ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 538 พูดโดยไม่คิด

บทที่ 538 พูดโดยไม่คิด

“เหอะ” หลินอิ่งหัวเราะเย็นชา มองจ้าวหลันเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นชา

“คุณมองตัวเองสูงส่งเกินไปแล้ว” หลินอิ่งพูดอย่างเรียบเฉย

จากนั้น หลินอิ่งก็สีหน้าเย็นชา ไม่ได้สนใจจ้าวหลันเอ๋อร์อีก สายตามองไปใน

“ผมพูดครั้งสุดท้าย ขอแค่เป็นธุรกิจของชีซิงกรุ๊ปในเมืองเทียนหลง ราคาที่ผมออก ต้องสูงกว่าพวกเขา”

“หวังว่าทุกท่านที่อยู่ในงาน จะเลือกอย่างระวัง อย่าทำลายอนาคต”

คำพูดอันเรียบเฉยของหลินอิ่งพูดจบ

ทันใดนั้น ภายในงานก็เข้าสู่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน

สายตาของทุกคนรวบรวมอยู่ในตัวของหลินอิ่ง หวังว่าจะมองอะไรบางอย่างออก

ไม่ต้องสงสัย พฤติกรรมของหลินอิ่ง ราศีที่แปร่งประกายออกมา ทำให้คนไม่กล้าดูถูก

แต่ว่า ทุกคนในงานไม่มีใครรู้ฐานะของหลินอิ่ง

ในชั่วขณะ ทุกคนในงานก็รักษาความสงบ ไม่กล้าแสดงทัศนคติ

“แกพูดอะไร? แกนี่เจาะจงกับชีซิงกรุ๊ปของเรา จะเปิดสงครามเหรอ? แกเป็นใคร มีสิทธิ์มาท้าทายกับธุรกิจของชีซิงกรุ๊ป?” เผียวเจียงลี่มองไปที่หลินอิ่ง ต่อว่าอย่างเย็นชา เส้นเลือดบนหน้าผากโผล่ออกมา ดูเหมือนโกรธมาก

“คุณจ้าว คุณจ้าว งานเลี้ยงตระกูลจ้าวที่พวกคุณเป็นคนจัดขึ้น ยังดีคนเข้ามาสร้างความก่อกวนแบบนี้อีก ผมหวังว่าพวกคุณจะจัดการเรื่องนี้ให้ดี ให้คำตอบที่พอใจกับชีซิงกรุ๊ปด้วย” เผียวเจียงลี่มองไปที่ชายวัยกลางคนในที่นั่งแขกวีไอพีคนหนึ่ง พูดอย่างเคร่งขรึม

“ไอ้หนุ่มเมื่อวานซืน ใครเป็นคนพาแกเข้ามาในงาน? กล้าพูดจาอวดเก่งที่นี่ ไม่กลัวตายใช่ไหม?” ชายวัยกลางคนลุกขึ้นทันที หันไปมองหลินอิ่งอย่างเคร่งขรึม ด้วยความโมโห

“ไม่ได้สังเกตเห็นเลย คุณจ้าวจะนั่งในที่นั่งวีไอพีผู้จัดงาน คราวนี้ เด็กหนุ่มคนนั้นต้องแย่แน่ แม้แต่คุณจ้าวหงหยังก็โมโห ออกมาต่อว่าด้วยตัวเอง”

“ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มนั่นเป็นคุณชายของตระกูลไหน ดูแล้วท่าทางไม่ธรรมดา แต่ไม่ว่ายังไงกับผู้มีอำนาจรุ่นสองของตระกูลจ้าวอย่าจ้าวหงหยังไม่ได้ ก็เทียบกันไม่ได้”

“ใช่แล้ว เท่าที่ฉันดู เด็กหนุ่มคนนั้นน่าจะเป็นคุณชายที่มาจากต่างจังหวัด ฉันไม่เคยเห็นหน้าคนนี้ในแวดวงตี้จิงเลย คาดว่าตระกูลตัวเองคงมีอำนาจหน่อย ก็อยากจะท้าทายกับชีซิงกรุ๊ป แต่ไม่รู้จักคิดดู ชีซิงกรุ๊ปเขามีทรัพยากรธุรกิจในตี้จิง อาจจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ว่าคุณจ้าวหงหยังไม่เหมือนกัน หักหน้าของคุณจ้าวหงหยัง จากอำนาจของตระกูลจ้าวแล้วก็ทำให้เขาคลานออกจากตี้จิงได้แล้ว”

คราวนี้ ตามมาด้วยผู้จัดงาน จ้าวหงหยังออกมาโมโห แขกในงานต่างก็พากันส่งเสียงอุทาน สนทนากันอย่างครึกครื้น

เพราะว่า จ้าวหงหยังเป็นผู้มีอำนาจรุ่นที่สองของตระกูลจ้าว ฐานะระดับนี้ในสังคม นั่นเป็นความน่าเกรงขามของตระกูลจ้าวแห่งตี้จิง

เด็กหนุ่มแซ่หลินนั่นมีเรื่องกับชีซิงกรุ๊ป อำนาจของชีซิงในตี้จิงมีจำกัด อย่างมากก็แค่ปัญหาในด้านธุรกิจ

แต่ตอนนี้ทำให้จ้าวหงหยังโมโหแล้ว ดีไม่ดีเขาจะหายตัวไปจากตี้จิงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“คุณจ้าว นี่มันถิ่นของตระกูลจ้าวของพวกคุณ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมหวังว่า คุณจะจัดการเรื่องได้อย่างสวยงาม ผมไม่อยากให้เด็กเมื่อวานซืนแบบนี้มารบกวนธุรกิจของบริษัทเรา” เผียวเจียงลี่มองจ้าวหงหยัง พูดอย่างเคร่งขรึม

ได้ยินแล้ว จ้าวหงหยังก็สีหน้าไม่ดี รู้สึกอับอายต่อหน้าแขก

ต้องรู้สึก ครั้งนี้เขาตั้งใจรวบรวมร้านค้าและนักลงทุนในตี้จิงขึ้นมาโดยเฉพาะ ก็เพื่อจะใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวเองเชื่อมสัมพันธ์กับชีซิงกรุ๊ป เพราะว่าชีซิงกรุ๊ปเป็นบริษัททุนต่างชาติ ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมายในตี้จิง

ระหว่างทั้งสองฝ่าย เดิมก็ต่างหวังผลประโยชน์ร่วมกัน จัดงานเลี้ยงแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการปูทางให้กับชีซิงกรุ๊ปทั้งนั้น

ปรากฏว่า กลับถูกไอ้หนุ่มหน้าโง่แบบนี้โผล่ออกมาก่อกวนกลางทางแบบนี้

นี่มันทำให้เขารับไม่ได้จริงๆ โมโหจนอยากซ้อมหลินอิ่งจนพิการทันที

“คุณเผียว คุณวางใจ ในตี้จิงแห่งนี้ ผมยังสามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้” จ้าวหงหยังพูดอย่างเคร่งขรึม หรี่ตามองไปที่นั่งของหลินอิ่ง

“หลันเอ๋อร์? ไอ้เด็กนี่เธอเป็นคนพาเข้ามาเหรอ? เธอไม่ได้อธิบายสถานการณ์ให้เขารู้เหรอ?” จ้าวหงหยังสีหน้าเคร่งขรึม มองไปที่จ้าวหลันเอ๋อร์

จ้าวหลันเอ๋อร์สีหน้าทั้งโกรธทั้งโมโห จ้องหน้าหลินอิ่งด้วยความใจร้อนและโมโห

“อาหก คนนี้ไม่ใช่หนูพาเข้ามา เพื่อนของหนูเป็นคนพามา หนูจะบอกกับเพื่อนของหนูให้ชัดเจนเอง เดี๋ยว ก็ให้ลุงจัดการไอ้หน้าโง่นี่ได้เลย” จ้าวหลันเอ๋อร์พูด

จากนั้น เธอก็จับมือของกงซุนชิวอวี่ไว้ พูดอย่างรีบร้อน “ชิวอวี่ เธอยังไม่รีบพูดสั่งสอนอีก? ก่อความวุ่นวายจนขนาดนี้แล้ว แม้แต่อาหกของฉันก็ออกมาพูดแล้ว ตอนนี้ฉันก็ทำตัวลำบากแล้ว”

“ชิวอวี่ เธอเอาคนแบบนี้ไว้ข้างกาย จะทำให้เธอขายหน้าเปล่าๆ ฉันว่าเธอควรจะสั่งสอนมันดีๆหน่อย” จ้าวหลันเอ๋อร์พูดไม่หยุด “สถานการณ์วันนี้ ถ้าไม่ให้เหตุผลอะไรสักหน่อย เรื่องราวก็ไม่จบง่ายๆแล้ว”

“นี่?” กงซุนชิวอวี่สีหน้าก็ตื่นเต้นเล็กน้อย พี่ชายหลินอิ่งทำอะไร ก็มีความคิดของเขา เธอที่เป็นแค่น้องสาวจะไปกล้าพูดอะไร?

“ฉัน ฉันก็ควบคุมเขาไม่ได้” กงซุนชิวอวี่พูดอย่างเอือมระอา ตอนนี้ก็ไม่รู้จะอธิบายกับจ้าวหลันเอ๋อร์ยังไง

“ได้ ชิวอวี่ มีคำพูดขอเธอก็พอแล้ว เธอก็ยังพอเข้าใจความเป็นจริงหน่อย” ได้ยินคำพูดนี้ จ้าวหลันเอ๋อร์เหมือนโล่งใจ หันไปมองหลินอิ่งอย่างข่มขู่

“คุณหลิน คุณเลิกแสดงตัวอวดดีได้แล้ว คุณมันก็แค่แมงดาคนหนึ่งเท่านั้น คิดว่าตัวเองมีปัญญาแค่ไหนกัน? ยังมีหน้าเปิดปากก็พูดว่ากี่พันล้าน? ผู้ชายไร้น้ำยาคนหนึ่ง ฉันแค่ดูยังรู้สึกขยะแขยง” จ้าวหลันเอ๋อร์ตะโกนด่าหลินอิ่งอย่างไม่ไว้หน้า “ตอนนี้ชิวอวี่ไม่สนใจเรื่องของคุณแล้ว ฉันจะดูว่าคุณมีปัญญาอะไรมาท้าทายกับคุณเผียว?”

“ตอนนี้ รีบเข้าไปก้มหน้าขอโทษเดี๋ยวนี้ ฉันจะให้เกียรติชิวอวี่ ไม่ทำให้คุณดูน่าเกลียด ไม่เช่นนั้น คืนนี้คุณต้องคลานออกจากอาคารเลคอาร์ตแน่” จ้าวหลันเอ๋อร์สั่งสอนอย่างเคร่งขรึม

เท่าที่เธอดูแล้ว กงซุนชิวอวี่บอกว่าควบคุมไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า ไอ้แซ่หลินอะไรนี่ก็ไม่ได้สำคัญอะไรมาก ไม่มีอำนาจของชิวอวี่คอยคุ้มหัวเขา เขาแค่แมงดาคนเดียว จะทำอะไรได้?

หลินอิ่งค่อยๆลุกขึ้น สายตาเย็นชา มองจ้าวหลันเอ๋อร์อย่างลึกซึ้ง

“เธอ หุบปาก”

“นาย……” จ้าวหลันเอ๋อร์ยังอยากด่าอะไรหลินอิ่งต่อ แต่วินาทีที่จ้องตากัน กลับถูกสายตาอันเย็นชาของหลินอิ่งทำให้ตกใจ ใจเต้นกระตุกอย่างแรง จากนั้นค่อยๆก้มหน้า

เธอก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เวลาเผชิญหน้ากัน ไอ้แมงดาน้อยคนนี้ถึงทำให้เธอรู้สึกกดดันได้ขนาดนี้ ตกใจจนเธอไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว

“คุณชื่อจ้าวหงหยังใช่ไหม? คนของตระกูลจ้าว?” หลินอิ่งลุกขึ้น กวาดสายตามองไปอย่างเย็นชา พูดอย่างเรียบเฉย “ตระกูลจ้าวของพวกคุณจัดงานการกุศลนี้ขึ้น ทำไม? มีแค่ชีซิงกรุ๊ปทำการกุศลได้? ผมทำไม่ได้?”

“เหอะเหอะ พูดได้ดี ก็ได้ ใครก็ทำการกุศลได้” จ้าวหงหยางโมโหจนหัวเราะออกมา “ปัญหาคือ ไอ้หน้าโง่อย่างแก พูดว่าอะไรออกราคาสูงกว่าชีซิงกรุ๊ป จะบริษัทห้าพันล้าน? แกนี่มันพูดไม่รู้จักคิดใช่ไหม?”

“ใครบอกคุณ ว่าผมพูดไม่รู้จักคิด?”

หลินอิ่งมองจ้าวหงหยังด้วยสายตาเย็นชา

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท