ตอนที่ 92 ไม่มีวันคลางแคลง
ฮ่องเต้ผุดลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะออกมา เขวี้ยงม้วนไม้ไผ่ในมือไปตรงหน้าไป๋ชิงเหยียน
“เรียกได้อย่างใดเช่นนั้นหรือ! เจ้าได้รับม้วนไม้ไผ่ที่บันทึกสถานการณ์รบแต่ไม่รีบมอบมันให้เรา ชาวบ้านในเมืองหลวงรับรู้เนื้อหาในม้วนไม้ไผ่ก่อนเราเสียอีก เจ้าสาบานต่อหน้าดวงวิญญาณ พาชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นมาที่หน้าประตูอู่เต๋อ ขาดแค่การบุกเข้าวังเท่านั้น เจ้ายังกล้าถามว่าเรียกว่ากบฏได้อย่างใด เจ้าคิดว่าเราแก่จนหูหนวกตาบอดมองไม่เห็นแผนสกปรกของตระกูลไป๋หรืออย่างใด!”
หญิงสาวโน้มกายเก็บม้วนไม้ไผ่บนพื้นขึ้นมา ใช้แขนเสื้อสีขาวเช็ดทำความสะอาดเล็กน้อย ตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายปรากฏแก่สายตา รองแม่ทัพใหญ่ไป๋ฉีซานถูกต้อนขังอยู่ในเมืองเฟิ่งห้าวัน ไร้ซึ่งเสบียงอาหาร กองทัพหนานเยี่ยนจับเป็นท่านชายห้าของตระกูลไป๋ได้ จับเขาเปลื้องผ้าเฉือนเนื้อออกทีละชิ้นอย่างดูถูกเหยียดหยามเพื่อบีบบังคับให้ไป๋ฉีซานยอมจำนน
โทสะเดือดพล่านอยู่ในใจของไป๋ชิงเหยียน ในที่สุดก็ควบคุมไม่อยู่ หญิงสาวกัดฟันโพล่งออกไป
“ตระกูลไป๋ทำไปเพื่อทวงคืนความยุติธรรมแต่กลับถูกเรียกว่าแผนการสกปรก เช่นนั้นการที่ฝ่าบาททรงส่งคนไม่เอาไหนไปคุมกองทัพ จุดประสงค์ที่มอบป้ายอาญาสิทธิ์ให้คนขี้ขลาดผู้นี้ ไม่ใช่แผนการสกปรกหรือเพคะ”
“บังอาจนัก!” ฮ่องเต้ทรงพิโรธถึงขีดสุด
“ซีเหลียง หนานเยี่ยนจ้องเราตาเป็นมัน ต้าเหลียง หรงตี๋ไม่อาจคาดเดาใจได้ ทหารยอดฝีมือปะทะกับแคว้นซีเหลียงที่กระหายอยากได้แคว้นต้าจิ้น กองทัพใหญ่ของหนานเยี่ยนยอมสละชีพ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวร่างแยกออกจากกัน ไม่กลัวถูกฝังร่างในพื้นดิน ยินดีสละเลือดเนื้อ พลีชีพเพื่อบ้านเมือง สู้จนตัวตาย! ทว่าในขณะที่สงครามที่หนานเจียงกำลังตึงเครียด ฝ่าบาทกลับทรงหวาดระแวงกลัวว่าขุนนางจะมีบารมีเหนือตน องค์ชายที่ไม่เคยออกรบ ไม่เข้าใจยุทธวิธีการรบใช้ป้ายอาญาสิทธิ์สั่งให้แม่ทัพออกรบเพื่อสร้างผลงาน นี่ไม่ใช่แผนการที่สกปรกที่สุดหรืออย่างใดเพคะ!”
“มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ใช้ป้ายอาญาสิทธิ์บีบบังคับให้แม่ทัพออกรบเช่นนี้! บัดนี้บุรุษตระกูลไป๋เสียชีวิตลงหมดแล้ว แคว้นต้าจิ้นไม่มีเจิ้นกั๋วกงที่ทำให้ต้าเหลียง และหรงตี๋หวาดกลัวจนไม่กล้ารุกรานต้าจิ้นอีกเป็นสิบปีอีกต่อแล้ว ราชสำนักไร้แม่ทัพผู้กล้าหาญ สูญเสียกองทัพนับแสน…ต้าจิ้นตัดแขนขาของตัวเองหมดสิ้น!”
มองดูท่าทีเกรี้ยวกราดของฮ่องเต้ ไป๋ชิงเหยียนยิ้มเย็นออกมาอย่างอดไม่ได้ “เมื่อแคว้นต้าจิ้นจำนนยอมเจรจาสงบศึกกับซีเหลียงและหนานเยี่ยน อีกไม่นานต้าเหลียงกับหรงตี๋ก็คงเข้ามาขอส่วนแบ่งด้วย จุดจบเช่นนี้…ฝ่าบาททรงพอพระทัยแล้วใช่หรือไม่เพคะ”
ดวงตาของฮ่องเต้แดงฉาน กัดฟันกรอด คำกล่าวของไป๋ชิงเหยียนเป็นสิ่งที่ทรงกังวลอยู่ นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดฮ่องเต้ทรงกริ้ว และเสียใจถึงเพียงนี้หลังจากได้ทอดพระเนตรเนื้อหาในม้วนไม้ไผ่
“หากฝ่าบาททรงต้องการกำจัดตระกูลไป๋ให้สิ้นซากก็ทรงทำเถิดเพคะ! ถือเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อให้จงรักภักดีต่อบ้านเมืองเพียงใด ก็อย่าทำจนไม่เหลือทางรอดให้ตัวเอง มิเช่นนั้นอาจต้องสูญเสียบุรุษทั้งตระกูล แม้ร่างกลับมา แต่กลับถูกบรรจุอยู่ในโลงศพที่บางราวกับกระดาษที่แม้แต่ชาวบ้านธรรมดายังไม่คิดจะใช้ ไม่แม้แต่จะเย็บร่างของเด็กที่อายุเพียงสิบขวบให้ติดกันได้”
ไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสขึ้น ซิ่นอ๋องตวาดออกมาด้วยความโมโห “ตระกูลไป๋ของพวกเจ้าเป็นเพียงสุนัขที่ราชวงศ์เลี้ยงไว้เฝ้าประตูเท่านั้น คนแก่ตายยากอย่างท่านปู่และท่านพ่อของเจ้ามีกองกำลังเป็นของตัวเองจึงไม่เห็นหัวผู้ใด ในใจตระกูลไป๋ของพวกเจ้ามีเสด็จพ่อซึ่งเป็นฮ่องเต้อยู่บ้างหรือไม่ มีราชวงศ์หลินอยู่บ้างหรือไม่! ทุกสิ่งในแคว้นนี้เป็นของราชวงศ์หลิน เราจะทนเห็นสุนัขรับใช้มาแย่งไปได้อย่างใดกัน! ชายแก่ไป๋เวยถิงนั่นเอาแต่กล่าวว่าบ้านเมืองสงบสุขชาวบ้านก็จะสงบสุข แสร้งทำตัวเป็นคนดีทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อชาวบ้าน! เจ้ากล้ากล่าวหรือไม่ว่าตระกูลไป๋ไม่ได้ทำทั้งหมดนี่เพราะอยากแย่งบัลลังก์ไปจากราชวงศ์หลิน ไม่ได้ปูทางเพื่อทำการกบฏเสด็จพ่อ!”
“ท่านพ่อของหม่อมฉันอดน้ำอดอาหารอยู่ในเมืองเฟิ่งถึงห้าวันแต่ก็ยังต้านทานศัตรูไว้สุดชีวิต เช่นนี้เรียกว่ากบฏหรือ!” หญิงสาวยืนขึ้น คลี่ม้วนไม้ไผ่ในมือออก ดวงตาสีเลือดมีน้ำตาคลอ ม้วนไม้ไผ่ในมือสั่นจนเกิดเสียง “ท่านอาห้าของหม่อมฉันถูกจับเป็น ไม่ต้องการให้ซีเหลียงข่มเหงย่ำยีลูกหลานตระกูลไป๋เพื่อบั่นทอนกำลังใจของกองทัพ ท่านพ่อของหม่อมฉันยิงธนูสังหารน้องชายคนที่ห้าของตัวเอง เช่นนี้เรียกกบฏหรือ”
“น้องชายแท้ๆ ของหม่อมฉันอยู่รั้งในด่านสุดท้าย ทั้งๆ ที่สามารถใช้การคุ้มครองซิ่นอ๋องเป็นข้ออ้างเพื่อหลบหนีไปได้ ทว่าเขากลับยืนกรานที่จะสู้ตายจนไม่หลงเหลือแม้แต่ร่าง เช่นนี้เรียกว่ากบฏอย่างนั้นหรือ! น้องชายสิบเจ็ดของหม่อมฉันอายุเพียงสิบขวบถูกล้อมอยู่ในเมืองเฟิ่ง อดอาหารถึงห้าวัน ก่อนตายโดนทหารซีเหลียงคว้านท้อง…ในท้องมีแต่ดินโคลนและเศษไม้ เช่นนี้เรียกกบฏหรือ!”
น้ำเสียงแหลมสูงของหญิงสาวซึ่งเต็มไปด้วยไอสังหารดังกังวานไปทั่วท้องพระโรงแห่งนี้
“น้องชายสิบเจ็ดของหม่อมเพิ่งจะสิบขวบเท่านั้น! เขายังไม่ได้เริ่มต้นใช้ชีวิตเลยด้วยซ้ำ แต่ใจที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดีที่ถ่ายทอดกันมาในแต่ละรุ่นทำให้เขาถือดาบฆ่าฟันศัตรู ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า ความจงรักภักดีเช่นนี้ นอกจากตระกูลไป๋แล้ว มีตระกูลใดเป็นเช่นนี้อีกบ้าง!”
“แคว้นต้าจิ้นเป็นใหญ่เหนือทุกแคว้นมาหลายสิบปี ทว่าแม่ทัพที่มือฝีมือกลับมีเพียงน้อยนิด! ท่านปู่และท่านพ่อของหม่อมฉันพาบุรุษทั้งหมดของตระกูลไป๋ไปออกรบที่ด่านหน้าเพราะต้องการสร้างทหารฝีมือดีให้แก่คนรุ่นหลังของแคว้นต้าจิ้น พวกท่านไม่เหลือทายาทไว้สืบทอดตระกูล ไม่เหลือทางรอดให้ตระกูลไป๋ ขุนนางที่จงรักภักดีเช่นนี้ ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นแต่ก็มิสนพระทัย! ตระกูลไป๋ของหม่อมฉันสาบานว่าจะจงรักภักดีไปจนตาย คนทุกรุ่นสละชีพเพื่อบ้านเมือง ทว่าที่ได้มาคือสิ่งใดกัน! ได้มาเพียงการใส่ร้ายจากขุนนางชั่วช้าในราชสำนัก! ความสงสัย หวาดระแวง และไม่เชื่อใจของฝ่าบาท! ป้ายอาญาสิทธิ์ที่อยู่ในมือของซิ่นอ๋องเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าก้อนหนึ่งเท่านั้น หากท่านปู่มีใจคิดกบฏ ซิ่นอ๋องจะสั่งให้ท่านปู่ออกรบได้หรือ ซิ่นอ๋องจะกลับมาเมืองหลวงอย่างปลอดภัยเช่นนี้ได้หรือเพคะ”
ขันทีคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นความพิโรธของจักรพรรดิน่าหวาดกลัวกว่าสิ่งใด ซิ่นอ๋องขยับปากราวกับอยากเอ่ยสิ่งใดออกมา ฮ่องเต้เม้มปากแน่น ภายในท้องพระโรงที่กว้างขวางโอ่อ่าเงียบสนิท
หญิงสาวกำม้วนไม้ไผ่ไว้ในมือแน่น ค่อยๆ ทรุดกายคุกเข่าลง เอ่ยแผ่วเบาอย่างยากลำบาก “ฝ่าบาท ทรงจำได้หรือไม่เพคะว่าตอนที่ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ท่านเคยตรัสสิ่งใดกับท่านปู่ของหม่อมฉัน ณ ตำหนักบูรพาซึ่งปูด้วยอิฐแดงและกระเบื้องเขียวบ้าง ฝ่าบาททรงตรัสว่า ‘ท่านลุงอายุมากกว่าข้าถึงสิบปี ข้าเห็นท่านเป็นดั่งบิดาและพี่ชาย ไม่ใช่ขุนนาง ท่านลุงรักและห่วงใยราษฎรทุกคน อยากทำให้ทั่วหล้าสงบสุข ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน ราชสำนักมีข้า สนามรบมีท่านลุง ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของข้า ข้าขอมอบอำนาจทางทหารให้ท่านลุงดูแล ไม่มีวันคลางแคลงใจเด็ดขาด’
ฮ่องเต้กำมือที่แนบอยู่ข้างลำตัวแน่น หวนนึกถึงฤดูหนาวของเดือนสิบสองซึ่งหิมะตกหนัก ใบหน้าสง่างามหนักแน่นของไป๋เวยถิง ดวงตาสองข้างแดงก่ำ โค้งกายคำนับเขาสุดตัว น้ำเสียงชัดเจนแจ่มแจ้ง
“กระหม่อมจะไม่ทำให้รัชทายาทต้องผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำเหล่านั้น…เป็นเพียงถ้อยคำที่เขาปรุงแต่งขึ้นตอนที่องค์ชายซึ่งไม่เป็นที่โปรดปรานอย่างเขาได้รับตำแหน่งรัชทายาทที่ไกลเอื้อมนั่นเพราะอยากหาที่พึ่งให้ตัวเองเท่านั้น!
ไป๋เวยถิง…เชื่อเช่นนั้นจริงๆ หรือ
ฮ่องเต้ตกอยู่ในภวังค์
“นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดท่านปู่จึงให้ทั้งตระกูลไป๋จงรักภักดี พาบุรุษตระกูลไป๋ทั้งหมดไปออกรบที่หนานเจียงโดยไม่เหลือทางรอดให้ตระกูลไป๋เลยแม้แต่น้อย!”
หญิงสาวเห็นสีพระพักตร์ของฮ่องเต้ จึงเอ่ยต่อ “ท่านปู่กล่าวว่า แต่ไหนแต่ไรมาฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงในตัวแม่ทัพมากที่สุด ทว่าท่านปู่ได้รับความไว้วางพระทัยจากฝ่าบาท ท่านจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด ท่านปู่กล่าวว่าฝ่าบาททรงพระทัยกว้าง และมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่ อยากครอบครองใต้หล้า สิ่งที่ท่านปู่ต้องการคือใต้หล้าสงบสุข หากชีวิตนี้เขาไม่สามารถทำให้มันเป็นจริงได้ ทายาทของตระกูลไป๋จะสืบสานมันต่อ หากวันใดที่ใต้หล้าสงบสุขลงแล้ว ทายาทของตระกูลไป๋ต้องคืนอำนาจทางทหารให้แก่ราชวงศ์ เพราะการลดทอนอำนาจของขุนนาง รวบรวมอำนาจมาไว้ที่ศูนย์กลางคือสิ่งที่ฮ่องเต้ทุกพระองค์จะทำ และสมควรทำหลังจากที่ใต้หล้าสงบสุขแล้ว ขอแค่ตระกูลไป๋จงรักภักดีทำทุกสิ่งอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าผู้ใดในราชวงศ์ได้ครอบครองบัลลังก์นั่นก็จะปฏิบัติกับตระกูลไป๋อย่างอ่อนโยนและคุ้มครองตระกูลไป๋ให้ปลอดภัย”
ฮ่องเต้ราวกับอยากตรัสสิ่งใดออกมา เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไป๋เวยถิงมองเขาสูงส่งถึงเพียงนี้
หญิงสาวเงยหน้ามองฮ่องเต้ที่ใช้มือจับโต๊ะไม้กฤษณาเพื่อพยุงกายไว้
“ฝ่าบาท ท่านปู่เชื่อใจฝ่าบาทถึงเพียงนี้ ทว่า ฝ่าบาทไม่เคยคลางแคลงพระทัยในตัวท่านปู่จริงหรือไม่เพคะ”