ตอนที่ 9 – ฝันร้าย
เยี่ยหว่านตอบกลับนิ่ง ๆ “คุยธุระจริงจัง นายวางแผนจะทดสอบเด็กนั่นยังไง”
หลินเสี่ยวเสี้ยวคิด ๆ ดู จากนั้นยิ้มอย่างแฝงด้วยความหมาย เอ่ยว่า “ให้เขาฝันร้ายก่อน”
เยี่ยหว่านขมวดคิ้ว “เอาพอประมาณนะ”
“วางใจเถอะ”
เวลานี้ ชิ่งเฉินก็มาเข้าแถวกินข้าวเที่ยง
เขาถือถาดเดินไปข้างหน้า แต่จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งดึงเขาออกจากแถวรับข้าว
ชิ่งเฉินตะลึงไป หลินเสี่ยวเสี้ยวดึงเขาออกเดินพลางพูดว่า “ทีหลังคุณไม่ต้องไปเข้าแถวกับพวกเขาแล้ว คนที่สามารถเล่นหมากรุกกับเจ้านายจะเข้าแถวอะไรอีก”
เหล่านักโทษสองฝากฝั่งมองดูฉากเหตุการณ์นี้เงียบ ๆ สายตาของทุกคนล้วนผนึกแน่นอยู่บนตัวของชิ่งเฉิน
สภาพแวดล้อมซึ่งเดิมทีหนวกหูสงบเงียบลงไปในพริบตา คล้ายกับว่าทุกคนถึงขนาดกลั้นลมหายใจกันแล้ว
ชั่วขณะนี้พวกเขาตระหนักแล้วว่าชิ่งเฉินกับพวกเขาไม่เหมือนกันอีกต่อไป
หลินเสี่ยวเสี้ยวนั่งยอง ๆ บนเก้าอี้ข้าง ๆ ชิ่งเฉินยิ้มแฉ่งกล่าวว่า “ไม่ต้องตะลึงไป คนที่สามารถเล่นหมากรุกกับเจ้านายย่อมต้องมีการดูแลเป็นพิเศษหน่อย รีบกินเข้า ถึงอาหารในคุกหมายเลข 18 นี่จะไม่น่ากินสักนิดก็เหอะ”
ชิ่งเฉินเงยหน้ามองทางหลี่ซูถงที่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายกินอาหารช้ามาก ๆ ไม่มีความตั้งใจจะพูดคุยกับเขาเลย
เขามองไปทางกลุ่มคนอีก ลู่ก่วงอี้ในแถวกำลังยกนิ้วโป้งชูให้เขาลับ ๆ…..
……..
20 นาฬิกา 40 นาที ชิ่งเฉินกลับไปที่ห้องขังของตนเองตามเวลาที่กำหนด
ตอนที่คนอื่น ๆ ล้วนเข้าแถวกลับห้องขังเขาลองเคลื่อนไหวอย่างอิสระนอกแถว หุ่นยนต์ผู้คุมพวกนั้นไม่สนใจเขาอีกต่อไปตามคาด
เหล่านักโทษพากันใช้แววตาอิจฉามองเขา ชิ่งเฉินเดินบนทางเดินยาว ๆ คล้ายกับเป็นสุนัขป่าโดดเดี่ยวหนึ่งตัว
ในห้องขังเดี่ยวว่างเปล่า หลังจากรอให้ประตูเลื่อนโลหะปิดสนิท เขาเดินไปที่อ่างล้างหน้าอยากจะล้างหน้าแปรงฟันก่อน
เพียงแต่เดินยังไม่ถึงสองก้าว จู่ ๆ ชิ่งเฉินก็รู้สึกถึงความง่วงอย่างรุนแรงเข้าครอบงำ
ความง่วงที่มานี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง ถึงเขาจะใช้สมองเกินขนาดในตอนกลางวันก็ไม่ถึงขนาดจะง่วงจนพลังจิตใจยังไม่สามารถประคองการก้าวเดินของเขาได้
ประหลาด!
คิดไม่ทันแล้ว ชิ่งเฉินนอนลงบนพื้น
ในฝัน ชิ่งเฉินยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นคฤหาสถ์ขมุกขมัวแห่งหนึ่งด้วยสติอันแจ่มใส
เริ่มแรกเขารู้ว่านี่เป็นความฝัน แล้วก็ทราบชัดว่าร่างของตนเองที่จริงแล้วยังอยู่ในห้องขัง
แต่สองวินาทีให้หลังเขาก็ลืมเลือนทุกสิ่ง คล้ายกับว่าเดิมทีเขาก็ควรจะอยู่ที่นี่อยู่แล้ว แล้วก็จำไม่ได้อีกต่อไปว่านี่เป็นความฝัน
ในห้องนั่งเล่นคฤหาสถ์มีฟืนที่กำลังลุกไหม้อยู่ในเตาผิง ในห้องมีกลิ่นชื้น ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ชนิดหนึ่ง น้ำในห้องกำลังถูกเตาผิงอบจนระเหยเป็นไอ ควบแน่นอยู่บนเพดาน
เพดานสูง ๆ มีโคมระย้าคริสตัลแขวนอยู่ ชิ่งเฉินมองไปรอบ ๆ แล้วก็ยังไม่สามารถหาสวิทต์เปิดมันเจอ
ตอนที่มอบไปรอบด้าน ม่านตาของชิ่งเฉินหดตัวลงกะทันหัน
บันไดขึ้นชั้นสองมีรอยเลือด
บนโซฟาที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นมีรอยเล็บแมว เบาะหนังถูกเล็บแหลมคมตัดขาดจนเป็นเส้นเป็นริ้ว
บนชั้นเหนือเตาผิงวางกรอบรูปเอาไว้ กระจกของกรอบรูปถูกคนทุบแตก รูปถ่ายหายไปไร้ร่องรอย
บนผนังมีรอยมีดสีฟ้าเทา ตอนที่เปลวไฟในเตาผิงปะทุขึ้นมา รอยบนผนังนั้นกับรอยขาดบนโซฟาบิดเบี้ยวอย่างพิสดาร
บนพรมมีมีดเปื้อนเลือดหนึ่งเล่ม
มีคนใช้เลือดเขียนตัวหนังสือที่สะดุดตาสองตัวบนพื้นข้าง ๆ พรมว่า มีผี
ก๊อก ๆๆ ที่ประตูมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา
ชิ่งเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเดินไปทางประตูโดยไม่ได้แตะต้องสิ่งของใด ๆ ภายในห้อง “ใคร”
ข้างนอกมีเสียงสบาย ๆ ดังออกมา “ตำรวจครับ หมายเลขเหตุร้าย 27149 เป็นคุณที่แจ้งเหตุรึเปล่าครับ โปรดเปิดประตูด้วย”
เขาเปิดประตูอย่างลังเล ข้างนอกเป็นตำรวจหนุ่มคนหนึ่ง กำลังถือสมุดบันทึกคดีในมือ
ตำรวจนั้นพอประตูเปิดก็เห็นเลือดไหลนองลงมาจากบันไดขึ้นชั้นสอง เขาก้าวเท้าเร็ว ๆ ขึ้นบันได เดินพลางพูดพลางว่า “ผู้แจ้งเหตุครับ โปรดยืนอยู่ที่เดิมอย่าขยับ ล็อคประตูให้ดีด้วยครับ!”
ชิ่งเฉินกังขาอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาเชื่อฟังคำสั่งของอีกฝ่ายจากจิตใต้สำนึก
นายตำรวจหนุ่มขึ้นบันไดไปแล้ว ชิ่งเฉินยืนอยู่ที่ปากประตูตั้งแต่ต้นจนจบ
ยังไม่ถึงครึ่งนาที นอกประตูดันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอีกครั้ง
ชิ่งเฉินถามว่า “ใคร”
“ตำรวจครับ หมายเลขเหตุร้าย 27149 เป็นคุณที่แจ้งเหตุรึเปล่าครับ โปรดเปิดประตูด้วย”
ชิ่งเฉินอึ้งไป หมายเลขเหตุร้าย 27149 ไม่ใช่ขึ้นบันไดไปแล้วเหรอ งั้นนอกประตูเป็นใคร?!
ตำรวจนอกประตูกำลังร้องเร่งว่า “สวัสดีครับ โปรดเปิดประตูด้วย”
ชิ่งเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งแล้วเดินเข้าไปในห้อง เขาอยากจะก้มตัวลงหยิบมีดเปื้อนเลือดที่วางอยู่บนพื้น แต่ระหว่างเขากับมีดเหมือนจะมีเกราะใสหนึ่งชั้นขวางกั้นเอาไว้
เขากับมีดมีระยะห่างเพียงหนึ่งก้าว แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ตลอดกาล
มีคนไม่อยากให้เขาหยิบมีด
มีคนอยากขังเขาเอาไว้ที่นี่
แต่ตัวเลขนับถอยหลังบนแขนของเขายังขยับ หัวใจกับเลือดของเขาก็ยังเต้นยังไหล
เขามาที่โลกจักรกลอันเย็นชานี้ตัวคนเดียวอย่างไร้ห่วงไร้กังวล ไม่มีหนทางหันหลังกลับให้เดินได้แล้ว
“ไสหัวไป” ชิ่งเฉินกล่าวเสียงเย็น ม่านตาในดวงตาหดลงอีกครั้ง คล้ายกับใช้พลังจิตทั้งหมดเปลี่ยนเป็นคมมีดกรีดสิ่งของบางอย่างให้ขาด
ในห้องนั่งเล่นของคฤหาสถ์ที่ว่างเปล่าปรากฏเสียงกระจกแตกอย่างอธิบายไม่ได้ดังขึ้นมา อุปสรรคระหว่างเขากับมีดแตกสลายไปแล้ว
มีคนอุทานเสียงแผ่วเบา
ชิ่งเฉินเก็บมีด หันร่างเดินไปทางบันได
นอกประตู นายตำรวจเอ่ยเสียงดังว่า “เปิดประตู ผู้แจ้งเหตุ ทำไมไม่เปิดประตูให้ผม”
ชิ่งเฉินตอบเสียงเย็นว่า “รอผมฆ่าคนข้างในแล้วค่อยเปิดให้คุณ”
หลินเสี่ยวเสี้ยว “???”
เวลานี้ในที่สุดชิ่งเฉินก็จดจำได้แล้ว ในเวลาเดียวกันกับที่ทำลายอุปสรรคตอนที่หยิบมีดก่อนหน้านี้ก็ได้ทำลายม่านป้องกันความทรงจำของเขาในความฝันนี้
ที่แท้เขาอยู่ในฝันร้ายที่หลินเสี่ยวเสี้ยวสร้างให้เขา
โลกใบนี้ดูเหมือนว่าจะยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกแล้ว
………………………………….
ตอนที่ 10 – ต้องใช้ไฟ