ซุปเปอร์เจ้าสำราญ – บทที่ 412 หาเรื่องหลินอิ่ง ข้ามฉันไปก่อน

บทที่ 412 หาเรื่องหลินอิ่ง ข้ามฉันไปก่อน

ฉู่สงซานขมวดคิ้วแน่น มองไปที่หยินต้าชิว

“หัวหน้าสมาคมหยิน? คุณพูดอะไรของคุณ? คุณหลินเป็นแขกพิเศษที่ผมเชิญมา ผมหวังว่าคุณพูดจาระวังหน่อย”

หยินต้าชิวมาหาตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็เป็นเพราะทนรับความกดดันของจี้ฉงซานไม่ไหวไม่ใช่เหรอ?

คนที่สามารถช่วยเขาได้ ไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นหลินอิ่ง

หยินต้าชิวไอ้หน้าโง่นี่ ยังกล้าด่าหลินอิ่งว่าไร้น้ำยา?

ไม่รู้หรือไง พระที่เขาจะมากราบวันนี้ก็คือหลินอิ่ง?

“น้องฉู่ นายฟังไม่เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม? ไอ้หลินอิ่งนี่ ทำเรื่องสกปรก ลวนลามลูกสาวฉัน ยังทำร้ายลูกชายฉัน ไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่มีวันก่อเรื่องในสถานที่แบบนี้ โดยไม่ไว้หน้านายเลย” หยินต้าชิวพูดอย่างจริงจัง

ฉู่สงซานสีหน้าเคร่งเครียด เรียกฉู่ฉู่มา เพื่อถามเหตุการณ์

ทันใดนั้น เมื่อรู้ว่าเรื่องราวความเป็นมาแล้ว

“หัวหน้าสมาคมหยิน คุณของเข้าใจอะไรผิดแล้ว คุณหลินไม่มีวันไปเตะต้องลูกสาวคุณแน่นอน” ฉู่สงซานพูดเสียงเรียบ. “จุดนี้ ผมสามารถใช้ศักดิ์ศรีตัวเองรับประกันได้”

ล้อเล่นอะไร หลินอิ่งเป็นถึงคนระดับไหน?

คนในตำนานแห่งตี้จิง

มาถึงระดับหลินอิ่ง อยากได้ผู้หญิงอะไรแค่กระดิกนิ้วก็ได้แล้ว

เป็นไปได้ยังไงว่าจะไปทำเรื่องตกต่ำขนาดนั้น? จะไปมองลูกสาวหยินต้าชิว?

หยินต้าชิวถ้ารู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นคุณชายอิ่งแห่งตี้จิง เกรงว่าจะส่งลูกสาวขึ้นเตียงหลินอิ่งด้วยตัวเอง

แน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่ฉู่สงซานจะบอกหยินต้าชิว ว่าหลินอิ่งเป็นใคร

เพราะว่า หยินต้าชิวยังไม่มีสิทธิ์

ถ้าเขาไม่ได้เกิดในตระกูลผู้ลึกลับ ข่าวกรองที่ตระกูลได้รับก็ค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ก็ไม่มีวันเดาฐานะของหลินอิ่งออก

“น้องฉู่ นายพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง? รับประกันด้วยศักดิ์ศรีของนาย?” หยินต้าชิวหรี่ตา ท่าทางโมโหควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “นายหมายความว่า ลูกสาวฉันโกหกอย่างนั้นเหรอ?”

หยินต้าชิวคาดไม่ถึง ฉู่สงซานเชื่อใจหลินอิ่งขนาดนี้ แม้แต่คำว่าศักดิ์ศรีแบบนี้ก็พูดออกมาได้

“ลุงฉู่ ลุงต้องถูกหลินอิ่งมันหลอกแล้ว มันเป็นนักต้มตุ๋นชัดๆ ลุงยังไม่รู้ความประพฤติของคนอย่างไอ้หลินอิ่ง” หยินปิงรีบพูด “ก่อนหน้านี้หลินอิ่งมันแอบจับหนูจากข้างหลัง ท่าทางลามก อย่างกับสุนัขตัวผู้กำลังตกมัน น่าขยะแขยง เขาอยู่ต่อหน้าลุง ต้องเสแสร้งเป็นสุภาพบุรุษแน่นอน”

“ลุงฉู่ ลุงต้องเชื่อหนูนะ” หยินปิงพูดด้วยแววตาน่าสงสาร “อีกอย่าง ลุงฉู่ หนูมีข้อคิดเห็นจะบอกคุณลุง หลินอิ่งอาจจะเป็นนักต้มตุ๋นพวกเดียวกับเลี่ยวยุ่นเฟยก็ได้ ครั้งที่แล้วเขาช่วยเสี่ยงฝันไว้ เป็นแผนหลอกลวงที่วางไว้แน่ ก็เพื่ออยากเข้าหาครอบครัวคุณลุง คุณลุงต้องป้องกันไว้หน่อยนะคะ”

“น้องฉู่ เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว นายยังพูดแบบนี้ ฉันยอมรับไม่ได้” หยินต้าชิวพูดอย่างจริงจัง “ลูกสาวฉันเป็นเด็กที่ดีและสวยขนาดนี้ จะเอาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาล้อเล่นได้ยังไง? ไปใส่ร้ายไอ้คนลามกสกปรกหน้าด้านอย่างหลินอิ่ง?”

จากคำพูดยาวเหยียดของลูกสาวหยินต้าชิว ฉู่สงซานฟังด้วยความตะลึง แอบเหล่มองหลินยิ่ง พบว่าสีหน้าหลินอิ่งเรียบเฉย ถึงรู้สึกโล่งใจ

ฉู่สงซานรู้สึกกลัวจริงๆ พ่อลูกปัญญาอ่อนคู่นี้ ทำให้หลินอิ่งโมโหขึ้นมา เกรงว่าจะเกิดภัยพิบัติอันน่ากลัวขึ้น

คุณชายอิ่งแห่งตี้จิง คำเดียวไม่ถูกใจก็ฆ่าล้างตระกูลเหวินทั้งตระกูล แม้แต่หัวหน้าตระกูลสวีก็ฟาดจนคุกเข่าร้องขอชีวิต แค่ยกมือขึ้นก็ทำให้คนตระกูลสวีเงยหน้าไม่ขึ้น

มาเมืองก่างครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาจัดการอภิมหาเศรษฐีเมืองก่างจี้ฉงซาน

คนระดับขึ้น โกรธขึ้นมา ฉู่สงซานยังไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง

“คุณหลิน……เรื่องนี้……”ฉู่สงซานมองหลินอิ่งด้วยสายตาลังเล อยากถามความเห็นของหลินอิ่ง ไม่กล้าตัดสินใจเอง

หลินอิ่งดื่มไวน์ไปคำหนึ่ง พูดเสียงเรียบ “ประธานฉู่ วันนี้คุณเป็นเจ้าภาพ ในถิ่นของคุณ ก็ต้องตัดสินโดยคุณ”

“ต้องขอบคุณคุณหลินที่ไว้หน้า” ฉู่สงซานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เขารู้ดี หลินอิ่งถือว่าไว้หน้าเขามากแล้ว

ถ้าหากหลินอิ่งเอาจริงขึ้นมา เขาฉู่สงซานก็ต้องอับอายขายหน้า

“น้องฉู่ ทุกคนที่นี่ดูอยู่ นายเป็นเจ้าภาพ นายมาเป็นผู้ตัดสิน ฉันแค่อยากเรียกความยุติธรรมให้ลูกสาวและลูกชายฉันเท่านั้น” หยินต้าชิวค่อยๆพูด พยายามเก็บอารมณ์โกรธของตัวเองไว้

วันนี้ถ้าไม่ใช่มีเรื่องต้องมาขอร้องฉู่สงซาน จากนิสัยของเขาหยินต้าชิว ก็ทุบโต๊ะไปตั้งนานแล้ว แล้วตัดมือหลินอิ่งทันที

“ใช่ ลุงฉู่ ลุงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพ่อหนู หนูกับฉู่ฉู่ก็เป็นเพื่อนรักกัน หนูถูกรังแกในงานเลี้ยงของคุณลุง ลุงเป็นเรียกความยุติธรรมให้หนูนะ” หยินปิงท่าทางน่าสงสาร ดวงตาคู่นั้นเหมือนน้ำตาจะไหลออกมา

“ลุงฉู่ เมื่อกี้มันยังให้บอดี้การ์ดตบหน้าผม คุณลุงดู ตบจนหน้าบวมแล้ว ถ้าผมไม่ได้ตบคืน อีกหน่อยจะอยู่ในเมืองก่างยังไง?” หยินจุนจับหน้าทุกบวมเบ่งสีหน้าเจ็บปวด

“หุบปาก เลิกพูดได้แล้ว” ฉู่สงซานตะโกนอย่างโมโห แสดงความน่าเกรงขาม “หยินปิง หยินจุน พวกเธอสองคนถอยไป อย่าทำเรื่องให้พ่อของพวกเธอต้องอับอายขายหน้าตรงนี้”

“พี่หยิน วันนี้พวกเรามาคุยเรื่องสำคัญ ผมไม่หวังว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายมารบกวน” ฉู่สงซานพูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “คุณหลินเป็นคนยังไง ฉันรับประกันได้ เรื่องที่เขาทำ ก็คิดสักว่าฉันทำละกัน”

“ถ้าคุณจะเอาคืนให้ได้ อย่างนั้น ก็มาจ่อจงที่ผมฉู่สงซานเลย”

ฉู่สงซานพูดอย่างหนักแน่น ไม่เหลือช่องว่างให้แม้แต่น้อย

ได้ยินแล้ว ทุกคนที่มามุงดูต่างก็รู้สึกตะลึง

ทุกคนต่างคิดไม่ถึง ชายหนุ่มที่ชื่อหลินอิ่งที่ดูธรรมดาคนนี้ ตำแหน่งในใจของคนใหญ่โตอย่างฉู่สงซานท่านนี้ กลับมีตำแหน่งสูงส่งนับถือเขาขนาดนี้ ทำให้ฉู่สงซานไม่ห่วงที่จะสร้างความขุ่นเคืองให้กับรองหัวหน้าสมาคมอย่างหยินต้าชิว?

“น้องฉู่ นาย……” หยินต้าชิวหน้าแดงก่ำ ถูกคำพูดของฉู่สงซานทำให้โมโหจนพูดอะไรไม่ออก

ฉู่สงซานพูดถึงขั้นนี้แล้ว สนับสนุนหลินอิ่งขนาดนี้ เว้นแต่เขาจะฉีกหน้ากับฉู่สงซานแล้ว ไม่อย่างนั้น ก็ทำได้แค่ก้มหัว

และวันนี้กลับมีเรื่องต้องขอร้องฉู่สงซานด้วย

หยินต้าชิวรู้สึกอึดอัดใจ โมโหแต่ระบายอารมณ์ไม่ได้

“หยินปิง พวกเธอสองคนออกไปก่อน เรื่องของเธอสองคน พ่อจะคุยกับลุงฉู่เอง” หยินต้าชิวตะโกนพูดกับหยินปิงสองพี่น้อง

“พ่อ นี่……”

หยินปิงกับหยินจุนอยากพูดแต่ลังเล หน้าตาท่าทางไม่พอใจ แล้วค่อยๆถอยออกไป

ก่อนที่ทั้งสองจะถอยออกไป ยังจงใจมองหลินอิ่งด้วยแววตาเย็นชา ไม่พอใจอย่างยิ่ง

ในใจพวกเขาไม่พอใจอย่างมาก ที่ต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าไอ้บ้านนอกแบบนี้ พ่อเป็นถึงนักธุรกิจเมืองก่าง ถูกตบต่อหน้าพ่อ ยังต้องอัดอั้นไว้ เพราะอะไร

“พอแล้ว ทุกท่าน ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด เชิญทุกท่านรับประทานอาหารกันต่อเลยครับ” ฉู่สงซานทักทายแขกทุกคนในงาน พูดกล่อมแขกในงาน

“น้องฉู่ เรื่องนี้ขอไม่พูดก่อน มาคุยเรื่องที่เราพูดกันไว้ก่อนหน้านี้” หยินต้าชิวพูดอย่างจริงจัง พยายามอดกลั้นความโกรธไว้

ยังไงก็เป็นคนใหญ่โตที่เห็นอะไรมามากแล้ว ยึดได้หดได้ กลั้นความโกรธนี้ไว้ก่อน

หยินต้าชิวคิดในใจ วันนี้ต่อหน้าฉู่สงซาน จัดการหลินอิ่งไม่ได้

แต่ว่า หลินอิ่งคนนี้ ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับฉู่สงซาน ถึงได้กล้าอวดดีที่นี่

วันหลังค่อยหาโอกาส จัดการกับหลินอิ่ง ฉู่สงซานก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมาโกรธแค้นเขาหยินต้าชิว เพราะคนไร้ค่าอย่างหลินอิ่ง

ฉู่สงซานหันไปมองหลินอิ่ง ขอความคิดเห็น

หลินอิ่งพยักหน้า

“พี่หยิน เชิญ ผมจัดโต๊ะไว้แล้ว” ฉู่สงซานพูดจริงจัง

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

ซุปเปอร์เจ้าสำราญ

Status: Ongoing

บทที่ 1 ชีวิตที่สงบสุขถูกทำลาย

“คุณชายฉี คุณจะปฏิเสธการเชื้อเชิญของ นายท่าน จริงๆหรอค่ะ?’

“ฉันไม่ได้มีแซ่ฉี สักหน่อย ฉันแซ่หลิน”

“แต่คุณก็มีสายเลือดของตระกูลฉี อยู่นะ”

“นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาขับไล่พวกเราสองแม่ลูกออกจากบ้านตระกูลฉี ฉันกับคนของตระกูลฉี ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”

ตอนบ่าย ณ เมืองชิงหยูนถนนเย็ยเจียง ในเมืองที่ชลมุ่นวุ่นวายมีรถยนต์เบนท์ลี่ย์ มูซานสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ ซึ่งรถยนต์สวยหรูโดดเด่นมากจนทำให้ผู้คนต่างพากันสนใจ

ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ย่างบนรถเข็นอยู่

โดยมีชายอาวุโสสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังก้มโค้งคำนับอยู่ข้างหน้าเตาย่างที่แผงขายของ ซึ่งเหมือนกับเขากำลังขอร้องชายหนุ่มอยู่

“คุณชายครับ คุณเองก็รู้ว่า เรื่องในตอนนั้นนายท่านเองก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นเหมือนกัน ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อคุณแม่ของคุณ แต่ไม่เคยขับไล่คุณเลยนะครับ….”

“เมื่อหนึ่งปีก่อน คุณท่านป่วยอาการหนักมาก นายท่านเลยให้พวกผมตามหาคุณมาหนึ่งปีเต็ม ใช้ทั้งอำนาจและเส้นสายตามหาคุณเกือบครึ่งประเทศหลุง จนตามหาคุณพบอย่างยากเย็น”

“หรือว่าคุณยอมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง ที่ไม่มีความสูงศักดิ์ แถมยอมถูกตราหน้าแต่ไม่ยอมกลับตระกูลฉี หรอครับ? แต่ตอนนี้คุณเป็นถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลฉี นะ…..”

หลินอิ่ง ค่อยๆพูดว่า “เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลฉี มายุ่ง และเรื่องของตระกูลฉี ฉันก็ไม่อยากได้ยินด้วย ฉันหวังว่าต่อไปคุณคงไม่มารบกวนชีวิตของผมอีก”

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็หันหลังเดินจากถนนเย็ยเจียง ไป Quick Cash Loans

ชายอาวุโสจ้องมองร่างเงาที่เดินจากไปของหลินอิ่ง โดยไม่ได้เดินตามไป ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างถอนใจออกมา

“ตระกูลฉี หรอ เหอะ…”

เมื่อเดินออกจากถนนเย็ยเจียง หลินอิ่ง ก็หัวเราะประชดเบาๆ พร้อมเผยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่นานมาแล้ว

ตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นตระกูลที่มีความสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของประเทศหลุง เลย มีผู้คนจำนวนมากมายต้องการมีความสัมพันธ์กับตระกูลฉี แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าจนสำเร็จได้

แต่สำหรับ หลินอิ่ง แล้ว ตระกูลฉี คือบาดแผลอันเจ็บปวดภายในใจที่ยากจะลบล้างได้!

หลินอิ่ง เกิดในตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เป็นหลานชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณท่านตระกูลฉี เขาเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะสูงส่งและสูงศักดิ์มาก แต่ตอนที่เขาอายุแปดขวบ พ่อของเขาที่มีชื่อว่า ฉีเหอถู ก็หลงรักกับผู้หญิงข้างนอก แถมยังแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดมรดกกับพี่น้องเครือญาติกันด้วย และเพื่อเอาชนะ เขาเลยหย่ากับ หลินซูชิง แม่ของเขา แล้วไปแต่งงานกับคนอีกตระกูลหนึ่งที่มีความสูงส่งระดับใน ตี้จิง ด้วย

ถึงแม้ว่า หลินซูชิ จะเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา แต่เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก เธอไม่ยอมรับการชดเชยใดๆจากตระกูลฉี เลย ส่วน หลินอิ่ง เองก็ไม่ยอมจากแม่ด้วย เลยหนีไปจากเมือง ตี้จิง กับ หลินซูชิง แม่ของเขา โดยไม่สนใจอุปสรรคจากตระกูลฉี เลย และนับจากที่พวกเขาหายไปจากสายตาของคนตระกูลฉี แม่ลูกก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขมาหลายปี

และเขายังเปลี่ยนแซ่หลิน ตามแม่ของเขาด้วย

สิบปีเต็มแล้ว แต่เมื่อสามปีก่อนแม่ของเขาชีวิตไปเพราะโรคร้าย เดิมทีเขานึกว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในชีวิตตอนนั้นคงไม่กลับมาหวนนึกถึงแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลฉี ตามหาเขาพบแล้ว

หลังจากที่สูบบุหรี่ม้วนหนึ่งเสร็จตรงมุมถนน หลินอิ่ง ก็ไม่คิดมากแล้ว แต่โบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งไป รีสอร์ทหลินหลาง

วันนี้เป็นงานแต่งงานของคุณชายตระกูลซูน ตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองชิงหยูนกับลูกสาวของ จางหงจูน พี่ใหญ่ของตระกูลจาง งานแต่งงานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ และได้เชื้อเชิญนักธุรกิจใหญ่ของเมืองชิงหยูนทุกคน รวมทั้งคนของตระกูลจาง ด้วย

ไม่เช่นนั้นด้วยตำแหน่งเพียงลูกเขยในตระกูลจาง คงไม่สามารถมา รีสอร์ทหลินหลาง ตลอดชีวิต

ยี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็จอดนอก รีสอร์ทหลินหลาง

หน้าประตูคฤหาสน์ที่มีรถยนต์คันหรูหรา มีผู้หญิงหน้าตาสะสวย รูปร่างผอมเพรียว สวมชุดเดรสสีน้ำเงินคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาเป็นประกาย

สาวสวยคนนี้คือภรรยาของ หลินอิ่ง มีชื่อว่า จางฉีโม่

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การขอร้องของคุณท่านจางตี้งติ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ สุดท้าย หลินอิ่ง ก็แต่งงานเข้าตระกูลจาง

ในตอนนั้นเรื่องนี้สร้างความฮือฮาต่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองชิงหยูนมาก ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าคุณท่านจาง สมองเลอะเลือนแล้ว ที่เอาลูกสาวแต่งงานกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินและอำนาจ

อีกอย่าง จางฉีโม่ ก็เป็นทั้งผู้หญิงที่สวยที่สุด และยังเป็นคนตระกูลสูงส่งที่สุดของเมืองชิงหยูนด้วย ซึ่งในตอนนั้นมีคุณชายจากตระกูลสูงส่งหลายคนกำลังตามจีบเธออยู่

แต่คิดไม่ถึงว่าคุณท่านจะยกเธอแต่งงานให้กับ หลินอิ่ง ที่ไม่มีหัวนอนเปล่าเท้า!

ซึ่งเรื่องทุกอย่าง มีเพียง หลินอิ่ง กับ จางตี้งติ่ง ที่ทราบเหตุผลที่แท้จริง…..

เมื่อหนึ่งปีก่อน จางตี้งติ่ง ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งความลับที่สำคัญมีเพียง หลินอิ่ง คนเดียวที่ทราบ

ส่วนภรรยาของเขา จางฉีโม่ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้สุดท้ายยอมแต่งงาน แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เป็นสามีภรรยาอย่างแท้จริงเลย

นับตั้งแต่ จางตี้งติ่ง เสียชีวิต บริษัทเครื่องประดับจางซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น พ่อตาของ หลินอิ่ง ที่อยู่ในสงครามครั้งนี้ก็ถูกเตะออกจากสิทธิ์บริษัท และยังไม่ถูกแบ่งหุ้นส่วนบริษัทให้ด้วย สภาพทางสังคมเลยถดถอยลงมาก

ซึ่งพ่อตาและแม่ยายต่างพากันกล่าวโทษต่อ หลินอิ่ง ที่เป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีฐานะทางสังคมที่ดี ไม่มีความสามารถ เงิน และไม่เหมาะสมเป็นลูกเขยของตระกูลจาง

หลินอิ่ง ได้รับการปฏิบัติต่อคนในตระกูลจาง อย่างเมินเฉย และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างพากันดูถูก

“หลินอิ่ง เดียวตอนเข้างานพูดน้อยๆหน่อยนะ” จางฉีโม่ เผยสีหน้าจริงจังพูดขึ้น “งานวันนี้สำคัญมาก ฉันนำของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อข้อร้องกับ พี่หนิง ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานของพ่อจะสำเร็จหรือเปล่า คงต้องดูคุณลุงว่าจะช่วยเหลือหรือเปล่า”

“ฉันรู้แล้ว” หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

เมื่อเข้าไป รีสอร์ทหลินหลาง ก็พบว่าภายในรีสอร์ท มีคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยสีสันแพรวพราว และยังมีสวนดอกไม้ สระน้ำขนาดเล็กด้วย ซึ่งนี้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของพี่ใหญ่ตระกูลจาง

นอกห้องโถงมีรถยนต์ยี่ห้อคันหรูจอดอยู่แถวหนึ่ง มีทั้งยี่ห้อ Maserati Porsche PORSCHE CAYENNE และยังมี Audi ด้วย

“โธ่ น้องฉี นั่งรถแท็กซี่มาหรอ? ทำไมไม่โทรศัพท์บอกพี่ล่ะ เดียวพี่จะได้ส่งคนขับรถไปรับ วันนี้ถือเป็นวันสำคัญมาก ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร? หรือว่าอยากทำให้คนของตระกูลจาง ขายขี้หน้าหรอ?”

มีชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อ Porsche เขาถอดแว่นตากันแดดออก พร้อมกับจ้องมอง จางฉีโม่ กับ หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าขบขัน

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

พ่อตาของ หลินอิ่ง ชื่อว่า จางซิ่วเฟิง นับว่าเป็นคนที่ตกอับมากที่สุดในบรรดาพี่น้องของตระกูลจาง เมื่อก่อนตอนที่ทำงานอยู่จางซื่อกรุ๊ป ก็ถูกบรรดาพี่น้องคอยกีดกั้น ต่อมาก็ถูกเตะออกจากบริษัท สุดท้ายก็ได้รับเพียงโรงงาน โรงงานแปรรูปเครื่องประดับขนาดเล็ก ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล้มละลาย แต่เขาก็ฝืนทำงานมาเกือบหนึ่งปี

ดังนั้นด้วยสภาพทางการเงินของบ้าน เลยแทบไม่สามารถซื้อรถยนต์คันหรูให้กับ จางฉีโม่ ได้เลย

“น้องฉี เป็นยังไงล่ะ ในตอนนั้นพี่ให้เธอหย่ากับไอ้ขยะนี้ และจะแนะนำน้องคนที่สามของตระกูลซูน ให้กับเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ หากเธอเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้หรอก?” ผู้ชายสวมแว่นตากันแดดยิ่งพูดแดกดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้าสะใจด้วย จนแทบไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่อยู่ด้วยเลย “แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่ส่ายหรอก หากเธออยากร่ำรวยมีเงินทองมาขอร้องพี่สิ เดียวพี่จะช่วยแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้กับเธอเอง!”

การพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าสามีของคนอื่น ถือเป็นการเสียมารยาทมาก!

“จางเถียนไห่ คุณพูดพอหรือยัง?” จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น ขณะเดียวกันก็เผยสีหน้ามืดครึ้มขึ้น

“โธ่โธ่โธ่ ฉันในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสารที่ต้องใช้ชีวิตกับไอ้ขยะนี้ อุตส่าห์มีน้ำใจอยากชี้ทางให้กับเธอ แต่เธอกลับไม่ฟัง งั้นก็สมน้ำหน้าเธอที่ต้องมีชีวิตยากจนแบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!” จางเถียนไห่ พูดด้วยน้ำเสียงสะใจขึ้น

พูดจบ จางเถียนไห่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ เลยหันหน้ามอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าหยอกล้อ

“หลินอิ่ง คนไร้ค่าอย่างนายทำไมถึงมีหน้ามาเข้าร่วมงานแต่งงานของ พี่หนิง ด้วย?” จางเถียนไห่ พูดประชดประชันขึ้น “อ๋อ จริงสิ ได้ยินมาว่าโรงงานของพ่อตานายขาดทุนแล้วหรอ ไม่เห็นมีเงินเดือนออกมาด้วย คงใกล้ล้มละลายแล้วสิ พวกเธอคงมาประจบสอพลอขอยืมเงินคุณลุงเพื่อช่วยเหลือให้พวกเธอผ่านอุปสรรคนี้แน่เลยใช่ไหม?”

หลินอิ่ง เอาแต่จ้องมอง จางเถียนไห่ โดยไม่พูดอะไร

จางซิ่วเฟิง พ่อของ จางฉีโม่ ในตอนนั้นถูกพ่อของ จางเถียนไห่ และน้องคนที่สาม จางหงจูน เตะออกจากจางซื่อกรุ๊ป

แถมการประสบอุปสรรคที่ยากลำบากครั้งนี้ของโรงงานก็เป็นฝีมือของ จางหงจูน ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

จางฉีโม่ สูบลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อพยายามอดกลั้นความโกรธ จากนั้นก็พูดกับ หลินอิ่ง ว่า “อดทนไว้ ไม่ต้องไปสนใจเขา วันนี้พวกเรามาทำธุระสำคัญ”

หลินอิ่ง พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังเดินเข้าห้องโถงในคฤหาสน์

“เออ ฉันจะคอยดูว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะสามารถอดทนได้นานเท่าไหร่” จางเถียนไห่ จ้องมองร่างเงาของ หลินอิ่ง แล้วยิ้มมุมปากประชดเล็กน้อย

ภายในห้องโถงมีพื้นกว้างมาก ซึ่งก่อสร้างตามแบบฉบับตะวันตก และประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังปูพรมสีแดงชั้นหนึ่งด้วย

แขกผู้มีเกียรติของตระกูลจาง ต่างพากันเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว

จางฉีโม่ เดินถือกล่องของขวัญที่ประณีตไปเบื้องหน้าเจ้าสาว พร้อมยิ้มแย้มและพูดว่า “พี่หนิง ขอให้พี่มีความสุขกับการแต่งงานนะค่ะ และรักกันจนแก่เฒ่าด้วยนะค่ะ”

จางจี้หนิง เป็นคนมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวนวลเนียน และดูสง่าสูงส่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ จางฉีโม่ แล้ว ยังบกพร่องอยู่มาก

เธอเหลือบมอง จางฉีโม่ อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาของขวัญของเธอไว้ตรงนั้นเถอะ”

“พี่หนิง เดียวฉันเดินเป็นเพื่อนพี่ให้นะค่ะ” จางฉีโม่ ยิ้มและพูดขึ้น

“ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอก ฉันรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไร เรื่องของพ่อเธอ เราไม่ช่วยหรอก” จางจี้หนิง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขึ้น

จางฉีโม่ เริ่มยิ้มอย่างแข็งทื่อ พร้อมเผยสีหน้าน้อยใจจนไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ขึ้น

เธอกำหมัดไว้อย่างแน่น จนตัวสั่นเทาเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับ หลินอิ่ง เธอได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากคุณท่านมาก เธอเปรียบดั่งไข่มุกของตระกูลจาง เพราะมีแต่คนรักและเอ็นดูเธอ แม้กระทั่ง พี่จี้หนิง ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทำไมถึงเมินเฉยขนาดนี้ด้วย…..

พี่จี้หนิง แต่งงานกับตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองชิงหยูนนั้นคือลูกชายคนโตของตระกูลซูน ดังนั้นเลยจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต แถมยังมีคนของตระกูลจาง มาร่วมแสดงความยินดีถ้วนหน้าด้วย

ส่วนเธอ….

จางฉีโม่ นิ่งเงียบอยู่สักพัก และนึกถึงปัญหาที่ยากลำบากของพ่อตัวเองในตอนนี้ จากนั้นเธอห็ฝืนยิ้มขึ้นมา แล้วเดินตาม จางจี้หนิง จากไป…….

เมื่อ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออก…

นิยายแนะนำ

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท