ตอนที่ 341 แม่สามีลูกสะใภ้ร่วมมือกัน
ตอนที่ 341 แม่สามีลูกสะใภ้ร่วมมือกัน
การสอนของเก๋อต้าโหยวน่าสนใจมาก ยามพูดติดดินสุดๆ และมักใช้ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยที่สุดมาช่วยบรรยายให้นักเรียนเข้าใจ บางครั้งก็หยอกล้อทำให้นักเรียนหัวเราะดังไปทั่วห้อง
ฮ่องเต้เฒ่าสนใจงานไม้มาก จึงยืนสดับอยู่หน้าประตูพักหนึ่ง คนกลุ่มใหญ่ที่ติดตามหลังมาทำได้เพียงยืนนิ่งฟังด้วยอย่างเชื่อฟัง
ไม่นานพวกเขาก็ค่อยๆ จดจ่อไปกับเนื้อหาที่สอนในชั้นเรียน ทำให้ได้ความรู้ใหม่ไปไม่น้อย
ตั้งแต่ราชครูกู้เริ่มเข้าสำนักศึกษามา ก็มีบางอย่างสาดซัดอยู่ในอก ให้ความรู้สึกเหมือนคลื่นที่โหมกระหน่ำ
นับตั้งแต่ได้เห็นคำขวัญหน้าประตูสำนักศึกษา ก็เหมือนกับปฏิภาณของเขาถูกเปิดออก
นักเรียนของเขาทุกคนล้วนมาจากครอบครัวมีหน้ามีตา มีตำแหน่งสูง ไม่ต้องกังวลสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต สามารถจดจ่ออยู่กับการศึกษาหาความรู้ได้เลย แต่สำหรับเด็กๆ ที่ครอบครัวยากจนเหล่านี้กลับทำไม่ได้
เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถทั้งบุ๋นบู๊ บทกลอนบทกวี สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวในปัจจุบัน ดังนั้นการเรียนรู้งานฝีมือจึงมีประโยชน์มากกว่าการท่องหนังสือ หรือเขียนบทกวี
และเมื่อเทียบกับความถือตัวของนักเรียนในสำนักศึกษากับสำนักศึกษาเอกชน นักเรียนที่นี่มีคุณค่าในการใช้ชีวิต และมีชีวิตชีวามากกว่า
หากจัดพวกเขามาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เขาเชื่อว่านักเรียนที่สำนักศึกษาาอาชีวะแห่งนี้ผลิตออกมาย่อมมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านักวิชาการไร้บรรทัดฐานที่มีแต่ความรู้แต่ไม่รู้จะใช้ชีวิตอย่างไรเสียอีก
เมื่อไท่จื่อเฟยเริ่มสร้างสำนักศึกษานี้ในตอนแรก เขาเองก็มีความคิดที่ไม่ดีเช่นกัน ทว่ายามนี้ เขารู้สึกละอายใจต่อความใจแคบก่อนหน้านี้ของเขานัก
หากสำนักศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ และวางแผนก่อสร้างมากขึ้น ให้เด็กๆ สามารถเรียนเอาความรู้ และเชี่ยวชาญในงานฝีมือ เช่นนั้นเทียนลี่จะต้องก้าวกระโดดอย่างยิ่งใหญ่แน่
ขุนนางกับราชครูหลายคนมีความเห็นพ้องต้องกันแล้ว และแอบรู้สึกขายหน้าที่ก่อนหน้านี้ตัวเองต่อต้านไท่จื่อเฟย
ให้อภัยพวกเขาเถิด เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นโลกเอง!
พวกสตรีที่มากับสามีตัวเอง ตั้งแต่เข้าประตูสำนักศึกษามา ในใจก็คิดไว้แล้วว่าจะนำเหล่าบรรพบุรุษตัวน้อยดื้อซนในบ้านมาทิ้งไว้ที่นี่
สำนักศึกษากว้างใหญ่ เงื่อนไขดี อีกทั้งรูปแบบการจัดการก็แปลกใหม่ น่าจะทำให้บรรพบุรุษตัวน้อยในบ้านเกิดความสนใจ
หลังจากสำรวจดูจนทั่วแล้ว พวกนางก็มั่นใจในความคิดนี้มากขึ้น
ถึงอย่างไรด้วยนิสัยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อของเหล่าบรรพบุรุษตัวน้อย การให้พวกเขาเข้าร่วมการสอบขุนนางเพื่อเชิดหน้าชูตาแก่ตระกูลก็เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว มิสู้ส่งเข้าสำนักศึกษาอาชีวะนี้ดีกว่า เรียนรู้เล็กน้อยยังดีกว่าปล่อยพวกเขาว่าง เล่นแมวหยอกหมาไปวันๆ
ฮ่องเต้เฒ่าพาคนจำนวนมากไปยืนฟังหน้าห้องเรียนของเก๋อต้าโหยวอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะจากไป เมื่อคนกลุ่มใหญ่ไปกันหมดแล้ว เก๋อต้าโหยวก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อทิพย์บนหน้าผาก สีหน้าเหมือนอย่างกับพึ่งเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมา
หลังจากสำรวจสำนักศึกษาจนทั่วแล้ว เฉียวเยี่ยนก็พาผู้คนเหล่านี้ไปอาคารปฏิบัติการง
อาคารปฏิบัติการเป็นสถานที่ที่มีไว้ให้เหล่านักเรียนเฉพาะทางได้ลงมือปฏิบัติจริง และภายในอาคารปฏิบัติการยังแบ่งเป็นห้องปฏิบัติการมากมาย
เช่น ห้องปฏิบัติการงานไม้ ในนั้นมีเครื่องมือและวัสดุต่างๆ ที่ช่างไม้ใช้มากมาย หลังจากที่นักเรียนได้เรียนความรู้ทางทฤษฎีแล้ว อาจารย์สามารถพาไปปฏิบัติงานจริงในห้องทดลองนี้ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอาหาร ความจริงแล้วเป็นครัวขนาดใหญ่พิเศษห้องหนึ่ง ในนั้นมีเตาตั้งติดเรียงต่อๆ กัน และยังมีชั้นวางขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหม้อและกระทะ
วันนี้เผอิญมีอาจารย์สอนทำอาหารกำลังสอนทำอาหารให้พวกเด็กๆ พอดี พอมาถึงอาคารปฏิบัติการ ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาเตะจมูก
ฮ่องเต้เฒ่าเอ่ยอย่างฉงน“กลิ่นอาหารนี้โชยมาจากทางใด?”
เฉียวเยี่ยนยิ้มไม่พูดอะไร เพียงแค่นำพวกเขาไปหน้าประตูห้องปฏิบัติการอาหาร
ขณะห่างจากห้องปฏิบัติการอาหารไปช่วงหนึ่ง เสียงหั่นผักดังฉึบฉับและเสียงตะหลิวกระทบหม้อกระทะก็ดังแว่วจนพอได้ยินแล้ว
ชายชรากับเหล่าขุนนาง และสตรีของขุนนางต่างก็งุนงง เมื่อเดินเข้าใกล้ เห็นผ่านทางหน้าต่าง ถึงได้พบว่าเหล่านักเรียนกำลังตั้งใจยืนทำอาหารอยู่หน้าเตาของตัวเอง
วันนี้อาจารย์สอนทำปลาตุ๋นน้ำแดง ทางทฤษฎีเหล่านักเรียนได้ศึกษาขั้นตอนพื้นฐานรวมถึงวิธีการทำปลาตุ๋นน้ำแดงมาแล้ว
จากนั้นอาจารย์พาพวกเขามาห้องปฏิบัติการปรุงอาหาร แบ่งเป็นกลุ่มสามคน ทุกกลุ่มทำอาหารเหมือนกัน คือการทำปลาตุ๋นน้ำแดงให้สำเร็จ
พวกเด็กๆ ล้วนมาจากครอบครัวยากจน แม้จะเป็นเด็กผู้ชาย ทว่ามีฝีมือในการทำอาหารอยู่ ดั้งนั้นตอนเรียนจึงไม่มีปัญหาอะไร
เพียงแต่หากต้องการไปถึงระดับหัวหน้าพ่อครัว ยังต้องฝึกฝนอีกมาก
บางทีภาพที่เด็กผู้ชายทำอาหารอาจเป็นการจู่โจมที่ใหญ่เกินไป เหล่าขุนนางหัวโบราณบางคนเริ่มมีความคิดเห็นแล้ว
เมื่อมองไปยังกลุ่มเด็กชายที่สวมผ้ากันเปื้อน มือถือไม้พายและมีดทำครัว ชายชราเหล่านั้นก็เอ่ยอย่างใจสลายว่า “สุภาพบุรุษควรอยู่ห่างครัว! บุรุษสูงส่ง จะมาเสียเวลาอยู่หน้าเตาได้อย่างไร?”
ครั้นคำพูดเพิ่งหลุดออกจากปากพวกเขา เฉียวเยี่ยนก็กลอกตากลับ นางไม่อยากเอาใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย!
“ใต้เท้าท่านนี้ หากท่านไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘สุภาพบุรุษควรอยู่ห่างครัว’ ก็เชิญท่านกลับไปอ่านคัมภีร์ขงจื้อเพิ่มหน่อย จะได้ไม่ต้องพูดให้ผู้อื่นรำคาญหู ”
“สุภาพบุรุษควรอยู่ห่างครัว ความหมายเดิมก็คือชักชวนให้คนลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ควรมีจิตไมตรี เหตุใดพอมาถึงพวกท่านใต้เท้าก็เปลี่ยนความหมายไปเสียแล้วเล่า?”
“เหตุใดบุรุษจะเข้าครัวไม่ได้? ไม่มีมือไม่มีเท้ากันหรือ? หากบนโลกนี้ไม่มีสตรี บุรุษอย่างพวกท่านจะไม่เข้าครัวทำอาหารจริงรึ? ไม่กินข้าวแล้วหรือ?”
……
ด้วยทักษะการพูดไม่กี่ประโยค ขุนนางที่พูดเมื่อครู่ต่างหน้าดำหน้าแดงกันอีกครั้ง
พวกเขาก็อยากเปิดปากด่าตอบเหมือนกันนะ ทว่าพวกเขาไม่ได้หน้าหนาและมีความสามารถเหมือนอย่างไท่จือเฟย
นางเป็นถึงไท่จื่อเฟย มีองค์รัชทายาทคอยประคบประงม และยังมีฮ่องเต้กับฮองเฮาคอยปกป้องต่อให้พวกเขาอยากจะติเตือน หรือจะพูดอะไร ก็ต้องไตร่ตรองอย่างดี ไม่สามารถพูดล่วงเกินได้
แต่ไท่จื่อเฟยใส่ใจไหม? อยากด่าพวกเขาก็ด่า ด่าแต่ละทีก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญสุดคือพวกเขาโต้ตอบกลับไม่ได้
ช่างทำให้พวกเขาอึดอัดใจนัก!
เหตุใดพวกเขาจะไม่รู้ความหมายของสุภาพบุรุษไม่อยู่ใกล้ครัว เพียงแต่ในฐานะบุรุษ ควรมุ่งไปทุกทิศทุกทาง จะมาเป็นเหมือนสตรีที่อาศัยอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไร!
เมื่อเห็นพวกชายชราหัวรั้นถูกด่าอีกครั้ง ฮ่องเต้เฒ่าก็หยักยกมุมโอษฐ์ขึ้น และหนวดของเขาก็สั่นด้วยความดีใจเป็นพิเศษ
เอาอีก! ทะเลาะกันอีก!
เรายังอยากดูเรื่องสนุกอีก อย่าขี้ขลาดสิ สู้กลับเลย ให้พวกเจ้าได้รู้ความเก่งกาจของพระสุณิสาข้า!
ฮองเฮารำคาญท่าทางที่ทึกทักเอาเองว่าใช่ของชายแก่หัวโบราณหัวรั้นเหล่านี้เป็นที่สุด จึงร่วมวงกับลูกสะใภ้ ร่วมกำจัดศัตรูด้วยกัน
“พวกใต้เท้าตัวดี เสียดายที่อ้าปากแล้วแต่พูดไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด ฟังแล้วขัดใจข้ายิ่งนัก”
แม่สามีลูกสะใภ้ร่วมมือกัน ใต้หล้าไร้คู่ต่อสู้!
ทั้งคู่ร่วมกลุ่มทำให้ผู้เฒ่าหัวโบราณโกรธจนแทบไฟลุก แต่พวกเขาจะทำอะไรได้? ต้องอดทนต่อไปนะสิ!
นอกจากกลุ่มขุนนางหัวรั้นแล้ว คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าชั้นเรียนปรุงอาหารน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เหล่านักเรียนทำอาหารของตัวเองเสร็จ ก็ส่งให้อาจารย์ผู้สอนชิม หลังจากอาจารย์ชิมแล้วก็จะคำแนะนำแก่พวกเขา
อาจารย์สอนทำอาหารคือคนที่เฉียวเยี่ยนค้นออกมาจากห้องเครื่องหลวง ให้เป็นอาจารย์สอนนักเรียนทำอาหาร ต่อไปหากออกไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ หรือแผงเล็กๆ แค่เอ่ยชื่ออาจารย์ ก็ช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้ได้
ฮ่องเต้มองอาจารย์ผู้สอนคนนั้นสักพัก ถึงค้นพบว่าเป็นวิเสทหลวง ก็มองหน้าเฉียวเยี่ยนด้วยสีหน้าเอือมระอาทันที
พระสุณิสาคนนี้เก่งกาจเสียจริง ดึงคนใกล้ตัวเขามาได้ แต่เขากลับไม่รู้เลย!
เฉียนเยี่ยนยิ้ม ไม่คิดจะอธิบาย นี่เป็นคนที่องค์รัชทายาทของนางช่วยหามาให้นางเชียวนะ
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
มีฮองเฮามาร่วมวงด้วย ทีนี้จะกล้าโต้อะไรไหม เปิดหูเปิดตาซะบ้างนะ อย่าคิดว่ากิจกรรมต่างๆ ต้องแบ่งแยกชายหญิงไปเสียหมด
ไหหม่า(海馬)