ตอนที่ 29 แต่งงานกับผู้หญิงของนายกลับไปที่เกาะใหม่
สองมือของคณพศกำเอาไว้แน่น “คุณปู่อยู่ที่นี่ฉันต้องกลับมาอยู่แล้ว อีกอย่างถ้าฉันเดาไม่ผิด บ้านนี้เป็นชื่อของฉันไม่ใช่หรอพี่รอง”
สีหน้าของวิษณุส์ขาวซีดทันที เขาจ้องดูคณพศเขม็ง แล้วยิ้มพร้อมกับพูดว่า “เหอะๆ น้องสามมันก็แค่บ้านเก่าๆไม่เป็นไร นายอยากได้อะไรฉันจะหามาให้นายให้หมด ใครใช้ให้ขาของนายมันพิการล่ะ จริงไหม”
นาราฟังบทสนทนาระหว่างสองพี่น้อง หล่อนรู้สึกสงสารคณพศขึ้นมาทันที ถ้าหากเขาสามารถเดินได้ ก็คงไม่ต้องเจอกับสายตาเย็นชาพวกนี้
หล่อนจ้องวิษณุส์ ในตาปรากฏความรังเกียจทำให้วิษณุส์สะดุ้งไปเหมือนกัน
นาราไม่ได้คุยอะไรกับเขาหล่อนเข็นคณพศเข้าไปในลิฟต์ทันที
ประตูลิฟต์ค่อยๆปิด นารามองดูหน้าของวิษณุส์เขากำลังยิ้มกว้างอยู่
ในลิฟต์ ความเย็นชาของคณพศทำให้นารายิ่งสงสารเขาเข้าไปอีก หล่อนเอามือไปลูบไหล่เขาเบาๆ “ไม่เป็นไรต้องมีสักวันที่คุณจะกลับมาเดินได้แน่วางใจเถอะ”
คณพศชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาปกติ ผู้หญิงคนนี้ยังจะมีใจมาเป็นห่วงคนอื่นอีกทั้งๆที่ตัวเองก็ยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว
บรรยากาศการกินข้าวเย็นเงียบสงบภายใต้สายตาที่เข้มงวดของกษาปณ์
หลังจากกินข้าวเสร็จนาราก็เตรียมจะพาคณพศไปเดินเล่น เดินมาถึงประตู กษาปณ์มองดูหล่อน “พิมมี่มาที่ห้องของฉันหน่อยฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
นาราสะดุ้ง นางกำลังจะพูดว่า ได้ แต่คณพศรีบพูดขึ้นมาว่า “ปู่มีเรื่องอะไรจะคุยกับพิมมี่หรอ รออีกสองสามวันก่อนไม่ได้หรอเธอพึ่งมายังไม่คุ้น” พูดจบก็จับมือหล่อนเอาไว้
กษาปณ์เห็นเขากำลังปกป้องหล่อนเหมือนแม่ไก่กำลังปกป้องลูกไก่ เขาเจ็บจี๊ดขึ้นมาในใจ หลานรักของเขายังไม่รู้เรื่อง ว่าตนเองแต่งงานกับตัวปลอม
เรื่องนี้เขาจะต้องสืบให้รู้แน่ชัด ถ้าหากตระกูลวรชัยลภัสต้องใจเปลี่ยนตัวใช้ผู้หญิงคนนี้มาแทนลูกของตัวเอง เขาจะทำให้ตระกูลวรชัยลภัสหายไปจากเมืองธิตกล
“คณพศวางใจเถอะปู่แค่จะคุยกับพิมมี่กลัวว่าปู่จะทำอะไรเธอหรือ”กษาปณ์หมุนตัวกลับขึ้นไปชั้นบน นาราลูบมือของเขาเบาๆ “ไม่เป็นไร ฉันไปเดี๋ยวมานะคะ”
คณพศกำลังจะพูดอะไร แต่หล่อนเดินตามกษาปณ์เข้าไปในลิฟต์
ส่วนวิษณุส์ที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ยิ้มเย้ยอย่างสะใจ
“พี่รองถ้าหากไม่ว่าอะไรช่วยเข็นผมไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยได้ไหม” เขากำลังเตรียมลุกจะเดินขึ้นไปชั้นบนแต่กลับถูกคณพศเรียกตัวไว้
เขาหยุดชะงักหันมายิ้ม “ได้ นานๆทีที่น้องสามจะมีอารมณ์แบบนี้”
พี่น้องทั้งสองมาถึงต้นแมกโนเลียในตอนนั้นอีกครั้ง กลางคืนของเดือนสี่อากาศเย็นนิดหน่อย “จำได้ครั้งนั้นนายตั้งใจลื่นจากตรงนี้ไป คุณปู่โกรธมาก คณพศคิดไม่ถึงว่านายเป็นแบบนี้แล้วยังจะเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกนะนายตั้งใจทำให้คุณปู่เห็น ทำให้คุณปู่สั่งห้ามเด็ดขาดถ้ายังทำร้ายนายอีกจะไม่ให้ฉันดำรงตำแหน่งประธาน ฮ่าๆ เขาพูดแบบนี้จริงๆ แต่ถ้าไม่ใช่ฉันใครล่ะจะเหมาะสมที่จะมาเป็นประธานบริษัทตระกูลปัญญาพนต์อีกล่ะ”
“คณพศนายที่พิการแบบนี้คุณปู่อยากให้นายเป็นนายก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้เป็นหรอกฮ่าๆๆ” วิษณุส์หัวเราะออกมา
คณพศฟังที่เขาพูดออกมาแต่ก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา เขามองขึ้นไปบนหน้าต่างของห้องหนังสือบนชั้นสอง “อ่อ จริงหรอ งั้นนายก็ต้องจับให้ดีล่ะ เพราะขึ้นไปสูงขนาดนั้นพอถึงเวลาตกลงมามันคงเจ็บน่าดู” คณพศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“นายหมายความว่าไง” วิษณุส์เดินเข้าไปใกล้ตัวเขาสองมือจับไปที่คอเสื้อของคณพศ
คณพศจับที่ข้อมือของวิษณุส์ทำให้เขารู้สึกเจ็บราวกับแขนจะหักให้ได้ยังไงอย่างนั้น เขาตกใจกลัวมองไปที่ผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเข็น
ยามพลบค่ำสายตาของเขาดูเย็นชาราวกับน้ำแข็ง เขาจับมือของวิษณุส์เอาไว้แบนนั้นอย่างแรง จ้องมองวิษณุส์แล้วพูดว่า “ถ้าหากฉันเอาเรื่องที่นายแอบสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวบอกคุณปู่ นายคิดว่าคุณปู่จะยังยกตำแหน่งประธานให้นายอีกไหม”
“เวลานั้นเขาจะต้องตามฆ่านายกับตระกูลวรชัยลภัสแล้วจับผู้หญิงของนายมาแต่งงานกับฉันใหม่ เอ๊ะ หรือตอนนี้คุณปู่จะรู้แล้วว่านายกับพวกวรชัยลภัสแอบสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกัน เอาพิมมี่ปลอมส่งไปที่เกาะฟ้า นายว่าคุณปู่จะจัดการยังไงดีนะ”
พูดจบเขาก็สะบัดมือของวิษณุส์ทิ้ง
วิษณุส์ถูกเขาบีบมือเอาไว้แบบนั้นมันก็เจ็บจนชาไปหมดแล้ว และยังจะต้องมาฟังที่เขาพูดอีกทำให้เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันเลย
เขาถูกคณพศสะบัดจนถลาไปที่ต้นแมกโนเลียดังปัง
“นายพูดอะไรนะ นายรู้ได้ไงป็นไปไม่ได้ คุณปู่จะรู้ได้ไง คณพศฉันรู้ว่านายโกรธเพราะคนที่นายแต่งงานด้วยไม่ใช่พิมมี่เป็นแค่ตัวปลอม ฮ่าๆ นายนี่น่าสมเพชจริงๆแต่งกับตัวปลอม ถ้านายแน่จริงก็อยู่กับหล่อนให้ได้ทั้งชีวิตสิ เพราะนายมันไม่คู่ควรกับพิมมี่”
วิษณุส์มองก้มหน้าลงต่ำมองดูคนที่จับแขนเขาจนขาวซีด เขากำลังจะเตะไปที่รถเข็น บนชั้นสองมีเสียงดังขึ้น “ปัง”
คณพศรีบหมุนรถเข็นเข้าปที่บ้านแล้วตรงเข้าลิฟต์ขึ้นไปชั้นสอง ไปเคาะประตูห้องหนังสือทันที
ส่วนวิษณุส์ที่ยืนอยู่ชั้นล่างสะดุ้งชะงักจากนั้นรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรออกทันที
สิบนาทีก่อน นาราเดินตามกษาปณ์เข้าไปในห้องหนังสือบนชั้นสอง ในห้องถูกจัดเอาไว้อย่างดีได้กลิ่นการบูรอ่อนๆ หนังสือถูกวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนตู้ชั้นวางหนังสือ
นาราเดินเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขาม กษาปณ์นั่งอยู่บนเก้าอี้นอน มองดูหล่อนที่ยืนอยู่กลางห้อง หล่อนดูไร้เดียงสาราวกับท้องฟ้า
กษาปณ์คิดในใจหญิงสาวที่ไร้เดียงสาสวยงามเช่นนี้หล่อนเป็นใครกันแน่
ดูแล้วหล่อนเหมือนจะนิ่งๆแต่ในใจของหล่อนนั้นเต้นไม่เป็นจังหวะเลย หล่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณปู่มีเรื่องอะไรหรอคะ”
กษาปณ์มองดูหล่อนแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา “พิมมี่ตอนที่หลานทั้งสองแต่งงานกันปู่ก็ไม่ได้มอบของขวัญอะไรให้นี่คือหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัทปัญญาพนต์ เธอเซ็นชื่อตรงนี้ก็พอแล้ว และถือว่านี่คือของขวัญที่ปู่มอบให้”
กษาปณ์เข้าเรื่องทันที นาราเบิกตากว้างมองดูเอกสาร แล้วเงยหน้าขึ้นมองกษาปณ์ที่แลดูใจดี ในใจหล่อนรู้สึกผิด
หล่อนควรบอกเขาไหมว่าหล่อนไม่ใช่พิมมี่ หล่อนเป็นน้องสาวของพิมมี่
หล่อนไม่อยากโกหกคุณปู่ไม่ว่ายังไงที่หล่อนมาที่บ้านนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ตระกูลวรชัยลภัสเลี้ยงหล่อนมา
“เอ่อ คุณปู่คะ หนูเซ็นต์ไม่ได้ค่ะ หนูไม่อยากได้หุ้นอะไรนั่น” หล่อนจะเอาหุ้นนี้ได้อย่างไรกัน บางทีอีกไม่นานหล่อนก็ต้องไปแล้ว
กษาปณ์จ้องหล่อนนิ่ง “ทำไมไม่เอานี่วรเป็นของเธอขอแค่แต่งกับคนของตระกูลปัญญาพนต์ก็ต้องได้หุ้นของปัญญาพนต์ เธอก็ไม่เว้น”
นาราเงยหน้ามองดูเขา เขายังคงยิ้มอย่างเมตตาและพยักหน้าให้หล่อน “เซ็นต์เถอะแล้วใช้ชีวิตอยู่กับคณพศให้มีความสุข เขาสูญเสียขาทั้งสองข้างไปแล้ว ฉันก็ไม่ได้ให้อะไรเขา นี่คือสิ่งเดียวที่ฉันมอบให้เขาได้”
นาราได้ฟังที่เขาพูดแล้วมองผ่านออกนอกหน้าต่างไป ในใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด