ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 228 ตระกูลโจไม่เลิกราแค่นี้แน่

บทที่ 228 ตระกูลโจไม่เลิกราแค่นี้แน่

บทที่ 228 ตระกูลโจไม่เลิกราแค่นี้แน่

ฮาเดสเดินเข้ามาอย่างไร้อารมณ์ ยืนอยู่ข้างหลินอิ่ง

“ประธานหลิน ผมมาแล้ว” ฮาเดสก้มหัวลงช้าๆ พูดด้วยความอ่อนน้อยว่า “ประธานหลินต้องการให้ผมทำอะไร”

“โอ้ ยังจะประธานหลินด้วย? เศษสวะอย่างนายนี่ทำท่าเข้าท่าเหมือนกันนะ” สีหน้าโจยู่ถานพูดอย่างไม่แยแส มองฮาเดสที่เดินเข้ามาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่เห็นร่างกำยำของชาวต่างชาตินี่อยู่ในสายตา

“ดูจากการแต่งตัว นี่ก็เป็นแค่บอดี้การ์ดต่างชาติของลาตินกรุ๊ปคนหนึ่งเองไม่ใช่เหรอ” โจตงพูดสมทบขึ้นมา เห็นฮาเดสส่ายหน้า “หลินอิ่ง นี่ก็คือลูกน้องที่นายเรียกมาเหรอ? ไม่น่ายำเกรงเลย?”

สีหน้าฮาเดสไม่เปลี่ยน หันตัวมา บอดี้การ์ดต่างชาติที่สองสามคนที่อยู่ข้างๆ ก็เผยสีหน้าหวาดกลัว ก้มหน้าพูดจาเสียงเบาลง

ฮาเดสพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

เขามองไปยังโจวยู่ถานกับโจตง ถามว่า “พวกนายสองคนจะไล่ประธานหลินออกไปใช่ไหม?”

“นายอย่ามาเรียกประธานหลินอะไรหน่อยเลย ในสายตานายเขาเป็นประธานหลิน แต่ต่อหน้าฉัน เป็นแค่เศษสวะตัวเล็กๆ เท่านั้น” โจยู่ถานทำเป็นวางท่าพูด

“นายเป็นคนภายในลาตินกรุ๊ปสินะ? นี่เป็นนามบัตรฉัน เอาไปดูกัน” สีหน้าโจยู่ถานเชื่อมั่นโยนนามบัตรออกไป “ดูให้ชัดซะ ฉันคือรองประธานโจซื่อกรุ๊ป รับผิดชอบโครงการความร่วมมือกับลาตินกรุ๊ป เบื้องบนของลาตินกรุ๊ปพวกนายฉันรู้จักหมด!”

“ทางที่ดีนายไปถามหัวหน้านาย ว่าฉันเป็นใคร เข้าใจแล้วยัง?” โจยู่ถานทำท่าสูงส่งพูดจา

ฮาเดสเอาน้ำบัตรมาดูแว๊บหนึ่ง มุมปากเผยให้เห็นรสชาติของความโหดร้าย

“น่าเบื่อจริงๆ นึกไม่ถึงจะเรียกตัวกระจอกอย่างนี้มา เอาหัวหน้าบอดี้การ์ดมางัดข้อกับฉัน?” โจยู่ถานส่ายหน้าหัวเราะ “เศษสวะอย่างนายคงมีความสามารถแค่นี้สินะ? ช่างเป็นกบในกะลาจริงๆ แม้แต่เป็นบุคคลระดับไหนก็แยกไม่ออก”

“เอาล่ะ นายฮาเดสอะไรนี่ เห็นฐานะพวกเราชัดแล้วสินะ? แม้แต่ประธานบริษัทพวกนายยังต้องเกรงใจพวกเรา ลูกกระจ๊อกอย่างนาย ยังไม่ทำตามที่ฉันบอกอีก?” โจตงพูดอย่างเย่อหยิ่ง “รีบเอาเศษสวะหลินอิ่งนี่ออกไปทิ้ง ไม่อย่างนั้น ฉันโทรแค่กริ๊กเดียวก็ทำนายตกงานได้”

พวกเขาสองคนไม่ได้เห็นชาวต่างชาติที่ชื่อฮาเดสอยู่ในสายตา ก็แค่หัวหน้าบอดี้การ์ดลาตินกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ? แม่งเอ้ย เป็นแค่คนยกน้ำชาเสิร์ฟน้ำเท่านั้นเอง หลินอิ่งนึกว่าตัวเองรู้จักคนร้ายกาจอะไรที่ไหน นึกไม่ถึงจะกล้าเรียกมาคุมสถานการณ์ ปรากฏเป็นเศษสวะเล่นกับเศษสวะด้วยกัน ของพรรค์เดียวกันมักอยู่รวมกัน

หลินอิ่งไม่พูดไม่จา สนใจแต่ดื่มน้ำชาอย่างเดียว สายตาของฮาเดสกลับดุร้ายขึ้นมา เดินสองก้าวเข้าไปใกล้โจยู่ถามทั้งสองคน

“หลินอิ่ง นายหูหนวกเหรอไง? คนโง่เง่า ข้าบอกให้แกไสหัวไปไง ไม่ได้ยินเหรอ?” โจตงเห็นหลินอิ่งสบายใจเฉิบอย่างนั้น เลยโมโหขึ้นมาอีกเรื่อง

“เศษสวะอย่างนายก็ควรมีท่าทางอย่างเศษสวะ เศษสวะที่ไม่มีเงินไม่มีอำนาจ คนอื่นสั่งให้นายไสหัวไปไอ้กระจอก รู้สึกถูกสบประมาทเหรอ? ฉันสั่งให้นายคุกเข่า นายต้องคุกเข่าลงเรียกฉันว่าประธานอาวุโสเข้าใจไหม?” โจยู่ถานตวาดด้วยความโกรธ อารมณ์ร้ายขึ้นมาแล้ว

จากสถานะของพวกเขา เมื่อเทียบกับบหลินอิ่ง หลินอิ่งต้องคุกเข่าลงพูดจาถึงจะสมเหตุผล แต่ยังกล้าทำท่าช่างมันออกมา?

ด่าหลินอิ่งจบ โจยู่ถานก็ยังไม่สะใจ ยังมองไปยังฮาเดสด้วยสายตาเย็นชา ตวาดว่า “แล้วก็นายโง่เง่าอีกคน สั่งให้ทำงานไม่ได้ยินเหรอ? ยังชักช้าอยู่นี่อีก? นายไม่อยากทำมาหากินแล้วเหรอ?”

เพี๊ยะ!

เสียงของเธอเพิ่งจบประโยค ฝ่ามือใหญ่ของฮาเดสก็ซัดไปที่ใบหน้า จนหน้าบวมเป่งขึ้นมาครึ่งหนึ่ง แม้แต่น้ำซุปน้ำแกงที่เพิ่งดื่มเข้าไปก็ทะลักออกมา ท่าทางกระเซอะกระเซิงน่าขำ

“นาย? นายจะกบฏใช่ไหม ไอ้ลูกกระจ๊อก!” โจยู่ถานโกรธด้วยความอับอาย ใบหน้าแดงก่ำมองดูฮาเดส

“ไอ้สุนัข กล้าลงมือเลยเหรอ?” ใบหน้าโจตงเต็มไปด้วยความโกรธ มองดูฮาเดสแม้แต่พี่สาวของเขาก็กล้าตบ จึงพุ่งเข้ามาจะแผ่บารมี ง้างมือขึ้นจะตบเข้าที่ฉาดหูของฮาเดส

มือของโจตงเพิ่งจะทิ้งตัวลง ฮาเดสก็ยกมือขึ้นคว้าข้อมือเขาไว้ บิดจนดังแกร่กๆ กระดูกข้อมือเหมือนจะแตกละเอียด

“อุก!”

โจตงส่งเสียงร้องเจ็บครวญคราง สีหน้าซีดเผือดร้องไม่หยุด ข้อมือที่ถูกฮาเดสจับเหมือนจะขาดอย่างนั้น ตัวสั่นไปทั้งตัวไม่หยุด

“นาย นายคิดจะทำอะไร? ฉันเป็นแขก VIP ของประธานอาวุโสบริษัทนายนะ นายกล้าทำร้ายฉันเชียวเหรอ?” โจตงพูดอย่างไม่น่าเชื่อ “นายงี่เง่า รู้ไหมว่าตัวเองทำอะไรอยู่?”

สีหน้าฮาเดสไร้ความรู้สึก เอาขายันไปที่เอวของโจตงพร้อมเสียงดังปัง ถีบจนเขาตีลังกา ล้มลงที่โต๊ะเหล้าอย่างแรง ไถลจนโต๊ะคว่ำ ล้มลงไปที่พื้นร้องโหยหวน คราวนี้กระดูกถูกเตะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว

คราวนี้เสียงดังมาก แขกเหรื่อในงานต่างกรูกันมาล้อมวงดู พูดถึงสองคนนี้กันยกใหญ่

“เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”

“เกิดอะไรขึ้น? นี่ไม่ใช่คุณหนูโจยู่ถานกับคุณชายโจตงไม่ใช่เหรอ?”

“ทำไมพวกเขาสองคนถึงถูกซ้อมจนเป็นอย่างนี้? อย่างนี้จะขายน่ากันเกินไปแล้ว?”

“ทุกท่าน เชิญทุกท่านนั่งประจำที่ สองคนนี้เขาก่อกวนงานของบริษัทเรา ผมจึงต้องจัดการเขาออกไป” ฮาเดสพูดด้วยท่าทางจริงจัง สีหน้ากวดขัน

“ก่อกวน?นี่ ตระกูลโจเกี่ยวข้องเป็นความร่วมมือกับลาตินกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ? นึกไม่ถึงโจยู่ถานสองคนนี้จะได้รับการตอบแทนเช่นนี้? ดูท่าทางคงไปล่วงเกินลาตินกรุ๊ปเข้าแล้วสิ!”

“จึ๊ๆ ดูท่าทางตระกูลโจไม่ได้มีอำนาจอย่างที่คิดแล้วสินะ แล้วยังทำเป็นว่าตัวเองสูงส่งในแวดวงคนดัง”

หลังจากรู้เรื่องราวทั้งหมด คนที่มุงดูต่างทำเสียงจึ๊ๆ แปลกใจ วิจารณ์อย่างมีความสุขบนความเศร้าของคนอื่นจากนั้นสีหน้าของโจยู่ถานทั้งสองคนก็ละอายใจยิ่งนะ รู้สึกถึงความสบประมาทอย่างใหญ่หลวง มองไปยังหลินอิ่งกับฮาเดสอย่างไม่ยอม

“ตระกูลโจเราไม่ยอมลามือง่ายๆ แน่! บอดี้การ์ดเล็กๆ อย่างนายกล้าเล่นงานฉันเชียวเหรอ? เสร็จแน่นาย!” โจวยู่ถานพูดด้วยความเคียดแค้น เหมือนไม่ยอมแพ้ “แล้วก็นายหลินอิ่งไอ้เศษสวะ รอดูเถอะ……”

พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าหลินอิ่งใช้ชั้นเชิงอะไร ถึงได้ให้บอดี้การ์ดภายในลาตินกรุ๊ป เล่นงานพวกเขาโดยไม่ห่วงฐานะตัวเอง เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเลยจริงๆ !

“ถ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลอีก จะให้พวกแกเป็นง่อยเลย!” ฮาเดสว่าด้วยความโมโห บ้าไปแล้ว เจ้าโง่สองคนนี้นึกไม่ถึงจะกล้าข่มขู่ประธานหลิน ไม่รู้จักตายเสียแล้ว

พูดจบ ฮาเดสก็เดินขึ้นไป มือข้างหนึ่งจับโจตง อีกข้างจับโจยู่ถาน เดินลากไปตามทางกับพื้น ไถออกไปข้างนอก

ทั้งสองคนต่อต้านไม่ได้ ได้แต่ร้องเจ็บปวดครวญคราง ทำขายหน้าไปถึงตระกูล

แขกเหรื่อที่ล้อมวงดู ถึงจะไม่รู้เรื่องราว แต่ก็พากันหัวเราะขึ้นมา

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท