ตอนที่ 323 เด็กดี
ซ่งอิงอ้าปากเหวอ ไม่ค่อยกล้าเชื่อเท่าใดนักเช่นกัน ตั้งแต่นางไปจนถึงตอนนี้น่าจะประมาณสิบวันแล้วเห็นจะได้ เหมือนกันทุกมื้อเลยหรือ
นั่นออกจะเกินไปหน่อยแล้ว
แต่ทว่าเห็นลักษณะภูตโสมราวกับกินแมลงวัน ซ่งอิงก็อดกลั้นความอยากหัวเราะไม่ได้ “ยายเจ้าน่าจะไม่ได้อยากเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีหรอก เมื่อก่อนตอนที่ข้ายังอยู่ข้างกายนาง ส่วนใหญ่ก็กินข้าวเหมือนๆ เดิม ทุกวันเป็นโจ๊กธรรมดาๆ คู่กับหมัวหมัวที่ทำจากแป้งธัญพืช บางครั้งจะมีไข่ไก่สักฟองและผักตุ๋น แต่ก็ยังกินพวกผักมากหน่อย”
ในสายตาหร่วนซื่อ น้ำแกงเนื้อสัตว์และซาลาเปา ด้วยอาหารจำพวกนี้ก็ถือว่าดีเยี่ยมกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว!
หร่วนซื่อผู้นี้ไม่เรียกว่าตระหนี่ถี่เหนียว เพราะคนครอบครัวธรรมดาๆ ล้วนเป็นกันเช่นนี้ทั้งนั้น
เจียวซื่อเป็นหนักกว่ามารดานางมาก
แต่ทว่า…
ไม่ว่าเป็นเจียวซื่อหรือหร่วนซื่อ นิสัยที่มัธยัสถ์จนเกินเหตุประเภทนี้ล้วนต้องปรับปรุง
“น้องอู่ ระยะนี้อาสะใภ้สามทำอาหารอันใดให้เจ้ากินบ้างหรือ” ระหว่างทางมุ่งหน้าไปบ้านซ่ง ซ่งอิงเอ่ยถาม
นางมักคิดว่ากว่าซ่งอู่จะมีเนื้อหนังมังสาเพิ่มขึ้นไม่ง่ายเลย ตอนนี้ต้องกลับไปหิวท้องกิ่วอีกครั้งเสียแล้ว
ซ่งต๋าและซ่งอู่อยู่ในวัยเดียวกัน แต่ซ่งต๋าสูงกว่าซ่งอิงหน่อย นอกจากนั้นซ่งต๋าก็ค่อนข้างล่ำสันกว่า ท่อนแขนเนื้อจ้ำม่ำ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนประเภทที่ได้กินอิ่มหนำสำราญ ซ่งอู่แตกต่างไป ผอมแห้งราวกับไม้ฟืนก็ไม่ปาน
เมื่อก่อนนางไม่ได้คิดมากมาย เพียงแค่คิดว่าแต่ละตระกูลแต่ละครอบครัวล้วนเป็นเช่นนี้ บ้านสามมีสมาชิกหลายคนจึงลำบากยากเข็ญ ดังนั้นซ่งอู่ผอมไปหน่อยก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
แต่หลังได้ยินคำพูดเหล่านั้นที่อาสี่พูด นางก็ไม่คิดเช่นนี้แล้ว
“ตอนเช้าเป็นน้ำแกงธรรมดาๆ และปิ่งจื่อคู่กับน้ำเต้าหู ตอนกลางวันกินดีหน่อยเพราะมีถั่วลิสงตุ๋นผักเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง” ซ่งอู่บอกกล่าวอย่างซื่อตรง
“ไม่มีอย่างอื่นแล้ว?” ซ่งอิงตะลึงงัน “ทุกวันมีอาหารแค่สองมื้อหรือ”
“ขอรับ หลังแยกครอบครัวก็กินเช่นนี้มาโดยตลอด” ซ่งอู่กล่าวขึ้นอีกครั้ง
ก่อนแยกครอบครัว ตระกูลซ่งคนกลุ่มใหญ่จะร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกัน โดยมีครอบครัวบุตรคนโตเหยาซื่อสะใภ้ใหญ่เป็นผู้กำหนดรายการอาหาร จากนั้นน้องสะใภ้แต่ละคนก็ลงแรงทำด้วยกัน เหยาซื่อสะใภ้ใหญ่นิสัยหุนหันพลันแล่น แต่ในเรื่องอาหารการกินถือว่าไม่ตระหนี่ถี่เหนียวแต่อย่างใด บางครั้งก็จะได้เห็นอาหารจำพวกเนื้อหมูอยู่บ้าง สีสันอาหารที่รับประทานในทุกๆ วันก็พอได้เห็นน้ำมันเล็กน้อยเช่นกัน
หร่วนซื่อดีกว่าเจียวซื่อ หลังแยกครอบครัว นางและซ่งสวินอาศัยอยู่ในบ้านทั้งคู่ นางมักไม่สบายอยู่เรื่อย เพื่อสุขภาพร่างกายของนาง หร่วนซื่อจึงตุ๋นไก่ให้นางและได้กินไข่สักฟองเป็นครั้งคราว
ดังนั้นซ่งอิงไม่ค่อยสัมผัสถึงความรู้สึกของการลิ้มรสน้ำแกงจืดชืดและหิวท้องกิ่วสักเท่าไร
ตอนนี้แม้หร่วนซื่อทำอาหารในแบบเดียวออกมาในแต่ละวัน แต่อย่างน้อยก็เป็นน้ำแกงที่ได้รสเนื้อสัตว์ ซาลาเปาก็ใช้แป้งสาลีทำ อาหารเช่นนี้ตามจริงก็ไม่ชวนให้เกิดข้อตำหนิติเตียนขึ้นมาได้
เพียงแต่ภูตโสมถูกนางเลี้ยงดูจนรู้จักเลือกกิน ดังนั้นเงื่อนไขความต้องการจึงสูงไปหน่อย
ซ่งอิงมองซ่งอู่อย่างเห็นใจ “หลังแยกครอบครัว อาสะใภ้สามทำกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ให้บ้างหรือไม่”
“ไม่เลย” ซ่งอู่ตอบตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
ระยะนี้เขาเองก็รู้สึกไม่ดีมากเช่นกัน แต่เขาโอดครวญเช่นหลานหลินไม่ได้ อย่างไรเสียพี่รองก็เป็นเพียงพี่สาวของเขา ไม่ใช่มารดาของเขา
ส่วนมารดาเขา…
“ตามจริงก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ข้าเองก็เคยชินแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนอยู่อาศัยในบ้านพี่รอง ถูกท่านสรรหาอาหารให้ดีเกินไปหน่อย ส่งผลให้หลายวันนี้ข้าจึงรู้สึกไม่ค่อยชินสักเท่าไร ตอนกลางดึกมักท้องร้องจ๊อกๆ เลยต้องทำใจกล้าขอให้แม่ข้าทำของกินให้หน่อย แต่กลับถูกต่อว่าไปแล้วสองครั้ง…”
เขาก็เลยไม่เอ่ยปากอีกแล้ว
ซ่งอิงลูบศีรษะของซ่งอู่ “ท่านแม่เจ้า…ก็แค่อยากเก็บหอมรอมริบเงินไว้เพื่ออนาคตของพวกเจ้าพี่น้อง”
“พี่รอง ข้ารู้ขอรับ” ซ่งอู่แววตาใสบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
ต้องขอกล่าวว่า ซ่งอู่เป็นเด็กที่ดีมากคนหนึ่ง ซื่อตรงแน่วแน่ แม้ว่าไม่ฉลาดเฉลียวมากมาย แต่ก็ขยันขันแข็ง ตอนนี้เล่าเรียนก็ถือว่าพัฒนาก้าวหน้าแล้วเช่นกัน
แต่ก็เพราะเป็นเด็กที่ซื่อตรง นางจึงได้สงสารเล็กน้อย
เด็กขนาดนี้ อยู่ในวัยกำลังโต แต่ขาดสารอาหารในการเจริญเติบโตเสียนี่
“พรุ่งนี้ข้าจะทำอาหารมื้ออร่อยให้พวกเจ้ากิน” ซ่งอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม แล้วย่างก้าวพ้นประตูบ้านซ่งเข้าไป
เพิ่งเหยียบเข้ามา มองเห็นว่าบ้านซ่งมีแขกอยู่
ตอนที่ 324 ก็เพราะเจ้าทำให้โมโห
แขกผู้นี้อยู่ในเรือนหลังกลางที่ชายชราอยู่ ดังนั้นซ่งอิงตั้งใจว่าจะไม่เข้าไป อย่างไรก็ตาม ครั้นชายชรามองเห็นนางเดินเข้ามาในลานบ้านกลับเป็นฝ่ายย่างก้าวเข้ามาหา
“ท่านปู่ นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าซื้อมาจากเมืองยง ท่านเอาไปแบ่งให้ลุงๆ ป้าๆ พวกเขาเท่าๆ กันนะเจ้าคะ” ซ่งอิงเอ่ยปากบอกกล่าว
ออกจากบ้านทั้งที ถึงอย่างไรก็ต้องหอบหิ้วของขวัญกลับมาด้วยสักหน่อย
ของที่นางซื้อก็ไม่ได้ราคาแพงมากเช่นกัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกของกินเล่น ขนมหวานของเมืองยงทางด้านนั้นแปลกตากว่าที่อำเภอหลี่มาก ถึงขั้นบางอย่างเหมือนกับวุ้นผลไม้ก็ไม่ปาน สีใสพร่างพราว มองดูน่ากินอย่างยิ่ง
เพียงแต่ขนมลักษณะนั้นอยู่ในที่ร้อนได้ไม่นาน ดังนั้นซ่งอิงจึงซื้อของกินที่ค่อนข้างแข็งหน่อยมาเป็นเสียส่วนใหญ่
“ไยจึงใช้จ่ายเงินมากมายเพียงนี้อีกแล้ว” ชายชราสั่งสอนนางอีกเช่นเคย “เจ้าไปเมืองยงก็ไม่ใช่เป็นการไปเที่ยวเล่น ได้ยินตระกูลดองกล่าวว่าเจ้าไปขายของอยู่ที่วัดตั้งหลายวัน บัดนี้ยังไม่ทันเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศร้อนจัด กว่าจะหาเงินได้ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เก็บหอมรอบริบเอาไว้ใช้ยามแก่เฒ่าเสียบ้างละ”
แน่นอนว่าซ่งอิงต้องพยักหน้าตอบรับ
คนที่ทำดีต่อนาง นางล้วนจดจำเอาไว้และยินดีที่จะใช้จ่ายเงินนี้
แม้ชายชราเอ่ยพูดป่าวๆ แต่ในใจก็เปี่ยมไปด้วยความดีใจ
เด็กๆ ในครอบครัวออกไปข้างนอกรู้จักคำนึงถึงคนในครอบครัว แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณ
“ให้แม่ของพวกเจ้ามาแบ่งๆ กันไปแล้วกัน ตระกูลดองมา กำลังเอ่ยถึงเจ้าอยู่พอดีเชียว” ชายชรากล่าวขึ้นอีกครั้ง
ซ่งอิงมองไปในห้องพริบตาหนึ่ง ซึ่งก็มองออกแต่แรกแล้ว
หญิงชราของตระกูลเผยผู้นั้นมาอีกแล้ว
ก่อนหน้านางออกมาจากเมืองยง ก็เดินเล่นอยู่อีกพักหนึ่ง กินเวลาไปไม่น้อยทีเดียว ดังนั้นจึงกลับมาถึงช้ากว่าตระกูลเผยไปหนึ่งก้าว
เผยผีซื่อผู้นั้นถูกนางพูดฉีกหน้าไปชุดใหญ่จนอับอายขายหน้าไม่เหลือชิ้นดี ดังนั้นถึงได้ไม่กล้ามาด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงให้หญิงชราที่มีความอาวุโสสูงสุดในตระกูลมาพูดแก้ต่าง
ซ่งอิงพ่นลมหายใจ รู้สึกเอือมระอาเล็กน้อย
“ตระกูลดองเอ่ยว่าตอนขากลับเจ้าเจอพี่สะใภ้เข้าแล้ว และเอาแต่กล่าวว่าเจ้าทำให้พี่สะใภ้โมโหจนเจ็บท้อง คำพูดนี้ข้าไม่เชื่อ พี่สะใภ้เจ้าผู้นั้น…” ชายชรามองนางแวบหนึ่ง เขาไม่สะดวกพูดว่าร้ายหลานสะใภ้เช่นกัน จึงกล่าว “เจ้าเพียงแค่บอกกล่าวข้ามาว่าสรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น หากเราเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบ จะไม่มีทางยอมครอบครัวพวกเขาแน่”
ชายชราโมโหตระกูลเผยไม่เบาทีเดียวเชียว
ซ่งอิงเผยสีหน้าองอาจตรงไปตรงมา แม้เข้าไปในห้องแล้ว กลับไม่ดูแข็งกร้าวจนเย่อหยิ่งและไม่อ่อนน้อมจนดูต่ำต้อยเมื่อเผชิญหน้ากับหญิงชราตระกูลเผย
ถึงขั้นเอ่ยพูดอย่างตรงไปตรงมา “ท่านปู่เจ้าคะ ต่อให้ตระกูลเผยไม่ส่งคนมา ข้าก็ต้องบอกกล่าวกับท่านไว้เสียหน่อยเช่นกันเจ้าค่ะ เมื่อวานตอนที่ข้าอยู่วัดได้เจอพี่สะใภ้และมารดาของนาง ตอนนั้นมีคนใส่ร้ายป้ายสีว่าข้าขโมยเงิน สองคนนี้ได้ยินเข้าก็ไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งนั้น จัดการกำหนดบทสรุปเสร็จสรรพ เกือบทำให้ผู้อื่นจับข้าไปส่งหยาเหมินเพื่อลงไม้โบย ต่อมาข้ายืนยันได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ พวกนางกลัวจนตัวสั่นจึงต้องการหนีไป ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย พี่สะใภ้ก็เจ็บท้องขึ้นมาเสียแล้ว…”
“ข้าเป็นหลานสาวที่ออกเรือนแล้ว ว่ากันตามหลักไม่ควรยุ่งเรื่องในครอบครัว แต่…”
ซ่งอิงสบถฮึเบาๆ แล้วกล่าว “ที่พี่สะใภ้ใหญ่อุ้มท้องอยู่ อย่างน้อยๆ ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลซ่ง เอาแต่อยู่บ้านมารดาจะเป็นการไม่เหมาะสมเท่าไรนักหรือไม่เจ้าคะ ภายภาคหน้าพี่ใหญ่กลับมาแล้ว จะกล่าวโทษว่าพวกท่านดูแลไม่ดีเอาได้หรือไม่ และจะยิ่งเอาใจออกหากพวกท่าน? อีกอย่าง เห็นร่างกายพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ค่อยดี หากอยู่บ้านมารดาแล้วเกิดอะไรขึ้น ถึงเวลาไม่รู้ว่าควรรับผิดชอบพวกเขาหรือไม่”
หากเป็นสภาพแวดล้อมใหญ่เช่นภพชาติก่อนนั่น ชายหญิงเท่าเทียมกัน บุตรสาวจะอยู่บ้านมารดาบ่อยครั้งก็ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม
ดังนั้นตอนแรกเริ่มนางจึงไม่ได้เก็บเอาเรื่องเผยซื่อมาใส่ใจ ถึงขั้นไม่คิดว่าที่เผยซื่อทำจะผิดอันใด
แต่ว่ากันตามจริง ยึดตามสถานการณ์สังคมของชีวิตนี้ เผยซื่อไม่ใช่คนของตระกูลเผยแล้ว หากแต่เป็นคนตระกูลซ่ง
การที่นางใกล้ชิดสนิทสนมตระกูลเผย เรียกว่าเห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัวก็ยังได้
ฟังดูผิดมนุษย์มนา แต่สถานการณ์ในสังคมก็เป็นเช่นนี้
หญิงชราตระกูลเผยผู้นั้นถลึงตาเขม็ง “พี่สะใภ้ใหญ่เจ้าเจ็บท้องก็เพราะเจ้าทำให้นางโกรธอย่างไรเล่า!”