บทที่ 237 ไม่มีผู้ใดเสียดายตำแหน่งพระราชนัดดา
อีกด้านหนึ่ง ไท่ซ่างหวงกลับเรียกขุนนางเก่าแก่สามสี่คนตรงหน้าออกมา จากนั้นก็กางร่มดื่มชากันอยู่ข้าง ๆ
เพื่อไม่ให้พวกเขาที่อายุปูนนี้แล้ว ต้องไปรับโทษที่ลำบากลำบนกับฮ่องเต้ด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งในนั้น ยังมีไท่ฝู่ของตำหนักบูรพาในตอนนั้น และเป็นอาจารย์ของเซี่ยอวี้ ซึ่งเดิมก็ควรจะลาออกไปไว้ทุกข์ในปีนี้ ทว่ากลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่งของไท่ซ่างหวงบอกให้เขาอยู่ต่อ เพื่อรอดูเรื่องตลกของคนในเมืองหลวงที่จะมายังหมู่บ้านตระกูลเฉินแห่งนี้
ฮ่องเต้เซี่ยเจินเห็นไท่ซ่างหวงยังสามารถลากคนไปพูดคุยยิ้มแย้มได้ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ก็อดไม่ได้ที่จะสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
การจะให้เขาสังหารไท่ซ่างหวงนั้นไม่ใช่ว่าเขาตัดใจทำไม่ได้ แต่เพราะเขากลัวจะถูกราษฎรทั้งใต้หล้าโจมตีมากกว่า
แต่ความอัปยศในวันนี้ คิดว่าคนที่มีสายตาเฉียบแหลมล้วนสามารถมองออกว่า ไท่ซ่างหวงจงใจที่จะหาเรื่องเขา แต่เขาไปทำให้ไท่ซ่างหวงไม่พอใจเรื่องอะไรกันแน่ ฮ่องเต้เซี่ยเจินยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
คนที่พามาทั้งหมดก็ราวกับเกี๊ยวที่ตกลงไปในหม้อแล้วก็มิปาน แม้แต่องค์หญิงและองค์ชายก็ไม่มีใครรอดไปได้ แต่ก็มีบางคนที่ฉวยโอกาสอ้างว่าจะไปปลดทุกข์แล้วแอบไปอู้งาน
คนที่หลบไปนั้นบังเอิญเป็นลูกหลานของตระกูลขุนศึก ที่เคยได้รับทหารของกองทัพทหารเกราะเหล็กไปก่อนหน้านี้
“วันนี้ตอนออกมาพวกเจ้าเห็นหรือไม่ คนที่เดินอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นล้วนเป็นเหล่าทหารเกราะเหล็ก ไม่รู้ว่าเจ้าเผยยวนนั่นใช้แผนการอะไร ถึงทำให้ไท่ซ่างหวงมาหนุนหลังได้ ช่างเก่งกาจจริง ๆ”
“เรื่องที่เก่งที่สุดไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่เขาใกล้ตายและกลายเป็นคนพิการไปแล้วต่างหาก ข้าเห็นกับตาว่าเขาใกล้ตายแล้วจริง ๆ ทว่าบัดนี้กลับลุกขึ้นมาเกาะไท่ซ่างหวงได้”
“เจ้าว่าใช่เผยยวนตัวจริงหรือไม่? ไม่ใช่ว่าคนอื่นปลอมเป็นเขาหรอกนะ”
“ใช่หรือไม่ใช่จะสำคัญอะไรกัน กองทัพทหารเกราะเหล็กไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกมาเป็นของพวกเราอยู่ดี ต่อให้เผยยวนยืนอยู่ตรงหน้าข้า ข้าก็จะทำให้เขาคุกเข่าลงถอดรองเท้าให้ข้า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า”
ในที่สุดคนทั้งกลุ่มก็พบพงหญ้าที่ค่อนข้างรกทึบ พวกเขาเพิ่งจะปลดสายคาดเอวออกเตรียมจะถ่ายเบา พลันนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะสั้น ๆ ทว่าแฝงความหยิ่งยโสเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
เสียงนี้ช่างฟังดูคุ้นเคยจริง ๆ ทำให้พวกเขาทั้งหมดหันไปมองหน้ากัน ยังไม่ทันจะรัดสายคาดเอว เพียงแค่หันหน้าไปก็มีเสียง ‘ขวับ’ ดังขึ้น กางเกงก็ตกลงมากองอยู่ข้างล่างเสียแล้ว แม้แต่สายคาดเอวก็ไม่ได้ใช้อีก ต้องยืนรับลมโดยไม่มีกางเกงอยู่เช่นนั้น
“ผู้ใดกัน!”
“ผู้ใดมาเล่นตลกกับข้ากัน”
มีเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถสกัดกั้นการโจมตีนี้ได้ จึงไม่ได้ถูกทำให้อับอาย และตอนนี้ก็กำลังจ้องมองไปที่ส่วนลึกของป่าทึบ
มีคนนั่งยอง ๆ และหยิบกางเกงขึ้นมาอย่างลนลาน แต่ในขณะที่เขาก้มตัวลงก็ต้องล้มลงไปกองกับพื้นเพราะลมหอบใหญ่พัดมา จากนั้นชายฉกรรจ์หลายสิบคนก็โรยตัวลงมาจากบนต้นไม้ พวกเขาก็คือทหารเกราะเหล็กที่ฝึกกันอยู่เมื่อครู่
ไม่ได้พบกันแค่ไม่นาน พวกเขาดูกล้าหาญและแข็งกร้าวขึ้น ทั้งยังดูพยศขึ้นอีกหลายส่วน ท่าทางที่ไม่เชื่อฟังและไม่ยอมก้มหัวเช่นนี้ ยิ่งทำให้คนอยากเอาชนะเป็นที่สุด
“ที่แท้ก็พวกเจ้านี่เอง! พยายามหาแทบตายกลับไม่เจอ แต่พอเลิกหา เลิกสนใจ กลับมาเจอง่าย ๆ แบบคาดไม่ถึงเสียอย่างนั้น อย่าคิดว่าตอนนี้มีไท่ซ่างหวงคอยหนุนหลังพวกเจ้า คิดว่าตัวเองยังเป็นทหารเกราะเหล็กอยู่อย่างนั้นหรือ!”
เพิ่งจะร้องเอะอะโวยวายจบ จู่ ๆ ก็ถูกคนคว้าคอเสื้อจากทางด้านหลัง จากนั้นก็ถูกเหวี่ยงไปข้างหลังทันที กำปั้นเหล็กถูกซัดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเห็นว่ามีคนลงมือก่อน ลูกหลานของตระกูลขุนศึกคนอื่น ๆ ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ขณะที่พวกเขากำลังจะสู้กลับ ทหารเกราะเหล็กสิบกว่าคนก็พุ่งตัวเข้ามา ความแค้นทั้งเก่าและใหม่จะได้ชำระพร้อมกันในคราเดียว
เมื่อเห็นชายกลุ่มนี้ต่อสู้กัน ก็มีชายอีกคนหนึ่งเดินออกมาจากในป่า ชายผู้นั้นมีคิ้วพาดเฉียง ดวงตาคมกล้า ลำตัวตั้งตรง ถ้าไม่ใช่เผยยวนแล้วจะเป็นผู้ใดได้กัน
เดิมทุกคนได้ยินมาแค่ว่าเขาหายดีแล้ว และพากองทัพทหารเกราะเหล็กหนีไป แต่กลับไม่มีใครเคยเห็นเผยยวนตัวจริงปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนมาก่อน ต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
ทว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่และยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาจริง ๆ มิหนำซ้ำท่าทางนั้นก็ยังน่าชิงชังเหมือนเดิมอีกด้วย!
“เผยยวน เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก! คิดว่าทั้งใต้หล้านี้ทุกคนแซ่เดียวกับเจ้าหมดแล้วหรืออย่างไร”
ทว่าเผยยวนไม่สนใจแม้แต่จะโต้เถียงกับพวกเขาด้วยซ้ำ เพียงแค่ยืดแขนยาว ๆ ออกไปดึงคนมาและเริ่มทุบตีทันที พูดจู้จี้จุกจิกเช่นนี้เหมือนบุรุษที่ใดกัน!
ทันใดนั้นฝูงนกในป่าก็พากันตื่นตกใจ และบินว่อนไปทุกทิศทาง
หลังจากนั้นหนึ่งเค่อ จี้จือฮวนที่เอาต้มถั่วเขียวมาส่ง เดิมคิดว่าจะตะโกนเรียกสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะมีคนหลายคนมุดออกมาจากป่า ดูท่าทางเหมือนฝึกกันหนักมาก และยังได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญตามมาอีกด้วย
“ข้าคงไม่ได้มารบกวนพวกเจ้าหรอกกระมัง”
“เปล่าขอรับ ๆ” เหล่าชายฉกรรจ์รีบปัดมือปฏิเสธพัลวัน
นางกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามือเบาขึ้นมา เผยยวนคว้าตะกร้าในมือของนางไปถือ พร้อมทั้งหยิบต้มถั่วเขียวด้านในมากินสองสามคำ ก่อนดวงตาจะโค้งลงและยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ “อร่อย”
จี้จือฮวนจึงโล่งอกขึ้นมา “เมื่อครู่พวกเจ้าเงียบ ๆ กัน ข้าก็คิดว่ากำลังทำอะไรไม่ดีเสียอีก”
เผยยวนโอบเอวของนางพาเดินไปข้างหน้าเพื่อออกจากบริเวณนี้ “ฮูหยินอย่าพูดจาเหลวไหลสิ ข้าไม่กล้าทำหรอก”
แต่จี้จือฮวนกลับรู้สึกว่าตอนนี้เขาชักจะกล้าขึ้นทุกวัน มือคู่นั้นมักจะยื่นมาถูกเนื้อต้องตัวของนางอยู่เสมอ “ผู้คนมากมายเช่นนี้ ระวังผลที่จะตามมาด้วย”
เผยยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับทำเสียงอย่างคนจนปัญญา “ข้าก็ไม่ได้อยากทำ”
จี้จือฮวนคิดว่าเขาจะพูดอะไรต่อ ทว่าสุดท้ายเจ้าเด็กนี่กลับโน้มตัวลงมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างน้อยใจ “ใครใช้ให้ข้าเคยถูกฮูหยินเล่นกับมือกันเล่า”
เล่นอะไร? เล่นกับมืออะไรกัน!!
จี้จือฮวนสะอึกขึ้นมาทันที นางมองไปที่เผยยวนพร้อมสีหน้าที่รู้สึกว่าเขาช่างทำตัวเหลวไหลยิ่งนัก “ใช่ความหมายที่ข้าเข้าใจหรือไม่?”
ดวงตาของเผยยวนแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม “อืม~ ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
เจ้าพูดไปหมดแล้วชัด ๆ!
เผยยวนจูงมือนาง “ตอนที่ลงจากเนินเขา เห็นคนพวกนั้นแล้วใช่หรือไม่?”
เอ่ยถึงเรื่องนี้สีหน้าของจี้จือฮวนก็ราบเรียบลง “เห็นแล้ว สองวันมานี้อาฉือไม่ได้ไปเรียน เจ้าคิดว่าอย่างไร จะให้เขาแสดงตัวเลยหรือไม่?”
“ข้าคิดว่าฐานะพระราชนัดดานั่นไม่มีอะไรต้องเสียดาย หากต้องการบัลลังก์ก็ไม่จำเป็นต้องแซ่เซี่ย และไม่ต้องชื่อเซี่ยฉือ ลูกชายของข้าเผยยวน หากอยากเป็นฮ่องเต้ข้าก็จะให้เขาเป็น หากอยากได้ใต้หล้า เช่นนั้นข้าก็จะสู้เพื่อเขา”
สิ่งที่เขาคิดตรงกับที่จี้จือฮวนคิด หากต้องให้อาฉือเรียกฮ่องเต้สุนัขนั่นว่าเสด็จปู่อีก แค่คิดนางก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า หากต้องยอมรับฮ่องเต้เซี่ยเจินนั่น ไม่สู้เอาฐานะพระราชนัดดานั่นคืนไปยังจะดีซะกว่า”
แต่ความบริสุทธิ์ของเซี่ยอวี้ต้องประกาศให้ใต้หล้าได้รู้ สิ่งที่พวกเขาติดค้างอาฉือก็ต้องเอาคืนมาให้หมด ฮ่องเต้เซี่ยเจินเองก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป
“แต่ก็ต้องถามความคิดเห็นของอาฉือก่อน หากเขายอมกลับเข้าตระกูลอีก พวกเราก็ไม่อาจขัดขวางได้” อย่างไรเสียไท่ซ่างหวง ท่านป้าองค์หญิงใหญ่และหลี่ฮองเฮาล้วนดีกับเขาอย่างแท้จริง
อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด การตัดสินใจบางอย่างก็ควรเคารพความคิดของเขา
ในเมื่อฮ่องเต้เซี่ยเจินมาแล้ว และอยู่ในหมู่บ้านตระกูลเฉิน คงจะมีสักช่วงเวลาที่ได้พบกัน ฐานะของเขาไม่ช้าก็เร็วคงไม่อาจปิดบังได้อีก
.
.
.