ตอนที่ 308 กำราบคนทั้งสำนักเพียงคนเดียว!
หยางเทียนชื่อที่รู้จักอิทธิฤทธิ์ของเม่ยเอ๋อร์ดีก็แสดงสีหน้าไม่สู้ดีนัก “หากนางเข้าไป กองกำลังชั้นยอดสองร้อยนายยังน้อยไปสำหรับนางด้วยซ้ำ”
สีหน้าของหยางถิงซานก็ย่ำแย่เช่นกัน ทว่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า “นางเป็นสาวใช้ของปราชญ์มหาสำนักเยี่ยนมิใช่หรือ”
“สาวใช้ขี้แงคนนั้นก็เป็นสาวใช้ของปราชญ์มหาสำนักเยี่ยนเช่นกัน ใครจะไปรู้ว่าสาวใช้คนนี้จะกลายเป็นศิษย์สำนักชางอู๋ด้วยหรือไม่ แต่ไหนแต่ไรมาสำนักชางอู๋ไม่เคยมีกฎระเบียบอยู่แล้ว!” ทุกครั้งที่หยางเทียนชื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกโจมตีอย่างโหดเหี้ยมนั้นหัวใจก็สั่นระริก
ทว่าเห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดมากเกินไปแล้ว เม่ยเอ๋อร์อยู่กับเยี่ยนอวี๋ตลอดเวลา ไม่มีทางเข้าร่วมได้ นางเพียงแค่ยื่นถุงวิเศษอีกใบหนึ่งให้เม่ยเอ๋อร์ “เมื่อครู่นี้ข้าหยิบผิดใบ อาวุธในถุงใบนี้ใหญ่กว่าเล็กน้อย เอาใบนี้ไปดีกว่า”
“เจ้าค่ะ” ชุ่ยชุ่ยหยิบถุงวิเศษใบเดิมแลกกับเม่ยเอ๋อร์
เม่ยเอ๋อร์จึงนำถุงวิเศษที่แลกกลับคืนมาให้จ่านเผิง ซึ่งเป็นหัวหน้าศิษย์สำนักชางอู๋ เขาเป็นบุตรชายของจ่านเลี่ยงซานประมุขหอสัตว์บรรพกาล เขายังปลุกพรสวรรค์ของนักอัญเชิญศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้อย่างพบเห็นได้ยาก เป็นอัจฉริยะบุคคลที่ไม่เพียงสามารถควบคุมอสูร แต่ยังอัญเชิญวิญญาณได้ด้วย
“สิ่งนี้…” จ่านเผิงเกรงใจไม่กล้ารับไว้
เม่ยเอ๋อร์พูดตรงไปตรงมา “คุณหนูใหญ่ให้เป็นของขวัญ เข้าไปแล้วให้แบ่งกันคนละเล่ม”
“คนละเล่มหรือ” จ่านเผิงงุนงง ครั้นกำลังจะถามว่าข้างในคืออะไร เม่ยเอ๋อร์ก็เดินหันหลังกลับไปข้างกายเยี่ยนอวี๋อย่างคนไม่อยากพูดมากแล้ว
หยางเทียนชื่อถอนหายใจโล่งอก เหล่าชั้นผู้ใหญ่สำนักคุนอู๋ก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย สำหรับการดำรงอยู่ของท่านที่เคยเอาชนะผู้อาวุโสสูงสุดท่านนี้ พวกเขารู้สึกช่าง…
“รอบการประลองครั้งแรกนี้ เราจะต้องสังหารคนสำนักชางอู๋ให้สิ้น! ห้ามให้พวกเขามีโอกาสพลิกตัว ต้องฆ่าทิ้งอย่าให้เหลือแม้เพียงคนเดียว!” หยางถิงซานสั่งคนให้ไปกำชับศิษย์สำนักที่เข้าประลองรอบแรก
พิธีแต่งตั้งเจ็ดสำนักมีกฎข้อหนึ่ง ไม่ว่าการประลองครั้งแรกจะมีผลออกมาเช่นใด ถึงแม้จะไม่ได้เข้ารอบสิบหกสำนัก แต่เมื่อแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่คัดจากสิบเหลือหกสำนักแล้ว สำนักที่อยู่อันดับท้ายในการแข่งขันรอบแรกสามารถส่งคนหนึ่งคนท้าประลองกับสำนักสามอันดับแรก
ถึงแม้โดยปกติแล้วจะไม่มีผู้ใดเล่นกฎกติกาเช่นนี้ ถึงอย่างไรการท้าประลองหนึ่งต่อสามเช่นนี้ย่อมไม่มีทางเอาชนะได้ ดังนั้นคนที่ท้าประลองมีแต่ส่งตัวเองไปตายเท่านั้น เพราะกติกาของการประลองคือ ไม่ตายไม่เลิกรา!
ทว่าหากเป็นเม่ยเอ๋อร์…
“เกรงว่าเซ่าเหิงก็ไม่ใช่ศัตรูของนาง” หยางเทียนชื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ถึงแม้ศิษย์นักอัญเชิญศักดิ์สิทธิ์ของสำนักข้าจะลุยพร้อมกันก็ไม่ใช่ศัตรูของนางเช่นกัน นอกเสียจากว่าผู้พิทักษ์สำนักลงมือพร้อมกัน”
“ไม่มีทางเป็นไปได้ ลูกจะไปบอกกู้กุ้ยเฟยให้นางห้ามสาวใช้คนนั้นเข้าร่วม! ลูกจะบอกนางว่าสาวใช้คนนี้เป็นลูกมือของต้าซือมิ่ง คนของต้าซือมิ่งจะเข้าร่วมการแข่งขันได้อย่างไร นี่มันรังแกกันชัดๆ”
“ความคิดดี!” หยางเทียนชื่อเห็นด้วย
หยางเซ่าเหิงกลับไม่พอใจนัก แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
ในขณะเดียวกัน…
กู้หยวนซูก็เริ่มประกาศกฎกติกา “… พวกเจ้าต้องรู้ว่าแม้การแข่งขันรอบแรกจะเป็นการเอาชีวิตรอดในต้าฮวงเป็นหลัก แต่หากตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถบีบป้ายชื่อของตนเองได้ทัน ทำให้ต้องเสียชีวิต ราชสำนักจะไม่รับผิดชอบใดๆ เข้าใจหรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ / เพคะ!” เหล่าผู้ร่วมแข่งขันขานรับเสียงดัง
กู้หยวนซูกล่าวต่อไปว่า “ขอเพียงพวกเจ้าสามารถเอาชีวิตรอดในลานประลองต้าฮวงภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ก็จะถือว่าผ่านเข้ารอบและจะได้รับป้ายสดุดีสำนักยอดเยี่ยมแห่งต้าซย่าจากราชสำนัก สิบหกสำนักที่เหลือศิษย์มากที่สุดจะได้เข้ารอบรองชนะเลิศ นอกจากนี้…”
หลังจากกู้หยวนซูอ่านกฎกติกายาวเหยียดจนจบ นางจึงเชิญอีอิ่นจุดธูป ฝ่ายหลังจุดธูปไม้จันทร์ชั้นดีที่เตรียมไว้แต่แรกอย่างไม่ชักช้า
วิ้ง!
กลิ่นอายทั่วทั้งบริเวณต้าฮวงโชยออกมาจากลานประลองที่สถิตอยู่แต่แรกและยังคงเลือนลาน ในทันทีจุดธูปแล้วสนามประลองต้าฮวงที่อัญเชิญมาก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“ว้าว!” เยี่ยนเสี่ยวเป่าเห็นสุกรตัวใหญ่อวบอ้วนตัวหนึ่งก็ร้องตะลึงไม่หยุด “เนื้อ… กิน…”
ต้าซือมิ่งกลับพูดขึ้นว่า “เหม็นนะ”
เยี่ยนเสี่ยวเป่าชะงัก “ไม่ ไม่ หอม?”
“พ่อคุณทูนหัว เจ้าตัวนั่นเหม็นจริงๆ นะ หมู่ป่าเช่นนี้นอกจากตัวใหญ่แล้ว ดูไม่ต่างจากเนื้อหมูทั่วไป แต่ในเนื้อมีกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระเลยนะ ว่ากันว่าพวกมันเป็นทายาทอสูรหมูป่าที่โบราณที่สุด ไม่ได้สืบทอดสิ่งใดมาเลย นอกจากกลิ่นเอกลักษณ์ที่ไว้ป้องกันตัวนี้” อินหลิวเฟิงถ่ายทอดความรู้ให้คุณชายน้อยของตนอย่างรู้จักหน้าที่
เยี่ยนเสี่ยวเป่าทำหน้าผิดหวัง มิอาจจินตนาการได้เลยว่าหมูขนาดใหญ่และดูดีเช่นนี้ เหตุใดจึงมีกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระ เขามองท่านพ่อของเขาอย่างไม่สบายใจ
หรงอี้ลูบเด็กน้อยที่แสดงท่าทีน่าสงสาร จากนั้นก็หยิบขนมไหน่เกาให้เขา เจ้าตัวน้อยรีบกัดขนมไหน่เกาอย่างมีความสุขทันที ไม่สนใจหมูป่าและอสูรต้าฮวงลักษณะแปลกประลาดเหล่านั้นอีกแล้ว
ในขณะเดียวกัน สนามประลองต้าฮวงก็เชื่อมต่อกับลานประลองราชสำนักโดยสมบูรณ์ คนที่อยู่ในพื้นที่อัฒจรรย์สามารถมองเห็นต้าฮวงที่ถูกย่อขนาดลงร้อยเท่าในลานประลองราชสำนัก
“อัศจรรย์จริงๆ!” ทุกคนทอดถอนใจ
เยี่ยนอวี๋เองก็กล่าวชื่นชม “อัญเชิญพื้นที่ว่างมาได้ และยังย่อขนาดให้เล็กลงได้ ทำให้พวกเรามองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามประลองได้ พลังของสำนักศึกษาไม่ธรรมดา”
“มิเช่นนั้นก็คงไม่ไม่เป็นสำนักที่โดดเด่นเช่นนี้แล้ว” เยี่ยนจื่อเสาก็ตะลึงไม่หยุดเช่นกัน ทว่าความสนใจของเขาก็ถูกเบี่ยงเบนไปนอกสนามแล้ว เพราะว่าเหล่าศิษย์ที่ร่วมแข่งขันเริ่มถูกทยอยส่งเข้าไปในต้าฮวงแบบสุ่มแล้ว ผ่านไปเพียงไม่นาน แสงเคลื่อนย้ายนั่นก็ปกคลุมเหนือศีรษะของศิษย์สำนักชางอู๋
“สู้ๆ!” ศิษย์สำนักชางอู๋ที่รออยู่ข้างนอกและผู้ดูแล ผู้อาวุโส รวมถึงเยี่ยนชิงก็กล่าวให้กำลังใจเหล่าศิษย์สำนักชางอู๋แล้ว!
“ฮึ!” เหล่าศิษย์สำนักคุนอู๋ที่เห็นดังนี้ก็พ่นหัวเราะอย่างดูถูก
จ่านเผิงโบกมือให้เหล่าผู้อาวุโสของสำนักแทนเหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขัน “พวกข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
“ไม่ทำให้ผิดหวัง!” ศิษย์สำนักชางอู๋ที่ตะโกนร้องเรียกขวัญกำลังใจเสร็จก็เชิดหน้าผายอกอย่างฮึกเหิม
ชุ่ยชุ่ยเองก็เชิดหน้ายืดอกขึ้นกัน แต่เมื่อแสงที่มีกลิ่นอายต้าฮวงเข้มข้นครอบลงมา นางก็สะดุ้งและก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว
เมื่อแสงนั่นกำลังจะวับหาย…
ฟิ้ว!
มันไม่เพียงปกคลุมศิษย์สำนักชางอู๋ไว้อย่างแม่นยำ มันยังปกคลุมศิษย์สำนักคุนอู๋ที่เข้าร่วมการแข่งขันหลายคนไว้ และถูกส่งเข้าไปพร้อมกัน นี่มัน…
“เกิดอะไรขึ้น” ประมุขหออัญเชิญศักดิ์สิทธิ์สำนักชางอู๋ลุกพรวด “การเคลื่อนย้ายเช่นนี้ไม่ถูกต้อง! ควรจะเป็นการสุ่มและแยกกระจายกันมิใช่หรือ!?”
“แหม! ศิษย์สำนักชางอู๋ได้เข้าไปพร้อมกันไม่ดีหรือ” ชือปี้เหลียนแห่งลิทธิเซิ่งเหลียนพูดเหน็บแนม “ไม่มีสำนักใดขอสิ่งประเสริฐเช่นนี้ได้”
“แล้วยังส่งศิษย์สำนักคุนอู๋กว่าครึ่งเข้าไปพร้อมกันเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน” ประมุขหอโอสถหน้าถอดสี “นี่มันเล่นสกปรกกันชัดๆ! ราชสำนักไม่ยุติธรรม!”
ที่ผ่านมามีสำนักศึกษาเป็นผู้อัญเชิญสนามประลองและมีราชสำนักเป็นผู้เคลื่อนย้าย เพื่อเป็นการร่วมตรวจสอบ ในเมื่อบัดนี้การเคลื่อนย้ายมีปัญหา เช่นนั้นย่อมเป็นความผิดของราชสำนัก!
แต่กู้หยวนซูไม่ยอมรับอยู่แล้ว “บังอาจ! สำนักชางอู๋กล่าวหาราชสำนักหรือ”
“ใช่แล้วอย่างไร” เยี่ยนอวี๋ถามอย่างตรงไปตรงมา
“ข้า…” กู้หยวนซูกำลังจะโต้ตอบ!
เหอซงกลับเอ่ยขึ้นว่า “เรียนท่านปราชญ์มหาสำนักเยี่ยน ถึงแม้เหตุการณ์เช่นนี้พบได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี เท่าที่ข้าน้อยทราบ พิธีแต่งตั้งเจ็ดสำนักก่อนหน้าสองครั้งก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เช่นกัน เรื่องนี้อีจี้จิ่วเป็นพยานได้”
“เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริงๆ” อีอิ่นตอบ “ตั้งแต่กำเนิดราชวงศ์ต้าซย่า เหตุการณ์ลักษณะคล้ายเช่นนี้เคยเกิดขึ้นสองครา ครั้งแรกคือเมื่อเปิดสนามประลองต้าฮวงครั้งแรก ส่วนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสิบสี่ปีก่อน”
“ข้ามักจะรู้สึกว่าอีจี้จิ่วซ้ำเติมอีกแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งหมดสามครั้ง ระหว่างที่องค์ฮ่องเต้ครองตำแหน่งก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ถึงสองคราแล้ว ครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นเมื่อเปิดสนามประลองต้าฮวงครั้งแรกด้วย” อินหลิวเฟิงที่กำลังพึมพำก็ทึกทักว่าการวิเคราะห์ของตนมีเหตุมีผล
เหอซงกลับมั่นคงดั่งเขาไท่ซาน “เป็นดังเช่นนั้น ดังนั้นปราชญ์มหาสำนักเยี่ยนอย่าหงุดหงิดเลย แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะพบได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากท่านและต้าซือมิ่งสงสัยก็ย่อมตรวจสอบให้ชัดแจ้งได้”
เยี่ยนอวี๋มิได้พูดอะไร เพราะว่านางเห็นศิษย์เจ็ดสิบสองนายของสำนักชางอู๋และศิษย์สองร้อยนายสำนักคุนอู๋ถูกส่งไปอยู่ช่องเขาบริเวณเดียวกันแล้ว! ที่สำคัญคือ…
ฟิ้ว!
เหล่าศิษย์สำนักคุนอู๋ที่เหยียบถึงพื้นก็กระจายตัวออกมาล้อมศิษย์สำนักเจ็ดสิบสองนายของสำนักชางอู๋ไว้แล้ว ปฏิกิริยารวดเร็วเกินไป ดูก็รู้ว่าพวกเขาวางแผนไว้แต่แรกอยู่แล้ว!
“ให้ตายเถอะ!”
เม่ยเอ๋อร์เดือดดาลในทันใด นางเกือบจะเข้าซัดหยางเทียนชื่อแล้ว! ทว่าในขณะเดียวกันนั้น…
วิ้ง!
วิ้ง!…
เหล่าศิษย์คุนอู๋ที่ล้อมรอบศิษย์สำนักชางอู๋ต่างชูเม็ดยาสีดำขนาดใหญ่ออกมา ดูไปแล้วคล้ายกับยาอสนีบาตในฉบับที่แข็งแกร่งกว่าเดิม!
ไม่เพียงเท่านี้!
“ยาทะลวงอวกาศ! นั่นมันยาทะลวงอวกาศ!” เมื่ออินหลิวเฟิงเห็นอักษรสีทองระยิบระยับบนยาอัสนีบาตก็รู้ว่าครั้งนี้สำนักคุนอู๋เทหมดหน้าตักแล้ว!
นี่มัน…
เหล่าผู้อาวุโสสำนักชางอู๋หน้าเคร่งขรึมลงทันที!
เยี่ยนอวี๋ถามขึ้นว่า “เม่ยเอ๋อร์ เจ้าให้อะไรพวกเขาไปหรือ”
เม่ยเอ๋อร์ยังไม่ทันตอบ ศิษย์เจ็ดสิบสองนายในสนามประลองก็ได้รับดาบเล่มใหญ่ลักษณะเดียวกันกับดาบของเม่ยเอ๋อร์คนละเล่มจากจ่านเผิง!
นี่มัน…