ตอนที่ 130 แค่อยากทะนุถนอมนาง
ชิงหลวนตั้งใจฟังที่เฟิงอู๋โยวเล่า น้ำตาไหลอาบหน้าไม่หยุด
เฟิงอู๋โยวยังเล่าไม่จบ นางก็ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
“นายหญิงเสียพรหมจรรย์แล้ว หากว่าที่เจ้าบ่าวของนายหญิงรังเกียจขึ้นมาจะทำเยี่ยงไรเจ้าคะ” ชิงหลวนพูดขึ้นอย่างกังวล
ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าหากลูกสาวบ้านไหนไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ในคืนที่เข้าเรือนหอจะถูกว่าที่สามีจับโยนออกนอกเรือน หรือไม่ก็โยนลงหลุม ปล่อยให้เป็นตายตามยถากรรม
“ข้าแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วทำไมต้องรังเกียจข้าด้วย”
เฟิงอู๋โยวนั่งยองๆ ลงที่หน้าประตูศาลเจ้าก่อนคว้าชิงหลวนมากอดไว้ในอ้อมกอดพร้อมกับพูดเสียงแผ่ว “ข้ามีศักดิ์ศรีและสูงส่ง ไม่มีทางตกเป็นไก่รองบ่อนของพวกผู้ชายหน้าไหนเด็ดขาด ต่อให้มีความผิดพลาดอันใดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ พวกเขาจะไม่มีวันได้รังเกียจข้าหรอก”
“ที่นายหญิงพูดก็ถูก แต่ว่า…”
ชิงหลวนคิดว่าที่เฟิงอู๋โยวพูดมาก็มีเหตุผลและนางก็ชื่นชมนิสัยที่ดูรักอิสระของเฟิงอู๋โยวมาก
แต่ว่าด้วยความที่นางคุ้นชินกับกรอบประเพณีของสตรีในแบบเดิมๆ ทำให้นางกลัวว่าว่าที่สามีในอนาคตของเฟิงอู๋โยวจะรังเกียจเฟิงอู๋โยวในเรื่องนี้จนปฏิบัติกับเฟิงอู๋โยวอย่างไม่เป็นธรรม อาจส่งผลให้เฟิงอู๋โยวใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ชิงหลวนก็ฉุกนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อยู่ๆ ชิงหลวนก็คิดว่าจวินมั่วหรันคือคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมกับเฟิงอู๋โยวเป็นที่สุด
ยกมือเช็ดน้ำตา จากนั้นชิงหลวนก็ถามเฟิงอู๋โยวเสียงแผ่ว “นายหญิงคิดว่าเซ่อเจิ้งหวางเป็นคนเยี่ยงไร เพราะเรื่องที่เกิดมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว บางทีนายหญิงอาจจะกำลังตั้งครรภ์เลือดเนื้อของเขาอยู่ก็เป็นได้ นายหญิงไม่ลองเก็บเขาไว้พิจารณาหน่อยหรือเจ้าคะ”
เฟิงอู๋โยวส่ายหน้าระรัว ก่อนพูดปฏิเสธเสียงแข็ง “หากเขารู้ว่าข้าคือหญิงสาวหัวขโมยที่หยามหมิ่นเขาในคืนวันนั้น คงจับข้าสับเป็นชิ้นๆ แน่นอน”
เมื่อชิงหลวนได้ยินเช่นนั้นก็นึกถึงภาพฉากที่จวินมั่วหรันสั่งจุยเฟิงให้ใช้น้ำกรดย่อยสลายศพหญิงสาวในศาลาที่ว่าการวันนั้นขึ้นมา ทำเอาชิงหลวนหน้าถอดสีลงและไม่พูดอะไรขึ้นอีก
“หากคนเรารักตัวเองมากพอ ทำไมต้องไปร้องขอความรักจากผู้อื่น”
เฟิงอู๋โยวจ้องมองสายฝนกระหน่ำท่ามกลางท้องฟ้าราตรี ดวงตาวาวประกายน่าหลงใหล
จวินมั่วหรันยืนอยู่ตรงมุมมืดมุมหนึ่ง เขาจ้องมองเฟิงอู๋โยวที่กำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาของศาลเจ้าอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร
เขาไม่ได้ยินบทสนทนาของเฟิงอู๋โยวกับชิงหลวน แต่เห็นนางหลบฝนอยู่ในสภาพน่าสงสาร ทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังถูกมวลสารไร้รูปทรงบีบรัดอย่างเจ็บปวด
จุยเฟิงที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยปากพูดขึ้น “ท่านใต้เท้าขอรับ แม่ทัพเฟิงร่างกายอ่อนแอทนรับความหนาวเย็นไม่ไหว กระหม่อมคิดว่าพาเขากลับตำหนักก่อน แล้วค่อยวางแผนกันในระยะยาวดีกว่าหรือไม่”
“อืม”
จวินมั่วหรันเออออตอบรับ จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปหาเฟิงอู๋โยวท่ามกลางสายฝน
เมื่อเฟิงอู๋โยวเห็นจวินมั่วหรันที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงเหมือนผีก็เกือบตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
หลังของนางถอยชนเข้ากับผนังกำแพงเย็นเยียบราวกับกัดเซาะเข้ากระดูก “มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
อันที่จริง นางอยากถามว่าจวินมั่วหรันได้ยินเรื่องที่นางเล่าให้ชิงหลวนฟังหรือไม่
“เขากลัวข้าขนาดนั้นเชียวหรือ”
ดวงตาเฉียวเรียวของเขาหรี่ลง ในน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววทระนงตนที่กลบความเกียจคร้านในน้ำเสียงของลงไปอย่างมิดชิด
“นิดหน่อยขอรับ”
“ข้าเคยตบตีเจ้าหรือ”
เฟิงอู๋โยวพยักหน้าอย่างจริงใจ “อืม เคย”
จวินมั่วหรันอยากจะบอกกับนางว่า จงอย่าได้อกสั่นขวัญแขวนไปเลย เพราะเขาไม่มีความคิดอยากจะทำร้ายนางแม้แต่น้อย หากนางเชื่อฟังเขา เขาคงไม่มีทางดุด่าตบตีหรือล่วงเกินนางเป็นอันขาด
แต่ช่วยไม่ได้ เพราะนางกลับเป็นพวกต่อต้านหัวแข็ง!
เฟิงอู๋โยวสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดปกติของจวินมั่วหรัน จึงรีบพูดเสริม “ดุด่าเพราะเอ็นดู ตบตีเพราะรักใคร่ กระหม่อมเข้าใจดี การที่ท่านใต้เท้าดุด่ากระหม่อมก็เป็นเพราะเอ็นดูกระหม่อม”
จุยเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกละอายใจแทน เรื่องพูดประจบ เฟิงอู๋โยวไม่เป็นรองใครจริงๆ
แต่ชิงหลวนกลับคิดว่าท่าทีอ่อนข้อของเฟิงอู๋โยวเล่นนี้เป็นผลดีต่อการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนางและจวินมั่วหรัน
สำหรับนางแล้ว จวินมั่วหรันคือคนที่เหมาะสมกับเฟิงอู๋โยวที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
“กลับตำหนักกับข้า “
ดวงตาดำสนิมลุ่มลึกของจวินมั่วหรัน ผุดแววเป็นใหญ่ขึ้นมารำไร
เขาคิดว่าการที่ตัวเองยอมอ่อนข้อและเปิดใจให้เฟิงอู๋โยวถึงขนาดนี้แล้ว เฟิงอู๋โยวคงไม่มีทาง ปฏิเสธ
แต่นึกไม่ถึงว่าเฟิงอู๋โยวจะเป็นพวกไม่รู้จักแยกแยะข้อดีข้อเสียถึงขนาดนี้
นางเบะปากและตอบกลับเสียงแข็ง “ไม่!”
“อยากตาย?”
“ท่านใต้เท้าขอรับ เป็นเพราะท่านชอบพูดจากลับกลอกไม่น่าเชื่อถือ! ท่านใต้เท้ารับปากกับกระหม่อมว่าจะไม่ล้ำเส้นก้าวก่าย กระหม่อมถึงได้ยอมกลับตำหนักกับท่านท่านใต้เท้าก่อนหน้านี้ สุดท้ายเป็นเยี่ยงไร สุดท้าย ท่านใต้เท้าทำอะไรกับกระหม่อม”
ประหนึ่งมีก้อนหนาทึบติดอยู่ที่อก จิตใจว้าวุ่นเป็นที่สุด
ถูกเขาปั่นหัวเล่นสนุกอยู่ในกำมือแบบนี้ มันช่างเป็นชีวิตที่น่าอนาถเหลือเกิน!
“ช่างไม่รู้จักแยกแยะ”
จวินมั่วหรันชินกับพฤติกรรมต่อต้านของนางแล้ว การเอาใจของเขา ใช้กับคนอย่างเฟิงอู๋โยวไม่ได้ผล
“คำพูดไม่เป็นคำพูด! เป็นมนุษย์แต่กลับทำตัวเหมือน…”
เฟิงอู๋โยวเถียงกลับ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเขาที่เริ่มเคร่งขรึมลงเรื่อยๆ คำว่า ‘เดรัจฉาน’ ที่กำลังจะเปล่งออกไปก็ถูกกลืนลงท้องไปทันที ก่อนแสร้งทำเป็นผิวปากกลบเกลื่อน
จวินมั่วหรันรู้สึกหงุดหงิดเป็นที่สุด แต่กระนั้นก็สะบัดชายแขนเสื้อจากไป
ชิงหลวนที่เห็นเช่นนั้นจึงกระวนกระวายใจทันทันที
นางสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของจวินมั่วหรันที่มีต่อเฟิงอู๋โยว
แต่ว่าทั้งสองคนเป็นพวกหัวแข็ง ปากแข็งไม่ยอมคน ไม่มีใครยอมใคร ภาพฉากรักใคร่กลมเกลียวที่ควรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองทั้งสองมักแปรเปลี่ยนเป็นฉากลุ้นระทึกชวนสยองขวัญอยู่ร่ำไป
เมื่อนึกถึงเรื่องยากำหนัดที่เฟิงอู๋โยวประสบพบเจอ ชิงหลวนก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง “นายหญิง ชิงหลวนเจ็บใจแทนนายหญิงเหลือเกิน”
“ข้าก็ยังอยู่ดีอยู่ไม่ใช่หรือ”
“นายหญิง หากนายหญิงอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเลยนะเจ้าคะ ชิงหลวนจะเป็นไหล่ให้นายหญิงซบพิงเอง”
ชิงหลวนตาแดงเรื่อ ยิ่งนางจ้องมองแผ่นหลังที่คล้อยจากไปของจวินมั่วหรัน นางก็ยิ่งรู้สึกปวดใจแทนเฟิงอู๋โยว
ที่ผ่านมา เฟิงอู๋โยวต้องเผชิญกับชะตากรรมอันแสนโหดร้ายมากมาย
ถูกวางแผนวางยา ถูกคนใจร้ายตัดหางปล่อยวัด แล้วต้องหนีตายมายังแคว้นตงหลิน
ใครจะไปรู้ว่าพอมาถึงแคว้นตงหลินกลับต้องมาเจอเรื่องพรรค์นี้อีก ซ้ำยังถูกตามฆ่าอย่างไม่เลิกลา เป็นชีวิตที่ไร้ความปลอดภัย ไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข
เฟิงอู๋โยวจนปัญญา สายตาจ้องมองชิงหลวนที่ร้องไห้ราวกับสายฝน ในใจเกิดสงสัยว่าเจ้าเด็กนี่ไปเอาน้ำตามาจากไหน ทำไมถึงร้องไห้ได้ทั้งวันแบบนี้!
ชิงหลวนพูดขึ้นปนเสียงสะอึก “เซ่อเจิ้งหวางก็ทำเกินไป กินจนอิ่มแล้วจากไปอย่างไร้เยื่อใย นายหญิงถูกเขาทรมานประหนึ่งไม่ว่าใช่มนุษย์ แต่เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไร! ตบก้นคนอื่นเสร็จและใส่กางเกงจากไปแบบนั้นได้หรือ”
เฟิงอู๋โยวมุมปากเกร็งกระตุก นางยอมจำนนในความสามารถบิดเบือนเรื่องราวกับชิงหลวนจริงๆ
ทั้งๆ ที่นางเป็นฝ่ายลงมือขืนใจจวินมั่วหรัน ซ้ำยังตบก้นเขาและวาดรูปหมูน้อยลงบนกางเกงชั้นในของเขา
ทั้งๆ ที่ชิงหลวนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังกล้าตำหนิจวินมั่วหรันได้ลงคอ
เฟิงอู๋โยวฟังคำพูดตัดพ้อของชิงหลวนจนสีหน้าฉายแววขมขื่นขึ้นมารำไร
จวินมั่วหรันหยุดชะงักฝีเท้า เดิมทีเขานึกสงสัยว่าก่อนหน้านี้ตัวเองได้ทำอะไรเฟิงอู๋โยวไปหรือเปล่า
แต่เมื่อได้ยินชิงหลวนพูดขึ้นเช่นนี้ อยู่ๆ ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาชอบกล
เฟิงอู๋โยวเป็นคนแข็งแกร่งขนาดนั้นก็กลับถูกเขากลั่นแกล้งจนต้องเผชิญหน้ากับความทารุณมากมาย แต่แล้วนางก็ยังสามารถรับมือได้เหมือนเป็นเรื่องปกติ
เขาควรปลอบนางและยอมนางถึงจะถูก
อีกอย่าง นางก็ยังอ่อนวัย ถึงจะดื้อซนไปหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ
เมื่อคิดได้เช่นนี้จวินมั่วหรันก็หันขวับกลับไป จากนั้นเดินฝ่าสายฝนกลับไปหาเฟิงอู๋โยวอย่างรวดเร็ว