“ไม่ได้ผลทั้งคู่นั่นแหละ” หานซือฉีเดินตรงเข้ามาในห้องครัว เขาเปิดหม้อที่เล็กกว่าในบรรดาทั้ง 2 หม้อนั้น ก่อนจะเทถุงที่ใส่ผงสีขาวไว้ลงไปในซุปเห็ดหูหนูแล้วคนให้มันเข้ากัน เมื่อเห็นว่าฝูเจิ้งเจิ้งมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกโพลง เขาก็แสร้งหยิบถ้วยขึ้นมาแล้วพูด “ซุปยาจีนน่ะ จะเอาด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่ ขอบคุณ” ฝูเจิ้งเจิ้งโบกมือแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่หันกลับมามองอีก แต่ลึกๆ แล้วก็แอบสงสัยว่าท่าทีของหานซือฉีนั้นดูแปลกไปกว่าปกติอยู่
เดินออกมาจากห้องครัวและตรงไปยังห้องนั่งเล่น เธอจำได้ว่าก่อนจะขึ้นไป เธอใช้ปรอทวัดไข้ที่ห้องนี้ ดังนั้นเลยกลับมาหา แต่ระหว่างนั้นเอง เสียงชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาด้านหลังเธอ “คุณฝู?”
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าผู้ที่กำลังเรียกเธอนั้นก็คือ หานซือเซียน ฝูเจิ้งเจิ้งหยุดทุกการกระทำก่อนจะพยักหน้าให้เขาและยิ้มให้อย่างสุภาพ
หานซือเซียนเองก็พยักหน้ารับด้วยเช่นกันก่อนจะพูด “มาคุยกับฉันหน่อย”
คุยอีกแล้วเหรอ!? จะคุยอะไรบ่อยๆ !
เขารอจนฝูเจิ้งเจิ้งเดินมาหาก่อนจะหันหลังกลับไปมอง “คุณฝู ฉันสามารถทำยังไงให้เธอออกจากเมือง B ได้บ้าง? ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ นะ ไม่อยากจะอ้อมค้อมน่ะ”
เธอเดาไว้อยู่แล้วว่าเขาจะพูดอะไร ดังนั้นฝูเจิ้งเจิ้งจึงไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักเพราะมีคำตอบในใจแล้ว ใบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยตอบกลับไป “ให้ฝูซิงกลับไปกับฉันค่ะ”
“อย่างอื่นล่ะ?”
“ไม่มีค่ะ” ฝูซิงเป็นอย่างเดียวที่เธอเป็นห่วงมากที่สุด
“ไม่มีอะไรที่พอจะต่อรองกันได้เลยงั้นเหรอ?” หานซือเซียนพูดด้วยความจริงจังมากขึ้น “การแต่งงานระหว่างซือฉีกับเฉียวเค่อเหรินมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วนะ”
“ไม่…” ก่อนที่ฝูเจิ้งเจิ้งจะพูดออกไป เธอก็นึกถึงเรื่องที่คุยกับเขาไปเมื่อตอนที่อยู่ที่โรงพยาบาลได้ และทันใดนั้น ความคิดใหม่มันก็โผล่ขึ้นมา
ทันทีที่เขาเห็นโอกาส หานซือเซียนก็พูดย้ำไปอีกครั้งหนึ่ง “เธอจะขออะไรก็ได้ ยกเว้นขอให้ฝูซิงไปด้วย”
“เมื่อตอนที่ฉันต้องแยกจากซือฉี ฉันให้สร้อยคอกับเขาไว้ สร้อยนั่นเป็นของดูต่างหน้าที่ตกทอดมาจากคุณยายของฉัน ถ้าคุณหานจะช่วยฉันหาสร้อยคอนั่น…”
“แล้วยังไงนะ?” หานซือเซียนจ้องมายังเธอ
“ฉันจะยอมถอดใจเรื่องที่จะขอดูแลฝูซิงเองเลย” ฝูเจิ้งเจิ้งกัดฟันก่อนจะพูดออกไป
เธอตั้งใจจะลองเชิงก่อน เผื่อว่าสร้อยนั้นจะอยู่กับหานซือเซียนจริงๆ และถ้าเธอเดินเกมถูก สร้อยนั่นจะต้องตกมาอยู่ในมือเธอแน่ๆ
ยังไงเสียเธอก็เป็นผู้หญิง สุภาพบุรุษเช่นเขาต้องไม่คืนคำสิ!
“แค่นี้เหรอ?” หานซือฉีแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอขอ
ฝูเจิ้งเจิ้งตีหน้าขมขื่นด้วยรอยยิ้มปวดใจ “มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะคะที่แม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างฉันจะพาฝูซิงไปด้วย โดยเฉพาะหากจะทำให้เขาต้องทุกข์กายทุกข์ใจมากขึ้น นอกจากนี้ ดูเหมือนปู่กับย่าของเขาจะไม่อยากให้เขาไปด้วยนี่…”
“เข้าใจแล้ว” ครั้งนี้หานซือเซียนตอบอย่างไม่ลังเล “แต่ตอนนี้สร้อยคอนั่นไม่ได้อยู่กับฉัน ถ้ายังไงฉันจะรีบส่งให้เธอใน 3 วันก็แล้วกันนะ”
ชัดเจน อยู่กับเขาจริงๆ ด้วย!
เยี่ยม!
เธอพยายามข่มความตื่นเต้นนี้เอาไว้และพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ “ฉันจะรอวันที่ท่านประธานหานติดต่อมานะคะ”
ด้วยท่าทีที่ใจเย็น หญิงสาวคว้าปรอทวัดไข้แล้วเดินขึ้นด้านบนไป
ยามเมื่อคิดถึงว่าสร้อยคอนั้นกำลังจะกลับมาหาเธออีกครั้ง ฝูเจิ้งเจิ้งก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเธอแทบจะถลาบินออกไปแล้ว ทำไมเรื่องมันไม่ง่ายแบบนี้ตั้งแต่ต้นนะ ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นเปล่งออร่าจนกระทั่งเธอกลับเข้าห้องไป
ถ้าหากเธอได้กุญแจมาแล้วล่ะก็ เธอก็จะสามารถไถ่บาปให้หยางเต๋าได้ แต่ถ้าส่งให้จริงๆ ทางสถานีตำรวจจะยกโทษให้เขาไหมนะ?
ตอนนี้คงหวังได้แค่ว่าให้หานซือเซียนนำสร้อยคอนั้นมาให้ถึงมือเธอให้เร็วที่สุด ปัญหาที่คาราคาซังตอนนี้จะได้ถูกขจัดหมดไปเสียที
“หม่ามี๊…”
ความคิดของฝูเจิ้งเจิ้งถูกขัดเอาไว้ เธอรีบหันไปมองยังต้นเสียงและเห็นว่าฝูซิงตื่นขึ้นมาแล้ว หญิงสาวเข้าไปดูอาการเขาทันทีพร้อมเอ่ยถาม “ทำไมถึงตื่นมาล่ะลูก? ยังมีไข้อยู่เหรอ?”
ฝูเจิ้งเจิ้งสัมผัสหน้าผากของอีกฝ่ายเบาๆ ขณะที่อีกมือก็ควานหาปรอทวัดไข้มาวัดด้วย
“หม่ามี๊ ฝูซิงไม่ได้เป็นไข้ แต่หม่ามี๊เดินไปเดินมา มันทำให้ฝูซิงนอนไม่หลับ”
ได้ยินเช่นนั้น ฝูเจิ้งเจิ้งถึงได้รู้ตัวว่าตนเองนั้นเดินวนรอบห้องมาเป็นพันรอบแล้วขณะคิดเรื่อยเปื่อย ความเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าจางๆ ก่อนที่จะกล่าวออกไป “แหะๆ หม่ามี๊กังวลเกี่ยวกับฝูซิงไง”
หลังจากที่วัดไข้ฝูซิงเสร็จ เธอก็พบว่าไข้ของเขานั้นลดลงไปเยอะแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่น่าภาคภูมิใจจริงๆ และในตอนนั้นเอง เฉินเฉี่ยวหลานก็นำมื้อเย็นเดินเข้ามาในห้อง
ทั้งสองทานข้าวเย็นด้วยกันจนเสร็จ เธอกลับมาเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฝูซิงฟังเหมือนตามปกติและไม่ลืมที่จะป้อนยาเขาด้วย
ฝูซิงมองไปยังประตู ก่อนจะพูดอย่างผิดหวัง “หม่ามี๊ ป๊ะป๋าไม่ได้เข้ามาหาฝูซิงเลยวันนี้”
“ก็ลูกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่อยากให้เขาเป็นป๊ะป๋าแล้ว? แถมลูกยังบอกด้วยว่าลูกเกลียดเขา เพราะงั้นเขาถึงไม่กล้าเข้ามาไง” ฝูเจิ้งเจิ้งตอบ
เด็กน้อยรีบทำหน้าบึ้ง “ที่ฝูซิงพูดก็เพราะว่าเห็นหม่ามี๊บาดเจ็บต่างหาก! ป๊ะป๋านี่ใจแคบชะมัด”
“ถ้างั้นแล้วมีหม่ามี๊แค่คนเดียวไม่พอหรือไง?” เธอแตะปลายจมูกของเขาไปเบาๆ
ได้ยินเช่นนั้นฝูซิงก็ทานยาเข้าไปด้วยความทุกข์ใจ
หญิงสาวลุกขึ้นหยิบแก้วน้ำไปล้างในห้องน้ำแล้วเดินออกมา แต่ในตอนนั้น ฝูซิงก็ไม่อยู่ในห้องแล้ว!
ด้วยความหวาดกลัว เธอจึงรีบเรียกหาฝูซิงขณะเดินลงไปข้างล่าง
“เปิดประตูเร็วๆ ! ฝูซิงปวดฉี่!” ทันทีที่เดินลงมาด้านล่าง เธอก็ได้ยินฝูซิงกำลังร้องดังออกมา
ฝูเจิ้งเจิ้งเดินตามเสียงของเขามาก็พบว่าฝูซิงกำลังทุบประตูห้องน้ำชั้นล่างอยู่ เห็นดังนั้นแล้วเธอจึงพูดขึ้นมาทันที “ลูกปวดฉี่เหรอ? มาเร็ว เดี๋ยวหม่ามี๊พาขึ้นไปฉี่ด้านบน”
“ไม่เอา! ฝูซิงจะฉี่ที่นี่! เปิดประตูเร็วๆ !”
จากนั้นเสียงทุบประตูตอบกลับจากข้างในก็ดังสนั่นกลับมา
ขณะที่ฝูเจิ้งเจิ้งกำลังอยากรู้ว่าใครอยู่ในห้องน้ำ เสียงจากด้านในที่พูดออกมาด้วยความโกรธก็คลายความสงสัยของเธอเสียก่อน “อย่าเพิ่งเร่งฉันสิ! เดี๋ยวจะรีบออกไปแล้ว”
เฉียวเค่อเหริน?
เมื่อหันไปมองรอบๆ เธอก็ยังพบว่าแถวนั้นมีหานซือฉีที่กำลังนั่งจิบชาอย่างไม่สนโลกอยู่ด้วย
อะไรกันน่ะหมอนี่?
ตอนนั้นเอง เฉียวเค่อเหรินก็เดินออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เธอกุมท้องไว้ด้วยมือข้างหนึ่งราวกับเพิ่งไปเจอศึกหนักในห้องน้ำมา
อีกฝ่ายไม่ได้ตกใจที่เห็นฝูเจิ้งเจิ้งยืนอยู่ตรงหน้า เพียงแค่เหลือบมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามเท่านั้น
ผู้ถูกมองอย่างฝูเจิ้งเจิ้งสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเธอคนนี้อยากจะถามอะไร ‘อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชสนุกดีไหม?’
เธอไม่ได้โต้ตอบอะไรไปและแสดงให้เห็นว่าเธอนั้นสบายดี
“ฝูซิงปวดฉี่!” ฝูซิงผลักเฉียวเค่อเหรินให้หลบออกไปข้างๆ ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที ซึ่งฝูเจิ้งเจิ้งก็เตรียมจะเข้าไปด้วย แต่ประตูนั้นกลับปิดเข้ามาก่อน
เป็นอะไรไปน่ะ เด็กคนนี้!
ตั้งแต่ที่รู้สึกได้ว่าเฉียวเค่อเหรินกำลังเยาะเย้ยเธอด้วยสายตา เธอรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ขณะที่ยืนมองหญิงสาวที่กำลังก้าวเดินไปหาหานซือฉี เธอก็สังเกตได้ว่าขาของเฉียวเค่อเหรินอ่อนแรงมากๆ นี่เจ้าตัวเข้าห้องน้ำมากี่รอบแล้วเนี่ย?
ทันใดนั้นเอง ฝูเจิ้งเจิ้งก็นึกถึงถุงกระดาษที่หานซือฉีใช้ไปก่อนหน้านั้นขึ้นมา
หรือว่า…
จู่ๆ หานซือฉีก็ลุกขึ้นมา พร้อมกับประคองเฉียวเค่อเหรินไว้ด้วยขณะถามอะไรบางอย่าง เขาคอยช่วยปัดผมที่ลงมาปิดบังใบหน้าสวยๆ นั้นให้เรียบร้อย ช่างเป็นภาพที่อบอุ่นอะไรเช่นนี้
แต่คนที่ไม่รู้สึกเช่นนั้นก็มีเหมือนกัน เช่น ฝูเจิ้งเจิ้ง เป็นต้น
เธอยืนมองท่าทีนั้นด้วยความหงุดหงิดและโกรธเคือง
ครั้นพอคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ใหม่ มันก็เปลี่ยนเรื่องน่าโมโหนี้ให้กลายเป็นเรื่องน่าสงสัยขึ้นมาทันที มันจะเป็นไปได้เหรอที่เขาจะเป็นคนใส่ยาถ่ายลงไปในอาหาร? บางทีเฉียวเค่อเหรินอาจจะไปกินอะไรผิดสำแดงมาเองก็ได้
ฝูเจิ้งเจิ้งไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเผลอมองเฉียวเค่อเหรินแบบแปลกๆ ไป แต่เฉียวเค่อเหรินนั้นรู้ตัวแล้ว และเธอก็หันกลับมามองฝูเจิ้งเจิ้งเช่นกัน
“โอ๊ะ ซือฉี ฉันรู้สึกไม่ดีเลยค่ะ” เฉียวเค่อเหรินเอนตัวเข้าซบกับหานซือฉีที่เข้ามารับ
เห็นดังนั้นหานซือฉีก็รีบโอบร่างที่เอนเข้ามาหาเขาไปนั่งบนโซฟาดีๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลมากกว่าปกติ “นั่งลงก่อนแล้วพักซักนิดนะ อีกเดี๋ยวหมอก็จะมาแล้วล่ะ”
‘ตอแหล!’ ฝูเจิ้งเจิ้งคิดในใจ
“หม่ามี๊ ฝูซิงเรียบร้อยแล้ว เราขึ้นข้างบนกันเถอะ” ฝูซิงที่ออกมาจากห้องน้ำแล้วรีบเข้ามาดึงฝูเจิ้งเจิ้งกลับไปยังชั้นบน
แม้ว่าเธอจะถูกดึงกลับไปขนาดไหน แต่สายตาของเธอก็ยังอดที่จะหันไปมองทั้งสองคนที่กำลังสวีทหวานกันอยู่ด้านล่างไม่ได้
“หม่ามี๊ เร็ว!” แรงดึงของฝูซิงนั้นมีมากขึ้นเมื่อเห็นว่าฝูเจิ้งเจิ้งเอาแต่เหม่อ
ทว่าเมื่อมาถึงด้านบน ฝูซิงกลับไม่ได้วิ่งเข้าห้องอย่างที่ควรจะเป็น เขาหยุดฝีเท้าลงก่อนจะนอนหมอบลงไปกับพื้นแล้วดูสถานการณ์ด้านล่าง
นี่เขารีบขึ้นมาเพื่อจะมาแอบดูสองคนนั้นสวีทกันงั้นเหรอ? ไม่ได้นะ มันไม่เหมาะกับเด็ก!
เธอเตรียมจะเข้าไปดึงฝูซิงออกมา แต่ฝูซิงที่เหมือนจะรู้ก็รีบหันกลับมาหาเธอและส่งสัญญาณให้เธอเบาเสียงไปก่อน “ชู่ว—”
ไม่นานนัก ฝูเจิ้งเจิ้งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตามด้วยเสียงปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นมาจากด้านล่าง
ทันใดนั้นฝูซิงก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว
“ฝูซิง!” หญิงสาวคว้าเขาไม่ทัน เนื่องจากการกระทำของเด็กคนนี้มันกะทันหันเกินไป เธอจึงได้แค่เดินตามเขาลงไปเท่านั้น
“ป๊ะป๋า ฝูซิงปวดหัว!” เจ้าตัวแสบวิ่งเข้าปรี่ใส่หานซือฉีพร้อมทั้งกอดคอเขาไว้ด้วยพลางพูดด้วยน้ำเสียงขี้อ้อน “ป๊ะป๋าจะวัดไข้ฝูซิงใช่ไหม? หม่ามี๊อ่านค่าบนปรอทไม่ออกเลย”
ฉันอ่านปรอทไม่ออกตอนไหนน่ะ? เมื่อฝูเจิ้งเจิ้งกำลังจะอธิบาย หานซือฉีก็เดินขึ้นชั้นบนไปพร้อมกับฝูซิงในอ้อมแขนเสียแล้ว เจ้าตัวแสบเอนหัวซบไหล่หานซือฉีก่อนจะหันมากะพริบตาให้ฝูเจิ้งเจิ้งทิ้งท้าย
การกระทำแปลกๆ ของทั้งสองมันทำให้ฝูเจิ้งเจิ้งเริ่มจะเอะใจขึ้นมา ครั้นเธอจะตามขึ้นไปถาม ก่อนจะขึ้นก็อดที่จะมองไปยังประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทนั้นด้วยความประหลาดใจไปด้วย
เมื่อกลับมาถึงห้องแล้ว เธอก็เห็นว่าหานซือฉีกำลังเดินไปที่โต๊ะที่เธอวางปรอทไว้ ส่วนฝูซิงก็เดินเข้ามาหาเธอและกระซิบ “หม่ามี๊ ลงไปข้างล่างก่อน แล้วถ้าคุณหมอมา ก็บอกให้เขากลับไปได้เลย ฝูซิงเอาทิชชู่ทิ้งลงชักโครกไปหมดแล้ว”
ห๊า!?
ยามที่หานซือฉีกลับมาหาตน ฝูซิงก็พูดขึ้นมา “หม่ามี๊ ฝูซิงอยากดื่มนม ลงไปเอานมมาเร็วๆ เลย!”
“นมอยู่ในห้องครัว อุ่นก่อนที่จะเอาขึ้นมาด้วยล่ะ” หานซือฉีเองก็พูดเสริมก่อนจะอุ้มฝูซิงไปนั่งที่โซฟาก่อนจะเริ่มวัดไข้ให้เขา
ในทันทีที่เข้าใจจุดประสงค์ของฝูซิง ฝูเจิ้งเจิ้งก็รีบวิ่งลงไปชั้นล่างทันที
“ซือฉี นั่นคุณเหรอคะ?” พลันเมื่อเธอเดินลงมาถึงหน้าประตูห้องน้ำ เสียงของเฉียวเค่อเหรินที่ฟังดูอ่อนล้าก็ดังขึ้นมา
ฝูเจิ้งเจิ้งจงใจตอบกลับด้วยเสียงเซอร์ไพรส์ “อ้าว คุณเฉียว ซือฉีของคุณเฉียวเพิ่งจะออกไปเองค่ะ อืมมม แต่เขาน่าจะกลับมาละมั้งคะ อีกซักแปปหนึ่ง ว่าแต่ คุณเฉียวมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากห้องน้ำที่ท่านพูดด้วย
เห็นแบบนั้นฝูเจิ้งเจิ้งจึงแสร้งทำเป็นเดินจากไป แต่แท้จริงแล้วเธอก็แค่ไปเดินวนหน้าห้องน้ำแล้วกลับมาใหม่เฉยๆ
คราวนี้เสียงของเฉียวเค่อเหรินก็ดังขึ้นมาอีก “ซือฉี มาแล้วเหรอคะ?”
“ขอโทษด้วยนะคะคุณเฉียว ฉันอีกแล้วล่ะ ดูเหมือนซือฉีจะยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
เสียงของคนที่อยู่ในห้องน้ำหายไปอีกครั้ง
จากการคำนวณถึงความถี่ที่เฉียวเค่อเหรินเดินเข้าเดินออกห้องน้ำแล้ว เธอก็อดคิดถึงเมื่อครั้งที่เธอท้องเสียไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ เฉียวเค่อเหรินจะเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าเธอเสียอีก
ภาพในหัวของฝูเจิ้งเจิ้งตอนนี้ อีกฝ่ายต้องกำลังนั่งกัดฟันแน่นอยู่ในห้องน้ำแน่ๆ!
เออ สมควรแล้ว! หัดเรียนรู้ธรรมชาติชีวิตที่ต้องอยู่กับห้องน้ำคืนหนึ่งหลายๆ รอบเสียบ้าง
หลังจากที่ได้แกล้งเฉียวเค่อเหรินอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเสียงในห้องน้ำก็เริ่มคุยกับเธอ…ด้วยความโกรธ “ฝูเจิ้งเจิ้ง! เธอแกล้งฉันพอหรือยังฮะ!?”
แต่ไม่ทันขาดคำ มันก็ตามด้วยเสียงอุทานเบาๆ “อูย…”
“แกล้ง? กำลังพูดเรื่องอะไรกันน่ะคะ?” ฝูเจิ้งเจิ้งแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ แต่หลังจากที่เธอพูดแบบนั้นไปแล้ว ครู่หนึ่งก็เหมือนเธอจะนึกอะไรได้ “เอ๊ะ…จะว่าไปแล้ว ในห้องน้ำไม่มีกระดาษทิชชู่หรือเปล่านะคะ? บ้าจริง ฉันนี่มันขี้ลืมสุดๆ ตอนแรกว่าจะออกไปซื้ออยู่แล้ว แต่ก็มัวแต่ทำนู่นทำนี่จนลืม ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันออกไปซื้อให้นะคะ”
เพียงแค่เดินออกไปจากหน้าห้องน้ำได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ถอยกลับมาอีกครั้ง “อ๊ะ แต่ฝูซิงก็ยังป่วยอยู่ ฉันคงต้องไปดูแลเขาก่อน ถ้ายังไง คุณเฉียวก็รอซือฉีสุดที่รักไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเขาน่าจะซื้อกลับมาให้ด้วย”
พูดจบ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องยา เขายืนรออยู่ที่หน้าประตู ฝูเจิ้งเจิ้งเห็นดังนั้นก็รีบเดินไปหาเขาและพูดตามที่ฝูซิงบอกไว้ “พวกเขาไปโรงพยาบาลกันแล้วน่ะค่ะ”
“อ้อ โอเคครับ” เขาตอบรับและหันหน้ากลับอย่างไม่รอช้า
เธอเดินกลับไปที่หน้าห้องน้ำและจงใจพูดเสียงดัง “คุณหมอค๊า ที่บ้านนี้ไม่มีคนท้องเสียอะไรนั่นหรอกค่ะ คุณมาผิดบ้านแล้ว~~~”
ทันใดนั้นเอง เสียงของเฉียวเค่อเหรินก็ตะโกนออกมาจากในห้องน้ำ “ไม่ผิดบ้าน! ฉัน! ฉันท้องเสียอยู่!”
ฝูเจิ้งเจิ้งหันกลับมาพูดด้วยความ ‘เซอร์ไพรส์’ “อ้าว คุณเฉียว! ฉันบอกให้คุณหมอกลับไปแล้ว ทำไมไม่บอกฉันก่อนล่ะคะ!”
“นังฝูเจิ้งเจิ้ง!”
“อืมมมม ในเมื่อคุณเฉียวท้องเสีย ทำไมไม่รีบไปโรงพยาบาลล่ะคะ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ในห้องน้ำทำไมกัน?”
“หน็อย นังนี่! แกมันคนโหดร้าย! นังตัวดี! ฮึ่ยยย! ฉันจะสรรหาคำอะไรมาด่าหล่อนดีนะ!” เฉียวเค่อเหรินเครื่องติดเสียแล้ว เธออารมณ์ร้ายเช่นเดียวกับปากที่ร้ายไม่ต่างกัน ทว่าเพียงไม่นาน เสียงที่กำลังโวยวายอยู่นั้นก็เริ่มเบาลง บางทีอาจจะเพราะสูญเสียพลังไปเยอะ
“คุณเฉียวนี่ล่ะก็ ชมฉันเกินไปแล้วนะคะ ฉันไม่โหดร้ายเท่าคุณหรอกที่สามารถส่งคนที่สุขภาพดีอย่างฉันไปโรงพยาบาลจิตเวชได้!”
“ฮึ่ม! ฉันเสียใจจริงๆ ที่ไม่ได้ส่งหล่อนไปแผนกผู้ป่วยหนักน่ะ!”
“แหม งั้นคงต้องขอบคุณในความเมตตาจริงๆ !”
เมื่อรู้ว่าเฉียวเค่อเหรินกำลังอ่อนแรงลงไป แม้เธอจะยังสนุกอยู่กับการถากถางอีกฝ่าย แต่ก็ยังแอบลังเลว่าจะจบการแกล้งไว้เพียงเท่านี้ดีไหม
ตอนนั้นเอง เสียง ‘ตึง’ ก็ดังขึ้นมาจากภายในห้องน้ำ เสียงนั้นราวกับว่าเฉียวเค่อเหรินสลบลงไปแล้วเลย
สลบเหรอ…หรือตาย!?
—————————————————————————————————————–
คุยกับผู้แปล
บ้าเอ้ย ชอบการเถียงกันแบบนี้จริงๆ 555555555555555555555555