บทที่ 65 การฝึกงานทำให้ทั้งมหาวิทยาลัยตกตะลึง!
บทที่ 65 การฝึกงานทำให้ทั้งมหาวิทยาลัยตกตะลึง!
นักศึกษาใหม่ได้รับคัดเลือกเข้าไปทำงานที่โรงพยาบาลเป็นกรณีพิเศษอย่างนั้นหรือ?
ยังเรียนไม่จบภาคเรียนแรกของปีการศึกษาเลยนะ แต่ก็ได้ไปทำงานในโรงพยาบาลแล้ว นี่มันเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่เหรอ!
นักศึกษาใหม่จะตรวจโรคได้อย่างไร?
“มันเป็นเรื่องจริง” ซูมู่ตงยิ้มอย่างขมขื่น เขาถอนใจหายใจออกมาแล้วสบสายตาที่สงสัยของทุกคน “นักศึกษาที่ชื่อฟางชิวไม่ได้เข้ามาทำงานในโรงพยาบาลไปวัน ๆ หรอก”
“มีการจัดอับดับแพทย์ดีเด่นในโรงพยาบาลของเรา และทุกคนก็รู้ดีว่ามันยากแค่ไหนที่ชื่อจะไปติดอันดับอยู่บนนั้นได้ จำกันได้ใช่ไหม?”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
อืม มันยากจริง ๆ
ทุกวันนี้การเป็นหมอเป็นเรื่องยากมาก แต่การเป็นหมอที่เข้าใจคนไข้ได้กลับยากยิ่งกว่า!
ทุกคนในที่นี้รู้จักการจัดอันดับแพทย์ดีเด่น ตอนที่มีคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมา พวกเขาก็ลงมติกันในที่ประชุมแห่งนี้กันทั้งนั้น
“แต่เด็กคนนี้เข้ามาตรวจโรคในโรงพยาบาลวันแรก ชื่อของเขาก็ติดอันดับแพทย์ดีเด่นแล้ว!” ซูมู่ตงอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจ
เกิดความเงียบขึ้นในห้องประชุมอีกครั้ง
ฉีไคเหวินกับจางซินหมิง กระทั่งเฉินอินเซิงต่างก็พากันอึ้ง
และในวินาทีถัดมา ห้องประชุมทั้งห้องก็เกิดความโกลาหล
“เป็นไปได้ยังไง มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้แน่นอน!”
“แค่นักศึกษาธรรมดาจะติดอันดับแพทย์ดีเด่นได้ยังไง ผู้อำนวยการซูไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่ใช่ไหม?”
“นี่มันปลอมเกินไปแล้ว”
“ผู้อำนวยการซู คุณแน่ใจไหมว่าคุณไม่ได้ล้อพวกเราเล่น”
“ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ”
ซูมู่ตงคลี่ยิ้มที่บิดเบี้ยวออกมาแล้วพูดต่อว่า “ฉันก็แทบไม่อยากเชื่อในเรื่องนี้เลย แต่พอตรวจสอบดูแล้ว มันเป็นเรื่องจริง คนไข้ทุกคนชอบเขาเลยโหวตให้เขาอย่างจริงใจ เขาไม่ได้ติดสินบนกับคนไข้เลย”
ซูมู่ตงไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาคัดเลือกสัตว์ประหลาดแบบไหนเข้ามาทำงานกันแน่
หลังจากตรวจโรคในช่วงบ่าย ชื่อของฟางชิวก็ติดอันดับในรายชื่อที่หมอทุกคนใฝ่ฝันแล้ว
เพราะฟางชิวมีทักษะทางแพทย์ที่ดี และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี
แต่ประเด็นคือ เขายังเด็กมาก!
ในกลุ่มของเยาวชน มีอัจฉริยะกำเนิดขึ้นมาแล้ว!
ซูมู่ตงรู้สึกยอมรับความจริงไม่ได้!
วินาทีถัดมา คณบดีของทุกคณะก็พากันหยุดแสดงความคิดเห็น พวกเขาได้แต่ส่งยิ้มให้กันด้วยใบหน้าขมขื่น
ดูเหมือนว่าจะมีคนเก่งในหมู่นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยแล้ว!
สิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด แต่นักศึกษาใหม่กลับกล้าที่จะลงมือทำ
ฉีไคเหวินมองดูสีหน้าที่ตกใจของเหล่าคณบดี ภายในใจก็คิดไปว่า ดีนะยังไม่มีใครรู้ว่าฟางชิวทำแบบทดสอบอภิมหาโหดในปีนั้นได้คะแนนสูงสุด!
แถมฟางชิวยังใช้เวลาเพียงสี่สิบห้านาทีเท่านั้นในการทำแบบทดสอบ!
ถ้าทุกคนรู้คงต้องช็อกอีกครั้งแน่!
อย่างไรก็ตาม ฉีไคเหวินก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดออกไป เพื่อให้ฟางชิวเป็นไม้ตายในการแข่งประกวดความรู้ด้านการแพทย์แผนจีน เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และไม่ยอมให้มหาวิทยาลัยอื่นรู้เรื่องนี้เด็ดขาด
จางซินหมิงคาดไม่ถึงว่า ฟางชิวจะทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะแพทย์ เขาจึงรู้สึกตกใจมาก
เด็กคนนี้สุดยอดจริง ๆ!
ดูเหมือนว่าหลี่ชิงสือจะได้พบคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามแล้ว!
เฉินอินเซิงจำชื่อนักศึกษาใหม่คนนี้ได้
หลายปีแล้วที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตนักศึกษาดีเด่นอย่างนี้ออกมา
ไม่มีให้เห็นตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ
“ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามหาวิทยาลัยจะผลิตคนมีความสามารถออกมา เหล่าฉี คุณต้องสั่งสอนเขาดีนะ!”
เฉินอินเซิงพูดกับฉีไคเหวินเสร็จก็พูดกับทุกคนในที่ประชุมว่า “พวกเรากลับมาที่หัวข้อประชุมกันต่อเถอะ ทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องฝึกงานไหม ถ้าเห็นด้วยให้ยกมือขึ้น”
สิ้นเสียง เหล่าคณบดีก็ยกมือขึ้นมา พวกเขายกมือเห็นด้วยกันทุกคน
“เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนเห็นด้วย ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาคุยกันซิว่าจะเริ่มดำเนินโครงการนี้ได้เมื่อไหร่” เมื่อเฉินอินเซิงเอ่ยถามจบ ห้องประชุมทั้งห้องก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
คณบดีท่านหนึ่งเสนอความคิดเห็นว่า ให้ดูผลการแข่งขันความรู้การแพทย์แผนจีนก่อน ถ้าได้ผลการแข่งไม่ดี ก็ให้ชะลอการฝึกงานออกไปก่อน
แต่ถ้าผลการแข่งขันมันออกมาดี ก็ให้ดำเนินการฝึกงานได้เลย จะได้เพิ่มบรรยากาศการแข่งขันในมหาวิทยาลัย คณบดีหลายท่านก็เห็นด้วยกับเความคิดนี้ เช่นเดียวกับฉีไคเหวิน
ทว่าจางซินหมิงกลับยืนขึ้นแล้วบอกว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะเขาคิดว่าเรื่องการฝึกงานควรเร่งดำเนินโครงการให้เร็วที่สุด เขากังวลว่ามหาวิทยาลัยอื่นจะนำหน้าพวกเขาไปหนึ่งก้าวถ้ามหาวิทยาลัยอื่นรู้ข่าวพวกนี้แล้ว และอาจจะเกิดการลอกเลียนแบบโครงการฝึกงานขึ้น นี่ไม่เท่ากับว่าพวกเขาตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น*[1] หรอกหรือ
ทุกคนตะลึงทันทีที่ได้ยินจางซินหมิงพูดอย่างนั้น ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกว่ายิ่งโครงการฝึกงานดำเนินการได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น
คนในที่ประชุมจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าจางซินหมิงต้องการให้หน้าที่การงานตนเองประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เป็นอย่างนี้แล้วใครจะไปใส่ใจผลการแข่งขันล่ะ
ฉีไคเหวินไม่คิดว่าจางซินหมิงจะดึงเขาไปเป็นพวกด้วยในช่วงเวลาวิกฤตอย่างนี้ แต่เพื่อรักษาความกลมเกลียวจอมปลอมของพวกเขาสองคน ต่อหน้าคณบดีของท่านอื่น ๆ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วยเท่านั้น
วันรุ่งขึ้น ข่าวซุบซิบเกี่ยวกับการฝึกงานของนักศึกษาก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย
‘จากนี้ไปทางมหาวิทยาลัยจะลองใช้รูปแบบการเรียนแบบใหม่นอกเหนือจากหลักสูตรปกติ นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยสามารถเลือกไปฝึกงานกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนในช่วงเวลาเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักศึกษาก็ตาม ทุกคนสามารถเข้าร่วมโครงการฝึกงานด้วยความสมัครใจ ทางมหาวิทยาลัยจะประกาศรายชื่ออาจารย์หลังวันหยุดวันชาติ*[2]’
ถึงจะแค่สั้น ๆ และยังไม่มีเอกสารออกมายืนยัน แต่ข่าวนี้ก็กระจายไปถึงหูของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยทุกคนด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
ข่าวนี้มาอย่างกะทันหันและเนื้อหาก็น่าตกใจเกินไป!
แม้ว่าจะไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูล!
ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนที่รู้ข่าวตกตะลึงกันไปครู่หนึ่ง
มหาวิทยาลัยต้องการจะสื่ออะไรกัน อยากส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนนอกห้องเรียน?
ฝึกงานก็ได้ด้วยหรือ
แล้วต้องสมัครใจด้วย?
เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย?
ทุกคนอึ้งกับข่าวลือกันอยู่นาน เมื่อพวกเขาได้สติกลับมาอีกครั้ง ทั้งมหาวิทยาลัยก็คึกคักขึ้นมาทันที!
ทุกคนดูตื่นเต้นมาก!
จากข่าวนี้ ทั้งมหาวิทยาลัยจึงมีคึกคักขึ้นมาราวกับอยู่ในเทศกาลปีใหม่ และนักศึกษาจากทุกวิทยาเขตก็มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรูปแบบการฝึกงานที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในตอนนี้
“เคยได้ยินเรื่องการฝึกงานในมหาวิทยาลัยไหม”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฉันก็ต้องเคยได้ยินสิ ”
“แล้วเธอจะไปฝึกงานกับอาจารย์รึเปล่า”
“ฉันจะพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปได้ยังไงกัน”
“เธอมีตัวเลือกแล้วเหรอ”
“ตัวเลือกอะไร?”
“ไอ้บื้อ! ก็เธอต้องเลือกอาจารย์ที่จะสอนเธอ! การเลือกอาจารย์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การเรียนแพทย์แผนจีนได้ราบรื่นขึ้นนะ!”
“รายชื่ออาจารย์ยังไม่ออกเลย ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะมีอาจารย์ที่เหมาะสมกับฉันรึเปล่า แค่ใจฉันบอกว่าเหมาะสมก็คือเหมาะสม ฉันจะไปตื๊ออาจารย์ที่ฉันคิดว่าดีเองไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ตาม จะเป็นลูกตื้อก็ช่าง ฉันเลือกทำหมดทั้งนั้นแหละ!”
“ฉันก็ด้วย ฮิฮิ!”
…
อาคารเรียนหลายตึกก็กำลังคึกคัก
แม้แต่ในวิชาเรียนพละกับวิชาเลือกเสรีที่ทุกคนไม่ได้อยากเรียนเลย ทุกคนก็ยังพูดถึงประเด็นนี้กันต่อในเวลาเรียน
ไม่ต้องพูดถึงนักศึกษาเลย ขนาดตัวอาจารย์เองก็พูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน โดยให้คำแนะนำนักศึกษาว่ามีอาจารย์ท่านไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนบ้าง ทำให้ในคลาสเรียนวันนั้น นักศึกษาและอาจารย์ไม่ได้ทำการเรียนการสอนดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา
นอกจากคำชมแล้ว ทุกคนก็ยังสงสัยมากขึ้นว่านี่เป็นข้อบังคับอะไรกันแน่
มหาวิทยาลัยประกาศออกมากะทันหันและสั้นเกินไป พวกเขาเลยไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก ได้แต่พากันเดาไปเรื่อยเท่านั้น
บางคนเดาว่าการฝึกงานนี้ต้องใช้เงิน
แต่แน่นอนว่าพวกเขาก็ยินดีที่จะจ่ายเงิน!
พวกเขาต้องใช้เวลาห้าปีในการเรียนแพทย์แผนจีนถึงจะสอบเป็นแพทย์ฝึกหัดได้ และกว่าจะผ่านการรับรองได้หลังจากที่ฝึกงานแล้วสามปี!
นอกจากนี้ยังมีคนที่สงสัยว่าคนที่ไม่ได้เรียนแพทย์สามารถเรียนรู้วิชาการแพทย์แผนจีนได้ไหม
แล้วการพูดคุยกับการเดาเกี่ยวกับการฝึกงานก็ยังคงดำเนินต่อไป
ทางฝั่งของอาจารย์นั้นไม่มีหัวข้อสนทนาอื่นที่คุยกันเลย
มีเพียงหัวข้อเดียวเท่านั้นที่จะคุยกัน นั่นคือ การฝึกงาน!
เจอหน้ากันทีไรก็มักจะถามว่า “เคยได้ยินเรื่องการฝึกงานไหม” หรือ “คิดยังไงกับเรื่องการฝึกงาน”
“ตอนที่ฝึกงาน ไม่ใช่ว่าจะให้พวกเราสอนตัวต่อตัวหรอกนะ”
“ในมหาวิทยาลัยมีอาจารย์มากมาย นอกจากพวกเราแล้ว นักศึกษาจะไปฝึกงานกับใครได้อีก”
“คุณก็พูดเกินไป ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งลงมาเลย เรื่องนี้มันยังดำเนินการไม่เรียบร้อย”
“แล้วไงล่ะ คุณคิดอยากจะรับลูกศิษย์ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“การรับลูกศิษย์เป็นแค่เรื่องเล็ก แต่การปรับปรุงประสิทธิภาพนักศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ากฎเกณฑ์ของการฝึกงานนี้ออกมาแล้ว ฉันจะต้องเป็นคนแรกที่ได้นักศึกษาชั้นยอดมาเป็นลูกศิษย์ ตอนที่เรียนกันในห้อง นักศึกษาที่เข้าใจสิ่งที่เรียนมีไม่มาก ไม่สู้ลงมือปฏิบัติจริงไปเลยดีกว่า ตั้งใจสอนลูกศิษย์แค่คนเดียวยังดีกว่าดิ้นรนสอนพวกขี้เกียจ!”
“ถูก!”
อาจารย์วัยกลางคนหลายคนกำลังเดินไปที่อาคารเพื่อทำการสอน พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสและตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดัง ๆ
ทั้งมหาวิทยาลัยก็มีการพูดถึงประเด็นนี้!
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงาน
ถึงมันจะไม่มีครั้งต่อไป แต่มันก็ไม่เคยมีมาก่อน!
หัวข้อนี้เกี่ยวข้องกับความสนใจของทุกคนในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่คณบดี ไปจนถึงคณาอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา
เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าถนนเส้นนี้สดใสแน่นอน เดินแล้วรุ่งทุกคน!
ถนนที่สดใสนี้จะนำไปสู่การได้ปฏิบัติจริงของแพทย์แผนจีน แทนการเรียนแต่ในตำรา!
เนื่องจากแพทย์แผนจีนตั้งแต่สมัยโบราณก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ทั้งนั้น!
ศิษย์ต้องมีครูสิ!
อาจารย์ทุกคนเคยลงมือปฏิบัติจริงอยู่แล้ว เมื่ออาจารย์ตรวจโรค ลูกศิษย์ก็ต้องช่วยจ่ายยาและคัดลอกใบสั่งยา จากนั้นลูกศิษย์ถึงจะตรวจโรคได้ด้วยตัวเอง โดยมีอาจารย์คอยดูอยู่ข้าง ๆ
นี่จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและนำไปลงมือปฏิบัติจริงได้
ปัจุบันยังไม่มีการฝึกงาน อาจารย์ต้องสอนตามหนังสือ และอาจารย์คนเดียวไม่สามารถสอนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้อย่างทั่วถึง
นักศึกษาที่นั่งอยู่ในห้องเรียนมาหลายปีบางคนยังจำชื่อยาไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ไม่ต้องพูดถึงการตรวจโรคเลย!
นักศึกษาพวกนั้นจะตรวจโรคก็คงคลำหาโรคเอง พูดให้ดูแย่ก็คือ หลังจากนี้มันไม่เหมือนกับการที่มีอาจารย์คอยดูแลและควบคุมการตรวจอยู่เบื้ยงหลัง หลังนักศึกษาวินิจฉัยไปแล้วสี่ครั้ง อาจารย์ต้องมาตรวจซ้ำอีกรอบ เพื่อป้องกันความผิดพลาด นี่เป็นความรับผิดชอบผู้ป่วยของคนเป็นแพทย์!
การแพทย์แผนจีนในเชิงวิชาการนั้น โดยทั่วไปแล้วความรู้จะเป็นพื้นฐาน ทำให้ทฤษฎีแน่น แต่ลงมือปฏิบัติจริงแย่
นี่เป็นหนึ่งในข้อเสียที่สำคัญของรูปแบบหลักสูตรในปัจจุบันของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน
แต่ตอนนี้!
มหาวิทยาลัยของเราได้สร้างแบบจำลองการฝึกงานกับอาจารย์นอกห้องเรียนแล้ว!
นี่คือการผสมผสานระหว่างการถ่ายทอดความรู้และการถ่ายทอดประสบการณ์!
เป็นการรวมจุดแข็งเข้าด้วยกัน ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเลยทีเดียว!
หัวข้อของการฝึกงานปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วในเว็บบอร์ด เพราะมันเกี่ยวข้องกับทุกคนในมหาวิทยาลัย
ข่าวในเว็บบอร์ดได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากคนที่อยู่ในหอพักเพราะพวกเขาเพิ่งจะรู้ข่าว
เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการประกาศการฝึกงานกับอาจารย์ ทำให้โพสต์นี้พุ่งขึ้นเป็นโพสต์ยอดนิยมในเว็บบอร์ดเพียงไม่กี่นาที
ตัวการ์ตูนไฟสีแดงตัวใหญ่ที่ฉายแสงตรงส่วนท้ายของหัวข้อโพสต์ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที
นักศึกษายอมไม่เล่นเกม ไม่คลิกดูหน้าเว็บอื่น พวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมการสนทนาในหัวข้อนี้กันอย่างล้นหลาม
ในห้องเรียนก็เหมือนกัน นักศึกษาบางคนไม่ยอมเรียน แต่แอบใช้โทรศัพท์ดูข่าวในเว็บบอร์ด!
[ฝึกงานกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัย?]
[นี่มันเจ๋งมาก! เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินว่าสามารถฝึกงานในมหาวิทยาลัยได้!]
[ฝึกงานกับอาจารย์? อาจารย์กับศิษย์? แม่งเอ๊ย! มหาวิทยาลัยทำได้ยอดเยี่ยมมาก!!]
[อยากเรียนกับอาจารย์ในโรงพยาบาลมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที! ในที่สุดมหาวิทยาลัยก็จัดการได้สำเร็จ!!]
[ถึงจะบอกว่ามหาวิทยาลัยจัดหาอาจารย์ให้แล้ว แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าย้อนแย้งอยู่นิดหน่อย การเรียนของพวกเราก็เทียบเท่ากับการฝึกงานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ หลักสูตรที่เรียนก็ไม่ใช่อาจารย์หรอกเหรอที่เป็นคนสอน?]
[รู้อะไรไหม อาจารย์สอนพวกเราจากหนังสือ จุดประสงค์ของการฝึกงานกับอาจารย์คือวางรากฐานการฝึกฝนฝีมือของพวกเราไง!]
[หลังจากนี้คงไม่ได้เล่นเกมทั้งวันแล้ว คงตามอาจารย์ไปฝึกการตรวจโรคแทน แต่ให้มารักษาโรคที่รักษาไม่หายเนี่ย ฟังดูสนุกกว่านั่งเคลียร์เกมทีละด่านเยอะเลย!]
[ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แม่งจะเจ๋งเกินไปแล้ว]
[1] ตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น หมายถึงลำบากแทนคนอื่นไปเปล่า ๆ
[2] วันชาติจีน เป็นวันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของประเทศ ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี