ตอนที่ 294 ซาลาเปาตีหมา[1] (1)
หนานกงมั่วหัวเราะ เคลื่อนตัวมาอยู่ด้านข้างเว่ยจวินมั่ว “ข้าตั้งใจ ท่านจะทำไมหรือ” เป็นความจริงที่ข้าตั้งใจเข้าไปหาเรื่องพวกเขาตอนที่หนานกงไหวอยู่ด้วย มิเช่นนั้น คิดจะหาเรื่องเฉียวเฟยเยียนมีเวลาใดที่ทำไม่ได้กันเล่า นางรับรองได้ว่าเฉียวเฟยเยียนจะไม่กล้าเปิดปากฟ้องหนานกงไหวอย่างแน่นอน
“ทำไมหรือ อู๋สยาต้องการแตกหักกับฉู่กั๋วกงหรือ” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แตกหักหรือ กล่าวหนักเกินไปแล้ว เพื่อนางบำเรอคนเดียวท่านพ่อกล้าทำอันใดกับบุตรีเชื้อสายหลักที่แต่งออกเรือนไปแล้วด้วยหรือ การสั่งสอนวันนี้เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าวันหน้าหากคิดจะทำอันใด ทางที่ดีต้องรู้จักมีขอบเขต หากไม่แสดงออกให้ชัดเจน ท่านเชื่อหรือไม่ว่าผ่านไปไม่กี่วันท่านพ่อก็จะถูกเฉียวเฟยเยียนเกลี้ยกล่อมมาขอความช่วยเหลือจากข้า เมื่อผ่านครั้งนี้ไป…พวกเขาจะได้รู้ว่าเจอคนแบบใดควรเดินเลี่ยงอ้อมไป”
“อู๋สยาไม่เกลียดความวุ่นวายหรือ”
หนานกงมั่วพยักหน้า ยกมือขึ้นมาปิดปากหาวด้วยท่าทีสุภาพ “อีกอย่าง ไม่ถูกชะตากับพวกนางจริงๆ มองเห็นใบหน้าของเฉียวเฟยเยียน ไม่ตบสักทีสองทีก็รู้สึกผิดต่อมือตัวเอง”
“อู๋สยาชอบก็ดี” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
“คารวะคุณหนูใหญ่” ทั้งสองเดินไปคุยไป ทว่าริมทางนั้นมองเห็นชายในชุดสีเทาไม่สะดุดตากำลังขวางทางเอาไว้ หนานกงมั่วหันกลับไปมองสำรวจเขาอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “เจ้าเป็นคนข้างกายของพี่ใหญ่หรือ” ความจำนางไม่เลวนัก เคยเห็นคนผู้นี้อยู่ข้างๆ หนานกงชวี่ ทว่ามีภาพจำเพียงจางๆ หากคนคนนี้ไม่ปรากฏตัวตรงหน้าของตนอย่างกะทันหันละก็ นางคงแทบจำคนคนนี้ไม่ได้เลย
“ขอรับ” ชายชุดสีเทาเอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อม หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร”
ชายคนนั้นเอ่ย “ข้าน้อยมาที่นี่เพื่อรอคุณหนูใหญ่ขอรับ คุณชายใหญ่มีหนึ่งประโยคฝากข้าน้อยมาแจ้งคุณหนูใหญ่”
หนานกงมั่วเลิกคิ้วไม่เอ่ยสิ่งใด ชายหนุ่มกล่าวทันที “คุณชายใหญ่บอกว่า เรื่องของแม่ลูกสกุลเฉียวยกให้คุณชายใหญ่เป็นคนจัดการขอรับ”
หนานกงมั่วเข้าใจทันใด พยักหน้าไม่ใส่ใจนัก “ตามใจ ในเมื่อพี่ใหญ่เอ่ยเช่นนี้ ต่อไปข้าไม่ยุ่งก็ได้” นางเองก็ไม่คิดว่าต้องทำอันใดกับสามแม่ลูกนั่นอีก คนเช่นนี้เอาประสบการณ์ทั้งหมดมาเอาคืนก็นับว่านางให้เกียรติพวกเขาแล้ว เหยียบสักครั้งสองครั้งเมื่อพบกันโดยบังเอิญก็เพียงพอ หากพวกเขาไม่มาตอแยนาง นางก็จะทำเหมือนพวกเขาไม่มีตัวตน
“เช่นนี้ ขอบคุณคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยลาแล้วขอรับ” ชายชุดสีเทาเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ จากนั้นบอกลาแล้วหมุนตัวเดินไป
มองชายชุดสีเทาหายไปยังมุมถนน หนานกงมั่วจึงยิ้มบางๆ ไม่ว่าหนานกงชวี่จะทำอันใดก็คงเกี่ยวข้องกับนางไม่มาก หากหนานกงชวี่ไม่ต้องการให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่ง เช่นนั้นนางไม่ยุ่งก็ได้
เงยหน้ามองเห็นเว่ยจวินมั่วกำลังมองไปตรงหน้าด้วยท่าทางครุ่นคิด หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คิดอันใดอยู่หรือ” เว่ยจวินมั่วย่นคิ้ว ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ “ข้ากำลังคิดว่าหนานกงชวี่คิดจะทำอันใด” หนานกงมั่วเอ่ย “ที่แท้ท่านก็รู้สึกว่าเขาไม่ธรรมดา” เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ หนานกงมั่วเอ่ย “ไม่ว่าเขาจะทำอันใดก็เป็นเรื่องของเขา หากต้องการความช่วยเหลือจากข้าข้าสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้ หากไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร”
ได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ เว่ยจวินมั่วจึงโยนเรื่องนี้ทิ้งและไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก เดิมทีเป็นเพราะอู๋สยา เขาจึงตั้งใจติดตามพวกหนานกงชวี่ ในเมื่ออู๋สยาไม่สนใจ แน่นอนว่าเขาเองก็ยิ่งไม่สนใจเลย หนานกงมั่วคล้องแขนของเขาอย่างมีความสุขอยู่ในใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าเฉียวเชียนหนิงและเฉียวเย่ว์อู่ถูกบีบทุกๆ ด้านเมื่ออยู่ในจินหลิงแล้ว พวกเขาจะยังรักและเคารพเฉียวเฟยเยียนเช่นนี้หรือไม่
เว่ยจวินมั่วยกมือขึ้นมาตบไหล่นางเบาๆ เอ่ยตอบ “ข้าจะให้คนจับตาเอาไว้”
หนานกงมั่วไม่พอใจ ยกมือขึ้นตีมือของเขา “ข้าไม่ใช่เด็กนะ”
“ข้ารู้ เจ้าเป็นภรรยาของข้า” เว่ยจวินมั่วเอ่ย ภรรยาที่มีใจคิดระวังตัวต่อเขาเช่นนี้ คิดแล้วก็เหน็บหนาวอยู่ในใจ
ณ วังหลวงที่สูงตระหง่าน
ฮ่องเต้เดินนำอยู่ด้านหน้าและมือของเขากำลังจับแขนของขันทีเพื่อพยุงไว้ หนานกงมั่วเดินช้าตามรอยอย่างเชื่องช้าอยู่ด้านหลังเพียงคนเดียว ด้านหลังถัดไปอีกนั้นมีองครักษ์ นางในและขันทีติดตามเป็นขบวน มองดูอุทยานที่มีคนเดินผ่านไปมาทว่ากลับเงียบสงบ หนานกงมั่วลอบถอนหายใจอยู่ในใจเฮือกใหญ่
ตั้งแต่หลายวันก่อนที่สั่งสอนแม่ลูกตระกูลเฉียวแล้ว หนานกงมั่วก็ไม่เคยได้ยินข่าวของสามแม่ลูกตระกูลเฉียวนั่นอีก เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาสงบเสงี่ยมลงไปเอง หรือเป็นเพราะหนานกงไหวดูแลเคร่งครัดมากขึ้น ไม่ว่าอย่างไรสำหรับหนานกงมั่วแล้วก็ไม่มีอันใดแตกต่าง คู่ปรับของแม่ลูกตระกูลเฉียวไม่ใช่นาง
เพียงแต่ เมื่อเทียบกับสามแม่ลูกตระกูลเฉียวแล้ว หนานกงมั่วคิดว่าตนเองนั้นมีความวุ่นวายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ฮ่องเต้เปลี่ยนไปคล้ายกับชื่นชอบการเรียกนางเข้าวังเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ให้เข้าวังมาเพื่อถวายพระพรเท่านั้น บางครั้งก็เพียงมาพูดคุยเป็นเพื่อนกับฝ่าบาท กระทั่งบางครั้งให้นางมาตรวจและจ่ายยาให้กับฝ่าบาท หนานกงมั่วไม่รู้ว่ายาที่นางจัดให้นั้นฝ่าบาทกินหรือไม่ แต่นางไม่ชอบอยู่ในวังเช่นนี้จริงๆ ฮ่องเต้เรียกตัวเว่ยจวินมั่วเข้าวังเพื่อมาดูแลรักษาการณ์ในวังด้วยเช่นกัน เดิมทีนี่เป็นหน้าที่ที่หัวหน้าผู้บัญชาการทั้งสิบสามคนต้องสลับกันเข้ามาดูแล เว่ยจวินมั่วพึ่งได้รับการแต่งตั้ง การเข้าใกล้ฮ่องเต้เช่นนี้ย่อมมิใช่หน้าที่ของเขา แต่ในเมื่อฝ่าบาทมีรับสั่ง ทั้งหมดนั้นจึงไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น ในเมืองหลวงอย่างจินหลิงจึงเกิดข่าวลือขึ้นมาว่าผู้สืบทอดจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงนั้นได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้ คนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนที่จวนจึงมีมากขึ้น ครอบครัวจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องจึงระแวดระวังเขาขึ้นมา
“เด็กน้อย กำลังคิดอันใดอยู่หรือ” ฮ่องเต้หันกลับมาเอ่ยถามหนานกงมั่วด้วยรอยยิ้ม
รู้จักกันมานาน ฮ่องเต้พอเข้าใจและรู้จักหนานกงมั่วขึ้นมาบ้างแล้ว แม้ยามนี้เด็กคนนี้ก็ยังดูมีสมาธิ แม้กระทั่งดวงตาเองก็ไม่มีสิ่งใดไม่ปกติ แต่ฮ่องเต้กลับรู้ว่าความคิดของนางมิได้จดจ่ออยู่กับถนนตรงหน้าแล้ว ไม่รู้ว่าในหัวกำลังคิดเรื่องใดอยู่ ยิ่งรู้จักฮ่องเต้ก็ยิ่งเสียดาย สตรีเช่นนี้…ไยจึงไม่ค้นพบตั้งแต่แรก หากได้มอบให้เชียนเยี่ย…คิดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จึงส่ายศีรษะ ไม่ยอมรับไม่ได้เลยว่าเซียวเชียนเยี่ยหลานชายที่เขาโปรดปรานไม่แน่ว่าจะควบคุมเด็กสาวผู้นี้ได้ แม้กระทั่งหลานชายอย่างเว่ยจวินมั่วเองก็คงไม่อาจผูกมัดเด็กสาวคนนี้ได้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเว่ยจวินมั่วอยู่กับนางส่วนมากจึงตามใจนางเสียมากกว่า
ฮ่องเต้ที่ได้รับความเคารพในจุดที่สูงที่สุดจนเคยชินนั้นไม่เข้าใจ บางครั้งการตามใจก็เป็นการผูกมัดอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน เมื่อบนโลกใบนี้นอกจากเจ้าแล้วก็ไม่มีใครตามใจนางได้ เจ้าจะเป็นเพียงหนึ่งเดียว
หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ เอ่ยเสียงเรียบ “ตอบฝ่าบาท ไม่ได้คิดอันใดเพคะ”
ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “โกหกต่อหน้าข้า เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่มีความผิดเช่นไร” สีหน้าของหนานกงมั่วยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันกำลังคิดว่าตอนเที่ยงจะกินอันใด จึงมิบังอาจทำให้หูของฝ่าบาทต้องแปดเปื้อนเพคะ” ครั้งนี้นางมิได้โกหกจริงๆ ในวังเช่นนี้ต่อให้เหม่อลอยก็ไม่เหมาะที่จะคิดเรื่องสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางก็ไม่มีเรื่องสำคัญอันใดต้องคิด
ฮ่องเต้หัวเราะ “โอ้ เช่นนั้นคิดออกแล้วหรือ”
หนานกงมั่วถอนหายใจ “ในวังหลวง มีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่บอกว่าจะกินอันใดก็กินสิ่งนั้นได้เพคะ”
————————–
[1] ซาลาเปาตีหมา เป็นสำนวนจีน หมายถึง ให้ของใครไปแล้ว อย่าหวังจะได้คืน