มหายุทธ์ สะท้านภพ บทที่ 1854
ผลการฝึกตนของเขาไม่ได้เปลี่ยนไป ยังคงเป็นเทพฟ้าขั้นหกอยู่เหมือนเดิม แต่ความสามารถโดยรวมของเขาได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมากนัก
สิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ก็คือช่องจิตของเขา
เดิมทีเนื่องจากเขาฝึกฝนพลังจุติมรณะ ช่องจิตของเขาได้ค่อย ๆ วิวัฒนาการเปลี่ยนสภาพไปทางวงล้อชีวิตแห่งเหล่าเทวเทพ
บวกกับที่ตอนนี้ได้ฝึกฝนเคล็ดเทวกลั่นวิญญาณ ช่องจิตของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กลายเป็นร่างมนุษย์ที่มีรูปร่างเหมือนกันกับเขา
ช่องจิตกลายร่างเป็นมนุษย์ ก็คือเทวกลั่นวิญญาณ เพียงแต่ว่าแตกต่างไปจากช่องจิตร่างมนุษย์ที่เกิดจากการฝึกฝนเฉพาะเทวกลั่นวิญญาณเพียงอย่างเดียว ที่ด้านหลังศีรษะของช่องจิตร่างมนุษย์ของหลัวซิว มีเงาของวัฏจักรลอยอยู่ ในนั้นแฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ของกฎเป็นตายเวลาและปริภูมิทั้งสี่กฎใหญ่
ณ เวลานี้หลัวซิวมีความรู้สึกบางอย่าง ด้วยความแข็งแกร่งของตัวสำนึกในปัจจุบันของเขาหากต้องการใช้การโจมตีทางวิญญาณละก็ ถึงขนาดที่ว่าสามารถสังหารราชาเทพขั้นหกได้ภายในพริบตา
ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งราชาเทพขึ้นเจ็ดขึ้นไป ถ้าหากไม่มีของขลังคุ้มครองวิญญาณที่ร้ายกาจ ก็จะต้องถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บหนักอย่างแน่นอน
การโจมตีตัวสำนึก ได้กลายเป็นไพ่ไม้ตายใบหนึ่งในมือของหลัวซิว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งแดนมกุฎเทพ ถ้าหากใช้จู่โจมโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ก็จะต้องได้ผลลัพธ์ที่ไม่เลวอย่างแน่นอน
ระยะห่างระหว่างราชาเทพและมกุฎเทพนั้นอยากที่จะข้ามผ่านไป ก่อนหน้านี้เขาได้อาศัยพลังของดาราโบราณมกุฎเทพมาโดยตลอดถึงได้ก้าวข้ามคลองเส้นนี้ไปได้ ทว่าในตอนนี้เขาได้อาศัยความสามารถของตนเอง สามารถผ่านไปได้เป็นครั้งแรก!
นอกจากนี้ข้อดีของการมีตัวสำนึกที่แข็งแกร่งไม่ใช่แค่ในด้านการโจมตีทางวิญญาณเท่านั้น สำหรับการสัมผัสรู้กฎ ขนาดของอานุภาพจากกระบวนท่า พลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนของขลัง ล้วนมีผลลัพธ์ในการเพิ่มระดับขึ้น
“การโจมตีทางตัวสำนึกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในแง่ของการโจมตีที่แปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์ที่ฝึกลมปราณเป็นหลักหรือกลั่นร่างเป็นหลัก เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งกลั่นวิญญาณล้วนต้องตกเป็นรอง”
สัมผัสถึงความแข็งแกร่งของตัวสำนึกของตนเอง ในวินาทีนี้ในที่สุดหลัวซิวก็ได้เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์กลั่นวิญญาณ
นอกจากนี้หลังจากที่เขาได้ฝึกฝนเคล็ดเทวกลั่นวิญญาณ นั่นก็หมายความว่าเขาได้เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งฝึกตนรอบด้านอย่างแท้จริง
อะไรคือฝึกตนรอบด้าน?
เคล็ดเทวกลั่นวิญญาณได้ฝึกกลั่นตัวสำนึกวิญญาณ เคล็ดแสงดาวเทียนเต้าเป็นการฝึกฝนเวทย์ เคล็ดวิชาจุดลมปราณเป็นการฝึกร่างยุทธ์ร่างเนื้อ!
บวกกับการฝึกฝนเพิ่มเติมเส้นทางแห่งวัฏจักรของกฎสูงสุดเป็นตายเวลาและปริภูมิทั้งสี่กฎใหญ่ล้วนได้ขยายออกมาจากด้านในนี้
จอมยุทธ์บางคนตัวสำนึกวิญญาณแข็งแกร่ง บางคนร่างยุทธ์ร่างเนื้อแข็งแกร่ง บางคนพลังเวทย์สูงส่ง
มีบางคนอาวุธขลังร้ายกาจ บางคนชำนานในด้านค่ายกล และบางคนเก่งในด้านกลั่นยา
ส่วนหลัวซิวนั้น ทั้งหมดนี้เขาล้วนสามารถทำได้!
เต๋าแขนงหนึ่งบรรลุถึงจุดสูงสุด ก็จะสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังไปหลายยุคหลายสมัย ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน กลายเป็นมหาจักรพรรดิยุทธ์ในยุคสมัยหนึ่ง!
สิ่งที่หลัวซิวทำนั้นคือร่ำเรียนฝึกฝนเต๋าทุกชนิด พูดได้ว่านี่คือเรื่องราวที่ไม่อาจเป็นไปได้เลย
ต่อให้หลัวซิวมั่นใจในตัวเองถึงเพียงใด เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะสามารถฝึกฝนเต๋าแขนงต่าง ๆ ให้บรรลุถึงจุดสูงสุดได้ทั้งหมด ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุด
เพราะการฝึกฝนเต๋าแขนงใดแขนงหนึ่ง ล้วนจำเป็นจะต้องเติมเต็มทรัพยากรและของล้ำค่าเข้าไปจำนวนมหาศาล นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่พรสวรรค์และความเข้าใจสามารถอธิบายได้แล้ว
หวนนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในการเส้นทางของการฝึกยุทธ์ หลัวซิวเองก็พบว่าตัวเองนั้นโลภมากเกินไปเสียแล้ว ต่อให้เป็นจ้าววัฏจักรยุคแรกเมื่อในอดีต ได้สร้างวัฏจักรขึ้นมาโดยใช้กฎเป็นตายเวลาและปริภูมิทั้งสี่กฎใหญ่ แต่จ้าววัฏจักรยุคแรกก็ไม่ได้คิดที่จะฝึกฝนทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนอย่างเขา
วิถีของจ้าววัฏจักรยุคแรก ก็คือฝึกฝนกฎเป็นตายเวลาและปริภูมิทั้งสี่กฎใหญ่เป็นหลัก เดินในเส้นทางวิถีแห่งกฎ
สำหรับการผนึกรวมผลการฝึกตนพลังเวทย์ เป็นวิถีแห่งการฝึกกลั่นร่างกายและพลังวิญญาณของตนเอง ความสำเร็จของจ้าววัฏจักรยุคแรกไม่นับว่าสูงมากนัก
สำหรับเรื่องนี้ ตัวมรณาเทพแห่งวัฏจักรชีวิตก็เคยได้พูดกับเขามาก่อน เขาได้แนะนำให้หลัวซิวเดินตามเส้นทางของจ้าววัฏจักรยุคแรก