ในโลกของเกมที่ผู้ชายถูกกีดกัน สิ่งที่ผมต้องทำนั้นจึงมีเพียงอย่างเดียว (เกิดใหม่เป็นผู้ชายในโลกเกมยูริ) – ตอนที่ 25 ขอนองเลือดยังจะดีซะกว่า

ในโลกของเกมที่ผู้ชายถูกกีดกัน สิ่งที่ผมต้องทำนั้นจึงมีเพียงอย่างเดียว (เกิดใหม่เป็นผู้ชายในโลกเกมยูริ)

 

จะบอกว่าสมแล้วที่เป็นโรงเรียนหญิงแล้วรึเปล่านะ

 

ที่โรงเรียนโอโตรินั้น มีโรงอาหารอยู่ถึง 3 ที่ด้วยกัน

 

ก็เป็นเพราะกฎของโลกนี้ ที่มีคะแนนเป็นตัวกำหนด  ดังนั้นระดับการบริหารของโรงอาหาร มันก็จะต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับคะแนน

 

โรงอาหารแรกคือโรงอาหารสำหรับผู้ที่มีคะแนนสูงกว่าหมื่นคะแนนขึ้นไป

โรงอาหารที่สองคือโรงอาหารสำหรับผู้ที่มีคะแนนอยู่ในหลักเลขพัน

และโรงอาหารที่สามคือโรงอาหารสำหรับผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่านั้น

 

สำหรับโรงอาหารที่แรกนั้น ดูเหมือนห้องโถงพิธีมากกว่าโรงอาหารซะอีก

พวกคุณหนูที่เข้ามาในโรงอาหารก็ใส่ชุดเดรสที่สวยงามตามระเบียบ

 

ถึงจะว่างั้น แต่ขนาดโรงอาหารที่สามก็ยังดูเหมือนร้านอาหารมากกว่าโรงอาหารเลยทีเดียว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบริการตัวเองเลยซักนิด ทุกที่จะมีพนักงานบริการและเชฟ แถมยังมีคนคอยดึงเก้าอี้ให้นั่งอีกด้วย

 

ตัวโต๊ะก็จะเป็นแบบกลม ๆ แล้วพวกเขาก็ยังจะคอยรินน้ำให้อีก

 

พวกเขานั้นบริการให้ทุกอย่างตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ซึ่งถ้าเทียบกับราคาแล้วก็ถือว่าสมเหตุสมผลดี

 

ด้านอาหารก็มีคอร์สให้บริการในตอนเย็นด้วย  

 

แต่บอกตามตรงเลยคือผมไม่ค่อยถนัดมารยาทบนโต๊ะอาหารซักเท่าไหร่เลยนี่สิ เพราะงั้นผมก็คงไม่ได้เข้าไปหรอก (เงินก็มีไม่ค่อยเยอะด้วย)

 

“……”

 

“……”

 

ลาพิสพาผมไปตรงโต๊ะที่อยู่มุมห้องของโรงอาหารที่สาม

 

“……”

 

“……”

 

หลังจากที่ลาพิสพูดว่า [นั่งตรงนี้สิ] และบอกให้พนักงานออกไปแล้ว ก็เงียบกันจนผ่านมาแล้ว 10 กว่านาที

 

“……”

 

“……”

 

 

เอ๊ะ อะไรเนี่ย บรรยากาศนี่มันอะไร?

 

ในจังหวะที่ผมกำลังจะเปิดปากเพราะทนกับบรรยากาศที่มันหนักอึ้งนี่ไม่ได้–ผมก็ได้ยินเสียงหวาน ๆ มาจากด้านข้าง

 

“นี่จ้ะ อ้าม!”

 

“มะ…ไม่ต้องหรอก คือฉันไม่ถนัดอะไรแบบนั้นน่ะ…แบบว่ามันน่าอาย…”

 

“ไม่มีใครอยู่รอบ ๆ อยู่แล้ว ไม่เปนไรหรอกน่า! เอ้า อ้ามสิ!”

 

“ขะ…เข้าใจแล้ว อะ…อ้าม…”

 

ผมเพ่งความสนใจทั้งหมดไปลงไว้ที่หู

 

“อร่อยมั้ย?”

 

“ก็อร่อยดี…”

 

ถึงจะมีแค่เสียงก็เถอะ

 

แต่พอผมลองหลับตาลง ผมก็เห็นภาพเด็กสาวคนนั้นกำลังหน้าแดงอยู่เลยทีเดียว

 

“นะ…น่าอายจัง…”

 

ผมหลั่งน้ำตาอยู่ในความเงียบ

 

โลกนี้มัน…งดงามขนาดนี้เลยงั้นเหรอ…อยากขอบคุณลาพิสจริง ๆ ที่พามาที่นี่…ไม่สิ อยากจะอธิบายความรู้สึกนี้ให้ลาพิสได้ฟัง…ว่าโลกนี้มันงดงามขนาดนี้เลยนะลาพิส…ได้ยินรึเปล่า…เรื่องราวสุดประทับใจนี่น่ะ…

 

“ฮิอิโระ เอ่อ…คือว่า…ฉันมีของจะใ–แล้วนั่นร้องไห้ทำไมน่ะ!?”

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า(ร้องไห้)”

 

“ไม่เป็นไรได้ยังไงกันเล่า! อะไรเนี่ยเป็นภูมิแพ้เหรอ!? เช็ดออกก่อนสิ! อย่าทำเหมือนว่าฉันเป็นคนทำให้นายร้องไห้สิ!”

 

ลาพิสเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาของผมเบา ๆ

เธอเช็ดน้ำตาไห้ผมพร้อมยิ้มไปด้วย

จากนั้นลาพิสก็หยิบห่อสีชมพูออกมาให้ผม

 

“…นะ นี่จ้ะ”

 

เธอยื่นห่อสมชมพูออกมาด้วยมือข้างเดียวพร้อมหน้าแดง

ผมรับสิ่งนั้นมาแบบงง ๆ

 

“อุปกรณ์เวทย์แบบใหม่งั้นเหรอ…?”

 

“จะ…เจ้าบ้า นี่มันข้าวกล่องต่างหากล่ะ”

 

“ข้าวกล่อง?”

 

ผมเอียงคอและแกะห่อออก

แกะออกมาแล้วเป็นข้าวกล่องแบบที่ลาพิสพูดไว้เลย

 

เป็นข้าวกล้องสีชมพูพาสเทลดูน่ารัก และมีอยู่ 2 ชั้น

 

“แค่เอาไปให้สึกิโอริก็พอแล้วสินะ?”

 

“หา? ทำไมถึงพูดชื่อยัยนั่นขึ้นมาล่ะ?”

 

เอ๊ะ น่ากลัวแฮะ…โกรธอยู่จริง ๆ สินะ…จะ…จะว่าไปแล้ว

ความสัมพันธ์ในช่วงแรก ๆ ระหว่างลาพิสกับสึกิโอริก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดเท่าไหร่ด้วย…

 

ลาพิสที่เปลี่ยนท่าทีไปกระทันหัน จู่ ๆ ก็กระสับกระส่ายไปมา แล้วก็พูดออกมา

 

“กะ…ก็นี่ไง…นายรีบไปฝึกกับแอสเทมีร์แต่เช้าเลยนี่นา…น่าจะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยใช่มั้ยล่ะ…ก็เลยให้ข้าวกล่องนี่ไปกินไง…ถ้าไซส์ประมาณนี้ก็น่าจะพอรองท้องก่อนเข้าเรียนได้อยู่ไม่ใช่เหรอ…?”

 

“……”

 

ผมจ้อง ๆ ไปที่ข้าวกล่องนั้น

 

“อันนี้นี่ให้ฉันงั้นเหรอ!?”

 

“กะ…ก็ใช่น่ะสิ”

 

“นี่เธอทำเองเลยเหรอ!?”

 

“อะ…อื้ม…พอดีว่าในบรรดาหน่วยเงา มีเด็กคนหนึ่งที่ทำอาหารเก่งอยู่ด้วย…ก็เลยลองเรียนรู้ด้วยดูน่ะ…คิดว่าน่าจะอร่อยอยู่นะ…”

 

ผมมองลงไปที่ข้าวกล่องทำเองนั่นด้วยความสิ้นหวัง

 

ยะ…แย่ล่ะสิ..ถ้าเป็นข้าวกล่องทำเองแบบนี้ มันก็เข้าขั้นแย่แล้วสิเนี่ย…กลายเป็นเลิฟคอมเมดี้ไปเต็มรูปแบบซะแล้ว…แต่ผมไม่คิดว่าอย่างลาพิสจะมีความรู้สึกโรแมนติกให้กับผมเลยนะ…เรื่องนั้นผมว่าผมคิดไม่ผิดแน่…ผมต้องลองหาดูว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งที่ผมก็บอกเรื่องคู่หมั้นของผมไปแล้ว…

 

“ฉันน่ะ มีคู่หมั้นอยู่แล้วนะ(เข้มแข็ง)”

 

“อื้ม รู้แล้วล่ะ”

 

“เอ๊ะ…อะ…หืม…(ขี้แพ้)”

 

ผมค่อย ๆ เปิดกล่องแพนโดร่า (ข้าวกล่อง) ด้วยมือที่สั่นเทา

 

ชั้นแรกเป็นข้าว ส่วนชั้นที่สองเป็นอาหารหลาย ๆ อย่างที่เรียงกันอย่างปราณีต มีทั้งไข่ เกี๊ยวเนื้อ โอะฮิตาชิ เนื้อห่อหน่อไม้ฝรั่ง  

(ผู้แปล : โอะฮิตาชิน่าจะเป็นประมาณผักแช่น้ำซุปดาชิครับ)

 

พอเห็นแบบนั้นผมก็ปิดฝาดยสัญชาตญาณเลย

 

งะ…งานเข้าแล้วสิ…เอาจริงเลยนี่หว่า…เห็นถึงความพยายามและความตั้งใจของเจ้าหญิงผู้ไม่เคยทำอาหารอยู่ในนี้เลย…อยู่ในระดับที่ใครหลายคนน่าจะยอมทุ่มเงินเพื่อซื้อแค่ข้าวกล่องนี่เลย…

 

“ฮิ…ฮิอิโระเนี่ย มีอะไรที่ไม่ชอบกินบ้างรึเปล่า?”

 

“ผะ…ผู้ชายที่อยู่ท่ามกลางยูริน่ะ”

 

“งะ…งั้นเหรอ ถะ…ถ้างั้นฉันก็จะไม่ใส่มันเข้าไปในนั้นก็แล้วกันนะ”

 

ต่างฝ่ายต่างตึงเครียดใส่กัน ก็เลยพูดอะไรกันไม่ค่อยอออก  

แต่ทว่าการสนทนานั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป

 

ลาพิสเงยหน้าขึ้นมามองผมและเร่งรัดผม

 

“มะ…ไม่กินเหรอ…?”

 

ทำไมกันล่ะ

 

ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้กัน

 

เหตุผล…ต้องหาเหตุผลให้เจอให้ได้…ขนาดบอกว่ามีคู่หมั้นแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมมันถึงแย่ลงกว่าเดิมล่ะเนี่ย…มันต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างสิ…ต้องหาสาเหตุให้เจอแล้วแก้ปัญหานั้นให้ได้ ไม่งั้นแย่แน่…!

 

“ทะ…ทำไมจู่ ๆ ก็ให้ข้าวกล่องล่ะ? พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

 

“มะ…ไม่ใช่เพื่อนซะหน่อย”

 

เอ๊ะ!? (หัวใจหยุดเต้น)

 

“แต่เป็นคู่แข่งที่ดีต่อกันต่างหากล่ะ”

 

โอ้ OK!! OK!! GOGOGO!! (หัวใจกลับมาเต้น)

 

“การจะให้ข้าวกล่องกับคู่แข่งแบบนี้มันแปลกงั้นเหรอ…?”

 

“จะ…จะว่าแปลกรึเปล่านะ ถึงมันจะมีคำพูดประมาณว่า ส่งเกลือให้ศัตรูอยู่ก็เถอะ แต่การส่งข้าวกล่องให้ศัตรูแบบนี้ มันก็หมายความไปในทางเรื่องความรักได้นี่?”

 

“คะ…ความรัก…?”

 

ในที่สุดก็คิดได้แล้วสินะ

 

ดวงตาของลาพิสเบิกกว้าง จากนั้นผิวขาว ๆ ของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดง

 

“มะ…ไม่ใช่นะ…! ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะ! ฉันน่ะ! คือว่า!!”

 

“โอเค ๆ ไม่เป็นไรน่า ใจเย็นไว้นะ ในที่สุดตอนนี้เราก็เข้าใจตรงกันแล้วซักที ฉันก็โล่งใจนะ ที่นี่ไม่ใช่ข้าวกล่องทำเองที่หมายความแบบนั้น เธอก็น่าจะไม่ใช่ประเภทที่จะเข้าไปยุ่งกับผู้ชายที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วนี่นะ”

 

“อะ…อื้ม…ฉันน่ะ…คือว่า…จู่ ๆ ฮิอิโระก็มาบอกว่ามีคู่หมั้นแล้วมันก็เลย…”

 

ลาพิสวางมือไว้ผมเข่าและกำมือแน่น

 

จากนั้นลาพิสก็จ้องมองตรงมาและเริ่มพูด

 

“พอได้ลองคิดอะไรหลาย ๆ อย่างดู…อย่างการดวลกันหรือการออกไปข้างนอกด้วยกัน…ฉันคิดว่าฉันไม่อยากทำแบบนั้นแล้ว เพราะไม่อยากจะสร้างปัญหาให้นาย…เดิมทีแล้วตั้งแต่ตอนแรกที่ฉันเอาแต่พูดว่า [มาดวลกัน มาดวลกัน!]…แล้วใช้ประโยชน์จากความใจดีของฮิอิโระเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย…ฉันเลยรู้สึกขึ้นมาน่ะนะ ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเพื่อนายบ้างเลย…”

 

ลาพิสเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่มีแต่ความรู้สึกผิด

 

และลาพิสก็ยังคงพูดต่อไป

 

“ฉันน่ะ ไม่มีเพื่อนในโรงเรียนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว…และฮิอิโระก็เป็นคนเดียวที่ฉันจะพูดคุยด้วยได้…แล้วฉันก็รู้ว่าฉันไม่ควรจะเข้าหาผู้ชายที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วด้วย…ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากปฏิบัติกับนายเหมือนอย่างที่เคยเป็น…เพราะงั้นฉันจึงทุ่มเททุกอย่าง…เพื่อข้าวกล่องนี่ยังไงล่ะ…ขอโทษด้วยนะคะ…”

 

ผมมองดูลาพิสที่เหมือนจะกำลังหลั่งน้ำตา

 

ผมเปิดข้าวกล่องออกและจิเมซอสที่ดูน่าอร่อย

จากนั้นลาพิสก็ตกใจกับผมที่กินข้าวกล่องแล้วยิ้มให้เธอ

 

“อร่อยมากเลยล่ะ เธอนี่ก็เก่งเอาเรื่องเลยนะเนี่ย”

 

“ฮิอิโระ…”

 

“พวกเราเป็นแค่คู่แข่งที่ดีต่อกัน ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น ถ้ายึดเอาแบบนี้ล่ะก็ จะทำอะไรเหมือนเดิมก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรเลยนี่”

 

“ถ้างั้น…!”

 

ผมพยักหน้าให้กับลาพิสที่กำลังยิ้ม

 

“ก็ทำทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ ฉันเองก็ยอมรับการท้าดวลอยู่แล้ว ถ้าเธออยากดวลก็ตามใจเธอเลย”

 

ผมยิ้มให้กับลาพิสที่ตาเป็นประกาย

 

“ก็เพราะเป็นคู่แข่งกันนี่นะ พวกเราน่ะเป็นคู่แข่งกันนี่ ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น เพราะเราเป็นคู่แข่งกัน ถ้าเธอได้พบกับผู้หญิงที่เธอชอบ ฉันก็จะคอยช่วยสนับสนุนเอง เธอเองก็ต้องช่วยในเรื่องความรักของฉันแล้วก็คู่หมั้นด้วยนะ นั่นก็เพราะพวกเราเป็นคู่แข่งกันนี่นา ในโลกนี้น่ะ ผู้หญิงกับผู้ชายไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกันได้หรอกนะ นั่นก็เพราะเป็นคู่แข่งกันไงล่ะ–“

 

“ถ้างั้น พรุ่งนี้ฉันก็จะทำข้าวกล่องมาให้อีกนะ!”

 

“เอ๊ะ”

 

ในขณะที่ผมคิดว่าเรื่องราวมันกำลังจะจบลงแล้

ลาพิสก็หยิบข้าวกล่องไปและโบกมือกลับมาให้ผม

 

“พรุ่งนี้ก็เวลาเดิมนะ! พยายามเข้าล่ะ ฮิอิโระ! ฉันจะคอยเอาใจช่วยนะ! ก็เป็นคู่แข่งกันนี่นา!”

 

ผมหลงไปในความน่ารักนั่นแทบจะทันที

 

จากนั้นผมก็ดึงสติกลับมาอีกครั้งและเดินไปที่คลาส A ด้วยความรู้สึกอิ่ม

ผมค่อย ๆ นั่งลง จากนั้นผมก็เอามือโอบท้องตัวเองและกระซิบสึกิโอริที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

 

“ช่วยหน่อยสิ สึกิโอระ…ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้…เร็วเข้า…เร็วเข้าเถอะ…ช่วยด้วย…ช่วยฉันด้วยเถอะ…สึกิโอริ…ช่วยฉันที…ขอร้องล่ะ…สึกิโอริ…ช่วยฉันด้วย…”

 

“หืม? โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร”

 

เธอยิ้มอ่อน ๆ และค่อย ๆ ลูบหัวผม…! เธอเป็นตัวละครแนวคูล ๆ ไม่ใช่เรอะ…!

อย่าเอามือสวย ๆ นั่นมาแตะผู้ชายสิฟร้า…!!

 

พอเห็นการกระทำของพวกเรา คุณหนูปากร้ายก็หัวเราะคิกคักออกมา

 

“ฮึ มาแตะตัวกับผู้ชายตั้งแต่เช้าแบบนี้เนี่ย สมกับเป็นสามัญชนจริง ๆ นะ สึกิโอริ ซากุระ แค่สามัญสำนึกก็ไม่รู้เลยรึไงคะ?”

 

“โอ๋ ๆ นะ”

 

“หะ…หัดฟังที่คนอื่นเค้าพูดบ้างสิคะ!!”

 

ว่าแล้วเชียว สองคนนี้น่ะ ยังไงก็เหมือนลิงกับหมาจริง ๆ นั่นแหละ

 

ในขณะที่คุณหนูโอฟิเลียดูเหมือนจะมีประกายไฟที่เหมือนจะพร้อมกัดกัน

พุ่งออกมาใส่ระหว่างสึกิโอริ (ก็คือผมนั่นแหละ) ได้ทุกเมื่อ

 

ตรงนี้มันก็เป็นความปราถนาของผมด้วยนั่นแหละ ผมก็อยากให้ทั้งสองคนนั้นพยายามกันอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีผมอยู่ด้วยน่ะนะ ผมคิดว่ามันจะต้องมีความสัมพันธ์แบบยูริเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ขึ้นมาแน่นอน  

 

ผมไม่อยากที่จะอยู่ท่ามกลางสึกิโอริกับเหล่าสาว ๆ … ผมต้องอยู่นิ่ง ๆ และเว้นระยะห่างจากพวกเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

พอตัดสินใจได้แบบนั้นแล้ว อาจารย์มาริน่าก็เดินเข้ามาพอดี

แล้วเธอเริ่มโฮมรูมด้วยท่าทางกังวลตามปกติ

 

“คะ…ค่ายปฐมนิเทศนี้ ก็คิดจะให้มีการจัดกลุ่มกันอยู่หรอกนะคะ…ตะ..แต่ว่าทุกคนน่าจะยังไม่รู้จักกันดีถึงขนาดนั้น…กะ…ก็เลยจับกลุ่มให้แทนค่ะ”

 

ตารางกลุ่มได้ถูกแปะไว้บนกระดานดำ…จากนั้นผมก็เงยหน้าขึ้นไปมอง และรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวัง

 

“อ๊ะ เยี่ยมเลย ได้อยู่กลุ่มเดียวกับฮิอิโระคุงล่ะ”

 

“หะ…หา!? ฉันคนนี้ได้อยู่กลุ่มเดียวกับผู้ชายแล้วก็สามัญชนงั้นเหรอคะ!? จะบอกให้ฉันไปจับกลุ่มสามคนกับพวกนั้นงั้นเหรอคะ!? ขะ…ขอผ่านล่ะค่ะ!! เรียกคนรับผิดชอบเรื่องนี้มาเลยนะคะ!!”

 

“……”

 

ซันโจ ฮิอิโระ / สึกิโอริ ซากุระ / โอฟิเลีย ฟอน มาร์เจไลน์

 

ผมมองดูรายชื่อกลุ่ม 5 ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คน แล้วผมก็ยิ้มพร้อมพยักหน้า

 

อิแบบนี้คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้วล่ะนะ (ยอมแพ้)

 

[ติดตามเรื่องนี้ได้ที่เพจ Okuse-Translator]

 

ในโลกของเกมที่ผู้ชายถูกกีดกัน สิ่งที่ผมต้องทำนั้นจึงมีเพียงอย่างเดียว (เกิดใหม่เป็นผู้ชายในโลกเกมยูริ)

ในโลกของเกมที่ผู้ชายถูกกีดกัน สิ่งที่ผมต้องทำนั้นจึงมีเพียงอย่างเดียว (เกิดใหม่เป็นผู้ชายในโลกเกมยูริ)

Status: Ongoing
–ผู้ชายที่อยู่ระหว่างยูริน่ะสมควรตาย ฮิอิโระก็ได้มาเกิดใหม่ในโลกของเกมยูริ [Everything for the Score] ที่คำพูดนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ โลกนี้เป็นเหมือนโลกในอุดมคติสำหรับฮิอิโระผู้ชื่นชอบแนวยูริ แต่แล้ว…เขาก็ค่อยๆได้รับรู้ความจริง ที่นั่นคือโลกญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันที่มีเวทมนตร์ และเป็นโลกแฟนตาซีทีคะแนนจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ในโลกนี้ ทุกย่างจะมีการประเมินทั้งหมด ตั้งแต่พฤติกรรม การกระทำ การช่วยเหลือสังคมไปจนถึงการพับฟูกเลยทีเดียว และการจัดอันดับนั้นก็จะถูกกำหนดโดย [คะแนน] ที่รัฐบาลเป็นผู้มอบให้ ฮิอิโระนั้นมีคะแนนเป็น 0 และยังถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไม่มีเหตุผลเพียงเพราะแค่เป็นผู้ชาย แถมเจ้าตัวยังถูกกำหนดไว้ให้ตายอย่างน่าอนาถเพราะเป็นผู้ชายที่สร้างความน่ารำคาญด้วย เขาจึงพยายามที่จะทำอะไรหลายอย่างเพื่อเดธแฟล็กที่กำลังใกล้เข้ามา ทั้งหาพลัง ฝึกเวทมตร์ และนำเอาความรู้จากตอนเป็นเกมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และวางแผนอยู่หลายต่อหลายครั้ง…ถึงแม้นี่จะเป็นเกมยูริ แต่เขาก็ดันเป็นผู้ชายที่ถูกรายล้อมไปด้วยสาว ๆ ล่ะ “…อ้าว? แล้วยูริล่ะ?” นี่คือเรื่องราวของชายผู้ที่ควรจะต้องเป็นตัวละครน่ารำคาญ แต่กลับได้กลายเป็นคนที่ทำลายเกมยูริในอีกแง่ไปซะอย่างงั้น

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท
Close Ads ufanance
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตออนไลน์
Click to Hide Advanced Floating Content สมัคร ufabet
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตฟรีสปิน