ตอนที่ 231 อดีตที่ประสานกัน
「หืม เรื่องจริงเหรอที่ลัทธิแห่งแสงจัดการเก็บตระกูลโฮโซไปแล้ว」
รถม้าที่ถูกลากด้วยกิเลนสีดำกำลังวิ่งผ่านทุ่งอันแห้งแล้ง
พอผมได้ยินเรื่องที่ลัทธิไปกวาดล้างตระกูลโฮโซจากคาการิ ก็อดตกใจไม่ได้เพราะคิดว่าคำขอโทษของทางนั้นน่าจะทำแบบขอไปที
ทว่ามันดันไม่ใช่แบบนั้น คาการิที่ได้ยินก็พูดต่อ
「อ้า หลังจากข้าถามพี่ฮาคุโร่ดูเหมือนว่าจะเป็นอัศวินของลัทธิไปกวาดล้างก่อนที่เขาจะเดินทางมาถึงไซโตะน่ะ ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อหรอกแต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง」
เหตุผลก็เพราะมันเป็นการกระทำที่เกินเลยไปหน่อยสำหรับเรื่องในคราวนี้ทั้งที่การสังเวยตัวแทนเพียงคนเดียวเท่านั้นก็น่าจะจบแล้ว
จากที่รู้มา โฮโซเองก็เป็นตระกูลที่มีความเก่าแก่ภายในลัทธิแถมยังได้รับการดูแลจากสันตะปาปารุ่นต่อรุ่นเป็นอย่างดีด้วย
สันตะปาปาไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะบ่อยเท่าใดนักเนื่องจากต้องรักษาผนึกงูเอาไว้ ดังนั้นพอมีเทศกาลหรืองานพิธีการอะไรผู้รับผิดชอบก็จะเป็นอาร์คบิชอปทั้ง 4 ยิ่งไปกว่านั้นพอเป็นพิธีสำคัญๆ อาร์คบิชอปของตระกูลโฮโซก็มักจะถูกเลือกเป็นผู้แทนเสมอ
พอฝ่ายที่มีอำนาจขนาดนั้นดันหายไปชั่วข้ามคืน ความวุ่นวายภายในเมืองฮอนเทนคงวุ่นวายมากแน่ๆ
ผมก็กอดอีกฟังแล้วพูด
「หากจะบอกว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบเฉยๆ เรื่องมันคงไม่บานปลายขนาดนี้แน่ ดังนั้นฉันว่าเบื้องหลังคงมีอะไรมากกว่านั้น」
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสันตะปาปานั่นได้รับความนับถือจากเหล่าผู้ศรัทธาของลัทธิมากขนาดไหน แต่คนเหล่านั้นคงจะไม่อยู่เฉยๆ แน่พอรู้ว่ากลุ่มเก่าแก่ของลัทธิถูกสันตะปาปาสั่งกวาดล้างให้หายไปในคืนเดียว
หากสันตะปาปาเห็นว่าใครไม่จำเป็นแม้จะเป็นข้ารับใช้ที่ดูแลลัทธิมาช้านานก็จะกำจัดทิ้งเหมือนขยะ ข่าวแบบนี้คงแพร่ออกไปทั่วลัทธิ ปัญหาที่ตามมาในอนาคตก็คงไม่น้อย หรืออย่างน้อยมันก็ไม่เหมือนก่อนจะเกิดเรื่องนี้
ดังนั้นการกวางล้างตระกูลโฮโซในคราวนี้ ทางสันตะปาปาน่าจะเตรียมวิธีรับมือมาเป็นอย่างดี
พอคาการิฟังสิ่งที่ผมคิด เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยหรือเห็นต่างอะไร ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าที่ดูติดตลก
「ก็นะ หากเล่นใหญ่ขนาดนี้ ทางนั้นก็คงจะอธิบายให้นากายามะฟังได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ กับเรื่องที่โฮโซก่อ นอกจากนี้ตระกูลนั่นอาจจะเติบใหญ่จนน่ารำคาญเกินไปด้วยก็ได้ เขาจึงใช้โอกาสนี้ในการกำจัดทิ้งไปซะ ไม่ก็อาจจะแค่อยากเฉยๆ ก็ได้ใครจะรู้ แต่เดี๋ยวพอเจ้าได้ไปที่ฮอนเทนก็คงได้รู้เองแหละถึงจะต้องการหรือไม่ก็ตาม」
พอคาการิพูดจบเขาก็หัวเราะแล้วพูดเสริมว่า 「จริงๆ เลยนะ ทั้งที่บทพูดแบบนี้ควรเป็นของพี่ฮาคุโร่นี่เนอะ
ก็ตามที่เขาบอก คราวนี้ฮาคุโร่ที่เป็นระดับสูงของลัทธิไม่ได้เดินทางมากับพวกผมด้วย ทางอาซึมะกับโดกะก็เช่นกัน คาการิเลยเป็นพี่น้องนากายามะคนเดียวที่ตามผมมายังเมืองฮอนเทนโดยไม่มีทหารติดตามมาดูแลเลยสักคน
ก็ไม่ได้รู้เหตุผลอะไรหรอกนะ แต่จากที่ผมคิดอาซึมะกับคนที่เหลือน่าจะเตรียมการเผื่อไว้ว่าต้องกลายเป็นศัตรูกับลัทธิ หากมีเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนของลัทธิในเมืองไซโตะได้ก่อเรื่องแน่ ดังนั้นหากพวกอาซึมะยังอยู่ที่นั่นก็น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า
นอกจากนี้หากความสัมพันธ์ของลัทธิกับมิตสึรุกิเป็นเรื่องจริง ก็เป็นไปได้ว่าพวกธงแห่งผืนป่าจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้เข้าโจมตีเมือง ดังนั้นการที่อาซึมะกับคนที่เหลือยังอยู่ที่ไซโตะจึงมีความสำคัญมาก
ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ คาการิก็เอานิ้วชี้ไปทางหน้าต่าง
「พอข้ามเนินเขานั่นไปแล้วก็จะเห็นเมืองฮอนเทนแล้ว บอกตามตรงว่าควรค่าแก่การเยี่ยมชม」
คงไม่จำเป็นต้องถามว่าหมายความว่าเช่นไร หลังจากกิเลนสีดำของคาการิวิ่งไปได้อีกสักพัก ผมก็เริ่มมองเห็นสภาพทิวทัศน์ที่คาการิบอกว่าควรค่าแก่การเยี่ยมชม
――สรุปง่ายๆ ตรงหน้าของผมคือกำแพงแห่งแสง
นั่นน่าจะเป็นเมืองฮอนเทนที่ว่า กำแพงของเมืองส่องแสงสีขาวเงิน ทอดยาวไปทั้งทางทิศเหนือและใต้ปลายทางของเส้นแสงที่ทอดยาวออกไปไกลจนลับเส้นขอบฟ้า
นอกจากความยาวของกำแพงแล้วเรื่องความสูงของมันก็เช่นกัน ที่ชวนทำให้ผมประหลาดใจ แม้จะเป็นกำแพงสีทองแห่งอินิเชี่ยนของจักรวรรดิก็ไม่สามารถเทียบกับกำแพงเมืองแห่งนี้ได้เลย มันสูงยิ่งกว่านั้น2ถึง3เท่า ไม่สิ ผมว่าสัก 5 เท่าน่าจะได้
กำแพงของเมืองถูกสลักไว้ด้วยคาถามนตรามากมายเพื่อแสดงได้เห็นว่ากำแพงแห่งแสงนี้ถูกถักทอด้วยเวทมนตร์
ในแง่นี้มันอาจจะไม่ได้สามารถเทียบกับกำแพงทองคำที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ ทว่าสิ่งที่มันต่างออกไปจากพวกนั้นก็คือการทำให้กำแพงพวกนี้คงอยู่ตลอดเวลา เพราะกำแพงเหล่านี้มันต้องใช้พลังเวทจำนวนมาก แล้วไหนจะเรื่องที่มันสร้างขึ้นมาถึง 300 ปีแล้วอีก พลังเวทที่ต้องจ่ายไปจะขนาดไหนกันนะ
เหนือสิ่งอื่นใด งู…สิ่งที่ลัทธิทำการปิดผนึกเอาไว้อยู่ภายในนั้น ราชาแห่งเผ่าพันธุ์ในตำนาน เหตุผลของการสร้างเมืองแห่งนี้
พอรถม้าที่พวกผมนั่งเข้ามาใกล้ ประตูเมืองก็ถูกเปิดออกจนส่งเสียงดังไปทั่ว ชวนให้เผลอนึกไปว่านี่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ใช่เวทมนตร์งั้นหรือ ส่วนเหตุผลที่พวกเขาไม่ขอให้หยุดรถม้าเพื่อตรวจสอบพวกผมก็คงจะเพราะกิเลนสีดำของคาการิ
ประตูแห่งเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 300 ปีกำลังเปิดต้อนรับพวกผม
ไม่นานนัก หลังพวกผมเข้าไปข้างใน ประตูเมืองก็ถูกปิดลงและทางเข้าไปยังศูนย์กลางก็ถูกเปิดเผยออกมา ช่างเหมือนกับผมกำลังเข้าไปในปากของมอนสเตอร์ที่ไม่รู้จักจริงๆ ….
◆◆
พอผมเข้ามาถึงภายในเมืองฮอนเทนแล้ว ก็ลงมาจากรถม้าของคาการิ ร่างกายที่ดูหนักอึ้งจากไอพิษของคิไคก็เบาบางลงจนหายเป็นปลิดทิ้ง
ไม่จำเป็นต้องบอกก็คงรู้ว่าทั้งหมดนี้เพราะบาเรียที่กางอยู่รอบๆ ฮอนเทน
ผมจึงสังเกตดูอาการพวกพ้องผม แล้วก็พบว่าดีขึ้นไม่ต่างจากผมโดยเฉพาะคลิมที่บาดเจ็บกว่าพวก ไคลอาที่เห็นอาการน้องของเธอก็เหมือนจะเบาใจลง
ส่วนพวกพ้องอีกคนหนึ่งของผมก็เออซูร่า เธอยังทำหน้านิ่งไม่เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินว่าศัตรูของพ่อเธออย่างอูรุยตายไปแล้วพร้อมกับตระกูลโฮโซ เธอก็คงจะมีอะไรหลายๆ อย่างในใจหลังรู้เรื่องแหละนะ
ผมก็อยากจะช่วยปลอบเธอในเรื่องนี้อยู่ แต่ก็แอบลังเลนิดหน่อย เอาเป็นว่าไว้หลังรักษาคลิมเสร็จก่อนแล้วกัน
จากนั้นไม่นานนัก ผมก็ได้รับการต้อนรับจากคนที่เรียกตัวเองว่าอาร์คบิชอป โดยเขาได้พาพวกผมไปยังวิหารที่พระสันตะปาปาพักอยู่
ระหว่างทางนั้นผมก็ได้เห็นบรรยากาศตามท้องถนนของเมือง มันไม่ได้มีแผงลอยอะไรตั้งอยู่ มีเพียงคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เดินไปมา ช่างดูเงียบสงบจนมืดมน
ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการกวาดล้างตระกูลโฮโซหรือเมืองนี้มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แล้วระหว่างที่ผมกำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่พวกผมก็เดินทางมาถึงวิหารของสันตะปาปาแล้ว
มันเป็นอาคารที่ดูงดงามตระการตาเสียยิ่งกว่าวังของนากายามะที่ตั้งอยู่ในไซโตะเสียงอีก ทั้งรูปร่าง โครงสร้าง การตกแต่งราวกับเป็นสิ่งเดียวที่แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของลัทธิแห่งแสงภายในคิไคนี้
แล้วองค์กรทางศาสนาที่มีอำนาจทางการเงินและผู้คนเหนือกว่านากายามะเช่นนี้ การที่ผมจะได้พบกับผู้นำสูงสุดของพวกเขา คงต้องผ่านขั้นตอนรายละเอียดซับซ้อนมากแน่ๆ
ทว่ามันกลับไม่เป็นแบบที่ผมคิดซะงั้น
『ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มากันนะคะ』
หลังจากอาร์คบิชอปนำพวกผมมาถึงส่วนในสุดของวิหารก็พบว่ามันคือห้องภาวนา
แล้วคนที่รอทักทายพวกผมอยู่ก็คือบุคคลปริศนาที่สวมชุดนักบวชสีขาว ใบหน้าของคนคนนั้นถูกคลุมด้วยผ้า น้ำเสียงที่เปล่งออกมาผ่านผ้าคลุมนั้นดูแหบเล็กน้อย
『ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับคนของพวกท่าน แล้วก็อยากจะขอขอบคุณพวกท่านที่เสียสละเวลามาหาฉันถึงที่นี่ ทั้งที่ควรเป็นฝ่ายฉันไปหาแท้ๆ 」
พออีกฝ่ายพูดก้มก็ก้มหัวลง ในเวลาเดียวกันนั้นเองอาร์คบิชอปที่นำทางพวกผมมาก็ก้มหัวให้กับทางนั้นตาม ดูจากท่าทางลักษณะของพวกเขาแล้วดูเหมือนคนในผ้าคลุมหน้านั้นจะตำแหน่งเหนือกว่านักบวชที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกระดับสูงของลัทธิ
ดังนั้นตัวตนของอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสันตะปาปาผู้นำลัทธิแห่งแส่ง
อันนี้ผมทำความเข้าใจได้มายาก แต่ที่ไม่เข้าใจคือ――
「มีอะไรติดฉันผมอยู่เหรอ? 」
ผมพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
มันน่าแปลกมากผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่าสายตาภายใต้ผ้าคลุมนั้นจ้องมองมายังผม ไม่ใช่คาการิที่เป็นคนของนากายามะ ไม่ใช่คลิมที่ถูกอูรุยตัดแขนขวาทิ้งไป ดวงตาของอีกฝ่ายจ้องมองมาที่ผมเพียงคนเดียว
แถมมันไม่ใช่การจ้องมองแบบที่จ้องมองศัตรู ผมสัมผัสไม่ได้ถึงจิตอาฆาต ไม่สิตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
มันเป็นความรู้สึกแห่งความโหยหาในห้วงรักที่แผ่ทะลุผ้าคลุมนั้นมาโอบกอดร่างกายของผมเอาไว้ จนเหมือนไม่อยากจะให้ผมหลุดออกจากมันไปได้
ชวนให้ผมรู้สึกสับสนจนคิดไปว่า หากผมได้กลับมาเจอกับคนรักเก่าในรอบหลายปีความรู้สึกคงจะประมาณนี้ไหมนะ
◆◆
จากนั้นไม่นานสันตะปาปาก็ขอโทษคาการิเกี่ยวกับเหตุการณ์กบฏคาซานแล้วสัญญาว่าจะชดเชยเรื่องนี้ในรูปแบบของเงินและเสบียงอาหาร
จากนั้นก็เริ่มรักษาคลิมทันที
ปาฏิหาริย์อย่าง『ฟื้นฟู』คือเวทศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดที่สามารถรักษาได้แม้กระทั่งแขนขาที่เคยถูกตัดขาดไป
――ผลลัพธ์ก็คือประสบความสำเร็จมันง่ายดายเสียจนผมคิดว่านี่เรื่องจริงเหรอ
ผลก็คือคลิมฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติราวกับไม่เคยถูกตัดแขนทิ้งไป
「คุณโซระ…ฉันขอขอบคุณจริงๆ ค่ะ!」
คนที่พูดออกมาก็คือไคลอา เบิร์ชใบหน้าของเธอแดงก่ำเพราะความยินดีและพูดขอบคุณผมอยู่หลายครั้ง
หลังจากแขนขวาของเขาได้รับการฟื้นฟู คลิมก็เหมือนจะหมดสติไปจากอาการช็อก จากนั้นไคลอาก็เดินทางมาหาผมโดยฝากให้เออซูร่ารับหน้าที่ดูแลคลิมไปก่อน
พอเข้าพบสันตะปาปาเสร็จ การรักษาก็จบไปแล้ว พวกผมก็เลยได้รับห้องพักกันมาคนละหนึ่งห้อง แล้วตอนนี้ไคลอาก็เดินมาหาผมที่ห้องเพื่อขอบคุณนี่แหละ
「ก็นะ ถึงจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย แต่ความพยายามของฉันมันก็สำเร็จเสียที」
ผมพูดและยิ้มให้กับเธอ
แน่นอนว่าพอคลิมได้แขนขวาตัวเองคืนมาแล้วคงได้โวยวายเกี่ยวกับเรื่องที่พี่สาวของเธอต้องเผชิญแน่จากสัญญาที่ให้ไว้กับผม เอาเป็นว่าถึงผมจะไม่ค่อยพอใจหมอนั่นแต่จะจัดการแบบรักษาน้ำใจไคลอาละกัน
สัญญาเรื่องคลิมก็เสร็จไปแล้ว อันที่จริงมันก็ได้เวลาที่ผมต้องกินวิญญาณของไคลอาเป็นค่าตอบแทนเสียที แต่เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ผมจึงไม่ได้ทำแบบนั้น
――ถ้าให้เจาะจงก็คือผมไม่สามารถสงบใจทำได้เพราะเรื่องของสันตะปาปามันวนเวียนภายในหัว
พอไคลอาเห็นท่าทางของผมแล้วใบหน้ายิ้มแย้มของเธอก็หายไปแล้วกำลังจะถามว่าผมเป็นอะไรหรือเปล่า ทว่าก่อนจะได้ทำแบบนั้น
เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นคาการิ เออซูร่า หรือว่าคลิมที่ตื่นมาแล้ว แต่ถ้าพิจารณาจากลักษณะการเคาะก็อาจจะไม่ใช่ทั้ง 3 คนก็ได้
ว่าแล้วผมก็ลุกขึ้นยืนโดยบอกให้เออซูร่ารออยู่ที่เดิม ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยมือทั้งสอง
แล้วผมก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
เพราะคนที่ยืนตรงหน้าของผมคือหญิงสาวที่สวมผ้าคลุมหน้าที่แสนคุ้นเคย
แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจยิ่งกว่าคือการที่คราวนี้เธอเผยใบหน้าที่อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นให้ผมเห็นอย่างไม่ลังเลใจใดๆ เลย
ผมมั่นใจว่ามันคือใบหน้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นใบหน้าที่ชวนให้นึกถึงจากห้วงลึกของความทรงจำ
『ยินดีที่ได้พบนะคะ ฉันมีชื่อว่าโซเฟียค่ะ สาเหตุที่มาที่นี่ก็เพราะอยากจะเข้าร่วมกับกลุ่มเก็นโซค่ะ』
『ก็ใช่สิคะ ฉันกำลังเรียกท่านจินนั่นแหละ นี่เป็นภารกิจแรกของฉันในฐานะฮีลเลอร์ด้วย แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงท่านค่ะ ดังนั้นฝากตัวด้วยนะคะす』
『ท่านจินนี่ดูสนิทสนมกับท่านอาโทริดีจังเลยนะคะ จนทำฉันรู้สึกอิจฉานิดหน่อยเลย』
มันคือเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำเมื่อ 300 ปีก่อนที่ผมเห็นผ่านโซลอีทเตอร์ ใบหน้าที่ปรากฏภายในความทรงจำนั้นมันทับซ้อนเข้ากับใบหน้าของสันตะปาปาตรงหน้าผม แถมมันเหมือนเสียจนผมขนลุกเลย
พอเห็นแบบนี้แล้วจะบอกว่าพวกเขาเป็นสายเลือดเดียวกันหรือลูกหลานของคนที่ผมเห็นก็ไม่ไหว ไม่ว่าจะมองมุมไหนยังไงก็คือคนเดียวกันแน่ๆ
แน่นอนว่ามนุษย์ทั่วไปนั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 300 ปีหรอก ดังนั้นความเป็นไปได้ที่คนภายในความทรงจำของผมจะเป็นคนคนเดียวกันกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมจึงน้อยมาก――หากมองในมุมปกติอ่านะ
ทว่าผมรู้ดีถึงความเป็นไปได้ในการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แม้มันจะไม่ใช่วิธีที่ถูกที่ควรนัก ไม่ว่าจะเป็นเวทต้องห้าม มนตร์ดำ และอื่นๆ มากมายผมก็เคยได้ยินและพบเห็นมานักแล้วสำหรับเหล่าผู้ใฝ่หาความเป็นนิรันดร์
หรือก็คือ――
「ลิช」
คำพูดนั้นออกมาจากปากของผมทันที พอสันตะปาปาได้ยินคำดังกล่าวเธอก็ไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจอะไรออกมา
ก่อนจะยิ้มให้กับผม
——–
Note 1 : ทรงสาวยันแปลกๆ
Note 2 : ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ช่วยหารค่าไฟ ผมแปะไว้ใต้เม้นของเพจนะครับ และสามารถช่วยค่าไฟคนแปลได้ที่ กสิกร 2092612913 หรือ QR Code