ตอนที่ 172 ตายสบายมิสู้อยู่อย่างลำบาก
เพียงคำพูดประโยคนี้ก็ได้บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าคนที่จู่ๆ ก็โทรมาคือใคร แล้วก็ไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองเป็นใคร
จิ้นเซียวครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
หลินยวนเองก็กำลังรอการตอบสนองจากอีกฝ่ายอยู่เช่นกัน เขาต้องการตรวจสอบดูว่าคนที่ลงมือตักเตือนลู่หงเยียนเมื่อคืนนี้ใช่อีกฝ่ายหรือไม่
ทั้งสองคนต่างกำลังฟังเสียงจากในโทรศัพท์ ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้วางสาย ต่างคนต่างกำลังรออยู่
หลังผ่านไปครู่ใหญ่ จิ้นเซียวเอ่ยถามว่า “คิดจะทำอะไร?”
เป็นคนผู้นี้จริงๆ ด้วย! หลินยวนเข้าใจทันทีที่ได้ยิน “ถ้าอยากอยู่กันอย่างสงบก็ไม่ควรทำให้เกิดเรื่อง เอาของที่อยู่ในมือจูลี่มาให้ฉัน”
เขายังคงหยั่งเชิงอยู่ เพราะอยากตรวจสอบให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายซ่อมกล้องวงจรปิดและได้ดูในสิ่งที่ไม่ควรดูไปแล้วจริงๆ หรือไม่
จิ้นเซียวเองก็ทราบเช่นกัน เกรงว่าอีกฝ่ายคงจะสืบประวัติความเป็นมาของตัวเองมาแล้ว จึงรู้ว่าตัวเองสามารถซ่อมแซมกล้องวงจรปิดที่พังเสียหายได้ “ถ้าเอากล้องวงจรปิดให้แกไป ในมือฉันก็จะไม่มีสิ่งรับประกันใดๆ และพวกเราก็จะเป็นอันตราย”
หลินยวนมั่นใจในการคาดเดาของตัวเองแล้ว อีกฝ่ายได้ดูสิ่งที่อยู่ในกล้องวงจรปิดแล้วจริงๆ ด้วย หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ตัวเองถอดเอากล้องวงจรปิดออกมาเสียก็ดี จะได้ไม่เหลือปัญหาทิ้งเอาไว้แบบนี้
แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้เลยว่ากล้องวงจรปิดที่เสียหายถึงขนาดนั้นจะยังซ่อมแซมได้
ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมากด้วย ด้วยสภาวะและความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแล้ว คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกังวลว่าตัวเองจะมีอันตราย นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
จิ้นเซียวเอ่ยเกลี้ยกล่อม “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ฉันจะคอยดูแลกล้องวงจรปิดที่อยู่ในมือจูลี่เอาไว้ ไม่มีทางทิ้งหลักฐานใดๆ เอาไว้ในมือเธอ เธอจะได้ทำอะไรวุ่นวายไม่ได้ ขอเพียงพวกแกไม่ทำอะไรพวกเรา ฉันก็รับรองว่าสิ่งที่อยู่ในกล้องวงจรปิดจะไม่เผยแพร่ออกไปสู่ภายนอก ไม่อย่างนั้นฉันรับประกันเลยว่าต่อให้แกฆ่าพวกฉันไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในกล้องวงจรปิดก็จะต้องเผยแพร่ออกไปอย่างแน่นอน!”
หลินยวนรับรู้ได้อย่างชัดเจน อีกฝ่ายคล้ายค่อนข้างหวาดกลัวทางนี้ ด้วยพลังและความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแล้ว เขาไม่มีความมั่นใจถึงขนาดนี้เลยหรือ นี่มันเป็นเพราะอะไร?
หรือว่าอีกฝ่ายจะรู้ถึงฐานะตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว? แต่ตามหลักแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดไปมา เขาก็ตอบกลับไปว่า “แค่รับรองปากเปล่า ฉันจะเชื่อได้อย่างไร?”
จิ้นเซียวกล่าวว่า “ต่อให้ฉันเอากล้องวงจรปิดให้แก แล้วแกจะรู้ได้อย่างไรว่าในมือฉันไม่มีวิดีโอที่ทำสำเนาเอาไว้? ฉันไม่สนใจว่าพวกแกจะทำอะไร แล้วก็ไม่คิดที่จะไปสนใจด้วย ฉันแค่บังเอิญเข้ามาพัวพันกับเรื่องที่พวกแกทำอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันรู้ดีว่าคนอย่างพวกแก ต่อให้ฉันเอาของให้พวกแกไปแล้ว พวกแกก็ไม่มีทางเชื่อคำพูดของฉัน แล้วก็ยังจะลงมือฆ่าพวกฉันเหมือนอย่างที่ผ่านมา ฉันไม่มีทางเลือก ของที่อยู่ในมือคือเกราะกำบังสุดท้ายที่จะใช้ปกป้องตัวเอง ฉันทำได้แค่เพียงรับรองเช่นนี้ พวกแกเองก็ทำได้เพียงต้องเชื่อ ทุกคนอยู่กันอย่างสงบคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าพวกแกไม่เชื่อ อย่างนั้นก็มาสู้กันให้ตายไปข้าง!”
หลินยวนเงียบไปเล็กน้อย “ดูจากพลังของแกแล้ว แกไม่น่าจะใช่คนธรรมดาที่ไร้ชื่อไร้นามได้ แกเป็นใคร?”
“เป็นแค่คนที่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องใดๆ ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่อยากวุ่นวาย แล้วก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว” จิ้นเซียวเน้นย้ำอีกครั้ง “ฉันไม่สนใจเรื่องของพวกแกแม้แต่น้อย”
หลินยวนกล่าว “จากที่ฉันรู้มา ก่อนหน้านี้แกกับจูลี่ไม่เคยรู้จักกัน แล้วก็เพิ่งจะรู้จักกันเท่านั้น หรือจะบอกว่าข่าวของฉันผิดพลาด? ในเมื่อเป็นคนที่ไม่ชอบข้องเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วทำไมคนระดับแกถึงมาเฝ้าอยู่ข้างกายจูลี่และข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้?”
จิ้นเซียวเอ่ย “ข่าวของแกไม่ผิด แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘โชคชะตา’ อยู่”
หลินยวนว่า “รักแรกพบเหรอ? แกอย่าบอกฉันนะว่าแกชอบเธอ ด้วยความสามารถระดับแกแล้วไม่คล้ายว่าจะเป็นไปได้”
เสียงของจิ้นเซียวดังขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย “ไม่ต้องใช้คำพูดมาหยั่งเชิงฉัน ฉันจะพูดอีกครั้งเดียว ขอเพียงเธอปลอดภัย เรื่องที่พวกแกกังวลก็จะไม่มีปัญหาอะไร ฉันรับรองได้!”
หลินยวนกล่าว “ฉันขอเตือนแกด้วยความหวังดี ถ้าอยากเป็นคนที่ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องใดๆ อย่างที่แกว่า ก็จงรีบพาเธอหนีไปซะ อย่าได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกชั่วชีวิต ไม่อย่างนั้นการเปิดเผยจุดอ่อนอย่างโจ้งแจ้งเช่นนี้มันคือการหาเรื่องให้ตัวเอง”
จิ้นเซียวว่า “ห้ามแตะต้องเธอ!”
หลินยวนกล่าว “แค่กล้องวงจรปิดอันเดียวทำอะไรฉันไม่ได้หรอก อย่างมากก็แค่สร้างปัญหาให้ฉันนิดหน่อย ฉันจะแตะต้องเธอหรือไม่นั้น นั่นก็ต้องมาดูว่าแกทำได้หรือไม่!” กล่าวจบก็วางสายไป แล้วก็รู้สึกโมโหเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจูลี่จะเรียกคนแบบนี้มาอยู่ข้างกายได้ ทำให้เขากลืนไม่เข้าแล้วก็คายไม่ออก
ประเด็นสำคัญของการติดต่อกันครั้งนี้คือทั้งสองฝ่ายต่างแสดงท่าทีออกมาให้อีกฝ่ายเห็นอย่างชัดเจน เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองปู๋เชวี่ยดีๆ จู่ๆ ตัวตนก็ถูกเปิดเผยเสียอย่างนั้น ถึงแม้จะไม่ได้เปิดเผยให้คนจำนวนมากรับรู้ก็ตาม
แต่ขณะที่เพิ่งจะวางสายไป หลัวคังอันก็โทรมาหาเขา บอกว่าเรื่องเปลี่ยนห้องทำงานของหลินยวนถูกไป๋หลิงหลงปฏิเสธ
หัวหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเปลี่ยนห้องทำงานที่พยายามจะเอาใจพวกเขาสองคนก่อนหน้านี้ก็คงจะคิดไม่ถึงเช่นเดียวกันว่าไป๋หลิงหลงจะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้ จึงรีบมาขอโทษหลัวคังอัน
หลินยวนเดินไปตรงหน้าต่าง เปิดผ้าม่านออก มองขึ้นไปยังห้องทำงานของฉินอี๋ที่อยู่เยื้องขึ้นไปด้านบน พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้
เขาเดาไม่ผิด จริงๆ แล้วคนที่ปฏิเสธเรื่องย้ายห้องทำงานมิใช่ไป๋หลิงหลง หากแต่เป็นฉินอี๋
เพื่อสะดวกต่อการทำงานอย่างนั้นเหรอ? สะดวกทำงานอะไร? ฉินอี๋แค่ให้หลินยวนติดตามหลัวคังอันเพื่อเรียนรู้เรื่องเทพมหาวิญญาณเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะให้หลินยวนคอยทำงานรองมือรองเท้าหลัวคังอันจริงๆ เลย สถานที่ทำงานอยู่ด้วยกันหรือไม่จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ ฉินอี๋คิดว่าให้หลินยวนอยู่ใกล้ๆ เธอจะเหมาะสมกว่า
อีกอย่าง หากมิเป็นเพราะหลัวคังอันยืนกรานไม่ยอมเปลี่ยนตัวผู้ช่วย ฉินอี๋คงจะให้หลินยวนไปอยู่กับเจียงอวี้แล้ว
หัวหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการย้ายห้องทำงานคนนั้นบังเอิญไปชนตอเข้าโดยไม่รู้เรื่อง ถูกไป๋หลิงหลงต่อว่าไปเล็กน้อย
หลินยวนที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเอ่ยกำชับว่า “ต่อไปถ้ามีอะไรฉันจะไปหาแกเอง ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องมาหาฉันที่นี่”
หลัวคังอันส่งเสียงอื้อๆ รับคำ เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ตอนนี้เขามีสถานะเป็นรองประธานหอการค้า จะทำตัวเหมือนเมื่อก่อนที่คล้ายว่างงานไม่มีอะไรทำไม่ได้ จะให้มานั่งเล่นลอยชายไปมาอยู่ในห้องทำงานของหลินยวนนั้นไม่เหมาะจริงๆ
……
ในวันถัดมา หลัวคังอันกับหลินยวนเพียงแวะเข้างานพอเป็นพิธีก็ออกไปจากสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลฉิน ติดตามขบวนรถไปยังละแวกใกล้เคียงคฤหาสน์ตระกูลฉิน
เรื่องลานบำเพ็ญเพียรที่หลัวคังอันขอไป ทางฉินอี๋อนุมัติมาแล้ว แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำการสร้างลานบำเพ็ญเพียรขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด เพราะตระกูลฉินเลี้ยงผู้บำเพ็ญเพียรเอาไว้กลุ่มหนึ่ง จึงมีสถานที่สำหรับฝึกฝนให้ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น
ภายในภูเขาที่อยู่ทางด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลฉินได้มีการสร้างห้องเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียร ฉินอี๋เพียงโทรศัพท์ก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ให้หลัวคังอันไปเลือกสถานที่เองได้เลย
ผู้คุ้มกันได้รับแจ้งมาแล้ว จึงปล่อยทั้งสองคนเข้าไป
หลังเดินวนดูห้องต่างๆ ภายในภูเขารอบหนึ่งแล้ว หลินยวนก็เลือกห้องที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ที่อยู่ใต้ดินห้องหนึ่ง หลัวคังอันจึงได้แต่ต้องเอาห้องนี้
ทันทีที่ประตูหินอันหนักอึ้งปิดลง หลินยวนก็สั่งให้หลัวคังอันตรวจสอบดูทั่วทั้งห้องใต้ดินกับเขาอย่างรวดเร็ว
หลังแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองคนก็ยืนประจันหน้ากัน หลินยวนจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา จู่ๆ พลันเอ่ยว่า “สภาวะของแกถึงขั้นสูงสุดของระดับเซียนแท้จริงแล้ว”
หลัวคังอันไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องนี้ออกมา แต่รับรู้ได้รางๆ ถึงความผิดปกติบางอย่างแล้ว “ใช่ ทำไมเหรอ?”
หลินยวนถาม “สภาวะแกหยุดอยู่ในขั้นสูงสุดของเซียนแท้จริงมานานเท่าไรแล้ว?”
หลัวคังอันนิ่งเงียบไปเล็กน้อย “สี่ห้าสิบปีแล้วมั้ง”
หลินยวนกล่าว “ฉันให้เวลาแกหนึ่งปี ยกระดับสภาวะไปถึงขั้นเซียนนภาให้ได้
“หา!” หลัวคังอันรีบตอบ “นี่น่าจะเป็นไปได้ยากหรือเปล่า นายให้ฉันคอยจับตาดูเรื่องในหอการค้าตระกูลฉินเอาไว้ แล้วยังจะให้ฉันเร่งบำเพ็ญเพียรอีก เวลามันไม่พอนะ!”
หลินยวนกล่าว “นั่นมันเรื่องของแก ภายในหนึ่งปีถ้าบรรลุไม่ได้ล่ะก็ เก็บแกเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ!”
“….” หลัวคังอันเบิกตาโต นี่มันไล่เป็ดไปขึ้นคอนชัดๆ[1]
หลินยวนโบกมือ หยิบเอาทวนเล่มหนึ่งออกมาจากในแหวนสารพัดนึก จากนั้นกล่าวว่า “รับกระบวนท่า!”
หลัวคังอันรีบถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ยื้มเจื่อนพลางกล่าวว่า “น้องหลินล้อเล่นใหญ่แล้ว ฉันไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้น้องหลินได้”
หลินยวนคร้านจะพูดมากกับคนผู้นี้ ร่างกายพลันพุ่งตัวออกไป ประกายวาววับเยียบเย็นปรากฏขึ้น แทงทวนออกไปทีหนึ่ง ทันทีที่ลงมือก็เป็นกระบวนท่าสังหารที่หมายเอาชีวิต
หลัวคังอันตกใจจนหน้าถอดสี รีบเบี่ยงตัวหลบด้วยความร้อนรน หลบหลีกจุดสำคัญไปได้อย่างเฉียดฉิว เสื้อผ้าตรงหน้าอกฉีกขาด บริเวณหน้าอกมีแผลเปิดออก โลหิตสาดกระเซ็น ทำเอาเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ทวนที่สองของหลินยวนพุ่งออกมาอีกครั้ง
“น้องหลิน!” หลัวคันอังที่ส่งเสียงร้องตกใจจำต้องหยิบเอาทวนออกมาจากในแหวนเพื่อป้องกันรักษาชีวิต
แต่เขาไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของหลินยวน ทำได้เพียงกระโดดหลบไปมาและรับกระบวนท่าอย่างสุดกำลัง เรียกได้ว่าถูกโจมตีจนไม่อาจตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย บนร่างมีบาดแผลแล้วบาดแผลเล่าปรากฏขึ้นมาไม่หยุด
แต่ละทวนที่แทงออกมาเรียกได้ว่าน่าหวาดเสียวและอันตรายเป็นที่สุด หลัวคังอันลนลาน ส่งเสียงตะโกนขอยอมแพ้
ไม่มีประโยชน์ หลินยวนไม่ปล่อยให้เขาได้มีโอกาสพักหายใจ หลัวคังอันพยายามปัดป้องอย่างสุดกำลัง จะขาดก็เพียงแค่ไม่ได้ตะโกนช่วยด้วยออกมาเท่านั้น
แต่หลังจากรับมือไปสิบกว่ากระบวนท่า หลัวคังอันเองก็สัมผัสได้ว่าหลินยวนควบคุมสภาวะเอาไว้ อีกฝ่ายทำการลดระดับสภาวะของตัวเองมาสู้กับเขา ทำให้เขาที่กำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิตยังพอมีโอกาสในการปกป้องตัวเองได้
ภายในห้องใต้ดิน เสียงโครมครามที่เกิดขึ้นจากการประมือของทั้งสองคนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บนพื้นและผนังโลหะมีร่องรอยความเสียหายปรากฏขึ้นมาไม่หยุด
หลังผ่านไปสิบกว่ากระบวนท่า จู่ๆ การโจมตีของหลินยวนพลันเกรี้ยวกราดดุดันขึ้นมา คล้ายว่าต้องการสังหารอีกฝ่ายให้ตายอย่างไรอย่างนั้น หลัวคังอันรับมือไม่ไหว ทันใดนั้นพลันส่งเสียง ‘อึก’ ด้วยความเจ็บปวดออกมา
คมทวนที่หลินยวนแทงออกมาจมหายลงไปในบริเวณท้องของหลัวคังอัน
หลัวคังอันที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ รีบเอามือคว้าจับด้ามทวนที่แทงเข้าไปในท้องของตัวเองเอาไว้ มืออีกข้างหนึ่งโจมตีกลับไปทางหลินยวนอย่างโกรธเกรี้ยว แต่กลับถูกหลินยวนรับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
บริเวณท้องของหลัวคังอันมีโลหิตไหลออกมา แต่หลินยวนกลับออกแรงดัน ขณะที่หลัวคังอันเดินถอยหลังก็พยายามจับด้ามทวนเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่อย่างนั้นตนคงจะถูกทวนของอีกฝ่ายแทงจนทะลุร่างกายได้ แต่อีกฝ่ายกลับเร่งฝีเท้าดันเข้ามาไม่หยุด
ตึง! หลัวคังอันที่เดินถอยหลังอย่างรวดเร็วชนเข้ากับกำแพงโลหะ ส่งเสียงตะโกนครวญครางออกมา “ไว้ชีวิตด้วย! น้องหลินไว้ชีวิตด้วย ฉันยังไม่อยากตาย!”
บางทีอาจจะเป็นเพราะการร้องขอชีวิต หลินยวนหยุดฝีเท้า ทวนยาวที่อยู่ในมือดันร่างเขาเอาไว้กับกำแพง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “ฉันให้เวลาแกรักษาอาการบาดเจ็บสามวัน นับแต่นี้เป็นต้นไป ขอเพียงไม่มีธุระอะไร ทุกๆ สามวันฉันจะมาที่นี่หนึ่งครั้ง สู้เป็นเพื่อนแกสามสิบกระบวนท่า สภาวะของแกอยู่ในระดับเซียนแท้จริง เวลาลงมือฉันก็จะลดระดับสภาวะมาอยู่ในระดับนี้เช่นเดียวกัน แกไม่จำเป็นต้องออมมือ โจมตีเข้ามาได้เต็มที่ เมื่อไรที่แกสามารถรับมือฉันได้สามสิบกระบวนท่าโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ฉันถึงจะหยุด! ถ้าแกอยากจะขี้เกียจต่อไป ถ้าแกยินดีจะเจ็บตัวแบบนี้ต่อไป ฉันเองก็ไม่ว่าอะไร”
กล่าวจบก็ดึงทวนในมือออก เหวี่ยงทวนเก็บเข้าไปในแหวนสารพัดนึก
ปากแผลบริเวณท้องของหลัวคังอันมีโลหิตไหลทะลักออกมา บาดเจ็บไม่เบา เขาทรุดตัวคุกเข่าลงไปทันที ปล่อยทวนในมือทิ้งแล้วเอาสองมือกุมบริเวณท้องของตัวเองเอาไว้ เงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าขาวซีด
สามวันต้องทำแบบนี้ครั้งนึง? นี่ต้องกลายเป็นชีวิตแบบไหนกัน? ตัวเองยังจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? เขาตะโกนขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว “นายไม่ฆ่าฉันไปซะเลยล่ะ!”
สายตาของหลินยวนพลันเย็นชาขึ้นมา “นี่แกเป็นคนพูดเองนะ!” กล่าวจบก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้
“เดี๋ยว!” หลัวคังอันรีบยกมือห้ามเอาไว้ ฝืนฉีกยิ้มขึ้นมา หอบหายใจด้วยความเจ็บปวดพลางกล่าวว่า “ล้อเล่น! น้องหลิน ฉันล้อเล่น”
สำหรับเขาแล้ว ตายอย่างสบายมิสู้มีชีวิตอย่างยากลำบาก เขาไหนเลยจะยอมตายจริงๆ ได้
หลินยวนกล่าว “แกเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันมาลงมือสอนด้วยตัวเองได้ โอกาสแบบนี้ไม่ใช่จะมีกันได้ทุกคน วันนี้พอแค่นี้ จัดการบาดแผลซะ อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย”
เขาต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ เสื้อผ้าบนร่างหลัวคังอันในเวลานี้ขาดวิ่นจนไม่เหลือชิ้นดี สภาพไม่ได้ต่างอะไรกับขอทาน แล้วก็ยังมีโลหิตที่เปรอะเปื้อนอยู่เต็มร่างกาย ทุกที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ โดยเฉพาะบริเวณท้องที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบจะคร่าชีวิตเขาไป
แต่เขาไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ด้วยความเจ็บปวด ฉีกเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตัวเองออก หยิบเอาของในแหวนสารพัดนึกออกมาทำแผล แยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดอยู่เป็นระยะ
“บาดแผลแค่นิดหน่อย มัวชักช้ายืดยาดเป็นผู้หญิงไปได้ เร็วหน่อย!” หลินยวนพลันตะคอกขึ้นมา
หลัวคังอันตกใจจนมือไม้ปั่นป่วน กัดฟันทนความเจ็บปวด เร่งความเร็วในการทำแผล
……………………………………………………………..
[1]ไล่เป็ดไปขึ้นคอน หมายถึง ให้ทำในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้