เว้นเสียแต่ว่าลุงของเธอกลับไม่ได้กลับมาที่โต๊ะอาหารอีกจนกระทั่งพวกเขากินอาหารเสร็จ ซย่าชิงอีได้ยินเสียงทะเลาะกันจากห้องข้างๆ ลุงของเธอเดินออกมาหลังจากนั้นไม่นานและขอโทษพวกเขาอีกครั้ง พร้อมบอกว่าต้องการให้ลัวเมิ่งอยู่ในห้องทบทวนความผิดของตัวเอง
ยิ่งเขามาขอโทษ เธอก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เธอมาที่นี่เพื่อตั้งใจจะมาพูดคุยกับลูกพี่ลูกน้องของเธอแต่ตอนนี้กลับต้องมาฟังคำขอโทษซ้ำๆ จากคนอายุมากกว่าให้เธอทนไม่ไหวเท่าไรนัก
เมื่อคนที่เหลือกำลังนั่งดูโทรทัศน์ในห้อง เธอก็ถือโอกาสนี้ไปเคาะประตูของลัวเมิ่ง
เมื่อเจ้าของห้องเห็นว่าเป็นเธอก็ยิ้มให้อย่างห่างเหินและพยายามปิดประตูใส่ทิ้งให้เธออยู่ด้านนอกห้อง
ซย่าชิงอีใช้ขายันประตูไว้ “ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบหน้าฉันนะ”
อีกฝ่ายกรอกตามองใส่ “ใช่! อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ตาบอดนี่”
เธอยืนกอดอกพลางพิงตัวกับประตู “ทำไมล่ะ”
“ฉันคิดว่าฉันบอกเธอไปตั้งแต่สองปีที่แล้วแล้วนะ คงไม่จำเป็นต้องย้ำอีก” เธอขยับไปจะปิดประตูใส่อีกครั้ง
คนฟังยักไหล่ “แต่ฉันความจำเสื่อมนี่”
ลัวเมิ่งส่งสายตาสงสัยมาที่เธอ ส่วนคนถูกมองก็พยักหน้าและเอ่ยขึ้น “พ่อของเธอไม่ได้บอกเหรอ”
“ฉันไม่รู้ ยังไงฉันก็ไม่เคยฟังอะไรเขาอยู่แล้ว” เธอตอบ “ความจำเสื่อมแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันกันล่ะ”
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลัวเมิ่งถึงมีท่าทางไม่เป็นมิตรกับเธอขนาดนี้จึงตัดสินใจถามอีกฝ่าย “เมื่อก่อนฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจเหรอ”
คนถูกถามมองเธอกลับด้วยสายตาขุ่นเคืองและไม่ตอบคำถาม
“หรือว่า… เธอชอบหันเลี่ยง”
“ขอร้องล่ะ เลิกพูดจาไร้สาระเสียที ฉันไม่สนใจผู้ชายอย่างเขาหรอก ฉันก็แค่เกลียดเธออย่างไม่มีเหตุผลเท่านั้นแหละ” เธอมองซย่าชิงอีตั้งแต่หัวจรดเท้าและพึมพำกับตัวเอง “ฉันแค่สงสัยว่าทำไมเธอถึงโชคดีแบบนี้ ถ้าพี่มู่มู่โชคดีแบบเธอเรื่องคงไม่ลงเอยแบบในตอนนี้”
“พี่มู่มู่เหรอ… เธอเป็นใครกัน” เธอไม่เคยได้ยินหันเลี่ยงกับแม่ของเธอพูดถึงชื่อนี้มาก่อน
เมื่อลัวเมิ่งได้ยินดังนั้นเธอก็ยิ้มเย็นชาให้ “เธอลืมทุกอย่างไปแล้วจริงๆ สินะ”
“เธอเป็น… เพื่อนของฉันเหรอ” ซย่าชิงอียังคงอยากรู้และพยายามคาดเดาไปทั่ว
“เลิกเดาได้แล้ว เธอตายไปเมื่อหลายปีก่อน แต่มันคงไม่มีความสำคัญอะไรกับเธอหรอก ดีแล้วที่เธอลืมๆ มันไปได้ เรื่องนี้จะได้ไม่มารบกวนชีวิตเธออีก” เธอสัมผัสถึงอารมณ์โกรธของอีกฝ่ายอยู่ในที
“ถ้างั้นเธอช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้หรือเปล่า”
สายตาของลัวเมิ่งฉายแววหม่นลงชั่วครู่ก่อนที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม “แต่ฉันไม่อยากให้เธอรู้เรื่องนี้ เธอรู้แค่ว่าพี่มู่มู่เสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อชีวิตที่สงบสุขของเธอในตอนนี้ก็พอ”
เธอหลับตาลงเหมือนกับแม่มดในรายการโทรทัศน์ที่กำลังท่องคาถาและพูดเสียงราวกับจะสะกดคนฟัง “จำไว้ให้ดี เธอจะลืมใครในโลกใบนี้ก็ได้ แต่ไม่ใช่พี่มู่มู่”
พูดจบเธอก็ปิดประตูใส่หน้าเสียงดัง
ซย่าชิงอีจมลงไปในความคิดของตัวอง จู่ๆ เธอก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ดูเหมือนจะค้นพบความจริงที่ถูกปกปิดไว้มานานแต่ติดที่ว่าเธอไม่รู้จะสืบเรื่องนี้ต่ออย่างไร
อีกนิดเดียว เธอมั่นใจว่าอีกเพียงนิดเดียวเธอก็จะรู้ความจริงแล้ว
เธอยังคงไม่รู้บางเรื่อง บางเรื่องที่สำคัญที่สุด ชิ้นส่วนความทรงจำที่หายไปที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกันจนได้คำตอบที่เธอตามหามาตลอด
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” เสียงหันเลี่ยงถามดังขึ้นจากด้านหลัง เธอไม่รู้ตัวว่าเดินมาอยู่หน้าโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นตั้งแต่เมื่อไร
เธอมองเขาและส่ายหน้าปฏิเสธ จ้องหน้าเขาอย่างไม่ละสายตา
ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะแก้ปริศนาได้ในไม่ช้า
ระหว่างทางกลับบ้านซย่าชิงอีใจลอยไปที่อื่นตลอดเวลา เธอลูบหนังสือเกี่ยวกับตำนานกรีกในมือ และกวาดสายตาไปตามรูปภาพพระเจ้าสีสันสดใสราวกับอยู่ในภวังค์
เมื่อพวกเขามาถึงบ้าน ขณะที่หันเลี่ยงปลดล็อกประตูรถและแม่ของเธอยืนอยู่ด้านหลังเธอ เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น
เป็นสายจากเพื่อนหนุ่มร่างท้วมจากสำนักงานนักสืบ หัวใจของเธอเต้นแรงอยู่ในอก
หันเลี่ยงเดินเข้าบ้านไปแล้ว เธอหันไปบอกอีกคนให้เข้าไปในบ้านก่อนก่อนที่เธอจะกดรับสาย
“ว่ายังไง” เธอยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของสนามหญ้าและเอ่ยเสียงเบา “นายเจออะไรบ้างไหม”
[ฉันไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าเจอได้ไหมน่ะนะ]
“แค่เล่าทุกอย่างที่เจอมาให้ฉันฟังก็พอ”
[ฉันไปตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็กจนกระทั่งโต แต่ก็ไม่เจอข้อมูลช่วงก่อนที่เธอจะอายุสิบเอ็ดขวบเท่าไหร่กลับเจอแต่ข้อมูลหลังจากนั้น ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ประวัติการศึกษา แม้แต่เรื่องทั่วไปอย่างเรื่องในชั้นเรียนและคุณครูก็ยังไม่เจอ]
ปลายสายพูดเสริม [ฉันคิดว่ามันดูแปลกๆ เลยไปตรวจสอบข้อมูลจากโรงเรียนและถามจากคนที่เกี่ยวข้อง แต่ก็เจอว่าครูใหญ่และครูคนอื่นๆ เป็นครูคนใหม่ทั้งหมด ส่วนคนเก่าๆ ก็พากันลาออกไปแล้ว
[ที่แปลกอีกอย่างคือหลายปีมานี้แม่ของเธอมักจะไปที่หลุมศพในเมือง H เป็นประจำในช่วงเดือนมีนา แต่หลุมศพของพ่อของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่นั่น ฉันไม่มั่นใจว่าเธอไปที่นั่นทำไมกันแน่
[พอสืบจากคดีลักพาตัวที่พวกเขาพูดถึงก็พบว่ามันเกิดขึ้นจริงและดูเหมือนจะทำให้หันเลี่ยงโกรธเป็นบ้าเป็นหลัง ทางตำรวจบอกว่าเธอตายไปแล้วแต่เขาไม่เชื่อ เขายังลงประกาศหาตั้งค่าหัวตามหาตัวเธอในหนังสือพิมพ์เมื่อครึ่งปีก่อนเพราะหาเบาะแสของเธอไม่เจอ
[ส่วนเรื่องทะเบียนสมรสระหว่างเธอกับเขามันก็จริงเหมือนกัน ฝ่ายทะเบียนของสำนักกิจการพลเรือนพบหมายเลขกำกับเอกสารของเธอ คนที่สำนักงานยังพูดอีกด้วยว่าคนที่จัดการดำเนินเอกสารให้จำพวกเธอสองคนได้ เอกสารน่าจะเป็นของจริง]
เธอตั้งใจฟังคำบอกเล่าเรื่องที่เธอขอให้ช่วยสืบจากอีกฝ่ายทีละนิดอย่างครุ่นคิด หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถามขึ้น “ช่วงเดือนที่ผ่านมาหันเลี่ยงได้ทำอะไรแปลกๆ หรือเปล่า”
อีกฝ่ายว่าขึ้น [โอ๊ะ ฉันลืมบอกเธอไปอีกอย่าง ช่วงเดือนก่อน เขามาติดต่อกับคนที่สำนักงานนักสืบเป็นการส่วนตัว เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเจ้านายที่สำนักงานนักสืบเอกชนอีกที่ ปกติแล้วพวกเขาไม่ค่อยได้ติดต่อกันนัก แต่จู่ๆ หันเลี่ยงก็เข้ามาหาเขา ฉันไปถามว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันแต่เจ้านายก็บอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาและไม่ยอมพูดถึงอีก ฉันเลยไม่ได้ถามต่ออีก]
เธอไม่ได้พูดอะไรเมื่อฟังคำพูดของปลายสาย รู้สึกว่าคำถามที่สงสัยเริ่มถูกแก้ปมทีละนิด เมฆหมอกที่เคยบังตาค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับความจริงที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นภายใต้หมอกหนา
เว้นเสียแต่ว่ายังมีบางอย่างที่ขาดหายไป บางอย่างที่สำคัญ
มันคืดอะไรกันนะ จะหามันเจอได้ที่ไหน! มันอยู่ที่ไหนกันแน่! มันต้องอยู่ใกล้ตัวเธอแน่ ต้องเป็นบางเรื่องที่เธอยังไม่พบมันเท่านั้น เรื่องที่เธอมองข้ามรายละเอียดไป
ทันใดนั้นเองเธอก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ต้องเป็นสิ่งนั้นแน่
เธอรีบวางสายจากนั้นจึงเดินเข้าไปในบ้าน เมื่อหันเลี่ยงเห็นท่าทีรีบร้อนของเธอเขาก็งุนงง “เกิดอะไรขึ้น เธอกำลังทำอะไรอยู่”
ซย่าชิงอีไม่ตอบเขาและมุ่งหน้าเดินขึ้นไปชั้นสอง ก้าวขึ้นบันไดเสียงดัง
เขาตามหลังเธอไปและหยุดที่หน้าประตูห้องของเธอเมื่อเห็นเธอกำลังจะเข้าไป
“ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” เธอเอ่ยขึ้น
“เปลี่ยนเสื้อผ้าทำไม”
“ออกไปซื้อปลาให้คุณ คุณไม่ได้อยากกินซุปปลาเหรอ”
“จริงเหรอ ถึงขนาดต้องรีบร้อนขนาดนั้นเชียว” ท่าทางเขาดูพอใจขึ้นเล็กน้อย
“อืม” เธอพยักหน้ารับขณะที่วางมือที่ลูกบิด
“ก็ได้ เธออยากให้ฉันไปกับเธอไหม” เขาถาม
“ไม่ ฉันไปเองได้ เดี๋ยวฉันกลับมา ถ้าช้ากว่านี้ตลาดจะปิดแล้ว ฉันต้องไปตอนนี้”
เขายอมแพ้ “อย่างนั้นก็ตามใจ ไปเถอะ”
เธอยิ้มบางๆ ให้เขาจากนั้นจึงปิดประตู ตอนนั้นเองที่ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปอย่างทันควัน เธอเริ่มมองสิ่งของรอบตัวเธอไปทั่วอย่างตื่นตระหนก
ขยับตัวอย่างแผ่วเบาอย่างเกรงว่าหันเลี่ยงจะได้ยินเสียงจากด้านนอก คุกเข่าบนพื้นและหาของที่เธอต้องการอย่างระมัดระวัง หนังสือเล่มที่สามเรื่องเจ้าหญิงกับอัศวินที่เธอเอามาจากแม่เมื่อสองวันก่อน หากเธอเดาไม่ผิด สิ่งนี้ต้องเป็นสิ่งที่เธอต้องการแน่
ในที่สุดเธอก็เจอหนังสือที่อยู่ในลิ้นชัก
ซย่าชิงอีนั่งลนพื้น พลิกเปิดหนังสือและพยายามมองหาบางอย่างที่เป็นประโยชน์ เธอค่อยๆ อ่านเทพนิยายแอนเดอร์เสนและตำนานเทพเจ้ากรีกแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จึงเหลือเพียงเล่มเดียวเท่านั้น
เธอรีบพลิกไปทีละหน้าจนกระดาษขาด พร้อมจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นแรงขึ้น
เมื่อพลิกไปจนถึงเกือบหน้าสุดท้าย
ที่มุมขวาล่างของหน้าที่เป็นข้อความในหนังสือ หัวใจของเธอก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ
หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มเขย่าหนังสืออย่างแรงจนกระทั่งพบซองจดหมายซองหนึ่งที่ติดอยู่ด้านหลังด้วยเทปสีคล้ายกับปกหลัง มือของเธอสั่นระริกระหว่างที่เปิดผนึกซองจดหมายนั้นพร้อมๆ กับรูปใบหนึ่งที่หล่นลงมา
มันหล่นคว่ำหน้าลงบนพื้น ร่างทั้งร่างของเธอสั่นไหวขณะที่หยิบขึ้นมา
ในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยเมื่อเห็นรูปปรากฏตรงหน้า
หันเลี่ยงตกใจเมื่อเธอเปิดประตูออกมา ท่าทีของเธอดูเปลี่ยนไปถนัดตา เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ อาจจะเป็นดวงตา ริมฝีปาก หรือมือทั้งสองข้างของเธอ แต่เธอดูแข็งทื่อและไร้ชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด
ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่เหมือนกับแตกสลายอยู่ข้างในทุกครั้งที่หันเลี่ยงแตะต้องตัวเธอราวกับบุหรี่ที่ถูกมอดไหม้ไปเรื่อยๆ
“มีอะไรเหรอ” เขาเอ่ยถาม