ตอนที่ 49 การปกป้องในนามของเซ่อเจิ้งหวาง / ตอนที่ 50 บทสวดฝังศพเป็ด
ตอนที่ 49 การปกป้องในนามของเซ่อเจิ้งหวาง
จวินฝูมองร่างเป็ดย่างไหม้เกรียมที่อยู่ในมือพลางร้องใจอย่างเจ็บปวด
น้ำตาไหลรินเป็นทาง หยดน้ำตาร่วงหล่นใส่บนชุดคลุมสีแดงฉานของนางอย่างไม่ขาดสาย
ในเวลานี้ ต่อให้เป็นเฟิงอู๋โยวที่ช่างพูดช่างเจรจาก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดแบบไหนมาปลอบจวินฝูเช่นกัน
“ท่านหญิงโปรดอย่าได้เสียใจ วันหลังค่อยให้ฝ่าบาทมอบเป็ดสายพันธุ์หายากให้ท่านหญิงสักสองสามตัวแทน เป็นเยี่ยงไรขอรับ” เฟิงอู๋โยวพูดปลอบจวินฝูด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
จี้มั่วอิ้นเหรินพูดเสริมขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะออกคำสั่งให้สรรหาเป็ดสายพันธุ์หายากหนึ่งร้อยตัวมอบให้ท่านหญิงเอง”
“ไม่เอา! ข้าต้องการแค่เซียงเซียง พวกเจ้า…”
จวินฝูโต้ตอบด้วยอารมณ์อันรุนแรง นางชี้ไปที่จี้มั่วอิ้นเหรินแต่ก็ยังพอมีสติคิดได้ว่าไม่เหมาะสม จึงกำหมัดเล็กๆ และทุบเข้าไปที่อกของเฟิงอู๋โยวแทน “เจ้ากินเซียงเซียงของข้าไป ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต!”
เฟิงอู๋โยวสายตาฉับไว นางคว้าจับข้อแขนของจวินฝูทันที “น่าเสียดายที่สัตว์เลี้ยงยอดรักของท่านหญิงต้องตายจาก หากกระหม่อมรู้ตั้งแต่แรกว่ามันจะต้องพบเจอเคราะห์ร้ายเยี่ยงนี้ กระหม่อมก็ยินดีสละชีพปกป้องมัน ทว่าน่าเสียดาย มนุษย์ธรรมดาหาได้หยั่งรู้ล่วงหน้าไม่! ตอนที่กระหม่อมพบ มันก็มีสภาพเป็นเยี่ยงนี้แล้วขอรับ”
“โกหก! ถ้าเจ้าไม่ได้กิน ไฉนเจ้าต้องฝังมันด้วย” จวินฝูเค้นแรงอย่างสุดกำลัง แต่ก็สลัดมือเฟิงอู๋โยวไม่หลุด
จวินฝูโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ นางใช้เป็ดย่างที่ไหม้เกรียมอยู่ในมืออีกข้างขว้างใส่ใบหน้าที่ยังฟกช้ำอยู่ของเฟิงอู๋โยว
เฟิงอู๋โยวเอียงหน้าหลบการโจมตีของจวินฝูได้อย่างคล่องแคล่ว
ในเวลานั้นเองจวินมั่วหรันก็รีบบึ่งเข้ามา
ทุกที่ที่เขาเดินผ่านมักมีกลิ่นหอมเจือจางจากเครื่องร่ำแป้งหอมโชยพัดตามแรงลม
เมื่อจุยเฟิงกับเถี่ยโส่วที่เดินตามจวินมั่วหรันอยู่ด้านหลัง เห็นจวินฝูที่ร้องไห้อย่างหนักก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงื่อตกแทนเฟิงอู๋โยว
ด้วยนิสัยที่ต้องปกป้องคนในครอบครัวของจวินมั่วหรันแล้ว เฟิงอู๋โยวอาจถูกจับถลกหนัง เลาะกระดูกและทำลายเถ้ากระดูกจนเป็นผุยผงก็เป็นได้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ไฉนถึงเอิกเกริก”
สายตาอันเฉียบคมดุจคมมีดของจวินมั่วหรันเหลือบไปมองจวินฝูในสภาพน้ำตาอาบใบหน้า จากนั้นก็หันไปมองใบหน้ามอมแมมของเฟิงอู๋โยว
เฟิงอู๋โยวเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตัวสั่นไปทั้งตัว มือของเขาจึงผ่อนแรงลงอย่างไม่รู้ตัว
นึกไม่ถึงว่าจวินฝูจะอาศัยจังหวะช่วงที่นางเหม่อลอยกำหมัดเค้นแรงตบเข้าที่ใบหน้าที่ยังฟกช้ำอยู่ของเฟิงอู๋โยว
แต่ที่เหนือความคาดหมายของทุกคนก็คือ จวินมั่วหรันรีบพุ่งเข้ามากันเฟิงอู๋โยวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ใบหน้าของเขาเจือแววหงุดหงิดขึ้น มือจับแขนจวินฝูแน่น “ใครใช้ให้เจ้าลงมือกับคนของข้า”
“ท่านพี่ ข้าเจ็บ”
จวินฝูไม่อาจยอมรับการถูกซ้ำเติมแบบนี้ได้อีกต่อไป ครั้นแล้วจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิม
เฟิงอู๋โยวมองจวินมั่วหรันที่ยืนกันอยู่ด้านหน้าอย่างประหลาดใจ พร้อมกับยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมคอของตัวเอง
นางคิดว่าการที่ตัวเองทำให้น้าสาวของจวินมั่วหรันมีสภาพเช่นนี้จะต้องหัวขาดแน่ๆ แต่นึกไม่ถึงว่าจวินมั่วหรันจะออกโรงปกป้องนาง!
เถี่ยโส่วตกใจจนตาลุกวาว เขากระทุ้งศอกสะกิดแขนจุยเฟิงพลางกระซิบเสียงแผ่ว “จุยเฟิง ท่านใต้เท้าเรียกแม่ทัพเฟิงว่าเป็นคนของเขา!”
ใบหน้าของจุยเฟิงผุดยิ้มขึ้นมา ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอย่างไม่อาจปิดบัง “แม่ทัพเฟิงช่างเหมาะสมกับท่านใต้เท้าเหลือเกิน!”
จี้มั่วอิ้นเหรินตกใจจนยกมือปิดปาก เดิมทีเขาคิดจะเอ่ยปากขอร้องวิงวอนแทนเฟิงอู๋โยว แต่ดูจากตอนนี้ เฟิงอู๋โยวคงไม่ต้องการเช่นนั้นแล้ว
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เฟิงอู๋โยวก็ตั้งสติได้เป็นคนแรก
นางรู้สึกว่าเรื่องนี้ตัวเองเป็นตัวต้นเหตุและไม่ต้องการให้จวินมั่วหรันกับจี้มั่วอิ้นเหรินผิดใจกัน ครั้นแล้วจึงเดินเข้าไปจับแขนเสื้อจวินมั่วหรันพลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านใต้เท้าขอรับ ท่านหญิงยังเด็กอยู่ ท่านกำลังทำให้ท่านหญิงตกใจอยู่นะขอรับ”
“ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็นคนดี!” จวินฝูหันมาจ้องอย่างไม่ยอม นางร้องไห้จนจมูกแดงก่ำ
เมื่อจวินมั่วหรันได้ยินเช่นนั้นก็สะบัดแขนของจวินฝูพลางพูดเสียงขรึม “บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามเข้ามาในเรือนมั่วหรัน”
จวินฝูสูดจมูกก่อนพูดขึ้นอย่างน้อยใจ “ท่านพี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าแค่เข้ามาตามหาเซียงเซียง แต่นึกไม่ถึงว่าจะมาช้าไป เพราะเจ้าเซียงเซียงผู้น่าสงสารถูกเขาจับกินไปแล้ว”
ตอนที่ 50 บทสวดฝังศพเป็ด
ดวงตาสีดำสนิทของจวินมั่วหรันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดภายในเวลาอันสั้น
แต่กระนั้น เขาต้องการฟังคำแก้ต่างจากปากเฟิงอู๋โยว
เพราะในสายตาของเขามองว่าความสามารถในการทำผิดเป็นถูก เปลี่ยนดำเป็นขาวของนางช่างโดดเด่นหาใครเปรียบได้
“เฟิงอู๋โยว ไหนเจ้าลองพูดมา”
จวินมั่วหรันนั่งพิงเก้าอี้ที่สาวรับใช้จัดหามาให้ในสวนลานบ้าน ดวงตาหรี่เล็กลงเล็กน้อย อากัปกิริยาท่าทางของเขาแฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ สูงส่ง ห่างเหิน บ้าคลั่งและทรงอำนาจในแบบของราชา ชนิดที่ผู้ใดชายตามอง ผู้นั้นต้องก้มหัวให้
เฟิงอู๋โยวอยากพูดความจริงออกไป แต่นางกังวลว่าจวินมั่วหรันจะคลุ้มคลั่งและทรมานนางทั้งเป็น
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เฟิงอู๋โยวจึงตัดสินใจใช้วาทศิลป์ที่งดงามมาปกปิดความผิดของนาง
ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้เป็นจวินมั่วหรันที่รู้ความจริงแล้วก็จะต้องยอมรับในความสามารถนี้ของนาง และเมื่อเขาพึงพอใจ ไม่แน่อาจจะอภัยโทษและขี้เกียจถือสานางก็เป็นได้
“ขอเรียนท่านใต้เท้า ท่านหญิงจวินฝูช่างมีรูปลักษณ์ที่เลอโฉมงดงามเกินกว่าผู้ใด สมแล้วที่เป็นน้องสาวของท่าน เพียงแต่คำกล่าวของท่านหญิงที่กล่าวมาทั้งหมดต่างจากความจริงในมุมของกระหม่อมอยู่เล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านใต้เท้าสนใจและอนุญาตให้กระหม่อมพูดหรือไม่ขอรับ”
“พูดมา”
เสียงของจวินมั่วหรันแฝงแววชั่วร้ายเหมือนเช่นเคย เต็มไปด้วยแรงดึงดูดเหมือนที่ผ่านมา แค่ได้ยินเสียงของเขาก็สามารถทำให้สตรีหลายพันคนยอมจำนนแทบเท้าของเขาได้เลย เหมือนแมลงเม่าที่บินเข้าหาเปลวไฟ
เฟิงอู๋โยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ปัดเสื้อผ้าหน้าผมและยืดตัวตรง และเพื่อแสดงมาดอันมั่นใจ นางจึงยืนขึ้นบนขั้นบันไดพร้อมกับเลียนแบบท่าทางของจวินมั่วหรัน สายตามองต่ำลงไปที่ผู้คนในสวนลานบ้าน
“กระหม่อมผู้ต่ำต้อยมาเยือนที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก หาได้รู้จักท่านหญิงจวินฝูไม่และยิ่งไม่รู้จักสัตว์เลี้ยงแสนรักของท่านหญิง ก่อนหน้านี้ราวครึ่งชั่วยามมีกลิ่นหอมของเป็ดย่างฟุ้งตลบด้านนอกเรือน เมื่อกระหม่อมออกไปก็เห็นว่าใต้ต้นอู๋ถงมีซากเป็ดย่างอยู่”
พอเฟิงอู๋โยวนึกถึงเป็ดย่างกรอบนอกนุ่มในก็เกือบจะน้ำลายไหลออกมา
“ฮือ”
เมื่อจวินฝูนึกถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักของตัวเองที่ถูกย่างจนไหม้เกรียมก็ถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยความเศร้าโศก พลางร้องไห้เสียงดัง
จวินมั่วหรันเอนตัวไปข้างหลังพลางไขว่ห้างและเหยียดขาบนเก้าอี้ในสภาพกึ่งนอน ดวงตาเย็นชาของเขาจ้องมองไปที่จวินฝูทันที
จวินฝูรู้ดีว่าจวินมั่วหรันไม่ชอบให้สตรีร้องไห้ นางจึงรีบหยุดร้อง
เฟิงอู๋โยวไอกระแอมเสียงสองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าในใจ “เรื่องต่อจากนี้เข้าใจง่ายมาก กระหม่อมและฝ่าบาทหิวจนท้องกิ่วและบังเอิญเหลือบไปเห็นเป็ดย่างกรอบใต้ต้นอู๋ถง จึงถือว่าเป็ดย่างตัวนี้เป็นของขวัญจากสรวงสวรรค์ที่ส่งมาให้ปุถุชนยามทุกข์ยากลำเค็ญ ด้วยเหตุนี้จึงแบ่งปันกันกินด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เฟิงอู๋โยวก็สะกิดจี้มั่วอิ้นเหรินที่ยืนเสมือนแกล้งตายอยู่ข้างๆ นาง “ฝ่าบาท สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทั้งหมดใช่หรือไม่”
จี้มั่วอิ้นเหรินโกหกและซ่อนอารมณ์ไม่เก่ง เขาไม่ต้องการร่วมวงสนทนานี้ แต่เมื่อเขาโดนสะกิด เขาจึงต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
ทันทีที่เขาเสร็จสิ้นการเป็นพยานก็รีบก้มหน้าลงทันที
สำหรับจี้มั่วอิ้นเหริน เพียงแค่เขาได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อย่างเจ็บปวดของจวินฝูและข้อโต้แย้งที่ไม่ใกล้เคียงความจริงของเฟิงอู๋โยว เขาก็รู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนยิ่งนัก ไม่ต้องพูดถึงสภาพจิตใจเขาหลังจากถูกรบเร้าให้เป็นพยานเกี่ยวกับเรื่องโกหกเช่นนี้
เฟิงอู๋โยวมีจี้มั่วอิ้นเหรินผู้มียศตำแหน่งสูงส่งเป็นพยาน นางจึงมั่นใจมากกว่าเดิม ทำให้น้ำเสียงของนางก็ดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ทุกคนทั่วใต้หล้าต่างรู้ดีว่าเฟิงอู๋โยวอย่างกระหม่อมไม่กินอาหารอย่างเสียเปล่า แม้ว่าเป็ดย่างจะมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ด้วยมนุษยธรรมที่กระหม่อมมี กระหม่อมจึงแต่งบทสวดฝังศพเป็ดให้มัน เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณของมัน”
“ไหนลองสวดให้ข้าฟังสิ”
รูม่านตาของจวินมั่วหรันสั่นไหวเล็กน้อย แล้วอยู่ๆ เขาก็นึกถึงตอนที่เฟิงอู๋โยวมองเขาเป็น ‘หลักยึด’ ในแม่น้ำคูเมืองก่อนหน้านี้ และพลันนึกถึงความรู้สึกตอนที่เฟิงอู๋โยวสัมผัสอวัยวะสำคัญของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
เพียงแค่คิดคร่าวๆ ดวงตาของเขาก็เริ่มนิ่งลงและรู้สึกอยากกอดเฟิงอู๋โยวไว้ในอ้อมแขนอย่างอธิบายไม่ถูก
เฟิงอู๋โยวหาได้ล่วงรู้ความคิดของจวินมั่วหรันในตอนนี้ไม่ นางคิดว่าตัวเองสง่างาม น่าเชื่อถือยิ่งนัก ก็เลยกระพริบตาส่งสายตาให้เขา
จวินฝูโกรธจัดจนแทบทนไม่ได้ นางหันไปพูดอย่างใส่อารมณ์ “เจ้าคนโง่! การหว่านเสน่ห์ใช้ไม่ได้กับท่านพี่หรอก”
“กระหม่อมไม่คิดเช่นนั้น” จุยเฟิงมองไปหัวคิ้วหางตาของเฟิงอู๋โยวสลับกับจวินมั่วหรันไปมาพลางหักล้างคำพูดของจวินฝูอยู่ในใจ
เมื่อเฟิงอู๋โยวเริ่มปรับอารมณ์ตัวเองได้แล้ว จึงเปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสร้อยให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ก่อนค่อยๆ เอ่ยปากท่องบทสวดที่นางแต่งขึ้น “ลิ้นเป็ด คอเป็ด ปีกเป็ดเอ๋ย ไฟร้อนแผดเผาหาได้มีผู้ใดเวทนาสงสารเจ้าไม่ เนื้อหนังไหม้เกรียมกระดูกโผล่ ก่อนสู่สุขคติขอจงอย่าเคียดแค้น พิธีศพรังสรรค์เพื่อเจ้าผู้น่าสงสาร บัดนี้ขอดวงวิญญาณเจ้าสยายคู่ปีกโบยบินไปสุดฟ้าเคียงคู่กับสายลม ส่วนกายหยาบอันสวยงาม ขอจงปล่อยตามยถาให้เน่าเฟะดั่งกลีบบุหงาโปรยปลิวไร้จุดหมาย ตัวข้าขออาสาใช้ผงธุลีห่มห่อกายอันงดงามของเจ้าไว้ใต้พื้นพสุธา”