ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 233 ใครให้ไอ้ไร้น้ำยาอย่างแกนั่ง?

บทที่ 233 ใครให้ไอ้ไร้น้ำยาอย่างแกนั่ง?

บทที่ 233 ใครให้ไอ้ไร้น้ำยาอย่างแกนั่ง?

หลินอิ่งกับจางฉีโม่ออกจากอาคารจางซื่อแล้ว กำลังรออู่เจิ้งขับรถมารับตรงปากทาง

และตอนนั้นเอง ลู่หย่าฮุ่ยกับจางซิ่วเฟิงก็เดินมาด้วยสีหน้าไม่ดี จ้องหลินอิ่งด้วยความโกรธ ท่าทางโมโห

“หลินอิ่ง เมื่อกี้แกพูดอะไร? ใครให้แกพูดแบบนั้น? เอาชื่อบริษัทให้พวกเขาแล้วยังไง?” ลู่หย่าฮุ่ยถามอย่างโมโห “ถ้าไม่มีชื่อเสียงบริษัทจางซื่อ ธุรกิจของฉีโม่ยังต้องทำต่อไปไหม?”

“ผมให้ข้อคิดเห็นกับฉีโม่แล้ว เปลี่ยนชื่อให้กับจางซื่อกรุ๊ป ใช้หรือไม่ใช้ชื่อเครื่องประดับจางซื่อ ก็ไม่มีอะไรต่างกัน” หลินอิ่งพูดอย่างใจเย็น

“ไม่มีอะไรต่างกัน? แกนี่มันยืนพูดไม่ปวดเอวเลยใช่ไหม” ลู่หย่าฮุ่ยอารมณ์เสียขึ้นมาทันที “แกตั้งใจสร้างเรื่องใช่ไหม แกไม่เห็นหรือไงว่าพ่อของฉีโม่เพราะต้องการคุยเรื่องนี้ ดื่มจนเหมาแล้ว? แกแค่พูดคำเดียวง่ายๆ ก็ทำลายทุกอย่างง่ายดาย แกมันนี่”

“ฉันดูออกแล้ว ว่าแกมันไม่อยากให้ครอบครัวเราได้ใช้ชีวิตที่ดีเลยใช่ไหม” ลู่หย่าฮุ่ยต่อว่า “ฉีโม่ จากนี้ไปไม่ต้องไปมาหาสู่กับไอ้คนไม่มีหัวใจแบบนี้อีกแล้ว ไม่ต้องไปฟังมันพูด ไร้สาระทั้งนั้น”

หลินอิ่งไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม มองไปที่จางฉีโม่ พูดว่า “ฉีโม่ กลับไปแล้ว คุณคิดชื่อเลย เปลี่ยนชื่อบริษัท เรื่องเล็ก สำหรับปัญหาอื่น ผมไปจัดการเอง”

“ฉัน ฉันเข้าใจแล้ว” จางฉีโม่พยักหน้า

“ผมยังมีธุระ ต้องไปก่อน” หลินอิ่งพูดสีหน้าจริงจัง จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

จางฉีโม่มองหลังหลินอิ่งที่เดินจากไป สายตาลังเล เข้าสู่ห้วงความคิด

“ฉีโม่ เธอดูซิ นี่มันคนอะไรกัน? ทำเรื่องพังหมด แล้วจากไปแบบนี้ ไม่สนใจอะไรเลย” ลู่หย่าฮุ่ยพูดอย่างโมโห “เขาจัดการได้? ไอ้ไร้น้ำยาอย่างเขาเหรอ จะทำอะไรได้?”

เท่าที่เธอดูแล้ว หลินอิ่งมาก่อกวนอย่างเดียว ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของครอบครัวพวกเขาเลย ถ้าด้านจางหงจูนมีปัญหาก็ไม่ไปหาเขาใช่ไหม?

“ฉีโม่ เรื่องนี้ กลับไปแล้วเธอต้องคิดดีๆ ห้ามไปฟังหลินอิ่งเด็ดขาด อะไรยังอยากเปลี่ยนชื่อบริษัท มันทำได้เหรอ? ชื่อเสียงบริษัทเครื่องประดับจางซื่อหลายสิบปี บอกเปลี่ยนก็เปลี่ยน ต้องสูญเสียเงินมากมายแค่ไหน?” ลู่หย่าฮุ่ยพูดอย่างกังวล

“แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวลูกต้องรีบตัดสัมพันธ์กับหลินอิ่งทันที เรื่องวันนี้ไปคุยกับประธานซูนเฉียงดีๆ อย่าไปทำให้คนใหญ่คนโตเขาขุ่นเคืองเพราะหลินอิ่ง” ลู่หย่าฮุ่ยพูดอย่างมีแผนการ

จางฉีโม่ขมวดคิ้ว มองไปที่จางซิ่วเฟิงที่เมาหัวราน้ำ พูดจริงจัง “แม่ อย่าพูดต่อเลย แม่ดูสภาพพ่อตอนนี้ รีบส่งพ่อกลับบ้านพักผ่อนก่อนเถอะ มีอะไรกลับบ้านค่อยพูด”

ในใจเธอตัดสินจะฟังคำพูดของหลินอิ่ง จะเปลี่ยนชื่อบริษัท เพราะบริษัทเครื่องประดับจางซื่อทุกวันนี้ ก็แตกแยกกับคนตระกูลจางโดยสิ้นเชิงแล้ว บวกกับการขยายกิจการครั้งที่แล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลจางแล้ว

และเธอก็มั่นใจ ถึงแม้จะไม่มีชื่อของจางซื่อ ก็สามารถบริหารบริษัทได้เป็นอย่างดี

ตามนี้ จางฉีโม่พยุงตัวจางซิ่วเฟิงขึ้นรถ กลับวิลล่าหิมะมังกร

อีกฝั่งหนึ่ง ฮาเดสขับรถBentleyสีดำ รับหลินอิ่งไปร้านอาหารในใจกลางเมืองชิงหยูน

ที่ชั้น28ของร้านอาหาร ห้องรับรองได้เคลียร์ลูกค้าออกหมดแล้ว ในห้องรับรองหรูได้จัดวางอาหารและเหล้าอย่างดีไว้ ทั้งหมดนี้คริสเป็นคนสั่งเอง

หลินอิ่งเข้าไปนั่งในห้องรับรอง ยกแก้วชาขึ้นมาดื่มในตำแหน่งประธาน ส่วนฮาเดสยื่นอยู่อีกฝั่งอย่างเคารพ

หน้าประตูทางเข้าร้านอาหาร คริสนั่งอยู่ในรถสีดำ สีหน้าจริงจัง ดูน่าเกรงขาม

ไม่นาน รถหรูคันหนึ่งก็ขับเข้ามาถึงหน้าประตูร้านอาหาร ซูนเฉียงกับหลุยส์ลงจากรถ รีบลงจากรถเดินไปข้างหน้าต่างรถLincoln น้อมตัวยิ้มแย้ม มองคริสที่นั่งอยู่บนรถ

“ท่าน พวกเราถึงแล้ว ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านเรียกผมมา มีเรื่องอะไรมอบหมายครับ?” ซูนเฉียงพูดอย่างเคารพ

“นายท่าน มีเรื่องอะไรก็สั่งได้เลยครับ พวกเรายินดีรับฟังครับ” หลุยส์ก็พูดอย่างยิ้มแย้ม

กระจกลดลง คริสมองไปที่สองคน พูดเสียงเรียบ “วันนี้เรียกพวกเธอมา จะพาพวกเธอไปพบกับคนใหญ่คนโตคนหนึ่ง เดี๋ยวในห้องอาหาร พูดจาระวังหน่อย ต้อนรับให้รับ เข้าใจหรือยัง?”

“เข้าใจ เข้าใจ” ซูนเฉียงตบหน้าอกพูด “นายท่าน นี่เป็นโอกาสอันใหญ่โตของพวกเรา พวกเราจะไม่ทำให้ท่านขายหน้าแน่นอน”

ล้อเล่นอะไร นี่เป็นคนใหญ่คนโตที่นายท่านคริสแนะนำให้รู้จัก ฐานะตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่ต้องพูดถึง ต้องบริการอย่างดีแน่นอน เรื่องต้อนรับรับรองแบบนี้ เขาถนัดอยู่แล้ว

โอกาสก้าวเดียวถึงจุดหมายแบบนี้ ต้องรักษาไว้อย่างดี

“ได้แล้ว ขึ้นไปกับฉัน” คริสพูดอย่างจริงจัง “ฉันจะบอกให้ คนใหญ่โตท่านนี้เป็นที่พึ่งของฉัน วันนี้เรียกพวกเธอมาดื่มเหล้าที่นี่ พวกเธอต้องดูแลดีๆ ถ้าทำให้เขาไม่พอใจ พวกเธอก็อย่าคิดที่จะอยู่เมืองชิงหยูนต่อ”

คริสได้รับโทรศัพท์ของหลินอิ่งกะทันหัน ไม่เข้าใจว่าทำไมประธานหลินต้องเรียกซูนเฉียงกับหลุยส์มา แต่ว่า ไม่ว่ายังไง เขาไม่กล้าทำให้ประธานหลินไม่พอใจ จึงทำตามทุกอย่าง

เพราะฉะนั้น เขากังวลว่าสองคนนี้จะทำให้ประธานหลินขุ่นเคือง จะทำให้ตัวเองซวยไปด้วย

“ครับท่าน ท่านวางใจ พวกเรารับรองว่าท่านนั้นต้องพอใจแน่นอน” ซูนเฉียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ในใจสงสัยว่าเป็นคนใหญ่โตจากไหน ยังเรียกให้เขามา แต่เขาไม่กล้าถาม กลัวทำให้คริสโกรธ

แต่ว่า ในใจเขายิ่งสงสัย ขนาดนายท่านคริสยังต้องรับรองอย่างระมัดระวังขนาดนี้ ต้องรู้ว่า ขนาดผู้ว่าเมืองชิงหยูนเชิญคุณคริสกินข้าว ยังต้องเคารพนับถือ

คนที่จะเจอวันนี้ มีที่มาใหญ่โตขนาดไหน?

ตามนี้ คริสเดินอยู่ข้างหน้า ซูนเฉียงกับหลุยส์เดินตามอยู่ข้างหลังอย่างระมัดระวัง เข้าไปในลิฟต์ร้านอาหารพร้อมกัน

ไม่นาน ทุกคนก็มาถึงหน้าห้องอาหารที่ชื่อว่าซานสุ่ย เปิดประตูเดินเข้าไป

เปิดประตูก็เห็นหลินอิ่งนั่งอยู่ที่นั่งประธาน ซูนเฉียงสีหน้าสงสัย มองไปที่คริส “ท่าน นี่คือห้องที่ท่านจองไว้ใช่ไหม?”

“ใช่ ห้องนี่ถูกแล้ว” คริสพยักหน้า

“แกไอ้ไร้น้ำยาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ซูนเฉียงก็ด่าหลินอิ่งขึ้นมา “ที่นี่เป็นห้องรับรองที่เราจองไว้ แกมีสิทธิ์อะไรมานั่ง”

ซูนเฉียงไม่เข้าใจว่าทำไมไปถึงไหน ก็เจอกับไอ้ไร้น้ำยาหลินอิ่ง คนต่ำต้อยขนาดนี้ยังเข้ามาร้านอาหารหรูได้ ดื่มน้ำชาในห้องรับรองที่พวกเขาจองได้? นี่มันทำให้พวกเขาตกต่ำไปด้วย

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท