ตอนที่ 235 ให้ฉันไปหาดวงตาแห่งความฝันที่ดินแดนแห่งความฝัน?
“ขอบคุณค่ะท่านเจ้าเมือง” ฉินอี๋โค้งคำนับด้วยความจริงใจ
ลั่วเทียนเหอโบกมือ “ที่นี่ไม่มีเรื่องอะไรที่ฉันต้องจัดการแล้ว ฉันจะกลับเข้าเมืองแล้ว ไม่รู้ว่าคนที่ลงมืออยู่เบื้องหลังมันจะทำอะไรอีก เพื่อความปลอดภัย เธอจะกลับไปพร้อมกับฉันไหม?”
ฉินอี๋กล่าว “ฉันยังไปไม่ได้หรอกค่ะ ยังมีบางเรื่องที่ต้องจัดการอีก”
ลั่วเทียนเหอเข้าใจ ที่นี่กำลังวุ่นวาย ถ้าอีกฝ่ายไม่จัดการให้เรียบร้อยก็ไม่ยังไม่อาจจะไปจากที่นี่ได้จริงๆ
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พาคนของตนเองกลับไปก่อน
หลังจากที่ทั้งสองแยกกันแล้ว ฉินอี๋ไปหาหนานชีหรูอันทันที ไปขอการสนับสนุนจากตระกูลหนานชี
การจะให้ตระกูลหนานชีควักเงินทุนนับแสนล้านออกมาสนับสนุนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เธอไม่คาดหวังอะไรแบบนั้นหรอก
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าตระกูลหนานชีจะควักเงินก้อนนี้ออกมาให้โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของตระกูลหรือเปล่า เพราะต่อให้ตระกูลหนานชีจะยอมควักเงินก้อนนี้ออกมา เธอก็ไม่กล้ารับไว้เช่นกัน เงินจำนวนมากขนาดนั้นจะรับไว้ง่ายๆ ได้อย่างไร ตระกูลหนานชีไม่มีทางให้เงินจำนวนมากขนาดนั้นกับเธอเปล่าๆ ค่าตอบแทนจะต้องเป็นการที่หอการค้าตระกูลฉินถูกเปลี่ยนเจ้าของอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากเห็น และเป็นเหตุผลที่ทำให้ตอนนี้เธอยังคงยืนหยัดไม่ยอมแพ้
ตอนนี้เธอทำได้เพียงขอร้องตระกูลหนานชีเรื่องหนึ่ง นั่นคือหวังว่าทางตระกูลหนานชีจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในสภาเซียน ช่วยทำให้สภาเซียนเลื่อนเวลาในการรับสินค้าออกไป
ที่นี่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น ข่ายพลังเทพมหาวิญญาณไม่มีทางส่งมอบได้ตรงตามกำหนดเวลาแน่นอน จำเป็นต้องให้ทางสภาเซียนยืดระยะเวลาออกไปหน่อย
เธอคิดจะหาโอกาสรอดให้หอการค้าตระกูลฉิน จึงจำเป็นต้องมีเวลา ถ้าไม่มีเวลาก็เปล่าประโยชน์ นี่คือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข
หนานชีหรูอันนั้นคุยง่าย เพราะจะไม่คุยง่ายก็คงไม่ได้ เขาเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นนี่นา ผลประโยชน์ตรงหน้ากำลังจะหายไป จะให้เขายอมรับได้อย่างไรกัน?
ถ้าถึงขั้นที่ต้องขายหอการค้าตระกูลฉินออกไปเพื่อรวบรวมเงินมาแก้ปัญหาจริงๆ ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากหอการค้าตระกูลฉินที่เขาถืออยู่ในมือก็จะไม่มีประโยชน์อะไร!
เพราะสัญญาที่เขาเซ็นนั้นเป็นแค่เรื่องส่วนแบ่งผลประโยชน์เท่านั้น สิ่งที่เขาจะได้มาไม่ใช่เคล็ดลับการสร้างข่ายพลังของหอการค้าตระกูลฉิน
“เรื่องนี้ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ เดี๋ยวผมกลับไปที่บ้านตอนนี้เลยครับ” หนานชีหรูอันเอ่ยรับรอง แล้วก็เร่งร้อนออกไปเลยจริงๆ รีบกลับไปหารือกับพ่อบุญธรรมของเขาที่บ้านตระกูลหนานชี
จากนั้นฉินอี๋ก็ไปเอาตัวเจออู๋จื่อที่ถูกจับออกมา เรื่องแก้พิษให้คนคนนี้เป็นเรื่องรอง ในสถานการณ์ตอนนี้ การสร้างขวัญกำลังใจต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานของหอการค้าตระกูลฉินที่อยู่ในโรงงานสร้างข่ายพลังทั้งหมด
หลังจากจัดการเรื่องทางโรงงานสร้างข่ายพลังเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาเที่ยง ฉินอี๋รีบพาคนกลับไปที่สำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลฉิน
ในระหว่างที่เดินทางกลับ ฉินอี๋สูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า สูบหนักอย่างมาก
ณ สำนักงานใหญ่หอการค้าตระกูลฉิน เหล่าผู้บริหารระดับสูงกำลังรอคอยเธออยู่ รอเธอที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืนมาเปิดประชุม ทั้งฉินเต้าเปียนและหลิ่วจวินจวินก็มาเข้าประชุมที่นี่ด้วยเช่นกัน
เรื่องราวเกี่ยวพันถึงการอยู่รอดของหอการค้าตระกูลฉิน ทุกคนล้วนนั่งไม่ติด
ผู้บริหารระดับสูงที่ติดเชื้อได้รับการแก้พิษแล้ว ฉินเต้าเปียนที่อยู่ทางนี้เตรียมยาแก้พิษมาจัดการปัญหาและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยฐานะทางการเงินของตระกูลฉิน การจะจัดหายาเซียนแก้พิษนับหมื่นเม็ดนั้นอาจจะลำบาก แต่การจัดหายาให้ผู้บริหารระดับสูงที่มีจำนวนน้อยนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร
…..
หลินยวนอยู่เงียบๆ ในห้องทำงานของหลัวคังอัน ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา แล้วก็กำลังรอหลัวคังอันกลับมาด้วย
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไร ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก หลัวคังอันกลับมาแล้ว หลังจากปิดประตูเสร็จเรียบร้อยเขาก็เดินไปนั่งลงข้างๆ หลินยวน “ฮู่ว!” พ่นลมหายใจออกมายาวๆ
หลินยวนถาม “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”
หลัวคังอัน “ท่านประธานบอกเล่าสถานการณ์ให้ทุกคนรับรู้แล้ว ว่าหอการค้าตระกูลฉินตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ความรู้สึกของทุกคนล้วนหนักอึ้งกันหมด”
หลินยวน “แล้วผลเป็นยังไง?”
หลัวคังอันกล่าว “ความเป็นอยู่ของทุกคนล้วนผูกอยู่กับหอการค้า ถ้าหอการค้าตระกูลฉินต้องเปลี่ยนเจ้าของจริงๆ คนที่อยู่ในที่ประชุมคงจะอยู่ไม่ได้นาน เจ้าของใหม่จะต้องเปลี่ยนเอาคนของตัวเองเข้ามาแทนที่แน่ๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากให้หอการค้าตระกูลฉินล้มละลายง่ายๆ ต่างคิดกันว่าจะพยายามสู้อย่างเต็มที่อีกครั้ง ความคิดเห็นนับว่าไปในทางเดียวกัน ตอนนี้ก็ทำได้แค่วางแผนเอาไว้สามทาง”
“ทางแรก จากเงินที่หอการค้ามีอยู่ในมือตอนนี้ พยายามเอาเงินออกมาก้อนหนึ่ง ประกาศว่าจะให้เงินรางวัลสามพันล้าน หวังว่าจะมีคนที่สามารถหาดวงตาแห่งความฝันเจอ แล้วเอามาแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากในตอนนี้ได้”
“ทางที่สอง ฝากความหวังไว้กับสภาเซียน เจรจาต่อรองกับสภาเซียนต่อไป โดยหวังว่าสภาเซียนจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ แม้ว่าความน่าจะเป็นนี้จะมีไม่มากเท่าไร แต่ก็ต้องลองดู คนที่เข้าร่วมการประชุมจะร่วมด้วยช่วยกัน หาเส้นสายของตนเอง หวังว่าจะทำให้สภาเซียนให้ความช่วยเหลือได้ เพราะว่าสถานการณ์ในตอนนี้มีเพียงสภาเซียนเท่านั้นที่จะสามารถรวบรวมยาเซียนแก้พิษจำนวนมากขนาดนั้นภายในระยะเวลาอันสั้นได้ ถ้าสามารถทำให้สภาเซียนนำเอายาแก้พิษที่แท้จริงมาได้ก็จะยิ่งดี แต่เรื่องนี้แทบจะคาดหวังไม่ได้ สภาเซียนบอกแล้วว่าไม่มียาแก้พิษ พวกเขาไม่มีทางที่จะตบหน้าตัวเอง”
“ทางที่สาม ถ้าหากเรื่องมันไปถึงขั้นที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วจริงๆ อย่างนั้นก็ได้แต่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง หอการค้าตระกูลฉินก็คงทำได้แค่ต้องขายเคล็ดลับสร้างข่ายพลังที่มีอยู่ในมือ เมื่อไปถึงขั้นนั้นแล้ว ไม่ขายก็คงไม่ได้ ถ้าจะเก็บเคล็ดลับสร้างข่ายพลังนั้นไว้แล้วปล่อยหอการค้าให้ล้มละลายไปจริงๆ ถ้าทำร้ายคนจำนวนมากขนาดนั้นจริงๆ ผลที่จะตามมาคงจะรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่คาดว่าสภาเซียนคงไม่มีทางปล่อยให้หอการค้าตระกูลฉินทำแบบนั้นโดยไม่ทำอะไรหรอก การมองดูคนเหล่านั้นตายไปมันเป็นการทำให้สภาเซียนเสียหน้า ถ้าถึงขั้นนั้นจริงๆ ยังไงสภาเซียนก็จะต้องบีบให้หอการค้าตระกูลฉินรวบรวมเงินมาช่วยเหลือคนแน่ๆ”
“แต่แน่นอน ไม่ว่าจะมีกี่หมื่นกี่พันแผน เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น สุดท้ายก็ยังต้องดูท่าทีของสภาเซียนในตอนนี้อยู่ดี ถ้าแม้แต่เรื่องการขอขยายเวลาส่งมอบสินค้ายังผ่านไปไม่ได้ เกรงว่าคงจะยื้อเวลาต่อไปไม่ได้เช่นกัน ตอนนี้ทำได้แค่เพียงฝากความหวังไว้ที่ตระกูลหนานชีแล้ว ถ้าตระกูลหนานชีจัดการเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เรื่องแผนอื่นๆ ก็ไม่ต้องคิดกันแล้ว เห้อ!”
กระทั่งเสียงถอนหายใจของเขาก็ยังฟังดูคล้ายกำลังโอดครวญ ตนเองเพิ่งได้อยู่ในตำแหน่งรองประธานหอการค้าได้ไม่กี่วันเอง!
หลินยวนฟังแล้วเงียบไปสักพักหนึ่ง จู่ๆ ก็กล่าวขึ้นมาว่า “เรื่องขยายเวลาน่าจะไม่มีปัญหา เริ่มลงมือหาดวงตาแห่งความฝันได้เลย”
หลัวคังอันแปลกใจ “นายมั่นใจขนาดนี้เลย?”
หลินยวนกล่าว “เรื่องมันเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์จำนวนมหาศาลของตระกูลหนานชี ตระกูลหนานชีย่อมต้องพยายามอย่างเต็มที่แน่นอน สภาเซียนเองจะทำอะไรน่าเกลียดมากไปก็ไม่ดี ตระกูลหนานชีจะต้องมีวิธีบีบให้สภาเซียนยอมอ่อนข้อได้แน่”
หลัวคังอันยิ้มแห้งๆ “ใครจะไม่อยากหาดวงตาแห่งความฝันให้เจอล่ะ แต่ประเด็นก็คือจะหาเจอไหม? เกรงว่าในใจของทุกคนก็คงจะไม่มีความมั่นใจเหมือนกัน”
หลินยวนว่า “เรื่องที่แม้แต่สภาเซียนยังต้องยอมถอย เงินรางวัลก็ถือว่าเป็นแค่วิธีหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถคาดหวังกับมันทั้งหมดได้ หอการค้าตระกูลฉินเองก็ต้องเคลื่อนไหวเช่นกัน จะเอาความหวังไปฝากไว้ที่คนอื่นทั้งหมดไม่ได้ ตัวหอการค้าเองก็ต้องส่งคนไปหาด้วย เวลาเหลือไม่มากแล้ว ต้องรีบลงมือ”
หลัวคังอันกล่าวอย่างขบขันท่ามกลางความขมขื่น “น้องหลิน นายก็พูดง่ายไป หอการค้าตระกูลฉินเป็นหอการค้าที่ทำธุรกิจ ถึงแม้จะมีอิทธิพลอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นของที่กระทั่งเงินก็ยังซื้อไม่ได้ ดูจากความสามารถของหอการค้าตระกูลฉินแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้เช่นกัน แล้วจะให้ส่งคนไปหาเนี่ยนะ? จะส่งใครไป? นายคิดว่าใครกันที่เหมาะ? จะเอาแต่ส่งฉันกับนายไปก็คงไม่ได้หรือเปล่า?”
หลินยวนหันไปมองเขา “แกไป!”
“อะไรนะ? ฉัน?” หลัวคังอันลุกพรวดขึ้นทันที ชี้หน้าตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ กล่าวว่า “ฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม? นายจะให้ฉันไปหาดวงตาแห่งความฝันที่ดินแดนแห่งความฝัน?”
หลินยวนก็ลุกขึ้นเช่นกัน “ใช่ แกนั่นแหละ! แกไปหาฉินอี๋เดี๋ยวนี้เลย ไปเสนอตัวซะ”
หลัวคังอันโวยวายทันที “นายจะบ้าเหรอ? นายจะให้ฉันไปหาดวงตาแห่งความฝันที่ดินแดนแห่งความฝันเนี่ยนะ? น้องหลิน เรื่องนี้อย่าหาว่าฉันไม่เชื่อฟังนายเลยนะ แต่นายเองก็รู้ว่ากระทั่งสภาเซียนก็ยังต้องล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปหา แล้วฉันจะไปหาเจอได้ยังไง ต่อให้นายจะตีฉันให้ตาย ฉันก็ทำไม่ได้หรอก! ไม่ได้ ฉันไม่ไป”
ท่าทางของเขาคล้ายกำลังจะบ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว ต่อให้หลับฝันเขาก็ยังคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้
ตามความคิดของเขา หากหอการค้าตระกูลฉินไม่ล้มละลายจะดีที่สุด แต่ถ้าหอการค้าตระกูลฉินล้มละลายขึ้นมาจริงๆ เขาก็ได้แต่ต้องหาหนทางอื่น คนเราต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ยังไงก็ต้องมีหนทาง อย่างมากก็แค่อยู่แบบอัตคัดหน่อยเท่านั้นเอง
หลินยวนกล่าว “ไม่ได้จะให้แกไปหาจริงๆ ฉันจะเป็นคนหาเอง เหมือนเดิม ฉันทำงาน แกได้ความดีความชอบไป หลังจากงานนี้สำเร็จ ความดีความชอบก็จะไปตกอยู่ที่แกทั้งหมด แกลองคิดดูนะ ถ้าช่วยหอการค้าตระกูลฉินให้พ้นจากวิกฤติได้อีกครั้งหนึ่ง แกจะได้ความดีความชอบมากขนาดไหน!”
ความดีความชอบบ้านแกสิ! หลัวคังอันแทบจะเป็นบ้าแล้วจริงๆ “น้องหลิน ความคิดสวยหรูมาก แต่ความเป็นจริงมันโหดร้ายมากนะ นี่มันเป็นเรื่องที่แม้แต่สภาเซียนยังต้องยอมถอย ขนาดสภาเซียนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นก็ยังไม่อยากจะไปยุ่งกับมันอีก ถ้าพลาดขึ้นมาได้ตายแน่ๆ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”
หลินยวนกล่าวอย่างใจเย็น “ฉันมีวิธีหาดวงตาแห่งความฝัน”
“…” หลัวคังอันพูดไม่ออกทันที จากนั้นสีหน้าก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ “นายมีวิธี? ไม่จริงน่า กระทั่งสภาเซียนยังหาไม่เจอเลย นายจะมีวิธีได้เหรอ?”
สำหรับคำพูดของอีกฝ่ายนี้ เขาค่อนข้างเชื่อใจ เพราะเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนของกลุ่มอิทธิพลใดสักกลุ่มแน่ ไม่ใช่ตัวคนเดียวแน่นอน
หลินยวนกล่าว “ฉันพอจะมั่นใจอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นแกคิดว่าฉันจะกล้าไปดินแดนแห่งความฝันเหรอ?”
“เอ่อ…” หลัวคังอันลังเล ยกมือขึ้นลูบหนวดเล็กๆ ของตนเอง หมุนปลายหนวดพลางครุ่นคิด คิดๆ ดูแล้วก็จริงอย่างที่เขาว่า ถ้าหากไม่มั่นใจ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปรนหาที่ตาย แม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์อยู่กับฉินอี๋ ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงหรอกมั้ง?
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลองถามว่า “นายมั่นใจจริงๆ เหรอ?”
หลินยวนไม่ตอบ แต่กลับเอ่ยเตือน “หลังจากงานสำเร็จแล้ว เอาตามกฎเดิม แกเอาความดีความชอบไปได้ แต่เงินรางวัลสามพันล้านของหอการค้าแกห้ามรับ เงินของหอการค้าในตอนนี้ใช่ว่าจะมีเหลือเฟือ เพียงแค่ความดีความชอบตรงนี้ ต่อไปแกก็มีเงินให้ใช้อยู่ในหอการค้าตระกูลฉินไปทั้งชาติแล้ว แกจะมีชีวิตสุขสบายแน่นอน ทำให้หอการค้าตระกูลฉินมีทางรอดได้ หอการค้ายิ่งดีเท่าไหร่ ชีวิตของรองประธานอย่างแกก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น”
นี่มันใช่พอจะมั่นใจอยู่บ้างที่ไหนกันล่ะ แบบนี้เรียกมั่นใจมากๆ เลยต่างหากล่ะ หลัวคังอันมีความสุขขึ้นมาทันที “ดูนายพูดเข้าสิ เห็นฉันเป็นคนหน้าเงินเหรอไง? ขอเพียงช่วยหอการค้าคลี่คลายวิกฤติได้จริงๆ ฉันก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว เงินทองอะไรนั่นล้วนเป็นของนอกกาย”
เขาแย้มยิ้มนึกจินตนาการ หลังจากกลับมาพร้อมผลงานอีกครั้ง เกรงว่าหอการค้าตระกูลฉินจะต้องเทิดทูนตนเองราวกับเป็นบรรพบุรุษแน่ๆ เกรงว่าตนเองคงจะสามารถเดินอยู่ในหอการค้าตระกูลฉินอย่างสง่าผ่าเผยได้ ความรู้สึกที่คนนับหมื่นให้ความเคารพ เรื่องเสวี่ยหลานอะไรนั่นยังจะนับเป็นอันใดได้อีก? คิดๆ ไปแล้วก็แอบดีใจอยู่คนเดียว
หารู้ไม่ หลินยวนเองก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน เขาจะไปเอาความมั่นใจมาจากไหนได้ แต่เรื่องบางเรื่อง ไม่ว่าจะในแง่ของภาระหน้าที่หรือความรู้สึกส่วนตัว เขาก็ไม่อาจนั่งมองอยู่เฉยๆ ได้
ในแง่ของภาระหน้าที่ ทิศทางการพัฒนาของหอการค้าตระกูลฉินในเวลานี้สำคัญกับคนของพวกเขาเหล่านั้นอย่างมาก ถ้าครั้งนี้ทำสำเร็จอีกครั้ง หลัวคังอันก็จะมีอิทธิพลที่สามารถควบคุมหอการค้าตระกูลฉินอย่างแท้จริงได้ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อแผนการขั้นต่อไปอย่างมาก
ในแง่ความรู้สึกส่วนตัว เมื่อเห็นฉินอี๋ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล เขาก็ไม่สามารถนั่งมองเฉยอยู่เฉยๆ โดยไม่สนใจได้ เขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อฉินอี๋
แต่แน่นอน ความรู้สึกส่วนตัวต้องเก็บไว้ในใจ ไม่สามารถพูดออกมาได้ ตัวเขาถึงขั้นที่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงปัญหานี้ คิดถึงแต่จุดยืนในแง่ของภาระหน้าที่ เมื่อนี่เป็นความต้องการของคนเหล่านั้น ครั้งนี้เขาจึงต้องออกโรงด้วยตัวเอง
ถ้าจะบอกว่าเขามีความมั่นใจอะไร มันก็คงเป็นเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาเผชิญมาในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในแง่หนึ่งแล้วเขามั่นใจในความสามารถของตัวเอง มีความหยิ่งผยองอยู่ภายในใจ เชื่อว่าตนเองสามารถทำได้
ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆ เขาคงจะไม่ลงมือด้วยตัวเอง แต่นี่เป็นเรื่องยากลำบาก เขาถึงได้คิดว่ามันคู่ควรแก่การที่จะลงมือด้วยตัวเอง
มีอยู่จุดหนึ่งที่หลัวคังอันเข้าใจเขาผิดไป การเอาชีวิตตนเองเข้าไปเสี่ยงไม่ใช่เรื่องของความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะเดิมทีเขาก็เป็นคนที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันอยู่แล้ว ทั้งยังเอาชีวิตเป็นเดิมพันมานานหลายปีแล้วด้วย!
…………………………………………………………………