ยามเว่ย ห่างจากประตูออกจากเมืองหลวงอีกราวยี่สิบจั้งได้ รถม้าสี่คันใหญ่ก็ค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง สุดท้ายไปหยุดที่หน้าประตูร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง
สตรีหน้าตางามกระจ่างสองนางเดินออกมาจากในร้าน ค่อยๆ ก้าวขึ้นรถม้าคันหนึ่ง รถม้าออกเดินทางอีกครั้ง แล่นทะยานออกไปไกลจากประตูเมืองหลวง
ซือถูอวิ๋นโดดลงจากรถม้าอย่างว่องไว นำป้ายทองจวนอ๋องจิ้งออกนอกเมืองให้ทหารเฝ้าประตูเมืองท่าทางเย็นชาดู จากนั้นก็เก็บป้ายทองท่ามกลางสายตาอิจฉาของบรรดาทหารเฝ้าประตู เขากระโดดขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าสี่คันค่อยๆ เคลื่อนออกจากเมืองหลวงมุ่งไปตามเส้นทางลงใต้ เร่งความเร็วเดินทางทันที
“ชวี่…” รถม้าเคลื่อนมาได้ราวหนึ่งเค่ออยู่ๆ ก็ผ่อนความเร็วลง
“ท่านเขย ด้านหน้ามีคนขวางทาง” รถม้าคันหนึ่งรายงานหลินซือเย่าในรถม้า
หลินซือเย่าวางหลินหลงที่กำลังหยอกเล่นอยู่ลงบนเตียงในรถม้า พร้อมกับส่งสายตาบอกให้ซูสุ่ยเลี่ยนสบายใจได้ ก่อนจะเลิกม่านก้าวออกจากรถม้าไป
ห่างออกไปราวร้อยจั้ง มีกลุ่มคนห้าคนเรียงขวางกลางถนน ปิดเส้นทางเดินรถพอดี
หนึ่งในนั้นก็คือฮ่องเต้เซวี่ยลี่แห่งแผ่นดินเซวี่ยหมิงที่ได้สนทนาวาจาประหลาดกับเขาในวังผู้นั้น หลินซือเย่าเห็นดังนี้ก็หรี่ตามอง โดดลงมายืนประจันหน้ากับทั้งห้าคน “ทุกท่านไยต้องขวางทาง” น้ำเสียงเย็นเยียบกระทบโสตประสาทคนทั้งห้า
“ลี่…” เซวี่ยลี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก สตรีสูงศักดิ์ข้างกายเขาพอเห็นหลินซือเย่าก็ตื้นตันน้ำตาคลอขึ้นมาทันที
“เขาหรือ ใช่ไหม” สตรีน้ำเสียงร้อนรนถามเซวี่ยลี่ สองตาจับจ้องหลินซือเย่าไม่วางตา กลัวว่าหากตนเองละสายตาไป คนตรงหน้าจะหายวับไป
อีกสามคน หนึ่งชายสองหญิงเป็นองครักษ์อายุน้อย ชายเคราดกนามหลูชิงแม่ทัพแห่งแผ่นดินเซวี่ยหมิงที่มักปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเสมอ พอได้ยินสตรีผู้นั้นถามเช่นนี้ก็มองไปยังหลินซือเย่าทันที ทุกคนล้วนมองด้วยความร้อนใจและคาดหวัง
เซวี่ยลี่จับจ้องหลินซือเย่าครู่หนี่งก็แย้มยิ้มมุมปาก “พบกันอีกแล้ว”
“หากไม่มีอะไรก็โปรดเปิดทางด้วย” หลินซือเย่าขมวดคิ้วไม่พอใจ หันกลับไปมองรถม้าสี่คัน หากมีเรื่องกับอีกฝ่ายขึ้นมาจริง ด้วยฝีมือพลังภายในของเขากับซือถูอวิ๋น ย่อมปกป้องรถม้าทั้งสี่คันให้ปลอดภัยได้
“อาจารย์ลุง” ซือถูอวิ๋นก้าวมายืนข้างหลินซือเย่า “พวกเขามาหาพวกเราหรือ”
“ใช่” เซวี่ยลี่ตรงหน้าเลิกคิ้วรับคำซือถูอวิ๋น
“ทุกท่าน ไม่มีความแค้นต่อกัน ไยต้องขวางทาง” ซือถูอวิ๋นถามเสียงดัง เขาไม่ถือสาหากจะเริ่มเปิดฉากลงมือ แต่รถม้าด้านหลังมีแต่สตรีและเด็กอ่อนแอ เขาไม่มีใจจะสู้กับอีกฝ่าย จะว่าไปอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา ดูท่าทางแล้วให้แม่ทัพหลูชิงเคราดกชื่อเสียงโด่งดังมาเป็นองครักษ์ได้ แปดส่วนย่อมต้องเป็นฮ่องเต้เซวี่ยหมิง หากสู้กันขึ้นมาจริงก็จะส่งผลต่อสองแผ่นดิน
“น้องชาย พวกเราเพียงแต่จะเชิญอาจารย์ลุงเจ้ามาคุยสักหน่อย ไม่ได้มีเจตนาอื่น” เซวี่ยลี้ยิ้มมองซือถูอวิ๋นที่ปกป้องข้างกายหลินซือเย่าราวกับแม่ไก่พลางอธิบาย
“มีอะไรก็คุยกันตรงนี้ ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย อ้อมๆ แอ้มๆ อะไรกัน!” ซือถูอวิ๋นเหลือกตาใส่ เขาไม่ชอบที่สุดก็คือคนที่อ้างว่าพูดคุยสักหน่อย แต่จริงๆ คิดทำเรื่องชั่วร้าย
“ฮ่าๆ ข้ากลัวว่าพูดตรงนี้จะทำให้น้องชายตกใจอ้าปากค้างน่ะสิ” เซวี่ยลี่ได้ยินซือถูอวิ๋นกล่าวเสียดสีเช่นนี้ก็ไม่โมโห ยิ้มกล่าวตอบ
“ตกใจอะไร มีความลับอะไรน่าตกใจที่บอกไม่ได้หรือไง ไม่เป็นไร เล่ามาเลย” ซือถูอวิ๋นทำท่าทางเงี่ยหูฟังอย่างเกินจริง หันไปกระดิกนิ้วเรียกพวกเซวี่ยลี่
เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะมีความลับอันใดที่จะพูดกับอาจารย์ลุงหลินซือเย่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ลุงก็คงมีแต่เรื่องสิบสองทหารโลหิตถูกสังหารพวกนั้นเรื่องเดียว หากเป็นเช่นนี้เขายิ่งไม่อาจให้อาจารย์ลุงตามพวกเขาไปได้ แม้อาจารย์ลุงวรยุทธ์สูงส่ง แต่ผู้ใดจะรู้ว่าพวกเขาจะเล่นอุบายลอบกัดไหม
“ให้พูดตรงนี้จริงหรือ” เซวี่ยลี่ไม่สนใจซือถูอวิ๋นอีก หันไปมองหลินซือเย่าที่ก้มหน้าลงอย่างไม่รู้คิดอันใดอยู่ “ก็ดี…” เซวี่ยลี่นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะกำลังกล่าวความจริงอะไรออกมา
“หลักฐาน” หลินซือเย่าเงยหน้าจ้องมองอีกฝ่าย “จากนี้สิ่งที่ท่านพูดมา มีหลักฐานไหม”
ตั้งแต่เข้าวังแล้วถูกเซวี่ยลี่ตามตัวไปคุยในพระที่นั่งด้านข้าง บีบบังคับให้เขาฟังเรื่องราวเหลวไหลยากจะเชื่อแล้ว ก็พอเดาได้แล้วว่าเซวี่ยลี่ต้องการจะกล่าวความจริงอันใด ที่เขาหันหลังเดินหนีก็เพราะไม่อยากฟัง และก็ไม่ถือสาว่าตนเองอาจจะเป็นลูกใคร หรือตนเองจะมีชาติกำเนิดซับซ้อนอะไร แต่ว่าเขาต้องการเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อ เหตุผลที่ทำให้เขายอมรับครอบครัวที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเด็ก เหตุผลที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง แท้จริงแล้วมีสาเหตุบีบคั้นอันใดที่ไม่อาจเลี่ยงได้
“แน่นอน หากไม่เชื่อก็ตามข้ากลับเซวี่ยหมิง” เซวี่ยลี่พยักหน้าจริงจัง ขอเพียงเขายอมรับฟัง ทุกอย่างล้วนจัดการได้
“ไม่จำเป็น ข้ารีบกลับบ้าน” หลินซือเย่าปฏิเสธน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เช่นนั้นก็คุยกันที่เมืองเยว่ขุยแล้วกัน” หาที่พักเป็นข้ออ้าง ฟังอีกฝ่ายกล่าวอ้างสักหน่อย สมควรแก่การที่เขาจะยอมรับยี่สิบสี่ปีแห่งการต้องเป็นเด็กกำพร้าหรือไม่ อยู่ๆ ก็มีพ่อแม่โผล่ออกมา ความจริงนี้น่าตกใจเกินไป แม้เป็นเขาที่เป็นนักฆ่าแสนเย็นเยียบได้รู้ก็ยังต้องหลบเลี่ยง ไม่กล้าเผชิญหน้า
“ได้” เซวี่ยลี่ได้ยินก็มองหลินซือเย่าแน่วแน่ ค่อยๆ ตอบรับ “เมืองเยว่ขุย ไม่เจอไม่กลับ”
…….
“อาจารย์ลุง…”
เห็นทั้งห้าโดดหายไปทางพุ่มไม้ริมทางรวดเร็ว ก็คงคิดเร่งเดินทางไปเมืองเยว่ขุย
ซือถูอวิ๋นหันไปมองหลินซือเย่าอย่างเป็นห่วง
“ไม่มีอะไร ถึงเมืองเยว่ขุยค่อยว่ากัน” หลินซือเย่าหันหลังขึ้นรถม้าเลิกม่านขึ้นเดินเข้าไปในรถ
ซือถูอวิ๋นเห็นดังนี้ก็ได้แต่ส่ายหน้า ได้แต่กลับไปรถม้าตนเอง อาจารย์ลุงใหญ่สุด เขาว่าไม่เป็นไรก็คงจะไม่เป็นไร”
“ออกเดินทาง” ซือถูอวิ๋นส่งเสียงดังขึ้นให้รถม้าทั้งสีค่อยๆ เคลื่อนลงใต้อีกครั้ง
“ทำไมหรือ เกิดอะไรขึ้น” ซูสุ่ยเลี่ยนเห็นหลินซือเย่าเข้ามาก็ดึงมือเขามากุมอย่างเป็นห่วง ตบหลังมือเบาๆ ถามขึ้น คิ้วขมวดอย่างเป็นกังวลชัดเจน
“ไม่เป็นไร” หลินซือเย่ายิ้มหรี่ตามองนางปลอบใจเขา พลิกมือดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด ‘ไม่เป็นไร’ หากอีกฝ่ายบอกมานั้นเป็นเรื่องจริง ก็ยิ่งไม่เป็นไร เพียงแต่…
“คนพวกนั้น….” ซูสุ่ยเลี่ยนพึมพำเบา นางแอบมองลอดออกทางหน้าต่างเห็นภาพสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ได้แต่ยืนห่างกันหลายจั้ง สองฝ่ายคุยกันเสียงเบามา นางได้ยินเนื้อหาไม่ชัด
แต่ทั้งห้าคนนั้นนางจำได้ ก็คือพวกที่มาเมืองหลวงหลายวันก่อน และเจอกันระหว่างทางที่เมืองเยว่ขุย ตอนนั้นก็ได้พบสองสามท่านตรงหน้านี้ ได้ยินอวิ๋นเอ๋อร์เล่าว่าพวกเขาเป็นชาวเซวี่ยหมิง
“ไม่ใช่คนสำคัญอะไร” หลินซือเย่าก้มหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นของนาง ก่อนจะส่งเสียงแหบพร่าตอบนาง สำหรับเขาแล้ว นอกจากสตรีตัวน้อยในอ้อมกอดและทารกแฝดที่กำลังหลับอยู่บนเตียง คนอื่นล้วนไม่สำคัญ แม้เป็นคู่สองสามีภรรยาที่เกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขาก็ตาม
“ไม่มีอะไรก็ดี” ซูสุ่ยเลี่ยนได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ก็ไม่ได้ไล่ถามต่อ นางเชื่อว่าเขาจัดการได้
“อาเย่า สองปีมานี้เจ้ามีความสุขไหม” นางพิงไหล่เขาพลางถามเบาๆ
“ทำไมถามเช่นนี้” เขาก้มลงมองนาง ยื่นมือขึ้นคลายหว่างคิ้วนางออก “เจ้าล่ะ” เขาไม่ตอบแต่ย้อนถาม นางก็คือแหล่งกำเนิดความสุขของเขา
“มีความสุขมาก ความสุขอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน” นางยิ้มอ่อนโยนกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น
เดิมคิดว่าชีวิตนางจะต้องฝังอยู่ในตระกูลซูไปจนตายแล้ว
นางเป็นหญิงแต่ได้รับความสำคัญจากท่านปู่และท่านพ่อก็เพราะนางมีฝีมือปักที่โดดเด่น วันหน้าคนที่จะแต่งงานด้วยไม่ว่านางเป็นเช่นไร อย่างแรกที่มองก็คือฝีมืองานปักซูซิ่วของนาง
ผู้ใดจะคาดคิด เกิดความผิดพลาดไปมา นางมาถึงที่นี่ที่เป็นโลกที่แตกจากต่างจากเมืองซูโจวอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย นางแอบลอบถอนใจกล่าวกับตนเองว่า นางพ้นทุกข์แล้ว พ้นทุกข์จากความกดดันของตระกูลซู จากนี้นางทิ้งทุกอย่างแล้วเป็นตัวของนางเองได้แล้ว
และนางเองก็ได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่หรือ แต่งงานกับอาเย่า ตั้งรกรากที่เมืองฝานฮัว คลอดลูก…แต่ละก้าวที่เดินมา แต่ละช่วงเวลา นางมีความสุขมาก
แม้ว่าระหว่างนี้ยังมีครอบครัวที่สูงศักดิ์อย่างมากปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้นางไม่รู้จะรับมือเช่นไร แต่ดีที่บิดามารดาบนโลกนี้คิดว่าติดค้างลูกสาวอย่างนาง จึงไม่ได้บีบบังคับยึดครองความสุขที่สำหรับนางแล้วเรียบง่ายอย่างยิ่งนี้กลับคืนไป
“เจ้าพอใจก็พอ” หลินซือเย่ามองนางอย่างรักใคร่เอ็นดู ประกบริมฝีปากแดงฉ่ำของนาง จุมพิตที่ดูดกลืนลมหายใจของนางจนนางแทบเป็นลม
“เจ้าล่ะ ยังไม่บอกข้าเลย” นางดึงดันอยากรู้ว่าในใจเขาคิดเช่นไรและสองปีนี้มีความสุขไหม
“เจ้าควรรู้” เขายิ้มขบปลายคางนางพลางกระซิบ แต่ไรมาเขาเป็นชายที่หยิ่งในศักดิ์ศรี มีแต่นางคนเดียวที่ทำให้ความสงสารและรักใคร่ในใจเขาที่มีไม่มากนักฟื้นคืนมาได้
“อาเย่า…” นางเกี่ยวลำคอเขาไว้พลางเรียกชื่อเขาเบาๆ ราวกับไม่พอใจในคำตอบปัดผ่านเช่นนี้ของเขา
“หืม?” เขาถือโอกาสนี้ปลดกระดุมเสื้อนางออก ยื่นมือแทรกเข้าไปใต้สาบเสื้อนาง หลังแต่งงานมา เนินอกทั้งสองของนางก็เต็มอิ่มเพราะมีน้ำนม ทำให้เขาลืมตัว
“อย่า…” ริมฝีปากแตะลงบนเนินอกอวบอิ่มอบอุ่นของนาง ทำให้นางได้สติรู้ว่าอยู่ในรถม้า และพวกเขายังอยู่ต่อหน้าทารกแฝดที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงข้างๆ
“ไม่มีคนรู้” เขากระซิบแผ่ว คลื่นด้านล่างถาโถมบอกว่ากำลังต้องการนางอย่างยิ่ง
“แต่ว่า…อุกอาจเกินไปแล้ว!” นางคิดอย่างเริ่มไร้สติ พยายามดิ้นรนปฏิเสธ แต่เขาได้ยินเหมือนเสียงครางยั่วยวน
“แต่ทำไม” เขารู้แต่ยังถาม อีกมือปลดกระโปรงตัวหนานางออก มาถึงช่องทางร้อนชื้นของนางแล้ว เขาหรี่ตามองนางเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม ร้อนชื้นเช่นนี้แล้วยังคิดปฏิเสธ
ดังนั้นจึงรีบปลดสิ่งกีดกั้นของเขาออก อุ้มนางขึ้นนั่งบอกให้นางนั่งทับหน้าตักคร่อมเกี่ยวเขาไว้ จากนั้นก็แทรกล้ำลึกเข้าสู่กายนาง
“อาเย่า…” รถม้ากำลังแล่นเร็วทำให้โยกคลอน ทำให้นางสะอื้นไห้เบาๆ
“กอดข้าแน่นๆ…” ปลายลิ้นเขาแตะใบหูนางพานางฝ่ากระแสคลื่นลมอีกระลอก ดูดกลืนเสียงครางเบาๆ ของนางไปหมดสิ้น