บทที่ 1213 ตอนพิเศษ (82.2)
“ได้ซี ๆ ขอบคุณแล้วจริง ๆ” ป้าหลินยิ้มแย้มอย่างใจดี แม้ว่าดวงตาของนางจะไร้แสงสว่าง แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อความมีเมตตาของนางแต่อย่างใด “จริงสิ เจ้ามาหาข้ามีอะไรหรือ?”
“ที่บ้านข้าไม่มีสบู่หอมแล้ว ข้าจำได้ว่าพี่ใหญ่ชูอีซื้อมาคราวก่อนจึงอยากจะมายืมเขาหน่อยน่ะเจ้าค่ะ” ลู่จื่ออวิ๋นหาเหตุผลสุ่ม ๆ มา “แต่พอมาถึงที่นี่ถึงนึกขึ้นได้ว่าพี่ใหญ่ชูอีขึ้นเขาไปแล้ว ท่านป้า เรามาทานข้าวกลางวันด้วยกันเถิด! สาวใช้ผู้นั้นของข้าฝีมือไม่เลว ท่านมาลองชิมดูเถอะว่าถูกปากหรือไม่”
“เหตุใดจึงเกรงใจเช่นนี้?” ท่านป้าหลินกล่าว “ข้ามักจะสร้างความยุ่งยากให้พวกท่านอยู่เรื่อยเลย”
“เช่นนั้นใช้สบู่หอมของท่านหนึ่งก้อนแลกกับข้าวมื้อนี้นะเจ้าคะ”
“ตามใจท่าน” ป้าหลินเอ่ย “ท่านก็ไม่ต้องใช้คืนแล้ว เพียงแค่เอาไปเถิด เช่นนั้นข้าขอใช้สบู่หอมแลกกับข้าวหนึ่งมื้อแล้วกัน”
อันที่จริงชูอีได้เตรียมอาหารไว้แล้ว
เพียงแต่ป้าหลินเข้าใจ หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้ต้องการมายืมสบู่จริง ๆ คงเป็นเพราะห่วงหญิงชราผู้นี้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ไม่วางใจเรื่องความปลอดภัยถึงได้มาหากัน
นางมีจิตใจดีตนจึงรับความช่วยเหลือ รอชูอีกลับมาแล้ว ท่านป้าหลินจะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง ให้เขาช่วยตอบแทนนางไป ๆ มา ๆ บางทีสมองของเจ้าเด็กคนนั้นอาจกระจ่างแจ้งขึ้นมาบ้าง
“พับผ้าห่มเป็นอย่างไรบ้าง?”
“จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ?” ป้าหลินยิ้มแย้ม “ทำเรื่องอะไรเพื่อเขาได้บ้าง ข้าหญิงชราผู้นี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว! น่าเสียดาย เหตุใดตาข้าถึงมองไม่เห็นนะ? เช่นนี้จะได้ทำอาหารให้เขาได้”
ก่อนที่นางจะเก็บชูอีกลับมา ทุกวันล้วนปรุงอาหารท่ามกลางความมืด บางทีรสชาติแปลกจนแม้กระทั่งตนยังกินไม่ลง บางครั้งก็มีหญ้ามากมายในผักป่าที่นางเก็บมา นางทานมันลงไปทั้ง ๆ ยังมีหญ้าเหล่านั้น
บางครั้งป้าหลินก็นึกสงสัยว่า นางรอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร? ก่อนที่จะมีชูอี นางใช้ชีวิตอย่างสมถะ กินดื่มตามมีตามเกิด แต่กลับไม่เคยทานอะไรที่มีพิษลงไป บางทีสวรรค์คงทนดูไม่ไหว รู้สึกว่านางตัวเล็กเท่ามด ไม่คุ้มค่ากับความกังวล จึงไม่สนใจไยดีความเป็นความตายของนางกระมัง!
ป้าหลินกำลังทานขนมหอมหมื่นลี้
“หวานเสียจริง”
“กินเพียงสองชิ้นนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวค่อยกินอีกหลังมื้อเย็น” ลู่จื่ออวิ๋นกล่าว “ไม่เช่นนั้นระหว่างรอติงเซียงทำอาหารอร่อย ๆ ท่านจะไม่ได้ทานอาหารเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลินเพราะอิ่มก่อนได้”
“เช่นนั้น ข้าจะต้องเก็บท้องไว้” ป้าหลินกล่าว “จริงสิ ชูอีบอกว่าจบงานนี้แล้วเขาจะซื้อรถม้าสักคัน ต่อไปหากท่านต้องเข้าเมือง เพียงแค่บอกเขา เขาจะไปส่งท่าน”
“รถม้า? เขาไปล่าสัตว์อยู่บ่อย ๆ ซื้อเกวียนจะไม่สะดวกยิ่งกว่าหรือเจ้าคะ?”
“ผู้ใดจะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร?” ป้าหลินเอ่ย “เรื่องที่บ้านเขาเป็นคนตัดสินใจ เขาบอกว่าจะซื้อสิ่งใดก็ซื้อสิ่งนั้น บางทีเขาอาจมีความคิดบางอย่างในการทำเช่นนี้กระมัง!”
บนภูเขา หลี่หยวนจงเฝ้ามองชูอีแทงมีดขนาดใหญ่เข้าที่คอหมาป่า หมาป่าตัวนั้นคำรามเสียงดังด้วยความโกรธ ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
คนเหล่านั้นที่หลี่หยวนจงพามามองดูภาพนี้ด้วยความมึนงง
เริ่มแรกยังคิดว่าพวกเขาจะช่วยได้บ้าง ผลคือไม่ว่าจะเป็นหมูป่าหรือหมาป่า พวกเขาก็ไม่มีโอกาสยิงหน้าไม้ในมือเสียด้วยซ้ำ
ผู้ติดตามคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นเห็นงูเลื้อยอยู่บนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามจึงเล็งไปที่มันอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นจึงยิงหน้าไม้ออกไป
ฟึ่บ! ลูกศรดอกสั้นดอกนั้นเสียบเข้าที่หัวของงูพอดิบพอดี
งูพยายามดิ้นรนด้วยความโกรธอยู่สองสามครั้ง ท้ายที่สุดก็ไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป
ผู้ติดตามกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ว้าว หน้าไม้นี้แม่นยำเกินไปแล้วกระมัง? ข้ารับรองได้เลยว่านี่เป็นหน้าไม้ที่เบาที่สุดและแม่นยำที่สุดเท่าที่ข้าเคยใช้มา”
หลี่หยวนจงกล่าว “ในเมื่อของสิ่งนี้มีประโยชน์มาก ไม่สู้พวกเราล่าเหยื่อเล็ก ๆ รอบบริเวณนี้ดูเถอะ”
“ที่นี่คือป่าลึก ไม่เพียงแต่มีสัตว์เล็กอยู่ใกล้ ๆ แต่ยังมีสัตว์ใหญ่ที่ดุร้ายด้วย พวกท่านอยากล่าก็ย่อมได้ เพียงแต่ทำได้เพียงอยู่ข้างข้า ไม่อาจห่างจากข้าเกินสิบห้าจั้ง หากไปไกลเกินไป เกิดอะไรขึ้น ข้าก็ไม่อาจรุดไปช่วยคนได้ทัน ถึงตอนนั้นคงทำได้เพียงยอมรับว่าโชคไม่ดีแล้ว” ชูอีดึงมีดเล่มใหญ่ออกมาแล้วเอ่ย “ที่ควรเตือนข้าก็เตือนแล้ว ที่เหลือไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
หลี่หยวนจงกล่าว “ฟังพี่ใหญ่ชูอี พวกเจ้าอย่าได้เพ่นพ่านไปทั่ว ล่าเหยื่อตัวเล็ก ๆ แถวนี้ก็พอ”
เมื่อได้เห็นผู้ติดตามฆ่างู หลี่หยวนจงจึงอยากจะลองหน้าไม้ในมือของเขาเช่นกัน
การทดลองนี้ไม่ได้จำเป็นนัก ผู้ติดตามทั้งสิบคนรวมถึงบรรพบุรุษรุ่นสองอย่างหลี่หยวนจงนึกไม่ถึงว่าจะได้เล่นอย่างจุใจจริง ๆ ถึงอย่างไรหน้าไม้ที่ชูอีทำก็มีน้ำหนักเบาและแม่นยำ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ พวกเขาก็ล่ากระต่ายป่ากับไก่ฟ้าได้มากมาย
ชูอีเห็นพวกเขาไม่ได้เพ่นพ่านไปทั่วก็ไม่สนใจพวกเขาอีก เดินไปนั่งยอง ๆ ลงกับพื้น หาร่องรอยของสัตว์ใหญ่
“เป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่หยวนจงนั่งยอง ๆ เลียนแบบเขา
ชูอีชี้ไปที่รอยบนพื้นแล้วเอ่ย “มีรอยเท้าหมีอยู่ตรงนี้ เพียงแต่ดูจากรอยแล้ว น่าจะทิ้งไว้เมื่อสองสามวันก่อน ไม่รู้ว่ามันไปไกลแล้วหรือยัง”
หลี่หยวนจงเคยกินอุ้งเท้าหมี แน่นอนว่าย่อมจำรอยเท้าหมีได้
“ข้าอยากกินหมีพอดี” หลี่หยวนจงกล่าว “เช่นนั้นหากหนึ่งในหัวสัตว์ป่าทั้งสามเป็นหมีตัวนี้ ข้าจะเพิ่มให้อีกห้าสิบตำลึงเงิน”
ชูอีเหลือบมองหลี่หยวนจงแล้วคิดในใจ ‘ดังคาด คนผู้นี้เอาเปรียบได้ง่ายจริง ๆ’
เอาเปรียบง่ายที่ว่าคือดูไปแล้วหลอกง่าย รังแกได้ง่าย ทั้งยังซื่อเป็นอย่างมาก เขายังไม่ทันกล่าวอะไร เจ้าคนเอาเปรียบง่ายผู้นี้กลับเป็นฝ่ายเพิ่มเงินให้เสียหลายเท่า ไม่ใช่ว่าหลอกง่ายมากหรือ!
“น้อยไปใช่หรือไม่?” หลี่หยวนจงกล่าว “เช่นนั้นข้าเพิ่ม…”
“ไม่ต้องละ” ชูอีเอ่ย “ตามราคาเดิม หัวละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง ไม่เก็บเงินท่านเพิ่ม”
“พี่ใหญ่ชูอี ท่านเป็นคนใจกว้างจริง ๆ หากเป็นผู้อื่น ยามนี้คงรอให้ข้าเพิ่มเงินให้สูงยิ่งขึ้นแทบไม่ไหว ดังคาด ข้าไม่ได้มองคนผิด ท่านควรค่าแก่การเป็นสหายยิ่งนัก”
ชูอีเลิกคิ้วขึ้น
ที่แท้เจ้าคนผู้นี้ล้วนรู้ทุกสิ่ง
นี่ถือเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดหรือไม่?
“หมีควาย…” ผู้ติดตามชี้ไปทางฝั่งตรงข้าม “จะทำอย่างไร? มันกำลังวิ่งมาหาพวกเราแล้ว”
ชูอีเอ่ย “ปีนต้นไม้ได้หรือไม่?”
หลี่หยวนจงโอดครวญ “ข้าปีนไม่เป็น!”
ชูอีเอ่ยด้วยความโมโห “ไม่ควรพาพวกท่านขึ้นเขามาเลยจริง ๆ”
แน่นอนว่าผู้ติดตามสามารถปีนต้นไม้ได้ ถึงอย่างไรการกล้าตามหลี่หยวนจงขึ้นมาบนเขาก็แปลว่าเป็นผู้ที่มีฝีมืออยู่บ้าง มีเพียงหลี่หยวนจงเท่านั้นที่ทำอะไรไม่เป็น แต่อยากตามขึ้นเขามาร่วมครื้นเครง
ชูอีพาหลี่หยวนจงกระโดดขึ้นไป หยุดอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่ที่สุดและหนาที่สุดข้าง ๆ
หลี่หยวนจงเลือกกิ่งไม้หนา ๆ แล้วนั่งลงไป มองดูชูอีโบกมีดเล่มใหญ่ในมือพุ่งเข้าใส่หมีควาย
“หากรับเขามาทำงานให้ข้าได้ เช่นนั้นก็รับรองความปลอดภัยของข้าได้แล้ว” หลี่หยวนจงกล่าว “ได้ยินว่าเขาขาดเงิน บางทีเราอาจเริ่มจากทางนั้นได้”
ชูอีชกเข้าซ้ายทีขวาที แล้วขึ้นไปบนไหล่หมีดำตัวนั้น
ผู้ติดตามคนอื่น ๆ หยิบหน้าไม้ขึ้นมา พยายามเล็งไปทางหมีดำ ทว่าหมีดำตัวนั้นแม้จะดูตัวใหญ่เทอะทะ อันที่จริงกลับเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง พวกเขาเล็งอยู่เป็นเวลานานก็ยังหาจังหวะดี ๆ ที่จะยิงไม่ได้