Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ – ตอนที่ 1407 มือเดียวพลิกฟ้า

ตอนที่ 1407 มือเดียวพลิกฟ้า

ราชันอินทรีแดงทะยานออกมาขวางหน้ามือใหญ่ที่โผล่ทะลุอากาศมามือนั้น!

ด้วยพลังของหลินสวินย่อมเลือกหลบหนีได้ทันที แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาอันตรายเช่นนี้ ราชันอินทรีแดงจะหยัดกายออกมาอย่างไม่ลังเล

“นายท่านรีบหนีไป!”

เสียงร้อนรนนั้นยังคงดังก้องในห้วงอากาศ แต่หัวใจหลินสวินกลับเหมือนถูกค้อนยักษ์กระแทกเข้าอย่างรุนแรง ความรู้สึกปั่นป่วน

หรือว่า…

ตนจะโทษราชันอินทรีแดงผิดไป

ตูม!

มือใหญ่บดบังท้องฟ้า พลังน่าหวาดหวั่นปานไหน เพียงชั่วพริบตาราชันอินทรีแดงก็ถูกตบจนกระเด็นถอยหลังออกไป กระดูกทั้งร่างแหลกละเอียด เลือดออกตามทวารทั้งเจ็ด

“รีบหนีไปสิ!”

ราชันอินทรีแดงตาแทบหลุดออกจากเบ้า เขาบาดเจ็บหนักเจียนตาย แต่เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว คิดเพียงให้หลินสวินหนีไป

ยามเขาคำรามดาลเดือดก็กระโจนขึ้นอีกครั้ง

“ศิษย์ทรพี!”

เสียงเย็นชากราดเกรี้ยวของบรรพจารย์อสูรมารดังขึ้นจากใต้เขาวายุดำ คล้ายคิดไม่ถึงว่าศิษย์คนสุดท้ายที่ตนรับมาผู้นี้จะสละได้แม้แต่ชีวิตตัวเองเพราะมนุษย์คนหนึ่ง!

โครม!

มือใหญ่บังฟ้านั่นน่าพรั่นพรึงยิ่งขึ้น นิ้วทั้งห้าดุจดั่งยอดเขาค้ำจุนฟ้าดินห้ายอด โอบล้อมไปด้วยรัศมีเทพสีเลือดพิสดารน่าหวาดหวั่น กดอัดลงมาอย่างรุนแรง

ห้วงอากาศปั่นป่วนยุ่งเหยิง เวิ้งฟ้าถูกบังมิดไม่เห็นแสงนภา!

“นายท่าน ข้าไม่เคยทรยศ”

ชั่วขณะนี้ราชันอินทรีแดงคล้ายรู้ดีว่าจะต้องตาย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งทันตา ร่างกายโชกเลือดของเขากระโจนขึ้นไป แน่วแน่ไม่หวนกลับ

แต่สายตาของเขากลับมองไปยังหลินสวินที่อยู่ไกลออกไป ราวกับกำลังบอกลา

ฮูม!

ก็ในตอนนี้เองเงาร่างของหลินสวินพลันหายลับไปจากที่เดิม ครู่ต่อมากลับปรากฏขึ้นตรงหน้าราชันอินทรีแดง มือข้างหนึ่งจับสาบเสื้อเขาไว้แล้วเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรง

หลินสวินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปากส่งเสียงคำรามยาว รอบกายมีปราณกระบี่ไท่เสวียนหนึ่งพันแปดร้อยสายปะทุออกมา แปลงเป็นค่ายกลกระบี่สังหารพิฆาตนรก!

ในขณะเดียวกัน โล่สำริดโบราณย้อมโลหิตอันหนึ่งก็ปรากฎขึ้นในฝ่ามือของเขา

“นายท่าน…” ราชันอินทรีแดงที่อยู่ไกลออกไปนิ่งอึ้ง ตาเบิกกว้าง

ตูม!

ท่ามกลางเสียงปะทะสะเทือนฟ้าดิน ค่ายกลกระบี่สังหารพิฆาตนรกส่งเสียงระเบิดรุนแรงหาใดเทียบ ถูกมือใหญ่บังฟ้ามือนั้นตบกระจุยกระจายอย่างจัง

ร่างหลินสวินสั่นไหว กระอักเลือดออกมา ใบหน้าซีดขาว

เพียงแต่สีหน้าของเขายังดุดันแน่วนิ่งดังเดิม แสงมรรครอบกายกู่ก้อง ตัวเขาราวกับถูกแผดเผาโดยสมบูรณ์

เคร้ง!

โล่สำริดอาบโลหิตส่งเสียงดังจนหูแทบดับ แม้รับการโจมตีจากพลังอันน่ากลัวของมือใหญ่นี้ไว้ได้ แต่ก็กดข่มให้ร่างหลินสวินตกลงจากกลางอากาศทันที ร่างของเขามีเสียงกระดูกเสียดสีกันเพราะไม่อาจรับแรงได้

ขณะนี้ราชันอินทรีแดงสีหน้าเหม่อลอย ขอบตาเรื่อแดง ความรู้สึกถั่งโถมในใจเหมือนน้ำป่าไหลหลาก เขาจะคิดได้อย่างไรว่าหลินสวินจะถึงกับทำเช่นนี้

ตูม!

พลังของมือใหญ่นั้นน่าหวาดหวั่นจนไม่อาจจินตนาการได้ กดหลินสวินให้จมลงไปกระแทกกับเขาวายุดำ

จากนั้นตัวภูเขาต่างยุบตัวระเบิดออก หินผาระเบิดแหลกเป็นจุณ

ในระหว่างนี้ผิวกายหลินสวินแตกระแหงไปทุกกระเบียด สีหน้าเขาดูเหี้ยมเกรียมและกินแรงหาใดเทียบอยู่รางๆ

“เฉือน!”

เขาคำรามกราดเกรี้ยว ผมดำปลิวสยาย ดาบหักพุ่งออกไป ใช้นัยเร้นลับของพลังแห่งมรรคดับดารากลืนกินซึ่งบรรจุพลังทั้งหมดของตนไว้ ระเบิดออกโดยสมบูรณ์

กระบวนเฉือนไม่เที่ยงแท้!

การโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของหกกระบวนเฉือนวัฏจักรฟ้า

ปึงๆๆ!

ชั่วพริบตาต่อมาฟ้าดินแห่งนั้นต่างถูกแสงมรรคน่ากริ่งเกรงกลบมิด แสบตาหาใดเทียบ เห็นเพียงเขาวายุดำสูงใหญ่ตั้งตระหง่านแห่งนั้นระเบิดกระจุย กลางฟ้าดินถูกสะเทือนจนเกิดร่องเหวลึกมองไม่เห็นก้นเส้นหนึ่ง

ในบริเวณใกล้เคียงฟ้าดินต่างแตกระแหง เกิดเสียงระเบิดโครมคราม

โครม!

ราชันอินทรีแดงถูกคลื่นพลังที่เหลืออยู่กวาดต้อง ร่างกายถูกซัดจนกระเด็นออกไปอย่างจัง อาการบาดเจ็บรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก แต่เขากลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ดึงดันลุกขึ้นกระโจนไปที่นั่น

“นายท่าน! นายท่าน…!”

เขาคล้ายเสียสติ ไม่สนใจความเป็นความตาย ถลาไปในจุดที่ห้ำหั่นกันอยู่

ตรงนั้นฝุ่นควันตลบอบอวล ไอพิฆาตหวีดหวิว ห้วงอากาศยังหลงเหลือปราณกระบี่กับพลังฝ่ามือดุดันน่าครั่นคร้ามอยู่

หากผู้ฝึกปราณทั่วไปเข้ามาใกล้ก็จะถูกปลิดชีพในชั่วพริบตา

แต่ราชันอินทรีแดงไม่สนใจโดยสิ้นเชิง กระโจนเข้าไปข้างใน เสาะหาอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดก็เห็นหลินสวินที่ด้านล่างร่องเหวมหึมาใต้ฟ้าดินนั้น

“นายท่าน!”

ราชันอินทรีแดงใจกระตุกเกร็งขึ้นมา ริมฝีปากสั่นระริก

หลินสวินนอนอยู่ตรงนั้น ร่างกายแตกระแหงโชกเลือด ใบหน้าซีดเผือดแทบไร้สี ดูน่าอนาถยิ่งเหมือนกับสิ้นชีพไปแล้ว

“นายท่าน…!” ราชันอินทรีคุกเข่าลงตรงนั้น น้ำตาร่วงรินออกมาจากขอบตาแดงเรื่ออย่างไม่เอาไหน

เขาคิดไม่ถึง

เขาคิดไม่ถึงจริงๆ!

เดิมทีตอนถูกหลินสวินมองว่าเป็นผู้ทรยศ เมื่อเกิดความเข้าใจผิดนั้นราชันอินทรีแดงก็ใจหล่นวูบ รู้สึกเจ็บปวดและทรมานหาใดเปรียบ

ตอนนั้นเขาสิ้นหวังไปแล้ว จึงฮึกเหิมไม่กลัวตาย หมายจะใช้ความตายของตนแลกกับการอภัยให้ของหลินสวิน

แต่จะไปคิดได้อย่างไรว่าสุดท้ายเขากลับถูกหลินสวินช่วยไว้!

กลับเป็นหลินสวินที่ประสบเคราะห์เพราะเรื่องนี้!

ขณะนี้ราชันอินทรีแดงสติแตกไปหมด สะอื้นไห้ตรอมตรม

“ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย จะร้องไห้เสียใจทำไม”

ก็ในตอนนี้เองหลินสวินที่นอนอยู่บนพื้นลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงแหบแห้ง

ราชันอินทรีแดงตัวแข็งทื่อ ขยี้ตาแรงๆ คล้ายไม่กล้าเชื่อ จากนั้นพลันยินดีปรีดาพูดเสียงสั่นเครือว่า “ยังไม่ตายจริงๆ ยังไม่ตายจริงๆ…”

หลินสวินลุกขึ้น มองเห็นราชันอินทรีแดงร้องไห้เศร้าโศกเช่นนี้ ในใจก็มีความรู้สึกถาโถม แต่ปากกลับยิ้มเอ่ยว่า “พอแล้ว ถ้าถูกคนเห็นเข้าคงขายหน้าแย่เลย”

ราชันอินทรีแดงรีบร้อนพยักหน้า ยิ้มยิงฟันพูดว่า “ข้า… ตื่นเต้นเกินไปหน่อย เลยควบคุมตัวเองไม่อยู่ไปชั่วขณะหนึ่ง”

ครู่ต่อมาทั้งสองก็เคลื่อนกายออกไปปรากฏตัวกลางฟ้าดินด้วยกัน

พอทอดสายตามองไป เขาวายุดำลูกนั้นถูกระเบิดหายลับไปนานแล้ว ในพื้นที่โดยรอบกลายเป็นพื้นที่พังพินาศย่อยยับ น่าตระหนกเมื่อได้เห็น

“นายท่านวางใจ บรรพจารย์อสูรมารไม่มีทางโจมตีเป็นครั้งที่สอง เพราะเขาถูกขังอยู่ใน ‘คุกเทพว่างเปล่า’ ในกาลเวลาอันยาวนานไร้สิ้นสุดนี้ พลังกำลังจะสูญสิ้นลงไปนานแล้ว”

ราชันอินทรีแดงกล่าว

เสียงพูดเพิ่งเงียบลงก็ได้ยินเสียงเย็นชาเหี้ยมโหดเสียงหนึ่งดังขึ้น…

“ศิษย์ทรพี! รอข้าหลุดไปได้เมื่อไรจะต้องเอาเจ้ามาถลกหนังบดกระดูกให้เป็นผุยผง!”

ในเสียงนั้นเผยให้เห็นความโกรธเกรี้ยวหาใดเทียบ

ราชันอินทรีแดงสีหน้าเย็นชา เงียบเชียบไม่พูดจา Aileen-novel

ถึงตอนนี้เสียงของบรรพจารย์อสูรมารก็หายลับไปโดยสมบูรณ์

เห็นได้ชัดว่าพลังของเขาไม่เพียงพอให้เขาลงมือได้อีก มิเช่นนั้นย่อมไม่เลือกวิธีข่มขู่อันไร้พลังอย่าง ‘การเอ่ยวาจานักเลง’

“หลินสวิน!”

ไกลออกไปมีเงาร่างมากมายโฉบมา ที่นำหน้าคือจ้าวจิ่งเซวียน

ก่อนหน้านี้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากการประลองของหลินสวิน กับมือใหญ่บังฟ้าที่บรรพจารย์อสูรมารโบกสะบัดน่าหวาดหวั่นสะเทือนโลกยิ่งนัก ทำให้ผู้แข็งแกร่งจากจักรวรรดิซึ่งยืนอยู่นอกทะเลสาบวาโยอสนีต่างใจหล่นวูบอย่างหาที่สุดมิได้

แต่ตอนนี้พอเห็นว่าหลินสวินไม่ได้ประสบเคราะห์ จ้าวจิ่งเซวียนก็หายกังวลเป็นปลิดทิ้ง ตัวนางรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

“ชนะแล้วหรือ”

จ้าวจิ่งเซวียนถาม

หลินสวินยิ้มน้อยๆ พยักหน้าเบาๆ

ทันใดนั้นผู้แข็งแกร่งจากจักรวรรดิที่ตามมาติดๆ ต่างสั่นสะท้าน

……

วันนี้หลินสวินผู้เดียวสังหารเหล่าราชันอสูรมาร ปลิดชีพราชันพ่อมดสิบสามคน พิชิตทะเลสาบวาโยอสนี!

“ราชันอสูรมารมากมายขนาดนั้น… ตายหมดแล้วหรือ”

เมื่อข่าวกระจายออกไป ใต้หล้าก็สั่นสะท้านเพราะข่าวนี้

“เป็นไปไม่ได้! ตอนนี้นอกจากอริยะแล้วยังมีใครมีพลังสยบเหล่าราชันได้อีกหรือ” ขุมอำนาจสัตว์อสูรมารเหล่านั้นต่างตกตะลึง ล้วนไม่เชื่อทั้งสิ้น

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่

หลินสวินก็ยืนอยู่ตรงนั้น!

บางคนใช้ม้วนหยกเก็บภาพเหตุการณ์แต่ละภาพที่เกิดขึ้นในทะเลสาบวาโยอสนี และข่าวพวกนี้ก็กระจายไปทั่วจักรวรรดิอย่างรวดเร็วที่สุด

ตอนแรกฆ่าราชันอสูรมารสิบกว่าตน แล้วจากนั้นก็สังหารร่างมายาเทพเถื่อนที่แปรสภาพมาจากราชันพ่อมดสิบสามคนอย่างดุดัน เงาร่างเปล่งประกายดุจสุริยันของหลินสวินกลายเป็นที่ตกตะลึงและตราตรึงของทุกคนดุจประทับรอยหนึ่ง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศึกนี้ต้องกลายเป็นภาพที่เจิดจรัสรุ่งโรจน์ที่สุดของจักรวรรดิในตอนนี้ หลงเหลืออยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์!

จักรวรรดิอันกว้างใหญ่อึกทึกครึกโครมด้วยเหตุนี้

“สะใจ! คุณชายหลินไร้เทียมทานหาผู้ใดเทียบมิได้ ชายชาตรีต้องเป็นเช่นนี้แหละ!”

“แข็งแกร่งดีจริง ตระกูลหลินมีผู้นำที่สามารถค้ำจุนจักรวรรดิได้”

“ถ้าจะแต่งงานก็ต้องแต่งกับคุณชายหลิน! คนผู้นี้ถึงจะเป็นวีรบุรุษโดยแท้ ชายชาตรีจริงๆ!”

เสียงโห่ร้องยินดี เสียงฮือฮานับไม่ถ้วนดังขึ้นตามที่ต่างๆ ในจักรวรรดิ เผยความเคารพยกย่องและปิติยินดีภายในใจออกมา

ถึงขั้นมีหญิงสาวบางคนกลายเป็นผู้นิยมคลั่งไคล้หลินสวิน กระทำการบางอย่างที่ค่อนข้างนอกกรอบ…

สาเหตุก็เพราะหลายปีมานี้จักรวรรดิถูกขุมอำนาจอสูรมารกดข่มมานานมากแล้ว!

และตอนนี้ ยามได้ปลดปล่อยความรู้สึกนี้ออกมาย่อมสะใจเป็นที่สุด

ยังมีคนเสนอให้มอบตำแหน่งเกียรติยศ ‘ระดับราชันอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ’ แก่หลินสวิน

“ในยุคนี้ไม่มีอริยะ ย่อมถือว่าคุณชายหลินเป็นที่หนึ่ง ไม่เห็นหรือ ไม่ว่าจะเป็นราชันอสูรมารหรือราชันพ่อมด ล้วนเหมือนไก่กระเบื้องสุนัขดินเผาที่อ่อนแอไร้ค่าภายใต้ฝ่ามือคุณชายหลิน!”

คำวิพากษ์วิจารณ์อันร้อนแรงเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปตลอด

และพร้อมกับการปิดฉากลงของศึกนี้ ภัยอสูรมารอันยิ่งใหญ่ในอาณาเขตของจักรวรรดิเท่ากับเหลือแต่ชื่อ ไม่มีอยู่จริงไปแล้ว เพราะราชันอสูรมารที่เคยปรากฏตัวเหล่านั้นถูกหลินสวินปลิดชีพไปเกือบหมด!

ขุมอำนาจอสูรมารที่เหลืออยู่เหล่านั้นไม่มีภัยคุกคามแต่อย่างใดแล้ว

ในช่วงเวลาต่อมาจักรวรรดิจึงถือโอกาสตีเหล็กตอนร้อน เริ่มล้อมสังหารขุมอำนาจสัตว์อสูรมารมาที่อยู่ภายในจักรวรรดิเต็มกำลัง เหมือนลมตลบเมฆพัดกระจาย!

ในขณะเดียวกันพวกพ่อมดเถื่อนเก้าสายบรรยากาศกลับอึมครึมหม่นหมอง

ยามได้ข่าวราชันพ่อมดสิบสามคนถูกฆ่าตาย คนใหญ่คนโตชั้นสูงของพ่อมดเถื่อนเหล่านั้นเหมือนถูกสายฟ้าฟาด แต่ละคนต่างงุนงง

พวกเขากำลังพนัน พนันว่าหลินสวินต้องตาย!

แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าหลินสวินคนเดียวได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่!

“แพ้แล้ว…”

“พลังของหลินสวินคนนั้นมากกว่าที่พวกเราประเมินไว้ไปมาก เกรงว่าถ้าอริยะไม่ปรากฏตัว เจ้าหมอนี่คงจะไม่มีผู้ใดสยบได้แล้ว!”

“จบกัน… กองทัพพ่อมดเถื่อนของพวกเรา ภายหน้าจะยังมีโอกาสรุกรานอาณาเขตจักรวรรดิแห่งนี้ได้อย่างไร”

ในค่ายใหญ่พ่อมดเถื่อน เหล่าคนใหญ่คนโตชั้นสูงของพ่อมดเถื่อนยุ่งเหยิงโกลาหลไปหมด

ใครก็รู้ดีว่ามีหลินสวินปกป้องจักรวรรดิ หากภายหน้าคิดจะจู่โจมจักรวรรดิก็แทบไม่มีความหวังแล้ว

“น่าชังนัก!”

แม้แต่ราชันพ่อมดอสนีที่มีตำแหน่งสูงส่งที่สุด ตอนนี้ยังแค้นจนไฟโทสะไร้ที่ปลดปล่อย ใบหน้าชราคล้ำเขียวจนน่ากลัว

“พวกเราจะทำอย่างไรดี”

คนใหญ่คนโตคนอื่นๆ ต่างสีหน้าแปรผันไม่แน่นอน

“ถอยทัพเถอะ”

นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ราชันพ่อมดอสนีสำรอกคำสามคำออกมาจากปากด้วยเสียงแหบแห้ง ชั่วพริบตานั้นตัวเขาเหมือนแก่ลงไปจนนับอายุไม่ได้

หลินสวินคนเดียวปั่นป่วนคลื่นลมในใต้หล้า เอาชนะแผนจู่โจมของพวกเขา นี่เป็นเรื่องที่ใครก็ไม่อาจคาดการณ์ได้

คนผู้เดียว มือเดียวพลิกฟ้า!

วันนี้พ่อมดเถื่อนเก้าสายถอยทัพจากชายแดนใหญ่ต่างๆ ในจักรวรรดิ ทำให้จักรวรรดิครึกโครมขึ้นอีกครั้ง ใต้หล้าต่างจับตามอง

——

Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

Status: Ongoing
 ณ มหาทวีปชางถูอันกว้างใหญ่ไพศาล มีเซียนอมตะผู้อยู่เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า มีเทพมารบรรพกาลผู้ควบคุมโลกันต์ ก่อเกิดเป็นตำนานอันรุ่งโรจน์ไม่รู้จบบนหน้าประวัติศาสตร์
ในโลกใบเดียวกันนั้น เด็กชายนามว่าหลินสวินจำต้องอาศัยการฝึกปราณและการจารึกรอยสลักวิญญาณ บากบั่นมุ่งหน้าไปบนหนทางสู่ความเป็นหนึ่งแต่เพียงลำพัง
หลินสวินเป็นผู้เดียวที่หนีรอดมาได้จากคุกใต้เหมือง ที่ที่เขาถูกเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร ยกเว้นเพียงความจริงไม่กี่อย่างที่ท่านลู่ ผู้อุปการะของเขาเป็นคนเล่าให้ฟัง ด้วยเครื่องมือวิญญาณโบราณสองอย่างที่ท่านลู่มอบไว้ให้ก่อนคุกใต้เหมืองจะถล่ม หลินสวินเริ่มออกเดินทางสู่จักรวรรดิจื่อเย่า เพื่อค้นหาว่าเพราะเหตุใดชีพจรวิญญาณของเขาจึงถูกพรากไป และใครที่เป็นคนสังหารครอบครัวของเขา จนทำให้เด็กชายต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างที่เป็นอยู่นี้
แม้ภายนอกจะเป็นเพียงเด็กชายตัวผอมแห้งอายุสิบสองสิบสามที่ดูไร้พิษสง แต่ภายในนั้นเด็ดขาดและไร้ความปราณีเป็นที่สุด ท่านลู่เปรียบเสมือนแสงแดดอุ่นที่คอยสอนไม่ให้หลินสวินหยุดเรียนรู้และสอนวิชาเอาตัวรอดให้เขา ในทางกลับกัน ทหารยามและนักโทษทั้งหลายทำให้เขารู้จักว่าความดำมืดที่แท้จริงเป็นเช่นไร และมนุษย์คนหนึ่งจะชั่วช้าได้สักแค่ไหน…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท