บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน – บทที่ 484 สายฟ้าลงทัณฑ์ยุติลง

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน

บทที่ 484 สายฟ้าลงทัณฑ์ยุติลง

บทที่ 484 สายฟ้าลงทัณฑ์ยุติลง

เขาเป็นดั่งปลาที่กลับสู่ทะเล ดั่งอินทรีที่คืนสู่เวหา

ทันทีที่แก่นวิญญาณของเฉินซีกระโจนลงไปในบ่อ จิตใจของเขาพลันหยั่งรู้ เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ราวกับว่าทุกความคิดของเขานั้นโปร่งใส เป็นอิสระ และเบาบาง

นี่ไม่ใช่กระบวนการจุติหรือแปลงกายอีกต่อไป ทว่าเป็นความสุขภายในจิตใจรูปแบบหนึ่ง

พลังชีวิตอันล้นหลามอยู่ภายในสายฟ้าที่เจิดจ้ายิ่งยวดเริ่มควบแน่นรอบแก่นวิญญาณของเขาและสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ ราวกับว่าชายหนุ่มได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตลงในดิน มันสร้างเลือด เนื้อ หนัง กระดูก เส้นเอ็น อวัยวะภายใน จุดชีพจรและเส้นลมปราณ… ดั่งต้นไผ่หลังสายฝน มันเจริญงอกงามและเปล่งประกายแห่งชีวิตใหม่

เฉินซีนั่งขัดสมาธิขณะที่เตร็ดเตร่ไปมาอย่างเงียบสงบ ไร้ซึ่งความต้องการใด ๆ ร่างกายของเขายังคงเปลี่ยนแปลงไม่มีท่าทีจะยุติลง ร่างที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่นั้นโปร่งแสงและตกผลึกเหมือนทองคำเคลือบเทวะซึ่งเปล่งประกายมันวาวราวกับสายฟ้า

วิหคอมตะอาศัยเปลวเพลิงเพื่อกลับมาเกิดใหม่ เช่นเดียวกับเฉินซีในตอนนี้ที่กำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในชีวิต

เวลาผ่านไปไม่นาน แสงที่เปล่งออกมาจากร่างกายของเขาเริ่มสว่างไสวมากขึ้น แสงเจิดจรัสเผยให้เห็นความมีชีวิตชีวา ภายในร่างกาย เสียงแตกหักดังขึ้นในขณะที่แขนขาและกระดูกของเขาเต้นเป็นจังหวะ อวัยวะภายในสั่นพ้อง ฟังดูเหมือนเสียงธรรมชาติที่ชัดเจนไพเราะ เหมือนเสียงระฆังยามเช้า ทำให้กระดูกทุกส่วนของเขาเปล่งประกายแวววาว

ชั้นของเยื่อบุผิวที่คล้ายโลหะเจือผลึกปรากฏขึ้นบนกระดูก จุดชีพจรและเส้นลมปราณของเขาซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ เยื่อบุเหล่านี้เปล่งแสงแวววาว เปี่ยมล้นด้วยปราณวิญญาณ การบ่มเพาะที่ไหลเวียนอยู่ส่งเสียงดังกราวและเป็นจังหวะที่ทำให้ผู้คนรู้สึกมั่นคง

นอกจากนี้ เลือดและเนื้อของเขาก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ทุกอณูของผิวหนังของเขามีโลกแห่งจุดชีพจรเล็ก ๆ ซึ่งกำลังเปิดออกในขณะนี้และส่องสว่างด้วยแสงสีทองที่หล่อเลี้ยงร่างกาย

นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ ผู้ขัดเกลากายาต่างเดินบนเส้นทางแห่งการบรรลุความเป็นอมตะ พวกเขาถือว่าในร่างกายมีจุดชีพจรสี่ร้อยแปดสิบล้านจุด ทุกจุดคือโลกใบหนึ่ง หากเปิดโลกทั้งหมดเหล่านี้ได้ก็จะบรรลุความเป็นอมตะและเป็นนิรันดร์

เหตุผลที่ร่างเซียนจุติหล่อเลี้ยงแก่นวิญญาณนั้นเนื่องจากการปลดปล่อยและการพัฒนาของจุดชีพจรเล็ก ๆ ในร่างกาย เมื่อแก่นวิญญาณได้รับการหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน แม้ว่าร่างจะถูกทำลาย เพียงหนึ่งจิตคิดก็สามารถสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ได้!

ทั้งหมดนี้ฟังดูแล้วช่างน่าเกรงขามยิ่ง!

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากต้องการสังหารผู้ขัดเกลากายาในขอบเขตจุติ การทำลายเฉพาะร่างกายของผู้ขัดเกลากายานั้นยังไม่พอ ต้องทำลายแก่นวิญญาณที่อยู่ภายในจุดชีพจรเล็ก ๆ ในร่างกายของอีกฝ่ายด้วย

อย่างไรก็ตาม มีจุดชีพจรเล็กมากหลายสิบล้านจุด ดังนั้นการจะทำลายเส้นแก่นวิญญาณทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงอยู่ภายในจุดชีพจรจะเป็นเรื่องง่ายดายได้อย่างไร?

นี่คือเหตุผลที่ผู้ขัดเกลากายาเอาชนะผู้บ่มเพาะปราณแท้ในระดับการบ่มเพาะเดียวกันได้อย่างง่ายดาย พวกเขาเป็นเหมือนแมลงสาบอมตะที่มีพลังชีวิตมหาศาลจนน่าสะพรึงกลัว

ทั่วทั้งร่างกายของเฉินซีในขณะนี้สว่างไสว แก่นวิญญาณรวมเข้ากับร่างกายของเขา กงล้อสังสารวัฏและร่างเซียนจุติผนึกกำลังกัน ทำให้เขาเป็นเหมือนเทพเจ้าที่ไร้ที่ติ ไร้มลทิน และเปล่งแสงเจิดจรัสอันไร้ขอบเขต

จากภายในสู่ภายนอก จากร่างกายสู่จิตใจ การจุติและการแปรสภาพกำลังดำเนินไปพร้อมกัน

ขอบเขตจุติคว้าโชคแห่งโลกา เป็นการแปรสภาพแก่นแท้แห่งชีวิต เป็นดั่งพิธีล้างบาปครั้งใหญ่ในกระบวนการไล่ตามเต๋าแห่งสวรรค์ เป็นการสร้างตัวตนขึ้นใหม่และพัฒนาจิตวิญญาณ ทำให้ร่างกายและจิตใจก้าวสู่ขั้นถัดไป

นอกจากนั้น เฉินซียังแตกต่างจากคนทั่วไป ทัณฑ์แห่งการแปรสภาพกายาและปราณแท้มาถึงในเวลาเดียวกัน เขาเผชิญกับสายฟ้าลงทัณฑ์ถึงสี่ระลอกก่อนที่จะก้าวไปสู่ขอบเขตจุติได้สำเร็จในท้ายที่สุด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำ

เช่น แก่นวิญญาณของเขานั้นต่างจากคนอื่น โดยแปรสภาพเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งหล่อเลี้ยงอยู่ภายในกงล้อสังสารวัฏในท้องทะเลแห่งลมปราณของเขา อีกส่วนหนึ่งหล่อเลี้ยงอยู่ภายในจุดชีพจรขนาดเล็กทั่วร่างกาย ทว่าทั้งสองก็ไม่ได้ขัดต่อกัน ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ยิ่งกว่านั้น อาจกล่าวได้ว่าเขาได้ประสบกับวงจรชีวิตเกิดตายถึงสองรอบในระหว่างการบรรลุขอบเขตจุติในครั้งนี้

ครั้งหนึ่งอยู่ที่หนองบึง เขาฟื้นคืนชีพจากความตายก่อนควบแน่นกงล้อสังสารวัฏและร่างเซียนจุติ

อีกครั้งหนึ่งคือบ่อแห่งพลังชีวิตในหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ แก่นวิญญาณของเขาสลายไปและสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่หลายครั้งก่อนที่จะปล่อยให้ทั้งร่างกายและจิตใจผ่านการแปรสภาพจุติครั้งใหญ่

ในช่วงเวลาต้นกำเนิดของโลก การจุติเช่นนี้เรียกว่า ‘วิหคอมตะร่ายรำ’ ซึ่งบ่งบอกเป็นนัยว่าผู้เยี่ยมยุทธ์คนนั้นมีศักยภาพพอที่จะเป็นผู้สูงส่งไปตลอดหลายยุคสมัยหลังจากผ่านทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติได้!

“เขาตายหรือยัง?”

“เขาควรจะตายไปแล้ว ไม่เห็นหรือว่าไม่มีร่องรอยของเฉินซีบนท้องฟ้า?”

“แต่หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ยังคงอยู่ ถ้าพวกเราเข้าใกล้เช่นนี้ จะทำอย่างไรถ้าถูกสายฟ้าลงทัณฑ์เข้า? อย่างไรนั่นก็คือทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติซึ่งพบเห็นได้ตามตำรายามกำเนิดโลกเท่านั้น มันไม่ได้ปรากฏขึ้นมานานมากแล้ว ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นละก็พวกเราตายแน่!”

“เจ้าพูดถูก อย่างนั้นพวกเราจะรอให้หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์สลายให้หมดก่อนที่จะเข้าไป”

ผู้เยี่ยมยุทธ์อัจฉริยะจากราชวงศ์ต่าง ๆ ที่อยู่ห่างออกไปสนทนากันพร้อมแสดงท่าทาง ทว่าไม่มีใครสักคนที่กล้าเข้าใกล้กลุ่มหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ เนื่องจากเกรงกลัวว่าจะถูกผลกระทบโดยบังเอิญ

ที่จริงแล้ว หลังจากร่างของเฉินซีถูกทำลาย หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้าก็ยุติความรุนแรงลงและตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงของพายุฝนฟ้าคะนองที่ดังก้องอยู่แผ่วเบา

ทว่าเนื่องจากหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ยังไม่สลายไปหลังจากผ่านไปนาน กอปรกับผู้คนที่หวาดกลัวทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติอย่างยิ่ง จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แม้จะผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วนับตั้งแต่ร่างของเฉินซีถูกทำลาย

“เอ๊ะ หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์เริ่มหดตัวแล้ว!” หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม มีคนพลันอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง แน่นอนว่าพวกเขาเห็นหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ที่ปกคลุมท้องนภาเริ่มลดขนาดลงอย่างกะทันหัน และหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ก็เหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยจั้งในพริบตา

“ฮ่า ๆ แสดงว่าหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์กำลังสลายไปอย่างสิ้นเชิง เฉินซีตายแล้วอย่างแน่นอน!” มีคนถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนเปิดปากหัวเราะออกมา

“อย่างที่ข้าพูด ต่อให้เป็นช่วงเวลากำเนิดของโลก ทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติก็เป็นสิ่งที่มีน้อยคนนักจะผ่านไปได้ แม้ว่าพรสวรรค์ของเฉินซีจะน่าเกรงขาม ทว่าจะเทียบกับการมีอยู่อันน่ายำเกรงนี้ได้อย่างไร? การล้มตายของเขาย่อมสมเหตุสมผล” มีคนพูดด้วยความมั่นใจราวกับเทพพยากรณ์ที่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้

“เยี่ยม! ถ้าเจ้านี่ผ่านบทลงทัณฑ์ไปได้ พวกเราคงแย่แน่” ซวีเหลิ่งเยี่ยที่อยู่ใกล้ ๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงกัดฟันและพูดว่า “น่าเสียดายที่พัดนกยูงเพลิงของข้าถูกทำลายไปพร้อมกับเจ้านี่…”

“เดี๋ยวก่อน! ดูเหมือนว่าของพวกนั้นจะเป็นสมบัติที่เฉินซีทิ้งไว้ พวกมันยังไม่ถูกสายฟ้าลงทัณฑ์ทำลายจริง ๆ ด้วย…” ในขณะนี้ เสียงอุทานด้วยความตกใจพลันดังขึ้น และดูเหมือนเจ้าของเสียงจะตระหนักได้ว่าตนเองทำผิดพลาดไปและรีบปิดปาก ทว่ามันก็สายเกินไปแล้ว!

เพราะขณะนี้ ทุกคนสังเกตเห็นพร้อมกัน ภายใต้หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์มีเจดีย์ วัตถุที่ดูเหมือนกระดองเต่า และหม้อต้มที่มีขนาดเท่านิ้วก้อยลอยอยู่

สมบัติทั้งสามชิ้นนี้เคยถูกปกคลุมโดยหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์มาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นมัน เมื่อหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ลดขนาดลง สมบัติเหล่านี้ก็ถูกเผยให้เห็นทันที

พวกมันเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติ ทว่ายังคงอยู่ได้ แม้ว่าชายหนุ่มจะดับสูญไป หรือว่านี่จะเป็นไพ่ตายที่เฉินซีเคยใช้ในการต่อกรกับเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์จำนวนมากด้วยตัวเองและใช้สังหารผู้ที่ขัดขวางเขา?

เขาอาศัยสมบัติหนึ่งในสามชิ้นนี้เพื่อทำลายประกาศิตเซียนสวรรค์ของเผยอวี่หรือ?

ทันใดนั้น ผู้คนก็นึกถึงการกระทำสุดทรหดมากมายที่เฉินซีแสดงออกมาก่อนหน้านี้และทำให้พวกเขาหายใจแรงขึ้น สายตาจับจ้องไปยังสมบัติทั้งสามชิ้น คนทั้งหมดแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภ

พวกเขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพละกำลังของเฉินซีไม่มีทางที่จะทำลายประกาศิตเซียนสวรรค์ได้ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงต้องพึ่งพาสมบัติที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าประกาศิตเซียนสวรรค์ และเป็นไปได้มากที่หนึ่งในสมบัติทั้งสามชิ้นนี้จะเป็นสิ่งที่เฉินซีนำมาใช้!

ลองคิดดูว่าประกาศิตเซียนสวรรค์มีส่วนประกอบของเจตจำนงเซียนสวรรค์อยู่ ดังนั้นสมบัติที่สามารถทำลายมันได้จะน่าเกรงขามเพียงใด?

“มันต้องไม่ด้อยไปกว่าสมบัติกึ่งอมตะเป็นแน่!” ทุกคน ณ ที่นี้ยืนยันสิ่งนี้ในใจทันที

ฟิ้ว!

ในขณะนี้ มีลำแสงตัดผ่านท้องนภาและพุ่งตรงไปยังพื้นที่ใต้หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ด้วยความตั้งใจที่จะคว้าสมบัติทั้งสามชิ้น

“เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”

“เจ้ากล้าโฉบสมบัติต่อหน้าต่อตาองค์ชายผู้นี้จริง ๆ รึ? เจ้าเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”

“ลงมือ! พวกเราต้องยึดสมบัติทั้งสามชิ้นนี้ให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม!”

คนอื่น ๆ หายจากอาการตกใจในทันที ก่อนที่จะส่งเสียงคำรามและคำสบถที่เกรี้ยวกราด เป็นเวลานั้นเองที่พวกเขามุ่งตรงไปยังพื้นที่ด้านล่างหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ เพื่อฉวยสมบัติทั้งสามชิ้นนี้มา ความสนใจว่าหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์จะสลายไปหรือไม่นั้นถูกละทิ้งโดยสิ้นเชิง

ชั่วขณะหนึ่ง สภาพแวดล้อมโดยรอบตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเงาร่างจำนวนมากพุ่งผ่านท้องนภาไปยังพื้นที่ใต้หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์จากทั่วทุกสารทิศ เป็นมวลหนาแน่นราวกับตั๊กแตนที่มีจำนวนกว่าสองสามร้อยตัวกระโดดไปมา

พวกเขาล้วนเชื่อมั่นว่าเฉินซีได้ตายตกไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติจะสลายไปจนหมดในเวลาไม่ช้า ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เกรงกลัวที่จะคว้าสมบัติเหล่านี้

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกคนมาถึงพื้นที่ด้านล่างหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์แล้วนั้น มันก็แทบไม่มีเวลาแม้แต่จะเคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าสมบัติทั้งสามจะถูกเรียกออกมา ทันใดนั้นก็เปลี่ยนเป็นลำแสงสามสายที่พุ่งเข้าสู่หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์และหายไป

การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นชะงักงัน พวกเขาไม่อาจตอบสนองต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้

เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?

เฉินซีตายไปแล้ว และหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์กำลังจะหายไป เหตุใดสมบัติทั้งสามจึงลอยหายไปในทันใด

เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกมันมีสติปัญญาแแล้ว?

ทุกคนประหลาดใจกับเหตุการณ์นี้และตกใจมากอย่างมาก

“อยากได้สมบัติของข้า? เอ่ยขอจากข้ารึยัง?” ในขณะนี้ เสียงที่สงบและไม่แยแสก็ดังออกมาจากหมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์

ในเวลาเดียวกับที่เสียงนี้ดังขึ้น หมู่เมฆทัณฑ์สวรรค์ที่หดลงเหลือขนาดสิบจั้งระเบิดออกจากกันและกระจายไปรอบ ๆ เผยให้เห็นร่างสูง

เสื้อผ้าของร่างนั้นพลิ้วไหวในขณะที่ผมยาวของเขาปลิวไสวไปตามสายลม ตัวคนยืนอยู่กลางอากาศด้วยหลังที่ตรงเหมือนหอก ดวงตาของเขาลึกและสดใสเหมือนมหาสมุทร ท่าทางสง่าผ่าเผยทว่าไร้ซึ่งอารมณ์

“เฉินซี!”

“เป็นไปได้อย่างไร? เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ รึ!?”

“นั่นคือทัณฑ์สวรรค์วิหคอมตะแห่งการจุติ! เจ้า…เจ้า…เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?”

“สวรรค์ นี่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่? เจ้าผ่านบทลงทัณฑ์นี้แล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้ามีศักยภาพเพียงพอที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แล้วหรือ?”

เมื่อเห็นร่างสูงที่เดินออกมาจากกลุ่มเมฆทัณฑ์สวรรค์ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นแสดงสีหน้าไม่เชื่อและตกตะลึง ราวกับเห็นภูตผี

“แน่นอน ข้ายังไม่ตาย แต่สำหรับพวกเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป” เฉินซีแขวนหม้อต้มเล็ก ๆ ไว้บนอกอย่างไม่ตั้งใจก่อนจะเงยหน้าขึ้น สายตาของเขากวาดมองผ่านทุกคนที่อยู่รอบข้างก่อนจะกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “พวกเจ้าทุกคนกดขี่ข้าอย่างหนักมานานแล้ว ข้าเดาว่าพวกเจ้าคงเหนื่อยพอ ๆ กัน เอาล่ะ เหตุใดจึงไม่ยุติความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดที่พวกเรามีเสียวันนี้เลยเล่า?”

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน

Status: Ongoing
เกิดมาถูกตราหน้าเป็นตัวซวยประจำเมือง แต่พวกเจ้าทั้งหมดจงเตรียมตัวไว้ ข้าเฉินซีผู้นี้จะทำให้พวกเจ้าก้มหัวศิโรราบภายใต้มหาเต๋ายันต์อักขระที่ข้าสร้าง!รายละเอียด เรื่องย่อ เฉินซี เด็กหนุ่มผู้ได้รับฉายา ‘ตัวซวยสุดขีด’ ประจำเมืองสนหมอก เขาคือผู่ที่ไม่ว่าเดินไปทางใดก็มีแต่ชาวบ้านหลีกทางให้เนื่องจากกลัวติดความโชคร้าย ยามเมื่อกำเนิดลืมตาดูโลกตระกูลเฉินของเขาที่เคยยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองสนหมอกถูกสังหารหมู่ตายไปนับพันจนเหลือคนแค่เพียงหยิบมือ จากนั้นไม่นานต่อมาบิดาและมารดาหายสาปสูญ ถัดมาเมื่อเติบโตจนรู้ความ สัญญามั่นหมายถูกฉีกต่อหน้าผู้คนทั้งนคร เหตุใดชีวิตข้าจึงเป็นเช่นนี้? หรือสวรรค์เกลียดชังเคียดข้า? ทว่าใยไม่ลงโทษข้าเพียงผู้เดียวแต่กลับดลบรรดาลให้เกิดหายนะแก่ผู้คนรอบข้างข้าด้วย ไม่ยุติธรรม! ข้าไม่ยินยอม! คอยดูเถิดสวรรค์ ข้าจะบรรลุเต๋ายันต์สาปส่งเจ้า ข้าจะทำลายผู้คนที่ย่ำยีตระกูลข้าให้สิ้น ข้าจะทำให้สรรพสิ่งทั้งสามโลกก้มกราบกรานข้า ประสานเสียงแซ่ซ้องเทิดทูนข้า ‘มหาจักรพรรดิอักขระยันต์’ นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มนามเฉินซี ผู้ถูกชะตาชีวิตบังคับให้ไม่อาจบ่มเพราะได้เฉกเช่นผู้คนทั่วไปแต่ต้องศึกษาวิชาเขียนยันต์อักขระ เพื่อขายประทังชีพให้แก่ครอบครัว ทว่าในยามดิ้นรนนั้นมันกลัยทำให้เขารู้แจ้งพื้นฐานในแขนงยันต์ยิ่งกว่าผู้ใดในเมืองซึ่งท้ายที่สุดมันทำให้เขากลับกลายเป็นมหาจักรพรรดิยันต์ผู้อยู่เหนือสามโลกเก้าสวรรค์!

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท