หัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนก็น้ำตาไหลพราก ขณะที่จับดินที่มีต้นกล้าแตกหน่อ
เขาถูกมั่วเชียนเสวี่ยทำให้ซาบซึ้งใจ
และถูกต้นกล้าชนิดนี้ทำให้ตื้นตันใจ
แม้มั่วเชียนเสวี่ยจะรู้ว่าหนิงเซ่าชิงกลับเมืองหลวงแต่เช้าโดยที่ไม่ปลุกตนเอง เพราะต้องการบอกข่าวนี้กับหัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนแน่นอน
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า หัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนกับเขาจะมาถึงเร็วขนาดนี้ จึงรับมือไม่ทันเล็กน้อย
เมื่อเห็นสภาพนี้ของหัวหน้าตระกูลรุ่นก่อน ก็ยิ่งนิ่งอึ้ง
ไม่ต้องให้หนิงเซ่าชิงส่งสายตาบอกใบ้ให้นาง นางก็รู้ว่าตนเองควรจะหลบเลี่ยงไป!
นางก้าวเท้าออกจากโรงเรือนเพาะปลูกกลับไปยังเรือนเสวี่ยหว่านในบ้านไร่ของนาง
หัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนเดินชมโรงเรือนเพาะปลูกแต่ละหลังภายใต้การนำทางของหนิงเซ่าชิง ในใจก็รู้สึกขอบคุณและชื่นชมมั่วเชียนเสวี่ยมากขึ้นหลายส่วน
เมื่อดูครบทั้งหมดแล้ว ก็ลากหนิงเซ่าชิงกลับจวนหนิงไปอย่างรวดเร็ว
และเปิดหอบรรพชนในคืนนั้น
เพราะกลัวว่าข่าวจะหลุดไป จึงไม่ได้เรียกประชุมใหญ่ทั้งตระกูล เพียงแต่เรื่องน่ายินดีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จำเป็นต้องเปิดหอบรรพชนเพื่อประกอบพิธีเซ่นไหวบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป
เรื่องประกอบพิธีเซ่นไหว้ยังคงเรียกจงเหล่าใหญ่ที่เชื่อถือได้มากที่สุดกับจงเหล่าหลายท่านที่เข้าร่วมประชุมลับกับตระกูลซูด้วยกันในครั้งที่แล้วมา
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจผู้อาวุโสทั้งแปดของสภาผู้อาวุโส แต่เป็นเพราะเรื่องผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสแปด ยังคงทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
จงเหล่าใหญ่เสนอตนเอง จงเหล่าทุกคนก็แนะนำเขาด้วยเช่นกัน ในที่ประชุมได้ทำการตัดสินใจสุดท้ายว่า ให้จงเหล่าใหญ่นำคนสนิทที่เชื่อถือได้จำนวนเล็กน้อย กับวิธีการและเมล็ดพันธุ์ของพืชจำพวกถั่วไปทดลองที่เป่ยต้าฮวงก่อน
เพียงแต่จะอาศัยวิธีการใด และข้ออ้างที่จะยกมาบังหน้าใดที่ไม่ดึงดูดความสนใจผู้คน และไม่ทำให้คนเกิดความสงสัยนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจ
ตระกูลหนิงเรียกประชุมด่วน ทางฮ่องเต้ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นกัน!
ฟ้าสว่าง ก็ได้ยินข่าวใหญ่จากราชสำนัก
ตำแหน่งองค์รัชทายาทได้กำหนดลงมาแล้ว ฮ่องเต้มีราชโองการแต่งตั้งให้องค์ชายใหญ่
ชิงอ๋องขึ้นเป็นรัชทายาทในวันนี้
ในวันเดียวกันนั้น ตระกูลอวี้ฉือที่ไม่ได้ก้าวออกมาสู่โลกภายนอกเป็นเวลานาน ก็นำบุตรีภรรยาเอกอายุสิบห้ามาแสดงความยินดีกับฮ่องเต้ และอวยพรองค์รัชทายาท
ฮ่องเต้เห็นบุตรีภรรยาเอกตระกูลอวี้ฉือแล้ว ก็ชอบมาก จึงมอบสมรสพระราชทานให้กับองค์รัชทายาทในตอนนั้นทันที
เพราะองค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ บุตรีภรรยาเอกของตระกูลอวี้ฉือจึงต้องเลี้ยงไว้ในวัง เพื่อร่ำเรียนประเพณีมารยาทภายในวังก่อน!
ข่าวนี้มาอย่างกะทันหัน ทว่ากลับเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ด้วยอิทธิพลของหอลับ เขารู้แต่แรกแล้วว่าจิ่งชินอ๋องไปยังหุบเขาที่ตระกูลอวี้ฉืออาศัยอยู่แห่งนั้นหลายครั้ง
แม้จะไม่สามารถสืบได้ว่าเจรจาเรื่องใด แต่จะต้องเป็นการแลกเปลี่ยนประเภทหนึ่งอย่างแน่นอน
การแลกเปลี่ยนที่ทำให้ตระกูลอวี้ฉือออกจากหุบเขา แล้วยืนอยู่ฝั่งเดียวกับราชวงศ์ตระกูลกู
สามวันหลังจากนั้น คนตระกูลอวี่เหวินก็ส่งอวี่เหวินหันเหล่ยเข้าวัง ฮ่องเต้ถูกรูปโฉมอันงดงามของนางทำให้ตกตะลึง จึงประทานตำแหน่งกุ้ยเฟยให้แบ่งอำนาจ ต่อสู้กับอวี้กุ้ยเฟย
ฮองเฮาถูกปลดไปแล้ว เขาก็ไม่คิดที่จะตั้งฮองเฮาขึ้นมาอีก
แต่ในวังหลัง เขาก็ไม่คิดจะให้อวี้กุ้ยเฟยเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ย่อมต้องให้การสนับสนุนอีกคนหนึ่ง
หนิงเซ่าชิงได้ข่าวนี้แล้ว ก็หัวเราะเสียงเย็นเย้ยหยัน
นับแต่นั้น ไม่เพียงแต่จวนหนิงจะไม่มีทางมีสตรีตระกูลอวี่เหวินอีก บุตรหลานสายตรงตระกูลหนิงก็ไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับสตรีตระกูลอวี่เหวินเช่นกัน
หนิงเซ่าชิงได้รับข่าวสารเร็วมาก เรื่องแบบนี้ เขาได้ยินก็พอแล้ว แต่คร้านจะไปเอ่ยกับท่านย่า จะได้ไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไร
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ไปหาเรื่องผู้อื่น ผู้อื่นกลับมาหาเรื่องเขา
ผู้ที่ถูกส่งมาเมืองหลวงพร้อมกับอวี่เหวินหันเหล่ยยังมีบุตรีอนุภรรยาของตระกูลอวี่เหวินอีกสองนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินว่าตระกูลอวี่เหวินส่งคนมาแล้ว ย่อมต้อนรับเข้ามาในเรือนฉือหย่าง
เรื่องที่อวี่เหวินหันเหล่ยถูกแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟย ก็มีหลานชายของนางผู้เป็นหัวหน้าตระกูลอวี่เหวินบอกกับนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจะรู้ว่าตระกูลอวี่เหวินไม่ได้ส่งมาแค่บุตรีอนุภรรยาสองนาง เขาส่งบุตรีภรรยาเอกเข้าวังหลวง และส่งบุตรีอนุภรรยามาที่จวนหนิง
แม้ว่าหนิงเซ่าชิงจะไม่ชอบอวี่เหวินหันเหล่ยผู้นั้น แต่ว่า…สุดท้ายก็ยังโมโหอยู่ดี
ทว่าถึงหัวหน้าตระกูลอวี่เหวินผู้นั้นจะไม่มีความสามารถอันใด แต่ความสามารถในการเกลี้ยกล่อมคนนั้นเป็นเลิศ กล่าวจากผิดเป็นถูกได้ในทันที
เขาเอ่ยเสียดิบดีว่า ตระกูลอวี่เหวินกับตระกูลหนิงนั้นน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ตอนนี้ฮ่องเต้หวาดกลัวตระกูลหนิงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาส่งคนไปให้ฮ่องเต้สองคน ก็เพียงแค่อยากให้เอ่ยชื่นชมตระกูลหนิงต่อหน้าพระพักตร์ เพื่อปกป้องตระกูลหนิงของพวกเรา
เขาบอกว่า ตอนนี้เหล่ยเอ๋อร์เป็นกุ้ยเฟย ฮ่องเต้กำลังโปรดปรานนาง เพียงแค่นางเอ่ยประโยคเดียว ตระกูลหนิงก็จะสงบสุขปลอดภัย…
ฮูหยินผู้เฒ่าอาศัยอยู่ในจวน รู้สถานการณ์ในตอนนี้เพียงเล็กน้อย เมื่อได้ยินหัวหน้าตระกูลอวี่เหวินกล่าววาจาน่าฟัง ก็เชื่อหมดใจ
ในใจก็ระลึกถึงความดีของตระกูลมารดา รู้สึกว่าครั้งที่แล้วที่หัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนบอกว่าตระกูลอวี่เหวินของพวกนางไม่มีอะไรดีสักอย่างนั้น ทำเกินไปแล้ว
นางจึงไม่สนใจและไม่ไต่ถาม แต่เรียกมั่วเชียนเสวี่ยมาในทันที เพื่อกำหนดฐานะของบุตรีอนุภรรยาสองคนนั้นอย่างเป็นทางการ
มั่วเชียนเสวี่ยได้ยินแล้ว เส้นเลือดก็เต้นตุบๆ
และที่ทำให้นางหมดวาจาจะกล่าวก็คือ สายตาของหัวหน้าตระกูลอวี่เหวินผู้นั้นวนเวียนอยู่บนร่างนางตลอด
นางอยากจะควักลูกตาออกมาเหยียบเสียจริง
มั่วเชียนเสวี่ยสูดลมหายใจลึก ควบคุมอารมณ์โกรธของตนเอง
ผู้อาวุโสมอบให้ นางมิกล้าปฏิเสธ!
ในเมื่อนางจะแตกหัก หาเหาใส่หัว มั่วเชียนเสวี่ยย่อมไม่มีทางขวางการรนหาที่ตายของนาง
นางรู้ปมในใจหนิงเซ่าชิงดีมาก
สตรีสองนางนี้ เข้าเรือนมาแล้ว หนิงเซ่าชิงไม่บอกว่าจะขึ้นเตียงนาง แค่มองแวบหนึ่งก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว
เพียงเพราะว่า นางแซ่อวี่เหวิน
หากพวกนางเข้าใกล้โดยไม่คำนึงถึงกำลังความสามารถของตนเอง มั่วเชียนเสวี่ยเชื่อว่า ไม่ต้องให้นางแสดงสีหน้าไม่พอใจ หนิงเซ่าชิงก็ให้คนโยนพวกนางลงไปในทะเลสาบเพื่อเรียกสติแล้ว
ตอนนี้มั่วเชียนเสวี่ยยังไม่รู้ว่าตระกูลอวี่เหวินถวายสาวงามให้กับฮ่องเต้
หากว่ารู้แล้ว เกรงว่ากระทั่งโทสะก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทางจะมี แล้วหัวเราะเสียงดังแทน
มั่วเชียนเสวี่ยที่คิดได้แล้วก็ไม่ได้มีสีหน้าบึ้งตึง แต่กลับยิ้มขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่า และนำสตรีตระกูลอวี่เหวินจากไปอย่างสง่างาม
มั่วเชียนเสวี่ยจากไปพร้อมกับกลิ่นหอมละมุนระลอกหนึ่ง
ดวงตาของตาเฒ่าอวี่เหวินจ้องนางโดยไม่ละสายตา
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีเวลาไปสนใจเขา และไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของหลานชายตัวดีของนาง
นางจมอยู่กับเรื่องในใจตนเอง
สีหน้านางค่อยๆ เคร่งขรึมลง สามารถกุมอำนาจในเรือนใหญ่เป็นเวลานานหลายปีเช่นนี้ บางทีอาจจะมีช่วงที่ทำผิดพลาด แต่กลับมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหายิ่งกว่า
นางไม่เข้าใจ เมื่อเห็นมั่วเชียนเสวี่ยไร้ท่าทางไม่สบอารมณ์ แล้วมองนางด้วยสายตาดูแคลน
นางสร้างปัญหาให้นาง นางไม่ควรจะรู้สึกแย่หรอกหรือ ทำไมถึงได้มีท่าทางเหมือนเป็นผู้ชนะอย่างใสสะอาดแบบนั้น?!
มีเพียงแค่คำอธิบายเดียว นางไม่เชื่อแต่ก็จำเป็นต้องเชื่อเช่นกัน
ดูท่า นางต้องพาหลานชายไปเจรจากับบุตรชายและหลานชายสักคราแล้ว จะได้คลายปมในใจหลานชาย ให้สองตระกูลปรองดองกันใหม่อีกครั้ง
รอจนนางสังเกตเห็นหัวหน้าตระกูลอวี่เหวิน เขาก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว ทั้งยังมีสีหน้าประจบบวกกับเป็นห่วงฮูหยินผู้เฒ่าด้วย
หนิงเซ่าชิงกับหัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนถูกฮูหยินผู้เฒ่าเชิญมา เมื่อเห็นหัวหน้าตระกูลอวี่เหวินนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางที่ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ทั้งหมด ก็มีสีหน้าเย็นชา เอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ใครก็ได้ โยนคนผู้นี้ออกไปที”
เขากับบิดารวมถึงผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งกำลังประชุมกันอยู่ แต่ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนมาแจ้งแล้วแจ้งอีก หากยังไม่มาอีก ก็คงจะยังส่งคนไปต่อ
บิดากตัญญูต่อฮูหยินผู้เฒ่ามาก ย่อมต้องอดกลั้นเป็นธรรมดา