บัญชามังกรเดือด บทที่ 553 ไม่สามารถถอยได้
ด้วยประสบการณ์จากเมื่อครู่ ฉินเทียนจะไม่เผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวกับลิเหลียงอีก แต่อาศัยทักษะร่างกายที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว เขาเดินและเคลื่อนย้ายไปรอบเวทีแทน
เขารู้ พละกำลังในปัจจุบันนี้ของลิเหลียง ไม่ใช่พละกำลังธรรมดาทั่วไป การพึ่งพาวิธีพิเศษ กระตุ้นพลังแห่งเลือด คล้ายกับการกินยากระตุ้นประสาท
เขากำลังใช้ศักยภาพอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด
ในสถานะนี้ ถูกกำหนดให้อยู่ได้ไม่นานนัก
ดังนั้นสิ่งที่ฉินเทียนต้องทำในตอนนี้ก็คือการหลบเลี่ยง เมื่อถึงเวลาที่เอื้ออำนวยต่อเขา ตราบใดที่ยากระตุ้นสิ้นฤทธิ์ เช่นนั้นแล้วในที่สุดชัยชนะก็จะเป็นของเขา
ในท้ายที่สุด เขาไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือ ลิเหลียงก็จะพ่ายแพ้ด้วยตัวเขาเอง
หลังจากตัดสินใจแล้ว เขาก็ไถลอยู่บนเวที เหมือนกับการเล่นสเกตบอร์ดอย่างไรอย่างนั้น
ดูเหมือนอันตราย แต่ในทุกครั้งก็สามารถหนีรอดจากเงื้อมมืออันชั่วร้ายของลิเหลียงได้
ในตอนแรก ทุกคนต่างเหงื่อตกแทนฉินเทียน เพราะว่าค่อนข้างอันตรายมาก พวกเขาคิดว่าฉินเทียนรอดมาได้เพราะโชคช่วย
แต่หลังจากได้เห็น จากนั้นก็พบว่านี่คือทักษะที่แท้จริงของฉินเทียน พวกเขาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงปรบมือ
ในขณะนี้ แม้แต่เหล่านักธนูบนเชิงเขาโดยรอบ ต่างก็ถูกดึงดูดด้วยการประลองบนเวทีและลืมที่จะเพ่งเล็งเป้าหมาย
ลิเหลียงเองก็ไม่ได้โง่เขลา
หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่สักพักหนึ่ง เมื่อเริ่มเห็นว่าเขานั้นไม่สามารถสัมผัสแม้แต่ชายเสื้อผ้าของฉินเทียนได้ เขาก็เข้าใจกลยุทธ์ของฉินเทียนในทันใด
เขาหยุดลงชั่วขณะ ดวงตาที่แดงก่ำด้วยเส้นเลือดคู่นั้นกลอกไปมา ราวกับกำลังคิดหามาตรการรับมือ
ฉินเทียนยิ้มเย็นและเอ่ย “ด้วยความสามารถเพียงน้อยนิด ยังคิดจะเลื่อนสถานะเป็นสิบแปดเทพสังหารอยู่อีกงั้นหรือ?”
“จากที่ฉันรู้ ตามตำนานสิบแปดเทพสังหาร หลังจากพลังแห่งเลือดถูกกระตุ้น จะอยู่ยงคงกระพัน มีดฟันไม่เข้า ปืนยิงไม่เข้า พละกำลังไร้เทียมทาน อย่างน้อยก็สามารถไม่หลับไม่นอน ต่อสู้ศึกใหญ่ได้สามวันสามคืน”
“คุณคงจะอ่อนแอเกินไปใช่หรือไม่?”
เขาพูดเช่นนี้ ย่อมต้องการยั่วยุโทสะของลิเหลียง ในความเป็นจริงสิบแปดเทพสังหารนั้นมีจริงหรือไม่ มีพละกำลังแข็งแกร่งมากใช่หรือไม่ ฉินเทียนเองก็ไม่รู้
เขาเองก็ได้พูดไปแล้วว่านั่นคือตามตำนาน
ก่อนหน้านี้เมื่อตอนอยู่กับตระกูลฉินที่ซีเป่ย เขาถูกปล่อยให้อยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นและถูกลงโทษให้เฝ้าประตูหอเก็บหนังสือ ด้วยความเบื่อหน่าย เขาจึงอ่านหนังสือไปมากมาย
หอเก็บหนังสือของตระกูลฉิน ภายในหอนั้นล้วนเป็นหนังสือโบราณหายากที่สูญหายจากท้องตลาดไปนานแล้ว
ภายในหนังสือประวัติศาตร์เล่มหนึ่ง เขาเจอบันทึกหนึ่งโดยบังเอิญ
กล่าวกันว่าเมื่อนานมาแล้ว ในแถบขั้วโลกเหนืออันหนาวเหน็บ เพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็น เหล่านักล่าในพื้นที่ หลังจากจับเหยื่อได้แล้ว สิ่งแรกที่จะลงมือทำในทันทีก็คือการดื่มเลือดของสัตว์ร้าย
เมื่อวันเวลาผ่านไป นักล่าเหล่านั้นก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างผิดปกติ เลือดในกายเดือดพล่าน อากาศหนาวเหน็บท่ามกลางหิมะ ร่างกายเปลือยเปล่าแต่กลับไม่กลัวความหนาวเย็น
พวกเขาสันนิษฐาน อาจจะเป็นเพราะผลจากเลือดของสัตว์ร้าย
เป็นไปอย่างเชื่องช้า ภายใต้การนำพาของผู้มีสติปัญญาและความรู้บางส่วน นักล่าใช้เลือดของสัตว์ร้ายเป็นแนวทาง จากนั้นตั้งใจริเริ่มค้นหาวิธีการเพิ่มพลังของพลังแห่งเลือด
นี่คือรูปแบบของวิหารเทพสังหาร
ว่ากันว่าในช่วงยุคทอง วิหารเทพสังหารนั้นมีเทพสังหารสิบแปดองค์ โดยปกติแล้วเมื่อมองไปพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนธรรมดา
เมื่อใช้วิธีพิเศษเพื่อกระตุ้นพลังแห่งเลือดที่อยู่ภายในร่างกาย เหมือนกับว่าร่างกายของคนผู้นั้นจะกลายร่างและดุร้ายขึ้นอย่างผิดปกติ
สามารถจับเสือได้ด้วยมือเปล่า ราวกับว่ากำลังจับลูกไก่อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อฉินเทียนได้เห็นบันทึกนี้ เขานั้นไม่ได้ใส่ใจ เขาคิดว่าคนที่เขียนสิ่งนี้ขึ้นมาอาจจะเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้สภาวะที่เบื่อหน่าย บนโลกนี้ไม่สามารถมีทักษะเช่นนี้ได้หรอก
แม้ว่ามันจะมีอยู่จริง แต่มันคงสูญสิ้นไปนานแล้ว
ดังนั้นก่อนหน้านี้ที่เห็นถงเหริน เขาและจี้ซิงครุ่นคิดหนักอยู่เสียนาน แต่เขาก็นึกไม่ออกว่านี่คือทักษะใด
เมื่อเทียบกับลิเหลียง ถงเหรินคนนั้นยังอ่อนด้อยนัก
หลังจากที่ลิเหลียงเปลี่ยนร่าง เขาพลันสูญสิ้นสติไป อ้าปากกล่าวว่า หากฆ่าจี้ซิงและคนอื่น เขาสามารถเลื่อนขั้นขึ้นเป็นสิบแปดเทพสังหารได้
ทันใดนั้นฉินเทียนก็พลันนึกขึ้นได้ จากนั้นกล่าวชื่อนี้ออกมา “วิหารเทพสังหาร”
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าองค์กรลึกลับนี้จะมีอยู่จริง
ไม่ว่าคนรุ่นหลังจะหยิบยืมมาใช้หรือไม่ แต่อย่างน้อยเมื่อพิจารณาจากความน่ากลัวของลิเหลียงแล้ว องค์กรนี้จะต้องเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างแน่นอน
ได้ฟังคำพูดของฉินเทียน นัยน์ตาของลิเหลียงเต็มไปด้วยสายตาแห่งความโหดร้ายทารุณ
เขารู้ว่าฉินเทียนกำลังยั่วยุตนเอง ภายใต้ความปั่นป่วนของพลังแห่งเลือด เขาแทบจะไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้ ต้องการพุ่งเข้าหาฉินเทียนและต่อสู้จนตัวตาย
แต่ทว่าเขานั้นไม่ใช่คนหัวอ่อน เขาคือคุณชายลิผู้ที่วางแผนการได้อย่างล้ำลึกที่สุดแห่งเจ็ดเมืองทางใต้
เขารู้ว่าถ้าเขาต้องการที่จะกำจัดฉินเทียน เพียงอาศัยแค่พละกำลังนั้นไม่อาจทำได้
ทันใดนั้น เขาเห็นขอบเวทีเวทีเซวียนหยวน ดาบยักษ์เซวียนหยวนวางอยู่บนหินสองก้อน
สถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ตามคำอธิบายในหนังสือโบราณที่นี่จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ
ดาบเล่มนั้นยาวประมาณ10เมตร ใช้ทองแดงบริสุทธิ์หล่อขึ้นรูป มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม
เขาก้าวเท้ายาวไปด้านหน้า ถือด้ามดาบขนาดใหญ่ด้วยมือทั้งสองข้าง เปล่งเสียงตะโกนออกมาจากนั้นเขาออกแรงในทันที
ด้วยเสียงร้องตะโกน ดาบทองแดงบริสุทธิ์ขนาดยักษ์ที่ยาวสิบเมตรและหนักหลายร้อยกิโลกรัมถูกยกขึ้น
ภาพเหตุการณ์นี้ เป็นภาพที่น่าตื่นตกใจในสายตาของฝูงชน
แม้แต่ฉินเทียนก็ยังตกตะลึง วินาทีถัดมา เขารับรู้ได้ว่าลิเหลียงคิดจะกระทำการสิ่งใด ใบหน้าของเขามืดมนลง
ชายผู้นี้ คงไม่คิดจะใช้สิ่งนี้จัดการกับฉันหรอกใช่หรือไม่?
เขาตัดสินชี้ขาดได้ไม่เลว
ดวงตาของลิเหลียงแสดงความพึงพอใจอย่างดุร้าย มือทั้งสองข้างถือดาบไว้ ก้าวเท้ายาวตรงไปหาฉินเทียน ห่างออกไปไม่กี่เมตร แขนทั้งสองข้างก็เคลื่อนไหว
ดาบขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม พัดพากระแสลมที่คลุ้มคลั่งพุ่งตรงเข้าหาฉินเทียน
ใบหน้าของฉินเทียนเขียวคล้ำ
ดาบนี้ไม่มีปลายแหลม ดังนั้นจึงไม่สามารถพูดได้ว่าคม แต่ทว่าเมื่อมาถึงระดับนี้แล้ว ยังจะต้องมีความคมใดอีก
ชายผู้ที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม อยู่ภายใต้การเหวี่ยงที่รุนแรงของลิเหลียง เป็นเสมือนการมีอยู่ของแมลงอย่างไรอย่างนั้น
ไม่ต้องเอ่ยถึงมนุษย์หรอก ต่อให้เป็นหินก้อนหนึ่งที่ถูกกระแทกก็แหลกละเอียดเช่นกัน
ฉินเทียนพ่นลมหายใจหนึ่งคราและรีบหลบเลี่ยง
ลิเหลียงได้คืบจะเอาศอก เหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ไปมาทำให้ฉินเทียนไร้หนทางที่จะหลบเลี่ยงได้
ฉินเทียนกระโดดขึ้นและกระโดดลง ช่วงเวลานั้นรู้สึกตกอยู่ภายใต้สถานการณ์คับขันลำบาก
ก่อนหน้านี้ลิเหลียงร่างกายใหญ่โต เคลื่อนไหวช้า ดังนั้นเขาสามารถหลบหลีกได้ง่ายดายกว่า
แต่ทว่าตอนนี้ ลิเหลียงสามารถยืนนิ่งโดยไม่ต้องขยับเขยื้อน เมื่อเหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ที่ยาวสิบเมตร เขาก็กวาดพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเวทีเซวียนหยวนไปแล้ว
การที่ฉินเทียนพยายามหลบหลีกเช่นนี้ค่อนข้างสิ้นเปลืองแรงเป็นอย่างมาก
และตอนนี้ลิเหลียงไม่ขยับร่างกายเลยแม้แต่น้อย ส่วนเขากลับกลายเป็นคนที่ถูกผลาญพลังงาน
ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันตรายหลายต่อหลายครั้ง เกือบถูกฟันจากดาบขนาดใหญ่ ฉินเทียนร้องทุกข์มิรู้วาย[1]
“ทรงอานุภาพยิ่ง!”
“เจ้าสำนักแข็งแกร่ง!”
“ฆ่าฉินเทียน รวบรวมเจ็ดเมืองทางใต้!”
“ใครที่ภักดีรอด ใครขัดขวางตาย!”
เมื่อเห็นฉากนี้ ชายชุดดำที่อยู่บริเวณภูเขาโดยรอบต่างร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น
หลายคนเล็งคันธนูไปทางเทวดาเจ็ดดาวและองค์กรคำสาปสวรรค์ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากระทำการสิ่งใด
เทวดาเจ็ดดาวและองค์กรคำสาปสวรรค์นัยน์ตาของทุกคนแดงก่ำ แต่ทว่าก็ทำได้เพียงแค่ร้อนรน ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหว
ไม่ใช่ว่าพวกเขากลัวคันธนูที่จะยิงศรออกมา ด้วยทักษะทางร่างกายของพวกเขา สามารถหลบหลีกได้อยู่แล้ว
แต่ทว่า รอบกายพวกเขานั้นล้วนแต่เป็นเหล่านักธุรกิจ
พวกเขาทั้งหมดจะตกเป็นเป้าที่มีชีวิต
ดังนั้น เทวดาเจ็ดดาวและองค์กรคำสาปสวรรค์จึงไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหว
ฟุ่บ!
ฟุ่บฟุ่บ!
ลิเหลียงเปรียบเสมือนเทพผู้ชั่วร้ายที่ได้ลงมาจุติใหม่ เขาแกว่งดาบขนาดใหญ่ไปมาและก้าวเท้าไล่ต้อนไปทีละก้าว ในไม่ช้าก็ทำให้ฉินเทียนอยู่ชิดบริเวณขอบของเวทีเซวียนหยวน
ฉินเทียนถอยหลังทีละก้าว ภาพตรงหน้านั้นหลบจนกระทั่งไร้หนทางหลบซ่อน ไม่ว่าจะถูกดาบขนาดใหญ่ฟันออกเป็นสองท่อน หรือไม่ว่าจะกระโดดลงจากเวทีเพื่อหลบหนี
และหากว่าเขาลงจากเวที นั่นก็หมายความว่าเขาแพ้
หลังจากที่พ่ายแพ้แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร?
ในขณะนี้ เขาเป็นตัวแทนของเส้นทางทางการค้าและวิชาบู๊ของเจ็ดเมืองทางใต้
เมื่อเขาพ่ายแพ้ ไม่เพียงแต่เขาจะต้องนอบน้อมและก้มหัวให้กับลิเหลียง แต่ยังบ่งชี้อีกว่าเส้นทางทางการค้าและวิชาบู๊ของเจ็ดเมืองทางใต้จะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดไปชั่วนิรันดร์
ดังนั้นฉินเทียนรู้ เขาไม่สามารถถอยได้และไม่สามารถพ่ายแพ้ได้
ร้องทุกข์มิรู้วาย[1] หมายถึง เปรียบเสมือนเสียงร้องของความคับข้องใจที่พร่ำบ่นอย่างต่อเนื่อง
บทที่ 552 การต่อสู้
บทที่ 554 สู้รบด้วยชีวิต