ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 348 ปิดถนนเส้นนี้?

บทที่ 348 ปิดถนนเส้นนี้?

เผียวซิ่วชวนขอร้องหลินอิ่งไม่หยุด แว่นที่ใส่อยู่ก็แตกแล้ว ตัวสั่นไปทั้งร่าง สภาพซมซาน

ภาพนี้ ทุกคนในร้านต่างดูด้วยความตกใจ พวกเขาคิดไม่ถึง ว่าคุณชายชีซิงกรุ๊ปทั้งคน ศักดิ์ศรีสูงส่งในประเทศเกาหลีไม่เคยกลัวใครอย่างเผียวซิ่วชวน กลับถูกคนทำร้ายจนสภาพซมซาน เหมือนหมาเร่ร่อนน่าสงสารกระดิกหางร้องขอชีวิต

นิ่งจองอู่กับลูกสาวรู้สึกน่าทึ่ง ประธานหลิน เก่งกาจมากจริงๆ

พวกเขาสองคนไม่รู้อำนาจความสามารถที่แท้จริงของประธานหลินว่าเป็นยังไง แต่วันนี้ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าประธานหลินเหยียดหยามชีซิงกรุ๊ป รู้สึกตะลึงมาก

ความกล้าหาญระดับนี้ ในตี้จิงจะมีกี่คน?

มิน่า ครั้งที่นายท่านนิ่งไท่จี๋ถอนตัว ถึงขอร้องให้ประธานหลินมาดูแลตระกูลนิ่งแทน กิจกรรมอันใหญ่โตของตระกูลนิ่งแห่งตี้จิง ส่งมอบให้ประธานหลิน

บุคลิกอันหาที่เปรียบไม่ได้อย่างประธานหลิน ตระกูลนิ่งแห่งตี้จิงจะมีใครเทียบได้?

จางฉีโม่ดูอยู่ข้างๆ สีหน้าเป็นห่วง พูดเสียงเบา “หลินอิ่ง คนเกาหลีคนนี้เบื้องหลังใหญ่โต เกรงว่าจะมีปัญหาใหญ่…..”

หลินอิ่งมองจางฉีโม่แล้วยิ้ม “ฉีโม่ คุณไม่ต้องเป็นห่วง แค่ชีซิงกรุ๊ป ไม่อยู่ในสายตาผมอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจจะกินข้าวเป็นเพื่อนคุณ พวกเขาทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี ผมก็จะทำให้พวกเขา จะอารมณ์ดีไม่ได้ทั้งชาติ”

ได้ยินแล้ว จางฉีโม่รู้สึกกังวลไปด้วย ในใจก็รู้สึกตื้นตันไปด้วย

เพราะว่า หลินอิ่งพูดแล้ว เผียวซิ่วชวนสองพี่น้องรบกวนเวลากินข้าวของเขาและภรรยา ทำให้ตัวเองอารมณ์ไม่ดี

ซึ่งหมายความว่า ในใจหลินอิ่งให้ความสำคัญกับเธอมาก

เพราะว่าภรรยาไม่พอใจ ก็ต่อยคุณชายของบริษัทระดับโลกจนต้องคุกเข่าขอร้อง สามีแบบนี้ ยังมีอะไรให้พูดอีก?

“ผมผิดไปแล้ว ไม่ควรรบกวนเวลากินข้าวอันมีค่าของคุณและภรรยา ผิดไปแล้วจริงๆ อย่าฆ่าผมเลย” เผียวซิ่วชวนตกใจจนกลัวไปหมดแล้ว ขอร้องด้วยสีหน้าซีดขาว “เงินห้าแสนล้านผมไม่มีสิทธิ์ใช้ได้ ให้ผมโทรศัพท์หน่อย ผมให้พ่อผมจัดการให้”

หลินอิ่งหัวเราะ พูดว่า “ผมจะให้โอกาสหนึ่งครั้ง”

พ่อของเผียวซิ่วชวน ผู้มีอำนาจสูงสุดของชีซิงกรุ๊ป มีความสามารถในการระดมเงินทุนห้าแสนล้านได้

แต่ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะชดใช้เงินห้าแสนล้าน เพราะลูกชายถูกทำร้าย

หลินอิ่งให้เผียวซิ่วชวนโทรศัพท์ ก็เพราะอยากดู ทัศนคติของชีซิงกรุ๊ปว่าเป็นยังไง

เผียวซิ่วชวนรู้สึกโล่งใจ ได้รับความยินยอมจากหลินอิ่ง จึงสั่งให้บอดี้การ์ดโทรหาพ่อของเขา

“คุณชายใหญ่ เบอร์ท่านประธานโทรติดแล้วครับ” บอดี้การ์ดเกาหลีคนหนึ่งเดินมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น ในมือถือโทรศัพท์

เผียวซิ่วชวนร่างสั่น รับโทรศัพท์มาด้วยความตื่นเต้น ต่อหน้าหลินอิ่ง

บลาบลาบลา…….

เผียวซิ่วชวนพูดภาษาเกาหลีด้วยเสียงสั่น สื่อสารกับชายวัยกลางคนด้วยภาษาเกาหลีในโทรศัพท์

สามสิบวินาทีผ่านไป โทรศัพท์ถูกวางสาย

เผียวซิ่วชวนมองหลินอิ่งด้วยสีหน้ายิ้ม พูดว่า “พ่อผมยินยอมแล้ว บอกว่าขอเวลาเขาจะระดมเงิน เมื่อเตรียมเงินเสร็จแล้ว ชีซิงกรุ๊ปของเราจะรีบส่งเงินมาที่ตี้จิงประเทศหลุง……”

“ยินยอมแล้ว?” หลินอิ่งยิ้มอย่างเย็นชา

เพี๊ยะ

หลินอิ่งยกมือตบเข้าที่หน้าของเผียวซิ่วชวนอย่างแรง ตบจนเขากระเด็นตีลังกา ล้มลงกับพื้นกระอักเลือด กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก สายตากลายเป็นโหดเหี้ยม ตอนแรกใบหน้าที่ยังดูหล่อเหลา กลายเป็นน่าเกลียด

“ฉันตกลงว่าจะชดใช้เงินแล้ว แกจะเอายังไงอีก?” เผียวซิ่วชวนถามอย่างโมโห

ปัง

หลินอิ่งเดินเข้าไปใช้เท้าเหยียบบนหน้าของเผียวซิ่วชวน รองเท้าเหยียบอยู่บนหัวเขา เหยียบจนเขากระอักเลือดไม่หยุด

“คิดว่าผมฟังภาษาเกาหลีไม่ออกเหรอ?” หลินอิ่งพูดและหัวเราะอย่างเย็นชา

เขารู้ภาษาต่างประเทศไม่น้อยกว่าสามร้อย

เผียวซิ่วชวนพูดในโทรศัพท์ บอกกับพ่อของเขาว่า เขาถูกคนทำร้าย ให้พ่อเขาใช้ความสัมพันธ์ในตี้จิง ยังแจ้งตำแหน่งเขตตี้เจียง

นี่มันโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ ยังพูดอะไรยินยอมชดใช้เงิน? น่าตลกสิ้นดี

“ดูแล้ว คุณก็ยังไม่ยอมใช่ไหม? ให้พ่อหาคนมาช่วย?” หลินอิ่งพูดเสียงเรียบ

“ฉัน……” เผียวซิ่วชวนสีหน้าเจ็บปวด กัดฟันแน่น

ในใจเขาไม่ยอมแน่ เป็นถึงคุณชายชีซิงกรุ๊ป ถูกดูถูกเหยียดหยามขนาดนี้ที่ประเทศหลุง ขายหน้าสิ้นดี จะไปพอใจได้ยังไง?

ตอนแรกอยากหลอกหลินอิ่ง แล้วค่อยหาคนจัดการหลินอิ่ง แต่คิดไม่ถึง หลินอิ่งจะฟังภาษาเกาหลีเป็น

ติ๊ดติ๊ดติ๊ด

เวลาเดียวกัน โทรศัพท์ของเผียวซิ่วชวนดังขึ้น

หลินอิ่งรับโทรศัพท์ พูดอย่างเปิดอก “ลูกชายคุณถูกผมต่อย คุณจะส่งคนมาช่วยเขา?”

“คุณเป็นใคร? คนของตระกูลนิ่ง? กล้าทำลูกชายผม คุณรู้ไหมว่าผมคือใคร?” ทางโทรศัพท์ เป็นเสียงของผู้ชายวัยกลางคนที่กระฉับกระเฉง พูดภาษาประเทศหลุงได้อย่างชัดเจน น้ำเสียงเหมือนคนมีอำนาจ

“แน่นอนผมรู้ว่าคุณเป็นใคร ประธานของชีซิงกรุ๊ป” หลินอิ่งพูดอย่างเย็นชา “เหอะ ต่อยลูกชายคุณนั่นแหละ”

ในโทรศัพท์เงียบ จากนั้น ก็มีเสียงเย็นชาพูดขึ้น “ปล่อยลูกชายผมเดี๋ยวนี้ ผมเผียวจินฮุนใช้ชื่อเสียงเป็นประกัน จะไม่เอาเรื่องคุณอีก ไม่อย่างนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของผมทั้งสองคน เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว ผมจะทำให้คุณเสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้”

“เผียวจินฮุน คุณคิดว่าตัวเองใหญ่โตมากเหรอ? ห่างกันข้ามฟ้าข้ามทะเล โทรศัพท์สายเดียว ก็เพ้อฝันจะให้คนอื่นยอม?” หลินอิ่งส่ายหัวพูด

“ไอ้หนุ่ม อวดเก่งเกินไปแล้ว” เผียวจินฮุนพูดเสียงเย็นชา “คุณคงยังไม่รู้ ภายในไม่กี่นาทีนี้ ถนนที่คุณอยู่ถูกปิดกั้นไว้แล้ว เพื่อนผมที่อยู่ตี้จิงไปถึงแล้ว……”

หลินอิ่งหัวเราะส่ายหัว เสียงติ๊ดตัดสายไป

ชีซิงกรุ๊ป เส้นสายใหญ่โตจริงๆ เผียวจินฮุนอยู่ไกลถึงเกาหลี แค่โทรศัพท์สายเดียวก็สามารถใช้อำนาจในตี้จิงได้ ยังปิดกั้นถนนทั้งสาย

ต้องรอดูว่า คนที่เรียกมาคือใคร

“นิ่งจองอู่ ทางที่ดีคุยกับเพื่อนคนนี้ของคุณหน่อย อย่าทำเรื่องให้มันใหญ่โตกว่านี้ พ่อผมโมโหแล้ว ถ้าเขายังไม่รีบหยุดตอนนี้ ความโมโหของชีซิงกรุ๊ปของเรา ไม่ใช่สิ่งที่พวกคุณจะทนรับได้” เผียวซิ่วชวนพูดเสียงเย็นชา

เมื่อพ่อของเขาใช้อำนาจในตี้จิงแล้ว ความมั่นใจและยโสของเขาก็กลับคืนมา คำพูดน้ำเสียงก็เริ่มแข็งขึ้น

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท