ตอนที่ 391 ไม่ใช่คนพวกเดียวกัน
สวีรั่วชีไม่รู้ว่าซย่าเสี่ยวมั่วคิดอะไรอยู่ เธอคาดเดาในใจไปต่างๆ นานาก่อนจะเอ่ยปลอบ
“เหยียนเค่อโกรธก็ไม่ทำอะไรเธอ ไม่แบนเธอหรอก”
ซย่าเสี่ยวมั่วที่กำลังเหม่ออยู่ได้ยินเสียงเธอจึงออกจากภวังค์แล้วหันไปมองเธอ “หืม?”
“เอ่อ…จริงๆ นะ เธอไปทำให้เขาโมโห เขาก็ไม่โมโหเธอหรอก” สวีรั่วชีรู้สึกว่าเธอก็พูดชัดเจนแล้วนะ ถ้าพูดชัดกว่านี้ก็ต้องพูดแทนเหยียนเค่อแล้วล่ะ ว่าเขาชอบซย่าเสี่ยวมั่ว
สีหน้าของซย่าเสี่ยวมั่วยังไม่เปลี่ยนแปลงไป คำที่พูดออกมาช่างน่าโมโห “เขาโมโหแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน”
“เวร” สวีรั่วชีอดสบถด่าออกมาไม่ได้ ที่เหยียนเค่อทำไปมากมายขนาดนี้ ยายเด็กโง่นี่ไม่ได้สนใจไยดีเลยหรือไงนะ
“ทำไมต้องด่าด้วยอะ” เธอพูดอะไรผิดไปตรงไหนกันหรือ ซย่าเสี่ยวมั่วทำหน้างง
สวีรั่วชีอยากเข้าไปเขย่าเรียกสติ คนดีขนาดนั้นอยู่ข้างกายเขาแท้ๆ แต่เขากลับไม่สนใจ! สวีรั่วชียังรู้สึกแทนว่าที่เหยียนเค่อทำไปนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ซย่าเสี่ยวมั่วไม่รู้สึกอะไรกับปฏิกิริยาของสวีรั่วชีเลยสักนิด ก็เหมือนกับที่สวีรั่วชีไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอเช่นกัน
“ช่างเถอะ” สวีรั่วชีก็ไม่อยากจะพูดมากแล้ว เธอหยิบของที่ตนเอามาวางไว้ข้างๆ ซย่าเสี่ยวมั่ว “ครบหมดแล้วนะ แล้วดูชุดขี่ม้าฉันซื้อให้เธอแล้ว อาทิตย์หน้าเธอน่าจะหายแล้วมั้ง”
“อืม” ซย่าเสี่ยวมั่วรู้ว่าตนคงเปลี่ยนแปลงจุดจบนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปเป็นเพื่อนสวีรั่วชีอยู่ดี อย่างไรเสียสวีรั่วชีก็ไปนัดบอดเป็นเพื่อนเธอแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยก็ตามที…
“เด็กดี” พอเอ๋อๆ แล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน ว่าง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ สวีรั่วชีรู้สึกปลาบปลื้มกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนซย่าเสี่ยวมั่วต้องโมโหแล้วต่อราคากับเธอแน่ๆ
ซย่าเสี่ยวมั่วหยิบกล่องสองใบวางลงบนพื้น ทำเอาสวีรั่วชีตะลึงไป “ที่รักมีคนหนุนหลังแล้วแข็งข้อเหรอ”
สิ่งที่บรรจุอยู่ในกล่องสองใบนี้ราคาแพงหูฉี่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนซย่าเสี่ยวมั่วต้องรู้สึกเสียดายแน่ๆ
ซย่าเสี่ยวมั่วเอ่ยเสียบเรียบ “หลายวันก่อนฉันซักผ้าเหยียนเค่อพังไปสองตัว”
“อ๋อออ” สวีรั่วชีรู้แล้ว เดาได้ว่าเป็นเสื้อผ้าสองตัวที่เหยียนเค่อเอามาให้ซย่าเสี่ยวมั่วเปลี่ยนในตอนนั้น ตอนนั้นเธอแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสื้อผ้าสองตัวนี้เป็นของแบรนด์อะไร ท่าทางจะเป็นเสื้อผ้าที่
เหยียนเค่อสั่งทำขึ้นมา ส่วนราคานั่นก็…ทำให้เธอพูดไม่ออกเลยทีเดียว
“ตอนนี้เธอก็เลยไม่สนใจชื่อเสียง ลาภยศ ตำแหน่งจอมปลอมแล้วงั้นเหรอ”
ซย่าเสี่ยวมั่วถอนหายใจเศร้าๆ เสื้อผ้าสองตัวนั้นที่เธอซักจนพังก็ราคาเท่ากับค่าเสื้อผ้าทั้งชีวิตของเธอแล้ว เธอไม่รู้สึกอะไรกับคำว่าเงินอีกแล้ว…
“ฉันเข้าใจเธอนะ เธอทำใจให้ชินก็พอแล้ว” ต่อไปเหยียนเค่อก็จะมีเสื้อผ้าอีกเป็นพันเป็นหมื่นตัวมาให้เธอซักจนพังอีกนั่นล่ะ สวีรั่วชีไม่สนใจหรอก อย่างไรเสียเหยียนเค่อก็มีความสุขกับสิ่งนี้
“ฉันไม่ชินอะ!” ใบหน้าเรียบนิ่งและเศร้าสร้อยของซย่าเสี่ยวมั่วใกล้จะแหลกสลายเต็มทีแล้ว “ตอนฉันรู้ราคา ฉันรู้สึกเหมือนซักเงินก้อนใหญ่เลย” ประเด็นคือถ้าเงินเยอะขนาดนั้นมากองอยู่ในกะละมัง ไม่ใช่แค่จะทำให้แบงก์เปียกได้ไม่หมด หนำซ้ำน้ำในกะละมังจะถูกแบงก์เหล่านั้นดูดขนแห้งอีกต่างหาก
ยายนี่ขี้งกแค่ไหนสวีรั่วชีรู้ดี ถ้าต่อไปคบกับเหยียนเค่อจริงละก็ ต้องต่างกันอย่างสุดขั้วแน่นอน
“มีครั้งนี้แล้วเดี๋ยวครั้งหน้าเธอก็มีประสบการณ์แล้วล่ะ”
ซย่าเสี่ยวมั่วไม่อยากจะมีประสบการณ์ในครั้งนี้เลยด้วยซ้ำ “ต่อไปฉันต้องอยู่ห่างจากเหยียนเค่อสักหน่อยแล้ว” ห้ามเอาเสื้อมาให้เธอยืมอีกเด็ดขาด แพงขนาดนั้นเธอซักให้ไม่ได้หรอก
สวีรั่วชีมุมปากกระตุก แต่ต้องรักษาความสง่างามเอาไว้ การพูดเกลี้ยกล่อมมีแต่จะทำให้
ซย่าเสี่ยวมั่วหวาดกลัวมากขึ้น
ซย่าเสี่ยวมั่วหยิบกระดานวาดรูปของตนกลับมา “รูปหนึ่งที่ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเทวาดขึ้นมาก็อาจจะยังไม่ได้เงินค่าแขนเสื้อตัวหนึ่งของเหยียนเค่อเลยด้วยซ้ำ”
พระเจ้า เธอเพิ่งจะรู้หรือไง! สวีรั่วชีกุมหน้าผาก เธอล่ะหมดคำพูดกับยายคนนี้ จากกันไปตั้งนานแล้วแต่เพิ่งจะรู้ ก่อนหน้านี้เขาต้องมั่นอกมั่นใจแค่ไหนถึงคิดว่าตัวเองเป็นคนประเภทเดียวกับเหยียนเค่อน่ะ
ตอนที่ 392 เสน่ห์
ซย่าเสี่ยวมั่วเริ่มกลับมาค่อนแคะเธอเหมือนเดิมแล้ว “เธอว่าเหยียนเค่อคาบเงินมาเกิดหรือเปล่า”
“หา?” ไม่กลัวสกปรกหรือไง สวีรั่วชีมองเธออย่างรังเกียจ ถ้าให้เหยียนเค่อรู้ความคิดนี้เข้าแล้วเขาไม่อ้วกก็แย่แล้ว
ซย่าเสี่ยวมั่วไม่พูดเรื่องที่ให้เธอรู้สึกเศร้าอีก แต่นึกไปถึงอีกหัวข้อหนึ่งที่ทำให้คนโศกเศร้ายิ่งกว่าเดิม “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับคุณนายเสิ่นแล้ว”
“ขอให้โชคดี” สวีรั่วชีอวยพรให้ซย่าเสี่ยวมั่วด้วยความจริงใจ
“เฮ้อ” เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องบีบบังคับให้เธอแต่งงานด้วย หรือว่าจะให้เธอทรมานจนตายก่อนถึงจะพอใจ
คนที่จะแต่งงานอย่างสวีรั่วชีไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของเธอได้ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของซย่าเสี่ยวมั่วเช่นกันก็ตาม
ความรู้สึกของแต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน หลังจากที่ซย่าเสี่ยวมั่วเลิกกับหลี่หมิงฉวีแล้วก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้ว คิดเพียงแค่อาจจะมีสักวันหนึ่งที่จะได้แต่งงานออกไปบ้าง
“ก่อนฉันจะมาสวีอันหรานไปหาเหยียนเค่อแล้ว” สวีรั่วชีก็ถอนหายใจก่อนจะพูดแหวเสียงสูง “แล้วฉันก็เห็นว่า ทำไมพอเขาจะไปหาเหยียนเค่อแล้วต้องตื่นเต้นด้วยนะ!”
“เสน่ห์เฉพาะตัวมั้ง” ทุกครั้งที่ฉินซื่อหลานจะไปหาเหยียนเค่อก็ตื่นเต้นดีใจเสียยิ่งกว่าสาวน้อยจะไปหาแฟนหนุ่มเสียอีก
“หา?” สวีรั่วชีมองเธออย่างแปลกใจ มีวันที่ซย่าเสี่ยวมั่วบอกว่าเหยียนเค่อมีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยหรือเนี่ย
ซย่าเสี่ยวมั่วใช้สองมือเท้าแก้มแล้วเอ่ยขึ้นเสียงอู้อี้ “ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เห็นเหยียนเค่อแล้วก็ตื่นเต้นกันหมด แน่นอนว่ายกเว้นฉัน”
“เอ่อ…” สวีรั่วชีก็รู้ดี ว่าผู้ชายที่โตมากับเธอพวกนี้ไม่มีใครปกติสักคน
ซย่าเสี่ยวมั่วนึกไปถึงพี่ชายตัวเองที่ก็ติดเหยียนเค่องอมแงมเหมือนกัน
“พวกเธอรู้จักเสิ่นจิ้งเฉินตั้งแต่เมื่อไร” ทั้งๆ ที่ซย่าเสี่ยวมั่วจำได้ว่าเสิ่นจิ้งเฉินไปโตที่เมืองนอก แต่ทำไมถึงได้สนิทกับพวกเขาขนาดนั้น
สวีรั่วชีคิด “เขารู้จักกับเหยียนเค่อตั้งแต่มอต้นแล้ว ตอนนั้นอยู่สวิตเซอร์แลนด์ทั้งคู่ พวกสวีอันหรานไปเยี่ยมเหยียนเค่อที่สวิสฯบ่อย ไปๆ มาๆ ก็เลยสนิทกันน่ะ”
นี่ยังปกติอีกเหรอ ซย่าเสี่ยวมั่วคิดว่าถ้าเธอรู้จักเหยียนเค่อก่อนหน้านี้สักแปดเก้าปี ก็คงจะไม่ชอบเขาหรอก
ส่วนสวีรั่วชีคิดว่าถ้าซย่าเสี่ยวมั่วรู้จักกับเหยียนเค่อก่อนหน้านี้สักเจ็ดแปดปี ป่านนี้ก็คงมีลูกไปแล้ว
เหยียนเค่อในตอนนั้น แม้แต่ผู้หญิงงามสง่าอย่างฉินจานยังตกหลุมรักโดยไม่รู้ลืม สิ่งที่ครอบครัวต้องการก็คือผู้ชายแบบนั้น แม้แต่สวีอันหรานยังบอกว่าถ้าเขาเป็นผู้หญิงต้องแต่งงานกับเหยียนเค่อแน่นอน ทว่าตอนนั้นก็โดนเหยียนเค่อตบกระเด็นไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นตอนนี้สวีรั่วชีก็คงไม่คิดมากกับการที่พวกเขาสองคนไปเจอกันมากขนาดนี้หรอก
ศัตรูหัวใจอย่างเหยียนเค่อรับมือยากกว่าพวกผู้หญิงเสียอีก
“เธอคิดอะไรอีกล่ะเนี่ย” ซย่าเสี่ยวมั่วเห็นเธอเหม่อไปจึงโบกมือเรียกสติ
สวีรั่วชีช้อนตาขึ้นก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ฉันว่าเพื่อไม่ให้ผู้ชายของฉันหนีตามเหยียนเค่อไป ฉันต้องช่วยเหยียนเค่อ อย่างน้อยก็ทำให้เขาได้เจอกับผู้หญิงที่เขารัก ไม่อย่างนั้นเขาก็จะมาล่อลวงผู้ชายของฉันไปอยู่เรื่อย”
“เหอะๆ” ซย่าเสี่ยวมั่วอยากพูดแทนเหยียนเค่อโดยไม่รู้ตัว “สวีอันหรานเข้ามาวอแวเหยียนเค่อเองชัดๆ”
“เธอจะบอกว่าฉันเสน่ห์น้อยกว่าเหยียนเค่องั้นเหรอ” สวีรั่วชีเอาโทรศัพท์กดเข้าที่คอของซย่าเสี่ยวมั่วอย่างอวดดีด้วยท่าทางราวกับถ้าเธอกล้าพยักหน้าก็จะเชือดคอเธออย่างไรอย่างนั้น
ซย่าเสี่ยวมั่วยกมือยอมแพ้ “จ้าๆๆ ฉันพูดผิดเอง”
หลังจากผ่านคลื่นพายุโหมกระหน่ำไปแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตอย่างยืนหยัดไม่ย่อท้อ สวีรั่วชีจะมีความไม่มั่นใจในอนาคตอยู่เต็มไปหมด เธอดึงมือซย่าเสี่ยวมั่วแล้วพูดแสดงความรู้สึกในใจออกมา “ต่อไปนี้ฉันก็เหลือแค่เธอแล้วนะ”
ซย่าเสี่ยวมั่วเข้าใจความหมายของเธอดี ถ้าสวีรั่วชีแต่งออกไปจากบ้านตระกูลสวี พ่อแม่กับ
สวีอันหรานก็ยังเป็นครอบครัวของเธออยู่ แต่ตอนนี้เธอจะแต่งงานกับสวีอันหราน ทำให้ญาติฝ่ายหญิงเหลือแค่ตนเพียงคนเดียวเท่านั้น
“ใจกลางโลกของพี่ชายนายก็คือเธอนะ ฉันไม่กล้าทำอะไรหลุดกรอบหรอก” อย่างไรเสียทั้งสองคนก็พัฒนาจากครอบครัวกลายเป็นความรัก ซย่าเสี่ยวมั่วก็เชื่อมั่นในตัวของทั้งคู่เช่นกัน ว่าความรักนี้ต้องผ่านคลื่นพายุโหมกระหน่ำและยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้