ตอนที่ 179 ในใจก่นด่า ใบหน้าโปรยยิ้ม
ตอนที่ 179 ในใจก่นด่า ใบหน้าโปรยยิ้ม
หลินเซี่ยมองครอบครัวตระกูลเฉิน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณปู่ คุณย่า คุณป้าโจว เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ทางเราได้แจ้งตำรวจแล้วค่ะ ตำรวจในบ้านเกิดของเรากำลังทำการสืบสวนสอบสวน เมื่อได้ผลการสืบสวนออกมา น้าชายจะโทรศัพท์มาบอกเฉินเจียเหอ”
เธอหันมองไปยังหลิวกุ้ยอิง “ฉันเชื่อในตัวพ่อแม่ฉัน พวกเขาไม่มีทางทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนั้น และหากมันเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาจริงๆ ฉันก็จะไม่ฟอกดำให้กลายเป็นขาวอย่างแน่นอน”
ทัศนคติของหลินเซี่ยนั้นเป็นไปตามหลักเหตุผลอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าเฉินซึ่งเป็นคนแรกที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เชื่อมั่นในถ้อยคำของหลินจินซาน
การที่เขาพาลูกไปรักษากับหมอแผนจีนเย่โดยที่แม้แต่ลมฝนก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างดีว่าพวกเขาให้คุณค่าและทะนุถนอมลูกของพวกเขามากเพียงใด
หากตั้งใจสลับตัวลูกคนอื่นมาจริง ๆ จะต้องมายอมทนเหนื่อยยากลำบากทำไม?
ผู้เฒ่าเฉินหัวเราะออกมา “เซี่ยเซี่ย เราแค่คุยกันแบบสบาย ๆ ฉันบอกได้เลยว่าทั้งแม่และพี่ชายของเธอล้วนเป็นคนดี”
“มา รีบนั่งลงเถอะ”
เฉินเจียเหอดึงเก้าอี้ให้หลินเซี่ย ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งลง
ผู้เฒ่าเฉินเอ่ยกับพนักงาน “ยกอาหารมาได้เลย”
ผู้เฒ่าเฉินและโจวลี่หรงยังคงคิดถึงเรื่องที่อยู่ของหมอแผนจีนเย่
โจวลี่หรงมองไปยังหลิวกุ้ยอิง ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นอีกเลย แม่สะใภ้ ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหมว่าหมอแผนจีนเย่อาศัยอยู่ที่ไหน?”
เฉินเจียเหอและหลินเซี่ยมองดูพวกเขาอย่างสงสัย ด้วยไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
ผู้เฒ่าเฉินจึงเอ่ยบอกหลินเซีย “เซี่ยเซี่ย ปรากฎว่าแม่ของเธอรู้จักหมอแผนจีนเย่คนนั้นที่ฉันให้เจียวั่งไปสืบเสาะมา”
“แน่ใจนะครับว่าเป็นคนเดียวกัน?” เฉินเจียเหอถามพร้อมมองพวกเขาด้วยความตกใจบราวนี่ออนไลน์
น้ำเสียงของผู้เฒ่าเฉินดูมั่นอกมั่นใจ “ไม่ผิดแน่นอน ชื่อแซ่เดียวกัน จากข้อมูลที่ฉันสอบถามมาบอกว่าหมอแผนจีนเย่อยู่ในเทศมณฑลจินซาน ว่าไปแล้วที่อยู่ก็ถูกต้องเช่นกัน”
ในเวลานี้ ครอบครัวตระกูลเฉินต่างจ้องมองไปยังหลิวกุ้ยอิงด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง เพื่อรอให้หล่อนบอกเบาะแสเพิ่มเติมหมอแผนจีนเย่
หลิวกุ้ยอิงกล่าวว่า “เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองที่อยู่ข้าง ๆ เมืองของเรา หมู่บ้านนั้นมีชื่อว่าเกาเจียจวง ห่างจากหมู่บ้านสามสิบลี้ราวสิบกิโลเมตร ค่อนข้างห่างไกล”
“ทักษะทางการแพทย์ของเขาเป็นอย่างไร?” ผู้เฒ่าเฉินถาม
“ทักษะทางการแพทย์ของเขาล้ำลึกอย่างยิ่ง ตอนนั้นร่างกายของอวี้อิ๋งอ่อนแอมาก พวกเราไปหาหมอมามากมาย ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สามารถรักษาได้ ในท้ายที่สุดก็เป็นหมอแผนจีนเย่ที่ช่วยชีวิตเด็กหญิงเอาไว้ เขากล่าวว่าการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้ความอุตสาหะและมานะบากบั่น”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวกุ้ยอิง ทุกคนในตระกูลเฉินพลันรู้สึกคลายกังวลและเต็มไปด้วยความหวัง
ผู้เฒ่าเฉินตัดสินใจทันที “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวฉันจะต่อสายหาเจียวั่ง ขอให้เขาลาเรียน และฉันจะพาเขาไปหาหมอแผนจีนเย่”
โจวลี่หรงเอ่ยว่า “พ่อคะ ให้ฉันเป็นคนพาเขาไปเองเถอะ ฉันคุ้นเคยกับพื้นที่ทางนั้น”
หลิวกุ้ยอิงมองดูพวกเขาก่อนเสนอขึ้นว่า “ให้น้าชายของเจียเหอไปดูให้ก่อนดีกว่าว่าหมอแผนจีนเย่ยังอยู่ในหมู่บ้านนั้นหรือเปล่า แล้วพวกคุณค่อยไป เมื่อก่อนในตอนที่เหล่าหลินยังอยู่ เขาไปเยี่ยมคารวะสวัสดีปีใหม่หมอแผนจีนเย่ทุกปี ทว่านับตั้งแต่เหล่าหลินจากไป ฉันก็พัวพันอยู่กับเรื่องหยุมหยิมไม่เป็นเรื่องจนไม่ได้ไปพบเขาอีกเลย”
“ใช่ ไปดูก่อน ฉันได้ยินมาว่าหมอแผนจีนเย่เมื่อก่อนนั้นเป็นคนเมืองหนานเฉิง ก่อนจะย้ายถิ่นฐานไปในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม บางทีหลังจากมีการฟื้นฟูทางการเมือง เขาอาจกลับไปที่เมืองหนานเฉิงแล้ว”
“เอาล่ะ เรื่องนี้ค่อยปรึกษากันอีกครั้งหลังจากกลับบ้าน ตอนนี้กินข้าวกันก่อน”
วันนี้ถือเป็นการต้อนรับครอบครัวสะใภ้ อาหารทุกจานล้วนเป็นจานหลักถูกจัดมาจนเต็มโต๊ะ
ผู้เฒ่าเฉินยังสั่งสุรามาหนึ่งขวดด้วย
เฉินเจียเหอมีอาการบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถดื่มได้ เขาจึงเป็นคนรินสุราให้คนอื่น
ผู้เฒ่าเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มา ขอฉันพูดอะไรสักหน่อยก่อน”
“วันนี้เป็นวันสำคัญ ในที่สุดเด็กทั้งสองก็ได้รับจดทะเบียนสมรสและกลายเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย นับแต่นี้ต่อไป เซี่ยเซี่ยจะเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูลเฉิน แม่เซี่ยเซี่ยโปรดวางใจ ตระกูลเฉินของเราไม่มีทางปฏิบัติต่อลูกคุณไม่ดี”
หลิวกุ้ยอิงกล่าวว่า “ขอบคุณค่ะ คุณพูดเช่นนี้ฉันก็วางใจ”
“พ่อของเจียเหอยุ่งอยู่กับงาน เดิมทีการร่วมรับประทานอาหารในวันนี้เขาควรเป็นคนจัดการ หากเขามีเวลาว่างเมื่อไหร่จะให้มาพบหน้ากับพวกคุณและกินข้าวร่วมกันอีกครั้ง”
เดิมทีผู้เฒ่าเฉินคิดว่าในเมื่อพวกเขาจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ที่โต๊ะอาหารวันนี้ก็ควรมีพิธีเปลี่ยนคำเรียกด้วย เพราะหลินเซี่ยเรียกโจวลี่หรงว่าคุณป้ามาโดยตลอด ฟังดูแล้วแปลกพิกล
ทว่าเฉินเจิ้นเจียงไม่ได้อยู่ที่นี่ จึงไม่สามารถจัดพิธีได้ ทำได้เพียงกลับบ้านไปแล้วค่อยทำพิธีนี้
“ไม่เป็นไรค่ะ” หลิวกุ้ยอิงเอ่ย “ฉันมาจากชนบท ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมอะไรนัก ทั้งยังไม่ได้มีความสามารถอะไร ฉันยังขอพูดประโยคนี้ว่าพวกคุณโปรดวางใจ พวกเราจะขยันขันแข็งเพื่อมีชีวิตที่ดี จะไม่เป็นตัวถ่วงของเด็กทั้งสองคน”
ถ้อยคำนี้หลิวกุ้ยอิงตั้งใจบอกกับโจวลี่หรงโดยเฉพาะ
หล่อนรู้ดีว่าโจวลี่หรงกลัวที่จะต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับญาติที่ยากจนมาโดยตลอด
โจวลี่หรงคลี่ยิ้มออกมาอย่างอาย ๆ
“เป็นตัวถ่วงอะไรกัน? คุณเป็นแม่ของเซี่ยเซี่ย หากคุณมีปัญหาอะไรในอนาคต พวกเขาสิที่ควรช่วยเหลือคุณ”
เฉินเจียเหอรินเหล้าให้ทุกคนด้วยความนอบน้อมเพื่อเป็นการขอบคุณพวกเขา
ผู้เฒ่าเฉินกล่าวว่า “ได้ยินมาตอนที่อยู่ที่บ้านเกิด เจียเหอได้ให้สินสอดไปแล้ว ครอบครัวของเราจึงซื้อตู้เย็นให้พวกเธอ ของจะไปส่งในวันพรุ่งนี้”
คุณย่าเฉินหยิบต่างหูทองคำคู่หนึ่งออกมามอบให้หลินเซี่ยต่อหน้าหลิวกุ้ยอิง “เซี่ยเซี่ย นี่เป็นความน้ำใจเล็ก ๆ น้อยจากย่า”
หลินเซี่ยผลักมือคุณย่ากลับ “คุณย่าคะ หนูรับของมีราคาแบบนี้ไว้ไม่ได้”
“ต้องรับไว้นะ”
เฉินเจียเหอซึ่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยเตือนเบา ๆ “รับไว้เถอะ มันเป็นธรรมเนียม”
“ขอบคุณคุณปู่คุณย่าค่ะ” หลินเซี่ยจำต้องรับเอาไว้
ผู้เฒ่าเฉินในเวลานี้นั้นเปี่ยมไปด้วยความปีติ เขามองไปทางหลินเซี่ยแล้วเอ่ยจากใจจริง “เซี่ยเซี่ย เธอคือคนที่มาช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ หากเราหาหมอแผนจีนเย่พบจริง ๆ และรักษาเจียวั่งให้หายดีได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาหนักใจในครอบครัวของเรา”
“นั่นสิ นี่ล้วนแล้วแต่เป็นโชคชะตา ใครกันคาดคิดว่าหลังจากตามหากันมานานกลับหาพบเพียงเพราะประโยคเดียวที่พี่ใหญ่ของเซี่ยเซี่ยบังเอิญเอ่ยขึ้นมา”
ผู้เฒ่าเฉินมองไปที่เฉินเจียซิ่งแล้วกล่าว “เจียซิ่ง ผลงานของหลานในช่วงนี้ก็ทำได้ไม่เลวเลย ขยันทำงาน เมื่อไหร่ที่อาการป่วยของเจียวั่งหายดี ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกเราก็ตายตาหลับ”
หลินเซี่ยยิ้มเอ่ยแก้ถ้อยคำของเขาด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่ พูดแบบนี้ไม่ได้นะคะ เมื่อร่างกายน้องเขยหายดี คุณปู่กับคุณย่าจะต้องอยู่อย่างเบิกบานใจไร้กังวลไปจนแก่เฒ่า”
“ใช่ ๆๆ เด็กคนนี้รู้จักพูดเสียจริง”
เฉินเจียเหอรินเหล้าให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น จากนั้นเขาก็ดื่มชาแทนเหล้าคารวะทุกคน
คุณย่าเฉินเองก็อารมณ์ดีมากเช่นกัน เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ฉันจะให้เซี่ยเซี่ยตัดผมให้”
หลินเซี่ยเอ่ยตอบ “ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันตัดให้”
คุณย่าเฉินมองไปยังโจวลี่หรงพร้อมเอ่ยแนะนะ “ลี่หรง เธอเองก็ให้เซี่ยเซี่ยตัดผมให้ด้วยสิ วันนี้พวกเราสนับสนุนสะใภ้กันสักหน่อย”
หลินเซี่ยคิดว่าโจวลี่หรงจะปฏิเสธ ทว่าจู่ ๆ หล่อนก็พยักหน้า “ดีค่ะ”
เฉินเจียซิ่งซึ่งอยู่ข้าง ๆ จำได้ว่าตอนที่หลินเซี่ยอยู่ที่บ้านเกิดในชนบท ทรงผมที่หญิงสาวตัดให้ชายหนุ่มในหมู่บ้านสองสามคนนั้นออกมาดูดีไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ้อร์เลิ่งคนบ้าที่ถูกเธอแปลงโฉมจนดูราวกับว่าเป็นคนละคนกัน
ผู้หญิงคนนี้แตกต่างไปจากที่เสิ่นเสี่ยวเหมยกล่าวบอกไว้จริง ๆ
ในอดีตตอนที่อยู่กับตระกูลเสิ่น เธอคงแสร้งเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสือ
เขาพลันจับผมของตัวเองด้วยความรู้สึกอยากจะตัดผมขึ้นมา
ใครล่ะจะไม่อยากสนใจความหล่อของตัวเอง?
ทว่าเขาเป็นคนที่หากอีกฝ่ายไม่ได้ปริปากเอ่ย เขาก็อายเกินกว่าจะเป็นฝ่ายรุก
นอกจากนี้ เขายังกลัวว่าหลินเซี่ยจะนำความขุ่นเคืองส่วนตัวติดตัวไปลงกับการตัดผม
ตอนนี้เขาทำงานที่ต้องติดต่อกับผู้คนเป็นประจำทุกวัน รูปลักษณ์ของเขาจึงค่อนข้างสำคัญ
ทันทีที่คิดเรื่องนี้ คุณย่าเฉินก็มองมาที่เขาแล้วเอ่ย “เจียซิ่ง ผมของหลานยาวแล้วนี่ พอดีเลย ให้พี่สะใภ้ของหลานตัดผมให้สักหน่อย”
เฉินเจียซิ่งมองดูหลินเซี่ยที่กำลังก้มศีรษะกินอาหาร จึงเอ่ยประชด “ไม่ต้องหรอกครับ ช่างตัดผมชื่อดังไหนเลยจะยอมตัดผมให้ผมกัน?”
แม้ว่าหลินเซี่ยจะก่นด่าอยู่ในใจ แต่เมื่อมองไปยังเฉินเจียซิ่ง บนใบหน้ากลับประดับรอยยิ้ม “น้องเขย ทุกคนที่เข้าร้านล้วนเป็นลูกค้า ฉันปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม”
เฉินเจียซิ่งพลันรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าอีกครั้งจากคำว่าน้องเขย
เขาสงสัยว่าหลินเซี่ยจงใจทำให้เขาดูแย่
เฉินเจียเหอเองก็ผสมโรงด้วย “ถูกต้อง อย่าเอาใจคนต่ำต้อยวัดท้องสุภาพบุรุษ*พี่สะใภ้ของนายเป็นคนจิตใจดี”
*อย่าเอาใจคนต่ำต้อยวัดท้องสุภาพบุรุษ หมายถึง อย่าใช้ความคิดเห็นอันเลวร้ายไปคาดเดาคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง
เฉินเจียซิ่ง “!!!”
เมื่อมองดูพี่ชายทึ่มทื่อเป็นท่อนไม้ของเขาในวัยสามสิบที่เพิ่งจะรู้จักอารมณ์รักออกปากปกป้องหญิงสาวใจดำคนนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข เขาก็ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา ไม่อยากจะไปสนใจพวกเขาอีก และก้มหน้าก้มตากินข้าว
หลินเซี่ยสั่งอาหารจากที่ร้านอาหารสองชุดไปให้ชุนฟางและเฉียนต้าเฉิงที่คอยดูแลร้านให้และให้เฉินเจียเหอถือ
ผู้เฒ่าเฉินเอ่ยบอกกับพวกคุณย่าเฉินว่า “หลังจากที่พวกเธอตัดผมเสร็จแล้วก็กลับบ้านพร้อมกับเซี่ยเซี่ยและเจียเหอนะ วันนี้เป็นวันที่พวกเขาจดทะเบียนสมรสกัน ต้องอยู่บ้าน”
“ได้”
หลิวกุ้ยอิงบอกว่าต้องไปซื้อวัตถุดิบกับหลิวเยี่ยนและจะไปล้างหน้าล้างตาทีหลังจึงแยกกับหลินเซี่ยที่ปากทางแยก
เฉินเจียซิ่งพลันเปลี่ยนใจขึ้นมาว่าไม่อยากไปตัดผม ทว่าเขาถูกคุณย่าเฉินลากตัวไป พร้อมกับยืนกรานว่าเขาจะต้องช่วยสนับสนุนกิจการของหลินเซี่ย
……………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ปากเก่งนักนะเจียซิ่ง รอดูนะว่าจะปากเก่งไปได้อีกนานแค่ไหน
ไหหม่า(海馬)