ตอนที่ 38 ท่านอ๋องผู้หมกมุ่นอยู่กับการล้างผัก (รีไรท์)
ตอนที่ 38 ท่านอ๋องผู้หมกมุ่นอยู่กับการล้างผัก (รีไรท์)
คนงานหลายคนพาเด็ก ๆ ในบ้านมาที่นี่ด้วย แต่กำชับพวกเขาว่าไม่ให้เข้าไปก่อกวนในเรือนกระจก สามารถเล่นอยู่ไกล ๆ ข้างนอกได้
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เห็นพี่ชายพี่สาวสองสามคนเล่นขายของกันก็มองพวกเขาตาปริบ ๆ อยากไปเล่นกับพวกเขา
อีกด้านหนึ่ง พวกเด็กสองสามคนก็จ้องนางและเสี่ยวฉวนเอ๋อร์อยู่เช่นกัน รู้สึกว่าพวกเขางดงามมาก เหมือนเด็กที่อยู่บนภาพวาดสิริมงคลแขวนอยู่ในบ้าน ผิวขาวเรียบเนียน น่ารักน่าเอ็นดู
ดรุณีคนหนึ่งอายุมากหน่อย นางมีอายุราว ๆ เจ็ดแปดปี ถักเปียผมสองข้าง สวมชุดกระโปรงผ้าเนื้อหยาบสีชมพูแต่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่ได้เย็บปะ ดูเหมือนทางครอบครัวจะมีฐานะอยู่บ้าง
นางเดินมาอยู่ตรงหน้ามู่ฉินเจินอย่างอาจหาญ เงยหน้าขึ้นและถามด้วยน้ำเสียงขลาดกลัว “ท่านลุง พวกเราขอเล่นกับน้องชายน้องสาวได้หรือไม่เจ้าคะ?”
บางทีอาจจะเป็นเพราะมีลูก มู่ฉินเจินจึงใจอ่อนไม่น้อย พลางยิ้มคลุมเครือให้กับเด็กหญิงอย่างยากลำบาก และก้มตัวถามลูกทั้งสอง “พวกลูกอยากไปเล่นหรือไม่?”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์พยักหน้าอย่างไม่ลังเล ส่วนเสี่ยวฉวนเอ๋อร์รู้สึกว่าการละเล่นของพวกเขามันไร้เดียงสายิ่ง ทว่าเห็นน้องสาวอยากไปขนาดนั้น จึงพยักหน้าตกลง
มู่ฉินเจินยิ้ม ลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสองเบา ๆ “ไปเถิด”
เด็กทั้งสองขาดสหายมาตั้งแต่เด็ก ในตอนที่อาศัยอยู่ในบ้านไร่ห่างไกลไม่มีแม้แต่เพื่อนบ้าน หลังกลับมาเมืองหลวงก็ไม่มีสหายสนิท ยามนี้เห็นเด็กคนอื่น ๆ เล่นกันอยู่ ก็คงจะคาดหวังอย่างมาก
ดรุณีที่มาเชื้อเชิญเด็กทั้งสองยิ้มออกมา และขอบคุณมู่ฉินเจินอย่างมีมารยาท จากนั้นก็ยื่นมือไปจับมือเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์และเสี่ยวฉวนเอ๋อร์
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เรียกพี่สาวอย่างน่ารัก พลางยื่นมืออวบอ้วนของตัวเองไปจับมือพี่สาว และก้าวขาสั้นเดินตามไป ส่วนเสี่ยวฉวนเอ๋อร์เอามือไพล่หลัง เดินตามหลังน้องสาวไปอย่างเงียบเชียบ คอยเป็นองครักษ์ตัวน้อยให้กับน้องสาว
ไม่นานนักเด็กน้อยน่ารักทั้งสองก็ได้รับความชื่นชอบจากเหล่าพี่ชายพี่สาว และเข้าร่วมเล่นขายของกับพวกเขา
มู่ฉินเจินยืนมองอยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง เห็นเด็ก ๆ เล่นอย่างสนุกสนานก็ส่งองครักษ์เฝ้าดูเด็ก ๆ ไว้ ส่วนตนเองสาวเท้าไปทางเรือนกระจก
ภายในเรือนกระจก เฉียวเยี่ยนได้ให้คนงานกลุ่มหนึ่งลงมือเคลื่อนย้ายต้นกล้าแล้ว นางยืนตรวจตราอยู่ด้านข้าง หากผู้ใดทำไม่ถูกต้อง ก็จะเข้าไปชี้แนะสักสองประโยค
เฉียวเยี่ยนเห็นมู่ฉินเจินเดินเข้ามาก็เอ่ยอย่างแปลกใจ “ลูก ๆ เล่า?”
มู่ฉินเจินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยื่นมือไปหยิบเศษดินที่ติดอยู่บนผมนาง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ อยู่ด้านนอก”
เฉียวเยี่ยนพยักหน้าให้การสนับสนุนอย่างมาก เด็กทั้งสองไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเด็กคนอื่น ๆ มากนัก เล่นด้วยกันให้มากหน่อยก็ดีเหมือนกัน
มู่ฉินเจินเองก็เข้าร่วมทำงานกับเฉียวเยี่ยน เคลื่อนย้ายต้นกล้าเป็นเพื่อนนาง และเพิ่มสารละลายธาตุอาหารลงในบ่อเพาะกล้าด้วยกันกับนาง
ราวหนึ่งชั่วยาม คนงานส่วนใหญ่ก็เข้าใจเรื่องพื้นฐานที่สุดแล้ว เฉียวเยี่ยนและมู่ฉินเจินก็ออกมาสูดอากาศด้านนอกเรือนกระจก หลังจากอยู่ข้างในนั้นนานก็รู้สึกร้อนอบอ้าวมาก
มู่ฉินเจินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ ซับเหงื่อบนหน้าผากเฉียวเยี่ยนเบา ๆ เฉียวเยี่ยนนิ่งอึ้งไปกับการกระทำของเขา และทนสายตาที่จ้องมองตรง ๆ ของเขาไม่ไหว จึงเบนหน้าหนีอย่างลุกลี้ลุกลน
“ขะ…ขอบคุณ”
มือของมู่ฉินเจินยังคงค้างอยู่กลางอากาศ มองท่าทางหญิงสาวที่หน้าแดงเรื่อก็รู้สึกว่าน่ารัก พลางเอ่ยหยอกเย้าว่า “เราเป็นสามีภรรยากัน มิต้องเกรงใจเช่นนี้ หากเจ้าถือจริง ๆ ก็เช็ดให้ข้ากลับได้”
เฉียวเยี่ยนเงยหน้าขึ้น แสร้งทำเป็นได้ยินไม่ชัด และเดินออกไปหาลูก ๆ
“เจ้าพูดอะไรนะ? หูข้าไม่ค่อยดี ไม่ได้ยิน!”
ครั้นมองท่าทางน่ารักของเฉียวเยี่ยน มู่ฉินเจินก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
ในฐานะนักแทะเมล็ดแตงอันดับหนึ่ง แววตาของระบบตัวน้อยในขณะนี้ก็เปล่งประกายเสียยิ่งกว่าหลอดไฟหนึ่งร้อยวัตต์
[ว้าว ท่านโฮสต์ ท่านหน้าแดงแล้ว]
เฉียวเยี่ยนกลอกตาใส่ระบบตัวน้อย “ดูละครทีวีของเจ้าไปซะ!”
ระบบตัวน้อยส่ายหน้า ดูทำไมละครทีวี? คู่รักจริงหวานเจี๊ยบกว่าคู่ชิปปลอม ๆ ในโทรทัศน์อีกมิใช่รึ?
เฉียวเยี่ยนเดินมาอยู่ข้าง ๆ พวกเด็ก ๆ เห็นพวกเด็กน้อยกำลังเล่นขายของ และลูกทั้งสองของนางคนหนึ่งเป็นเถ้าแก่ร้านอาหาร ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นนายพรานล่าสัตว์ป่าในภูเขา
แน่นอนว่าเสี่ยวฉวนเอ๋อร์เป็นเถ้าแก่ร้านอาหาร เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เป็นนายพราน
นายพรานน้อยอวี๋เอ๋อร์ที่เพิ่งเปิดตัวสดใหม่กำลังแกว่งมืออวบอ้วนเล่นโคลนอยู่ ครั้นเห็นมารดามาหา นางก็ถือก้อนอะไรสักอย่างที่ปั้นด้วยตัวเองให้มารดาดู
“ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ ลูกปั้นหมูน้อยสวยหรือไม่?”
เฉียวเยี่ยนเพ่งมองก้อนดินเหนียวนั้น และดูไม่ออกจริง ๆ ว่าตรงไหนที่เหมือนหมู แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอย่างใจร้าย “สวยมาก ลูกรักเก่งจริง ๆ!”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ที่โดนชมก็มีความสุข ยิ้มจนตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว และเผยฟันน้ำนมซี่น้อยออกมา
เฉียวเยี่ยนไม่รบกวนการเล่นของเด็ก ๆ นางเข้าไปดูในห้องครัว เครื่องครัวเครื่องปรุงรสด้านในล้วนมีครบครัน บ่าวและสาวใช้ที่มาจากในตำหนักรวมถึงคนดูแลความปลอดภัยล้วนพักอยู่ในหอข้างเรือนกระจก และใช้ห้องครัวเล็กนี้กันเป็นปกติ
เฉียวเยี่ยนคิดว่าพวกคนงานทำงานกันได้ดีมาก จึงอยากตอบแทนพวกเขาสักมื้อ และถือว่าเป็นงานเลี้ยงเปิดงาน
นางหาองครักษ์มาสองคน ให้พวกเขานั่งรถม้าไปซื้อผักและเครื่องถ้วยชามจากตลาดที่ใกล้ที่สุด
ครั้นมู่ฉินเจินเห็นท่าทางนางเช่นนี้ก็รู้ว่านางจะทำอาหาร จึงเข้าครัวไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง
ยามที่เฉียวเยี่ยนหุงข้าวและเตรียมผัก เขาก็จะก่อไฟให้นาง จากนั้นก็ล้างผัก และทำอย่างอื่น
เหล่าคนงานในเรือนกระจกได้ยินว่าท่านอ๋องกับหวางเฟยทำอาหารด้วยตัวเองเพื่อตอบแทนพวกเขา ต่างก็ตกใจจนนิ่งค้าง
อาหารที่ท่านอ๋องและหวางเฟยทำ…โปรดอภัยให้พวกเขาที่ไม่เคยกล้าคิดทั้งชีวิตเลย!
ประเดี๋ยวเดียวทุกคนก็ทำงานกันอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น เพียงครึ่งวัน ก็เคลื่อนย้ายกล้าพริกหลายพันต้นที่เฉียวเยี่ยนเพาะทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย
ย้ายกล้าพริกเสร็จแล้วก็วางถาดเพาะกล้าลงในบ่อเพาะกล้าอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้รากของกล้าพริกดูดซับสารละลายธาตุอาหาร
องครักษ์ซื้อผักกลับมาแล้ว มีเนื้อหมูครึ่งตัว ที่เหลือก็เป็นผักต่าง ๆ เช่นผักกาดขาว มะเขือยาว มันฝรั่ง
เฉียวเยี่ยนเตรียมทำกับข้าวอย่างเดียว ตุ๋นทุกอย่างไว้ในหม้อเดียว ใส่เนื้อเยอะ ๆ แล้วก็ตุ๋นอาหารมังสวิรัติ รับรองว่ากินข้าวสองชามใหญ่ได้
องครักษ์สองสามคนตัดแบ่งเนื้อหมูเสร็จแล้วก็นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นเฉียวเยี่ยนก็ยกเนื้อหมูเต็มถาดเข้ามาในห้องครัว
เหล่าองครักษ์มองหวางเฟยยกเนื้อหมูครึ่งตัวเดินเข้าครัวอย่างสบาย ๆ ก็ตกใจเบิกตากว้าง จากนั้นก็มองไปยังท่านอ๋องที่นั่งล้างผักกาดขาวอยู่ด้านข้างอย่างจริงจัง พลันในหัวผุดภาพขึ้นมามากมาย ท่านอ๋องถูกความป่าเถื่อนของหวางเฟยบีบบังคับจนเปลี่ยนไปแล้วหรือ?
มู่ฉินเจินถูกเฉียวเยี่ยนจูงจมูกจริง ๆ เขาในอดีตล้วนกินอาหารที่เตรียมจากห้องเครื่อง กินอะไรก็ไม่เคยถาม ให้พ่อครัวเป็นคนจัดการเอง และไม่เคยย่างกรายไปที่ห้องเครื่องเลย
ทว่าตอนนี้ เขากลับรู้สึกเบื่อกับการไปว่าราชกิจในตอนเช้า ในขณะที่ยืนอยู่ตำหนักเจียงซานที่เริ่มทิ้งให้รกร้าง ในหัวก็เอาแต่คิดว่าเฉียวเยี่ยนจะทำของอร่อยอะไรให้เขากิน และกลับจากค่ายทหารในตอนบ่ายเร็วมากยิ่งขึ้น
เห็นเฉียวเยี่ยนวุ่นอยู่ในห้องครัว เขาก็ค่อย ๆ ขยับตามเข้าไป จนงานล้างผักก่อไฟต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา บางทีอีกไม่นานเขาก็อาจจะทำอาหารได้แล้ว!
เหล่าองครักษ์หวนนึกถึงท่านอ๋องที่ปราดเปรื่อง วรยุทธ์ขั้นเทพ เป็นเหมือนดั่งดอกไม้บนเขาสูงในอดีต แล้วมองเจ้านายที่ถกแขนเสื้อกำลังล้างผักกาดขาวในตอนนี้…ช่างเถิด พวกเขาเองก็ควรล้างผักอย่างเชื่อฟัง ท่านอ๋องเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาจะยังต่อต้านได้รึ?
กลุ่มองครักษ์ที่มองว่าท่านอ๋องสำคัญกว่าพ่อแม่ของตัวเองก็พับแขนเสื้อขึ้น ร่วมล้างผักด้วย พวกเขาล้างผักกาดขาวไปหนึ่งตะกร้าใหญ่ ทั้งยังปอกเปลือกมันฝรั่งจนสะอาดเกลี้ยงเกลา
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ท่านกลายเป็นโบ้โดยสมบูรณ์แล้วท่านอ๋อง เชื่อฟังหวางเฟยขนาดนี้ อีกไม่นานคงยกภรรยาขึ้นหิ้งเหนือศีรษะตัวเองแล้ว
ไหหม่า(海馬)