จำนนรักชายาตัวร้าย – ตอนที่ 82-3 นี่คือจังหวะผลักให้ล้มลงหรือ
อวี้เฟยเยียนพยักหน้าเบาๆ แล้วให้อวี้เชียนเสวี่ยดื่มยาสีดำให้หมดชาม
“นี่คือยาที่ต้มด้วยดอกม่านถัวโหลว มีสรรพคุณเป็นยาชา หากจะทำการผ่าตัดใหญ่หรือมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับความเจ็บปวดมากๆ สามารถใช้ม่านถัวโหลวได้”
เมื่ออวี้เฟยเยียนเริ่มต้นพูด เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายกลายเป็นนักเรียนที่ตั้งใจฟังทันที พวกเขาหยิบกระดาษและพู่กันออกมาจดเนื้อหาทั้งหมดเอาไว้
รอจะกระทั่งอวี้เชียนเสวี่ยเริ่มมึนงงจวนเจียนจะหมดสติ อวี้เฟยเยียนจึงหยิบเข็มเงินที่เล็กราวกับเส้นขนของมนุษย์ออกมาหนึ่งเล่ม
“นี่เจ้าจะเย็บของหรือ”
หมอเทวดาฮั่วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ลมปราณในร่างของเขาแตกสลายกลายเป็นแผ่น เราต้องใช้เข็มเงินและพลังเสวียนเย็บประกอบพลังที่แตกนั้นให้เป็นรูปร่างเสียก่อน แล้วจึงหลอมให้กลายเป็นรูปร่าง!”
อวี้เฟยเยียนอธิบายอย่างชัดเจน ทำให้เหล่าผู้เฒ่านักปรุงยาที่อยู่ ณ ที่นั้นเข้าใจความหมายในทันที
หากมิใช่ว่าเคยเห็นความสามารถของอวี้เฟยเยียนมาก่อน ลำพังฟังแต่วิธีการรักษา ก็คงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นแน่!
ใช้พลังเสวียนเย็บรวมพลังลมปราณที่แตกซ่านเป็นชิ้นๆ
เหมือนกับหญิงสาวเย็บเสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ
ทำเช่นนี้ก็ได้ด้วย!
เพียงแต่ว่าอวี้เฟยเยียนยังเป็นถึงจักรพรรดิโอสถ ดังนั้นไม่แน่ว่าพลังเสวียนของนางอาจจะทำได้ก็เป็นได้ ทุกคนจ้องมองไปที่อวี้เฟยเยียนมิวางตา
อวี้เฟยเยียนกรีดบริเวณข้างสะดือของเชียนเยี่ยเสวี่ยเป็นแผลเล็กขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง หลังจากห้ามเลือดแล้ว ก็ใช้พลังเสวียนผลักเข็มเงินเข้าไปในร่างของเขา
ทุกสิ่งทุกอย่างหลังจากนี้อวี้เฟยเยียนล้วนแต่ลงมือจัดการภายในช่องท้องทั้งสิ้น
เหล่าผู้เฒ่าก็มิอาจมองทะลุเข้าไปในช่องท้องได้ จึงมองไม่เห็นการทำงานด้านใน ทุกคนจึงร้อนใจขึ้นมา
แต่พวกเขาก็เกรงว่าจะเป็นการรบกวนการรักษาของอวี้เฟยเยียน จึงทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ โดยที่ในใจของแต่ละคนกำลังเคร่งเครียดอย่างหนัก
อวี้เฟยเยียนหาพลังลมปราณของอวี้เชียนเสวี่ยนเจอโดยใช้พลังเสวียน
นางค่อยบรรจงเก็บรวบรวมลมปราณแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน อย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆเย็บมันติดกันทีน้อย ขั้นตอนนี้ยาวนานยิ่งนัก เพราะชิ้นส่วนของลมปราณแต่ละชิ้นต้องกลับสู่ตำแหน่งเดิม จะผิดแม้สักชิ้นก็มิได้
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว แต่สีหน้าของอวี้เฟยเยียนก็ยังเป็นเช่นเดิม ยังไม่วางมือในขณะเดียวกันก็จับตาดูอวี้เชียนเสวี่ยโดยตลอด
ยอดเยี่ยมจริงๆ!
เจ้าสำนักหลินยกหัวแม่โป้งชื่นชมอวี้เฟยเยียนแล้วไปทางหมอเทวดาฮั่ว ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยามแล้ว
แต่สีหน้าของอวี้เฟยเยียนก็ยังคงสงบราบเรียบ มิมีอาการตื่นตระหนกใดๆ ส่วนมือก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่รีบเร่ง ทำให้เล่าผู้เฒ่านักปรุงยาเลื่อมใสยิ่งนัก
เก็บรวบรวมพลังลมปราณแต่ละชิ้นด้วยความยากลำบาก ทันใดนั้นในร่างของอวี้เฟยเยียนอเวจีน้อยก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“จวินจวินๆ!”
ไม่นาน โลลิตาน้อยในชุดสีเขียวอ่อนก็ปรากฏในร่างของอวี้เฟยเยียน
เจ้าโลลิต้าน้อยหาวหวอดๆ ขยี้ตาเล็กน้อย ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้คนที่เห็นอดมิได้ที่เอื้อมมือไปหยิกแก้มยิ้มของนาง
“เจ้านาย จวินจวินมาแล้ว!”
“จวินจวิน เจ้าพักผ่อนพอแล้วหรือ”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางราวกับมิได้หลับมิได้นอนเลยเช่นนั้น อวี้เฟยเยียนก็ถามขึ้นด้วยความห่วงใย
“พอแล้วล่ะ! แต่หากว่าได้นอนอีกสักหน่อยคงดี!”
เจ้าโลลิต้าสีเขียวตัวน้อยท่าทางงัวเงีย ปากห่อรวมกันน้อยๆ แต่เมื่อมันมองเห็นอวี้เฟยเยียน สีหน้าของมันก็ราวกับมีพลังขึ้นมาทันที
“เจ้านาย ท่านกำลังทำเรื่องสนุกๆอะไรอยู่เหรอ ต้องการให้จวินจวินช่วยเหลือหรือไม่”
“ต้องการสิ!”
อวี้เฟยเยียนไม่มีภูมิต้านทานต่อเจ้าเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
“จวินจวิน เจ้าหลอมลมปราณได้หรือไม่”
“เจ้าดูสิ ข้าได้รวบรวมลมปราณให้กลับคืนไปยังที่ของมันแล้ว แต่แค่นี้มิอาจทำให้วรยุทธ์ของเขาฟื้นคืนมาได้ ดังนั้นข้ามีความคิดที่ยอดเยี่ยมหนึ่งขึ้นมา ข้าจะหลอมรวมลมปราณให้เป็นพลังเดียวที่สมบูรณ์โดยผ่านเจ้า”
เพียงแค่ได้ฟัง โลลิต้าน้อยก็กลายเป็นเพลิงอเวจีที่ลุกโชน
“ได้สิ! ก่อนหน้านี้เจ้านายก็เคยทำเช่นนี้มาแล้ว! และก็เป็นจวินจวินกับเจ้านายช่วยกันทำมันจนสำเร็จ!”
“ขอให้เจ้านายวางใจ ต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่จวินจวินเอง!”
เจ้าเพลิงอเวจีเข้าไปสู่ร่างของอวี้เชียนเสวี่ยโดยผ่านพลังเสวียนของอวี้เฟยเยียน แล้วโอบล้อมลมปราณของอวี้เชียนเสวี่ยเอาไว้
“ซู่”
พลังของเพลิงอเวจี อวี้เชียนเสวี่ยที่เป็นคนธรรมดาย่อมรับไว้ไม่ไหว
ถึงแม้ว่าเขาจะดื่มยาม่านถัวโหลวเข้าไป แต่ความเจ็บปวดนี้ก็สาหัสเสียจนเขาเหงื่อออกทั่วร่าง ประสิทธิภาพของยาสลายไป อวี้เชียนเสวี่ยฟื้นคืนสติโดยสมบูรณ์
เส้นเลือดทั้งบนใบหน้า บนร่าง ที่ข้อมือล้วนแต่นูนขึ้นราวกับจะระเบิดออกมา ด้วยเกรงว่าตนเองจะเจ็บปวดจนเปล่งเสียงร้องออกมา อวี้เชียนเสวี่ยจึงกัดผ้าขนหนูเอาไว้
“ลุงสาม ทนอีกนิดนะ!”
อวี้เฟยเยียนรู้ดีว่าเพลิงอเวจีคือเทพอัคคี กายเนื้อของคนปกติมิสามารถตั้งรับพลังนี้ได้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นเหลียนจิ่นก็คงไม่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งหลายปี อีกทั้งในตอนนั้นเพลิงอเวจียังไม่สำแดงฤทธิ์อีกด้วย
ลมปราณของอวี้เชียนเสวี่ยกำลังถูกเพลิงอเวจีหลอมรวม ดังนั้นสำหรับเขาแล้วทรมานยิ่งกว่าถูกลงทัณฑ์นับพันเท่า!
“นี่ใต้เท้าอวี้หลัวช่ากำลังหลอมรวมลมปราณของเขาหรือนี่”
ผู้เฒ่าสี่และผู้เฒ่าหกหารือกัน
“ดูแล้วก็เจ็บปวดแทน มันต้องทรมานมากแน่ๆ เลย!”
“ก็ใช่นะสิ นึกไม่ถึงเลยว่ากระบวนการจะเจ็บปวดถึงเพียงนี้ คนผู้นี้สมเป็นชายชาตรีจริงๆ!”
สิ่งที่ผู้เฒ่าหกพูด แทนใจทุกคน
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมิได้สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่อวี้เชียนเสวี่ยได้รับทั้งหมด แต่สภาพร่างกายก็แสดงออกชัดเจนถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ ทำให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้เลยว่าขณะนี้อวี้เชียนเสวี่ยต้องทนรับกับความเจ็บปวดมากถึงเพียงไหน
“ลูกผู้ชายเช่นนี้สมแล้วที่เป็นลุงสามของใต้เท้าอวี้หลัวช่า!”
“ก็มิรู้ว่าพวกเขาคือตระกูลอวี้ไหน”
คำพูดของผู้เฒ่าสาม ทำให้ทุกคนเริ่มใช้ความคิดขึ้นมา
ตระกูลอวี้ที่เชื่อเสียงเลื่องลือบนแผ่นดินนี้ มีเพียงจวนกว๋อกงแห่งต้าโจว ซึ่งที่นั่นมีจอมเทวาอยู่หนึ่งคนแล้ว
ส่วนตระกูลอวี้อื่น ไม่เคยได้ยินใครกล่าวถึงมาก่อน…
หรือว่าปีนี้เป็นปีทองของคนตระกูลอวี้หรืออย่างกันนะ ตระกูลอวี้มีจอมเทวาถึงสองคนแล้ว!
ผู้เฒ่าห้าลูบเคราของตนเองพลางครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า
“แต่ใต้เท้าหลัวช่ายอดเยี่ยมกว่าใต้เท้าอวี้มากนักนะ!”
ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดผู้เฒ่าห้า
ถึงแม้ว่าอวี้หลัวช่าจะสำเร็จจอมเทวาช้ากว่าใต้เท้าอวี้ แต่ว่านางยังพ่วงด้วยการเป็นจักรพรรดิโอสถที่ไม่เคยมีก่อนในประวัติศาสตร์!
หากมองเพียงแค่ความสามารถละก็ อวี้หลัวช่าอยู่เหนือกว่าขุมหนึ่งทีเดียว!
ผู้คนมากมายไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อยทำให้ความจริงคลาดกับพวกเขาเพียงแค่เฉียดกันเท่านั้น
“โอ้ พวกเจ้ารีบดูนั่น!”
หมอเทวดาฮั่วชี้ไปที่เตียง
มองตามไปจึงเห็นว่าเหงื่อที่ไหลออกมาของอวี้เชียนเสวี่ยนั้นล้วนเป็นสีดำ ทำให้เตียงที่เดิมทีเป็นสีขาวกลายเป็นสีดำไปด้วย
ฉับพลัน ห้องทั้งห้องนั้นก็อบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้
“ข้าเข้าใจแล้ว! ลมปราณของเขาเสียหายมาหลายปี ดังนั้นร่างกายของเขาจึงมิสามารถทำการสร้างและย่อยสลายได้ตามปกติ ธาตุพิษทั้งหมดจึงตกค้างและรวมตัวกัน ดังนั้นผิวเขาจึงเป็นสีดำ”
เจ้าสำนักหลินครุ่นคิดแล้วกล่าวออกมา
“ศิษย์พี่หลิน ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
หมอเทวดาฮั่วยกมือขึ้นปิดจมูกพร้อมกับตบไหล่เจ้าสำนักหลินเบาๆ จนในที่สุดหมอเทวดาฮั่วก็ทนไม่ไหว พุ่งตัวออกไปแล้วเริ่มอาเจียนออกมาอย่างหนัก อาเจียนเอาอาหารเช้าทั้งหมดออกมา
เมื่อหมอเทวดาฮั่วเริ่มต้นอาการเช่นนี้ คนอื่นๆ ที่ถึงแม้ว่าจะกลั้นหายใจก็ตาม แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว วิ่งออกมาเช่นกัน
ภายในห้อง จึงเหลือเพียงแค่เจ้าสำนักหลินและผู้เฒ่าสี่
ผู้เฒ่าสี่สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าบิดามารดาถึงแก่กรรมเสียอีก ใบหน้าเขาแข็งตึง เมื่ออดทนมานานในที่สุดก็ทนไม่ไหว ก่อนออกจึงได้ยกมือคารวะผู้เฒ่าหลินที่เขายังทานทนได้
“สมแล้วที่เป็นเจ้าสำนัก! เลื่อมใส!”
เมื่อทุกคนออกไปกันหมดแล้ว เจ้าสำนักหลินเริ่มลูบจมูกตนเองเบาๆ
“ช่วยอะไรไม่ได้เลย!”
ตั้งแต่ที่เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงได้เกือบจะเสียโฉมนั้นแล้ว เจ้าสำนักหลินก็พบว่าจมูกของเขาถูกกระทบกระเทือนจนเสียหาย จึงสูญเสียประสาทสัมผัสรับกลิ่นไปชั่วคราว
และถึงแม้ว่าจะได้รับการฝังเข็มและรักษาจนสามารถได้กลิ่นบ้างแล้ว แต่ก็ยังใช้การมิได้มาก
เฉกเช่นตอนนี้ เขาได้กลิ่นเหม็นไหม้แค่เพียงเบาบางประหนึ่งว่าไม่มีกลิ่นนี้ด้วยซ้ำ
มันราวกลิ่นของอุจจาระปัสสาวะก็มิปาน ซึ่งมิรุนแรงเหมือนกับที่ทุกคนแสดงออกเมื่อครู่สักหน่อย!
“แม่นางน้อยอวี้ รอให้ภารกิจของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าจะช่วยตรวจจมูกของข้าได้หรือไม่”
เมื่อปราศจากผู้คน เจ้าสำนักหลินก็รีบเข้าไปหาอวี้เฟยเยียน แล้วชี้ที่จมูกของตนเองกล่าวว่า
“ตอนนี้ประสาทสัมผัสการรับกลิ่นของข้ามีปัญหา! ทำให้ข้ากังวลใจยิ่งนัก!”
เป็นถึงเจ้าสำนัก หากว่าประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นใช้การไม่ได้แล้ว เรื่องนี้มันกระทบกระเทือนเจ้าสำนักหลินอย่างใหญ่หลวง
สำหรับนักปรุงยาแล้ว จมูกสำคัญเป็นอย่างมาก
นักปรุงยาที่ไร้ซึ่งประสาทรับกลิ่น ก็เป็นเช่นเดียวกับสุนัขนักล่าที่ไร้ซึ่งประสาทรับกลิ่นอย่างไรอย่างนั้น มิอาจหน้าที่ของตนได้อีกต่อไป!
อวี้เฟยเยียนอาศัยช่วงเวลาที่เจ้าเพลิงอเวจีกำลังรักษาอวี้เชียนเสวี่ยอยู่นั้นตรวจจมูกของเจ้าสำนักหลิน
สุดท้ายนางใช้เข็มเงินฝังให้กับเจ้าสำนักหลินสองสามเข็ม จนกระทั่งเข็มเงินเล่มสุดท้ายถูกชักออก
กลิ่นเหม็นไหม้ตลบอบอวลก็ปะทะเข้าจมูกของเจ้าสำนักหลินเต็มเหนี่ยว
จมูกเขาหายแล้ว!
ประสาทรับกลิ่นของเขาก็กลับมาเป็นปกติ!
เจ้าสำนักหลินน้ำตารื้น
แต่มิใช่เพราะเขาซาบซึ้ง แต่เป็นเพราะเมื่อได้กลิ่นเหม็นเต็มรูปแบบเข้า ก็ทนต่อไปไม่ไหว ปาดน้ำตาแล้ววิ่งออกไปทันที