ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 251 มหาเศรษฐีเมืองก่าง

บทที่ 251 มหาเศรษฐีเมืองก่าง

บทที่ 251 มหาเศรษฐีเมืองก่าง

ได้ยินข่าวที่หยูจื๋อเฉิงบอก หลินอิ่งก็เดาออก มหาเศรษฐีเมืองก่างคนนี้ เป็นไปได้อย่างสูงว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูลเหวิน เป็นสถานะแล้วทำธุรกิจของตระกูลเหวิน

แน่นอน อาจเป็นไปได้ว่ามหาเศรษฐีเมืองก่างคนนี้กับตระกูลเหวินร่วมมือกัน ไม่ว่ายังไง ก็มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น

หยูจื๋อเฉิงพูดจริงจัง “ท่านอิ่ง มหาเศรษฐีจากเมืองก่าง ชื่อจี้ฉงซาน มีอำนาจเงินทองมากในเมืองก่าง เป็นหนึ่งในตระกูลมหาเศรษฐีของเมืองก่าง มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งเมืองก่างอย่างแท้จริง ผู้คนเรียกกันว่าเจ้าหัวจี้ คนเดียวก็ครอบครองครึ่งหนึ่งของเมืองก่าง”

“ท่านอิ่ง การคาดเดาของผมก็เหมือนท่าน จี้ฉงซานคอยช่วยเหลือตระกูลเหวิน เขารับทรัพยากรมรดกทั้งหมดของตระกูลเหวินแล้ว ดำเนินกิจการทั้งหมดของตระกูลเหวินที่เคยทำ”

หยูจื๋อเฉิงพูดวิเคราะห์ “และคนคนนี้มีเบื้องหลังฐานะความสามารถดีอยู่แล้ว ทำขึ้นมาก็ง่ายมาก”

หลินอิ่งดื่มชาคำหนึ่ง มีเคาะโต๊ะเบาๆ กำลังครุ่นคิด

จี้ฉงซานถือว่าเป็นคนมีชื่อเสียงรู้กันทั่วประเทศหลุง ตระกูลจี้แห่งเมืองก่างก็เป็นที่รู้จักกัน

นี่เป็นตระกูลมหาเศรษฐีที่ค่อนข้างพิเศษของประเทศหลุง ก็เป็นเพราะแวดวงธุรกิจที่พิเศษของเมืองก่างที่อยู่ในประเทศหลุง

เมืองก่างคือเมืองที่เป็นประตูเชื่อมต่อกับต่างประเทศของประเทศหลุง นั่นก็คือสถานที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา มาจากทั่วทุกมุมโลก สถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย

ส่วนจี้ฉงซานก็เริ่มต้นทุกอย่างเอง สามารถมีจุดยืนในเมืองก่าง จนมีระดับสูงในแวดวงธุรกิจได้ ที่ผู้คนยกย่องเป็นเจ้าสัวจี้ ความสามารถของคนคนนี้แค่คิดก็รู้ได้

แต่ไม่รู้ว่า จี้ฉงซานกับตระกูลเหวินมีแผนการอะไรกันแน่

คิดไปสักครู่ หลินอิ่งพูดว่า “จี้ฉงซาน ตอนนี้อยู่ไหน?”

หยูจื๋อเฉิงพูดจริงจัง “ช่วงนี้จี้ฉงซานอยู่ที่ตี้จิง ผมให้คนจับตามองอยู่ที่ตี้จิงแล้ว ได้ข่าวมา ตอนแรกผมอยากจัดการด้วยตัวเอง เพื่อถามข่าวเกี่ยวกับตระกูลเหวิน แต่ว่า ฐานะเขาไม่ธรรมดา ผมเลยไม่กล้าลงมือ”

หลินอิ่งไม่ได้ตอบ หลับตาคิด มือเคาะโต๊ะ

ในสถานการณ์ที่ไม่ออกหน้าเอง เพียงแค่ความสามารถปากเปล่าแบบนี้ ด้วยอำนาจของหยูจื๋อเฉิงแล้ว ยังทำอะไรมหาเศรษฐีเมืองก่างคนนี้ไม่ได้

ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ตี้จิง วางอำนาจแบบนี้ หยูจื๋อเฉิงก็เอาชนะจี้ฉงซานไม่ได้

นี่เป็นคนที่มีอำนาจรอบด้านจริง ในประเทศหลุง ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งประเทศM รัฐบาลทหาร วงการธุรกิจ อำนาจใต้ดิน ล้วนมีความสัมพันธ์อย่างคาดไม่ถึง มีผลกระทบมาก

เงียบไปสักพัก หลินอิ่งค่อยๆลืมตา สายตาเย็นชา พูดว่า “ผมดูอยู่ที่ตี้จิงเอง คุณไปทำอย่างวางใจได้ ต้องได้ข่าวเกี่ยวกับตระกูลเหวินจากจี้ฉงซานให้ได้”

ด้วยฐานะของจี้ฉงซานแล้ว ต้องมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับตระกูลเหวินแน่นอน ต้องขุดคุ้ยอะไรจากตัวคนคนนี้เกี่ยวกับตระกูลเหวินแน่นอน

หยูจื๋อเฉิงสีหน้าเคร่งเครียด พูดอย่างลังเล “ท่านอิ่ง จี้ฉงซานมาร่วมงานประชุมสภาที่ตี้จิง การรักษาความปลอดภัยค่อนข้างแน่นหนา อีกอย่าง ช่วงนี้เขาทำการสำรวจกับคนในสภาตี้จิงตลอด ผมหาเวลาลงมือไม่ได้”

“ไม่ต้องกลัว” หลินอิ่งพูดอย่างเด็ดขาด “จัดคนไปลงมือเลย มีปัญหาอะไร ผมจัดการเอง”

“ครับ” หยูจื๋อเฉิงพยักหน้าหนักแน่น ในใจรู้สึกตื่นเต้น เวลาเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงแรงใจเด็ดเดี่ยวของท่านอิ่ง

ท่านอิ่งใจเด็ดเดี่ยวที่จะจัดการจี้ฉงซาน ในตี้จิงมีคนมากมายคุ้มหัวจี้ฉงซานอยู่ ท่านอิ่งก็ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

เขาหยูจื๋อเฉินอยู่ตี้จิงมาหลายสิบปี เจอสถานการณ์ใหญ่โตมามากมาย แต่ยังไม่เคยจัดการเรื่องคนใหญ่โตระดับจี้ฉงซาน แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้น

“จำไว้ ผมให้คุณไปทำอย่างวางใจ แต่อย่าใจร้อน ต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย จัดการคนอย่างจี้ฉงซาน โอกาสมีเพียงครั้งเดียว” หลินอิ่งพูดจริงจัง

ทุกอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเหวิน หลินอิ่งจะทำเต็มที่ ไม่ห่วงผลลัพธ์

ตระกูลเหวินไม่สิ้น เขาจะไม่มีวันวางมือ

คนอย่างจี้ฉงซาน ถ้าจัดการที่ตี้จิงไม่ได้ หากเขากลับเมืองก่างแล้ว อยากหาโอกาสบังคับเขาถามเรื่องเกี่ยวกับตระกูลเหวิน ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์

เพราะว่า เขาคือเจ้าสัวจี้ มหาเศรษฐีแห่งเมืองก่าง

“ท่านอิ่ง ผมเข้าใจครับ” หยูจื๋อเฉิงพยักหน้าตอบ

“ดี คุณกลับไปก่อน ถ้ามีอะไร ผมจะติดต่อคุณเอง” หลินอิ่งดื่มชาไปหลายคำ พูดอย่างใจเย็น

“ท่านอิ่ง ท่านไม่ไปดูงานที่สำนักงานใหญ่หน่อยเหรอครับ?” หยูจื๋อเฉิงพูดด้วยสีหน้าลังเล “หลายเดือนนี้มาผมช่วยท่านดูแลกิจกรรมของตระกูลฉี เรียบเรียงผลรายงานงบการเงินออกมาแล้ว……”

“ไม่ต้องแล้ว” หลินอิ่งพูด “กิจกรรมที่ตี้จิง มีคุณคอยดูแลผมวางใจ”

“ครับ” หยูจื๋อเฉิงพยักหน้า ความเชื่อใจของหลินอิ่งทำให้เขารู้สึกตื้นตันและหวาดกลัว

กิจการทุกอย่างของท่านอิ่งในเมืองตี้จิง ทรัพย์สินทั้งหมดรวมกันมากว่าแสนล้าน กลับไม่ไปดูเลย ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ความมั่นใจนี้ทำให้รู้สึกน่าเกรงขาม

เขาเองก็รู้ดี ครั้งนี้ท่านอิ่งมาตี้จิงเป็นเพื่อนภรรยา หรือว่า ในใจท่านอิ่งแล้ว กิจการพวกนี้สู้ความรู้สึกของภรรยาไม่ได้เลย

“ใช่แล้วครับ ท่านอิ่ง ช่วงนี้ แวดวงสังคมผู้ดีในตี้จิง อำนาจของแต่ละตระกูล ต่างเข้าหาผม ต่างแสดงความสนใจ” หยูจื๋อเฉิงพูดสีหน้าจริงจัง “ตระกูลสวีแห่งตี้จิง ตระกูลกงซุน ตระกูลนิ่ง และอีกหลายตระกูล แม้กระทั่งคนใหญ่คนโตในสภาหลายคน ต่างก็อยากเชิญท่าน อยากร่วมงานกับท่าน”

ตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่หลินอิ่งมาจัดการตระกูลเหวินอย่างราบคาบ ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศหลุง ก็ไม่เคยแสดงตัวให้เห็นที่ไหนเลย ผู้คนต่างรู้สึกว่าเขาลึกลับมาก ทุกคนต่างอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีที่ฉีหยิ่นแห่งตี้จิงคนนี้ ผู้นำตระกูลฉี ข่าวลือต่างๆนานา ลือกันจนเหมือนเขาเป็นคนในเทพนิยายแล้ว……

สรุปก็คือ ฉีหยิ่นไม่ได้อยู่ที่ตี้จิง แต่ตี้จิงมีข่าวลือต่างๆนานาเกี่ยวกับฉีหยิ่น

หลินอิ่งพูด “คุณไม่ต้องสนใจคนพวกนั้น รับรองง่ายๆก็พอ”

“ครับ” หยูจื๋อเฉิงพยักหน้า

จากนั้น หลินอิ่งคุยเรื่องงานกับหยูจื๋อเฉิงสักพัก สั่งงานเรียบร้อย เขาก็ออกจากออฟฟิศ

ภายในห้องรับรอง จางฉีโม่ยังนั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือแก้วกาแฟไว้ เห็นหลินอิ่งออกมา เธอก็ลุกขึ้น

“เป็นยังไงบ้าง? คุยเรื่องงานกับเพื่อนคุณเสร็จแล้วเหรอ?” จางฉีโม่ถาม

“คุยเสร็จแล้ว” หลินอิ่งพยักหน้า “ฉีโม่ ช่วงนี้พักที่โรงแรมจงเทียน คุณว่าไง? ผมช่วยจองห้องที่ดีที่สุดของโรงแรม”

จางฉีโม่คิดไปสักพัก พูดว่า “ได้ค่ะ เพราะยังต้องอยู่ตี้จิงอีกสักพัก ถ้าที่นี่เป็นโรงแรมของเพื่อนคุณ ก็พักที่นี่เลยค่ะ”

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท