TB:บทที่ 292 ดาบฝังหิน
“ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดา เห็นได้จากลูกน้องที่ทรงพลังของคุณ และธุรกิจที่ได้กำไรมากมาย พวกผู้ปกครองคดโกงในประเทศทะเลทรายสนใจสินค้าพิเศษเอาเสียมากๆ ช่างน่าสนใจเสียจริง ความสนใจจะทำให้เราตั้งใจจะเสียมีดสวยๆจำนวนมากไปให้พวกเขาสะสมได้ ด้วยความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆและจ้อยร่อยของคุณ เราจะหาเงินได้ถึงสิบล้าน หรือเงินเป็นร้อยล้าน ไม่ใช่ว่าธุรกิจแบบนั้นทำให้คุณตื่นเต้นหรือ เงินคือสิ่งชั่วร้าย แต่ใครกันที่จะไม่ชอบมัน” ชาลส์เผชิญหน้ากับเฉินหลงต่อไป
“ท่านเคาท์ชาลส์ คุณค่อนข้างจะพูดถูกนะครับ ผมชอบเงินจริงๆด้วย แต่ผมไม่ต้องก่ออาชญากรรมอะไรเพื่อเงินล้านดอลลาร์หรอกนะครับ แม้ว่าผมจะมีความประทับใจที่ดีต่อคุณ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเป็นอาชญกรเพื่อเงินดอลลาร์นะครับ เพราะเห็นแก่ความประทับใจที่ดี ผมจะไม่บอกใคร” เฉินหลงจิบไวน์แดงพร้อมรอยยิ้ม
เฉินหลงไปยังอังกฤษเพียงเพื่อทำให้โบสถ์แห่งแสงไม่พอใจ เขาไม่ต้องหารจะไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของใครอื่นเพียงเพื่อเงินไม่กี่ร้อยล้านดอลลาร์ แม้เฉินหลงจะไม่ได้กลัวปัญหาแต่เมื่ออยู่ในดินแดนของคนอื่นแล้ว ทำให้เรื่องน้อยลงคงดีกว่า
“คุณเฉิน มีนักบวชที่ไม่มีความสามารถอยู่ไม่กี่คนที่นี่ ไม่มีอันตรายอะไร ด้วยความสามารถของคุณ คุณคงเข้าโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ได้และหยิบเอาของโดยที่พระเจ้าหรือผีจะไม่รู้ตัวมาได้ ตราบใดที่คุณเอาของนั่นมาได้ คุณเฉิน คุณจะได้สามร้อยล้านดอลลาร์ ง่ายมากไม่ใช่หรือครับ”
เคาท์ชาลส์ยังคงไม่ยอมล้มเลิกแผนที่จะหว่านล้อมเฉินหลง
เมื่อเขาได้ยินเคาท์ชาลส์พูดเกี่ยวกับพระที่ไร้ความสามารถแล้ว เฉินหลงพลันนึกถึงนักบวชที่ปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์และเกือบจะทำลายพวกมนุษย์หมาป่าในคืนนั้น โดยเฉพาะนั่นควรจะเป็นที่ พลังของพระในโบถส์เซนต์พอลน่า
อย่างไรเสีย เพราะว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วและมาหาเรื่องกับโบสถ์แห่งแสง เขาจึงทำได้ เนื่องจากถ้าเขาได้ดูถูกโบสถ์แห่งแสงไปแล้ว เขาก็จะเหยียดหยามโบสถ์แห่งแสงให้หนักหนาและทำเงินสักเล็กน้อยไปด้วยระหว่างนั้น
เมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเฉินหลงแล้ว ชาลส์รู้ว่าควรเร้าอารมณ์ให้เรื่องนี้เสียหน่อย ดังนั้นเขาจึงนั่งลงไปและชิมไวน์ในแก้ว
“ท่านเคาท์ชาลส์ ผมหวังว่าคุณจะทำให้เรื่องชัดเจนได้นะครับ ผมจะตัดสินใจว่าจะช่วยคุณหรือไม่ ผมไม่ต้องการจะให้คุณปิดบังอะไรผม ไม่เช่นนั้น ผมก็ไม่สนใจอะไรหากจะมีคนอีกคนกระโดดไปก่อนคาร์ลจะกระโดดลงจากเรือ” เมื่อเฉินหลงพูดจบ เขาก็มองชาลส์
หลังจากที่มองเฉินหลงแล้ว ชาลส์ก็พลันรู้สึกได้ว่าเขาต้องไม่โกหกคนตรงหน้า เขาตัดความสนใจไปยังความจริงครึ่งหนึ่งและคำโกหกครึ่งหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจจะพูดไปให้ชัดๆ
ชาลส์ยิ้ม ค่อยๆแตะไม้เท้าและทับทิมข้างบนนั้น เขาพูดไปว่า “คุณเฉินที่รัก คุณรู้หรือเรื่องตำนวนแห่งดาบที่ฝังในหินหรือไม่”
“ดาบที่ฝังในหินหรือ ดาบเสียบไว้ในหินใช่หรือไม่ แล้วคือที่มีคำกล่าวว่าใครก็ตามที่ดึงดาบนี่ออกมาได้จะกลายเป็นราชาแห่งทั้งอาณาจักรอังกฤษ แล้วคิงอาเธอร์ก็ดึงดาบออกไปและรวมอังกฤษไว้เป็นแผ่นดินเดียว” เฉินหลงว่า
ตอนแรกเฉินหลงไม่รู้เรื่อง แต่อย่างไรเสีย ระบบอัจฉริยะได้รีบบอกเฉินหลงเกี่ยวกับเรื่องดาบที่ฝังในหิน
“แน่นอนว่านั่นคือหนึ่งในนั้น แต่ยังมีอีกเรื่อง ในช่วงยุคกลาง เขาเป็นอัศวินที่ทำเรื่องชั่วร้ายทุกรูปแบบ เขาช่างทรงพลัง แต่เขาติดไวน์ เซ็กส์ และความรุนแรง วันหนึ่ง นางฟ้าได้มาทำให้เขาเป็นคนดีที่เชื่อฟังพระเจ้า แน่นอนว่าอัศวินไม่เชื่อเรื่องนี้ เขาจึงกล่าวไปว่าหากดาบของเขาออกมาจากหินนี่ได้ เขาจะตกลงตามนั้น หลังจากนั้น ดาบของอัศวินก็เจาะลงไปในหิน แล้วก็มีการปฏิรูปอัศวิน อัศวินที่ทรงพลังนั้นจึงเป็นแค่นกโง่ๆตัวหนึ่ง” ชาลส์ว่า
“เช่นนั้น ตำนานก็ให้ภาพเพียงปัญหาเดียวว่าอัศวินที่ทรงพลังเป็นนกโง่ๆตัวหนึ่ง” เฉินหลงกล่าวสบายๆ
อัศวินที่ทรงพลังเปลี่ยนความเชื่อไปเนื่องจากดาบที่แทงลงไปในหิน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้แข็งแกร่งพอจะทำได้แบบนั้น
หลังจากที่ได้ยินคำของเฉินหลงแล้ว ชาลส์พูดอะไรไม่ออก “คุณเฉินที่รัก คุณมองผิดจุดแล้ว ผมจะไม่ได้พูดเรื่องอัศวิน ผมไม่ได้สนใจอัศวินนั่น ผมพูดเรื่องดาบอยู่ ดาบนั่นมีอยู่จริง แล้วอีกอย่างดาบนั่นมีเจ้านาย”
“ด้วยคำสั่งของเจ้านายดาบ คุณเลยอยากให้ผมไปจิ๊กมาใช่ไหม” เฉินหลงมองชาลส์
“คุณเฉิน แน่นอนว่าผมไม่ต้องการจะให้คุณขโมยดาบฝังในหิน และแม้ว่าคุณต้องการจะขโมย พละกำลังของคุณก็น้อยไปนิดหน่อย ดาบนั่นมีพลังเวทย์มนต์ อีกสิ่งหนึ่งคือตอนนี้เขาอยู่ในมือของอาเธอร์แล้ว อีกทั้งอัศวินโต๊ะกลมไม่อาจเอาดาบไปจากเขาได้ ดังนั้นสิ่งที่เราตามหาอยู่คือเสื้อเกราะของเขา และเราได้รับข้อความอย่างเดียวกันว่าเสื้อเกราะนี้อยู่ในมหาวิหารเซนต์พอล คนที่ซื้อไปคือผู้ตรวจสอบเสื้อเกราะ เขาชอบจะสะสมเสื้อเกราะจากหลายๆประเทศ เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ เขาก็เต็มใจจะจ่ายราคาสูงลิบให้เสื้อเกราะนี้” ชาลส์ว่าต่อไป
“อืม จากนี้ผมคงต้องคิดเรื่องนี้ก่อน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็จริงจังมากนะ ชื่อเสียงของผมที่ดังไปทั่วแบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ อ่อ แล้วหากว่าผมทำได้ ผมจะให้คำตอบกับคุณพรุ่งนี้” เฉินหลงครุ่นคิดแล้วจึงอยากจะพูดไป
เฉินหลงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งของหรือเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของตะวันตกมากนัก ระบบอัจฉริยะก็ไม่อาจให้คำตอบดีๆกับเขาได้ อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ใช่พันธมิตรของโบสถ์แห่งความมืด พวกที่คล้ายกับโบสถ์แห่งแสงเสียเหลือเกิน เพียงแค่ถามเขาไปเฉินหลงคงได้คำตอบ
บางทีเขาควรถามโบสถ์แห่งความมืดให้ช่วยเขาได้เสื้อเกราะมา
“แน่นอน แต่จะว่าไป ยังมีอีกกว่าสิบวันถึงจะถึงอังกฤษ คุณมีเวลามากพอให้คิดเรื่องนี้” จากนั้นชาร์ลก็ยืนขึ้นและโค้งให้เฉินหลงอย่างสง่างาม “หลังจากนี้ ชาลส์จะไม่รบกวนคุณทั้งสองแล้ว เจอกันพรุ่งนี้ครับ” ชาลส์ว่าจบและออกไปจากห้องของเฉินหลง
“สามีคะ คุณคงไม่อยากจะช่วยเขาขโมยเสื้อเกราะโบราณอายุเป็นร้อยปีหรอกนะ” หลังจากที่ชาลส์ไปแล้วจี้โม้ซีก็มาเผชิญหน้ากับเฉินหลง
“ผมไม่รู้ ผมจะไปถามแอนเดสก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ผมจะดูว่าหากเสื้อเกราะนี่มีประโยชน์อะไรกับโบสถ์แห่งแสงไหม ถ้ามีผมจะเอามา แน่นอนว่าโบสถ์แห่งความมืดจะต้องกระตือรือร้นกว่าเดิมที่ทำลายโบสถ์แห่งแสงแน่ มีตอนนั้นเองที่พวกเราจะกลัวว่าพวกเขาจะไม่ทำเรื่องนั้น” เฉินหลงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“คุณสามีจะไปตอนนี้เลยหรือ” จี้โม้ซีมองเฉินหลง
“แน่นอนว่าไม่ นี่คือเวลาของพวกเราครับ ผมจะสร้างเสี่ยวหลงกับคุณ ผมเสียเวลาไม่ได้หรอก” สิ้นคำเฉินหลงก็กอดจีโม้ซีและไปยังห้องนอน
เมื่อได้ยินคำของเฉินหลง ใบหน้าของจีโม้ซีพลันเป็นสีแดง แม้ว่าพวกเขาจะแต่งงานกันแล้ว แต่หน้าของจีโม้ซียังคงบางอยู่เล็กน้อย