เทพมารตกสวรรค์ – ตอนที่35 สองประสานรวมเป็นหนึ่ง

ตอนที่35 สองประสานรวมเป็นหนึ่ง

” เจ้าบังคับข้าเองนะ!! ข้าไม่คิดเลยว่าจะต้องใช้พลังเพราะเรื่องแบบนี้ ท่านพ่อข้าขอโทษด้วย ” ไป๋หลงกล่าวจบก็ปลดปล่อยพลังออกมาปีกสีขาวกับสีดำกระพือขึ้นเกิดแรงลม มหาศาลที่เกิดจากการรวมตัวของพลังที่ไป๋หลงปลดปล่อยออกมา เอลฟ์สาวที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ก็โดนลมอัดกระแทก

ตึง!!

เอลฟ์สาวโดนอัดกระแทกเข้ากับผนัง จนสลบไปในที่สุดโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อไป๋หลงเห็นว่าเอลฟ์สาวสลบไปแล้วก็สลายปีกของตัวเองไปในทันทีก่อนจะเดินไปดูอาการของเอลฟ์สาว เมื่อเห็นว่าเอลฟ์ว่าเอลฟ์สาวสลบไปแล้วก็อุ้มอุ้มเอบฟ์สาว ขึ้นมา พาไปนอนไว้บนเตียง

” เฮ้อ…มันเรื่องบ้าอะไรกันเกือบไปแล้วไหมละ ตื่นขึ้นมาคงจะต้องรีดเค้นความจริงสักหน่อยแล้ว ว่าแต่ทำไมช่วงนี้ถึงรู้สึกว่าพลังในร่างมันมากกว่าทุกทีอีกไม่กี่วนก็จะถึงวันเกิดข้าแล้ว ท่านพ่อจะให้อะไรข้านะ…. ” ไป๋หลงกล่าวบ่นกับตัวเอง

” จริงสิ..งานเลี้ยงต้องรีบแล้ว” ไป๋หลงกล่าวจบก็รีบออกจากห้องในทันทีแล้วมุ่งตรงไปที่งานเลี้ยงทันที

ตอนนี้ในงานเลี้ยงนั้นมีพวกขุนนางพวกตระกูลใหญ่มากมายภายในห้องโถงแห่งนี้ อู้เฉียงได้แต่เดินหยิบอะไรกินไปทั่วจนไปชนกับขุนนางคนหนึ่ง

” นี้เจ้า..เดินไม่ดูทางรึยังไง อยากให้ข้าผู้นี้สั่งสอนงั้นรึ!! ” ขุนนางคนนั้นกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ เมื่ออู้เฉียงเห็ยนเช่นนั้นก็กล่าวขอโทษทันที

” ข้าต้องขอโทษท่านด้วย ข้าไม่ระวังเอง ” อู้เฉียงกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกผิด

” หึ!!…. ” ขุนนางคนนั้นเพียงหัวเราะในลำคอแล้วก็เดินจากไป

” เฮ้อ เกือบมีปัญหาแล้วเชียวดีนะที่ข้าไม่มีนิสัยเหมื่อนไป๋หลงว่าแต่ตอนนี้เจ้าไป๋มันคงจะ…. ” อู้เฉียงกล่าวไม่ทันจบ ก็ โดนน้ำเสียงหนึ่งที่ฟังดูคุ้นเคยดังขึ้น

“คงจะอะไรนี้เจ้าคิดอะไร ข้าและเจ้ายังเด็กอยู่อีก ใครสอนให้เจ้าคิดเรื่องแบบนั้นกัน ”

” จะใครละข้าก็หาเอาเองนะ..เดี๋ยว !! ” อู้เฉียงกล่าวไม่ทันจบก็พุึ่งรู้สึกตัวจึงหันหลังกลับไปดูด้านหลังอย่างช้าๆ เมื่ออู้เฉียงเห็นไป๋หลงก็หน้าซีดในทันที

” โห๋..สหายข้านี้เป็นไอลามกโรคจิตสินะ..ข้าคิดผิดรึเปล่าที่มาเป็นสหายกับเจ้า ฮ่าๆๆ ” ไป๋หลงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงขบขัน

” นี้เจ้าๆๆ….แล้วเอลฟ์คนนั้นหละ?” อู้เฉียงรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที

” เรื่องนั้นชั่งมันเถอะ รีบๆหาอะไรกินข้าหิวจะตายอยู่แล้ว ” ไป๋หลงกล่าวจบก็ลากอู้เฉียงไปหาอะไรกินในทันที โดยที่ตอนนี้ทั่วทั้งงนต่างจับตามองไป๋หลงและอู้เฉียงด้วยความสงสัย

” นี้เจ้ารู้จักเด็กพวกนั้นหรือไม่ว่าเป็นคนจากตระกูลใดหรือขุนนางที่ไหน ”

” ข้าก็ไม่รู้หรอก แต่ดูจากหน้าตาของพวกเขาทั้งสองแล้วคงจะไมใช่เด็กสามัญชนเป็นแน่ ดูเด็กคนนั้น ดูจากเส้นผมสีดำเงาเรียวยาว ดวงตาสีแดงผิวเนียลราวกับสตรี ส่วนอีกคน ก็ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับเด็กหนุ่มผมสีดำไม่ต่างกัน ” เสียงของผู้อาวุโสกล่าวขึ้นคนหนึ่งกล่าวอธิบาย

” เรื่องนั้นชั่งมันเถอะ…ท่านรู้หรือไม่ว่า คนที่เป็นผู้ถือครองสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์ นั้นคือผู้ใดกัน ”

เสียงของขุนนางคนหนึ่งดังขึ้นถามด้วยความสงสัย ซึ่งขุนนางคนนี้นั้นเองที่กล่าวต่อว่าอู้เฉียง ไปเมื่อกี้

” เรื่องนั้นข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันไม่มีการระบุตัวตนที่แน่ชัด ข้าเองก็มีอาจทราบได้ ” ผู้อาวุโสกล่าวอธิบาย

” ถ้าท่านซึ่งเป็นถึงผู้ ที่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิยังไม่รู้คงไม่มีใครรู้อีกแล้วกระมัง ”

คนในงาต่างพูดคุยกันถึงผู้ถือครองสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์นั้นว่าเป็นผู้ใดกันที่มีความสามารถขนาดเรียกสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ ขณะนั้นเององค์จักรพรรดิก็เดินออกมายังห้องโถง

องค์จักรพรรดิเสด็จแล้ว!!

เมื่อมีคนเห็นองค์จักรพรรดิออกมาทุกคนก็ก้มลงเพื่อแสดงความนับถือแต่ ในงานเลี้ยงนั้นมีสองคนด้วยกันที่ไม่ได้สนใจกับการมาขององค์จักรพรรดิแม้แต่น้อย มัวแต่สนใจกับการกิน จนคนที่เห็นกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ

” บัดซบ!!..มันสองคนผู้นั้นเป็นใครถึงไม่ยอมก้มหัวให้ององค์จักรพรรดิ ข้าจะไปตัดหัวมัน ” เสียงของผู้ติดตามของผู้นำตระกูลคนหนึ่งกล่าวขึ้นพลางกำลังจะไปที่พวกไป๋หลงกำลังอยู่

” ไม่เป็นไร ” องค์จักรพรรดิกล่าวออกมาด้วยความไม่สนใจ

“แต่… ” ผู้ติดตามคนนั้นกำลังจะกล่าวอะไรออกมา แต่เดินจิตสังหารเข้ามากดทับร่างใทันที

” หุปปาก!!ได้แล้วอาเหลียง คำสั่งขององค์จักรพรรดิถือเป็นที่สุด ถ้าเจ้ายังพอมีสมองอยู่บ้างก็ควรจะรู้ว่าสองคนนั้นย่อมไม่ธรรมดาเพราะการที่องค์จักรพรรดิไม่ได้เอาความก็เห็นๆกันอยู่ ” เสียงของชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่เส้นผมสีน้ำตาลดวงตาสีเดียวกับเส้นผม ให้ความรู้สึกหลงไหล

” ข้าขออภัยท่านผู้นำ ” ชายที่ชื่ออาเหลียงกล่าวจบก็เดินออกจากงานพร้อมกับความแค้นใจในทันที เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้ทำให้มันเสียหน้าต่อผู้คนจำนวนมาก

เมื่อองค์จักรพรรดิเห็นเดินออกมาแล้วนั้นแต่คนที่เดินตามมาด้วยนั้นช่างหล่อเหลายิ่งนัก ดวงตาสีทอง เส้นผมสีเงิน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย จนสาวๆใงานต่างตาค้างกันทั้งงาน

” ชั่งหล่อเหลงยิ่งนัก ”

” ใช่ๆ ข้าไม่เคยเห็นใครหล่อเหลาเท่านี้มาก่อนในชีวิต ”

เสียงของสาวๆในงานต่างพูดกันยกยอ ทำให้หนุ่มๆในงานต่างพากันอิจฉาแต่ก็ต้องยอมรับว่าช่างหล่อเหลายิ่งนักหลายคนพยามแอบสำรวจระดับพลังแต่ไม่ไม่สามาธตรวจสอบได้แม้แต่คนเดียว องค์จักรพรรดิซึ่งเห็น…หวงหลง ออกมา ก็กังวลอยู่ไม่น้อย ตอนนี้หวงหลงได้เดินไปหาไป๋หลงและอู้เฉียงที่กินอาหารกันอย่างอร่อย โดยทางที่ หวงหลงเดินผ่านนั้นมีแต่ผู้คนหลีกทางให้ บางคนก็ไม่เข้าใจทำไมตนนั้นถึงต้องหลีกทางราวกับมีพลังบางอย่างที่ไม่สามาถมองเห็นได้มาบังคับ ให้หลีกทาง แต่มันเบาบางมากทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้สงสัยเท่าไหร

” ไป๋หลง อู้เฉียงข้า มีเรื่องสำคัญอยากจะบอกพวกเจ้าทั้งสองตามข้ามา ” ไป๋หลงที่จำ รูปลักษณ์ ของ หวงหลงได้ ก็ตอบกลับรับคำในทันที

” ขอรับ ” ไป๋หลงและอู้เฉียงกล่าวตอบรับพร้อมกันก็เดินไปกับหวงหลงในทันที โดยไม่ได้ถามใดๆทั้งสิ้น

ไป๋หลงและอู้เฉียงเดินมาได้สักพัก หวงหลง ก็ ได้ยื่นมือไปข้างหน้า พร้อมกับมีประตูสีทองอร่ามปรากฏขึ้น เป็นรวดลายมังกรที่สวยงามเป็นอย่างมาก

” ตามข้ามา ” หวงหลง กล่าวจบ ก็เดินหายเข้าไป ไป๋หลงและอู้เฉียงนั้น ไม่รอช้ารีบเดินตามเข้าไปในทันที

ภายในนั้นตกแต่งไปด้วยทองคำเสาขนาดใหญ่ทำจากทองคำทั้งสิ้นภายในเป็นห้องกว้าง มีสิ่งของที่ดูแล้วมีค่าและหายากอยู่มากมาย ซึ่งของเหล่านี้ได้มาจากองค์จักรพรรดิทั้งสิ้น

” นั่งสิ…พวกเจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าต้องพาพวกเจ้าทั้งสองคนมาที่นี้และอีกอย่างทำไมคนทั่วทั้งยุทธภพถึงอยากได้ สัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์อย่างพวกข้าไว้ในครองครอง ” หวงหลงกล่าวถามไป๋หลง และอู้เฉียง

” ข้าไม่ทราบ ขอรับ ”

“ข้าก็เช่นกัน ”

ไป๋หลงและอู้เฉียง กล่าวตอบออกกมา

” ข้าจะอธิบายให้ฟัง เพราะสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์นั้นเมื่อมีความผูกพันธ์กับผู้เป็นนายขนาดยอมตายแทนได้นั้น จะสามารถ ฝึกวิชา สองประสานรวมเป็นหนึ่ง ได้ วิชานี้หมายถึงการที่ผสานจิตวิณญาณของตัวเองเข้ากับสัตว์อสูรในพันธะสัณญาได้ จะก่อให้เกิดการวิวัฒนาการ ย่างเข้าใกล้กับระดับเทพ ซึ่งสัตว์อสูรทั่วไปนั้นสามารถทำได้เช่นกันแต่ระดับพลังจะต่างกันออกไปตามขั้นพลังและเผ่าพันธ์ ซึ่งแตกต่างจาก แบบ ข้า เพราะมันจะทำให็ได้พลังที่เหนือกว่าหลายเท่า แต่การที่จะทำได้นั้น ว่ากันว่า ไม่เคยมีใครเคยทำได้มาก่อน ”

หวงหลงกล่าวอธิบายเรื่องราวต่างๆให้กับไป๋หลงและอู้เฉียงฟัง มีทั้งเรื่องที่น่าตกตะลึง และ น่ากลัว เพียงแค่ไป๋หลงและอูเฉียงได้ฟังเรื่องเมื่อกี้ยังอดที่จะหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

” เอ่อ..ท่าน หวงหลงข้ามีคำถาม ” อู้เฉียงกล่าวถามขึ้นมาด้วยความข้องใจ

” มีอันใดรึผู้ถือครอง ฟีนิกส์ เพลิงอมตะ ”

” ถ้าผู้ถือครองโดนสังหารตายสัตว์อสูรที่ทำพันธสัณญากับเราจะเป็นอย่างไร ”

” เรื่องนี้นั้น ข้าก็พอจะรู้อยู่บ้างถ้าเป็นสัตว์อสูรทั่วไป ก็จะคงอยู่ในร่างของเจ้านายของตนจนกว่าจะตายไปพร้อมกัน เพราะในเมื่อไม่มีพลังที่นายของตัวเองส่งมาให้ก็เท่ากับตายเท่านั้น หรือ เราสามารถนำมันออกมาได้ถ้ามันยินยอมซึ่งแตกต่างจากพวกข้า ”

” แตกต่างกันยังไงหรือท่านหวงหลง ” ไป๋หลงกล่าวถามด้วยความสงสัย

” เพราะสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์ แบบพวกข้านั้นเมื่อผู้เป็นนายได้ตายลงไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่พวกเรานั้นจะไปจุติใหม่ ณ. ที่ห่างไกล ซึ่งข้าก็ไม่อาจทราบได้ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม ก็ถามเอาจากเจ้า ไป๋หู่ หรือ ไม่ก็ เจ้านกน้อยเอาก็แล้วกัน ”

” ใครเป็นนกน้อยห้ะ..เจ้าจิ้งเหลนปากเสียเดี๋ยวข้าจะเผาเจ้าเป็นจิ้งเหลนย่างเลยคอยดู”

เสียงของฟีนิกส์ ที่ต่อว่ากลับ หวงหลงด้วยความไม่พอใจ

” พวกท่านอย่าทะเลาะกันเป็นเด็กได้ไหม ?ทำตัวให้น่านับถือหน่อยสัตว์เทพอสูรศักดิ์สิทธิ์ อย่างพวกท่าน เจอกันทุกครั้งต้องกัดกันทุกครั้งเลยรึไงกัน ไม่อายเด็กบ้างเหรอ ข้าละอยากจะบ้าตาย ”

ไป๋หลงกล่าวออกออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เมื่อฟีนิกส์ได้ยินเช่นนั้น ก็เงียบลงในทัน หวงหลงก็เงียบลงเช่นกัน มีเพียง หลิงหลุนเท่านั้น ที่กลั้นหัวเราะอยู่ด้วยความชอบใจ

” เอาละ แล้วทำไม ท่าน หวงหลงถึง มาบอกเรื่องนี้กับพวกข้าละ ” เมื่อ หวงหลง ได้ยินเช่นนั้น ก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังในทันที

” ที่ข้ามาบอกเพราะ ในตอนนี้พลังของท่านมีข้อจำกัดอยู่ ถึงท่านจะมีพลังมหาศาลก็ตาม แต่ก็แรกมาด้วยการที่ร่างกายบาดเจ็บ ไม่ต้องสงสัยว่าข้ารู้ได้ยังไง ถ้าเจ้ายังฝืน สู้แบบนี้ต่อไป ในภายภาคหน้า เจ้าจะต้องสิ้นท่าต่อศัตรูในอนาคตแน่นอน ส่วน เจ้า ผู้ถือครอง ฟีนิกส์ ถ้าเจ้ายังไม่ผ่านบททดสอบของนางเจ้าก็มิอาจ ยืนอยู่ เคียงข้าง สหายเจ้าได้ ”

ไป๋หลงและอู้เฉียงได้ยินเช่นนั้นก็รู้ถึงข้อด้อยของตัวเองดี จึงเริ่มมีประกายไฟในการฝึก

” ข้าขอย้ำโดยเฉพาะเจ้าไป๋หลง อีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้ จะมี วิกฤตครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับเจ้า”

วิกฤต?

” ใช่แล้ว แต่ข้าสัมผัสได้ในพลังแห่งการหยั่งรู้ของข้า จงเตรียมตัวให้ดี เอาละพวกเจ้า ไปได้แล้ว ”

หวงหลงกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะส่งไป๋หลงและอู้เฉียงออกมาข้างนอกห้องทองคำอร่ามแห่งนั้น ทิ้งไว้ให้ไป๋หลงและอู้เฉียงสงสัยในคำพูด ของ หวงหลง

จบ……..

เทพมารตกสวรรค์

เทพมารตกสวรรค์

Status: Ongoing

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สุด เทพและมารได้ตกหลุมรักกันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะเบื้องบนเท่านั้น แต่ก็มีเบื้องล่างบางส่วนที่รู้เแต่ทั้งสองนั้นหาใช่เทพและมารทั่วไป ฝ่ายเทพคือ ราฟาเอล ซึ่ง ตกหลุมรักกับเทพมาร อัลบาร์ ซึ่งทั้งสองเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจ และมีชื่อเสียงอยู่มาก ในเรื่องความแข็งแกร่ง ทั้งสองได้ตกหลุมรักกัน และได้ให้กำเนิดบุตร แต่ ความรักของเทพและมาร เป็นเรื่องต้องห้าม เพราะ ทั้ง2ฝ่าย ต่าง เปรียบเสมือน แสง และความมืด ซึ่งมิอาจเป็นที่ยอมรับได้ เรื่องนี้รู้ถึงหูของ เทพสูงสุด จึงจำเป็นจะต้อง สะสางปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง...

"ราฟาเอล เจ้าได้ทำผิดกฏของสวรรค์ และมิหนำซ้ำยังให้กำเนิดบุตร เห็นทีว่าข้าต้อง สังหารบุตรของเจ้าเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา "

เสียงพูดอันทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์ แต่ มิทำได้ให้ราฟาเอล หรือ เทพมารหวั่นแม้แต่น้อย ถึงแม้อยู่วงล้อมของกองทัพเทพ มากกว่าแสนตนก็ตาม

" เอาล่ะส่งตัวบุตรของพวกเจ้ามาข้าจะถือว่าข้าให้อภัยพวกเจ้าทั้งสองก็แล้วกัน"

เมื่อองค์เทพค์สูงสุดของเหล่าเทพพูดจบก็เกิดความเงียบเข้าครอบคลุมแต่ในขณะนั้นเองก็เกิดเสียงหัวเราะของเทพมารขึ้น ทำให้เหล่าเทพ หน้าขึ้นสีและจะเข้าไปจัดการเทพมารตนนั้นแต่ไม่มีคำสั่งขององค์เทพสูงสุด เลยได้แต่รอฟังคำสั่ง

"ฮ่าๆๆๆๆ!! ตลกสิ้นดี คิดว่าข้าจะส่งบุตรของพวกเราให้เจ้าอย่างงั้นรึ หึ!! ฝันไปเถอะ ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าจะลากพวกเจ้าไปด้วยให้จงได้"

เทพมารพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันสร้างความไม่พอใจกับเหล่าเทพอย่างมาก แต่ องค์เทพสูงสุดยังไม่ได้กล่าวอะไร

"เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ข้าจะตายแต่ข้าจะลากพวกท่านทุกคนไปกับข้าด้วยถึงแม้ข้าจะตายก็ตามแต่....บุตรของพวกข้าต้องรอด ถึงแม้พวกท่านจะะเป็นเผ่าพันธุ์ เดียวกัน แต่ข้า ก็ไม่ยอมให้พวกท่านแตะต้องบุตรของข้าเป็นอันขาด!!! "

หลังจากราฟาเอลและเทพมารพูดจบก็หันหน้ามาหากันซึ้งในอ้อมแขนของเทพมาร อุ้มเด็กทารกหน้าตาน่ารัก ดวงตาที่ไร้เดียงสา เส้นผมที่ปลิวไสวตามสายลม ทั้งสองได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา สร้างความกดดันให้กับเหล่าเทพเป็นจำนวนมาก

ตู้มมม!!

หลังจากทั้งสองปลดปล่อยแรงกดดันออกมา ทำให้องค์เทพสูงสุดเริ่มขมวดคิ้วและเริ่มคิดบางอย่างในใจ

" ทั้งสองคงจะรักกันมากสิน่ะ ข้าเองก็ไม่อยากสู้กับเผ่าพันธ์ตัวเองด้วยสิ งั้นเอาเป็นแบบนี้ละกัน "

"ราฟาเอล และ เทพมาร พวกเจ้าคงจะรักกันมากสินะ เอาเป็นแบบนี้เป็นไง เรื่องบุตรของพวกเจ้าข้าจะไม่ยุ่ง แต่ ข้าจะผนึกพวกเจ้า ทั้งสองไว้ในมิติพิเศษ เป็นเวลา10000ปี หลังจากผ่านหนึ่งหมื่นไป พวกเจ้าทั้งสองจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของข้า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าในนามองค์เทพสูงสุด ขอปลด ราฟาเอล

ออกจาก การเป็นเผ่าเทพ ณ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนเจ้า เทพมาร!! ถ้าเจ้ารัก ราฟาเอลจงตัดปีกตัวเองออก1คู่ ข้าจะไม่ทำอันตรายต่อลูกของพวกเจ้า เป็นไงจะรับหรือไม่รับข้อเสนอของข้าล่ะ จงเลือกซะ"

หลังจากเทพสูงสุดกล่าวจบก็เกิดเสียงคัดค้านหลายเสียง...

" ท่านเทพสู- " เทพองค์นั้นกล่างยังไม่ทันจบก็ โดนเสียงอันทรงพลังกล่าวขึ้น

"เงียบบบบบ!!"

" นี้คือการตัดสินใจของข้าพวกเจ้าไม่มีสิทธ์ ในที่นี้มีใคร สู้ตัวต่อตัว กับ ราฟาเอลและเทพมารได้บ้างล่ะ ข้าขอพูดเลยว่าไม่มี พวกเขาทั้ง2 ทรงพลังเกินไป และอีกอย่าง ราฟาเอลเป็นพวกพูดจริงทำจริง จำที่นางพูดได้หรือไม่ ว่านางจะลากพวกเจ้าไปด้วยถึงให้ต้องตาย " หลังจากเทพสูงสุดพูดจบก็ไม่ใครกล่าวขีดขึ้นมาอีก ถึงจะมีเทพบางองค์เจ็บใจแต่ต้องยอมรับว่า ที่เทพสูงสุดพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง

"ได้ ข้าขอรับข้อเสนอ นั้นข้าจะตัดปีกของข้าออก1คู่ หวังว่าเทพอย่างพวกเจ้าคงไม่ผิดคำพูด!!"

เทพมารพูดด้วยน้ำเสียงอันแสนจะเย็นชา การตัดปีกออกนั้น จะเป็นการตัดพลังไปด้วย ซึ่งเทพมารที่มีปีกถึง8 คู่ การที่เสียไป1คู่ ถือว่าเป็นการสูญเสียที่หนักหนาพอสมควร...

"ไม่นะอัลบาร์เจ้าจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ!!!"

ราฟาเอลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าและเสียใจ...

"ไม่เป็นไรหรอกยังไงต้นเหตุก็เกิดมาจากข้า แล้วอีกอย่างข้าก็ไม่อยากให้เจ้าสู้กับเผ่าพันธุ์ตัวเองด้วย"

ราฟาเอลกำลังจะพูดต่อ แต่เทพมารได้ตัดปีกตัวเองออก1คู่ ทำให้ความเจ็บปวดถาโถม เข้ามา แต่เทพมารไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย

"เอาล่ะข้าทำตามที่ท่านพูดไว้แล้ว หวังว่าท่านคงจะไม่ผิดคำพูดนะ!!!"

เทพมารพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนล้าเต็มทน...

"อืม...ข้าให้สัญญา"

หลังจากเทพสูงสุดให้คำสัณญาเขาก็ล้มตัวลงหมดสติเพราะการตัดปีกออกนั้น เหมือนกับตายทั้งเป็น

"อุแว้ๆ"

เสียงเด็กทารกร้องขึ้น ถึงแม้จะไร้เดียงสาแต่ความเป็นบุตรเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อบาดเจ็บก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา ราฟาเอลเห็นภาพตรงหน้ารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก นางเองก็ถือเป็นแม่คนนึง ราฟาเอลนางเดินเข้าไปใกล้ ลูกของตนซึ่งอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นพ่อ นางได้ทำการผนึกจิตวิญญาณส่วนนึงของนางไว้ในจิตของบุตร เมื่อถึงเวลา ผนึกจะคลายออกและจะได้เจอกับจิตวิญญาณ....ของนางที่นางได้หลงเหลือไว้ให้ และได้มอบอาวุธจิตวิณญาณของตนให้กับบุตร

เป็นดาบประจำดวงจิตวิณญาณของผู้ถือครอง...ไม่สามารถให้ใครใช้ได้ ยกเว้นจะได้รับการสืบทอดโดยตรงและได้รับการยิมยอมทั้ง2ฝ่าย!! ซึ่งบุตรของ ราฟาเอล และ อัลบาร์ นั้น เป็นกรณียกเว้นสามารถให้ได้โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากอีกฝ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้อัลบาร์ ได้มอบอาวุธจิตวิณญาณของตนให้กับบุตรไปแล้ว... ราฟาเอลอุ้มบุตรขึ้นมาและนำพลังส่วนหนึ่งมาห่อหุ้มร่างของบุตรตนและหายวับไปทันที ในตอนนี้บุตรของนาง ถูกส่งลงไปยังโลกเบื้องล่างแล้ว สร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกเทพเหล่านี้เป็นอย่างมากเพราะกลัวว่าในอนาคต เด็กคนนี้จะนำภัยพิบัติมาให้...

"หลังจากผนึกพวกมัน2คนแล้วพวกเจ้านำกำลังคนของเราไป100 คนแล้วสังหารเด็กนั้นทิ้งซะในอนาคตมันอาจจะเป็นปัญหาต่อแผนการในอนาคตของท่านผู้นั้นได้"

เทพองค์นี้ รูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เส้นผมสีน้ำตาล กล่าวด้วยน้ำเสียงเบาๆกับสหายของตนแทนที่จะใช้จิตคุยกันเพราะมันมั่นใจว่าไม่มีใครได้ยินแต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างไม่เป็นดังที่คิดเมื่อมีน้ำเสียงดังขึ้นพร้อมปล่อยแรงกดดันระดับมหาเทพ ขั้นปลาย ออกมา ทำให้เทพองค์นั้นหน้าซีดเผือกเพราะมันที่อยู่ขั้นเทพนักรบไม่อาจต้านทานแรงกดดันของราฟาเอลที่ปล่อยออกมา

ตู้มมม!!

เสียงระเบิดพลังของราฟาเอลที่ปล่อยกลิ่นอายระดับมหาเทพออกมา พร้อมกับแรงกดดันที่มหาศาล

"เจ้าเมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรน่ะเจ้าจะสังหารบุตรของข้ายังงั้นเหรอ หึ!! ชั่งหาที่ตาย..ดีในเมื่อข้ายอมรับข้อเสนอแต่กลับมีพวกคิดไม่ซื่อกับลูกของข้า ข้าจะสังหารมันทิ้งซะ จงโผล่หัวออกมา หรือจะให้ข้าไปลากหัวเจ้าออกมา จงเลือกเอาซะ!!! "

ราฟาเอลตอนนี้พูดด้วยน้ำเสียง เย็นชา แฝงไปด้วยความโกรธแค้น จนยากจะควบคุม!!!

"ใจเย็นลงก่อน เรื่องนี้ข้าจัดการให้เมื่อครู่ข้ารู้เป็นเสียงผู้ใด เจ้าไม่ต้องลงมือหรอก ราฟาเอล บุตรแห่งข้า ข้าจะจัดการให้เพื่อเป็นการไถ่โทษที่มีพวกคิดไม่ซื่อ"

หลังจากองค์เทพสูงสุดพูดจบ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งก่อนจะมีเสียงขึ้น...

" อะไรนะ ท่านราฟาเอลเป็นบุตรของท่านองค์เทพสูงสุดอย่างงั้นเหรอข้าไม่เคยรู้มาก่อนข้าอยู่มา1000ปีข้าพึ่งรู้เนี้ยแหละ"

เทพองค์นี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

"ใช่ๆข้าก็พึ่งรู้เนี้ยแหละ !! " เสียงเทพองค์อื่นดังขึ้นเรื่อยๆพูดกันไปต่างๆนาๆ

"เงียบ!! "

องค์เทพสูงสุดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"เรื่องนี้ข้าไม่เคยบอกพวกเจ้าก็คงไม่รู้หรอก ว่าราฟาเอลเป็นบุตร สตรี เพียงคนเดียวของข้าเรื่องอื่นชั่งมันตอนนี้ข้าจะจัดการกับเทพนอกรีตที่แฝงตัวอยู่ในนี้ "

ตู้มมมม!!

เทพองค์ที่โดนจับได้ว่าเป็นคนพูดระเบิดพลังระดับเทพนักรบ เพื่อจะหนีไปให้ไกลแต่มีหรือระดับเทพนักรบจะเทียบเคียงกับระดับเทพสูงสุด มันโดนฝ่ามือของเทพค์สูงสุดซัดเข้าตรงที่หน้าอกอย่างจังจนตัวระเบิดออก เพียงแค่ใช้พลัง ไม่ถึง1ใน10 ก็จัดการกับเทพองค์นั้นลงได้อย่างง่ายดาย...

"เอาล่ะข้าจัดการมันให้แล้วเจ้าจงวางใจเถิด ราฟาเอลบุตรเพียงคนเดียวของข้า ตามกฏเจ้าต้องโดนผนึก10000ปี เจ้าถึงจะออกมาได้ เพราะฉะนั้นพ่อรักลูกนะราฟาเอล"

เมื่อองค์เทพสูงสุดกล่าวจบราฟาเอลก็คลายพลังลงและส่งยิ้มให้ผู้เป็นพ่อก่อนจะกล่าวตอบกลับไปว่า

"ข้าขอโทษที่เป็นบุตรที่แย่ ให้กับท่าน ฝากท่านช่วยเฝ้ามองบุตรของข้าแทนข้าด้วย"

ราฟาเอลพูดจบก็มีแสงสีเหลืองส่องลวมาที่ร่างของราฟาเอลและอัลบ่ร์ ที่หมดสติอยู่แล้วทั้ง2ก็หายไปอยู่ในห้องมิติที่โดนผนึก จนกว่าจะครบ10000ปี

"แล้วค่อยกลับมาเจอกันใหม่นะบุตรเพียงคนเดียวของข้า"

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแฝงไปด้วยความเศร้าและเสียใจเป็นอย่างมากที่ต้องผนึกบุตรของตัวเอง...

"หึมันยังไม่จบเพียงเท่านี้หรอก ดินแดนแห่งนี้จักต้องล่มสลาย!! "

เมื่อกล่าวจบ เงาสีดำที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ ก็หายไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า..สาเหตุที่มกาเทพสูงสุดมิอาจจับการเคลื่อนไหวได้เพราะมันเป็นเพียงร่างที่สร้างขึ้นเท่านั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณ...

ระดับพลัง

นักรบแรกเริ่ม 1-9

นักรบจิตวิณญาณ 1-9

นักรบหลอมรวม 1-9

นักรบที่แท้จริง 1-9

ราชันนักรบ 1-9

ราชันนักรบที่แท้จริง 1-9

จักรพรรดิ 1-9

จักรพรรดิที่แท้จริง 1-9

เทพนักรบ 1-9

เทพสงคราม 1-9

มหาเทพ 1-9

เทพสูงสุด(พระเจ้า)

ระดับพลัง สัตว์อสูร

อสูรระดับแรกเริ่ม 1-9

อสูรระดับจิตวิณญาณ 1-9

อสูรระดับหลอมรวม 1-9

อสูรที่แท้จริง 1-9

ราชันอสูร 1-9

ราชันอสูรที่แท้จริง 1-9

จักรพรรดิ 1-9

จักรพรรดิที่แท้จริง 1-9

เทพอสูร 1-9

มหาเทพอสูร 1-9

เทพอสูรสูงสุด (ผู้ปกครองเหล่าอสูรทั้งปวง)

เงินตรา

1000เหรียญทองแดง = 1เหรียญเงิน

1000เหรียญเงิน = 1เหรียญทอง

1000เหรียญทอง = 1เหรียญเพชร

ระดับอาวุธ

อาวุธจะแบ่งออกเป็น2ประเภท ประเภทแรก 1.อาวุธที่หาได้จากการสังหารสัตว์อสูร

และหาซื้อทั่วไปหรือได้จากงานประมูล

ประเภทที่สอง อาวุธจิตวิณญาณ เป็นอาวุธที่อยู่ในจิตใจของแต่ละคน แต่ละคนสามารถมีได้เพียงหนึ่งเดียว ยกเว้น สายเลือดผสม

อาวุธประเภทแรก

อาวุธระดับ 1 ดาว (ชาวบ้าน)

อาวุธระดับ 2 ดาว (นักรบฝึกหัด)

อาวุธระดับ 3 ดาว ( นักรบ)

อาวุธระดับ 4 ดาว ( พาลาดิน)

อาวุธระดับ 5 ดาว (ราชา)

อาวุธระดับ 6 ดาว (ราชัน)

อาวุธระดับ 7 ดาว (มายา)

อาวุธระดับ 8 ดาว (ตำนาน)

อาวุธระดับ 9 ดาว (เทวะ)

อาวุธประเภทที่ 2 ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ เป็นอาวุธที่อยู่ในจิตของผู้ครอบครอง มีพลังมหาศาลกว่า อาวุธประเภทแรก เป็นอย่างมาก ข้อเสียก็คือพลังจะลดลงอย่างลวดเร็วแรกกับพลังมหาศาลที่ได้รับ ระดับยิ่งสูงยากต่อการควบคุมในการใช้แต่ละครั้ง

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ ชาวบ้าน

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ นักรบฝึกหัด

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ นักรบ

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ พาลาดิน

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ ราชา

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ ราชัน

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ มายา

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ ตำนาน

ศาสตร์ตราจิตวิณญาณ ระดับ เทวะ

* ศาสตร์ตราวิณญาณต้องใช้เวลาในการฝึกฝนเป็นอย่างมาก หาผู้ใช้ได้น้อยมากในแต่ละทวีป

ทวีป

ทวีป จรัสแสง (เป็นที่ตั้งของเผ่าพันธ์มนุษย์)

ทวีป ปักษา

ทวีป อสูร

ทวีป มืด

ทวีป สีชาด

ทวีป มังกร

ทวีป หงส์สา

เผ่าพันธ์

มนุษย์

เทพ

มาร

มังกร

เอล์

อสูร

ระดับโอสถ

ความบริสุทธิ์จะมี1-10ส่วน 5ในส่วน10 จะถือว่า ระดับ ต่ำ 6ในส่วน10 ระดับกลาง 7 ส่วนขึ้นไปถือว่าระดับสูง

โอสถระดับ ต่ำ (สีเทา)

โอสถระดับ กลาง (สีเขียว)

โอสถระดับ สูง (สีเหลือง)

โอสถระดับ ราชัน (สีขาว)

โอสถระดับ จักพรรดิ (สีม่วง)

โอสถระดับ ตำนาน (สีทอง)

โอสถระดับ มายา (สีแดง)

โอสถระดับ เทวะ (สีรุ้ง)

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท