ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 14 การวางแผนของหลินอิ่ง

บทที่ 14 การวางแผนของหลินอิ่ง

บทที่ 14 การวางแผนของหลินอิ่ง

หลินอิ่งกลับจาก ซิงกวางหุ้ยมาถึงบ้านแล้ว

คิดอยู่ในใจว่าจะจัดการครอบครัวของฉีโม่ ยังไงดี คืนนั้นเขาโทรหาอูหยาง สั่งการลงไป

วันถัดมา

จางฉีโม่ไปทำงานที่บริษัทแล้ว หลินอิ่งมาที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ สั่งลาเต้มา1แก้ว

รอไปห้านาที

มีรถBMW 530 สีดำใหม่เอี่ยมขับมาจอดที่หน้าร้านกาแฟ

ชายหนุ่มร่างแกร่งลงจากรถ เขาเป็นคนที่ดูซื่อสัตย์มีจิตใจดี มีความเข้มงวด และแผ่นหลังตั้งตรง ดูก็รู้แล้วว่าที่เคยอยู่ในกองทัพมาก่อน

“ประธานหลินสวัสดีครับ ผมคืออู่เจิ้งรถที่คุณให้ไปรับมาผมรับมาแล้วครับ ผมมาที่นี่เพื่อรับการประเมินของคุณครับ” อู่เจิ้งกล่าวอย่างพิถีพิถันยืดตัวขึ้นและยืนอยู่หน้าหลินอิ่ง อย่างกับกำลังรายงาน

หลินอิ่งเหลือบมองไปที่ อู่เจิ้งและพยักหน้าเล็กน้อย ไอ้หนุ่มคนนี้ใช้ได้

หลังจากผ่านเหตุการณ์ ซิงกวางหุ้ยมา เขาก็ตัดสินใจทันทีว่าต้องจัดผู้คุ้มกันให้ ฉีโม่ แต่เดิมเขาอยากจะสั่งพ่อบ้านกู่ของตระกุลนิ่ง เอาลุกศิษที่เรียนศิลปะการต่อสู้โบราณมาสักสองสามคน

ถึงยังไงกู่ชางไห่เป็นถึงพ่อบ้านหญ่ของตระกุลนิ่ง ฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณก็ดีในระดับหนึ่ง ลูกศิษย์เขาก็คงไม่ธรรมดาเช่นกัน

แต่คิดไปคิดมา หลินอิ่งก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป

เขาไม่ต้องการให้คนในแวดวงนั้นมาเกี่ยวพันกับครอบครัวของ ฉีโม่ แม้ว่านั่นจะเป็นการรับประกันความปลอดภัยของฉีโม่ได้ดีกว่าก็ตาม

สุดท้ายแล้วผู้คนในแวดวงศิลปะการต่อสู้โบราณและผู้คนในสังคมฆราวาสนั้นโดยพื้นฐานแล้วอยู่ในสองโลกที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

ดังนั้น เขาแค่สั่งให้อูหยางไปหาทหารผ่านศึกมาทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้กับฉีโม่

ในขณะเดียวกัน ก็ถอยรถยนต์มา1คันที่เหมาะกับระดับของฉีโม่ในตอนนี้

หลินอิ่งพูด “เล่าประวัติของนายให้ฉันฟังหน่อย”

“ประธานหลิน ผมเข้ากองทัพตอนอายุ18 เป็นทหารธรรมดาไป5ปี ปีนี้เพิ่งจะออกจากกองทัพกลับบ้านเกิดครับ ตอนนี้ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานชั่วคราวครับ ”อู่เจิ้งตอบอย่างจริงจัง

หลินอิ่งพยักหน้าเบาๆ อู่เจิ้งสอดคล้องกับข้อกำหนดของเขามาก เขาไม่มีภูมิหลังทางสังคมที่ซับซ้อน เกิดในกองทัพมีบุคลิกดีและปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ดูเหมือนว่าฝีมือเขาจะไม่เลวเลย และมีมากเกินพอที่จะจัดการกับนักเลงทั่วไปได้

“จากนี้ไปนายจะเป็นคนขับรถและผู้คุ้มกันของผู้อำนวยการจางปกป้องความปลอดภัยของเธอเป็นหลัก หากมีเหตุฉุกเฉินที่ไม่สามารถจัดการได้ให้โทรหาฉันทันที” หลินอิ่งกล่าวอย่างเข้มงวด “เรื่องอื่นๆนอกเหนือจากนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับนาย”

“เข้าใจแล้วครับท่านประธานหลิน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสนี้กับผม” อู่เจิ้งพูดพร้อมยืนตัวตรงและรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

เขาอยู่ที่บ้านเกิดของเขาตลอด หลังจากที่เขาออกจากกองทัพ ครั้งนี้ที่เขามาที่เมืองหลวงและได้งานเงินเดือน 10,000 บวกกับเงิน10,000ที่ท่านประธานให้ ซึ่งพูดได้เลยว่าได้ว่าเป็นเงินเดือนที่เยอะมาก!

“เอาล่ะขับรถไปอาคารเป่าติ่ง”

ทั้งสองเข้าไปในรถ อู่เจิ้งสตาร์ทรถและขับตรงไปยังใจกลางเมือง

20นาทีผ่านไป รถขับไปที่ล่างตึกของอาคารเป่าติ่ง

“ฉีโม่”

หลินอิ่งลงจากรถไปทักทาย

“ทำไมคุณถึงเพิ่งมาที่บริษัท ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว” จางฉีโม่ ถามจากนั้นเธอก็เห็นอู่เจิ้งและถามว่า “คนนี้คือ?”

“สวัสดีผู้อำนวยการจาง ต่อไปนี้ผมจะเป็นคนขับรถประจำของคุณครับ” อู่เจิ้ง กล่าว

“คนขับรถประจำ?” จางฉีโม่สับสนเล็กน้อยและมองไปที่หลินอิ่ง “แต่ฉันยังไม่มีรถนะ”

“ ต่อไปนี้รถคันนี้ก็เป็นของคุณแล้ว” หลินอิ่งยิ้มพร้อมพูด

“รถของฉันงั้นหรือ?” จางฉีโม่ มองไปที่รถ BMW 530 สีดำคันใหม่นี้อย่างลังเล “ฉันไม่ได้ซื้อรถนิ”

เธอรู้ราคาของรถคันนี้ดี ราคาประมาณ 500,000 หยวน เป็นรถที่ดีมาก

“ ผมซื้อเอง” หลินอิ่งกล่าว“ ต่อไปนี้ มันเป็นของคุณ”

“คุณซื้อมาเหรอ?” จางฉีโม่แปลกใจเล็กน้อย “รถคันนี้แพงเกินไปรึเปล่า อีกอย่างคุณไม่ขับหรือ?”

หลินอิ่งส่ายหัวอยู่ในใจ นี่นับว่าแพงเหรอ? ถ้าไม่กังวลว่าจะกะทันหันเกินไป ตัวเขาเองก็คงจะส่งคนไปถอยรถ โรลส์ – รอยซ์แฟนทอมให้ฉีโม่แล้ว

“ แล้วนายได้เงินมากจากไหนเยอะแยะ?” จางฉีโม่มองไปที่หลินอิ่งด้วยความสงสัย

หลินอิ่งยุ่งอยู่แต่ในร้านบาร์บีคิวเล็ก ๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านนี้ เขาจะหาเงินเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร?

“ช่วงสองปีที่ผ่านมาฉันเก็บเงินไว้เองได้บ้าง” หลินอิ่งกล่าว “ ตอนนี้คุณเป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของบริษัทแล้ว คุณต้องมีรถเป็นของตัวเอง!”

“ไม่ได้” จางฉีโม่ส่ายหัวและปฏิเสธ “แม้ว่านายจะเป็นคนซื้อมา แต่ฉันรับไว้ไม่ได้ นายเก็บไว้ใช้เองเถอะ”

เธอและหลินอิ่งไม่เคยถามเรื่องการเงินของกันและกัน ดังนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าหลินอิ่งเก็บเงินได้เท่าไร

แต่แม้ว่าสองปีที่ผ่านมานี้หลินอิ่งจะทำเงินได้ แต่ก็เป็นเงินที่หาได้อย่างยากลำบากในร้านบาร์บีคิวทุกวัน

รถราคาสี่ห้าแสนหยวน เขาต้องใช้เวลาทำงานนานแค่ไหน?

“อย่าลืมสิ ที่ทำงานตอนนี้ฉันเป็นผู้ช่วยของคุณ” หลินอิ่งยิ้ม “คุณเป็นเจ้านายของผมโดยตรง ขนาดคุณยังไม่ขับรถไปทำงานเลย ฉันจะกล้าขับเหรอ?”

“จะว่าไป ของผมก็เป็นของคุณเหมือนกันไม่ใช่หรือ?” หลินอิ่งกล่าว

จางฉีโม่กัดริมฝีปากของเธอเล็กน้อย แล้วมองไปที่ หลินอิ่ง จากนั้นมองไปที่รถ BMW 530 อันงดงามคันนี้ เธอก็แอบหวั่นไหวเล็กน้อย

“อย่าคิดมากไปเลย คุณเป็นถึงผู้อำนวยการแผนก คุณจะเสียหน้าไม่ได้” หลินอิ่งกล่าวอย่างจริงจัง “อย่างไรก็ตามต่อไปผมก็รับใช้คุณอยู่แล้ว ถ้าคุณได้รับการเลื่อนตำแหน่งมีเงินทองมากมาย คุณค่อยให้ฉันสักคันก็ยังได้

“วันนี้ฉันได้รับคำสั่งจากประธานอู ทางคณะกรรมการจัดให้ อู่เจิ้ง เป็นคนขับรถประจำของคุณ บริษัทจะจ่ายเงินเดือนของเขาเอง” หลินอิ่งพูดช้าๆ “มันคงไม่ดีถ้าคุณจะหักหน้าคณะกรรมการทันทีที่คุณเข้ารับตำแหน่งใช่ไหม?”

จางฉีโม่คิดไปสักพักแล้วพยักหน้าและพูดว่า “ก็ได้”

“ งั้นลองนั่งรถดูสิ” หลินอิ่งยิ้มพร้อมพูด

จางฉีโม่ก็ลองอย่างกระตือรือร้น

ความรู้สึกนี้มันดีสุดยอดไปเลย

เธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากพนักงานตัวเล็ก ๆ ไปเป็นผู้อำนวยการแผนก จากนั้นก็มีรถหรูและคนขับรถประจำตามมา ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นในวันเดียว ดูเหมือนว่าเธอจะอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว

ทันใดนั้น

จู่ๆปอร์เช่ 911 สีแดงก็ขับมาอย่างกะทันหัน และขวางที่หน้ารถของจางฉีโม่ เจ้าของรถยังจงใจทำให้รถสปอร์ตส่งเสียงดังลั่นถนน ราวกับว่ากำลังหาเรื่องพวกเธอ …

“หึ ไม่เลวนิ จางฉีโม่ ฉันได้ยินมาว่าเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้อำนวยการประจำแผนกของ บริษัทแล้ว”

เสียงที่ทำให้คนไม่พอใจดังขึ้น

จางฉีโม่และหลินอิ่ง มองไปที่พวกเขาในเวลาเดียวกัน เห็นแค่ชายหนุ่มในชุดแฟนซีใส่แว่นกันแดดสีดำ เปิดประตูรถและเดินเข้ามา มองพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าที่เหนือกว่า

นั่นเป็นจางเถียนไห่ที่ไม่ได้มาทำงานหลายวันหนิ

“จางฉีโม่ ช่างกล้าดีนิ ฉันได้ยินมาว่าเธอเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเมื่อวานนี้และยังได้งานอัญมณีมูลค่าหลายสิบล้านของ บริษัทไปอีก” จางเถียนไห่กล่าวด้วยสีหน้ากวนๆ “เธอก็กล้าใช้เงินของบริษัทถอยรถให้ตัวเองแล้วเหรอ? ยากจนจนชินจริงๆ ทำได้น่าเกลียดมาก แต่ก็ลงมือโกยได้โหดเหี้ยมจริงๆ”

“จางเถียนไห่นายกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน” จางฉีโม่ กล่าวด้วยสีหน้าโกรธเล็กน้อย

“เพียงแค่ฐานะยากจนของบ้านเธอ สามารถซื้อรถมูลค่า 500,000 หยวนได้หรือ เหมือนว่าฉันต้องแจ้งผู้จัดการหลี่ของแผนกการเงินให้ไปตรวจสอบบัญชีของเธอแล้วล่ะ” จางเถียนไห่กล่าวด้วยสีหน้าชิวๆ

“ตอนพูดอะไรให้ดูตำแหน่งตัวเองด้วยจางเถียนไห่” หลินอิ่ง พูดเบา ๆ “นายก็แค่ผู้จัดการที่ดูแลช่องทางการขายของสาขาย่อยของบริษัท กล้าพูดจาแบบนี้กับผู้อำนวยการแผนกแบบนี้ได้ยังไงกัน?ตอนนี้บริษัทเครื่องประดับจางซื่อเป็นของบ้านนายหรือ? ผู้จัดการฝ่ายการเงินต้องทำตามคำสั่งของนายหรือ?”

“นายเป็นตัวอะไร กล้าสั่งสอนกูได้ไง?” จางเถียนไห่ โกรธมาก เขาจ้องไปที่ หลินอิ่ง อย่างดุร้าย “นายมันก็แค่ไอแมงดาที่ไม่เอาถ่าน ยังมีหน้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกเหรอ?”

หลินอิ่งยิ้มๆ“ ตอนนี้ฉันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของบริษัท ฉันมาทำงานที่บริษัท แต่ฉันได้ยินมาว่ามีคนอาเจียนใส่โต๊ะกรรมการ และสุดท้ายก็เลียโต๊ะจนสะอาดและกินมันกลับไปเอง”

“ฉันสงสัยจริงๆว่าใครกันที่เก่งขนาดนี้ จางเถียนไห่ นายรู้หรือไม่ว่าเป็นใคร?”

“หลินอิ่ง!นาย!” จางเถียนไห่ตกตะลึงทันที เขามองไปที่สายตาแปลก ๆ ของพนักงาน บริษัท รอบตัวเขา เขารู้สึกร้อนๆบนใบหน้า

เขาไม่คาดคิดว่า คนไม่เอาถ่านแบบหลินอิ่งกล้าล้อเลียนตัวเองขนาดนี้ เอาเรื่องน่าเกลียดของตนมาพูดในที่สาธารณะ ช่างกล้าดีจริงๆ!

“มึงมันก็แค่ไอ้คนไม่เอาไหน วันนี้ถ้ากูไม่ตบมึงให้ตาย มึงคิดว่าตัวเองใหญ่จริงๆใช่ไหม” จางเถียนไห่ โกรธมากและยกมือขึ้นจะตบไปที่ หลินอิ่ง

หลินอิ่งยืนนิ่งๆอยู่กับที่ พร้อมรอยยิ้มที่ไม่เหมือนยิ้มบนใบหน้าของเขา

ตุบ!

ร่างกายสูงใหญ่พุ่งเข้ามาขวางจางเถียนไห่ไว้ อู่เจิ้งยังไม่ทันที่จะเริ่มลงมือ ก็กระแทกจนจางเถียนไห่ล้มไปอยู่กับพื้น

“นายกล้าที่ทำร้ายฉันหรือ? รู้ไหมว่ากูคือใคร?” จางเถียนไห่ล้มอย่างเสียหน้า แล้วลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธแค้นและใบหน้าที่ดุร้าย

“คุณครับ ผมไม่สนว่าคุณเป็นใคร ผมเป็นคนขับรถประจำและบอดี้การ์ดของผู้อำนวยการจาง งานของผมคือปกป้องไม่ให้ผู้อำนวยการจาง และผู้ช่วยหลิน ถูกคุกคามหรือทำร้าย โปรดระวังคำพฤติกรรมของคุณด้วยครับ” อู่เจิ้งกล่าวอย่างจริงจัง

“นาย!” จางเถียนไห่ รู้สึกอับอายและโกรธมาก อยากจะตบไปที่หน้าของอู่เจิ้ง

แต่เมื่อเห็นร่างที่สูงใหญ่และดุดันของอู่เจิ้ง ส่วนสูง 1.9 เมตรกว่าๆและแขนที่ดูมีแรง เขาทำได้เพียงแค่ทนความโกรธนี้ไว้

“ได้! จางฉีโม่เธอนี่มันช่างน่าเกรงขามจริงๆเลยนะ” จางเถียนไห่กล่าวอย่างขุ่นเคือง “อย่าเอารถคันนี้มาขับละทำตัวหยิ่งผยองไปเลย กูเล่นกับสาวๆคนไหนก็ให้ BMW ซีรีส์ 5 ที่เป็นของขวัญ ”

“ หึ เธอก็อย่างดีใจเร็วไปหน่อยเลย เป็นแค่ผู้อำนวยการออกแบบชั่วคราว” จางเถียนไห่กล่าวอย่างเย็นชา “ ฉันได้ยินมาแล้วว่า บริษัทจะจัดงานแสดงเครื่องประดับภายนอกในภายหลัง ถึงตอนนั้นแล้วผู้ชนะจะได้เป็นผู้อำนวยการออกแบบอย่างเป็นทางการ เธอคิดว่าเธอจะนั่งในตำแหน่งนี้ได้อีกสักกี่วัน”

“อีกอย่าง แค่เส้นสายของเธอในบริษัท ฉันแค่ขู่ ดูสิว่าใครกล้าร่วมมือทำงานกับเธออีก!”

สายตาของหลินอิ่งมองไปที่ อู่เจิ้ง

อู่เจิ้งเดินเข้าไปคว้าปกคอของจางเถียนไห่และหยิบเขาขึ้นมาเหมือนหยิบลูกไก่ขึ้นมา ยกเขาขึ้นมาทั้งตัวเลย

“ท่านครับ กรุณาหุบปากด้วยครับ” อู่เจิ้งกล่าวอย่างจริงจัง “ตำแหน่งการจอดรถของคุณละเมิดระบบจราจรอย่างร้ายแรงครับ และยังขวางทางรถของผู้อำนวยการจาง ตอนนี้ผมขอให้คุณขับรถออกไป!”

หลังจากพูดจบอู่เจิ้งก็ปล่อยมือ จางเถียนไห่ล้มลงมาบนพื้น สีหน้าไม่พอใจและหายใจเข้าลึกๆ

เขาเหลือบมองจางฉีโม่และ หลินอิ่ง เข้าไปนั่งในรถด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปรองดองเหยียบคันเร่งแล้วหมุนรถและขับออกไป

“มึงสองคนรอดูเลยนะ อย่าคิดว่าตอนนี้ฉันจัดการกับบ้านของพวกเอไม่ได้!” จางเถียนไห่ปล่อยคำพูดที่รุนแรงไว้ และขับรถไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน

“ ความรู้สึกที่ได้เป็นผู้อำนวยการ ไม่เลวใช่ไหม?” หลินอิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

จางฉีโม่ก็หัวเราะขึ้นมา และรู้สึกสบายใจมาก

หลินอิ่งเดินไปเปิดประตูรถแล้วยกมือขึ้น “เชิญครับ ท่านผู้อำนวยการ”

ดวงตาของ จางฉีโม่กลมกลิ้ง แล้วขึ้นไปนั่งบนรถอย่างมีความสุข

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท