บทที่ 773 ภรรยา
ยามนี้กู้หมิงเป่าเพิ่งได้รับความตื่นตกใจ จึงไม่อยากนั่งรถม้าอีก หลังจากนางให้ข้ารับใช้ในตระกูลไปเตรียมเกี้ยวนวมมารับ ก็พูดคุยกับซ่งสวินอีกสองสามประโยค
“พี่ใหญ่ซ่งมาสอบกระมัง หากที่อยู่อาศัยไม่สะดวกสบาย ข้ากลับบ้านไปบอกท่านปู่ข้าสักหน่อยก็ได้ ลองดูว่าพอจะมีบ้านที่เหมาะสมให้ท่านยืมพักอาศัยหรือไม่ เช่นนี้จะได้อ่านตำราอย่างสงบด้วยเจ้าค่ะ” กู้หมิงเป่าเผยสีหน้าเอียงอายเล็กน้อยยามเอ่ย
“ขอบคุณในความน้ำใจงามของแม่นางอย่างยิ่ง ทว่าน้องสาวข้าซื้อบ้านเอาไว้แล้ว ตอนนี้ข้าจึงมีที่พักอาศัยชั่วคราวแล้ว” ซ่งสวินกล่าวพลางไม่ลืมที่บอกที่อยู่ไปด้วย
คนเขาถามถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่ใช่กังวลว่าเขาไม่มีที่อยู่อาศัยจริงๆ หรอก ก็แค่อยากถามที่อยู่เขาให้ชัดเจนเท่านั้น
กู้หมิงเป่าจดจำไว้อย่างจริงจังมาก
พี่ใหญ่ซ่งท่านนี้ดูมีวิชาความรู้ลุ่มลึกและบุคลิกลักษณะสง่าอย่างยิ่ง นิสัยใจคอก็ดูเหมือนไม่เลวเช่นกัน
ดูเขาแต่งกายสะอาดสะอ้าน อาภรณ์ไม่มีรอยยับแม้แต่น้อย คาดว่าในบ้านคงมีภรรยาที่แสนดีพร้อมช่วยดูแลเป็นแน่
แน่นอนว่ากู้หมิงเป่าไม่รู้เลยว่าภรรยาแสนดีพร้อมที่นางเอ่ยถึงนี้ก็คือ ปีศาจสองตัวตรงหน้านี้ที่ช่วยชีวิตน้อยๆ ของนาง
ทั้งสองยืนอยู่ใต้ชายคาทางเดิน
นี่เพิ่งผ่านไปเพียงครู่เดียว ท้องนภากลับมืดครึ้มขึ้นมาเสียดื้อๆ
กู้หมิงเป่ามองท้องฟ้านิ่งงันไป “ครั้งก่อนยามที่เจอพี่ใหญ่ซ่งก็ฝนตกเช่นกันกระมัง ช่างบังเอิญเกินไปแล้วจริงๆ”
“ระยะนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนมาก” ซ่งสวินกล่าวตรงไปตรงมา
“พี่ใหญ่ซ่งนำร่มติดมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ” กู้หมิงเป่ามองเขา
เกี้ยวที่มารับนางน่าจะใกล้ถึงแล้ว ออกจากบ้านมาข้างนอก จึงมีร่มเตรียมเอาไว้ในเกี้ยวด้วย หากซ่งสวินไม่มี นางให้ยืมหน่อยก็ย่อมได้เช่นกัน
“มีอยู่ น้องสาวเอาไว้ให้แล้วก่อนไปจวนโหว” ซ่งสวินพยักหน้า
กู้หมิงเป่าตะลึงงันอีกครั้ง
รู้สึกว่าพี่ใหญ่ซ่งผู้นี้เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งจริงๆ
เมื่อครู่นางบอกกล่าวฐานะตัวตนไปแล้ว และพูดถึงชื่อจวนจงกั๋วกงแล้วเช่นกัน คนทั่วไปน่าจะอาศัยข้ออ้างอะไรสักหน่อยเพื่อไปมาหาสู่กัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นจวี่เหริน หากสอบได้และหากท่านปู่ของนางยอมช่วยเหลือ ย่อมต้องได้รับเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญแน่
เพียงแต่เมื่อได้ยินคำพูดของเขา นางก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
“พี่สาวซ่งมีความละเอียดรอบครอบจริงๆ เจ้าค่ะ” กู้หมิงเป่าพลันนึกถึงผู้หญิงในวันนั้น นอกจากนี้ก็ดูเหมือนไม่มีใครอื่น ซึ่งก็หมายความว่าพี่ใหญ่ซ่งผู้นี้จากบ้านมาโดยไม่ได้พาภรรยามาด้วย หากแต่พาน้องสาวมาเช่นนั้นหรือ
น่าประหลาดจริง!
กู้หมิงเป่ารู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่สะดวกถามไถ่เรื่องส่วนตัว
กระทั่งเกี้ยวมาถึง นางก็คารวะและกล่าวลาซ่งสวิน จากนั้นจึงขึ้นเกี้ยวแล้วจากไปในทันที
ซ่งสวินมองดูเกี้ยวนั้นพลางถอนหายใจออกมา
เขาไม่เคยคิดเช่นกันว่าจะมีวันใดที่ต้องนำความคิดมาใช้กับเรื่องนี้
“คุณชาย เราจะคอยให้ฝนหยุดตกใช่หรือไม่ขอรับ” ปีศาจสุนัขชักหน้าหงอย ทั้งที่ไม่ได้พกร่มไว้ ไยจึงเอ่ยว่าตนเอาร่มมาด้วยเสียเล่า
ซ่งสวินยิ้มเล็กน้อย “พระอาทิตย์ทางด้านนั้นยังไม่เลือนหาย คาดว่าฝนคงตกเพียงพักเดียวเท่านั้น เราเข้าไปนั่งในโรงน้ำชากันก่อน อีกเดี๋ยวก็ไปได้แล้ว”
หลังจากกู้หมิงเป่ากลับไป ก็นำเรื่องนี้บอกเล่ากับผู้อาวุโสในตระกูลทันที
จวนจงกั๋วกงแห่งนี้ไม่ค่อยเหมือนกับไคหยางกง
จง[1]กั๋วกงสืบทอดกันมาค่อนข้างยาวนาน นอกจากนี้ก็เลื่องชื่อในด้านจิตใจจงรักภักดี เช่นนี้จึงได้รับพระราชทานนามนี้
ปัจจุบันจงกั๋วกงก็คือปู่แท้ๆ ของกู้หมิงเป่า ส่วนบิดาของนางเคยเป็นทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ ต่อมาภายหลังเพราะช่วยชีวิตฮ่องเต้ในสนามล่าสัตว์จึงเสียชีวิต ทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ผู้นั้นมีบุตรชายสองคน บุตรีหนึ่งคน ภายหลังต่อมาบุตรชายคนหนึ่งพลัดตกน้ำเสียชีวิตไป ภรรยาของทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์จึงตรอมใจจนเสียชีวิตไปอีกคน
ตอนนั้นในตระกูลจงกั๋วกงเกิดเรื่องน่าเศร้าเสียใจอย่างต่อเนื่อง จงกั๋วกงผู้นี้จึงนำหลานชายและหลานสาวที่เหลือส่งไปเลี้ยงดูที่บ้านผู้เป็นลุง
บิดาของกู้หมิงเป่าเคยเป็นคนเล่าเรียนหนังสือเป็นเพื่อนฮ่องเต้ ทั้งยังเพราะช่วยชีวิตฮ่องเต้จึงเสียชีวิต ดังนั้นปัจจุบันฮ่องเต้จึงมีปรารถนาดีที่จะตอบแทนบุญคุณลงไปยังผู้เป็นบุตร โดยมีประสงค์ให้พี่ชายของกู้หมิงเป่ารับสืบทอดบรรดาศักดิ์ นอกจากนี้ กู้หมิงเป่าก็ได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จวิ้นจู่และได้รับการดูแลอย่างดียิ่งในปัจจุบัน
ครั้นกู้หมิงเป่านำเรื่องราวบอกเล่าขึ้นมา จงกั๋วกงกลับเป็นห่วงเล็กน้อย
“ปัญญาชนผู้นี้คงหน้าตาหล่อเหล่ามากกระมัง” จงกั๋วกงกล่าว
“ท่านปู่ ท่านพูดอะไรเจ้าคะ” กู้หมิงเป่าหน้าแดงเรื่อ “พี่ใหญ่ซ่งมองดูอายุประมาณยี่สิบปี น่าจะมีภรรยาแล้วเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 774 อาศัยความนุ่มนวลสยบความแข็งกร้าว
ครั้นจงกั๋วกงได้ยินดังกล่าว กลับถอนหายใจออกมา
“เป่าเอ๋อร์ เรียกเจ้ากลับเมืองหลวงในครั้งนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”
กู้หมิงเป่าเม้มปาก “น่าจะด้วยเรื่องการแต่งงานกระมัง”
“ใช่แล้ว เพียงแต่เรื่องการแต่งงานของเจ้า ปู่เกรงว่าจะตัดสินใจให้ไม่ได้ หากตอนนี้เจ้ามีคนที่ชอบพอก็ต้องรีบกำหนดโดยเร็วไวหน่อย มิเช่นนั้นขืนยื้อเวลาต่อไป เกรงว่าฮ่องเต้ก็จะพระราชทานงานแต่งให้เสียแล้ว” จงกั๋วกงกล่าวอีกครั้ง
“พระราชทานงานแต่งหรือเจ้าคะ” กู้หมิงเป่าทอดถอนใจ “ท่านปู่ ข้าร่างกาย…ไม่ค่อยแข็งแรง ไยต้องแต่งงานเพื่อไปทำร้ายคนอื่นเขาด้วยเล่าเจ้าคะ”
“บิดาเจ้าซื่อสัตย์และกล้าหาญ ฮ่องเต้เชื่อมั่นว่าบุตรชายและบุตรสาวของเขาจะต้องดีเยี่ยมแน่ บัดนี้ทางราชสำนักมีคนจำนวนไม่น้อยจับจ้องตระกูลฮั่ว ฮ่องเต้ก็กลัวเช่นกันว่าฮั่วเจ้ายวนจะมีความแค้นต่อราชสำนัก…”
“จึงต้องการหาคู่ครองให้เขาสักคน ส่วนคนที่เลือกก็จะให้แย่ไปไม่ได้ แต่คนที่ดีเกินไป ฮ่องเต้ก็ไม่กล้าเชื่อมั่นไปเสียทั้งหมด จึงนึกถึงเจ้า หลังจากเจ้าแต่งเข้าไป หากค้นพบว่าฮั่วเจ้ายวนผู้นั้นเป็นคนซื่อสัตย์ภักดี เรื่องนี้ย่อมเป็นความน่ายินดีอย่างยิ่ง แต่หากไม่ใช่…”
จงกั๋วกงหุบปากไม่เอ่ยวาจาใด
ฮ่องเต้รู้ว่าหลานชายและหลานสาวเขาผู้นี้อายุขัยจำกัด เกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยาวนานนัก
แม้ว่าใจร้ายไปหน่อย แต่นางใช้ประโยชน์ได้ก็เป็นการเหมาะสมที่สุด ในชีวิตขัยของนางที่มีจำกัด สืบดูสถานการณ์ของฮั่วเจ้ายวนผู้นั้น หากผลปรากฏว่าไม่เป็นดั่งหวัง หลานสาวแจ้งให้เขารู้และทูลไปให้ฮ่องเต้ทรงทราบในทันที ก็จะใช้ชีวิตในภพชาตินี้ของหลานสาวแลกมาซึ่งชื่อเสียงความซื่อสัตย์ภักดีอันแรงกล้ามาให้กับจวนจงกั๋วกงได้
ความจริงเช่นนี้ โหดร้ายไปหน่อยจริงๆ
แต่ยามที่ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เขาไม่อาจปฏิเสธได้
อย่างไรเสีย ก็ให้องค์หญิงเป็นผู้แต่งงานด้วยไม่ได้ ตระกูลผู้สูงศักดิ์ทั่วไปเขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา ตระกูลผู้สูงศักดิ์ที่สูงส่งขึ้นอีกหน่อยแต่งเข้าไปก็เกรงว่าจะเป็นตัวช่วยเติมไฟให้ตระกูลฮั่วเสียเปล่า
“ท่านปู่เจ้าคะ วงศ์ตระกูลอ๋องอู่เฉินผู้นั้นไร้ผู้อื่นใดแล้ว…ทว่ายังป้องกันเช่นนี้อยู่อีก หรือว่าฮ่องเต้…” กู้หมิงเป่าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก
“อย่าได้พูดจาเหลวไหลไป เจ้าลองคิดดูสิ ก็เพราะวงศ์ตระกูลเขาไร้ญาติขาดมิตร ดังนั้นจึงได้น่ากลัว หากเขามีห่วงทางใจ…จะทำการอันใดล้วนต้องคิดหน้าคิดหลัง แต่ตอนนี้เขาตัวคนเดียว ทั้งตัวเปี่ยมไปด้วยความคับแค้น คนลักษณะเช่นนี้ไม่กลัวสิ่งใดทั้งนั้น กระทั่งชีวิตของตัวเองก็ไม่แน่ว่าจะไม่เห็นคุณค่า เจ้าว่า…ฮ่องเต้จะวางใจได้อยู่หรือ” จงกั๋วกงกล่าวอีกครั้ง
ฮ่องเต้เป็นผู้มีความเมตตา
ความจริงการคิดจับคู่หมิงเป่าให้ฮั่วเจ้ายวนก็นับว่าดียิ่งแล้ว เป็นความนึกคิดที่อยากจะอาศัยความนุ่มนวลสยบความแข็งกร้าว
หมิงเป่าของเขาจิตใจดีงามที่สุด หากให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวแก่ฮั่วเจ้ายวนได้ ในแต่ละวันคอยเกลี้ยกล่อมเขาก็จะสบายใจได้หน่อย ฮั่วเจ้ายวนน่าจะไม่ได้เย็นชาขนาดไม่มีเหตุมีผลเพียงนั้น
“ท่านปู่ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ถึงอย่างไรข้าก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ฮ่องเต้อยากจะทำอันใดก็ทำเถิดเจ้าค่ะ” กู้หมิงเป่าเม้มปากยิ้มเล็กน้อย
“ฮ่องเต้ก็ไม่อยากบีบบังคับใคร ตอนนี้ให้เจ้ามาเมืองหลวง หลายวันมานี้ก็ไม่ได้รีบร้อนมีพระราชโองการลงมา หลักๆ ก็เพราะอยากจะดูความคิดเห็นของพวกเจ้าทั้งสอง ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยเป็นทางการ จะหาเวลาสักหน่อยให้พวกเจ้าได้เจอหน้าค่าตากัน หากสองฝ่ายมีความพึงพอใจ เช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง” จงกั๋วกงกล่าวอีกครั้ง “แน่นอนว่าหากเจ้าเจอใครที่ถูกตาต้องใจแล้ว ก็บอกกับปู่มาได้เลย ปู่จะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเอง”
กู้หมิงเป่าพยักหน้า
“เช่นนั้นทางด้านพี่ใหญ่ซ่ง ท่านช่วยส่งของขวัญขอบคุณไปให้แทนข้าสักหน่อยนะเจ้าคะ นอกจากนี้ พรุ่งนี้ข้าจะไปจวนเหยียนผิงโหวเพื่อผูกมิตรสหายเจ้าค่ะ” กู้หมิงเป่ากล่าวอีกครั้ง
“ตกลง ได้ทั้งหมด” จงกั๋วกงมองหลานสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู
กู้หมิงเป่าทำอย่างที่พูด เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทางด้านนี้เพิ่งส่งจดหมายไปไม่ทันรอตอบกลับ นางก็ไปถึงจวนเหยียนผิงโหวแล้ว
หลานซื่อยังถึงกับงุนงงไปหมด
ในระยะนี้เรื่องของบุตรชายทำให้นางหงุดหงิดรำคาญใจมาก ใครจะรู้ว่าในเวลานี้กลับปรากฎหมิงเป่าจวิ้นจู่มาอีกคน ที่ต้องการพบไม่ใช่หัวเอ๋อร์ของนาง หากแต่เป็นซ่งอิง!
นางอยากพูดมากว่า ตอนนี้ซ่งอิงไม่อยากเจอใครทั้งนั้น…
แต่คนเขามาถึงหน้าประตูแล้วน่ะสิ!