บทที่ 266 ใกล้จะออกเดินทางแล้ว (1)
บทที่ 266 ใกล้จะออกเดินทางแล้ว (1)
ในวันเทศกาลโคมไฟ เถาฮวาเชิญเหล่าผู้อาวุโสบ้านซูไปกินข้าวที่บ้าน โดยบอกว่าจะมาฉลองเทศกาลด้วยกัน
เดิมทีความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็ดีอยู่แล้ว เป็นเทศกาลโคมไฟครั้งสุดท้ายก่อนพวกเขาจะไปจากชุมชนหงซิน
คนบ้านหลักตระกูลซูไม่ปฏิเสธและไปตามคำเชิญของซูเถาฮวา
หลังจากวันนี้ เถาฮวากับครอบครัวก็จะไปเมืองหลวงแล้ว
ระยะทางห่างไปหลายพันลี้ การเดินทางในครั้งนี้ไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไร
คุณปู่ซูเป็นคนเงียบ ๆ จึงได้แต่รู้สึกเศร้าอยู่ในใจ
ส่วนคุณย่าซูเป็นคนเปิดกว้าง เธอคิดว่าเถาฮวาไปเมืองหลวงดีกว่าต้องมาทนทุกข์ที่หงซินอีก
ครั้งก่อนที่หลี่ฉางหมิงมาโวยวาย โชคดีมากที่โดนขับไล่ออกไป ใครจะรู้เล่าว่าเขาจะกลับมาสร้างปัญหาอีกเมื่อไร
ไปอยู่ห่างไกลกว่านี้ถือเป็นการดีเสียอีก ต่อให้หลี่ฉางหมิงอยากไปหาก็ไปไม่ได้
ผ่านมาตั้งนานแล้ว และเธอก็มองมันด้วยสายตาเย็นชา ทั้งยังมองออกอีกด้วย
เสิ่นจื่อเจินรักเธอจริง ๆ เรื่องนี้เขาหนักแน่นกว่าหลี่ฉางหมิงเสียอีก
แต่คุณย่าซูก็กังวล เถาฮวาไปอยู่เมืองหลวงไม่รู้ว่าจะปรับตัวได้หรือเปล่า
“เถาฮวาเอ้ย ถ้าไปเมืองหลวงแล้ว อาจจะไม่คุ้ยเคยกับการใช้ชีวิตบ้าง เธอต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ มีเรื่องอะไรก็เขียนจดหมายหาป้านะ” หญิงชราช่วยงานเถาฮวาไปด้วย แล้วก็ชี้แนะไปด้วย
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะเขียนจดหมายหาป้านะ!” เถาฮวาพูดด้วยแววตาแดงก่ำ
เธอไม่ใช่แค่ไม่อยากจากป้าเท่านั้น พอถึงตอนที่ต้องออกไป เธอยิ่งไม่อยากจากไปกว่าเดิมอีก
“โง่หรือไงเนี่ย!” คุณย่าซูหัวเราะ “ไม่ต้องไปคิดเยอะแยะ ใช่ว่าจะกลับมาเจอกันไม่ได้เสียหน่อย”
ถึงเธอจะพูดแบบนี้ แต่คุณย่าซูก็รู้ชัดว่ามันกลับมาไม่ง่ายอยู่แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนรถหลายต่อเพื่อไปเมืองหลวงหรอก ขนาดนั่งรถไฟยังต้องใช้เวลาห้าหกวันกว่าจะถึง
ถ้าราบรื่นตลอดทาง รถไฟไม่ถึงช้าไปก็ดี แต่ถ้ามาช้า อาจจะเลื่อนไปวันสองวันหรือนานกว่านั้น
ไปและกลับอาจจะใช้เวลาถึงยี่สิบวันด้วยซ้ำ
“ป้า ถ้าหนูไปอาจจะไม่ได้กลับมาอีกนาน ฝากบ้านทางฝั่งนี้ด้วยนะคะ”
เถาฮวามองบ้านที่คุ้นเคย และเกิดความรู้สึกลังเลขึ้นมา
อิฐและกระเบื้องที่ได้รับการซ่อมแซมด้วยความเพียรพยายามของพ่อแม่ในตอนนั้น
เธอเติบโตบ้านแห่งนี้มาสามสิบกว่าปีเกือบสี่สิบปี พอจะต้องจากไปกลับรู้สึกเสียใจขึ้นมา
“ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ บ้านหลังนี้ป้าจะดูแลให้ เถาฮวาเอ้ย ชีวิตคนเราต้องมองไปข้างหน้านะ” คุณย่าซูเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ จึงพยายามเกลี้ยกล่อม
“ฉันรู้ค่ะ แต่พอฉันไปแล้วจะไม่มีใครไปหลุมศพพ่อแม่ฉัน” เถาฮวาพูดเสียงเบา
พ่อกับแม่ไม่มีลูกชายเลย เธอแต่งสามีเข้าบ้านมาคนหนึ่งแต่ก็หย่ากันแล้ว และตอนนี้ก็ต้องจากไปอีก หลุมศพพวกท่านจะโดดเดี่ยวไหม?
“สบายใจเถอะนะ เดี๋ยวป้าจะให้พี่ใหญ่เขาไปที่ตอนเช็งเม้งให้ ไปหลุมศพพวกเขาในฐานะหลานชายไม่เป็นไรหรอก!”
หลังจากฟังคำปลอบโยน ซูเถาฮวาก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ
ทั้งสองครอบครัวมารวมตัวกันและกินข้าวกันอย่างครึกครื้น
ทว่าท่ามกลางความตื่นเต้นก็มีความโศกเศร้าที่ต้องแยกจาก
พอกลับถึงบ้านก็ตกบ่ายแล้ว คุณย่าซูไม่ลืมที่จะตรวจสัมภาระของหลานทั้งสามอีกครั้ง
หลังจากยืนยันว่าทุกอย่างที่ใส่ไว้ไม่ขาดไม่เหลืออะไร หญิงชราก็เรียกหลานทั้งสามเข้าไปในห้องหลัก
คุณปู่คุณย่าซูและเสี่ยวเถียนนั่งอยู่บนเตียงเตา
ต่างจากผู้อาวุโสทั้งสองที่นั่งตัวตรง เสี่ยวเถียนนอนคว่ำที่เตียงเตากำลังฝึกคัดลายมืออย่างจริงจัง
อีกอย่างเป็นการฝึกเขียนพู่กัน
เด็กน้อยเขียนจริงจังมาก
ฝีมือพู่กันเธอไม่ได้ดีมาก หากแต่ก็ดีกว่าคนอื่น ๆ มาก
ที่บอกว่าไม่ดีคือเทียบกับซูซื่อเลี่ยง
“คุณปู่ คุณย่า”
หลานทั้งสามกล่าวทักทายพร้อมกัน
คุณปู่ซูหยิบกล้องยาสูบ เขามองหลานทั้งสามแล้วสบายใจเป็นอย่างมาก
เด็กทั้งสามโตแล้วสินะ!
พวกเขามีความสามารถ
ถ้าเป็นสมัยก่อน จะต้องอยู่ในใบรายชื่อ*[1] แน่นอน
พวกเราตระกูลซูจะเป็นตระกูลบัณฑิตกันแล้ว!
ชายชราไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนในชีวิต และมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“พวกแกนั่งลงเถอะ จากนี้ไปจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ!”
จากนั้นคุณปู่ซูก็พูดประโยคนี้ออกมา
สามพี่น้องมองหน้ากัน
“ที่ปู่อยากพูดคือ พวกพี่ ๆ สอบติดแล้วนะ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็จะได้เป็นเจ้าหน้าที่แล้ว!”เสี่ยวเถียนเขียนคำสุดท้ายเสร็จก็พูดด้วยรอยยิ้ม
พอโดนเด็กหญิงขัดจังหวะ ความโศกเศร้าของคนทั้งหลายก็หายไปในทันที
“ดูสิ่งที่น้องเขียนสิ ต้องตั้งใจนะรู้ไหม ถ้าโดนย่าอวี่เห็นจะโดนลงโทษเอานะ!” ซูซื่อเลี่ยงดีดหน้าผากน้อง แล้วพูดอย่างเอ็นดู
พวกเด็กหนุ่มไม่ค่อยมีความสุขนัก เพราะอยู่ไกลบ้านเลยไม่ค่อยมีความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องจากไปหลายเดือนและไม่ได้เจอปู่ย่า พ่อแม่ และน้องเล็กอีก ไม่ว่าคิดอย่างไรก็เศร้าใจ
“หนูเด็กกว่าพี่อีก!” เสี่ยวเถียนย่นจมูก
ซื่อเลี่ยงพูดไม่ออก เขาไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ
ซูโส่วเวินกับซูซานกงอดหัวเราะไม่ได้
หลังจากหัวเราะสักพัก คุณปู่ถึงค่อยกล่าวถ้อยคำแห่งความคาดหวังกับหลานอย่างเคร่งขรึม
ที่จริงมันไม่มีอะไรมากไปกว่าสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้วงศ์ตระกูลทำนองนั้น
ถึงเวลาแล้ว คุณย่าซูหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมา และเปิดอย่างระมัดระวัง
“นี่คือตั๋วกับเงินจำนวนหนึ่ง แต่ละคนจะมีตั๋วเนื้อสิบจิน ตั๋วธัญพืชยี่สิบจิน และเงินอีกยี่สิบหยวน”
จู่ ๆ คุณย่าซูก็หยิบตั๋วออกมาจำนวนมาก ทำให้หลานชายทั้งสามคนตกใจมาก
ทำไมจู่ ๆ คุณย่าถึงให้เยอะขนาดนั้น?
“ย่าครับ ไม่ต้องหรอก ผมถามอาจารย์เสิ่นแล้ว เขาบอกว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยจะมีเงินกับตั๋วอุดหนุนให้ทุกเดือน ถ้าประหยัดสักหน่อยอาจจะหนุนให้คนทางบ้านได้ด้วยนะ” โส่วเวินพูดก่อน
เขาไปถามอีกฝ่ายมาจริง ๆ
เพราะกลัวว่าบ้านเราจะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหว มีหลานเข้าเรียนสามคนพร้อมกัน จึงแอบถามอาจารย์เสิ่นว่าค่าใช้จ่ายมันเท่าไร
ตอนแรกเขาก็คิดว่า ถ้าไปอยู่ที่นั่นจะใช้เงินเยอะแน่ ๆ จึงจะสละตำแหน่งแล้วให้น้องรองและน้องสามไปเรียนแทน ส่วนเขาจะทำงานที่ชุมชนเพราะจะเก็บแต้มการทำงาน
แต่เสิ่นจื่อเจินบอกว่าถ้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่จะได้รับเงินหนุนเดือนละสิบห้าหยวน รวมถึงตั๋วธัญพืชยี่สิบแปดจิน แล้วก็ตั๋วเนื้อสามจิน
มันเป็นเงินหนุนที่เยอะจริง ๆ โส่วเวินคิดว่ามันน่าจะประหยัดได้บ้าง เงินสิบหยวนแต่ละเดือนไม่ได้เยอะมาก ถ้าเงินเหลือก็เอามาเก็บออม นอกจากค่าเดินทางไปกลับ ก็ยังอุดหนุนครอบครัวได้อีกด้วย
“นี่คือเงินที่ได้จากตอนขายเนื้อกับไข่ตอนปีใหม่ไง แบ่งให้พวกหลานสามคน เวลาออกไปข้างนอกอย่างลังเลที่จะซื้อของกินหรือซื้อเสื้อผ้าใส่นะ ที่บ้านไม่มีอะไรขาดเหลือ ไม่ต้องให้หลานประหยัด”
คุณย่าซูจะไม่เข้าใจหลานชายได้อย่างไร
เด็กพวกนี้คิดจะเก็บเงินหนุนที่โรงเรียนมอบให้ แล้วแบ่งส่วนหนึ่งให้ที่บ้าน
ชีวิตครอบครัวเราไม่ได้ถือว่าร่ำรวย แต่เลี้ยงให้อยู่ดีกินดี จึงไม่อยากให้พวกหลาน ๆ อึดอัดต่อตนเอง
“ย่า พวกผมไม่ประหยัดก็ได้ แต่จะให้คนที่บ้านประหยัดเงินให้พวกเรามาใช้ไม่ได้นะ” ซื่อเลี่ยงคิดก่อนจะเอ่ย
มันน่าอายที่ต้องให้คนที่บ้านมาเก็บเงินเพื่อส่งพวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย
โส่วเวินและซานกงพยักหน้าซ้ำ ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก บ้านเราไม่ได้ยากจนขนาดนั้น” คุณย่าซูยิ้ม
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ อาจจะลดค่าใช้จ่ายได้ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว
ราชามังกรคอยดูแลคนในบ้าน ชีวิตเราถึงไม่ได้เลวร้ายเกินไป
ฉับพลันที่คุณย่าซูคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่หลานจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพราะผลจากการดูแลของราชามังกร
พอคิดถึงเรื่องนี้ คุณย่าซูตัดสินใจรออีกสองวันค่อยแอบไปจุดธูปไหว้ราชามังกร เพื่อเป็นการขอบคุณที่คอยดูแลครอบครัวมาตลอด
พวกโส่วเวินมองหน้ากัน และยังปฏิเสธที่จะรับเงินกับตั๋ว
“คุณย่า ถึงครอบครัวเราจะไม่ได้แยกกันอย่างเป็นทางการ แต่เงินมันแยกกันนะครับ ย่ากับปู่อาจจะมีเงินไม่เยอะนะ”
“มีสิ ตอนปีใหม่พ่อแม่ของหลานก็ให้เงินมายี่สิบหยวน พ่อรองแม่รองให้สามสิบหยวน ส่วนพ่อสามแม่สามให้ห้าสิบหยวน ยังมีที่อาใหญ่อาเขยให้มาอีกห้าสิบหยวน” คุณย่าซูกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ถึงพวกเขาจะเดามานานแล้วว่าพ่อกับแม่จะให้เงินปู่ย่า แต่ไม่คิดว่าบ้านพ่อสามกับบ้านอาใหญ่จะให้เยอะแบบนี้
“แล้วยังมีที่ชุมชนให้มาอีกคนละสิบแปดหยวน ไหนจะมีจากเนื้อและไข่ที่พวกหลานเอาไปขายอีก รวม ๆ แล้วปีใหม่นี้ย่ามีสองร้อยกว่าหยวน”
ซูโส่วเวินเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่คาดคิดว่าคุณยายจะมีเงินมากมายอยู่ในมือ
โส่วเวินเงียบไปทันที ไม่คิดว่าบ้านเราจะร่ำรวยขนาดนี้
เมื่อเห็นท่าทางตกใจ เสี่ยวเถียนก็หัวเราะ
“สาวน้อย หัวเราะอะไรน่ะ?” หญิงชราลูบหัวหลานสาว
“คุณย่า ดูพวกพี่ ๆ สิ เงินแค่นี้ก็ตกใจแล้ว จากนี้ไปอีกล้านครัวเรือนจะมีเงินเป็นหมื่น!” เสี่ยวเถียนขมวดคิ้ว
ปีหน้าพอมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ บางครอบครัวจะร่ำรวยขึ้นมา แล้วก็จะมีหลายครัวเรือนที่มีเงินหมื่นหยวนให้ใช้ถือกำเนิดขึ้น
บ้านเธอจะต้องเป็นครอบครัวแรกที่มีเงินหมื่นในบ้าน นี่คือเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เธอตั้งไว้
เพราะอย่างไรก็เป็นโอกาสอันดีในรอบร้อยปี ถ้าพลาดไปก็คงจะแย่
ล้านครัวเรือนมีเงินเป็นหมื่นคืออะไร?
คุณย่าซูไม่เข้าใจ ทำไมฟังแล้วมันดูหรูหราจัง?
“ล้านครัวเรือนมีเงินเป็นหมื่นคืออะไรน่ะ?” ซื่อเลี่ยงถามคำถามที่ผู้เป็นย่าไม่ได้เอ่ยออกมา
“หมายความว่าบ้านเราจะเก็บเงินได้เป็นหมื่น!” เสี่ยวเถียนซูยอมรับ
“อืม…”
เห็นชัดเลยว่าซื่อเลี่ยงไม่เชื่อ บ้านเราจะเก็บเงินได้เป็นหมื่นเนี่ยนะ กะจะหลอกใครเนี่ย?
ไปทำงานในเมืองเพิ่งจะได้เงินเดือนละสามสิบหยวน แต่ได้เป็นหมื่นเนี่ย ต้องทำงานสามร้อยสามสิบเดือนเลยนะ แบบนี้ก็ไม่ต้องกินอะไรกันแล้ว
เสี่ยวเถียนฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ทำเอาคนสับสนแล้วจริง ๆ!
“พี่รองไม่เชื่อหรือ?”
ซื่อเลี่ยงอยากจะบอกว่าไม่เชื่อ แต่พอเห็นถุงผ้าใบเล็กในมือย่าก็คิดว่าอาจจะจริง
*[1] สมัยก่อนในการสอบเข้ารับราชการ ถ้าคนสอบผ่านจะได้เขียนลงในป้ายประกาศรายชื่อ