ที่สวนเล็กแห่งหนึ่งในนครหลวง
พ่อครัวเงาหวังติงเดินไปที่กระทะใหญ่ตรงหน้า พอเปิดฝากระทะ ไอน้ำที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณหนาก็พวยพุ่งออกมาทันที ไอพลังปราณนั้นพุ่งเข้าใส่ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชรา แล้วกระจายไปรอบบริเวณ
หวังติงสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกราวกับโพรงจมูกกำลังเผาไหม้ ทำให้เขาต้องก้าวถอยหลังไปพร้อมมุ่นคิ้ว เนื่องจากความรู้สึกร้อนรุ่มนี้รุนแรงจนแทบทนไม่ไหว
“พลังสารัตถะของอสูรเวทระดับห้าตัวที่ 37 อยู่ในน้ำแกงเนื้อพลังชีวิตเรียบร้อยแล้ว แถมข้ายังใส่โอสถทิพย์ที่พบในซากปรักหักพังระหว่างเดินทางทั่วทวีปลงไปด้วย น้ำแกงเนื้อพลังชีวิตนี้ช่างเหนือชั้นเป็นที่สุด” พ่อครัวเงาดวงตาเป็นประกาย ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ต้นตื่นรู้ทางห้าสาย…ถึงอย่างไรข้าก็ต้องเอามันมาให้ได้ ตอนนี้นครหลวงโกลาหลพอแล้ว ข้าอยากรู้นักว่าไอ้ร้านเล็กๆ นั่นมันถูกทำลายราบไปหรือยัง ดูเหมือนมีข่าวลือว่าที่นั่นมีผู้ฝึกตนระดับแปดคอยคุ้มกันอยู่…แต่ก็คงไม่มีประโยชน์ ป่านนี้น่าจะเละเป็นซากไปแล้วกระมัง”
พ่อครัวเงาพึมพำกับตนเองขณะคนหม้อน้ำแกง ทำให้กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่ว
เขาหยิบเหยือกกระเบื้องทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นออกมา
จากนั้นก็จัดการเปิดฝาแล้วตักน้ำแกงเนื้อจากกระทะใส่ลงไปจนเต็มเหยือก
“น้ำแกงเนื้อพลังชีวิตนี้จะทำให้ข้าต่อกรได้แม้กระทั่งขั้นเทพแห่งสงคราม น่าเสียดายนัก…ที่ผลข้างเคียงของมันร้ายแรงเกินไป ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องชิงต้นตื่นรู้ทางห้าสายมาให้ได้”
พ่อครัวเงากุมเหยือกที่มีน้ำแกงร้อนจี๋เอาไว้ในมือแน่น จากนั้นก็หยิบชุดคลุมสีดำขึ้นมาสวม แล้วออกจากที่พักไป
ที่ด้านนอก ทหารเฝ้ายามทั้งสองซึ่งคอยจับตาดูอยู่มองเห็นพ่อครัวเงาออกจากที่พัก พวกเขาเบิกตากว้างทันที แต่ก่อนที่จะได้พูดแม้แต่คำเดียว พ่อครัวเงาก็จัดการเชือดคอของพวกเขาตายเรียบภายในพริบตา ประกายเย็นเยือกไร้ความปรานีโชนแสงกล้าออกจากดวงตาของชายชรา
สองคนนี้เป็นคนที่จักรพรรดิมอบหมายให้มาคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเขา แน่นอนว่าเขารู้เรื่องนี้ดี แต่ก่อนหน้านี้จะให้ลงมือทำอะไรก็ป่วยการเปล่าๆ ทว่าตอนนี้เมื่อต้นตื่นรู้ทางห้าสายออกผลเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่มีเวลามานั่งใจอ่อนอีกต่อไป
หากดูจากอุปนิสัยของพ่อครัวเงาแล้ว ความจริงที่ว่าก่อนหน้านี้เขาสามารถเดินทางร่อนเร่ไปได้ทั่วทั้งทวีป และยังมีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย ย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนขี้สงสารอย่างแน่นอน
แววเยาะเย้ยถากถางปรากฏขึ้นในดวงตาของพ่อครัวเงา เขายังคงกุมเหยือกไว้แน่น จากนั้นก็กระโจนไปข้างหน้าด้วยความเร็วพริบตา
…
สิ่งก่อสร้างจากอิฐหินแตกสลายลงมา ส่งให้ดินทรายฟุ้งกระจายไปทั่วตรอก บรรดาผู้ฝึกตนที่อยู่รายรอบต่างหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำ จ้องไปที่ร้านเล็กๆ ในซอกหลืบเขม็ง
เหล่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกทางเข้าร้านอาหารนั้นดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ประกอบไปด้วยชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่ง เด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง และสุนัขตัวอ้วนตัวหนึ่ง
ในมือของปู้ฟางถือผลตื่นรู้ทางห้าสายที่เพิ่งโตเต็มที่เอาไว้ ผลไม้สุกนั้นมีสีสันสวยงามเต็มไปด้วยพลังปราณหนาแน่น กระแสพลังที่มันปล่อยออกมาเข้าท่วมไปทั่วบริเวณโดยรอบ ยั่วให้บรรดาผู้ฝึกตนที่อัดแน่นอยู่ในตรอกเริ่มรู้สึกอยากก่อความไม่สงบ
ผลตื่นรู้ทางห้าสายสามผลในมือปู้ฟางอาจเป็นโอกาสสำหรับพวกเขาก็เป็นได้ การได้ผลไม้นี้มาครอบครองจะช่วยเปิดประตูสู่การบรรลุขั้นปราณที่พวกเขาใฝ่ฝัน…
สำหรับขั้นเทพแห่งสงครามที่ลอยอยู่ในอากาศนั้นได้ประโยชน์จากผลไม้นี้เพียงเล็กน้อย แม้ผลตื่นรู้ทางห้าสายจะล้ำค่ายิ่ง แต่มันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับขั้นนักพรตยุทธการเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ขั้นเทพแห่งสงครามจะได้รับนั้นเบาลงมาก กระนั้นหากได้ครอบครองก็ยังถือว่ากำไรงาม เนื่องจากเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
แต่ถึงอย่างไรจ่านคงก็สัญญากับอู๋อวิ๋นไป๋ไว้แล้วว่าจะนำผลตื่นรู้ทางห้าสายกลับไปให้นางให้จงได้
ปัง!
ร่างกระเซอะกระเซิงไม่มีชิ้นดีคลานออกจากซากปรักหักพังของกำแพง สภาพของเขาดูไม่ได้แม้แต่น้อย ร่างทั้งร่างโชกไปด้วยเลือด ทำให้ดูเหมือนซากศพน่าสยองขวัญ
“แค่ก แค่ก!” เปี้ยนฉางกงไอออกมาเป็นเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ใครจะไปคิดว่าอุ้งเท้าสุนัขจะทำให้เขากลัวลนลานจนแทบสิ้นสติยิ่งกว่าหุ่นเชิดโลหะที่เพิ่งเจอไปก่อนหน้านั้นเสียอีก
“ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้…ช่างน่ากลัวเสียจนไม่มีคำใดมาอธิบายได้!”
“ผู้อาวุโสเปี้ยน!” มู่หลิงเฟิงรีบวิ่งไปหาผู้อาวุโสของตนทันที เขามองร่างชายชราที่ชุมโชกไปด้วยเลือดทุกตารางนิ้ว แล้วก็รีบพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ชายหนุ่มแทบทนมองภาพที่เห็นไม่ได้จึงถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหดหู่ ผู้ที่อยู่ข้างหน้าเขาคือขั้นเทพแห่งสงครามที่ถูกซ้อมเสียจนหมดสภาพ
สุนัขตัวนั้น…เป็นอสูรเวทในตำนานจริงหรือนี่
อสูรเวทในตำนาน…เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวแม้สำหรับส่วนที่ลึกที่สุดในดินแดนป่ารกชัฏ แค่คิดว่าในเมืองแห่งนี้และในตรอกตรอกนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก เขาก็ทนไม่ไหวแล้ว
“เถ้าแก่ปู้ ข้ามีนามว่าจ่านกง หนึ่งในยอดขุนพลแห่งตำหนักเมฆาขาว วันนี้ข้ามาที่นี่เพราะผลตื่นรู้ทางห้าสาย”
เมื่อต้องเผชิญกับความแข็งแกร่งของร้านอาหารนี้ สุดท้ายแล้วจ่านคงก็เลือกที่จะประนีประนอม เขาผสานกำปั้นและฝ่ามือเข้าด้วยกันเพื่อแสดงความเคารพปู้ฟาง
เมื่อได้ยินว่าชายผู้นี้เป็นหนึ่งในยอดขุนพลของตำหนักเมฆาขาว ผู้คนที่อยู่รายรอบก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน
ตำหนักเมฆาขาวเป็นหนึ่งในกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในหนองน้ำปราณมายา แม้หลายคนที่อยู่ที่นี่จะไม่รู้จักชื่อนี้ แต่แน่นอนว่าผู้อาวุโสเปี้ยนย่อมรู้ ใบหน้าของชายชราเปลี่ยนไปทันที ด้วยความที่เขาเป็นถึงผู้อาวุโส เขาจึงรู้ข้อมูลเป็นอย่างดีว่าตำหนักเมฆาขาวนั้นแข็งแกร่งเพียงใด เรียกได้ว่าเป็นสำนักที่ทรงพลังพอๆ กับวิหารเทพเจ้าแห่งดินแดนป่ารกชัฏเลยทีเดียว
เขามองจ่านคงด้วยสายตาทระนง
“เถ้าแก่ปู้ ข้ามีนามว่าเปี้ยนฉางกง เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งวิหารเทพเจ้าแห่งดินแดนป่ารกชัฏ ข้าเองก็มาเพื่อผลตื่นรู้ทางห้าสายเช่นกัน”
ตาแก่ขี้เมาที่ยืนอยู่ไกลออกไปเริ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะ ทว่าก็ไม่ได้ก้าวออกมาเพื่อแนะนำตนเองแต่อย่างใด เขายกสุราขึ้นจิบแล้วเอามือเช็ดปากด้วยท่าทางยินดีปรีดา
บรรดาผู้คนในตรอกต่างหันไปมองปู้ฟางเป็นตาเดียวด้วยความคาดหวัง
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงปากทางเข้าร้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นตรอกที่พังยับเยิน เขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ข้ารู้ว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่นี่ในวันนี้ เป็นเพราะผลตื่นรู้ทางห้าสายสามผลในมือข้า” เขายกมือที่ถือผลไม้อยู่ขึ้นตามคำพูด ผลตื่นรู้ทางห้าสายในมือชายหนุ่มเล่นเอาทุกคนมองตามเป็นตาเดียว
ทว่าตอนนั้นเองปู้ฟางก็ขยับมือเก็บผลไม้ลงไป
ชายหนุ่มยิ้มแล้วพูดอย่างไร้ความรู้สึก “แต่…ข้าไม่ได้จะให้ผลไม้นี้แก่พวกเจ้าคนใดทั้งสิ้น”
ทุกคนในที่แห่งนี้ชะงักไปทันที ทว่าไม่นานก็เริ่มลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่สุข
ปู้ฟางไม่ได้วางแผนว่าจะยอมสละผลตื่นรู้ทางห้าสายให้ฝูงชนเช่นนั้นรึ ตั้งใจจะเก็บสมบัตินี้เอาไว้ทั้งหมดคนเดียวเลยเนี่ยนะ
คำประกาศนี้ทำให้ทุกคนไม่พอใจ พวกเขาเดินทางมาไกลแสนไกลจนถึงนครหลวงแห่งจักรวรรดิวายุแผ่ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลตื่นรู้ทางห้าสาย แต่ปู้ฟางกลับบอกว่าจะเก็บผลไม้ทั้งหมดเอาไว้คนเดียว…การกระทำที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ทำให้ฝูงชนโกรธเกรี้ยวเป็นอันมาก!
ใบหน้าของจ่านคงเองก็แสดงความไม่พอใจออกมาเช่นกัน เขาไม่ได้คาดคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะประกาศกร้าวออกมาเช่นนี้
“เถ้าแก่ปู้ ท่านกล้าประกาศว่าจะฮุบผลไม้ทั้งสามผลเอาไว้คนเดียวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ไม่งามเอาเสียเลยนะ” จ่านคงพูดเสียงเย็น
คำพูดของเขาสะท้อนสิ่งที่ทุกคนกำลังคิดออกมา พวกเขาจ้องไปที่ปู้ฟางด้วยสายตาโกรธแค้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกโมโหกวนบาทามากที่สุด คือสีหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
ปู้ฟางส่ายหน้าแล้วมองจ่านคงด้วยสายตางุนงง “ฮุบรึ เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าฮุบผลไม้นี้เช่นนั้นรึ ข้าชนะรางวัลที่หนึ่งในงานสมโภชร้อยครอบครัวที่นครหลวงจัด แล้วได้เมล็ดพันธ์ของต้นตื่นรู้ทางห้าสายมาครองอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตั้งแต่ที่ได้รางวัลมาก็แปลว่าเมล็ดนี้เป็นของข้าแล้ว ข้าเอาเมล็ดมาปลูกในร้านของตัวเองแล้วดูแลมันตั้งแต่เริ่มแตกหน่อจนโตเต็มที่…แต่เจ้ากลับมาบอกว่าข้าริอ่านฮุบผลไม้นี้เอาไว้คนเดียว เจ้าจะหน้าหนาหน้าทนไปถึงไหน”
เสียงของปู้ฟางไม่ได้ดังและไม่ได้เจือโทสะเลยแม้แต่น้อย เป็นการพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติของเขา แต่มันกลับทำให้ทุกคนชะงักงัน
นั่นเพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องทุกประการ ต้นตื่นรู้ทางห้าสายเป็นของปู้ฟาง เขาเป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่านี้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องมอบผลตื่นรู้ทางห้าสายซึ่งเติบโตมาจากต้นไม้ซึ่งเขาเป็นเจ้าของให้ผู้ใด
พอได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เสียงหัวเราะก็ดังมาจากชายชราขี้เมา เขายกน้ำเต้าสุราขึ้นจดปากเพื่อจิบ กลิ่นสุรากระจายไปทั่วบริเวณ
“ผลตื่นรู้ทางห้าสายมีอยู่ถึงสามผล แต่เจ้ากลับยึดทั้งหมดเอาไว้คนเดียว เรื่องนี้จะทำให้ทุกคนโกรธมากอย่างแน่นอน สมบัติล้ำค่าจากสวรรค์นี้เป็นโอกาสงามยิ่ง แต่เจ้ากลับ…” ใครบางคนในฝูงชนตะโกนออกมาโดยไม่ยอมลดละ
“ใช่แล้ว…สมบัติล้ำค่าจากสวรรค์ไม่ควรตกเป็นของคนเพียงคนเดียว!”
“หากวันนี้ตาแก่คนนี้นำสมบัติกลับไปบ้านไม่ได้ ข้าจะสู้ให้มันตายไปข้างหนึ่ง ใครก็ตามที่บังอาจขัดขวางโอกาสการบรรลุขั้นปราณของข้า ข้าจะทำลายให้เหี้ยน”
เสียงโกรธเกรี้ยวดังอื้ออึงและยังคงทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ ฝูงชนตื่นตัวมากขึ้นอีกขณะตะโกนสาปแช่งปู้ฟาง รังสีสังหารกระจายไปทั่วทิศ
ปู้ฟางกอดผลตื่นรู้ทางห้าสายเอาไว้ในอ้อมอก เขาเหลือบสายตามองฝูงชนที่กำลังโกรธเกรี้ยวแล้วก็รู้สึกหมดความอดทนขึ้นมา เขาต้องทำภารกิจที่ระบบมอบหมายให้สำเร็จ ลำพังแค่ผลไม้สามผลนี้อาจยังไม่พอสำหรับเขาเสียด้วยซ้ำ แล้วจะแบ่งให้คนอื่นได้อย่างไร
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้น จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าร้านไป รู้สึกขี้เกียจแม้แต่จะต่อล้อต่อเถียงกับฝูงชนด้านนอก
“เถ้าแก่ปู้ ข้าขอใช้ผลึกซื้อผลตื่นรู้ทางห้าสาย!” เปี้ยนฉางกงที่เงียบมาตลอดเปิดปากขึ้น ดวงตาจ้องไปที่ปู้ฟาง
“ใช่แล้ว…ผลึกนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา” มู่หลิงเฟิงพยักหน้าเมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
ปู้ฟางหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับชายชรา ทุกคนต่างคิดว่าเขากำลังตัดสินใจจะขายผลตื่นรู้ทางห้าสาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เปี้ยนฉางกงก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอันมาก “ข้ายอมจ่ายห้าพันผลึกเพื่อผลไม้หนึ่งผลเถ้าแก่ปู้สนใจข้อเสนอนี้หรือไม่”
ห้าพันผลึกแลกกับผลตื่นรู้ทางห้าสายหนึ่งผล จะว่าไปก็เป็นราคาที่สมเหตุสมผลเลยทีเดียว เนื่องจากผลตื่นรู้ทางห้าสายจะช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุขั้นปราณจากขั้นนักพรตยุทธการไปสู่ขั้นเทพแห่งสงคราม แม้โอกาสสำเร็จจะไม่เต็มร้อยก็ตามที ซึ่งแปลว่าเงินห้าพันผลึกที่เสียไปนั้นอาจสูญเปล่าได้
“ข้ายินดีจ่ายเจ็ดพันผลึก” จ่านคงประกาศตัวเลขที่สูงกว่าออกมาทันที แล้วหันไปมองหน้าเปี้ยนฉางกง
“ฮ่าๆ! ข้าชอบทางออกชนิดเลือดไม่ตกยางไม่ออกเช่นนี้เป็นที่สุด ไม่เห็นจะต้องฆ่าต้องแกงกันเลย ตาเฒ่าคนนี้ยอมจ่ายเก้าพันผลึก ผลตื่นรู้ทางห้าสายนี่ต้องเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการทำสุราแน่นอน” ตาแก่ขี้เมาพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ
เปี้ยนฉางกงหันไปมองชายสองคนที่แข่งประมูลกับเขาอย่างโกรธเคือง จากนั้นก็กัดฟันพูด “ตาเฒ่าคนนี้ยอมจ่ายหนึ่งหมื่นผลึก!!”
หนึ่งหมื่นผลึก…
ทันใดนั้นทุกคนก็ถอนหายใจออกมา
หน่วยที่ใช้ในการต่อรองเป็นหน่วยผลึกไม่ใช่เหรียญทอง หนึ่งหมื่นผลึก…เป็นราคาที่สูงแทบทะลุฟ้า ทั้งหมดนี้เพื่อซื้อผลตื่นรู้ทางห้าสายเพียงผลเดียว…ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การซื้อขายที่ดีเสียแล้ว
โดยปกติแล้วขั้นนักพรตยุทธการจะมีเงินประมาณหนึ่งหมื่นผลึกพอดี
ทุกคนในฝูงชนรู้สึกว่าปู้ฟางจะต้องรับข้อเสนอนี้ เนื่องจากเงินจำนวนนี้มากเกินกว่าจะปฏิเสธได้
แน่นอนว่าตัวชายหนุ่มเองก็รู้สึกว่าเงื่อนไขนี้ล่อตาล่อใจเช่นกัน หนึ่งหมื่นผลึก…หากเขาสามารถเปลี่ยนเงินจำนวนนี้เป็นขั้นปราณได้ จะช่วยทุ่นเวลาไปได้มาก
“ระบบ หากข้าขายผลไม้นี้ ผลึกที่ได้มาจะนำไปรวมกับรายรับของร้านหรือไม่” เขาเอ่ยถามระบบหลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง
ตอนนั้นเองระบบก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ระบบจะไม่นำไปรวมกับรายรับของร้าน ขั้นปราณของนายท่านขึ้นอยู่กับยอดขายของร้านอาหาร ซึ่งต้องเป็นยอดขายที่มาจากอาหารที่นายท่านทำเท่านั้น หากขายผลไม้นี้ ผลึกที่ได้มาจะไม่นำไปรวมกับขั้นปราณของนายท่าน”
ปู้ฟางหน้านิ่ง แน่นอนอยู่แล้ว…เขารู้ว่าระบบไม่มีทางมอบทางลัดให้แน่ๆ
สายตาที่คาดหวังของทุกคนแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคิดว่าถึงอย่างไรชายหนุ่มก็ต้องขายผลไม้นี้อย่างแน่นอน
หัวใจของปู้ฟางเจ็บปวดไปหมด แต่เขาก็กัดฟันตอบเปี้ยนฉางกงไปด้วยเสียงเรียบเสมอต้นเสมอปลาย “ข้าเถ้าแก่ปู้คนนี้ดูเหมือนคนที่ไม่รวยผลึกรึ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเสนอเงินให้ข้าสักกี่ผลึกเพื่อซื้อผลไม้นี้…ข้าก็ไม่ขายเด็ดขาด”
อะไรนะ!
คำพูดของชายหนุ่มทำให้ทุกคนอุทานออกมาเสียงดังลั่น เปี้ยนฉางกงเองก็อึ้งไปเช่นกัน ในใจของเขารุ่มร้อนไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว
“เถ้าแก่ปู้ตั้งใจจะยึดผลไม้นี้เอาไว้คนเดียวจริงๆ เสียด้วย! เข้าไปจับเขาไว้เดี๋ยวนี้!”
“โอกาสนี้ควรจะเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เหตุใดไอ้หมอนี่ถึงหน้าด้านเก็บไว้คนเดียวกัน! ฆ่ามัน! ฆ่ามันแล้วแย่งผลไม้มา!”
“บัดซบเอ๊ย! นี่เป็นโอกาสงามที่พวกเราจะได้บรรลุขั้นปราณ ทุกคนดาหน้าเข้าไปพร้อมข้าเร็ว!”
คำพูดของชายหนุ่มเปรียบเสมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของพวกเขา มันทำลายความหวังของทุกคนเสียแหลกไม่เหลือชิ้นดี ในที่สุดฝูงชนก็ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อมีผู้เข้าร่วมก่อการจลาจลมากพอ ความกลัวเจ้าขาวและอสูรเวทในตำนานก็พลันมลายหายไปสิ้น
บรรดาผู้ฝึกตนที่ล้อมร้านเอาไว้ต่างระเบิดพลังปราณของตนเองออกมา แล้วพุ่งเข้าหาร้านอาหารของปู้ฟางด้วยใบหน้ากระหายเลือด ฝูงชนที่ถาถมเข้ามาทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนจากแรงกระแทก แม้แต่จ่านคงเองยังใบหน้าเปลี่ยนสี
ดวงตาของปู้ฟางยังคงเย็นชาเหมือนเดิม เขามองบรรดาผู้คนที่ละโมบโลภมากแล้วก็ถอนหายใจออกมา
“ในเมื่ออยากตายกันนัก…ก็ตามนั้น”