ตอนที่ 100 แม่เฒ่าจูป่วย
เด็กทั้งสี่คนช่วยกันล้างลูกพลัมทีละลูกจนสะอาด จากนั้นยกกลับไปยังลานบ้านของเหอยาโถว
“เงียบ ๆ หน่อย โอ่งใบใหญ่อันนี้เข้าท่าหรือไม่?” มารดาของเหอยาโถวเดินออกมาจากหลังห้องครัวพร้อมไหขนาดใหญ่ที่มีขาตั้งสูง “มันใช้สำหรับหมักผักในฤดูหนาวน่ะ ล้างให้สะอาดก่อนล่ะ”
“ได้เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า “ขอบพระคุณท่านป้ามากเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังทำอยู่เท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อพี่เขยของเขาบอกว่าเป็นเรื่องดี เช่นนั้นป้าสะใภ้ก็วางใจแล้ว” มารดาของเหอยาโถวไม่ได้ถามซักไซ้มากนัก จากนั้นนางจึงหันไปทำบ้านอย่างอื่นต่อ
เด็กทั้งสี่คนพับแขนเสื้อขึ้น
“บ๊วยหมักน้ำตาลมีวิธีทำอย่างไรหรือ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อเอ่ยถาม
“ก่อนอื่นให้หมักด้วยเกลือป่นจนถึงเวลาพลบค่ำ จากนั้นล้างให้สะอาด โรยน้ำตาลและใบสะระแหน่แล้วหมักทิ้งไว้ เมื่อถึงรุ่งเช้าเราก็สามารถนำมันไปขายได้” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบ
“เยี่ยมไปเลย!” ชีจินถูฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างมีความสุข หากขายบ๊วยดองน้ำตาลได้หนึ่งถุง เขาก็จะได้เงินหนึ่งเหรียญ
เขาไม่ต้องการอะไรมากนัก ขอเพียงหาเงินได้สิบหยวนก็พอใจแล้ว!
“พรุ่งนี้ในเมืองจะมีการจัดงานเทศกาล ผู้คนพลุกพล่านมากมาย พวกเจ้าสองคนต้องทำงานหนักขึ้นนิดหน่อยและครั้งนี้อย่าอายที่จะตะโกนเรียกลูกค้าอีกล่ะ” เหอยาโถวกำชับ
ชีจินและเสี่ยวส้วยเอ๋อพยักหน้าอย่างขะมักเขม้น
เด็กทั้งสี่คนทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาจัดการหมักลูกบ๊วยทั้งหมดเสร็จภายในครึ่งวัน
หยุนเชวี่ยใช้ใบบัวขนาดใหญ่หลายใบปิดปากไหอย่างแน่นหนาและนำหินก้อนใหญ่มาวางทับไว้ นางมองดูไหที่อัดแน่นไปด้วยลูกบ๊วยพร้อมครุ่นคิดว่าอีกไม่นานพวกมันจะกลายเป็นเหรียญเงินที่ส่งเสียงไพเราะเวลากระทบกัน เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงฉีกยิ้มกว้าง
“เชวี่ยเอ๋อ พวกเจ้าอยู่กินข้าวเที่ยงที่นี่เถิด!”
มารดาของเหอยาโถวเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องหางานมาทำตลอดเวลา ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้นางกวาดลานบ้าน ให้อาหารไก่ ให้อาหารหมู เก็บกวาดมูลหมู เก็บผักในสวน และขณะนี้นางกำลังจุดไฟเตรียมทำอาหารโดยไม่หยุดพักแม้แต่ครู่เดียว
หยุนเชวี่ยโบกมือปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่อยากรบกวนเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้ทำงานหนักมากพอแล้ว และอีกอย่างข้าต้องกลับไปทำงานบ้านด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อหยุนชวี่ยพูดว่าจะกลับบ้าน เสี่ยวส้วยเอ๋อและชีจินก็รีบลุกยืนขึ้นตามนางทันที
“ถ้าอย่างนั้นรออยู่ที่นี่สักครู่ ป้าสะใภ้จะไปเอาซาลาเปาและขนมแป้งม้วนสอดไส้ถั่วแดงมาให้ อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ”
ป้าสะใภ้เหอถือตะกร้าเดินออกมาจากห้องครัวพลางหันไปสั่งเหอยาโถวว่า “ไปหาห่อผ้ามา”
“ท่านป้าสะใภ้ไม่ต้องแบ่งให้ข้าหรอกเจ้าค่ะ แบ่งให้ชีจินกับเสี่ยวส้วยเอ๋อเถิด” หยุนเชวี่ยแสดงให้เห็นถึงความใจกว้าง
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านไป๋ซีมีจิตใจเมตตา หากครอบครัวไหนมีฐานะยากจน พวกเขาจะยื่นมือเข้าช่วยเท่าที่ทำได้
ตระกูลเหอคือตระกูลที่มีฐานะร่ำรวย ป้าสะใภ้สามแห่งตระกูลเหอจึงมักใช้เหอยาโถวไปส่งฟางและอาหารให้ครอบครัวของเสี่ยวส้วยเอ๋อที่กระท่อมหลังหมู่บ้านเป็นประจำ
“เชวี่ยเอ๋อไม่ชอบซาลาเปาเนื้อขอรับท่านแม่” เหอยาโถวกล่าวพลางหยิบถั่วฝักยาวในตะกร้ายื่นให้นาง “ท่านแม่ของข้าใส่น้ำตาลลงไปเยอะมากจนมันมีรสหวาน เจ้าลองชิมดูสิ”
หยุนเชวี่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ชอบกินซาลาเปาเนื้อ?”
“ครั้งก่อน เจ้าเคยชิมมันตอนที่ไปตลาด แต่หลังจากกินเสร็จเจ้าไม่ดูดน้ำมันที่ติดอยู่ตรงปลายนิ้วเลยสักนิด” เหอยาโถวเผยสีหน้า ‘ข้ารู้จักเจ้าดี’ ออกมา
หยุนเชวี่ยเก็บถั่วฝักยาวไว้ในห่อผ้าก่อนส่งยิ้มให้เขา
จริงอยู่ที่ว่านางไม่ชอบกินซาลาเปาเนื้อ ซึ่งเหตุผลหลักคือนางทนกลิ่นคาวของมันไม่ไหว และหากอ้างอิงจากหลักการแล้วเนื้อหมูไม่ควรมีกลิ่นเช่นนี้…
“ป้าสะใภ้ทำซาลาเปาอร่อยมากนะ เนื้อถูกสับจนละเอียด ไขมันน้อย อีกทั้งยังมีถั่วอยู่ข้างในด้วย” หญิงสาวชาวนาผู้ขยันขันแข็งมักมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตนเอง
มิฉะนั้นจะเรียกร้องความสนใจจากลูกและทำให้สามีมีพละกำลังในการทำงานได้อย่างไร?
เหอยาโถวแบ่งอาหารในตะกร้าออกเป็นสองห่อ ห่อแรกถูกส่งให้ชีจิน ส่วนห่อที่สองถูกส่งให้เสี่ยวส้วยเอ๋อ
ทั้งสองคนรู้สึกเกรงใจจึงไม่ยื่นมือออกมารับของเหล่านั้น
เหอยาโถวจึงยัดมันใส่ในมือของทั้งสองคน “เอาไปเถอะ ที่บ้านข้ายังเหลืออีกเยอะ ข้าไปหยิบกินในหม้อนึ่งยังได้เลย”
ชีจินรับห่อซาลาเปาพลางเกาหลังต้นคอพร้อมกล่าวขอบคุณ “เอ๋อ… ขอบพระคุณขอรับท่านป้าสะใภ้…”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านป้าสะใภ้สาม” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าวพลางก้มหน้าลง ใบหน้าแดงก่ำ สายตาของนางพลันเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เหอยาโถว
“มันไม่ใช่ของมีค่าอะไร เหตุใดต้องเกรงใจด้วย?” ป้าสะใภ้เหอกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนหันไปทำงานต่อ
ไม่มีผู้ใดหรือแม้แต่เหอยาโถวเองก็ตามสังเกตเห็นว่ามือของตนสัมผัสกับมือของเสี่ยวส้วยเอ๋อโดยไม่ได้ตั้งใจ
ยามบ่าย
หยุนเชวี่ยเดินตามหยุนลี่เต๋อขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้านและบังเอิญพบเขากับผู้เฒ่าหยุนที่เดินเอามือไพล่หลังมุ่งหน้าไปยังด้านหน้าหมู่บ้านโดยบังเอิญ
“ท่านพ่อ”
“ท่านปู่”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกน ชายชราจึงหยุดเดินและหันกลับมามองต้นเสียงอย่างช้า ๆ ราวกับมีเรื่องทุกข์ใจ “โอ้ เจ้ารอง”
“ท่านพ่อกำลังจะไปที่ไหนหรือขอรับ?”
เพียงแค่หยุนลี่เต๋อเอ่ยถาม ชายชราก็ทำหน้ามุ่ยพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทันที “ไม่มีอะไรหรอก เจ้าไปเถิด”
ขณะนี้เป็นเวลาบ่าย จักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงร้องระงมราวกับไม่พอใจที่มนุษย์ส่งเสียงดัง
หยุนลี่เต๋อทอดถอนใจเมื่อเห็นชายชราเดินหลังค่อมออกจากหมู่บ้าน “ท่านปู่ของเจ้าต้องมีเรื่องกลุ้มใจแน่!”
“ข้าได้ยินพี่สือยวินบอกว่าวันสอบฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว ท่าปู่คงเป็นห่วงท่านลุงใหญ่น่ะเจ้าค่ะ”
ตราบใดที่ไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวของนางก่อน หยุนเชวี่ยก็ไม่สนใจว่าครั้งนี้หยุนลี่จงจะสอบผ่านและได้เป็นขุนนางหรือไม่
แน่นอนว่าถ้าหยุนลี่จงสอบผ่าน หยุนเชวี่ยย่อมดีใจเป็นที่สุด เพราะพวกเขาจะได้รีบยกโขยงไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในเมืองและไม่ต้องมาสร้างปัญหาให้ครอบครัวของนางอีก
ตกดึก
ตั้งแต่กลับจากขึ้นเขา กินข้าวเย็น ไปจนถึงล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวเข้านอน หยุนเชวี่ยยังไม่ได้ยินเสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูแม้แต่คำเดียว
ลานบ้านของตระกูลหยุนเงียบสงัดอย่างน่าประหลาดใจ
“เหตุใดวันนี้ท่านย่าถึงไม่ก่นด่าพวกเราล่ะ ข้าไม่ชินเอาเสียเลย” หยุนเชวี่ยกล่าวพลางอ้าปากหาวขณะนอนอยู่บนเตียง
วันนี้หยุนเชวี่ยทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ขาทั้งสองข้างอ่อนล้าเต็มทน ทว่าจู่ ๆ แม่เฒ่าจูที่มักส่งเสียงด่าทอหลังอาหารทั้งสามมือกลับเงียบหายไป นางจึงเกิดอาการนอนไม่หลับ
หยุนเชวี่ยพลันครุ่นคิดว่าบางครั้งคนเราช่างหยาบคายเสียจริง
“เจ้า… หยุดพูดแล้วนอนเถิด…” หยุนเยี่ยนยื่นมือออกไปตบไหล่ของน้องสาวเบา ๆ “นอนเถิด ๆ”
เปลือกตาของหยุนเชวี่ยเริ่มหนักอึ้ง นางไม่รู้ว่าตนเองผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไร ทว่าขณะที่สะลึมสะลืออยู่นั้น เสียงคนทุบประตูก็ดังขึ้น
“ตึง ๆ ๆ”
หยุนเชวี่ยคิดว่าตนเองอยู่ในฝัน นางจึงพลิกตัวและเอามือทั้งสองข้างปิดหูอย่างไม่รู้ตัว
“เจ้ารอง ๆ เปิดประตูสิ” คนที่อยู่ด้านนอกตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“มีเรื่องอะไรรึ?” หยุนลี่เต๋อขานรับพลางลุกขึ้นสวมเสื้อก่อนเดินไปเปิดประตูโดยไม่จุดตะเกียง
“ข้าเคาะประตูอยู่ตั้งนานสองนาน เหตุใดเจ้าถึงนอนหลับเหมือนคนตายเช่นนี้?” หยุนลี่จงบ่นด้วยความโมโห
“พี่ใหญ่ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วท่านมีเรื่องอะไร?”
“ท่านแม่ป่วยหนัก เจ้ารีบไปเชิญหลี่หลางจงมาที่บ้านเร็วเข้า!”
“อะไรนะ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยุนลี่เต๋อจึงตาสว่างและหยิบรองเท้าผ้าขึ้นสวมทันที “เกิดอะไรขึ้น? ท่านแม่เป็นอะไร?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ข้าไม่ใช่หลี่หลางจงเสียหน่อย!” หยุนลี่จงเอามือไพล่หลังอย่างรำคาญใจ “มัวแต่พูดมากอยู่ได้ ยังไม่รีบไปอีก! หรือจะรอให้อาการของท่านแม่ทรุดลงกว่านี้!”
หยุนลี่เต๋อรีบคว้าเสื้อผ้าและวิ่งออกไปด้วยความร้อนใจ เขาไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว
หยุนเชวี่ยยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงียพลางขยี้ตาก่อนมองไปข้างนอก แสงไฟจากตะเกียงในห้องชั้นบนสาดส่องออกมาเผยให้เห็นเงาคนหลายเงาสะท้อนอยู่บนหน้าต่าง