล่อก็แผ่ขยายออกไปครอบคลุมสะเก็ดดาวทุกดวง จากนั้นก็ควบคุมตามรูปร่างอักขระโบราณที่ปรากฏขึ้นในหัว เริ่ม…กู้คืน!
เสียงคำรามและเสียงหวีดหวิวดังไปทั่วทั้งจักรพิภพสำนักเสริมพร้อมกับการเคลื่อนที่สะเก็ดดาวนับไม่ถ้วนและอักขระโบราณนั้นค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ความปั่นป่วนก็ยิ่งขยายออกไปทำให้สิ่งมีชีวิตในจักรพิภพสำนักเสริมต่างใจสั่นสะท้านรุนแรงในพริบตาเดียว
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเองก็หน้าเปลี่ยนสี สัมผัสสวรรค์ก่อคลื่นลูกใหญ่ ระดับการฝึกตนระดับจักรวาลเองก็ยังใจสั่นระริกอย่างรุนแรง
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ก็เช่นกัน ต่อให้เขาจะเคยมีระดับการฝึกตนดีเลิศ แต่ตอนนี้จิตใจก็ยังสั่นเทิ้ม
ไม่ว่าจะสั่นระริกหรือสั่นเทิ้มก็ล้วนไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง แต่เป็นสัญชาตญาณเหมือนกับตัวเองกลายเป็นคนธรรมดากำลังเผชิญหน้ากับเทพเจ้าที่ถูกปลุกให้ตื่น!
เทพเจ้าที่ไม่อาจจ้องมองได้โดยตรง!
เทพเจ้าที่ไม่อาจล่วงเกินได้!
เทพเจ้าที่ไม่อาจขัดขวางได้!
…………………………
เต๋าแจ้งเห็นความจริงเรียกว่าไร้พันธนาการได้!
ก็เหมือนกับอิสระคือร่างกาย เสรีคือวิญญาณ ร่างกายและวิญญาณเป็นอิสรเสรีก็คือไร้พันธนาการ!
ส่วนเซียน…ก็ไร้พันธนาการเช่นกัน!
สำหรับหวังเป่าเล่อ อดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อนาคตไม่อาจคาดเดาได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ก็อย่ากังวลอะไรกับมันเลย!
เป็นเพราะจิตใจปล่อยวางได้จึงทำให้เขารู้แจ้งยิ่งขึ้น แปลงอดีตเป็นกฎ แปลงอนาคตเป็นข้อบังคับ ทำให้มันดำรงอยู่ระหว่างสวรรค์และโลกเป็นรากฐานแห่งเต๋าของตนและเป็นชะตากรรมที่จำเป็นสำหรับการฟื้นคืนชีพของหวังอีอี
ชะตากรรมนั้นข้ามอบให้เจ้าได้
ด้วยความเต็มใจ!
ข้าขอเพียงนับจากนี้ไป คนที่จะเดินข้ามผ่านจักรวาลคนนั้นไม่ต้องการอดีต ไม่แสวงหาอนาคต อยู่กับปัจจุบันในสายตาเจ้ากับข้าและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น
ความคิดของหวังเป่าเล่อแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เส้นผมยาวพริ้วไหว กระแสเต๋าไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ ขณะเดียวกันระดับการฝึกตนของเขาก็ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วเนื่องจากการรู้แจ้งดังกล่าว
จากระดับจักรพิภพชั้นกลางทะลวงไปสู่ระดับจักรพิภพชั้นปลายและยังก้าวต่อไป
สำหรับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ฝึกตนมาจนถึงระดับเขานั้นการทะลวงระดับการฝึกตนไม่ใช่การสะสมพลังของตนอีกต่อไป แต่เป็นการเข้าใจโลก เข้าใจจักรวาล เข้าใจกฎเกณฑ์ และเข้าใจตัวเอง
การบรรลุธรรมแห่งเต๋า ทันทีที่ทำได้ก็จะได้รับเต๋า!
และหวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็กำลัง…ได้รับเต๋า!
อดีตที่หายไป อนาคตที่ถูกละทิ้งกลายเป็นเต๋าของเขา และส่องสว่างแก่จิตใจเขา ทำให้เขามองเห็นเส้นทางของตนและเสริมสร้างจิตใจให้เข้มแข็ง
ขณะก้าวไปข้างหน้า กระแสเต๋าบนร่างของเขาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพก็เริ่มปรากฏให้เห็นราวกับจะก้าวจากกระแสเต๋าเป็นพลังปราณที่พิเศษยิ่งขึ้น
ปรมาจารย์ดาราจันทร์ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหวังเป่าเล่อกับตากำลังตื่นตะลึงถึงขีดสุด เขาไม่เคยเห็นเซียนมาก่อน แต่ในชีวิตนี้ก็เคยสัมผัสได้ถึงสองครั้ง ครั้งแรก…จากนายท่านของเขาหรือพ่อของหวังอีอีนั่นเอง นั่นคือครึ่งเทพครึ่งเซียน บนร่างของเขามีกระแสประเภทเดียวกันนี้ครึ่งหนึ่ง
อีกครั้งหนึ่ง…เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินบนเส้นทางแห่งเซียนอย่างชัดเจน แต่กลับก้าวเข้าสู่เส้นทางของปีศาจ
“นี่…คือเซียนหรือ !” ปรมาจารย์ดาราจันทร์พึมพำ
“นี่คือเซียนไหมน่ะหรือ” คนที่ตอบเขาคือหวังเป่าเล่อที่กำลังก้าวไปข้างหน้า เส้นผมปลิวไสวและกระแสเต๋าทั่วทั้งร่างกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่ตอบ เท้าที่กำลังยกขึ้นก็หยุดชะงักลง เขายืนหลังหลังให้ปรมาจารย์ดาราจันทร์อยู่ตรงนั้น
“ไม้คือรากฐานเต๋า”
“น้ำคือแหล่งกำเนิดเต๋า”
“ทองคือปิดทางหนีเต๋า”
“ดินคือสยบเต๋า”
“ไฟคือ…ทำลายล้างเต๋า”
“ห้าธาตุเป็นรากฐาน รู้แจ้งอดีตและอนาคต กลายเป็นเต๋าใหม่…”
“และทั้งหมดนี้…เพียงเพื่อ…ปลดพันธนาการ!” หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ ขณะที่พูด ก่อนจะก้าวเพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็ก้าวเข้าสู่จักรวาล กระแสเต๋าพลันเสร็จสิ้นการเปลี่ยนแปลงในวินาทีนั้นและกลายเป็น…กระแสเซียน!
และในขณะที่กระแสเซียนนี้แผ่ขยายออกไป ด้านหลังหวังเป่าเล่อก็ปรากฏ…ไม้สีดำ!
พลังปราณของไม้สีดำค่อยๆ เข้มข้นขึ้นราวกับผสานเข้ากับกระแสเซียนและค่อยๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน
และทันทีที่กระแสนี้แผ่ออกมา จักรวาลก็ไร้สี โลกศิลาพลันสั่นสะเทือน ทุกชีวิตต่างสมองว่างเปล่าไปในฉับพลัน เด็กหนุ่มชุดแดงที่ต่อสู้กับฝ่ามือหลัวก็ตัวสั่นเทิ้มเป็นครั้งแรก ความตื่นตระหนกอันหาได้ยากยิ่งปรากฏตัวในดวงตาของเขา
ไม่ใช่แต่กระแสเซียนที่ทำให้เขาตื่นตกใจ แต่เบื้องหลังกระแสเซียนนี้เก็บซ่อน…พลังปราณอีกสายหนึ่งที่กำลังพุ่งพรวดราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
พลังปราณนั้น…มาจากไม้สีดำ!
ขณะเดียวกันที่ด้านนอกโลกศิลา ร่างที่อยู่บนเรือเดียวดายนั้นก็กำลังเพ่งมองมาเช่นกัน และในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ดวงตาเผยความคาดหวัง ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“ใกล้แล้ว…ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”
ท่ามกลางความสั่นสะเทือนไปทุกชีวิต ในจักรวาลนอกสำนักดาราจันทร์ เส้นผมหวังเป่าเล่อกระจัดกระจาย กระแสเซียนไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่ร่างของเขาจะพร่าเบลอ ทุกที่ที่เขาก้าวผ่านก็เหมือนกับจักรวาลไร้ความเสถียร รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าเขาราวกับโลกนี้ไม่สามารถทนต่อการดำรงอยู่ของเขาได้อีกต่อไปและกำลังสั่นไหวอย่างหนัก
คนสุดท้ายที่ไปถึงระดับนี้ได้คือเฉินชิง
“ไม่ต้องกลัว” หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยเบาๆ คำปลอบโยนนี้ไม่ใช่เพื่อสิ่งมีชีวิตใด แต่เพื่อ…โลกศิลา
“ข้าไม่ทำร้ายเจ้า” น้ำเสียงของหวังเป่าเล่ออบอุ่น และหลังจากพูดออกไป รอยแตกร้าวใต้เท้าของเขาก็ค่อยๆ หายเป็นปกติ แรงสั่นสะเทือนจากทั้งโลกศิลาก็บรรเทาลงไม่น้อย แต่สิ่งที่ตามมาคือรังสีแห่งความไม่ยินยอม
ความไม่ยินยอมจากจักรวาลราวกับล่วงรู้ได้ส่าเวลาที่หวังเป่าเล่อจะอยู่ที่นี่…กำลังจะหมดลงแล้ว
“ข้าจะควบคุมพลังปราณของตัวเองไม่ให้ไปถึงระดับที่เจ้ารับไม่ได้”
“จากนั้นก็รอข้าจนกว่าข้าจะผสานเต๋าธาตุทอง หลอมละลายเต๋าธาตุไฟ…ข้าจะพาเจ้าไปด้วยกัน” เสียงอันนุ่มนวลของหวังเป่าเล่อทำให้แรงสั่นสะเทือนของจักรวาลค่อยๆ หายไป ความรู้สึกสนิทสนมแผ่เข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ โอบล้อมรอบตัวหวังเป่าเล่อจนกลายเป็นชะตาและห่อหุ้มตัวเขาไว้
นี่คือชะตาของทั้งโลกศิลา ขณะที่กำลังแทรกซึมอยู่นั้น หวังเป่าเล่อก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาราวกับมองทะลุทุกสิ่งอย่าง และเมื่อเขาเห็นเด็กหนุ่มชุดแดงที่กำลังพันรัดฝ่ามือหลัวอยู่ที่ปลายสุดความว่างเปล่าก็สายตาเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ
“อย่ารีบร้อน” ข่มกลั้นความเย็นยะเยือกในดวงตาได้แล้วสีหน้าหวังเป่าเล่อก็กลับมาเป็นปกติ แม้เขาในตอนนี้จะมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าสามารถสังหารเด็กหนุ่มชุดแดงได้ แต่หวังเป่าเล่อไม่อยากทำเช่นนั้น เขาอยากมั่นใจเต็มร้อยว่าไม่มีทางพลาดก่อน
เพราะเต๋าของเขานั้นดูเหมือนจะสมบูรณ์ แต่ก็สมบูรณ์แค่โครงสร้างเท่านั้น ข้างในยังมีจุดสำคัญอีกหลายจุดที่ยังไม่สมบูรณ์
เต๋าธาตุทองคืออย่างที่หนึ่ง เต๋าธาตุไฟคืออย่างที่สอง และยังมี…เต๋าเซียนอีกส่วนหนึ่งด้วย
เต๋าของเซียนตามที่หวังเป่าเล่อเข้าใจคือความหมายของมัน กระแสเซียนที่อยู่นอกร่างกายในตอนนี้ก็คือการสำแดงตัวหลังจากความหมายผสานเข้ากับเต๋า แต่ในแง่หนึ่ง มันยังไม่ถือว่าสมบูรณ์อย่างแท้จริง
“หากข้าเดาไม่ผิด สิ่งที่ศิษย์พี่ทิ้งไว้ให้ข้า…น่าจะเป็นเต๋าอีกส่วนหนึ่งของเซียน และเป็น…ทางสืบทอดไฟ”
“นั่นคงจะเป็น…เซียนแห่งไฟ”
“ไฟนี้สามารถหลอมธาตุทั้งห้าให้เป็นสิ่งถ่ายทอดวิถีเต๋าของข้าได้” หวังเป่าเล่อหลับตาลงและเปิดมันในวินาทีต่อมาพร้อมกับโบกมือ ทันใดนั้นแท่งเงินที่ปรมาจารย์ดาราจันทร์มอบให้ก็ปรากฏอยู่ในฝ่ามือ
เมื่อใช้ระดับการฝึกตนในปัจจุบันของหวังเป่าเล่อมองดู แท่งเงินธรรมดานี้รวบรวมพลังปราณไว้อย่างน่าอัศจรรย์ เหตุและผลของพลังปราณนี้มีที่มาเดียวกันกับขวดปรารถนาของเขา
“เหตุและผลจากคนคนเดียวหรือ” หวังเป่าเล่อพึมพำ กระแสเซียนไหลเวียน ทันใดนั้นอักขระโบราณนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือแผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ แทรกซึมไปทุกอณูของจักรวาลในสายตาเขา
อักขระโบราณเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นสำหรับการหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋า หลังจากแผ่ออกไป หวังเป่าเล่อก็ทุบกำปั้นขวาลงพื้นอย่างแรงจนกลายเป็นหลัมดำ ในพริบตาเดียวอักขระโบราณที่กระจัดกระจายไปทั่วก็แผดเสียงคำรามราวกับสายฟ้าฟาด พลิกตลบราวกับทะเล
ในชั่วพริบตาก็มารวมตัวกันในกำปั้นหวังเป่าเล่อและหลอมรวมเข้ากับ…แท่งเงินสองสามแท่งนั้น หลังจากเข้าไปทีละตัวก็ทำให้มันเปลี่ยนสภาวะไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีชะตารอบๆ ตัวเพิ่มเข้ามารวมกับระดับการฝึกตนในปัจจุบันของเขา เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุทอง…จึงใช้เวลาไม่นานเลย ทั้งหมดกินเวลาเพียงครึ่งก้านธูปเท่านั้น และเมื่อหวังเป่าเล่อคลายกำปั้นอีกครั้ง เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุทองก็ปรากฏ!
การปรากฏตัวของมันทำให้โลกศิลาสั่นสะเทือนอีกครั้ง ขณะนี้ดวงดาวทุกดวง อารยธรรมทั้งหมด สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกฎธาตุทอง แร่ธาตุก็ดี เทพวัตถุก็ช่าง ล้วนสั่นสะท้าน!
เพราะ…ธาตุทองแห่งธาตุทั้งห้ามีแหล่งกำเนิดแล้วนับจากนี้!
ส่วนระดับการฝึกตนของหวังเป่าเล่อก็ปะทุขึ้นมาในวินาทีนี้ด้วย และกำลังจะทะลวงขีดจำกัดปัจจุบัน แต่ในพริบตาที่โลกศิลาไม่สามารถทนรับได้ การปะทุนี้ก็ถูกหวังเป่าเล่อสยบกลับเข้าร่างกายไป ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย ขณะเดียวกันเขาก็เลือกที่จะหลับตาลง
ไม่อาจลืมตาได้ เพราะทันทีที่ลืมตาขึ้น…
จักรวาลจะแหลกสลาย ฟ้าดินจะถล่มทลาย โลกศิลา…จะรับไม่ไหว!
“ต่อไป ไปที่ดินแดนที่ศิษย์พี่ยกให้” หวังเป่าเล่อที่กำลังหลับตาสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้โดยไม่ต้องใช้ดวงตา ขณะที่พึมพำก็ก้าวไปข้างหน้า ก่อนที่ร่างจะหายลับไป
…
“เจ้าคือเสือน้อย?” หวังเป่าเล่อเอ่ยช้าๆ แล้วจ้องมองชายชราตรงหน้า
“ทั้งใช่และไม่ใช่” ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์เอ่ยตอบเสียงแหบแห้ง
“ข้าอยู่กับนายท่านมาหลายปี เคยเป็นปีศาจ เคยเป็นวิญญาณดาบ ผ่านยุคสมัยมานับไม่ถ้วน ข้ามผ่านมาทั้งทางช้างเผือก และยินยอมดับสูญไปในท้ายที่สุดรวมตัวเป็นดวงจิตเทพอมตะแล้วเข้ามายังโลกนี้พร้อมกับนายน้อยเพื่อปกป้องเขา”
“พูดถึงเรื่องนี้ เมื่อหลายปีก่อนบนดวงดาวที่เจ้าอยู่ ข้าเคยพบเจ้าครั้งหนึ่ง หุ่นตัวหนึ่งของเจ้าผ่านการดลบันดาลทำให้มันแปลกไป กูท่าหลายปีมานี้มันน่าจะเคยช่วยเจ้าได้ในระดับหนึ่ง”
“หลายปีก่อน?” หวังเป่าเล่อพึมพำในลำคอ จากนั้นไม่นานก็ยกมือขวาขึ้นโบก ทันใดนั้นหุ่นเชิดตัวหนึ่งก็ลอยออกมาจากกระเป๋าคลังเก็บ หุ่นเชิดตัวนี้…หวังเป่าเล่อไม่ได้ใช้มันมาหลายปีแล้ว มันคือหุ่นเชิดตัวแรกที่เขาทำขึ้น หลังจากนั้นร่างกายของมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
“เป็นหุ่นตัวนี้” ปรมาจารย์ดาราจันทร์ยิ้มเล็กน้อย
เขามองหุ่นเชิดแล้วหันไปมองปรมาจารย์ดาราจันทร์ สีหน้าหวังเป่าเล่อแปลกประหลาดอย่างห้ามไม่ได้เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าหุ่นเชิดตัวนี้…ราวกับในความแปลกประหลาดของมันมีความชั่วร้ายบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ที่ผ่านมาคู่ต่อสู้ที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับมันล้วนน่าสังเวชยิ่งนัก
ความชั่วร้ายนั้นแม้จะไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ตรงหน้า แต่ภาพปรมาจารย์ดาราจันทร์ที่ยังสง่างามราวกับเป็นอมตะก็ดูไม่เข้ากันเช่นกัน
หวังเป่าเล่อก้าวถอยหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อจ้องมองสายตาของปรมาจารย์ดาราจันทร์ก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นไปอีก
“สหายเต๋าไม่จำเป็นต้องกลัว ก่อนที่ข้าจะดับสูญก็มีพลังพอจะต่อสู้กับเจ้าได้ ตอนนี้ดวงจิตเทพได้กลับมาเกิดใหม่ แม้จะเป็นขั้นที่สามแล้วก็ยังไม่ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าได้หรอก” ปรมาจารย์ดาราจันทร์เอ่ยเสียงเบาและโบกมือ เบาะสานจากใบกกสองเบาะก็ปรากฏขึ้นและวางลงที่เท้าหวังเป่าเล่อ
“เชิญนั่ง”
หวังหวังเป่ามองเบาะสานอย่างระแวง หลังจากใช้ดวงจิตเทพตรวจสอบจนแน่ใจแล้วจึงนั่งลง ในหัวคิดไปต่างๆ นานาถึงเหตุผลในการนัดหมายครั้งนี้
ข้อตกลงเมื่อ 68 ปีก่อนคือการมาพบกันที่หน้าผาในวันนี้ ตอนที่มาถึงหวังเป่าเล่อคิดว่าตนคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้ว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าการคาดเดาของเขามีทั้งถูกและผิด
เขาเดาว่าปรมาจารย์ของสำนักดาราจันทร์คงจะเป็นเสือน้อยในตอนนั้น
แต่เขาคิดไม่ถึงส่านอกจากเสือน้อยแล้วยังมีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ ดังนั้น…ข้อตกลง 68 ปีนี้แทนที่จะพูดว่านัดหมายกับเขา เรียกว่าเป็นการเชิญหวังอีอีมาพบ…
เพราะ…นายท่านคือใคร หวังเป่าเล่อพอจะเดาได้ว่าต้องเป็นพ่อของหวังอีอีแน่ ส่วนที่เรียกว่านายน้อยรวมถึงหวังอีอีที่โผล่ออกมาจากหน้ากากในอกหวังเป่าเล่อในขณะนี้ก็ยิ่งทำให้หวังเป่าเล่อเข้าใจว่าข้อสันนิษฐานของเขาถูกต้อง
“ท่านลุงสวี่…” หวังอีอีพูดเสียงเบาพลางโค้งคำนับปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ตรงหน้า
ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์เผยรอยยิ้มเล็กๆ และจ้องมองหวังอีอีอยู่นาน รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“อีอี ถึงเวลาแล้ว”
หวังอีอีอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
เมื่อเห็นเช่นนี้จิตใจหวังเป่าเล่อก็เริ่มปั่นป่วน ขณะเดียวกันปรมาจารย์ดาราจันทร์ก็ละสายตาจากหวังอีอีมายังหวังเป่าเล่อ ก่อนจะผุดลุกขึ้นโค้งคำนับให้หวังเป่าเล่อ
“ขอบคุณสหายเต๋าที่ปกป้องนายน้อยของเรา”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ” หวังเป่าเล่อตอบเสียงแผ่ว สายตาที่มองหวังอีอีอ่อนโยนมาก อาจกล่าวได้ว่า…อีกฝ่ายคือเพื่อนที่ติดตามเขามาทั้งชีวิตอย่างแท้จริง
ตั้งแต่แรกพบจนถึงตอนนี้
“ผู้อาวุโสนัดให้มาพบกันในวันนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องใด” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาอยากรู้จริงๆ ว่าการนัดหมาย 68 ปีนี้จะมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่
สีหน้าปรมาจารย์ดาราจันทร์เรียบนิ่งและยังคงกำมือโค้งคำนับเช่นเดิม
“ข้าแซ่สวี่นัดสหายเต๋าให้มาพบในครั้งนี้มีด้วยกันสามเรื่อง”
“หนึ่ง เพื่อต้อนรับการกลับมาของนายน้อยของเรา ทำให้ดวงวิญญาณเทพของนายน้อยสมบูรณ์และฟื้นคืนชีพ…เตรียมการสำหรับการฟื้นคืนชีพขั้นสุดท้าย” ปรมาจารย์ดาราจันทร์พูดพลางโบกมือขวา ทันใดนั้นความว่างเปล่าก็บิดเบี้ยว ก่อนที่เศษชิ้นส่วนของแสงจะปรากฏขึ้น ส่องสว่างไปทั่วทุกสารทิศ ท้องฟ้าเองก็ส่องสว่างจนทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นทะเลแสง
และที่มาของทะเลแสงนี้ก็คือเศษชิ้นส่วนเหล่านั้น ชิ้นส่วนเหล่านั้นมารวมตัวอยู่ตรงกลางระหว่างปรมาจารย์ดาราจันทร์กับหวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็ว และก่อตัวเป็น…หน้ากาก!
เมื่อเห็นหน้ากากปรากฏขึ้น หวังเป่าเล่อก็หายใจถี่ขึ้นเล็กน้อยแล้วหยิบหน้ากากออกมาจากอกของตน มันส่องแสงสว่างจ้าแทบจะในทันทีที่หยิบออกมา ขณะที่แสงพร่างพรายถึงขีดสุด หน้ากากที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสองก็ราวกับถูกดึงดูดเข้าหากันช้าๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็น จนกระทั่งผสานเป็นหนึ่งเดียว…
หน้ากากสมบูรณ์!!
ไม่มีรอยแตกหักใดอีก อีกทั้งยังมีพลังปราณอันน่าทึ่งแผ่ซ่านออกมาจากมัน พลังปราณนี้มาพร้อมกับความศักดิ์สิทธิ์ราวกับไม่อาจล่วงเกินได้ สามารถสยบได้ทั่วทุกสารทิศทำให้จักรวาลที่สำนักดาราจันทร์ตั้งอยู่เกิดแรงสั่นสะเทือน จนกระทั่งสั่นสะเทือนไปทั้งจักรพิภพสำนักเสริม
“หน้ากากนี้คือสิ่งที่นายท่านทำขึ้นเองกับมือ ตอนแรกที่ทำมันขึ้นมาก็ดูเหมือนจะสมบูรณ์ดี ความจริงแล้วมันมีรอยแตกร้าวอยู่ตั้งแต่แรก เป็นเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ทั้งหมด 17 ชิ้น แต่ละชิ้นล้วนบรรจุเศษวิญญาณของนายน้อยไว้ทำให้เศษวิญญาณของเขามีชีวิตต่อไปได้อยู่ข้างใน และทันทีที่…หน้ากากนี้สมบูรณ์อย่างแท้จริง ไม่มีรอยร้าวใดอีก เศษวิญญาณทั้งหมดของนายน้อยก็จะผสานกันและ…ฟื้นคืนชีพ!”
“แต่การจะทำให้มันสมบูรณ์นั้นต้องใช้เคล็ดวิชาเฉพาะซึ่งจำเป็นต้องใช้ตัวยาหลัก นั่นก็คือ…กระดูกเซียน!”
“มีเพียงเซียนที่สมบูรณ์เท่านั้นที่สามารถสร้างกระดูกเซียนในร่างกายได้”
“ดังนั้นเรื่องที่สองที่ข้านัดสหายเต๋ามาก็คือหวังว่าสหายเต๋า…จะได้รับวิชาสืบทอดแห่งเซียนทั้งหมดและกลายเป็นเซียนที่แท้จริงโดยเร็วที่สุด”
“ก่อนหน้านี้นายน้อยติดตามอยู่ข้างกายข้า ใช้ดวงจิตเทพของข้ารักษาความสมบูรณ์ของหน้ากากเพื่อรอคอยความสำเร็จของเจ้า”
หวังเป่าเล่อฟังถึงตรงนี้ก็ดูปกติดี แต่ลึกลงไปในดวงตาของเขากลับมีแสงแห่งความซับซ้อน เขาไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม…คนที่ผ่านเรื่องราวมามากมายอย่างเขาได้ฝึกฝนจิตใจจนเฉียบคมและสามารถตรวจจับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นได้
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายซ่อนอะไรไว้และไม่อยากเค้นถามด้วย เวลานี้เปลือกตาของเค้าตกลงเล็กน้อยเพื่อปกปิดความซับซ้อนในดวงตาไว้ซึ่งการกระทำเหล่านี้แม้ปรมาจารย์ดาราจันทร์จะเป็นคนที่มีจิตใจเฉียบคมเหมือนกันก็ยังไม่สังเกตุเห็นแม้แต่น้อยและยังคงพูดต่อไป
“ส่วนเรื่องที่สามคือรางวัล…” ปรมาจารย์ดาราจันทร์พูดถึงตรงนี้ หวังอีอีที่อยู่ด้านข้างก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ท่านลุงสวี่ อย่าโกหกเขา”
ปรมาจารย์ดาราจันทร์ชะงักก่อนจะมองหวังอีอี
“ข้าไม่อยากโกหกเขา ท่านลุงสวี่…บอกความจริงเขาเถอะ” หวังอีอีเอ่ยเสียงแผ่วเบา หากฟังดีๆ จะได้ยินว่าเสียงของนางสั่นไหว เมื่อพูดเช่นนี้ออกไปแล้วนางก็ดูเหมือนจะไม่กล้ามองหวังเป่าเล่อ นางก้มหน้าเดินมาหยุดระหว่างปรมาจารย์ดาราจันทร์กับหวังเป่าเล่ออย่างเงียบๆ ก่อนที่หน้ากากที่ลอยอยู่จะเข้าไปใกล้แล้วนางก็ผสานร่างเข้าไป
แผ่นหลังของนางดูขี้ขลาด โดดเดี่ยว และอยากหนีไปอยู่ลึกๆ เมื่อผสานเข้าไปแล้วก็หายไปช้าๆ…
ราวกับว่านางไม่อยากเผชิญกับเรื่องต่อจากนี้
หวังเป่าเล่อเงยหน้าขึ้น เปลือกตาที่ตกลงค่อยๆ เบิกขึ้นอีกครั้ง เขามองหน้ากากแล้วถอนหายใจเบาๆ
“แค่กระดูกเซียนอย่างเดียวยังไม่สามารถผสานรอยร้าวหน้ากากได้ใช่หรือไม่”
ไม่มีเสียงใดในหน้ากาก ตอนนี้ปรมาจารย์ดาราจันทร์ก็เงียบไปเช่นกัน เขามองหน้ากากแล้วมองหวังเป่าเล่อ ริ้วรอยบนใบหน้าชัดเจนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ต้องใช้ชะตากรรมของเจ้าด้วย” ปรมาจารย์ดาราจันทร์เอ่ยเสียงทุ้มลึกหลังจากเงียบไปไม่นาน
……………………
ในฐานะดวงจิตเทพที่มหาเทพส่งมายังที่แห่งนี้พร้อมภารกิจสำคัญ ดวงจิตเทพนี้จึงแข็งแกร่งยิ่งนัก ถึงระดับขั้นที่สี่เลยทีเดียว
โดยพื้นฐานแล้วพลังต่อสู้และระดับการฝึกตนที่ดวงจิตเทพสำแดงออกมาได้ ทั่วทั้งจักรวาลก็แทบจะไม่มีคู่ต่อสู้มากนักแล้ว แค่มาตรวจสอบโลกสุดท้ายที่กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกและทำภารกิจให้สำเร็จก็มากเกินพอแล้ว
เด็กหนุ่มชุดแดงเองก็คิดเช่นนั้น
หากทำไปตามลำดับทีละขั้น เขาก็ใกล้จะได้ทะลวงประตูศิลาในอนาคตอันใกล้ ใช้พลังอันเฟื่องฟูเข้ามาสยบฝ่ามือหลัว เข้าไปยังใจกลางโลกศิลาและกวาดล้างวิญญาณสุดท้ายของตะปูไม้สีดำ
แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เฉินชิงโผล่ออกมาและต่อสู้กับเขา แม้สุดท้ายตนจะชนะและยังช่วงชิงร่างเฉินชิงมาได้ แต่ร่างของเขากลับบาดเจ็บสาหัสที่ยังไม่หายดีมาจนถึงวันนี้จากการสังเวยชีวิตของอีกฝ่าย
อาการบาดเจ็บส่งผลกระทบกับดวงจิตเทพของเขาทำให้พลังต่อสู้และระดับลดลงจนไม่สามารถรักษาสถานะของขั้นที่สี่ได้ตลอดเวลา แต่ก็เพราะช่วงชิงกายเนื้อของเฉินชิงมา แม้จะสูญเสียไปไม่น้อยแต่ก็ได้ประโยชน์มากมายเช่นกัน
อย่างแรกประตูศิลาไม่จำเป็นต้องให้เขาโจมตีหลายครั้งก็เข้ามาได้แล้ว จากนั้นกายเนื้อของเฉินชิงซึ่งฝ่ามือหลัวเพิกเฉยทำให้หนีออกไปได้ นั่นทำให้เขาทำภารกิจสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและสำเร็จก่อนเวลาที่ตั้งไว้ด้วย
แต่เขาไม่คาดคิดว่า…เขาจะตรวจไม่พบเคล็ดวิชาที่เฉินชิงทิ้งไว้ในร่างกายซึ่งนั่นได้กลายมาเป็นกับดัก
และกับดักนี้ยังทำลายดวงจิตเทพของเขาไปได้ถึงสามส่วน!
กอปรกับอาการบาดเจ็บของร่างกายเรียกได้ว่าบอบช้ำรุนแรงทำให้ระดับของเขาในตอนนี้ตกลงมาจากขั้นที่สี่แล้ว เป็นเพียงจุดสูงสุดของขั้นที่สามเท่านั้น
โชคดีที่ฝ่ามือหลัวในตอนนี้ไร้ราก ในสภาวะที่อ่อนล้าลงเรื่อยๆ และเหลือพลังอีกไม่มาก แม้ระดับการฝึกตนของเขาจะตกลง แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางได้นานเกินไป
แต่เขาก็จำต้องเคร่งเครียดเพราะในโลกศิลาตอนนี้ ฝ่ายหนึ่งมีการเตรียมการมา อีกฝ่ายหนึ่งคือหวังเป่าเล่อ นั่นทำให้ควมมั่นใจเต็มร้อยของเขาลดเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น
“เฉินชิง! !” เด็กหนุ่มชุดแดงกัดฟัน นัยน์ตาเผยแววโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด การปรากฏตัวของอีกฝ่ายทำให้ทุกอย่าง…ผิดแผนไปหมด
ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้…เป็นไปได้!
“ต้องจัดการให้เร็วที่สุด จะให้พวกนั้นมีเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้!” เด็กหนุ่มชุดแดงตัดสินใจบางอย่าง ตะขาบสีเลือดที่เขายิ่งดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ การต่อสู้กับฝ่ามือหลัวยิ่งรุนแรงขึ้นทำให้ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศไม่หยุด และยังส่งผลกระทบต่อจักรพิภพเต๋าใจกลางโลกศิลาด้วย มันทำให้กฎและข้อบังคับในจักรพิภพเต๋าเกิดความปั่นป่วน
ภายในดาวอังคารหวังเป่าเล่อถอนสายตาจากการเพ่งมองไปยังจักรวาลและข่มกลั้นจิตสังหารในดวงตา สีหน้าเขาดูสงบนิ่ง เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุดินที่เปล่งแสงส่องประกายอยู่ตรงหน้าผสานเข้ากับร่างของเขา
พลังแห่งเต๋าธาตุดินแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างหวังเป่าเล่อ แม้เต๋าธาตุดินกับเต๋าธาตุไม้และเต๋าธาตุน้ำของหวังเป่าเล่อจะไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ดาวเคราะห์เต๋าของหวังเป่าเล่อสามารถสร้างหมื่นวิถีได้ เมื่อหมุนเวียนเพียงเล็กน้อยจนเกิดเป็นเต๋าธาตุไฟแล้ว ทันใดนั้นพลังปราณในร่างกายเขาก็ปะทุขึ้น
น้ำก่อกำเนิดไม้ ไม้ก่อกำเนิดไฟ ไฟก่อกำเนิดดิน!
สามจริงหนึ่งมายา นี่คือสี่ธาตุสี่เต๋า!
“เต๋าแปดปรมัตถ์สำเร็จไปสาม…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา เขายังขาดเต๋าธาตุทองกับเต๋าธาตุไฟ และเขาก็คิดไว้เรียบร้อยแล้ว
เต๋าธาตุทองนั้นต้องได้พบกับสิ่งที่นำพาไปสู่เต๋าที่เหมาะสม หวังเป่าเล่อจะเลือกกระบี่สำริดโบราณ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่นำพาไปสู่เต๋าทั้งสามของตนแล้ว แม้กระบี่สำริดโบราณจะมีค่าที่สุดในจักรวาล แต่ก็ยังไม่พอ
ส่วนเต๋าธาตุไฟนั้น เปลวไฟสีดำคือทางหนึ่ง เปลวไฟแห่งคำสาปที่อาจารย์เพลิงกัลป์เคยสอนก็คืออีกทางหนึ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังนำพาไปสู่เต๋าได้ไม่สมบูรณ์
หากมีเวลามากพอ บางทีหวังเป่าเล่ออาจจะเลือกทางอื่น แต่สถานการณ์ตอนนี้มีเวลาน้อยนัก ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงเตรียมใจไว้แล้ว เขาจะใช้กระบี่สำริดโบราณหรือไม่ก็เปลวไฟแห่งคำสาปเพื่อรวมธาตุทั้งห้า
“แต่ก่อนจะทำ ข้ายังจำเป็นต้องไป…สำนักดาราจันทร์ก่อน!” ดวงตาหวังเป่าเล่อเผยแสงล้ำลึก
“ปรมาจารย์ขอเชิญเจ้าในวันที่สิบเก้าเดือนเจ็ดในอีกหกสิบแปดปีข้างหน้า บนหน้าผาของสำนักดาราจันทร์ เจอกัน!” คำพูดของหลี่หว่านเอ๋อร์ในตอนนั้นผุดขึ้นในหัวหวังเป่าเล่อ
ตอนนี้เหลืออีกเจ็ดวันก็จะถึงเวลาที่ตกลงกันไว้
เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำเมื่อ 68 ปีก่อน หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจ การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่เกินไป ตัวเขาในตอนนั้นแม้จะพลังต่อสู้แข็งแกร่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับสูงสุด
ตอนนั้น…อาจารย์ยังอยู่ ศิษย์พี่ก็ยังอยู่
ตอนนั้น…เขาไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงนัดให้ไปที่นั่นและทำไมเวลาที่นัดกันไว้ถึงช่างละเอียดและแปลกประหลาดนัก
ตอนนั้น…เขาไม่รู้ตัวตนของอีกฝ่ายและยิ่งไม่รู้ว่าอีก 68 ปีต่อมา โลกศิลาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่ตอนนี้…พลังต่อสู้ของเขามาถึงจุดสูงสุดของโลกศิลาแล้ว แต่อาจารย์ไม่อยู่แล้ว ศิษย์พี่ก็ด้วย
และเขาก็รู้แล้วว่าเหตุได้เวลานัดหมายของอีกฝ่ายถึงได้เจาะจงเช่นนี้ ดูท่า…ปรมาจารย์ดาราจันทร์ผู้นี้คงจะมีพลังเทพอันน่าอัศจรรย์ถึงมองเห็นอนาคตได้
อีกทั้งในใจเขายังพอจะคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้เกือบทั้งหมดแล้ว
หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนจะปิดตาลง ปล่อยให้เวลาเจ็ดวันผ่านไปด้วยการทำสมาธิ จนกระทั่งวันที่เจ็ดมาถึง ร่างธรรมกายที่อยู่นอกระบบสุริยะก็ผุดลุกขึ้น ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงจักรพิภพสำนักเสริม
เมื่อเข้ามาในสำนักเสริม หวังเป่าเล่อก็ก้าวเดินอีกหนึ่งก้าว คราวนี้…เขามาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ที่มองไม่เหมือนกันด้วยตาเปล่า แม้แต่ดวงจิตเทพของผู้ฝึกตนระดับจักรวาลก็ยังตรวจไม่พบ เขามองดูจักรวาลอันว่างเปล่าตรงหน้าและเห็นร่างคุ้นตาสองร่างที่ดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วและกำลังโค้งคำนับให้เขา
“ศิษย์สำนักดาราจันทร์ หลี่หว่านเอ๋อร์ ทำความเคารพเจ้าแห่งเต๋า ศิษย์มาต้อนรับเจ้าแห่งเต๋าเข้าสู่สำนักดาราจันทร์ตามคำสั่งของปรมาจารย์ขอรับ ”
“ศิษย์สำนักดาราจันทร์ จั่วอี้ฟาน ทำความเคารพ…เจ้าแห่งเต๋า”
“อี้ฟาน…” หวังเป่าเล่อกวาดตามองทั้งสองคนแล้วหยุดอยู่ที่จั่วอี้ฟาน ใบหน้าค่อยๆ เผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานขึ้น
ความทรงจำในอดีตค่อยๆ ผุดขึ้นมา จากนั้นไม่นานหวังเป่าเล่อก็เดินเข้าไปกอดจั่วอี้ฟาน จั่วอี้ฟานเองก็สวมกอดหวังเป่าเล่อแรงๆ ด้วยความตื่นเต้น
สองพี่น้องได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปนาน
หลี่หว่านเอ๋อร์ยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง ไม่ได้เข้าไปรบกวน จนกระทั่งเห็นทั้งสองรำลึกความหลังกันแล้วจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เป่าเล่อ ปรมาจารย์รอเจ้าอยู่”
หวังเป่าเล่อหันไปมองหลี่หว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะเข้าไปกอดเขาอีกคน เมื่อคลายอ้อมกอดอารมณ์ของเขาจึงกลับมาเป็นปกติ และเดินตามจั่วอี้ฟานกับหลี่หว่านเอ๋อร์ไปยังจักรวาลอันว่างเปล่าตรงหน้า เมื่อเหยียบก้าวแรก จักรวาลก็เปลี่ยนไป ดวงดาวสีฟ้าขนาดมหาปรากฏแก่สายตาหวังเป่าเล่อ
อันที่จริงหากเขาไม่อยากไปตามทาง เพียงแค่โบกมือก็สามารถยกทุกสิ่งที่ปกคลุมสถานที่แห่งนี้ออกไปได้แล้ว แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น ในฐานะแขกผู้มาเยือน เขาก้าวตามหลี่หว่ายเอ๋อร์กับจ้่วอี้ฟานเป็นก้าวที่สองก็มาปรากฏตัวอยู่กลางท้องฟ้าภายในดวงดาวสีฟ้า
พื้นดินเขียวขจี มองเห็นภูเขา แม่น้ำ ทะเลอันกว้างใหญ่ตลอดจนอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ
“ยินดีต้อนรับสู่สำนักดาราจันทร์” หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา
หวังเป่าเล่อพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกวาดตามองรอบๆ และไปหยุดอยู่บนยอดเขา ที่ตรงนั้น เขามองเห็นร่างหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เขา
จุดที่ร่างนั้นนั่งอยู่เป็นหน้าผา มีน้ำตกไหลอยู่ด้านหน้า เสียงน้ำไหลซู่ราวกับมีกระแสเต๋าแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ หวังเป่าเล่อก้าวเป็นครั้งที่สามก็มาปรากฏตัว…ข้างกายคนคนนั้น
“เจ้ามาแล้ว” แผ่นหลังนี้เผยให้เห็นความแปรผันของชีวิต แต่น้ำเสียงกลับดังกังวานเหมือนกับจะผ่าเมฆหมอกเป็นชิ้นๆ ขณะที่เอ่ยออกมา เขาก็ค่อยๆ หันหน้ามา
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาหวังเป่าเล่อคือใบหน้าแก่ชราที่ไม่คุ้นเคย
“ข้าแซ่สวี่ นามลี่กั๋ว…ผู้ปกป้องเต๋าให้นายน้อยตระกูลเรา”
……
อยู่อย่างยอดคน ตายอย่างวีรบุรุษ!
นี่ก็คือเฉินชิง
ขณะนี้ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณมองจุดที่ร่างเฉินชิงสลายไปอย่างเงียบงัน ก่อนจะโค้งคำนับ ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าซับซ้อนและก้มหัวโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
ยังมีเสวียนหัวที่อยู่ในระบบสุริยะ เขาส่งร่างธรรมกายมาร่วมต่อสู้ ร่างต้นแบบอยู่บนดาวอังคาร แม้การพังทลายของร่างธรรมกายจะทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ถึงชีวิต ดังนั้นตอนนี้เขาจึงก้มหัวคำนับมาทางสนามรบด้วยใบหน้าขาวซีด
คำนับ ยอดคน
คำนับ วีรบุรุษ
คำนับ เฉินชิง!
อันที่จริงในการต่อสู้ครั้งนี้ หากไม่มีเคล็ดวิชาสุดท้ายของเฉินชิง ต่อให้พวกหวังเป่าเล่อต่อสู้ได้ก็ต้องบาดเจ็บหนักเป็นแน่ ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ศัตรูที่ไม่มีทางเอาชนะได้อ่อนแอลงจนสามารถสู้ได้
แต่ตอนนี้เป็นเพราะเคล็ดวิชาของเฉินชิง ดวงจิตของมหาเทพจึงพังทลายทำให้วิกฤติครั้งนี้ได้รับการแก้ไข แม้ทั้งหวังเป่าเล่อ ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาเต๋าเจ็ดวิญญาณต่างก็สัมผัสได้ว่าความจริงแล้วมหาเทพที่แท้จริงยังอยู่ และจากนี้จะต้องมีการต่อสู้ที่ดุเดือดยิ่งกว่า แต่ถึงอย่างไร…พวกเขาก็ยังมีเวลาเตรียมการ
แม้การเตรียมการในระยะเวลาสั้นๆ นี้อาจจะไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์สุดท้าย แต่…บางทีการเตรียมการนี้อาจส่งผลต่ออนาคตก็ได้
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร เวลาที่เฉินชิงมอบให้นี้ก็มีค่ายิ่งสำหรับพวกเขา โดยเฉพาะ…การทำลายดวงจิตเทพบางส่วนของมหาเทพยิ่งทำให้พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายอ่อนแอลง
ซึ่งนั่นเป็นโอกาสของพวกหวังเป่าเล่อแล้ว
“ข้าต้องการเวลา!” จู่ๆ หวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้น
“วิธีที่ข้าฝึกตนเรียกว่าเต๋าแปดปรมัตถ์ ห้าปรมัตถ์แรกคือเคล็ดวิชาห้าธาตุ ตอนนี้เต๋าธาตุน้ำและเต๋าธาตุไม้สมบูรณ์แบบ เต๋าธาตุดินก็ใกล้จะสมบูรณ์แบบแล้ว ยังเหลือเต๋าธาตุทองและเต๋าธาตุไฟ…”
“เมื่อทั้งห้าธาตุสมบูรณ์แบบ พลังต่อสู้จะพุ่งสู่จุดสูงสุด เกือบจะเท่ากับก่อนที่ศิษย์พี่ข้าจะจากไป…”
“แต่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเพียงพอหรือไม่” หวังเป่าเล่อมองปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ
“ข้ามีวิถีเต๋าชะตารวมสมาชิกทุกคนในตระกูลเซี่ย อานุภาพนั้นเหนือกว่าตัวข้าหลายเท่านัก แต่…ต้องใช้เวลาสามปีจึงจะสำเร็จ อีกทั้งทันทีที่ใช้มัน ข้าก็จะตาย ตระกูลเซี่ยก็จะดับสิ้น” ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยเอ่ยขึ้นช้าๆ หลังจากเงียบไป
“ข้าเต๋าเจ็ดวิญญาณเก่งเรื่องวิถีแห่งอดีตชาติ รวมพลังทั้งหมดของสำนักก็สามารถระเบิดพลังต่อสู้ได้เจ็ดเท่าในพริบตา แต่จะดำรงอยู่ได้ในเวลาเจ็ดก้านธูปเท่านั้น หลังจากนั้นวิญญาณของข้าก็จะกระจายไป” ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดเสียงแหบแห้งมองไปยังหวังเป่าเล่อเช่นเดียวกับปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย
พวกเขาทั้งสองเข้าใจดีว่าการต่อสู้ในอนาคต ตนไม่อาจกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินทุกอย่างได้ ตอนนี้บางทีความหวังเพียงหนึ่งเดียวคงอยู่ที่หวังเป่าเล่อแล้ว
แต่ราคาที่พวกเขาต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป แม้จะเข้าใจดีว่าหากไม่ทำเช่นนี้ โลกศิลาก็ต้องพังพินาศ ทุกสำนักทุกตระกูลล้วนต้องถูกทำลาย หากลองสู้กันสักตั้งก็อาจพอมีหวังบ้าง แต่เรื่องของพวกเขาในตอนนี้ก็ยังต้องรอคำตอบจากหวังเป่าเล่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
“ข้าไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย แต่จะทำให้ดีที่สุด…” หวังเป่าเล่อหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาแล้วเอ่ยออกมา ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณมองหน้ากันและไม่พูดอะไร
แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งลอยมาจากที่ไกลๆ
“ยังมีข้าอีกคนนะ!”
“ข้ามีวิชาหนึ่งเรียกว่าคำสาปวิญญาณเพลิง สั่งสมมานานนับหมื่นปี หากระเบิดมัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะระดับการฝึกตนใดล้วนได้รับอิทธิพลจากมัน!” เสียงนั้นดังมาพร้อมกับร่างมายาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นั่นก็คือ…ปรมาจารย์แห่งไฟ!
ร่างต้นแบบของเขาไม่ได้มา นี่เป็นเพียงร่างแยกของเขาเท่านั้น แต่ดวงตากลับฉายแววมุ่งมั่นแน่วแน่ การมาของเขาทำให้ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเผยแสงแปลกๆ ในดวงตา
เพราะถึงแม้ปรมาจารย์แห่งไฟจะไม่ใช่ระดับจักรวาล แต่…วิถีคำสาปของเขานั้นน่าทึ่งมาก และที่สำคัญคือ…ตัวตนของเขา!
เขาคืออาจารย์ของหวังเป่าเล่อ ในเมื่อเขาเลือกที่จะต่อสู้แลกชีวิตเพื่อให้เวลาแก่หวังเป่าเล่อ เช่นนั้นการโจมตีของหวังเป่าเล่อในครั้งนี้ยิ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ เช่นนี้แล้วทางหนีก็จะยิ่งแคบลง
นี่คือสิ่งที่ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกังวล พวกเขากังวลว่าหลังจากที่ตนตายไปแล้ว หวังเป่าเล่อจะไม่ทุ่มสุดกำลัง แต่จะใช้วิธีอื่นขัดขวางพวกเขาแล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว
ดังนั้นเมื่อเห็นปรมาจารย์แห่งไฟปรากฏตัว ในใจพวกเขาทั้งสองจึงตัดสินใจบางอย่าง และคนที่มาไม่ได้มีแค่พวกเขา แทบจะในทันทีที่ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณตัดสินใจก็มีเสียงถอนหายใจดังสะท้อนมาจากความว่างเปล่า
“เต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดพินาศ เต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นดับสูญ แต่ข้า…สามารถแทนที่เต๋าสวรรค์สยบบุคคลภายนอกได้ในระยะสั้นๆ แลกกับการเผาตัวเอง ถึงตอนนั้น…ข้าจะโจมตีให้สุดฝีมือ”
ในความว่างเปล่ามีแสงเล็กๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งต่อหน้าทุกคน บนหนังสือมีชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ นั่นก็คือ…ผู้ศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์
ภัยร้ายนี้เป็นหายนะของทั้งโลกศิลา ถึงตอนนี้ไม่ว่าจะตระกูลอะไร อารยธรรมไหน สำนักใดล้วนไม่มีความหมายแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองกันสักตั้งแล้วกัน หากสำเร็จ…ก็หวังว่าสหายเต๋าจะไม่ลืมชดใช้ด้วยการให้สำนักของเราอยู่ต่อไป! ”
“ปกป้องสายเลือดของข้า สายเลือดคนสุดท้าย”
หลังจากปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเอ่ยช้าๆ ก็คำนับให้หวังเป่าเล่อแล้วหันหลังเดินจากไปเพื่อเริ่มเตรียมการในส่วนของพวกเขา ผู้ศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์มองหวังเป่าเล่ออย่างลึกซึ้ง สายตานั้นดูเหมือนจะมองหวังเป่าเล่อ แต่ก็ดูเหมือนจะมองข้างกายเขามากกว่า มองหวังอีอีที่คนนอกไม่สามารถมองเห็นได้
หลังจากคำนับให้ร่างนั้นก็หายวับไป
ในจักรวาลตอนนี้เหลือเพียงหวังเป่าเล่อกับปรมาจารย์แห่งไฟ
“อาจารย์ ท่าน…”
“ไม่ต้องพูดหรอก วิถีคำสาปของข้ายังต้องรอจนกว่าโลกศิลาจะแตกสลายถึงใช้ได้หรือไง คนอื่นแลกได้ ข้าก็ทำเพื่อศิษย์ของข้าได้เช่นกัน!” ปรมาจารย์แห่งไฟโบกมืออย่างอิสระ
“เป่าเล่อ สู้ให้ถึงที่สุดนะ!”
“สู้ให้ถึงที่สุด…” หวังเป่าเล่อพึมพำ จากนั้นไม่นานดวงตาก็เผยแสงคมกริบพร้อมคำนับปรมาจารย์แห่งไฟ ทั้งสองก้าวเดินไปยังระบบสุริยะพร้อมกันและร่างของทั้งคู่ก็ค่อยๆ หายไป บนดาวอังคารในระยบสุริยะ ร่างต้นแบบของหวังเป่าเล่อลืมตาขึ้น
ดวงตายังหลงเหลือความดุร้ายของร่างธรรมกายและดูซับซ้อน
ไม่รู้ว่าตนก้าวจากศิษย์คนหนึ่งของสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ทุกอย่างราวกับภาพฝัน มีทั้งจริงและไม่จริง
“อาจารย์ไปแล้ว ศิษย์พี่ดับสูญ สำนักแห่งความมืดพังทลาย ตระกูลไม่รู้สิ้นของที่นี่ก็แตกสลาย…ต่อไปอาจารย์เพลิงกัลป์ก็ต้องแลกตัวเองกับคำสาป คนอื่นก็ยอมแลกโดยไม่ลังเล…”
“ทุกอย่างก็เพื่อสู้กับมหาเทพ…”
“มหาเทพ…” หวังเป่าเล่อตาลุกวาวอย่างอาฆาตแค้น เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุดินตรงหน้าก็บรรจบสายใยสุดท้ายท่ามกลางความผันผวนของอารมณ์เขานั่นเอง
วินาทีต่อมาเมล็ดพันธุ์ที่แผ่พลังแห่งกฎและข้อบังคับเต๋าธาตุดินก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา พร้อมแรงสั่นสะเทือนไปทั้งระบบสุริยะและเต๋าฝั่งซ้าย
เต๋าสวรรค์ไม่อยู่ ตอนนี้จึงไม่เกี่ยวกับการช่วงชิงอำนาจ แต่เป็น…หวังเป่าเล่อได้รับอำนาจใหม่ ในชั่วขณะหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่ฝึกฝนเต๋าธาตุดินทั้งหมดในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายต่างตัวสั่นเทิ้ม จิตใจแห่งเต๋าสั่นคลอนและก้มหัวเพื่อบูชาไปยังทิศทางที่หวังเป่าเล่ออยู่อย่างควบคุมไม่ได้
พื้นดินสั่นสะเทือน ท่ามกลางหมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ พลังปราณที่เหนือกว่าครั้งก่อนระเบิดแผ่กระจายออกมาจากดาวอังคารราวกับสามารถสยบทั่วทั้งเต๋าฝั่งซ้าย สำแดงความยิ่งใหญ่ของมัน!
“มหาเทพ หากการต่อสู้ครั้งนี้…ข้าสังหารดวงจิตเทพของเจ้าได้ ขั้นต่อไปข้าก็จะไปสังหารร่างต้นแบบของเจ้าในโลกไม่รู้สิ้นที่แท้จริง!”
“ข้าแซ่หวังทำเรื่องใดย่อมตัดต้นไม่เว้นราก นี่คือ…คำปฏิญาณของข้า! ”
ขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังพึมพำ ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าราวกับจะระเบิดจักรวาลก็ดังสนั่นไปเกือบทั้งจักรพิภพ เสียงฟ้าผ่านี้ราวกับเป็นสักขีพยานและดังไปถึงจุดสิ้นสุดความว่างเปล่า ดังไปถึงในสัมผัสสวรรค์เด็กหนุ่มชุดแดงที่ต่อสู้กับฝ่ามือหลัว
“หวังเป่าเล่อ!”
……
อันที่จริงเด็กหนุ่มชุดแดงผู้ช่วงชิงร่างเฉินชิงไปมีระดับการฝึกตนเหนือกว่าพวกหวังเป่าเล่อทุกคน อีกทั้งยังเหนือกว่าเว่ยยางจื่อคนก่อนมาก
ถึงอย่างไร…ร่างกายของอีกฝ่ายก็มาจากเฉินชิง ระดับการฝึกตนขั้นสูงสุดของเฉินชิงก็ใกล้จะถึงขั้นที่สี่แล้ว ตอนนี้ยังมีดวงวิญญาณเทพบางส่วนของมหาเทพอีก โดยรวมแล้วแม้จะยังไม่ถึงขั้นที่สี่อย่างแท้จริง แต่ก็เกือบจะถึงขีดสุดแล้ว
ดังนั้น…การต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้ หวังเป่าเล่อรู้ดี ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกับปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยเองก็ชัดแจ้งว่าพวกเขาไม่มีทางเอาชนะได้
บางทีหากให้เวลาพวกเขาอีกสักหน่อยก็คงมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ก็เช่นเดิม…หากรอต่อไปก็กลัวว่าอีกไม่นานอีกฝ่ายจะกลืนกินอารยธรรมทั้งหมดของจักรพิภพเต๋าไป และพวกเขาก็คงไม่แคล้วโดนกวาดล้าง
ดังนั้นศึกครั้งนี้…จึงต้องสู้
แต่จะสู้อย่างไร สู้แบบไหน ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนวณและควบคุมให้ได้
ดังนั้นจึงมีแผนการต่อสู้…ศึกแห่งชะตาของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย!
ชะตาเป็นเรื่องลวงตาไม่ชัดเจน แต่ก็เพราะลวงตาของมันจึงเป็นเรื่องลึกลับ และเพราะความไม่ชัดเจนจึงไม่ค่อยได้รับการปกป้อง
และเมื่อชะตาเด็กหนุ่มชุดแดงถูกฟัน แม้จะไม่ได้ทำร้ายที่ร่างกายเขา แต่อีกฝ่ายก็อยู่ในโลกศิลาอย่างไร้รูปร่าง ในระดับหนึ่งมันก็เท่ากับก้าวเดียวก็เดินลำบาก
ถึงอย่างไร…ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน หากร่างกายไม่มีชะตา ทุกเรื่องก็จะไม่ราบรื่น ร่างกายก็จะเสียหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่กับศัตรูทุกอย่างจะราบรื่นอย่างที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งคือทันทีที่ชะตาเด็กหนุ่มชุดแดงถูกฟัน กฎและข้อบังคับในโลกศิลาจะยิ่งต่อต้านร่างของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เหตุผลที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ถูกต่อต้านก็เพราะอาศัยร่างกายของเฉินชิงซ่อนตัวอยู่ข้างใน แต่หากชะตาสลายไปก็เป็นไปได้สูงว่าเกราะป้อวกันของอีกฝ่ายจะไร้ผล
ทั้งหมดคือจึงเกิดการโจมตีสี่คนติดครั้งนี้ขึ้น!
ขณะนี้ต่อให้เด็กหนุ่มชุดแดงจะมีระดับการฝึกตนที่น่าทึ่ง แต่เขาก็ประมาทเกินไป เมื่อกระบี่สำริดโบราณของหวังเป่าเล่อตกลงมา ไฟแห่งชะตาของเด็กหนุ่มชุดแดงก็ลุกโชนขึ้นในพริบตา มันเผาไหม้มากขึ้น ล้ำลึกขึ้นและรุนแรงขึ้น
เพียงลมหายใจสั้นๆ ชะตาเขาก็ถูกเผาไปหนึ่งส่วนแล้วทำให้การต่อต้านจากกฎและข้อบังคับของโลกศิลาเริ่มปรากฏขึ้น
แต่ระดับการฝึกตนของเขาก็แข็งแกร่งเกินไป ขณะนี้ดวงตาเขาเป็นสีแดง แม้ชะตาจะถูกเผาไหม้และเสียหายหนัก แต่เขาก็ยังมั่นใจ มือขวายกขึ้นมาโดยไม่สนใจปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยที่กำลังถูกตนช่วงชิงร่างและคว้าไปทางหวังเป่าเล่อ
“ข้าไม่ไปหาเจ้า เจ้ากลับมาถึงที่ด้วยตัวเอง เช่นนั้นก็ดี!” ขณะที่พูดมือขวาของเด็กหนุ่มก็เต็มไปด้วยแสงสีเลือดและกำลังจะยิงใส่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
ดวงตาหวังเป่าเล่อดูซับซ้อน คนตรงหน้าเขาเคยรู้จักสนิทสนมเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้…คนใช่แต่วิญญาณไม่ใช่
“ศิษย์พี่…” พึมพำในใจ หวังเป่าเล่อข่มกลั้นความสับสนไว้ในใจและกำลังจะโจมตี
ทว่าในตอนนั้นเอง…จู่ๆ สีหน้าเด็กหนุ่มชุดแดงก็เปลี่ยนไป บนหน้าอกเขามีช่องว่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิด ช่องว่างนี้ดูเหมือนอยู่บนกายเนื้อ แต่ความจริงมันอยู่ในดวงวิญญาณเทพ
เวลาเดียวกันกับที่ช่องว่างนี้ปรากฏขึ้น ก็ดูเหมือนจะเกิดการดิ้นรนปะทุขึ้นในร่างของเฉินชิงทำให้เด็กหนุ่มชุดแดงที่ช่วงชิงร่างมาสั่นไปทั้งตัว
“เฉินชิง นี่เจ้ายังอยู่รึ เป็นไปไม่ได้!”
เมื่อเห็นเช่นนี้หวังเป่าเล่อเองก็ใจสั่นอย่างรุนแรง ดวงตาเผยความตกใจ ขณะเดียวกันกับที่ดวงจิตเทพแผ่ออกมาจากร่างเฉินชิงที่ถูกช่วงชิงไป
“ข้าดับสิ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องยั้งมือ นี่คือเคล็ดวิชาสุดท้ายที่ข้าทิ้งไว้ในร่าง ข้าเฉินชิง…ต่อให้ตายไปก็ไม่มีทางถูกผู้ใดช่วงชิงร่างได้!”
“ดังนั้นก่อนที่ข้าจะออกสู้ ข้าก็ได้ทิ้งตราประทับไว้ในร่างกายแล้ว หากข้าพ่ายแพ้…อีกฝ่ายไม่ช่วงชิงร่างข้าไปก็ไม่เป็นไร แต่ทันทีที่ชิงไป…ก็จะไม่มีวันหวนคืน!” ดวงจิตเทพของเฉินชิงที่ถูกทิ้งไว้ก่อนที่เขาจะจากไปกำลังดังสะท้อนอยู่ในตอนนี้ ร่างกายของเขาก็ปรากฏรอยมากมาย รอยพวกนี้ล้วนเป็นสีเทาแผ่กระจายความเน่าเปื่อย ขณะเดียวกันก็ทำให้ร่างกายของเขาค่อยๆ สลายไปอย่างไม่อาจย้อนกลับได้
ขณะที่มันสลายไป เด็กหนุ่มชุดแดงก็เผยความตกใจออกมาเป็นครั้งแรก เขาคิดจะดิ้นรน แต่ร่างกายเฉินชิงในตอนนี้ก็เหมือนกับกุญแจมือที่พันธนาการเขาไว้ราวกับกรงขัง เขาจึงไม่สามารถหลบหนีไปได้ ทำได้เพียงสลายไปพร้อมกับร่างกายนี้
เมื่อเห็นเช่นนี้ดวงตาหวังเป่าเล่อก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ก็ยังกัดฟันทะยานตัวขึ้นไป ก่อนจะยกมือขวาพร้อมความบ้าคลั่งในดวงตา กระบี่สำริดโบราณพลันระเบิดพลังของมันในวินาทีนั้นเอง ระดับการฝึกตนของเขาก็ปลดปล่อยออกมาทั้งหมด แม้เมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุดินจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
กฎของกระบี่สำริดโบราณบรรจบกับธาตุทั้งสี่ก่อตัวเป็นกระบี่ตกใส่เด็กหนุ่มชุดแดง
“เฉินชิง! ! !” เสียงคำรามอย่างอาฆาตแค้นดังออกมาจากปากเด็กหนุ่มชุดแดง เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ขณะที่ดวงวิญญาณเทพกำลังดิ้นรนจนภายนอกกลายเป็นตะขาบสีเลือด แต่ไม่ส่ามันจะดิ้นรนอย่างไร ครึ่งหนึ่งของร่างกายมันก็ไม่อาจออกมาจากร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยของเฉินชิงได้
จนมองเห็นโซ่ที่พันธนาการตัวมันไว้ วินาทีต่อมา…กระบี่สำริดโบราณของหวังเป่าเล่อก็ฟันฉับ
ท่ามกลางเสียงคำราม เด็กหนุ่มชุดแดงที่ช่วงชิงร่างเฉินชิงไปก็พังทลาย กายเนื้อฉีกเป็นชิ้นๆ ดวงวิญญาณเทพฉีกเป็นชิ้นๆ กายเนื้อทุกชิ้นล้วนโอบล้อมด้วยเศษดวงวิญญาณเทพทำให้ไม่สามารถหลบหนีได้ ทำได้เพียงเน่าเปื่อยไปพร้อมกับเศษกายเนื้ออย่างรวดเร็วและกลายเป็นเถ้าธุลีในที่สุด
ขณะที่ร่างของเขาค่อยๆ สลายไป หว่างคิ้วปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกับปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยต่างเป็นสีแดงและมีแสงสีแดงสองดวงพุ่งออกมา ไปบรรจบกันบนจักรวาลและก่อตัวเป็นร่างของเด็กหนุ่มชุดแดง
เพียงแต่ร่างนี้เลือนรางนัก อีกทั้งในทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นมา พลังต่อต้านจากกฎและข้อบังคับของโลกศิลาก็ถาโถมเข้าใส่ทำให้ร่างนั้นยิ่งเลือนราง เขากำลังจะสลายไปอย่างสมบูรณ์ แต่ดวงตากลับฉายแววดุร้ายและสง่างามเพ่งมองพวกหวังเป่าเล่อและปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย
เขายอมรับว่าครั้งนี้ตนประมาทเกินไป เขาไม่คิดว่าเต๋าชะตาของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยจะสูงถึงเกือบถึงขั้นที่สี่เช่นนี้
และไม่คาดคิดว่าธูปที่อีกฝ่ายหยิบออกมาจะสร้างเปลวไฟแห่งชะตาเมื่อไหม้หมดก้าน และยังมีการขัดขวางของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกับการโจมตีของหวังเป่าเล่อในตอนสุดท้ายอีก!
โดยเฉพาะอย่างหลัง พลังโจมตีนั่นทำให้เขาตกใจ ทำให้ชะตาของเขาเปาไหม้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังมั่นใจว่าจะพลิกสถานการณ์ได้
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเฉินชิงที่ถูกเขาช่วงชิงร่างมาจะ…ทิ้งการตลบหลังที่เขาตรวจไม่พบไว้ในร่างกาย!
หากคิดจะทำให้เขาตรวจไม่พบ ร่องรอยการตลบหลังนี้ก็จำเป็นต้องลึกซึ้งมาก คิดถึงตรงนี้เด็กหนุ่มชุดแดงก็สีหน้ามืดมนลง ใจที่เคยดูถูกเหยียดหยามหมดไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึม
“ครั้งนี้เป็นข้าที่ประมาทเอง แต่…อีกไม่นาน ข้าจะกลับมา ถึงเวลานั้น…ข้าจะไม่ประมาทศัตรู และจะทำให้เต็มที่! ”
คำพูดนั้นดังก้องพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มที่เลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในจักรวาล
เมื่อร่างของเขาหายไปจนหมด ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณจึงโล่งใจได้อย่างแท้จริง ยามที่ทั้งสองผินหน้ามองหวังเป่าเล่อก็เห็นว่าหวังเป่าเล่อสีหน้าซับซ้อนและยังโศกเศร้าจึงเงียบไป
“เฉินชิง ยอดคน” ผ่านไปครู่หนึ่งปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เอ่ยขึ้นเบาๆ
อันที่จริงหลังจากเฉินชิงพ่ายแพ้ ในใจพวกเขาก็เกิดความคับข้องใจไม่มากก็น้อย เพราะถึงอย่างไรการพ่ายแพ้ของเฉินชิงก็ทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนกำหนด
ทว่าเคล็ดวิชาสุดท้ายของเฉินชิงกลับทำให้พวกเขาพูดไม่ออก
“ศิษย์พี่ข้าเป็นยอดคนอยู่แล้ว!” หวังเป่าเล่อหลับตาข่มกลั้นความโศกเศร้าไว้ข้างใน ก่อนจะลืมตาจากนั้นไม่นานและเอ่ยเสียงลุ่มลึก
…………………………………
นิ่งเงียบเพราะความกะทันหันและความสับสนกับทุกสิ่ง
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสำแดงพลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นในการต่อสู้ที่ไม่อาจเลี่ยง
ไม่ว่าจะปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยหรือคนของสำนักแห่งความมืดหรือปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมถึงหวังเป่าเล่อล้วนชัดเจนแล้วว่าวินาทีนี้…บุคคลที่ข่วงชิงร่างเฉินชิงที่ปรากฏตัวอยู่ในโลกศิลผู้นี้คือศัตรูที่ใหญ่ที่สุด!
หากไม่สามารถสยบเขาได้…บางทีจุดจบของโลกศิลาคงจะต้องมาถึงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้เป็นแน่
ไม่มีใครอยากตายและน้อยคนนักที่จะทนดูตระกูลของตนพังพินาศอยู่เฉยๆ ได้ ดังนั้น…ศึกครั้งนี้ต้องสู้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร
และในที่สุด…อีกสามวันถัดมา ขณะที่เด็กหนุ่มชุดแดงที่ช่วงชิงร่างเฉินชิงไปท่องไปในจักรวาล การเตรียมการของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เสร็จสิ้นเป็นคนแรก
เขาจำต้องทำให้สำเร็จ เพราะทิศที่เด็กหนุ่มชุดแดงกำลังมุ่งหน้าไป…คือที่ที่ตระกูลเซี่ยตั้งอยู่ ดังนั้นในชั่วพริบตาร่างของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็หายวับไปพร้อมเสียงถอนหายใจดังกังวาน และมาปรากฏตัว…ตรงหน้าเด็กหนุ่มชุดแดง
จักรวาลผันผวนจนเกิดความบิดเบี้ยว เด็กหนุ่มชุดแดงหยุดฝีเท้าพร้อมกับการปรากฏตัวของปรมาตระกูลเซี่ย ใบหน้าเผยรอยยิ้มแปลกๆ และมองปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย
“ฝึกเต๋าชะตา? น่าสนใจนี่”
ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยเงียบ นัยน์ตาเปยแสงแรงกล้าในฉับพลัน ไม่มีปฏิกิริยาทางวาจาแต่อย่างใด สองมือพลันโบกสะบัด ทันใดนั้นหมอกแห่งชะตาสีม่วงก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขา จากนั้นก็หดตัวมารวมกันที่ดวงตาทั้งสองข้างและมองเด็กหนุ่มชุดแดง
ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยจ้องมองพร้อมกับตัวสั่นเทิ้ม สิ่งที่เขาฝึกคือเต๋าชะตาจริงๆ และด้วยพลังทั้งหมด เขาจึงเห็นชะตาบนร่างเด็กหนุ่มชุดแดง ชะตานั้นเป็นสีแดงฉานซึ่งเป็นตัวแทนของหายนะ ขณะเดียวกันก็ยังไร้ขอบเขต ตะขาบสีเลือดที่ก่อตัวขึ้นนั้นราวกับจะดูดกลืนทั้งจักรวาล
เหมือนกับว่าเขาเพียงคนเดียวก็เหนือกว่าทั้งจักรพิภพเต๋าแล้ว
สิ่งที่เรียกว่าชะตานั้นเป็นมายายากจะเอ่ย แต่โดยรวมแล้วชะตากับโชคนั้นคล้ายกัน ผู้มีชะตามั่งคั่งทำสิ่งใดก็ราบรื่น ขณะที่ผู้อาภัพชะตาสะดุดตัวเองล้มตลอดเส้นทาง บางครั้งยังถูกสิ่งของที่ตกลงมาจากฟ้าฟาดตาย หรือขั้นสุดจริงๆ แค่หายใจก็ยังสำลักตายได้
สิ่งที่ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยฝึกฝนคือเต๋าชะตา นั่นก็คือเหตุผลที่ตระกูลเซี่ยอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้นั่นเอง และเป็นจุดสำคัญที่เขาเลือกช่วยตระกูลไม่รู้สิ้นในตอนนั้น ตระกูลไม่รู้สิ้นในตอนนั้นมีชะตาเหนือกว่าสำนักแห่งความมืดอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกันที่เขาไม่ได้ช่วยเว่ยยางจื่อในครั้งนี้ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน เขาเห็นความอาภัพชะตาของตระกูลไม่รู้สิ้นจึงไม่อยากเข้าไปขัดชะตา มันไม่สอดคล้องกับเต๋าของเขา
แต่ตอนนี้ต่อให้ไม่สอดคล้องกับเต๋าของตน มองแวบเดียวก็สัมผัสสวรรค์ปั่นป่วนจนแทบบ้า แต่ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็ยังคงยกสองมือขึ้นรวมชะตาสีม่วงของตนให้กลายเป็นดาบยาวแล้วฟันลงบนหัวเด็กหนุ่มชุดแดง!
“ฟัน!”
ฟันชะตา!
ดูเหมือนฟันอากาศ แต่จริงๆ แล้ว…สิ่งที่ฟันคือชะตาของคู่ต่อสู้
เด็กหนุ่มชุดแดงไม่ได้ขัดขืน เขายืนมองปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยอยู่ตรงนั้นพลางหัวเราะ ปล่อยให้คู่ต่อสู้ฟันชะตาของตน ทว่าในวินาทีต่อมา…ร่างกายเขาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ชะตาก็เช่นกัน แต่ทางด้านปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยนั้น ในพริบตาที่ดาบยาวนั่นฟันลงมาก็ราวกับฟันถูกสิ่งที่ไม่อาจทำลายได้จนตัวมันแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ส่วนปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เจอกับแรงสะท้อนกลับจนกระอักเลือด ปราณในตำนานอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
“หากเจ้าเป็นขั้นที่สี่ การฟันนี้ก็คงตัดชะตาข้าได้จริงๆ แต่พลังขั้นที่สามกระจอกๆ อย่างนี้ยังกล้าสู้กับข้าอีกหรือ” เด็กหนุ่มชุดแดงเหยียดยิ้มดูถูกและก้าวไปข้างหน้า ยกมือขวาขึ้น ก่อนที่หมอกเลือดจะกลายร่างเป็นตะขาบสีเลือดตรงหน้าเขาและกำลังจะกลืนกินปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย
ทว่าในตอนนั้นเองปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยที่ดูอ่อนแอกลับมีแสงเย็นยะเยือกวาบผ่านดวงตา ก่อนจะหยิบธูปก้านหนึ่งออกมาปักในจักรวาลเบื้องหน้า จากนั้นสองมือทำผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว ดวงตากลายเป็นสีม่วงโดยพลัน ส่งเสียงคำรามต่ำ
“ช่วงชิงชะตา!”
ในทันทีที่เอ่ยขึ้น เศษดาบจากชะตาสีม่วงที่ถูกเด็กหนุ่มชุดแดงพังไปก็เปล่งแสงระยิบระยับพร่างพรายในชั่วพริบตา และหยุดกระจัดกระจายก่อนจะกลายเป็นแมลงปีกแข็งสีม่วงราวกับว่ามันสามารถกลืนกินทุกสิ่งได้ มันส่งเสียงกรีดร้องก่อนจะเปลี่ยนทิศพุ่งไปยังเด็กหนุ่มชุดแดงอย่างบ้าคลั่ง
มันเร็วมากจนเข้าใกล้เด็กหนุ่มชุดแดงได้ในชั่วพริบตาและดูดกลืนชะตาของเด็กหนุ่ม ยามที่ดูดกลืน ธูปตรงหน้าปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็กำลังเผาไหม้อย่างรวดเร็ว
“หืม?” เด็กหนุ่มชุดแดงหยุดชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยและกำลังจะโบกมือ ทว่าในวินาทีต่อมามือขวาที่ยกขึ้นก็ตกลงข้างตัว
เมื่อมันตกลงก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น พลังฝึกตนระดับจักรวาลระเบิดขึ้น นั่นก็คือเสวียนหัว เห็นได้ชัดว่าเขาแอบซ่อนตัวมาถึงที่นี่และตั้งใจลอบโจมตีในช่วงเวลาวิกฤติ หลังจากถูกเจอตัวเขาก็ทำได้เพียงขัดขวางด้วยกำลังทั้งหมด
ร่างของเสวียนหัวระเบิดออกพร้อมเสียงดังสนั่น แต่เขาก็เป็นคนโหดเหี้ยม แม้ตัวจะระเบิดก็ยังสำแดงพลังเทพกลายร่างเป็นหมอกดำแล้วก่อตัวเป็นปากขนาดใหญ่กลืนกินมือขวาของเด็กหนุ่มชุดแดง
ในตอนที่กำลังกลืนกินนั้นเอง อีกด้านของเด็กหนุ่มชุดแดง จักรวาลถูกฉีกก่อนที่กระบองยักษ์อันหนึ่งจะโผล่ออกมาต่อหน้าเด็กหนุ่ม
ด้านหลังกระบอง ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเดินออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว มือขวาชกกระบองนั่นทำให้อานุภาพของมันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทั้งสองลงมือพร้อมกันจนทำให้ชะตาของเด็กหนุ่มชุดแดงถูกแมลงปีกแข็งสีม่วงดูดกลืนได้ไวขึ้น ธูปตรงหน้าปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เผาไหม้จนเกือบสุดปลาย
แต่ร่างกายของเด็กหนุ่มชุดแดงก็แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ แม้กระบองจะมีอานุภาพเทียมฟ้า แต่เมื่อมันเข้าไปใกล้ก็ถูกมือซ้ายของเด็กหนุ่มคว้าไว้ได้ก่อน
“แค่นี้?” เด็กหนุ่มชุดแดงผู้ช่วงชิงร่างเฉินชิงไปแค่นหัวเราะเย็นชา ก่อนจะบีบมือขวาอย่างแรง ปากที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนร่างกายเสวียนหัวพังทลายลงอีกครั้ง ดวงวิญญาณเทพแผ่ซ่านและกำลังจะหนี ทว่ากลับถูกเด็กหนุ่มชุดแดงอ้าปากดูดกลืนมันเข้าไป ยามที่เคี้ยวก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของเสวียนหัว
ส่วนมือซ้ายก็บีบเข้าหากัน กระบองของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณถูกเขาบีบจนระเบิดกระจายเป็นชิ้นๆ แสงสีแดงวาววับอยู่ในดวงตาก่อนจะทะลวงหว่างคิ้วของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณในทันที
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า นัยน์ตาเผยแววดิ้นรน เด็กหนุ่มชุดแดงวาบร่างมาปรากฏตรงหน้าปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย ดวงตาฉายแสงแปลกๆ ก่อนจะมีแสงสีแดงปรากฏขึ้นอีกครั้งและยิงทะลวงหว่างคิ้วปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยเข้าไปเพื่อทำการช่วงชิงร่าง
ทว่าในพริบตาที่แสงสีแดงทะลวงเข้าไป ดวงตาปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยก็เผยแววดุร้ายและคำรามเสียงต่ำ
“เผา!”
เมื่อเขาพูดออกมา ธูปตรงหน้าก็เผาไหม้เร็วขึ้นในฉับพลัน จนกระทั่งไหม้หมดก้าน แมลงปีกแข็งสีม่วงที่แทรกซึมอยู่ในชะตาของเด็กหนุ่มชุดแดงก็ส่งเสียงกรีดร้องบาดหูและเผาไหม้ไปพร้อมๆ กัน ในพริบตาก็แทรกซึมไปทั่วทั้งชะตาของเด็กหนุ่มทำให้ชะตาถูกเผาไหม้ไปด้วย
นั่นทำให้เด็กหนุ่มชุดแดงขมวดคิ้วมุ่นและกำลังโจมตี ทว่าในวินาทีต่อมา…กระบี่สำริดโบราณก็แหวกออกมาจากความว่างเปล่า กระบี่เล่มนี้แหลมคม ขณะเดียวกันตัวมันก็ยังบรรจุกฎเต๋าธาตุทองบางส่วน พลังไม้และพลังน้ำพลันระเบิดออกมาพร้อมกัน
ธาตุทองก่อกำเนิดน้ำทำให้เต๋าธาตุน้ำพวยพุ่ง น้ำก่อกำเนิดไม้ทำให้พลังไม้ทรงอานุภาพ และจากนั้นเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไฟยังถูกดาวเคราะห์เต๋าแปลง จึงเกิดเป็น…ไม้ก่อกำเนิดไฟ!
การก่อกำเนิดแต่ละขั้นยิ่งทำให้พลังธาตุไฟน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับที่กระบี่สำริดโบราณฟัน…ชะตาของเด็กหนุ่มชุดแดง!
และกระบี่สำริดโบราณที่ผ่าความว่างเปล่าออกมาก็คือ…ร่างธรรมกายของหวังเป่าเล่อ!
ทุกสิ่งที่ทั้งสี่คนร่วมกันทำก็เพื่อการโจมตีนี้!
ข้างในมีเปลวไฟแห่งการเผาไหม้ชะตา ข้างนอกมีไฟจากธาตุทั้งสี่เกิดเป็น…พลังการฟันอันน่าทึ่งของชะตา!
…………………
เสื้อผ้ายังเหมือนเดิม หุ่นยังเท่าเดิม ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ต่างกัน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว…คือการแสดงออกและสายตา
ร่างนี้…สีหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาไร้แววราวกับเป็นเพียงซากศพ
หากมีผู้เยี่ยมยุทธ์อยู่ที่นี่ ด้วยดวงจิตเทพของเขาคงมองเห็น…ว่าบนร่างของเฉินชิงมีตะขาบยักษ์พันรัดอยู่ และขณะที่พันรัด ร่างครึ่งหนึ่งของมันก็ผสานเข้ากับเฉินชิง
เหมือนตอนที่หวังเป่าเล่ออยู่ที่ดาวชะตาและเห็นภาพอนาคตในสมุดแห่งโชคชะตา…แต่ตอนนี้ภาพอนาคตเปลี่ยนไป คนที่ถูกช่วงชิงไป…ไม่ใช่เขาอีกต่อไป แต่เป็นเฉินชิง
ราวกับ…หายนะของเขาถูกเฉินชิงใช้ร่างของตนรับแทนให้แล้ว
“มีคนกำลังเรียกเจ้าอยู่นะ เจ้าจะไม่ตอบสักหน่อยหรือ” เด็กหนุ่มชุดแดงหน้าเฉินชิงพูดยิ้มๆ สายตาเต็มไปด้วยความชั่วร้ายเหมือนกำลังคุยกับเฉินชิง แต่ก็เหมือนกำลังคุยกับตัวเอง
“ข้าลืมไป เจ้าไม่ใช่ตัวเจ้าแล้วนี่นา” เด็กหนุ่มยิ้ม แต่หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าลึกๆ ของรอยยิ้มนั้นมีแววยั่วยุอยู่เล็กน้อย หลังจากก้าวเข้าประตูศิลา เขาก็หันหน้าไปมองยังนอกประตูศิลา
สายตาเขาราวกับสามารถมองทะลุความว่างเปล่าด้านนอกประตูศิลาได้ เขามองรอยร้าวขนาดมหึมารวมถึงร่างที่กำลั่งนั่งมองเขาอย่างเย็นชาอยู่บนเรือเดียวดาย
หลังจากสบตากับร่างนั้น เด็กหนุ่มก็หรี่ตาลง ก่อนจะโบกมือยักษ์หนึ่งครั้ง ประตูศิลาค่อยๆ ปิดลง แยกความว่างเปล่าด้านนอกออกไปและตัดขาดสายตาของพวกเขาทั้งสอง ยามที่หันกลับมาก็เห็นฝ่ามือยักษ์ที่เกิดขึ้นระหว่างความว่างเปล่าซัดสาดตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง
“หยุด!”
“ฝ่ามือหลัวห้ามไม่ให้ข้าผ่านไปหรือ” เด็กหนุ่มมองฝ่ามือนั่นแล้วอุทานออกมา ก่อนที่ร่างจะกลายเป็นสีเลือดตรงเข้าห่อหุ้มฝ่ามือยักษ์นั้นไว้
ทว่าในวินาทีต่อมาหลังเกิดเสียงดังสนั่น ฝ่ามือยักษ์ยังอยู่ แต่หมอกเลือดจากเด็กหนุ่มกลับแตกกระเจิงไปรวมตัวกันที่ประตูศิลาอีกครั้งแล้วแปลงกลับเป็นร่างเด็กหนุ่มชุดแดงอีกครั้ง
ครั้งนี้ถึงแม้เขาจะยังมีรอยยิ้ม ทว่ามันกลับเย็นยะเยือก ดวงตาเผยแสงสีแดง เขาก้มหน้ามองหน้าอกตน ตรงนั้น…มีบาดแผลขนาดใหญ่ แม้มันจะกลับมาผสานกันอย่างรวดเร็ว แต่เห็นได้ชัดว่าส่งผลกระทบกับเขาไม่น้อย
“เฉินชิงเอ๋ยเฉินชิง ใช้ชีวิตเจ้าสังเวยเพื่อแลกกับการโจมตีนี้ย่อมสร้างปัญหาให้ข้าไม่น้อย… แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถหยุดข้าได้หรอก” เด็กหนุ่มพึมพำ ดวงตาสีแดงพลันเปล่งประกาย ก่อนที่จะกลายร่างเป็นหมอกเลือดอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มีหมอกเลือดสามส่วนพุ่งเข้าใส่เฉินชิง หลังจากมันทะลวงเข้าไปในดวงตาเฉินชิงแล้ว อีกเจ็ดส่วนที่เหลือก็กลายร่างเป็นตะขาบสีเลือดยักษ์พุ่งเข้าไปพันรัดฝ่ามือหลัว
“หลัวดับสิ้นไปแล้ว มือที่ไร้รากจะหยุดข้าไว้ได้นานแค่ไหนกัน!” หลังจากพูดจบ ขณะที่ตะขาบสีเลือดพันรัดฝ่ามือหลัวอยู่นั้น เฉินชิงที่ถูกหมอกเลือดทะลวงเข้าไปในดวงตาก็ราวกับถูกจุดเชื้อเพลิง แสงสีแดงจางๆ แผ่ออกมา จากนั้นเขาก็เดินไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร ส่วนฝ่ามือหลัวก็ไม่สนใจเฉินชิงทำให้เขาค่อยๆ เดินไกลออกไปในความว่างเปล่าได้อย่างราบรื่น
สงครามที่นี่ยังคงดำเนินต่อไป ภารกิจของฝ่ามือหลัวไม่ใช่แค่ป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตในโลกศิลาออกไป แต่ยังต้องป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาด้วย
ในตอนที่การต่อสู้ยังดำเนินต่อไปนั้นเอง เฉินชิงผู้ซึ่งสูญเสียจิตวิญญาณและถูกเด็กหนุ่มชุดแดงควบคุมก็เดินออกไปในความว่างเปล่าทีละก้าว จนถึง…ใจกลางโลกศิลาและเป็นในจักรพิภพเต๋า
แทบจะในพริบตาที่เขาเหยียบเข้าไป สีแดงเลือดของจักรวาลในโลกศิลาก็ระเบิดกลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดมหึมาราวกับพายุปกคลุมไปทั่วทั้งโลกศิลา ท่ามกลางเสียงคำรามอย่างต่อเนื่อง ร่างของเฉินชิงปรากฏขึ้นที่ใจกลางกระแสน้ำวน ชุดคลุมยาวของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไปแล้ว
สีหน้าท่าทางไร้อารมณ์นั่นก็เปลี่ยนไป เริ่มมีความว่องไว เพียงแต่…สิ่งที่เรียกว่าความว่องไวนั้นกลับเต็มไปด้วยความชั่วร้าย โดยเฉพาะดวงตาของเขาที่ตอนนี้ไม่ใช่แค่สีแดงจางๆ อีกต่อไป แต่เป็นสีแดงฉานเลยทีเดียว
“ในที่สุดก็เข้ามา” เฉินชิงที่ถูกช่วงชิงร่างไประบายยิ้มจางๆ ก่อนจะเงยหน้ามองจักรวาล จักรวาลในสายตาเขาตอนนี้มีดวงตาสี่ตาลอยอยู่
“สองขั้นสุดท้ายของก้าวที่สามยังมีอีกอย่างที่น่าสนใจ ส่วนขั้นสุดท้าย…” เฉินชิงที่ถูกช่วงชิงร่างไปหรี่ตามองไปยังระบบสุริยะและบนดาวอังคาร ก่อนจะสบตากับหวังเป่าเล่อที่แววตาเศร้าโศก ตัวสั่นเทิ้มในทันที
“เจ้านี่เอง” เฉินชิงที่ถูกช่วงชิงร่างยิ้ม
“เป่าเล่อ ข้าคือศิษย์พี่ของเจ้า จะไม่มาหาข้าหน่อยหรือ”
เสียงเขาดังก้องไปทั้งจักรวาลและดังเข้าไปในสัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อบนดาวอังคาร หวังเป่าเล่อนิ่งเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่งก็หลับตาลง ปิดบังความโศกเศร้า เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็จ้องมองเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าปฐพีตรงหน้าและใช้กำลังทั้งหมดเพื่อหลอมมัน
“ไม่เป็นไร เด็กน้อย เดี๋ยวข้าจะไปหาเจ้าเอง” เฉินชิงที่ถูกช่วงชิงร่างยิ้มแล้วถอนสายตากลับไปก้มมองร่างกายตนราวกับพอใจมาก เขาหันกลับไปมองเข้าไปในส่วนลึกของกระแสน้ำวน ตรงนั้น…ร่างต้นแบบของเขากำลังต่อสู้กับฝ่ามือหลัวซึ่งเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่สามารถจบได้ในระยะเวลาสั้นๆ
แต่ไม่เป็นไร แม้ร่างกายนี้จะยังมีปัญหาบางอย่างทำให้เขาไม่สามารถช่วงชิงร่างมาได้ทั้งหมด และผสานดวงจิตเทพเข้าไปได้บางส่วนเท่านั้น แต่เขาก็รู้สึกว่าเพียงพอที่เขาจะทำทุกอย่างในโลกศิลาได้แล้ว
“เช่นนั้นต่อจากนี้…ก็หลอมทุกชีวิตในโลกนี้กลั่นวิญญาณโลหิตมาเสริมพลังดวงจิตเทพของข้า รักษาอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้…”
“แล้วก็ไปหาเจ้าหนูนั่น อีกครึ่งของเซียนรวมทั้ง…คนที่ผสานวิญญาณตะปูไม้สีดำตัวสุดท้าย ทำลายทิ้งให้หมด!” เด็กหนุ่มชุดแดงที่ช่วงชิงร่างเฉินชิงไปแย้มยิ้ม ขณะพูดกับตัวเองก็ยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้นสีแดงเลือดรอบตัวเขาก็มารวมตัวกันบนมือของเขาเกิดเป็นก้อนเลือดขนาดเท่ากำปั้น
เขาถือก้อนเลือดเดินไปในจักรวาลแล้วเหวี่ยงมือขวาไปทางดาราจักรอันไกลโพ้น
ทันใดนั้นก้อนเลือดก็พุ่งตรงไปยังดาราจักรนั้น และไม่กี่อึดใจดาราจักรนั้นก็เกิดเสียงคำรามดังสนั่น แสงเลือดในนั้นพลันแผ่ซ่านไปพร้อมกับความทุกข์ทรมานของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน อารยธรรมนั้นแตกสลายเป็นชิ้นๆ ในเวลาเพียงสิบกว่าอึดใจ ทั้งดวงดาวในนั้นและสิ่งมีชีวิต ทุกสรรพสิ่งพังทลายลงในวินาทีนี้
หากมีใครก้าวเข้าไปในดาราจักรนั้นก็จะมองเห็นดวงดาวกำลังหลอมละลาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายกำลังเหี่ยวเฉา และเกิดเป็นรอยเลือดมหาศาลในที่สุด เมื่อลอยออกมาจากดาราจักรที่แตกสลายนั้นก็มารวมตัวเป็นก้อนเลือดอยู่ข้างกายเด็กหนุ่มชุดแดงอีกครั้ง หลังจากดูดกลืนอารยธรรมแล้วก้อนเลือดนั้นก็สีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เลวนี่” เด็กหนุ่มชุดแดงยิ้มแล้วก้าวต่อไป
เป็นเช่นนี้ต่อไปจนเวลาผ่านไป 10 วัน
ใน 10 วันนี้เด็กหนุ่มชุดแดงท่องไปในจักรวาลอย่างไม่เร่งรีบ แต่ทุกอารยธรรมที่เขาผ่านไปไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนพังพินาศไปพร้อมกับการย่าฃก้าวของเขา ทุกสรรพสิ่งข้างในล้วนกลายเป็นรอยเลือดและทำให้ก้อนเลือดนั้นสีเข้มขึ้น
พื้นที่ที่เขาอยู่นั้นคือพื้นที่ตอนกลางของไม่รู้สิ้นในอดีต ดังนั้นในไม่ช้า…เขาก็อาศัยสัมผัสเชื่อมต่อมาถึงตระกูลไม่รู้สิ้นที่กกลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
เขาไม่ได้หยุดเพราะเห็นว่าเป็นตระกูลเดียวกัน ตรงกันข้ามเด็กหนุ่มชุดแดงที่กำลังตื่นเต้นพลันหยุดอยู่ที่ตระกูลไม่รู้สิ้นนานกว่าปกติและหลอมทุกอย่างอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเขาจากไป ในโลกศิลาก็ไม่มีตระกูลไม่รู้สิ้นอีกต่อไป การปรากฏตัวของเขารวมทั้งการกระทำของเขาได้สั่นสะเทือนไปทั้งโลกศิลาแห่งนี้
แต่…ไม่ว่าปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยหรือปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณหรือปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์รวมทั้งหวังเป่าเล่อกลับยังนิ่งเงียบ
ทว่าในความนิ่งเงียบนั้นราวกับมีพายุกำลังก่อตัว!
……………………………………
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร หวังเป่าเล่อมองไม่เห็นแล้ว
รอยแยกของประตูศิลา ในยามนี้นับว่าปิดลงสมบูรณ์ ส่วนเสียงที่เหมือนได้ยินพลาดไปนั้นกลับสะท้อนอยู่ในข้างหูหวังเป่าเล่อ อีกทั้งยังมีขุมมหาพลังจากด้านนอกพัดเข้ามาราวพายุคลั่งหลังเสียงนี้ พัดผ่านทั้งแปดทิศ ตกกระแทกสู่ประตูศิลา
ตู้ม!
ประตูศิลาถูกโจมตีทำให้ตัวประตูสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่ง และทำให้ความว่างเปล่าภายในศิลานี้เกิดความไม่คงที่ ราวกับถูกคลื่นคลั่งพัดโหม สิ่งไม่มีลักษณ์กลับเป็นมี อีกทั้งยังปรากฏรอยแยกจำนวนหลายเส้น ทำให้รู้สึกว่าสถานที่นี้คล้ายเกิดความโกลาหล อาศัยพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อในยามนี้คงยืนหยัดอยู่ได้ไม่นาน ทำได้เพียงถอยหนีรวดเร็วออกมาให้ห่าง
การถอยหนีนี้ ยากจะประคองต่อไปได้ เพราเหตุที่ความโกลาหลในสถานที่นี้ตั้งแต่แรกจนจบดำเนินไปนั้น ระดับความลำบากของมันเมื่อเทียบไปแล้วยิ่งมาก็ยิ่งทวีหนักขึ้นกว่าเก่ามากเข้ามากเข้า
นี่บีบให้หวังเป่าเล่อต้องถอยหนีอย่างเสียไม่ได้ หนีไปจากความว่างเปล่านี้ หนีไปจากเขตสิ้นสุดนี้ หนีไปจากจักรพิภพตรงนี้ กลับเข้าสู่ใจกลางของโลกแห่งศิลา นั่นก็คือ…ในจักรพิภพเต๋า
ยามที่เงาร่างของเขากลับเข้าปรากฏอีกครั้งใจกลางจักรพิภพไม่รู้สิ้น ทั้งจักรพิภพเต๋านั้นสั่นคลอนทันที ราวกับว่ามีกระแสพลังที่พันรัดร่างของเขาจากโลกภายนอกระเบิดออก ณ ที่นี้
ราวกับว่ากระแสปราณนี้ไม่มีเจตนาร้าย และเป็นเพียงแค่กระแสหนึ่งเท่านั้น แม้จะก่อเกิดคลื่นลมทั้งจักรพิภพเต๋า แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานนักกลับมาเป็นปรกติอีกครั้ง
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ก็ยังทำให้สภาวะจิตของสรรพชีวิตในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นสั่นสะท้าน ผู้อาวุโสสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณและบรรดาระดับจักวาลอย่างผู้อาวุโสตระกูลเซี่ย ยิ่งสัมผัสได้ชัดเจนต่างพากันเบิกตาโพลง สายตานั้นปรากฎความรู้สึกสงสัยตื่นตะลึงยังยากจะกลบ
“เมื่อครู่…” หวังเป่าเล่อซึ่งยืนอยู่กลางหมู่ดาราพลันหันศรีษะ มองไปยังทิศห่างไกลนั้น ในใจของเขายังคงพะวงอยู่ตรงบริเวณความว่างเปล่าด้านหน้าประตูศิลา สิ่งที่คิดอยู่ในสมองนั้นคือภาพที่ศิษย์พี่เฉินชิงจื่อถูกตะขาบสีเลือดตัวยักษ์พันรัดอยู่ ในเวลาเดียวกันก็คล้ายจะได้ยินอะไรผิดไป
“เป็นพ่อของข้า” ในสมองของเขา มีน้ำเสียงเศร้าศร้อยของพี่สาวตัวน้อยลอยออกมา ในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความคะนึงหา
หวังเป่าเล่อเงียบงัน ดวงตาของเขาค่อยๆ ทอประกายวาบ แต่แล้วในเวลาอันรวดเร็วก็หม่นทึมอีกครั้ง เขารู้ดีว่าบิดาของพี่สาวตัวน้อยนั้นรออยู่นอกโลกแห่งศิลา แต่ก็เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายเข้ามาไม่ได้ เพราะว่าเมื่อบุกเข้ามา โลกแห่งศิลานี้ก็จะแตกสลาย นี่กระทบต่อกระบวนการฟื้นคืนชีพของพี่สาวตัวน้อย
ดังนั้นแล้วความเป็นไปได้มากกว่าก็คืออีกฝ่ายจะไม่บุกเข้ามา เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขาไปรบกวนการศึกระหว่างตะขาบสีเลือดและศิษย์พี่เฉินชิงจื่อ เกรงว่าก็คงมีขีดจำกัดอยู่ดี
ชั่งน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสียแล้ว หวังเป่าเล่อก็ทอดถอนใจเบาๆ คราหนึ่ง เขาทำสุดกำลังแล้ว เขาในยามนี้อยู่อยู่ตรงใจกลางนั้นเนิ่นนาน ถึงค่อยหันกายเข้าสู่หมู่ดาว มุ่งหน้ากลับจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์เต๋าฝ่ายซ้าย
สิ่งที่ควรมอง ได้เห็นแล้ว
สิ่งที่ควรทำ ได้ทำแล้ว
ในใจของหวังเป่าเล่อแม้ว่ายังมีความเสียใจ แต่อย่างมากสุดก็คือจิตใจยึดมั่นขุมหนึ่งเท่านั้น
“ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไป!” ในใจหวังเป่าเล่อพึมพำ ก้าวหนึ่งเหยียบย่างก็มาถึงยังภายในดาวอาคารของระบบสุริยะ มาถึงยังที่ร่างต้นเขาอยู่ หวนร่างแยกย้อนคืน ร่างต้นพลันเบิกตาทั้งคู่ขั้นทันที หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขายกมือทั้งสองขึ้น จากนั้นค่อยๆ ดำเนินการหลอมเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าปฐพีเบื้องหน้าของตนต่อ
เวลาก็ค่อยๆ ไหลผ่านไปช้าๆ โลกแห่งศิลานั้นค่อยๆ ฟื้นคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แม้ว่าพายุคลั่งในอวกาศและแสงสีงดงามเหล่านั้นยังคงอยู่ ระดับจักรวาลลงมานั้นนับได้ว่าถูกตัดโอกาสในการข้ามอวกาศ แต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง กลับกลายเป็นว่าในโลกแห่งศิลานี้ความสงบสุขมั่นคงกลับบังเกิดขึ้น
สำหรับหวังเป่าเล่อ เมื่อทำสิ่งที่ตนเองทำได้ทั้งหมดแล้ว ในระหว่างที่หลอมสร้างเมล็ดพันธ์เต๋าปฐพี ใจของเขาก็ไม่ปรากฏความคิดวุ่นวายและโดยช้าๆ ก็ทำให้เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าปฐพีนี้สำเร็จไปแล้วถึงเก้าส่วนโดยประมาณ
และเวลาก็ผ่านไปอีกสามปี เมล็ดพันธ์เต๋าปฐพีของหวังเป่าเล่อก็มาถึงระดับขั้นที่เก้าสิบแปดส่วน ในวันนั้น ร่างกายของเขาพลันสะท้าน
นี่มิใช่เพราะเมล็ดพันธ์ของเต๋าปฐพีสำเร็จ แต่ภายในใจของเขา การสั่นสะท้านนี้ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นมาอย่างรุนแรงฉับพลัน ราวกับว่ามีมือไร้รูปสองข้างทะลุผ่านร่างกายของเขา จากนั้นก็จับดวงวิญญาณของเขาเอาไว้ ทำให้ร่างหวังเป่าเล่อพลันเหน็บหนาวในเวลาเดียวกันเขาแหงนหน้าขึ้น
และในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำนี้ก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสภาวะจิตของหวังเป่าเล่อ ราวกับมีกระแสจิตเทพขุมหนึ่ง มาจากเขตสิ้นสุดแห่งความว่างเปล่าอันไม่รู้ว่าไกลเท่าไหร่พุ่งผ่านหมู่มวลดารา พุ่งเข้ามายังจักรพิภพเต๋าศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายซ้าย พุ่งเข้ามาบนดาวอังคารของระบบสุริยะ แล้วพุ่งเข้าสู่ใจกลาง…ดวงจิตเทพของหวังเป่าเล่อ
“เป่าเล่อ ข้าแพ้แล้ว…”
ครั้นเมื่อกระแสจิตนี้เริ่มต้น ก็คือคำพูดนี้ ส่วนเนื้อหาของคำพูดนี้นั้นทำให้ในใจของหวังเป่าเล่อพลันบังเกิดพายุคลั่งชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความใหญ่ของพายุนี้ เหมือนจะกวาดทิ้งทั้งสวรรค์และปฐพีเก้าชั้นฟ้าไม่ปาน มันระเบิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งในใจของหวังเป่าเล่อ รุนแรงจนถึงขีดสุดและในเวลาเดียวกันก็ส่งผลกระทบให้จิตวิญญาณของหวังเป่าเล่อรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ความเจ็บปวดนี้ครอบงำไปทั้งระบบสุริยะ ครอบคลุมทั้งจักรพิภพเต๋าศักดิ์สิทธิฝ่ายซ้าย ปกคลุมไปไกลกว่านั้น รวมถึงสรรพชีวิตในสถานที่แห่งนี้ ในพริบตานั้น ถูกความรู้สึกนี้ระบาดเข้า ก่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวด
ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นสะท้าน เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า และมองเห็นสีสันอันตระการตาบนท้องฟ้าในหลายสิบปีมานี้ ค่อยๆ หายไป ความองอาจในนั้นค่อยๆ หายไป พลังที่ห้ามมิให้สรรพชีวิตข้ามเขตดารานั้นในยามนี้ก็เริ่มพังทลายลง
กลับมีแสงสีแดงชาด ราวกับพุ่งเข้ามาจากเขตสิ้นสุดของจักรวาลปรากฏขึ้น ในชั่วเวลากระพริบตานั้นราวกับพายุร้ายก็ไม่ปาน ราวกับคลื่นโทสะ พลังอันพลิกภูเขาถล่มทะเลนั้นทำการกวาดล้างทั้งโลกแห่งศิลา ราวกับว่ามีใครใช้ผืนผ้าขาวบางสีแดงผืนหนึ่งปกคลุมทั้งมิติจักรวาลนี้ โดยไม่ยกออก ทำให้ทั้งจักรวาลของโลกแห่งศิลานี้…ในยามนี้ ถูกปนเปื้อนจนกลายเป็นสีแดง
จักรวาลสีแดงดุจดั่งโลหิต เป็นตัวแทนความตายของศิษย์พี่ ทำให้สรรพชีวิตในโลกแห่งศิลาในยามนี้สัมผัสได้อย่างรุนแรง ไม่เพียงแค่ความเจ็บปวดของหวังเป่าเล่อที่แผ่ขยายไปทั่ว ผู้อาวุโสสำนักเจ็ดวิญญาณ ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ย ผู้อาวุโสสำนักดาราจันทร์และระดับจักรวาลของสำนักแห่งความมืดล้วนแต่เงียบงัน
แม้พวกเขาไม่ได้รับกระแสจิตของเฉินชิงจื่อ แต่มองดูไปในยามนี้ ทำให้พวกเขาล้วนกระจ่างถึงสาเหตุแล้ว
ท้องฟ้าสีแดงฉาน แถมด้วยเจตนาร้ายไม่รู้สิ้นหมุนคว้างบิดมิติ ค่อยๆ หลอมรวมลักษณ์กลายเป็นตะขาบขนาดยักษ์ มันโห่คำรามพลางพุ่งเข้ามาหาจักรวาลโลกแห่งศิลา เจตนาชั่วร้ายนี้ทำให้เหล่าสรรพชีวิตหลังจากนิ่งเงียบและเจ็บปวดแล้ว ภายในใจบังเกิดความตื่นตะลึงขลาดกลัว
หวาดกลัวจักรวาลสีโลหิตนี้
“เปลี่ยนฟ้าแล้ว…” ในสำนักจันทร์ดารา เขตต้องห้ามในภูเขาด้านหลัง เบื้องหน้าน้ำตกนั้น ผู้อาวุโสดาราจันทร์พลันลืมตาแล้วเอ่ยเสียงเบา
บนดาวชะตา ประมุขกฎสวรรค์ก้มหน้าถอนหายใจยาวคราหนึ่ง
ต้นตระกูลเซี่ยนิ่งเงียบ หลังจากนั้นพลันออกคำสั่งในวินาทีถัดมา ตระกูลเซี่ยปิดตระกูล คนในตระกูลห้ามออกข้างนอก
สำหรับหวังเป่าเล่อ ในยามนี้ความเจ็บปวดภายในใจสาหัสเป็นที่สุด เขามองท้องฟ้าสีโลหิตสั่นสะท้าน จากนั้นยกมือขวาขึ้นราวกับจะคว้าจับอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่อาจห้ามกระแสจิตของศิษย์พี่ใหญ่ได้ มันค่อยๆ จางหายไปจากสมองของเขา
ในกระแสจิตนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ประโยคนั้นประโยคเดียว นี่เห็นได้ชัดว่าก่อนที่ศิษย์พี่จะสิ้นชีพ เขาได้ใช้พลังปราณสุดท้ายส่งคำสั่งเสีย กระแสจิตนี้ เขาบอกหวังเป่าเล่อถึงทุกสิ่ง รวมถึงเรื่องแสงสว่างและความมืด
ในเวลาเดียวกันเขาก็บอกตำแหน่งหนึ่งให้แก่หวังเป่าเล่อ ที่นั่น…คือมรดกที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อมอบแก่หวังเป่าเล่อ
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่อยากให้หวังเป่าเล่อต้องมาแบกรับ ดังนั้นจึงไม่ได้แจ้งแก่อีกฝ่ายล่วงหน้ากลับมุ่งไปแก้ไขด้วยตนเอง ทว่ายามนี้…เขาทำไม่สำเร็จ
หวังเป่าเล่ออารมณ์หดหู่ เขายกมือขวาขึ้นก่อนจะปล่อยลงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ได้ทันสังเกตุเลยว่ามือขวาของเขายามนี้กำหมัดแน่นสั่นสะท้าน มันบีบเข้าแน่น และไม่ได้สังเกตุเลยว่าเงาร่างของพี่สาวตัวน้อยกำลังออกมาจากนั้นก็อยู่ข้างเขาอย่างเบาๆ นางฟังคำพูดที่เอ่ยออกจากปากหวังเป่าเล่อ น้ำเสียงนั้นเจือความแหบพร่ากระด้าง แถมยังแฝงไปด้วยอารมณ์ปวดร้าวอันอธิบายไม่ได้
“ศิษย์พี่…”
และเกือบจะในทันทีกับที่หวังเป่าเล่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงรวดร้าวสุดแสนนั้น ตรงจุดสิ้นสุดของโลกแห่งศิลา ประตูแห่งศิลาค่อยๆ เปิดออกช้าๆ จากข้างนอก ทันใดนั้นเงาร่างสองเงาก็เดินเข้ามา
เงาร่างด้านหน้า เป็นผู้เยาว์ซึ่งสวมชุดยาวสีแดงรายหนึ่ง ผู้เยาว์นี้หน้าตางดงามสง่า แต่ก็แฝงไปด้วยความชั่วร้ายถึงที่สุด ราวกับว่าสีสันบนร่างนั้นคือต้นตอแห่งแสงสีชาดที่ปนเปื้อนไปทั่วทั้งโลกแห่งศิลา ในยามนี้มุมปากเขายกยิ้มเบา ชะเง้อไปมองเงาร่างด้านหลังแล้วเอ่ยออกมาคำหนึ่ง
“มีคนเรียกเจ้าอยู่”
เมื่อมองตามสายตาของผู้เยาว์ไปนั้น จะสามารถมองเห็น…เงาร่างที่ติดตามร่างนี้อยู่ ที่แท้กลับเป็น…เฉินชิงจื่อ!
เพียงแต่ว่า เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ!
…………………………………………..
“ห้ามทุกคนผู้คนออกไป หรือนี่จะหมายความว่า ห้ามให้ทุกผู้คนบุกเข้ามา?” มองดูฝ่ามือขนาดยักษ์เสียดฟ้าเบื้องหน้าตนแล้ว ราวกับมีกระแสพลังขนาดพลิกภูเขาทะลายผืนฟ้าไหลบ่าเข้ามา ในเวลาเดียวกัน หวังเป่าเล่อทางนี้เองนั้นก็ถอยเท้าไม่หยุด ในสมองเขาคิดเร็วรี่
มือข้างนี้ หากใช้เพียงตาเนื้อมองดู เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณสะท้านภพอันโบราณ พลังปราณนี้แข็งแกร่งยิ่ง ยามที่หวังเป่าเล่อมองดูแล้วยังเหนือกว่าเฉินชิงจื่อเสียอีก
เพียงแต่ว่า…ฝ่ามือนี้ดูคล้ายเป็นจอกแหนไร้ราก ภายใต้พลังปราณอันแข็งแกร่งสะท้านใจคน กลับซ่อนลักษณะการร่วงโรยไม่อยู่
“เพราะหลัวร่วงหล่นงั้นเหรอ…” หวังเป่าเล่อคล้ายจะคิดได้ หากคิดจะทำลายมือข้างนี้ทิ้ง อาจจะเสียเวลาและต้องใช้วิธีอยู่บ้าง กลับมิใช่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
เพียงแต่ว่า…ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือยังไม่ทันที่ฝ่ามือข้างนี้จะสลายไป ตนเองคงจะสิ้นอายุขัยไปเสียก่อน อีกทั้งในระหว่างเวลาการต่อสู้นี้หากตนเองไม่ระมัดระวัง เกรงว่าดวงวิญญาณเทพของตนนี้จะถูกทำลายจนสิ้นเช่นกัน
อีกทั้งการสิ้นเปลืองพลังเช่นนี้ดูไปแล้วไม่คุ้มอย่างมาก โดยเฉพาะขนาดของฝ่ามือนี้ใหญ่ยิ่ง คงมีเอาไว้เพื่อใช้กันมิให้ศัตรูภายนอกบุกเข้ามา ดังนั้นหวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ที่เก่าจึงนิ่งเงียบ
วิธีที่ดีที่สุด คือใช้วิธีการใดสักอย่างเพื่อให้ฝ่ามือนี้ยอมรับ แล้วยอมให้ตนเองฝ่าออกไป
“วิธีการที่ศิษย์พี่ใช้ คงจะเป็นการหลอมเต๋าสวรรค์แห่งสำนักแห่งความมืด เพื่อให้ได้รับการสืบทอดบัญชา วิธีการนี้ฝ่ามือนี้เองคงยอมรับปล่อยผ่านได้” ดวงตาหวังเป่าเล่อทอประกาย เขาเดาออกถึงวิธีการของเฉินชิงจื่อได้ ในใจกำลังพิจารณาว่าจะใช้วิธีการคล้ายคลึงกันฝ่าออกไป
ครึ่งครู่ให้หลัง หวังเป่าเล่อพลันก้มหัวลงจากนั้นมองสมุดแห่งชะตาเบื้องหน้าตน
สำหรับสมุดแห่งชะตาและความเป็นมาของวานรเฒ่า เสือน้อยและจื่อเย่ว์นั้น หวังเป่าเล่อในปัจจุบันเข้าใจดี พูดให้ชัดๆ เดิมที่แล้วพวกเขาไม่ได้เป็นของสถานที่นี้
เดิมทีในโลกแห่งศิลา ไม่ได้มีเงาร่างและชะตาของพวกเขา แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบิดาของพี่สาวตัวน้อย เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งหลังทำให้แผ่นศิลานี้เกิดรอยแตก
ท่านผู้สูงศักดิ์รายนั้นแม้ว่าตนเองจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ตัวศิลายากจะต้านรับไหว ดังนั้นแล้วจึงไม่อาจเข้ามาได้เอง หรือต่อให้บุกเข้ามาจนทำให้ศิลาต้องพังทลายเกรงว่าตัวเขาเองยังไม่สนใจด้วยซ้ำ แต่…การฟื้นคืนชีพให้หวังอีอีนั้นก็จะล้มเหลว และนี่คือสิ่งที่ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นรับไม่ได้
ดังนั้น…เมื่อเขาควบคุมพลังจนเข้ามาที่นี่ได้ก้าวแรก ก็เพื่อใช้วิถีเต๋าแห่งเดือนปี ส่งตัวหวังอีอีเข้ามา อีกทั้งภายใต้เต๋าแห่งเดือนปีและผลกระทบจากเวทกาลเวลา เปลี่ยนแปลงดวงชะตาของโลกแห่งศิลานี้ในทุกระดับ…เรียกได้ว่าส่งมอบสิทธิในการฉีกทำลายการบ่มเพาะของจักรวาลนี้ส่วนหนึ่ง ให้แก่หวังอีอี
นี่ทำให้ภายหลังจากหวังอีอีถูกส่งตัวมาผนึกอยู่ในโลกแห่งศิลาไม่นานนัก เหล่ามวลดาราภายในเปลี่ยนผัน ตระกูลไม่รู้สิ้นในยามแรกจึงพินาศไปอย่างเงียบๆ สรรพชีวิตนั้นภายใต้จุดเชื่อมต่อแห่งธารเวลาค่อยๆ หลั่งไหลกันเข้ามาอยู่ในโลกแห่งศิลา อีกทั้งหลังได้รับตัวตนในโลกแห่งศิลาแล้ว แต่ละคนจึงค่อยสั่งสมจนได้วิถีแห่งการบ่มเพาะ ดังนั้นจึงได้มีภาพวาด จึงได้มีหมึกหยดแรกของสรรพชีวิตในคราเริ่มต้น และได้มีโลกใบแรกของทุกคน
อีกทั้ง…วานรเฒ่า เจ้าเสือน้อย จิ้งจอกน้อยและกวางขาวน้อยทั้งหลาย…
ดังนั้นแล้วในทุกระดับ พี่สาวตัวน้อยหวังอีอีระหว่างที่เตรียมตัวละทิ้งเงื่อนไขและสัญญาในสถานที่นี้ สุดท้ายแล้วหลังจากนางกลับชาติมาเกิดหลายต่อหลายครั้ง…ก็ยังคงมีสิทธิในการบ่มเพาะโลกแห่งศิลานี้อยู่
ไม่ว่าสิทธินี้ในยามนี้จะหายไปแล้ว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไป แค่ตำแหน่งของพี่สาวตัวน้อยนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ความคิดไหลลื่น เมื่อตรึกตรองกระจ่างแล้ว หวังเป่าเล่อก้มหน้าลง ในสมองพลันส่งเสียงเรียกเบาๆ
ครึ่งครู่ให้หลัง มีเสียงถอนหายใจดังออกมา พี่สวาตัวน้อยที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาว พลันปรากฏตัวอยู่ด้านข้างหวังเป่าเล่อในยามนี้ นางมองดูฝ่ามือขนาดยักษ์ไร้ขีดจำกัดอันน่าครั่นคร้ามซึ่งแผ่ไพศาลครอบท้องฟ้า แล้วก็มองหวังเป่าเล่อ ก่อนจะเงียบไปหลายอึดใจค่อยเอ่ยปากเสียงเบา
“เจ้าแน่ใจแล้วเหรอ?”
“ข้าแน่ใจ รบกวนพี่สาวตัวน้อยด้วย” หวังเป่าเล่อสีหน้าเคร่งขรึม เขาประสานหมัดก่อนจะโค้งคำนับลงต่ำ
“แต่ว่า ประตูบานนี้ อย่างมากข้าก็…ทำได้แค่เปิดรอยแยกเท่านั้น อีกทั้งเวลายังสั้นนัก…” พี่สาวตัวน้อยเอ่ยเสียงเบา
หวังเป่าเล่อไม่เอ่ยคำใด ยังคงก้มคำนับไม่หยัดกาย
ครึ่งครู่ให้หลัง พี่สาวตัวน้อยถอนหายใจอีกครั้ง ดวงตาปรากฏแววเวทนา นางไม่ได้เอ่ยโน้มน้าวต่อ แต่กลับแหงนหน้ามองฝ่ามือขนาดไพศาลเบื้องหน้าตนเอง ในเวลาเดียวกันก็สะบัดแขนเสื้อ สมุดแห่งชะตาลอยเข้ามาอยู่เบื้องหน้าของนาง
ในยามนี้ ตัวสมุดแห่งชะตานั่นสั่นสะท้านรุนแรง เผยให้เห็นคลื่นอารมณ์ตื่นเต้น ส่วนพี่สาวตัวน้อยยกมือขึ้นแล้วค่อยๆ ลูบมันแผ่วเบา
“ไม่เจอกันนาน”
สมุดแห่งชะตาส่งเสียงร้องดัง แสงอร่ามในยามนั้นพลันระเบิดออกมา พลันมีพู่กันด้ามหนึ่ง ปรากฏตัวออกจากภายในสมุดแห่งชะตานี้ลอยเข้าสู่มือของพี่สาวตัวน้อย
พู่กันด้ามนี้ เป็นพู่ก่อนที่ถูกบ่มเพาะมาก่อน ประมุขกฎสวรรค์ใช้มันไม่ได้ ทั้งโลกแห่งศิลานี้ มีเพียงพี่สาวตัวน้อยเพียงคนเดียวซึ่งเรียกพู่กันด้ามนี้ออกมาได้ เหตุเพราะนอกจากมันจะแฝงถึงพลังจำกัดแห่งการบ่มเพาะแล้ว ยังแฝงด้วยตราประทับของบิดา
“ในจักรวาลโลกแห่งศิลา ข้าไม่มีความสามารถช่วยเจ้าได้มาก แต่ว่าเรื่องเล็กน้อยตรงนี้ข้าสามารถทำได้ ในเมื่อเจ้าขอร้อง…ข้าช่วยเจ้าก็พอแล้ว” พี่สาวตัวน้อยเอ่ย สีหน้าเผยแววตาจริงจัง นางค่อยๆ ยกมือข้างที่ถือพู่กันนั้นชี้มายังหวังเป่าเล่อแล้วตวัดเบาๆ คราหนึ่ง
การตวัดนี้ ในพริบตานั้นพลังปราณบนร่างหวังเป่าเล่อพลันเผยระลอกอันดุดันออกมา ในพริบตานั้นระลอกคลื่นนี้ก็พลันหมุนเปลี่ยนรวดเร็ว ทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงชั่วพริบตาดี ร่างของหวังเป่าเล่อนั้นก็พลันปรากฏซึ่ง…ปราณของเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืด กระทั่งว่ากระแสพลังแห่งชีวิตของเขาเปลี่ยน มองไปแล้วที่แท้เหมือนกับเฉินชิงจื่อ ทุกประการ!
แฝงไปด้วยบัญชาแห่งสำนักแห่งความมืด พร้อมพรั่งหลอมรวมเต๋าสวรรค์ แล้วยังมีหน้าที่ที่ได้รับสืบทอด
จัดการเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จ สีหน้าของพี่สาวตัวน้อยซีดขาวไม่น้อย แต่ผลลัพธ์กลับน่าตกใจอย่างมาก ในระหว่างที่หวังเป่าเล่อในใจแอบตื่นตะลึงนั้น ฝ่ามืออันยักษ์ใหญ่เบื้องหน้าของตนเห็นได้ชัดว่าภายใต้การสั่นสะท้านนี้ ราวกับลังเล แต่ในหลายเจ็ดแปดอึดใจให้หลัง มันก็ค่อยๆ จางหายไปจากเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อและหวังอีอี เผยให้ประตูศิลาเก่าแก่โบราณผืนนั้น…ที่อยู่ด้านหลัง!
“ขอบคุณนะ” หวังเป่าเล่อมองดูพี่สาวตัวน้อยที่สีหน้าซีดขาว ในใจของเขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เอ่ยปากเสียงเบา
“อีกสักครู่ค่อยขอบคุณเถอะ” พี่สาวตัวน้อยยิ้มแย้ม นางมองดูประตูศิลาเช่นกัน สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ยกมือที่ถือพู่กันขึ้นช้าๆ ในครานี้ ร่างของนางเริ่มสั่นสะท้าน เห็นได้ชัดว่ากำลังจะลงมือตวัดซึ่งกินแรงคราหนึ่ง
การตวัดคราหนึ่ง ประตูศิลาพลันส่งเสียงร้องรุนแรงออกมา พู่กันในมือของพี่สาวตัวน้อยนี้ ถึงกับแหลกสลายอย่างรับไม่อยู่ มันกลายเป็นลำแสงอีกครั้งย้อนกลับเข้าสู่สมุดแห่งชะตา
สมุดเล่มนี้ เริ่มมีแสงหม่นทึมอย่างรวดเร็ว ส่วนพี่สาวตัวน้อยตรงนั้นยามนี้ร่างสั่นเอน สีหน้ายิ่งซีดขาวกว่าเก่า ถูกหวังเป่าเล่อประคองเอาไว้ แต่ว่าพี่สาวตัวน้อยรีบเอ่ยปากทันที
“มีเวลาแค่ชั่วอึดใจเดียว!”ในเวลาที่นางเอ่ยออกมานั้น แผ่นศิลาที่สั่นสะท้านเสียงดัง ก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึงรอยแยกนั้น รอยแยกนี้จะคงอยู่เพียงแค่ชั่วลมหายใจเดียว แล้วปิดลงอีกครั้ง!
หนึ่งลมหายใจแม้จะสั้น แต่ก็เพียงพอที่กระแสจิตของหวังเป่าเล่อจะเข้าสู่รอยแยกแล้ว เขามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก เขามองเห็นว่าในความว่างเปล่าไม่รู้สิ้นด้านนอกนั้น ตะขาบตัวยักษ์เงาร่างสะท้านใจคนสีโลหิตกำลังรัดพันเฉินชิงจื่อ คล้ายกับจะดูดกลืน!!
ส่วนเฉินชิงจื่อสีหน้าซีดขาว ราวกับว่าสิ้นสติไปแล้ว!
แต่…ในพริบตาที่หวังเป่าเล่อส่งกระแสจิตออกไปนั้น ตะขาบตัวนั้นเหมือนถูกชักนำมันพลันหันศรีษะมามองทันที ทำให้พลังที่สะกดเฉินชิงจื่อเอาไว้นี้ผ่อนคลายลง และเปลือกตาของเฉินชิงจื่อในยามนี้สั่นสะท้านรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ในชั่วแล่นลมหายใจนี้ก็เพียงพอที่หวังเป่าเล่อจะโยนของออกไปชิ้นหนึ่ง และในตอนที่กระแสจิตเทพนี้แผ่ขยายออกไปก็ได้กลายเป็นพลังเทพกระแสหนึ่งก่อนจะถูกตัดขาด!
ของชิ้นนี้…ก็คือม้วนภาพดาราจันทร์ที่ต้นตระกูลดาราจันทร์มอบให้ ส่วนวิชาเทพที่ว่ากลับเป็น…คืนพินาศ!
ผลลัพธ์เป็นเช่นไร ทั้งหมดไม่มีทางทราบ เพราะรอยแยกของแผ่นศิลานี้ในยามนี้พลันปิดลงอีกครั้ง แต่ในพริบตาที่ปิดลงนั้น..หวังเป่าเล่อพลันสัมผัสได้เลาๆ ไม่รู้ว่าสังหรณ์พลาดไปหรือไม่ ราวกับมองเห็นว่าเฉินชิงจื่อที่ถูกตัวตะขาบรัดพันดูดกลืนอยู่นั้น แผ่นตาสั่นสะท้านเล็กๆ แล้วพลันเบิกตาขึ้น!
ในเวลาเดียวกัน ยังมีเงาร่างหนึ่งบนนาวาอันโดดเดี่ยวซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่นอกโลกแห่งศิลา ในพริบตานี้พลันลืมตาขึ้น
“อีอี…”
……
สิ่งที่ผู้อาวุโสเซี่ยกล่าวนั้นถูกต้อง จริงๆ แล้วไม่เพียงแค่เขา ไม่ว่าจะเป็นประมุขกฎสวรรค์ หรือว่าผู้อาวุโสสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ หรือว่าต้นตระกูลของสำนักดาราจันทร์ท่านนั้น ล้วนเดาเหตุสัมพันธ์ออกตั้งแต่ที่หวังเป่าเล่อมาแล้ว
หากจะกล่าวว่าในบรรดาผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหมดในโลกแห่งศิลาทุกท่านกังวลเรื่องผลการศึกล่ะก็ หวังเป่าเล่อย่อมเป็นผู้ที่กังวลมากที่สุด
สรรพชีวิตสามารถรอคอยผลการต่อสู้นี้ได้ ผู้เยี่ยมยุทธ์แต่ละท่านสามารถเฝ้ารออย่างเงียบๆ ได้ แต่หลายขวบปีที่หวังเป่าเล่อเฝ้ารอนั้น ความกังวลในใจของเขายิ่งมาก็ยิ่งทวี เขามิอาจรอได้อีก
เขาอยากใช้ความสามารถทั้งหมดที่ตนมี ทดลองดูอีกครั้ง ไปดูความคืบหน้าของสงครามในครั้งนี้ด้วยตาตัวเอง
แต่หวังเป่าเล่อเข้าใจดี อาศัยพลังฝึกปรือของตนในยามนี้ ต่อให้อยู่ในระดับสูงสุดของจักรพิภพขั้นกลางแล้ว หรือความสามารถในการต่อสู้เทียบเท่าระดับจักรวาลขั้นกลางชั้นสูงสุดก็ตาม หรือต่อให้แข็งแกร่งกว่านี้สักนิด ทว่าเมื่อเทียบกับเฉินชิงจื่อแล้วยังคงมีระยะห่างค่อนข้างมาก
เฉินชิงจื่อที่หลอมรวมเต๋าสวรรค์แล้ว ได้เข้าไปอยู่ในระดับที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ดังนั้นแล้ว…เมื่อทราบถึงพลังของตัวเองดีแล้ว หวังเป่าเล่อจึงไปหาทุกคนเพื่อขอยืมสมบัติล้ำค่าของพวกเขา
กระบี่สำริดโบราณ ประกายคมกริบบุกสังหาร สามารถตัดผ่านความว่างเปล่าได้!
กระบองเจ็ดวิญญาณ พลังทำลายสะท้านดารา บดขยี้สิ่งกีดขวางเป็นผุยผง!
สมุดแห่งชะตา แฝงด้วยวิชาแห่งเวลา ควบคุมความทรงจำจักรวาล สยบทุกกระแสจิต!
ภาพวาดดาราจันทร์ เร้นลับเป็นที่ยิ่ง หวังเป่าเล่อไม่ได้เปิดออกดู แต่อาศัยจากสัมผัสนั้น เขารู้สึกได้ว่าม้วนภาพวาดนี้ผนึกกลิ่นปราณสะท้านฟ้า ในเวลาที่สำคัญสามารถผนึกได้ทุกสิ่ง!
ธูปตระกูลเซี่ย แฝงไปด้วยโชคแห่งความรุ่งโรจน์ ก็เหมือนกับการผงาดขึ้นของตระกูลเซี่ย ก็เหมือนกับที่ในยามนี้ ตระกูลเซี่ยยังคงไร้ความเสียหายดุจเก่า กระแสแห่งโชคแผ่ซ่านทั่วอาณาเขต สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก!
เมื่อมีสมบัติทั้งห้าที่เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกศิลาปัจจุบันนี้แล้ว หวังเป่าเล่อค่อยมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นแล้วโดยที่ไม่ลังเลสักนิด เขาก็พุ่งตัวไปยังสุดเขตของจักรวาลด้วยเสียงอันดัง
แต่แม้จะอยากไปยังตรงสุดเขตของจักรวาลก็ตาม เขาก็ไม่อาจกระทำได้โดยอาศัยมิติชั้นนี้ ก็เหมือนคราแรกที่ตามหาจื่อเย่ว์ สถานที่ที่ไป จริงๆ แล้วไม่ว่าจะระดับชั้นใด ก็ล้วนแต่เป็นสุดเขตแล้ว
แต่ว่าสถานที่นั้น…เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ที่ที่หวังเป่าเล่อมุ่งจะไปในครานี้ ที่ที่เขาคิดจะไปไม่ใช่สุดเขตจักรวาลตามความหมายปรกติ แต่คือสถานที่ว่างเปล่าซึ่งถูกทำลายไปแล้ว
เมื่อพกพาความคิดนี้ หวังเป่าเล่อก็ทวีความเร็วขึ้น แม้ว่าสำหรับลำแสงที่สาดส่องไปทั่วจักรวาล คลื่นทะเลลำแสงเหล่านี้จะกระทบสรรพสิ่งทั้งหมด ทำให้เหล่าสิ่งที่มีวิญญาณทั้งหลายไม่อาจเดินทางข้ามอวกาศได้ แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว แม้จะมีอุปสรรคเช่นกัน แต่หลังจากเคลื่อนกระแสปราณแล้ว ความเร็วของเขาก็ระเบิดออกอย่างน่าอัศจรรย์ ในชั่วแล่นลมหายใจนั้นเขาก็มาถึงสุดเขตแดนเก่า หลังจากข้ามผ่านตรงนั้นไปแล้วก็คือเขตดวงดาราแตกสลาย เผยให้เห็นความว่างเปล่าด้านหลัง
และโดยไม่มีความลังเลแม้เล็กน้อย ในพริบตานั้นหวังเป่าเล่อกระโจนเข้าสู่ความว่างเปล่า เพียงแต่ว่าเขาสัมผัสได้เลาๆ ว่า ความว่างเปล่าในที่นี้ คล้ายมิได้มีอยู่จริง เพราะบรรดาผู้ที่เข้ามาอยู่ในเขตว่างเปล่าและทำได้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่จำกัดพวกเขานั้นมิได้มีมากนัก
จริงๆ แล้วหากผู้ฝึกตนระดับจักรวาลผู้ใดลงมือ ก็สามารถฉีกมวลดาราออกแล้วเข้าสู่ความว่างเปล่าที่ใดก็ได้ ในส่วนของผู้ฝึกตนระดับจักรพิภพ ล้วนทำได้เช่นกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าความว่างเปล่าใต้จักรวาลนี้ มิใช่เขตสิ้นสุด
“ความว่างเปล่าใต้อวกาศ น่าจะมีหลายชั้น…” หวังเป่าเล่อหรี่คา ความทรงจำยามที่เขามองเฉินชิงจื่อจากไปเมื่อหลายปีก่อนหน้าหวนระลึกขึ้นมา ในยามนั้นวิธีการที่เฉินชิงจื่อใช้ แม้ว่าเขาจะมองไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เขาก็สามารถมองออกถึงเส้นสายปลายเหตุได้ น่าจะเป็นการใช้พลังชีวิตของตนบวกกับพลังของเต๋าสวรรค์ หลอมรวมกับพลังบัญชาที่ได้รับสืบทอดเฉพาะตน จากนั้นก้าวเข้าสู่มิติบุกเข้าซากแห่งความว่างเปล่าแท้จริงไป
หวังเป่าเล่อทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้จึงมีเพียงแค่ยืมพลังหมาน ในยามนี้เขาเคลื่อนกระแสจิต ในพริบตานั้นกระบี่สำริดโบราณพลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา ประกายอันคมปลาบของมันพลันปะทุขึ้นมา แล้วฟาดไปยังเบื้องหน้ารุนแรง
การฟันลงครั้งนี้ ความว่างเปล่าสั่นหมุน รอยแยกขนาดใหญ่ที่เหมือนฟันผ่าผิวทะเลได้บังเกิดขึ้นเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ เขาขยับกายแล้วพุ่งเข้าไป
ยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มความเร็ว ไม่รู้ว่าพุ่งผ่านมาแล้วกี่ชั้น เพียงแต่ว่าเมื่อหันมองไปรอบกายแล้ว ก็ยังคงเป็นความว่างเปล่า
“ยังไม่พอ…” ในใจหวังเป่าเล่อพึมพำ เขาโบกกระบองเขี้ยวหมาป่าของสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ ในพริบตาก็หลอมรวมก่อเกิดเป็นเสียงอสูรคำรามขนาดยักษ์ ในชั่วพริบตากระบองนี้สาดแสงโชติช่วง พุ่งไปยังความว่างเปล่าสยบทุกสิ่ง
การใช้พลังสยบนี้ทำให้ความว่างเปล่าส่งสัญญาณเหมือนจะพังทลาย เมื่อรวมเข้ากับกระบี่สำริดโบราณ ในชั่วกระพริบตาก็กระจายไปทั่วเขตว่างเปล่านี้ หวังเป่าเล่อยิ่งทวีความเร็ว รีบเร่งไปตลอดทาง ในความว่างเปล่าที่เหมือนหมอกอันไร้ทิศนี้ ไม่รู้ว่าเขาวิ่งผ่านมานานกี่ชั้นหลังจากนั้น หวังเป่าเล่อถึงค่อยหยิบเอาธูปแห่งโชคของต้นตระกูลเซี่ยออกมา
ธูปนี้ยังคงติดไฟ ทำให้เกิดกระแสพลังแห่งโชคที่มองไม่เห็น ไหลเข้ามารวมตัวกันจนก่อเกิดกายภาพ ทันใดนั้นมันก็กลายเป็นหอกยาวสีม่วงเล่มหนึ่งแล้วพุ่งทะยานแหวกความว่างเปล่าไป
ในชั่วกระพริบตา สัญญาณการพังภินท์ของความว่างเปล่าเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสามสมบัติล้ำค่าผลัดกันออกมาเช่นนี้ หวังเป่าเล่อเองก็พยายามพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด เวลาก็ค่อยๆ ไหลผ่านไปเช่นนี้
ชั่วพริบตา…ก็ผ่านไปอีกสองปี!
สำหรับเฉินชิงจื่อ ใช้เพียงก้าวเดียวก็สามารถเข้าสู่ทะเลรวมกระแสจิตของเหล่าสรรพชีวิตได้ แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว เขาทำไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่อาศัยมหาสมบัติทั้งสามชิ้น และในวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสองปี หลังจากเสียงอันดังครั่นคร้ามสะท้านแปดทิศ ในความว่างเปล่าที่ไม่รู้หนาสักเท่าใดนี้ ในที่สุดหวังเป่าเล่อก็ฝ่าออกมาได้!
ในพริบตาถัดมา หวังเป่าเล่อก็เหยียบย่างไปยัง…เขตสุดแดนของจักรวาล ซึ่งเป็นเขตความว่างเปล่าที่แท้จริงในโลกแห่งศิลา เมื่อมองออกไป รอบด้านล้วนไม่มีอะไรเลย มีเพียงความมืดมิด แต่หวังเป่าเล่อราวกับสามารถสัมผัสถึงความทรงจำของสรรพสัตว์ได้
กระทั่งเขาไม่จำเป็นต้องเหลือบมองด้วยซ้ำ แทบจะในชั่วพริบตาที่หวังเป่าเล่อก้าวเข้าสู่ที่นี่ ราวกับว่าความทรงจำและข้อมูลมากมายไร้ที่สิ้นนั้น ต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาจากรอบด้านท่วมฟ้ามิดดิน ราวกับจะพลิกภูเขาคว่ำทะเล ราวกับการมาของหวังเป่าเล่อก่อให้เกิดวังวนหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะสมัครใจหรือไม่ เหล่าความทรงจำไม่รู้สิ้นที่เบียดแน่นสถานที่นี้ก็จะพยายามดึงดันไหลเข้ามาหาเขา
และในพริบตาที่ถูกความทรงจำพุ่งชนนั้น แม้ว่าพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อไม่ธรรมดา แต่ก็ยังได้เหมือนถูกโจมตีอย่างรุนแรงยิ่ง กระทั่งว่าเกือบจะทำให้ดวงวิญญาณเทพของตัวเขาเองนั้นแหลกสลาย
พูดได้ว่าไม่เพียงแค่หวังเป่าเล่อที่เป็นเช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นตัวคนอื่นๆ นั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งโลกศิลานี้…มีเพียงเฉินชิงจื่อ เนื่องจากเพราะเข้าสู่อีกระดับชั้นไปแล้วถึงได้อยู่ที่นี่ได้อย่างไร้อุปสรรค
โดยเฉพาะ…นี่คือสิ่งที่หลัวทิ้งเอาไว้ เป็นสถานที่ผนึกเต๋าสุดท้าย!
ทว่าหวังเป่าเล่อเองก็เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ เกือบจะในพริบตาที่ความทรงจำนั้นหลั่งไหลเข้ามา เขาก็เริ่มผนึกกระแสจิตเทพของตนเอง อีกทั้งยังหยิบสมุดแห่งชะตาออกมา!
สิ่งแรกไม่ค่อยมีประโยชน์นัก แต่ว่าสิ่งหลังนั้น…ดูจะมีผลอันน่าอัศจรรย์ที่นี่ เกือบจะในพริบตาที่มันโผล่ออกมานั้น ก็ทำหน้าที่ดูดกลืนความทรงจำสรรพสัตว์ในความว่างเปล่านี้แทนหวังเป่าเล่อ
สมุดแห่งชะตา เดิมก็มีเพื่อบันทึกทุกสิ่ง ดังนั้นแล้วในยามนี้ต่อให้รับหน้าที่ดูดซับแทนทั้งหมดแม้ตัวเล่มจะสั่นสะท้านไม่หยุด ทว่ามันยังคงส่องแสงสว่างไสวเหมือนปรกติทุกประการ
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง เขาถือสมุดแห่งชะตาเดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆ เพราะการมีอยู่ของสมุดแห่งชะตา ดังนั้นจึงไม่ปรากฏภาพใดๆ ขึ้นใต้เท้าของเขา แต่หลังจากเดินไปได้เก้าก้าวนั้น…เขาก็มองเห็น…ในความว่างเปล่าด้านหน้า พลันปรากฎบานประตูหินที่ลักษณ์โบราณคร่ำครึขนาดยักษ์บานหนึ่ง!
ประตูหินบานนี้ปิดอยู่ ไม่มีที่ผลักเปิด ดังนั้นแล้วจึงมองไม่เห็นว่าด้านหลังของประตูหินนี้มีสิ่งใด แต่ในพริบตาที่มองเห็นประตูหินนี้ ในสมองของหวังเป่าเล่อพลันปรากฏแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ในพริบตานั้นราวกับจะกระจ่าง เขาพลันเข้าใจทันทีว่า…
“ด้านหลังประตูหิน คงจะเป็นสถานที่ที่ศิษย์พี่ต่อสู้อยู่!”
“ส่วนคู่ต่อสู้ของศิษย์พี่…” ในระหว่างที่สมองของหวังเป่าเลิกพลิกค้นอยู่นั้น พลันสมองของเขาคิดไปถึงภาพการปรากฎตัวของตะขาบตัวหนึ่งโอบล้อมบนแผ่นศิลาซึ่งเขาได้พบเมื่อครั้นเดินออกจากโลกแห่งศิลานี้บนดาวชะตา!!
ท่ามกลางความเงียบ ดวงตาหวังเป่าเล่อทอประกาย กำลังคิดจะก้าวออกไป แต่ในยามนี้…กระแสจิตเทพขนาดไพศาล พลันพัดบ่าเข้ามายังเบื้องหน้าราวพายุคลั่ง พลังรุนแรงพัดเข้ามา
“หยุด!”
หลังจากกระแสจิตนี้สะท้อนไปมา ฝ่ามือขนาดยักษ์อย่างไร้ที่สิ้น ราวกับว่าจะครอบคลุมไปทั่วทั้งผืนความว่างเปล่าก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหวังเป่าเล่อ นั่นคือ…มือของหลัว
……………………
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากตัวตะขาบ สีหน้าของเฉินชิงจื่อยังคงเรียบนิ่งขณะที่เดินมาข้างประตู อาศัยพลังฝึกปรือในยามนี้ของเขาสามารถรู้ได้ว่าด้านนอกรอยแยกแห่งความว่างเปล่า มีเรือพายอยู่ลำหนึ่ง และมีเงาร่างสูงศักดิ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น
เงาร่างนี้ดุจทะเล แผ่ขยายไพศาลไร้ขอบเขต เสียดายแต่ว่าท่วงท่านี้แข็งแกร่งเกินไปจนเป็นเหตุที่ไม่อาจเข้าใกล้ และครั้นล่วงล้ำเข้าไปในรอยแยกทั้งร่าง เกรงว่าทั้งโลกศิลานี้ จะพลันแตกเป็นสี่ห้าส่วน แหลกสลายไปในพริบตา
แล้วยังมีสายตานับไม่ถ้วนจากสถานที่ห่างไกลในหมู่ดารานั้นยังคงจ้องมาอยู่ สำหรับสายตาพวกนี้นั้น เฉินชิงจื่อไม่เห็นความสำคัญ ในบรรดานั้นสายหนึ่ง…ยังแฝงด้วยความรู้สึกสับสน ส่งผลให้เกิดระลอกคลื่นภายในกายของเฉินชิงจื่อด้วย เขาเข้าใจดี เกรงว่า…นี่ก็คือหลัวตนใหม่..ซึ่งตะขาบอันก่อเกิดจากกระแสจิตมหาเทพได้เอ่ยเอาไว้
แต่นี่ก็ยังไม่สำคัญ
กระแสจิตมหาเทพนั้นเห็นได้ชัดว่ารออยู่ตรงนี้มานานเกินไปแล้ว ดังนั้นจึงพูดจาตั้งมากมายที่นี่ หรือสำหรับกระแสจิตของมหาเทพแล้วเรื่องราวพวกนี้ไม่ได้เป็นความลับอะไร ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตม นับได้ว่าได้แก้ปัญหาข้อมูลสำคัญที่ขาดไปสำหรับการสืบทอดของเฉินชิงจื่อพอดี
แผนของบุตรไม่รู้สิ้น ก่อนหน้านี้เขาเดาได้แล้ว ในยามนี้เมื่อมองไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่ตนคิดมากนัก ทั้งหมดเป็นพวกมันจงใจแพ้เพื่อให้ตนเองหลอมรวม หลังจากนั้นก็จะใช้พลังของตนเองในโลกนี้ออกจากโลกแห่งศิลา และนำดวงจิตเทพร่างต้นที่อยู่เบื้องหน้าตนตรงนี้เข้ามาเช่นกัน
“แต่ว่านี่…ก็ถือว่าเป็นแผนของข้า เจ้าและข้าล้วนใช้ประโยชน์ไปมา แต่ข้า…กลับยืมพลังของเจ้าจนได้สมความปรารถนาสุดท้ายแล้ว” ในใจเฉินชิงจื่อพึมพำ ดวงตาฉายประกายหม่นทึมคราหนึ่งก่อนจะขยับร่างแล้วก้าวเท้า…ออกจากประตูศิลา!
ในพริบตาที่ก้าวเท้าออกไปนั้น ประตูศิลาก็ปิดลงอีกครั้ง!
ส่วนความว่างเปล่านอกประตูนั้น ในยามนี้มีเสียงดังสะท้านฟ้าดุดันกังวานขึ้น มหาศึกที่ยิ่งใหญ่ระดับภพ ได้เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางสายตาจำนวนมากที่จับจ้อง!
การศึกครั้งนี้ คนในโลกแห่งศิลาไม่มีใครได้เห็น มีเพียง…เจ้าของดวงตาที่จับจ้องจำนวนมากจากนอกภพเท่านั้น ถึงจะได้ทราบรายละเอียดของการต่อสู้นี้
แม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่หวังเป่าเล่อก็พอสัมผัสได้ จริงๆ แล้วไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น พูดได้ว่าทุกสรรพชีวิตในโลกแห่งศิลาล้วนแต่สัมผัสได้ เพราะว่า…ในโลกแห่งศิลา ไม่ว่าจะเป็นในศูนย์กลางหรือสำนักเต๋าฝ่ายซ้าย สำนักเสริม ในหมู่ท้องดาราในยามนี้ล้วนแต่เกิดกระแสกระเพื่อมรุนแรง
กระแสคลื่นนี้สะท้อนกลับไปมา กลายเป็นลำแสง สำแสงหลากสีเหล่านั้นกระแทกชนกันในอวกาศ แต่กลับไม่ก่อให้เกิดเสียงใดๆ เว้นเสียแต่จะยกระดับเป็นผู้ฝึกตนจักรพิภพเสียก่อน ไม่เช่นนั้น เหล่าผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าจักรพิภพก็ไม่กล้าเหยียบย่างเข้าอวกาศ
เพราะครั้นเมื่อเข้าไป ท่ามกลางแสงที่แผ่ขยายไปทั่วนี้ ก็จะตายหรือแตกดับได้ในพริบตา
มีเพียงผู้ฝึกตนจักรพิภพที่พอจะฝืนข้ามผ่านหมู่ดาราได้ในระยะสั้นๆ มีเพียงในระดับจักรวาลที่พอจะบรรเทากระแสคลื่นนี้บ้าง แต่ก็ไม่อาจจะข้ามผ่านได้ในพริบตาเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ทั้งโลกแห่งศิลา เหมือนตกอยู่ในสภาวะถูกผนึกระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับความงงงวยของผู้ฝึกตนระดับล่างและทั่วไปนั้น มีเพียงผู้ฝึกตนซึ่งมีระดับสูงประมาณหนึ่งถึงได้เข้าใจสาเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้
“ศิษย์พี่…” หวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนดาวอังคารแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มองไปยังคลื่นแสงจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น สุดท้ายแล้วจึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหลับตา เริ่มต้นหลอมรวมเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าปฐพีต่อไป
เวลาก็ค่อยๆ ไหลผ่านไปเช่นนี้
เวลาสิบปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กำหนดเวลานัดของหวังเป่าเล่อและผู้อาวุโสสำนักดาราจันทร์ บัดนี้เหลือเพียงเก้าปีเท่านั้น
แสงแห่งมวลดารายังคงส่งระลอกคลื่นออกมาเหมือนเก่าแถมยังรุนแรงขึ้น นี่สร้างแรงกดดันชนิดที่เหล่าผู้ฝึกตนระดับจักรพิภพเองก็ไม่อาจข้ามผ่านดาวเคราะห์ได้ ความรู้สึกที่เหมือนฟ้าดินจะทะลาย เริ่มปรากฏออกมาเป็นครั้งแรก พาให้ในใจของทุกคนนั้นรู้สึกหม่นเศร้า
ในเวลาเดียวกันกฎและเกณฑ์แห่งเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดก็เริ่มอ่อนพลังลง ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อไม่สบายใจอย่างมาก แต่ว่าก็ไม่ได้มีอาการนี้เนิ่นนานนัก ความรู้สึกกดดันทั้งหลายเริ่มหายไป ส่วนพลังเต๋าสวรรค์ค่อยฟื้นคืนดังเดิม
ส่วนลำแสงที่เหลืออยู่เพียงสิ่งเดียวนั้นกลับเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ราวกับว่าท้องฟ้ากลายเป็นทะเลลำแสง ลำแสงเหล่านั้นยังคงผลัดกันพุ่งชนกลืนกิน ทำลายล้างทุกสิ่ง
และในเวลานี้เอง ผู้ที่สามารถเดินไปมาในอวกาศได้ ในทั้งโลกแห่งศิลานี้ มีเพียงระดับจักรวาลเท่านั้น ส่วนที่ผู้พลังเตรียมจะก้าวเข้าสู่ระดับจักรวาลนั้น ก็ยังพอจะฝืนเดินทางเป็นระยะสั้นๆ ฝ่าอวกาศได้
ความกังวลใจของหวังเป่าเล่อไม่ได้ลดลงแม้ว่าความรู้สึกหดหู่จะหายไปหรือกฎและเกณฑ์ทั้งหลายจะฟื้นคืน กลับกันมันรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นหลังผ่านไปอีกสามปี เมื่อเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าดินนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แม้ว่าร่างต้นของเขายังรักษาสภาพหลอมรวมเอาไว้ แต่ร่างเสมือนนั้นกลับไปจากระบบสุริยะแล้วมุ่งไปยังดาวชะตา
ก่อนออกเดินทาง หวังเป่าเล่อก็หยิบเอา…กระบี่สำริดโบราณไปด้วย!
หลังมาถึงดาวชะตาแล้ว หวังเป่าเล่อก็มายังบริเวณที่ประมุขกฎสวรรค์เคยนั่งขัดสมาธิอยู่ ในที่นี้เขาก็ได้พบกับวานรเฒ่าอีกครั้ง
“เจ้ามาแล้ว” วานรเฒ่านั่งอยู่หน้าสมุดชะตา เขาลืมตาขึ้นเอ่ยเสียงแหบพร่า
“ผู้อาวุโส ข้าคิดจะยืมหนังสือนี้สักครั้ง” หวังเป่าเล่อกำหมัดคำนับ
วานรเฒ่านิ่งเงียบ นานครึ่งครู่เขาจึงโบกมือ จากนั้นสมุดแห่งชะตาด้านหลังของตนก็ลอยขึ้นมาหาหวังเป่าเล่อ หลังจากหวังเป่าเล่อใช้สองมือประคองรับแล้ว เขาก็โค้งคำนับอีกครั้งหันกายจากไป
เมื่อเดินทางออกจากเขตพิภพเต๋าศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายซ้าย เข้าสู่สำนักเสริมพริบตานั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่พุ่งมาจากดินแดนไม่รู้จัก มาจากใจกลางจักรพิภพสำนักเสริม เขาทราบดีว่า ที่นั่นคือสำนักดาราจันทร์ เวลาตามที่สัญญายังมีอีกหกปี การไปเยี่ยมเยียนก่อนนั้นไร้ความหมาย แต่ว่าหวังเป่าเล่อยังคงตรงมาที่นี่ เขากำหมัดคำนับให้จากระยะไกล
“ผู้อาวุโสดาราจันทร์ หวังโหม่วอยากขอยืมสมบัติล้ำค่าของสำนักท่านหนึ่งครา!”
หลังกระแสจิตส่งออกไปไม่นาน ลำแสงพิสุทธิ์ลอยออกมาจากสำนักดาราจันทร์มุ่งมายังหวังเป่าเล่อ สุดท้ายเมื่ออยู่เบื้องหน้าของเขาก็กลายเป็นม้วนกระดาษหนึ่ง
เขาไม่ได้เปิดมันออก เหตุเพราะปราณที่ม้วนกระดาษนี้แผ่ออกมาอยู่ในระดับที่สั่นคลอนเขาได้ ดังนั้นแล้วหวังเป่าเล่อจึงหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาคำนับหันกายจากไป หลังจากนั้นก็ไปยังสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ เพื่อพบกับผู้อาวุโสเจ็ดวิญญาณ
หลายวันให้หลังที่หวังเป่าเล่อจากมานั้น ด้านข้างเขามีกระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์เพิ่มขึ้นมาหนึ่งอัน สิ่งนี้คือ…อาวุธสงครามประจำกายของผู้อาวุโสสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ พละกำลังองอาจครั่นคร้าม โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้อาวุโสสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณได้ทำการหลอมยกระดับมันขึ้นใหม่ ตอนนี้ระดับพลังของมันถึงขั้นน่าสะท้านยำเกรง
หลังจากได้สมบัติล้ำค่าพวกนี้แล้ว หวังเป่าเล่อก็ไปจากจักรพิภพเต๋าสำนักเสริม ในครานี้ มันกลับไปอีกใจกลางจักรพิภพไม่รู้สิ้นอีกครั้ง ไปยัง…สถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ตระกูลเซี่ย
เกือบจะในเวลากับที่เขามายังดาวต้นกำเนิดตระกูลเซี่ย ในหมู่ดารานอกดาวต้นกำเนิดนั้น ต้นตระกูลเซี่ยผู้สวมชุดสีเขียวกำลังรออยู่ตรงนั้น ด้านข้างของเขายังตามติดด้วย…เซี่ยไห่หยาง
ด้วยการสนับสนุนของต้นตระกูลเซี่ย เซี่ยไห่หยางสามารถเข้าสู่ดาวเคราะห์ได้ อีกทั้งหลังจากเห็นหวังเป่าเล่อ นัยน์ตาเขาเผยประกายตาซาบซึ้ง แต่ใต้ก้นบึ้งหัวใจนั้นถอนหายใจ เขามองหวังเป่าเล่อพลางประสานหมัดคำนับต่ำคราหนึ่ง
หวังเป่าเล่อเองก็เช่นกัน หลังตอบแทนมารยาทแล้วเขาก็หันกลับไปมองผู้อาวุโสเซี่ย
อายุนั้นไม่ตรงกับที่เขาคิดเอาไว้ ต้นตระกูลเซี่ยรายนี้ดูเผินๆ ไปแล้วอายุประมาณกลางคน หลังจากประสานสายตากับหวังเป่าเล่อแล้ว ต้นตระกูลเซี่ยพลันเอ่ยปากเสียงทุ้มต่ำ
“ข้ารู้ถึงเหตุที่สหายเต๋ามาแล้ว” เมื่อกล่าวเขาก็โบกมือ จากนั้นธูปซึ่งแผดเผาไปแล้วกว่าครึ่งดอกสีทองก็ปรากฎตัวขึ้นข้างกายเขา พุ่งไปหาหวังเป่าเล่อ
ธูปดอกนี้แผ่กลิ่นอายคุกคาม เหนือล้ำยิ่งกว่ากระบองเขี้ยวหมาป่า แม้ไม่ถึงขึ้นสมุดชะตา แต่ก็ไม่ต่างกันมากน้อย
หวังเป่าเล่อรับมาด้วยอาการสำรวม เขาประสานมือคำนับต้นตระกูลอีกครั้ง หลังจากสบสายตาเซี่ยไห่หยางและต้นตระกูลเซี่ยแล้ว เขาก็หันกายยิ่งเดินก็ยิ่งจากไปไกล
เมื่อเงาร่างของเขาหายไปจนสิ้น เซี่ยไห่หยางถอนหายใจ
“ความทรงจำเมื่อปีนั้น ราวกับเป็นคนละชาติภพ…ผู้อาวุโส การที่หวังเป่าเล่อมายืมสมบัติประจำตระกูลเรา นี่เพื่อใช้ประโยชน์อันใดกัน?”
“เขาต้องการไปยังจักรวาลอันว่างเปล่า ไปดูสักคราหนึ่ง” ต้นตระกูลเซี่ยจ้องมองท้องฟ้า ครึ่งครู่ให้หลังจึงค่อยเอ่ยปาก
…………
คำเรียกขานมหาเทพนี้ ทั้งชีวิตของเฉินชิงจื่อเข้าใจผ่านสองวิถีอันแตกต่างกัน วิถีหนึ่งมาจากบัญชาของสำนักแห่งความมืด คำบัญชาดังกล่าวมีข้อมูลจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีคำเรียกขาน “มหาเทพ” คำนี้อยู่ด้วย โดยเฉพาะหลังจากหลอมรวมเต๋าสวรรค์แล้ว เฉินชิงจื่อก็เข้าใจได้มากขึ้น
มหาเทพที่ว่านี้ คือผู้ปกครองที่แท้จริงของอาณาจักร
เขาได้ยินว่าดวงจิตเทพนี้แบ่งออกเป็นหนึ่งแสนส่วน แตกกระจายไปทั่วทั้งแสนจักรวาล จากนั้นกลายเป็นจักรพิภพเต๋านับแสน ในทุกเขตจักรพิภพเต๋านั้น อาณาจักรไม่รู้สิ้นได้ก่อกำเนิดขึ้นจากดวงจิตเทพที่ล่องลอยพวกนี้
ส่วนร่างก่อนในโลกแห่งศิลาเหล่านั้น…ก็คืออาณาจักรไม่รู้สิ้นที่มีอยู่มาไม่นานเท่าไหร่ พูดได้อีกอย่างว่าอาณาจักรนี้เพิ่งถือก่อกำเนิดขึ้นเท่านั้น อีกทั้งมีเพียงจักรพิภพไม่รู้สิ้นตรงนี้ ความบังเอิญทางโชคชะตากลับทำให้มันมีการเปลี่ยนแปลงและถูกรบกวนมากเกินไป
ในคราแรก การต่อสู้ระหว่างเซียนหลัวและกู่ สุดท้ายแล้วกู่หลบเร้นจนมาถึงที่นี่ ทำให้สถานที่นี้กลายเป็นเหมือนที่ซ่อนตัวของเขา แต่หลังจากนั้นเขายังคงถูกหลัวตามสังหาร จึงใช้แขนแปรสภาพเป็นผนึกก่อร่างตั้งสำนักแห่งความมืด เพื่อสืบทอดบัญชาที่ตนเองมอบหมายเอาไว้
หยุดยั้งไม่ให้เซียนจากไป ต้องถูกผนึกอยู่ที่นี่ไปทุกชาติทุกภพ
หากว่าหลัวมิได้ร่วงหล่น บางทีการเปลี่ยนผันของศิลาก็คงเป็นเช่นนี้ตลอดไป แต่เมื่อหลัวแตกดับ ทำให้บัญชาทั้งหลายกลายเป็นไม้ไร้ราก เมื่อใช้พลังมาจนบัดนี้ก็นับว่าร่วงโรยแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งศิลานั้นได้เปลี่ยนผันเป็น…การถือกำเนิดใหม่ของตระกูลไม่รู้สิ้นอีกทั้งบุตรไม่รู้สิ้นก็ได้เกิดขึ้นมาจากการฟื้นคืนความทรงจำบางส่วน ในนี้นั้นยังมี…ผู้สืบทอดบัญชาของสำนักแห่งความมืด ผู้ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงและสั่นคลอนในจิตแห่งเต๋าของตน
ดังนั้นแล้ว อาจารย์ของเฉินชิงจื่อและหวังเป่าเล่อ จึงเกิดความขัดแย้งในก้นบึ้งหัวใจ
เพราะหากว่าไม่มีเฉินชิงจื่อ หรือว่าตัวหวังเป่าเล่อไม่ตื่นรู้ขึ้นมา หรือว่าตื่นรู้แต่ถูกแย่งชิงไป เช่นนั้นชะตาของโลกแห่งศิลานี้ก็คงจะเหมือนกับจักรพิภพเต๋านับแสนอื่นๆ ก็คือสุดท้ายแล้วคือตระกูลไม่รู้สิ้นเป็นผู้ถือครองความรุ่งโรจน์ ส่วนบุตรไม่รู้สิ้นในแดนเต๋านับแสนล้วนรู้แจ้ง เสมือนหนึ่งได้นิพพานก็ไม่ปาน เสมือนกลืนกินก็ไม่ปาน พวกเขากลืนกินทั้งจักรพิภเต๋า จากนั้นกลายเป็นผลแห่งเต๋าหนึ่งที่แหวกทำลายสภาวะว่างเปล่า จากนั้นย้อนคืนสู่ตัวมหาเทพ
เห็นได้ชัดว่า…อาณาจักรไม่รู้สิ้นแห่งนี้เกิดปัญหา
นี่คือข้อมูลที่เฉินชิงจื่อทราบจากเต๋าสวรรค์แห่งความมืด และสำหรับเขาแล้ววิธีการที่ทำให้ล่วงรู้ได้อีกอย่างหนึ่งนั้น กลับเป็น…การสืบทอดจากตัวเซียนเอง
การสืบทอดแห่งเซียน ไม่ได้มีแค่ส่วนหนึ่งกลับมีสองส่วน
หลังจากที่กู่หนีเข้าโลกแห่งศิลาแล้ว ทราบดีว่าหลัวย่อมหาตัวเองพบเป็นแน่ ดังนั้นแล้วในตอนที่เข้าสู่ตระกูลไม่รู้สิ้นในยามนั้น เขาตัดกระแสจิตเทพของตนเอง จากนั้นตนเองจึงกำหนดการสืบทอดแห่งเซียน แบ่งเป็นหนึ่งสว่าง หนึ่งมืด
ที่ว่าสว่างนั้นก็คือตนเอง กลายเป็นปณิธานอันแข็งกล้า
ที่มืดนั้นคือตนหนีเข้าวัฏสังสาร จากนั้นใช้ความรู้หนึ่งกลายเป็นกระแสเซียน เลือนหายไร้ลักษณ์
หลายขวบปีให้หลัง…การสืบทอดแห่งเซียนอย่างลับๆ นี้ถูกเฉินชิงจื่อล่วงรู้เข้า ดังนั้นแล้วในเวลาเพียงสั้นๆ เขาจึงแก้แค้นทำลายอาณาจักรอสรพิษดำ จนกระทั่งเข้าตาหมิงคุนจื่อ ท่ามกลางความซับซ้อนแห่งจิตเต๋านี้ หมิงคุนจื่อรับตัวเขาเป็นศิษย์
และความทรงจำแห่งการสืบทอดเซียนลับๆ นี้ เฉินชิงจื่อก็ได้ล่วงรู้เข้าท่ามกลางความทรงจำหลายทบ ระหว่างที่เขาระลึกแค้น และท่ามกลางจิตสังหารอันมึนงงภายหลังจากที่สำนักแห่งความมืดสิ้นสลายแล้ว
ในยามนั้น เขาถึงเพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นใคร
ในยามนั้น เขาก็ได้ทราบที่มาของโลกแห่งศิลา
และเป็นในยามนั้นเอง ที่เขาได้กระจ่างว่า…สิ่งที่อาจารย์ต้องการผนึก ไม่ใช่ตนเองแต่กลับเป็น…มหาเทพ
เพราะการตื่นรู้ซึ่งการสืบทอดแห่งเซียนของเขาในที่นี้ แฝงไปด้วยความทรงจำ ในความทรงจำนั้น…หลัวและกู่ เคยไปยังจักรวาลหนึ่ง จักรวาลนั้นเคยมีนามว่า มิติแห่งเต๋าต้นกำเนิด
มิติแห่งเต๋าต้นกำเนิดดังกล่าวใหญ่โตไร้ขอบเขต ในนั้นตั้งแต่โบราณจวบจนบัดนี้ มีผู้เยี่ยมยุทธ์ถือกำเนิดทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดท่าน ทุกท่านล้วนชื่อเสียงสะท้านฟ้า แต่ละคนก่อกำเนิดพิภพของตนเอง และในบรรดาหนึ่งร้อยแปดคนนี้ มีผู้สูงศักดิ์รายหนึ่ง…กวาดล้างมิติต้นกำเนิด สยบทั้งพิภพเต๋า และถูกขนานนามว่า…มหาเทพ!
มหาเทพไร้พ่าย ข้างกายมักจะพานกแก้วไปด้วยตัวหนึ่ง ในยามนั้นได้รวมการปกครองในมิติเต๋าต้นกำเนิด หลังจากนั้นภายใต้เจตนารมณ์แห่งมหาเทพ…ได้เปลี่ยนมิติเต๋าต้นกำเนิดให้มีชื่อใหม่เป็น…จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น!
หลัวและกู่ ในยามนี้เนื่องจากโลกาต้นกำเนิดของตนเองมาถึงขีดจำกัด ล้วนค่อยๆ ทยอยกันเสาะหาสถานที่แต่ก็ถูกสยบเอาไว้ในที่นี้ หลังจากนั้นหลายปี มหาเทพวางแผนฝึกตนขั้นสุดท้าย แต่เนื่องจากเคราะห์ร้ายเจอพลังสะท้อนกลับ ตะปูไม้สีดำชิ้นหนึ่งร่วงจากนภาเข้าเจาะทะลุกลางหว่างคิ้ว ทำให้พลังฝึกตนของมหาเทพนั้นยุ่งเหยิงบ้าคลั่ง และในยามนี้เอง มิติเต๋าต้นกำเนิดที่ถูกปกครองมานานนับกาลปาวสาน จึงผ่อนคลายลง
หลัวและกู่ เหตุเพราะเต๋าที่ถือครองนั้นมิใช่อยู่ในมิติเต๋าต้นดำเนิด ดังนั้นในยามที่การปกครองหละหลวม จึงสำแดงพลังฝึกปรือทั้งหมดเพื่อหลบหนีออกจากที่นั้น แต่หลังจากหนีไปแล้ว บางทีผลการกลืนกินสะท้อนกลับของมหาเทพนั้นก่อเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเหตุเพราะความบังเอิญทางโชคชะตา พวกเขาทั้งสองคนได้รับการสืบทอดแห่งเซียน ดังนั้นแล้วจึงได้มีการต่อสู้ที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินนั้น!
หลังจากนั้น กู่ถูกผนึก และได้รับสืบทอดการสืบทอดแห่งเซียนส่วนใหญ่ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็มากกว่าพลังฝึกตนของหลัว ส่วนที่ว่าเขาไปที่ใดนั้น เฉินชิงจื่อไม่ทราบ
บางทีอาจจะไปเกิดใหม่ในมิติเต๋าต้นกำเนิด หรือบางทีอาจจะกำลังต่อสู้บ้าคลั่งกับมหาเทพ เฉิงชิงจื่อไม่ทราบเช่นกัน
แต่จากการสืบทอดแห่งเซียนนี้ เขาทราบว่า…หลัวที่หลอมรวมกับการสืบทอดแห่งเซียน จะต้องหลอมสกัดสมบัติสูงส่งที่เรียกว่าโลหิตจักรวาลออกมาได้ สมบัติสูงส่งนี้…คือสิ่งจำเป็นสำหรับอีกระดับชั้นหนึ่ง
ของสิ่งนี้…หากว่าผู้อยู่ระดับเดียวกันได้ไป จะกลายเป็นยาศักดิ์สิทธิ์สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ
“มหาเทพ…” เฉินชิงจื่อมองไปนอกประตูศิลา เห็นเงาร่างโลหิตลอยผ่านไป ดวงตาของเขาทอประกายคมปลาบสามารถคาดเดาถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ได้รับสืบทอดมาหรือจากปราณบนร่างอีกฝ่ายในยามนี้ ได้อธิบายทุกอย่างชัดแล้ว
และเกือบจะในพริบตาที่เฉินชิงจื่อเอ่ยปาก เงาร่างโลหิตด้านนอกก็เพิ่มความไวขึ้น ในพริบตาถัดมา ลูกตาขนาดมหึมาข้างหนึ่งปรากฏอยู่นอกประตูแทบจะในทันที มันยึดครองพื้นที่ประตูศิลาเกือบทั้งหมด จากนั้นจ้องเฉินชิงจื่อในประตูศิลา
ดวงตานี้เป็นสีดำปนเหลือง แสดงอารมณ์เย็นชาและไร้ความรู้สึก อีกทั้งลูกตาดำยังมีขนาดใหญ่มาก มองจากประตูเพียงโผล่มาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่หากยามนี้มีคนอยู่นอกประตูแล้วมองมายังความว่างเปล่านี้ จะมองเห็นตะขาบตัวขนาดมโหฬารจนน่าตื่นตะลึง ลำตัวสีโลหิตของมันมองไม่เห็นว่ายาวเท่าไหร่กันแน่กำลังม้วนขดไปมาอยู่ในความว่างเปล่านี้อย่างไร้ช่องว่าง
ร่างสีโลหิต ทำให้รู้สึกเหมือนจะแผ่ขยายไปทั่วความว่างเปล่าได้ ปราณที่มันแผ่ออกมานั้นกระจายไปทั่วทั้งแปดทิศ ในยามนี้ศรีษะของตัวตะขาบโลหิตกำลังประจันหน้ากับประตูศิลา
“เจ้ากล้าออกมาไหม?” กระแสจิตครองฟ้าครองพิภพกระจายไปทั่วทิศ และเข้าสู่ดวงวิญญาณเทพของเฉินชิงจื่อ
“หากร่างต้นของเจ้ามา ข้าอาจจะลังเลอยู่บ้าง แต่เจ้าในยามนี้…เป็นเพียงแค่กระแสจิตหนึ่งเท่านั้น…ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ทำไมข้าจะกลัวเล่า” เฉินชิงจื่อค่อยๆ เอ่ยปาก
นอกประตูศิลา ตะขาบสีโลหิตมองเฉินชิงจื่อ ครึ่งครู่ใหญ่ถึงค่อยหัวเราะออกมา
“ในเมื่อรู้จักร่างต้นของข้าผู้สูงศักดิ์ แต่ยังเลือกที่จะมา หรือว่าเมล็ดพันธ์ที่ข้าหว่านไว้ตรงนั้น ไม่อาจจะหลอมผลแห่งเต๋าที่นี่ออกมาได้…”
“ต้องพูดสักหน่อย หลัวนั้นคือผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าผู้สูงศักดิ์เคยพบ…เขาที่ได้รับสืบทอดพลังเซียนส่วนใหญ่ แม้จะพ่ายแพ้ให้แก่ข้า และถูกข้าชิงโลหิตจักรวาลไป แต่ว่า…เขาก็ยังหนีรอดได้ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส น่าเสียดาย สุดท้ายเขาก็ร่วงหล่นอยู่ดี”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังทิ้งปัญหาที่ทำให้ข้าผู้สูงศักดิ์รังเกียจอยู่ดี อย่างเช่นเจ้าคนที่อยู่ข้างนอกแต่เข้ามาไม่ได้คนนั้น อย่างเช่นหลายคนที่จับจ้องที่นี่จากสถานที่ห่างไกลนั่น หรืออย่างเช่นในที่นี้…หลังข้ามาแล้วถึงค่อยทราบ ที่แท้เป็นสิ่งที่สร้างมาจากมือขวาของมัน นี่ขจัดความสงสัยของข้า เพราะเหตุใด…กระแสจิตนับแสนที่ข้าปล่อยออกไปนั้น ถึงส่งคืนผลแห่งเต๋ามาแค่เก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าผล สถานที่เดียวนี้…ที่ไม่ได้กลับมา”
“โลกทั้งเก้าแสนเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าได้กลายเป็นผลแห่งเต๋าทิ้งสิ้น ส่วนแก่นรากเดิมภายในนั้นถูกทำลายทิ้ง โลกอันเป็นเอกเช่นนี้…ถึงกับทำให้ข้าผู้สูงศักดิ์ต้องส่งกระแสจิตหนึ่งมาสำรวจก่อนล่วงหน้าเป็นการเฉพาะ”
“ไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบผู้ฝึกตนเช่นเจ้า ผู้สืบทอดบัญชาแห่งหลัว สืบทอดพลังเซียนส่วนนั้น หากเจ้าเติบโตต่อไป จะไม่กลายเป็นหลัวอีกคนเหรอ?”
“ผู้สูงศักดิ์ทราบอยู่แล้วว่าหลัวแม้ร่วงหล่น แต่ต้นกำเนิดดาวเคราะห์นั้นพิเศษ ทำให้มีหลัวคนใหม่กำเนิดขึ้น ในยามนี้เขาเองก็จับจ้องที่นี่อยู่ เช่นนั้นหากพวกเจ้าทั้งสองพบหน้า…จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ” ตะขาบพูดเข้าพูดเข้าก็พลันเผยรอยยิ้มกว้าง
ความว่างเปล่าคืออะไร
คนมากมายล้วนรับรู้ แต่ผู้ที่มองเห็นและสัมผัสได้อย่างแท้จริงนั้นกลับมีไม่มาก
ความว่างเปล่าไม่ใช่ไม่มีอะไร แต่ก็ไม่ใช่ความพร่าเลือน ยิ่งไม่ใช่ภาพมายา
ความว่างเปล่าคือชั้นล่างสุดของอวกาศ ในแง่หนึ่งกล่าวได้ว่าเป็นชั้นกำแพงกั้น เพียงแต่กำแพงกั้นนี้ใหญ่ยิ่งนัก ถึงขนาดที่หลังจากก้าวเข้าไปแล้วล้วนมองไม่เห็นสิ่งใด
แต่มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มี
สิ่งที่อยู่ที่นี่คือความทรงจำของสรรพสิ่ง สามารถเปรียบเทียบได้กับมหาสมุทรที่รวบรวมสติสัมปชัญญะ ที่แห่งนี้…ในทางหลักการแล้ว สามารถมองเห็นชีวิตของวิญญาณที่เคยมีอยู่ทุกตนได้ เพียงแต่จำกัดให้แค่คนตาย ส่วนคนเป็นนั้น ยามอยู่ที่นี่จะมองไม่เห็น เว้นแต่ตัวเองมองตัวเองเท่านั้น
แต่ก็เป็นเพียงแค่หลักการ เพราะความทรงจำในที่แห่งนี้มีมากมายเหลือเกิน แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถทนรับการหลอมรวมของความทรงจำกันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้ ดังนั้นย่อมผลักไสมันไปตามสัญชาตญาณเป็นธรรมดา เพราะอย่างนั้น…จึงมองเห็นและรับรู้ว่าภายในความว่างเปล่าไม่มีอะไร
นี่คือการป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณ
แต่เฉินชิงจื่อนั้นแตกต่าง เขาไม่รู้ว่าพลังฝึกปรือของตนเองตอนนี้อยู่ระดับไหนกันแน่ แต่เขารู้ว่า…ในความว่างเปล่าแห่งนี้ ถ้าหากตนต้องการ ก็สามารถมองดูความทรงจำของสรรพสิ่งได้
เหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ เพราะเขาไม่อยากจะสิ้นเปลืองความคิดจิตใจ ไม่อยากจะไปดูชีวิตของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ที่นี่ไม่มีร่องรอยของเว่ยยางจื่อ
และเรื่องนี้…ได้พิสูจน์การคาดเดาของเขาแล้ว
เว่ยยางจื่อ ความจริงนั้น…ยังไม่ตาย
นี่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกเช่นกัน เพราะเฉินชิงจื่อรับรู้แผนการของเว่ยยางจื่อแล้ว นี่คืออุบาย ถึงแม้เขาจะรู้ แต่ก็ยังจะเดินไป
หากไม่เดินแล้วอยู่ในโลกแห่งศิลาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่พฤติกรรมหลบเลี่ยงเช่นนี้ นอกจากไม่ช่วยอะไรในอนาคต ก็ยังทำให้ตนสูญเสียจิตใจแสวงหาเต๋าด้วย
สุดท้ายแล้ว…ที่ควรมาก็ต้องมา ที่ควรเกิดก็ต้องเกิด
“ศิษย์น้องเล็ก…เจ้าเป็นแสงสว่าง ข้าเป็นความมืด ถ้าหากข้าสำเร็จ ความลับเกี่ยวกับความอมตะก็จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เหตุต้นผลกรรมทั้งหมด ข้าจะแบกรับไว้คนเดียว ถ้าหากข้าล้มเหลวและสิ้นชีพ…” เฉินชิงพึมพำ ส่ายหน้าเบาๆ
“ก็จะทำให้เจ้าสมบูรณ์ด้วย!” แววตาของเฉินชิงจื่อแน่วแน่ เผยให้เห็นความคาดหวังในอนาคต เงาร่างอยู่ในความว่างเปล่า ก้าวต่อก้าว ค่อยๆ เดินไปไกล เหยียบผ่านความทรงจำอยู่ในชั้นล่างของอวกาศแห่งนี้
นี่คือหนทางการแสวงหาเต๋า
และเป็นกระบวนการแสวงหาจิตใจเช่นกัน
เมื่อก้าวลงก้าวแรก ความว่างเปล่าก็เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อม ในระลอกคลื่นนี้ เฉินชิงจื่อมองเห็นภาพภาพหนึ่ง
ในภาพนั้น เป็นหมู่บ้านของปุถุชนที่อยู่ท่ามกลางกองไฟลุกโชน ในนั้นมีเด็กผู้ชายวัยเจ็ดแปดขวบอยู่คนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าขาดๆ ร่างกายผอมโซยิ่งนัก เขานั่งยองๆ อยู่หน้าเปลวเพลิง ส่งเสียงร้องไห้น่าอนาถใจออกมา
เสียงร้องไห้มาพร้อมกับความหมดหนทางและความสับสน ยิ่งกว่านั้นยังระเบิดความเกลียดชังที่ถึงแม้เพิ่งแตกหน่อแต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว
จากที่ไกลๆ จะมองเห็นกองทหารมนุษย์กลุ่มหนึ่งมาพร้อมกับความโหดเหี้ยม กำลังหายเข้าไปจากปลายภูเขา กองทหารกองนี้อันธพาลอย่างยิ่ง มองเห็นรูปสลักของงูดำตัวหนึ่งบนเสาธงเอียงๆ ได้รางๆ
ภาพหายไป เฉินชิงจื่อหลับตาลง เดินก้าวที่สอง ก้าวที่สาม…ภาพปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขาภาพแล้วภาพเล่า
ภาพที่สองคือเมืองหลวงของปุถุชน ภายในพระราชวังมีซากศพเกลื่อนพื้น ทหารทั้งหมดที่เหลืออยู่ล้อมรอบร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง เพียงแต่…เห็นอยู่ชัดๆ ว่าคนที่ถูกล้อมนั้นเป็นคนหนุ่ม แต่ผู้ที่ตัวสั่นกลับเป็นทหารรอบๆ
เมื่อชายหนุ่มก้าวทีละก้าว ทุกคนล้วนถอยหลัง จนกระทั่งถอยจนถอยไม่ได้แล้ว ที่ด้านหน้าของชายหนุ่ม เขาก็มองเห็นตำหนักใหญ่ของพระราชวัง มองเห็นชายวัยกลางคนนั่งหน้าเขียวอยู่บนบัลลังก์
ด้านหลังของชายผู้นี้มีรูปสลักประจำอาณาจักร นั่นก็คืองูดำตัวหนึ่ง
พริบตาต่อมา รูปสลักก็พังทลาย ทหารล้มตาย ราชาสิ้นพระชนม์!
ภาพที่สามคือสำนักอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ชายชราสวมชุดคลุมสีม่วงคนหนึ่งก้มหน้ามองชายหนุ่มที่คุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เจ้ามีนามว่าอะไร”
“เฉินชิง”
“ต่อไป เจ้าชื่อว่าเฉินชิงจื่อ ส่วนข้า…ก็คืออาจารย์ของเจ้า” ชายชราเอ่ยอย่างสงบนิ่ง เสียงนั้นดังเข้าสู่หูของชายหนุ่ม ทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น มองไปยังชายชราตรงหน้า และมองเห็นด้านหน้าของสำนักแห่งนี้ที่อยู่หลังชายชรา มีหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่ เขียนตัวอักษรมหึมาสีดำเอาไว้ว่า
สำนักแห่งความมืด
“อาจารย์…” เฉินชิงจื่อก้าวลงไปก้าวที่สาม ลืมตาขึ้น ก้มหน้ามองภาพใต้ฝ่าเท้าของเขา ผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็ก้าวเดินเป็นก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก
ในระหว่างทั้งสามก้าวนี้ เขามองเห็นตนกำลังดูแลดวงวิญญาณคนตายในอวกาศภายในสำนักแห่งความมืด มองเห็นว่าศิษย์น้องหนึ่งที่จู่ๆ ก็ถูกอาจารย์พากลับสำนักในวันหนึ่ง
บนร่างของศิษย์น้องเล็ก เขาในตอนนั้นสัมผัสได้ถึงความผันผวนพิเศษมากๆ บางอย่าง ความผันผวนนี้…ตนคุ้นเคยดีเหลือเกิน ราวกับว่า…ได้เห็นตัวเองอีกคน
“เขาคือแสงสว่าง ข้าคือความมืด…อาจารย์ ภารกิจของสำนักแห่งความมืดคือหยุดไม่ให้ผู้เป็นอมตะออกไป แต่ท่านกลับ…เปลี่ยนเป็นขวางไม่ให้สิ่งมีชีวิตใดๆ ออกไป”
“การขยายขอบเขตเช่นนี้ความจริงแล้วเป็นการคุ้มครองแบบหนึ่ง และก็เป็น…ความรู้เห็นเป็นใจอย่างหนึ่ง”
“รู้เห็นเป็นใจให้ข้า…และรู้เห็นเป็นใจให้ศิษย์น้องเล็ก…”
“เพราะว่า…เขาสืบทอดอมตะ ส่วนข้า…ก็สืบทอดความอมตะเช่นกัน การสืบทอดความอมตะเดิมทีก็ไม่ใช่สถานะหนึ่งอยู่แล้ว!”
“ท่านกับข้าเหมือนกัน ล้วนเบื่อหน่ายภารกิจนี้…ดังนั้นในการสำเร็จสมบูรณ์สุดท้ายของท่าน ความจริงแล้ว…เป็นความรู้สึกนึกคิดสองอย่างของตัวท่านเอง พวกมันทำลายกันและกัน ศิษย์น้องเล็กไม่รู้ ข้าก็ไม่อยากให้เขาแบกรับมากเกินไป…” เฉินชิงพึมพำ ก้มหน้าลง เดินต่อไป
ทีละก้าวๆ จนกระทั่งเขารู้สึกได้รางๆ ท่ามกลางวิญญาณคนตายนับไม่ถ้วน จากนั้นก็จ้องมองไปยังดวงวิญญาณดวงหนึ่ง มองเห็นประกายแสงในดวงตาของเงาร่างของตนเองที่ทั้งมือเต็มไปด้วยการสังหารในชั่วขณะที่สำนักแห่งความมืดล่มสลาย
แปลกตายิ่งนัก แต่ก็คุ้นเคยมากเช่นกัน
ยังมีภาพอีกมากมาย สังหารจักรพรรดิสวรรค์ สังหารไม่รู้สิ้น สังหารหมื่นตระกูล ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งชีวิตของเขาปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าขณะที่เฉินชิงก้าวเดินไป จนกระทั่งภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นกลับเป็นภาพเฉินชิงเงยหน้าร้องตะโกนเสียงดังออกมา…
“ศิษย์พี่ รอดชีวิตกลับมา”
“ข้ารับปาก” เฉินชิงจื่อพึมพำเสียงเบา เขาเดินมาจนถึงปลายสุดของความว่างเปล่า ก้าวออกมาก้าวสุดท้าย เมื่อก้าวลงไป ทั่วทั้งความว่างเปล่าก็สั่นไหว อานุภาพกดดันไม่อาจบรรยายได้ตกลงมากะทันหันแล้วกลายเป็นฝ่ามือมหึมาข้างหนึ่ง ตกลงมาขวางกั้นอยู่ข้างหน้าเฉินชิงจื่อ
ฝ่ามือนี้มาจากดวงจิตของทั่วทั้งโลกแห่งศิลา สิ่งนี้…แปลงมาจากมือของหลัวเทียน!
ยิ่งกว่านั้นยังมีคลื่นปราณมืดผันผวนเข้มข้นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากในฝ่ามือข้างนี้ด้วย
“ข้าคือเต๋าสวรรค์ของสำนักแห่งความมืด จักรพรรดิแห่งความมืดคนปัจจุบัน ภายในโลกแห่งศิลา ภารกิจคือเจตจำนงที่สูงสุด!” เมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ามือข้างนี้ เฉินชิงก็พลันเอ่ยปากบอก เมื่อเอ่ยคำพูดออกมา ปราณมืดบนร่างของเขาก็ระเบิดทันใด ปลาดำที่หว่างคิ้วสว่างสดใส จ้องมองไปยังฝ่ามือ
กลิ่นอายของทั้งสองฝ่ายมาจากแหล่งเดียวกันอย่างเลือนราง ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฝ่ามือนั้นก็ค่อยๆ สลายหายไป และเมื่อมันสลายไปแล้ว ประตูหินเก่าแก่บานหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเฉินชิงจื่อ
เขายืนอยู่หน้าประตู เฉินชิงจื่อเงียบงันอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็สะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้นประตูหินบานนี้ก็ค่อยๆ เปิดออกไปข้างนอกกะทันหัน เมื่อมันเปิดออกมา เฉินชิงจื่อก็มองเห็นด้านนอกประตูหิน มันกลับมีความว่างเปล่าอีกผืนหนึ่ง
จุดที่ไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดและไกลออกไป มีรอยร้าวขนาดใหญ่เส้นหนึ่งอยู่ รอยร้าวนี้…ราวกับมีคนอยู่ข้างนอกและพยายามกระแทกออก
“โลกแห่งศิลาแบ่งออกเป็นสามระดับชั้น ชั้นแรก…คือโลกใจกลางและเป็นจักรวาล ชั้นที่สอง…ก็คือกำแพงด้านในของแผ่นศิลา และเป็นความว่างเปล่าด้านหลังประตูเต๋าบานนี้เช่นกัน ส่วนที่ที่ข้าอยู่ก็คือจุดที่อยู่ระหว่างใจกลางและกำแพงด้านใน ส่วนชั้นที่สาม… ”
“รอยแยกนั้นคือกำแพงด้านนอก และเป็นชั้นที่สามด้วย!”
เฉินชิงจื่อหรี่ตาลง ยืนอยู่ภายในประตู พริบตาที่กวาดมองไปด้านนอก ทันใดนั้น…ก็มีเงาโลหิตมหึมาร่างหนึ่งวาบผ่านนอกประตู ยิ่งกว่านั้นภายในชั่วพริบตา เงาโลหิตมากมายยิ่งกว่านั้นก็วาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมองดีๆ เงาโลหิตเหล่านั้นคล้ายกับหนวดเคราบนร่างกายของสิ่งมีชีวิต
เพียงแต่เป็นเพราะสิ่งมีชีวิตนี้ตัวใหญ่ยิ่ง ดังนั้นเพียงแค่หนวดเคราก็มีขนาดมหึมาน่าตะลึงแล้ว!
ขณะเดียวใน เมื่อเงาโลหิตเหล่านั้นวาบผ่าน ก็ยังมีเสียงร้องคำรามแหลมสูงดังออกมาด้วย
เสียงนี้เพียงพอจะทะลุทะลวงดวงวิญญาณเทพแล้วฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่าง สั่นคลอนสรรพสิ่งทั้งหมด ถึงขั้นที่เมื่อระดับจักรวาลได้ยินแล้ว ก็คงจะเลือดเนื้อแตกสลาย วิญญาณเทพพังทลายทันทีเป็นแน่!
“ผู้ที่เว่ยยางจื่อรอคอยก็คือเจ้าหรือ…”
“เป็นท่าน…ที่พยายามครอบงำศิษย์น้องเล็กของข้าอย่างนั้นหรือ”
“มหาเทพผู้แท้จริง!”
………………………
มองดูเฉินชิงจื่อ หวังเป่าเล่อก็เงียบงัน
ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเอง คนอื่นที่ไร้อำนาจไม่มีสิทธิ์ไปหยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาเต๋าหรือว่าพลีชีพ สำหรับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงระดับเช่นพวกเขาแล้ว นี่…ก็คือการแสวงหาและเป้าหมายของชีวิต
สุดท้ายแล้วล้วนต้องเดินก้าวนี้เพื่อไปดูจักรวาลของโลกภายนอก ไปดูโลกที่แท้จริง ไปสัมผัสว่าสิ่งที่ตนฝึกฝนมาหลายปีขนาดนี้แท้จริงมันคืออะไร ไปรับรู้ว่า…สิ่งที่ตนเสาะหานั้นคือเส้นทางใด!
ดังนั้น ในใจของหวังเป่าเล่อจึงมีความซับซ้อน แต่สุดท้ายคำพูดนับพันนับหมื่นภายในใจก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจแผ่วเบา
“ศิษย์น้องเล็ก เรียกข้าว่าศิษย์พี่อีกครั้งได้หรือไม่” เมื่อมองเห็นถึงความแปรปรวนในก้นบึ้งจิตใจของหวังเป่าเล่อ เฉินชิงจื่อก็ยิ้มอ่อนจาง อบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง เขารู้ว่าการเดินออกมาครั้งนี้ของตนนั้นนั้นหาได้รู้ถึงผลลัพธ์ไม่ บางทีอาจจะ…ตัวตายเต๋าสลาย ก็ยังไม่รู้แน่
ดังนั้นเขาจึงไม่หวาดกลัวอะไรและไม่เสียใจด้วย มีเพียง…เสียดายเล็กน้อย เพราะเหมือนกับว่าไม่ได้ยินคำเรียกขานที่ทำให้ตนรู้สึกอบอุ่นและให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าการมีอยู่ของเขามีความหมายมานานแล้ว
ตั้งแต่ชั่วขณะที่อาจารย์สิ้นชีพ มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมสำนักของพวกเขาก็ถูกตัดขาด
และประโยคนี้เขาก็ไม่เคยพูดมาก่อน มีเพียงแค่ตอนนี้เท่านั้นที่เขาอยากได้ยินคำว่าศิษย์พี่สองคำนี้อีกครั้งมากๆ ก่อนจะจากไป
หวังเป่าเล่ออ้าปาก แต่คำสองคำนี้กลับคล้ายติดอยู่ในลำคอ สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบ แต่กลับยกมือขวาขึ้นและตบเข้าที่หว่างคิ้วของตนอย่างแรง
เมื่อตบลงไป ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน ปราณมืดรอบกายผันผวน อวกาศคล้ายจะสั่นไหว กลิ่นอายบนร่างของหวังเป่าเล่อพลันระเบิดออกมาขณะที่ตัวสั่นสะท้าน
ด้วยการระเบิดนี้ ทำให้ด้านหลังของเขามีเงาร่างของอดีตชาติปรากฏขึ้นทันที เป็นเผ่าเทพอัคคีอันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินผู้นั้นก่อน จากนั้นกลิ่นอายของผีดิบก็พุ่งเทียมฟ้า ก่อนเป็นดาบเวทย์ เป็นความแค้น จนกระทั่งเมื่อเงาร่างของกวางขาวน้อยปรากฏขึ้น เงาร่างจากอดีตชาติเหล่านี้ก็ยืนอยู่เบื้องหลังของหวังเป่าเล่อ ยืนอยู่ระหว่างฟ้าดิน อานุภาพทรงพลังน่าตะลึงเรื่อยๆ
ทุกๆ ร่างคล้ายจะแฝงไว้ซึ่งพลานุภาพไร้ที่สิ้นสุด
ทุกๆ ร่างคล้ายจะฉีกประชากท้องนภาอันว่างเปล่า สยบทุกสารทิศ
เมื่อพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อเพิ่มขึ้นและห้าธาตุของเข้าล้ำลึกมากขึ้น ร่างอดีตชาติของเขาก็ก้าวกระโดดไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ขณะที่ฟ้าดินสั่นสะเทือนและเกิดการระเบิดเขย่าอวกาศ หวังเป่าเล่อก็ยกมือขึ้นแล้วประสานสิบนิ้วไว้ตรงหน้าช้าๆ
การเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับเรื่องที่เขากำลังจะทำนั้นยากเย็นต่อเขาอย่างยิ่ง แต่สองมือกลับมั่นคงเหลือเกิน มือทั้งสองค่อยๆ เข้ามาใกล้กัน ร่างอดีตชาติด้านหลังของเขาก็ซ้อนทับเข้าด้วยกันช้าๆ
จนกระทั่งมือของหวังเป่าเล่อสัมผัสเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์ในชั่วพริบตา เงาอดีตชาติด้านหลังของเขาก็ผสานรวมกันจนหมด ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย พวกมันพัฒนากลายเป็น…กระดานไม้ดำ!
มันแตกต่างจากกระดานไม้ดำที่เคยปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ ร่างเดิมที่เคยถูกหวังเป่าเล่อแสดงออกมาหลายครั้งล้วนเป็นเงามายา มีเพียงครั้งนี้เท่านั้น…ที่ไม่ใช่ภาพมายา!
แต่เป็นของจริง!
เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าต่อให้พลังฝึกปรือในปัจจุบันของหวังเป่าเล่อจะไม่สามัญ แต่เขาก็ยังไม่อาจทำให้ร่างเดิมกระดานไม้ดำปรากฏออกมาอย่างชัดเจนสมบูรณ์แบบได้ ดังนั้นกระดานไม้ดำที่ปรากฏขึ้นนี้จึงมีบริเวณหนึ่งส่วนเป็นของจริง และอีกเก้าส่วนยังคงเป็นภาพมายา
เมื่อกระดานไม้ดำปรากฏขึ้น แม้จะเป็นของจริงแค่เพียงส่วนเดียว แต่ในชั่วพริบตามันก็ระเบิดกลิ่นอายสะเทือนฟ้าออกมา แผ่ขยายเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ทั่วทั้งโลกแห่งศิลาสั่นสะเทือน ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณของจักรพิภพสำนักเสริมก็ใจแกว่งไกว สีหน้าเคร่งเครียด
และยังมีปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ที่นั่งสมาธิอยู่บนหน้าผาหน้าน้ำตกในเขตต้องห้ามของสำนักดาราจันทร์มาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ตอนนี้เขาก็ลืมตาขึ้น มองไปยังอวกาศ
“เวลา ใกล้มาถึงแล้ว…” ขณะที่ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์เอ่ยพึมพำเสียงเบา กลิ่นอายเบื้องหลังของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งแผ่ไพศาล คล้ายกับว่าตัวเขากลายเป็นแหล่งกำเนิดที่ทำให้โลกแห่งศิลาสั่นสะเทือนต่อไป ก้นบึ้งจิตใจของสรรพชีวิตก็มีความเคารพบูชาไร้ที่มาผุดขึ้น
เฉินชิงจื่อเป็นคนแรกที่ได้รับผล เขาที่ทรงพลังเช่นนี้กลับต้องถอยหลังไปสองสามก้าว แววตาฉายประกายเจิดจ้า ขณะที่จ้องมองไปยังหวังเป่าเล่อ เขาก็มองไปที่กระดานไม้ดำเช่นกัน
เขารู้ที่มาของศิษย์น้องเล็กของตน แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ตอนนี้เขาเมื่อเขาได้เห็นกับตาตัวเอง ในใจก็ยังมีความผันผวนรุนแรงสาดซัด เขาเดาได้รางๆ ว่าหวังเป่าเล่อคิดจะทำอะไร สีหน้าจึงพลันซับซ้อน
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้า…”
เพียงแต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยให้จบ สองมือที่ประสานเข้าด้วยกันของหวังเป่าเล่อก็คลายออก เขาพลันยกมือขวาขึ้นไปยังของจริงหนึ่งส่วนบนกระดานไม้ดำที่ก่อตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วกดลงไป ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด เพียงแต่เส้นเลือดดำปนหน้าผากปูดโปนขึ้นมา แล้วฉีกหักมันอย่างแรง!
เสียงดังกึกก้อง กระดานไม้ดำบริเวณหนึ่งส่วนหักออกมาทันทีด้วยความยินยอมของหวังเป่าเล่อเอง ถูกเขาบังคับหักเป็นเศษไม้ขนาดเท่านิ้วมือ!
หากดูรวมๆ แล้ว มันเป็นเพียงแค่หนึ่งในร้อยของกระดานไม้ดำ แต่เพราะว่าตำแหน่งสถานะของมันสูงอย่างยิ่ง ดังนั้นแม้จะเป็นเศษไม้ แต่ก็เป็นสมบัติชั้นเลิศสะเทือนฟ้าเช่นกัน
และแรงภายนอกก็ไม่อาจทำลายกระดานไม้ดำนี้ได้ มีเพียงตัวมันเองเท่านั้น…ถึงจะทำลายตัวมันได้ และผลกระทบที่เกิดจากการหักย่อมไม่น้อยเลย ดังนั้นในพริบตาต่อมา กลิ่นอายบนร่างของหวังเป่าเล่อก็ผันผวนรุนแรง สีหน้าขาวซีด
แต่ผลกระทบเช่นนี้ไม่ได้คงอยู่นาน ไม้มีพลังแห่งการกำเนิดใหม่ ดังนั้นหลังจากให้เวลาพักหนึ่งหรือมอบโอกาสวาสนาให้หวังเป่าเล่อ มันก็ยังมีโอกาสจะฟื้นตัวได้
ขณะนี้เขาคว้าจับเศษไม้ชิ้นนี้ไว้ หวังเป่าเล่อไม่ลังเล เมื่อเงยหน้ามองเฉินชิงจื่อ เขาก็โยนออกไปทันใด ทำให้เศษไม้ชิ้นนี้พุ่งไปหาเฉินชิงจื่อตรงๆ
นี่เป็นสิ่งเดียวที่หวังเป่าเล่อสามารถทำได้ เขาไม่อาจเบิกตามองเฉินชิงจื่อทะลวงไปเช่นนี้ได้ เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายดังนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้ ดังนั้นเขาจึงมอบร่างเดิมไม้ดำชิ้นหนึ่งออกไป
ประโยชน์ใหญ่ที่สุดของของสิ่งนี้ก็คือการสยบโชคชะตา และการสยบเช่นนี้…ถ้าหากใช้กับตัวเองล่ะก็ จะทำให้ดวงวิญญาณเทพคล้ายถูกสยบเอาไว้ แต่ความจริงแล้วกลับถูกปกป้องต่างหาก
เมื่อเป็นเช่นนี้…ต่อให้สุดท้ายแล้วจะล้มเหลว แต่ก็อาจจะ…ดำรงอยู่ได้เพราะจุดจุดนี้ ทำให้ถึงแม้ว่าดวงวิญญาณเทพจะแตกสลาย แต่วิญญาณแท้ยังอยู่ มีโอกาสได้กลับชาติมาเกิด
เฉินชิงจื่อโบกมือ ไม่ได้เข้าไปรับ แต่หมุนเศษไม้ชิ้นนี้กลับไปตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าไม่ต้องการของสิ่งนี้!”
“ไม่ได้ให้ท่าน แต่ให้ท่านยืม จำไว้ล่ะ…ต้องเอามาคืนข้า” หวังเป่าเล่อก็โบกมือเช่นกัน เศษไม้บินไปหาเฉินชิงจื่ออีกครั้ง
เฉินชิงจื่อเงียบงัน ผ่านพักครู่หนึ่งก็ถอนหายใจแผ่วเบา หยิบเศษไม้ชิ้นนี้มาไว้ในมือ กำเอาไว้แน่น เขาเงยหน้ามองหวังเป่าเล่ออย่างล้ำลึกปราดหนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น
“ศิษย์น้องเล็ก หลังข้าจากไป ถ้าหากมีวันหนึ่งที่อวกาศกลายเป็นสีเลือด…”
“นั่นหมายความว่า ข้าล้มเหลวแล้ว”
“อวกาศสีเลือดเกิดมาจากเต๋าโลหิตของข้า ภายในนั้นก็จะมีดวงจิตเทพของข้าอยู่ เจ้าสัมผัสถึงมันได้ ในดวงจิตเทพนั้น…มีคำพูดที่ข้าอยากเอ่ยต่อเจ้า”
“ศิษย์น้องเล็ก ลาก่อน”
“ศิษย์น้องเล็ก โลกแห่งศิลามีเกิดก็ต้องมีดับ เหมือนหยินและหยาง หมื่นชีวิตในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ มีแสงสว่าง ก็มีความมืด…เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมอาจารย์ถึงรับแค่เจ้ากับข้าเป็นศิษย์…”
“มีบางเรื่อง ถ้าหากข้าทำสำเร็จแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับหรือรับรู้ ถ้าหากข้าล้มเหลว…เป็นเพราะศิษย์พี่ไร้ความสามารถ เจ้าก็ต้อง…เดินไปด้วยตัวเองแล้ว”
“ศิษย์น้องเล็ก…ลาก่อน” เฉินชิงจื่อมองหวังเป่าเล่อที่ก้มหน้าอยู่อย่างลึกซึ้งคราหนึ่งราวกับรออะไรบางอย่าง แต่รออยู่หลายอึดใจ เขาก็ไม่รอ สุดท้ายเขาก็หันกายพร้อมแววตาหมองหม่น เดินไปยังความว่างเปล่า หนึ่งก้าวต่อหนึ่งก้าว แผ่นหลังอ้างว้าง กำลังจะหายไปอยู่รอมร่อ
“ศิษย์พี่!”
“รอดชีวิตกลับมา!” หวังเป่าเล่อเงยหน้าฉับพลัน ใช้พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตร้องตะโกนเสียงดังออกไป
เฉินชิงตัวสั่นไหว ในที่สุดเขาก็รอได้ยินคำเรียกนี้แล้ว ขณะนี้เขาไม่ได้หันกลับไป แต่กลับมีเสียงหัวเราะดังสะท้อนก้อง ในเสียงหัวเราะมีความไม่เสียใจ มีความแน่วแน่ มีความอิ่มเอม!
ก้าวหนึ่งก้าว ก็เข้าไปสู่ความว่างเปล่า!
…………………
หวังเป่าเล่อเงียบงัน สายตาของเฉินชิงจื่อนั้น เขามองเห็นอยู่ในดวงตา ความคิดมากมายปรากฏขึ้นในใจของเขา สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจแผ่วเบา แม้ว่าจะไม่ได้ยึดติดเรื่องการตายของอาจารย์อีก แต่คำว่าศิษย์พี่นั้น เขากลับทำอย่างไรก็พูดไม่ออก
สุดท้าย เขาจึงทำได้เพียงกอบหมัดโค้งคำนับต่ำให้กับเฉินชิงจื่ออีกครั้ง
จากนั้นหวังเป่าเล่อก็หันกายไปยังอวกาศ ไปยังเต๋าฝั่งซ้าย
เขารู้ดีว่าวันที่ศิษย์พี่ทะลวงระดับก็คือเวลาแสวงหาเต๋า และการแสวงหาภายในโลกแห่งศิลานี้ กล่าวจนถึงที่สุดแล้ว…ก็คือการเดินออกจากโลกแห่งศิลาไปยังจักรวาลภายนอก มองดูอวกาศที่แตกต่างจากที่แห่งนี้
ด้วยการฝึกตนในปัจจุบันของเขายังทำถึงจุดนี้ไม่ได้ อีกทั้ง…เต๋าของเขาก็แตกต่างกับของเฉินชิงจื่อ
ห้าธาตุยังไม่สมบูรณ์แบบ ขณะเดียวกันการเลือกของเฉินชิงจื่อก็เต็มไปด้วยความไม่รู้ บางทีอาจจะสำเร็จเข้าจริงๆ และทำลายอุปสรรคขวางกั้นได้ แสวงหาเต๋าสำเร็จผล
แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่…จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ส่วนสุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น หวังเป่าเล่อไม่กังวลใจไม่ได้ แต่เขาเข้าใจดีว่ากังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ นี่คือจิตยึดมั่นของเฉินชิงจื่อ และเป็นทางเลือกที่เขาแสวงหามาตลอด
“ขอให้…ปลอดภัย” หวังเป่าเล่อพึมพำ ก้าวหนึ่งก้าวก็หายไป
หลังจากหวังเป่าเล่อไปแล้ว ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็โค้งคำนับให้กับเฉินชิงจื่อแล้วหันกายจากไป ตอนนี้อดีตจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นแห่งนี้จึงเหลือเพียงเงาร่างของเฉินชิงจื่อนั่งขัดสมาธิอยู่ในความว่างเปล่า แม่น้ำแห่งความมืดรอบตัวเขาแปรผันเข้ามาพัวพัน ก่อนค่อยๆ ห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้ข้างใน
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ พริบตาก็ผ่านไปยี่สิบแปดปีแล้ว
ยี่สิบแปดปีไม่มากไปสำหรับโลกแห่งศิลา แต่เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ยิ่ง!
หลังจากตระกูลไม่รู้สิ้นร่วงลงจากสวรรค์และไม่ได้มีอิทธิพลเช่นสมัยก่อนอีก โดยเฉพาะสำนักตระกูลหรือพวกอารยธรรมที่เคยถูกพวกเขาล้างสมองเมื่อก่อน ตอนนี้แตกหักแล้ว สุดท้ายตระกูลไม่รู้สิ้นก็จำต้องละทิ้งทุกอย่าง พาทุกคนไปอยู่รวมตัวบนดาวบรรพบุรุษของพวกเขา จึงพอจะมีพื้นที่ให้อาศัยอยู่ได้
และนี่…ก็คือการออกหน้าครั้งสุดท้ายของปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย ถึงได้ปกป้องตระกูลนี้เอาไว้ได้
นอกจากนั้น ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ยมีฐานะเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์สูงสุด แต่กลับยังไม่เคยลงมือเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นศึกในปีนั้น หรือในช่วงยี่สิบแปดปีมานี้ก็ตาม เขาคล้ายจะอยู่เงียบๆ และถ่อมตัวต่ำไปพร้อมกัน ตระกูลเซี่ยก็ไม่ได้ขยายอาณาเขตเพราะการล่มสลายของตระกูลไม่รู้สิ้นด้วย
ตรงกันข้าม กลับทำตัวหดเล็กลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ลงมือในปีนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหวังเป่าเล่อหรือว่าปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ หรือสำนักแห่งความมืดที่รุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าในโลกแห่งศิลาปัจจุบันนี้ก็ตาม พวกเขาล้วนไม่เคยทำให้ลำบากใจเลย
ส่วนสำนักแห่งความมืด ในช่วงยี่สิบแปดปีมานี้ก็ได้กลายเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งของโลกแห่งศิลาไปแล้ว อิทธิพลของพวกเขาแผ่คลุมไปทั่วทุกสารทิศ ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลไม่รู้สิ้นก่อนหน้านี้ มักจะได้เห็นศิษย์ของสำนักแห่งความมืดสวมชุดดำ มือถือตะเกียง และนั่งอยู่บนเรือพาวิญญาณคนตายข้ามฟากในทุกๆ พื้นที่ได้
การกลับชาติมาเกิดเปิดออกแล้ว วิชาของสำนักแห่งความมืดทุกอย่างก็หมุนเวียนปรากฏอยู่ในสำนักแห่งความมืดเช่นกัน ราวกับทั่วทั้งโลกแห่งศิลาล้วนสงบสุขขึ้นมาแล้ว
กลับไปยังหวังเป่าเล่อที่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย เขาไม่ได้กักตนบ่อยๆ แล้ว เนื่องจากตนได้รับพลังอำนาจมา ดังนั้นความเร็วในการก่อรูปของเมล็ดเต๋าธาตุดินของเขาจึงมีไม่น้อยเลย แต่ก็แค่เร็วขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น ไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่การได้รับพลังอำนาจก็ทำให้แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะก่อเมล็ดเต๋าล้มเหลว ก็ไม่ส่งผลต่อคุณภาพวัตถุบรรจุเต๋าอีกต่อไป
เป็นเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งหวังเป่าเล่อยังสัมผัสได้ว่าการก่อตัวของเมล็ดธาตุดินใกล้จะมาถึงแล้ว
และในช่วงยี่สิบแปดปีมานี้ สหพันธรัฐมีชีวิตชีวาขึ้นมามาก แม้ว่าเวลายี่สิบแปดปีจะสั้นเมื่อนับตามทั้งจักรวาล แต่ก็ยังทำให้ตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองเต๋าฝั่งซ้ายของสหพันธรัฐฝังลึกเข้าไปในใจของทุกคนแล้ว
ฐานะเจ้าแห่งเต๋าของหวังเป่าเล่อก็เช่นกัน สำหรับสำนักเสริมก็ด้วย สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณเป็นเจ้าผู้ปกครองในแง่หนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นปรมาจารย์ของพวกเขาก็รวมจักรพิภพสำนักเสริมเป็นหนึ่งเดียว ถูกเรียกว่าเจ้าแห่งเต๋าสำนักเสริม
มีเพียง…สำนักดาราจันทร์ที่อยู่ห่างออกไปเท่านั้น เป็นส่วนที่ลึกลับที่สุดภายในจักรพิภพสำนักเสริม แม้แต่สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณก็ยังยินยอมในเรื่องนี้ เพียงแต่ถึงอย่างไรคนที่มีคุณสมบัติรู้จักสำนักดาราจันทร์ก็มีน้อยมาก คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่เจ็ดวิญญาณ ไม่รู้จักดาราจันทร์
ส่วนหวังเป่าเล่อ เขาก็ลืมคำเชิญของปรมาจารย์ดาราจันทร์เมื่อครั้งนั้นไปแล้ว หกสิบแปดปีของปีนั้น ยังห่างจากปัจจุบัน…อีกสามสิบเอ็ดปี
เวลาเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันในช่วงยี่สิบปีมานี้ หวังเป่าเล่อก็ไปมาหลายที่ กล่าวได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเต๋าฝั่งซ้ายหรือสำนักเสริม อวกาศมากมายล้วนเคยมีเงาร่างของเขาเดินผ่าน เขากำลังตามหาสมบัติชั้นเลิศที่สามารถบรรจุธาตุทองและไฟได้
แต่น่าเสียดาย สมบัติชั้นเลิศสองชนิดนี้เขาไม่เคยหาพบสักที ส่วนอดีตจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นนั้น ในช่วงยี่สิบแปดปีมานี้ หวังเป่าเล่อก็ไปมาสามครั้ง
ครั้งแรก เขายืนอยู่ข้างแม่น้ำแห่งความมืด ทอดมองไปยังส่วนลึกของแม่น้ำแห่งความมืด ในความเลือนราง เขาสามารถมองเห็นเงาร่างร่างนั้นจมลึกอยู่ในก้นแม่น้ำได้
ครั้งที่สอง เขาจ้องมองอยู่นาน สุดท้ายก็คำนับแล้วจากไป
และครั้งที่สาม ตอนที่เขาจากไป เขาไม่อาจสังเกตเห็นเลยว่าดวงตาที่ปิดอยู่ของเงาร่างในก้นแม่น้ำจะค่อยๆ เปิดออกแล้วจ้องมองเขาจากไกลๆ
จนกระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งปี เมื่อปีที่ยี่สิบเก้ามาถึง ปรมาจารย์แห่งไฟก็กักตน พยายามทะลวงระดับอีกครั้งเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับจักรวาล
หลังจากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมายี่สิบเก้าปี หวังเป่าเล่อก็กักตนใหม่อีกครั้งเพื่อตระหนักรู้ถึงเมล็ดเต๋าธาตุดิน เขาสัมผัสได้ว่าการก่อตัวของเมล็ดธาตุดินอยู่ไม่ไกลแล้ว
เวลาเคลื่อนผ่านอีกรอบ ครั้งนี้สั้นยิ่งกว่า มันผ่านไปอีกหนึ่งปี
สามสิบปีหลังจากสงครามใหญ่ครั้งนั้น วันนี้…จู่ๆ หวังเป่าเล่อที่กักตนอยู่ก็ลืมตาโพลง เขาไม่ได้มองไปยังอักขระโบราณมากมายที่แพร่กระจายอยู่ตรงหน้าซึ่งก่อเมล็ดเต๋าธาตุดินได้เกินครึ่งแล้ว แต่พลันเงยหน้าขึ้น มองไปยังอวกาศ มองไปยังอดีตจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น มองไปยังแม่น้ำแห่งความมืดตรงนั้น มองไปยัง…เงาร่างภายในแม่น้ำแห่งความมืด
แทบจะพร้อมกันกับที่หวังเป่าเล่อจ้องมองไป ชั่วขณะนี้เอง ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ ปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย และปรมาจารย์ของสำนักดาราจันทร์ก็ล้วนจ้องมองไปยังแม่น้ำแห่งความมืด
แม่น้ำแห่งความมืดในตอนนี้ไหลบ่า เสียงสะเทือนกึกก้องดังกังวานไปทั่วแปดทิศ กลิ่นอายมหาศาลกำลังก่อตัวขึ้นมาจากภายในนั้น กลิ่นอายนี้เพียงพอทำให้ทั่วทั้งโลกแห่งศิลาสั่นสะเทือน ทำให้สรรพชีวิตสิ้นสติได้
แต่ไม่ช้า กลิ่นอายนี้ก็หายวับไปทันตา แม่น้ำแห่งความมืดก็ไม่ไหลเกลือกลิ้งอีกต่อไป มันสงบลง แต่กลับมีเงาร่างร่างหนึ่งเดินออกมาจากแม่น้ำแห่งความมืดช้าๆ จนกระทั่งยืนอยู่บนแม่น้ำแห่งความมืด
เสื้อคลุมดำทั้งตัว ผมยาวทั้งศีรษะ กระบี่ไม้หนึ่งด้าม น้ำเต้าหนึ่งขวด เงาร่างอันคุ้นเคยนี้ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกหวังเป่าเล่อ พวกเขาแต่ละคนล้วนตกตะลึง
พวกเขามองไม่ทะลุ
ถ้ากล่าวว่าหากเฉินชิงจื่อคนก่อนยืนอยู่ตรงนั้น แม้ว่าจะทรงพลังไร้ใดเทียม แต่ก็ยังมองเห็นคลื่นผันผวนของพลังฝึกตนได้รางๆ ล่ะก็ เช่นนั้นเฉินชิงจื่อในตอนนี้ก็คล้ายเป็นเช่นปุถุชนอย่างแท้จริง บนร่างของเขาไม่มีคลื่นผันผวนเลยแม้แต่นิด สีหน้าอารมณ์ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนเมื่อก่อน อ่อนโยนลงมาก
แต่กลับกัน เงาร่างที่ดูธรรมดาสามัญนี้กลับทำให้ทุกคนที่มองมาสะท้านในใจ เพราะมองปราดแรกดูธรรมดาสามัญ แต่มองปราดที่สองกลับคล้ายจะมองเห็นวิญญาณเทพ
ความลึกลับที่ไม่อาจพรรณนา ความทรงอานุภาพไม่อาจคาดเดา เป็นระดับที่ยากจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง!
“ก้าวสู่สวรรค์หรือ” ข้างกายของหวังเป่าเล่อ เงาร่างของแม่นางน้อยก่อตัวขึ้นแล้วมองภาพนี้อย่างไม่อยากเชื่อพร้อมเอ่ยพึมพำ
“ก็เหมือนจะไม่ใช่…”
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของแม่นางน้อย หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะทุกอย่างนี้ไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือในชั่วพริบตานี้ ในใจของเขามีความเจ็บปวดผุดขึ้นมา
เพราะเขารู้ว่า หลังจากเฉินชิงจื่อทะลวงระดับแล้ว จะต้องไปแสวงหาเต๋า
แต่สุดท้ายแล้วจะเป็นการแสวงหาเต๋าหรือว่าพลีชีพ ทุกอย่างล้วนเป็นปริศนา
ดังนั้นหลังจากเงียบงันไป ร่างของหวังเป่าเล่อก็หายวับไปจากเต๋าฝั่งซ้าย เมื่อปรากฏตัวขึ้น…เขาก็มาอยู่ริมแม่น้ำแห่งความมืด ห่างจากเฉินชิงจื่อร้อยจั้ง มองไปที่เฉินชิงจื่ออย่างซับซ้อนแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ต้องไปจริงๆ หรือ”
เฉินชิงจื่อหันหน้ามอง มองไปยังหวังเป่าเล่ออย่างอบอุ่นแล้วแย้มยิ้ม
“ศิษย์น้องเล็ก ศิษย์พี่…ไปก่อนเจ้าหนึ่งก้าว ไปดูปลายสุดของโลกใบนี้ จะเพื่อเจ้าก็ดี เพื่อตัวเองก็ดี ท้ายที่สุดต้องมีชีวิตอยู่อย่างไม่เสียใจ!”
“ข้าไม่เชื่อในโชคชะตา”
“แต่ถ้าข้าล้มเหลว ก็ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเพราะข้า”
“เพราะว่า…”
“นี่คือเส้นทางของข้า!”
……………………
ณ เวลานี้ เว่ยยางจื่อสิ้นชีพ!
ณ เวลานี้ เต๋าสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้นล่มสลาย!
ณ เวลานี้ ตระกูลไม่รู้สิ้นทั้งหมดในจักรวาลแห่งนี้พากันตัวสั่นสะท้านทันที ราวกับมีกลิ่นอายของอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นหายไปจากร่างของพวกเขา
เว่ยยางจื่อคือบรรพบุรุษของทั้งตระกูลไม่รู้สิ้น ถึงขั้นที่กล่าวได้ว่าเพราะมีเขาจึงมีตระกูลไม่รู้สิ้น!
และเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้น เขาก็เป็นคนสร้างขึ้นมาเช่นกัน มันเป็นทั้งเครื่องมือและอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในแง่หนึ่ง ดังนั้นการตายของเขาจึงทำให้จิตใจของทุกชีวิตในตระกูลไม่รู้สิ้นปั่นป่วนรุนแรง และการล่มสลายของเต๋าสวรรค์ก็ยิ่งทำลายโชคชะตาที่ประทับอยู่บนตัวของคนในตระกูลไม่รู้สิ้นทั้งหมดไปด้วย
ทำให้ตระกูลไม่รู้สิ้นร่วงตกลงมาจากสวรรค์ กลายเป็นธรรมดาสามัญ!
ทั้งยังมีจีเจีย ในชั่วอึดใจที่เว่ยยางจื่อสิ้นชีพ ร่างวิญญาณของเขาที่เหลืออยู่เพียงวิญญาณเทพก็สั่นสะท้านเช่นกัน เขาอ้าปากอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันแล้ว ดวงวิญญาณเทพของเขากลายเป็นเถ้าถ่านแล้วสลายหายไปในจักรวาลทันที
ตระกูลไม่รู้สิ้นไม่กลับเป็นเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป!
ยิ่งกว่านั้นในชั่วขณะนี้เอง เมื่อเส้นสายของกฎเกณฑ์กฎพลังนับไม่ถ้วนที่เกิดจากการล่มสลายของเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นถูกกลืนเข้าปาก ผมของเฉินชิงจื่อก็แผ่สยายในชั่วพริบตา พลานุภาพน่าสะพรึงสายหนึ่งระเบิดยิ่งใหญ่อยู่บนร่างของเขา ยิ่งกว่านั้นยังมีอานุภาพกดดันที่น่ากลัวยิ่งกว่าเว่ยยางจื่อเมื่อกี้นี้เสียอีก และมันหลั่งไหลมายังจักรวาลแห่งนี้ในชั่วพริบตา
อานุภาพกดดันของเขาคล้ายจะกลายเป็นระลอกคลื่นไร้รูปเคลื่อนผ่านไปทั้งแปดทิศ ปกคลุมอดีตจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นแห่งนี้ ปกคลุมเต๋าฝั่งซ้าย ปกคลุมสำนักเสริม ปกคลุมตระกูลและสำนักทั้งหมด ปกคลุมดวงดาวและความว่างเปล่าทุกชนิด ปกคลุมทั่วทั้ง…โลกแห่งศิลา!
ภายในโลกแห่งศิลาเหมือนกับย้อนไปในสมัยที่ถูกสำนักแห่งความมืดปกครองในปีนั้น กฎเกณฑ์กฎพลังทั้งหมดเริ่มต้นใช้ศาสตร์มืดเป็นที่เคารพและให้ศาสตร์มืดเป็นเจ้าปกครองนับตั้งแต่ชั่วขณะนี้!
แม้ว่าการฝึกตนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่โดยพื้นฐานแล้ว…ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ล้วนแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยน ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนแปลง รากฐานของวิถีเต๋าในร่างของตนก็จะสั่นคลอน
กลิ่นอายแห่งความตายแพร่กระจายอยู่ในโลกแห่งศิลาในชั่วอึดใจ อำนาจแห่งการกลับมาเกิดใหม่เริ่มกลับคืนสู่สำนักแห่งความมืดตั้งแต่ชั่วขณะนี้เอง ราวกับต่อจากนี้ไป เรื่องของการส่งข้ามอวกาศและปลดปล่อยวิญญาณคนตายจะปรากฏขึ้นในโลกแห่งศิลาอีกครั้ง
แม้ว่าปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณจะตัวสั่นสะท้าน แต่ในฐานะที่เป็นฝ่ายช่วยรบ เขาจึงได้รับการพรแห่งโชคชะตาจากสำนักแห่งความมืดเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด สองขาที่เดิมขาดหายไปงอกขึ้นใหม่ทันทีท่ามกลางปราณมืดที่ไหลหลั่งเข้ามาในชั่วพริบตา ถึงขั้นที่พลังฝึกตนของเขาก็พลันปะทุขึ้นมาทันใด มันกลับกระโจนขึ้นจากระดับจักรวาลชั้นกลางสูงสุดเข้าสู่ระดับจักรวาลชั้นปลาย!
ระดับขั้นเท่ากันกับปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย!
ทั้งยังมีเสวียนหัว แม้ว่าจะมาจากตระกูลไม่รู้สิ้น แต่ตอนนี้ก็ได้รับการตอบแทนจากปราณมืดเช่นกัน ขณะเดียวกับที่อาการบาดเจ็บหายเป็นปลิดทิ้งในพริบตา พลังฝึกตนของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นด้วย มีเพียงตี้ซานและกวงหมิงสองคนเท่านั้น เดิมทีลมหายใจก็เบาบางอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งอ่อนแอเข้าไปใหญ่ ไม่มีพลังดิ้นรนต่อสู้ใดๆ ได้ และถูกบีบให้เปลี่ยนแปลงไปจากการระเบิดของปราณมืดนี้ด้วย
แต่การเลื่อนระดับทั้งหมดนั้น นอกจากเฉินชิงจื่อแล้ว หวังเป่าเล่อคือผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด แทบจะในชั่วพริบตาที่ทั่วทั้งโลกแห่งศิลามีปราณมืดแผ่กระจาย กฎเกณฑ์กฎพลังทั้งหมดที่ฝึกฝนอยู่ในร่างของหวังเป่าเล่อและที่เกี่ยวข้องกับเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นก็พังทลายทันที ยิ่งกว่านั้นในขณะเดียวกัน เมื่อเฉินชิงจื่อโบกมือ กฎเกณฑ์ของเต๋าธาตุไม้และธาตุน้ำ รวมถึงเต๋าธาตุทอง ไฟ และดินทั้งสามเต๋าก็ถูกดึงออกมาจากเส้นสายของกฎพลังที่เกิดขึ้นจากการล่มสลายของเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นทันที ก่อนถูกส่งไปให้แก่หวังเป่าเล่อ
กฎพลังห้าธาตุคือพลังอำนาจของเต๋าสวรรค์ ตอนนี้เมื่อมันหลอมรวมเข้ามา เต๋าธาตุไม้และธาตุน้ำของหวังเป่าเล่อก็พลันระเบิดออกมาในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สิ่งที่เขาครอบครองอยู่ก่อนหน้านี้มีแค่อำนาจไม้และน้ำในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย แต่ตอนนี้กลายเป็นอำนาจต่อทั่วทั้งโลกแห่งศิลา ดังนั้นพลังที่พุ่งทะยานขึ้นมาจึงน่าตกตะลึงเป็นธรรมดา
ส่วนสามเต๋าที่เหลือนั้น แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะไม่ได้ก่อเมล็ดพันธุ์ แต่อำนาจมาถึงแล้ว สำหรับเขามันก็เท่ากับการได้รับพลังอำนาจก่อน ส่วนคุณสมบัติย่อมเสริมได้ง่ายดายยิ่งกว่าเดิม
กล่าวได้ว่า ต่อจากนี้ในกระบวนการก่อเมล็ดเต๋าของเต๋าทั้งสาม เขาจะราบรื่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้มากยิ่งนัก
ราวกับก้าวเข้าสู่รถศึกที่นำไปสู่ดินแดนอันไร้ที่สิ้นสุด ส่วนตั๋วรถ…ค่อยเสริมเข้ามาทีหลังก็ได้
การระเบิดที่ทุกสิ่งทุกอย่างนี้นำมาทำให้พลังฝึกตนของหวังเป่าเล่อพุ่งทะยานทันที เขาก้าวสู่ระดับระดับจักรพิภพชั้นกลางสูงสุด เพลิงดำบนตัวของเขาก็แผ่กระจายออกมาในชั่วพริบตา กลายเป็นเปลวเพลิงสะเทือนฟ้า แผ่กระจายไปทั่วทั้งแปดทิศ แม้แต่ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณที่อยู่ข้างกายก็ยังมีท่าทางเปลี่ยนไป แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นระดับจักรวาลชั้นปลาย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเพลิงดำนี้ หัวใจเขาก็เต้นตุบแล้วหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว
ราวกับว่าเปลวเพลิงนี้คือวิชาชั้นสูงไร้ใดเทียมภายในโลกแห่งศิลาในปัจจุบัน
แต่เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว เฉินชิงจื่อคือคนที่พลังฝึกตนพุ่งทะยานจนถึงขีดสุดอย่างแท้จริง เขากลืนกินเต๋าสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้น กลืนกินกฎเกณฑ์กฎพลังทั้งหมดนอกจากห้าธาตุลงไป ทำให้ในชั่วพริบตา เต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดก็บรรลุถึงสุดยอด
แม้จะไม่มีห้าธาตุ แต่ก็ยังเป็นสุดยอด!
และความสุดยอดนี้ก็ครอบคลุมทั่วทั้งโลกแห่งศิลาและผสานรวมกับเต๋าสวรรค์ หรือควรกล่าวว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากภายในตัวเฉินชิงจื่อที่เป็นเต๋าสวรรค์ได้ระเบิดดังกึกก้องราวกับผลักภูเขาพลิกทะเล
พลังฝึกตนของเขาเดิมทีก็บรรลุถึงระดับที่น่าตะลึงอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อเกิดการระเบิดขึ้น แค่เพียงกลิ่นอายก็ทำให้อวกาศสั่นคลอน พลังฝึกตนของเขาเคลื่อนจากระดับจักรวาลชั้นมหาวัฏจักรในชั่วอึดใจ ราวกับจะทะลวงขึ้นไป!
เสียงก้องกัมปนาทดังสะเทือนฟ้าเหมือนกับหัวใจเต้นดังออกมาจากภายในร่างของเฉินชิงจื่อ มันสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของสรรพชีวิต ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดใจสั่นสะท้านขึ้นมาในชั่วขณะนี้
ราวกับมีพลังบางอย่างที่เหนือยิ่งกว่าโลกแห่งศิลากำเนิดออกมาจากเฉินชิงจื่อ ณ เวลานี้!
แต่เห็นได้ชัดว่าการทะลวงเช่นนี้ไม่ง่ายเลย หลังจากเสียงดังสนั่นราวกับใจเต้นสะท้อนก้องแล้ว แม้ว่ากลิ่นอายของเฉินชิงจื่อจะผันผวนพลิกผันรุนแรงจนทำให้โลกแห่งศิลาสั่นสะท้าน แต่กลับไม่พุ่งทะยานในระดับใหญ่นัก
ดวงตาของเฉินชิงจื่อมีประกายจางๆ ส่องวาบ เขาสัมผัสได้ว่า ถึงแม้ความพยายามก่อนหน้านี้จะล้มเหลว แต่นั่นก็เป็นเพราะยังสะสมพลังทะลวงฝ่าโซ่ตรวนไม่เพียงพอ ตราบใดที่ตนดูดซับเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นที่กลืนกินมาจนสมบูรณ์แล้ว เช่นนั้นการทะลวงโซ่ตรวนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“หลังจากระดับจักรวาล…คืออะไร” เฉินชิงจื่อพึมพำ เขาไม่ได้ลองดูอีกครั้งในทันที แต่หันหน้าไปมองหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อก็ถูกเสียงกึกก้องราวกับหัวใจเต้นนั่นสั่นสะเทือนด้วยเช่นกัน ตอนนี้กำลังจ้องสบตากับเฉินชิงจื่อ
ท่ามกลางความเงียบงัน หวังเป่าเล่อก้มหน้าคำนับให้กับเฉินชิงจื่อ เขาไม่ได้เอ่ยอะไร เฉินชิงจื่อก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน เพียงแต่ประกายแสงในส่วนลึกของดวงตามีความอ่อนโยนผุดขึ้นมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจแผ่วเบาในก้นบึ้งจิตใจด้วย
“ศิษย์น้องเล็ก…ชีวิตนี้ของศิษย์พี่ใช้เข่นฆ่าสังหาร ทำเรื่องราวที่ไม่รู้ถูกผิดลงไปมากมาย”
“ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเข่นฆ่าและความเสียใจ ข้าเหนื่อยล้ายิ่งนัก…”
“เข้ารู้เป้าหมายของเว่ยยางจื่อ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการยืมร่างของข้า จะครอบครองก็ได้ หรือบรรลุตามแผนการบางอย่างก็ดี เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาหรอก…”
“เพราะว่าข้าก็คิดจะยืมเป้าหมายของเขาเพื่อดูว่าเต๋าของข้าคืออะไร…”
“ขณะเดียวกัน…ข้าก็ต้องทำภารกิจของสำนักแห่งความมืดด้วย คำพูดของอาจารย์ก่อนวาระสุดท้ายนั้น ข้ายังไม่ลืม”
“ข้าก็รู้ตัวตนและที่มาของเจ้าเช่นกัน ในเมื่อลิขิตว่าเจ้าจะต้องจากไปแล้ว…เช่นนั้นศิษย์พี่ก็จะใช้วิธีการของตัวเองไปผนึกพลังทั้งหมดที่ขัดขวางไม่ให้เจ้าจากไป มันไม่ไร้ค่าหรอกนะ…ความสัมพันธ์ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้ากับข้าน่ะ”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าข้าจะทำได้หรือไม่ แต่ต่อให้สุดท้ายข้าจะล้มเหลว แต่คิดดูแล้ว…ข้าได้มอบโอกาสไปจากที่นี่ในอนาคตให้แก่เจ้าด้วย”
“เจ้าไปยั่วยุตระกูลไม่รู้สิ้นก็เพื่อทำให้ข้าเห็นพลังต่อสู้ของเว่ยยางจื่อชัดๆ เช่นนั้นข้า…ก็จะทำให้เจ้าได้เห็น…ว่านอกโลกแห่งศิลามีอันตรายและอุปสรรคอะไรอยู่”
“บางที…นี่อาจเป็นการจากลาตลอดกาล” เฉินชิงก้มหน้าพึมพำ คำพูดเหล่านี้เขาไม่ได้เอ่ยกล่าว เพียงดังก้องอยู่ในใจเท่านั้น เขามองดูหวังเป่าเล่อโค้งคำนับ มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มออกมา
รอยยิ้มนี้มาพร้อมกับความไม่เสียใจและความแน่วแน่ เขาหันหน้าจ้องมองไปยังส่วนลึกของอวกาศ จากนั้นเขาก็หลับตาลง นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอวกาศ เข้าไปย่อยเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นที่กลืนกินเข้าไปในร่างอย่างเต็มกำลัง
“เมื่อย่อยสลายจนสมบูรณ์ นั่นก็คือวันที่ข้า…เฉินชิงจื่อ จะทะลวงโลกาแสวงหาเต๋า!”
………………………
ทันทีที่คำนับลงไป ร่างของเว่ยยางจื่อก็สั่นสะเทือนรุนแรง แล้วพ่นเลือดคำใหญ่ออกมาทันที
ภาพนี้ หวังเป่าเล่อดูไม่ค่อยเข้าใจอยู่สักหน่อย แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อการรับรู้ของเขา หลังจากจักรพรรดิแห่งความมืดคำนับครั้งที่สาม ก็คล้ายจะมีพลังที่อยู่เหนือการรับรู้ของเขาส่งผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบ และก็เพราะพลังสายนี้เองที่ทำให้เว่ยยางจื่อบาดเจ็บสาหัสในพริบตา
และเมื่อเว่ยยางจื่อบาดเจ็บสาหัส การสลายของปราณมืดในอวกาศผืนนี้จึงล่าช้า ขณะเดียวกัน แหล่งที่มาของปราณมืดที่รุนแรงยิ่งกว่าก็ระเบิดออกมา และแหล่งที่มานี้…ไม่ได้อยู่รอบๆ แต่อยู่ที่…ภายในร่างของเว่ยยางจื่อ!
“คำนับครั้งที่สามของจักรพรรดิแห่งความมืดช่างดีนัก!” สีหน้าของเว่ยยางจื่อไม่น่ามอง ร่างกายถอยหลังเร็วรี่ แต่กลับกระอักเลือดออกมาไม่หยุดอย่างไม่อาจควบคุม ยิ่งกว่านั้นคือไม่อาจสะกดกลั้นปราณมืดมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากภายในร่างของเขาตอนนี้ได้ด้วย
ถ้าหากกล่าวว่าคำนับครั้งแรกคือเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นความมืด คำนับครั้งที่สองบุปผาดำเบ่งบาน เช่นนั้นคำนับครั้งที่สาม…ก็คือพลิกผันเป็นตาย ปลูกฝังแหล่งกำเนิดความมืด บังคับให้ร่างที่ถูกปลูกฝังเปลี่ยนเป็นร่างแห่งความมืด
ตอนนั้นจักรพรรดิแห่งความมืดก็เคยใช้วิชานี้ เพียงขาดไปนิดเดียวก็จะสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ มาวันนี้เขาใช้ออกมาอีกครั้ง ทำให้ปราณมืดภายในร่างของเว่ยยางจื่อพลิกตลบรุนแรง ถึงขั้นที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าร่างกายของเขากำลังแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็ว
ความตายกำลังอยู่บนร่างของเขา ครอบงำพลังชีวิตของเขา ราวกับการกลายเป็นความมืดนี้ไม่อาจย้อนกลับได้
แค่ใช้การคำนับครั้งที่สามออกมาก็เห็นได้ชัดว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงมาก เพราะเดิมทีร่างกายของจักรพรรดิแห่งความมืดเป็นเถ้าเพียงส่วนเดียว แต่ตอนนี้ร่างกายส่วนใหญ่ของเขากลับกลายเป็นเถ้าอย่างช้าๆ แล้วกระจายออกไปข้างนอก
แม้ว่าพอมองจากไกลๆ ยังพอจะเห็นเป็นรูปร่างอยู่ แต่ก็จินตนาการได้เลยว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน ทว่าในดวงตาของเขากลับไม่มีคลื่นความรู้สึกผันผวนเลยสักนิด เพียงจ้องมองไปยังเว่ยยางจื่อราวกับจะหยิบยืมโอกาสการฟื้นคืนชีพครั้งนี้มาลากเว่ยยางจื่อให้ลงหลุมไปพร้อมกับตนให้ได้ และสำหรับเขา มันก็เพียงพอแล้ว
“จักรพรรดิแห่งความมืด ถ้าหากเจ้ายังสามารถใช้ได้แค่ของพวกนี้ล่ะก็ เช่นนั้น…เจ้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี” เว่ยยางจื่อสัมผัสได้ถึงความเดือดพล่านของแหล่งกำเนิดความมืดภายในร่างของเขา สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตกำลังถูกสับเปลี่ยนเป็นปราณมืดที่มีอยู่กว่าครึ่งในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ขณะที่เขาเอ่ยพูดช้าๆ อาภรณ์เหลืองบนร่างของเขาก็ขาดกระจายทันที
เมื่อมันกลายเป็นเศษซากกระจายไปทั่ว มงกุฏจักรพรรดิบนศีรษะเขาก็พังทลายไปเอง ไม่มีมงกุฏจักรพรรดิและอาภรณ์เหลืองแล้ว ชั่วขณะนี้ จิตจักรพรรดิของเว่ยยางจื่อที่ทั้งร่างสวมเพียงชุดขาวกลับไม่เพียงไม่ลดลงเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาได้
“ข้าคือจักรพรรดิ เป็นนิรันดร์ไม่แหลกสลาย!” ชั่วพริบตาที่คำพูดสงบนิ่งดังออกมาจากปากเขา เต๋าสวรรค์แห่งตระกูลไม่รู้สิ้น ด้วงเกราะทองที่กำลังต่อสู้อยู่กับปลาดำก็กรีดร้องคำรามเสียงแหลมไปทั่วอวกาศ ชั่วอึดใจร่างกายของมันก็กลายเป็นลำแสงนับไม่ถ้วน กลายเป็นทะเลแสง ส่งเสียงร้องหวีดหวิวพุ่งไปยังเว่ยยางจื่อ
ภายในทะเลแสงแห่งนั้นมีลำแสงมากมายนับไม่ถ้วน และลำแสงทุกสาย…ล้วนเป็นวิชาเต๋า!
มันคือกฎพลังและกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่อยู่ภายในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ตอนนี้ต่างพากันผสานเข้าไปในร่างของเว่ยยางจื่อ ทำให้จิตจักรพรรดิบนร่างของเว่ยยางจื่อปะทุออกมาจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
จักรพรรดิ ควรเป็นผู้เฝ้ามองฟ้าดิน!
จักรพรรดิ ควรปกครองสายธารดวงดาว!
จักรพรรดิ ควรสยบสรรพสิ่ง!
ไม่ว่าจะเป็นเต๋า หรือวิชา หรือว่ากฎ ทุกอย่างล้วนสมควรจะอยู่ภายใต้สายตาของเขา ตอนนี้มันเข้ามารวมกันคล้ายกับความสมบูรณ์แบบ ทำให้บนร่างของเว่ยยางจื่อมีประกายแสงเจิดจ้าแรงกล้าสาดส่องออกมาเช่นเดียวกัน
นี่ไม่ใช่เต๋าแห่งแสง แต่เป็นหมื่นเต๋ารวมกาย หมื่นเต๋ารวมจิต พลานุภาพและพลังของเขาก็พลันระเบิดออกมาในชั่วขณะนี้เอง ปราณมืดภายในร่างถูกสยบลงไปโดยพลัน ส่วนแหล่งกำเนิดความมืดที่ถูกการคำนับครั้งที่สามปลูกฝังลงไปก็ราวกับเหี่ยวเฉา มันกระจัดกระจายอย่างรวดเร็วแล้วถูกชะล้างจนสะอาดถึงที่สุด
แต่ในชั่วขณะนี้เอง จักรพรรดิแห่งความมืดที่ร่างกายเกินครึ่งกลายเป็นเถ้าถ่าน ถึงขั้นที่ไม่อาจคงรูปลักษณ์ให้สมบูรณ์ได้ เขากลับหันหน้าไปมองเฉินชิงจื่อที่ก้มหน้าอยู่อย่างล้ำลึก จากนั้นราวกับสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาเผยความเด็ดเดี่ยว แล้วคำนับลงไปหาเว่ยยางจื่อ!
นี่ก็คือ…การคำนับครั้งที่สี่!
ไม่เคยมีมาก่อน ปีนั้นก็ไม่ได้ใช้ออกมา…การคำนับครั้งที่สี่!
การคำนับครั้งนี้เพียงเกิดขึ้นได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ร่างกายของจักรพรรดิแห่งความมืดก็เกิดเสียงดังสนั่น คล้ายกับการพลังทลายจากข้างใน เขากลายเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างของเขาสลายจนสมบูรณ์ แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้…เถ้าถ่านที่มองรูปร่างไม่ออกกลับคล้ายจะก้มคำนับครั้งที่สี่…ได้สำเร็จ!
ทั้งยังมีเสียงของความโชกโชนผันผวนดังออกมาจากความว่างเปล่าแล้วสะท้อนก้องอยู่ในอวกาศรางๆ
“ผนึกจักรพรรดิ!”
การผนึกนี้ไม่ได้มีเจตนายึดบัลลังก์ แต่เป็นผนึกของตราผนึก!
พริบตาที่เอ่ยออกมา ร่างกายของเว่ยยางจื่อสั่นสะท้าน เมื่อเขาพลันเงยหน้าขึ้น กองขี้เถ้าที่รวมกันเป็นมัดยาวก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าอยู่ข้างตัวเขา แล้วเข้ามาพันรัดเว่ยยางจื่อทันใดโดยอาศัยดวงจิตที่ไม่มีทางขวางได้เป็นพื้นฐาน
ไม่ว่าเว่ยยางจื่อจะล่าถอยเช่นไร หมื่นเต๋าหมื่นวิชาภายในร่างจะระเบิดออกมาอย่างไร ก็ไม่อาจขัดขวางมัดยาวสายนี้ได้เลยสักนิด ในชั่วอึดใจ เขาก็ถูกมัดยาวที่เกิดมาจากเถ้าถ่านนี้พันมัดร่างกายไว้ทันทีแล้วกลายเป็นอักขระโบราณขนาดมหึมา
อักขระโบราณนี้ ใครก็ตามที่มองเห็น สมองก็จะมีตัวอักษรหนึ่งลอยขึ้นมาพร้อมกับเสียงสะเทือนลั่นในวิญญาณเทพ
ผนึก!
“น่าขัน!” สีหน้าของเว่ยยางจื่อไม่น่ามอง ประกายแสงในดวงตาส่องวาบ กำลังจะใช้วิชาจักรพรรดิของตนออกมา แต่ขณะนั้นเอง แม่น้ำแห่งความมืดก็ปรากฏขึ้นในอวกาศคล้ายถูกชักพา มันซัดกระหน่ำราวกับผลักภูเขาพลิกทะเล ขณะที่เว่ยยางจื่อหน้าเปลี่ยนสีรุนแรง พวกมันก็บรรจบกันอยู่ข้างตัวเขาทันทีแล้วไหลเข้าไปในอักขระโบราณที่เป็นตัวแทนผนึกแห่งนั้น!
จึงทำให้อักขระโบราณสว่างไสว ระเบิดประกายแสงน่าสะพรึงออกมาทันใด คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น!
หลังจากผนึกที่ใช้การสิ้นชีพของจักรพรรดิแห่งความมืดเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนนี้หลอมรวมเข้าไปในแม่น้ำแห่งความมืดแล้ว ความยิ่งใหญ่ของอานุภาพกดดันที่เกิดขึ้นมาก็เหนือยิ่งกว่าจินตนาการ และทำให้ความรู้สึกของเว่ยยางจื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สิ่งที่ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ผนึกกับแม่น้ำแห่งความมืดเท่านั้น แต่ยังมี…เฉินชิงจื่อที่เอาแต่ก้มหน้ายืนอยู่กลางอวกาศ และชั่วขณะนี้กำลังเงยหน้าขึ้นช้าๆ พร้อมยกมือขึ้นมา
ในมือของเขาไม่มีกระบี่ไม้ แต่ในสายตาของเว่ยยางจื่อราวกับมองเห็น…เงากระบี่ไม้ ควบแน่นขึ้นออกมาจากภายในร่างกายของเฉินชิงจื่อ
“มันจบแล้ว” เฉินชิงจื่อพึมพำ มือขวาที่ยกขึ้นมาปล่อยลงไปตามใจ และพริบตาที่มันตกลงไป เว่ยยางจื่อก็คำรามเสียงต่ำ ดิ้นรนสุดพลัง ส่วนลึกในดวงตายิ่งเผยให้เห็นความไม่เชื่อและไม่ยินยอมออกมา
แต่กลับไร้ประโยชน์ ต่อจากนั้น…ปราณกระบี่สะเทือนฟ้าราวกับจะฉีกกระชากอวกาศให้ได้ มันฟาดฟันจักรพิภพแล้วเคลื่อนเข้ามา ก่อนวาบผ่านหว่างคิ้วของเว่ยยางจื่อในพริบตา
ร่างกายของเว่ยยางจื่อสั่นสะท้าย ที่หว่างคิ้วมีรอยแยกหนึ่งเส้น เขานิ่งงันไป ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังเฉินชิงอย่างล้ำลึก ทันใดนั้นมุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมา
รอยยิ้มนี้หายไป…ในพริบตา
เพราะชั่วขณะนี้ร่างกายของเขา…ระเบิดออกมาตรงๆ แล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน กระจัดกระจายไปทั้งแปดทิศ และเมื่อมันสลายไป เส้นสายที่เกิดจากกฎเกณฑ์พลังเต๋าทั้งหลายก็หลุดออกมาจากจุดที่ร่างกายของเขาพังทลาย จากนั้นเมื่อเกิดเสียงร้องคำรามของปลาดำจากสำนักแห่งความมืดกลางอวกาศ เส้นสายเหล่านี้ก็พุ่งทะยานไปหาปลาดำ
เว่ยยางจื่อตาย เต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นแตกสลาย อวกาศในตอนนี้มีเพียงเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดเท่านั้น ดังนั้นในตอนนี้ กฎเกณฑ์พลังไร้เจ้าของเหล่านี้จึงรวมเข้าด้วยกัน กำลังจะเข้าไปใกล้ปลาดำและกำลังจะถูกดูดซับไปแล้ว
“รอเดี๋ยว!” เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นภาพนี้ ในใจก็สั่นสะท้าน เขามองเห็นรอยยิ้มก่อนตายของเว่ยยางจื่อ ความจริงต่อให้ไม่มีรอยยิ้มนี้ ที่ส่วนลึกภายในใจของเขาก็ยังมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาอยู่ดี
นั่นก็คือ…ตั้งแต่ต้นจนจบ เว่ยยางจื่อคล้ายจะตายไปง่ายเกินไปแล้ว!!
ดูเหมือนจะยากลำบาก แต่ความจริงแล้ว…ราวกับอีกฝ่ายให้ความร่วมมือด้วย ตอนนี้เมื่อเห็นเส้นสายของกฎเกณฑ์พลังวิชาเหล่านั้นแล้ว ความรู้สึกแบบนี้ในใจของเขาก็ยิ่งแรงกล้ามากขึ้น
“ไม่เป็นไร ข้าเดาแผนการของเขาได้ นี่คืออุบายของเขา และเป็น…เรื่องที่ข้ารอคอยมานานแล้ว ข้าอยากจะรู้ว่า เต๋าของข้า…ที่แท้มันคืออะไรกันแน่ เป่าเล่อ ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย” เฉินชิงจื่อเอ่ยเสียงเบา จ้องมองหวังเป่าเล่อคราหนึ่ง รอยยิ้มอ่อนโยน ยกมือขวาขึ้นโบก ทันใดนั้นปลาดำเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดก็อ้าปากกว้าง กลืนเข้าไปพร้อมเสียงคำรามลั่น…
เส้นสายของกฎเกณฑ์กฎพลังทั้งหมดเข้าไปในปากของมันทันที!
…………………………
หวังเป่าเล่ออยู่ห่างออกไป หลังจากมองดูภาพนี้ ดวงตาก็หดเกร็ง เมื่อพินิจดูอย่างละเอียดแล้วเขาก็มั่นใจเต็มร้อยว่าเงาร่างที่เดินออกมาจากแม่น้ำแห่งความมืดก็คือศพจักรพรรดิแห่งความมืดที่ตนเห็นในโลงศพวันนั้น
เห็นได้ชัดว่าทางเฉินชิงจื่ออาจจะใช้สมบัติชั้นสูงอะไรบางอย่างหรือไม่ก็ใช้วิชาย้อนสวรรค์สักอย่างออกมา ถึงได้ทำให้เขากลับมาเหมือนกับฟื้นคืนชีพ โดยเฉพาะอานุภาพกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายในตอนนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเว่ยยางจื่อเลย ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเป่าเล่อเดาได้ว่านี่คงจะเป็นเคล็ดวิชาลับของเฉินชิงจื่อ
แทบจะทันทีที่สายตาของหวังเป่าเล่อทอดมองไป จักรพรรดิแห่งความมืดผู้เดินออกมาจากแม่น้ำแห่งความมืดก็จ้องมองอย่างเย็นชาไปยังเว่ยยางจื่อด้วยท่าทางจริงจัง ไม่พูดอะไรก็กอบหมัดคำนับอย่างล้ำลึกไปยังเว่ยยางจื่อตรงๆ!
นี่ดูคล้ายกับเป็นการคำนับธรรมดาๆ แต่กลับทำให้สีหน้าของเว่ยยางจื่อเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ร่างของเขาถอยร่นเร็วรี่ หวังเป่าเล่อก็มองเห็นเค้าเงื่อนแล้วเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรสถานะของจักรพรรดิแห่งความมืดก็คือจักรพรรดิ การคำนับของเขาจะต้องมีจุดแปลกประหลาดอยู่แน่ๆ
ความจริงเป็นเช่นนั้นจริงๆ แทบจะทันทีที่จักรพรรดิแห่งความมืดคำนับไปทางเว่ยยางจื่อ แม่น้ำแห่งความมืดก็สะเทือนสนั่น แม่น้ำในนั้นไหลกลิ้งหนักหน่วง ชั่วขณะนี้เอง ปราณมืดก็กวาดไปทั้งแปดทิศอย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตา อวกาศของทั่วทั้งจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นกลับถูกปราณมืดที่ราวกับผลักภูเขาพลิกทะเลพวกนี้ปกคลุมไว้จนสิ้น
เมื่อเกิดการปกคลุมห่อหุ้ม กลิ่นอายของจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นก็ผันผวนขึ้นมา ราวกับกลายเป็นมิติแห่งความมืดอย่างไรอย่างนั้น พลังชีวิตและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดพากันตัวสั่นสะท้านในระดับต่างๆ กันขึ้นมาตอนนี้เอง ผู้ที่อ่อนแอก็หมดสติไปทันที ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งก็ยังมีคลื่นมโหฬารซัดโหมอยู่ในใจ
แม้จะเป็นปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตอนนี้สีหน้าของเขาขาวซีด ต่อต้านไว้เต็มกำลัง มีเพียงหวังเป่าเล่อเท่านั้น เพลิงดำภายในร่างลุกโชนแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชั่วพริบตา ทำให้เมื่ออวกาศแห่งนี้กลายเป็นมิติแห่งความมืด เขาจึงไม่เพียงไม่ได้รับผลกระทบ กลับยังอิสระเบาสบายยิ่งกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นว่าปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณคล้ายจะทนไม่ไหว หวังเป่าเล่อก็พลันโบกมือ เพลิงดำแผ่ออกมาครอบคลุมปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเอาไว้ แบ่งไปให้เขาเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณฟื้นกลับมาบ้าง เมื่อมองไปยังหวังเป่าเล่อก็ฉายแววซาบซึ้งออกมา จากนั้นยามมองไปรอบตัว เขาก็รู้สึกใจสั่นรุนแรง
“จักรพรรดิแห่งความมืด…” ท่าทางของปรมาจารย์เจ็ดวิญญาณนั้นซับซ้อน เพราะเขามองออกว่าการคำนับครั้งนี้ของจักรพรรดิแห่งความมืดได้ทำให้อวกาศกลายเป็นมิติแห่งความมืด และการระเบิดของปราณมืด โดยรวมแล้วส่วนใหญ่ไปกระจุกอยู่ที่เว่ยยางจื่อ เพียงส่งผลต่อสรรพชีวิตแค่สองส่วนเท่านั้น แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ตนก็แทบจะทนรับไม่ไหว เห็นได้ว่าช่องว่างนั้นยิ่งใหญ่มากนัก
ขณะเดียวกัน เมื่อจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นกลายเป็นมิติแห่งความมืด พริบตาที่จักรพรรดิแห่งความมืดเงยหน้าขึ้นจากการคำนับ ทั่วทั้งมิติมืดก็มีเสียงก้องกัมปนาทดังขึ้นมา คล้ายกับการบีบอัด ปราณมืดแปดส่วนรอบๆ รวมตัวแล้วกดดันไปที่เว่ยยางจื่ออย่างพร้อมเพรียง
พลังสยบกดดันนี้สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน คล้ายกับหยิบทั้งมิติมืดขึ้นมาแล้วทุบลงไปอย่างไรอย่างนั้น ความรุนแรงเช่นนี้ต่อให้เป็นระดับจักรวาลก็ยากจะทนรับไหว ร่างกายของเว่ยยางจื่อสั่นสะเทือน อาภรณ์เหลืองทั่วร่างขยับโดยไร้ลม ชั่วพริบตานี้ ในดวงตาของเขาก็ระเบิดประกายเจิดจรัสออกมา
“ไม่ได้พบกับคำนับสามครั้งของจักรพรรดิแห่งความมืดนานแล้ว!”
“แต่ปีนั้นข้าผู้เฒ่าสามารถสังหารเจ้าได้ วันนี้ก็ทำได้เช่นกัน!” ขณะที่เว่ยยางจื่อเอ่ยพูด พลังในร่างก็ปะทุออกมาทันใด ชั่วขณะนี้อานุภาพแห่งจักรพรรดิก็ยิ่งพวยพุ่งมหาศาล จากนั้นเท้าก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“สายตามองทางใด สรรพสิ่งล้วนกลายเป็นภาพจักรพรรดิ!”
แทบจะในพริบตาที่เท้าของเขาเหยียบลงมา รูปภาพมายาอันงดงามหลากสีสันภาพหนึ่งก็ปรากฎขึ้นใต้เท้าของเขา ภาพนี้ขยายใหญ่อย่างไร้ที่สิ้นสุดในชั่วพริบตา กวาดไปยังอวกาศทันที แผ่ขยายอย่างบ้าคลั่งไปทั้งสี่ทิศ แล้วปกคลุมอวกาศตระกูลไม่รู้สิ้นแห่งนี้โดยตรง แผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น
อานุภาพแห่งจักรพรรดิไร้ใดเทียมแผ่กระจายออกมาจากบนภาพผืนนั้นพร้อมกับอานุภาพน่าเกรงขามสุดสะพรึง ถ้าหากก้มหน้ามองลงมาจากที่สูงก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า ภายในภาพผืนนี้คล้ายจะวาดสายน้ำภูเขาและพื้นภูมิเอาไว้
นั่นก็คือ…ภาพแผนที่อาณาจักร!
ชั่วขณะนี้เอง ภาพจักรพรรดิและปราณมืดก็ปะทะเข้าด้วยกันทันที
พริบตาต่อมา เมื่อเว่ยยางจื่อยกสองมือขึ้น ทันใดนั้นภาพจักรพรรดิผืนนี้ก็ทะยานขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา พุ่งขึ้นต้านทานอานุภาพกดดันจากปราณมืด เมื่อพุ่งลงก็ยิ่งไปสยบกดดันมิติมืด
เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังก้องขึ้นมาทันที ทำให้อวกาศบิดเบี้ยว แปดทิศโกลาหล ทั่วทั้งจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นล้วนมีคลื่นผันผวนสะเทือนฟ้าโหมขึ้นมา การต่อสู้เช่นนี้ไม่อาจใช้วิชาเวทพลังเทพมาอธิบายได้แล้ว โดยพื้นฐานแล้วมันคือการต่อสู้ของกลิ่นอายพลัง เป็นการปะทะกันของจักรพรรดิและความตาย
ในการต่อสู้นี้ หวังเป่าเล่อก็ล่าถอยไปทันทีเช่นกัน ถ้าหากมีแค่ปราณมืดก็ช่างเถอะ แต่ในนั้นยังผสานจิตแห่งจักรพรรดิของเว่ยยางจื่อด้วย คลื่นผันผวนที่ถูกชักนำขึ้นมานั้น แม้แต่ตัวเขาก็ยังรู้สึกว่าวิญญาณเทพสั่นสะท้านรุนแรง
มีเพียงเฉินชิงจื่อเท่านั้นที่ยังยืนอยู่กลางอวกาศ เขาก้มหน้าลงแล้วจ้องมองทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าหากมองดูดีๆ แล้ว คล้ายกับว่าชั่วขณะนี้เฉินชิงจื่อกำลังเหม่อลอยอยู่ ราวกับจมอยู่ในความคิดบางอย่าง
ดูเหมือนว่าสองฝ่ายที่ต่อสู้กันจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ศึกของเขากับเว่ยยางจื่ออีก แต่เป็นการต่อสู้ของจักรพรรดิแห่งความมืดกับไม่รู้สิ้น
พริบตาต่อมา ทั่วทั้งอวกาศล้วนสั่นสะเทือน การสยบกดดันของมิติมืดที่เกิดจากการคำนับครั้งแรกของจักรพรรดิแห่งความมืดก็ถูกภาพจักรพรรดิทำลายได้ จักรพรรดิแห่งความมืดมีสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนคำนับอีกครั้งให้กับเว่ยยางจื่อ!
คำนับครั้งที่สองของจักรพรรดิแห่งความมืด!
หลังจากคำนับลงไปแล้ว ทันใดนั้นภายในมิติมืดแห่งนี้ก็พลันมีแสงริบหรี่หลายดวงปรากฏขึ้น คล้ายกับดวงดาว ดวงแสงมีจำนวนนับไม่ถ้วน ถึงขั้นที่บนภาพจักรพรรดิก็ยังมีดวงแสงจำนวนไม่ชัดเจนปรากฎขึ้นมาเช่นกัน
แสงริบหรี่แพร่กระจายราวกับเพลิงดำและยิ่งเหมือนกับตะเกียงมืด ยิ่งกว่านั้น ดวงแสงเหล่านี้ก็ยังระเบิดออกมาตามๆ กันในชั่วพริบตา แล้วผลิบานออกมากลายเป็น…ดอกไม้!
ดอกไม้เหล่านี้มีสีดำและแผ่กลิ่นอายแห่งความตายเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม กลีบดอกไม้คล้ายกับใบหน้าผี ขณะที่มันแพร่กระจายไปทั่วทั้งจักรวาล ก็มีเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่แยกชายหญิงแก่ชราไม่ออกดังก้องไปทั่วทั้งแปดทิศ
“บุปผาดำ!” หวังเป่าเล่อดวงตาหดเกร็ง ดอกไม้เช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในตำราของสำนักแห่งความมืดในนิมิตมืดนั้น เขาเคยเห็นคำอธิบายของมัน
ในคำอธิบายนั้น เขารู้ว่ามิติแห่งความมืดมีดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีข่าวลือว่าดอกไม้ชนิดนี้แปลงมาจากดวงวิญญาณเทพของจักรพรรดิแห่งความมืดองค์แรกของสำนักแห่งความมืด เบ่งบานหนึ่งหมื่นปีและเหี่ยวเฉาหนึ่งหมื่นปี และทุกครั้ง ในชั่วอึดใจระหว่างที่มันเบ่งบานและเหี่ยวเฉา มันก็จะปล่อยพลังสะเทือนวิญญาณเทพออกมา
เพียงแต่อานุภาพกดดันเช่นนี้ไม่ได้น่าตะลึงอย่างในข่าวลือ พูดได้เพียงพอใช้ได้เท่านั้น
แต่…แม้ว่าอานุภาพกดดันของดอกไม้หนึ่งดอกจะไม่มากนัก ทว่าเมื่อมองออกไป บุปผาดำในที่แห่งนี้เกรงว่าจะมีจำนวนเป็นล้านล้านดอก อีกทั้งราวกับมีกาลเวลาไหลผ่านพวกมันไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเบ่งบาน และอีกพริบตาเดียว…ก็เหี่ยวเฉา!
เมื่อมันเหี่ยวเฉา พลังน่าสะพรึงยากจะพรรณนาก็พลันระเบิดพวยพุ่งไปยังภาพจักรพรรดิ ทำให้ภาพจักรพรรดิผืนนั้นสั่นสะเทือนอยู่ชั่วขณะแล้วเกิดรอยร้าวขึ้นทันที จากนั้นท่ามกลางเสียงดังกัมปนาท มันก็แตกกระจาย พังทลายเป็นเสี่ยงๆ
ขณะที่มันพังทลายนั้น พลังที่สยบมิติมืดก็สลายไปเช่นกัน ทำให้ทั่วทั้งมิติมืดแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ปราณมืดปรากฏขึ้นจากทั่วทุกทิศ บุปผาดำผุดขึ้นมากมายยิ่งกว่าเดิมแล้วเหี่ยวเฉาลงอย่างต่อเนื่อง มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อเกิดเป็นพลังน่าสะพรึงไร้ใดเปรียบสะเทือนเลื่อนลั่นไปทางเว่ยยางจื่อ
สีหน้าของเว่ยยางจื่อไม่น่ามอง ร่างกายถอยหลังอีกครั้ง มือขวายกขึ้นโบกไปข้างหน้าโดยพลัน ทันใดนั้นอาภรณ์เหลืองและมงกุฏจักรพรรดิบนร่างของเขาก็ส่องประกายแสงเจิดจ้าเสียดตา ทำให้จิตจักรพรรดิบนร่างของเขากว้างใหญ่ไพศาลอีกครั้ง ขณะที่มันปะทะกับพลังกดดันที่แผ่มาจากทั่วทุกทิศนั้น ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้า ท่าทางน่าเกรงขาม ปากเอ่ยเสียงดังยิ่งกว่าอัสนี
“บัญชาจักรพรรดิ!”
“โลกานี้ไร้ความมืด!”
“กษัตริย์ตรัสคำไหนคำนั้น!”
เมื่อคำพูดของเว่ยยางจื่อดังออกมา เจตจำนงเต๋าภายในร่างของเขาก็แผ่กระจาย ความน่าเกรงขามแสนสะพรึง เจตจำนงจักรพรรดิมหาศาลราวกับพลิกย้อนวิถีเต๋า เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ส่งผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างในอวกาศ และเขียนโครงสร้างของอวกาศใหม่จากรากฐาน ทำให้ในชั่วพริบตา อวกาศผืนนี้ก็บิดเบี้ยวขึ้นมาทันที บุปผาดำทั้งหมดในนั้นราวกับถูกลบเลือน ล้วนแต่สลายหายไปจนสิ้น!
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีปราณมืดทั้งหมดภายในอวกาศด้วย ถึงขนาดที่เพลิงดำภายในร่างของหวังเป่าเล่อก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ชั่วพริบตา…มันก็หายวับไป หายไปแบบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
ส่วนจักรพรรดิแห่งความมืดก็เช่นเดียวกัน ร่างกายลมหายใจของเขาอ่อนแออย่างรุนแรงทันที ถึงขั้นที่บางส่วนกลับเริ่มกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ภาพนี้ทำให้จิตใจของหวังเป่าเล่อพลิกตลบ แต่พริบตาต่อมา จักรพรรดิแห่งความมืดก็ถอนหายใจแผ่วเบา แล้วคำนับอีกครั้งไปยังเว่ยยางจื่อ!
นี่ก็คือ การคำนับครั้งที่สาม!
……………………
อวกาศเงียบสนิท มีเพียงเสียงของเฉินชิงจื่อดังก้องไปทั้งแปดทิศ สะท้อนอยู่นานไม่จางหาย
“ข้าคือเฉินชิงจื่อ เต๋าของข้าคืออะไร เจ้ารู้หรือไม่”
ท่ามกลางเสียงสะท้อนก้องนี้ กระบี่ไม้แตกสลายแล้วกลายเป็นดอกบัวไม้ค่อยๆ กระจัดกระจาย แตกสลายออกจากกัน ไม่ก่อร่างขึ้นอีก ส่วนเฉินชิงจื่อตอนนี้เงียบงัน มองดูเศษซากของกระบี่ไม้ที่สลายหายไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
บางทีอาจกำลังหวนนึกถึงเรื่องเก่า
“นี่…นี่…” ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณสีหน้าซีดขาว ในใจมีคลื่นยักษ์สะเทือนฟ้าซัดโหม ร่างกายถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ราวกับแม้ว่าตรงนี้จะอยู่ห่างจากเฉินชิงจื่อมากแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงถอยหลังมาตามสัญชาตญาณ
เป็นเพราะพลังต่อสู้ที่เฉินชิงจื่อแสดงออกมาเมื่อครู่นี้มันเกินกว่าที่เขาจินตนาการนัก ไปถึงระดับที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะ…เขาดูไม่ออกเลยว่าสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้นเป็นเต๋าอะไร!
ดูคล้ายกับเต๋ากระบี่ แต่ก็ไม่เหมือน ดูคล้ายเต๋าสังหาร แต่จิตใต้สำนักบอกเขาว่านั่นก็ไม่ใช่เต๋าสังหาร!
เป็นเพราะความไม่รู้เช่นนี้ จึงทำให้จิตใจของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณสั่นสะท้านรุนแรงเหลือล้ำ
ทางฝั่งนักบุญมืดก็เช่นกัน แม้ว่าเฉินชิงจื่อจะเป็นตัวแทนของเต๋าธาตุมืด ทั้งตัวเขาก็ยังเป็นเต๋าสวรรค์ของสำนักแห่งความมืด แต่นักบุญมืดก็ยังตัวสั่นระริก ราวกับตอนนี้เขาไม่ใช่ผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับจักรวาล แต่เป็นเช่นมนุษย์ปุถุชน
“น่ากลัวเกินไปแล้ว!!” ขณะที่นักบุญมืดเอ่ยพึมพำอยู่ตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็เงียบงัน ความซับซ้อนในแววตาเข้มข้นยิ่งขึ้น คนอื่นดูไม่ออก แต่เขาที่อยู่ตรงนี้ยังสามารถมองออกได้ส่วนหนึ่ง
“ไม่ใช่เต๋ากระบี่ ไม่ใช่เต๋าสังหาร แต่เป็นความทรงจำ…หวนนึกถึงเรื่องอดีต จนเกิดเป็น…เต๋าอันสับสน”
“ดังนั้นสุดท้ายเขาจึงถามว่าเต๋าของเขาคืออะไร…” หวังเป่าเล่อถอนหายใจแผ่ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่า ชีวิตอันสมบูรณ์แบบของเฉินชิงจื่อ ตอนนี้เมื่อดูแล้ว…บางทีอาจไม่มีความสุขอยู่เลยก็ได้
อวกาศเงียบสงบ มีเพียงเฉินชิงจื่อยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งผ่านไปเนิ่นนานเขาก็เงยหน้าขึ้น แววตาฉายแววสับสน ทอดมองไปยังที่ไกลๆ จากนั้นก็มองไปยังจุดที่ร่างกายของเว่ยยางจื่อแตกสลาย
“ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่”
แทบจะทันทีที่เฉินชิงจื่อเอ่ยออกมา บริเวณที่ร่างของเว่ยยางจื่อแตกสลายก็พลันบิดเบี้ยว เงามายานับไม่ถ้วนปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าแล้วรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ความน่าเกรงขามไร้ใดเปรียบและจิตแห่งจักรพรรดิสะเทือนฟ้าสะเทือนดินระเบิดออกมาทันใด
ท่ามกลางการระเบิดนี้ เงามายาเหล่านี้ก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จากนั้นจะมองเห็นด้วยตาเปล่าว่าเงาร่างของเว่ยยางจื่อกำลังก่อตัวขึ้นมา เพียงแต่เงาร่างที่ก่อตัวขึ้นมาครั้งนี้แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
อาภรณ์ยาวสีเหลืองทั่วร่าง ศีรษะสวมมงกุฏจักรพรรดิ ท่าทางน่าเกรงขามไร้โทสะ พลานุภาพของจักรพรรดิบนร่างของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เคลื่อนไหวและไม่ได้เอ่ยอะไร แต่เขายืนอยู่ตรงนั้น จุดที่เขายืนก็คืออาณาเขตของเขา ราวกับเมื่อสายตาของเขามองมา สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนต้องคุกเข่าคำนับต่อหน้าเขา
นี่ก็คือหัวสุดท้ายของเว่ยยางจื่อ!
แม้ว่าหัวแห่งแสงสว่างและความมืดของเขาจะพังทลายไปแล้ว แม้ว่าแขนทั้งหกของเขาก็ถูกทำลายด้วย แต่เขายังมีหัวสุดท้ายอยู่ และเต๋าที่แฝงอยู่ในหัวนี้
ก็คือเต๋าแห่งจักรพรรดิ!
เต๋าชนิดนี้เป็นที่ที่สารัตถะของเขาสถิตอยู่ ซึ่งมีที่มาจาก…มหาเทพ!
นักบุญมืดเป็นคนแรกที่ทนรับไม่ไหว ในหัวของเขาเกิดเสียงอึกทึกกึกก้องทันทีแล้วเสียความรู้สึกนึกคิดไป ตัวของเขาคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว เพียงแต่ชั่วขณะที่กำลังคุกเข่านั้น ลำตัวของเขาก็กลายเป็นเถ้าถ่านแหลกสลาย
ร่างกายของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณสั่นไหวรุนแรง หวังเป่าเล่อก็เช่นกัน เขาสัมผัสได้ถึงอานุภาพมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเว่ยยางจื่อแล้วตกลงมาที่ตน คล้ายกับมีเสียงเสียงหนึ่งร้องเสียงต่ำอย่างเผด็จการดังขึ้นในใจของเขา
“คุกเข่า!”
“คุกเข่า!!”
“คุกเข่า!!!”
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณร้องคำราม ดวงตาแดงก่ำ คล้ายคิดจะต้านทานอานุภาพกดดันและดวงจิตนี้ให้ได้ แต่สองขาของเขากลับค่อยๆ งอลงอย่างคุมไม่อยู่จนเส้นเลือดดำทั่วร่างของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณนูนขึ้น ไม่อาจขัดขวางได้ แต่เขาก็เป็นคนเหี้ยม เมื่อเห็นว่าต้านไม่อยู่ เขาก็ระเบิดพลังภายในร่างออกมาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
พริบตาต่อมา สองขาของเขาก็เกิดเสียงดังก้องแล้วระเบิดแตกสลายทันที เลือดและเนื้อกระจัดกระจาย ในที่สุดเขาที่เสียขาทั้งสองข้างก็เงยหน้าขึ้น ต่อต้านการบดขยี้สังหารจากดวงจิตของเว่ยยางจื่อไปได้
ส่วนหวังเป่าเล่อ ตอนนี้เส้นเลือดดำที่หน้าผากก็เต้นตุบเช่นกัน ดวงตาแดงก่ำด้วยสีเลือด แต่ร่างกายกลับยังอยู่ท่าเดิม ไม่ได้บิดงอแม้เพียงนิด เพราะด้านหลังของเขามีกระดานไม้ดำแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้น!
ความเย่อหยิ่งของเขาไม่ใช่สิ่งที่เว่ยยางจื่อจะทำให้จำนนได้!
ร่างเดิมของเขาก็ยิ่งไม่ใช่สิ่งที่เว่ยยางจื่อจะเหยียบย่ำได้!
ดวงจิตของเขา ชีวิตนี้ไม่คุกเข่าให้ฟ้าดิน มีเพียงพ่อแม่ มีเพียงอาจารย์!
ภาพนี้ดึงดูดสายตาของเว่ยยางจื่อในทันที และเป็นครั้งแรกที่มองไปยังหวังเป่าเล่อตั้งแต่สู้กับเฉินชิงจื่อมาจนถึงบัดนี้ แต่เพียงแค่กวาดมองเท่านั้น เพราะตอนนี้สายตาของเฉินชิงจื่อกำลังจดจ้องมาแล้วเอ่ยช้าๆ
“เจ้าเป็นร่างแยกของมหาเทพจริงๆ!”
“เฉินชิงจื่อ สิ่งที่เจ้าใช้ออกมาก่อนหน้านี้คือเต๋าอะไร!” เว่ยยางจื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ฉับพลันก็เอ่ยขึ้น
“นั่นไม่ใช่เต๋า” เฉินชิงจื่อส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้พูดต่อ แต่หยิบน้ำเต้าที่แขวนไว้ที่เอวขึ้นมาแล้วดื่มเข้าปากไปอึกใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา
“เว่ยยางจื่อ มีเพื่อนเก่าคนหนึ่งของเจ้าอยากจะมาเยี่ยมเยียนเจ้าหน่อย”
“หืม” เว่ยยางจื่อหรี่ตาลง กำลังจะเอ่ยพูด แต่พริบตาต่อมาสายตาของเขาก็หดเกร็งทันที เห็นเพียงแค่เฉินชิงจื่อโบกมือ จากนั้นแม่น้ำแห่งความมืดด้านหลังของเขาก็ไหลบ่ากระทันหันแล้วมาบรรจบที่ตัวเขาทันใด ขณะที่มันไหลมาบรรจบ ด้านหลังของเขาก็ก่อเกิดเป็นวังน้ำวนมหึมา
ภายในวังน้ำวนนี้มีเสียงดังอึกทึกดังออกมา และยิ่งมีเสียงกรีดร้องคำรามมากมายแผ่กระจายไปทั้งแปดทิศ ทำให้ผู้ที่ได้ยินต่างรู้สึกปั่นป่วนในใจ
“เว่ยยางจื่อ!”
“เจ้าออกไปไม่ได้!”
“สำนักแห่งความมืดของข้ามีภารกิจที่ห้ามไม่ให้สิ่งมีชีวิตใดออกไปจากโลกแห่งศิลา!”
“ข้าผู้เป็นจักรพรรดิแม้จะสวรรคตแล้ว แต่การสืบทอดหน้าที่ของข้ายังคงอยู่ทุกชาติทุกภพ เจ้าไม่อาจจากไปได้!”
ท่ามกลางเสียงคำรามนี้ เงาร่างมหึมาก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากภายในวังน้ำวนที่รวมขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งความมืดด้านหลังเฉินชิงจื่อ เมื่อเงาร่างนี้ปรากฏขึ้น อานุภาพจักรพรรดิแบบเดียวกันก็ปะทุอย่างมหาศาลออกมาจากภายในนั้น
ท่ามกลางการระเบิดปะทุครั้งนี้ ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“จักรพรรดิแห่งความมืดหรือ!”
หวังเป่าเล่อก็ใจสั่นสะเทือนเช่นกัน ตอนนี้เปลวไฟสีดำภายในร่างพลุ่งพล่านเหลือแสน มันปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา เมื่อมองไปยังวังน้ำวนแม่น้ำแห่งความมืด เขาก็มองเห็นเงาร่างที่โผล่ออกมาทันที คนผู้นั้นสวมอาภรณ์จักรพรรดิสีม่วงทั้งร่างและสวมมงกุฎจักรพรรดิ แม้ว่าใบหน้าจะขาวซีด ไอความตายทั่วทั้งกายแพร่กระจาย แต่อานุภาพกดดันและดวงจิตกลับแรงกล้าไร้ใดเทียม
เงาร่างนี้ หวังเป่าเล่อเคยเห็นแล้ว!
นั่นก็คือ…ศพของจักรพรรดิแห่งความมืดซึ่งตอนนั้นอยู่ในโลงศพ ณ ดินแดนหลุมศพที่ส่วนลึกของแม่น้ำแห่งความมืดและถูกเฉินชิงจื่อนำออกไป…เพียงแต่ตอนนี้ ศพนี้กลับคล้ายมีชีวิต!
แม้ว่าชีวิตแบบนี้จะไม่ใช่พลังชีวิต แต่เป็นไอความตาย แต่สำหรับสำนักแห่งความมืดแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอ!
“จักรพรรดิแห่งความมืด!” เว่ยยางจื่อหรี่ตาลงแล้วเอ่ยช้าๆ
………………
การฝึกบำเพ็ญทั้งหมดในชีวิตของเฉินชิงจื่อ ก่อนที่จะผสานเข้ากับเต๋าธาตุมืด เขามีอยู่เพียงเต๋าเดียว!
และเต๋าชนิดนี้ไม่ใช่เต๋าธาตุมืด
ความจริงแล้วหลังจากทรยศสำนักแห่งความมืด เขาก็ละทิ้งเต๋าธาตุมืดของตนไป จากนั้นผ่านมาหลายปีก็ไม่ได้ฝึกใหม่ ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ เต๋าของเขา…ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงมีเพียง…เต๋ากระบี่!
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่บนกระบี่ไม้ในมือเขาเล่มนี้ หนึ่งชีวิตแสวงหากระบี่นี้ หนึ่งชาติเดินเพียงหนึ่งเต๋า
ดังนั้นแม้ว่าต่อมาเขาจะผสานรวมกับเต๋าธาตุมืด แต่ส่วนใหญ่แล้วเพียงแค่เป็นการหยิบยืมพลังเท่านั้น เต๋ากระบี่สิถึงจะเป็นทุกอย่างของเขา และกระบี่ไม้ที่อยู่คู่กับเข้ามาเนิ่นนานเล่มนี้ วัสดุของที่ใช้ก็ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง
กล่าวให้ถูก มันคือแผ่นไม้แผ่นหนึ่ง เป็นแผ่นป้ายแผ่นหนึ่ง
ภรรยาผู้ถึงแก่กรรมของเขาที่ทั้งชีวิตนี้เขาเคยเห็นเพียงวิญญาณ และเคยวาดภาพใบหน้ายามอยู่ในโลกหลังความตายของนาง นี่ก็คือแผ่นป้ายของนาง ไม่ว่าการที่วิญญาณดวงนี้เกิดขึ้นมาจะเป็นอุบายก็ดีหรือความบังเอิญก็ช่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ สุดท้าย…หลังจากไปเกิดใหม่ในอนาคต วิญญาณของภรรยาเขาก็จะสิ้นวาระไป สลายหายราวกับเถ้าถ่าน
ที่เขาทรยศสำนักแห่งความมืด แม้ว่าจะไม่ใช่เหตุผลนี้ทั้งหมด แต่สุดท้ายดวงวิญญาณนี้ก็ถือว่าเป็นต้นเหตุชักพา และฝังลึกอยู่ในใจของเขา หลายปีมานี้ล้วนไม่เคยสูญสลาย ดังนั้น หลังจากเขาทรยศสำนักแห่งความมืดแล้วไปยังตระกูลไม่รู้สิ้น ยืนอยู่หน้าแผ่นป้ายตอนที่ดวงวิญญาณดวงนี้ยังอยู่ เขาเงียบงันอยู่นาน ก่อนนำแผ่นป้ายนี้จากไป
หลังจากนั้น ข้างกายเขาก็มีกระบี่ไม้เล่มหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
กระบี่นี้ติดตามเขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในสายตาของเขาแล้ว เขาก็แยกไม่ถูกเหมือนกันว่าเต๋าของตนคืออะไร บางทีอาจจะเป็นเป็นเต๋ากระบี่อย่างหนึ่งจริงๆ ก็ได้ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าบนกระบี่ไม้เล่มนี้มีระดับขั้นอยู่สามขั้น
ขั้นแรกก็คือร่างกระบี่ไม้ สามารถรบได้หลายหมื่นพันครั้ง อยู่ยงคงกระพัน
ขั้นที่สองก็คือกลายเป็นวิญญาณ ระเบิดอานุภาพออกมาหลายชั้น ไม่สนใจเต๋าทุกใดๆ ฟาดฟันสังหารทั้งหมด
ส่วนขั้นที่สามหรือก็คือร่างที่สาม มันเคยปรากฏขึ้นในใจของเฉินชิงจื่อเท่านั้น ไม่เคยแสดงให้โลกเห็น
เขาเรียกร่างที่สามนี้ว่า…ความทรงจำ
แม้จะชื่อว่าความทรงจำ แต่กลับไม่เกี่ยวอะไรกับกาลเวลาเลย ถึงขนาดนี้ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับมันเลยแม้แต่นิด เพราะว่าร่างที่สามนี้…แม้จะยังไม่เคยแสดงออกมา แต่ทุกครั้งที่ปรากฏขึ้นมาในใจเขาก็จะทำให้จิตสังหารของเขาพวยพุ่งจนถึงระดับที่ยากจะพรรณนา
ดังนั้น น่าจะเป็นเต๋าสังหาร
เฉินชิงจื่อพึมพำ จ้องมองไปยังกระบี่ไม้ตรงหน้า มองดูกระบี่เล่มนี้สั่นระริกในชั่วขณะหนึ่ง บนนั้นมีเปลือกไม้ปรากฏขึ้นทีละชั้นๆ จนกระทั่งถึงชั้นสุดท้ายก็ทำให้อวกาศสั่นสะเทือน ทำให้สีหน้าท่าทางของเว่ยยางจื่อเปลี่ยนไปเพราะจิตสังหารนี้ และทันใดนั้นกระบี่ก็ระเบิดพลังมหาศาลออกมา
จิตสังหารนี้สามารถสั่นคลอนได้ทั้งแปดทิศ
จิตสังหารนี้สามารถสั่นสะเทือนดวงดาว
จิตสังหารนี้สามารถทำให้จักรวาลพร่ามัว!
“ความทรงจำในชีวิตนี้ของข้า…ล้วนเป็นการเข่นฆ่า” เฉินชิงพึมพำเสียงเบา ไม่ได้มองไปยังเว่ยยางจื่อแต่จดจ้องที่กระบี่ไม้ เขายกมือขึ้นจับกระบี่อย่างนุ่มนวลแล้วก้าวหนึ่งก้าวไปข้างหน้าก่อนเหวี่ยงกระบี่ตามใจชอบ เกิดเป็นประกายกระบี่หนึ่งสายที่ทำให้อวกาศคล้ายจะมืดมิดในชั่วพริบตาและมีเพียงประกายแสงของกระบี่เล่มนี้เท่านั้นที่ส่องสว่าง
มันพุ่งไปหาเว่ยยางจื่อที่หน้าเปลี่ยนสีและตกใจจนพูดไม่ออกฉับพลัน
“นี่มัน…เต๋าอะไรกัน เต๋ากระบี่หรือ ไม่ใช่! เต๋าสังหารหรือ ก็ไม่ใช่!” จิตใจของเว่ยยางจื่อสะเทือนกึกก้อง นี่เป็นครั้งแรกที่ในใจของเขารู้สึกถึงวิกฤตแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนหลังจากต่อสู้กับเฉินชิงจื่อมาจนถึงตอนนี้
แม้ว่าหัวที่สองของเขาจะมีปราณมารมหาศาล แม้ว่าพลังฝึกตนและพลังรบของเขาจะทรงพลังยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างยิ่ง ทว่าชั่วพริบตานี้เอง เขากลับถอยหลังเป็นครั้งแรก
“ก่อนจะกราบเข้าสำนักแห่งความมืด บิดามารดาข้าตายในสงคราม ข้ากราบเข้าสำนักแล้วร่ำเรียนกระบวนวิชาสังหารคน…” เขาไม่สนใจการถอยหลังหลบเลี่ยงของเว่ยยางจื่อ เฉินชิงจื่อยังคงเอ่ยพึมพำ สุ้มเสียงแผ่วเบา คล้ายจะก้องกังวานไปกับมหาเต๋าและดังสะท้อนไปทั่วทั้งแปดทิศ แม้แต่ปลาสีดำเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดและด้วงเกราะทองเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นก็ยังตัวสั่นระริก สีหน้าฉาวแววเกรงกลัว
อันตรายไร้ที่มาทำให้ภายในใจของพวกมันสั่นเทา
“หลังจากร่ำเรียนเสร็จแล้ว ข้าก็ฆ่า!”
“ฆ่าไปหนึ่งค่าย ฆ่าไปหนึ่งกองทัพ ฆ่าไปหนึ่งประเทศ เพื่อเซ่นศพบิดามารดาข้า” เห็นอยู่ว่าเสียงของเฉินชิงจื่อแผ่วเบาและเนิบนาบ แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาทุกคำราวกับก่อตัวเป็นพลังกดดันมหาศาลทำให้เต๋าสวรรค์ต้องถอยหลบ ทำให้เว่ยยางจื่อต้องหลบหลีกไปเรื่อย แต่สุดท้ายยังไม่ทันที่เขาจะหลบได้อย่างสมบูรณ์ คำพูดของเฉินชิงจื่อก็ดังขึ้นแล้วก้าวออกมาเป็นก้าวที่สาม ปราณกระบี่หนึ่งสายพุ่งมาถึงตัวเขาตรงๆ
เสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ภายในวิกฤตถึงชีวิตอันแรงกล้า เว่ยยางจื่อยกมือขวาขึ้น แขนของเขาแผ่กระจายเมฆหมอกแปรผันออกมาในชั่วพริบตา แต่ยังไม่ทันที่เต๋าซึ่งแฝงอยู่ในแขนของเขาจะถูกใช้ออกมาโดยสมบูรณ์ ปราณกระบี่ก็มาถึงแล้ว มันวาบผ่านไปโดยพลัน แขนขวาของเว่ยยางจื่อก็พังทลายทันที
ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้สีหน้าของเว่ยยางจื่อพลันเปลี่ยนไปรวดเร็ว แม้ว่ามือข้างใหม่จะงอกออกมาพร้อมกับลมพายุพัดกระจาย แต่อันตรายถึงชีวิตแบบนั้นก็ยังทำให้เว่ยยางจื่อถอยหลังอีกครั้ง
“หลังจากนั้น ข้าก็ได้พบกับอาจารย์ผู้มีพระคุณ ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ วางดาบไม่ฆ่าคน กราบเข้าสู่สำนักแห่งความมืด…”
“ในสำนักแห่งความมืด ข้าส่งวิญญาณคนตายข้ามฟาก ดูแล้วดีงามบริสุทธิ์ เดินทางเพื่อการกลับชาติมาเกิดของเต๋าสวรรค์ แต่ความจริงแล้ว…นี่ยังคงเป็นการฆ่า เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่ฆ่าคือวิญญาณ!” เฉินชิงจื่อแย้มยิ้ม เพียงแต่รอยยิ้มนี้ไม่มีคลื่นผันผวนของความรู้สึกใดๆ เลยสักนิด กระบี่ไม้ในมือกวาดผ่านไปพร้อมคำพูดของเขา จิตสังหารทำให้อวกาศเย็นยะเยือก เว่ยยางจื่อกรีดร้องออกมา แขนพายุที่เพิ่งจะงอกออกมาของเขาพังทลายอีกครั้ง!
“นี่มันเต๋าอะไรกันแน่!!” เว่ยยางจื่อหนังศีรษะชา เขามองออกว่าสภาวะของเฉินชิงจื่อในตอนนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ดูเหมือนอยู่ตรงนี้ แต่ความจริงก็คล้ายไม่ได้อยู่ และพลังเทพที่ตนใช้ออกมากลับไม่อาจส่งผลใดๆ ได้เลย ทว่าแต่ละกระบี่ของอีกฝ่ายล้วนแต่นำพาวิกฤตยากจะอธิบายมาให้กับเขา
“ข้าเหนื่อยล้าแล้ว การหายไปของภรรยาในชีวิตหลังความตายทำให้ข้าอยากจะทำลายชีวิต ดังนั้นข้าจึงทรยศสำนักแห่งความมืด และในศึกครั้งนั้น ข้าก็ยังฆ่า ฆ่าเพื่อนร่วมสำนักในวันเก่าก่อนที่สำนักแห่งความมืด ฆ่าผู้ฝึกตนตระกูลไม่รู้สิ้นที่บุกรุกเข้ามา…”
“เดิมทีคิดว่าเมื่อศึกนี้จบลง ข้าจะไม่ฆ่าอีกแล้ว ไม่คิดเลยว่า…ในจักรวาลของตระกูลไม่รู้สิ้น ข้ากลับเกิดการหวนนึกถึง หวนนึกถึงสำนักแห่งความมืด หวนนึกถึงศิษย์น้องเล็ก หวนนึกถึงอาจารย์…”
“ความทรงจำก็เหมือนยาพิษ เหมือนแมลงพิษ กลืนกินทุกอย่างของข้า วิธีกำจัด…มีเพียงฆ่า!” สีหน้าของเฉินชิงจื่อนิ่งสงบ แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้คนที่ได้ยินตกตะลึงอยู่ในใจ ปราณกระบี่มากมายยิ่งระเบิดออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ในช่วงวิกฤตนี้เอง สองมือของเว่ยยางจื่อผนึกมุทรา ตอนนี้สองมือของเขาก็คือสองแขนสุดท้ายจากหกแขน หนึ่งแขนคือสายฟ้า อีกหนึ่งแขนนั้น หลังจากงอกออกมาก็คล้ายเป็นหลุมดำ แฝงไว้ซึ่งเต๋าแห่งการกลืนกิน
ขณะนี้เมื่อทำมุทรา สายฟ้าก็ระเบิดออกมา การกลืนกินสะเทือนสวรรค์ ยิ่งมีเงามารที่เกิดจากปราณมาร จึงเหมือนกับเทพมารมาเยือนและปรากฏกายอยู่ด้านหลังตัวเขา คล้ายกับสยบทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้
เสียงอึกทึกกึกก้อง เมื่อปราณกระบี่มาถึง เงามารสั่นสะเทือน ปราณกระบี่ทุกสายฉีกกระชากมันไปไม่น้อย ส่วนตัวของเว่ยยางจื่อก็ถอยร่นไม่หยุดยั้ง ดวงตามีความบ้าคลั่งปรากฏอยู่
“ข้าฆ่าหมื่นตระกูล ข้าฆ่าไม่รู้สิ้น ข้าฆ่าแม่ทัพสวรรค์ ข้าฆ่าจักรพรรดิสวรรค์!”
“ข้าเป็นร้อยปี ฆ่าเป็นพันปี ฆ่าเป็นหลายหมื่นปี!”
“แต่เหตุใด ภายในใจของข้ายังถูกพิษรุกราน เหตุใด ข้าถึงยังหวนนึกถึง…เพื่อเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดแล้ว ข้าฆ่าหมื่นวิญญาณ เพื่อบรรลุถึงจุดสูงสุด ข้าฆ่าอาจารย์ ตอนนี้…ข้าก็ฆ่ามาจนถึงโลกคนเป็น ฆ่าสิ่งกีดขวางทั้งหมด ฆ่า…มหาเทพไม่รู้สิ้น!” เฉินชิงพลันเงยหน้าขึ้น ชั่วพริบตานี้เองกระบี่ไม้ในมือก็มีจิตสังหารพุ่งถึงระดับสะเทือนฟ้าไม่อาจบรรยายได้ ถึงขั้นมีรอยร้าวหลายเส้นปรากฏอยู่บนนั้น ราวกับตัวมันยากจะทนรับไหว เมื่อเฉินชิงจื่อเงยหน้าขึ้นแกว่งดาบ กระบี่นี้ก็พุ่งออกไปทันใด
ปราณกระบี่รุนแรงไม่รู้จบยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ฟันลงมาในชั่วอึดใจแล้วตกลงบนเงามารของเว่ยยางจื่อทันที เงามารสิ้นสลายในพริบตาแล้วแตกเป็นเสี่ยงๆ ปราณกระบี่ส่องวาบ เคลื่อนผ่านลำคอของเว่ยยางจื่อ
ในชั่วพริบตา…หัวเต๋ามารของเว่ยยางจื่อก็ถูกทำลาย!
แขนซ้ายสายฟ้าถูกทำลาย!
แขนขวากลืนกินถูกทำลาย!
ตัวของเขา…พังทลาย!
“ข้าคือเฉินชิงจื่อ เต๋าของข้าคืออะไร เจ้ารู้หรือไม่” อวกาศเงียบสนิท มีเพียงเฉินชิงจื่อที่ก้มหน้าลงเอ่ยพึมพำเสียงเบา
กระบี่ไม้ในมือของเขาแตกสลายทีละนิดๆ แล้วกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวเขา มองจากไกลๆ ดูคล้ายกับดอกบัว
……………
เฉินชิงจื่อแข็งแกร่งมาก เขาสามารถทำลายเต๋าแห่งความว่างเปล่าและฝ่ามือแห่งพลังได้ในหนึ่งดาบ แม้ว่าอย่างหลังจะขาดนิ้วมือไปหนึ่งนิ้วและไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่เขาก็สามารถใช้กระบี่ไม้หนึ่งด้ามทำลายทั้งมือได้ในชั่วพริบตา ทั้งยังฟันแขนขวาของเว่ยยางจื่อไปด้วย เรื่องนี้อธิบายถึงความน่าสะพรึงของเฉินชิงได้เลย
แต่…ทางด้านเว่ยยางจื่อคล้ายจะน่าสะพรึงยิ่งกว่า แม้ว่าร่างเดิมของเว่ยยางจื่อจะมีสามหัวหกแขน แต่…พอแขนขาดไปข้างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไม่รู้สิ้นคนใดก็ย่อมมีอานุภาพอ่อนแอลง แต่ตอนนี้พลานุภาพของเว่ยยางจื่อกลับไม่ใช่แค่ไม่อ่อนแอ กลับกัน ขณะที่เสียงหัวเราะดังออกมา เขาก็ยิ่งแข็งแกร่ง
“เจ้าไม่เหมือนกับตระกูลไม่รู้สิ้นคนอื่น” ดวงตาของเฉินชิงฉายแววดุร้าย จดจ้องไปที่เว่ยยางจื่อแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ย่อมไม่เหมือน เดิมตระกูลไม่รู้สิ้นก็ไม่มีร่างเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่เรียกว่าสามหัวหกแขนนั้น…เป็นเพียงชีพจรวิชาเทพเท่านั้น และชีพจรวิชาเทพนี้…ก็ไม่ได้นำมาแทนที่โชคชะตา แต่นำมา…ผนึกพลัง!”
“เฉินชิงจื่อ ให้ข้าผู้เฒ่าได้เห็นขีดจำกัดของเจ้าหน่อยเถอะ ดูว่าเจ้าสามารถทำให้ชายชราผู้นี้ปลดผนึกทั้งหมดแล้วแสดงพลังต่อสู้ที่แท้จริงออกมาได้หรือไม่!” ความคาดหวังในแววตาของเว่ยยางจื่อเข้มข้นยิ่งขึ้น ประกายแสงในดวงตาเปล่งออกมาพร้อมเสียงหัวเราะลั่น ชั่วขณะนี้ ทั่วร่างของเขามีแสงเจิดจ้าสาดส่องออกมาโดยมีศีรษะเป็นแหล่งกำเนิดในทันที
แสงนี้คล้ายกับอาทิตย์แรก แต่กลับแรงกล้าเสียยิ่งกว่า ราวกับว่าร่างกายของเขากลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวของทั้งจักรวาล เมื่อมันแผ่กระจายออกมาก็ทำให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ยากจะพรรณา
นี่คือ…เต๋าแสงแสว่าง!
“เว่ยยางจื่อผู้นี้มีกี่เต๋ากันแน่” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณข้างๆ ก็เคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม เมื่อพวกเขามองไป เว่ยยางจื่อก็กางแขนออก ทันใดนั้นแสงสว่างบนร่างของเขาก็กลายเป็นท้องทะเลและระเบิดสาดซัดไปทั่วทุกทิศ
“ต้องขอบคุณศิษย์น้องเล็กของเจ้า คืนพินาศของเขามอบแรงบันดาลใจให้ข้า ที่แท้เต๋าแห่งแสงก็ใช้เช่นนี้ได้ด้วย!” ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเว่ยยางจื่อ ทะเลแสงที่แผ่ซ่านอยู่บนร่างของเขาก็พุ่งไปจัดการกับเฉินชิงจื่อด้วยอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดินตรงๆ
ในดวงตาของเฉินชิงจื่อมีประกายเย็นชาวาบผ่าน เขาไม่ได้หลบ แต่คลายมือขวาออกแล้วถือโอกาสผนึกมุทรา ชี้ไปที่กระบี่ไม้ที่ถูกเขาคลายออกจนมันพุ่งออกไปด้วยตัวเอง
“ร่างที่สอง!” เพียงแค่คำสามคำ แต่พริบตาที่มันดังออกมาจากปากของเฉินชิงจื่อ กระบี่ไม้ที่พุ่งออกไปด้วยตัวเองก็โปร่งใสในชั่วพริบตาราวกับไม่มีอยู่จริง!
เมื่อแสงทั้งหมดสัมผัสเข้ากับกระบี่ไม้โปร่งใส มันก็ทะลวงผ่านไปตรงๆ ไม่ก่อเกิดเป็นอุปสรรคขวางกั้นกันและกันแม้สักนิด เพราะความโปร่งใสเดิมทีก็บรรจุทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้อยู่แล้ว
ในชั่วอึดใจ กระบี่ไม้โปร่งใสก็ทะลวงผ่านทะเลแห่งแสง พุ่งทะยานไปยังเว่ยยางจื่อ ส่วนเต๋าแห่งแสงสว่างของเว่ยยางจื่อก็ส่งเสียงหวีดหวิวเข้ามาใกล้กับเฉินชิงจื่อเพื่อบดขยี้เขาให้สิ้น
ฉากนี้รวดเร็วหาใดเปรียบ แม้แต่หวังเป่าเล่อหรือปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ทำได้เพียงฝืนพยายามมองเห็นให้ชัดเจนเท่านั้น ชั่วพริบตา เสียงดังก้องกังวานเทียมฟ้าก็สะท้อนก้องไปทุกสารทิศ อวกาศในบริเวณที่ทั้งสองฝ่ายสัมผัสกันถูกทำลายสิ้นโดยสมบูรณ์และเกิดเป็นหลุมดำ แต่หลุมดำที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างแห่งนี้ ในชั่วขณะนั้นกลับคล้ายสูญเสียพลังของตัวเอง ยากจะทำอะไรเฉินชิงจื่อกับเว่ยยางจื่อแม้เพียงนิด
แต่ทะเลแสงนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ตอนนี้หลังจากมันแพร่กระจายไปหาเฉินชิงจื่อแล้วก็ทำให้ร่างกายของเฉินชิงจื่อต้องถอยร่นออกไป ร่างกายคล้ายจะถูกแทรกซึมอย่างรวดเร็ว มองจากตาเปล่าเห็นได้ว่ากำลังจะถูกแสงสว่างครอบคลุมไปจนหมด โชคดีที่ในชั่วอึดใจก็มีปราณมืดที่มาพร้อมความตายอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากภายในร่างของเฉินชิงจื่อ มันต่อต้านกับทะเลแสง ท่ามกลางการสยบและขับไล่ระหว่างกันนี้เอง ร่างของเฉินชิงจื่อก็หยุดลงทันใด ไม่ใช่แค่ไม่ถอยหลังต่อ แต่ถึงขั้นพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน
เข้าพุ่งไปยังทะเลแสงตรงๆ และปล่อยให้ทะเลแสงแพร่กระจายเข้าไปในร่าง โดยอาศัยกลิ่นอายความตายมาต้านไว้ ความเร็วเขาสูงมาก ถึงขนาดเกินกว่าความเร็วของกระบี่ไม้เสียอีก พริบตาก็ไล่ตามมาทันแล้วคว้าจับกระบี่ไม้ที่เข้ามาใกล้เว่ยยางจื่อได้ จากนั้นก็เคลื่อนมันไปที่ศีรษะของเว่ยยางจื่อด้วยความเร็วที่รวดเร็วและน่าสะพรึงยิ่งกว่าเมื่อก่อน!
ภาพนี้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว คิดไม่ถึงว่าเฉินชิงจื่อที่อยู่ใต้ทะเลแสงและคล้ายไม่อาจประคองตัวเองต่อไปได้จะพลิกสถานการณ์ได้ในชั่วอึดใจ ถึงขั้นที่ระเบิดความเร็วเกินจินตนาการออกมา แม้แต่ทางด้านเว่ยยางจื่อก็ยังใจแกว่ง
“เขาซ่อนพลังไว้!!” ความคิดนี้เพิ่งจะลอยขึ้นมา ร่างของเฉินชิงจื่อที่ถือกระบี่ไม้ก็เข้ามาใกล้ เขาฟันไปยังศีรษะของเว่ยยางจื่อตรงๆ โดยไม่ลังเลสักนิด กระบี่ไม้ของเขายังคงโปร่งใสเช่นเคย ถึงขนาดที่ในชั่วขณะนี้เอง บนกระบี่ของเขายังระเบิดพลานุภาพเหนือล้ำยิ่งกว่าแต่ก่อนออกมาอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนเป็นโปร่งใสเมื่อกี้ ไม่ใช่ร่างที่สองที่ทำให้ไม้สมบูรณ์แบบทันที เฉินชิงซ่อนพลังเอาไว้จริงๆ ด้วย และกระบี่ไม้ด้ามนี้…ภายใต้การควบคุมของเขา ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างระเบิดออกมา อวกาศส่องสว่าง แสงกระบี่ล้นหลาม เงาร่างของเฉินชิงจื่อวาบผ่านข้างกายเว่ยยางจื่อไป เลือดพุ่งออกมาจากคอของเว่ยยางจื่อ หัวของเขากระเด็นขึ้นสูง
ยังไม่จบ หลังจากวาบผ่านตัวเว่ยยางจื่อไป แม้ว่าเฉินชิงจะไม่ได้หันกายมา แต่มือถือกระบี่ไม้ฟันลงไปหนึ่งพันกระบี่อยู่ข้างหลัง ทุกกระบี่ที่ฟันลงไปมีพลังสะเทือนฟ้าระเบิดออกมา ทั้งหมดพุ่งไปโจมตีร่างขาดหัวของเว่ยยางจื่อ
แต่หนึ่งพันกระบี่นี้กลับไม่ได้แสดงพลังที่สมควรมีออกมา เพราะว่า…ความว่างเปล่าหลายชั้นกำลังพุ่งเข้ามาถึงในชั่วอึดใจ สิ่งที่สร้างความว่างเปล่าเหล่านี้ขึ้นก็คือมือซ้ายของเว่ยยางจื่อ ในชั่วพริบตา มือซ้ายของเขาก็คล้ายเป็นแหล่งกำเนิดความว่างเปล่า ชั่วขณะเดียวความว่างเปล่านับร้อยชั้นก็ซ้อนทับกันจนเกิดเป็นแนวขวางกั้น
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เฉินชิงจื่อก็ได้เตรียมท่าไม้ตายนี้มานานแล้ว ไม่ใช่จะสามารถทำลายกันได้ง่ายๆ ความว่างเปล่านับร้อยทับซ้อนกันของเว่ยยางจื่อจึงพังทลายโดยพลัน สิ่งที่ถูกทำลายไปด้วยก็ยังมีมือซ้ายของเขา
เขาใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน สุดท้ายก็สามารถทำลายท่าไม้ตายของเฉินชิงจื่อได้ ขณะเดียวกัน ลำตัวของเว่ยยางจื่อก็ถอยหลังกะทันหัน ตอนนี้บนลำคอที่ไร้หัวมีปราณมืดแผ่ออกมาแล้วก่อตัวเป็นหัวที่สอง ขณะเดียวกันมือซ้ายที่เสียไปของเขาก็งอกออกมาใหม่อีกครั้ง
อีกทั้งในชั่วขณะที่แขนซ้ายข้างใหม่นี้ปรากฏขึ้นมากลับมีสายฟ้าพัวพันอยู่ พลานุภาพแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม แต่…ทั้งหมดนี้เมื่อเทียบกับหัวที่สองที่งอกออกมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ส่วนสำคัญเลย
พริบตาที่หัวที่สองของเขาปรากฏขึ้น ความว่างเปล่าก็สะเทือนเลื่อนลั่น อวกาศสั่นไหว ความชั่วร้ายดำมืดไร้ใดเทียมปะทุออกมาในพริบตา คล้ายกับไอมาร เหมือนกับเต๋ามาร แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับแสงสว่างก่อนหน้านี้ และถึงขนาดทรงพลังยิ่งกว่าด้วย
แม้แต่กลิ่นอายของเว่ยยางจื่อก็เปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับการปรากฏขึ้นของหัวที่สอง ผมของเขาปลิวไสว ท่าทางองอาจ ทั่วร่างแผ่ความชั่วร้ายไร้ที่สิ้นสุด เขายืนอยู่ตรงนั้น ปราณมืดแผ่ออกมานอกร่างราวกับสามารถกัดกร่อนจิตใจทั้งหมดได้
“น่าสนใจ!” เขาสั่นศีรษะ มุมปากของเว่ยยางจื่อเผยรอยยิ้มเหี้ยมออกมา เขามองไปยังเฉินชิงจื่อที่มีสีหน้าอึมครึมเล็กน้อย และเฉินชิงจื่อก็มองเห็นเต๋าของเว่ยยางจื่อแล้ว
อันที่จริง ชั่วขณะนี้หวังเป่าเล่อกับปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็มองเห็นความจริงแล้วเช่นกัน
เว่ยยางจื่อมีสามหัวหกแขน ทุกหัวแฝงไว้ซึ่งมหาเต๋าหนึ่งสาย ทุกแขนก็เช่นเดียวกัน อย่างเช่นหัวที่ถูกตัดไปนั้นแฝงไว้ซึ่งเต๋าแห่งแสงสว่าง และหัวที่สองนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเบนไปทางสายมาร เป็นเต๋าประเภทความมืด
ส่วนแขนของเขา สองข้างที่ถูกเฉินชิงจื่อตัดทิ้งไปนั้น ข้างหนึ่งแฝงไว้ซึ่งเต๋าพละกำลัง อีกข้างก็เป็นเต๋าแห่งความว่างเปล่า ส่วนแขนข้างใหม่ที่งอกออกมานี้ เมื่อเห็นว่ามีสายฟ้าพัวพันอยู่ก็รู้เลยว่ามันคือเต๋าอัสนี
นี่ยังเป็นแค่ครั้งที่สอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกครั้งที่เว่ยยางจื่อเสียหัวหรือแขนไป พลังฝึกปรือของเขาก็คล้ายถูกปลดผนึกจริงๆ มันแข็งแกร่งทรงพลังยิ่งกว่าเดิม หากเป็นเช่นนี้ต่อไปความยากที่จะเอาชนะก็จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หวังเป่าเล่อตัวสั่นเทาอยู่เงียบๆ เขาเดินออกมาทันที ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็กัดฟันพุ่งออกมาเช่นกัน เดิมทีพวกเขาไม่คิดเข้าร่วมรบ แต่เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว แม้ว่าพลังช่วยเหลือจะไม่มากนัก แต่ก็ไม่อาจทนดูต่อไปได้
“ดูเฉยๆ ก็พอ!” แต่ขณะที่ทั้งสองคนพุ่งออกมา เฉินชิงจื่อก็เอ่ยขึ้นทันใด แววตาของเขามีความเย็นชาส่องวาบ เขาจดจ้องไปยังเว่ยยางจื่อ ยกมือขวาขึ้นโบกแล้วเอ่ยออกมา
“ร่างที่สาม!”
………………………………..
แม่น้ำแห่งความมืดไหลบ่าราวกับแยกอวกาศออกเป็นสองส่วน ด้านหลังแม่น้ำแห่งความมืด กลิ่นอายแห่งความตายกลิ้งตลบเทียมฟ้า คล้ายจะมองเห็นเงาร่างของวิญญาณคนตายนับไม่ถ้วนกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ในนั้นได้รางๆ
ด้านหน้าแม่น้ำแห่งความมืด อวกาศไม่รู้สิ้นเปล่งแสงเจิดจรัสราวกับมีพลังชีวิตมหาศาลกำลังระเบิดออกมาต้านกับความตาย
เมื่อมองไป ด้านหนึ่งคือไม่รู้สิ้น ด้านหนึ่งคือมิติแห่งความมืด!
ยิ่งกว่านั้นและด้านหลังของเฉินชิงจื่อก็มีกลิ่นอายแห่งความตายแพร่กระจายออกมา ปลาสีดำมหึมาตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากในนั้น แววตาเฉียบคม มันลอยมาอยู่บนเฉินชิงจื่อแล้วมองลงไปยังไม่รู้สิ้น
ขณะเดียวกัน ภายในอวกาศของไม่รู้สิ้น ที่ข้างกายของเว่ยยางจื่อ ด้วงเกราะทองขนาดมหึมาหาใดเปรียบตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงร้องคำราม มันมองไปยังปลาสีดำตัวนั้นความไม่เป็นมิตรเต็มเปี่ยม คล้ายกับว่าทั้งสองเป็นศัตรูโดยธรรมชาติ ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้!
“เว่ยยางจื่อ”
“เฉินชิงจื่อ”
สายตาของทั้งสองฝ่ายบรรจบกันอย่างคุ้นเคย และการจ้องตากันก็ราวกับแฝงไว้ซึ่งพลังมหาศาล ทำให้อวกาศสั่นสะเทือนแล้วเกิดรอยแยกขนาดใหญ่รอยแล้วรอยเล่า เหมือนกับถูกฉีกขาด
หวังเป่าเล่อและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมถึงนักบุญมืดทั้งสามคนถอยหลังทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด เมื่อออกมาห่างแล้ว พวกเขาก็กระจ่างแจ้งดีว่าการต่อสู้ต่อไปนี้ไม่ใช่ของพวกเขาอีกต่อไป แต่เป็นของ…เฉินชิงจื่อ
สีหน้าของหวังเป่าเล่อซับซ้อนเล็กน้อย เขาลอบถอนหายใจออกมา ความจริงแล้วครั้งนี้เขาจะไม่ลงมือก็ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ยังมาเข้าร่วม เพราะเขาคิดจะสร้างโอกาสลงมือให้กับเฉินชิงจื่อ
ตอนที่ทั้งสองคนกำลังเตรียมพร้อมรบอยู่นั้น ว่าตามหลักการแล้ว ฝ่ายหลุดพลังออกมาก่อนย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ โดยเฉพาะถ้าหากตัวเขาบาดเจ็บด้วยยิ่งแล้ว จะทำให้ก็ยิ่งเสียเปรียบหนักเข้าไปใหญ่
และทางฝั่งเว่ยยางจื่อก็เป็นผู้ที่จบการเตรียมพร้อมรบก่อนเพราะการโจมตีของหวังเป่าเล่อและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมไปถึงคนจากสำนักแห่งความมืดสองสามคนนั้น แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะไม่หนักหนา แต่นิ้วมือที่หักไปก็ไม่อาจย้อนกลับมาเขา
ตัดนิ้วขาดหนึ่งนิ้ว!
นี่คือขีดสุดที่พวกหวังเป่าเล่อสามารถทำได้ในตอนนี้ แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ได้ทดสองพลังต่อสู้ของเว่ยยางจื่อในทางอ้อมด้วย กล่าวตามตรง มันสามารถทำให้ทางเฉินชิงจื่อมีแผนการอยู่ในใจได้
“สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงเรื่องพวกนี้แล้ว” หวังเป่าเล่อถอยไปเรื่อยๆ อย่างเงียบงัน และตอนที่พวกเขาสองสามคนถอยหลังมานั้น เสียงของเว่ยยางจื่อก็ค่อยๆ ดังก้องพร้อมความโชกโชนผันผวน
“เฉินชิงจื่อ ข้าผู้สูงส่งรอเข้ามานานแล้ว” เว่ยยางจื่อไม่สนใจการหนีไปของพวกหวังเป่าเล่อทั้งสามคน ตอนนี้ในสายตาของเขามีเพียงเฉินชิงจื่อ ส่วนคนอื่นๆ ล้วนไม่อาจเข้ามาอยู่ในสายตาของเขาได้
มีเพียงเฉินชิงจื่อหลังสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิแห่งความมืดเท่านั้นถึงจะเป็นคนที่เขาสนใจและรอคอยมากที่สุด
แววตาของเฉินชิงนิ่งสงบ จดจ้องไปยังเว่ยยางจื่อตรงหน้า เขารู้ว่าการที่หวังเป่าเล่อเป็นผู้ยั่วยุเว่ยยางจื่อครั้งนี้ก็เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเขา เพื่อทำลายการสั่งสมกำลังของเว่ยยางจื่อ
อันที่จริง เรื่องนี้เป็นประโยชน์จริงๆ แม้ว่าเขาจะมองออกไปรางๆ ว่าเว่ยยางจื่อมีจุดประสงค์บางอย่าง แต่ก็ยังสามารถทำให้เว่ยยางจื่ออ่อนแอลงไปได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ตัวเขามองเห็นขีดจำกัดของอีกฝ่ายได้
ส่วนจุดประสงค์ของเขา เฉินชิงจื่อก็เดาออกได้เกินครึ่ง อีกฝ่ายคาดหวังการต่อสู้กับตน ถึงขั้นที่ใช้คำว่า ‘รีบร้อน’ มาบรรยายถึงระดับความคาดหวังได้เลย
“ยืมมือของข้าเพื่อจะไปจากโลกแห่งศิลาหรือ…” แววตาของเฉินชิงเผยประกายคมกริบ
แม้ว่าจะเดาได้ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะสู้รบ ถึงขนาดที่ว่าถ้าหากพวกหวังเป่าเล่อไม่ได้มาวัดขีดจำกัดของอีกฝ่ายให้แก่เขา สุดท้ายเขาก็ยังจะสู้ เพราะเตรียมการมาจนถึงที่สุดแล้ว ต่อไปถ้าหากยังไม่สู้และตัวเขาเองคิดไม่ตก เช่นนั้น…ศึกกับเว่ยยางจื่อก็จะกลายเป็นจิตยึดมั่นของตัวเขาเช่นกัน
“นี่ คือวิถีของข้า!” เฉินชิงจื่อพึมพำในใจ พริบตาต่อมาแววตาของเขาก็ระเบิดประกายแสงแรงกล้า ตอนนี้เองจิตแห่งการต่อสู้ก็ยิ่งปะทุขึ้นมาในใจของเขากะทันหัน ร่างสั่นไหว คนทั้งคนกลายเป็นสายฟ้าสีดำสายหนึ่งฉีกกระชากอวกาศ แล้วพุ่งทะยานไปยัง…เว่ยยางจื่อ
เว่ยยางจื่อหัวเราะลั่นขึ้นฟ้า แววตาฉายแววตื่นเต้นออกมา ขณะที่ก้าวเท้า ร่างกายก็พุ่งออกมาเช่นกัน ทุกก้าวที่เหยียบลงก็เกิดเสียงดังสนั่นมาจากทั้งสี่ทิศ เต๋าแห่งความว่างเปล่าเข้ามาละชั้นๆ
เมื่อแต่ละชั้นร่วงลงมาก็ทำให้อวกาศราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วพริบตาก็มีความว่างเปล่าหลายสิบแห่งซ้อนทับกันอยู่ในที่แห่งนี้แล้วขวางกั้นอยู่ตรงหน้าเฉินชิงจื่อ แต่กลับไม่มีผลใดๆ ต่อเว่ยยางจื่อแม้แต่นิด กลับทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้น ขณะที่ผนึกมุทราก็มีเสียงกึกก้องดังออกมา ความว่างเปล่าซ้อนทับกันเกินกว่าหลายร้อยชั้นไปแล้ว
ขณะที่ทั้งสองเข้ามาใกล้กัน ปลาดำจากสำนักแห่งความมืดและด้วงเกราะทองของตระกูลไม่รู้สิ้นก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมแล้วพุ่งออกมาเช่นกัน พวกมันไม่ได้สู้กันในระยะประชิด แต่แผ่กฎเกณฑ์และวิชาเวทของตัวเองออกมา ทำให้อวกาศสั่นสะเทือน มหาเต๋ากู่ร้อง กฎเกณฑ์และวิชาเวทที่แตกต่างกันปะทะเข้าด้วยกันอย่างไร้รูป คลื่นความผันผวนโหมซัดกระจายไปทั่วทุกทิศ แผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเต๋าฝั่งซ้ายหรือสำนักเสริม ชั่วขณะนี้ล้วนแต่สั่นสะท้านกันทั้งนั้น
ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็หดเกร็ง เขาและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมถึงนักบุญมืดพากันถอยหลังอีกครั้งแล้วจ้องมองศึกครั้งนี้
เสียงอึกทึกกึกก้องดังสะท้อนไปทั่วฟ้า แม้ว่าความเร็วของเฉินชิงจื่อที่กลายเป็นสายฟ้าดำจะน่าตะลึง แต่หวังเป่าเล่อก็ยังพอมองเห็นเงาร่างของเขาได้ ชุดดำพลิ้วไสว ผมดำแผ่สยาย กระบี่ไม้ในมือขวาที่ยกขึ้นมาฟันทะลวงไปข้างหน้าในชั่วพริบตา
เสียงหวีดหวิดกึกก้องดังตลอดทาง ความว่างเปล่าทับซ้อนหลายชั้นที่เดิมทีมองไม่เห็นและก่อนหน้านี้สามารถขัดขวางพวกหวังเป่าเล่อไว้ได้ แต่ตอนนี้กลับขวางเฉินชิงจื่อไม่ได้เลย
ตอนนี้เมื่อกระบี่ไม้เข้าไปปะทะ มันก็แตกร้าวแล้วถล่มทลายมาตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสิบกว่าชั้น หรือว่าหลายสิบชั้น หรือนับร้อยชั้นก็ล้วนไม่แตกต่าง มันแตกสลายทั้งหมดพร้อมเสียงหวีดหวิวของกระบี่ไม้!
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น เฉินชิงจื่อในร่างสายฟ้าดำได้ทำลายการทับซ้อนของความว่างเปล่าทั้งหมดจนสิ้นซากในทันที แล้วมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเว่ยยางจื่อ ก่อนฟันกระบี่ลงไป!
เว่ยยางจื่อเงยหน้าหัวเราะ จิตวิญญาณการต่อสู้ในแววตาแรงกล้าไร้ใดเปรียบ
“เฉินชิงจื่อ หวังว่าเจ้าจะไม่…ทำให้ข้าผิดหวัง!” ขณะที่เอ่ย เว่ยยางจื่อก็ยกมือขวาขึ้น เต๋าพลังปะทุออกมาทันใดแล้วกดหนึ่งฝ่ามือลงไปที่กระบี่ไม้ทันที
ฝ่ามือของเขาขยายใหญ่อย่างไร้ที่สิ้นสุดในชั่วพริบตา กลายเป็นฝ่ามือแห่งพลังแบบก่อนหน้านี้ราวกับสามารถปกคลุมทั่วทั้งอวกาศได้ จากนั้นก็ปะทะเข้ากับกระบี่ไม้ของเฉินชิงจื่อ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว คมดาบของกระบี่ไม้สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน แม้ว่าฝ่ามือพลังจะมีอานุภาพเทียมฟ้า แต่ในชั่วขณะที่ปะทะกันนั้น มันก็พลันสั่นสะเทือน แม้ว่าจะกำหมัดลงกะทันหันเพื่อมาห่อหุ้มกระบี่ไม้ของเฉินชิงจื่อไว้ภายในก็ตาม แต่ในชั่วขณะที่กำหมัด กระบี่ไม้ก็แทงทะลุทุกสิ่งทุกอย่างออกมาตรงๆ จากภายในฝ่ามือนี้พร้อมกับแสงเจิดจ้า
เลือดสาดกระเซ็น ฝ่ามือแตกสลาย เงาร่างของเฉินชิงจื่อสงบนิ่ง หลังจากเขาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกระบี่ไม้ ชั่วพริบตาก็มาถึงตรงหน้าเว่ยยางจื่อแล้ว เขายกมือขวาที่จับกระบี่ไม้ขึ้นมาแล้วฟันตรงไปยังลำคอของเว่ยยางจื่อทันที
รวดเร็วยิ่งนัก!
การตัดตอนนั้นเฉียบคมอย่างยิ่ง ราวกับไม่มีทางถูกขัดขวางได้เลย ส่วนเว่ยยางจื่อในตอนนี้ก็ดูจะหลบได้ยาก ขณะที่จิตใจของพวกหวังเป่าเล่อสั่นสะเทือน พวกเขาก็มองเห็นเงาร่างถือกระบี่ไม้ของเฉินชิงจื่อทะลวงผ่านข้างกายเว่ยยางจื่อไปตรงๆ!
จนกระทั่งด้านหลังของเว่ยยางจื่อมีแสงเจิดจ้านับร้อยสาย สายฟ้าดำสลายหายไปจนเผยให้เห็นร่างของเฉินชิงจื่อ สีหน้าของเขาเป็นปกติ แต่แววตาก็ไม่นิ่งสงบอีกต่อไป ทว่าเผยให้เห็นความเครียดขึง มองไปยังเว่ยยางจื่อที่ยืนอยู่ที่เดิมและเสียแขนไปหนึ่งข้าง
เมื่อครู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังจากนั้น กระบี่เล่มนั้นถูกพลังแปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากภายในร่างของเว่ยยางจื่อบังคับเปลี่ยนทิศทาง ดังนั้นสิ่งที่เขาเสียไปจึงไม่ใช่หัว แต่เป็นแขน
มือขวาของเว่ยยางจื่อขาดออกจากร่างกาย ถึงขั้นที่หลังจากขาดออกมาแล้ว แขนที่ขาดไปก็คล้ายจะแบกรับพลังทำลายล้างจากภายในไม่ได้ จึงเริ่มแตกสลาย แต่…เว่ยยางจื่อที่ยืนอยู่ตรงนั้น ตัวของเขากลับมีแขนข้างใหม่งอกออกมาเสียได้
“สมกับที่ข้าผู้เฒ่ารอมาหลายปีเพื่อรอการต่อสู้ครั้งนี้ เฉินชิงจื่อ…เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!” มุมปากของเว่ยยางจื่อเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยม เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดมันก็สะท้อนก้องอยู่ในอวกาศ ทำให้ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนจนแตกร้าวติดๆ กัน
แม้แต่นักบุญมืด เป็นเพราะว่าบาดเจ็บ ตอนนี้ท่ามกลางเสียงหัวเราะนี้ ร่างกายของเขากลับทนรับไม่ไหว เกือบจะสยบอาการบาดเจ็บไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณและหวังเป่าเล่อก็มีสีหน้าอึมครึมในพริบตา
………………………
ฝ่ามือยักษ์ทรงพลัง!
พลังยิ่งใหญ่สายหนึ่งระเบิดอย่างมหาศาลขึ้นมาในฝ่ามือข้างนี้ เต๋าที่แฝงอยู่บนนั้นก็รุนแรงยิ่งนัก นั่นก็คือเต๋าพลัง เน้นที่จุดสูงสุดของพลัง คล้ายกับสามารถทำลายทุกสิ่งกำจัดทุกอย่างได้
ดาบกระดูกที่แปลงมาจากเทพอัฐิเข้าไปใกล้เป็นอันดับแรก แต่แทบจะทันทีที่เข้าใกล้และฟันทะลวงไปยังฝ่ามือนี้ด้วยเสียงดังสนั่น ดาบกระดูกเล่มนี้กลับสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นมาตัวเอง รอยร้าวสายแล้วสายเล่าปรากฏขึ้นบนนั้นอย่างคาดไม่ถึง
ส่วนตอนนี้ต้นไม้สุสานวิญญาณก็มาถึงทันที อักขระโบราณและซากศพที่แปลงมา หรือแม้แต่ร่างจริงของต้นไม้สุสานวิญญาณก็ก่อตัวเป็นลมพายุกระแทกเข้ากับฝ่ามือข้างนั้นโดยตรง
เสียงดังกึกก้องเทียมฟ้า อักขระโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนพังทลายทันที ซากศพก็ส่งเสียงกรีดร้องระทมออกมา เถ้าและควันกระจัดกระจาย ถึงขนาดที่แม้แต่ร่างจริงของต้นไม้สุสานวิญญาณก็คล้ายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
เห็นได้ชัดว่า แค่เพียงเทพอัฐิกับสุสานวิญญาณเดิมก็ไม่มีทางสั่นคลอนมือยักษ์ของเว่ยยางจื่อได้เลยสักนิด แต่ในศึกครั้งนี้ ผู้ที่ใช้เคล็ดวิชาลับออกมาไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคน ในชั่วอึดใจ ผมยาวสีม่วงที่แปลงมาจากนักบุญมืดก็เข้ามาใกล้พร้อมเสียงหวีดหวิว มันไม่ได้โจมตีตรงๆ แต่เข้าไปพันรัดในชั่วพริบตา อีกทั้งเลือกพันเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น มันพันรัดเป็นวงกลมจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างฉับพลัน ยิ่งกว่านั้นยังมีการกัดกร่อนรุนแรง ทำให้นิ้วมือที่ถูกมันพันเอาไว้เกิดรอยด่างดำขึ้นมาทันที
ส่วนฝ่ามือของเว่ยยางจื่อข้างนี้ ในที่สุดตอนนี้เอง อานุภาพน่าตะลึงของมันก็หยุดนิ่งเล็กน้อยกลางอวกาศและช้าลงเพราะการร่วมมือกันโดยไม่เสียดายอะไรทั้งสิ้นของระดับจักรวาลทั้งสามคนจากสำนักแห่งความมืด
ขณะที่มันเชื่องช้าและเสียงอึกทึกดังสะท้อนก้องไม่หยุด กระบองยักษ์ของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ หรือแม้แต่รอยประทับเต๋าสามสิบกว่าตนด้านหลังของเขาก็มาถึงแล้ว ขณะที่เกิดเสียงกัมปนาทดังสะเทือนฟ้า กระบองยักษ์ด้ามนั้นก็สัมผัสกับฝ่ามือโดยตรง จุดที่มันทุบลงไปก็คือนิ้วที่ผมยาวของนักบุญมืดพันรัดเอาไว้
รอยประทับเต๋ากว่าสามสิบตนด้านหลังกลายเป็นเงาร่างสามสิบร่างที่ระเบิดพลังฝึกปรือออกมาทั้งหมดพร้อมๆ กัน แต่ละร่างพุ่งเข้ามาโจมตี ชั่วขณะนี้เอง จะสามารถมองเห็นถึงความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณได้ เขาอาศัยกำลังของคนคนเดียวต้านกับฝ่ามือของเว่ยยางจื่อที่ยื่นขยายออกมาให้อยู่ที่เดิมตรงๆ
แม้ว่าร่างกายของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณจะสั่นระริก เส้นเลือดดำที่หน้าผากปูดโปน พลังฝึกตนทั้งหมดพลุ่งพล่านออกมา แม้แต่กายเนื้อก็ส่งเสียงแกร่กกรั่กอย่างทนรับไม่ไหว แต่…ฝ่ามือของเว่ยยางจื่อกลับไม่อาจดันเข้ามาได้อีกแม้แต่น้อย ตอนนี้นิ้วชี้บนนั้นสั่นเทารุนแรง จุดที่ถูกผมสีม่วงพันรัดเอาไว้ถูกกัดกร่อนอย่างชัดเจน และยังมีรอยประทับจากอดีตชาติของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ ทำให้นิ้วมือนิ้วนี้บิดเบี้ยว ราวกับจะหักโค่น
และการต่อต้านครั้งนี้ก็ยังไม่จบสิ้น อึดใจต่อมา…เงาร่างของเสวียนหัวที่ตลอดมาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไปทันใด ขณะที่ลงมือพร้อมเสียงคำรามต่ำ เขาก็กลายเป็นดอกบัวสีดำดอกหนึ่ง
เมื่อดอกบัวแห้งเหี่ยว ในชั่วพริบตามันกลับกลายเป็นพิษ จากนั้นก็พุ่งทะยานไปยังนิ้วมือที่บิดเบี้ยวนิ้วนั้นของเว่ยยางจื่อ มันอาบย้อมทั้งนิ้วในชั่วอึดใจ ทำให้การกัดกร่อนของนิ้วมือรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แทบจะขณะเดียวกับที่เสวียนหัวลงมือ หวังเป่าเล่อก็คำรามเสียงต่ำออกมา แสงที่เกิดจากเต๋าลอกเลียนของเขาผสานเข้ากับอาทิตย์แรกคืนพินาศ ตอนนี้อาทิตย์แรกผุดขึ้นจนถึงที่สุด ประกายแสงนับไม่ถ้วนระเบิดออกมาจากข้างในแล้วเกิดเป็นทะเลแสงอันน่าสะพรึงพุ่งไปทำลายความมืดมิดและฝ่ามือของเว่ยยางจื่อ
ทะเลแสงผืนนี้เจิดจ้าบาดตายิ่งกว่าที่เคย
มองจากที่ไกลๆ ทะเลแสงคล้ายจะกวาดม้วนแหล่งกำเนิดแสงมาทั้งหมด ราวกับสามารถชำระทุกอย่างและลบเลือนทุกสิ่ง พลานุภาพสะเทือนฟ้าดังสนั่นออกมา ปะทะเข้ากับฝ่ามือพลังของเว่ยยางจื่อโดยตรง
ตอนนี้เองเสียงดังสนั่นก็สะเทือนแผ่ไปทั่วทั้งอวกาศของตระกูลไม่รู้สิ้น ดวงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนสั่นสะเทือนขึ้นมา ทำให้สิ่งมีชีวิตมากมายหูอื้อ แม้แต่อวกาศก็ยังถล่มลงมาในบริเวณกว้างเช่นกัน สำหรับทั่วทั้งจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นแล้ว มันคล้ายกับว่าวันสิ้นโลกกำลังมาถึง
และในบริเวณที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอยู่ก็เป็นเช่นเดียวกัน ฝ่ามือของเว่ยยางจื่อสั่นสะเทือนทันใด ทั้งฝ่ามือคล้ายจะถูกชำระล้างในชั่วพริบตา มันค่อยๆ โปร่งใส แต่ตอนนี้เอง เว่ยยางจื่อพลันร้องฮึเย็นชาดังออกมา ฝ่ามือของเขาก็บีบรัดในชั่วอึดใจ!
การบีบลงมาครั้งนี้ทำให้อวกาศสั่นสะเทือน เสียงหวีดแหลมดังก้อง การพังทลายที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่กระจายออกมาจากจุดที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันทันที หวังเป่าเล่อกระอักเลือด ตัวสั่นรุนแรง รู้สึกเพียงแค่มีพลังยิ่งใหญ่กวาดเข้ามาจากข้างหน้าราวกับผลักภูเขาพลิกทะเล ก่อนพุ่งเข้ามาภายในร่างของตนตรงๆ แล้วกวาดผ่านไปทั่วร่าง ค่อยๆ ทำลายพลังชีวิต ร่างกายของเขาก็พลันเซถอยอย่างไม่อาจควบคุมเพราะพลังอันยิ่งใหญ่สายนี้ เขาพ่นเลือดออกมาสามคำติดต่อกัน โชคดีที่แม้ว่าเมล็ดเต๋าธาตุน้ำภายในร่างจะถูกสยบ แต่พลังธาตุไม้ยังคงมีมหาศาลอย่างเดิม และในช่วงวิกฤต วิชาลอกเลียนของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นเต๋าธาตุทอง
ด้วยกฎทองเสริมน้ำที่พยายามเติมเต็มธาตุน้ำที่แห้งผากไป จึงทำให้การหลั่งไหลของมันมีพลังและหลั่งเข้าสู่เต๋าธาตุไม้ ทำให้พลังชีวิตถูกฟื้นคืนมาสมบูรณ์ ขณะที่พลังยิ่งใหญ่สายนั้นบุกเข้าทำลาย มันก็ซ่อมแซมตัวเองใหม่ต่อเนื่อง จึงทำให้พลังน่าสะพรึงที่แพร่เข้ามาในร่างถูกกำจัดไปทีละชั้นๆ
ส่วนปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณน่าหดหู่ยิ่งกว่า ร่างกายกระเด็นไปเหมือนกับว่าวสายขาด กระอักเลือดออกมามากถึงเจ็ดแปดคำติดต่อกัน กระบองยักษ์ในมือแตกกระจายแล้วกลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ของเต๋าเจ็ดวิญญาณและฝึกบำเพ็ญมาไม่รู้ตั้งกี่ปี กลับชาติมาเกิดเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ตั้งหลายสิบครั้ง เขาจึงยังมีจุดที่น่าอัศจรรย์ของตัวเองอยู่
ตอนนี้แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะสาหัส แม้ว่าพลังยิ่งใหญ่ภายในร่างสายนั้นจะทำลายพลังชีวิตทั้งหมด แต่ชั่วขณะนี้ แววตาของเขากลับดุดัน ยกมือขวาขึ้นและใช้นิ้วมือแตะที่หว่างคิ้วของตน วาดลงมาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็ผ่าแยกเป็นสองส่วน
แต่ภายในร่างกายที่กำลังฉีกแยกนี้กลับมีตัวเขาอีกคนกระโจนออกมา ราวกับถอดเสื้อผ้าออกอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าร่างกายอ่อนวัยกว่าสักหน่อย แต่อานุภาพยังคงเดิม แม้จะยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ แต่กลับไม่สาหัส
วิธีการเช่นนี้ แม้ว่าจะแตกต่างกับการฟื้นฟูพลังธาตุไม้ของหวังเป่าเล่อ แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน อาการบาดเจ็บของพวกเขาสองคนล้วนอยู่ในขอบเขตที่สามารถรับได้ ทั้งยังสู้ต่อได้อีก
เพียงแต่…ระดับจักรวาลสามคนจากสำนักแห่งความมืด เห็นได้ชัดว่าไม่มีวิชาเช่นนี้อยู่ ดาบกระดูกที่แปลงมาจากเทพอัฐิแตกสลายโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสารัตถะของเขาจะรวมตัวกันใหม่แล้วเกิดเป็นเงาร่างขึ้น แต่ก็ดำรงอยู่เพียงไม่กี่อึดใจก็ส่ายหน้าเบาๆ มองไปยังอวกาศอย่างซับซ้อนแล้วหลับตาลง ร่างกายแตกกระจายอีกครั้งแล้วสลายหายไปในอวกาศ
ระดับจักรวาล สิ้นชีพ!
ผู้ที่สิ้นชีพเช่นเดียวกันก็ยังมีสุสานวิญญาณ อักขระโบราณทั้งหมดของเขาสลายสิ้น ซากศพทั้งหมดล้วนกลายเป็นเถ้าถ่าน ตอนนี้ต้นไม้สุสานวิญญาณร่างจริงของตัวเขาก็มีรอยแตกนับไม่ถ้วน ยากจะประคองตัวต่อได้ ถึงขนาดที่แม้แต่ร่างกายก็ยังไม่อาจรวมขึ้นใหม่ มีเพียงเสียงถอนหายใจอันขมขื่นดังออกมาแล้วแตกสลายจนสิ้น
มีเพียงนักบุญมืดเท่านั้น แม้ว่าผมสีม่วงที่แปลงมาจากเขาตอนนี้จะขาดไปกว่าครึ่ง แต่ก็ยังม้วนกระเด็นออกมา สุดท้ายรวมตัวกันเป็นเงาร่างของเขา แววตาซับซ้อนเช่นกัน เงียบงันไม่พูดจา
ส่วนโชคของเสวียนหัวดียิ่งกว่า เขาถูกหวังเป่าเล่อกวาดม้วนออกมาในช่วงวิกฤต ตอนนี้เมื่อหวังเป่าเล่อโบกมือก็ถูกปล่อยตัวแล้ว แม้ว่าจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่แววตาที่มองไปยังเว่ยยางจื่อเผยให้เห็นความหวาดกลัวไร้ที่สิ้นสุด
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
สู้กับพวกเขาหกคนด้วยกำลังของคนคนเดียว กลับใช้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สังหารสองคนและทำให้เจ็บหนักทุกคนได้แล้ว เพียงแต่…สำหรับเว่ยยางจื่อแล้ว ก็ไม่ใช่ไม่มีค่าตอบแทน
ฝ่ามือที่เกิดจากเต๋าพลังของเขาตอนนี้หายไปแล้ว แขนเสื้อมือขวาของเขากลายเป็นเศษซากกระจัดกระจาย และยังมีนิ้วชี้มือขวาของเขา…ตอนนี้ขาดหายไปแล้ว!
แม้ว่าจะไม่มีเลือดไหลออกมา แต่จุดที่มันหักไปก็มองเห็นได้ชัดเจน ทั้งยังคล้ายจะไม่อาจงอกขึ้นใหม่ได้ ทำให้เว่ยยางจื่อขมวดคิ้วมุ่น ก้มหน้ามองดู เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาก็มีประกายล้ำลึกเผยออกมา จ้องมองไปยังหวังเป่าเล่อและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณรวมถึงนักบุญมืด
“ห้าธาตุฟื้นคืนอีกครั้ง ปอกเปลือกเมล็ดเต๋า พิษแห่งความมืดมิด…”
“น่าเสียดาย ถ้าหากพวกเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย บางทีสิ่งที่ข้าเสียไปอาจไม่ใช่แค่นิ้วมือหนึ่งนิ้วก็ได้” เว่ยยางจื่อเอ่ยช้าๆ ดวงตาเผยความเย็นเยือก ยกเท้าขึ้น กำลังจะก้าวออกไป แต่ในพริบตาต่อม้า…เขาก็ถอนเท้ากลับแล้วพลันเงยหน้าขึ้นมองไปยังอวกาศ
“ในที่สุด…เจ้าก็มาแล้ว!”
กลางอวกาศ แม่น้ำแห่งความมืดไหลบ่าแล้วพลุ่งพล่านจากที่ไกลๆ เงาร่างหนึ่งร่างสถิตอยู่เหนือคลื่นน้ำ ผมยาวทั้งศีรษะ ชุดดำทั้งร่าง หนึ่งน้ำเต้าสุรา หนึ่งกระบี่ไม้
นั่นก็คือ…เฉินชิงจื่อ!
…………………
ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นแสดงออกมาให้เห็นโดยสมบูรณ์ในชั่วขณะนี้เอง เต๋าแห่งความว่างเปล่าก็เหมือนกับกาลเวลา ล้วนเป็นมหาเต๋าสูงสุดภายในจักรวาลแห่งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะหยั่งรู้ได้ ถึงขนาดคนไร้โอกาสวาสนาใหญ่ก็ทำไม่ได้แม้แต่จะสัมผัสถึง
โดยเฉพาะเว่ยยางจื่อ เห็นได้ชัดว่าเขามีสีหน้าเป็นปกติ คล้ายกับว่า สำหรับเขาแล้ว การแสดงมหาเต๋าความว่างเปล่านี้ช่างเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนกับสัญชาตญาณ สามารถใช้ออกมาสยบกดดันได้ตามต้องการ
ขณะเดียวกันพลังฝึกปรือระดับจักรวาลชั้นมหาวัฏจักรที่ผสานเข้าไปด้วย ก็ทำให้พวกหวังเป่าเล่อทั้งหกที่แม้ว่าจะไม่ธรรมดาสามัญยังเกิดอาการคล้ายจิตใจถล่มลงมาเพราะพลังกดดันสายนนี้ของเว่ยยางจื่ออยู่ดี
หวังเป่าเล่อยังดี พลังธาตุไม้ภายในร่างแผ่กระจายออกมาอย่างไม่จบสิ้น ช่วยเขาหักล้างพลังกดดันที่มาจากภายนอก ถึงยากจะทนรับ แต่ก็มีพลังให้ต้านทาน
ยังมีปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณที่เป็นเช่นเดียวกัน แม้ว่าตอนนี้สีหน้าของเขาจะซีดขาว ตัวสั่นเทา แต่แววตากลับมีจิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชน กระบองยักษ์ในมือก็ยิ่งส่งเสียงดังอื้ออึง คล้ายเผยความไม่ยินยอมในใจของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณออกมา
เพียงแต่…ระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืดกลับน่าเวทนาอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันนี้ เป็นเพราะพวกเขาทั้งสามคน…ความจริงแล้วล้วนมีข้อบกพร่องถึงชีวิตอยู่ กล่าวให้ถูกคือ พวกเขาไม่ใช่คนมีชีวิต แต่ถูกแม่น้ำแห่งความมืดชุบชีวิตมาอีกครั้งและได้รับการเสริมพลังจากเจตจำนงเต๋าสวรรค์แห่งความมืดอย่างเฉินชิงจื่อ จากนั้นจึงกลับมาสู่โลก
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่…สารัตถะจะไม่เพียงพอ ปกติเมื่อต่อสู้กับระดับเดียวกันยังดีอยู่ แต่ตอนนี้ต้องเผชิญหน้ากับเว่ยยางจื่อผู้ทรงพลังจนน่าตะลึง ทั้งยังถูกมหาเต๋าว่างเปล่ากดดัน จึงทำให้ข้อบกพร่องของพวกเขาสามคนขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุด
โดยเฉพาะสุสานวิญญาณ แม้ว่าร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งกว่าเทพอัฐิอยู่เล็กน้อย แต่เนื่องจากต้นไม้สุสานวิญญาณที่เป็นร่างจริงของเขาแห้งเหี่ยวไปแล้ว แม้จะถูกชุบชีวิตก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเมื่อกายเนื้อพังทลายไปครั้งแรกแล้ว แม้ว่าจะก่อตัวขึ้นใหม่ในทันที แต่สารัตถะนั้นบาดเจ็บสาหัสอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลังจากถูกเว่ยยางจื่อพาไป จากที่ไกลๆ จีเจียและกวงหมิงก็มีกำลังใจมากขึ้น ส่วนตี้ซานมีแววตาซับซ้อน เก็บซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ในส่วนลึก หลังจากประสบกับเรื่องเหล่านี้แล้ว สำหรับเขา สงครามแบบนี้น่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน แต่กลับไม่มีวิธีจะเปลี่ยนแปลง เขาจึงเงียบงัน
ทั้งหมดนี้กล่าวแล้วยาวยืด แต่ความจริงก็เกิดขึ้นในชั่วพริบตา เมื่อเว่ยยางจื่อลงมือ พวกหวังเป่าเล่อต่างก็ได้รับบาดเจ็บ รอบข้างส่งเสียงอึกทึกกึกก้อง ความว่างเปล่าที่ซ้อนทับและก่อตัวเป็นพลังบีบคั้นคล้ายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวิกฤต ผมของหวังเป่าเล่อปลิวไสว ตาแดงก่ำ ร้องคำรามเสียงต่ำออกมา
“ทุกท่าน ต้องรวมพลังกันจึงจะทำได้!”
“รวมพลัง!” ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกัดฟัน ยามที่เอ่ยออกมา เขาก็พยายามยกมือขวาขึ้น กระบองยักษ์ในมือมีแสงจ้าบาดตาส่องสว่าง ส่วนพวกนักบุญมืดทั้งสามคนนั้นก็ทำเช่นเดียวกัน
มองจากไกลๆ ทั้งหกคนคล้ายกับแสงของหิ่งห้อยบินอยู่หน้าเว่ยยางจื่อที่เปรียบเสมือนพระจันทร์ คล้ายจะสู้แสงกัน และคนแรกที่ระเบิดแสงออกมาก็คือหวังเป่าเล่อ
ชั่วขณะนี้เอง พลังธาตุไม้ภายในร่างของหวังเป่าเล่อพลันสั่นสะเทือนแล้วแผ่ขยายไปทั่วร่างแล้วแผ่ออกไปข้างนอกทันที ทำให้พืชพรรณนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมารอบๆ ในชั่วอึดใจ ดอกไม้เบ่งบานตลอดทาง เป็นสีเขียวขจีหนึ่งผืน ทั้งยังไม่ได้ผุดขึ้นในความว่างเปล่าชั้นนี้เท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปยังความว่างเปล่าหลายสิบชั้นที่ซ้อนทับกันเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
ทำให้ภายในความว่างเปล่าทุกชั้นล้วนมีต้นไม้ใบหญ้างอกขึ้นมาอย่างน่าตะลึงจนมันสั่นไหวเล็กน้อย ส่วนเต๋าธาตุน้ำก็ระเบิดออกมาอย่างไร้ขีดจำกัดในชั่วขณะนี้เอง ขณะที่สร้างพลังอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา มือขวาของหวังเป่าเล่อก็ยกขึ้นทันใดแล้วโบกซัดไปข้างหน้า
“คืนพินาศ!”
วิชาคืนพินาศถูกใช้ออกมาด้วยมือของหวังเป่าเล่อในตอนนี้เอง เมื่อเขาโบกมือ ความว่างเปล่าทั้งหมดไปจนถึงความว่างเปล่าทั่วทุกสารทิศก็กลายเป็นสีดำสนิทในทันที
“คืนพินาศหรือ” ในความมืดมิดนี้เอง เสียงของเว่ยยางจื่อดังก้อง ในน้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความสนอกสนใจ เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสนใจกับวิชาคืนพินาศเช่นนี้ของหวังเป่าเล่อมานานแล้ว
และชั่วขณะที่เขาเอ่ยพูดออกมา ความมืดสนิทรอบตัวกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ตาเปล่ามองไม่เห็น แต่สัมผัสสวรรค์กลับรับรู้ได้ ราวกับชั่วขณะนี้เอง ความมืดมิดผืนนี้ได้กลายเป็นผ้าม่านที่มีพลังยิ่งใหญ่อยู่ด้านหลัง กำลังจะฉีกทึ้ง
ในชั่วอึดใจ พลังฉีกกระชากนี้ก็ระเบิดออกมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่ามกลางเสียงอึกทึกกึกก้อง ความมืดมิดรอบด้านจากคืนพินาศกลับมีเสียงครืนครางดังออกมาทันที รอยแยกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นอยู่ในความมืดมิดผืนนี้จริงๆ แล้ว
ราวกับม่านถูกฉีกออกจนเผยให้เห็น…ร่างของเว่ยยางจื่อที่อยู่หลังม่าน!
“แค่นี้เองหรือ” เว่ยยางจื่อคล้ายผิดหวังนิดหน่อย แต่พริบตาต่อมา ดวงตาของเขาก็หดเกร็งเล็กน้อย
เพราะว่า…พริบตาที่เขาฉีกกระชากความมืดมิด อาทิตย์แรกจากคืนพินาศของหวังเป่าเล่อก็โผล่ขึ้นมากะทันหัน ยิ่งเป็นเพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เอามาใช้กับจีเจียก็ถูกอีกฝ่ายใช้กระจกโบราณมาสกัดไว้ ดังนั้นครั้งนี้หลังจากหวังเป่าเล่อใช้คืนพินาศออกมา ดาวเคราะห์เต๋าภายในร่างก็สะเทือนดังกึกก้อง เต๋าลอกเลียนระเบิดออกพร้อมระเบิดกฎเต๋าที่ลอกเลียนมาไว้ในร่างของตนนานในชั่วขณะนี้เอง
กฎวิชานั้นก็คือเต๋าแห่งแสง
เต๋าชนิดนี้ถูกหวังเป่าเล่อหลอมรวมเข้ามาในคืนพินาศและหลอมรวมเข้ามาในอาทิตย์แรกของคืนพินาศ ทำให้พลังของอาทิตย์แรกระเบิดขึ้นอีกครั้ง แสงสว่างราวกับท้องทะเล มันสาดส่องไปทางเว่ยยางจื่อในทันใด
ยังไม่จบ ท่ามกลางทะเลแห่งแสงผืนนี้ ระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืดก็ระเบิดพลังออกมาเต็มที่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ร่างกายของพวกเราจะถูกกดดัน แต่เมื่ออยู่ภายใต้วิชาคืนพินาศของหวังเป่าเล่อก็คลายลงแล้ว บวกกับการทุ่มกำลังทั้งหมดของแต่ละคนอีก ดังนั้นตอนนี้จึงหลุดพ้นออกมาได้
ในหมู่พวกเขา สุสานวิญญาณกลายเป็นร่างจริงทันที ก่อตัวเป็นต้นไม้สุสานวิญญาณที่ใหญ่ยักษ์ไร้ใดเปรียบต้นหนึ่ง ถึงขั้นที่มองเห็นได้ว่าบนนั้นมีศพจำนวนไม่น้อยแขวนเอาไว้ ขณะที่มันสั่นไหว อักขระโบราณทั้งหมดก็ลอยออกมา ศพทั้งหมดก็ลืมตาโพลงเช่นกัน มันพัวพันรอบต้นไม้สุสานวิญญาณพร้อมเสียงร้องคำราม เกิดเป็นลมพายุพุ่งสู่ความมืดมิดที่ถูกฉีกขาดจนเผยเงาร่างของเว่ยยางจื่อทันที
เทพอัฐิก็เช่นกัน เขาเปลี่ยนเป็นร่างจริง ก่อตัวเป็นมีดกระดูกขนาดมหึมาด้ามหนึ่งพร้อมอานุภาพน่าตะลึง ปราณพิฆาตแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง แล้วฟันไปยังเว่ยยางจื่อ
ส่วนนักบุญมืด ตอนนี้สองมือเขาทำมุทรา ปราณม่วงทั่วร่างแผ่กระจาย สุดท้ายร่างกายเขาก็หลอมละลายกลายเป็นไอหมอกทั้งหมด เมื่อไอหมอกลอยอวล มันก็กลายเป็นผมยาวสีม่วงพวงหนึ่งพุ่งไปหาเว่ยยางจื่อ
และยังมีปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณที่ตอนนี้ดวงตาโกรธเกรี้ยว ร้องคำรามแล้วกระโจนขึ้นไป กระบองในมือขยายใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดราวกับแฝงไว้ซึ่งพลังสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ขณะที่ด้านหลังของเขา ตอนนี้มีรอยประทับเต๋าสามสิบอันปรากฏขึ้นกะทันหัน ทุกรอยประทับล้วนมีเงาร่างเต๋าอย่างละร่างหนึ่งร่าง!
สุดท้ายพวกมันก็เข้ามาซ้อนทับกับร่างจริง และเงาซ้อนทับเหล่านั้นล้วนมีลักษณะเหมือนกับตัวเขาทุกประการ พลังฝึกตนที่ต่ำที่สุดก็คือระดับจักรพิภพชั้นมหาวัฏจักร ถึงขั้นที่ในนั้นยังมีเจ็ดตนที่เป็นระดับจักรวาลทั้งหมด!
แม้จะเป็นเพียงชั้นต้น แต่เมื่อปรากฏตัวออกมาตอนนี้ก็ยังสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ
วิถีเต๋าของเต๋าเจ็ดวิญญาณให้ความสนใจเรื่องการกลับชาติมาเกิด เป็นการกลับมาสู่โลกแล้วบำเพ็ญใหม่ จุดนี้ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่เขามาเกิดสามสิบกว่าครั้งแล้ว และทุกครั้งก็ถือได้ว่ายืนอยู่ในตำแหน่งสูงอย่างยิ่ง มีอยู่เจ็ดครั้งที่ก้าวสู่ระดับระดับจักรวาล เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ จึงมีระดับสูงสุดอย่างระดับจักรวาลชั้นกลางในชาตินี้ได้
เมื่อตอนนี้ระเบิดออกมาจนถึงที่สุด จึงทำให้พลังต่อสู้ของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายโดยตรง ขณะนี้เอง เขาก็เข้ามาใกล้เว่ยยางจื่อด้วยพลานุภาพกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
พร้อมกันนั้นเอง อาทิตย์แรกคืนพินาศของหวังเป่าเล่อก็เปล่งแสงสว่างไร้ที่สิ้นสุด ราวกับกำลังจะผุดขึ้นมาจากความมืดมิดแล้วขับไล่ความดำมืดทั้งหมดออกไป แสงสว่างราวกับกระบี่ ฟาดฟันไปทั่วทุกทิศ
กล่าวได้ว่าชั่วขณะนี้ ทุกคนล้วนแสดงเคล็ดวิชาลับที่ทรงพลังที่สุดของตนออกมา เสียงดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่นทันที ความว่างเปล่าหลายชั้นที่กดดันอยู่บนร่างของทุกคนก็เริ่มจะพังทลาย ราวกับทนรับเจตจำนงเต๋าของพวกเขาทั้งหกคนไม่ได้
ขณะที่เกิดเสียงดังก้อง เมื่อความว่างเปล่าแต่ละชั้นแตกสลาย สีหน้าของเว่ยยางจื่อก็เคร่งเครียดขึ้นมาในชั่วขณะนี้เอง เห็นได้ชัดว่าการเผชิญหน้ากับการร่วมมือของคนทั้งหกนั้น ต่อให้เป็นเขาก็จำเป็นต้องรับมืออย่างจริงจัง
“พวกเจ้ามีคุณสมบัติได้เห็นเต๋าอย่างที่สองของข้า” เว่ยยางจื่อเอ่ยช้าๆ ยกมือขวาขึ้นแล้วกดลงไปด้านหน้ากะทันหัน
“พลัง!”
ทันทีที่เอ่ยออกมา มือขวาของเขาก็ขยายใหญ่พร้อมเสียงดังสนั่นในพริบตา คล้ายกับว่าสามารถปกคลุมความว่างเปล่าของอวกาศได้อย่างไรอย่างนั้น ราวกับฝ่ามือแห่งวิญญาณเทพเจ้าตกลงมาฉับพลัน
…………………
เป็นเพราะการมาถึงของเสวียนหัวจึงทำให้สถานการณ์ที่เดิมสมดุลอยู่แล้วโน้มเอียงมากยิ่งขึ้น
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณคนเดียวก็ทำให้จีเจียที่แผดเผาตัวเองไปรับมือได้ยากมากอยู่แล้ว ตอนนี้จึงมีสภาพยับเยินอย่างยิ่ง ร่างสามหัวหกแขนก็เสียหายไปกว่าครึ่ง
ส่วนตี้ซานและกวงหมิงก็ยิ่งมีสภาพเช่นนี้ ตี้ซานก็ยังบาดเจ็บจนถึงที่สุด วิญญาณเทพหมองหม่นอย่างยิ่ง ไม่มีพลังต่อสู้อีกแล้ว ทางฝั่งกวงหมิงก็เช่นกัน เขาเผชิญหน้ากับการโจมตีจากระดับจักรวาลสามคนของสำนักแห่งความมืด เขาที่เดิมบาดเจ็บอยู่แล้วกายเนื้อไม่ได้พังทลายรุนแรงอะไร ดวงวิญญาณเทพก็ไม่ต่างจากของตี้ซานสักเท่าไหร่
ดังนั้น…เมื่อหวังเป่าเล่อกลับมาอีกครั้งและเงาร่างของเสวียนหัวก็มาถึง มันจึงทำให้จิตใจของพวกเขาสามคนสั่นสะท้านรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…พริบตาที่เสวียนหัวมาถึงเขาก็โจมตีทันที เป้าหมายย่อมไม่ใช่กวงหมิงและตี้ซานที่เจ็บหนัก แต่เป็น…จีเจีย!
ในชั่วพริบตา จีเจียที่ถอยร่นไม่หยุดขณะที่ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณโจมตีใส่และได้อาศัยการเสียพลังมาฝืนประคับประคองตัวอยู่นั้น ก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายยิ่งยวดทันที เสวียนหัวใช้พลังเต๋าธาตุไม้ไม่ยั้งมือเลยสักนิด วิถีเต๋าพลังเทพปกคลุมไปทุกด้าน
และยังมีระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืด ตอนนี้ล้วนไม่สนใจกวงหมิงกับตี้ซานแล้ว พวกเขาพุ่งเข้ามาหาจีเจียจากทั้งสามทิศ ทำให้ดวงตาของจีเจียฉายแววสิ้นหวังออกมา เพราะว่า…หวังเป่าเล่อไม่ได้ลงมือ แต่เขายืนอยู่ตรงนั้น แผ่อานุภาพคุกคามออกมา ทำให้จีเจียที่เดิมก็ไม่อาจประคองตัวเองต่อไปได้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบหนี
“ร่างเดิม!!” ในช่วงวิกฤต จีเจียก็หัวเราะอย่างน่าเวทนา เขาคำรามเศร้าโศกขึ้นฟ้า ไม่เข้าใจเลยว่ามีอะไรที่สำคัญไปกว่าความเป็นความตายของตระกูลไม่รู้สิ้นอีก เขากระจ่างแจ้งดีกว่าวันนี้…ถ้าหากร่างเดิมไม่ออกมา เช่นนั้นเวลาตายของเขาก็คือ…เวลาที่ตระกูลไม่รู้สิ้นจะหายไปจากจักรวาลแห่งนี้แล้ว
ถึงอย่างไร…ตอนนี้กองทัพใหญ่ที่มาจากสำนักเสริม เต๋าฝั่งซ้าย และสำนักแห่งความมืดก็กำลังเข้ามาใกล้แล้ว แม้ว่าต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งจึงจะมาถึงก็ตาม แต่จินตนาการได้เลยว่าอีกเวลาไม่นานหรอก และทันทีที่มาถึง ร่องรอยทุกอย่างของตระกูลไม่รู้สิ้นก็คงถูกลบเลือนไปหมดแล้ว
เมื่อเห็นอย่างนี้ หวังเป่าเล่อจึงมีสมาธิจดจ่อเต็มที่ พลังฝึกปรือแผ่ปกคลุมทั่วทุกทิศ หากบอกว่าปรมาจารย์ตระกูลไม่รู้สิ้นจะต้องปรากฏตัวล่ะก็ เช่นนั้นก็มีโอกาสมากที่สุดที่จะปรากฏตัวในช่วงเวลาต่อจากนี้
แทบจะทันทีที่ความคิดนี้ของหวังเป่าเล่อผุดขึ้นมา จีเจียก็ยิ่งกรีดร้องสลด คนทั้งคนพ่นเลือดออกมา ตอนนี้ร่างสามหัวหกแขนดั้งเดิมเหลืออยู่เพียงหนึ่งหัวหนึ่งแขน อีกสองหัวห้าแขนที่เหลือถูกทำลายไปนานแล้ว พลังฝึกตนของเขาก็ไม่อาจยับยั้งการร่วงระดับเช่นนี้ได้ เขาไม่ใช่ระดับจักรวาลชั้นกลางอีกต่อไป แต่ตกลงมาอยู่ในระดับชั้นต้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งยืนหยัดต่อไปได้ยาก เพียงไม่กี่อึดใจ กายเนื้อของจีเจียก็ส่งเสียงกึกก้องน่าตะลึง มันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดวงวิญญาณเทพคล้ายจะหลบหนีได้ยากเย็นเหลือเกิน และกำลังจะถูกปรมาจารย์เต๋าเก้าวิญญาณที่ยิ้มเยาะอยู่จับไว้ได้แล้ว
แต่ในตอนนี้เอง เสียงถอนหายใจเบาๆ แฝงความจนใจก็ดังก้องมาจากอวกาศอันว่างเปล่า
เมื่อเสียงถอนหายใจนี้ดังออกมา ทั่วทั้งอวกาศก็บิดเบี้ยวแล้วปรากฏมือยักษ์มโหฬารข้างหนึ่งขึ้น มือยักษ์ข้างนั้นกึ่งโปร่งใส มันปรากฏขึ้นรอบตัวของพวกปรมาจารย์เต๋าเก้าวิญญาณแล้วบีบแรงๆ โดยตรง
สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเปลี่ยนไป พลังฝึกปรือระเบิดออกมาโดยสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงพลังต่อสู้ที่ทรงพลังยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ถึงสามส่วน เห็นได้ชัดว่า…การต่อสู้กับจีเจียก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ต้นจนจบเขาได้กักพลังเอาไว้เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ส่วนระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืดก็เช่นกัน แต่ละคนล้วนแสดงพลังต่อสู้ที่เหนือยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ออกมาในชั่วขณะนี้เอง แล้วถอยร่นในชั่วอึดใจ
ดังนั้น ท่ามกลางเสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้าสะเทือนดินนี้ เมื่อทุกคนล่าถอยออกไป มือยักษ์ที่ปรากฏขึ้นมาจากอากาศก็กวาดม้วนจีเจียกลับ ผู้ที่ถูกนำไปด้วยกันก็ยังมีกวงหมิงและตี้ซาน และหลังจากมือยักษ์พาทั้งสามคนไปแล้ว ในที่สุดเงาร่างชราของเว่ยยางจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นในความว่างเปล่า เขาเดินออกมาจากภาพมายาสู่ความเป็นจริงทีละก้าวๆ
จนกระทั่งยืนอยู่ห่างจากพวกปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณร้อยจั้งจึงหยุดลง สีหน้าดูไม่ได้ แววตามีความจนปัญญา แต่กลับปกปิดจิตสังหารที่พวยพุ่งไม่อยู่
“พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไปแล้ว!”
“ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้น!” ดวงตาของหวังเป่าเล่อหดเกร็ง ร่างกายสั่นไหวแล้วมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ ด้านหลังของพวกเขาสองคนคือเสวียนหัวและระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืด ตอนนี้พวกเขาหกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม จ้องเขม็งไปยังเว่ยยางจื่อที่ปรากฏตัวห่างไปร้อยจั้ง
ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นผู้นี้น่าเกรงขามไม่ธรรมดา เขายืนอยู่กลางอวกาศ ผมสีขาวปลิวไสว เห็นอยู่ชัดๆ ว่าทั่วร่างของเขาไม่มีคลื่นผันผวนใดๆ แผ่ออกมา แต่กลับทำให้พวกหวังเป่าเล่อหกคนคล้ายเผชิญหน้ากับอานุภาพกดดันล้ำลึกราวหุบเหว
เมื่อเป็นเช่นนี้ การมีอยู่ของเขาจึงเหมือนกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนที่เข้าใกล้ล้วนถูกเขาดูดพลังชีวิตไปจนถึงจิตปราณวิญญาณทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
“นี่คือการกดข่มของมหาเต๋า! ในวิถีของข้าผู้เฒ่า ข้าไม่รู้เลย ไม่เคยเห็นเขาใช้มันมาก่อน!” สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณอึมครึม เขาเอ่ยบอกหวังเป่าเล่อทันที
หวังเป่าเล่อพยักหน้าเบาๆ เขาก็รับรู้ถึงจุดนี้เช่นกัน กล่าวให้ถูกก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นด้วยตัวเอง ตอนนั้นอีกฝ่ายเพียงใช้ดวงจิตเทพแทรกเข้ามาในวิญญาณเทพแล้วเอ่ยคำเตือน ตอนนี้สิคือการเผชิญหน้าอย่างแท้จริง
อานุภาพที่มาจากบนร่างของอีกฝ่ายทำให้เมล็ดธาตุไม้และเมล็ดธาตุน้ำในร่างของเขาสั่นสะเทือนขึ้นมา เพียงแต่เมื่อเทียบกับอย่างหลังแล้ว อย่างแรกคล้ายจะแสดงพลังต่อต้านอีกฝ่าย
“มหาเต๋าของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้น…สามารถสยบเมล็ดของเต๋าธาตุน้ำของข้าได้ แต่กลับไม่อาจกดข่มเมล็ดธาตุไม้ได้” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง สังเกตดูปรมาจารย์ผู่ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นตรงหน้า ในใจก็วิเคราะห์คาดเดา พยายามหาเบาะแสของกระแสเต๋าที่อีกฝ่ายฝึกฝนทั้งหมดออกมา
และเมื่อคนทั้งหกจดจ้องไปที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นนั้น สายตาของคนหลังก็หวาดมองมาที่พวกเขาทั้งหกเช่นกัน มองผ่านร่างของคนจากสำนักแห่งความมืดทั้งสามคนไปโดยไม่ได้หยุด มีเพียงตอนที่มองปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณและหวังเป่าเล่อเท่านั้นที่จะหยุดลง ในบรรดาทั้งสอง…เขาหยุดอยู่ที่หวังเป่าเล่อนานที่สุด
“เต๋าธาตุไม้ เต๋าธาตุน้ำ…กลับไม่อาจปกปิดรอยประทับสำนักแห่งความมืดบนร่างของเจ้าได้ หวังเป่าเล่อ…ข้าควรเรียกเจ้าว่าเจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้ายหรือว่าบุตรของสำนักแห่งความมืดกันล่ะ” ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยพูดช้าๆ
“แตกต่างกันหรือ เมื่อเทียบกันแล้ว พวกข้าสงสัยยิ่งกว่าอีกว่าเต๋าของผู้อาวุโสเว่ยยางจื่อคืออะไร” หวังเป่าเล่อตอบอย่างใจเย็น สีหน้าเป็นปกติ อันที่จริงไม่ใช่แค่เขาที่เป็นเช่นนี้ ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกับสำนักแห่งความมืดทั้งสามคนที่อยู่ข้างๆ ก็เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าสถานะของหวังเป่าเล่อไม่ใช่ความลับอะไรตั้งนานแล้ว
“เต๋าของข้าน่ะหรือ…” เว่ยยางจื่อเงยหน้า สายตาล้ำลึกแล้วทอดมองไปไกลๆ จากนั้นก็ยิ้มบางๆ
“พวกเจ้า สามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง” ขณะที่เอ่ย เว่ยยางจื่อก็ยกมือขวาขึ้นคล้ายตามแต่ใจ แล้วค่อยๆ กดไปทางพวกหวังเป่าเล่อทั้งหกคน
แต่เมื่อกดลงมาครั้งนี้ อวกาศก็สั่นสะท้าน เสียงสั่นสะเทือนดังติดต่อกันเป็นชุดๆ ทันใดนั้นก็มันระเบิดขึ้นจากความว่างเปล่า ในการระเบิดนี้เอง อวกาศผืนนี้ก็คล้ายจะทับซ้อนกัน ราวกับว่ามีความว่างเปล่าอีกหนึ่งชั้นร่วงลงมากะทันหัน แล้วสยบไว้ทุกสารทิศ สยบสรรพชีวิตไว้
ทั้งไม่ใช่ความว่างเปล่าเพียงชั้นเดียว แต่ในชั่วพริบตา ความว่างเปล่าชั้นแล้วชั้นเล่าก็ร่วงตกลงมาตามๆ กัน ชั่วอึดใจก็มีเกินกว่าสามสิบชั้นแล้ว
คล้ายกับว่า…มีอวกาศสามสิบแห่งที่เหมือนกับจักรวาลผืนนี้ตกลงมาอย่างไร้รูป ขณะที่ทับซ้อนกับที่แห่งนี้ ก็ยิ่งกลายเป็นพลังบดขยี้ที่ไม่อาจพรรณนา ราวกับสามารถบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ทันที
พวกแรกที่ได้รับผลกระทบก็คือระดับจักรวาลทั้งสามคนจากสำนักแห่งความมืด สามคนนี้ตัวสั่นสะท้านรุนแรงในพริบตา นักบุญมืดกระอักเลือดออกมา เทพอัฐิก็มีเสียงแกร่กกรั่กดังมาจากลำตัว คนสุดท้ายนั้น กายเนื้อก็ยิ่งพังทลายระเบิดกระจายออกมาตรงๆ แม้ว่าจะรวมกลับมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แต่เห็นได้ชัดว่ามีสีหน้าหวาดกลัวและอ่อนแอลงมาก
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็หน้าเปลี่ยนสี ระเบิดพลังฝึกตนออกมาต่อต้านเต็มที่ หวังเป่าเล่อก็สัมผัสถึงพลังที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุดนี้เช่นกัน มันตกมาอยู่บนกายเนื้อและวิญญาณเทพของเขาตรงๆ แล้วพันรัดทุกอย่าง เมล็ดเต๋าธาตุน้ำในร่างก็ยิ่งสะเทือนเลื่อนลั่น ทำให้ความยืดหยุ่นทนทานของเมล็ดเต๋าธาตุไม้ระเบิดพุ่งเทียมฟ้าตอนนี้เพื่อมาประคับประคองตัวมันเอง
“เต๋าแห่งความว่างเปล่า!” ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณกัดฟันเอ่ย
…………………………………
ชิ้นส่วนภาพมายาโปร่งใสจำนวนนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายจากจุดอ่อนยวบไปยังอวกาศส่วนในของตระกูลไม่รู้สิ้น ขณะที่มันแตกกระจาย ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็เป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามาแล้วก้าวเข้าสู่อวกาศส่วนในของตระกูลไม่รู้สิ้นทันที เพิ่งจะเข้ามาได้เขาก็เงยหน้าหัวเราะลั่นแล้ว
ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง แม้ว่าผมจะเป็นสีขาวทั้งหัว แต่พลานุภาพกลับยังคงทรงพลัง โดยเฉพาะเลือดลมที่ไหวเวียนไปทั่วร่างก็ช่างกว้างใหญ่ไพศาลราวกับท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่าเต๋าของเขาจะต้องเกี่ยวพันกับกายเนื้อแน่นอน ให้ความรู้สึกว่าไม่เหมือนผู้ฝึกตน แต่เหมือนกับอสูรร้ายในร่างมนุษย์
“สหายเต๋าหวัง ผู้เฒ่ามาแล้ว!” ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณก็ก้าวใหญ่ตรงไปหาจีเจีย ขณะที่ย่างก้าว เขาก็ยกมือขวาขึ้นคว้าจับที่ความว่างเปล่า ทันใดนั้นอวกาศหน้าฝ่ามือของเขาก็บิดเบี้ยว กระบองฟันหมาป่าขนาดมหึมาด้ามหนึ่งคล้ายจะทะลวงผ่านอวกาศเข้ามาหาแล้วถูกเขาคว้าเอาไว้ในมือ จากนั้นก็ทุบไปทางจีเจียตรงๆ
“จีเจีย กินกระบองข้าไปซะ!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะดังสนั่นของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณ อานุภาพนั้นช่างน่าตะลึงยิ่ง หวังเป่าเล่อที่มองดูอยู่ก็เผยประกายแปลกประหลาดขึ้นในดวงตา เขามองเต๋าของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณผู้นี้ออก มันน่าจะเป็น…เต๋าพละกำลัง!
ดังนั้นเขาจึงยืมกำลังเร่งให้ตนถอยอย่างรวดเร็ว ส่วนทางจีเจีย ตอนนี้สีหน้าดูไม่ดีเลย เหมือนรู้สึกว่าในคำพูดของอีกฝ่ายแฝงไว้ซึ่งการดูหมิ่น
โดยเฉพาะกระบองฟันหมาป่าที่มีหนามแหลมผุดขึ้นมานับไม่ถ้วน ดูแล้วอำมหิตเป็นที่สุด ถึงขั้นยังมีกลิ่นคาวเลือดเผยออกมา ยิ่งกว่านั้นยังมีวิญญาณคนตายนับไม่ถ้วนพันล้อมอยู่ในนั้นแล้วคำรามไร้เสียง ถึงขนาดที่ตอนที่มันฟันทุบลงมา อวกาศก็ยังฉีกขาดได้ง่ายๆ บนนั้นยังแฝงไว้ซึ่งกระแสเต๋าอันน่าตื่นตะลึงอีกด้วย
ในชั่วพริบตา เมื่อปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณเดินทางมาถึง ไม่ว่าจีเจียจะยินยอมหรือไม่ก็จำต้องลงมือเต็มกำลังแล้วปะทะเข้ากับเขา ขณะเดียวกันนั้น ระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืดก็ก้าวเข้ามายังส่วนในของตระกูลไม่รู้สิ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งสามคนเข้ามา กลิ่นอายของเต๋าธาตุมืดก็พวยพุ่งบ้าคลั่ง และกำลังจะพุ่งเข้าไปหาจีเจีย
แต่ในตอนนี้เอง เสียงคำรามแหลมสูงก็ดังมาจากความว่างเปล่า เต๋าสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้น…กำลังจะมา
ด้วงเกราะดำมหึมาตัวนั้นเพิ่งจะปรากฏตัวก็พุ่งเข้าหาสำนักแห่งความมืดทั้งสามคนแล้ว ทั้งยังมีจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงกัดฟันโจมตีด้วย ชั่วขณะนั้นจึงเกิดเสียงดังสนั่นลั่นฟ้า ส่วนการต่อสู้ของปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณและจีเจียก็ปะทุจนดุเดือดถึงขีดสุดภายในเวลาอันสั้นแล้ว
แม้ว่าจีเจียจะได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับหวังเป่าเล่อ ทั้งยังเสียพลังไปไม่น้อย แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้เคล็ดวิชาลับออกมา ตอนนี้ประกายแสงทั่วร่างจึงส่องสว่าง แม้ว่ามือข้างหนึ่งจะกลายเป็นง้าวลดการเสียพลัง แต่ร่างสามหัวของตระกูลไม่รู้สิ้นที่เขาใช้บนร่างกายของตัวเองก็ทำให้เขาเสียพลังมากยิ่งกว่าเดิม
ขณะนี้ เขาเข้าโจมตีปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณโดยไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไรแล้ว
การต่อสู้ทั้งสนามรบเดือดพล่าน ทั้งยังเกิดขึ้นที่จักรพิภพใจกลางตระกูลไม่รู้สิ้นแล้วแผ่ขยายออกมา ทำให้ดวงดาวของตระกูลไม่รู้สิ้นได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่วนหวังเป่าเล่อ ตอนนี้เขาตัวสั่นไหว เมื่อจัดระเบียบตัวเองเล็กน้อยแล้วเขาก็หรี่ตา หลังจากใคร่ครวญอยู่ไม่กี่อึดใจก็พุ่งออกไป ไม่ได้พุ่งเข้าสู่สนามรบ แต่ก้าวหนึ่งก้าวเข้าสู่ดาวเอกของตระกูลไม่รู้สิ้น
อวกาศที่ตระกูลไม่รู้สิ้นตั้งอยู่นั้นมีดวงดาวอยู่นับไม่ถ้วน ดาวเอกก็มีไม่น้อยเช่นกัน แต่ทิศทางของหวังเป่าเล่อกลับแม่นยำ เขายึดตามทิศทางที่จิตใจนำพาไป เข้าไปใกล้ดาวเอกดวงนั้นอย่างรวดเร็ว
ที่นี่…ก็คือสถานที่กักตนของเสวียนหัว
ในเมื่อได้ฉีกหน้าไปแล้ว หวังเป่าเล่อย่อมไม่ปล่อยเสวียนหัวไป แม้ว่าจะอ่อนแอไปหน่อยในสายตาของหวังเป่าเล่อ แต่ถึงอย่างไรพลังต่อสู้ของจักรพรรดิสวรรค์ระดับจักรวาลผู้นี้ก็ยังมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ดังนั้นตอนนี้หวังเป่าเล่อจึงเร่งความเร็วขึ้น เมื่อเกิดเสียงดังสนั่น เขาก็ก้าวเข้าไปในดาวเอกที่เสวียนหัวอยู่ทันที สำหรับเกราะป้องกันของที่นี่และผู้ฝึกตนของตระกูลไม่รู้สิ้น อย่างหลังไม่มีทางขัดขวางหวังเป่าเล่อได้เลย ส่วนอย่างแรก เพียงทำให้หวังเป่าเล่อเสียเวลาไปสิบกว่าอึดใจเท่านั้นเขาก็เดินผ่านไปตรงๆ ได้แล้ว จากนั้นจึงก้าวไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งบนดวงดาว
เมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้น ภูเขาลูกนี้ก็สะเทือนเลื่อนลั่น บริเวณที่ฝ่าเท้าของเขาเหยียบลงพังทลาย ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นเถ้าถ่านทันที ยิ่งกว่านั้นยังมีระลอกคลื่นแผ่กระจายออกมา ทำให้แผ่นดินรอบข้างสั่นสะเทือนแล้วถล่มลงมาทุกชั้น หวังเป่าเล่อที่ตอนนี้นับว่ายืนอยู่กลางอากาศเอนหน้ามองไปยังทิศทางหนึ่ง
“เสวียนหัว ยังไม่มาพบข้าอีกหรือ”
แทบจะพร้อมกับที่หวังเป่าเล่อมายืนบนดาวดวงนี้ เสวียนหัวภายในสถานที่กักตนซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในวงแหวนปราณ ด้านนอกร่างกายมีม่านแสงปกคลุมและกำลังต่อต้านจิตมารก็ตัวสั่นสะท้านรุนแรง
วงแหวนปราณเปิดออกทั้งหมดแล้ว ส่วนม่านแสงก็มีผลลัพธ์อัศจรรย์ที่สามารถขวางกั้นดวงจิตเทพได้ นี่คือการเตรียมพร้อมให้ของจีเจียและกวงหมิงก่อนจะจากไป ทำให้เสวียนหัวพอจะกดตัวเองให้อยู่ที่นี่ได้ แต่ในชั่วพริบตานี้เอง จิตมารในร่างของเขากลับปะทุอย่างรุนแรงขึ้นมากะทันหัน
เมื่อมันปะทุขึ้น เส้นเลือดดำทั่วร่างของเสวียนหัวก็พองนูน แสดงให้เห็นถึงความดิ้นรนอย่างเจ็บปวด ยิ่งกว่านั้นยังมีปราณมืดมหาศาลไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดแล้วล้อมรอบร่างกายเขา
“ข้า…ไม่…” เสวียนหัวกัดฟัน พูดก็พูดไม่ออก เหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งตัว เขายังคงต่อต้าน แสงของวงแหวนปราณใต้ร่างส่องสว่างแรงกล้า ม่านแสงก็เช่นเดียวกัน แต่ทุกอย่างนั้น…เปลี่ยนไปทันทีหลังจากหวังเป่าเล่อเอ่ยออกมา
การโจมตีอย่างบ้าคลั่งระเบิดขึ้นภายในร่างของเสวียนหัวตรงๆ หมอกมืดทะลวงออกจากทวารทั้งเจ็ดของเขา แล้วรวมตัวกันเป็นเงาร่างร่างหนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา
เงาร่างนี้ไม่ใช่หวังเป่าเล่อ แต่เป็น…รูปลักษณ์ของเสวียนหัว ทว่ากลับมีกลิ่นอายของหวังเป่าเล่อแผ่ออกมา พูดให้ถูกก็คือ เงาดำนี้…คือจิตมารของเสวียนหัว
ตอนนี้จิตมารดวงนี้กำลังหัวเราะ เงยหน้าหัวเราะ
หลังจากหัวเราะเสร็จ มันก็กลายเป็นหมอกดำแล้วทะลวงเข้าไปในทวารทั้งเจ็ดของเสวียนหัวอีกครั้งทันที แม้ว่าเสวียนหัวจะขัดขวางมันเต็มกำลังแต่ก็ไม่ช่วยอะไร พริบตาต่อมา ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน แล้วนิ่งสงบทันใด ศีรษะของเขาก็ก้มลง ไม่ขยับไหว
หลังผ่านไปประมาณสิบกว่าอึดใจ เสวียนหัวก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตากลับมากระจ่างชัด เขายกมือขึ้นโบก ฉับพลันม่านแสงนอกร่างกายก็พังลงมาทันใด วงแหวนปราณรอบๆ ยิ่งแตกเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา เสวียนหัวตบเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นยืน คล้ายหลุดพ้นจากพันธนาการ
“หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ไยก่อนหน้านี้ข้าต้องดิ้นรนหนักหนาด้วย ที่แท้…การหลอมรวมกับมหาเต๋าก็ทำให้จิต ปราณ วิญญาณสดชื่นเช่นนี้นี่เอง” เสวียนหัวยิ้มอย่างพึงพอใจ ร่างกายเคลื่อนไปข้างหน้า กำลังจะออกจากสถานที่กักตน แต่พริบตาต่อมาก็มีโซ่มายาหลายเส้นปรากฏขึ้นจากสี่ทิศทางแล้วพันรอบตัวเขาทันที คล้ายขวางไม่ให้เขาจากไป
สีหน้าของเสวียนหัวอึมครึม แผ่พลังฝึกตนออกมาทันใด คลื่นผันผวนของระดับจักรวาลแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศทันที ทำให้โซ่รอบๆ พังลงหลังจากฝืนรั้นอยู่ไม่กี่อึดใจ และสิ่งที่พังทลายไปด้วยยังมีห้องลับที่เขาอยู่ มันทรุดตัวลงในชั่วพริบตาแล้วเกิดเป็นซากปรักหักพังทันที เผยให้เห็นท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขา
เขาเงยหน้ามองฟ้า เสวียนหัวสูดลมหายใจลึก ร่างกายพุ่งขึ้นฟ้าแล้วตรงไปยังจุดที่หวังเป่าเล่ออยู่ทันใด เขายกขาก้าว เงาร่างหายวับในชั่วพริบตา เมื่อปรากฏตัวขึ้น…เขาก็อยู่ห่างจากหวังเป่าเล่อร้อยจั้งแล้ว
เขาไม่ได้เข้าใกล้ทันที หลังจากปรากฏตัวขึ้นตรงนี้ สีหน้าของเสวียนก็เคร่งขรึมยิ่งขึ้น ทั้งยังจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปหาหวังเป่าเล่อทีละก้าว จนกระทั่งอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อห้าจั้ง เขาก็หยุดฝีเท้าแล้วคุกเข่าคารวะหวังเป่าเล่อ
“เสวียนหัว คารวะเจ้าแห่งเต๋า!”
หวังเป่าเล่อจ้องมองเสวียนหัว ใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ศึกในอวกาศนั่น เจ้ายินดีเข้าร่วมหรือไม่”
เสวียนหัวครุ่นคิดแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ
“แม้ว่าจะเป็นสหายเต๋ากันมาหลายปี แต่…วิถีแตกต่างกัน ยากจะเลี่ยงการต่อสู้”
“ดี!” หวังเป่าเล่อหัวเราะฮ่าๆ ร่างกายสั่นไหวแล้วบินไปยังอวกาศ เสวียนหัวตามอยู่ด้านหลังเขา ทั้งสองกลายเป็นสายรุ้งยาวสองสายก้าวเข้าสู่อวกาศในทันที จนมาอยู่บนสนามรบ
และการปรากฏตัวของเสวียนก็ทำให้สายตาของทุกคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่หดเกร็ง โดยเฉพาะกวงหมิงและจีเจีย รวมถึงตี้ซาน พวกเขามีสีหน้าย่ำแย่เสียยิ่งกว่า
ชั่วขณะนี้เอง เต๋าฝั่งซ้ายเดินทัพ สำนักเสริมเคลื่อนไหว สำนักแห่งความมืดกำลังจะมาถึง
สำหรับตระกูลไม่รู้สิ้นแล้ว นี่คือหายนะอย่างหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าตระกูลไม่รู้สิ้นจะมีภูมิหลังที่ล้ำลึกและยังเป็นระดับเจ้าผู้ปกครองอย่างไร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีจากสามฝ่ายก็ไม่มีทางปลอดภัยไร้ความเสียหายแน่
โดยเฉพาะ…จนถึงตอนนี้ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นยังไม่ปรากฏตัวออกมาเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ระดับจักรพรรดิสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้นจึงฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน ถึงอย่างไรเสวียนหัวก็ไม่อาจออกรบได้ ตี้ซานก็ยังอ่อนแออย่างยิ่ง มีเพียงกวงหมิงและจีเจีย…แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขาไม่ใช่แค่ผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างหวังเป่าเล่อเท่านั้น แต่ยังมีปรมาจารย์สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณและระดับจักรวาลสามคนจากสำนักแห่งความมืดด้วย
สองต่อห้า จะชนะได้อย่างไร!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ของระดับจักรพิภพเลย ตระกูลไม่รู้สิ้นก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ทำให้สีหน้าของจีเจียเปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงในทันที เขารู้สึกต่อตระกูลไม่รู้สิ้นอย่างล้ำลึกไม่เหมือนกับเว่ยยางจื่อ และตอนนี้ในแววตาของเขาก็มีรอยเลือดแผ่กระจายอยู่
“ร่างเดิม!!” ในช่วงวิกฤตนี้เอง จีเจียพลันเงยหน้าร้องคำรามไปยังอวกาศ แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ ทำให้จีเจียหัวเราะ ดวงตาเผยความบ้าคลั่ง ทั้งร่างเกิดเสียงปึงปังแล้วกลายเป็นหมอกควันกลุ่มหนึ่งทันที ก่อนพุ่งเข้าไปหาหวังเป่าเล่อ
ยิ่งกว่านั้นกวงหมิงกับตี้ซานทั้งสองคน ตอนนี้ล้วนรู้ดีว่าตระกูลไม่รู้สิ้นตกอยู่ในวิกฤตความเป็นความตาย ต่างก็พุ่งออกไปเช่นกัน
“จัดการหวังเป่าเล่อก่อน!” ตอนนี้ทั้งสามมีความคิดแบบเดียวกัน ถึงอย่างไรการมาถึงของสำนักเสริมและสำนักแห่งความมืดก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง ทั้งยังไม่ใช่ระดับจักรวาลทุกคน มีแต่ระดับเช่นหวังเป่าเล่อเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์จากเต๋าธาตุน้ำและไม้ ไม่สนใจเกราะป้องกันวงแหวนปราณของตระกูลไม่รู้สิ้น และมีความสามารถที่จะพุ่งผ่านเข้ามาได้ในทันที
ดังนั้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคนจึงมีแค่ทางเดียวคือจัดการหวังเป่าเล่อ!
และเมื่อสยบหรือทำให้หวังเป่าเล่อบาดเจ็บหนักก่อนที่สำนักแห่งความมืดและสำนักเสริมผู้แข็งแกร่งจะมาถึงได้แล้วล่ะก็ เช่นนั้นวิกฤตของตระกูลไม่รู้สิ้นในวันนี้ก็ใช่ว่าจะจัดการไม่ได้
ถึงอย่างไร…แม้ว่าท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้มา แต่ความน่าเกรงขามของตระกูลก็ยังอยู่
หลังจากความคิดทั้งหมดนี้ปรากฏขึ้นในหัวของพวกจีเจียทั้งสามคน พลังฝึกปรือของพวกเขาทั้งสามก็ระเบิดออกมาโดยสมบูรณ์แล้วกลายเป็นสายรุ้งยาวสามสายพุ่งทะยานไปหาหวังเป่าเล่อ ส่วนหวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็ย่อมวิเคราะห์ทุกอย่างได้ ขณะที่เขาหรี่ตาลง ร่างกายก็ก้าวถอย ไม่ต่อสู้ซึ่งหน้ากับจักรพรรดิสวรรค์สามคน
เพราะมันไม่จำเป็น!
สิ่งที่เขาต้องทำคือถ่วงเวลา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเด็ดขาด ขณะที่หวังเป่าเล่อถอยไป วิชาเงาจันทร์ก็ถูกใช้ออกมาทันที เขาถอยหลังก้าวต่อก้าว ระลอกคลื่นปรากฏขึ้นเมื่อเท้าเหยียบลงไปจนกระเพื่อมเป็นกระแสเต๋าแห่งกาลเวลา แล้วก้าวเข้าสู่แม่น้ำแห่งกาลเวลาโดยตรง
ส่วนจีเจียและกวงหมิงรวมถึงตี้ซานก็ตามไปอย่างรวดเร็ว พลังฝึกปรือแผ่กระจายแล้วก้าวเข้าไปไล่ล่าอย่างรวดเร็วในแม่น้ำแห่งกาลเวลาเช่นเดียวกัน
เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังขึ้น ทันใดนั้นอวกาศของตระกูลไม่รู้สิ้นก็ระเบิดกระจายไปทั่วทุกทิศ พร้อมกันนั้นเงาร่างของหวังเป่าเล่อและพวกจีเจียก็หายไปจากสายตาของทุกคนที่จ้องมองอยู่ แต่ทั้งตระกูลไม่รู้สิ้นกลับมีคลื่นผันผวนไร้รูปแผ่กระจายออกมาเป็นบางคราว เสียงดังสนั่นทั่วทุกทิศอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งการยุบสลายในแต่ละพื้นที่ก็เกิดขึ้นในอวกาศเช่นกัน
ภาพแห่งวันสิ้นโลกเช่นนี้ทำให้คนตระกูลไม่รู้สิ้นมากมายตัวสั่นสะท้าน ใจกลิ้งพลิกตลบอย่างดุเดือด อีกไม่นานฉากแบบหิมะหนาเติมซ้ำน้ำค้างแข็งก็เกิดขึ้น ด้านนอกตระกูลไม่รู้สิ้น ตอนนี้เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมาแล้ว
นั่นเป็นเพราะมีคนกำลังโจมตีระลอกใหญ่อยู่ด้านนอก!
ผู้ที่โจมตีมีทั้งหมดสี่คนล้วนมาจากทิศทางต่างกัน นั่นก็คือปรมาจารย์สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณและระดับจักรวาลทั้งสามคนจากสำนักแห่งความมืด พวกเขาสี่คนเดินทางมาเร็วยิ่งนัก แต่วงแหวนปราณก็ยากจะทำลายได้ในเวลาอันสั้น ตอนนี้กำลังพากันทุ่มเต็มกำลังทำลาย ทำให้วงแหวนเกราะป้องกันรอบด้านของตระกูลไม่รู้สิ้นบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
มันบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเวลาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งก้านธูป ทันใดนั้น กลางอวกาศภายในวงแหวนปราณของตระกูลไม่รู้สิ้นก็มีวังน้ำวนแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นจากไหนไม่รู้ ดวงวิญญาณเทพของตี้ซานพุ่งออกมาจากในนั้นทันที วิญญาณเทพของเขาหม่นแสง ถึงขั้นเสียหายไปอย่างมาก น่าเวทนาและสะบักสะบอมอย่างยิ่ง และยิ่งตอนที่พุ่งออกมานั้น แขนขวาของวิญญาณเทพของเขาก็ระเบิดออกทันที
และในชั่วขณะที่เขาบินออกมา วังน้ำวนที่เขาออกมาก็พังทลายทันใด เงาร่างของหวังเป่าเล่อพุ่งมาจากในนั้น ดูแล้วก็สะบักสะบอมเล็กน้อยเช่นกัน และที่ด้านหลังของเขา จีเจียผู้มีไอสังหารพวยพุ่งก็เดินตามมาทันที แม้ว่าตัวเขาจะบาดเจ็บ แต่กลับยังไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนด้านหลังของเขาก็ยังมีกวงหมิงที่บินออกมาจากวังน้ำวน เพียงแต่ชั่วขณะที่เขาบินออกมา เขาก็กระอักเลือด กายเนื้อเกือบจะพังทลาย เห็นได้ชัดว่าภายในแม่น้ำแห่งกาลเวลานั้น พวกเขาสามคนได้ร่วมมือกันต่อสู้กับหวังเป่าเล่อ เขากับตี้ซานล้วนบาดเจ็บสาหัส แต่เมื่อเปิดโอกาสให้จีเจียลงมือ สุดท้ายก็ทำให้หวังเป่าเล่อบาดเจ็บได้
“หวังเป่าเล่อ!” จิตสังหารในดวงตาของจีเจียปะทุออกมา ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หวังเป่าเล่อหรี่ตา พลังต่อสู้ของเขาและจีเจียพอๆ กัน ถ้าหากสองคนสู้กันตัวต่อตัวก็ดีไป แต่นี่มีกวงหมิงและตี้ซานเพิ่มขึ้น สมดุลย่อมเอนเอียง
แต่…หากถ่วงเวลาต่อไปเขาก็ยังมีความมั่นใจอยู่ ตอนนี้ขณะที่ถอยร่นอยู่นั้น มือขวาของหวังเป่าเล่อก็ยกขึ้นกะทันหันแล้วโบกไปยังด้านหน้า ปากก็ตะโกนออกมา
“เต๋าธาตุน้ำ!”
ในชั่วอึดใจ ผู้คนทั่วทั้งตระกูลไม่รู้สิ้นที่ฝึกฝนเพียงเต๋าธาตุน้ำก็ตัวสั่นเทากันหมด ราวกับว่าจิตแห่งเต๋าถูกความว่างเปล่าดึงออกไปบรรจบที่ต้นกำเนิด
ต้นกำเนิดก็ย่อมเป็นหวังเป่าเล่อ ในพริบตาอาการบาดเจ็บของเขาก็ฟื้นกลับมามากกว่าครึ่ง เขากำหมัดโจมตีไปยังจีเจียที่ไล่ตามมา หลังจากอีกฝ่ายต้านเอาไว้ได้ หวังเป่าเล่อก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เต๋าธาตุไม้!”
ภาพแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พลังธาตุไม้มารวมกัน อวกาศคล้ายจะกลายเป็นแผ่นดินใหญ่ที่มีต้นไม้ใบหญ้านับไม่ถ้วนเติบโตขึ้นมา ทำให้อาการบาดเจ็บของหวังเป่าเล่อฟื้นขึ้นไม่น้อย เงาร่างสั่นไหว แล้วหนีไปอีกครั้ง
และตอนนี้วงแหวนเกราะกำบังของตระกูลไม่รู้สิ้นรอบๆ ก็บิดเบี้ยวรุนแรง ถึงขั้นที่มีจุดจุดหนึ่งอ่อนยวบอย่างยิ่ง ตรงนั้น…ก็คือจุดที่ปรมาจารย์เต๋าเจ็ดวิญญาณและจักรพรรดิสวรรค์สามคนของสำนักแห่งความมืดเลือกที่จะร่วมมือกันโจมตี
“ร่างเดิม!!” เมื่อเห็นเช่นนี้ จีเจียก็ร้อนใจถึงขีดสุด เขาอดตะโกนร้องเรียกอีกครั้งไม่ได้ และในครั้งนี้ บนดวงดาราที่ห่างไกล เว่ยยางจื่อที่นั่งทำสมาธิอยู่ตรงนั้นในที่สุดก็ลืมตาแล้ว
เขาจ้องมองทุกอย่างบนสนามรบ มองเห็นพวกปรมาจารย์สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณกำลังโจมตี และยิ่งมองเห็นหวังเป่าเล่อที่ถ่วงเวลาไม่หยุด เขากระจ่างดียิ่งว่าขอแค่ตนลงมือในตอนนี้โดยมีเป้าหมายอยู่ที่หวังเป่าเล่อ บางทีอาจต้องใช้เวลาในการสังหารเขานิดหน่อย แต่การทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสก็ยังทำได้ง่ายๆ
แต่ถ้าหากทำเช่นนี้ เกรงว่าเฉินชิงจื่อก็คงจะเปิดเผยตัวออกมาต่อสู้กับตนทันที
แม้ว่าเขาจะรอคอยศึกครั้งนี้อย่างยิ่ง แต่…สิ่งที่เขาต้องการคือให้เฉินชิงจื่อเลือกลงมือในสถานการณ์ที่ตัวเขามั่นใจเต็มร้อย ไม่ใช่การโจมตีกลับเพราะถูกบังคับแบบนี้
สองอย่างนี้…มีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“เพื่อทำให้เฉินชิงจื่อมั่นใจยิ่งกว่านี้ เพื่อให้การแสดงละครฉากนี้ดียิ่งขึ้น…ตระกูลไม่รู้สิ้นในที่แห่งนี้ ไม่ต้องมีก็ช่างปะไร” แววตาของเว่ยยางจื่อเย็นเยียบ ไม่มีความรู้สึกแม้แต่น้อย เขาหลับตาลงอีกครั้ง
และการที่เขาหลับตาลงเลือกไม่ตอบกลับก็ทำให้จีเจียสิ้นหวังทันที ร่างของเขาส่องแสงเจิดจรัสพร้อมรอยยิ้มโศก แสงสว่างนี้แรงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างกายของเขากลับแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็วแบบที่ตาเปล่าก็ยังมองเห็น
ราวกับกำลังจะใช้พลังเทพบางอย่างที่กินพลังเกินควรอย่างยิ่งออกมา ใช้ความอ่อนแอของพลังชีวิตแลกมาซึ่งวิชาเวทอันทรงพลัง ความรู้สึกถึงวิกฤตปรากฏขึ้นในใจของหวังเป่าเล่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเล ก้าวเข้าไปในแม่น้ำแห่งการเวลาอีกครั้ง
และพริบตาที่เขาก้าวเข้าไปนั้น จีเจียก็ยกมือขวาขึ้น มือขวาทั้งมือของเขาระเบิดตรงๆ เลือดเนื้อกระจัดกระจายแล้วรวมตัวกันกลายเป็นง้าวยาวที่เกิดจากเลือดเนื้อด้ามหนึ่ง มันพุ่งทะยานไปยัง…หวังเป่าเล่อ!
มันรวดเร็วมากจนทำลายกาลเวลาแล้วกระแทกเข้าไปในแม่น้ำ ภายใต้เสียงดังอึกทึกสะเทือนไปทั้งอวกาศนี้ แม่น้ำกาลเวลาท่อนนั้นก็พังทลายทันที เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ล่าถอยออกมาจากในนั้นแล้วกระอักเลือดออกมา
แววตาของจีเจียมีจิตสังหารระเบิดออก เขาก็กำลังจะไล่ตามมาท่ามกลางเสียงสะเทือนดังสนั่น
วิกฤตอยู่ตรงหน้า แต่ตอนนี้…เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นที่รุนแรงยิ่งกว่าก็ดังมาจากที่ไกลๆ ณ วงแหวนเกราะป้องกันของตระกูลไม่รู้สิ้น…ณ จุดที่อ่อนยวบซึ่งพวกปรมาจารย์สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณทั้งสี่คนร่วมกันโจมตีพังลงมาแล้ว
……………………………
ภาพนี้ทำให้เว่ยยางจื่อเกิดอาการใจสั่นไหวขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทำให้แผนการสำเร็จ ตนจึงปล่อยให้หวังเป่าเล่อเติบโตขึ้นมา นี่เขา…ทำพลาดไปหรือไม่
“ไม่เป็นไร…สุดท้ายก็เป็นแค่ตัวเสริมเท่านั้น” แต่ไม่นาน เว่ยยางจื่อก็ส่ายหน้าไม่ไปสนใจอีก เขากักตนต่อ รอคอยให้ฉากสุดท้ายในแผนการของเขาเปิดการแสดง
ขณะเดียวกันนั้น บนสนามรบของตระกูลไม่รู้สิ้น จีเจียถอยร่น สีหน้าของเขาย่ำแย่อย่างยิ่ง เขาจ้องหวังเป่าเล่อเขม็ง ในใจมีความคิดมากมายปรากฏขึ้นมา ยกมือขวาขึ้นผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะใช้วิชาเทพของเขาออกมา
แต่หวังเป่าเล่อเร็วกว่า แทบจะในชั่วขณะที่จักรพรรดิสวรรค์จีเจียจะใช้พลังเทพออกมาใหม่ หวังเป่าเล่อก็ก้าวเข้ามาตรงๆ แล้วเข้าต่อสู้กับจีเจียอีกครั้ง
เสียงดังสนั่นกึกก้อง เงาร่างของทั้งสองคนพัวพันกันอยู่กลางอวกาศ เจ้ามาข้าไป ภายในช่วงสั้นๆ ก็เกิดการพุ่งปะทะกันหลายพันครั้งแล้ว ทุกที่ที่เคลื่อนผ่านไป รอยแยกกลางอวกาศก็จะแผ่ขยาย หลายบริเวณถล่มทลายทันที
ระดับความรุนแรงช่างน่าตะลึงยิ่งนัก อีกทั้งหลังๆ มาความเร็วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดหากผู้ที่มองดูอยู่มีขั้นฝึกตนไม่ถึงระดับหนึ่ง ก็จะเห็นวิธีต่อสู้ได้ไม่ชัดเจน ทำได้เพียงมองดูอวกาศแตกกระจายราวกับวันสิ้นโลกมาถึง
ขนาดที่ขณะต่อสู้กันอยู่ก็ยังมีเต๋าแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้นมา ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในกาลเวลาพร้อมกันแล้วต่อสู้กันในอดีต เรื่องนี้ส่งผลต่อตระกูลไม่รู้สิ้นอย่างใหญ่หลวง ตี้ซานผู้โชคดีที่พลังฝึกปรือฟื้นคืนมาส่วนหนึ่งและกวงหมิงที่ปรากฏตัวขึ้นต้องทุ่มพลังเข้าสยบเต็มที่ ถึงจะแก้ไขผลกระทบที่ตามมาจากการต่อสู้ของคนทั้งสองได้
“เหตุใดเขาแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้!!” กวงหมิงจิตใจสั่นสะท้าน มองไปที่อวกาศ แววตาเผยความตื่นตะลึงออกมา ตี้ซานที่อยู่ข้างๆ ก็เงียบงันไม่พูดจา เขามีประสาทสัมผันที่รุนแรงยิ่งกว่า เพียงแต่ในช่วงครึ่งปีนี้คล้ายกับว่าพลังต่อสู้ของหวังเป่าเล่อจะดุดันยิ่งกว่าเมื่อก่อนนัก
จนกระทั่งชั่วหนึ่งก้านธูปต่อมา กลางอวกาศ เงาร่างของหวังเป่าเล่อและจีเจียปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้…ทั้งสองล้วนบาดเจ็บเหมือนกัน แววตาของหวังเป่าเล่อฉายความเหี้ยมโหด แสงสว่างบนร่างกายส่องวูบวาบชั่วพริบตา วิชาคืนพินาศ…ปะทุออกมาบนร่างของเขาทันที
พริบตาเดียวอวกาศก็กลายเป็นสีดำสนิท แม้แต่ทางฝั่งจีเจียก็คล้ายจะหลอมรวมไปกับความมืดด้วย เมื่อประกายแสงบนร่างของหวังเป่าเล่อแรงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก่อตัวเป็นอาทิตย์แรก ทันทีที่เขากระโจนร่างขึ้นมา แสงสว่างก็สาดส่องไปทั่วทุกทิศพร้อมลานุภาพราวกับฉีกกระชากกำจัดความมืดมิด
ทันทีที่ใช้วิชานี้ออกมา อวกาศก็สั่นสะเทือน จีเจียก็หน้าเปลี่ยนสี แต่แววตากลับมีความเหี้ยมโหดส่องวาบ เมื่อโบกมือก็มีกระจกหนึ่งบ้านปรากฏขึ้นในมือแล้ว
กระจกบานนี้เรียบง่ายเก่าแก่ เผยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาไร้ที่สิ้นสุด พริบตาที่หยิบออกมา มันก็ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าจีเจียแล้วบังร่างกายของเขาไว้ข้างหลังทันที ขณะเดียวกัน ผิวกระจกก็มีประกายแสงส่องวาบ ทำให้แสงอาทิตย์แรกที่หวังเป่าเล่อสร้างขึ้นสะท้อนลงมาบนผิวกระจก
เห็นได้ชัดว่ากระจกใบนี้มีประวัติศาสตร์มากมาย อีกทั้งผิวกระจกก็ยังเป็นสมบัติชั้นเลิศ ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจทำให้คืนพินาศสะท้อนลงมาได้แน่ แม้ว่า…ขณะที่เกิดการสะท้อนแสงลงมานี้จะทำให้กระจกสั่นสะท้านและผิวกระจกมีรอยร้าว แต่สุดท้าย…ก็ยังสะท้อนแสงเข้ามาข้างในแล้วระเบิดขึ้นทันใด!
ขณะที่เกิดการระเบิด กลางอวกาศก็มีดวงอาทิตย์แรกปรากฏขึ้นมาสองดวง คล้ายกับดวงอาทิตย์ทั้งสองกำลังแข่งกันส่องสว่าง ทำให้ความมืดมิดทั้งหมดในอวกาศแห่งนี้ถูกกำจัดสิ้นสมบูรณ์ในชั่วพริบตา จากนั้น…แสงสว่างของอาทิตย์แรกทั้งสองดวงนี้ก็เริ่มกลืนกินกันเอง!
วิธีการต่อต้านเช่นนี้ หวังเป่าเล่อเพิ่งเคยเจอครั้งแรก สีหน้าจึงย่ำแย่ทันที โดยเฉพาะเมื่อเขาค้นพบว่าอาทิตย์แรกที่สะท้อนออกมาจากผิวกระจกมีอานุภาพเหมือนกับดวงที่ตัวเขาใช้ออกมา ถึงขั้นที่ว่าเขายังเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ
และสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้ความรู้สึกว่าถูกแสงสว่างทำร้ายไม่ได้มาจากตัวเขาเท่านั้น แต่ยังมาจาก…ผิวกระจก หรือก็หมายความว่า สิ่งที่สะท้อนมาจากผิวกระจกนี้ไม่ใช่แค่อาทิตย์แรก แต่ยังมีอาการบาดเจ็บด้วย!
อาการบาดเจ็บที่เขาสร้างให้กับผิวกระจกก็ถูกสะท้อนกลับมายังร่างของเขาด้วย และอาการบาดเจ็บที่กระจกสร้างให้เขาก็เช่นเดียวกัน มันจึงเกิดเป็นวงจรแบบหนึ่งหวังเป่าเล่อต้องขมวดคิ้ว หลังจากพบว่าอาการบาดเจ็บของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็มองเห็นรอยร้าวบนกระจกฟื้นกลับสู่สภาพเดิม ดังนั้นเขาจึงโบกมือขวาขึ้นสลายวิชาคืนพินาศทิ้งทันใด
“กระจกใบนี้แปลกประหลาด แต่ไม่ใช่ว่าคืนพินาศทำลายไม่ได้ ทว่าเป็นเพราะพลังฝึกตนของข้าไม่อาจเกื้อหนุน ไม่อย่างนั้นหากดันไปให้สุดล่ะก็ จะต้องทำให้กระจกใบนี้พังไปก่อนได้แน่!”
แทบจะพร้อมกันกับที่หวังเป่าเล่อถอนคืนพินาศกลับ จีเจียก็ถอนกระจกใบนี้กลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน สีหน้าเขาซีดขาวเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าสำหรับเขาแล้ว การหนุนนำกระจกบานนี้ใช้พลังมหาศาลมาก ตอนนี้เขาจึงจ้องมองไปยังหวังเป่าเล่อด้วยความซับซ้อน เขารู้ว่าหากคิดจะสังหารอีกฝ่าย โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้เลย
จุดนี้เอง หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้เช่นกัน ความแข็งแกร่งของจีเจียผู้นี้เหนือกว่าที่เขาคาดเดาไว้อยู่สักหน่อย วิถีเต๋าของคนผู้นี้ราวกับมีอยู่ไม่น้อยเลย ทั้งยังไม่ว่าจะเป็นเต๋าธาตุทองหรือเต๋าธาตุมืดก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นช่างแปลกประหลาดยิ่งกว่า
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว จุดแปลกประหลาดของกระจกบานนั้นต่างหากถึงจะเป็นส่วนสำคัญ
“ของสิ่งนี้…คือสมบัติอะไรกัน ไม่รู้ว่าจะนำมาเป็นของบรรจุเต๋าให้ข้าได้หรือไม่!”
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงแล้วฝังความคิดนี้เอาไว้ในใจ เขามองไปรอบกาย การมาครั้งนี้ของเขา ถ้าหากทำเพียงเท่านั้นก็เหมือนจะช่วยเหลือเฉินชิงจื่อได้ไม่มาก ดังนั้นในแววตาของเขาจึงมีประกายแสงจางๆ ส่องวาบ ตอนนี้ร่างเดิมภายในสหพันธรัฐของระบบสุริยะกลางจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ลืมตาขึ้นแล้วแผ่กระแสเต๋าออกมาปกคลุมทั้งจักรพิภพเต๋าฝั่งซ้าย
“ตระกูลไม่รู้สิ้นขวางการกลับมาของผู้ศรัทธาเต๋าฝั่งซ้ายของข้า สำนักทุกแห่งในเต๋าฝั่งซ้าย…ทำศึกกับตระกูลไม่รู้สิ้น!”
ทันทีที่คำสั่งนี้แพร่ออกไป ทั่วทั้งเต๋าฝั่งซ้ายก็เคลื่อนไหวทันที หากเปลี่ยนเป็นก่อนหน้านี้ แม้เต๋าเก้ารัฐผู้เป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งเต๋าฝั่งซ้ายจะแพร่คำสั่งนี้ออกมาก็จะมีการต่อต้านและความล่าช้าเกิดขึ้น แต่ด้วยสถานะและอานุภาพของหวังเป่าเล่อในปัจจุบัน ทันทีที่คำสั่งนี้เกิดขึ้น ทุกสำนักในสหพันธรัฐของระบบสุริยะก็เคลื่อนไหวเป็นพวกแรก
ส่วนสำนักอื่นๆ ก็ไม่มีความลังเลใดๆ เช่นกัน พวกจอมพลังพากันออกเดินทางจนเกิดเป็นกองทัพใหญ่ พุ่งเข้ามาใกล้กับจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนพวกที่อยู่ระดับจักรวาลก็ได้แผ่กระแสเต๋าออกมาในขอบเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอวกาศเช่นนี้ แม้ว่าจะมีจักรพิภพขวางกั้นอยู่ แต่ก็สามารถรับรู้ถึงพลังปราณได้ ดังนั้นแทบจะทันทีที่คำสั่งของหวังเป่าเล่อดังออกมาและจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายเคลื่อนไหวออกศึก จีเจียจึงสังเกตเห็นในทันที
เขายังไม่ทันได้ตอบสนองก็มีพลังปราณแปรปรวนระเบิดขึ้นมากะทันหันภายในจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น
และจุดที่มันระเบิดออกมาก็คือแม่น้ำแห่งความมืด!
ขณะที่แม่น้ำแห่งความมืดไหลซัด ระดับจักรวาลทั้งสามคนของสำนักแห่งความมืดก็พุ่งทะยานออกมาพร้อมกัน ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้ฝึกตนของสำนักแห่งความมืดจำนวนมากและวิญญาณในแม่น้ำแห่งความมืดก็พากันพุ่งออกมาเช่นเดียวกัน จำนวนคนที่ลงมือในครั้งนี้มีมากจนกลายเป็น…การทุ่มกำลังสุดแรง!
สีหน้าของจีเจียอึมครึม เอ่ยขึ้นกะทันหันว่า
“ขอบคุณสหายเต๋า ได้โปรดลงมือเถิด!”
“สหายเต๋าจีเจีย ตัวข้ากับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของเจ้ามีสัญญากัน หากยังไม่ถึงเวลาลงมือ นอกเหนือจากนั้น…ศึกครั้งนี้ข้าแซ่เซี่ยก็ไม่ต้องการเข้าร่วม” ผู้ที่ตอบกลับเขากลับเป็นเสียงนิ่งสงบที่ดังมาจากอวกาศ
“เจ้า!!” จีเจียหน้าเปลี่ยนสี กำลังจะเอ่ยปากแต่พริบตาต่อมา…ภาพที่ทำให้จิตใจของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นแล้ว!
จักรพิภพสำนักเสริม ภายในสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ ตอนนี้ปรมาจารย์เจ็ดวิญญาณผุดลุกขึ้นมา แววตาส่องประกายแรงกล้า เวลาที่เขารอคอยยังไม่มาถึง แต่เขาไม่อยากรออีกแล้ว เขากลับมองออกว่าไม่ว่าจะเป็นหวังเป่าเล่อหรือว่าสำนักแห่งความมืด ก็เหมือนกับว่าตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการลงมือของเฉินชิงจื่ออยู่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ก็ลงมือเถอะ หากรอต่อไปข้าจะหงุดหงิดแล้ว!” ปรมาจารย์เจ็ดวิญญาณร้องคำรามขึ้นฟ้า ร่างกายกระโจนสู่อวกาศโดยตรง ลำตัวขยายใหญ่ในชั่วพริบตาคล้ายกับยักษ์ แล้วก้าวไปยังตระกูลไม่รู้สิ้น
ยิ่งกว่านั้นเขายังก็เผยแพร่คำสั่ง ประกาศไปทั่วทั้งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ
“ศิษย์ทุกคนของสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ เดินทาง…ไปตระกูลไม่รู้สิ้น! พวกเรา…กลับข้างแล้ว!!”
ทันใดนั้นสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณก็เคลื่อนไหว ผู้ฝึกตนจำนวนมากพุ่งออกไป แววตาของแต่ละคนฉายแววกระหายอยากต่อสู้พวยพุ่งเทียมฟ้า ตามอยู่ด้านหลังปรมาจารย์สำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ แล้วเดินทางไปยังจักรพิภพในกลางไม่รู้สิ้น
ผู้ที่พุ่งทะยานมาพร้อมกันยังมีสำนักตระกูลอื่นๆ ของจักรพิภพสำนักเสริมจำนวนไม่น้อยอีกด้วย ในพริบตา กลุ่มผู้ฝึกตนก็โผบิน!
ร่างกายของกวงหมิงสั่นสะท้าน สีหน้าของตี้ซานหม่นหมอง ดวงตาของจีเจียหดเกร็ง ทั่วทั้งตระกูลไม่รู้สิ้น ผู้ฝึกตนทั้งตระกูลล้วนตกตะลึง ชั่วขณะนี้เอง…เต๋าฝั่งซ้ายยกทัพ สำนักเสริมกลับข้าง สำนักแห่งความมืดออกรบ!
สงครามจึงปะทุขึ้นโดยสมบูรณ์!
……………………………
ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นกำลังสร้างสถานการณ์
สร้างสถานการณ์อันสะเทือนฟ้า สร้างสถานการณ์แห่งมหาเต๋า!
ดังนั้นเขาจึงยอมทนต่อพฤติกรรมหลายต่อหลายครั้งของหวังเป่าเล่อ ไม่สนใจเรื่องหน้าตาและความอ่อนแอของตระกูลไม่รู้สิ้น เพราะว่า…ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลังก็ล้วนไม่สำคัญต่อเขา
ไม่สำคัญเลยสักนิด!
หวังเป่าเล่อตัวเล็กๆ แม้เต๋าที่เขาฝึกฝนจะไม่ธรรมดา แม้ดูจากร่องรอยแล้วจะเห็นได้ชัดว่ามีเต๋าจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง อีกทั้งตัวตนของเขาก็ยังมีจุดที่น่าสงสัย แต่เรื่องพวกนี้ไม่นับเป็นอะไร ในสายตาของเขา แม้ว่าเต๋าของหวังเป่าเล่อจะน่าตะลึง แต่กลับขาดฤทธิ์เดช ราวกับถูกแช่แข็ง ดังนั้นขอเพียงแผนการของตนสำเร็จผล ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่สำคัญแล้ว
ตระกูลไม่รู้สิ้น…ก็ยิ่งไม่นับว่าเป็นอะไร ที่นี่ยิ่งไม่ใช่จักรวาลไม่รู้สิ้นที่แท้จริงด้วย ในแง่หนึ่งนั้น…คุณค่าเดียวของตระกูลไม่รู้สิ้น ณ ที่แห่งนี่ก็คือทำให้เต๋าของตัวเขาสมบูรณ์เท่านั้น
แต่ตอนนี้เขาไม่ต้องการมันแล้ว ความกังวลและความห่วงใยต่อตระกูลนี้ถูกตัวเขาตัดทิ้งไปนานแล้ว จากนั้นนำความคิดทั้งหมดมารวมกันเป็นร่างแยกร่างหนึ่ง
ส่วนร่างแยกนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ แม้ว่าจะเป็นตัวเขา แต่ก็ไม่ใช่ตัวเขา
“สำหรับข้าแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด…ก็คือการจากไป เฉินชิงจื่อเอ๋ย ข้ารอให้เจ้าลงมือไม่ไหวแล้ว” ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นหรืออีกชื่อ…เว่ยยางจื่อ นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาหรี่ลงแล้วเผยประกายแสงแรงกล้าออกมา
เขารอคอยเรื่องนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน แผนการนี้ก็สร้างขึ้นมาเนิ่นนานแล้วเช่นกัน
“จักรพรรดิแห่งความมืดรุ่นแรกเป็นตัวไร้ประโยชน์ ข้าให้โอกาสเขา เขาก็ยังทำล้มเหลว แต่เฉินชิงจื่อ เจ้า…คือความหวังของข้า ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเจ้า…จะต้องทำสำเร็จ” มุมปากของเว่ยยางจื่อเผยรอยยิ้มออกมาแล้วค่อยๆ ปิดลงตาอีกครั้ง เขาสัมผัสได้ว่า ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว…
ใกล้จะถึงเวลาที่เฉินชิงจื่อลงมือไม่นานแล้ว
ขณะเดียวกันในตอนนี้ ภายในตระกูลไม่รู้สิ้น ขณะที่ธรรมกายของหวังเป่าเล่อก้าวย่างเข้ามา พลังฝึกปรือของจีเจียก็ปะทุขึ้น อานุภาพกดดันแรงกล้า เงาร่างราวกับสายรุ้งยาวพุ่งทะยานไปหาหวังเป่าเล่อ
ความเร็วสูงมาก หลังจากเข้ามาใกล้ในชั่วอึดใจ พลังมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างของจีเจียแล้วกลายเป็นประกายกระบี่เก้าเต๋าปรากฏขึ้นนอกร่างกายของเขาโดยตรง ทุกประกายล้วนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินและแฝงไว้ซึ่งอานุภาพไร้ใดเทียม เทียบได้กับการโจมตีเต็มกำลังของจักรพรรดิสวรรค์ธรรมดา ตอนนี้มันพุ่งทะยานอย่างฉับพลันมายังธรรมกายของหวังเป่าเล่อ
“เต๋าธาตุทองหรือ” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ประมือของจักรพรรดิสวรรค์จีเจีย ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าเต๋าของอีกฝ่ายคืออะไร ทำได้เพียงรับรู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก พอจะสูสีกับตัวเขาในปัจจุบันได้
“น่าจะไม่ใช่!” ธรรมกายของหวังเป่าเล่อเปล่งประกายแสงเจิดจรัส มือขวากำเป็นหมัดแล้วชกออกไปตรงๆ พลังธาตุไม้แผ่ซ่าน ทำให้เกิดพลังชีวิตไร้ที่สิ้นสุดไปทั่วอวกาศทั้งสี่ทิศแล้วกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าจำนวนนับไม่ถ้วนพัวพันเข้าด้วยกัน เกิดเป็นตาข่ายยักษ์ พุ่งไปหาเก้ากระบี่
เพียงพริบตาทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะ ท่ามกลางเสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้า ตาข่ายยักษ์จากพืชพรรณก็พังทลาย เก้ากระบี่หม่นแสง แต่ความเร็วยังคงเดิม เห็นอยู่ว่าเคลื่อนเข้ามาใกล้ แต่พริบตาต่อมา คุณสมบัติไร้ที่สิ้นสุดของพลังธาตุไม้ก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ในชั่วขณะนี้เอง พลังไม้ที่แผ่ขยายออกมาเหล่านั้นรวมตัวกันอีกครั้ง แล้วกลายเป็นฝ่ามือพืชขนาดมหึมาหนึ่งข้างเข้าปะทะกับเก้ากระบี่อีกครั้ง
เสียงดังสนั่นระเบิดขึ้นซ้ำสอง ฝ่ามือพังทลาย แต่เก้ากระบี่ก็ไม่อาจทนรับได้เช่นกัน มันระเบิดออกมาทันที แต่ชั่วพริบตาที่มันระเบิดออกมานั้น…ก็มีควันเก้าสายลอยออกมาจากเก้ากระบี่ที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ด้วย มันบิดเบี้ยวราวกับงู แต่กลับพุ่งตรงมาหาหวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็วกะทันหัน!
“เต๋าธาตุมืด!”
ไอควัน ไอหมอก ไปจนถึงกลิ่นอายทั้งหมด ล้วนเรียกได้ว่าเป็นเต๋าธาตุมืด!
ดวงตาของหวังเป่าเล่อหดเกร็งรุนแรง ร่างของธรรมกายล่าถอยทันทีโดยไม่ลังเล มือซ้ายกระแทกไปข้างหน้าอย่างแรง ทันใดนั้นมหาสมุทรผืนใหญ่ก็ก่อตัวขึ้นตรงหน้าเขา มันพัดม้วนคลื่นมหึมาเทียมฟ้ากดดันไปทางควันเก้าสายที่เข้ามาหาโดยตรง
ท่ามกลางเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นนั้น พริบตาที่ไอควันสัมผัสกับน้ำทะเลมันก็จางหายไปทันที แต่ความจริงมันไม่ได้หายไป ทว่ากลายเป็นอนุภาคเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนแทรกซึมเข้าไปในน้ำทะเลอย่างคาดไม่ถึง แล้วข้ามผ่านช่องว่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเข้ามา
ความแปลกประหลาดนี้ทำให้ดวงตาของหวังเป่าเล่อทอประกายแสง เขายกมือขวาขึ้นชี้ฉับพลันโดยไม่ลังเลสักนิด
“น้ำแข็ง!”
ราวกับลมหนาวพัดโชย ความเย็นเยือกระเบิดขึ้นในชั่วอึดใจ ในชั่วพริบตาคลื่นพิโรธก็กลายเป็นสลักน้ำแข็งโดยตรง คล้ายกับสามารถปิดผนึกทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งรวมไปถึงอนุภาคของเต๋าธาตุมือที่พยายามผ่านเข้ามาภายในสลักน้ำแข็งนี้ด้วย
แต่เห็นได้ชัดว่า…ผนึกน้ำแข็งเช่นนี้ก็ยังทำได้ไม่ถึงจุดสูงสุด ในสัมผัสสวรรค์ของเขา อนุภาคเต๋าธาตุมืดเหล่านั้นราวกับยังสามารถเคลื่อนผ่านไปได้ เพียงแต่ได้รับผลกระทบทำให้เชื่องช้าไปนิดหน่อยเท่านั้น
แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ดวงตาของหวังเป่าเล่อทอประกายพราวพร่าง ขณะที่โบกมือ ดวงดาวแต่ละดวงด้านหลังของเขาก็เปลี่ยนแปลงทันที พริบตาก็มีดวงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นด้านหลังของเขาแล้ว
ในหมู่ดวงดาวเหล่านี้ ดวงที่อยู่ใจกลางที่สุดก็คือดาวเคราะห์เต๋าของเขา ตอนนี้ประกายแสงของดาวเคราะห์เต๋าปะทุออกมากะทันหัน ในนั้นยังมีกฎเกณฑ์พิเศษสายหนึ่งแฝงอยู่และถูกหวังเป่าเล่อนำมาใช้!
เต๋าแห่งการลอกเลียน!
หลังจากฝึกวิชามาจนถึงระดับอย่างหวังเป่าเล่อ เขาก็ได้ศึกษาถึงเต๋าพิเศษที่แฝงอยู่ในดาวเคราะห์เต๋ามานานแล้ว ถึงขั้นที่ ส่วนลึกภายในใจของเขายังคิดว่าเต๋านี้…มีประโยชน์อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะหลังจากเขากลายเป็นเจ้าแห่งเต๋าแล้ว เมื่อกระแสเต๋าแผ่ออกมาและสัมผัสไปถึงสรรพชีวิตได้ เต๋าแห่งการลอกเลียนนี้จึงมีจิตแห่งเต๋านับไม่ถ้วนสลักอยู่ภายใน เพียงแต่เมื่อเทียบกับธาตุไม้และน้ำภายในร่างของเขาแล้ว เต๋าแห่งการลอกเลียนนี้ก็มีอานุภาพอ่อนแอเกินไป และเมื่อใช้วิชานี้ออกมาก็แสดงได้ทีละครั้งเท่านั้น
แม้จะดูเหมือนเป็นซี่โครงไก่ แต่ในก้นบึ้งจิตใจของหวังเป่าเล่อคิดว่าถ้าหากใช้เต๋าชนิดนี้ดีๆ แล้วล่ะก็มันจะมีประโยชน์สะเทือนฟ้าสะเทือนดินอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่นในตอนนี้ กฎเกณฑ์ที่เขาใช้ออกมาตอนนี้ไม่ได้ลอกเลียนเต๋าธาตุมืดของจีเจีย แต่เป็น…แสดงกฎแห่งเต๋าอย่างหนึ่งที่เขาลอกเลียนมาไว้ตั้งนานแล้ว!
นั่นก็คือ…ธาตุทองแห่งเบญจธาตุ!!
หวังเป่าเล่อไม่ได้ไปหาสมบัติชั้นเลิศที่สามารถบรรจุเต๋าธาตุทองมา และไม่ได้ก่อเมล็ดธาตุทองด้วย แต่เขาได้ลอกเลียนเต๋ามาหลายอย่าง และเต๋าธาตุทองก็ย่อมอยู่ในนั้น แม้ว่าช่องว่างระหว่างระดับจะใหญ่อย่างยิ่ง อีกทั้งอานุภาพมันก็ไม่อาจนำมาเทียบได้ ในระดับหนึ่งถือได้ว่าเป็นการยืมพลังมาใช้ แต่…ตอนนี้เอง มันกลับสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะว่าทองหนุนน้ำ น้ำหนุนไม้ และน้ำคือต้นกำเนิดของไม้ เมื่อมีกฎเกณฑ์ของทองเข้ามาก็ยิ่งเพิ่มพลังแห่งต้นกำเนิดอย่างไร้รูป และเมื่อมีการส่งเสริมแบบไร้รูปเช่นนี้ขึ้นมา ก็สามารถทำให้เต๋าธาตุไม้ที่แข็งแกร่งที่สุดของหวังเป่าเล่อยิ่ง…ยิ่งแข็งแกร่งกว่าเดิม!
เมื่อเต๋าธาตุไม้แข็งแกร่งมากขึ้น ก็จะควบแน่นกลายเป็น…เต๋าอีกชนิดหนึ่ง!
ดังนั้นในพริบตาต่อมา หลังจากวิชาลอกเลียนแสดงกฎเกณฑ์ของธาตุทองออกมาแล้ว เต๋าธาตุน้ำในร่างของหวังเป่าเล่อก็ระเบิดขึ้นกะทันหันและส่งผลต่อเต๋าธาตุไม้ของเขา ทำให้รอบกายของเขามีพืชพรรณจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏทันใด
พืชพรรณเหล่านี้ปกคลุมไปครึ่งอวกาศของตระกูลไม่รู้สิ้นโดยตรง และยิ่งส่งผลต่อต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดบนดวงดาวทุกดวงภายในตระกูลไม่รู้สิ้นด้วย และในชั่วพริบตานี้เอง ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของหวังเป่าเล่อ เมื่อสายควันเก้าสายของจีเจียพุ่งผ่านทะเลน้ำแข็งไปสังหารหวังเป่าเล่อโดยฉันพลันนั้นเอง…พืชพรรณบนดวงดาวภายในตระกูลไม่รู้สิ้นก็สั่นไหวขึ้นมา ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดในอวกาศก็สั่นสะท้านเช่นเดียวกัน
ขณะที่พวกมันสั่นไหว…ลมก็พัดขึ้น!!
ลมที่เดิมทีไม่ควรจะปรากฏขึ้นในอวกาศแห่งนี้กลับปรากฏขึ้นเพราะอิทธิพลของวิชาเต๋าชนิดนี้!
นี่ก็คือ…เต๋าธาตุลม!
วิชาลอกเลียนก็สามารถสร้างเต๋าธาตุลมขึ้นมาได้ แต่อานุภาพอ่อนเกินไป ส่วนเต๋าธาตุลมในตอนนี้แตกต่างกัน มันเกิดมาจากพลังธาตุไม้ที่ก่อตัวเป็นลมพายุมหึมาพัดโหมทั่วอวกาศในชั่วพริบตา มันปะทุขึ้นตรงหน้าหวังเป่าเล่อทันที แล้วปะทะเข้ากับสายควันเก้าสายโดยตรง
เสียงสะเทือนลั่นดังแผ่ไปทั่วทั้งแปดทิศ สายควันอันตรธาน เต๋าธาตุลมสลายหายไป สีหน้าของจีเจียขาวซีด ร่างกายเซถอยกะทันหัน แววตาของเขาเผยให้เห็นความไม่อยากเชื่อ เดิมทีเขาคิดว่าหวังเป่าเล่อจะใช้วิชากาลเวลาออกมา หรือไม่ก็ใช้เต๋าแสงสว่างอันน่าสะพรึงที่ใช้สยบตี้ซานเมื่อคราวนั้น ซึ่งเขาก็มีวิธีการตอบโต้อยู่ในใจแล้ว
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าการลงมือของหวังเป่าเล่อจะแตกต่างจากที่เขาคาดไว้
เต๋า…กลับสามารถนำมาใช้เช่นนี้ได้ด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาตื่นตะลึงยกใหญ่และจิตใจสั่นสะท้าน ถึงขั้นที่แม้แต่เว่ยยางจื่อที่นั่งสมาธิหลับตาอยู่บนดวงดาวห่างไกล ตอนนี้ก็ยังลืมตาโพลงขึ้นมา เผยให้เห็นความตกใจในดวงตา
เพราะว่า…การปรากฏตัวของเต๋าลอกเลียนทำให้เต๋าของหวังเป่าเล่อไม่ได้ถูกแช่แข็งตายตัวอีกต่อไป มีทักษะเพียงไม่กี่อย่าง แต่กลับใช้น้ำและไม้เป็นรากฐาน แสดงฤทธิ์เดชที่ไม่อาจจินตนาการออกมาได้!
……………………
เสวียนหัวรู้สึกว่าตนช่างน่าสังเวชอย่างยิ่ง
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไประบบสุริยะ ณ เต๋าฝั่งซ้ายเพื่อทดสอบดูพลังที่แท้จริงของหวังเป่าเล่อ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองได้พบกับภัยพิบัติถึงตายของชีวิตนี้แล้ว
ภัยอันตรายนี้ยิ่งใหญ่มากจนทำให้จิตใจของเขาพังทลาย
เมื่อได้รับอิทธิพลจากเต๋าธาตุไม้ของหวังเป่าเล่อ ภายในร่างกายของเขาก็เกิดจิตมารขึ้น ถ้าหากมารนี้เป็นสายนอกรีตก็ดี มันยังพอมีวิธีแก้ไข แต่จิตมารนี้ดันไม่ใช่สายนอกรีต มันมีอิทธิพลต่อจิตใจและสติปัญญาของเขาไม่หยุดยั้ง ทำให้เขาเริ่มจะเกิดความคิดเคารพบูชาหวังเป่าเล่อขึ้นมา
ความคิดนี้แรงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตัวของเสวียนหัวเองก็สังเกตเห็น เพียงแค่ดำเนินอยู่นานกว่าหนึ่งก้านธูป แต่ตนก็ไม่อาจใช้พลังทั้งหมดสยบเอาไว้ได้ จากนั้น…ตนในอีกหนึ่งก้านธูปต่อมาก็อาจจะไม่ใช่ตัวเขาในตอนนี้อีกแล้ว
ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง ดวงวิญญาณเทพไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง เขาใกล้จะพุ่งออกจากตระกูลไม่รู้สิ้นโดยไม่สนอะไรเพื่อไปหาหวังเป่าเล่อและคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายได้เลยด้วยซ้ำ
แค่ต้องการเพียงหนึ่งประโยคของอีกฝ่าย ต่อให้เขาให้ตนไปตาย ตนก็ไม่มีความลังเลสักนิดและจะดำเนินการทันที…เพราะว่าการมีอยู่ของอีกฝ่ายก็คือต้นกำเนิดเต๋าของตน เงาร่างของอีกฝ่ายก็คือทั้งหมดในชีวิตนี้ของตน
เขาไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงกักตน ไม่ได้ต่อต้านมันทุกเวลา แต่การก่อกำเนิดของเต๋าธาตุน้ำและการทะลวงพลังฝึกปรือของหวังเป่าเล่อก็ทำให้จิตใจของเขาแทบจะสูญสลาย แม้ว่าจะถูกจีเจียและกวงหมิงสยบเอาไว้พร้อมกัน ทำให้เขาพอจะโล่งอกไปได้ แต่ความโศกเศร้าในใจของเขามาจนถึงขีดสุดแล้ว
เพราะเขาตระหนักได้ว่าตัวเขานั้น…คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์เช่นนี้ได้แล้ว เว้นเสียแต่…หวังเป่าเล่อจะตกตาย ไม่อย่างนั้นการแตกสลายทางจิตใจเขาก็เป็นเรื่องของเวลาแล้ว
แต่เขาก็ฆ่าตัวตายไม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงวางความคาดหวังไว้ที่ท่านปรมาจารย์ แต่ด้วยความแปลกประหลาดของจิตมารเต๋าธาตุไม้นั้น ภายในช่วงสั้นๆ นี้แม้แต่ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นก็ยากจะกำจัดมันได้ และหากคิดจะกำจัดมันโดยเร็วก็มีแต่ต้องจ่ายค่าตอบแทน
แล้วศัตรูตัวใหญ่อย่างสำนักแห่งความมืดก็ดันอยู่ข้างๆ ตระกูลไม่รู้สิ้นจึงต้องตื่นตัวระมัดระวัง ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งจึงไม่สะดวกจะฝืนแก้ปัญหาให้เขาในช่วงเวลาเช่นนี้ ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์อันน่าสังเวชไร้ใดเปรียบของเขาแบบตอนนี้ขึ้น
“หวังเป่าเล่อ!!” ในห้องลับ ยากนักที่เสวียนหัวจะสยบคลื่นผันผวนในใจของตนลงไปได้ เขาหอบหายใจหนักหน่วง ตอนนี้เสื้อผ้าและผมเผ้ายุ่งเหยิงยิ่ง คนทั้งคนหมดสภาพอย่างที่สุด อีกทั้งเขายังรู้ด้วยว่าตนมีเวลาพักหายใจหายคอแค่ชั่วครึ่งก้านธูปเท่านั้น จากนั้นก็ต้องมาต่อต้านอีกครั้ง
และในชั่วครึ่งก้านธูปนี้ สำหรับเขาแล้ว มันเปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งชีวิต และเป็นแรงผลักดันที่ประคับประคองจิตใจของเขา ทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลานี้ เขาก็จะสาปส่งหวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่งเพื่อระบายความเคียดแค้นชิงชังถึงที่สุดในใจของเขาออกมา
“หวังเป่าเล่อ ข้าจะต้องฆ่าเจ้า ไม่ใช่แค่ฆ่าเท่านั้น ข้ายังจะทำลายญาติมิตรทั้งหมดของเจ้าด้วย ทำลายวงศ์ตระกูลของเจ้า ทำลายอารยธรรมของเจ้า ทำลายร่องรอยการมีอยู่ทั้งหมดของเจ้า!!” ตอนนี้เสวียนหัวกำลังตะโกนคำรามเสียงดังอย่างที่เคย แต่คราวนี้…มีบางอย่างแตกต่างออกไป
ภายในดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐ ขณะที่หวังเป่าเล่อผนึกมุทราชี้ขึ้นหนึ่งนิ้ว เสวียนหัวทางด้านนี้ยังไม่ทันสาปส่งเสร็จสิ้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปกะทันหัน จิตมารในใจพลันระเบิดออกมาในชั่วขณะนี้เอง
“ยังไม่ถึงเวลานี่!!” เสวียนหัวตกตะลึงทันที เขารีบสยบเอาไว้ แต่ร่างกายของเขาอ่อนล้า ยังไม่ได้พักหายใจหายคอเพื่อฟื้นฟูจิตใจ ทำให้การสยบในครั้งนี้ก็ยากลำบากขึ้นมาทันที สิ่งที่เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิมก็คือการระเบิดของจิตมารในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ
การปะทุของจิตมารในครั้งก่อนๆ คล้ายเกิดขึ้นมาเฉยๆ เหมือนกับสัญชาตญาณโดยที่ไม่มีดวงจิตเข้าไปควบคุม แต่ครั้งนี้…มันทำให้เสวียนหัวรู้สึกราวกับว่าภายในนั้นมีดวงจิตบางอย่างแฝงเร้นเอาไว้และกำลังเป็นผู้ควบคุมจิตมารให้กระจายกลิ้งเกลือกอยู่ในร่างของเขา
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้จิตมารรุนแรงขึ้นทันที แทบจะในชั่วพริบตาก็ทำให้เส้นเลือดดำทั่วร่างของเสวียนหัวปูดนูนพร้อมร้องคำรามออกมา ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือขณะที่เขาร้องคำรามนั้น ในดวงตาของเขากลับมีความศรัทธาแรงกล้าค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ราวกับใจของเขาเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว
“ช่วยด้วย!” ร่างกายของเสวียนหัวสั่นเทา พยายามฝืนร้องเรียกออกไป ขณะเดียวกันนั้น จีเจียและกวงหมิงที่อยู่ภายในตระกูลไม่รู้สิ้นก็รู้สึกผิดปกติ พวกเขามาปรากฏตัวอยู่ในห้องลับสำหรับกักตนของเสวียนหัวทันที หลังจากเห็นสภาพของเสวียนหัวแล้ว สีหน้าของพวกเขาสองคนก็เคร่งเครียด รีบไปลงมือช่วยสยบเอาไว้ทันที
เมื่อมีแรงภายนอกมาช่วยเหลือ อีกทั้งจีเจียที่เป็นร่างแยกของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นก็มีดวงจิตของตนมานานแล้ว แม้มีสารัตถะเหมือนกับท่านผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นในแง่หนึ่ง แต่ก็ไม่อาจมองว่าเป็นร่างแยกบริสุทธิ์ได้ เพราะตัวเขามีปัญญาวิญญาณของตน เดิมก็แข็งแกร่งมาก ดังนั้นในไม่ช้าการระเบิดจิตมารของเสวียนหัวจึงค่อยๆ สงบลง
แต่เมื่อร่างกายของเสวียนหัวเริ่มผ่อนคลายจากการสั่นเทารุนแรงและสีหน้าของเขาก็ไม่ดุร้ายอีกแล้ว ตอนนั้นเองดวงตาของเขาก็กลิ้งกลอก ปราณมืดสายหนึ่งปะทุออกมาจากภายในร่างของเขาแล้วรวมตัวอยู่กลางหน้าผากโดยตรง มันควบแน่นอยู่ตรงนั้น พริบตาเดียวก็กลายเป็นใบหน้าเล็กจ้อย
ใบหน้านี้…กลับเป็นของหวังเป่าเล่อ
“ใครขัดขวางการกลับมาของผู้ศรัทธาข้าแซ่หวัง!!” เมื่อใบหน้านั้นก่อตัวขึ้นมา เสียงของหวังเป่าเล่อก็ดังก้องกังวานพร้อมอานุภาพกดดัน สีหน้าของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงเปลี่ยนไป เขาถอยหลังทันที ส่วนทางจีเจียก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วแค่นเสียงเย็นออกมา
“เจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้าย เรื่องของตี้ซาน ตระกูลไม่รู้สิ้นของข้ายังไม่ได้ไปถามหาคำอธิบายจากเจ้าเลยนะ ตอนนี้…เจ้าอย่าได้ทำเกินไปนัก!”
“จักรพรรดิสวรรค์จีเจียหรือ ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่ขัดขวางที่กลับมาของผู้ศรัทธาในข้า” ใบหน้าที่หว่างคิ้วของเสวียนหัวมีประกายแสงวาบผ่านดวงตา เขามองสบตากับจีเจีย พลังกดดันของจีเจียแผ่ซ่านออกมาแล้วค่อยๆ พูดขึ้น
“เสวียนหัวคือจักรพรรดิสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้น ไม่ใช่ผู้ศรัทธาของเจ้า!”
ใบหน้าที่หว่างคิ้วของเสวียนหัวเงียบงันไปไม่กี่อึดใจ จู่ๆ ก็ยิ้ม อีกหนึ่งประโยคที่ดังขึ้นด้วยวิธีการอันน่าตกใจ
“เจ้า…” นี่คือคำแรกของประโยคนี้ ไม่ใช่แค่ดังออกมาจากปากของใบหน้าที่อยู่ตรงหว่างคิ้วของเสวียนหัวเท่านั้น แต่ยังดังมาจากทางจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ในอวกาศอันไกลโพ้นอีกด้วย
ผู้ที่เอ่ยออกมาก็คือร่างธรรมกายอันใหญ่มหึมาของหวังเป่าเล่อ…ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่นอกระบบสุริยะภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายนั่นเอง
“บอกว่า…” นี่คือคำที่สอง ขณะที่มันดังขึ้นนั้น เสียงที่อยู่กลางอวกาศก็ราวกับเข้ามาใกล้มากขึ้น นั่นคือร่างธรรมกายของหวังเป่าเล่อ หลังจากยืนขึ้นแล้วก้าวไปข้างหน้า เขาก็ตรงมาอยู่ที่ชายขอบของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายทันที
“ไม่ใช่…” เสียงสะท้อนก้องของคำที่สามนี้ เมื่อฟังดูจากทิศทางแล้ว มันไม่ได้ดังมาจากเต๋าฝั่งซ้ายอีกต่อไป แต่ดังมาจากภายในจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นนี่เอง ทำให้กวงหมิงหน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ ส่วนจีเจียก็มีจิตสังหารวาบผ่านดวงตา
“ก็ไม่ใช่หรือ” สี่คำสุดท้ายคล้ายกับอัสนีสวรรค์ มันผ่าลงมาภายในตระกูลไม่รู้สิ้นโดยตรงแล้วสะเทือนก้องไปทั่วทั้งแปดทิศ ทำให้ภายในตระกูลไม่รู้สิ้นโกลาหลขึ้นทันที และตอนนี้เอง ร่างของจีเจียก็เลือนราง หายวับไปในพริบตา เมื่อปรากฏตัวขึ้นเขาก็อยู่กลางอวกาศของตระกูลไม่รู้สิ้น มองเห็นร่างธรรมกายมโหฬารของหวังเป่าเล่อย่างก้าวเข้ามาจากที่ไกลๆ
“หวังเป่าเล่อ!!”
“ที่นี่คือตระกูลไม่รู้สิ้น เจ้าบุกเข้ามาตั้งหลายครั้งแล้ว นี่คือความเป็นกลางที่เจ้าบอกหรือ!” จีเจียโพล่งออกมาด้วยความโกรธ แม้ว่าเขาจะเป็นร่างแยกของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้น แต่ตัวเขาก็มีดวงจิตเป็นของตัวเอง ตอนนี้เมื่อความโกรธลุกโชน จิตสังหารก็ปะทุออกมาโดยสมบูรณ์
เป็นเพราะในช่วงครึ่งปีสั้นๆ นี้หวังเป่าเล่อบุกเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จิตสังหารของตระกูลไม่รู้สิ้นพวยพุ่งขึ้นทันใด
“ข้ามาที่นี่ก็เพื่อมารับผู้ศรัทธาของข้ากลับไป” ธรรมกายของหวังเป่าเล่อเดินเข้ามา เสียงดังก้องราวกับอัสนีสวรรค์ ดังสนั่นไปทั้งแปดทิศ
“ส่วนความเป็นกลางที่ข้าบอกนั้น ถ้าหากวันนี้ตระกูลไม่รู้สิ้นของเจ้าขัดขวางผู้ศรัทของข้าล่ะก็ เช่นนั้น…ไม่เป็นกลางแล้ว ข้าก่อสงครามกับตระกูลไม่รู้สิ้นของเจ้าแล้วอย่างไร!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเป่าเล่อ สีหน้าของจีเจียก็ดูไม่ได้ ความจริงแล้วตัวเขาไม่ค่อยเข้าใจความคิดของร่างเดิมนัก ไม่รู้ว่าทำไมร่างเดิมต้องชะลอสถานการณ์ศึกจนทำให้หวังเป่าเล่อเติบโตขึ้นมา แล้วยิ่งปล่อยให้ยั่วยุอยู่หลายครั้ง ทำให้ตระกูลไม่รู้สิ้นต้องเอาหน้าไปกวาดพื้น ยิ่งกว่านั้นในวันนี้เขายังมาประกาศสงครามอีก ถึงอย่างไรการบอกว่าจะเป็นกลางก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่ามันเป็นไปไม่ได้
ทั้งหมดนี้ สำหรับตระกูลไม่รู้สิ้นแล้วสำคัญอย่างยิ่ง แต่ดัน…ทางร่างเดิมกลับเหมือนว่าไม่สนใจสถานการณ์ของตระกูลไม่รู้สิ้นเลย และไม่สนใจว่าหลังจากตระกูลไม่รู้สิ้นต้องอับอายขายหน้าจะพาให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมาเป็นชุดแล้วทำให้มีคนเลียนแบบมากมาย
“ร่างเดิมช่างโง่เง่า!” จิตสังหารในดวงตาของจีเจียรุนแรงขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านแล้วพุ่งออกมากะทันหัน ทะยานไปยังหวังเป่าเล่อ
“หวังเป่าเล่อ ในเมื่อเจ้ามาหาที่ตาย เช่นนั้นวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าสมหวัง!”
ขณะเดียวกัน ภายในตระกูลไม่รู้สิ้นแห่งนี้ บนดวงดาวที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางดวงดาวก็ค่อยๆ ลืมตาเหี่ยวย่นของเขาขึ้น มองไปยังจุดที่หวังเป่าเล่อกับร่างแยกของตนอยู่อย่างสงบนิ่ง แต่กลับทำเพียงแค่กวาดมอง ไม่ให้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าในโลกของเขานี้ หวังเป่าเล่อก็ดี ร่างแยกของตนก็ดี ล้วนแต่ไม่สำคัญทั้งนั้น สายตาของเขาจ้องมองไปยังสถานที่อันไกลโพ้นยิ่งกว่า…
“ละครของข้าน่าจะแสดงไปได้พอสมควรแล้ว ข้าสร้างโอกาสให้เจ้ามากมายขนาดนี้ เฉินชิงจื่อเอ๋ย…เจ้ายังเตรียมตัวไม่พร้อมหรือ เหตุใดถึงยังไม่ลงมือเล่า”
“ข้า…รอไม่ไหวแล้ว”
…………………………
เป้าหมายของเฉินชิงจื่อคืออะไรและเขาคิดอย่างไร เรื่องนี้…หวังเป่าเล่อคาดเดาได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความคิดที่ล้ำลึกยิ่งกว่านี้หวังเป่าเล่อไม่อาจวิเคราะห์ได้
แต่เขาเข้าใจบางอย่างได้รางๆ ว่าเฉินชิงจื่อ…คล้ายพยายามทำอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็พิสูจน์อะไรบางอย่าง
เมื่อความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวเข้าสู่ระบบสุริยะซึ่งแผ่ขยายใหญ่โตจนเกือบจะไร้ที่สิ้นสุดหลังจากผสานรวมแปดพันกว่าอารยธรรมเข้าด้วยกันแล้ว
ระบบสุริยะในปัจจุบันมีขอบเขตกว้างใหญ่มาก จำนวนของดารานิรันดร์ก็มีเกือบหมื่นดวง แต่อย่างไรก็ตาม ดารานิรันดร์เหล่านี้ล้วนแนบมากับอารยธรรมในด้านหนึ่ง แม้แต่ดารานิรันดร์ของห้าสำนักใหญ่ก็เหมือนกัน ดาวหลักจึงมีเพียง…ดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐเท่านั้น!
เมื่อเทียบดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐกับในอดีตแล้ว มันเปลี่ยนแปลงเชิงด้านคุณภาพเช่นกัน ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารไร้ใดเปรียบ เทียบได้กับดาราจักรแห่งหนึ่ง และแสงสว่างของมันก็ยิ่งส่องสว่างไปไกล ขณะเดียวกัน เปลวเพลิงในนั้นก็แทบจะเป็นสีดำและแผ่อานุภาพน่าสระพรึงน่าหวาดกลัวออกมา
อานุภาพกดดันเช่นนี้ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับดารานิรันดร์ก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้ พอมองจากไกลๆ ก็จะรู้สึกใจสั่นไหว ผู้ที่มีระดับต่ำกว่าดารานิรันดร์ก็เช่นเดียวกัน มีเพียงอยู่ระดับจักรพิภพเท่านั้นถึงพอจะเข้ามาคำนับดวงอาทิตย์ใกล้ๆ ได้
ในทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย มีอยู่สามคนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาในดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐได้โดยการอาศัยพลังฝึกตนของตัวเอง
หนึ่งคือปรมาจารย์แห่งไฟ หนึ่งคือเยาถง พวกเขาทั้งสองคนถือว่าอยู่ในระดับกึ่งจักรวาล เมื่อโคจรพลังเต็มที่ ก็สามารถรั้งอยู่บนดวงอาทิตย์ได้ในช่วงสั้นๆ
ส่วนผู้ที่สามารถอาศัยและฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ได้เป็นเวลานาน มีเพียงแค่หวังเป่าเล่อ
ดังนั้นสถานที่กักตนของเขาจึงย้ายจากดาวอังคารไปยังภายในดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐ ทำให้ดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐ….รู้จักโดยทั่วกันว่าเป็น….วังเต๋าของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย
วังของเจ้าแห่งเต๋า!
ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากการที่หวังเป่าเล่อไปวางอำนาจข้างนอกหลังทะลวงระดับฝึกตน ทำลายกายเนื้อของตี้ซาน แล้วกลับมาจากตระกูลไม่รู้สิ้นได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งตระกูลไม่รู้สิ้นก็ไม่ได้มีคำกล่าวใดๆ ตามมา จึงยิ่งทำให้ชื่อเสียงบารมีของหวังเป่าเล่อในจักรพิภพศักดิสิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สูงมากอยู่แล้ว จนเป็นเฉกเช่นจิตแห่งเทพเจ้า
ตระกูลทั้งหลายในจักรพิภพศักดิ์สิทธ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ยิ่งรู้สึกตะลึง ในภายภาคหน้า ผู้ที่มาขอผสานรวมด้วยก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยสถานะเจ้าแห่งเต๋าในปัจจุบันของหวังเป่าเล่อ เมื่อเต๋าฝั่งซ้ายรวมเป็นหนึ่ง เต๋าฝั่งซ้ายก็จะทำตามเจตจำนงของเขา กระทำตนเป็นกลาง ไม่ส่งผู้ฝึกตนคนใดไปยังสนามรบของตระกูลไม่รู้สิ้นอีก
ในเรื่องนี้ ตระกูลไม่รู้สิ้นก็ไม่มีการโต้ตอบตามมา เลือกที่จะเงียบ
เวลาจึงเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าเช่นนี้ การต่อสู้ของสำนักแห่งความมืดกับตระกูลไม่รู้สิ้นยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็เป็นอย่างที่เคย ล้วนรักษาขอบเขตไว้ในระดับหนึ่ง ถึงขั้นที่เมื่อสังเกตดูการรบอย่างละเอียดแล้วก็จะพบว่าการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายกลับมีการยั้งกำลังมากขึ้นจากเดิมที่อยู่ในสถานการณ์ยั้งกำลังอยู่แล้ว
ราวกับ…กำลังเตรียมการ!
ไม่ใช่แค่หวังเป่าเล่อที่สังเกตเห็นจุดนี้ ปรมาจารย์แห่งสำนักเจ็ดวิญญาณที่จักรพิภพสำนักเสริมและผู้ฝึกตนส่วนหนึ่งก็มองเห็นเค้าลางนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป การต่อสู้ระหว่างสำนักแห่งความมืดและตระกูลไม่รู้สิ้นกลับเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ ราวกับว่า…เป็นความสงบก่อนลมพายุ
ความสงบของสงครามกลับทำให้ความตึงเครียดและความประหม่ากระจายอยู่ในจิตใจของคนความรู้สึกไวทุกคน
“จะเริ่มสงครามกันจริงๆ แล้วหรือ” หวังเป่าเล่อที่นั่งอยู่ในดวงอาทิตย์ของสหพันธรัฐลืมตาขึ้นจากสมาธิ เมื่อจ้องมองไปยังตระกูลไม่รู้สิ้น รอบกายของเขาก็มีอักขระโบราณนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น
อักขระโบราณเหล่านี้แฝงไว้ซึ่งพลังเต๋าธาตุดินเข้มข้น ล้อมรอบอยู่บนศีรษะของหวังเป่าเล่อ และสิ่งที่ถูกอักขระโบราณพันล้อมอยู่ก็คือก้อนโคลนก้อนนั้นที่เขาได้มาจากร่างของตี้ซาน…สามารถรองรับธาตุดินได้!
หลังจากกลับมาจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ก่อนหวังเป่าเล่อจะกักตน เขาก็ออกคำสั่งเต๋าให้รวบรวมนักหลอมอาวุธเวทจากทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายมาสร้างอักขระกึ่งสำเร็จรูปจำนวนมหาศาลให้แก่เขา
จนถึงตอนนี้ เขาล้มเหลวไปเลวหลายต่อหลายครั้ง เสียอักขระโบราณไปมากเสียจนน่าตกใจ ถ้าหากหวังเป่าเล่อไม่ใช่เจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้ายล่ะก็ เขาคงไม่อาจรวบรวมทรัพยากรของทั่วทั้งเต๋าฝั่งซ้ายได้ และความล้มเหลวหลายครั้งพวกนี้ก็จะทำให้เขาดำเนินการต่อไปได้ยากมากๆ
ถึงอย่างไรความสูญเสียจากความล้มเหลวในทุกๆ ครั้งก็มีจำนวนมหาศาล
แต่สำหรับหวังเป่าเล่อซึ่งในปัจจุบันที่เป็นเจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้ายแล้วนั้น ความเสียหายเหล่านั้นไม่นับเป็นอะไร ยังไม่ได้แตะถึงขีดจำกัดของเขา สิ่งเดียวที่ทำให้เขาร้อนใจมีเพียงก้อนโคลนก้อนนั้นแสดงอาการไม่เสถียรออกมาหลังจากล้มเหลวไปครั้งแล้วครั้งเล่า
“ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อเกิดการล้มเหลวอีกหลายร้อยครั้ง ความไม่เสถียรของสมบัติชิ้นนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น…” หวังเป่าเล่อลังเลอยู่ในใจเล็กน้อย แม้เขาจะเชื่อว่าหากของสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นศิลาจริงๆ เช่นนั้น…ว่ากันตามหลักการแล้ว ระดับความทนทานของมันน่าจะไม่ถูกสั่นคลอนได้ด้วยความล้มเหลวจากการหลอมสิ
แต่ถ้าเขาวิเคราะห์พลาด ของสิ่งนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผ่นศิลาและล้มเหลวอีกหลายร้อยครั้ง ทันทีที่มันไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น คุณภาพของมันก็จะเสียหาย อีกทั้งถ้าหากเสียหายถึงระดับหนึ่งแล้ว คิดว่าคงไม่อาจนำมาเป็นสิ่งบรรจุเต๋าได้อีก
“เต๋าแปดปรมัตถ์ฝึกฝนยากมากจริงๆ ทั้งยังกินพลังมากเกินไป” หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ว่าวันนี้เขาจะถือว่าร่ำรวยอุดมสมบูรณ์แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเจ็บเข้าเนื้ออยู่บ้าง
ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ เมล็ดของเต๋าธาตุดินนี้จะต้องหลอมรวมให้สำเร็จให้ได้ และเมื่อทำสำเร็จแล้ว…แม้ว่าจะไม่ทำให้เกิดวงจรส่งเสริมกดข่มกันและกันกับเต๋าธาตุน้ำและเต๋าธาตุไม้ แต่ก็ทำให้พลังต่อสู้ของหวังเป่าเล่อยกระดับได้อีกหน่อย
โดยเฉพาะความหนาหนักของเต๋าธาตุดิน มันจะทำให้เกราะป้องกันที่ตัวของหวังเป่าเล่อบรรลุถึงระดับอันน่าตกตะลึง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของมันก็สามารถทำให้เกิดเต๋าภูเขาและหินจำนวนมาก อานุภาพก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
ถึงอย่างไร ตามปกติแล้วธาตุไม้และน้ำจะมีพลังชีวิตและนุ่มนวลกว่า แม้ว่าจะมีเต๋าน้ำแข็งแฝงอยู่ด้วยก็ตาม แต่ว่ากันตามตรงแล้ว การใช้เต๋าธาตุดินเลื่อนระดับพลังต่อสู้ก็ยังยอดเยี่ยมอย่างที่สุดอยู่ดี
ในการวิเคราะห์ด้วยตัวเองของหวังเป่าเล่อในตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้นและตี้ซานแล้ว เสวียนหัวก็ถูกตนปลูกฝังจิตมารและถือว่าเป็นกึ่งคนเสียสติ ส่วนจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง…ด้วยพลังต่อสู้ในปัจจุบันของหวังเป่าเล่อ การทำลายคนผู้นี้ไม่ใช่เรื่องยาก
มีเพียงจีเจียเท่านั้นที่หวังเป่าเล่อไม่เคยต่อสู้ด้วย แต่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในตระกูลไม่รู้สิ้นเขาก็เคยใช้สัมผัสสวรรค์รับรู้ว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นร่างแยกของบรรพบุรุษแห่งไม่รู้สิ้น พลังต่อสู้น่าตื่นตะลึง แม้เขาจะสามารถสู้ได้หนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ เป็นไปได้มากกว่าอาจจะสูสี
“หลังจากฝึกเต๋าธาตุดินสำเร็จแล้ว จีเจีย…ก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป!” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ในใจจัดลำดับจอมพลังทั้งหมดภายในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นทันที
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นกับเฉินชิงจื่อ น่าจะอยู่ระดับจักรวาลชั้นมหาวัฏจักร ต่อมาก็คือปรมาจารย์ตระกูลเซี่ย จากนั้นคือจีเจียและปรมาจารย์สำนักเจ็ดวิญญาณ พวกเขาอยู่เกือบๆ ระดับจักรวาลชั้นกลางสูงสุด ยังไม่ถึงขั้นมหาวัฏจักร ส่วนข้า…ก็นับว่าอยู่ในระดับนี้เช่นกัน ส่วนพวกกวงหมิงเสวียนหัวเป็นแค่ชั้นต้นเท่านั้น”
หวังเป่าเล่อครุ่นคิด ในใจมีความร้อนรนปรากฏขึ้นมา เพราะเขาสัมผัสได้รางๆ ถึงกลิ่นอายของเต๋าธาตุมืดภายในจักรวาลแห่งนี้ที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ และความเข้มข้นเช่นนี้…ก็หมายถึงการเตรียมการของสำนักแห่งความมืดเสร็จสิ้นแล้ว
เรื่องนี้ตระกูลไม่รู้สิ้นไม่อาจไม่เตรียมตัวได้ คิดไปคิดมาก็คงกำลังเตรียมการอยู่เช่นกัน จากการพัฒนาเช่นนี้…เกรงว่าอีกไม่นาน ศึกใหญ่ที่แท้จริงของสำนักแห่งความมืดและตระกูลไม่รู้สิ้นก็คงจะปะทุขึ้นมาโดยสมบูรณ์
และการปะทุเช่นนี้ นอกจากจะเป็นศึกชี้ตายของผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่ายและการกลืนกินกฎวิถีของเต๋าสวรรค์แล้ว ในระดับที่สูงยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นศึกตัดสินของเฉินชิงจื่อกับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้นด้วย
หวังเป่าเล่อในตอนนี้ยังไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่ศึกตัดสินครั้งนี้ได้อย่างแท้จริง แต่แม้ว่าเขากับเฉินชิงจื่อจะแตกแยก แต่ในส่วนลึกของจิตใจแล้ว เขายังอยากเข้าร่วมอยู่ ถึงอย่างไร…ถ้าหากเฉินชิงจื่อพ่ายแพ้ สุดท้ายหวังเป่าเล่อก็ไม่อาจใจทำใจ…เบิกตามองอีกฝ่ายแตกดับและสลายกลายเป็นเถ้าถ่านได้
เพียงแต่การก่อตัวของเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุดินนั้นยากลำบากมากเกินไป เต๋าธาตุไม้ก่อนหน้านี้ก็เป็นเพราะร่างจริงของหวังเป่าเล่อเป็นหมุดไม้ จึงสำเร็จได้ไม่ยาก เต๋าธาตุน้ำก็มีขวดปรารถนาอวยพรให้ จึงสำเร็จได้เช่นกัน
แต่เต๋าธาตุดินนี้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนต้องอาศัยพลังทั้งหมดของตัวหวังเป่าเล่อมาลองดูครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงขั้นที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าที่แท้แล้วต้องทำถึงกี่ครั้งจึงจะสำเร็จ
“ไม่อาจรอคอยเช่นนี้ต่อไปได้แล้ว…ก่อนที่จะเกิดศึกตัดสินของเฉินชิงจื่อกับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไม่รู้สิ้น ข้าจะต้องทำอะไรสักอย่าง” ขณะที่จดจ้องดูเมล็ดธาตุดิน หวังเป่าเล่อก็หรี่ตาลง ดวงตาฉายประกายแสงเฉียบคมขึ้นแล้วเอ่ยพึมพำ
ผ่านไปสักพัก หวังเป่าเล่อก็ผนึกมุทรากะทันหัน แล้วชี้ไปยังตระกูลไม่รู้สิ้นด้วยมืออันสั่นเทา
“เสวียนหัว!”
……………………
ไม่ยินยอมก็เพราะความเย่อหยิ่งของเขาไม่ยอมให้เขาพ่ายแพ้ และยิ่งเป็นเพราะว่าในสายตาของเขานั้น หวังเป่าเล่อเป็นแค่ชนรุ่นหลังคนหนึ่งเท่านั้น ถึงขั้นมีพลังฝึกปรือแค่ระดับจักรพิภพ
แม้ว่าเขาจะรู้ความลับมากมายของโลกแห่งศิลานี้ และมองออกว่าเต๋าของหวังเป่าเล่อแตกต่างไป แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่อาจยอมรับบทสรุปที่ตนพ่ายแพ้ให้อีกฝ่ายติดต่อกันถึงสองครั้งได้
โดยเฉพาะตอนนี้ กายเนื้อของเขาได้ท่านปรมาจารย์มอบของล้ำค่ามาสร้างให้ใหม่ ทำให้เต๋าของเขาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พลังฝึกปรือก็สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนนัก ถึงขั้นที่ว่าเป็นเพราะการผสานรวมของสมบัติชิ้นนั้นจึงคล้ายได้เปิดประตูบานใหญ่ให้แก่เขา ทำให้เขาราวกับมองเห็นเส้นทางแห่งอนาคต และกำลังจะค้นพบทิศทางการทะลวงระดับของตนได้รางๆ แล้ว
แต่วันนี้…ทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่านก็เพราะหวังเป่าเล่อตรงหน้า เขาเติบโตอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ศึกก่อนหน้านี้เขายังสามารถต่อสู้กับหวังเป่าเล่อได้อยู่เลย ทว่าวันนี้…ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นแค่พลังเทพหนึ่งสายเท่านั้น!
ฝ่ามือที่เกิดจากเต๋าธาตุไม้นั้นแฝงไว้ซึ่งพลังอันไร้ขอบเขต ด้วยความไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุดนี้เอง แม้ว่าเต๋าภูผาของตนจะต่อต้านไว้ได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ไร้ที่สิ้นสุด จึงไม่อาจดำเนินต่อไปได้นาน
ดังนั้น ขณะที่เขารู้สึกไม่ยินยอม ก้นบึ้งจิตใจก็มีความขมขื่นล้ำลึกแพร่กระจาย
“นี่ไม่ใช่ชะตากรรมของข้า!” ตี้ซานกรีดร้องเจ็บปวด ขณะนี้ในดวงตาของเขากลับไม่มีความบ้าคลั่งเช่นเมื่อครู่อีกแล้ว มันแผ่ความหม่นหมองออกมา เขายืนอยู่ในอวกาศ ราวกับลืมต่อต้านไปแล้ว
เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าระหว่างตนกับหวังเป่าเล่อนั้น แตกต่างกัน…มากเกินไป
แต่ความรู้สึกหดหู่นี้เกิดขึ้นในหัวของเขาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น จากนั้นก็ถูกเขาขับไล่ไปทันที เพราะเขามองเห็นว่าภายในร่างกายที่ใกล้จะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ของตนมีดวงแสงสีดินเหลืองกำลังเปล่งประกายออกมาอย่างต่อเนื่อง มันลอยอยู่กลางอวกาศรอบกาย ราวกับแสงดาวที่แตกต่างออกไป แต่ก็เจิดจรัส
ราวกับชีวิตของเขา!
แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็สว่างสดใส
ในเมื่อเป็นเช่นนี้…แล้วเหตุใดต้องเสียดายชีวิต!
ความมืดหม่นในแววตาของตี้ซานหายไป เขาเงยหน้าหัวเราะลั่น ร่างกายลุกไหม้ในทันที เขาประคองตัวเองพุ่งไปยังหวังเป่าเล่ออีกครั้ง ราวกับมอดที่วิ่งเข้าสู่เปลวไฟ!
หวังเป่าเล่อยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองการมาถึงของตี้ซาน เขามองเห็นความมืดหม่นก่อนหน้านี้ของอีกฝ่าย และมองเป็นประกายแสงที่พวยพุ่งขึ้นอีกครั้งด้วย ยิ่งสัมผัสได้ว่า…ตอนนี้บนร่างของตี้ซานมีเจตนาร้องขอความตายปรากฏออกมาด้วย
ในชั่วขณะนี้เอง ที่ความว่างเปล่าอันไกลโพ้นก็มีเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวดังออกมาอย่างฉับพลัน
“หวังเป่าเล่อ เจ้ากล้าสังหารจักรพรรดิสวรรค์ของข้า ผู้เฒ่าคนนี้ก็จะบดขยี้สหพันธรัฐของเจ้าแน่!”
แต่ในขณะที่คำพูดของเขาดังออกมา คลื่นผันผวนของเต๋าแห่งความมืดก็แรงกล้าขึ้นทันที ราวกับว่าในความว่างเปล่าที่มองไม่เห็นนั้น ตอนนี้เฉินชิงจื่อกำลังลงมือแล้ว แม้ว่าจะไม่มีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังออกมา แต่เสียงของปรมาจารย์ไม่รู้สิ้นก็ยังก็ทะลวงผ่านความว่างเปล่าและดังสะท้อนไปทั่วทั้งแปดทิศ
“เฉินชิงจื่อ ถ้าตี้ซานดับสิ้น ศึกระหว่างเจ้ากับข้าก็จะปะทุขึ้นมาเต็มกำลัง!”
“ไม่มีปัญหา!” ผู้ที่ตอบกลับปรมาจารย์ไม่รู้สิ้นก็คือเสียงราบเรียบของเฉินชิงจื่อ จากนั้นในความว่างเปล่าก็เกิดคลื่นผันผวนไร้ที่สิ้นสุดแพร่กระจายไปทั่วทุกด้าน ทำให้ตระกูลไม่รู้สิ้นสั่นสะเทือนกันทั้งสำนัก
หวังเป่าเล่อกลับเงียบงัน มองดูตี้ซานที่ตอนนี้พุ่งทะยานมาหาตนราวกับดาวตก เขายกเท้าขึ้นแล้วก้าวไปหาตี้ซาน ตรงผ่านอวกาศทันทีด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ แล้วปรากฏอยู่ตรงหน้าตี้ซานตรงๆ เขาไม่รอให้ตี้ซานได้ระเบิดตัวเองออกมา มือขวาของเขายกขึ้นแล้วชี้ไปที่ด้านหน้าของตี้ซานทันที
“จันทร์แรม!”
ไม่ใช่เงาจันทร์ แต่เป็นจันทร์แรม
ไม่ได้ก้าวเข้าไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลา แต่ทำให้ตี้ซานที่อยู่ตรงหน้าวกกลับไปเมื่อหลายสิบอึดใจก่อนหน้านี้!
ด้วยการสนับสนุนจากเต๋าธาตุน้ำต้นกำเนิด เวทจันทร์แรมที่ใช้ออกมาท่ามกลางการระเบิดของเต๋าธาตุน้ำก็ขยับไหวในพริบตาทันที กระแสเต๋ากาลเวลาแผ่กระจายไปทุกทิศทาง ร่างกายของตี้ซานถอยร่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ทั้งหมดล้วนไหลวกกลับไป!
มีเพียงร่างกายของหวังเป่าเล่อเท่านั้นที่ไม่ได้ย้อนกลับ แต่ก้าวเดินมาหนึ่งก้าวแล้วปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าตี้ซานที่กลับไปยังหลายสิบอึดใจก่อนหน้านี้ที่เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บและไม่ได้มีท่าทีเหมือนตัวมอด จากนั้นเขาก็ยกมือขวาขึ้น เมื่อทิ้งมือลงมาอีกครั้ง มันก็แทงเข้าไปในทรวงอกของตี้ซานโดยตรง ข้อมือจมลงไปแล้วคว้าจับอย่างรุนแรง
ด้วยการคว้าจับนี้ ทำให้ดวงแสงสีดินเหลืองเหล่านั้นที่แผ่ออกมาจากในร่างของตี้ซานกระพริบวูบขึ้น พริบตาต่อมามือขวาของหวังเป่าเล่อที่คล้ายจะแทงเข้าไปในอกของตี้ซานก็กลายเป็นหลุมดำ นำพาดวงแสงที่แผ่ออกมาด้านนอกเหล่านั้นไปทั้งหมดแล้วถูกดูดซับเข้ามาทันที
สิ่งที่ถูกดูดไปด้วยยังมีต้นกำเนิดของดวงแสงสีดินเหลืองในร่างของตี้ซานเช่นกัน…ทั้งหมดนี้พูดแล้วยาว แต่ความจริงล้วนเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ พริบตาต่อมามือขวาของหวังเป่าเล่อก็ถอนกลับมาจากทรวงอกของตี้ซานทันใด
ขณะที่เขาถอนมือขวากลับมานั้น ร่างกายของตี้ซานก็คล้ายกับลูกบอลลมรั่ว มันแห้งเหี่ยวในพริบตาแล้วกลายเป็นเถ้าถ่านทันที มีแค่วิญญาณเทพเท่านั้นที่ยังอยู่ที่เดิม มันมองหวังเป่าเล่อและมือขวาของเขาด้วยท่าทางซับซ้อนอย่างยิ่ง!
บนมือขวาของหวังเป่าเล่อ ตอนนี้มีของสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมา!
นั่นก็คือก้อนโคลนสีเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือหนึ่งก้อน!
บนก้อนโคลนนี้มีคลื่นความผันผวนมหาศาลแผ่ออกมา ความรู้สึกที่มอบให้คือ เมื่อมองไปที่มันก็คล้ายมองเห็นโลก มองเห็นฟ้าดิน มองเห็นทั่วทั้งอวกาศ!
และยิ่งกว่านั้นยังมีกลิ่นอายที่มีที่มาแบบเดียวกันกับจักรวาลผืนนี้ด้วย มันอยู่บนก้อนโคลนและแผ่กระจายออกมาอย่างปกปิดไม่มิด ทำให้แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะเตรียมใจไว้ก่อนแล้วก็ยังตื่นตระหนก ดวงตาหดเกร็ง
ที่มาของสิ่งสิ่งนี้ พริบตาที่เขาสัมผัสมันก็รับรู้ได้แล้ว แต่…ที่มาของมันอยู่เหนือความคาดหมายของเขานัก ครั้งนี้เขาบอกว่าจะกุมอำนาจก็ทำจริงๆ แต่มันไม่ใช่จุดสำคัญ เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือทำเพื่อของสิ่งนี้
นี่คือการแผนการยึดอำนาจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำร้ายตี้ซานก็ได้สร้างสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว ตี้ซานเป็นจักรพรรดิสวรรค์ อุปนิสัยและต้นทุนล้วนอยู่ระดับสูง ดังนั้นหลังจากกายเนื้อของเขาถูกทำลายสิ้น ปรมาจารย์ไม่รู้สิ้นจะต้องหาวิธีมาฟื้นฟูเขาแน่ และเต๋าธาตุภูผากับเต๋าธาตุดินก็มีแหล่งที่มาเดียวกัน ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องใช้สมบัติล้ำค่าธาตุดินเช่นที่หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ท่ามกลางความมืดมิด
จุดนี้หวังเป่าเล่อเดาได้ถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงใช้พลังกดดันจากการทะลวงระดับฝึกตนของเขาพุ่งมายังที่แห่งนี้ทันที แต่เขาไม่คิดว่าสมบัติล้ำค่าเต๋าธาตุดินนี้กลับไม่ธรรมดายิ่งกว่าจินตนาการของเขาเสียอีก
สิ่งของที่สามารถก้องกังวานไปทั่วทั้งจักรวาลและสามารถทำให้คนรู้สึกเหมือนจ้องมองดูฟ้าดินและโลกหล้าได้ ของแบบนี้มีแค่…แผ่นศิลาเท่านั้น!
แผ่นศิลาที่ผนึกจักรวาลผืนนี้ไว้!!
วัสดุของของสิ่งนี้ก็คือแผ่นศิลา พูดให้ถูกก็คือของชิ้นนี้…เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นศิลา!
หวังเป่าเล่อไม่รู้ว่าตระกูลไม่รู้สิ้นได้ของสิ่งนี้มาได้อย่างไร แต่ตอนนี้จิตใจของเขาเกิดคลื่นผันผวนถาโถมแล้ว เขาจับก้อนโคลนในมือแน่น เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็มองดูตี้ซานที่มีสีหน้าท่าทางซับซ้อน
“ทำไมไม่ฆ่าข้า!”
หวังเป่าเล่อไม่พูดจา แต่หันหน้ากลับไปยังความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเพราะชื่นชมในตัวตี้ซานอยู่นิดหน่อยหรือเป็นเพราะเฉินชิงจื่อก็ตาม สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเลือกที่จะไว้ชีวิตตี้ซาน
“เฉินชิงจื่อ แท้จริงแล้ว…เจ้าคิดอะไรกันแน่” หวังเป่าเล่อพึมพำในใจแล้วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“ผู้อาวุโสไม่รู้สิ้น ข้าแซ่หวังมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อวางอำนาจ แต่มาเพราะว่าเมื่อครั้งนั้นตระกูลไม่รู้สิ้นของเจ้ารุกรานสหพันธรัฐของข้าโดยไร้เหตุผล และคำอธิบายว่าขวางไม่ให้ข้ารวมเต๋าฝั่งซ้ายเป็นหนึ่งเดียว”
“วันนี้ ข้าแซ่หวังก็จะเก็บคำอธิบายนี้ไป ถ้าหากผู้อาวุโสขุ่นเคืองก็สามารถมาหาข้าที่เต๋าฝั่งซ้ายได้ เต๋าฝั่งซ้ายของข้า…มุมมองความเป็นกลางในปัจจุบันยังคงเหมือนเดิม” พูดจบ หวังเป่าเล่อก็กอบหมัดคำนับแล้วเดินไปยังอวกาศ เมื่อเขาจากไป กลิ่นอายเต๋าแห่งความมืดก็สลายหายไปช้าๆ จนกระทั่งเงาร่างของหวังเป่าเล่อหายไปจากตระกูลไม่รู้สิ้นแล้ว ในอวกาศของตระกูลไม่รู้สิ้น สีหน้าของเว่ยยางจื่อดูไม่ได้ เขาปรากฏตัวขึ้นมา
“เฉินชิงจื่อ…หวังเป่าเล่อ…” จิตสังหารวูบวาบอยู่ในแววตาของเขา แต่สุดท้ายก็ฝืนกดลงไป
“ยังไม่ถึงเวลา…แต่ใกล้แล้ว ใกล้จะถึงแล้ว!” ผ่านไปครู่หนึ่ง เว่ยยางจื่อก็หลับตาลง สะบัดแขนเสื้อหอบใหญ่นำดวงวิญญาณเทพมืดหม่นของตี้ซานกลับมา จากนั้นเงาร่างก็เลือนหายไป
ภายในจักรพิภพสำนักเสริม ปรมาจารย์แห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณถอนหายใจ เขาเตรียมพร้อมจะลงมือแล้ว ผลสุดท้ายกลับไม่ได้ต่อสู้ ส่วนหวังเป่าเล่อในตอนนี้ก็เตรียมพร้อมแล้ว กระทั่งเขาก้าวเข้ามาในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายเขาก็หยุดฝีเท้าลง หันหน้าไปมองยังจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น
“เว่ยยางจื่อ…เจ้ารออะไรหรือ” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง เงียบงันอยู่นานแล้วมองไปอีกด้านหนึ่ง ที่นั่น…คือทางเข้าไปยังสำนักแห่งความมืดของอวกาศผืนนี้
“เฉินชิงจื่อ…ชีวิตนี้ของข้าจะยังมีโอกาสเรียกเจ้าว่า…ศิษย์พี่…อยู่หรือไม่” ก้นบึ้งจิตใจของหวังเป่าเล่อซับซ้อนนัก เพราะอาจารย์ เขาจึงแตกหักกับเฉินชิงจื่อ
แต่หลังจากการช่วยเหลือหลายครั้งของเฉินชิงจื่อ หวังเป่าเล่อก็ไม่ใช่คนไร้ความรู้สึก ในใจของเขาจะไม่เกิดคลื่นถาโถมขึ้นมาได้อย่างไร
จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจแล้วเดินไปยังระบบสุริยะ ณ จุดที่สายตาของเขาจ้องมองไปก่อนหน้านี้ ที่ทางเข้าสำนักแห่งความมืด ตอนนี้เงาร่างของเฉินชิงจื่อเดินออกมาจากความว่างเปล่าคล้ายมีคล้ายไม่มี ทั่วร่างสวมชุดดำ มือหนึ่งถือกระบี่ไม้ มือหนึ่งถือสุรา
เขายืนอยู่ตรงนั้น จ้องมาที่นี่…มาที่เต๋าฝั่งซ้ายเช่นกัน
จากนั้นบนใบหน้าเย็นชาของเขาก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา
“โตแล้ว ปกป้องตัวเองได้ ข้าก็วางใจได้จริงๆ แล้ว ต่อไป…ก็ถึงตาข้าแล้ว!” เฉินชิงจื่อเอ่ยพึมพำ มองไปยังตระกูลไม่รู้สิ้น รอยยิ้มเลือนหายไป ความเย็นชาพวยพุ่งเทียมฟ้า!
………………………
“ต่อไป…ข้าจะเป็นผู้กุมอำนาจ” ความในใจของหวังเป่าเล่อ คนนอกไม่อาจล่วงรู้ เมื่อมาถึงระดับการฝึกปรือเช่นนี้ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ตระกูลไม่รู้สิ้นหรืออดีตศิษย์พี่ของตนอย่างเฉินชิงจื่อก็ไม่มีทางมองเห็นทะลุปรุโปร่ง และยากจะประมาณการ
ผู้เยี่ยมยุทธ์ในระดับนี้ทุกคนล้วนบรรลุถึงระดับที่ควบคุมโชคชะตาตนเองได้แล้ว คนอื่นทำได้เพียงคาดเดาวิเคราะห์กันเองจากร่องรอยเท่านั้น ไม่อาจอาศัยวิชาเวทพลังเทพเพื่อมาล่วงรู้ความจริงได้
จุดนี้ก็คือความแตกต่างระหว่างผู้เยี่ยมยุทธ์กับผู้ฝึกตน
ดังนั้นแล้ว ชั่วขณะที่หวังเป่าเล่อเอ่ยประโยคนี้ออกไปและเสียงของเขาดังสะท้อนอยู่ในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายนั้น สรรพชีวิตของเต๋าฝั่งซ้ายก็ล้วนมีจิตแห่งการต่อสู้พุ่งสูงเทียมฟ้า ราวกับว่าจะติดตามหวังเป่าเล่อไปทำสงครามคุมกำอาจด้วยกันจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น
ส่วนภายในจักรพิภพสำนักเสริม แววตาของปรมาจารย์แห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณสว่างวาบในทันใด และยิ่งฉายแววคาดหวังออกมาด้วย!
สำหรับเขาแล้ว หวังเป่าเล่อไม่ใช่ศัตรู ขณะเดียวกันก็ยังมีความสัมพันธ์กับศิษย์ลำดับที่สิบเจ็ดของสำนักตนอีกฝ่ายอยู่ เรื่องที่เดิมทีเคยทำให้เขารู้สึกโมโหและอับอาย ได้เปลี่ยนไปกลายเป็นทำให้เขารู้สึกชื่นชมถึงขั้นประทับใจด้วยซ้ำ
ศิษย์ลำดับสิบเจ็ดของสำนักตนเป็นลูกชายของหวังเป่าเล่อ แม้ว่าจะเป็นลูกบุญธรรม แต่ความสัมพันธ์เช่นนี้…เห็นได้ชัดว่าได้เปรียบยิ่งกว่าสำนักอื่นมากนัก
ดังนั้นเขาคิดว่าตนกับหวังเป่าเล่อจึงนับว่าเป็นพันธมิตรไปโดยปริยาย เพราะว่า…พวกเขามีเป้าหมายเดียวกัน ล้วนทำเพื่อให้หลุดพ้นจากตระกูลไม่รู้สิ้น ปรมาจารย์แห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณอยากจะหลุดพ้นจากการควบคุมของตระกูลไม่รู้สิ้นตั้งนานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่อาจทำได้
ต่อให้เขาอยู่ระดับจักรวาลและถือได้ว่าเป็นจอมพลัง แต่จักรพรรดิสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้นนั้นมีมากเกินไป ยิ่งกว่านั้นยังมีปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งที่ล้ำลึกจนคาดเดาไม่ถูก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงอดกลั้นมาหลายปี แต่ในฐานะที่เป็นระดับจักรวาล จะยินยอมให้ผู้อื่นได้อย่างไร
การปรากฏตัวของสำนักแห่งความมืดทำให้เขามองเห็นความหวัง และการจุติของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งทำให้เขาคิดว่าความหวังนี้ยิ่งใหญ่จนไม่มีที่สิ้นสุดไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงหวังว่าจะได้เห็นหวังเป่าเล่อบุกเข้าไปในตระกูลไม่รู้สิ้น แล้วบุกเบิกน่านน้ำสีครามเพื่อตัวเขาและตัวเอง!
ส่วนตัวเขานั้นก็จะไม่ทำแค่เฝ้าดู เขาได้เตรียมตัวพร้อมลงมือตลอดเวลาอยู่แล้ว รอแค่…โอกาสที่จะมาถึงเท่านั้น
ขณะนี้เอง ยังมีอีกหนึ่งคนก็ทอดมองมาเช่นกัน คนผู้นี้คือปรมาจารย์แห่งสำนักดาราจันทร์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าน้ำตกและให้ความสนใจกับเรื่องทั้งหมดด้วย แววตาของเขาไร้ความรู้สึก แต่ถ้าหากมองอย่างละเอียดๆ ก็จะเห็นว่าส่วนลึกในแววตาของเขา…มีความคาดหวังแบบเดียวกัน!
พร้อมกันนั้น เสียงของหวังเป่าเล่อก็ดังมาถึงภายในตระกูลไม่รู้สิ้น ทำให้จักรพรรดิสวรรค์สองสามคนนั้นของตระกูลไม่รู้สิ้นหน้าเปลี่ยนสี โดยเฉพาะจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง จิตใจของเขาผันผวนอย่างมาก ตอนนี้ฝ่ามือที่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมมีอาการปวดแปลบแผ่ขึ้นมา ในใจมีคลื่นลูกยักษ์ซัดโหม ทำให้เขาร้องเสียงเบาออกมา
“ไม่ดีแล้ว ทางเสวียนหัว…” แทบจะในชั่วขณะที่เขาเอ่ยขึ้นมา จักรพรรดิสวรรค์จีเจียก็ก้าวออกไปแล้วหายตัวไปจากจุดเดิม ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่…สถานที่กักตัวของจักรพรรดิสวรรค์เสวียนหัว
ขณะที่เขาปรากฏตัวนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เสวียนหัวร้องคำรามบ้าคลั่งออกมา การก่อตัวของเมล็ดเต๋าธาตุน้ำของหวังเป่าเล่อและการระเบิดของพลังธาตุไม้ทำให้จิตใจของเสวียนหัวเกือบจะสูญเสียเกราะป้องกันไป จากนั้นพลังฝึกตนของหวังเป่าเล่อก็ทะลวงขึ้นมา คล้ายกับมีการโจมตีไร้รูปกระแทกเข้ามาทำให้เสวียนหัวที่เดิมทีก็ยากจะต่อต้านได้ ทรุดทลายโดยพลัน
ขณะที่เสวียนหัวเป็นบ้าผมเผ้ายุ่งเหยิงอยู่ที่นี่ คนทั้งคนก็ผุดลุกขึ้นยืนราวกับอยากจะพุ่งออกจากสถานที่กักตน พุ่งออกจากตระกูลไม่รู้สิ้น แล้วเดินทาง…ไปสักการะบูชาที่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย!
แต่กลับถูกจักรพรรดิสวรรค์จีเจียที่เพิ่งมาถึงขัดขวางไว้แล้วสยบตัวเขาลงด้วยพลังทั้งหมด ถึงอย่างไรเขาก็เป็นร่างแยกของปรมาจารย์ตระกูลไม่รู้สิ้น พลังฝึกปรือสูงส่งล้ำลึกยิ่งกว่าเสวียนหัว ขณะนี้พอเขาใช้พลังทั้งหมดออกมา ในที่สุดก็ทำให้จิตใจเสวียนหัวฟื้นคืนเป็นปกติได้ แต่อิทธิพลที่หวังเป่าเล่อมีต่อเสวียนหัวจะธรรมดาง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร
ขณะที่เขาเดี๋ยวผุดเดี๋ยวล้มอยู่นั้น แม้ว่าสติปัญญาบางส่วนของเสวียนหัวจะฟื้นกลับมาแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มั่นคงเลย โชคดีที่จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงก็ปรากฏตัวต่อจากนั้นแล้วช่วยจีเจียสยบไว้ด้วยกัน ถึงได้ทำให้เสวียนหัวตัวสั่นเทาพร้อมกับใบหน้าซีดขาว นับว่าฝืนกดการคงอยู่ของจิตมารในร่างของเขาไว้ได้
แต่ในตอนนี้เอง…สีหน้าของจีเจียกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“ตี้ซาน…” ขณะที่เสียงเขาดังออกมา ดวงตาของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงก็หดเกร็งอย่างรุนแรง เขาหันหน้าทอดมองไปไกลๆ ทันที ประกายแสงในดวงตาของเขาคล้ายมองทะลุสายธารดวงดาวไปยังดาราจักรด้านหลังตระกูลไม่รู้สิ้นในตอนนี้ ท่ามกลางทะเลดวงดาวผืนนี้เอง ตี้ซานกำลังนั่งทำสมาธิ ตัวเขาหายดีไปมากกว่าครึ่งอย่างเห็นได้ชัด
กายเนื้อดั้งเดิมของตี้ซานถูกหวังเป่าเล่อสังหารไปแล้ว ดวงวิญญาณเทพของเขาก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าได้รับการรักษาอย่างทรงพลังแล้ว ไม่ใช่แค่กายเนื้อที่ถูกปั้นขึ้นใหม่อีกครั้งเท่านั้น คลื่นผันผวนของพลังฝึกตนก็ถึงขั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเมื่อก่อนเล็กหน่อยด้วย
จินตนาการได้เลยว่าทันทีที่พลังฝึกปรือของเขาฟื้นคืนกลับมาทั้งหมด เกรงว่าพลังต่อสู้ก็จะก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับสูงยิ่งกว่าระดับเดิมด้วย
แต่ในตอนนี้เอง…ขณะที่จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงและจักรพรรดิสวรรค์จีเจียมองไปยังตี้ซาน ทางหวังเป่าเล่อที่อยู่ในดาวอังคารของระบบสุริยะภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย แววตาจากร่างจริงของเขาส่องประกายจางๆ ก่อนก้าวออกมาฉับพลัน ก้าวหนึ่งเข้าไปยังอวกาศ
เมื่อเท้าของเขาแตะลงมา ร่างกายเขาก็พร่าเลือน เมื่อเงาร่างของเขาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เขาก็ออกมาจากดาวอังคาร ออกมาจากระบบสุริยะ ออกมาจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย แล้วปรากฏตัวที่…จักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น ปรากฏที่…ด้านหลังของตระกูลไม่รู้สิ้น ท่ามกลางทะเลดวงดาวที่ตี้ซานนั่งสมาธิอยู่!
ที่นี่คือบริเวณด้านหลังตระกูลไม่รู้สิ้นแล้ว ปกติหมื่นสำนักหมื่นและตระกูลไม่กล้าก้าวเข้ามาง่ายๆ แต่วันนี้…หวังเป่าเล่อเพียงก้าวหนึ่งก้าวก็ข้ามผ่านความเวิ้งว้าง จนมาถึงที่นี่แล้ว
และการปรากฏตัวของเขาก็ทำให้จักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นเกิดคลื่นผันผวนรุนแรงทันที นั่นคือการปะทะชนของมหาเต๋ากับมหาเต๋า เป็นอิทธิพลจากเต๋าธาตุไม้และธาตุน้ำของหวังเป่าเล่อที่มีต่อจักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้น
เพียงชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนตระกูลไม่รู้สิ้นจำนวนนับไม่ถ้วนก็พากันตัวสั่นเทา คล้ายกับว่าตอนนี้เอง พลังธาตุไม้และน้ำภายในร่างของพวกเขาล้วนถูกชักนำ โชคดีที่พลังแห่งเต๋าสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้นมาถึง จึงพอจะกำจัดมันไปได้
แต่สุดท้ายแล้ว กระบวนการที่ยังเกิดขึ้นต่ออีกไม่กี่อึดใจ…ทำให้ตระกูลไม่รู้สิ้นได้รับผลกระทบ แม้แต่วงแหวนปราณระดับสุดยอดที่เกิดจากเส้นเลือดของสำนักก็ยังได้รับผลกระทบเช่นกัน ส่วนทางหวังเป่าเล่อก็สามารถปรากฏตัวขึ้นที่นี่ได้อย่างราบรื่นไร้ใดเปรียบ
ไม่แปลกเลยที่ตี้ซานจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์ เขารู้สึกตัวทันที พริบตาที่เงยหน้ามองหวังเป่าเล่อ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ การเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันก็เกิดขึ้นกับกวงหมิงและจีเจียด้วย แต่ตอนนี้คนทั้งสองไม่อาจจากไปได้ เพราะทางเสวียนหัวนี้ จิตมารที่เดิมถูกบังคับสยบเอาไว้กลับคล้ายถูกเสริมแรงขึ้นมาในตอนนี้ และคล้ายกับถูกเพรียกหา มันระเบิดออกมาทันใด ทำให้คนทั้งสองจำต้องใช้กำลังทั้งหมดสยบเอาไว้จึงจำสำเร็จ ทำให้ไปช่วยเหลือไม่ได้ในระยะหนึ่ง
“หวังเป่าเล่อ!” ในแววตาของตี้ซานเผยความบ้าคลั่งออกมา เขาผุดลุกทันที อุปนิสัยของเขามุทะลุ ตอนนี้เมื่อรับรู้ถึงอันตราย เขาก็ไม่ได้ถอยหนี แต่กระโจนพุ่งออกจากทะเลดวงดาว คนทั้งคนกลายเป็นยอดเขาไร้ที่สิ้นสุดพุ่งตรงไปสยบยังหวังเป่าเล่อ
“ตี้ซาน ข้าชื่นชมเจ้ามาก” หวังเป่าเล่อกล่าวราบเรียบ แม้เขาจะสัมผัสกับจักรพรรดิสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้นมาหลายครั้ง แต่ตี้ซานผู้นี้มีบุคลิกเป็นของตัวเองจริงๆ ความเย่อหยิ่งและยึดมั่นแบบนั้นช่างเข้ากับการถูกเรียกว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์เสียจริง
ดังนั้น สำหรับจอมพลังเช่นนี้ หวังเป่าเล่อจึงเลือกใช้วิชาเต๋าธาตุไม้อันไร้ที่สิ้นสุดภายใต้กฎไม้เสริมน้ำในปัจจุบันนี้ออกมา ถึงแม้จะด้อยกว่าคืนพินาศ แต่ก็น่าตกตะลึงยิ่ง เขาโบกมือ ทั่วทั้งอวกาศส่งเสียงดังสนั่น เส้นสายธาตุไม้หลายเส้นปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าแล้วรวมตัวรอบกายของหวังเป่าเล่อโดยตรง ก่อตัวเป็นฝ่ามือไม้ขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง แล้วตบลงไปที่ภูเขาขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหาโดยตรง
ในเวลาเดียวกัน หวังเป่าเล่อก็สังเกตเห็นคลื่นผันผวนของเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดปรากฏขึ้นมาในตระกูลไม่รู้สิ้นอย่างแม่นยำ และมีเสียงคำรามต่ำดังมาจากที่ไกลๆ
“เฉินชิงจื่อ เจ้าวางแผนจะทำศึกตัดสินกับข้าในวันนี้จริงๆ หรือ”
หวังเป่าเล่อเงียบงัน ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่แววตาลึกล้ำอยู่สักหน่อย เขาลงมือรุนแรงยิ่งกว่าเดิม พลังฝึกตนระดับจักรพิภพชั้นกลางภายในร่างระเบิดออกมาโดยสมบูรณ์ เต๋าธาตุน้ำกลายเป็นพลังต้นกำเนิดของเต๋าธาตุไม้ มันโคจรจนถึงขีดสูงสุด ภายใต้ห้าธาตุส่งเสริมกันนี้ ทำให้เต๋าธาตุไม้เป็นเหมือนกับดวงดาวดวงเดียวในอวกาศที่ส่องสว่างเจิดจรัส
พริบตาเดียวฝ่ามือจากเต๋าธาตุไม้ก็ปะทะเข้ากับภูเขาลูกมหึมาที่เกิดจากตี้ซาน
อวกาศสะเทือนเลื่อนลั่น จุดที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันเกิดคลื่นผันผวนราวกับผลักภูเขาพลิกทะเลหลายชั้นพวยพุ่งขึ้นมาในทันที มันแผ่ขยายเสียงดังลั่นไปทั่วทุกทิศ ทุกที่ที่มันเคลื่อนผ่าน ภายในตระกูลไม่รู้สิ้นก็จะสั่นสะเทือน ถึงขั้นที่อวกาศก็ยังพังทลายลงมาและแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
และสิ่งที่แตกสลายก่อนใครก็คือ…ภูเขามหึมาที่เกิดจากตี้ซาน!
รอยร้าวหลายเส้นแพร่กระจายไปทั่วภูเขายักษ์ลูกนี้โดยตรง มันแผ่ขยายในชั่วพริบตา และในอึดใจต่อมา ภูเขากว้างใหญ่ไพศาลน่าตะลึงคล้ายจะสยบสรรพชีวิตหมื่นเต๋าไว้ได้ลูกนี้ก็พังทลาย แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
เงาโลหิตสายหนึ่งถูกพลังมหาศาลโจมตีเข้าจากข้างภายในภูเขาที่แตกละเอียดนี้ ขณะที่ถอยร่นไป เลือดก็พุ่งออกมาไม่หยุด ร่างกายคล้ายจะพังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตอนนี้ยังฝืนประคองไว้ได้อยู่ และเงาเลือดนั่นก็คือ…ผู้ที่มีแววตาไม่ยินยอมและขมขื่นยิ่งกว่าอย่างตี้ซาน!
…………
เต๋าฝั่งซ้ายสั่นสะเทือนกึกก้อง!
พลังอำนาจของเต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นได้สูญเสียกฎธาตุน้ำและกฎธาตุไม้ไปจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายโดยสิ้นเชิง แม้ดูคล้ายจะขาดไปเพียงสองเต๋า แต่ความจริงแล้วน้ำเสริมไม้ เต๋าสองชนิดนี้ส่งเสริมกันและกันในแง่หนึ่ง ทั้งยังสามารถทำให้เต๋าธาตุไม้บรรลุถึงขีดสุดแบบที่ใช้คำว่า ‘ไร้ที่สิ้นสุด’ มาบรรยายก็ไม่เกินจริง
จุดนี้เอง เมื่อหวังเป่าเล่อควบรวมเมล็ดแห่งเต๋าธาตุน้ำสำเร็จ ประสาทสัมผัสของเขาก็แรงกล้าอย่างยิ่ง เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าในทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายนี้ ขอแค่เป็นผู้ที่มีธาตุไม้แฝงอยู่ในวิถีฝึกตน ไม่ว่าจะฝึกฝนมานานเท่าใดก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสมบูรณ์ แค่เพียงหนึ่งความคิดก็สามารถสังหารทุกชีวิตจนสิ้นได้โดยใช้ธาตุไม้พวกนี้เป็นรากฐานแล้ว
ขณะเดียวกันเขาก็สัมผัสได้อย่างแรงกล้าว่าสถานที่ที่เขาอยู่นั้นมีพลังไม้แข็งแกร่งอย่างยิ่งจนสามารถสยบนับพันหมื่นวิชาเวทได้เลย
แต่เต๋าธาตุน้ำก็แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน เพียงแค่ขาดการหนุนนำเท่านั้น ดังนั้นนอกจากจะเป็นพลังเทพที่คล้ายคลึงกันแต่อ่อนกว่าเล็กน้อยแล้ว ส่วนใหญ่ตัวของมันก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นแหล่งกำเนิดที่ทำให้พลังไม้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
หวังเป่าเล่อเข้าใจแล้ว ทันทีที่ตนควบรวมเมล็ดแห่งเต๋าธาตุทอง แล้วทองก็จะเสริมน้ำ ทีนี้ก็จะทำให้เต๋าธาตุน้ำบรรลุถึงระดับไร้ที่สิ้นสุดเหมือนกับเต๋าธาตุไม้ได้ ขณะเดียวกัน นอกจากห้าธาตุจะกดข่มกันและกันแล้ว มันยังส่งเสริมกันและกันอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ขณะที่เต๋าธาตุน้ำรุ่งโรจน์ ก็จะทำให้เต๋าธาตุไม้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้นแล้วขยายตัวเพิ่มระดับขึ้นอีกครั้ง
ด้วยหลักการแบบเดียวกันนี้ ถ้าหากว่าตนควบรวมเมล็ดแห่งเต๋าธาตุไฟขึ้นมา เช่นนั้น…ไม้เสริมไฟ เมื่อเต๋าธาตุไฟก่อตัวขึ้น พลังอันน่าเกรงขามก็จะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่น่าตกตะลึงโดยตรงทีเดียว
“เต๋าแปดปรมัตถ์…มิน่าถึงต้องใช้ธาตุทั้งห้ามาเป็นพื้นฐาน ห้าธาตุนี้ไม่ใช่แค่รากฐานเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นคือตัวมันยังส่งเสริมและกดข่มกันและกัน พอเป็นวงจรเช่นนี้ต่อไป วันหนึ่งเมื่อข้าทำให้ธาตุทั้งห้าครบสมบูรณ์ได้ล่ะก็…” แววตาของหวังเป่าเล่อเผยประกายแสงประหลาด ตัวเขาเองก็ไม่อาจคาดการณ์อะไรได้ เมื่อธาตุทั้งห้าครบสมบูรณ์ เขาก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้!
และนี่…ก็เป็นเพียงรากฐานของเต๋าแปดปรมัตถ์เท่านั้น เต๋าทั้งสามที่เหลือต่อจากนี้ หรือพูดให้ถูกก็คือ เต๋าอย่างสุดท้ายจึงจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่แท้จริงเมื่อเขาสะสมเต๋าแปดปรมัตถ์จนครบทั้งหมดแล้ว
“เช่นนั้นต่อจากนี้…ก็คือการยกระดับครั้งแรกก่อนการก้าวกระโดดอย่างแท้จริง!” หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง ยกมือขวาขึ้น ขณะเดียวกันที่ด้านนอกระบบสุริยะ ร่างธรรมกายขนาดมหึมาที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอวกาศก็ลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วยกมือขวาขึ้น ก่อนกดลงเบาๆ ไปทางระบบสุริยะ
ขณะที่กดลงไป ทันใดนั้นระบบสุริยะก็ส่งเสียงสั่นสะเทือนขึ้นมา คลื่นผันผวนปรากฏขึ้นมามากมาย จากนั้น…แผ่นผนึกโลกาขนาดมโหฬารไร้ใดเปรียบที่ปกคลุมทั่วทั้งระบบสุริยะก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
จะเห็นได้ว่าที่มุมหนึ่งซึ่งเคยขาดหายไปของแผ่นผนึกโลกา มีเงาร่างของจื่อเยว่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น และจื่อเยว่ก็คล้ายจะรู้สึกตัว หลังจากเงยหน้าจ้องมองมา นางก็คุกเข่าคารวะ
“เปิดแผ่นผนึกโลกา หมื่นโลกผสานรวม!” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเรียบ เสียงของเขาดังสะท้อนอยู่ในระบบสุริยะ สะท้อนอยู่ในอวกาศ ทำให้อารยธรรมทั้งหลายที่มายื่นข้อเสนอผสานรวมเข้ากับระบบสุริยะในตอนนี้ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ผู้นำของสหพันธรัฐอู๋เมิ่งหลิงและบุคคลระดับสูงของกลุ่มพันธมิตรก็เช่นเดียวกัน พวกเขาดำเนินการส่งคำสั่งผสานรวมไปให้กับอารยธรรมต่างๆ ที่รออยู่นานแล้วทันที
ดังนั้นในชั่วพริบตา ภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็มีอารยธรรมน้อยใหญ่จำนวนเกินกว่าแปดพันแห่งจากต่างที่ล้วนส่องแสงแรงกล้าออกมา ในอารยธรรมเหล่านี้ มีห้าอารยธรรมที่มีประกายแสงสว่างไสวที่สุด
นั่นก็คืออดีตห้าสำนักใหญ่ซึ่งรวมไปถึงเต๋าเก้ารัฐ!
แผ่นผนึกโลกาของระบบสุริยะคล้ายคลึงกับระบบพิกัด พริบตาที่ถูกหวังเป่าเล่อเปิดออกมาก็ได้ชักนำอารยธรรมน้อยใหญ่ทั้งแปดพันแห่งจากต่างพื้นที่เคลื่อนเข้ามายังระบบสุริยะ
ผู้ที่มาคนแรกก็คือ…เต๋าเก้ารัฐ สำนักนี้ไม่มีความลังเลใดๆ เป็นพวกแรกที่เลือกเช่นนี้ พวกเขาผสานรวมเข้าไปในระบบสุริยะโดยสมบูรณ์ จากนั้นก็เป็นสี่สำนัก ต่อมาคืออารยธรรมน้อยใหญ่แปดพันแห่งที่ตามกันมาติดๆ
ระบบสุริยะจึงคล้ายกับวังน้ำวนขนาดมหึมาที่ดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วนำอารยธรรมแปดพันกว่าแห่งเข้ามาเก็บเอาไว้ข้างในทั้งหมด ทำให้ตัวของมันแผ่ขยายอย่างต่อเนื่อง ขอบเขตขยายกว้างใหญ่อย่างบ้าคลั่งไปทั้งสี่ทิศ
ถ้าหากเปลี่ยนเป็นอารยธรรมอื่น ตอนนี้คงประคองต่อไปไม่ไหวและจะต้องพังทลายแน่ แต่จุดที่น่าประหลาดของแผ่นผนึกโลกาก็แสดงออกมาชัดเจนอย่างสมบูรณ์ในตอนนี้เอง มันผนึกแก่นของระบบสุริยะไว้ ทำให้แม้ว่าจะแผ่ขยายอย่างต่อเนื่องอย่างไร ระบบสุริยะก็ยังคงเสถียรมั่นคงเช่นเดิม!
ขณะเดียวกัน…เมื่อห้าสำนักใหญ่และอารยธรรมแปดพันกว่าแห่งผสานเข้ามา ขนาดของระบบสุริยะก็ก้าวกระโดดขึ้นในเชิงคุณภาพ สรรพชีวิตทั้งหมดภายในกลุ่มพันธมิตรล้วนเลื่อนขั้นระดับชีวิตอย่างใหญ่หลวงในชั่วขณะนี้เอง
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ที่หวังเป่าเล่อได้รับประโยชน์มากที่สุด เพียงแต่พลังฝึกตนของเขาล้ำลึกเกินไป รากฐานหนาแน่นเกินไป ดังนั้นแม้ว่าจะดูดซับพลังที่เกิดจากการผสานหมื่นโลกเข้าไปมากกว่าครึ่ง แต่การขยับเขยื้อนของพลังฝึกตนก็ยังเชื่องช้าเช่นเดิม
แต่…แม้ว่าจะเชื่องช้าอย่างไรก็ยังเลื่อนระดับไปอย่างมั่นคง มันค่อยๆ บรรลุถึงขั้นสุดยอดของจักรพิภพชั้นต้น แล้วไปถึงจักรพิภพชั้นต้นขั้นมหาวัฏจักรอย่างช้าๆ
จนกระทั่งท่ามกลางสายตาจากสำนักเสริมและตระกูลไม่รู้สิ้นรวมไปถึงสำนักแห่งความมืดที่จดจ้องมา และหลังจากอารยธรรมแปดพันกว่าแห่งผสานเข้ามาโดยสมบูรณ์ ไปจนถึงชั่วขณะนี้ที่ระบบสุริยะมีขนาดเทียบเท่ากับหนึ่งในร้อยของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายในพริบตา…
ตอนนั้นเอง ร่างกายของหวังเป่าเล่อส่งเสียงสะเทือนกึกก้องดังไปทั่วจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ขณะที่เกิดเสียงดังสนั่นนี้ ธรรมกายของเขาก็แผ่ประกายแสงพร่างพราวออกมาแล้วขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อขยายจนถึงขีดสุดแล้ว ประกายแสงภายในร่างของเขาก็ไหลวน อานุภาพสะเทือนฟ้า ส่วนร่างจริงของเขาก็เช่นเดียวกัน จักรวาลภายในร่างคล้ายถูกผ่าฟ้าแยกดินจนขยายใหญ่อย่างไร้ที่สิ้นสุด
สุดท้าย…ชั่วขณะที่ดวงตาของร่างจริงหรุบเปิด ผมของเขาก็งอกยาวอย่างไม่มีขีดจำกัดจนแผ่สยายไปทั่วทั้งดาวอังคาร แผ่สยายไปถึงครึ่งหนึ่งของระบบสุริยะ ผมของเขาพลิ้วไสวอยู่ในอวกาศ ในที่สุดพลังฝึกตนของเขา…ก็ทะลวงจากจักรพิภพชั้นต้น ก้าวเข้าสู่…
จักรพิภพชั้นกลาง!
พริบตาที่เลื่อนระดับจนถึงจักรพิภพชั้นกลาง อานุภาพบนร่างของหวังเป่าเล่อก็ปกคลุมทั่วทั้งระบบสุริยะที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่รู้กี่เท่าในปัจจุบันทันที ประกายแสงเจิดจ้าเสียดตา พราวพร่างถึงขีดสุด
ทำให้ปรมาจารย์แห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณก้มหน้าลง ทำให้จักรพรรดิสวรรค์สองสามคนของตระกูลไม่รู้สิ้นหายใจถี่รัว ทำให้ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลไม่รู้สิ้นผู้นั้นขมวดคิ้วมุ่น!
“ชั้นกลางขั้นที่สาม…ดูจากพลานุภาพของเขาแล้ว ชีวิตนี้คงจะต้อง…มุ่งสู่สวรรค์!” ในระบบสุริยะ อู่น้อยก็ตัวสั่นเทาเช่นกัน สีหน้าเผยความเคารพบูชาโดยไม่รู้ตัว เขาก้มหน้าพึมพำ
ขณะที่ระบบสุริยะขยายตัวจนน่าตะลึงและทุกคนถูกอานุภาพของหวังเป่าเล่อสั่นสะเทือนอยู่นั้น ความคิดของหวังเป่าเล่อก็พลุ่งพล่าน เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งของตนเอง รู้สึกถึงความคิดที่เคลื่อนไหว และสามารถชักนำพลังอันน่าสะพรึงของพายุจักรวาลได้ แต่ไม่นานเขาก็นิ่งสงบลงเพราะนึกถึงเส้นทางของเต๋าแปดปรมัตถ์ต่อจากนี้ขึ้นมา
เพราะว่าหลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้วก็ยังคิดว่า…หลังจากเต๋าห้าธาตุเต็มสมบูรณ์แล้ว บางทีตนอาจจะเป็นเจ้าแห่งเต๋าธาตุไม้ก็ได้
เพราะว่า…เต๋าธาตุไม้ของเขา มันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง!
“สุดท้ายจะเป็นเช่นที่ข้าคาดเดาหรือไม่ เชื่อว่าอีกไม่นาน…ก็จะมีคำตอบแล้ว” หวังเป่าเล่อหรี่ตา ส่วนลึกในแววตามีแสงสว่างสดใสปรากฏขึ้น ประกายแสงนี้แผ่ขยายในพริบตาจนปกคลุมทั่วทั้งนัยน์ตาของเขาแล้วไปกระตุ้นเมล็ดธาตุไม้และเมล็ดธาตุน้ำภายในร่างของหวังเป่าเล่อ
พริบตาเดียว ผู้ฝึกตน จิตวิญญาณ ต้นไม้ใบหญ้า และแม่น้ำลำธารจำนวนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ส่งเสียงก้องสะเทือนกึกก้องขึ้นมาทั้งหมด ตอนนี้ท่ามกลางดวงดาวนับไม่ถ้วนมีแม่น้ำลำธารมากมายไหลบ่ากระหน่ำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่พึ่งพาน้ำเพื่ออยู่รอดก็สั่นสะท้านด้วยเช่นกัน
ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหว น้ำทะเลร้องคำราม ผู้ฝึกตนแทบจะทั้งหมดไม่ว่าจะมีพลังฝึกตนระดับไหนล้วนคุกเข่าคำนับไปทางระบบสุริยะตามสัญชาตญาณในชั่วพริบตา แววตาล้วนเผยความเคารพและความคลั่งไคล้ออกมา
ที่นั่น…คือสถานที่แสวงบุญของพวกเขา
ที่นั่น…มีสุดยอดของชีวิตของพวกเขาอยู่
ที่นั่น…ยิ่งมีต้นกำเนิดแห่งเต๋าของพวกเขา
ขณะนี้ทุกชีวิตคุกเข่าคารวะ
ขณะนี้นภาสวรรค์ก้มศีรษะ
ขณะนี้อวกาศเกิดระลอกคลื่นไร้ที่สิ้นสุด
สำนักเสริมกำลังเฝ้าดูอยู่ ตระกูลไม่รู้สิ้นกำลังเฝ้าดูอยู่ สำนักแห่งความมืดกำลังเฝ้าดูอยู่ ชั่วขณะนี้…ทั่วทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นล้วนกำลังเฝ้าดู!
เฝ้าดูการผุดขึ้นของจักรพรรดิสวรรค์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย เฝ้าดูความน่าตกตะลึงของเต๋าธาตุน้ำและธาตุไม้ ยิ่งเฝ้ามองดู…ฉากที่กำจะเกิดขึ้นและไม่เคยถูกเปิดเผยออกมาตั้งแต่อดีต…การถือกำเนิดของเจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้าย!
“จากนี้ไป…จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายมีข้าแซ่หวังเป็นผู้ปกครอง!” ท่ามกลางสายตาของสรรพชีวิต หวังเป่าเล่อที่อยู่บนดาวอังคารก็ค่อยๆ พูดขึ้น ประโยคนี้ถูกเผยแพร่ผ่านวิถีเต๋า ดังก้องกังวานอยู่ในใจของสรรพชีวิตในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ก้องกังวานอยู่ระหว่างต้นไม้ใบหญ้าและแม่น้ำทะเล ก้องกังวานไปทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์
“เจ้าแห่งเต๋า!”
“เจ้าแห่งเต๋า!!”
“เจ้าแห่งเต๋า!!!” ไม่รู้ว่าเสียงร้องเรียกเสียงแรกนั้นดังมาจากทางไหน จากนั้นเสียงร้องเรียกก็ค่อยๆ ดังกระจายออกไป จากดวงดาราทุกดวง จากอารยธรรมทุกแห่ง จากผู้ฝึกตนทุกคน จากต้นไม้ใบหญ้าทุกต้น จากภายในท้องทะเลและสายน้ำไร้ที่สิ้นสุด แพร่กระจายไปทั่วทุกทิศ!
ตอนนี้เอง หวังเป่าเล่อก็กลายเป็น…เจ้าแห่งเต๋าฝั่งซ้ายผู้เหมาะควรแล้ว!
……………………………….
หากการต่อสู้ระหว่างหวังเป่าเล่อกับจักรพรรดิสวรรค์ตี้ซานเป็นศึกสู่เทพเจ้า เช่นนั้นศึกที่เขามาสังหารปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐได้ทั้งๆ ที่ห้าสำนักใหญ่ร่วมมือกันและทำให้ห้าสำนักยอมจำนน ก็เป็นศึกสู่จักรพรรดิ!!
จักรพรรดิแห่งเต๋าฝั่งซ้าย!
ขณะนี้ ภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายอันกว้างใหญ่ จึงไม่มีเสียงคัดค้อนหวังเป่าเล่ออีกต่อไป
ขณะนี้ ภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายอันกว้างใหญ่ หมื่นตระกูล สำนักอีกนับไปถ้วน และอารยธรรมทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ถือเอาหวังเป่าเล่อเป็น…จักรพรรดิ!
สี่สำนักใหญ่เป็นผู้ตอบรับกลุ่มแรกและเริ่มเดินทางมาสักการะ จากนั้นก็เป็นเต๋าเก้ารัฐ…หลังจากปรมาจารย์เฒ่าแตกดับไปแล้ว ถ้าหากพวกเขาคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เช่นนั้นก็จะต้องก้มหน้าต่ำ และเต๋าเก้ารัฐ…ก็ไม่มีสิทธิ์จะเงยหน้าขึ้นด้วย ดังนั้นหลังจากหวังเป่าเล่อจากไปแล้ว บุคคลระดับสูงที่เหลืออยู่ในเต๋าเก้ารัฐก็มีท่าทีเหมือนกันอย่างรวดเร็ว พวกเขาก้มหัวลงไปทาง…ระบบสุริยะ สหพันธรัฐ หวังเป่าเล่อ!
ขณะเดียวกันเต๋าเก้ารัฐก็เป็นพวกแรกในห้าสำนัก…ที่เสนอตัวจะผสานดาราจักรของตนเข้าไปในระบบสุริยะก่อน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่ก็มองออกได้ว่าผู้มีอำนาจของเต๋าเก้ารัฐมีทัศนคติเที่ยงตรงอย่างยิ่งจริงๆ
เมื่อสี่สำนักเห็นเช่นนี้ก็พากันร้องขอสิ่งนี้ออกมาเช่นกัน…
ระบบสุริยะในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่สำนักหรือตระกูลใดจะสามารถเข้าร่วมได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ…เมื่อได้รับคำขอในเรื่องเหล่านี้ หวังเป่าเล่อไม่ได้ให้ความสนใจ เขามอบให้ผู้นำสหพันธรัฐอู๋เมิ่งหลิงเป็นคนจัดการ
ส่วนทางอู๋เมิ่งหลิงนั้น แม้ว่าพลังฝึกตนของเขาจะไม่เพียงพอ แต่ทักษะของเขาสูงอย่างยิ่ง ทำให้ผู้มาเยือนจากห้าสำนักไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติมแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แต่เขาก็เป็นที่ยอมรับทางจิตใจด้วย ถึงขั้นมีผู้ฝึกตนหญิงสองสามคนที่อยู่ระดับจักรพิภพมีความสุขอย่างมากตอนที่คบหาพูดคุยกับอู๋เมิ่งหลิง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การพัฒนาของทั้งสหพันธรัฐของระบบสุริยะจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นอย่างยิ่ง ส่วนทางอู๋เมิ่งหลิงก็มองหวังเป่าเล่อเป็นลูกเขยบ้านตนตั้งนานแล้ว ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงพิจารณาถึงความต้องการของหวังเป่าเล่อเป็นอันดับแรก
เมื่อหวังเป่าเล่อกลับมาและศึกษาหยดน้ำตาหยดนั้น เขาก็เสนอว่าอยากจะให้โรงหล่อของสำนักและตระกูลทั้งหลายหล่อของอย่างที่เขาต้องการให้สำเร็จ อู๋เมิ่งหลิงก็จัดการเรื่องนี้ให้ทันที ทั้งเขายังมีฐานะเป็นองค์ประกอบแรกในการประเมินเพื่อเข้าร่วมสหพันธรัฐด้วย
และหวังเป่าเล่อก็ไม่กังวลว่าจะมีคนมองเห็นถึงเบาะแสผ่านโรงหล่อพวกนั้นด้วย เพราะแก่นของมันอยู่ที่เขา สิ่งที่สำนักและตระกูลทั้งหมดต้องทำมีเพียงให้ความช่วยเหลือเท่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะต่อลมหายใจให้กันและกัน แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางฟื้นตัวกลับมาได้
ดังนั้นในไม่ช้า นักหลอมอาวุธเวททั้งหมดภายในตระกูลและสำนักทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็เริ่มยุ่งง่วน ตราอักขระกึ่งสำเร็จรูปจำนวนมากจึงถูกส่งไปอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อในดาวอังคาร
ขณะเดียวกัน…จากความรุ่งโรจน์ของระบบสุริยะภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายนั้น สำนักเสริมก็ดี จักรพิภพใจกลางไม่รู้สิ้นก็ช่าง ล้วนไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในเต๋าฝั่งซ้ายแม้แต่นิด ถึงขั้นที่แม้แต่คำสั่งสงคราม…ก็ไม่ได้ส่งต่อมาด้วย
สิ่งนี้ทำให้สถานะของหวังเป่าเล่อในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายมั่นคงยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น…ระบบสุริยะจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างคึกคักเหลือแสน มีสำนักและตระกูลของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายจำนวนมากเดินทางมาคารวะแทบจะทุกวัน
ส่วนเครือข่ายความสัมพันธ์ของหวังเป่าเล่อก็ยากจะปกปิดเป็นความลับได้ จึงถูกสำนักเหล่านี้รู้เข้า ดังนั้นสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จึงกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในหมู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกันนั้นนครศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน
และยังมีเจ้าเยี่ยเหมิงกับโจวเสี่ยวหยาที่ยิ่งทำให้สำนักตระกูลเหล่านี้บ้าคลั่ง ต่างพากันไปเยี่ยมเยียนและส่งของขวัญใหญ่ ไม่ร้องขออย่างอื่น เพียงให้รู้สึกคุ้นตา
สำหรับเรื่องพวกนี้ เจ้าเยี่ยเหมิงรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย จึงกักตนเสียเลย แต่ทางด้านโจวเสี่ยวหยากลับแสดงความสามารถที่แต่ก่อนไม่เคยมีออกมา ด้านการจัดการเรื่องเหล่านี้นางกลับมีระเบียบดียิ่ง มีของขวัญมอบกลับให้แก่ผู้มาเยือน ทำให้แม้ว่าผู้มาเยือนจะไม่ได้พบนาง แต่ก็จากไปอย่างซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เป็นเช่นนี้ ขณะที่สหพันธรัฐหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ด้วยความช่วยเหลือของอารยธรรมดวงเนตรสววรค์และอารยธรรมครามทองคำ และเมื่อคำร้องขอของอารยธรรมหลายต่อหลายแห่งได้รับการอนุมัติ ระบบสุริยะจึงถูกเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องให้ใครอื่นมาให้การยอมรับแล้ว
ถ้าหากที่นี่ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นในเต๋าฝั่งซ้ายตอนนี้ก็ไม่มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ส่วนทางหวังเป่าเล่อก็นับว่าเข้าสู่ช่วงกักตนอีกครั้ง เมื่อศึกษาหยดน้ำหยดนั้นอย่างต่อเนื่อง หวังเป่าเล่อก็ยิ่งแน่ใจว่า…นี่คือหยดน้ำตาหนึ่งหยด!
เพราะทุกครั้งที่เขาใส่สัมผัสสวรรค์เข้าไปก็จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพิเศษบางอย่าง คล้ายเศร้าโศกคล้ายดีใจ แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนความว่างเปล่า ไม่ดีใจไม่เศร้าโศก ราบเรียบเงียบสงบยิ่ง
“นี่เป็นหยดน้ำตาที่ไหลมาจาก…สิ่งมีชีวิตสูงสุดแบบไหนกัน” แววตาของหวังเป่าเล่อเผยประกายแสงแปลกประหลาด เขาสัมผัสได้ว่าภายในหยดน้ำตาหยดนี้แฝงไว้ซึ่งพลังชีวิตอันเข้มข้น ยิ่งมีความหมกมุ่นยึดติด ราวกับ…เป็นน้ำตาแห่งความรัก
ตามการวิเคราะห์ของเขา น้ำตาที่เหมือนกับสารัตถะเช่นนี้น่าจะไม่ได้มีแค่หยดเดียว แต่ยากจะมีเกินกว่าสามหยด และในทุกหยดก็ต้องแฝงไว้ซึ่งกระแสเต๋าไร้ที่สิ้นสุด
“เป็นของจากโลกภายนอกอีกหรือ…” หวังเป่าเล่อก้มหน้ามองดูน้ำตาที่กลางฝ่ามือ ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ สีหน้าของเขาก็ขยับไหว เขารู้สึกว่าบนตัวเขามีของบางอย่างที่เหมือนกัน ตอนนี้ก็คล้ายจะแผ่คลื่นความผันผวนออกมา
หลังจากตรวจสอบตามคลื่นผันผวนนั้น สายตาของหวังเป่าเล่อก็เผยความสับสนงงงวย เขาหยิบต้นเหตุของคลื่นผันผวนนั้นออกมา มันคือขวดเล็กๆ ใบหนึ่ง…ขวดปรารถนา!
ขณะนี้ขวดปรารถนาสั่นสะเทือนด้วยตัวมันเอง แต่กลับไม่มีความร้อนไหลออกมาเหมือนอธิษฐานขอพร ความรู้สึกที่มอบให้หวังเป่าเล่อราวกับว่า…เรื่องราวที่แฝงอยู่ในขวดเล็กใบนี้คล้ายจะมีเหตุต้นผลกรรมกับหยดน้ำตาหยดนี้
ขณะที่หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง เขาก็คล้ายจะได้ยินเสียงแผ่วเบาดังออกมาจากขวดใบเล็กได้รางๆ
“ที่แท้ น้ำตาหยดที่สามก็อยู่ที่นี่…”
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงแล้วลุกขึ้นมาทันที เขาคำนับไปให้กับขวดปรารถนา
“คารวะผู้อาวุโส”
เขาจำเสียงนี้ได้ ที่ก้นแม่น้ำแห่งความมืด เขาติดหนี้บุญุคณ…อีกฝ่าย
“ใช้น้ำตานี้ให้เป็นประโยชน์…นับว่าเจ้าได้ตอบแทนบุญคุณแล้ว” เนิ่นนาน เสียงภายในขวดปรารถนาก็ดังออกมาอย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆ สลายหายไป
สีหน้าของหวังเป่าเล่อเคร่งขรึม เขากอบหมัดคำนับอีกครั้ง
จากนั้นก็เก็บขวดปรารถนาขึ้นมาแล้วมองไปยังน้ำตากลางฝ่ามือของเขาอีกครั้ง ประกายแปลกประหลาดในแววตาของเขาเข้มข้นยิ่งขึ้น แม้จะไม่รู้ที่มาของของสิ่งนี้ แต่เขาก็เข้าใจแล้วว่า น้ำตาหยดนี้…ไม่ธรรมดา
“ยังมีหุ่นศพนั่น…” ดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายแววครุ่นคิด หุ่นศพตนนั้นเคยปรากฏขึ้นบนสนามรบที่เต๋าเก้ารัฐ ไม่มีจุดไหนน่าสงสัย ดังนั้นความน่าจะเป็นน้อยสุดคือตัวของมันมีความแปลกประหลาด ความน่าจะเป็นมากสุดคือตอนที่อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ก็ได้รับน้ำตาหยดนี้มาแล้วผสานเข้าไปในตัว เพื่อพยายามดูดซับพลังชีวิตให้ตนฟื้นคืนชีพขึ้นมา
แต่ท้ายที่สุดแล้ว…ภายใต้เหตุผลมากมาย เขาก็ยังล้มเหลว
ส่วนที่ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นหวังเป่าเล่อไม่รู้ และมันไม่ใช่จุดสำคัญที่เขาต้องให้ความสนใจในตอนนี้ด้วย ดังนั้นไม่นานเขาก็ถอนความคิดกลับมาแล้วผนึกมุทรา ตราประทับกึ่งสำเร็จรูปที่นักหลอมอาวุธเวทจากสำนักตระกูลในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายหลอมขึ้นก็ถูกเขานำออกมา จากนั้นจึงเริ่มการหลอมกลั่นธาตุน้ำ!
การหลอมกลั่นครั้งนี้ยากลำบากมาก ดังนั้นตราประทับจึงต้องมีจึงมีจำนวนมากจนน่าตกใจ แต่ทุกครั้งที่ล้มเหลวก็จะสร้างความเสียหายบางอย่างให้กับหยดน้ำตา ถึงแม้ของสิ่งนี้จะไม่ธรรมดา แต่ถึงอย่างไร…มันก็ยังไม่ดีเท่าร่างจริงของเขา
และหลังจากล้มเหลวไปสามครั้ง หวังเป่าเล่อก็หยิบขวดปรารถนาออกมาแล้ววางไว้ข้างๆ จากนั้นจึงอธิษฐานมันตรงๆ เสียเลย
“ข้าขออธิษฐาน แม้ว่าการหลอมกลั่นของสิ่งนี้จะล้มเหลวก็จะไม่ทำให้ของสิ่งนี้เสียหาย!”
เขาไม่ได้อธิษฐานให้ทำสำเร็จตรงๆ เพราะความเป็นไปได้ของเรื่องนี้มีไม่มาก อีกทั้งยังมีทัศนคติไม่มั่นใจอยู่สักหน่อย ดังนั้นเขาจึงไม่อยากลอง และเนื่องจากเขารู้ว่าการอธิษฐานไม่ให้ของสิ่งนี้เสียหายจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน และนั่นคือทัศนคติของเขาเช่นกัน
ความจริงปรากฏเป็นเช่นนี้จริงๆ หลังจากหวังเป่าเล่ออธิษฐานแล้ว ขวดปรารถนาก็เงียบลงครู่หนึ่งแล้วแผ่ไอร้อนออกมา มันแพร่กระจายไปรอบตัวหยดน้ำตา เมื่อเห็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็กระแอมไอหนึ่งที รู้ว่านี่นับว่าเป็นกลอุบายอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงลุกขึ้นคำนับแล้วหลอมต่อ
ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อเวลาผันผ่านไป ภายใต้ความช่วยเหลือของผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายและท่ามกลางตราประทับจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งมาให้ไม่หยุดนี้ หวังเป่าเล่อล้มเหลวไปหลายสิบครั้ง ในที่สุดหลังผ่านมาสามเดือน…เขาก็ทำให้ตราประทับนับพันนับหมื่นหลอมเข้าไปในหยดน้ำตาได้ ทำให้หยดน้ำตานี้มีประกายแสงสว่างไสวในพริบตา แล้วกลายเป็น…เมล็ดที่บรรจุเต๋าธาตุน้ำเอาไว้!
ทันใดนั้น ทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ขอเพียงเป็นเต๋าที่เกี่ยวข้องกับน้ำล้วนแต่สั่นสะเทือนทั้งหมด เต๋าสวรรค์ไม่รู้สิ้นก็ยิ่งร้องคร่ำครวญออกมาอย่างชัดเจน อำนาจของน้ำในร่างมันถูกชิงไป…โดยภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย!
……………………………
หลังจากเฉินชิงจื่อกลายร่างเป็นเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดที่จุติมายังจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นแล้ว เมื่อเป็นตายก็ไม่มีโอกาสได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไม่รู้สิ้นหรือว่าสำนักพันธมิตรอื่นๆ ล้วนเป็นเช่นนี้ทุกประการ
เป็นเพราะกฎการฟื้นคืนชีพถูกควบคุมไว้ นี่ก็คือต้นเหตุของการก่อสงครามระหว่างสำนักแห่งความมืดกับตระกูลไม่รู้สิ้นครั้งนี้นั่นเอง ไม่อย่างนั้นล่ะก็…ศึกครั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นในเรื่องนี้ เฉินชิงจื่อผู้เป็นเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดจึงมีกฎการควบคุมอยู่ในมือมากมาย อำนาจมากกว่าครึ่งล้วนใช้ไปกับส่วนนี้ แม้ว่าอำนาจของเต๋าสวรรค์ตระกูลไม่รู้สิ้นจะมีมากเช่นกัน แต่ก็ยังขาดในด้านนี้ไปเล็กน้อย
ดังนั้นทุกคนที่เสียชีวิตในช่วงหลายปีมานี้จึงตกตายกันจริงๆ ใช้คำว่าวิญญาณร่างกายล้วนหายไปหมดมาบรรยายก็ไม่เกินจริงเลย…ตัวอย่างเช่นปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐในตอนนี้ พริบตาที่มือซ้ายของหวังเป่าเล่อสัมผัสกับหว่างคิ้วของเขา เขาก็…วิญญาณร่างกายสลายหายไป ร่างวิญญาณถูกทำลายสิ้น!
ความจริงแล้วหากเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ธรรมดาทั่วไป ภายใต้การร่วมมือของห้าสำนักใหญ่และการกดดันของกฎน้ำเสริมไม้เช่นนี้ ต่อให้หวังเป่าเล่อจะใช้คืนพินาศออกมาก็ยากจะสังหารปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐที่รวบรวมพวกเขาเข้ามาในสำนักตนและใช้พลังต่อสู้ระดับจักรวาลออกมาให้สิ้นซากได้อย่างสะอาดหมดจดแบบนี้แน่
ศึกครั้งนี้นับว่าหวังเป่าเล่อมีเล่ห์เหลี่ยม เขาใช้คืนพินาศจัดการเคล็ดวิชาลับของแต่ละสำนักเสียก่อน จากนั้นก็ดึงแก่นเต๋าของปรมาจารย์เก้าเต๋า หรือก็คือหยดน้ำตาเม็ดนั้นออกมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลา
แม้ว่าสิ่งที่เขาหยิบออกมานั้น โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นภาพฉายมายา แต่…ระหว่างมายากับความเป็นจริงมักจะแตกต่างที่ความแข็งแกร่งอ่อนแอเท่านั้น ในแง่หนึ่งสามารถเปรียบเทียบโดยใช้ความลวงและความจริงได้ เมื่อความลวงแข็งแกร่งยิ่งกว่าจนทุกคนเชื่อว่าเป็นจริงแล้ว เช่นนั้นมันก็คือความจริง
กลับกัน…ความเป็นจริงก็สามารถกลายเป็นความลวงได้ด้วย
มายากับความจริงก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตมายาแข็งแกร่งยิ่งกว่าความจริง แล้ว…ใครคือตัวจริงและใครคือมายากันแน่
คำถามนี้ไม่อาจตอบได้ง่ายๆ แต่หวังเป่าเล่อใช้วิชาเต๋าของตนพิสูจน์ข้อนี้แล้ว น้ำตามายาของเขาทำให้ตัวของเก้าเต๋าอ่อนแอ เมื่อจัดการปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐล่วงหน้าได้แล้ว ก็เป็นผลให้ในท้ายที่สุด ภายใต้การได้เปรียบเสียเปรียบนี้ เก้าเต๋าก็ไม่ใช้ระดับจักรวาลอีกต่อไป เป็นเพียงกึ่งจักรวาลเท่านั้น
และกึ่งจักรวาล…สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ฆ่าได้…ไม่ยาก!
ท่ามกลางเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นในชั่วขณะนี้เอง ร่างของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐก็สั่นระริก เขาฝืนลืมตาจนถึงวินาทีสุดท้าย เมื่อมองไปที่หวังเป่าเล่อ เขาก็ไม่มีลมหายใจเกื้อหนุนให้เอ่ยพูดแล้ว เมื่อภาพตรงหน้าเลือนราง จิต ปราณ วิญญาณของร่างกายเขาก็สลายหายไปทันที
ท่ามกลางการสูญสลายนี้ มองเห็นความแก่ชราของร่างกายเขาได้ด้วยตาเปล่า คล้ายกับว่ากาลเวลาหลายหมื่นปีไหลผ่านตัวเขาไปในเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจ กายเนื้อของเขากลายเป็นโคลนทันที จากนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านลอยล่องแล้วหายไปจากประตูภูเขาของเต๋าเก้ารัฐ
ตอนนี้เอง สนามรบรอบด้านก็เงียบงันในชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนของเต๋าเก้ารัฐแต่ละคนตัวสั่นเทา มองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน ดวงตาเผยความไม่อยากเชื่อ
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นมา เสียงร้องไห้ดังแผ่ไปทั่วทั้งสี่ทิศ
“ท่านปรมาจารย์!”
“ท่านปรมาจารย์!!”
ขณะที่เสียงร้องไห้สะท้อนไปทั่ว ผู้ฝึกตนของเต๋าเก้ารัฐแต่ละคนก็พากันคุกเข่าคำนับไปยังจุดที่ปรมาจารย์เก้าเต๋าสูญสลาย สีหน้าเจ็บปวดถึงขีดสุด ความจริงแล้วทั่วทั้งเต๋าเก้ารัฐนั้นมีท่านปรมาจารย์เก้าเต๋าเป็นผู้บุกเบิก ทำให้เต๋าเก้ารัฐเดินจากสำนักเล็กๆ มาจนถึงทุกวันนี้
กล่าวได้ว่าเขาใส่ใจศิษย์ทุกคนที่นี่ ถึงแม้สำหรับโลกภายนอกแล้วเขาจะเป็นโจรเฒ่าเหี้ยมโหดแกมโกงและถูกคนนับไม่ถ้วนเกลียดชัง แต่สำหรับคนของเต๋าเก้ารัฐ เขาคือจิตวิญญาณเทพที่คุ้มครองทุกสิ่งทุกอย่าง
ตอนนี้ วิญญาณเทพแตกดับ
ตอนนี้ การคุ้มครองหายไป
ตอนนี้ ความเชื่อพังทลาย
สิ่งที่ตามมาก็คือความสับสนไร้ที่สิ้นสุดและความหวาดกลัวต่ออนาคต ทำให้ศิษย์เต๋าเก้ารัฐทั้งหมดรู้สึกขมปร่าในใจ
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ที่ดังกังวานไปทั่วทุกแห่ง สีหน้าของหวังเป่าเล่อเป็นปกติยิ่ง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว และไม่มีความเมตตา เพราะเขารู้ว่าถ้าหากผู้ที่ตายในศึกนี้เป็นเขาล่ะก็ ปรมาจารย์เก้าเต๋าและสำนักเต๋าเก้ารัฐก็คงไม่เห็นอกเห็นใจตัวเขาแน่
“นี่ก็คือโลกแห่งการฝึกตน!” หวังเป่าเล่อกวาดตามองไปยังสี่สำนักใหญ่ที่เหลือ เมื่อสายตาของเขากวาดมองไป ผู้ฝึกตนของสี่สำนักใหญ่ก็ล้วนก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเขา แม้จะแต่ปรมาจารย์ของทั้งสี่สำนักก็ตาม ล้วนแต่พากันหวาดกลัวอยู่ในใจ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“จะยอมจำนนหรือไม่” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงราบเรียบขณะที่พวกเขาตัวสั่นเทา
“พวกข้า…ยอมจำนน!” เมื่อเสียงของเขาดังสะท้อนไป ปรมาจารย์จากสี่สำนักก็ดูจะโล่งอก แต่ละคนก้มหัวคำนับทันที แม้แต่ศิษย์ของแต่ละสำนักที่ติดตามพวกเขามาด้วยก็คุกเข่าคำนับทั้งหมด เป็นการคารวะให้แก่หวังเป่าเล่อ
ขณะที่ผู้ฝึกตนของสี่สำนักใหญ่ก้มคารวะ หวังเป่าเล่อก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังอวกาศ สายตาของเขาส่องทะลุผ่านความว่างเปล่า มองไปเห็น…นอกดาราจักรเต๋าเก้ารัฐในตอนนี้มีเงาร่างแผ่แสงแรงกล้าร่างหนึ่งส่งเสียงกรีดร้องเข้ามาหา แต่กลับหยุดชะงักกะทันหันเมื่อปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐสิ้นชีพ
นั่นก็คือ…จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง!
สีหน้าของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาจ้องเขม็งมายังดาราจักรตรงหน้า มองสบตากับหวังเป่าเล่อภายในดาราจักรโดยมีอวกาศขวางกั้นแล้วเอ่ยคำรามเสียงต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
“หวังเป่าเล่อ!!” เขามาช้าไป ทางด้านเยาถงทุ่มกำลังทุกอย่างทำตามคำขอของหวังเป่าเล่อ รั้งตัวจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงไว้ไม่ใช่เวลาแค่ยี่สิบอึดใจ และยื้อเวลาให้กับหวังเป่าเล่อจนเพียงพอ
“ข้าให้เวลาเจ้าสามอึดใจ ถ้ายังไม่หนี…ข้าจะฟันเจ้า!” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเรียบ
“หนึ่ง!”
“เจ้า!!” ประกายแสงทั่วร่างของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงส่องสว่าง พลานุภาพระเบิดออกมาในทันที ในดวงตาฉายให้เห็นความดิ้นรน แต่ส่วนลึกแฝงไว้ซึ่งความหวาดกลัว ขณะที่กำลังจะเอ่ยพูด ทางหวังเป่าเล่อก็ตะโกนนับครั้งที่สองแล้ว
“สอง!”
เมื่อตะโกนออกมา ความเยือกเย็นในแววตาของเขาก็ทำให้จิตใจของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงสั่นไหว เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร และเข้าใจดีว่าหวังเป่าเล่อตรงหน้ามีพลังที่สามารถสังหารตัวเขาได้ และยิ่งเป็นพวกฆ่าได้โดยไม่ลังเลอีกด้วย
ดังนั้นตอนนี้แม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่ร่างกายก็ถอยหลังในพริบตา เวลาเพียงชั่วอึดใจก็ออกจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายไปแล้ว
“ส่งสาวใช้ของข้ากลับมาด้วย” ความเร็วของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงแทบจะระเบิดออกมา ขณะที่ทะยานล่าถอยมานั้น เสียงของหวังเป่าเล่อก็ดังขึ้น จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงไม่ลังเลแม้แต่นิด เขาโบกแขนเสื้อ พริบตาเดียวเยาถงที่กำลังจะตายก็ถูกโยนออกมาจากแขนเสื้อ
แต่ในพริบตาที่เยาถงถูกโยนออกมา เห็นชัดๆ ว่าเยาถงอ่อนแออย่างยิ่ง แต่ในแววตากลับมีความอาฆาตแค้นแรงกล้า ราวกับจะกระตุ้นพลังภายในร่างขึ้นมาอีกครั้ง นางตัวสั่นไหวแล้วกลายเป็นปากขนาดใหญ่ทันที มันกัดลงไปที่แขนขวาของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงในพริบตา!
เสียงแกร่กดังขึ้น!
มันรวดเร็วมาก อีกทั้งจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงยังอยู่ภายใต้การกดดันของหวังเป่าเล่ออีก พลังจิตทั้งหมดล้วนกำลังใช้เพื่อป้องกันหวังเป่าเล่ออยู่ ไม่ได้สนใจเยาถงที่ถูกเขาทำร้ายตนนี้เลย บวกกับที่เยาถงก็มีพลังต่อสู้ระดับจักรวาลอยู่ ดังนั้นภายใต้เหตุผลแต่ละอย่างนี้ ทั้งร่างของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงจึงสั่นสะท้าน ส่งเสียงร้องอู้อี้ออกมาจากปาก ใบหน้าซีดขาวในพริบตา มือขวาของเขาหายไปกว่าครึ่งฝ่ามือ!
“เจ้า!!” สายตาของกวงหมิงเผยความบ้าคลั่งออกมา ตะโกนลั่นเสียงดัง เจ็บปวดจนจิตสัมผัสของเขาสั่นสะเทือน
“ข้าทำไม เจ้ากล้าฆ่าข้าต่อหน้านายท่านหรือ!” เยาถงก็เป็นคนเถื่อนเช่นกัน ตอนนี้นางกลับไม่ล่าถอย แต่ยืนอยู่ตรงนั้น กลืนกินครึ่งฝ่ามือลงไป ทำให้ร่างกายตนฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนส่งเสียงแหลมคมออกมา
จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงโมโหจนถึงขีดสุดแล้ว แต่เขาทำได้เพียงอดทนไว้ ร่างกายถอยกลับในพริบตา เพราะเงาร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางระหว่างเยาถงกับเขาแล้ว ทั้งยังอ้าปากกำลังจะตะโกนเลขสามออกมาอีก ดังนั้นจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงจึงคำรามหนึ่งเสียง อดทนมันทุกอย่าง ก่อนหันกายพุ่งทะยานจากไปอย่างบ้าคลั่ง
มองตามเงาร่างที่จากไปของกวงหมิงแล้ว สายตาของหวังเป่าเล่อก็ส่องวาบ สุดท้ายก็ยังละทิ้งความคิดที่จะลงมือลงไป ส่วนเยาถงด้านหลังของเขาในตอนนี้ ในแววตาเผยประกายแสงแปลกประหลาด นางก็มองไปยังกวงหมิงที่เผ่นแน่บเหมือนหมาไร้เจ้าของเช่นกัน
นางไม่เคยเห็นจักรพรรดิสวรรค์เผ่นหนีเช่นนี้มาก่อน นางก็คิดไม่ถึงด้วยว่าจะมีวันหนึ่งที่ตนกลืนฝ่ามือของจักรพรรดิสวรรค์แล้วอีกฝ่ายจะทำได้เพียงคำรามเสียงต่ำ แต่กลับไม่กล้าโต้กลับ
และทั้งหมดนี้ นางเข้าใจดีว่าไม่ใช่เพราะตน แต่เป็นเพราะ…ร่างที่อยู่ตรงหน้า!
ดังนั้นแวววตาของนางจึงเผยความคลั่งไคล้ออกมาทีละน้อย ความคลั่งไคล้นี้มาจากหัวใจ มาจากวิญญาณเทพ ทำให้ภายในใจของเยาถงเกิดความรู้สึกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน นางคุกเข่าคารวะตามความรู้สึกนี้ทันที
“บ่าวคารวะคุณชาย!”
“ทำได้ไม่เลว” หวังเป่าเล่อถอยสายตาที่มองดูเงาร่างจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงจนจากไปไกลกลับมา กวาดมองเยาถงไปคราหนึ่ง แววตาเผยความชื่นชม และความชื่นชมในแววตาของเขานั้น สำหรับเยาถงแล้ว มันทำให้ตัวของนางมีความรู้สึกเจิดจรัสบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทันที ยามที่คุกเข่าคารวะ…ก้นก็กระดกสูงยิ่งขึ้นด้วย
…………………………
เมื่อเสียงหัวเราะของปรมาจารย์เก้าเต๋าดังขึ้นพร้อมการระเบิดของหอกน้ำแข็ง เต๋าธาตุน้ำที่สั่งสมอยู่ก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา มหาเต๋าที่เขาฝึกฝนคือน้ำแข็ง มีต้นกำเนิดเดียวกับน้ำ ดังนั้นเมื่อเกิดการระเบิดของกระแสเต๋าชนิดนี้ขึ้น ผู้ฝึกตนที่ได้รับผลกระทบจากหวังเป่าเล่อเหล่านั้นก็ตัวสั่นเทาราวกับเต๋าธาตุไม้ภายในร่างถูกก่อกวน
โดยเฉพาะหอกน้ำแข็งสีน้ำเงินนั่น มันข้ามผ่านความมืดมิดมาพร้อมปลายดาบอันไร้ที่สิ้นสุดและกระแสเต๋าธาตุน้ำ แม้ว่าตอนนี้ด้านหลังของหวังเป่าเล่อจะมีภาพมายาของดวงอาทิตย์แรกอยู่ แต่ก็เหมือนจะขัดขวางเขาได้ไม่มากนัก เพราะว่า…ชั่วพริบตานี้เอง บรรดาผู้ฝึกตนทั้งหมดของห้าสำนักทั้งพวกจักรพิภพก็ดีหรือพวกปรมาจารย์ที่เหลืออยู่สองสามคนนั้นก็ช่าง หรือเงาแห่งมหาเต๋าของห้าสำนักที่พังทลายแล้วก็ตาม ตอนนี้ทั้งหมดกลับมารวมตัวกันอีกครั้งคล้ายไม่เสียดายอะไรทั้งสิ้น
อีกทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนให้พลังทั้งหมดของห้าสำนักกลายเป็นพันธนาการกดดันสยบมายังอวกาศที่หวังเป่าเล่ออยู่ สยบไว้ทั้งสี่ทิศรอบตัวเขา สยบร่างกายของเขา สยบวิญญาณเทพของเขา
ทำให้ในชั่วขณะนี้เอง ร่างวิญญาณของหวังเป่าเล่อราวกับถูกแช่แข็ง แต่เมื่อหอกน้ำแข็งสีน้ำเงินนั่นพุ่งทะยานเข้ามาหาหว่างคิ้ว สีหน้าของหวังเป่าเล่อก็ยังเป็นปกติ เขามองไปยังหยดน้ำที่หว่างคิ้วของปรมาจารย์เก้าเต๋าแล้วยิ้มขึ้นมา
“ความจริงแล้วเมื่อกี้ข้าหลอกเจ้า”
“ข้าแซ่หวังมาที่นี่ก็เพียงเพราะอยากจะดูว่าของที่ข้าต้องการคืออะไร” หวังเป่าเล่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม พริบตาที่หอกน้ำแข็งสีน้ำเงินพุ่งมาถึง รอบตัวของเขาก็กลายเป็นผืนน้ำ ร่างกายหายไปในชั่วพริบตา กลายเป็นหยดน้ำหนึ่งหยดร่วงลงไปในผืนน้ำแล้วกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นหลายชั้น
วิชาเงาจันทร์ถูกใช้ออกมาทันที!
หอกยาวสีน้ำเงินส่งเสียงหวีดแหลมเข้ามา ผนึกรอบกายทั้งหมดไร้ประโยชน์ในพริบตา มีเพียงการไหลกลับของเวลาเท่านั้น และในพริบตานี้เอง…ระลอกคลื่นแต่ละชั้นก็แผ่กระจาย
“ตราบใดที่ข้ามองเห็นแล้ว มันก็เป็นของข้า” ท่ามกลางความเลือนรางในกาลเวลา คล้ายกับมีเสียงอันเรียบเรื่อยของหวังเป่าเล่อดังขึ้นมา เขากำลังหลอกปรมาจารย์เก้าเต๋าแห่งเต๋าเก้ารัฐอยู่จริงๆ
เขาย่อมรู้ดีถึงความเชื่อมโยงระหว่างเต๋าธาตุน้ำและเต๋าธาตุไม้ และเข้าใจดีว่าที่นี่จะต้องมีการซุ่มโจมตีมากมาย แล้วเขาจะสะเพร่าได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่พูดมาเมื่อครู่นี้เพียงแค่ต้องการทำให้ปรมาจารย์เก้าเต๋าจดจ่อกับความเป็นตายของตัวเองเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว…การที่หวังเป่าเล่อมาที่นี่ เก้าเต๋าจะล่มสลายหรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญคือการได้ของมา
และการจะได้ของมานั้น แค่อาศัยสัมผัสสวรรค์มันยังไม่พอ เขาจำเป็นต้องมองเห็นวัตถุที่สามารถบรรจุเต๋าธาตุน้ำด้วยตาตัวเองแล้วจดจำกลิ่นอายของมันด้วย จากนั้น…เขาก็จะใช้วิชาบุปผากระจกไปนำมันมาจากกาลเวลาที่ย้อนผ่านหลายปี
การต่อสู้ของผู้เยี่ยมยุทธ์นั้นแตกต่างกับการฆ่าฟันของผู้ฝึกตน…ดูจากมุมมองของระดับขั้น แม้ว่าปรมาจารย์ของเต๋าเก้ารัฐจะเป็นระดับจักรวาล แต่ในด้านจิตสัมผัส เขายังคงเป็นจักรพิภพ เรื่องวิชาการต่อสู้ก็ยังไม่ถึงระดับเต๋า
ส่วนหวังเป่าเล่อนั้นแตกต่างกัน ระดับขั้นและจิตสัมผัสของเขาก้าวกระโดดไปตั้งนานแล้ว ความแตกต่างระหว่างเขากับปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐผู้นี้ ความจริงแล้วก็คือ…แตกต่างที่ความเข้าใจในเต๋าและความรู้เรื่องต้นกำเนิดวิชาเต๋าของทั้งจักรวาล
ความแตกต่างระหว่างความรู้เช่นนี้ มักจะสามารถตัดสินทุกอย่างในการต่อสู้ของผู้เยี่ยมยุทธ์ได้
อย่างเช่นในตอนนี้ก็เช่นกัน…น้ำเสริมไม้อะไร ไม้ข่มดินอะไร ห้าธาตุส่งเสริมต่อต้านเติมเต็มซึ่งกันและกันอะไรพวกนี้ล้วนไม่สำคัญ ระดับการต่อสู้แตกต่างกัน ความรู้แตกต่างกัน ปรมาจารย์แห่งเต๋าเก้ารัฐยังหยุดอยู่ที่ระดับกายภาพ แต่หวังเป่าล่อ…อยู่ในระดับขั้นที่หนึ่งไปแล้ว
สถานที่ก็คือเต๋าฝั่งซ้าย
ดาราจักรก็คือเต๋าเก้ารัฐ
สนามรบ…ก็คือนอกประตูภูเขาของเต๋าเก้ารัฐ
แต่ห้วงเวลาในบัดนี้กลับไม่เหมือนเดิมแล้ว คล้ายจะมีแม่น้ำกาลเวลาที่มองไม่เห็นสายหนึ่งไหลหลั่ง ส่วนหวังเป่าเล่อก็ไหลย้อนไปทางที่แม่น้ำไหลลงมาทีละก้าวๆ
หนึ่งก้าวเหยียบลงไปก็คือหนึ่งร้อยปี ระหว่างการเดินทางนี้ เงาร่างของเขาไม่ได้ขยับไหวเลย สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวมีเพียงการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลารอบตัวเท่านั้น เป็นเช่นนี้ หนึ่งก้าวต่อหนึ่งก้าว จากร้อยปีก็เปลี่ยนเป็นหมื่นปี
จนกระทั่งหวังเป่าเล่อจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเดินมากี่ก้าวและใช้วิชาเงาจันทร์ออกไปกี่ครั้ง ในที่สุด…ณ ห้วงเวลาจุดจุดหนึ่ง เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย
กลิ่นอายนี้เบาบางอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าหากหวังเป่าเล่อไม่เคยเห็นรอยประทับที่หว่างคิ้วของปรมาจารย์เก้าเต๋าด้วยตาตัวเองและเกิดความเข้าใจล้ำลึกยิ่งขึ้นแล้วล่ะก็ แค่อาศัยสัมผัสเชื่อมต่อก่อนหน้านี้อย่างเดียวคงไม่อาจสัมผัสการปรากฏของสิ่งนี้ในห้วงกาลเวลาได้อย่างแม่นยำแน่
“มันคือที่นี่” ขณะที่หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเบา ฝีเท้าของเขาก็หยุดลง ยามที่ก้มหน้ามองลงไปนั้น ภายในห้วงกาลเวลา เขาก็มองเห็นว่านอกประตูภูเขาในดาราจักรเต๋าเก้ารัฐก่อนหน้านี้ไม่รู้ตั้งกี่ปีมีผู้ฝึกตนคนเจ็ดแปดคนกำลังกลับมาจากโลกภายนอก
ข้างหลังของพวกเขามีก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ก้อนหนึ่ง ก้อนน้ำแข็งนี้ดูลึกลับมาก ไม่อาจนำมาใส่เข้าไปในกระเป๋าคลังเก็บได้ ทำได้เพียงถูกพวกเขาใช้วิชาเวทแปลงเป็นโซ่ตรวนพันมัดแล้วลากมันกลับมา
สีของก้อนน้ำแข็งนั้นเป็นสีฟ้าอ่อน ใสกระจ่าง ข้างในนั้น…ผนึกคนเอาไว้หนึ่งคน
นั่นคือบุรุษหนึ่งคน สวมชุดเกราะทั้งร่าง ไม่มีกลิ่นอายแห่งชีวิตใดๆ เขาตายไปแล้ว สถานะของเขาไม่มีใครรู้ ประวัติความเป็นมาของเขาก็ย่อมยากจะเสาะหา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็สามารถมองออกได้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
แม้ว่าสายตาของหวังเป่าเล่อจะมองไปทางนั้น แต่สิ่งที่เขามองดูกลับไม่ใช่ศพชายวัยกลางคนคนนั้น แต่เป็นก้อนน้ำแข็งที่ผนึกเขาเอาไว้
“ก็คือของสิ่งนี้…” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยกมือขวาขึ้นช้อนลงไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ทันใดนั้นแม่น้ำก็ไหลกลิ้ง ภาพด้านในบิดเบี้ยวราวกับมีมือยักษ์ข้างหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงกาลเวลา มันคว้าจับก้อนน้ำแข็งเอาไว้ ก้อนน้ำแข็งสลายไปโดยที่ผู้ฝึกตนรอบข้างไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
หวังเป่าเล่อไม่ต้องการศพด้านในนั้น เมื่อมือขวาของเขายกขึ้นมาจากในแม่น้ำแห่งกาลเวลาโดยที่ในมือมีก้อนน้ำแข็งยักษ์ปรากฏขึ้น มันกำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็ว หลอมละลายได้รวดเร็วอย่างยิ่ง เพียงไม่กี่อึดใจสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมือของหวังเป่าเล่อก็เหลือเพียงน้ำแข็งสีฟ้าขนาดเท่าเล็บมือราวกับหยดน้ำเท่านั้น
หวังเป่าเล่อหยิบน้ำแข็งก้อนนี้แล้วก้มหน้าจ้องมอง ผ่านไปพักหนึ่งก็คล้ายกับมีความคิดบางอย่าง
“เหมือนน้ำตาหยดหนึ่ง”
หวังเป่าเล่อพึมพำ หยิบหยดน้ำตาขึ้นมาแล้วก้าวเดินออกจากแม่น้ำแห่งกาลเวลา กาลเวลารอบกายไหลเคลื่อนในทันที จากนั้น…เมื่อเขาเดินออกมาโดยสมบูรณ์แล้วก็เกิดเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามดังก้อง เสียงกรีดร้องก็ยิ่งใกล้เข้ามาตรงหน้า!
นั่นคือ…เสียงการมาถึงของหอกยาวสีน้ำเงิน!
ขณะนี้เอง กาลเวลาก็กลับเป็นปัจจุบัน ผนึกของผู้ฝึกตนห้าสำนักรอบข้างยังคงอยู่ เมื่อเห็นหอกยาวสีน้ำเงินเข้ามาใกล้ ผู้ที่หน้าเปลี่ยนสีไปกลับไม่ใช่หวังเป่าเล่อ แต่เป็นปรมาจารย์เก้าเต๋าภายในประตูภูเขาของเต๋าเก้ารัฐ
“เจ้า…เจ้าทำอะไร!!” สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐเปลี่ยนไปยกใหญ่ ร่างกายสั่นสะเทือนแล้วกระอักเลือดออกมา ยกมือขวาขึ้นแตะที่หว่างคิ้วของตนอย่างรวดเร็ว
รอบประทับหยดน้ำที่เดิมอยู่ตรงหว่างคิ้วของเขา…ตอนนี้ก็ยังอยู่ แต่กลับหม่นแสงลงไปมาก
และในมือของหวังเป่าเล่อก็มีกลิ่นอายแบบเดียวกันแผ่กระจายออกมา การมาถึงของหอกยาวสีน้ำเงินเร่งระดับความเข้มข้นของกลิ่นอายนี้ พริบตาที่เข้ามาใกล้ หอกยาวสีน้ำเงินด้ามนี้ก็…แทงลงไปยังมือขวาของหวังเป่าเล่อโดยตรง พริบตานั้นเอง…มันก็ผสานเข้าไปในน้ำแข็งสีฟ้าที่อยู่กลางฝ่ามือของเขา
ทำให้ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าที่เหมือนหยดน้ำตาก้อนนี้มีประกายแสงพร่างพราวส่องขึ้นมาในตอนนี้เอง
กลับกัน รอยประทับหยดน้ำที่หว่างคิ้วของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐตอนนี้หม่นแสงลงเรื่อยๆ สีหน้าของเขาซีดขาว ยามที่มองไปยังหวังเป่าเล่อก็คล้ายมองเห็นผี ความผันผวนของพลังฝึกตนบนร่างกายก็ควบคุมไม่ได้แล้ว เมื่อเขาเซถอยหลังโดยไม่รู้ตัว หวังเป่าเล่อที่ถือก้อนน้ำแข็งสีฟ้าอยู่ก็ก้าวเดินไปข้างหน้า
พริบตาต่อมา เงาร่างของเขาก็หลุดพ้นจากผนึก เมื่อปรากฏตัวขึ้น…เขาก็ถลันมาอยู่ในประตูภูเขาของเต๋าเก้ารัฐแล้วปรากฏตัวต่อหน้าปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐที่ถอยร่นไป
“หวังเป่าเล่อ เจ้า…” สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐซีดเซียว ในใจปั่นป่วนจนถึงขีดสุด กำลังจะเอ่ยปาก แต่พริบตาต่อมา…เขาก็มองเห็นมือซ้ายที่หวังเป่าเล่อยกขึ้นมากดลงที่หว่างคิ้วของเขาโดยที่ไม่อาจต่อต้าน ถึงขั้นไม่อาจหลบหลีกได้เลย
ขณะที่เกิดเสียงก้องกังวานดังอยู่ในหัว เขาก็ได้ยินประโยคสุดท้าย เป็นเสียงของหวังเป่าเล่อ
“ขอบคุณมาก”
…………………
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร หวังเป่าเล่อรู้สึกได้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นสุขุมลุ่มลึก นิ่งมากกว่าเดิม บางที…อาจเป็นตั้งแต่ที่เขาตระหนักรู้เต๋าเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง
หรือบางทีเป็นนาทีที่เขาย่างเข้าสู่จักรพิภพ แม้สิ่งผูกมัดจะไม่อยู่ แต่เขาก็มองเห็นความหวัง
หรือบางทีเป็นเขาที่ฝึกมาจนถึงตอนนี้และแจ่มแจ้งความหมายของคำว่าไม่สับสนได้อย่างลึกซึ้งแล้ว
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ หวังเป่าเล่อก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ดีที่เขารู้ตัว…ส่วนคนที่ตนรัก ที่ตนใส่ใจ เขาไม่เคยเปลี่ยน
แต่ในทางตรงกันข้าม…สำหรับคนหรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเขาก็ยิ่งเย็นชาตอบ ความรู้สึกที่แตกต่างกันคนละขั้วเช่นนี้ทำให้หลายครั้งในสายตาคนนอกหวังเป่าเล่อช่างดูเย็นชาอย่างที่สุด
ดั่งเช่นตอนนี้…ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อหวังเป่าเล่อยกเท้าไปทางวงแหวนปราณเต๋าเก้ารัฐ วินาทีที่เท้าย่ำลง วงแหวนปราณเต๋าเก้ารัฐสั่นครืนดังสนั่นไปทั่ว โซ่เก้าเส้นในนั้นรวมทั้ง สะเก็ดดาว กระถางสำริดสามขาขนาดใหญ่ ขวานรบและมนุษย์ยักษ์ เงาที่ปรากฏขึ้นของมหาเต๋าทั้งห้านี้สะท้อนก้อง
กระทั่งสะเทือนไปทั่วทั้งดาราจักรเต๋าเก้ารัฐ ทำให้ผู้ฝึกตนและดวงดาราทั้งหมดในนั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง ผู้ฝึกตนของห้าสำนักจำนวนมากกระอักเลือด เหตุเพราะจุดยืนของแต่ละคนต่างกันต่างฉายแววอาฆาตแค้นขึ้นในนัยน์ตา
สำหรับสายตาเช่นนี้ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ แต่เขาได้แต่เงียบงัน การลงมือของทั้งห้าสำนักตอนที่เขาเลื่อนขั้น รวมทั้งท่าทางยามที่ตระกูลคงกระพันหนุนหลังในตอนหลังก็ได้ตัดสินชะตาชีวิตของพวกเขาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ทว่าท้ายที่สุดหวังเป่าเล่อก็ยังเป็นคนที่มีหลักการและขอบเขต ดังนั้นเวลานี้ขณะที่สาวเท้าก้าวที่สองออกไปก็ไม่ได้แผ่พลังออกไปสั่นคลอนรากฐานของผู้ฝึกตนทั้งห้าสำนัก และได้ประสานพลังทั้งหมดรวมไว้ที่เต๋าของห้าสำนักในวงแหวนปราณ
เพียงพริบตา ทั่วทั้งท้องฟ้าคำรามลั่น สะเก็ดดาวพังทลาย กระถางสำริดสามขาแตกละเอียด ขวานรบกับมนุษย์ยักษ์ก็ยืนหยัดได้อีกไม่นานก่อนระเบิดออก สิ่งสุดท้ายที่ทลายลงก็คือโซ่เก้าเส้นของเต๋าเก้ารัฐ
เมื่อเงามหาเต๋าทั้งห้าสำนักพังทลายลง ภายใต้พลังคลุ้มคลั่งนี้วงแหวนปราณก็ปรากฎลางแตกร้าว รอยแตกขนาดใหญ่ทางหนึ่ง แม้ตัวมันจะไม่ยินยอม แต่ก็ไม่สามารถรักษารอยแตกแยกนี้ได้ เผยขึ้นที่เบื้องหน้าหหวังเป่าเล่อ ทำให้เขามองผ่านรอยแตกเข้าไปเห็นผู้ฝึกตนของทั้งห้าสำนักจำนวนมหาศาลอยู่ด้านใน
ตอนนี้ เวลาเพิ่งผ่านไปสามลมหายใจ!
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉยก้าวที่สามต่อไป เงาร่างก้าวผ่านรอยแตก ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง…ที่ในดาราจักรเต๋าเก้ารัฐ และวินาทีที่เขาก้าวเข้ามา วงแหวนปราณด้านหลังเขา มหาเต๋าห้าสำนักที่พังทลายอยู่ในคราแรก ด้วยแรงฟื้นฟูอย่างสุดพลังของแต่ละสำนักก็ค่อยๆ เกาะรวมกันใหม่และผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นฝ่ามือมหาเต๋าข้างนั้นที่เคยปรากฏขึ้นที่นอกระบบสุริยะในตอนนั้น
ฝ่ามือนี้มีพลังมหาศาลเต็มไปด้วยพลังอันน่าสะพรึง เวลานี้เคลื่อนออกมาจากวงแหวนปราณคว้าหมับไปทางหวังเป่าเล่อ ในขณะเดียวกัน เสียงคำรามหลายเสียงสะท้อนก้องไปทั่วฟ้า ผู้ฝึกตนจักรพิภพของห้าสำนักมากกว่ายี่สิบคนปรากฏขึ้นรอบกายหวังเป่าเล่อ แต่ละคนต่างระเบิดพลังปราณออกมาทั้งหมด เผยเคล็ดวิชาลับอันแข็งแกร่งตีโอบไปทางหวังเป่าเล่อ
หากมองไกลๆ ฉากนี้ช่างอกสั่นขวัญแขวน เหล่าชนชั้นสูงจักรพิภพมากกว่ายี่สิบคน รวมทั้งฝ่ามือมหาเต๋า ราวกับกลายเป็นวงแหวนประหารโอบล้อมหวังเป่าเล่อไว้ภายใน หากเพียงเท่านี้…บางทีอาจรับมือกึ่งจักรวาลได้ แต่ไม่มีทางสามารถจัดการกับระดับจักรพรรดิสวรรค์ที่แท้จริงได้ แต่เห็นได้ชัดว่า…ฉากสังหารไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น
พริบตาต่อมา ด้านหลังเหล่าชนชั้นสูงจักรพิภพกว่ายี่สิบคนนี้ได้ปรากฏผู้เฒ่าขึ้นห้าคน แต่ละคนล้วนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา และก็เป็นผู้อาวุโสของทั้งสี่สำนัก แม้พวกเขาจะไม่ใช่ระดับกึ่งจักรวาล แต่ในจักรพิภพก็เป็นผู้แข็งกล้าน่าสะพรึงเช่นกัน อีกทั้งแต่ละคนยังนำของดีของแต่ละสำนักออกมา กลายเป็นแรงสังหารที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ส่วนผู้อาวุโสคนที่ห้าก็คือหุ่นเชิดผีดิบที่เต๋าเก้ารัฐหลอมออกมา ที่มาลึกลับ แต่พลังต่อสู้ที่ระเบิดออกมาก็น่าสะพรึงเช่นกัน ทั้งห้าคนร่วมมือกันกลายเป็นแรงบีบคั้นระลอกสอง ทำให้หวังเป่าเล่อที่ถูกล้อมอยู่ด้านในราวกับ…ถูกจี้ยากจะหนี
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เต๋าเก้ารัฐก็ยังไม่รามือ เห็นได้ชัดว่าเตรียมพร้อมมาอย่างดี ในพริบตา ผู้ฝึกตนทั้งห้าสำนักจำนวนมหาศาลนั่งขัดสมาธิลงพลางส่งเสียงท่องบทสวดประหลาดออกมา
บทสวดนี้แฝงด้วยความหลุดพ้น ดูคล้ายเป็นบทวัฏสงสาร แต่ความจริง…กลับเป็นบทสวดให้คนตายอย่างหนึ่ง เป็นวิชาลับของเต๋าเก้ารัฐ สามารถเป็นพลังเปลวธูปขุมหนึ่งได้เพื่อเจตนาฆ่าคน
หลักการของมันก็คือรวบรวมเจตนาสังหารของทุกคนเปลี่ยนเป็นความเชื่อ และใช้มันฆ่าสยบทุกสิ่ง เวลานี้เมื่อบทสวดจากผู้ฝึกตนทั้งห้าสำนักลอยล่อง ไอหมอกสีเทาหลายสายจากทั้งสี่ทิศมารวมกัน ทำให้จุดที่หวังเป่าเล่อถูกโอบล้อมเกิดเป็นน้ำวนขนาดยักษ์จากไอหมอกจำนวนมหาศาลนี้
เสียงดังสนั่นไม่หยุดหย่อน ขณะที่สะท้อนไปทั่วฟ้า ในประตูบรรพชนเต๋าเก้ารัฐ ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐที่หว่างคิ้วมีผนึกหยดน้ำจับจ้องศึกนี้ได้ก้าวออกจากสถานที่ถือสันโดษ เวลานี้หรี่ตาลง มือขวาพลันเคลื่อนสูง เพียงพริบตาก็มีสายน้ำจำนวนมากออกมาจากอากาศ ก่อนกลายเป็นหอกน้ำแข็งเล่มหนึ่งตรงเบื้องหน้าเขาในทันที
หอกนี้เป็นสีฟ้าทั้งเล่ม แวววาวโปร่งใส ประกอบขึ้นจากน้ำแข็งเต๋า แฝงไว้ด้วยพลังมหาเต๋าของผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐรวมทั้งผู้ฝึกตน แม้จะยังไม่ขว้างออกไป แต่จากกระแสคลื่นและกลิ่นอายของมันก็น่าสะพรึง หากเป็นเยาถงอยู่ที่นี่นอกจะเสียจากจะทุ่มสุดตัว ไม่เช่นนั้นก็เกรงว่าจะต้านทานไม่ไหวเช่นกัน
ถึงอย่างไร…ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐที่ในประตูใหญ่เต๋าเก้ารัฐ เขาก็เป็นระดับจักรวาล!
ซึ่งในเวลานี้ทำเพียงผสานรวมหอกน้ำแข็งตั้งท่าเตรียมพร้อม ยังไม่ลงมือในทันที แต่ยิ่งเป็นแบบนี้แรงกดดันก็ยิ่งมาก ราวกับมีผนึกพลังปราณ หากถูกเขาคว้าโอกาสได้ก็จะต้องสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแน่นอน!
ถึงตอนนี้ เวลาได้ผ่านไปแล้วสิบลมหายใจ เมื่อเห็นการสังหารกำลังจะระเบิดออก ทว่าในเวลานั้นเอง…หวังเป่าเล่อที่ถูกล้อมไว้หลายชั้น นัยน์ตาวาววับ พลังเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ในร่างพลันระเบิดออก พริบตา…ผู้ฝึกตนทั้งห้าสำนักจำนวนมหาศาลในสนามรบนี้ จำนวนไม่ต่ำกว่าเจ็ดส่วนร่างกายล้วนสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
ในร่างของพวกเขา จะมากจะน้อยอย่างไรก็ต้องมีพลังเต๋าธาตุไม้ และทึ่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็มีประมาณสองส่วน ในดวงตาของผู้ฝึกตนเหล่านี้ไร้การขัดขืนใดๆ เพียงพริบตาก็ขบถขึ้น ถึงขนาดมีผู้ฝึกตนจักรพิภพสี่คนและผู้อาวุโสจากห้าสำนักหนึ่งคน
การขบถของพวกเขา ช่างเหนือความคาดหมายจนพวกเขาก็รู้สึกเหลือเชื่อ แต่วินาทีนี้ราวกับไม่สามารถควบคุมความคิดและร่างกายได้ เพียงพริบตาเสียงดังสนั่นก้องไปทั่วทุกสารทิศ และนาทีนี้ทั่วทั้งท้องฟ้าก็เกิดความมืดมิดขึ้นในการรับรู้
คืนพินาศ! ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐรู้เคล็ดวิชาลับนี้ของหวังเป่าเล่ออยู่แล้ว ในเวลานี้ไร้ความลังเล ขว้างหอกน้ำแข็งในมือออกไปอย่างสุดแรง ฉับพลันเสียงแหวกท้องฟ้าดังลั่นเป็นทาง หอกน้ำแข็งนี้ได้กลายเป็นสายสีฟ้ายาวเส้นหนึ่ง แผ่กลิ่นอายมหาเต๋า และกระแสระดับจักรวาล ราวกับสามารถทะลุผ่านทุกสิ่งอย่าง พุ่งไปหาหวังเป่าเล่อ
เพียงพริบตา ขณะที่ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำ ขณะที่หอกน้ำแข็งไม่ผ่านเข้ามาด้านใน อาทิตย์แรกเปล่งกระจายออกมาจากตัวหวังเป่าเล่อกลายเป็นแสงจำนวนนับไม่ถ้วนระเบิดกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศในทันทีดุจทะเลแสงที่ทะยานซัด
ฝ่ามือยักษ์ที่เกิดจากมหาเต๋าห้าสำนักไม่สามารถยืนหยัดต่อได้ในทะเลแสงนี้ ก่อนแยกออกจากกันใหม่ ในเวลานี้ได้พังทลายลงอีกครั้ง เหล่าชนชั้นสูงระดับจักรพิภพยี่สิบกว่าคนนั้นก็มีคนขบถ ภายใต้ความวุ่นวายนี้ต่างกระอักเลือดไปตามๆ กัน ถึงขั้นที่มีหกคนถูกทะเลแสงกลืนหายไป
และผู้อาวุโสห้าสำนักผู้นั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน หนึ่งขบถ หนึ่งมอดม้วย สามคนที่เหลือต่างกระอักเลือด ถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง ส่วนผู้ฝึกตนห้าสำนักที่สวดท่องทั้งหมดก็เป็นเช่นเดียวกัน ภายใต้ทะเลแสงนี้ราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาเยือนก็มิปาน
มีเพียงหอกน้ำแข็งที่กลายเป็นทางสีฟ้าเส้นนั้น ในเวลานี้เคลื่อนไหวในความมืดมิดก่อนระเบิดไอสังหารรุนแรง ปรากฏขึ้นที่…หน้าหวังเป่าเล่อ
นี่…ที่จริงแล้วก็คือโอกาศที่ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐกำลังรออยู่ การเตรียมการทั้งหมดก่อนหน้า การลงมือทั้งหมด ก็เพื่อเป็นการหักล้างเคล็ดวิชาลับของหวังเป่าเล่อทั้งสิ้น เพื่อสร้างจังหวะให้การลงมือของตน
น้ำกำเนิดไม้ น้ำเป็นมารดาของไม้ หวังเป่าเล่อ แม้เจ้าจะมีเต๋าธาตุไม้ แต่ตัวผู้เฒ่าเช่นข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะใช้อะไรสยบข้าชิงของไป! ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐหัวเราะลั่น นัยน์ตาฉายรังสีฆ่าฟันอย่างรุนแรง เขาอยากฆ่าหวังเป่าเล่อไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว
ความจริงแล้ว เขาสามารถรับรู้ได้ หากตนฆ่าหวังเป่าเล่อจริงๆ และกลืนเต๋าของเขา เช่นนั้นตนก็จะสามารถกลายเป็นระดับจักรวาลอย่างแท้จริงได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในสำนักหรือนอกสำนัก!
และระดับจักรวาลเช่นนี้ยังไม่ธรรมดาอีกด้วย!
……………………
“จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงตั้งกองทัพอยู่ที่เขตแดน…”
“เต๋าเก้ารัฐประณามสหพันธรัฐอย่างเปิดเผย! ”
“สี่สำนักใหญ่ต่างลิงโลดไปตามๆ กัน เดินหน้าถอยหลังไปพร้อมๆ กับเต๋าเก้ารัฐ…”
“ดวงจิตเทพผู้อาวุโสไม่รู้สิ้นมาตักเตือนข้า…”หวังเป่าเล่อผุดยิ้ม เพียงแต่รอยยิ้มนี้ช่างเย็นเยียบ เขามองออกว่าสหพันธรัฐยืนเดี่ยวเรื่องนี้ยังห่างจากขีดจำกัดของตระกูลคงกระพันอยู่บ้าง
ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่มีเหตุการณ์ที่ดูอันตราย มุ่งด้วยเจนาร้ายเช่นนี้ แต่เป็นการมาปราบตนของตระกูลคงกระพันอย่างสุดชีวิตแทน แต่หากคิดเช่นนี้ เป็นกลางชั่วนิรันดร์ประโยคนี้จากมติประชุมสหพันธรัฐ เห็นได้ชัดว่ามีผลอยู่บ้าง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…งั้นก็ยุต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน ในเมื่อเฉินชิงจื่อช่วยข้าแล้ว ด้วยคุณธรรม…ข้าก็ต้องช่วยเขาเสียหน่อย ”หวังเป่าเล่อนิ่งงัน สัมผัสถึงเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ของตนเอง
เมล็ดพันธุ์นี้ได้ฝังลงในดวงวิญญาณเทพของร่างตนเรียบร้อยแล้ว หากอยากให้สำเร็จถึงระดับที่ต้องการ สิ่งที่ต้องการ…ไม่ใช่การฝึกอีกต่อไป แต่เป็นการสัมผัสรับรู้รวมทั้งผสานรวมกับพลังเต๋าธาตุไม้อื่นๆ
“ยังมีอีกวิธี ก็คือผสานรวมเมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งห้าธาตุ หากธาตุทั้งห้าสมบูรณ์เกิดการหมุนเวียนขึ้นเมื่อใด…เต๋าแห่งธาตุทั้งห้าก็จะกลายเป็นดั่งกาลักน้ำ หากเป็นเช่นนี้ จะสำนักเสริมหรือใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น เต๋าแห่งธาตุทั้งห้าในนั้นย่อมกลายเป็นต้นกำเนิดของข้าทั้งสิ้น! ”
“ต่อจากนั้น เต๋าธาตุดินยังต้องพักไว้ก่อน เต๋าอื่นๆ ก็ยังอีกไกล มีเพียง…สมบัติล้ำค่าบรรจุเต๋าธาตุน้ำเท่านั้นแล้ว ”หวังเป่าเล่อนัย์ตาวาววับมองไปทางเต๋าเก้ารัฐ
ด้วยพลังปราณและการสัมผัสรู้ต้นไม้ใบหญ้าของเขาในตอนนี้ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าในเต๋าเก้ารัฐมีสิ่งที่สามารถบรรจุเต๋าธาตุน้ำอยู่ ส่วนเป็นอะไรนั้นเขาไม่รู้ แต่ความรู้สึกไม่ผิดแน่
“เต๋าเก้ารัฐ! ”หวังเป่าเล่อเงียบงันไปหลายอึดใจ นัยน์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยว ในเวลานี้หลายสำนักอย่างเต๋าเก้ารัฐออกมาประณามกันอย่างแข็งขัน จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงปักหลักมั่นอยู่ด้านนอก ผู้อาวุโสไม่รู้สิ้นก็เพิ่งสะเทือนสยบ หากตนจะหยุดเพียงเท่านี้ก็พูดไม่ได้ว่าอ่อนแอ
ดังนั้น หากจะโต้กลับ หากจะลองหยั่งเชิงขีดจำกัดต่อ ก็ต้องตีเหล็กตอนร้อนๆ แสดงท่าที…เป็นผู้ที่ไม่สามารถหยามเหยียดกันได้ง่ายๆ ออกไป มีเพียงทางเดียว…ถึงจะสยบลงได้ และก็สามารถช่วยเหลือเฉินชิงจื่อไปพร้อมๆ กันได้ด้วย บรรเทาแรงกดดันของเขา อีกทั้ง…ยังทำให้ทางด้านตี้ซานได้สมบัติสวรรค์เต๋าธาตุดินมาฟื้นฟูพลังปราณของเขาได้อย่างราบรื่นขึ้นด้วย
“ข้านับว่าเป็นแผนโจ่งแจ้ง ไม่ใช่แผนลับๆ ต่อให้ผู้อาวุโสไม่รู้สิ้นมองออก นอกเสียจากไม่ทำ ไม่อย่างนั้น…สุดท้ายก็ยังต้องจัดการแบบนี้อยู่ดี! ”คิดได้ดังนี้ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ไม่ได้ขยับร่างแท้ของตน แต่ธรรมกายที่อยู่นอกระบบสุริยะหยัดกายขึ้นในทันที ก่อนก้าวเข้าไปทางความว่างเปล่า
เท้าย่ำลง ท้องฟ้าสนั่นครืน ระเบิดระลอกคลื่นไปทั่วสารทิศ ธรรมกายของหวังเป่าเล่อปรากฏเป็นขนาดมนุษย์ปกติ หายไปจากตำแหน่งเดิม ก่อนปรากฏขึ้นอีกครั้งที่…นอกดาราจักรของเต๋าเก้ารัฐในฉับพลัน
จักรวาลโคจร สัมผัสสวรรค์ของสรรพสิ่งล้วนถูกกระตุ้น เหล่าชนชั้นสูงในระดับเดียวกันยิ่งมีสัมผัสเชื่อมกัน โดยเฉพาะยิ่งหวังเป่าเล่อที่ทรงพลังอย่างมากในตอนนี้ ทุกอากัปกิริยาของเขาล้วนไม่สามารถปกปิดได้ พริบตาที่หายไปและปรากฏขึ้นหลายคนก็สัมผัสได้ในทันที
โดยเฉพาะผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐพลันลืมตาขึ้นจากสถานที่ถือสันโดษอยู่ในทันที นัยน์ตาฉายแววอาฆาต เมื่อมือขวาขยับยก อภิมหาวงแหวนปราณของเต๋าเก้ารัฐก็เริ่มขยับที่นอกประตูใหญ่ในทันที
จากสายตาของหวังเป่าเล่อ เมื่อวงแหวนปราณของเต๋าเก้ารัฐเริ่มเคลื่อน ดาราจักรเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นน้ำวนขนาดยักษ์ขึ้น และภายในนั้นก็มีโซ่เก้าเส้นที่เปล่งแสงสีทองบาดตาราวกับมังกรที่ขยับไปมา ด้านบนเต็มไปด้วยภาษาโบราณและแฝงกลิ่นสังหารอย่างรุนแรงอยู่ภายใน
และในเวลาเดียวกันนี้ ตระกูลต่างๆ ศิษย์ทุกคนทั่วทั้งในดาราจักรเต๋าเก้ารัฐล้วนนั่งขัดสมาธิลง มอบพลังปราณของตนประสานเข้าในวงแหวนปราณ เหล่าชนชั้นสูงของเต๋าเก้ารัฐอีกส่วนก็ทยอยกันบินออกไปราวกับดวงดารา ระเบิดแรงบีบคั้นของตนให้ถึงขีดสูงสุดอย่างตั้งใจ
ด้านหลังพวกเขา ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐที่ถือสันโดษมานานปี เมื่อในเวลานี้เริ่มเคลื่อนวงแหวนปราณ ก็ออกจากสถานที่ถือสันโดษ ชุดคลุมยาวสีขาวตลอดร่าง เส้นผมขาวโพลนแลดูไม่ธรรมดา นัยน์ตาราวกับมีประกายไฟ แผ่ระลอกคลื่นออกมาจากร่างตลอดเวลาดุจระลอกน้ำกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
และบนหว่างคิ้วเขาก็มีตราผนึกหยดน้ำหนึ่งหยด! !
ไม่เพียงเท่านี้ แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูใหญ่เต๋าเก้ารัฐเปิดออก ในดาราจักรเต๋าเก้ารัฐพลันปรากฏแสงขนาดใหญ่ยากจะเปรียบสี่บานประตู ในนาทีนี้พลันเปิดออกทั้งหมด มีกองทัพผู้ฝึกตนที่มาจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายและอีกสี่สำนักใหญ่พลันก้าวออกมา มีจักรพิภพสำนักต่างๆ รวมทั้งผู้อาวุโสอีกทั้งยังพกของล้ำค่าออกมาด้วย
นาทีนี้ ห้าสำนักใหญ่ร่วมมือกันทำให้พลังของวงแหวนปราณยิ่งแข็งแกร่ง หลังจากโซ่เก้าเส้นปรากฏ ก็ยังมีมนุษย์ขนาดยักษ์ ขวานรบ กระถางสำริดสามขาขนาดยักษ์และสะเก็ดดาว
แต่เพียงเท่านี้ เห็นได้ชัดว่ายังไม่ใช่การเตรียมพร้อมทั้งหมดของเต๋าเก้ารัฐ ที่ตอนแรกผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐกล้าออกมาประณามสหพันธรัฐ ย่อมต้องมีที่พึ่ง ส่วนที่พึ่งของเขา…ไม่จำเป็นต้องเดา ขอเพียงเป็นผู้ที่คิดวิเคราะห์ได้ก็ย่อมรู้
ก็คือ…จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงที่ปักหลักอยู่ด้านนอก
ดังนั้นก็แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่หวังเป่าเล่อมาถึงเต๋าเก้ารัฐ จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงที่อยู่ที่เขตแดนนัยน์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยว นำกองทัพตระกูลไม่รู้สิ้นมุ่งเข้าไปในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายทันที
นาทีนี้ สายตาของผู้เยี่ยมยุทธ์ทุกคู่ล้วนมองมาเป็นจุดเดียวกัน มารเต๋าแห่งเต๋าเจ็ดวิญญาณลุกยืนโดยพลัน นัยน์ตาวูบไหวราวกับกำลังชั่งน้ำหนัก ผู้อาวุโสแห่งสำนักดาราจันทร์เปิดตาขึ้นช้าๆ แววตาเคร่งขรึมวาบผ่าน
ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยเงียบงัน ทว่ามือขวากลับผนึกมุทราขึ้นอย่างรวดเร็ว ไร้กระแสเวทใดเคลื่อนไหว แต่หากมีคนตระกูลเซี่ยผู้ใดที่ที่คุ้นเคยกับเขาเห็นเข้า ล้วนต้องสั่นสะท้านขึ้นในใจ เพราะผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยมีนิสัยอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาจะตัดสินกระทำเรื่องใหญ่โตล้วนเป็นเช่นตอนนี้
และยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งหมายความว่าการตัดสินใจนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เวลานี้…มือขวาเขาที่กำลังผนึกมุทราได้พร่าเลือนไปแล้ว…
ยังมีจีเจียในตระกูลคงกระพันรวมทั้งซวนฮว๋าที่ถือสันโดษ คนหน้าเคร่งเครียด คนหลังดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ มองไปทางสนามรบอยู่ในตราผนึก
และยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์ของสำนักแห่งความมืดที่ต่างกำลังเฝ้ามอง
พูดได้ว่า…ศึกครั้งนี้ของสำนักแห่งความมืดกับตระกูลคงกระพันราวกับไม่ใช่ท่วงทำนองหลักของยุคนี้อีกต่อไปแล้ว เป็นหวังเป่าเล่อถึงจะถูก!
เขาถือสันโดษไม่ออกมาก็ช่างเถอะ ตอนนี้ทันทีที่ออกมาก็กระทำการใหญ่ติดต่อกันครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งเบื้องหลังของทุกๆ เรื่องยังราวกับมีเบื้องลึก แต่รูปแบบเช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวขึ้นอย่างอดไม่ได้
และในขณะที่สายตาทุกคู่ของเหล่าชนชั้นสูงมองมา ยามจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงมาถึง อากาศเบื้องหน้าเขาพลันบิดม้วน เงาร่างเยาถงก้าวออกมาขวางอยู่หน้าจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง
ในใจนางเวลานี้สับสนอย่างที่สุด สีหน้าย่ำแย่ แต่ก็ไม่สามารถไม่มาได้ ในหัวก็ผุดภาพที่หวังเป่าเล่อสั่งนางก่อนหน้านั้น
“ขัดขวางกวงหมิง! ”
“คุณชาย ข้า…ข้าทำไม่ได้ นอกเสียจากท่านจะคืนแก่นสำคัญให้ข้า ข้าถึงจะสู้กับจักรพรรดิสวรรค์ได้ ”
“ไม่จำเป็น ขัดขวางแค่ยี่สิบลมหายใจก็พอ ”
“ยี่สิบลมหายใจ”เยาถงกัดฟัน พริบตาที่เห็นกวงหมิง พลังปราณปะทุขึ้นทำให้กาลเวลารอบๆ บิดม้วนกลายเป็นผนึก
ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสเต๋าเก้ารัฐเพ่งมองไปทางหวังเป่าเล่อที่นอกดาราจักร พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“หวังเป่าเล่อ เจ้ามาด้วยเหตุใด? หากเหยียบเข้ามาในสำนักนี้ เจ้าและข้า…ไม่ตายไม่เลิกรา! ”
หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่นอกดาราจักรเต๋าเก้ารัฐนัยน์ตาระยับ ยกเท้าขึ้นก้าวไปทางวงแหวนปราณย่ำลงไปทันที!
เสียงเขาสะท้อนไปทั่วทุกสารทิศ
“วันนี้หวังเป่าเล่อมาที่นี่ ทำลายเต๋าเก้ารัฐ และนำของชิ้นหนึ่งไป! ”
……………………………
หวังเป่าเล่อต้องการคำอธิบายอะไร เยาถงไม่รู้และก็ไม่กล้าถาม นางรู้แค่เพียงในใจตนคาดหวังต่อเรื่องนี้อยู่บ้าง…ถึงอย่างไรตนก็เป็นกึ่งระดับจักรวาลไม่ใช่ธรรมดาๆ หากผู้อาวุโสไม่รู้สิ้นลงมือ บางทีอาจทำให้ตนหลุดพ้นสภาวะที่ยากลำบาก กลับไปเป็นอิสระดังเดิมได้
แต่นางก็ไม่มั่นใจ เพราะแก่นสำคัญของนาง…อยู่ในกำมือหวังเป่าเล่อ
ดังนั้นในเวลานี้เยาถงจึงไปพร้อมกับความคิดซับซ้อนต่างๆ นาๆ และวินาทีที่นางหายไป หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองด้วยแววตาเรียบเฉย ดวงตาหรี่ลงน้อยๆ
เขาไม่ได้เจาะจงสิ่งใดเป็นค่าตอบแทน คิดจะเอาสิ่งบรรจุเต๋าธาตุไม้อันล้ำค่าที่ตนสัมผัสได้มาจากมือของตระกูลคงกระพัน เรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายๆ
ต้องวางแผนอย่างรัดกุมเท่านั้น…ดังนั้น หลังจากที่เขาไปใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น สิ่งแรกที่หาเจอก็คือตี้ซาน ในเวลาเดียวกันนี่ก็คือเหตุผลที่ตอนสุดท้ายเขาไม่ไล่ตามไป ปล่อยตี้ซานไปอย่างฉลาดหลักแหลม
เต๋าของตี้ซาน คือภูเขา!
และภูเขากับดิน คล้ายกับ…หากสาวถึงต้นตอก็เป็นเต๋าธาตุดินอย่างหนึ่ง
‘’บาดเจ็บสาหัสจนเหลือแค่ดวงวิญญาณเทพ หาเปลี่ยนเป็นตอนอื่นก็ยังพอทำเนา ทว่าเวลานี้รบรากับสำนักแห่งความมืด เสียจักรพรรดิสวรรค์เป็นค่าตอบแทน…ตระกูลคงกระพันทนรับไม่ได้ เช่นนั้น…คิดจะฟื้นฟูมันกลับมาก็มีแค่เพียง…ผสานรวมสมบัติล้ำค่าที่ใกล้เคียงกับเต๋าของมันเท่านั้น ‘’แววตาหวังเป่าเล่อเป็นประกาย!
เรื่องนี้ หากมีใครสามารถมองใจหวังเป่าเล่อได้อย่างทะลุปรุโปร่งก็คงจะหวาดกลัวสุดขีด หากเขาได้วางแผนจากความคิดในใจของซวนฮว๋าตั้งแต่แรกจริง เช่นนั้นการที่ซวนฮว๋าบุกเข้ามา หวังเป่าเล่อโมโหบุกเข้าไปในใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น เหตุเพราะซวนฮว๋าถือสันโดษ ดังนั้นจึงลงมือต่อตี้ซานอย่างหนัก เผยพลังต่อสู้ที่แท้จริงของตนออกมา
เหตุการณ์ต่างๆ นี้…สำหรับการเดาใจคน สำหรับการวางแผนการณ์ต่างๆ ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!
หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ เลิกหรี่ตา เรื่องนี้จะเป็นการวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ของเขา หรือมาถึงจุดนี้อย่างจวนตัว นอกเสียจากตัวเขาเองก็ไม่มีใครล่วงรู้
และความจริงคืออะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือ…จุดประสงค์ของหวังเป่าเล่อลุล่วงไปครึ่งหนึ่งแล้ว ดังนั้นเขาก็ไม่ค่อยจะใส่ใจสักเท่าไรว่าเยาถงจะได้ค่าตอบแทนอะไรกลับมา
เพราะไม่ว่าตระกูลคงกระพันจะส่งอะไรมาเป็นค่าตอบแทน เขาก็จะใช้มันเป็นข้ออ้าง แสดงออกว่าไม่พอใจ จากนั้น…ก็ใช้ความเป็นกลางในก่อนหน้า เปลี่ยนเป็นหัวรุนแรงสักเล็กน้อย
จากการสู้รบของสำนักแห่งความมืดกับตระกูลคงกระพันที่ดูเหมือนไม่เคยเลิกลาแต่กลับไม่เคยล้ำเส้นกัน ช่างเหมาะสมที่จะให้ข้าล้ำเส้นตระกูลคงกระพันสักนิดเหลือเกิน…
คิดได้ดังนี้ หวังเป่าเล่อจึงหลับตาเข้าฌาณต่อ ส่วนร่างของเขากลับอยู่ที่บนโลก ลืมตาทั้งสองข้าง ลุกเดินไปทางที่อาจารย์ปรมาจารย์แห่งไฟอยู่
เรื่องราวต่อจากนี้ เขาจำเป็นต้องปรึกษากับอาจารย์ ในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากหารือกับอาจารย์เรียบร้อยแล้ว สหพันธรัฐก็เปิดประชุมพันธมิตร เหล่าชนชั้นสูงจากอารยธรรมต่างๆ ในระบบสุริยะก็ทยอยมารวมตัวกันที่ดาวโลก
เวลาผ่านไปช้าๆ ระหว่างการประชุมของพันธมิตร เยาถงกลับมาถึงแล้ว ตลอดทางในใจนางรู้สึกหดหู่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ก็ไร้หนทาง การเดินทางไปตระกูลคงกระพันครั้งนี้ นางไม่ได้พบกับผู้อาวุโสไม่รู้สิ้นผู้นั้น บางทีอาจจะไม่อยู่จริงๆ หรือบางที…ก็ไม่อยากขัดใจกับหวังเป่าเล่อไปมากกว่านี้เพราะนาง
ดังนั้นท้ายที่สุด นางจึงได้แต่พาความซับซ้อนกลับมายังระบบสุริยะ ในเวลาเดียวกันยังนำแหล่งทรัพยากรจำนวนมากที่ตระกูลคงกระพันมอบให้กลับมาด้วย พวกนี้…ก็คือค่าตอบแทนที่ตระกูลคงกระพันมอบให้
ตี้ซานปราชัยให้หวังเป่าเล่อ เรื่องนี้ทำให้หวังเป่าเล่อมีคุณสมบัติพอควร โดยเฉพาะการคงอยู่ของสำนักแห่งความมืด ดังนั้นตระกูลคงกระพันจึงทำได้เพียงอดกลั้นต่อเรื่องนี้ ถึงอย่างไรหวังเป่าเล่อก็มีหลักการอยู่ระดับนึง
และหลักการนี้…ส่วนมากแม้จะไม่ค่อยมีผลต่อผู้ที่อ่อนแอนัก แต่สำหรับชนชั้นสูง…มักจะมีผลที่คาดไม่ถึงเสมอ อีกทั้งบวกกับการเชื้อเชิญของผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยและการสนับสนุนจากจักรพิภพสำนักเสริมและปรมาจารย์เต๋าเจ็ดสำนัก ในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นนี้ก็ปรากฏแววแตกแยกขึ้นมาลางๆ แล้ว
ดังนั้นในเวลานี้ หากไม่สามารถปราบได้อย่างทรงพลังเช่นนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืน ยืดเวลาออกไป
เห็นได้ชัดว่า…อย่างแรกไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งต้องการพละกำลังพอสมควร ทั้งยังต้องใช้ความแข็งแกร่งที่มากพอ ตระกูลคงกระพัน…นอกเสียจากจะเป็นผู้อาวุโสออกคำสั่ง ไม่เช่นนั้นจักรพรรดิสวรรค์คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยง
ดังนั้นจึงมีเหตุการณ์เช่นนี้ออกมา
เมื่อความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัว วันที่เจ็ดที่เยาถงเดินทางกลับ ภายใต้การแนะนำของปรมาจารย์แห่งไฟ การประชุมกลุ่มพันธมิตรระบบสุริยะก็ได้มติที่ตรงกันสำหรับเรื่องนี้
ระบบสุริยะ…พ้นจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ยิ่งพ้นจากนามพันธมิตรตระกูลคงกระพัน เพิ่มคำว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้าไป เป็นกลางจากในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นตลอดไป
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสหพันธรัฐ!
และประกาศต่อทั่วทั้งจักรวาล ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เปิดต้อนรับทุกอารยธรรมทุกตระกูลทุกสำนักให้เข้าร่วม
เมื่อมตินี้ออกมา ก็เกิดการเคลื่อนไหวในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นทันที ทำให้สำนักตระกูลจำนวนมากใจสั่นสะท้านไปตามๆ กัน เริ่มแรกก็รู้สึกเหลือเชื่อ เพราะหลายปีมานี้ เรื่องการแยกตัวเห็นได้น้อยมากเหลือเกิน
แต่ลองคิดดูดีๆ …ก็เหมือนว่าสหพันธรัฐในตอนนี้ก็มีคุณสมบัติเช่นนี้อยู่จริงๆ ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ สหพันธรัฐมีหวังเป่าเล่อที่ติดอันดับแถวหน้าสุดยอดชนชั้นสูงในจักรพิภพเต๋า ทั้งยังมีระดับจักรวาลอย่างปรมาจารย์แห่งไฟกับเยาถง อีกทั้งยังมีสมบัติล้ำค่าอย่างแผ่นเลื่อนโลกา
พลังอำนาจเช่นนี้ แยกตัวจากวังวนของตระกูลคงกระพันก็เหมือนอยู่ในความคาดหมาย!
เพียงแต่แม้เรื่องนี้จะก่อเกิดความสั่นสะเทือน และก็มีตระกูลสำนักเล็กๆ จำนวนไม่น้อยมาแอบหารือกับสหพันธรัฐเพื่อจะเข้าร่วม แต่สุดท้ายตระกูลสำนักส่วนมากในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ยังคงเฝ้าสังเกตด้วยความลังเล
เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลอำนาจอันเนิ่นนานของตระกูลคงกระพันทำให้สำนักตระกูลเหล่านี้ไม่กล้าตัดสินใจง่ายๆ หากตระกูลคงกระพันโกรธเพราะเรื่องนี้จนเกิดศึกล้างตระกูลขึ้นมา พวกเขารับไม่ไหว
ในเวลาเดียวกัน สำนักใหญ่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายอย่างเต๋าเก้ารัฐก็ลังเลต่อเรื่องนี้เช่นกัน แต่ในเวลาสั้นๆ ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐรู้สึกราวกับคว้าโอกาสได้ ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งออกไปในทันที ประณามการกระทำของสหพันธรัฐนี้อย่างรุนแรง
สำนักใหญ่อื่นๆ ก็ทยอยกันขานรับ ในเวลาเดียวกันใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ แต่…จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงเป็นผู้นำตระกูลคงกระพันมาด้วยตัวเอง ที่นอกสนามรบที่เปิดศึกกับสำนักแห่งความมืด เลือกผู้ฝึกของตระกูลจำนวนหนึ่งปักหลักอยู่ที่ในเขตแดนจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย
ในเวลาเดียวกันก็มีแรงบีบคั้นดวงจิตเทพที่เรียกได้ว่าน่ากลัวอาจหาญดวงหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากตระกูลคงกระพัน กวาดไปทั่วจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ทำให้ขณะที่สรรพสิ่งสั่นคลอน สุดท้ายดวงจิตเทพนี้ก็ร่อนลงที่นอกระบบสุริยะ ก่อนแผ่แรงกดดันไปทางระบบสุริยะในทันที
สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งระบบสุริยะราวกับจะถล่ม ธรรมกายของหวังเป่าเล่อเงยหน้าลืมตามองไปทางท้องฟ้าที่ดวงจิตเทพแผ่ออกมา ขณะที่ดูเลือนราง ราวกับว่าเขาเห็นปลายทางของท้องฟ้านั่น ในเมืองหลวงของตระกูลคงกระพัน มีดวงจิตเทพดวงหนึ่งกำลังมองมาที่ตนด้วยความเยียบเย็น
ผู้อาวุโสไม่รู้สิ้น หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงเบา
หวังเป่าเล่อ อย่าให้มากไป เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะไม่มีปัญญาแบ่งใจมาทำลายเจ้าได้? ! เสียงแค่นเย็นชาที่แฝงความน่าเกรงขามลอยออกมาจากดวงจิตเทพก่อนสลายหายไป
แม้ตระกูลคงกระพันจะไม่แสดงท่าทีออกมา แต่ไม่ว่าจะเป็นการตั้งมั่นของจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง หรือดวงจิตเทพของผู้อาวุโสไม่รู้สิ้น ต่างก็ทำให้ตระกูลอารยะธรรมที่ในใจลึกๆ กำลังโลดแล่นขึ้นมาเหล่านั้นไม่กล้าติดต่อกับสหพันธรัฐต่อไปตามๆ กัน
และสหพันธรัฐในเวลานี้ ราวกับกำลังรับบทแสดงอยู่คนเดียว แต่อันที่จริง…สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในความคาดหมายของหวังเป่าเล่อทั้งสิ้น
คำเตือนนี้…ดูท่าจะยังไม่ล้ำเส้นสินะ หวังเป่าเล่อหรี่ตา นัยน์ตาฉายแววลึกล้ำ
………………………
ศึกครานี้ใช้คำว่าปราบเทพจำกัดความก็ไม่เกินเลยไป
แม้ก่อนหน้านี้หวังเป่าเล่อจะถูกคิดว่ามีพลังต่อสู้ระดับจักรวาล แต่เป็นหลังจากที่เขาเลื่อนระดับสู่จักรพิภพสะกดหลายสำนักใหญ่รวมทั้งการศิโรราบของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐ ทว่าเขาในตอนนี้ หากแค่คนเดียว ระดับการให้ความสำคัญของตระกูลคงกระพันก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น
แม้แต่มารเต๋าแห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณก็เกรงว่าจะคิดแบบเดียวกัน ถึงอย่างไรระดับกึ่งจักรวาลแบบหวังเป่าเล่อ จะเต๋าฝั่งซ้ายก็ดี สำนักเสริมก็ดี หรือในใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นล้วนแล้วแต่มีด้วยกันทั้งนั้น
อย่างเช่นคนเต๋าหยาง ปรมาจารย์เยาถง ก็อยู่ในขั้นนี้ทั้งสิ้น
แม้จะเป็นชนชั้นสูงเช่นเดียวกัน อยู่ในสภาวะที่ใกล้ถึงขีดสุดยอด แต่…ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่ระดับจักรวาล การให้ความสำคัญต่อเขาอย่างมากก็เป็นเพราะเฝ้าสังเกตเต๋าของเขาที่สมบูรณ์กว่าใครๆ นี่ถึงจะเป็นจุดที่พวกเขาให้ความสนใจ
แต่ก็เป็นแต่การให้ความสนใจเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เขาหวาดผวาอย่างแท้จริง อันที่จริงแล้วคือปรมาจารย์แห่งไฟกับสาขาของเขา ถึงอย่างไรระดับกึ่งจักรวาลคนหนึ่งกับระดับกึ่งจักรวาลสองคนก็แน่นอนว่าต่างกันมาก
ดังนั้นในช่วงต้น หวังเป่าเล่อได้รับความสนใจจากด้านอื่นๆ ส่วนที่ทำให้เขาโดดขึ้นมาอย่างแท้จริง ก่อความหวาดกลัวมากขึ้นให้แต่ตระกูลคงกระพันก็คือเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ของเขาฉกชิงขอบเขตอำนาจเต๋าสวรรค์ตระกูลคงกระพัน ควบคุมเต๋าธาตุไม้ไว้ทั้งหมด
เรื่องนี้สั่นคลอนไปทั่วจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ชนชั้นสูงทั้งหลายราวกับเห็นเส้นทางไปต่อจากเรื่องนี้
และด้วยเหตุนี้ ในใจของผู้คนจำนวนมากสถานะของหวังเป่าเล่อจึงเหนือกว่าปรมาจารย์แห่งไฟไปแล้ว กลายเป็นคนที่น่าจับตามองที่สุดในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย หากสภาพการณ์เช่นนี้มั่นคงกว่านี้สักหน่อย ก็จะดูน่าเกรงขามมากกว่านี้แน่นอน แต่หลังจากที่หวังเป่าเล่อถือสันโดษนานปี ไม่ได้ลงมือ ดังนั้นจึงมีการคาดเดาต่างๆ นาๆ ออกมา
จากการคาดเดาที่มากขึ้นทุกวี่ทุกวัน ก็มีการลองหยั่งเชิงของซวนฮว๋า
หลังจากที่หวังเป่าเล่อตระหนักได้ ก็เลือกที่จะแสดงพลังที่แท้จริง สยบอย่างเด็ดขาดไปเสียเลย
แต่ไม่มีใครคาดถึงว่าการหยั่งเชิงครั้งนี้ แม้จะทำให้พวกเขาสมปรารถนาเห็นพลังที่แท้จริงของหวังเป่าเล่อ แต่…พลังที่แท้จริงที่แสดงออกมานี้กลับน่าหวาดกลัวอย่างไม่มีที่เปรียบ สั่นสะเทือนไปตามๆ กัน
เหมือนกับการตกปลา ไม่มีใครคิดว่าสิ่งที่ตกได้กลับเป็นฉลามตัวหนึ่ง!
จันทร์ข้างแรมเดิมก็น่ากลัวอยู่แล้ว เงาจันทร์ก็ยิ่งเขย่าขวัญ และคืนพินาศในตอนสุดท้าย…กลับทำลายล้างความเข้าใจจของทุกคนไปจนสิ้น เต๋าแสงแห่งการสังหารอันสุดยอดนั้นกลับสามารถฆ่าระดับจักรพรรดิสวรรค์ได้โดยไร้ความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง
ต้องรู้ว่าระดับกึ่งจักรวาลคนอื่นๆ หากสู้ไม่คิดชีวิตก็มีความสามารถที่จะพินาศไปพร้อมกับจักรพรรดิสวรรค์ แต่ก็ต้องสู้อย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น ถึงขนาดมีความเป็นไปได้สูงว่าตนเองจะตาย จักรพรรดิสวรรค์สาหัส
แต่สิ่งที่หวังเป่าเล่อแสดงออกมา กลับเป็น…ฆ่าฟันโดยไร้บาดเจ็บ!
นี่หมายความว่า…ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงขนาดที่ไม่สามารถมองหวังเป่าเล่อเป็นระดับกึ่งจักรวาลได่อีก นี่เป็นระดับจักรวาลอย่างสมบูรณ์โดยแท้จริง ถึงขนาดที่ด้านการต่อสู้สามารถสะกดชั้นต้นได้!
ดังนั้น ศึกนี้ ก็คือศึกปราบเทพอย่างแท้จริง!
หลังศึกนี้ ระดับจักรวาลทั้งหมดในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นต่างมองหวังเป่าเล่อเป็นระดับเดียวกัน ถึงขนาดที่…ความหวาดกลัวในใจยังมากกว่าจักรพรรดิสวรรค์คนอื่นๆ อีกด้วย
หากเรียงลำดับพลังต่อสู้ พลังที่แท้จริงที่หวังเป่าเล่อแสดงออกมาในครานี้ก็นับว่าไม่มีอะไรให้ละอายที่จะลำดับไว้ในระดับจักรวาลชั้นกลาง และที่จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ผู้ที่อยู่ในระดับจักรวาลชั้นกลางตอนนี้ก็มีเพียงสองคนเท่านั้น!
จีเจียและมารเต๋า!
พวกเขาจัดอยู่ในลำดับที่สอง
คนอื่นๆ เช่น กวงหมิง ซวนฮว๋า สุสานวิญญาณ นักบุญมืดและคนอื่นๆ ก็เป็นแค่ชั้นต้นเท่านั้น จัดอยู่ในลำดับสาม
ส่วนชั้นปลายและผู้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น…มีเพียงเว่ยยางจื่อและเฉินชิงจื่อสองคนเท่านั้นที่แสดงพลังต่อสู้ระดับชั้นปลายออกมา
ส่วนผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยไม่ใช่ชั้นปลายแต่กลับไม่แพ้กัน ดังนั้นเขาจะอยู่ลำดับที่สอง แต่ถูกจัดอยู่ในขั้นกึ่งลำดับหนึ่ง
หากมองเช่นนี้ พลังแท้จริงที่หวังเป่าเล่อแสดงออกมา ก็เหนือกว่าชั้นต้น เป็นผู้ที่อยู่ลำดับที่สองอย่างแน่นอนแล้ว
พลังแท้จริงเช่นนี้ทำให้ตระกูลต่างๆ ในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นเกิดคลื่นลูกยักษ์ขึ้นในใจ โดยเฉพาะจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ยิ่งสำนักใหญ่ทั้งหลายที่เคยล่วงเกินสหพันธรัฐต่างก็ใจระส่ำไม่เป็นสุขตั้งนานแล้ว
และเมื่อเปรียบกับพวกเขา ในเวลานี้ผู้ที่ใจเป็นสุขที่สุดก็คือ…ซวนฮว๋า
หลังจากรับการโจมตีเต๋าธาตุไม้จากหวังเป่าเล่อคราเดียว เขาดูเหมือนปกติดี แต่ในใจทั้งประหลาดใจทั้งตกใจ ดังนั้นหลังจากที่กลับมาถึงตระกูลคงกระพัน เขาจึงเลือกถือสันโดษในทันที ปิดกั้นการรับรู้ของตนเองทั้งหมด
เพราะ…เขาพบว่าพลังปราณของตนเองใกล้จะควบคุมไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่เลื่อนขั้น แต่เป็น…ไหลออก! !
ราวกับหวังเป่าเล่อได้กลายเป็นต้นกำเนิดน้ำวน หลังจากที่เต๋าของตนได้กระทบเข้ากับเขา ก็มีชีวิตชีวาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งยังยิ่งควบคุมยากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาหวาดกลัวมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวที่สุดก็คือสัมผัสสวรรค์ของตัวเองราวกับมีความคิดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ความคิดนี้คือจะศิโรราบให้แก่หวังเป่าเล่อ อยากจะใกล้ชิดเขา และก็ไม่สามารถลบออกไปได้เลย ในใจเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ที่งอกเติบโตขึ้นมา
“ไม่ถูกสิ! ”
“ความคิดนี้ไม่ได้เกิดหลังจากศึกนี้ แต่ก่อนหน้านั้นก็มีแล้ว บางเบามากจนตัวเองก็สัมผัสไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้…ที่ข้ามีความคิดอยากจะไปหยั่งเชิงหวังเป่าเล่อถึงขนาดลงมือไป เป็นเพราะ…ความคิดนี้ก่อกวนทั้งหมด! ! ”ซวนฮว๋าหน้าซีดเผือด เมื่อฝึกมาจนถึงระดับเขาแล้ว ต่อให้สามารถปิดบังได้ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ก็ไม่สามารถปิดบังได้นาน ตอนนี้เขาจะไม่รู้สาเหตุได้อย่างไร…
“ต้นกำเนิดมหาเต๋าเดียวกัน! ! ”
ซวนฮว๋าสีหน้าย่ำแย่อย่างยิ่ง เต๋าที่เขาฝึกก็คือเต๋าธาตุไม้ เดิมคิดว่าแม้หวังเป่าเล่อจะชิงอำนาจของเต๋าสวรรค์ไปได้ แต่พลังปราณของเขาไม่ใช่ระดับจักรวาล ไม่มีผลต่อตัวเอง ถึงขนาดที่ในทางตรงกันข้าม หากตนเองสามารถสะกดอีกฝ่ายได้ ไม่แน่ว่าจะแย่งมหาเต๋ามาจากเขาได้ด้วย
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าความคิดนี้ของตัวเองจะมีมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้มองดูน่าจะเป็นนาทีที่เต๋าธาตุไม้ของอีกฝ่ายกำเนิดขึ้น ตัวเองก็ได้รับผลกระทบแล้ว และตอนหลังที่ประมือกันอย่างประชิด สัมผัสถูกเต๋า ระดับผลกระทบจึงระเบิดออกมาอย่างกระทันหัน
‘’ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้! ‘’ซวนฮว๋าสีหน้าบิดเบี้ยว เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน สะกดพลังปราณของตัวเองอย่างเต็มที่ สะกดความคิดที่เกิดขึ้น สำหรับเขาแล้วก็เป็นดั่งจิตมาร!
ความจริงแล้ว ใช้จิตมารจำกัดความนับว่าเหมาะสมยิ่ง
หลังจากที่ผสานรวมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ สำหรับหวังเป่าเล่อ สรรพสิ่งที่ฝึกเต๋าของตน เดิมก็สามารถกลายเป็นจิตมารได้ และการคิดวิเคราะห์ของซวนฮว๋าก็ไม่ผิด ความคิดของเขานั่นมาจากหวังเป่าเล่อจริงๆ นาทีที่ผสานรวมเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ถึงซวนฮว๋าในในกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นแล้ว
เพียงแต่ซวนฮว๋าเป็นระดับจักรวาล ไม่ใช่จะถูกควบคุมได้ง่ายๆ เช่นนั้น แต่ก็เป็นเพราะเขาฝึกได้ลึกซึ้งเช่นกัน เต๋าลึกล้ำ ดังนั้น…เขาจึงหลบไม่พ้น
และก็ทำให้เกิดเรื่องการมาของเขากับการสัมผัสกับตนจากการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วงที่หวังเป่าเล่อถือสันโดษ เพียงแต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากเฉินชิงจื่อ หวังเป่าเล่อก็คงไม่ได้ผลประโยชน์มากเช่นนี้ การลงมือของเฉินชิงจื่อทำให้พลังอำนาจของเขาพลิกขึ้นสู่ขีดสูงสุด
กลับมาตอนนี้ วินาทีที่ย่างเข้าสู่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย หวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ถึงการดิ้นรนของซวนฮว๋า ปรายตากลับไปมองที่ไกลๆ ก่อนยิ้มออกมาและไม่สนใจอีก นำลูกแก้วที่เหมือนลูกตาในมือกลับไปยังดาวอังคาร
หลังจากที่กลับมายังดาวอังคาร หวังเป่าเล่อยกมือขวาขึ้นโบก ปรมาจารย์เยาถงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นัยน์ตาฉายแววกระวนกระวาย ท่าทางเปี่ยมเสน่ห์ ก้มหน้า คุกเข่าคำนับที่ด้านหน้าหวังเป่าเล่อ จงใจอวดส่วนโค้งเว้าส่วนสะโพกออกมา ราวกับสำหรับเธอแล้ว นี่เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อชนชั้นสูงอย่างหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
“บ่าวคารวะคุณชาย! ”
“เจ้าไปตระกูลคงกระพัน เรียกหาคำอธิบายแทนข้า”
“รับบัญชา! ‘’ปรมาจารย์เยาถงตอบรับเสียงเบา ไหวร่างเข้าสู่ความว่างเปล่าแล้วหายไป
…………………………
คืนพินาศของหวังเป่าเล่อ แตกต่างกับวิถีเต๋าของบิดาหวังอีอีอยู่บ้าง แม้จะเป็นวิชาสังหารเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ในมือบิดาหวังอีอี เนื่องจากเดิมก็เป็นเต๋าของเขา ดังนั้นจึงยิ่งกว้าง ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งแฝงความล้ำลึก
ส่วนทางหวังเป่าเล่อ เหตุเพราะความพยายามอดกลั้นอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ไปสัมผัสต้นกำเนิดเต๋าคืนพินาศอย่างลึกซึ้ง ทำให้ในเวลานี้จึงมีพลังลึกไม่พอ แฝงความล้ำลึกไม่เท่า แต่…พลังสังหารกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย
เพราะ…ในคืนพินาศของหวังเป่าเล่อได้ใส่วิชาดวงเนตรปีศาจของตัวเอง ใส่เวทสังหาร ถึงขั้นผสานการสังหารที่รู้ในชีวิตนี้ทั้งหมดลงไปในคืนพินาศ
————
ซ้อนเพิ่มลงไปเช่นนี้ ก็ทำให้วิชาคืนพินาศนี้ที่แต่เดิมก็อยู่บนพื้นฐานวิชาสังหาร ก็ถูกหวังเป่าเล่อยกระดับขึ้นถึงขีดสุด
สุดยอดการสังหาร!
ทั่วทั้งท้องฟ้าในนาทีนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มืดมิด แต่ทุกคนกลับรู้สึกมืดมิดจนยากจะบรรยาย ดุจท้องฟ้าก่อนฟ้าสาง อีกทั้งไม่เพียงแค่คนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้นที่รู้สึกได้ นาทีนี้…ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์จีเจียตระกูลคงกระพันที่นั่งสะกดอยู่ หรือผู้อาวุโสตระกูลเซี่ย หรือจะเป็นมารเต๋าสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐ หรือผู้ที่มีความสามารถเฝ้าชมศึกครั้งนี้ ล้วนเกิดระลอกคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในสัมผัสสวรรค์!
วิชาคืนข้างแรม เดิมทีก็ทำพวกเขาแสดงความประทับใจออกมาอยู่แล้ว คล้ายจริงคล้ายฝันยิ่งทำให้พวกเขาสั่นสะท้าน แต่เมื่อเทียบกัน… คืนพินาศที่หวังเป่าเล่อแสดงออกมายิ่งสะเทือนฟ้าสะทือนดิน ผู้ที่สัมผัสได้ทุกคนล้วนเกิดเสียงสนั่นฟ้าขึ้นในใจ
ราวกับมีสิ่งอันตราย มีวิกฤตใหญ่ ความเป็นความตาย ที่กำลังจะมาเยือนโลก
สุสานวิญญาณและนักบุญมืด ผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับจักรวาลของสำนักแห่งความมืดทั้งสองหน้าเปลี่ยนสี รีบถอยหลังในทันทีโดยไร้ความลังเล ส่วนจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงที่ปรากฏตัวข้างตี้ซานก็ผงะไป ขณะที่จะลงมือพร้อมกัน แต่ตี้ซานข้างกายกลับตะโกนดังลั่น
“กวงหมิง นี่เป็นศึกของข้า! ”ในฐานะระดับจักรวาล ในฐานะจักรพรรดิสวรรค์ แม้จะเป็นแค่ชั้นต้น แต่ตี้ซานก็ยังคงเย่อหยิ่ง เพราะเขาเป็นผู้ที่ขึ้นสู่ระดับจักรวาลได้เร็วที่สุดตั้งแต่มีมาในประวัติศาสตร์ตระกูลคงกระพัน
อีกทั้งนิสัยบ้าอำนาจ อีกทั้งเต๋าที่ฝึกก็เป็นภูเขา ทรงพลังยิ่ง เดิมก็อยู่ในเส้นทางสะกดปราบอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเจอกับการลงมือของหวังเป่าเล่อ ด้วยนิสัยเขา ความเย่อหยิ่งของเขา เต๋าของเขา จึงไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น
“ก็๋แค่ระดับดาราจักร! ! ”แม้ในใจตี้ซานจะถูกทำให้สั่นไหวจนถึงขั้นตัวสั่น แต่ศักดิ์ศรีของเขาไม่ยอมให้ตัวเองก้มหัว เวลานี้คำรามก้องพร้อมยกมือทั้งสองขึ้น พลังปราณระดับจักรวาลก็ระเบิดออกมาสิบสองส่วน พริบตาก็ปรากฏภูเขาลูกหนึ่งขึ้นในท้องฟ้าอันมืดมิด
ภูเขาที่ราวกับสามารถสะกดทุกสรรพสิ่งบนโลกได้ จนถึงขนาดที่แม้แต่ท้องฟ้าก็ไม่สามารถค้ำยันดวงจิตภูเขาเทพของมันได้ ภูเขาลูกนี้…ใหญ่จนราวกับไร้ที่สิ้นสุด วินาทีที่ปรากฏขึ้น พลังสะกดรุนแรงขุมหนึ่งระเบิดสนั่น ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงบีบคั้นอย่างรุนแรง
ท้องฟ้าถึงขั้นพังครืน รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นรอบๆ ภูเขาและแตกขยายออกไปเรื่อยๆ นี่…ก็คือเคล็ดวิชาลับของตี้ซาน ไม่ใช่วิถีเต๋า ไม่ใช่พลังเทพ แต่ เป็น…ธรรมกายของเขา !
ในธรรมกาย ท่าทางตี้ซานดูดุร้าย ร่างกายเป็นเหมือนจุดสำคัญทำให้ภูเขาธรรมกายยิ่งทรงพลัง และร่างในธรรมกายนี้ก็คือกายาเต๋าของตี้ซาน
เป็นรากฐานตั้งมั่น!
จากการระเบิดพลังปราณของเขา ทั่วทั้งในกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นสั่นสะเทือน แม่น้ำแห่งความมืดไหลเชี่ยว ก่อให้เกิดพายุขึ้นในดาวเคราะห์ที่ตระกูลอารยธรรมต่างๆ อยู่ ขณะที่เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ณ สนามรบ…เพราะความเข้มข้นรุนแรงของพลังวิถีเต๋าได้ปรากฎหลุมยุบขึ้น ทำให้กฎทั่วทั้งใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นล้วนเอียงมาทางนี้
และขณะที่กฎทั่วทั้งใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นกำลังเอียง พริบตาที่ธรรมกายตี้ซานสูงเสียดฟ้า…ในท้องฟ้าอันมืดมิด จุดที่หวังเป่าเล่ออยู่ ฉับพลัน…ปรากฏแสงสว่างขึ้น
หากเปรียบท้องฟ้าเป็นมหาสมุทร เช่นนั้นก็เป็นแสงสว่างแรกบนมหาสมุทร!
หากเปรียบท้องฟ้าเป็นผืนดิน เช่นนั้นนี่ก็คือแสงอรุณเบิกฟ้า!
หากไม่นำไปเปรียบเทียบ เช่นนั้นนี่ก็คือ…แสงแรกของสรรพสิ่งในจักรวางผืนนี้!
แสงสว่างปรากฏ ความมืดมิดกระจายออก ทั่วทั้งท้องฟ้าในเวลานี้ส่งเสียงดังสนั่น ราวกับความมืดมิดกำลังหมุนตลบอยู่ใต้แสงสว่าง แต่ไม่ได้มีลำแสงเดียว…พริบตาต่อมา แสงสองลำ แสงสามลำจวบจนนับไม่ถ้วน พลันระเบิดออกมาจากจุดเดียวกัน เมื่อแสงทอส่องไปทั่วสารทิศ เมื่อความมืดมิดถูกไล่กระจายหาย อาทิตย์แรก…ก็ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าที่มืดมิด
เหนือกว่าดารานิรันดร์ แฝงไปด้วยแสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุด แม้จะเป็นเพียงอาทิตย์แรก ไม่ใช่ดวงตะวันที่สมบูรณ์ แต่ในเวลานี้ก็ยังทำให้จักรวาลที่มืดมิดแห่งนี้บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เมื่อแสงส่องถึงก็กระจายออกไป แม้แต่…ธรรมกายของตี้ซานก็ไม่มีคุณสมบัติอยู่ในช่วงที่อาทิตย์แรกกลายเป็นดวงตะวัน
ดังนั้นเพียงพริบตา เมื่อความมืดมิดหมุนวนไม่หยุด เมื่อแสงส่องมายังจักรวาล ธรรมกายของตี้ซานที่แปลงเป็นภูเขาเทพก็ส่งเสียงดังขึ้นมา ราวกับมันได้กลายเป็นสิ่งขัดขวางแสงสว่าง เมื่ออาทิตย์แรกลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ นาทีที่ดวงตะวันเกินครึ่ง ภูเขาเทพก็รับไม่ไหวอีกต่อไปจนเกิดรอยแตกร้าวออกมาทางหนึ่ง
เมื่อมีหนึ่ง ก็มีหมื่น!
เพียงพริบตารอยแตกก็ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ตี้ซานที่อยู่ข้างในนัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด ขณะที่คำรามลั่นระเบิดพลังปราณออกมาอย่างสุดกำลังเพื่อยืนหยัดต่อ ทว่า…สุดท้ายความมืดมิดก็กระจายหาย อาทิตย์แรกถูกกำหนดให้ลอยขึ้นเป็นดวงตะวัน
ดังนั้น เมื่อดวงตะวันสมบูรณ์เต็มดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า…ธรรมกายของตี้ซานที่แปลงเป็นภูเขาเทพก็พังทลายลงในทันที ขณะที่แตกเป็นเสี่ยงๆ กายาเต๋าตี้ซานในนั้นก็กระอักเลือกออกมาคำโต คิดจะถอยหลังแต่กลับสายไป แสงตะวันทอส่องไปทั่วท้องฟ้าและก็โอบเขาไว้ภายในด้วยเช่นกัน
“ทำลาย! ”หวังเป่าเล่อเอ่ยเนิบๆ เสียงดังสนั่นไปทั่วฟ้า ใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นเอียง กฏเกณฑ์ของที่แห่งนี้ล้วนแตกร้าว ราวกับมีเสียงสะอื้นไห้ลอยมาจากอากาศ ขณะที่สะท้อนอยู่ในท้องฟ้า ตี้ซานที่ถูกแสงตะวันโอบหุ้มไว้ ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ไม่ว่าจะขัดขืนเช่นไร ร่างธรรมกายของเขาก็ละลายจนเห็นได้ด้วยตา!
ทว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนเย่อหยิ่ง ท่ามกลางความเจ็บปวดแสนสาหัส ก็ไม่ส่งเสียงกรีดร้องใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทำเพียงเพ่งมองไปทางหวังเป่าเล่อ นัยน์ตาฉายแววดุร้าย ราวกับก่อนตายจะสลักหน้าหวังเป่าเล่อไว้ในวิญญาณเทพ
แต่จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงจะยอมให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในช่วงสำคัญของความเป็นความตาย เส้นผมพลิ้วสยาย ระเบิดแสงออกมาจากร่าง เขาที่ใช้ชื่อกวงหมิง[1]เป็นฉายาเต๋า เต๋าที่ฝึกก็เป็นแสงเช่นกัน
ดังนั้น ในนาทีนี้ เมื่อพลังปราณระเบิดขึ้น ร่างกายไหวคราหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าตี้ซาน วินาทีที่ธรรมกายของตี้ซานกำลังจะแตกสลายก็รวบร่างดึงดวงวิญญาณเทพของเขาออกมาก่อนถอยออกไปด้วยความรวดเร็ว
ช่วงเวลาเดียวกัน ในตระกูลคงกระพัน ร่างอวตารเว่ยยางจื่อที่กลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์จีเจียก็ปรากฏตัวออกมาเช่นกัน แต่ไม่ใช่ที่กวงหมิง แต่เป็นที่ด้านหน้าของสุสานวิญาณกับนักบุญมืดที่กำลังเข้าไปขัดขวาง มือยกขึ้นกด เสียงดังลั่นฟ้า ทำให้สุสานวิญาณกับนักบุญมืดช้าไปก้าวหนึ่ง
พริบตาต่อมา กวงหมิงพาตี้ซานที่เหลือแต่ดวงวิญญาณเทพออกมา จีเจียก็ถอยออกมาเช่นกัน ทั้งสองไม่มีคำพูดใด ขณะที่ถอยหลัง เงาร่างก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่ามุ่งไปข้าหน้าด้วยความรวดเร็ว ไม่หยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย
สุสานวิญาณกับนักบุญมืดแววตาวาววับรีบตามเข้าไปในอากาศ ส่วนหวังเป่าเล่อ เขายืนอยู่ที่เดิมมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ลงมือต่อ
ถึงอย่างไร…เขาก็ไม่ใช่ระดับจักรวาล การใช้วิชาคืนพินาศก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เขาไม่สามารถใช้ครั้งที่สองได้ในเวลาสั้นๆ หากกวงหมิงไม่เข้ามาขวาง เขาสามารถฆ่าตี้ซานได้จริง แต่ผลลัพธ์เช่นนี้ บางทีอาจจะดีกว่า
ตี้ซานจะอยู่หรือตายไม่สำคัญอีกต่อไป ธรรมกายถูกทำลาย กายาเต๋าถูกสับ หากเหลือแค่เพียงดวงวิญญาณเทพก็เหมือนกับพลังปราณเขาถูกตัดไปแปดส่วน ไม่ได้มีอำนาจคุกคามอีกแล้ว
และตนก็ไม่ได้มีความคิดที่จะแตกหักกับตระกูลคงกระพันจริงๆ ในเวลาเดียวกันยังได้เผยพลังต่อสู้ของตัวเองเพียงพอที่จะแสดงอำนาจให้กริ่งเกรงแล้ว บทสรุปเช่นนี้ตรงกับความต้องการของตัวเองมากกว่า
เขายังต้องการเวลาอีกหน่อยที่จะทำให้แปดปรมัตถ์ของตัวเองสมบูรณ์
ดังนั้นหลังจากมองทางที่จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงไป หวังเป่าเล่อก็เอ่ยเสียงเรียบ ไปยังคลื่นดวงจิตเทพทั่วทั้งแปดทิศ
“สหายเต๋าทุกท่านเห็นเรื่องตลกแล้ว ”ขณะที่เสียงของเขากระจายไปทั่วฟ้า ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยนิ่งไปหลายอึดใจก่อนตอบกลับ
“สหายเต๋า หากภายหน้ามีเวลาก็มาพูดคุยกันที่ตระกูลเซี่ยของข้า! ”
“สหายเต๋ามีจิตเมตตา ไม่มุ่งแต่ฆ่าฟันให้สิ้น เรื่องนี้ข้าสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณสนับสนุนสหายเต๋า ตระกูลคงกระพันบุกเข้าสหพันธรัฐของสหายเต๋าไม่ดูตาม้าตาเรือ ต้องมีคำอธิบาย! ”มารเต๋าในจักรพิภพสำนักเสริมเอ่ยออกมาช้าๆ
หวังเป่าเล่อสีหน้าเรียบเฉยพลางประสานหมัดคารวะก่อนหมุนกายไปทางความว่างเปล่า ก้าวเดียวก็ปรากฏตัวขึ้นที่เขตแดนของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายกับใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ก่อนสาวเท้ากลับไปยังเต๋าฝั่งซ้าย
ศึกเดียว ปราบเทพ!
……………………………………….
[1] สว่างไสว
เมื่อวิชาจันทร์ข้างแรมปรากฏสู่สายตาจักรพรรดิสวรรค์ ความลึกลับมหัศจรรย์ของมัน ทำให้สุสานวิญญาณที่หนีไปไกลแล้วแต่ยังไม่ละสายตาไปจากสนามรบนี้สีหน้าเปลี่ยนไป
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ตี้ซานก็เช่นกัน ในเวลานี้เผยสีหน้าเครียดขึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ย มารเต๋าแห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ ปรมาจารย์สำนักดาราจันทร์ และปรมาจารย์ของเต๋าเก้ารัฐที่จับตามองอยู่
คนเหล่านี้ที่อยู่แถวหน้าในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ในนาทีนี้ต่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ถึงอย่างไรคนหยางเต๋าก็ไม่อ่อนแอ สามารถสู้กับระดับจักรวาลได้ แม้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่หากจะให้ทำให้สาหัสหรือถึงขั้นฆ่าให้ตาย สำหรับระดับจักรวาลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงขนาดที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่พอฟัดพอเหวี่ยงเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้…เต๋าจันทร์ข้างแรมที่หวังเป่าเล่อ เผยให้เห็นกลับมีพลังน่าอัศจรรย์ ถึงขนาดให้ความรู้สึกราวกับกาลเวลาอยู่ในมือของหวังเป่าเล่อ เพียงแค่ขยับไปตามใจ ก็ทำให้ร่างกายของคนหยางเต๋าคล้ายกับถูกควบคุม การสั่งการ…ส่งไปยังหน้านิ้วของหวังเป่าเล่อ
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น คนหยางเต๋าส่งเสียงคำรามลั่นฟ้า ในพริบตาก็ปรากฏเขาสีดำโค้งสองเขาขึ้นบนหัว ราวกับจะขัดขืน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นระดับจักรวาล แม้ตอนนี้จะดูเหมือนไม่พอ แต่ในขณะที่เกิดเสียงดังสนั่นสะท้อนขึ้น เขาทนต่ออาการบาดเจ็บกระอักเลือด ทนต่อเขาสีดำที่ออกมาจากรอยแตก ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องถอยออกไปจากสนามรบอย่างฝืนทน ถอยออกไปสิบลี้ในพริบตา
ไม่มีการหยุดชะงักใดๆ เคลื่อนย้ายในพริบตา หนีไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ยังคงสร้างความสั่นสะท้านในแก่ผู้คนอย่างมากมาย ถึงอย่างไรนี่…ก็เป็นชนชั้นสูงที่มีพลังระดับจักรวาลที่มีอยู่ในตอนนี้ และคนชั้นสูงแบบนี้…ต่อหน้าหวังเป่าเล่อ เพียงแค่นิ้วเดียว…กลับไม่กล้าสู้ต่อแล้ว
แม้นิ้วนี้จะแฝงเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า…หวังเป่าเล่อยังมีเล่ห์กลอะไรอีกหรือไม่ ถึงอย่างไรไม่ว่าจะเป็นพลังระดับจักรวาลคนไหนก็มีเคล็ดวิชาลับด้วยกันทั้งนั้น
“หวังเป่าเล่อ! ”นัยน์ตาตี้ซานฉายรังสีฆ่าฟัน ไหวร่าง พยายามสลัดเส้นใยเต๋าธาตุไม้ คิดจู่โจมหวังเป่าเล่อ แต่พริบตาที่หวังเป่าเล่อโบกมือ ก็มีเส้นใยจำนวนมากขึ้น ขณะที่กำลังพันรัด เงาร่างของเขาก็พลันหายไปอีกครั้ง ปรากฏตัวอีกครั้ง…อยู่ที่ข้างปรมาจารย์เยาถงที่ถอยห่างออกไป
“เป็นเจ้าที่ขานชื่อข้า? ”หวังเป่าเล่อน้ำเสียงราบเรียบ แต่เมื่อลอยเข้าหูของเยาถงก็ราวกับสายฟ้าฟาด ทำให้ขณะที่นางหน้าซีดเผือด ร่างกายส่งเสียงดัง กลายเป็นหมอกมารถอยหลังออกไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ลังเล
ขณะที่ไอหมอกหมุนวน ก็ราวกับเห็นดวงตาข้างหนึ่งซ่อนอยู่ข้างใน ที่เวลานี้เต็มไปด้วยเส้นเลือด ราวกับสายตาสามารถมองทะลุได้ ทำให้ท้องฟ้าระหว่างหวังเป่าเล่อกับหมอกมารพังครืน และเมื่อพังถล่มลงมา เส้นเลือดในดวงตาก็มากขึ้นเท่าทวี คาดไม่ถึงว่าขณะที่ถอยหลัง ก็จะสลายหายไป ราวกับตกลงไปในกาลเวลา หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
หวังเป่าเล่ออุทานอย่างแปลกใจ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าในโลกแห่งศิลายังสามารถใช้วิชากาลเวลาอะไรทำนองนี้ได้ด้วย ในใจก็อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ไม่ใช้วิชาจันทร์ข้างแรม แต่กลับยกมือขวาขึ้นกดลงไปยังจุดที่เยาถงหายตัวไปเบาๆ
เวทแห่งเงาจันทร์พลันปรากฏ เพียงพริบตาก็ราวกับหยดน้ำหล่นลงสู่ผิวน้ำ เกิดเป็นระลอกกระจายไปทั้วทั้งสี่ทิศ พริบตาเดียวนับร้อยปี และหวังเป่าเล่อก็ก้าวเท้าเช้าไปในระลอกคลื่น
ร้อยปีก่อน ในท้องฟ้าใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ปรมาจารย์เยาถงกำลังควบม้า พริบตาต่อมาเงาร่างหวังเป่าเล่อก็เดินออกมา หนึ่งนิ้วจรดลง ฟ้าถล่มดินทลาย
สองร้อยปีก่อน ปรมาจารย์เยาถงกำลังถือสันโดษ แต่เพียงพริบตาสีหน้านางก็เปลี่ยนไป อยากจะหลบก็สายไปแล้ว มือข้างหนึ่งที่โผล่ออกมาจากอากาศกดลงบนหว่างคิ้วนาง
ห้าร้อยปีก่อน…
สามพันปีก่อน…
แปดพันปีก่อน…
สองหมื่นปีก่อน…
“เจ้าเป็นใคร! ”ในสายน้ำกาลเวลา เยาถงที่ยังไม่ถึงขั้นกึ่งระดับจักรวาลส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ตรงหว่างคิ้วนางมีนิ้วอันหนึ่งที่กำลังดึงดวงตาสีเลือดดวงหนึ่งออกมาจากหว่างคิ้วนาง
ท่ามกลางความน่าเวทนา เวลาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มาสู่จักรวาลสำนักแห่งความมืด มาจนถึงช่วงต้นของการกำเนิดจักรวาลผืนนี้ ในฐานะที่เป็นซากดวงตาที่จักรวาลยุคก่อนทิ้งไว้ เดิมลอยล่องอยู่ในท้องฟ้า พลังชีวิตข้างในกำลังจะฟื้นตื่น แต่นาทีต่อมา มีมือข้างหนึ่งออกมาจากท้องฟ้า คว้าจับดวงตาดวงนี้ไว้ในมือ
กระแสเต๋าของหวังเป่าเล่อแผ่ออก สะเทือนไปทั่วสารทิศอีกครั้ง
ผู้ที่เฝ้ามองศึกครั้งนี้ต่างเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในจิตใจ ถึงขนาดที่มีคนลุกขึ้นยืน เวลาล่วงผ่านไปยี่สิบลมหายใจ
ดูเหมือนยี่สิบลมหายใจ แต่ในความเป็นจริง…ในกาลเวลาได้ผ่านไปนานแสนนานแล้ว
และเงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ก่อขึ้นใหม่จากความเลือนลาง เงาร่างยังคงเดิม ท่าทางยังคงเดิม มีเพียงในมือ…มีดวงตาที่แผ่กลิ่นอายโบราณเพิ่มขึ้นมา
และเบื้องหน้าเขา…เดิมจุดที่ปรมาจารย์เยาถงหนีไป ในเวลาพลันบิดเบี้ยว ปรมาจารย์เยาถงไปและกลับมา พอปรากฏกายขึ้นก็กระอักเลือดคำโต มองไปทางหวังเป่าเล่อราวกับเห็นผี หากเป็นคนอื่น บางทีอาจจะยังไม่เข้าในว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองด้วยซ้ำ
ทว่า เดิมนางก็ฝึกเต๋าแห่งกาลเวลา ดังนั้นในเวลานี้ย่อมรู้ถึงความน่ากลัวของหวังเป่าเล่อและสิ่งที่ตนเจอมาอย่างดี นาง…ที่ในสายน้ำแห่งกาลเวลาถูกหวังเป่าเล่อฆ่าไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ช่วงต้นของจักรวาลผืนนี้ ดวงจิตของตัวเอง ในนาทีที่ยังกำเนิดไม่สมบูรณ์ ก็ถูกคนตรงหน้านี้เอาไป
หากแค่เอาไปก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็เกิดอยู่ที่กาลเวลา แต่ดัน…ถูกหวังเป่าเล่อพามายังยุคนี้เสียได้ ดวงตาที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้ก็คือแก่นสำคัญของตัวเอง
และแก่นสำคัญของตนแต่เดิม…ในเวลานี้กลับกลายเป็นภาพมายา ราวกับเมื่อเทียบกันแล้ว แก่นสำคัญของตนเป็นของปลอม
ในนั้นแฝงไว้ด้วยเต๋าแห่งกาลเวลาที่ทั้งลึกซึ้งและซับซ้อนมาก ที่แม้แต่นางก็ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ รู้สึกเพียงว่าหวังเป่าเล่อตรงหน้าน่ากลัวอย่างที่สุด
“ทั้งเรียกขานชื่อข้า ทั้งยังมีความสามารถอยู่บ้าง งั้นก็เป็นสาวรับใช้ข้าแล้วกัน ”หวังเป่าเล่อพูดขึ้นอย่างสบายๆ พลางเล่นดวงตาในมือ
ปรมาจารย์เยาถงนิ่งเงียบ ก้มหน้าอย่างจำนนก่อนก้าวไปคำนับ
“คารวะคุณชาย ”
คล้ายกับทำเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ หวังเป่าเล่อไม่สนใจเยาถง แต่เงยหน้ามองไปทางตี้ซานที่ในเวลานี้สลัดหลุดจากเส้นใยเต๋าธาตุไม้ออกมาแล้ว
อันที่จริง ตี้ซานหลุดออกมาตั้งนานแล้ว แต่เต๋าแห่งกาลเวลาของหวังเป่าเล่อทำให้ลึกๆ ในใจเขาเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรงขึ้น จึง…ไม่ลงมือ
แม้ตัวเองจะเป็นระดับจักรวาล และอีกฝ่ายจะเป็นกึ่งระดับจักรวาล แต่ตอนนี้เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าตัวเอง…ไม่มั่นใจ!
พูดให้ถูกก็คือ ไม่มั่นใจเลยสักนิด!
“สหายตี้ซาน ระหว่างเจ้ากับข้า ต้องสู้สักรอบไหม? ข้ามาที่นี่เพื่อเอาคำอธิบาย “หวังเป่าเล่อเอ่ยเรียบๆ
ตี้ซานนิ่งเงียบ อึดใจต่อมาความว่างเปล่าด้านหลังบิดเบี้ยว พลันปรากฏเงาร่างหนึ่งเดินออกมา…จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง!
หลังจากเขาปรากฏตัวขึ้น ก็มองไปยังหวังเป่าเล่อด้วยแววตาหวาดกลัวเช่นกัน
แต่วินาทีถัดมา นักบุญมืดระดับจักรวาลของสำนักแห่งความมืดพลันปรากฏตัวขึ้นจากที่ไกลๆ จากนั้นสุสานวิญญาณที่หลบการต่อสู้ค่อยๆ หรี่ตาลง ก่อนระเบิดพลังในสนามรบ
เพียงเวลาสั้นๆ กวงหมิงก็ดี ตี้ซานก็ช่าง ก็ได้แต่นิ่งเงียบ
อึดใจต่อมา นัยน์ตาตี้ซานเผยแววเย็นเยียบ มองไปทางหวังเป่าเล่อพลางเอ่ยออกมาช้าๆ
“สหายหวัง ข้าอยากจะดู พลังเทพอันอื่นของเจ้า”
“สมปรารถนาเจ้า! ”หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ นิ้วมือขวาทั้งห้าคลายออก ดวงตะวันดวงหนึ่งปรากฏขึ้นในฝ่ามือเขาลางๆ และทั่วท้องฟ้าทุกสารทิศ…สว่างไสวขึ้นในพริบตา แต่ในความรู้สึกของทุกคน พริบตานี้…กลับกลายเป็นความมืดมิด!
มีเพียงเสียงของหวังเป่าเล่อที่ลอยออกมาเนิบๆ ดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
“คืนพินาศ”
…………………………
ในใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น นอกแม่น้ำแห่งความมืด กองทัพสำนักแห่งความมืดกับพันธมิตรตระกูลคงกระพันกำลังสู้รบกัน เต็มไปด้วยเสียงฆ่าฟัน พลังเทพจำนวนมาก คลื่นวิถีเต๋ากระจายไปทั่วสารทิศ
ทว่าเวลานี้ พริบตาที่หวังเป่าเล่อยกเท้าและย่ำลงมา การสู้รบของตี้ซานกับคนเต๋าหยางและปรมาจารย์เยาถง รวมทั้งสุสานวิญญาณล้วนเกิดกระแสคลื่นในสัมผัสสวรรค์ ต่างมองไปโดยพร้อมเพรียง
เมื่อเทียบกับตระกูลคงกระพันสามคนนั้น ความรู้สึกของสุสานวิญญาณรุนแรงกว่ามาก เพราะ…ร่างเดิมของเขาคือต้นไม้สุสานวิวาณต้นหนึ่งพอดี และต้นไม้ก็คือพืช เดิมทีก็อยู่ในธาตุไม้
แม้เต๋าธาตุไม้ของหวังเป่าเล่อจะครอบคลุมอยู่แค่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย แต่จากกระแสเต๋าที่แผ่กระจายออกมาจากการมาในเวลานี้ก็ยังคงทำให้สุสานวิญญาณสัมผัสได้ถึงพลังบีบคั้นรุนแรงและความคลุ้มคลั่งของสัมผัสสวรรค์ได้อยู่เช่นเดิม
แต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไร หรือพูดให้ถูกก็คือ สุสานวิญญาณ…คือคนส่วนน้อยที่สังเกตเห็นถึงแก่นแท้หลังจากได้เห็นหวังเป่าเล่อสัมผัสกับซวนฮว๋าแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์ไม่สามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ฝึกเต๋าธาตุไม้ แต่…เต๋าธาตุไม้ของสุสานวิญญาณทำให้เขาเข้าใจดีว่าทำไปหลังจากที่ซวนฮว๋ากลับไปแล้วถึงถือสันโดษในทันที
เนื่องจาก…ซวนฮว๋าเองก็ฝึกเต๋าธาตุไม้!
ดอกบัวสีดำสิบห้ากลีบนั่น ไม่ว่าจะมหัศจรรย์อย่างไร เปลี่ยนแปลงมาได้อย่างไร แต่ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้ของมัน
ดังนั้น แม้ซวนฮว๋าจะเป็นระดับจักรวาล แต่วินาทีที่สัมผัสเข้ากับหวังเป่าเล่อ แก่นแท้ก็ยังคงถูกทำให้สั่นสะเทือนจนเกิดแรงสั่นสะเทือนที่คนนอกไม่สามารถสัมผัสได้และยากจะเข้าใจขึ้นขุมหนึ่งในสัมผัสสวรรค์
สุสานวิญญาณล้วนเข้าใจ ดังนั้นในเวลานี้เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย วินาทีที่กระแสเต๋าของหวังเป่าเล่อแผ่ออกมาก็ถอยหลังทันควัน สัญชาตญาณบอกเขาว่า ห้ามเข้าใกล้หวังเป่าเล่อ
ความรู้สึกที่ลึกที่สุดของเขาก็คืออีกฝ่ายเป็นดั่งน้ำวน หากตนเข้าใกล้ก็จะถูกกลืนเข้าไป และกลิ่นอายที่แฝงอยู่ในน้ำวนนั้นก็เป็นเหมือนต้นกำเนิดของตัวเอง
แรงบีบคั้นที่ราวกับมาจากธรรมชาติแบบนั้น ทำให้เขามีความรู้สึกเหมือนไร้พลัง นอกเสียจากว่าจะสามารถใช้เต๋านอกรีต หรือไม่ก็หวังเป่าเล่อถูกโค่น ไม่เช่นนั้นแรงบีบคั้นเช่นนี้ก็จะอยู่ตลอดกาลอีกทั้งจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
“คาดว่าซวนฮว๋าในตอนนี้ก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน! ”
และในขณะที่ถอยหลังออกมา นัยน์ตาตี้ซานก็ฉายรังสีฆ่าฟัน ท้องฟ้าสุดสายตาเขาในเวลานี้เกิดกระแสคลื่น หวังเป่าเล่อในชุดสีขาวสยายผมยาว เดินออกมาจากความว่างเปล่าทีละก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เงาร่างเขาราวกับถูกวาดออกมา เริ่มจากโครงร่างค่อยๆ ชัดขึ้น จวบจนย่างเข้าสู่สนามรบ
พริบตาที่ปรากฏกายขึ้น กระแสเต๋าของเขาแผ่ปกคลุมไปทั่วสารทิศ ทำให้ทั้งสองฝ่ายในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นสำนักแห่งความมืดหรือพันธมิตรตระกูลคงกระพัน ต่อให้เต๋าสวรรค์ของพวกเขาจะไม่เหมือนกัน แต่พลังของธาตุทั้งห้าคือรากฐาน ดังนั้นผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่ายสีหน้าแทบจะเปลี่ยนไปทั้งสิ้น ถอยหลังไปตามๆ กัน
สุสานวิญญาณรู้สึกได้ชัดมาก ถึงขนาดที่เมื่อเห็นเข้า ในใจลึกๆ ก็มีความรู้สึกอยากจะเข้าไปคำนับใน โชคดีที่ปราณของเขาลึกซึ้ง ยืมพลังเต๋าสำนักแห่งความมืดพยายามฝืนถอยออกไปด้วยความรวดเร็ว
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ดวงตาของตี้ซานค่อยๆ หรี่ลง ส่วนคนเต๋าหยางกับปรมาจารย์เยาถงนัยน์ตากลับหดเล็กลง วิธีการปรากฏตัวของหวังเป่าเล่อ แม้จะไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก แต่หลังจากเผยตัวขึ้นกลับก่อให้เกิดคลื่นเช่นนี้ได้ จุดนี้…พวกเขาทั้งสองทำไม่ได้
และสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสอง หรือแม้แต่ทุกคนในที่นี้ โดยเฉพาะตระกูลคงกระพันสั่นสะท้าน ก็คืออึดใจที่สองหลังจากหวังเป่าเล่อปรากกฏตัวขึ้น เกิดระลอกคลื่นไปทั่วท้องฟ้า เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่งราวกับสะท้อนอยู่ในสัมผัสสวรรค์ของทุกคน ขณะที่ความว่างเปล่าบิดเบี้ยว พลันปรากฏด้วงเกราะดำสีทองขนาดมหึมาตัวหนึ่งที่เปี่ยมด้วยอานุภาพที่ทำให้ดวงวิญญาณเทพของทุกคนสั่นระริกขึ้น
นี่…ก็คือเต๋าสวรรค์ของตระกูลคงกระพัน
เพราะการมาของหวังเป่าเล่อมันจึงออกมาเอง นัยน์ตาฉายแววคลุ้มคลั่ง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ส่งเสียงคำรามไปทางหวังเป่าเล่อไม่หยุด ราวกับกำลังแค้นเคืองที่หวังเป่าเล่อฉกพลังธาตุไม้ที่เป็นของมันไป
“หนวกหู! ”หวังเป่าเล่อสีหน้าปกติ หลังจากมองไปรอบๆ ก็เอ่ยพูดกับเต๋าสวรรค์ที่คำรามร้องไม่หยุดนั่นด้วยเสียงราบเรียบ มือขวายกชี้ไปทางมัน
เต๋าสวรรค์ที่ราวกับเป็นวิญญาณเทพในใจของผู้อื่น สำหรับหวังเป่าเล่อก็เป็นแค่สัตว์เลี้ยงเลอค่าที่ผู้อื่นเลี้ยงเอาไว้แค่นั้น คนอื่นๆ ทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่รวมถึงเขา การผสานรวมของเมล็ดพันธุ์ธาตุเต๋าทำให้ตัวหวังเป่าเล่อขึ้นสู่ระดับสูงมากแล้ว ดังนั้นการชี้ครั้งนี้ แรงบีบคั้นพลันปรากฏขึ้น เพียงอึดใจก็ทำให้เต๋าสวรรค์ของตระกูลคงกระพันถอยไปอย่างรวดเร็ว แม้จะยังร้องคำรามอยู่แต่มีความหวาดกลัวฉายขึ้นในแววตา
ภาพฉากนี้ ก็ทำให้เกิดความสั่นไหวขึ้นในใจของผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะคนเต๋าหยางกับปรมจารย์ถงเยายิ่งใจสะท้าน ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คาดไม่ถึงเลยว่าเหตุใดต่างเป็นพลังระดับกึ่งจักรพรรดิสวรรค์เหมือนกัน แต่หวังเป่าเล่อ…กลับทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นในใจลึกๆ ได้
ต้องรู้ว่า ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าตี้ซาน พวกเขาทั้งสองก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาก่อน ทั่วทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นพวกเขาจะมีความรู้สึกแบบนี้ก็เฉพาะกับเฉินชิงจื่อและบรรพบุรุษไม่รู้สิ้นเท่านั้น
และในวินาทีที่เกิดความสั่นสะท้านขึ้นในใจทั้งสอง ไอสังหารในแววตาของตี้ซานพลันปะทุขึ้น เขาก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง เลือนลางขึ้นในพริบตา ขณะที่ปรากฏตัวในพริบตาต่อมาก็มาอยู่ด้านหน้าหวังเป่าเล่อแล้ว มือขวายกขึ้นและกดฝ่ามือลงไปทางหวังเป่าเล่อทันที
และในขณะที่ฝ่ามือกำลังจะกดลงไป ด้านหลังเขาพลันปรากฏยอดเขาสูงเสียดฟ้าขนาดมหึมาขึ้นลูกหนึ่ง พลังปราณของเขาระเบิดออก กลิ่นอายเต๋าระดับจักรวาลแผ่ไปทั่วท้องฟ้า ทำให้ที่แห่งนี้จู่ๆ ก็ตกอยู่ภายใต้ผนึกบางอย่าง ในเขตแดนนี้ เต๋าของตี้ซานกำลังขึ้นสู่ระดับสูงสุด ส่วนเต๋าของคนอื่นๆ กลับถูกกดผนึกไว้
“เด็กน้อย! ! ”
หวังเป่าเล่อสีหน้านิ่งสงบ รับมือกับระดับจักรวาล เขาไม่หลบ มือขวายกขึ้นโบกไปด้านหน้า ฉับพลันนั้นเต๋าธาตุไม้ปรากฏขึ้นทำให้ผู้ฝึกตนนับแสนของทั้งสองฝ่ายในสนามรบนี้ล้วนตัวสั่นเทิ้ม ผู้ฝึกตนเกินกว่าครึ่งกลับมีเส้นใยสีเขียวออกมาจากร่าง
นี่คือกฎของเต๋าธาตุไม้ เพราะธาตุทั้งห้าเป็นรากฐาน ดังนั้นในชีวิตของผู้ฝึกตนส่วนมากย่อมต้องสัมผัสกับมันบ้าง และเพียงแค่สัมผัสก็จะมีร่องรอยอยู่ในร่าง นอกเสียจากจะเป็นเช่นหวังเป่าเล่อที่ถูกคนตัดเส้นใยขาด ไม่เช่นนั้น ในการตระหนักรู้ของหวังเป่าเล่อ ร่องรอยของเต๋าธาตุไม้เหล่านี้ก็จะสามารถกลายเป็นพลังของเขาทั้งหมด
ในเวลานี้แค่ชักนำเล็กน้อย เส้นใยสีเขียวที่ออกมาจากร่างของผู้ฝึกตนเกินครึ่งจากจำนวนนับแสนก็พุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่อในทันที หมุนวนอย่างรุนแรงอยู่ตรงหน้าเขาจนเกิดเป็นน้ำวน ขณะที่ส่งเสียงดังสนั่นก็ไปพันฝ่ามือที่ตี้ซานกดลงมารวมถึงยอดเขามหึมาด้านหลังเขาด้วย
เวลาแค่พริบตา แม้ตี้ซานจะมีความรู้สึกราวกับถูกมัดไว้ หลังจากแค่นเสียง ภูเขาหินพังครืนลงมาเอง ขณะที่กำลังจะสะกดอีกครั้ง ทว่าเงาร่างหวังเป่าเล่อกลับหายไปจากที่เดิมก่อนแล้วก้าวหนึ่ง
วินาทีที่เขาหายไป คนเต๋าหยางกับปรมาจารย์เยาถงผงะไป ก่อนถอยหลังด้วยความรวดเร็วโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่า…ยังคงสายไป หวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกายคนเต๋าหยางด้วยสีหน้าเยียบเย็น มือขวายกขึ้นชี้…ตำแหน่งที่คนเต๋าหยางอยู่ก่อนหน้า แม้ในเวลานี้ตรงนั้นจะว่างเปล่า แต่คำพูดสองคำเรียบๆ ที่ลอยออกมาจากปากหวังเป่าเล่อสะท้อนไปทั่วทั้งสี่ทิศ
“จันทร์ข้างแรม ”
เมื่อสองคำนี้ลอยออกมาก คนเต๋าหยางสีหน้าตื่นตระหนก แม้ปราณจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ตอนนี้ราวกลับถูกจำกัดไว้ นอกร่างปรากฏกาลเวลาบิดม้วน เงาร่างของเขาราวกับถูกกาลเวลาดึงกลับไป วินาทีที่เวลาย้อนกลับ ปรากฏตัวอยู่ที่…สิบลมหายใจก่อนหน้า จุดเดิมที่เขาเคยอยู่
หรือก็คือ…จุดที่นิ้วมือของหวังเป่าเล่อชี้อยู่ในตอนนี้ ทำให้นิ้วของเขา…จรดลงหว่างคิ้วของคนเต๋าหยางพอดิบพอดี!
ตู้ม!
……………………
ถือสันโดษจนถึงตอนนี้ หวังเป่าเล่อสัมผัสได้ถึงผู้ฝึกธาตุไม้ได้เยอะแล้ว และในเวลาเดียวกันก็มีแนวทางให้กับการเลือกเต๋าต่อไปให้ตัวเองแล้วเช่นกัน
ประเด็นสำคัญนัันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถหาสมบัติล้ำค่าอันไหนในธาตุทองน้ำไฟดินที่จะสามารถทำเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าได้ก่อน สมบัติล้ำค่านี้ ระหว่างที่หวังเป่าเล่อถือสันโดษ ได้รวบรวมความคิดของสัมผัสสวรรค์ธาตุไม้และต้นไม้ใบหญ้าในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย และสำรวจทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย
ในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายมีสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งที่สอดคล้องกับเงื่อนไขอยู่จริง หวังเป่าเล่อไม่แน่ใจว่าสมบัติล้ำค่านี้เรียกว่าอะไร แต่เขารู้สึกได้ว่า…สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้เป็นธาตุน้ำที่อยู่ใน…สำนักเต๋าเก้ารัฐ
จากการวิเคราะห์ของหวังเป่าเล่อ ของสิ่งนี้…น่าจะเป็นตัวนำที่ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐใช้ลองพยายามก้าวสู่ระดับจักรวาล มีค่าเหลือประมาณ สำหรับปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐแล้วยิ่งเป็นสิ่งเกื้อหนุนเต๋าของเขา ไม่สามารถได้มาง่ายๆ อย่างแน่นอน
ส่วนเต๋าธาตุไฟ ที่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายไม่มี แม้ตัวช่วยฝึกของปรมาจารย์แห่งไฟจะเป็นไฟ แต่จากการสังเกตของหวังเป่าเล่อ ไฟนี้ส่วนมากจะมาจากคำสาป ไม่ใช่จากเต๋าของตัวเอง
และเปลวไฟสีดำก็รวมอยู่ในนั้นด้วย แต่ก็ยังคงเป็นเต๋าของผู้อื่น อีกทั้งจุดสิ้นสุดของต้นกำเนิดมีจำกัด ไม่ใช่สิ่งที่จะเผาไหม้ได้ดี จากการปรึกษาหารือกับปรมาจารย์แห่งไฟ ปรมาจารย์แห่งไฟก็นึกถึงตำนานเรื่องหนึ่ง
เล่ากันว่า ที่จักรพิภพสำนักเสริมเคยปรากฏไฟชนิดหนึ่งขึ้น ไฟนี้ลุกไหม้อยู่ในกาลเวลา เติบโตอยู่ในวันเวลา ปรากฏขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครพิชิตได้
หวังเป่าเล่อรู้สึกว่า นี่อาจจะไม่เป็นอย่างที่ตนคิดก็ได้ และไฟที่เขามี นอกจากเปลวไฟสีดำแล้ว ยังมีไฟอัคคีในอดีตชาติ สิ่งเหล่านี้ทำให้หวังเป่าเล่อขบคิดเรื่องเต๋าธาตุอยู่นาน
ยังมีเต๋าธาตุทอง ในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ยังขาดสิ่งที่จะบรรจุเช่นกัน แต่หวังเป่าเล่อมีแผนสำหรับเต๋าธาตุทองแล้ว คล้ายกับว่าอยู่ในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ส่วนอันสุดท้ายเต๋าธาตุดิน จากความรู้สึกของหวังเป่าเล่อหรือบางทีอาจเป็นเพราะความเกี่ยวข้องของเต๋าธาตุไม้กับดิน เขารู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า…ในตระกูลคงกระพันมีสิ่งที่เหมาะสมกับการบรรจุเต๋าของตนอยู่
ทว่าสหพันธรัฐในตอนนี้นับว่าเป็นกลาง หากอยากได้สิ่งบรรจุเต๋าเหล่านี้ เขาจำเป็นต้องมีเหตุผลในการลงมือ และขณะที่เขากำลังคิดว่าจะหาเหตุผลอะไรดี เทพอัฐิกับซวนฮว๋าก็มาพอดี
คนแรกเขารู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ส่วนคนหลัง…เขาไม่แปลกใจหรือพูดได้ว่า เป็นอย่างที่คิด!
และวิธียั่วยุและการมาของระดับจักรพรรดิสวรรค์ทั้งสองคนนี้ทำให้หวังเป่าเล่อเห็นโอกาส ส่วนท่าทีของเฉินชิงจื่อก็อดทำให้หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ ออกมาไม่ได้ ฝึกได้ถึงขั้นเขาแล้ว จะไม่รู้ว่าเทพอัฐิกับซวนฮว๋ามาได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าคนแรกอยู่ในเจตนารมณ์ของเขา
หรืออาจจะมีจุดประสงค์อื่นอยู่ แต่บางที…อาจจะเป็นวิธีใช้เขาเป็นตัวช่วยหวังเป่าเล่อ เพราะไม่ว่าอย่างไร จากสถานการณ์ในตอนนี้ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดที่หวังเป่าเล่อจะลงมือ
ดังนั้น หลังจากหวังเป่าเล่อนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ธรรมกายของเขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่นอกระบบสุริยะค่อยๆ ลุกยืนขึ้นก้าวไปทางท้องฟ้า นาทีนี้สายตาจำนวนมากจับจ้องมา
ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐและมารเต๋าของจักรพิภพสำนักเสริมรวมทั้งตระกูลคงกระพันและสำนักแห่งความมืดที่กำลังสู้กันอยู่ทั้งสองฝ่าย เหล่าชนชั้นสูงในโลกแห่งศิลา ในเวลานี้ล้วนมองไปทางที่หวังเป่าเล่ออยู่
ภายใต้สายตาจำนวนมากที่จ้องมองมา ร่างกายทรงพลังของหวังเป่าเล่อดูเล็กลงตามก้าวที่ย่างเดินไป จนกระทั่งเดินผ่านดาวเคราะห์ที่เต๋าเก้ารัฐอยู่ก็กลายร่างเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เท้าพลันหยุดชะงักเล็กน้อย
การหยุดชะงักของเขาทำให้สีหน้าของปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐเคร่งขรึมขึ้นในพริบตา พลังปราณถูกกระตุ้นให้เคลื่อนวนโดยอัตโนมัติ แม้แต่วงแหวนปราณหน้าประตูภูเขาเต๋าเก้ารัฐก็ถูกกระตุ้นขึ้นเช่นกัน พลังบีบคั้นรุนแรงขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากหวังเป่าเล่อแผ่คลุมไปทั่วดาวเคราะห์เต๋าเก้ารัฐ
ทำให้เหล่าผู้ฝึกจิตใจสั่นสะท้าน หวังเป่าเล่อไม่แม้แต่จะปรายตาแล หลังจากชะงักไปอึดใจ ท่ามกลางเสียงผ่อนลมหายใจ ก็เดินผ่านประตูภูเขาของเต๋าเก้ารัฐ มุ่งหน้าไป…ชายเขตของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย
หวังเป่าเล่อชะงักเท้าอีกครั้งเมื่อถึงตรงนี้ เขาไม่เคยมีความคิดที่จะออกจากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายจริงๆ มาก่อนเลย เวลานี้แววตานิ่งสงบราวกับกำลังอยู่ในห้วงความคิด และการหยุดชะงักอีกครั้งของเขาก็ทำให้สายตาจำนวนมากที่จับจ้องเขาค่อยๆ หรี่แคบลง
ในจักรพิภพสำนักเสริม มารเต๋าแห่งสำนักเต๋าเจ็ดวิญญาณ นัยน์ตาหรี่ลงเพ่งมองจุดที่หวังเป่าเล่ออยู่พลางพึมพำว่า
“ตอนนี้เจ้า…พลังต่อสู้อยู่ระดับไหนกันแน่? ”
การลงมือของเทพอัฐิกับซวนฮว๋า เขาดูไม่ออก ภาพฉากนั้นจะพูดว่าหวังเป่าเล่อชนะก็ได้หรือจะพูดว่าเทพอัฐิกับซวนฮว๋าถอยออกมาก่อนก็ได้
ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย บางทีคงมีแต่คนในเรื่องเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ที่สำนักดาราจันทร์ ที่หน้าน้ำตกด้านหลังภูเขา ปรมาจารย์ดาราจันทร์ที่นั่งขัดสมาธิลืมตาขึ้น นัยน์ตาฉายแววคาดหวัง
และในใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น เวลานี้ ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยเพ่งสายตามองตระกูลคงกระพันก่อนมองไปทางหวังเป่าเล่อที่ยืนจมอยู่ในห้วงความคิดที่ชายแดนจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย
ขณะเดียวกัน ในตระกูลคงกระพัน ทันทีที่ซวนฮว๋ากลับเข้ามาก็เลือกถือสันโดษ ไม่มีเสียงโต้ตอบใดๆ เรื่องนี้ดูแปลกอยู่บ้าง
ส่วนทางปรมาจารย์เต๋าไม่รู้สิ้นก็เงียบกริบราวกับตกอยู่ในเรื่องที่ไม่สามารถรบกวนได้ แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์จีเจียที่เป็นร่างอวตารก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
จุดนี้ ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยพอเดาได้คร่าวๆ จักรพรรดิสวรรค์จีเจียกับจักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงที่นั่งสั่งการอยู่ที่ตระกูลคงกระพันก็เดาได้ลางๆ เช่นกัน คาดว่าคงเป็นเฉินชิงจื่อถือโอกาสใช้เรื่องนี้ปิดบังเรื่องราวก่อนลงมือ
ทำให้จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิงรู้สึกเครียดอยู่บ้าง เรียกจักรพรรดิสวรรค์ตี้ซานที่รบอยู่ข้างนอกให้กลับมาโดยเร็วที่สุด และเห็นได้ชัดว่าในเวลานี้ตี้ซานไม่เห็นด้วย เขากำลังสู้อยู่กับกองทหารแนวหน้าสุสานวิญญาณเหล่าชนชั้นสูงระดับจักรวาลของสำนักแห่งความมืดที่นอกแม่น้ำแห่งความมืดอยู่
สนามรบมีพลังเทพมหาศาล วิถีเต๋าสั่นคลอนไปทั่ว ในศึกนี้ยังมีสองในสามที่อยู่ระดับกึ่งจักรพรรดิสวรรค์ สองคนนี้คนหนึ่งเป็นคนเต๋าหยางจากตระกูลแกะนิล ร่างเดิมของเขาเป็นแกะสีดำตัวหนึ่งที่อยู่ตั้งแต่กำเนิดโลก ป่าเถื่อนอย่างที่สุด ทรงพลังจนน่าหวาดกลัว หากไม่ใช่เพราะสาเหตุพิเศษบางอย่างเกรงว่าคงก้าวสู่ระดับจักรวาลไปนานแล้ว
อีกผู้หนึ่งกลับเป็นผู้หญิง หญิงผู้นี้สวมชุดกี่เพ้าสีดำที่ปักลายดวงตาขนาดเล็กๆ ใหญ่ๆ เต็มไปหมดดูประหลาดยิ่ง ชวนให้หวาดผวา นางก็คือปรมาจารย์ที่มาจากตระกูลเยาถง ลือกันว่าร่างเดิมของนางเป็นดวงตาของชนชั้นสูงผู้หนึ่งในจากยุคก่อนหน้า จากการเปลี่ยนแปลงยุค ผู้เยี่ยมยุทธ์ผู้นั้นมีดวงตาข้างหนึ่งที่เก็บมาจนถึงยุคนี้
สองคนนี้ล้วนเป็นปราณที่น่าสะพรึงไม่แพ้ระดับจักรวาล มีพลังต่อสู้ระดับจักรพรรดิสวรรค์ ในสนามต่อสู้นี้ พวกเขาทั้งสองก็สังเกตเห็นคลื่นดวงจิตเทพที่จักรพรรดิสวรรค์ตี้ซานได้รับจึงมองตามไปด้วย
“ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง กวงหมิงระวังเกินไปแล้ว ”ตี้ซานเคยเจอหวังเป่าเล่อมาก่อน ในสายตาของเขา หวังเป่าเล่อในเวลานั้นก็เหมือนกับมด หากไม่ใช่เพราะเฉินชิงจื่อห้ามไว้ ดวงจิตเทพของเขาเพียงดวงเดียวก็สามารถทำให้เขาวิญญาณดับสลายได้แล้ว
“หวังเป่าเล่อ? ”ปรมาจารย์เยาถงถามอย่างลังเล
ไม่ทันให้ตี้ซานตอบ เขาพลันหันหน้าไปทางท้องฟ้าอันห่างไกลอย่างกะทันหัน คนเต๋าหยางกับถงเยาก็หันมองไปพร้อมกันด้วยเหตุบางอย่าง สุสานวิญญาณของสำนักแห่งความมืดหน้าเปลี่ยนสีพร้อมหันไปในพริบตา
วินาทีที่สายตาของพวกเขามองไป…ที่ชายแดนจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย หวังเป่าเล่อยกเท้าก้าวออกมา ย่างเข้าสู่ใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น กระแสเต๋าดวงจิตเทพพลันปะทุ ขณะที่กวาดไปทั่วทั้งใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงสนามรบที่พวกตี้ซานอยู่ ที่นั่นมีคน เอ่ยชื่อเขา!
แววตานิ่งสงบ ก้าวที่สองต่อไป เป้าหมาย…ก็คือสนามรบ!
………………………………………
ความคิดนี้ ทำให้หวังเป่าเล่อเผยสีหน้าประหลาด เขารู้สึกว่าไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แม้ความเป็นไปได้จะไม่สูงมาก ถึงอย่างไรหากร่างเดิมของตัวเองเป็นธาตุไม้หนึ่งในห้าธาตุของจักรวาลจริง เช่นนั้น…เต๋าธาตุไม้ขั้นสูงสุดของตัวเองในตอนนี้ ทำไมถึงได้ล้มเหลวเป็นร้อยครั้งจึงจะเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋าได้ล่ะ
“ยิ่งกว่านั้น หากร่างเดิมของข้าเป็นธาตุไม้จริง เช่นนั้นจะเป็นใครที่สามารถสั่งการให้ตอกลงในหว่างคิ้วของมหาเทพ อีกอย่าง…ทำไมต้องใช้ต้นกำเนิดธาตุไม้ตอกมหาเทพ?”
“ตามหลักการแล้ว ต้นกำเนิดธาตุไม้เดิมก็ลอยตัวอยู่เหนือไปแล้ว เป็นหนึ่งในกฎพื้นฐานในการสร้างจักรวาล ไม่น่าเป็นไปได้ที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง และเป็นไปได้ที่จะมีคนไปสั่นคลอน…”
“นอกเสียจาก…ไม่มีคนสั่นคลอนแล้ว แต่ด้วยจุดประสงค์บางอย่างทำให้ต้นกำเนิดธาตุไม้ลงมือเองตามสัญชาตญาณ เพราะมหาเทพลองสั่นคลอนต้นกำเนิดทั้งห้าธาตุ?” จากความคิดหนึ่ง ในหัวของหวังเป่าเล่อก็เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมามากมาย ก่อนจะยิ้มออกมาทันที แม้จะไม่คิดว่าเรื่องนี้เหลวไหลเกินไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจจริงจัง
ท้ายที่สุด เขาก็ยังคงรู้สึกว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาอย่างหนึ่งเท่านั้น
“เมล็ดพันธุ์ธาตุไม้กำเนิดขึ้น เต๋านี้ก็เป็นแค่ขั้นแรก มองได้ว่าเป็นระดับชั้นต้น ต่อจากนี้ยังต้องตระหนักรู้อยู่ทุกขณะ จวบจนรับธาตุไม้ของจักรพิภพสำนักเสริมหรือใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นเข้ามาในต้นกำเนิดธาตุไม้ของข้า ก็จะก้าวสู่ระดับชั้นกลาง หากผสานรวมเข้าได้ทั้งหมดก็จะเป็นชั้นมหาวัฏจักร”
“ที่ข้าต้องการ ก็คือชั้นมหาวัฏจักรเท่านั้น ”หวังเป่าเล่อหรี่ตาลง หลังจากงึมงำเรื่องเต๋าธาตุไม้ การถือสันโดษของเขายังคงดำเนินต่อไป เพิ่มพลังต้นกำเนิดธาตุไม้ของตน และในเวลานี้ หลังจากที่ฝึกเต๋าธาตุไม้ แม้พลังปราณจะเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ทางด้านการต่อสู้กลับเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อย
ด้านหนึ่งเป็นเพราะวิถีเต๋าพินาศที่มีความทรงพลังแฝงอยู่ ทำให้หวังเป่าเล่อรู้ดีว่าหากใช้ขึ้นมาเมื่อไรก็จะต้องเขย่าขวัญไปทั่วอย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเพราะจากความเข้าใจของเต๋า หวังเป่าเล่อในตอนนี้นับได้ว่าก้าวสู่ประตูระดับสูงของจักรวาลแล้ว การกระทำและคำพูด แม้กระทั่งสายตาก็แฝงไว้ด้วยกระแสเต๋าของเขา
ส่วนเลื่อนถึงระดับไหน หวังเป่าเล่อไม่เคยประมือกับระดับจักรวาลจริงๆ มาก่อน แม้เขาจะมั่นใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้
“ไม่ต้องรีบร้อน…” หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ ปิดเปลือกตาลง จมสู่การตระหนักรู้เต๋าธาตุไม้อีกครั้ง จากนั้นในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ต้นไม้ใบหญ้าล้วนสั่นไหว ผู้ฝึกเต๋าธาตุไม้ทั้งหลายก็ยิ่งเคารพยำเกรง
ยิ่งกว่านั้น จากการถือสันโดษตระหนักรู้ของหวังเป่าเล่อ จิตสำนึกของเขาราวกับแยกแตกออกไปนับไม่ถ้วน ผสานรวมกับต้นไม้ใบหญ้าแต่ละต้น จับจ้องกาลเวลาที่ไหลไป
ความรู้สึกผุดขึ้นในก้นบึ้งจิตใจของผู้ฝึกพลังธาตุไม้แต่ละคน ยืมใช้การรับรู้สัมผัสของตัวผู้ฝึกตนในการสัมผัสรับรู้ร่องรอยวิถีเต๋าในโลกภายนอก
พูดได้ว่า เวลานี้ไม่มีที่ใดไร้หวังเป่าเล่อ
เวลาเคลื่อนผ่านไปอีกครั้ง สงครามที่เกิดขึ้นในใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ขยายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับการสู้รบก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบเช่นนี้
สงครามระหว่างจักรพรรดิสวรรค์ก็ถี่มากขึ้นเช่นกัน
การลงมือของเทพอัฐิ สุสานวิญญาณ นักบุญมืด จักรพรรดิสวรรค์กวงหมิง จักรพรรดิสวรรค์ตี้ซานและจักรพรรดิเสวียนหัวก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการปรากฏของเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืดทำให้วัฏจักรไม่เกิดขึ้น ผู้ตายไม่สามารถใช้เต๋าสวรรค์ๆไม่รู้สิ้นเกิดใหม่ได้ ดังนั้นขณะที่บาดเจ็บล้มตาย…วิญญาณในแม่น้ำแห่งความมืดก็ยิ่งเยอะขึ้นหลายเท่าตัว
นั่นทำให้สำนักแห่งความมืดยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่ตระกูลไม่รู้สิ้นก็ประหลาดนัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป สำนักแห่งความมืดก็จะยิ่งแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ ทว่าก็ยังคงเลือกที่จะให้คนเข้าไปในโม่หินเลือดนี้
ทั้งสองฝ่ายราวกับตั้งใจยืดเวลาตัดสินสงคราม ต่างกำลังเดินตามแผนการบางอย่าง
ไม่เพียงแค่ตระกูลไม่รู้สิ้นเท่านั้น จักรพิภพสำนักเสริมและจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ยากจะนิ่งดูดาย ต่างส่งสำนักตระกูลต่างๆ เข้าร่วมในสงคราม แม้กระทั่งเหล่าชนชั้นสูงก็ยังต้องไปตามคำสั่งของตระกูลไม่รู้สิ้น
และก็มีผู้ที่พยายามเลี่ยงถ่วงเวลา แต่…สำหรับสำนักเช่นนี้ ตระกูลไม่รู้สิ้นก็ลงมือปราบด้วยความเด็ดขาดอย่างไม่ลังเล ทำให้สำนักอื่นที่คิดจะหนีสงครามหวาดกลัวสั่นเทิ้ม ทำได้เพียงออกรบ
โชคดีที่กลุ่มที่มีอำนาจอย่างเช่นสหพันธรัฐ และตระกูลใหญ่ห้าอันดับในจักรพิภพยังมีคุณสมบัติและเบื้องลึกเบื้องหลังที่พอจะไม่เข้าร่วมได้ แต่ก็คาดว่า จากระดับสงครามที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่ายิ่งช่วงหลัง สำนักที่จะยืนหยัดต่อแรงบีบคั้นก็คงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ทว่ามองจากตอนนี้ สถานะของสหพันธรัฐยังคงเหนืออยู่มาก เป็นเพราะหวังเป่าเล่อ ดังนั้นผู้ฝึกตนที่ถูกมอบหมายให้ไปรายงานสถานกาณ์ในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นจึงไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไม่รู้สิ้นหรือสำนักแห่งความมืดราวกับตั้งใจหลบเลี่ยง
ทุกอย่างกินระยะเวลาเช่นนี้ไปสามปี
ในสามปีนี้ สำนักจำนวนมากในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายมีจำนวนคนลดลงอย่างรวดเร็ว สงครามระหว่างสำนักแห่งความมืดและตระกูลไม่รู้สิ้นมีหลายครั้งที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ถึงขนาดที่ครึ่งปีก่อน การต่อสู้ของเทพอัฐิกับเสวียนหัวได้สู้กันจนถึงเขตที่ค่อนข้างลึกของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย กระทบต่ออารยธรรมต่างๆ นับพัน จนทำให้จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายสั่นสะท้าน
ท้ายที่สุดปรมาจารย์แห่งไฟเลือกลงมือเอง ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐก็ใช้วิชาพิเศษปล่อยกระแสเต๋าข้ามอากาศออกไปเป็นแรงบีบคั้น ทำให้เทพอัฐิและเสวียนหัวสงบเสงี่ยมขึ้นบ้าง
ทว่าหลังจากนั้น เสวียนหัวและเทพอัฐิกลับมองไปทางระบบสุริยะพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เสวียนหัวหรี่ตาลง เทพอัฐิกลับฉายแววดูถูกขึ้นในสายตา
“ถูกผู้อื่นตีเข้ามาในประตูบ้านแล้วยังไม่ปรากฏตัว ดูท่าเจ้าแห่งเต๋าสหพันธรัฐ ยิ่งเดินลึกขึ้นก็ยิ่งขี้ขลาด”
บางทีการต่อสู้ครั้งนี้อาจจะเป็นการแอบหยั่งเชิงของทั้งสองคน ดังนั้นหลังจากหยุดลงมือแล้ว แม้ปรมาจารย์แห่งไฟและปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐจะปล่อยแรงบีบคั้นออกมา แต่ก่อนที่พวกเขาจะจากไปกลับประมือกันขึ้นมาอย่างฉับพลัน อีกทั้งการปะทะกันครั้งนี้ก็รวดเร็วมาก สิ้นเสียงคำรามก็เข้าใกล้ในเขตระบบสุริยะอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่า…หวังเป่าเล่อถือสันโดษหลายปี ไม่ได้ปรากฏตัวต่อเหล่าชนชั้นสูงในโลกแห่งศิลา ดังนั้นการหยั่งเชิงของตระกูลคงกระพันจึงเกิดขึ้น ส่วนเทพอัฐิก็เห็นได้ชัดว่าเลือกที่จะร่วมมือมาหยั่งเชิงระบบสุริยะด้วยความต้องการของตนเอง
เห็นเช่นนี้ ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐจึงยั้งมือไว้ไม่ไปห้ามปรามและเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดแทน ส่วนปรมาจารย์แห่งไฟกลับขมวดคิ้วมุ่น ยืดกายลืมตาขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิที่ระบบสุริยะ
ทว่าพริบตาต่อมา…
ต้นไม้ใบหญ้าทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็แผ่ไอสังหารออกมาในพริบตา ตั้งตรงขึ้นราวกับมีดคมกริบที่ชี้ไปยังท้องฟ้า อีกทั้งยังมีเส้นแผ่กระจายไปทั่วในความว่างเปล่า
เวลาเดียวกันผู้ฝึกพลังธาตุไม้ทุกคนร่างกายสั่นเทา ปรากฏน้ำวนขึ้นที่หว่างคิ้ว ในน้ำวนนี้ราวกับมีเส้นใยล่องหนลอยเข้าไปในอากาศ
เพียงพริบตา นอกระบบสุริยะ เงาร่างของเทพอัฐิและเสวียนหัว ขณะที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด ตอนนั้นเองร่างธรรมของหวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่นอกระบบสุริยะ มือขวาก็ค่อยๆ ยกสูง
จากนั้น เส้นใยก็พุ่งออกมาจากอากาศทั่วทุกสารทิศไปรวมกันที่มือขวาของเขา ท้ายที่สุดก็กลายเป็นนิ้วขนาดยักษ์ที่เกิดขึ้นจากเส้นใยเต๋าธาตุไม้จำนวนนับไม่ถ้วน
นิ้วนี้ใหญ่มาก คล้ายกับว่าหากดารานิรันดร์มาอยู่ตรงหน้าก็มีขนาดแค่ปลายนิ้วเท่านั้น ภายในเต็มไปด้วยพลังธาตุไม้จากจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ในเวลานี้หลังจากยกขึ้นก็หันไปทางร่างของเทพอัฐิและเสวียนหัวที่กำลังใกล้เข้ามา ก่อนกดลงไปในทันที
สีหน้าของเทพอัฐิและเสวียนหัวเคร่งเครียดขึ้นในพริบตา ก่อนจะแยกออกจากกัน ไม่ต่อสู้กันอีกแต่ลงมือพร้อมกันแทน ด้านหลังเทพอัฐิมีโครงกระดูกมนุษย์ขนาดยักษ์ปรากฏขึ้น ด้านหลังเสวียนหัวก็ปรากฏดอกบัวสีดำที่มีสิบห้ากลีบดอกหนึ่ง ในแต่ละกลีบมีใบหน้าบิดเบี้ยวที่สัมผัสกับนิ้วที่หวังเป่าเล่อกดลงมา
พริบตานี้ ทั่วทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น เหล่าชนชั้นสูงทั้งหลายต่างจิตใจสั่นสะท้าน ใช้ทุกวิธีในการตรวจหาการต่อสู้นี้ และในดวงจิตเทพของทุกคน ตรงที่นิ้วธาตุไม้สัมผัสโดนกับระดับจักรวาลทั้งสอง ความว่างเปล่าพังถล่ม ขณะที่เงียบไร้เสียง มนุษย์โครงกระดูกยักษ์เซถอย ดอกบัวของเสวียนหัวก็มลายหายไป เจ้าตัวเซถอยไปเช่นกัน
ใครแพ้ใครชนะ มองไม่ชัด ส่วนนิ้วนั้นกลับหยุดชะงักลง จากนั้นร่างธรรมขนาดใหญ่ของหวังเป่าเล่อก็ลืมตา
“เฉินชิงจื่อ เว่ยยางจื่อ ให้คำอธิบายกับผู้แซ่หวังเดี๋ยวนี้!”
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่คำพูดของหวังเป่าเล่อลอยออกมา นอกจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย เทพอัฐิที่กำลังก้าวออกจากที่นี่ร่างกายพลันสั่นสะท้าน เงาร่างเฉินชิงจื่อก้าวออกมาจากข้างตัวเขาก่อนยกมือขึ้นกดลงในทันทีด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ไม่มีโอกาสให้เทพอัฐิได้อธิบายแม้แต่น้อย
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น ร่างเทพอัฐิแยกออกเป็นชิ้นๆ แม้พริบตาต่อมาจะกลับมารวมกันอีกครั้ง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอ่อนแรงลงไปไม่น้อย มันมองเฉินชิงจื่อด้วยสีหน้าหวาดกลัวปิดปากเงียบ
จากนั้นเฉินชิงจื่อจึงพยักหน้าไปทางจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ก่อนหมุนกายพาเทพอัฐิก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า ทางด้านเสวียนหัว…ตระกูลไม่รู้สิ้นไร้ปฏิกิริยาใดตอบโต้ ให้เสวียนหัวก้าวเข้ามาในความว่างเปล่า กลับตระกูลไม่รู้สิ้นด้วยตัวเอง
เห็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อผู้ถือสันโดษอยู่ที่นครดาวอังคารหลายปีจึงเงยหน้า
“ดูท่า ต้องออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อยแล้ว”
……………………………………….
เหล่าชนชั้นสูงในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นทุกคนล้วนสั่นสะเทือน โดยเฉพาะในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ขณะที่ต้นไม้ใบหญ้าและผู้ฝึกเคล็ดวิชาธาตุไม้ทั้งหมดจิตใจสั่นสะท้าน หวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิถือสันโดษอยู่ที่นครดาวอังคารใหม่ในระบบสุริยะพลันลืมตาขึ้น
ในเวลานี้บริเวณรอบด้านเต็มไปด้วยตราผนึก ตราผนึกเหล่านี้กำลังเคลื่อนเข้าใกล้เขาราวกับร่างของหวังเป่าเล่อเป็นหลุมดำ ทำให้ตราผนึกที่กำลังเปล่งแสงทั้งหมดล้วนถูกดูดเข้าไปในร่าง ก่อนสลายหายไปในร่างเขา
แต่ความจริงแล้ว…ผนึกนับสิบล้านที่ปรากฏขึ้นอย่างราบรื่นในครั้งเดียวจากการทดลองนับร้อยครั้งของหวังเป่าเล่อ เวลานี้ไม่ได้สลายหายไปแต่อย่างใด แต่ผสานรวมกันอยู่ในร่างของเขากลายเป็น…เมล็ดพันธุ์เต๋าอันหนึ่ง!
นี่ก็คือเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้
เป็นเต๋าอันดับแรกในการฝึกเต๋าแปดปรมัตถ์ เป็นรากฐานเต๋าของเต๋าธาตุไม้ขั้นสูงสุด
เมื่อเมล็ดพันธุ์เต๋าสมบูรณ์ พลังธาตุไม้ทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ผุดขึ้นมาในการรับรู้ของหวังเป่าเล่อ เขารู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปเป็นเทพเจ้าที่ระลึกชาติอยู่ ณ ดาวเคราะห์ชะตา
เพราะเขาสามารถรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของต้นไม้ใบหญ้าทั่วทั้งจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายได้ จนถึงขนาด…คล้ายกับเกิดความสัมพันธ์ที่ยากจะตัดขาดกับต้นไม้ใบหญ้าทุกต้น ราวกับพวกมันสามารถกลายเป็นดวงตาของเขา กลายเป็นร่างอวตารของเขาได้ตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกัน…ผู้ฝึกวิชาพลังไม้ทุกคนได้กลายเป็นดวงแสงจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในการรับรู้ของหวังเป่าเล่อ หากเขาต้องการ ขอเพียงแค่คิดก็สามารถตัดสินชะตาชีวิตของคนเหล่านี้ได้
ดวงแสงสว่างปกติในนั้นหรือดวงที่มืดสลัวยังดีอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ในทางกลับกัน…ดวงที่ยิ่งสุกสกาวก็ยิ่งได้รับผลกระทบจากหวังเป่าเล่อจนถึงขั้นสามารถชี้บงการได้ จะให้อยู่ก็อยู่ จะให้ตาย…ก็ต้องยินยอมพร้อมใจ
ในบางครั้ง ดูเหมือนว่านอกจากชะตาชีวิตก็มีเส้นชะตาชีวิตเพิ่มเข้ามาอีกอัน
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะหวังเป่าเล่อนั้น เวลานี้คือต้นกำเนิดของเต๋าพวกเขา
ยิ่งพวกเขาฝึกมากเท่าไรก็ยิ่งใกล้หวังเป่าเล่อมากเท่านั้น อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากเขาด้วย และสุดท้าย…หากต้นกำเนิดชั่วร้าย ผู้ที่ฝึกเต๋านี้ย่อมไม่ต่างกัน!
นี่ก็คือเต๋า!
นี่ก็คือผู้เยี่ยมยุทธ์!
นี่ก็คือเทพเจ้า!
ฝึกเต๋าของข้าก็ต้องให้ข้าเป็นนาย คอยรับใช้!
เมื่อหวังเป่าเล่อรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ ในใจก็เกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง ในที่สุดเขาก็เข้าใจความนัยที่บิดาของหวังอีอีกล่าวไว้แล้ว
วิชาของเขาใช้สำหรับสังหาร แต่ไม่ต้องรู้ลึก!
เพราะเจ้าไม่มีวันรู้ว่าต้นกำเนิดเต๋าที่เจ้าฝึกมีเงาร่างหรือไม่ หากมีเงาร่างเช่นนั้นตัวมันมีจิตสำนึกหรือไม่ หากมีจิตสำนึกแล้วท้ายที่สุดเป็นดีหรือชั่ว
อาจหมายความว่า แท้จริงแล้วพริบตาแรกที่ก้าวเข้าสู่การฝึกวิชาก็ได้มอบชีวิตออกไปแล้ว
แน่นอนว่า หากฝึกธรรมดาสามัญไม่ลึกซึ้งก็ยังดีอยู่ แต่พวกที่ฝึกถึงขั้นสูง ฝึกมายาวนานชั่วชีวิต…ยากจะหนีพ้น!
นี่ก็คือความลับของจักรวาลแห่งเต๋า!
นี่ก็คือความโหดร้ายของการฝึกวิชา!
นี่ก็คือ…ห้วงจักรวาล!
เมล็ดพันธุ์ดาราเต๋าของจื่อเยว่ บางครั้งก็เป็นเพียงการยืมใช้กฎขั้นสูงที่แท้จริงของจักรวาลเท่านั้น หากเทียบกันแล้วยังห่างอีกหลายขั้น
ลมหายใจหวังเป่าเล่าถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย หวนคิดถึงชีวิตนี้ของตนก็เกิดความหวั่นกลัวและหวาดผวาขึ้นในจิตใจ ยิ่งเข้าใจมหาเต๋ามากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งเคารพยำเกรง แต่แก่นเต๋าไม่ไหวหวั่น อีกทั้งความศรัทธาราที่มีต่อเต๋ายิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถลำลึกขึ้น
เวลานี้ เขาสัมผัสได้ถึงเงื่อนไขกฎขั้นสูงของจักรวาลแล้ว จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างแท้จริง!
หวังเป่าเล่อรู้สึกถึงความน่ากลัวและความห้าวหาญของบิดาหวังอีอีอย่างแท้จริงในพริบตานี้เอง
“โลกแห่งศิลานับเป็นอะไรได้ ที่นอกโลกแห่งศิลา ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุดที่แท้จริงแห่งนี้ บางทีมหาเทพก็อาจจะไม่นับว่าเป็นอะไร แต่เป็นที่แน่ชัดว่า พวกเขาก้าวไปสู่ขั้นสูงสุดแล้ว ถึงขั้นกลายเป็นต้นกำเนิดของมหาเต๋าเส้นหนึ่ง หลายเส้น หรือมากกว่านั้น เมื่อถึงระดับของพวกเขา ความแข็งแกร่งของต้นกำเนิดเต๋าจะเป็นตัววัดทุกสิ่งอย่างแท้จริง”หวังเป่าเล่อพึมพำ
หวังเป่าเล่อรู้จักเต๋าธาตุไม้ของตัวเองดีว่าตอนนี้เพิ่งแตะระดับขั้นสูงของจักรวาล แต่กลับมีพลังที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ หากก้าวสู่ระดับขั้นสูงสุด ความน่ากลัวของมัน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!
“ข้าก็คงพาเต๋าธาตุไม้ไปสู่ขั้นสูงสุดจนถึงขั้นกลายเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงได้ อย่างมาก…ก็แค่สูงสุดอยู่ในโลกแห่งศิลาเท่านั้น และอันที่จริง…เมื่อเทียบกับเต๋าธาตุไม้ของกฎขั้นสูงในนอกจักรวาลที่แท้จริง เต๋าธาตุไม้ของข้าในตอนนี้ก็เป็นเพียงกระแสสายเล็กๆ สายหนึ่งเท่านั้น”
“มหาเต๋าแห่งธาตุทั้งห้า ที่ผ่านมา…ไม่มีทางที่จะไม่มีใครยึดครองต้นกำเนิด…” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อทอประกายลึกลับ ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดในแผ่นหยกของเต๋าแปดปรมัตถ์สุดท้ายถึงได้บันทึกวิธีเต๋าที่ลึกลับยิ่ง
วิชาเต๋านี้เรียกว่า…เต๋านอกรีต!
ที่เรียกว่าแปดปรมัตถ์ แท้จริงแล้วก็คือการเรียงลำดับห้าสองหนึ่ง ห้าหมายถึงไร้ตัวตน สองหมายถึงสองขั้วตรงข้ามแห่งต้นกำเนิดเต๋า หนึ่งก็คือตัวแปร!
มหาเต๋าเจ็ดทางแรก ผู้ฝึกตนต้องเข้าใกล้ต้นกำเนิด แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับต้นกำเนิด เหมือนเดินอยู่บนเส้นลวดที่อันตราย
เพราะเต๋านอกรีตยากดั่งพลิกฟ้า ถึงอย่างไรเมื่อฝึกวิชาเต๋าอื่นจนถึงระดับหนึ่ง เช่นนั้นแม้จะละทิ้งวิถีเต๋า ทำลายปราณ แต่ก็ยังหลุดไม่พ้นอยู่ดี เพราะกายเนื้อของผู้ฝึกตน ดวงวิญญาณเทพ แม้แต่ตราผนึกที่มีอยู่ ขณะที่ฝึกวิถีเต๋าของผู้อื่น ก็จะถูกลบเลือนและแทนที่อยู่ตลอดเวลา ชั่วชีวิตไม่สามารถควบคุมตนเองได้!
ทว่า เมื่อไรที่หวังเป่าเล่อทำตามวิถีเต๋านอกรีตได้สำเร็จ…หลบเลี่ยงอันตราย เช่นนั้นช่วงเวลาสุดท้ายเขาก็สามารถจุดเต๋าทั้งเจ็ดก่อนหน้าให้ลุกไหม้ขึ้นและใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เช่นกัน และในขณะที่เผาไหม้มันก็จะเปิดทางให้เต๋าที่แปดราวกับสะสมพลังรอวันระเบิด!
เต๋าที่แปดนี้จะเป็นหัวใจคำสัญของเต๋าแปดปรมัตถ์ เพราะนั่นจะเป็นมหาเต๋าสมบูรณ์ที่จะเป็นของผู้ฝึกอย่างแท้จริง!
“มิน่าบิดาของหวังอีอีถึงบอกว่า ต้นกำเนิดของเต๋าแปดปรมัตถ์ไม่มีนาย นั่นเป็นเพราะ…ต้นกำเนิดเต๋าสายนี้มีความเป็นไปได้มากมาย ไม่มีใครที่จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นนายของต้นกำเนิดทั้งหลาย!”
คิดได้ดังนี้ หวังเป่าเล่อก็ปลงตก ครู่ต่อมาจึงจะสงบจิตสงบใจลงได้
“โชคดีที่ข้าฝึกมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยรู้สึกถึงวิถีเต๋าได้ลึกซึ้งถึงขั้นสุดมาก่อน…” หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึก เมื่อเมล็ดพันธุ์เต๋าธาตุไม้ในร่างขยับเคลื่อน กระแสเต๋าออกจากร่าง เขาก็เพ่งมองตนเอง ดูต้นกำเนิดเคล็ดวิชาที่ตนฝึกในชาตินี้
หวังเป่าเล่อเห็นร่างกายของตน แม้กระทั่งดวงวิญญาณเทพก็ปรากฏเส้นใยจำนวนมากออกมา เส้นใยแต่ละเส้นคือเคล็ดวิชาพลังเทพที่เขาเคยฝึก
แต่ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างตื้น มีเพียงเส้นลึกๆ ไม่กี่เส้นเท่านั้น รวมทั้งเวทวิญญาณเพลิงที่ตนเคยฝึกและกฎแห่งดาวเคราะห์เต๋าจากแผนที่ดวงดาว เส้นใยนับหมื่นที่ลอยล่องจากดวงดาวพิเศษนับหมื่นในนั้น
มันดูแน่นขนัด แต่…นอกจากเส้นหนึ่งแล้ว เส้นอื่นๆ ที่เหลือกลับ…ขาดทั้งสิ้น ถึงขนาดไม่มีทางไปต่อ กลายเป็นวัฏจักรปิด
หวังเป่าเล่อเพ่งสายตา
หลังจากพินิจอย่างละเอียด เขาพบว่าเส้นใยเหล่านี้น่าจะถูดตัดออกทั้งหมดในเวลาเดียวกัน หวังเป่าเล่อคาดเดาอยู่ในใจ อึดใจถัดมานัยน์ตาก็ฉายแววหดหู่
เขาเดาคำตอบได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือกลิ่นอายที่เหลืออยู่ ล้วนบอกหวังเป่าเล่อว่า…ผู้ที่ตัดเส้นใยเหล่านี้ก็คือบิดาของหวังอีอี
และหนึ่งในนั้นที่ไม่ขาดเพียงเส้นเดียว ก็คือเต๋าธาตุไม้…ที่เพิ่งเกิดออกมา มันใหญ่และแข็งแรงหาสิ่งใดเปรียบ สะเทือนฟ้าสะเทือนดินเหมือนต้นไม้สูงเสียดฟ้าที่แผ่ขยายออกไป
ส่วนปลายทางจะอยู่ที่ใด หวังเป่าเล่อไม่เคยสัมผัสได้ แต่เขารู้สึกได้ถึงแหล่งต้นกำเนิด…คล้ายกับไม่มีจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้ใดยึดครองแหล่งกำเนิด บอกเพียงคร่าวๆ ว่า…สิ่งที่ยึดครองแหล่งกำเนิดเต๋าธาตุไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มีจิตสำนึก
และนี่ก็สอดคล้องกับการคาดเดาของหวังเป่าเล่อ ถึงอย่างไรธาตุทั้งห้าก็เป็นมหาเต๋าขั้นสูง และต้องเป็นศิลารากฐานเพียงหนึ่งเดียวของทั้งหมด หากมีสิ่งที่มีจิตสำนึกครอบครองอยู่จริง เกรงว่าจักรวาลคงต้องวุ่นวายปั่นป่วนอย่างที่สุด
หวังเป่าเล่อถอนหายใจโล่งอก กระแสเต๋าสลายไป ร่างที่นั่งขัดสมาธิค่อยๆ เงยหน้า ขณะที่กำลังจะยืดกายลุกขึ้น ตอนนั้นเองใบหน้าก็ต้องเปลี่ยนสี ในใจเกิดการคาดเดาบางอย่างออกมา
“เป็นไปได้ไหมว่า…ร่างเดิมของข้า ตะปูไม้ดำที่ตรึงอยู่ตรงหว่างคิ้วมหาเทพ…คือแหล่งกำเนิดเต๋าธาตุไม้ของมหาเต๋าทั้งห้าธาตุ?”
……………………
“ตะปูไม้ดำ ปรากฏ!” หวังเป่าเล่อนัยน์ตาเป็นประกาย มือขวายกขึ้นโบก ทันใดนั้นแผ่นไม้ดำก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา
ภาพมายาแผ่นไม้ดำนี้กลับมีกลิ่นอายโชกโชน เวลานี้ลอยล่องขึ้นตามใจของหวังเป่าเล่อเคลื่อนมายังด้านหน้าเขาในทันที ขนาดนั้นพอๆ กับฝ่ามือ แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้กฏเกณฑ์และข้อบังคับบิดเบี้ยวได้
ทว่าคิ้วของหวังเป่าเล่อกลับค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
“นี่เป็นเพียงเงาที่ทอดลงมาจากในอดีตชาติเท่านั้น…” หวังเป่าเล่อพึมพำ
“จะต้องทำเช่นไรถึงสามารถทำให้ร่างเดิมของตนปรากฏออกมา ทั้งยังต้องทำรากฐานเมล็ดพันธุ์เต๋าให้สมบูรณ์…”หวังเป่าเล่อมุ่นคิ้ว มือขวายกขึ้นคว้าเงามายาของแผ่นไม้ดำไว้ในมือ ก่อนกดลงหว่างคิ้วทันทีเพื่อสั่นคลอนดวงวิญญาณเทพของตน ลองให้แผ่นไม้ดำร่างเดิมปรากฏออกมาอย่างแท้จริง
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เงามายาแผ่นไม้ดำสัมผัสกับหว่างคิ้วของหวังเป่าเล่อ ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ปรากฏเงาซ้อนทับขึ้น ราวกับมีบ่อเกิดบางอย่างรวมตัวอออกมาจากร่างของเขาในเวลานี้
เวลาเดียวกัน ท้องฟ้าดาวอังคารพลันหมุนพลิกไปมา ผืนดินสั่นไหวอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลในนครดาวอังคารต่างจิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรงไปตามๆ กัน แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าอย่างอดไม่ได้
จะหลิวต้าวปินหรือหลินโยวก็ดี และผู้ฝึกตนสหพันธรัฐคนอื่นๆ ที่อยู่บนนครดาวอังคาร เวลานี้ต่างเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า…ที่พลันปรากฏเค้าโครงเลือนรางขึ้น
เค้าโครงนี้รูปร่างยาวเหมือนกับแผ่นไม้ในมือของผู้เล่านิทานที่ถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าปล่อยแรงบีบคั้นออกมาเป็นระลอก ทำให้นครอังคารราวกับจะเบนห่างออกจากวงโคจรของมัน ผู้ที่เห็นทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับใดล้วนเกิดระลอกคลื่นยักษ์ขึ้นในสัมผัสสวรรค์
ในเวลาเดียวกัน ดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะรวมทั้งดาวโลก ผู้ฝึกตนทั้งหมดไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหน ในเวลานี้คล้ายกับเห็นไม้ขนาดยักษ์อันหนึ่งที่ลอยอยู่บนฟ้ากำลังร่วงไปทางนครดาวอังคารได้อย่างเลือนลาง
ผู้คนยังไม่ทันเงียบเสียง เหตุการณ์นี้พลันหายไปในพริบตา รวมทั้งเงามายาบนท้องฟ้าก็พลันหายไปด้วยเช่นกัน ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน แรงบีบคั้นสลายไป ทำให้ทุกคนใจโหวง ขณะที่ต่างคนต่างงุนงง หวังเป่าเล่อที่ถือสันโดษอยู่ในนครดาวอังคารใหม่ สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ร่างกายโงนเงน
เงาที่ซ้อนทับร่างกายเขา ในเวลานี้ได้ฟื้นกลับเป็นปกติ เงามายาแผ่นไม้ดำที่สัมผัสกับหว่างคิ้วเขากลับทะลุผ่านเข้าร่าง ก่อนปรากฏขึ้นที่ด้านหลังร่างกาย
หวังเป่าเล่อเงียบงัน คิ้วขมวดขึ้นน้อยๆ อีกครั้ง ทว่าอึดใจต่อมาก็ยกยิ้ม
“เป็นข้าที่คิดนอกกรอบไป ตะปูไม้ดำก็คือข้า ข้าก็คือตะปูไม้ดำ ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ทำไมจะต้องให้มันแสดงร่างออกมาให้ได้” หวังเป่าเล่อส่ายหน้า ปรับขบวนความคิดของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
“ใช้ตัวเองเป็นเมล็ดพันธุ์ กลายร่างเป็นรากฐานเต๋าธาตุไม้ขั้นสูงสุด” ขณะพึมพำ มือทั้งสองยกขึ้น ผนึกมุทราตามความเข้าใจจากวิธีหลอมเต๋าแปดปรมัตถ์ในแผ่นหยก เขาผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว ผนึกเวทต่างๆ พลันปรากฏขึ้นในพริบตาลอยอยู่นอกร่างกาย
กระบวนท่าของหวังเป่าเล่อเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผนึกเวทก็ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และเมื่อถึงตอนสุดท้าย เหตุเพราะความเร็วที่สูงมาก มือทั้งสองของหวังเป่าเล่อจึงกลายเป็นภาพเลือนรางติดต่อกัน ทำให้ผนึกเวทพุ่งขึ้นสู่หลักแสนลอยล่องอยู่ทั่วทั้งสี่ทิศหมุนวนรอบตัวหวังเป่าเล่อ
ทว่าผนึกมุทราของเขากลับยังไม่สิ้นสุดเพราะมันยิ่งเร็วขึ้น หากในเวลานี้มีคนอยู่ที่นี่ได้เห็นเข้า สิ่งที่เห็นจะไม่ใช่ภาพเลือนรางอีก เพราะหวังเป่าเล่อไม่ได้ขยับเขยื้อน นั่นเป็นเพราะได้ก้าวข้ามขีดระดับความเร็วที่สูงสุดไปแล้ว
จำนวนของผนึกเวทเกินล้าน อีกทั้งยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแตะสามล้าน ห้าล้าน แปดล้าน…สุดท้ายสิบล้านผนึกเวท ได้ห่อหุ้มหวังเป่าเล่อเอาไว้ทั้งหมด หากไม่ใช่หวังเป่าเล่อกดไว้อย่างสุดพลัง เกรงว่าในตอนนี้คงแผ่คลุมไปเกือบครึ่งนครดาวอังคาร เวลานี้ถูกย่อขนาดลงอยู่ในพื้นที่ถือสันโดษและผนึกเวทอันหนึ่งก็จะทับซ้อนกันนับพัน
จนกระทั่ง เมื่อหวังเป่าเล่อปฏิบัติจนเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากน้อยๆ แสงในดวงตายิ่งเป็นประกาย เขาไม่รู้ว่าคนอื่นที่ฝึกเต๋าแปดปรมัตถ์นั้นหล่อหลอมเมล็ดพันธุ่เต๋าอย่างไร แต่ก็แอบรู้สึกว่าวิธีหล่อหลอมของตนนั้น บางทีเป็นสิ่งที่มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ถึงขนาดทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นความตายได้ อย่างไรก็ตาม…การหลอมเมล็ดพันธุ์เต๋ามีส่วนที่เหมือนกับการหลอมวัตถุอยู่ หากไม่สำเร็จ…วัตถุเวทย่อมเสียหาย
แต่สิ่งที่หวังเป่าเล่อเดิมพันก็คือร่างเดิมของตนไม่มีทางถูกทำลายอย่างแน่นอน ดังนั้นพริบตานี้จึงยิ่งแน่วแน่ ไม่รู้เลยสักนิดว่าการหลอมของเขาทำให้ต้นไม้ใบหญ้า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นธาตุไม้ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ฝึกปราณเต๋านี้บนนครดาวอังคาร แม้กระทั่งดาวพระเคราะห์ขนาดเล็กใหญ่ทั้งหมดในระบบสุริยะต่างสั่นสะท้านไปพร้อมๆ กันในพริบตา
ต้นไม้ใบหญ้าไหวเอนคล้ายกับสั่นระริกราวกับถูกเพรียกหา ผู้ฝึกตนที่ฝึกปราณธาตุไม้ พลังปราณล้วนเกิดระลอกคลื่นขึ้นอย่างรุนแรง ร่างกายหันไปทางดาวอังคารอย่างห้ามไม่ได้ เหมือนกับทางนั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาต้องคำนับกราบ
ผู้ที่รู้สึกได้มากที่สุดก็คือสหายกุ้ย ในเวลานี้เขาได้หมอบลงไปทั้งตัวแล้ว ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ปราณของเขารู้สึกได้ชัดเจนว่าบนนครดาวอังคารมีกลิ่นอายที่ยากจะบรรยายขุมหนึ่ง ราวกับเป็นต้นกำเนิดของธาตุไม้ที่กำลังโผล่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ทว่าพริบตาต่อมา สรรพสิ่งทั้งหลายในระบบสุริยะที่เกี่ยวข้องกับไม้ต่างสั่นสะเทือนอีกครั้ง กลิ่นอายที่ทำให้พวกเขาก้มกราบนั้นหายไปในทันที
ต้นไม้ใบหญ้าหยุดสั่นไหว ผู้ฝึกตนที่ฝึกพลังธาตุไม้ต่างงงงวยไปตามๆ กัน ภายในนครดาวอังคาร หวังเป่าเล่อร่างกายสั่นเทิ้ม ในผนึกรอบๆ มีอันหนึ่งพังทลายลง
หนึ่งอันพังทลายส่งผลต่อทั้งหมด สิบล้านผนึกแตกสลายลง หวังเป่าเล่อหน้าซีดเผือด ดวงวิญญาณเทพไม่มั่นคง ครู่ใหญ่ถึงฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากสัมผัสก็พบว่าดวงวิญญาณเทพเพียงแค่อ่อนล้าไปเท่านั้น ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงจึงลืมตาขึ้น
“เป็นเหมือนที่คิดไว้จริงๆ เพราะร่างเดิมของข้าเหนือกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นต่อให้การหลอมล้มเหลวถูกสั่นคลอนแต่ก็ไม่เสียหายใดๆ หากเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์เต๋านี้จะหลอมยากแค่ไหน ข้าก็ยังคงทดลองได้เรื่อยๆ!”
“แต่ว่าเต๋าแปดปรมัตถ์แค่รวบรวมเมล็ดพันธุ์เต๋าก็ยากขนาดนี้แล้ว ต่อไปข้ายังจำเป็นต้องหาสมบัติสวรรค์ที่เหมาะสมกับแต่ละเต๋าอีก เดิมทีก็ยากอยู่แล้ว อีกทั้งการหลอมก็ล้มเหลวได้ง่าย…”
“แม้จะพูดว่าหากวันใดเมล็ดพันธุ์เต๋าก่อตัวขึ้น การฝึกต่อจากนั้นก็คือการตระหนักรู้เต๋านี้จวบจนก้าวสู่ขั้นสูงสุด…ระหว่างนั้นคงไม่มีอุปสรรคใหญ่อะไร แต่หากทั้งแปดเต๋าเป็นแบบนี้…” ขณะที่ดวงวิญญาณเทพของหวังเป่าเล่อพักฟื้น เขาขบคิดสักเล็กน้อย ในใจก็ได้ทางออกแล้ว
“เต๋าธาตุไม้ข้าจัดการเอง ส่วนเต๋าอื่นๆ…จำเป็นต้องรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธเวทในระบบสุริยะทั้งหมดมาช่วยกัน” คิดได้ดังนี้ หวังเป่าเล่อก็รู้สึกถึงดวงวิญญาณเทพก่อนผนึกมุทราขึ้นอีกครั้ง
เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพียงไม่นานก็ผ่านไปสามเดือน ในสามเดือนนี้ต้นไม้ใบหญ้ารวมถึงผู้ฝึกตนธาตุไม้ทั้งหมดในระบบสุริยะก็รู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่มาๆ หายๆ นั้นอยู่ทุกครั้ง และก็รู้แล้วว่านี่คือการฝึกของผู้อาวุโส แม้จะยังสั่นสะท้านแต่ก็คุ้นเคยปรับตัวได้มากกว่าเดิมแล้ว
จนกระทั่งวันนี้ หลังจากที่หวังเป่าเล่อได้ทดลองหลอมไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยครั้ง ทันใดนั้นพลังที่ส่งผลต่อธาตุไม้ที่ออกมาจากร่างกายเขาก็ค่อยๆ แผ่ไปทั่วระบบสุริยะก่อนกระจายออกไปนอกระบบสุริยะ แผ่ขยายไปยังจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายต่อไปเรื่อยๆ
ทุกที่ที่กระจายผ่าน ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า ดาวพระเคราะห์ใดๆ สิ่งมีชีวิตหรือสรรพสิ่งใด ขอเพียงเกี่ยวข้องกับธาตุไม้ต่างสั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง ดุจพายุโหมกระหน่ำ ในเวลาอันสั้นก็กวาดไปทั่วจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายทำให้ตระกูลและสำนักนับไม่ถ้วนล้วนตื่นตระหนก
เพราะพวกเขาพบว่า ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดค่อยๆ โค้งตัวลง อีกทั้งยังหันไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือระบบสุริยะ
ในเวลาเดียวกันผู้ฝึกตนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปราณขั้นไหน ขณะที่รับรู้ได้ถึงปราณ ในหัวก็ค่อยๆ เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น ความรู้สึกนี้ราวกับเป็นต้นกำเนิดของการฝึกของพวกเขา ทำให้ผู้ฝึกตนทุกคนไม่ว่าจะมาจากสำนักไหน พริบตานี้ล้วนเป็นดั่งต้นไม้ใบหญ้า คุกเข่าคำนับไปทางระบบสุริยะอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่งกฎเกณฑ์และข้อบังคับของจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ขณะที่บิดม้วนอยู่ตลอดเวลา เต๋าสวรรค์ของตระกูลคงไม่รู้สิ้นก็ปรากฏขึ้นพร้อมส่งเสียงคำรามออกมา นัยน์ตาฉายแววหวาดกลัวและเกรี้ยวโกรธ เพราะมันรู้สึกถึง…อำนาจบางอย่างของมันกำลัง…ถูกแย่งชิง!!
สถานการณ์นี้กินเวลาไปถึงแปดวันเต็ม!
ในแปดวันนี้ ตระกูลคงไม่รู้สิ้นต่างจับตามอง ถึงขนาดหยุดสงครามกับสำนักแห่งความมืดไว้ก่อน สายตาของสำนักแห่งความมืดก็มองไปทางระบบสุริยะเช่นกัน
ชั่วขณะที่ความสั่นสะเทือนของผู้คนจบลงในวันที่แปด พลังอันน่าสะพรึงอย่างไม่เคยมีมาก่อนขุมหนึ่งพลันพุ่งพรวดขึ้นจากในระบบสุริยะ ในตอนที่ต้นไม้ใบหญ้าและผู้ฝึกธาตุไม้กำลังกราบคำนับ!
ราวกับเกิดวังน้ำวนกวาดไปทั่วจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย พริบตานี้ผู้ฝึกธาตุไม้ทุกคนร่างกายสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า…ปรากฏต้นกำเนิดปราณของพวกเขาจากที่ไกลๆ!
พริบตานี้ ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายสั่นไหวรุนแรงราวกับจากนี้มีผู้สูงศักดิ์ถือกำเนิด!
พริบตานี้ เต๋าสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้นส่งเสียงกรีดร้องคล้ายกับมีเสียงแตกร้าวออกมา ในกฎเกณฑ์และข้อบังคับของมันจากในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ไม่มี…ธาตุไม้อีกแล้ว!
พริบตานี้ ธาตุไม้ในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย เป็นของคนเพียงผู้เดียว!
หวังเป่าเล่อ!
นี่เกิดจากเมล็ดพันธุ์เต๋าเท่านั้น คิดดูว่าหากหวังเป่าเล่อก้าวไปถึงธาตุไม้ขั้นสูงสุด เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นจักรพิภพสำนักเสริมหรือใจกลางจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น ธาตุไม้ก็จะต้องตกอยู่ในมือของเขาแต่เพียงผู้เดียวอย่างแน่นอน!
……………………
บางทีอาจจะเป็นท้องฟ้า แต่ในโลกเป็นความว่างเปล่าผืนหนึ่ง
บางทีอาจจะเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่ในจักรวาลมืดมิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ไร้แสงสว่าง ไร้แสงระยิบระยับ ราวกับไม่มีสิ่งใดเลย หรือบางทีสิ่งเดียวที่มีอยู่ก็คือห้วงลึกที่มองไม่เห็นสิ่งใดเลยอันนั้น
สีดำคล้ายกับเป็นสีเดียวที่มีอยู่ในที่แห่งนี้ ความเย็นเยียบราวกับเป็นบรรยากาศทั้งหมดของที่นี่…
ความรู้สึกเช่นนี้ สภาวะเช่นนี้ สำหรับหวังเป่าเล่อแล้วไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ ในการระลึกอดีตชาติที่ดาวเคราะห์ชะตาในตอนนั้นของเขา ชาติก่อนกวางขาวน้อยหลายชาตินั้นก็เป็นเช่นนี้ มืดมิด เย็นเยียบ ไร้สิ่งอื่นใดอีก
จนกระทั่งไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จวบจนความมืดมิด ความเย็นเยียบนี้ดำเนินถึงจุดสิ้นสุด สั่งสมจนถึงขีดสุด ราวกับขณะที่ความว่างเปล่า ท้องฟ้าและโลกทั้งหมดค่อยๆ กลายสภาพเป็นห้วงเหวย้อนกลับ หวังเป่าเล่อก็เห็นลำแสงหนึ่ง
ท่ามกลางโลกที่มืดมิดแห่งนี้ ลำแสงนี้เป็นดั่งบุปผาสีสันสวยสดที่กำลังเบ่งบานกลายเป็นลำแสงอันไร้ที่สิ้นสุด…แผ่พลังยากจะอธิบายขุมหนึ่งไปทั่วทั้งสี่ทิศในพริบตา ราวกับสามารถขับไล่ทุกสรรพสิ่งฉีกทึ้งทุกสิ่งอย่าง
ภาพฉากนี้ก็ไม่แปลกใหม่สำหรับหวังเป่าเล่อเช่นกัน มันไม่ต่างกับตอนที่เขาระลึกอดีตชาติ ในสภาวะแผ่นไม้ดำตอนกำเนิดจักรวาลเลยสักนิด แต่ว่าที่นี่…สิ่งที่กำเนิดไม่ใช่จักรวาล แต่เป็น…อาทิตย์แรก!
ดวงอาทิตย์แรกค่อยๆ ขึ้นจากห้วงเหวมืดมิดอันห่างไกล มันทอแสงสว่างไสวก่อนระเบิดขึ้นไปทางโลกที่มืดมิด ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตทั้งสี่ทิศในพริบตา
จะลุกไหม้ก็ดี จะกระจัดกระจายออกไปก็ช่าง พลังขุมหนึ่งที่พุ่งออกไปอย่างห้าวหาญยามอาทิตย์แรกโผล่ขึ้นนั้น ทำให้ห้วงยามนี้ปรากฏดวงไฟที่ราวกับไม่มีวันดับขึ้นบนโลกอันแสนมืดมิดแห่งนี้ แสงที่ไม่มีวันดับทำให้สีที่เหมือนราตรีกาลนั้นราวกับถูกฉีกทำลายไปเป็นส่วนๆ แตกสลายและถูกแทนที่อยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งอาทิตย์แรกลอยขึ้นสูงและกลายเป็นตะวันแดงดวงหนึ่ง ระหว่างท้องฟ้าและผืนดิน ภายในท้องฟ้า ภายในโลก ภายในความว่างเปล่า พริบตานี้สีดำทั้งหมดที่คล้ายกับมารปีศาจ คล้ายกับความชั่วช้า ค่อยๆ แตกพังสลายไป!
ดั่งมีสิ่งชอบธรรมคอยปัดเป่าความชั่วร้ายในโลกจนสิ้น!
เป็นธรรมอย่างที่สุด ไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่…เป็นพลังอันน่าเกรงขามและองอาจสง่าสาม!
เสียงดังสนั่นก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงคำรามดังสะท้อนไปทั่วทั้งแปดทิศ ดวงตะวันแดงลอยอยู่บนท้องฟ้า ผืนฟ้าและผืนดินกระจ่างใส ภาพฉากนี้ทำให้ร่างกายหวังเป่าเล่อสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในใจ
กระทั่งครู่หนึ่งผ่านไป แม้ค่ำคืนมืดมิดจะมลายหายไปจากจิตใจของหวังเป่าเล่อ ตะวันแดงและภาพต่างๆ ค่อยๆ พร่าเลือนลง แต่ในใจของเขา ภาพความมืดมืดอันว่างเปล่าในห้วงเหวลึก ดวงอาทิตย์แรกกำลังขึ้นดุจรุ่งอรุณเบิกฟ้ากลับคงอยู่ไม่เลือนหาย โดยเฉพาะเต๋าที่แฝงไว้ในพลังที่ปรากฏให้เห็น ทำให้หวังเป่าเล่อระลึกอย่างเนิ่นนาน
“นี่…ก็คือคืนพินาศ ความพินาศของค่ำคืน” หลายวันต่อมา หวังเป่าเล่อลืมตาขึ้น พึมพำเสียงเบา ในใจรู้สึกเคารพเลื่อมใสบิดาหวังอีอีผู้คิดสร้างวิถีเต๋านี้อย่างที่สุด
เพราะวิชาคืนพินาศ ในบางระดับนั้นไม่ใช่วิถีเต๋าแล้ว แต่คล้ายความเชื่ออย่างหนึ่ง…
“เวทศรัทธางั้นหรือ?” หวังเป่าเล่อพึมพำ ชื่อนี้ตอนที่ทิ้งแผ่นหยกไว้ให้บิดาหวังอีอีก็เคยได้ยินเขาพูดถึงครั้งหนึ่ง
ส่วนเวทศรัทธานั้น เขาไม่ได้ขบคิดมันอย่างลึกซึ้ง เพราะจดจำคำพูดหนึ่งได้ วิชาของผู้อื่นใช้สังหารก็พอ ไม่ต้องไปครุ่นคิด
เช่น วิชาคืนพินาศ ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการสังหาร แต่ความเป็นจริงแล้ว…จากความรู้สึกและการวิเคราะห์ของหวังเป่าเล่อ สิ่งที่เขาได้รับก็คือเรียกได้ว่าเป็นวิชาที่สูงที่สุดในโลกแห่งการสังหาร!
แม้จะเป็นคำสาปของปรมาจารย์แห่งไฟ เมื่อเทียบกันแล้วก็คล้ายจะต่างกันอยู่มาก ไม่ใช่วิชาระดับเดียวกัน อันหลังแม้จะลึกลับและมหัศจรรย์แต่กลับมืดมิดเกินไป แต่ความยิ่งใหญ่และทรงพลังนั้นของสิ่งแรกราวกับเป็นตัวแทนของความชอบธรรมของโลกที่สะกดทุกสิ่ง!
“ศัตรูของข้าก็คือค่ำคืน!” พริบตานี้ร่างกายของหวังเป่าเล่อราวกับมีกระแสไฟพาดผ่าน หนังศีรษะค่อยๆ ชาหนึบ
เพราะคำพูดนี้ ยิ่งพิจารณาอย่างละเอียด ความทรงพลังและไอสังหารก็ยิ่งรุนแรง
นั่นทำให้หวังเป่าเล่อเข้าใจบิดาของหวังอีอีจากก้นบึ้งของใจ เขาตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าอีกฝ่าย…จะต้องใช้การฆ่าฟันในการพิสูจน์เส้นทางฝึกตนอย่างแน่นอน ชีวิตนี้สังหารไปมากมาย เกรงว่า…คงนับไม่ถ้วน
และที่ตนสามารถตระหนักรู้วิชาคืนพินาศได้อย่างราบรื่น คิดดูแล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ระลึกอดีตชาติของตน สิ่งที่สำคัญที่สุดแน่นอนว่ายังต้องเป็นการสืบทอดวิชาเต๋าของอีกฝ่าย
การสืบทอดนี้ราวกับเป็นการยอมรับด้านคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ทำให้ตนสามารถผลักเปิด…เต๋าที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งศิลาในโลกแห่งศิลานี้ได้!
หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึก ทำความเข้าใจวิชาคืนพินาศอยู่เงียบๆ ตกตะกอนและคาดเดาอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทำอยู่หลายครั้งก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น เขาพยายามหยุดยั้งความหุนหันที่จะรับรู้อย่างลึกซึ้งขึ้น เปิดเปลือกตา ละทิ้งความคิดที่จะพินิจพิเคราะห์ต้นตอของมัน
“แค่ดูจากการสังหารอย่างเดียว ตอนนี้เข้าใจถึงระดับนี้ก็พอแล้ว” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อฉายแววเด็ดเดี่ยว หยิบแผ่นหยกออกมาดูเต๋าแปดปรมัตถ์อีกครั้ง
นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องเข้าใจและตระหนักอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นเส้นทางที่เขาต้องเดินไปในภายภาคหน้า
“เต๋าของข้าเป็นอิสระอยู่แล้ว เต๋าแปดปรมัตถ์จะเป็นวิชาปกป้องเต๋าของข้า!” หลังจากหวังเป่าเล่องึมงำเบาๆ จิตใจก็ค่อยๆ สงบลง หลอมรวมเข้าไปในเต๋าแปดปรมัตถ์
ร่างกายของเขาค่อยๆ เลือนราง ปรากฏผิวน้ำขึ้นบริเวณรอบด้าน จวบจนมีเสียงน้ำไหลลงแม่น้ำจากกาลเวลาลอยแว่วมาเรื่อยๆ ขณะที่เกิดระลอกคลื่นเก้าชั้น เงาร่างของหวังเป่าเล่อก็ยิ่งเลือนราง
การเข้าใจและตระหนักวิชาเต๋าแปดปรมัตถ์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้นกำเนิดของวิชานี้ลึกซึ้งมาก ความเป็นมาก็ยิ่งใหญ่ แม้จะเป็นหวังเป่าเล่อก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะน้อยนิดเช่นนี้
อีกทั้งเขามีเวลาที่โลกแห่งศิลาไม่มาก ดังนั้น…ในการระลึกเต๋าแปดปรมัตถ์ หวังเป่าเล่อจึงเลือกวิชาเงาจันทร์ พาตัวเองย้อนกลับไปเดินอยู่ในสายน้ำกาลเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระลึกเต๋านี้ ณ ที่แห่งนั้นราวกับเป็นเวลาชั่วนิรันดร์
หนึ่งร้อยปี สองร้อยปี สามร้อยปี…
หนึ่งพันปี สองพันปี สามพันปี…
จวบจนหวังเป่าเล่อใช้วิชาเงาจันทร์อย่างสมบูรณ์ทั้งแปดครั้งโดยไม่รู้รู้ตัว ราวกับไม่ได้เดินผ่านเฉยๆ แต่เป็นการระลึกอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเขาจึงสัมผัสได้ถึงขีดจำกัดของเงาจันทร์
หากเดินไปขีดจำกัดก็จะไกลออก อย่างเช่น เขาสามารถเดินไปในช่วงเวลากวางขาวน้อยและยังไปต่อได้อีก แต่หากฝึกตนในกาลเวลา แปดครั้ง…ก็คือขีดจำกัดของเขาในเวลานี้
แต่ดีที่…แปดครั้ง ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นในช่วงที่ร่างกายหวังเป่าเล่อเลือนราง เงาร่างของเขาจึงค่อยๆ ชัดขึ้น จวบจนเมื่อเขาลืมตา นัยน์ตาก็ฉายแววที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน พริบตาของโลกภายนอก เขาได้ระลึกกาลเวลาทั้งแปดครั้งอย่างสมบูรณ์ทั้งหมด 7200 สองร้อยปี
“ที่แท้ นี่ก็คือเต๋าแปดปรมัตถ์” หวังเป่าเล่อพึมพำ แววตาโชกโชนเลือนหายไป สิ่งที่เข้าแทนที่ก็คือระลอกคลื่นธาตุทั้งห้าขุมหนึ่ง ในขณะที่ดูคล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่บนร่างเขา ดวงตาราวกับมีไม้สูงเทียมฟ้าขนาดใหญ่ มีน้ำเชี่ยวกราก มีไฟแผดเผาฟ้า มีดินฝังจักรวาล มีศัตราวุธ และมีชีวิตแฝงอยู่
เต๋าแปดปรมัตถ์ ห้าสิ่งแรกคือรากฐาน
เต๋าธาตุทองขั้นสูงสุด!
เต๋าธาตุไม้ขั้นสูงสุด!
เต๋าธาตุน้ำขั้นสูงสุด!
เต๋าธาตุไฟขั้นสูงสุด!
เต๋าธาตุดินขั้นสูงสุด!
เต๋าทั้งห้านี้ต้องสำเร็จไปทีละอย่าง การจะฝึกธาตุทั้งห้านี้ให้สมบูรณ์…จำเป็นต้องหาสมบัติล้ำค่าทั้งห้าชนิดที่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้งห้า ก่อเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์เต๋า ยิ่งคุณสมบัติเมล็ดพันธุ์เต๋าสูงก็ยิ่งทำให้หวังเป่าเล่อก้าวหน้า
เมล็ดพันธุ์เต๋าเหนือกว่ารากฐานตั้งมั่น!
“เช่นนั้น…สิ่งที่ข้าต้องฝึกเป็นอันดับแรก ย่อมต้องเป็น…เต๋าธาตุไม้ขั้นสูง!” นัยน์ตาหวังเป่าเล่อมีประกายวาบผ่าน
หากเป็นธาตุไม้นั้น เกรงว่าจะไม่มีสิ่งใดที่เหนือไปกว่าร่างเดิมของเขา…ตะปูไม้ดำ!
ดังนั้น สำหรับหวังเป่าเล่อแล้วเต๋าธาตุไม้ขั้นสูง นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก!
ไร้สิ่งใดเปรียบ!
……………………
แสวงหาเต๋า
นี่คือบทสรุปของหวังเป่าเล่อในการไปเยี่ยมบิดาของหวังอีอีในแม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และเป็นความตั้งใจแต่แรกของเขาด้วย
ที่แน่ๆ ก็คือ ต้องยืมวิถีเต๋าบุปผากระจกเงาจันทร์ที่ตนตระหนักรู้ ไปร้องขอเต๋าจากเทพเคารพสูงสุดผู้นั้น
เพราะเส้นทางแห่งการฝึกตน เมื่อมาถึงระดับของเขาในตอนนี้แล้ว หนทางข้างหน้าใช่ว่าจะไม่มี แต่ไม่ว่าหวังเป่าเล่อจะประเมินเช่นไร ไม่ว่าจะไตร่ตรองเช่นไร การสัมผัสเชื่อมต่อล้วนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเสมอ…
เส้นทางของโลกแห่งศิลา ไม่เหมาะกับเขาอีกต่อไป
จักรพิภพของเขาไม่เป็นเช่นผู้อื่น เช่นเดียวกับที่อู๋น้อยเคยกล่าวไว้ เต๋าของเขาสมบูรณ์แบบกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้…ทิศทางของเส้นทางในอนาคตจึงสำคัญเป็นพิเศษ แม้เต๋าแห่งอิสรภาพได้สลักเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะต้องการอิสระยิ่งขึ้น ดังนั้น เขาต้องยิ่งแข็งแกร่ง
ด้วยเหตุนี้ จึงจะกำหนดชะตาด้วยตัวเอง มิใช่ด้วยสวรรค์
ดังนั้น เขาจึงต้องไปแสวงหาเต๋า
และผู้ที่สามารถช่วยเขาในเรื่องนี้ได้ เมื่อมองไปทั่วโลกแห่งศิลา บางทีบรรพบุรุษตระกูลไม่รู้สิ้นอาจช่วยได้ แต่เห็นได้ชัดทั้งสองฝ่ายไม่อาจช่วยได้ บางทีศิษย์พี่เฉินชิงจื่ออาจช่วยได้เช่นกัน แต่ทั้งสองคนอยู่คนละเส้นทาง และเต๋าของศิษย์พี่คือเต๋าสวรรค์ คือเต๋าแห่งความมืด ราวท้องฟ้ามีเพียงคืนมืดสนิทและไม่สมบูรณ์แบบ
ส่วนท่านอาจารย์ปรมาจารย์แห่งไฟ เต๋าแห่งคำสาปได้มาถึงขั้นสูงสุดแล้ว บางทีหากไม่ใช่เต๋าของโลกแห่งศิลานี้ไม่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งสาเหตุอื่นทั้งหมด เกรงว่าด้วยพรสวรรค์ของท่านอาจารย์คงเลื่อนขึ้นระดับจักรวาลแล้ว
แต่ตอนนี้ เขามีเพียงจักรพิภพชั้นมหาวัฏจักร พริบตานั้นมีเพียงระเบิดคำสาปเพื่อเต๋าพิสูจน์ชะตา เขาจึงจะเป็นระดับจักรวาล
หลังจากคิดไปคิดมาแล้ว หวังเป่าเล่อจึงเลือกขอความช่วยเหลือจากบิดาอีอี ทั้งสองคนได้มีการนัดหมายในอดีตก่อนหน้านั้น จากนั้นเขาและอีอีก็มีชะตากรรมผูกพันกันมาหลายชาติ นี่เป็นหนทางเดียว จนกว่าสุดท้ายหวังอีอีจะฟื้นตัวในอนาคตนั่นคือผลลัพธ์
ในกระบวนการนี้ บิดาของหวังอีอี เทพเคารพสูงสุดนอกเขตผู้นั้นเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของตน
“บางทีหากข้าไม่ไปหาเขา อีกไม่นานท่านอาวุโสผู้นั้นก็คงมาหาข้าอยู่ดี…ด้วยเพราะในโลกแห่งศิลานี้ หากคิดจะเลื่อนขึ้นระดับจักรวาล…ต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงนัก” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา ประโยคนี้ ไม่มีผู้ใดบอกเขา แม้แต่ปรมาจารย์แห่งไฟเองก็ยังงุนงง แม้กระทั่งผู้มีพลังต่อสู้ระดับจักรวาลเกรงว่าต่างก็คงไม่เข้าใจ
มีเพียงหวังเป่าเล่อ เพราะเต๋าของเขาสมบูรณ์แบบ ดังนั้นเขาจึงสามารถสัมผัสได้อย่างเลือนราง
“น่าจะมีสามวิธี…”
“วิธีแรก คล้ายกับการขอความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ หลังจากขยายดาราจักรที่ตนเองอยู่ให้กว้างใหญ่ออกไปถึงระดับหนึ่ง จนถึงขีดจำกัดใดๆ รวบรวมโชควาสนา จะทำให้ตนเองสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับจักรวาล”
“ขอบเขตนี้ อย่างน้อยน่าจะเป็นหนึ่งเขตแดน สำหรับหลักการ…น่าจะเป็นที่มาเดียวกับเต๋าเปลวธูปของศิษย์พี่รอง”
“เช่นปรมาจารย์ของเต๋าเก้ารัฐ และมารเต๋าของเต๋าเจ็ดวิญญาณ…พวกเขาก็ใช้วิธีนี้เลื่อนขั้น เพียงแต่ว่ามารเต๋าสมบูรณ์แบบกว่าอย่างเห็นได้ชัด ภายในจักรพิภพสำนักเสริม แม้จะมีดีเลวปะปน แต่ต้องมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่ภายใน ทำให้น้อยนักที่จะจัดเขาเป็นผู้มีโชคจักรพรรดิ ดังนั้นระดับจักรวาลของเขาจึงเลื่อนขึ้นได้อย่างราบรื่น”
“แต่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายกลับไม่เป็นเช่นนั้น ที่นี่มีท่านอาจารย์ โดยเฉพาะเป็นสถานที่ที่เฉินชิงจื่อโลดแล่นมาหลายปี บางทีอาจมีสาเหตุอื่นอีก จึงนำไปสู่การที่ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐรวบรวมโชคได้ไม่เพียงพอ สามารถบรรลุระดับจักรวาลภายในสำนักเขาเท่านั้น นี่ก็เป็น…สาเหตุการผุดขึ้นของข้า ทำให้เต๋าเก้ารัฐร้อนรนที่จะขัดขวางด้วยพลังเกือบทั้งหมดเช่นนี้”
“เกรงว่า การทะลวงผ่านของข้าจะทำให้ปรมาจารย์เต๋าเก้ารัฐผู้นั้น ไม่อาจเลื่อนขั้นได้อีกไปโดยปริยาย ในสภาพตอนนี้ที่ถูกกระทบความแข็งแกร่งชั่วนิรันดร์”
“สำหรับท่านอาจารย์ บ้านเกิดของท่านได้สูญสิ้น ราวฐานเต๋าถูกทลาย ดังนั้นก็เดินเส้นทางนี้ไม่รอด”
“แต่วิธีการทะลวงผ่านนี้ มีข้อเสียอันใหญ่หลวง ชีวิตถูกลิขิตไม่อาจออกจากโลกแห่งศิลาได้ หากหลีกหนี…ก็เท่ากับผลเต๋าที่เหี่ยวเฉา การฝึกตนจะตกลงแล้วตกลงอีก จนกว่าจะกลายเป็นคนธรรมดา เช่นเดียวกับถูกขังตาย”
“นอกเหนือจากนี้ วิธีที่สอง ยินยอมที่จะเป็นหุ่นเชิดของเต๋าสวรรค์ ยืมกฎเกณฑ์กฎเวทที่ไม่สิ้นสุดจากเต๋าสวรรค์ เพื่อเลื่อนขั้นระดับจักรวาล วิธีนี้ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่จำนวนมีจำกัด…และหากกลายเป็นหุ่นเชิดเต๋าสวรรค์ ความเป็นตายตลอดจนดวงจิต ต่างมิได้เป็นของตนอีกต่อไป”
“จักรพรรดิสวรรค์หลายท่านของตระกูลไม่รู้สิ้น ก็คงเป็นดังนี้…หากสืบสาวถึงแก่นแท้ก็มีที่มาเดียวกับวิธีแรก เพียงแต่ว่าในการเตรียมโชคไว้ก่อน แล้วไปยืมพลังจากเต๋าสวรรค์ จะทำให้การเลื่อนขึ้นยิ่งราบรื่น และหลังจากพลังต่อสู้เลื่อนระดับแข็งแกร่งขึ้น กระทั่งเต๋าสวรรค์สามารถออกจากโลกแห่งศิลา พวกเขาก็สามารถออกไปด้วยวิธีนี้”
“สำหรับวิธีที่สาม…ก็คือภายในโลกแห่งศิลาตอนนี้ เส้นทางระดับสูงสุด นั่นก็คือ…กลายเป็นเต๋าสวรรค์” ดวงตาของหวังเป่าเล่อส่องประกาย
“เต๋าสวรรค์ก็คือร่างตน เช่นนั้นย่อมไม่มีขอบเขตใดๆ เช่นเฉินชิงจื่อ…และหากไปดูตอนนี้ เกรงว่าบรรพบุรุษของตระกูลไม่รู้สิ้นผู้นั้น ก็คงเดินตามเส้นทางนี้ เต๋าสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้น บางทีเดิมก็คือร่างจำแลงของเขา” ความคิดของหวังเป่าเล่อค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมา
“และเต๋าที่ข้าแสวงหา ก็คือวิธีที่สี่”
“ภายในโลกแห่งศิลาการฝึกฝนเต๋าที่แท้จริงของจักรวาลจากภายนอก การเข้าสู่ระดับจักรวาลด้วยวิธีนี้ ดังนั้น…จะทำให้ไร้ข้อจำกัดและหลุดพ้นเป็นอิสระ”
หวังเป่าเล่อเงียบไปครู่ใหญ่ อยู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา ไม่ครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อีก และภายในนครดาวอังคารใหม่นี้ เขานำแผ่นหยกออกมาพิจารณาอย่างละเอียด และถือสันโดษต่อไป การถือสันโดษครั้งนี้ เขาจะต้องครอบครองเต๋าแปดปรมัตถ์รวมทั้งวิถีเต๋าคืนพินาศให้ได้
อย่างแรกคือเส้นทางที่เขาต้องเดินในอนาคต อย่างหลังจะกลายเป็นเคล็ดวิชาลับบนพลังต่อสู้ของเขา
เวลาในการตระหนักรู้และศึกษาของหวังเป่าเล่อ ผ่านไปอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัวหนึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สงครามระหว่างตระกูลไม่รู้สิ้นและสำนักแห่งความมืดยังคงร้อนระอุ ไฟสงครามของทั้งสองฝ่ายได้แผ่ขยายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ส่วนกลางของไม่รู้สิ้น อีกทั้งยังปรากฏการต่อสู้แห่งจักรพรรดิสวรรค์อยู่หลายครั้ง
แม้ส่วนใหญ่เป็นการลงมืออย่างเรียบง่าย แต่ก็เป็นสัญญาณว่าสงครามกำลังร้อนแรง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… ทางด้านสำนักแห่งความมืด ยังปรากฏพลังต่อสู้จักรพรรดิสวรรค์อื่นอีกนอกจากเฉินชิงจื่อ!
พลังต่อสู้จักรพรรดิสวรรค์ทั้งสามท่าน กลับไม่ใช่ผู้ฝึกตนสำนักแห่งความมืด แต่เป็นวิญญาณที่ดับสูญซึ่งมาจากภายในแม่น้ำแห่งความมืด เห็นได้ชัดว่าภายใต้เวทวิเศษของเฉินชิงจื่อได้มอบพลังฝึกตนที่แข็งแกร่งแก่พวกมัน ค่าตอบแทนย่อมมิใช่น้อย แต่สำหรับสงครามความผันผวนที่เกิดจากเรื่องนี้ใหญ่นัก
วิญญาณที่ดับสูญทั้งสามนี้ ก็มีสมญานามเช่นกัน ผู้หนึ่งนามว่านักบุญมืด อีกผู้หนึ่งนามว่าเทพอัฐิ ส่วนคนสุดท้ายร่างแท้คือสุสานวิญญาณต้นหนึ่ง กลายมาเป็นผู้เฒ่าสมญานามว่าวิญญาณสุสาน
แต่นี่ยังมิใช่สิ่งที่ทำให้ทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นสั่นสะเทือน สิ่งที่ทำให้สัมผัสสวรรค์ทุกฝ่ายคำรามก้องอย่างแท้จริง คือการต่อสู้ระหว่างนักบุญมืดและจักรพรรดิกวงหมิง ท้ายที่สุดจักรพรรดิกวงหมิงก็ตะโกนเรียกชื่อหนึ่งออกมาอย่างไร้เสียง
“จักรพรรดิสวรรค์เฮ่าเยว่!”
จักรพรรดิสวรรค์เฮ่าเยว่ที่ถูกเฉินชิงจื่อสังหารเมื่อสามหมื่นปีก่อน
เวลานี้ดูไปแล้ว เห็นชัดว่าที่เฉินชิงจื่อต่อสู้เพื่อสำนักแห่งความมืดในวันนี้ ได้เตรียมการมานานมาก โดยเฉพาะเมื่อระลึกถึงจักรพรรดิสวรรค์ของตระกูลไม่รู้สิ้นเหล่านั้นที่ดับสูญตั้งแต่ปกครองกลุ่มดาวจนถึงทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าในนี้ยังมีผู้ที่ถูกเฉินชิงจื่อสังหารอีกหรือไม่ เมื่อคิดโยงไปถึงเรื่องราวมากมาย ทำให้เกิดระลอกคลื่นใหญ่ภายในใจทุกคน
ยังดีที่เทพอัฐิและวิญญาณสุสานปรากฏร่างขึ้นทีละคน เรื่องเช่นนี้จึงไม่ปรากฏขึ้นอีก และลดความตระหนกของตระกูลไม่รู้สิ้นลงได้ แต่การคาดเดาเกี่ยวกับตัวตนดั้งเดิมของคนทั้งสองกลับไม่เคยสิ้นสุด
ท้ายที่สุด…เป็นไปไม่ได้ที่จักรพรรดิสวรรค์องค์ใหม่จะปรากฏตัวในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ดังนั้นทั้งสามท่านที่ปรากฏในสำนักแห่งความมืดแต่ละคนย่อมมีที่มาที่ไป สามารถตรวจสอบได้ในประวัติศาสตร์!
แม้ว่าสงครามช่วงสั้นๆ ระหว่างจักรพรรดิสวรรค์ ไม่ได้ลามมาถึงจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย แต่ด้วยสถานะในตอนนี้ของสหพันธรัฐมีกองกำลังสำนักอารยธรรมเล็กๆ คิดจะเข้าร่วมมากเกินไป เข้ามาทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาไม่หยุด นำเรื่องการรบมารายงาน ขณะเดียวกันภายใต้การจัดการของปรมาจารย์แห่งไฟ สหพันธรัฐเองก็จัดกองทหารหน่วยหนึ่ง คอยติดตามเรื่องการรบที่นั่น ทำให้สหพันธรัฐสามารถรู้เรื่องเกี่ยวกับสนามรบได้อย่างรวดเร็ว
และสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากร่างธรรมและร่างอวตารของหวังเป่าเล่อต่างก็อยู่ภายนอก ดังนั้นเขาย่อมรู้เช่นกัน แต่ตอนนี้กลับไม่มีเวลาไปสนใจ เพราะจิตใจของเขาทั้งหมดล้วนหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาเต๋าแปดปรมัตถ์และคืนพินาศ
สิ่งแรกที่หวังเป่าเล่อรู้แจ้ง ไม่ใช่เต๋าแปดปรมัตถ์ แต่เป็น…คืนพินาศ
ในระหว่างที่จะตกใจหรือไม่ตกใจดีนั้น หวังเป่าเล่อใช้เพียงสองลมหายใจในการไตร่ตรอง จึงตอบรับอย่างยากลำบาก
“ตามประสงค์ท่านพ่อตา ท่านพ่อตาย่อมเรียกข้าเป่าเล่อได้” หวังเป่าเล่อไม่รู้ว่าเขาเอาความกล้ามาจากไหน กล่าวประโยคนี้จนจบ จากนั้นก็ก้มหน้ารอ
หลังจากนั้นสักพัก เสียงเย็นเยียบก็ส่งมาจากด้านหน้าของเขา เสียงนี้แฝงด้วยความสงสัยและยังมีคำกล่าวที่เย็นชา ดังก้องอยู่ข้างหูของหวังเป่าเล่อ
“ใจกล้าไม่น้อย แต่คิดจะเป็นลูกเขยของผู้แซ่หวัง เจ้ายังต้องผ่านการทดสอบมากมาย และจากนี้ต่อไป อย่าได้ทำให้บุตรสาวข้าอีอีได้รับความโศกเศร้าเสียใจเป็นอันขาด เจ้าจะทำได้หรือไม่”
หวังเป่าเล่อก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา ผนึกกั้นร่างตน มิได้มองไปด้านหน้า แต่พอฟังไปก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ระดับฝึกตนกระจายไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อกวาดตามองก็พบว่าเจ้ากวางขาวน้อยและอีอีน้อยที่อยู่บนหลังมัน ยังมีเทพเคารพสูงสุดผู้นั้น ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว มีเพียงแม่นางน้อยยืนอยู่ด้านหน้าตน ใบหน้าเต็มไปความพอใจ
หวังเป่าเล่อลังเลอยู่บ้าง ระดับฝึกตนยังไม่กระจาย กล่าวเสียงต่ำ
“ท่านพ่อตา ท่านต้องเข้าใจผิดเป็นแน่ นางรังแกข้ามาตลอด..”
“บังอาจ ลูกสาวข้าอ่อนโยน เชื่อฟัง รังแกเจ้า นั่นเป็นเพราะ…” ในสติของหวังเป่าเล่อ เห็นกับตาว่าแม่นางน้อยกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ตรงหน้าตนเอง ไม่รู้ว่าเลียนเสียงผู้เป็นบิดาด้วยวิธีใดตอบกลับอย่างชอบใจ
เมื่อเห็นดังนี้ หวังเป่าเล่อก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก หวังอีอีกล่าวไม่ทันจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นก่อน สายตาประสานกับหวังอีอี ฝ่ายหลังจึงรีบปิดปาก มองหวังเป่าเล่อตาปริบๆ
“อีอี เจ้าซุกซนอีกแล้ว” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ
เวลานี้แม่นางน้อยทนไม่ไหวอีกต่อไป นางหัวเราะจนท้องแข็ง หน้าตาเต็มไปด้วยความสุข ทำให้ใบหน้าหมดจดแต่เดิมนั้น เพิ่มความขี้เล่นขึ้นอีก
หวังเป่าเล่ออดรนทนไม่ไหว หลังจากมองซ้ายมองขวาแล้ว จึงถามขึ้น
“บิดาเจ้าไปแล้วหรือ ไปตั้งแต่เมื่อใด”
“เจ้าทายสิ” แม่นางน้อยอมยิ้มมองหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อรู้สึกปวดหัว และพยายามถามหลังจากผ่านไปสักพัก
“ไม่เถียงแล้ว ข้ายังมีเรื่องจริงจังที่ยังไม่ได้คุย เรื่องนั้น…ประโยคแรกน่าจะเป็นบิดาเจ้ากล่าว แล้วส่วนหลังเล่า เจ้าเริ่มกล่าวตั้งแต่ประโยคใดกัน”
“ข้าไม่บอกเจ้า” แม่นางน้อยหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ท่าทางถูกอกถูกใจ
หวังเป่าเล่อรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง เมื่อแม่นางน้อยเห็นเช่นนั้น หลังจากหัวเราะไปสักพักก็เดินเข้าไปใกล้เขา ตบไหล่หวังเป่าเล่อเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อย่าได้คิดเรื่องนี้แล้ว ท่านพ่อข้ากล่าวว่ามิใช่ไม่ต้องการพบเจ้า แต่เพราะระดับฝึกตนของเจ้าในตอนนี้ หากจะเข้าพบท่าน จะทนรับแรงกดดันจากช่องว่างกาลเวลารวมทั้งจากร่างของท่านไม่ไหว จะส่งผลร้ายต่อมหาเต๋าของเจ้า”
“ท่านยังกล่าวขอบใจเจ้ามาก”
“ยังกล่าวว่า ท่านทราบถึงเจตนาในการมาของเจ้า ให้ข้านำแผ่นหยกมาให้เจ้า ในนี้มีสิ่งที่เจ้าต้องการ นอกจากนี้…ท่านยังกล่าวว่า ท่านจะตั้งตารอพวกเราที่ด้านนอกโลกแห่งศิลา”
“ยังมีๆ…” หลังจากกล่าวจบ แม่นางน้อยก็รีบกล่าวต่อไปอีก
“สุดท้ายท่านพ่อข้ากล่าวว่า แผ่นหยกนี้มิใช่ของขอบคุณ ของขอบคุณที่แท้จริง จะรอให้เจ้าออกจากที่นี่แล้ว ท่านจะพาเจ้าไปบ้านเกิดของข้า และจะเปิดสะพานสู่สวรรค์ให้เจ้าผู้เดียว ข้าก็ไม่เข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใด เพราะแต่ไหนแต่ไร สะพานสู่สวรรค์ที่บ้านเกิดข้า มีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่เคยได้ไป”
“เขาบอกว่า นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของมหาเต๋า”
“จริงสิ ยังมีอีก…สุดท้ายท่านกล่าวว่า ให้เจ้าดีต่อข้า ทะนุถนอมข้า รักข้า อย่าทำให้ข้าเสียใจ น่าจะเป็นเรื่องเหล่านี้ ข้าล้วนบอกเจ้าหมดแล้ว” สุดท้ายแม่นางน้อยก็ส่งเสียงกระแอมไอ เหลือบตามองหวังเป่าเล่อ แล้วส่งแผ่นหยกให้
หวังเป่าเล่อมึนงงอยู่บ้าง ปริมาณข่าวสารค่อนข้างมาก เขาต้องการวิเคราะห์สักพัก มือเอื้อมหยิบหยิบแผ่นหยกตามสัญชาตญาณ หลังจากไตร่ตรองทุกอย่างอยู่ในใจแล้ว ในสายตาก็เผยแววประหลาดแวบผ่าน
สะพานสู่สวรรค์คือสิ่งใด ตัวเขาเองไม่รู้ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด หลังจากได้ยินชื่อนี้ กระแสเต๋าของเขาก็ผันผวนอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนแค่ชื่อก็สามารถทำให้เกิดปราณกังวานของเต๋าขึ้น
“สู่สวรรค์…ไม่ใช่ครองสวรรค์ ก็ไม่ใช่ขึ้นสวรรค์ คำว่าสู่ แฝงไปด้วยความครอบงำไร้ที่เปรียบ เหมือนกับการหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์…”
“อยู่ด้านนอกรอพวกเรา…” หวังเป่าเล่อยังคงครุ่นคิด ส่วนประโยคสุดท้ายที่แม่นางน้อยกล่าว เขาไม่เชื่อว่าเทพเคารพสูงสุดผู้นั้นจะกล่าวเช่นนี้ คิดไปน่าจะเป็นแม่นางน้อยเพิ่มเข้าไปเอง ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงไม่ได้คิดให้ลึกซึ้ง แต่ก้มหน้ามองแผ่นหยกในมือ
กระแสเต๋าแผ่ออกไป หลอมรวมเข้าในแผ่นหยก แผ่นหยกนี้ก็มีดวงจิตเทพที่สงบก้องสะท้อนสัมผัสสวรรค์ของเขา
“ชีวิตของผู้แซ่หวัง นอกจากการศึกษากระบวนเวทของผู้อื่นในตอนแรกแล้ว พลังเทพที่ตนสร้างขึ้นโดยมาก ความตั้งใจ คืนพินาศ จันทร์คล้อย ทางฝัน ตราเต๋าสารัตถะรวมทั้งเต๋าโบราณไร้เวทอมตะ เต๋าส่วนตนของผู้แซ่หวังเหล่านี้ ฝึกตนแบบเรียบง่ายย่อมได้ แต่ไม่อาจประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ๋ เพราะจุดกำเนิดของแต่ละมหาเต๋าที่นี่ต่างเป็นเงาร่างของผู้แซ่หวังกลายจากแหล่งที่มา หากข้าอยู่ ผู้อื่นไม่อาจสู่สวรรค์ด้วยวิธีนี้”
“ดังนั้นจึงเหมาะกับอีอี ด้วยอนาคตของนางมีจำกัด แต่ไม่เหมาะกับเจ้า”
“ชีวิตนี้ของผู้แซ่หวังได้เห็นพลังเทพมานับไม่ถ้วน จนถึงทุกวันนี้จำได้ว่ามีวิถีเต๋าน้อยนักที่สามารถทำให้ข้าประหลาดใจได้ มีเพียง…เวทเดียว แม้จะมองด้วยขอบเขตของข้าในปัจจุบัน ยังคงยากจะลืม ยังคงอดที่จะชื่นชมไม่ได้ ที่มาของมันว่างเปล่า ไร้ดวงจิตครอบครอง หากเจ้าประสบความสำเร็จ เต๋านี้สามารถเปลี่ยนการฝึกตนของเจ้าไปเป็นอีกเต๋าหนึ่ง”
“เต๋านี้ มีชื่อว่า…เต๋าแปดปรมัตถ์”
“ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ห้าธาตุนี้เป็นรากฐาน ฝึกเป็นเต๋าทองปรมัตถ์ เต๋าไม้ปรมัตถ์ เต๋าน้ำปรมัตถ์ เต๋าไฟปรมัตถ์ เต๋าดินปรมัตถ์ เป็นความสำเร็จเล็กๆ และสามปรมัตถ์หลัง ต้องให้เจ้าไปตระหนักรู้ด้วยตนเอง จนกระทั้งแปดขั้นมหาวัฏจักร หากสามารถรวมเป็นหนึ่ง… เหนือกาลเวลา วันคืนที่ผ่านพ้น ผู้ใดจะสามารถทำอะไรเจ้าได้”
“นอกเหนือจากนี้ เจ้าได้ตระหนักรู้ส่วนจันทร์คล้อย และยังศึกษาเต๋าแห่งคืนพินาศของผู้แซ่หวังอีก แต่ต้องจำไว้ว่า เวทของคนภายนอกอาจถูกเจ้าของทำลาย หากที่มาไม่แน่ชัดอย่าได้ศึกษาให้ลึกซึ้ง”
เมื่อเสียงสิ้นสุด หวังเป่าเล่อร่ำร้องอยู่ในใจทันที เกี่ยวกับข่าวต่างๆ ของคืนพินาศรวมทั้งเวทแห่งการฝึกตนของเต๋าแปดปรมัตถ์ ขณะนี้กำลังระเบิดอยู่ในใจหวังเป่าเล่อทำให้สัมผัสสวรรค์ของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทำให้รอบด้านที่ว่างเปล่าของเขาพังทลายลงทันที
ดูเหมือนแม่นางน้อยรู้มาก่อนว่าจะเป็นเช่นนี้ รีบกลับเข้าไปในหน้ากาก พริบตาต่อมาด้วยการพังทลายรอบด้าน หมู่ดาวจักรวาลที่แต่ละชั้นแม้หวังเป่าเล่อจะเดินผ่านก็ปรากฏอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนไปทุกๆ เก้าร้อยปี พังลงที่ละชั้น ท่ามกลางเสียงร้องอย่างต่อเนื่องนี้ เงาร่างของหวังเป่าเล่อปรากฏอยู่ที่สหพันธรัฐ และปรากฎอยู่ภายในนครดาวอังคารใหม่
จากการปรากฏตัวของเขา ทั้งดาวสะเทือนเลื่อนลั่น กวาดตามองไป ชั้นระลอกคลื่นกระจายออกจากภายในดาวอังคาร และแผ่ขยายไปทั่วทั้งระบบสุริยะ
ระลอกคลื่นนี้ดูน่าตื่นตระหนก แต่มิได้แฝงพลังทำลายล้าง ทั้งหมดนั้นเป็นการปรากฏตัวของเต๋า เพียงพริบตาเดียวก็กวาดดวงดาราทั้งหมดไปทั้งระบบสุริยะ ทำให้ปรมาจารย์แห่งไฟรีบร้อนลุกขึ้น ใบหน้าหวาดผวา
“กระแสเต๋านี้…ดูเหมือนวิชาสืบทอด แต่นี่รุนแรงเกินไปแล้ว เทียบตาเฒ่าอย่างข้า…ไม่อาจเทียบได้ แต่เทียบกับความรุนแรงนี้ พื้นฐานของข้าก็เป็นขนนกไปเลย”
ขณะที่ปรมาจารย์แห่งไฟถอนหายใจ ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดภายในระบบสุริยะ เกิดระลอกคลื่นใหญ่ขึ้นภายในใจ มองไปทางดาวอังคารด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะลัทธิเต๋านี้ ยังปะทุออกจากระบบสุริยะ แผ่ขยายตรงไปที่จักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายกว่าครึ่งดูเหมือนกระบวนท่าซัดคลื่น ทำให้ขณะนี้…กฎเกณฑ์และข้อบังคับของทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นล้วนสั่นสะเทือน สีหน้าปรมาจารย์ของเต๋าเก้ารัฐเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สำนักเสริมก็ดี ตระกูลไม่รู้สิ้นก็ดี ระดับจักรวาลทั้งหมด ต่างมองไปทางระบบสุริยะกันอย่างพร้อมเพรียง
“นี่มันพลังกระแสวิถีเต๋าอะไรกัน รุนแรงเช่นนี้” ปรมาจารย์ของตระกูลไม่รู้สิ้นที่สงสัยว่าเป็นร่างอวตารมหาเทพผู้นั้น เวลานี้ต่างก็เปลี่ยนสีหน้า
ยังมีภายในแม่น้ำแห่งความมืด ก็ปรากฏใบหน้าของเฉินชิงจื่อออกมาในขณะนี้ มองไปทางระบบสุริยะอย่างลึกซึ้ง
ไม่เพียงเท่านี้ ที่นอกโลกแห่งศิลาและที่ในหมู่ดาวแท้จริงนั้น มีแผ่นศิลาโบราณโชกโชนก้อนหนึ่ง ลอยอยู่ในความว่างเปล่าของเหวลึกไร้ที่สิ้นสุดในกลุ่มดาว สามารถเห็นพื้นผิวของแผ่นศิลาเต็มไปด้วยรอยแตก
เวลานี้ อยู่ๆ มันก็สั่นขึ้นมา เพิ่มรอยแตกมาอีกเส้น
ความสั่นสะเทือนนี้ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วนในความว่างเปล่า และในความว่างเปล่ายังมีวิญญาณที่ทรงพลังและดุร้ายมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตอนนี้ไม่มีผู้ใดเลยที่จะกล้าเข้าใกล้ที่นี่แม้แต่น้อย เพราะ… ที่นี่นอกจากแผ่นศิลาแล้ว ยังมีเรือโบราณลำหนึ่ง
บนเรือมีชายวัยกลางคนผมขาวผู้หนึ่งอยู่ในนั้น เขานั่งเงียบๆ อยู่ที่นั่น จ้องไปทางแผ่นศิลา ดูเหมือนจะจ้องมองมันมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว และเวลานี้มุมปากเขายกขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้ม
……………………………………
หวังเป่าเล่อได้ยินเสียงอ่อนโยนของแม่นางน้อย รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก เขาคิดถึงภาพที่เคยหยอกล้อกับนาง และระลึกถึงเรื่องราวในอดีตมากมายตอนที่ยังอยู่สหพันธรัฐ
เหมือนตอนปีก่อนตนเองกำลังกินขาไก่อยู่บนเรือบินของสำนักวิชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างเช่นตอนที่เป็นหัวหน้านักเรียนในสำนักศึกษาเต๋ารวมทั้งนิสัยที่ชอบเตะเป้าในตอนแรก
ยังมีอุดมคติ
ลดความอ้วนก็ดี สมใจก็ช่าง เขายังคงจำได้เรื่องที่ตนตั้งตารอในวัยเด็ก…การเป็นผู้นำของสหพันธรัฐ
เพื่อความใฝ่ฝันนี้ แบบอย่างของการที่เขาพยายามดิ้นรนยังคงอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ แล้วยังมีอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงที่เขาอ่านจนขึ้นใจเล่มนั้น และความสมปรารถนาของเจ้าสำนักดาวอังคาร
อดีตที่รีบเร่ง ชีวิตที่เหมือนฝัน…การระลึกถึงความหลังอย่างไม่ตั้งใจ มักจะทำให้ผู้คนร่ำไห้ ก็เหมือนกับใบไม้ใบหนึ่งที่ผ่านมาแล้วทุกฤดูกาล จากนั้นสีสันจึงผันเปลี่ยน
“ที่แท้แล้ว รูปลักษณ์ข้าได้เปลี่ยนไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ…” หวังเป่าเล่อพึมพำเสียงเบา
“เติบโตแล้ว” หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ
เขาเหยียบเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนโดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่ถึงสองร้อยปี แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก รายละเอียดของกาลเวลาตัวเขาเองก็ยังคลุมเครืออยู่บ้าง
นี่ไม่ใช่เป็นเพราะกาลเวลาที่เนิ่นนาน ในความเป็นจริงนั้น หากกล่าวจากมุมมองของการฝึกตนที่แท้จริง สามารถฝึกตนมาถึงขั้นนี้ได้ในเวลาไม่ถึงสองร้อยปี นับได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
แต่สำหรับเขาแล้วดูเหมือนจะสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ในขณะที่ความจริงยังคงถูกเปิดเผย หวังเป่าเล่อเองก็เข้าใจแล้วว่าตนและชะตาภายในจักรวาลนี้ต่างกันในด้านสาระสำคัญ
จุดสำคัญที่ทำให้ความทรงจำของเขาพร่าเลือน และสาเหตุที่ทำให้บุคลิกเขาเปลี่ยนไป เป็นเพราะในช่วงเวลาที่จำกัดนี้ เขาได้ผ่านเหตุการณ์มามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มดาวชะตาจู่โจมต่อชีวิตของเขาจนพลิกฟ้าสะเทือนดิน
หลายครั้งที่หวังเป่าเล่อรู้สึกตัวว่าชราแล้ว มิใช่ร่างกายที่ชรา มิใช่จิตวิญญาณ แต่เป็นที่ใจ
ดูเหมือนเรื่องราวมากมายพวกนั้น แม้จะไม่ได้สงสัยอีก ล้วนมองข้ามไป แต่ก็เพราะมันเลือนรางไปแล้ว จึงยากที่จะเกิดความหลงใหลดังเช่นในวัยเยาว์
“ค่าตอบแทนที่ไม่สับสน” หวังเป่าเล่อมองท้องฟ้าอันไกลโพ้น เผยยิ้มโง่งม ทันใดนั้นก็หยิบขวดปรารถนาออกมาจากกระเป๋าคลังเก็บด้วยเกิดความรู้สึกครั้งเยาว์วัย
“ผู้อาวุโส ข้าขอพร…ขอให้ดวงจิตของข้ากลับไปสู่ครั้งวัยเยาว์”
ขวดปรารถนาเงียบงัน และเริ่มส่งเสียงดิ้นรนออกมาจากมือหวังเป่าเล่อ ราวกับมันมีความรังเกียจแฝงไว้ ก่อนจะกลับเข้าไปในกระเป๋าคลังเก็บ
เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นเช่นนี้ ก็ส่งเสียงหัวเราะที่ยากจะเห็น
แม้ใบไม้จะเปลี่ยนสี แต่เขาก็ยังคงเป็นเขา หัวใจยังคงเป็นเหมือนเมื่อแรกรุ่น
“เช่นนี้…ก็ดี” หวังเป่าเล่อยกมือขวาขึ้น โบกเบาๆ จนเกิดระลอกคลื่นรอบตัว ระลอกนี้แผ่ขยายออกไป…จนกระทั่งหลังจากครอบคลุมไปทั่วสารทิศที่เขาอยู่ทั้งหมด ผิวน้ำ…ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนร่างของเขา ด้วยตัวหวังเป่าเล่อเองเป็นดั่งหยดน้ำที่ร่วงหล่น ระลอกวงแหวนเก้าวงแผ่ออกไปเป็นชั้นๆ
เมื่อเก้าร้อยปีก่อน ตอนนั้นเขายังไม่ถือกำเนิด ทว่าก็ไม่เป็นไร เวทแห่งเงาจันทร์เป็นเขาสร้างมันขึ้นมาเอง อาจกล่าวได้ว่ามองไปทั่วจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น คงมีไม่กี่คนที่จะเหมาะสมกับกระบวนเวทนี้ยิ่งไปกว่าเขาแล้ว
เพราะร่างของเขาได้รู้แจ้งแห่งจักรวาลนี้ กระบวนการทั้งหมดกลายเป็นแผ่นศิลาจวบจนทุกวันนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ หวังเป่าเล่อ…อยู่มาโดยตลอด
ดังนั้นเมื่อเขายกมือขึ้นชี้ไปที่ผิวน้ำ โลกที่เขาอยู่ดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนไปแล้ว ทันทีที่มันเปลี่ยนแปลง หวังเป่าเล่อ…ก็ได้กลับไปยังสถานที่เมื่อเก้าร้อยปีก่อนนั่น
มันเป็นที่ว่างผืนหนึ่ง
เมื่อชี้ไปอีกครั้ง ผิวน้ำกระเพื่อมเก้าวงขึ้นอีก…เป็นเช่นนี้ หวังเป่าเล่อร่ายเวทด้วยสีหน้าสงบนิ่ง โลกที่อยู่เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาเดินในแม่น้ำสายยาวแห่งประวัติศาสตร์ไม่รู้จัก เขาเห็นสิ่งกำเนิดแรกของจักรวาลในชาตินี้ จากนั้น…ก็มาถึงจักรวาลของเผ่าเทพ
ในไม่ช้าก็มาถึงโลกของผีดิบอีกรอบ ต่อมาโลกของทหารอาฆาตนั้นก็ยังคงอยู่เช่นกัน จากนั้นก็เป็นมหาศิษย์แห่งเต๋าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น…หวังเป่าเล่อมองทั้งหมดนี้อย่างสงบ ไม่รู้ว่าแม่นางน้อยมานั่งอยู่ข้างเขาตั้งแต่เมื่อใด นางไม่ได้พูดจา เพียงจ้องมองท้องนภาที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน
กระทั่งไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด ภาพบนผิวน้ำ…ก็ได้หยุดลง ก่อนจะปรากฏเจ้ากวางขาวน้อยอยู่ในน้ำ มีเด็กหญิงผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังของมัน และที่ด้านหน้า…เงาร่างผมขาวยืนตระหง่านยากที่จะหลบซ่อนได้
ทันทีที่เห็นเงาร่างนี้ แม่นางน้อยที่อยู่ข้างร่างหวังเป่าเล่อก็ตัวสั่น เงาด้านหลังของผู้ที่เดินอยู่บนท้องฟ้าในภาพนั้น กลับหยุดฝีเท้า
เกือบจะในเวลาเดียวกับที่เขาหยุดชะงัก หวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาขึ้น ชี้ไปที่ภาพ จากนั้นโลกที่เขาอยู่ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ทั้งหมดต่างสลายไปทันที และถูกแทนที่ด้วยภาพหนึ่ง ด้านหน้าเป็นเงาด้านหลังที่ผ่านโลกมาโชกโชนแต่กลับยืนตระหง่าน กวางขาวน้อยหลับตา ท่าทางของมันคล้ายกำลังหลับใหล เด็กหญิงก็งีบหลับเช่นกันคล้ายกับมีพลังแห่งกฎจักรวาล ทำให้อดีตไม่อาจพบกับปัจจุบัน
“ท่านพ่อ…” แม่นางน้อยสั่นสะท้าน จ้องไปที่เงาด้านหลังนั้น พึมพำเสียงเบา
“ท่านอาวุโส” หวังเป่าเล่อค้อมศีรษะ ประสานหมัดขึ้นคำนับ
เงาผมขาวด้านหลังนั้น ค่อยๆ หันร่างมา เผยให้เห็นใบหน้าวัยกลางคนทั้งหล่อเหลาและสง่างามในเวลาเดียวกัน สายตานั้นอบอุ่นเช่นเดียวกับผู้อาวุโส
มันคือผู้เล่านิทานตอนแรกในชาตินั้น สุดท้ายเทพเคารพสูงสุดจากโลกภายนอกปรากฎอยู่ต่อหน้าหวังเป่าเล่อ หวังเป่าเล่อรู้ว่าเขาแซ่หวัง แต่ไม่ได้ไต่ถามชื่อ
นี่ไม่สำคัญ เพราะที่สำคัญก็คือ พวกเขาได้พบกันอีกครั้งหนึ่งในสายน้ำของกาลเวลา
“เติบโตแล้ว” ชายผมขาวผู้นั้นมองดูหวังเป่าเล่อและหวังอีอี ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มชื่นใจ เอ่ยปากเสียงเบา
“ท่านพ่อ” แม่นางน้อยทนไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยใบหน้าอาบน้ำตา พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของบิดาเช่นเด็กน้อย น้ำตาไหลมากขึ้น
หวังเป่าเล่อไม่ได้เข้าไปรบกวน เขาถอยหลังไปหลายก้าว มองไปทางกวางขาวน้อยที่กำลังหลับใหล ให้ช่องว่างแก่สองพ่อลูก ขณะเดียวกันก็ตรวจอดีตชาติกวางขาวของตนเอง
แม้เขาจะหมกมุ่นในการสำรวจชีวิตอดีตชาติของเจ้ากวางขาวน้อย แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกของเขา ที่ใช้มุมมองนี้ วิธีนี้ เพื่อดูอดีตชาติของตน
“ดูท่าทางสบายใจมากนะ” หวังเป่าเล่อหัวเราะ เขาสามารถรับรู้และเห็นได้ถึงเจ้ากวางขาวน้อยว่ามีความสุขเพียงไร ดูเหมือนการได้อยู่เคียงข้างหวังอีอี สำหรับมันแล้วเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจที่สุด
กาลเวลาผ่านไป การสนทนาของหวังอีอีและบิดา หวังเป่าเล่อไม่ได้เข้าไปฟัง เขาเชื่อว่าหากเทพเคารพสูงสุดผู้นั้นไม่ยินยอม อาศัยระดับการฝึกตนของตนก็ไม่อาจได้ยิน ดังนั้นจึงทำการผนึกรอบด้านของตนไปก่อนเลย
กระทั่งไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงเรียก
“สหายน้อย”
เสียงนี้อบอุ่นมากเต็มไปด้วยความเมตตา หวังเป่าเล่อได้ยินก็หันร่างไป มองไปทางบิดาของหวังอีอี สีหน้าแสดงความเคารพ และคำนับอีกครั้ง
“ท่านพ่อตาเรียกข้าเป่าเล่อได้” หวังเป่าเล่อกะพริบตา ในใจได้ไตร่ตรองไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ที่ตนเรียกว่าพ่อตาออกมา มีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกตีกลับไปในความเป็นจริง แต่หากไม่เรียก เขาก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาสนี้แล้ว
ดังนั้น เวลานี้จึงลองเรียกก่อนให้รู้กันไปเลย
ไม่แน่ว่า อีกฝ่ายอาจจะยอมรับไปโดยปริยายก็ได้ อย่างไรก็ดี…ตนเองก็โดดเด่นเช่นนี้
เป่าเล่อไม่กลัว
ไม่ผิด
หวังเป่าเล่อก้มศีรษะ ขณะที่ปลอบตนเองอยู่ในใจ เสียงของบิดาหวังอีอีก็ส่งมาที่ข้างหู เห็นได้ชัดถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เจ้าพูดอีกครั้งซิ”
หวังเป่าเล่อกะพริบตาปริบๆ…
…………………………………………………………..
สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ทั้งชีวิตของเขายังไม่เคยได้สร้างพลังเทพด้วยตนเองอย่างแท้จริงเลย ที่เคยนับว่าได้ทำก็มีเพียงกระบวนเวทเท่านั้น
ทว่า พลังเทพ…เป็นวิถีเต๋า นั่นเป็นกฎบังคับ และกฎเวทกลายเป็นเครื่องสายดีดเสียงออกมาได้ไม่เหมือนกัน
เต๋าของอู๋น้อยจะเรียกว่าอะไร หวังเป่าเล่อไม่มีความสามารถพอที่จะกล่าว แต่ตามภาพพิมพ์กฎเวทดาวเคราะห์เต๋าของเขา ระหว่างการตระหนักรู้นับครั้งไม่ถ้วนในเวลากว่าครึ่งปีนี้ ในที่สุดเขาก็พิมพ์ประทับมันออกมาได้
หลังจากพิมพ์ประทับได้สำเร็จ สุดท้ายหวังเป่าเล่อก็ได้เข้าใจแล้วว่า…เหตุใดร่างของอู๋น้อย จึงมีลักษณะพิเศษของความเป็นอมตะ ก็คือไม่ว่าจะบาดเจ็บเช่นไร ดูเหมือนสำหรับเขาแล้ว นั่นจะทำอะไรเขาไม่ได้เลย
เป็นเพราะเต๋าพิเศษนี้ ได้หลอมรวมเข้าไปในจิตวิญญาณ ในชั้นกายเนื้อและในกระดูกของอู๋น้อยแล้ว ตลอดเวลา อู๋น้อยได้งมหาตัวตนของตนออกมาจากอดีตที่ผ่านมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ดังนั้นไม่ว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะเป็นเช่นไร ก็ไม่เป็นไร แม้กระทั่งถึงจะตายก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนเต๋าของเขา อดีตที่ผ่านไปของเขาจะเข้ามาแทนที่ปัจจุบันในทันทีและยังคงหมุนเวียนต่อไป
การไม่ตายไม่ดับเช่นนี้…ยิ่งหวังเป่าเล่อตระหนักได้ลึกซึ้งมากเพียงใด ก็ยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้เขาจะพิมพ์ประทับได้ ก็ไม่สามารถใช้บนร่างตน
เช่นเดียวกับกฎเวทการพิมพ์ประทับของตนเอง แหล่งที่มาของเต๋าได้ถูกกักไว้อยู่บนร่างอู๋น้อยแล้ว เว้นแต่อู่น้อยจะดับสูญอย่างสมบูรณ์ เต๋านี้จะถูกทำลาย เช่นนี้จึงจะสามารถสร้างมันขึ้นมาในร่างตนเองได้ใหม่ มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่มีผู้ใดทำได้ถึงระดับเดียวกับอู๋น้อย
หากต้องการทำลายเต๋านี้ต้องสังหารอู๋น้อยให้ได้ วิธีการดังกล่าวก็เรียบง่าย ก็คือขณะที่สังหารอู๋น้อยต้องไปในช่วงเวลาที่เขาผ่านมาทั้งหมด นำอู๋น้อยนับไม่ถ้วนในแต่ละกาลเวลาที่ผันผ่านมาสังหารโดยพร้อมเพรียงในเวลาเดียวกัน
จะพลาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว และต้องจบทุกอย่างในคราเดียว มิฉะนั้นแล้ว หากพลาดแม้เพียงหนึ่ง มิใช่ในเวลาเดียวกัน เงาแห่งอดีตทั้งหมดก็จะฟื้นคืนชีพทันที
ทว่า หากคิดจะทำให้ถึงจุดนี้ คงลำบากแสนเข็ญเกินไปจริงๆ อย่างน้อยที่สุดหวังเป่าเล่อในวันนี้ เขาถามตัวเองก็ยังทำไม่ได้
และหวังเป่าเล่อก็มองออกแล้วว่า นี่ไม่ใช่ความตระหนักรู้ของตัวอู๋น้อย แต่เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับลึกล้ำสะเทือนฟ้าดิน ด้วยวัยของตนและการอุทิศให้การฝึกตนตีตราอยู่ที่อู๋น้อย ทำให้เขาเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋านี้อย่างสมบูรณ์ และมีที่มาเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
“จักรพรรดิเสวียนเฉินหรือ” หวังเป่าเล่อพึมพำอยู่ในใจ ชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตีตรากฎเวท สมญานามที่ปรากฎขึ้นมาในหัวเอง
“ด้วยเหตุนี้ก็สามารถตัดสินว่าจักรพรรดิที่แท้จริงแข็งแกร่งเพียงใดแล้ว…” หวังเป่าเล่อหรี่ตา อู๋น้อยที่ฐานการฝึกตนต่ำผู้หนึ่ง เมื่อประกอบด้วยกฎเกณฑ์นี้ล้วนมีร่างที่ไม่ตายไม่ดับ หากเปลี่ยนเป็นระดับจักรวาล ระดับความน่ากลัวของเขาก็ยากที่จะบรรยาย
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังคงไม่อาจเทียบเท่าจักรพรรดิได้…
หวังเป่าเล่อส่ายหน้า หยุดความคิด ไม่ได้ใคร่ครวญต่อ เขาหมกมุ่นในเต๋าที่พิมพ์ประทับมาได้จากอู๋น้อย ขณะเดียวกันก็เปิดสถานที่ที่ถือสันโดษ ส่งอู๋น้อยที่ลิงโลดและภาคภูมิใจที่สามารถตอบแทนบิดาได้ออกไป
หลังจากเขาได้หลอมรวมกับจันทร์ข้างแรม ในความตระหนักรู้นี้ก็พยายามที่จะสร้าง…พลังเทพอีกอัน
ในเมื่อที่มาของเต๋านี้ไม่อาจครอบครอง เช่นนั้นสำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว การรวมเป็นหนึ่งกับจันทร์ข้างแรม แล้วเดินไปตามเส้นทางเต๋าอีกสายหนึ่ง จึงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด
“ชื่อจันทร์ข้างแรมดูไม่เหมาะสม บางทีอาจเรียกเป็น…เงาจันทร์ น่าจะเหมาะกับเต๋าของข้ามากกว่า” ขณะหวังเป่าเล่อพึมพำ เวทแห่งสัมผัสสวรรค์จันทร์ข้างแรมยังหลอมรวมกับร่างอู๋น้อยอย่างต่อเนื่อง ขจัดส่วนที่มีปัญหาทั้งหมดออก จัดสถานที่เหมาะสมไว้รองรับ ค่อยๆ นำเต๋าทั้งสองที่ยังไม่ได้รับอย่างสมบูรณ์หลอมรวมไว้ด้วยกันอย่างช้าๆ
ก่อตัวเป็นเต๋าสายหนึ่งที่อาศัยอากาศของที่นี่สร้างออกมา อย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“เงาจันทร์…” ผ่านไปเนิ่นนาน หวังเป่าเล่อที่หลับตาอยู่ ระหว่างที่กำลังลืมตาขึ้นช้าๆ ร่างกายของเขาค่อยๆ พร่าเลือน มันพร่าเลือนไปรอบด้านราวกับแผ่นดินที่อยู่ใต้ร่างเขา กลายเป็นผืนน้ำเรียบนิ่ง และในเวลานี้ร่างของเขาราวกับกลายเป็นหยดน้ำ ตกลงมาจากกลางอากาศลงสู่ผิวน้ำ
เสียงดังติง…
ยามหยดน้ำร่วงหล่น ผิวน้ำราบเรียบกระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง หยดน้ำที่อยู่ตรงกลางค่อยๆ กระจายออกไปรอบด้าน
กระเพื่อมไม่มาก มีเพียงเก้าวง
หนึ่งวง…แทนร้อยปี
วงกระเพื่อมเก้าวงทำให้กาลเวลาผ่านไปเก้าร้อยปี ก่อเป็นภาพลวงตาขึ้นมาบนผิวน้ำนับไม่ถ้วน ภาพเหล่านี้ปะปนกันไป หากเป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่ที่นี่ เมื่อมองดูผืนน้ำคงจะรับกระแสข้อมูลมหาศาลเช่นนี้ไม่ได้ทันที ถึงขั้นที่ว่าดวงตาทั้งสองอาจมืดบอดและจิตวิญญาณล่มสลาย
แม้จะเป็นผู้ฝึกตนต่ำกว่าดาวพระเคราะห์ก็ทนรับไม่ได้เช่นเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่จะดับสูญมีสูงมาก ภาพและข้อมูลนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาทันที ดังนั้นมีเพียงขั้นดารานิรันดร์จึงจะไม่ดับสูญด้วยเหตุนี้ แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงจากการบาดเจ็บสาหัส
แต่นี่ แค่เหลือบมองก็เพียงพอแล้ว
หากถูกครอบงำด้วยพลังเทพนี้อย่างแท้จริง แม้จะเป็นขั้นจักรพิภพก็ยากที่จะหนีจากการล่มสลาย แม้จะมียอดองครักษ์ พลังเทพนี้ก็สามารถนำร่างในอดีตมาสังหารได้ ทำให้มนุษย์ไม่มีอดีต ตัวตนไม่สมบูรณ์แบบ ราวกับฟ้าไร้จันทร์ ในน้ำแม้พระจันทร์จะเต็มดวงก็ยังคงว่างเปล่า ลัทธิเต๋าจะไม่ล่มสลายได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ หวังเป่าเล่อจึงตั้งนามแก่พลังเทพนี้ว่า เงาจันทร์
หากมีเพียงเงาจันทร์ พลังเทพนี้ก็ยังคงไม่สมบูรณ์ ไม่อาจเรียกได้ว่ากลายเป็นมหาเต๋าสายหนึ่ง ดังนั้นเงาจันทร์จึงเป็นเพียงส่วนครึ่งแรกของพลังเทพที่หวังเป่าเล่อสร้างจากความตระหนักรู้
ยังมีครึ่งหลังอีก หวังเป่าเล่อต้องการให้นามมันว่า
บุปผากระจก
เต๋าแห่งบุปผากระจก อยู่ที่การสะท้อนเงา
จากในห้วงน้ำแห่งกาลเวลา นำสิ่งในอดีตออกมาให้มันปรากฏในกาลปัจจุบัน แม้ว่าเวลาของการดำรงอยู่จะแปรผันและยากที่จะแก้ไข เพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ทว่า…ตามสารัตถะสสารแล้ว ในความเป็นจริงก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่างบุปผาในกระจก ก็เป็นดอกไม้เช่นเดียวกัน
ดวงตาของหวังเป่าเล่อสงบนิ่งก้มหน้ามองดูผิวน้ำ ยกมือขวาขึ้นชี้นิ้วลงไป เขาหยิบดินทรายที่มีอยู่ที่นี่เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนมาไว้ในมือ
การสัมผัสตลอดจนถึงการสำรวจวิญญาณเทพเหมือนของจริงที่มีอยู่ทุกประการ
“น่าสนใจ” หวังเป่าเล่อยิ้มน้อยๆ มองดินทรายในมือ ไม่ได้ส่งมันกลับไป แต่กลับขยี้มันทำให้ดินทรายละลายในมือ กลายเป็นปิ่นปักผมสีแดงเหน็บไว้ที่ผม
หลังจากที่เงยหน้ามองไกลไปทางดาวชะตา แล้วก้มหน้ามองหน้ากากที่อยู่ในอ้อมแขน เขาก็เอ่ยเสียงเบา
“มีบางเรื่องที่ไม่ต้องไปรบกวนผู้อาวุโสที่ดาวเคราะห์ชะตาแล้ว เจ้าว่า…ข้าใช้เวทนี้ พาเจ้าไปเยี่ยมบิดาเจ้า ดีหรือไม่”
“ข้ามิได้ต้องการขจัดอคติ แต่ข้าต้องการความช่วยเหลือของเขา”
ขณะที่หวังเป่าเล่อกล่าว เงาร่างของแม่นางน้อยก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา มองเข้าไปในดวงตาของหวังเป่าเล่อ แววตานั้นมีทั้งประหลาดใจและสับสนอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีความสงสัยรวมไว้ด้วยกัน
ตอนที่การฝึกตนของหวังเป่าเล่อทะลวงผ่านถึงขั้นจักรพิภพ นางไม่มีสายตาเช่นนี้ และเมื่อครั้งที่หวังเป่าเล่อเอาชนะจิตมาร นางก็ยังไม่มีสายตาเช่นนี้ จนกระทั่งเรื่องดำเนินต่อไป หลายครั้งที่นางสับสน ไม่มั่นใจ แต่ก็ยังคงไม่มีสายตาที่แรงกล้าเช่นนี้เลย
“เจ้า…เปลี่ยนไปจนเหมือนท่านพ่อของข้าไปทุกทีแล้ว…ไม่เพียงแต่ท่านพ่อข้า ยังมีพวกท่านลุง เจ้า…ข้าก็ไม่รู้ว่าจะบรรยายเช่นไร สรุปก็คือ…พวกเจ้ายิ่งเหมือนกันเข้าไปทุกทีแล้ว” แม่นางน้อยเงียบไปสักพัก แล้วกล่าวเสียงเบา
“แล้วอย่างไรหรือ” สายตาหวังเป่าเล่ออ่อนโยน มองแม่นางน้อย ใบหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“เจ้าสามารถอาศัยตนเองไปพบท่านพ่อข้าได้จริงหรือ” แม่นางน้อยถูกหวังเป่าเล่อมองด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด นางจึงประหม่าอย่างไม่มีเหตุผล จึงรีบหลบสายตาด้วยความเร็ว
“ร้องเรียกพ่อตามาหลายปีเช่นนี้ ก็ต้องลองดูว่าจะพบได้หรือไม่” หวังเป่าเล่อหัวเราะออกมา น้ำรอบด้านเปลี่ยนรูปใหม่ไปตามการกระจายของกระแสเต๋า
วิธีการเรียบง่าย เงาจันทร์เก้าวง อย่างมากที่สุดก็เก้าร้อยปี แต่บุปผากระจกบานเมื่อเก้าร้อยปีก่อน นำตนเองเมื่อเก้าร้อยปีก่อนออกมา นำตนเป็นหลักและบานอีกครั้ง หมุนเปลี่ยนวนเวียน จากนั้นขีดจำกัดการฝึกตน จึงเป็นขีดจำกัดแห่งกาลเวลา
เดินข้ามผ่านกาลเวลา ไปเยี่ยมเยียนท่านผู้ยิ่งใหญ่…ผู้นั้น
“ตกลงดี” แม่นางน้อยคิดแล้ว จึงกล่าวตอบเสียงเบา
……………………………………………………………
หลังจากได้ฟังคำกล่าวของหวังเป่าเล่อ สติของอู๋น้อยก็ตื่นตัวขึ้น แต่กลับดูเศร้าสร้อย
“เหตุใดท่านพ่อต้องเกรงใจเช่นนี้ อย่าได้ทำแบบนี้เลย ข้าไม่ใช่คนนอก สามารถแบ่งเบาความทุกข์ของท่านพ่อ เป็นอิฐก้อนเล็กๆ ในการฝึกตนขั้นสูงสุดของท่านพ่อได้ นี่นับเป็นเกียรติของอู๋น้อย วาสนาของอู๋น้อย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อู่น้อยถวิลหา”
“ดังนั้น ท่านพ่อ อู๋น้อยวิงวอนท่าน มอบเรื่องนี้ให้อู๋น้อยสำหรับท่าน อาจไม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับอู๋น้อยแล้ว กลับเป็นโอกาสที่ปราถนามาทั้งชีวิต ให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อด้วยเถิด” สีหน้าอู๋น้อยจริงจัง สายตาแฝงความกระตือรือร้น แม้แต่ลาน้อยที่ได้ฟังคำกล่าวนี้ก็ยังรู้สึกเลี่ยน แต่จากปากอู๋น้อย กลับดูเหมือนเช่นเดียวกับสัจธรรม ราวกับผู้ถูกวิเคราะห์ไม่ใช่เขา…
กระทั่งทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่า หากหวังเป่าเล่อไม่ยินยอม เช่นนั้นก็เป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่รวมทั้งเป็นการโจมตีอย่างหนักจนน่าวิตกสำหรับอู๋น้อย
แท้จริงแล้วปณิธานของอู๋น้อยเข้าใจได้ไม่ยาก เขา…รู้สึกไม่มั่นคงมากเกินไป ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่เหยียบเข้าสู่วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายก่อนกาลเวลาไม่สิ้นสุด เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะพบว่าตนอยู่ในโลกที่แปลกไป ล้วนเป็นเช่นนี้
ในความคิดของเขา ตนต้องเป็นผู้ที่มีประโยชน์ มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น จึงจะไม่ตกหล่น และไม่กลายเป็นเถ้าที่หลงเหลือ ดังนั้นเวลานี้ความจริงใจของเขาจึงสะเทือนฟ้า ความปราถนาของเขาสะเทือนดิน แววตาดูราวกับดารานิรันดร์ สามารถหลอมละลายความเย็นเยือกทั้งหมด
หวังเป่าเล่อยังคงหมกมุ่นอยู่ในความสะท้อนใจของอารมณ์ก่อนหน้า เวลานี้เขากะพริบตาปริบๆ มองไปที่อู๋น้อย แล้วดูเจ้าลาน้อยที่คว่ำหน้าอยู่ไกลออกไป ทำท่าราวกับมันคลื่นไส้ ส่งเสียงไอ แล้วยกมือขึ้นมา
อู๋น้อยรีบเร่งเข้ามา นำศีรษะของตนตรงไปที่มือหวังเป่าเล่อ ทำให้หวังเป่าเล่อสัมผัสกับศีรษะของเขาได้เลย
“เอาเถอะ…” หวังเป่าเล่อเอ่ยปากอย่างลังเล
“ขอบคุณท่านพ่อ!” อู่น้อยสีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ คล้ายกับเกรงว่าหวังเป่าเล่อจะเปลี่ยนใจ จึงนั่งขัดสมาธิลงทันที ดวงตาฉายแววเชื่อฟัง ราวกับทุกห้วงเวลา ไม่ว่าหวังเป่าเล่อจะให้เขาทำอะไร เขาจะรีบไปทำให้สำเร็จโดยไม่ลังเล
เหตุการณ์นี้ หลังจากดูเจ้าลาน้อยคลื่นไส้อยู่นาน ฉับพลันก็รู้สึกขนหัวลุก ในความเลือนรางคล้ายกับรับรู้ได้ถึงวิกฤตที่รุนแรงวูบหนึ่ง นี่ทำให้เจ้าลาน้อยในตอนนี้ตื่นตัวอย่างยิ่ง ดูเหมือน…มีลางสังหรณ์บางอย่างของสถานะที่ไม่มั่นคง มันรีบวิ่งไปตรงหน้าหวังเป่าเล่อ เยี่ยงอย่างอู๋น้อยที่นั่งอยู่ตรงนั้น แม้แต่สภาพจิตใจก็เป็นเช่นเดียวกัน อยู่ๆ ก็ตะโกนขึ้น
“อียอวว อียอวว”
หวังเป่าเล่อฟังแล้วหงุดหงิด พอสะบัดแขนเสื้อ เจ้าลาน้อยก็ถูกกระเด็นไปไกล เขาไม่ได้ไปสนใจเจ้าลาน้อยที่หล่นไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง แต่หันมองไปทางอู๋น้อย
“สำแดงพลังเทพของเจ้าออกมา”
อู๋น้อยรีบกวาดตามองไปไกลทางเจ้าลาน้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แอบยินดีอยู่ในใจ พอใจในการตอบสนองที่ว่องไวของตนเอง รู้สึกว่าคลื่นระลอกนี้ของตนจะอยู่ในใจของบิดา นับว่ามั่นคงอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากได้ฟังคำกล่าวของหวังเป่าเล่อ เขารีบเก็บสัมผัสสวรรค์ไว้แน่น กระจายมันบนร่างตนเองไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง หลังจากวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายออกมา ก็ประกอบไปด้วยกฎพิเศษ
กฎนี้ไม่ได้เป็นของจักรวาลผืนนี้ แม้กระทั่งไม่ได้เป็นของบ้านเกิดของเขา มาได้เช่นไร เขาเองก็ไม่ชัดเจนัก แต่เขาสามารถรับรู้ได้ในระดับหนึ่งว่า กฎนี้นับว่าประกอบด้วยร่างที่ไม่แตกดับ
กล่าวให้ชัดก็คือ เวลานี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นตัวตนที่แท้จริง…ส่วนรูปแบบเฉพาะเช่นไร อู๋น้อยรู้ว่า หากตนเองกระจายวิถีเต๋านี้ทั้งหมด ท่านพ่อต้องยิ่งชัดเจนและเข้าใจกว่าตนเอง
อู๋น้อยจึงสูดหายใจเข้าลึก แล้วกระจายวิถีเต๋านี้บนร่างอย่างเต็มกำลัง รอบด้านค่อยๆ ปรากฏลมไปตามการกระจายของเขา…ลมที่ไม่มีอยู่จริง แต่ในความรู้สึก น่าประหลาดที่ลมได้พัดผ่านมาจริงๆ
นั่นคือลมแห่งเต๋าที่เส้นผมไม่แม้แต่จะขยับ แต่จิตใจกลับเคลื่อนไหว
ในขณะที่ลมแห่งเต๋านี้ปรากฏ ความว่างเปล่ารอบตัวก็ปรากฏระลอกบางอย่างที่มองไม่เห็น ซึ่งกระตุ้นให้กาลเวลาของโลกไหลผ่าน และรอบตัวเขายังปรากฏเงาแห่งซากที่ไม่สมบูรณ์บางอย่าง
นั่นคือเงาร่างที่เคยมีอยู่ในตำแหน่งนี้ เป็นเวลานานแสนนานก่อนหน้านั้น…
หวังเป่าเล่อมองเหตุการณ์นี้ด้วยความตระหนก ดวงตาส่องประกาย กระแสเต๋ากระจายออกมาอย่างเต็มกำลัง ครอบคลุมไปรอบตัวอู๋น้อย สัมผัสเข้ากับกฎเต๋าที่กระจายอยู่บนร่างอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
ขณะเดียวกันดาวเคราะห์เจ้าชะตาของเขา ก็มุ่งหน้าไปเต็มกำลัง ระเบิดการโคจรจนถึงขีดสุด เพื่อไปพิมพ์ประทับกฎเต๋านี้ แต่เห็นชัดว่าคุณลักษณะของกฎนี้สูงเกินไป แม้หวังเป่าเล่อสามารถเชื่อมต่อและสัมผัสได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่หากคิดต้องการพิมพ์เป็นกฎของตนเอง แม้ด้วยระดับการฝึกตนของหวังเป่าเล่อตอนนี้ ก็ไม่มีทางทำได้ในเวลาอันสั้น
ทว่า หวังเป่าเล่อไม่รีบร้อน อู๋น้อยเองก็ไม่รีบร้อน เป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ชีวิตหวังเป่าเล่อเรียบง่ายกว่าเมื่อก่อนมากนัก โดยพื้นฐานแล้วเขาได้แยกร่างอวตารของตนให้คอยดูแลอยู่ข้างบิดามารดา ก็เป็นเหมือนบุตรธรรมดาผู้หนึ่ง บางครั้งก็ดูแลเจ้าเยี่ยเหมิงและโจวเสี่ยวหยา
ส่วนร่างธรรมของเขา เวลานี้นั่งขัดสมาธิอยู่ในท้องฟ้าที่นอกระบบสุริยะ ครอบคลุมไปทุกสารทิศ ขัดขวางทุกสิ่ง และในเวลานี้ร่างของเขาถือสันโดษกับอู๋น้อยด้วยกันนานนับเดือนแล้ว
ด้วยความเบื่อของเจ้าลาน้อย ไม่รู้ว่ามันคิดเช่นไร หนีจากสถานที่ที่หวังเป่าเล่อถือสันโดษไป แล้วไปที่ที่ร่างอวตารของหวังเป่าเล่อดูแลบิดามารดาอยู่ มันกลายร่างเป็นลูกสุนัข สิ่งใดที่น่ารักก็ทำเช่นนั้น…ทุกวันดูเหมือนพลังงานทั้งหมด ล้วนใช้ไปกับการทำให้บิดามารดาหวังเป่าเล่อสบายใจ…
เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นฉากนี้เข้าก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขารู้สึกว่าลาตัวหนึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นลูกสุนัขโดยไม่คำนึงถึงหน้าตา ขณะเดียวกันยังกระดิกหางทำให้คนรัก ยังสามารถกินอาหารสุนัขได้อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งหมดนี้ก็เพียงพอที่จะมองออกว่าการถือสันโดษของอู๋น้อยกับตน กระตุ้นเจ้าลาน้อยเข้าอย่างจัง
และในขณะที่หวังเป่าเล่อถือสันโดษ ชื่อเสียงของสหพันธรัฐก็แผ่ไปทั่วจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย กองกำลังใหญ่น้อยนับไม่ถ้วนต่างก็ทราบ ขณะเดียวกันตระกูลสำนักเขตชายแดนมากมาย เพื่อที่จะเสาะหาความปลอดภัยก็ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ก็ช่าง เริ่มติดต่อกับสหพันธรัฐบ่อยครั้ง หมายจะรวมเข้ากับภายในระบบของสหพันธรัฐโดยไม่คำนึงค่าตอบแทน
เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ หวังเป่าเล่อไม่ได้ไปเข้าร่วม โดยมีอู๋เมิ่งหลิงรวมทั้งหลี่ซิงเหวิน ยังมีปรมาจารย์มหาทัณฑ์รวมทั้งปรมาจารย์ครามทองคำคนเหล่านี้ไปจัดการ ดูแลทุกสิ่งอย่างเป็นระเบียบ กำลังของสหพันธรัฐก็เพิ่มขึ้นทุกวัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ…ความเป็นกลางของสหพันธรัฐ ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องจริงไปตามกาลเวลา
ตระกูลไม่รู้สิ้นก็ดูราวกับจะไม่เห็นสหพันธรัฐ นอกจากการให้รางวัลในตอนเริ่มต้นแล้ว ก็ไม่มีการกระทำอื่นใด รางวัลนั้นแม้จะแฝงไว้ด้วยการยั่วยุ แต่ตอนนี้เมื่อดูแล้ว ก็ยังรู้สึกรับไม่ได้
สิ่งนี้ทำให้ตระกูลและสำนักนับไม่ถ้วนได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของสหพันธรัฐ ระหว่างการถือสันโดษของหวังเป่าเล่อมากว่าค่อนปี ตระกูลไม่รู้สิ้นและสำนักแห่งความมืดได้ต่อสู้กันอยู่บ่อยครั้ง ไฟสงครามก้องกังวาน แพร่สะพัดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งภายในจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้าย ล้วนปรากฏการรุกรานเล็กๆ น้อยๆ แต่ในทางกลับกัน…ระบบสุริยะรวมทั้งท้องฟ้ารอบด้านก็ราวกับเขตหวงห้าม สำนักแห่งความมืดไม่เคยย่ำกรายเข้ามา
ในสายตาตระกูลและสำนักนับไม่ถ้วน บางทีนี่อาจใช้คำว่าบังเอิญมานิยามได้ จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง สำนักแห่งความมืดต่อสู้กับตระกูลไม่รู้สิ้น หลังจากรุกรานไปถึงจักรพิภพศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าฝั่งซ้ายแล้ว เมื่อเข้าใกล้ระบบสุริยะมากแล้ว ขณะที่สำนักแห่งความมืดไล่ติดตามจนไปหยุดอยู่ตรงนั้น พวกมันก็ดูเหมือนลังเลอยู่สักพัก จากนั้นจึงเลือกที่จะจากไป
แต่ก่อนจะจากไป เขาประสานหมัดคำนับไปทางระบบสุริยะ
ฉากนี้ทำให้พวกสำนักตระกูลที่ดูอยู่ทั้งหมดตื่นตะลึง
ด้วยความไม่เข้าใจของตระกูลสำนักต่างๆ เบาะแสต่างๆ เกี่ยวกับหวังเป่าเล่อล้วนถูกรวบรวม กองกำลังแต่ละฝ่ายต่างก็ค่อยๆ ได้คำตอบ
หวังเป่าเล่อปรมาจารย์ของสหพันธรัฐ เคยเป็น…บุตรแห่งความมืดรุ่นก่อน แล้วยังเป็นศิษย์น้องของเฉินชิงจื่อเต๋าสวรรค์สำนักแห่งความมืด ทั้งสองมีอาจารย์คนเดียวกัน แต่ด้วยต่างอุดมการณ์ หวังเป่าเล่อจึงละทิ้งสถานะบุตรแห่งความมืด และไม่เข้าร่วมสงคราม
คำตอบนี้ละเอียดเกินไปแล้ว มีผู้แอบได้ยินหรืออาจกล่าวมีผู้มีน้ำใจปล่อยข่าวออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไร ด้วยการปรากฏสถานะของหวังเป่าเล่อ ทั้งจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นก็สั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง
ในการสั่นสะเทือนครั้งนี้ ตระกูลไม่รู้สิ้นยอมรับโดยปริยาย และสหพันธรัฐไม่ได้คัดค้าน ระบบสุริยะกลายเป็นจุดสนใจ…อีกครั้ง
ไม่อาจเมินเฉยได้ เพราะสุดท้ายบางทีที่นี่อาจเป็นที่เดียว ที่จะยืนหยัดอยู่ได้
และในขณะเดียวกัน ในการถือสันโดษที่ยาวนานกว่าครึ่งปี ร่างของหวังเป่าเล่อ หลังจากที่กฎแห่งเต๋าของอู๋น้อยกระจายออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุด…ก็ได้รับผล
“ขึ้นชื่อว่าจันทร์ข้างแรม ย่อมไม่กลมกลืน…”
……………………………………………….
ข้อสันนิษฐานนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
อัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญ แท้จริงแล้วเป็นการจัดเตรียมที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับ
เช่นนั้นเหตุใดโลกศิลาแห่งนี้ถึงกลายเป็นกระดานหมากรุก ต่อให้จักรพรรดิเสวียนเฉินจะมีพลังเทพมากมายเพียงใดก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมหาเทพ แต่กลับจัดการให้ทายาทมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาได้อย่างแม่นยำ
ส่วนเขาก็ก่อกำเนิดดวงจิตขึ้นในโลกศิลาแห่งนี้ ก่อตัวเป็นจิตวิญญาณของตน และเดินทางมาจนถึงระดับในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้…เป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริงๆ หรือ
เป็นไปได้ไหมว่าในหนึ่งแสนโลกที่ก่อตัวขึ้นจากหนึ่งแสนร่างแยกมหาเทพจะมีตัวเขาอยู่ในทุกๆ โลก เพราะตะปูไม้สีดำก็แบ่งออกเป็นหนึ่งแสนเล่มอยู่ในหนึ่งแสนโลกเช่นกัน
สงครามกับมหาเทพนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนเป็นการชี้นำ เขาคิดว่าร่างกายตนเองพิเศษ แต่ความจริงแล้ว…ในทุกๆ จักรพิภพย่อยไม่รู้สิ้นล้วนมีตัวเขา ร่างกายก็เป็นเพียงหนึ่งในร่างของตะปูไม้สีดำนับแสน!
การคาดเดานี้ทำให้สัมผัสสวรรค์หวังเป่าเล่อคำรามอย่างรุนแรง แม้แต่จักรวาลจักรพิภพในร่างกายเขาก็ยังสั่นไหวในชั่วพริบตาและเริ่มปรากฏสัญญาณความไม่เสถียร
ยังมีหมอกสีดำแผ่ออกมาจากรูทวารทั้งเจ็ดของหวังเป่าเล่อลอยไปบรรจบกันในจักรวาล…
ในสัมผัสสวรรค์ของเขาตอนนี้มีเสียงนับไม่ถ้วนมารวมตัวกัน เกิดเป็นเสียงคำรามเขย่าวิญญาณเทพของเขา
“เจ้าก็เป็นแค่หนึ่งในแสน!”
“จะชนะหรือพ่ายแพ้ก็ไม่มีความหมาย!”
“ไม่ว่าเจ้าจะออกไปได้หรือไม่ เจ้าก็จะถูกร่างของเจ้าดูดกลืน เจ้า…เป็นแค่ความคิดของร่างเจ้าเท่านั้น!”
“ไม่ตลกหรือ นี่…ก็คือความจริงอย่างไรล่ะ!”
“ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้เจ้าพยายามแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ สงครามระหว่างเจ้ากับมหาเทพแผ่ขยายไปจนไร้คืนวันก่อตัวเป็นจักรวาลนับไม่ถ้วน เจ้าเคยเห็นการต่อสู้ระหว่างกู่กับเซียนไหม การต่อสู้ที่วนเวียนกลับชาติมาเกิดนับไม่ถ้วน นั่นก็คือการต่อสู้ของผู้เยี่ยมยุทธ์!”
“เจ้าเป็นใคร ก็แค่ความคิดของร่างเจ้าเท่านั้น!”
เสียงเหล่านี้ประเดประดังเข้ามาจนเกิดเป็นระลอกคลื่นบ้าคลั่งปะทุอยู่ในสัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อราวกับจะทำให้เขาจมดิ่งลงไปและแทรกซึมเข้าไปในจักรวาลจักรพิภพในร่างหวังเป่าเล่อ คล้ายจะทำให้มันสั่นคลอนจากรากฐานและทำลายมันทิ้ง
นี่คือความพินาศของเต๋า อิสรเสรีคืออะไร หากการดำรงอยู่ของตัวเองเป็นเพียงความคิดของผู้อื่น เช่นนั้นสิ่งที่เรียกว่าอิสระก็คงเป็นการหลอกตนเอง และสิ่งที่เรียกว่าเสรีนั้นก็เป็นเรื่องไร้สาระ!
สัมผัสสวรรค์ของหวังเป่าเล่อพลันคำรามขึ้นมาอีกครั้งราวกับฟ้าร้องก้องกังวาน เขาเริ่มดิ้นรน สิ่งที่เขากำลังคิดไม่ใช่ความคิดว่าจริงหรือปลอม แต่คิดว่าเหตุใดตนถึงเป็นเช่นนี้!
“ไม่ ไม่สิ เหตุใดจู่ๆ ข้าถึงมีความคิดเช่นนี้ สันนิษฐานไปเช่นนี้…”
“แล้วเหตุใดทันทีที่ข้อสันนิษฐานนี้เกิดขึ้นถึงได้ทำให้สัมผัสสวรรค์ของข้าสั่นคลอนรุนแรงเช่นนี้ ต่อให้จะเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็ไม่ควร! ปั่นป่วนมากขนาดนี้”
หวังเป่าเล่อตัวสั่นเทิ้ม สีหน้าบิดเบี้ยว หมอกสีดำเหนือศีรษะเขาเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ ภาพนี้ยังทำให้โจวเสี่ยวหยากับเจ้าเยี่ยเหมิง เจ้าลาน้อย และศิษย์พี่รอง รวมทั้งอู๋น้อยที่อยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อต่างหน้าเปลี่ยนสีกันหมด
“จิตมาร!!” ศิษย์พี่รองเอ่ยขึ้นทันที เขาคือเครื่องหอมบรรลุเต๋าจึงมีญาณพิเศษ เมื่อมองหวังเป่าเล่อในตอนนี้จึงเห็นจิตมารทันที!
ขณะร้อนใจ ศิษย์พี่รองก็เข้ามาใกล้ในพริบตา ก่อนจะยกมือขวากดที่ไหล่ของหวังเป่าเล่อเพื่อพยายามแบ่งภาระให้ทุเลาลง ทว่าในพริบตาเดียวเขาก็ตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ร่างกายพลันพร่าเบลอ ก่อนจะเซถอยออกไป
“นี่คือการช่วงชิงร่าง!!” เห็นได้ชัดว่าอู๋น้อยเองก็มองเห็นอะไรบางอย่างจนอุทานออกมา หน้ากากในอกหวังเป่าเล่อวาบแสงสีขาว ร่างของแม่นางน้อยพลันปรากฏขึ้นด้วยความร้อนใจ ก่อนจะกดมือลงบนหว่างคิ้วหวังเป่าเล่อ
ทว่าในทันทีที่สัมผัส ร่างของแม่นางน้อยก็สั่นสะท้านและเซถอยไปหลายก้าวเช่นกัน
ทั้งนางและศิษย์พี่รองต่างก็ไม่สามารถหยุดมันได้แม้แต่น้อย หมอกสีดำบนร่างหวังเป่าเล่อยิ่งแผ่ขยายออกมารวมกันที่เหนือศีรษะมากขึ้น
ในเวลาเดียวกันก็เกิดลมกรรโชกแรงไปทั่วบริเวณ ปรมาจารย์แห่งไฟที่หนีไปพักผ่อนปรากฏตัวขึ้นทันที ศิษย์พี่หญิงใหญ่กับวัวเฒ่าก็เช่นกัน พวกเขาทั้งสามหน้าเปลี่ยนสี สายตาปรมาจารย์แห่งไฟเผยแววกรุ่นโกรธ ก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นกดไปยังจุดรวมปราณเทียนหลิงของหวังเป่าเล่อ ดวงตาของเขาเบิกกว้างและส่งเสียงคำรามต่ำออกมา
“เจ้ามายากลกล้าดีนัก!!” ขณะที่กล่าวเคล็ดวิชาคำสาปของเขาก็ปะทุออกมา มือขวาทำผนึกมุทราชี้ไปยังหมอกเหนือศีรษะหวังเป่าเล่อ
ทว่าในพริบตาที่เขาชี้ไป หมอกสีดำนั่นก็พลิกม้วนอย่างรวดเร็ว สีแดงเลือดไหลออกมาและย้อมหมอกให้กลายเป็นสีแดง ขณะเดียวกันร่างมายาตะขาบตัวหนึ่งก็ส่องแสงอยู่ข้างใน มันชนกับนิ้วของปรมาจารย์แห่งไฟโดยตรง
การชนกันครั้งนี้ทำให้ปรมาจารย์แห่งไฟตัวสั่นอย่างรุนแรง ก่อนจะถอยไปสามก้าว แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววเย็นยะเยือก แล้วระเบิดจิตสังหารออกมาจ้องมองตะขาบสีโลหิตด้านในหมอกเลือด ส่วนตะขาบตัวนั้นหลังจากชนกันแล้วก็ถอยไปหลายก้าวเช่นกัน ยามที่จ้องมองปรมาจารย์แห่งไฟ ดวงตาฉายแววดุดัน
“เป็นเจ้า!” จิตสังหารของปรมาจารย์แห่งไฟพลันรุนแรงยิ่งขึ้น ตอนที่เขาสัมผัสกับกระแสเต๋าของหวังเป่าเล่อก่อนหน้านี้ก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของตะขาบสีโลหิตตัวนี้แล้ว เมื่อได้เห็นเองกับตา คำสาปที่สะสมอยู่ในตัวเขาก็กำลังจะระเบิดออกมา
ปรมาจารย์แห่งไฟมองออกแล้วว่าความจริงตะขาบสีโลหิตตัวนี้ไม่มีอยู่จริง ทว่ากลับมีความเกี่ยวโยงกับหวังเป่าเล่อที่บุคคลภายนอกไม่สามารถทำลายมันได้ มีเพียงหวังเป่าเล่อเท่านั้นที่ทำได้ หากเขาคิดจะขัดขวางก็มีทางเดียวคือ…คำสาป!
สำหรับปรมาจารย์แห่งไฟในตอนนี้ หากตนระเบิดคำสาปและตายไปพร้อมกับอีกฝ่ายก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ถึงอย่างไรด้วยอายุของเขา ความเป็นความตายนั้นไม่สำคัญแล้ว แต่หวังเป่าเล่อยังเด็กมาก เขาจะทนดูหวังเป่าเล่อถูกช่วงชิงร่างไปได้อย่างไรกัน
ท้ายที่สุดพลังแห่งคำสาปที่ไหลเวียนไปมาอยู่ในร่างปรมาจารย์แห่งไฟก็ทำให้ตะขาบสีโลหิตตัวนั้นระแวงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในตอนที่ปรมาจารย์แห่งไฟระเบิดคำสาปโดยไม่ลังเลนั้นเอง จู่ๆ…ก็มีเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่นดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ข้าเองดีกว่า” ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก็คือหวังเป่าเล่อนั่นเอง ตอนนี้ดวงตาของเขาลืมขึ้น เผยให้เห็นริ้วเลือด ขณะเดียวกันดวงตาก็กระจ่างชัด เงยหน้ามองตะขาบสีโลหิตที่อยู่เหนือศีรษะตน
ตะขาบสีโลหิตมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด มันมองหวังเป่าเล่ออย่างตื่นตระหนก
“เจ้าตื่นขึ้นมาเองหรือ?! เข้าใจแล้วหรือ นี่มันเกิดความคาดหมายของข้า…”
“เข้าใจแล้ว” หวังเป่าเล่อเอ่ยเสียงเบา ระดับการฝึกตนในร่างกายพลันระเบิดขึ้น หมัดขวาที่ยกขึ้นพุ่งออกไปทันที
หมัดนี้ดูดปราณวิญญาณในระบบสุริยะมาก่อตัวเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายหลุมดำในพริบตา ตะขาบสีโลหิตจมดิ่งเข้าไปในนั้น
เนื่องจากตะขาบสีโลหิตตัวนี้ไม่มีอยู่จริง บุคคลภายนอกจึงไม่สามารถทำร้ายมันได้ แต่หวังเป่าเล่อมีบางอย่างเกี่ยวโยงกับมัน ดังนั้นสำหรับตะขาบสีโลหิต การโจมตีของเขาจึงมีพลังจริงๆ
การระเบิดระดับการฝึกตนไปถึงพลังต่อสู้ระดับจักรวาลในโลกศิลาของเขานั้น ทำให้ร่างของตะขาบสีโลหิตถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในพริบตา หมอกสลายไปแต่กลับไม่มีความตายเกิดขึ้น นี่เป็นเพียงดวงจิตเทพของมันเท่านั้น
“น่าสนใจดีนี่ หวังเป่าเล่อ ครั้งหน้า…ข้าต้องทำได้แน่!” หลังจากประโยคนี้ลอยมา หมอกก็สลายหายไปอย่างสมบูรณ์ ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ หวังเป่าเล่อปลอบใจพวกปรมาจารย์แห่งไฟที่เป็นกังวล ปรมาจารย์แห่งไฟที่สภาพเหนื่อยล้าจากไป เจ้าเยี่ยเหมิงกับโจวเสี่ยวหยาก็จากไปพร้อมความเป็นห่วง
เมื่อเหลือเพียงอู๋น้อยกับเจ้าลาน้อย หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังจักรวาลอันแสนไกล
เขาครุ่นคิดจนเข้าใจแล้วจริงๆ ไม่ว่าความคิดก่อนหน้านี้จะจริงหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ เขา…ก็ยังเป็นเขา
ยิ่งกว่านั้นเรื่องที่ว่าโลกศิลาคือกระดานหมากรุกก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
เพราะในโลกศิลามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สามครั้ง หนึ่งคือการเข้ามาของกู่ซึ่งส่งผลต่อวิวัฒนาการของสถานที่แห่งนี้ สองคือการผนึกหลัวซึ่งทำให้เกิดสำนักแห่งความมืดและได้เปลี่ยนโครงสร้างของที่นี่ไป สามคือบิดาของหวังอีอีได้เปิดรอยร้าวนอกโลกศิลาทำให้พวกเขาสองพ่อลูกเข้ามา
จากนั้นแม่นางน้อยก็วาดภาพอธิบายสิ่งมีชีวิต และขัดขวางการพัฒนาตามปกติของที่นี่ จึงเป็นเหตุให้มีโลกศิลาอย่างในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้…ไม่สามารถเลียนแบบได้จึงน่าจะมีเพียงหนึ่งเดียว
“โลกนี้คือสมอเรือของข้า ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร มันก็มีเพียงหนึ่งเดียว ข้าก็มีเพียงหนึ่งเดียว!” สายตาหวังเป่าเล่อค่อยๆ สงบลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบากับอู๋น้อยที่กำลังกังวลเล็กน้อยอยู่ด้านหลังเขา
“อู๋น้อย ร่างของเจ้าสามารถทำให้กาลเวลารอบตัวเปลี่ยนไป ทำให้เรื่องในอดีตดูแปลกไปจริงๆ ข้าอยากรู้และต้องการความร่วมมือจากเจ้า และข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อส่งเจ้ากลับบ้านเป็นการตอบแทน ตกลงไหม”
……………………………..
“ความหมายของเจ้าคือที่บ้านเกิดของเจ้าก็มีจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น มีตระกูลไม่รู้สิ้น มีจักรวรรดิเสวียนเฉิน แต่ไม่มีสำนักแห่งความมืดหรือ” ปรมาจารย์แห่งไฟหรี่ตา แม้จะพยายามอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ แต่ในใจก็ยังเกิดคลื่นลูกใหญ่
ต่างจากผู้คนและเรื่องราวที่หวังเป่าเล่อประสบพบเจอมา ปรมาจารย์แห่งไฟในฐานะผู้ฝึกตนของโลกศิลาไม่ได้เข้าใจเรื่องราวในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นอย่างแท้จริง
แท้จริงแล้วความลับระดับนี้หากหวังเป่าเล่อไม่ได้รู้จากบิดาของหวังอีอีก็คงไม่มีทางรู้เลย
และตอนนี้เมื่อปรมาจารย์แห่งไฟเอ่ยขึ้น อู๋น้อยก็ยิ้มอย่างขมขื่น
“ท่านปรมาจารย์แห่งไฟ ข้าย่อมหมายความเช่นนั้นจริง จักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นที่นี่คล้ายกับบ้านเกิดของข้ามาก แต่ความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกัน ราวกับแม่น้ำที่ไหลมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันแต่เมื่อถึงจุดสำคัญกลับไหลไปคนละทาง”
“ดังนั้นข้ามาจากจักรวรรดิเสวียนเฉิน แต่ไม่ใช่จักรวรรดิเสวียนเฉินของที่นี่ แต่เป็นในอีกจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น”
“ที่นี่…โลกศิลา!” ปรมาจารย์แห่งไฟเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพึมพำเบาๆ ชื่อนี้หวังเป่าเล่อเป็นคนบอกเขา แต่ก่อนที่หวังเป่าเล่อจะบอกเขา ความจริงแล้วผู้ฝึกตนชั้นยอดของจักรวาลผืนนี้ส่วนใหญ่มีสัมผัสเชื่อมต่อและวิจารณญาณ แต่เนื่องจากขาดข้อมูลที่จำเป็น ดังนั้นสำหรับปรมาจารย์แห่งไฟนั้นต่อให้ทั้งจักรวาลกลายเป็นแผ่นศิลาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่…จากที่อู๋น้อยว่า หากที่นี่และบ้านเกิดของเขาเหมือนกันขนาดนั้น เรื่องราวที่อยู่ในนั้นก็ทำให้ปรมาจารย์แห่งไฟใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
มีทั้งตระกูลไม่รู้สิ้น มีทั้งจักรวรรดิเสวียนเฉิน…เหมือนกับภาพสะท้อนในกระจก
“คนล่ะ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนสองคนที่เหมือนกันทุกประการหรอกกระมัง” เจ้าเยี่ยเหมิงกับโจวเสี่ยวหยาที่อยู่ด้านข้างต่างก็นิ่งงัน จนโจวเสี่ยวหยาอดอ้าปากค้างไม่ได้
“ตอนนี้ข้ายังไม่เจอและคงไม่…” อู๋น้อยรีบตอบด้วยความเคารพ กล่าวจบก็ลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะมองหวังเป่าเล่อที่นิ่งเงียบแล้วหันไปมองปรมาจารย์แห่งไฟที่กำลังทำสายตาตกตะลึง แล้วว่าต่อ
“นอกจากนี้…ข้าเคยเห็นระดับจักรวาลที่นี่และรู้สึกว่า…มันต่างจากระดับจักรวาลของบ้านเกิดข้า อย่างพ่อข้ามากทีเดียว…”
“หืม?” ดวงตาปรมาจารย์แห่งไฟสว่างวาบอีกครั้งและอู๋น้อยที่เห็นแสงนั้นพลันถอยร่นไปพร้อมยิ้มแหย
“ท่านปรมาจารย์อย่าเพิ่งตื่นเต้น นี่เป็นแค่การคาดเดาจากระดับการฝึกตนของข้า ไม่แน่ว่าจะจริง”
“พูดต่อสิ!” ปรมาจารย์แห่งไฟเงียบไปครู่หนึ่ง หลังจากสงบจิตสงบใจแล้วก็เอ่ยช้าๆ
อู๋น้อยเกิดความสงสัย
“พูดมาเถอะ” หวังเป่าเล่อเงยหน้ามองอู๋น้อย
ได้ยินหวังเป่าเล่อว่าเช่นนั้น อู๋น้อยก็หายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดในสิ่งที่ตนต้องการพูดออกมา
“ระดับจักรวาลของบ้านเกิดข้าอย่างเช่นท่านพ่อของข้านั้น ข้าคิดว่าระดับของเขาสูงกว่าระดับจักรวาลของที่นี่มากทีเดียว เหมือนกับ…ระดับจักรวาลของที่นี่ไม่เสถียรและไม่สมบูรณ์เล็กน้อย ดูเหมือนระดับเดียวกันแต่ความจริงเป็นเหมือนดอกไม้ในกระจก เหมือนกับ…”
“ของปลอม?” ปรมาจารย์แห่งไฟเอ่ยแทรกขึ้น เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงแนวคิดที่วนเวียนอยู่ในจักรวาลแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อนว่าที่นี่…เป็นของปลอม
“จะบอกว่าปลอมก็ไม่ได้หรอก กล่าวได้แค่ว่าไม่สมบูรณ์อย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อยกเว้น อย่างท่านพ่อ…เขาไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกว่าไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังครบเครื่องยิ่งกว่าผู้ฝึกตนทั้งหมดที่ข้าเคยเห็นในบ้านเกิดของข้าเสียอีก!” อู๋น้อยเอ่ยถึงตรงนี้ก็มองหวังเป่าเล่ออย่างกระหายใคร่รู้
“เป่าเล่อ เจ้ารู้ความจริงของจักรวาลผืนนี้หรือไม่…” ปรมาจารย์แห่งไฟหายใจถี่กระชั้นพร้อมหันขวับมามองหวังเป่า
หวังเป่าเล่อถอนหายใจเบาๆ บางอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดีจึงเพียงแค่แผ่กระแสเต๋าออกไป เพื่อบอกทุกอย่างที่เขารู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ไปยังสัมผัสสวรรค์ของอาจารย์ด้วยวิถีเต๋า
นอกจากตะปูไม้สีดำของตน หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องอื่นอีก
เมื่อสัมผัสกับกระแสเต๋าของหวังเป่าเล่อ สายตาปรมาจารย์แห่งไฟก็ดูมึนงง ก่อนจะค่อยๆ ว่างเปล่า จนกระทั่งถอนหายใจยาวเหยียดในตอนสุดท้ายด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ไม่จริง แต่ก็ไม่ปลอม เป็นเช่นนี้เอง เป็นเช่นนี้เอง” ปรมาจารย์แห่งไฟพึมพำ สีหน้าดูอ่อนล้าเล็กน้อย ความจริงนี้กระแทกใจเขาอย่างจัง แม้แต่ระดับการฝึกตนระดับเขาก็ยังต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลสักพัก ดังนั้นหลังจากถอนหายใจ ร่างปรมาจารย์แห่งไฟก็หายวับ
“เป่าเล่อ อาจารย์ขอพักผ่อนก่อนนะ”
ผู้ที่หายวับไปยังมีวัวเฒ่าและศิษย์พี่หญิงใหญ่ ในสายตาคนนอกจะเห็นพวกเขาหายไปพร้อมเปลวเพลิง แต่หวังเป่าเล่อรู้ดีว่าสิ่งนี้เกิดจากความตื่นตกใจของอาจารย์
การจากไปของปรมาจารย์แห่งไฟทำให้อู๋น้อยทำอะไรไม่ถูกจึงยืนมองหวังเป่าเล่ออยู่ตรงนั้นอย่างกระตือรือร้น สีหน้าหวังเป่าเล่อสงบลงแล้ว คำพูดของอู๋น้อยไม่ได้ทำให้จิตใจเขาปั่นป่วนมากนัก เพราะถึงอย่างไรเขาก็รู้นานแล้ว สิ่งที่กระทบเขามากที่สุดก็คงจะเป็นแค่การยืนยันเท่านั้น
ยืนยันบางสิ่งที่เขารู้มาก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาเข้าใจโลกศิลาแห่งนี้มากขึ้นอีกนิด เมื่อรวมกับที่มาของอู๋น้อย หวังเป่าเล่อก็พอจะเห็นภาพรวมแล้ว
ก่อนหน้าวันเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด ในจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้นที่แท้จริงอันไกลโพ้นมีพระเจ้าองค์หนึ่ง คนผู้นี้ถูกเรียกว่ามหาเทพ บางทีเขาอาจจะเป็นเซียนหรือบางทีเขาอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือเซียนขึ้นไปอีก
แต่ไม่ว่าอย่างไรความแข็งแกร่งของเขาล้วนอยู่เหนือจินตนาการ แต่เขาก็ไม่ใช่ศัตรู ตะปูไม้สีดำบนหว่างคิ้วคือกุญแจสำคัญในการจัดการเขา
และเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก เขาได้กระจายร่างแยกจำนวนมากออกไปในจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดนอกเขตจักรพิภพเต๋าไม่รู้สิ้น และก่อตัวขึ้นเป็นตระกูลไม่รู้สิ้นทีละคน จากนั้นก็ค่อย