ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – บทที่ 1562 อ่างเก็บน้ำอันใหญ่

บทที่ 1562 อ่างเก็บน้ำอันใหญ่

บทสนทนาได้เปลี่ยนไปเป็นเรื่องวัยเด็กของฉินสือโอวและฉินเผิงอย่างรวดเร็ว เพื่อนเก่ามาอยู่ด้วยกันก็สามารถทำได้แต่หวนคิดถึงเรื่องในอดีตของกันและกัน หากว่าคุยเรื่องเศรษฐกิจหรือว่าการเมืองแล้วล่ะก็ จะทำให้บทสนทนาน้อยเกินไป เพราะการจะเข้าใจมุมมองของแต่ละคนได้นั้นเป็นเรื่องยาก

ฟ้ามืดยามค่ำได้มาถึง อาหารร้อนๆ แต่ละจานได้เสิร์ฟขึ้นโต๊ะ อาหารค่ำมื้อนี้เริ่มขึ้นแล้ว

ฉินสือโอวมองดูอาหารที่มากมายละลานตาบนโต๊ะ เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “คุณอานี่ลงแรงลงใจมากเลยนะครับเนี่ย กับข้าวดีๆ พวกนี้ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ? ผมเองเริ่มจะเกรงใจแล้ว”

เนื่องด้วยเหตุผลทางยศศักดิ์ คำเรียกที่ฉินสือโอวใช้เรียกขานคนในครอบครัวของฉินเผิงจึงเรียกยากมา หากอิงตามศักดิ์อาวุโสในหมู่บ้านแล้ว ฉินสือโอวต้องเรียกพ่อของฉินเผิงว่าพี่ชาย ฉินเผิงจะต้องเรียกเขาว่าคุณอา เมื่อเป็นแบบนี้จึงทำให้คนหนุ่มที่รุ่นราวคราวเดียวกันกระดากที่จะเรียกมาก

สถานการณ์แบบนี้เห็นได้ง่ายมากในหมู่บ้านชนบท โดยปกติคนหนุ่มสาวจะอิงอายุในการเรียกขานกัน ปกติฉินสือโอวจึงเรียกพ่อของฉินเผิงว่าคุณอา ส่วนเขากับฉินเผิงก็เรียกกันในตามแบบเพื่อนเรียก แต่เหล่าผู้สูงอายุยังคงเรียกกันตามศักดิ์อยู่ พ่อของฉินเผิงเรียกพ่อของฉินสือโอวว่าคุณอา

ดังนั้น วินนี่ที่ฉลาดหลักแหลมจึงถูกการเรียกขานนี้จนทำให้มึนหัวหมุนไปเลย พ่อของฉินสือโอวพูดกับเหยียนลี่ลี่ว่าทำไมยังไม่รินน้ำให้คุณป้าอีก จากนั้นก็หันกลับมาบอกฉินเผิงให้เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ จากนั้นแม่ของฉินเผิงก็แกล้งเสี่ยวหลันหลันให้เรียกเธอว่าคุณน้าอีก เมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำให้วินนี่ยอมแพ้แล้ว บนโต๊ะอาหารเธอไม่พูดอะไรเลย มีเพียงแต่รอยยิ้มเท่านั้น เพราะกลัวว่าจะเรียกผิด

สุดท้ายพอกินอาหารเสร็จ พ่อขอฉินเผิงก็แอบกระซิบเบาๆ ว่า “เสี่ยวโอว เมียนายอะไรก็ดีนะ เสียแค่ขี้อายเกินไป เป็นเพราะไม่คุ้นเคยกับพวกเราหรือเปล่า? ทำไมเธอไม่พูดอะไรเลย?”

ฉินสือโอวหัวเราะร่าแล้วพูดว่า “ทำอย่างไรได้ครับ อา เมียของผมน่ะขี้อาย ไม่เปิดเผยเหมือนลี่ลี่หรอกครับ”

วินนี่ยิ้มรับอยู่ตรงนั้น แต่ในใจด่าฉินสือโอวอย่างแรง คืนนี้เจ้าสามีเงอะงะนี่แหละที่สนุกสนานกับเธอที่สุดแล้ว เธอถามปัญหาเรื่องการเรียกขานนี้หลายรอบแล้ว ฉินสือโอวก็ไม่ยอมอธิบาย ทำเอาเธอโกรธจนกัดฟันกรอดๆ เลย

กินอิ่มดื่มพอจึงกลับบ้าน พักผ่อนหนึ่งคืนแล้ว วันที่สองฉินสือโอวได้ขับรถกระบะของฉินเผิงไปสำรวจดูอ่างเก็บน้ำที่พี่สาวของฉินสือโอวหมายตาไว้ นี่คือเรื่องใหญ่ที่เขาต้องทำในการกลับมาในครั้งนี้ ก็คือการหางานที่เหมาะสมให้พ่อกับแม่เพื่อค่าเวลา และทำการเติมผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้กับโรงแรมด้วย

บ้านเกิดของฉินเผิงถือได้ว่าเป็นเขตกึ่งภูเขา ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ร้อยปี มีหลายที่ที่ยังเป็นทะเลสาบอยู่ จากนั้นก็แห้งแล้งติดต่อกันมาหลายปีบวกกับหลังสร้างชาติแล้วทะเลสาบถูกถมเพื่อทำเป็นการคมนาคมทางพื้นดิน จึงกลายเป็นหมู่บ้านพวกนี้ขึ้นมา

หากว่าย้อนไปอีกหนึ่งพันปีก่อนหน้านี้ พื้นที่รอบๆ ของเมืองพวกนี้ ล้วนล้อมรอบไปด้วยน้ำ อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นถึงจุดเชื่อมคลองขนส่งจิงหังที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง สมัยก่อนตอนที่การคมนาคมทางน้ำมีบทบาทสำคัญมากนั้น หมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้าของเมืองล้วนร่ำรวยกันทั้งนั้น

ปัจจุบันเมืองที่เป็นระดับเขตอำเภอลงไปก็มีอ่างเก็บน้ำไม่น้อยเหมือนกัน น้ำบาดาลก็มีเหลือเฟือ แค่ขุดไปในหลุมน้อยใหญ่ที่อยู่บนพื้นก็สามารถกลายเป็นอ่างเก็บน้ำได้หมด นอกเหนือจากนี้ ในไม่กี่ปีมานี้ทางรัฐบาลยังได้เริ่มการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางน้ำใหม่ เห็นบอกว่าเพื่อเป็นการพลิกเศรษฐกิจทางด้านการเกษตร โดยการปล่อยผืนดินไปลงทุนทางด้านการประมงแทน

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฉินเผิงที่ขับรถอยู่ก็หัวเราะออกมา พูดว่า “รัฐบาลนี่น่าสนใจจริงๆ เลย ให้ชาวสวนทำการเตรียมที่ดินไว้เพื่อไปถูกกดขี่กับอ่างเก็บน้ำ ไปๆ มาๆ คนที่รับกรรมก็ยังเป็นประชาชนอยู่ไม่ใช่เหรอ? จะถูกกดขี่ตรงไหนก็ยังเป็นการกดขี่อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”

ฉินสือโอวบอกว่า “จะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้นะ ถ้านายมีความรู้มีตลาดแล้วล่ะก็ การทำอ่างเก็บน้ำก็ไม่เลวจริงๆ”

ฉินเผิงเบะปาก พูดอย่างไม่เชื่อว่า “ถ้ามีความรู้มีตลาด จะมีอะไรที่ทำแล้วไม่ดีบ้างล่ะ? ร้านซ่อมรถของฉันตอนนี้ก็ถือว่าดีนี่”

ทั้งสองคนถกเถียงกันไปมา พี่สาวของฉินสือโอวขับรถออดี้ A6 นำทางอยู่ด้านหน้า ขับไปถึงด้านหน้าอ่างเก็บน้ำของเมืองข้างๆ แล้วจึงหยุดรถ จากนั้นก็พาฉินสือโอวไปที่เขื่อนอ่างเก็บน้ำ ให้เขาดู

ไม่ต้องให้พี่สาวแนะนำ ฉินสือโอวรู้จักอ่างเก็บน้ำแหล่งนี้ดี ก่อนที่เขาจะเข้ามัธยมปลาย มักจะมาตกปลาที่อ่างเก็บน้ำนี้เป็นประจำ ฤดูร้อนเด็กๆ ในหมู่บ้านหรือไม่ก็เพื่อนในชั้นยังมีการรวมตัวกันมาทำสงครามน้ำกันที่นี่ด้วย

อ่างเก็บน้ำนี้มีชื่อว่าอ่างเก็บน้ำเสียวหย่งจวง เมืองที่มันตั้งอยู่ก็คือเมืองเสียวหย่งจวง พื้นที่ของอ่างเก็บน้ำมีทั้งหมดห้าพันแปดร้อยหมู่ (1 หมู่เท่ากับประมาณ 666 ตารางเมตร) หรือประมาณเกือบสี่ตารางกิโลเมตร อ่างเก็บน้ำมีเขื่อนดินรับแรงเฉือนอยู่อันหนึ่ง ความยาวหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง นอกเหนือจากนี้มีสามด้านที่เป็นแปลงปลูกพืช และห่างออกไปอีกก็คือหมู่บ้านที่มีบ้านตั้งอยู่กระจัดกระจายแต่เป็นเอกลักษณ์อยู่

ยืนอยู่บนเขื่อนมองไปทั้งสี่ด้าน พอดีกับที่ตอนนี้เป็นช่วงเช้า วันนี้ค่อนข้างครึ้ม มองไม่เห็นพระอาทิตย์ แต่มีเมฆไม่มาก ทำให้มีไอลอยอยู่บนอ่างเก็บน้ำนี้ นกลุยน้ำฝูงแล้วฝูงเล่าส่งเสียงร้องแล้วก็บินผ่านไป ทำให้อ่างเก็บน้ำดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

ฉินสือโอวจำได้ว่าตอนเด็กที่เขามาที่อ่างเก็บน้ำ มักจะรู้สึกว่าอ่างเก็บน้ำนี้ยิ่งใหญ่มาก ชายฝั่งที่ยื่นออกไปด้านข้างสองฝั่งนั้น ก็ไกลราวกับจะมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด บนผิวน้ำก็มักจะมีคลื่นน้ำใหญ่เป็นประจำ ฤดูร้อนก็ไม่ได้นิ่งเงียบเลย เขากับพวกเพื่อนล้วนไม่กล้าลงไปเล่นน้ำ

แต่ว่าตอนนี้มามองดูแล้ว ที่แท้อ่างเก็บน้ำนี้เล็กแค่นี้เอง เล็กจนไม่ใหญ่เท่ามุมมุมหนึ่งของทะเลสาบเฉินเป่าด้วยซ้ำ คลื่นลมของที่นี่ก็แลดูอ่อนโยน ฟาร์มปลาต้าฉินที่แม้จะเป็นตอนที่คลื่นลมสงบที่สุด คลื่นน้ำก็ยังใหญ่กว่าที่นี่อีก

ฉินเผิงเดินตามมาทีหลัง ในมือสะบัดก้านต้นหลิวไปมาแล้วพูดว่า “เทียบกับที่ที่นายอยู่แล้ว ที่นี่ก็แค่อ่างเล็กๆ เท่านั้น ใช่ไหม?”

ฉินสือโอวส่ายหัว พูดด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมว่า “ไม่เหมือนกัน ในใจของฉัน อ่างเก็บน้ำนี้จะเป็นอ่างที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ที่นี่จะมีคลื่นลมที่ฉันกลัวที่สุดในโลกไปตลอดกาล…”

“พูดภาษาคนสิพี่ชาย”

“นายพูดถูกแล้ว ให้ตายสิ ที่แท้อ่างเก็บน้ำนี้เล็กขนาดนี้เอง เสียแรงตอนมัธยมต้นที่ฉันอุตส่าห์กลัวการมาเล่นน้ำที่นี่ขนาดนั้น แล้วก็ใครนะที่บอกว่าอ่างเก็บน้ำนี้มีผีน้ำสิงอยู่น่ะ? ทำเอาฉันไม่กล้ามาอาบน้ำที่อ่างเก็บน้ำนี่ไปช่วงหนึ่งเลย” ฉินสือโอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกสะอื้นในใจ

เพราะว่ามีอ่างเก็บน้ำเยอะ ทำให้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีน้ำเยอะด้วย ที่เยอะที่สุดก็คือผีจะกลายเป็นตาชั่งอันหนึ่งลอยอยู่ริมน้ำเพื่อดึงดูดคนที่กลับดึกมางมในน้ำ ขอแค่มีคนเข้าใกล้ ตาชั่งในน้ำก็จะจมลงไปในน้ำเรื่อยๆ เมื่อยิ่งจมยิ่งลึก ทำให้คนจมน้ำตายไป

เรื่องเล่าแบบนี้เคยโด่งดังในพื้นที่มาก ตอนนี้ฉินสือโอวมาคิดดูก็รู้สึกงงขึ้นมา ให้ตายเถอะตาชั่งตอนนั้นไม่ใช่ตาชั่งอิเล็กทรอนิกส์สักหน่อย และถึงแม้จะเป็นตาชั่งอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่สามารถลอยอยู่ในน้ำได้นะ

แต่นี่แหละคือความเชื่อของคนชนบท ตอนนั้นมีคนเชื่อจริงๆ ส่วนฉินสือโอวก็กลัวจริงๆ

ยืนอยู่บนเขื่อน ฉินสือโอวปล่อยจิตสำนึกแห่งโพไซดอนลงไปในอ่างเก็บน้ำ จิตสำนึกแห่งโพไซดอนสองสายแบ่งกันไปลาดตระเวนตามแนวชายฝั่งซ้ายขวา อีกหกสายก็แผ่ออกไปเป็นรูปพัด ภาพใต้อ่างเก็บน้ำได้เข้ามาในการมองเห็นของเขาทันที

อ่างเก็บน้ำนี้ดูจากบนฝั่งแล้วยังถือว่าใช้ได้ มองไปไร้พรมแดน น้ำใสสะอาด แต่ว่าสภาพแวดล้อมใต้น้ำกลับไม่ค่อยดีนัก ใต้น้ำมีขยะมากมาย ทั้งขวดแก้วที่แตกแล้ว ก้อนอิฐก้อนหิน ถุงขยะที่จมอยู่ใต้น้ำ ประตูหน้าต่างที่พังแม้กระทั่งแพไม้ที่เสียแล้วก็มีด้วยเช่นกัน พูดได้ว่าอะไรก็มี ไม่มีก็เพียงแต่ฝูงปลากับพืชน้ำเท่านั้น

ในอ่างเก็บน้ำไม่ใช่ว่าไม่มีปลา แต่ว่าปริมาณน้อยมาก ส่วนมากจะเป็นปลาพวกปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาเฉาฮื้อ ปลาลิ่นและปลาซ่ง ไม่มีปลาราคาสูง จิตสำนึกแห่งโพไซดอนได้ลอยอยู่พักใหญ่ๆ เขาคำนวณดูกุ้งปลาที่พบน่าจะมีไม่ถึงหนึ่งพันตัวเลย ยิ่งปลาข้ามสายพันธุ์ยิ่งไม่มีเลย การมีอยู่ของอ่างเก็บน้ำนี้ช่างเสียเปล่าเสียจริง

………………………

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

Status: Ongoing

เดือนเมษายน  ณ เมืองไหเต่าซึ่งอากาศยังคงความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ผลิอยู่

7 โมงครึ่งแล้วแต่ฉินสือโอวกลับไม่รู้สึกง่วงงุนอีกต่อไป เขากระชับเสื้อคลุมเอนตัวนั่งพิงหัวเตียงพลางทอดสายตาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง

เขามาอยู่ในเมืองนี้ได้ 8 ปีแล้ว เริ่มจากมาเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบก็ยังคงก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ต่อมา

มหาวิทยาลัยจงยางไห่หยางที่ฉินสือโอวเรียนจบมาเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเมืองไหเต่า หลังจากที่เขาเรียนจบ เขาก็ได้เข้าทำงานในแผนกทรัพยากรบุคคลที่บริษัทปิโตรเลียมที่ดีที่สุดของเมืองไหเต่าด้วยความเหลือจากเหมาเหว่ยหลงรุ่นพี่ของเขา

ทำงานในตำแหน่งนี้มาได้ 4 ปี จนเมื่อเดือนที่แล้วแผนกทรัพยากรบุคคลก็มีพนักงานดูแลเอกสารสาวสวยเข้ามาใหม่คนหนึ่ง ผู้จัดการมอบหมายให้ฉินสือโอวเป็นพี่เลี้ยงดูแลเธอ แรกๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ความสวยของเธอดันไปโดดเด่นสะดุดตาทายาทเศรษฐีคนหนึ่งในบริษัทเข้า

เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ง่ายๆ เข้าอีหรอบเดิม ทายาทเศรษฐีคนนั้นเห็นเธอกับฉินสือโอวสนิทกันก็เลยเกิดความหึงหวง เขาเรียกฉินฉือโอวไปเตือนหลายครั้ง แต่ฉินสือโอวไม่สนใจ จนกระทั่งทั้งสองมีปากเสียงกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือในท้ายที่สุด

เดิมทีมันเป็นเพียงปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่เมื่อทายาทเศรษฐีถูกฉินสือโอวทำร้าย ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นจึงยิ่งไปกันใหญ่ หมอนั่นติดต่อไปหาเพื่อนของเขาที่อยู่แผนกการเงินเพื่อให้พวกนั้นสร้างหลักฐานใส่ร้ายว่าฉินสือโอวยักยอกเงินก้อนหนึ่งของบริษัทไป

การยักยอกเงินบริษัทถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่โต ฉินสือโอวไม่เพียงต้องชดใช้เงินคืนให้บริษัท แต่เขายังถูกไล่ออกเพราะเหตุนี้อีกด้วย!

จะว่าไปเรื่องที่ถูกไล่ออกจากบริษัทมันก็ไม่ได้แย่อะไร ที่จริงฉินสือโอวก็คิดจะลาออกอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลืออยู่เลย เพราะเงินของเขาถูกนำไปชดใช้ให้บริษัทจนหมดแล้ว

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปอีกก็คือเดือนนี้เขาต้องจ่ายค่าเช่าห้องสำหรับสามเดือนข้างหน้าอีกด้วย ลำพังเงินที่เขาเหลืออยู่ตอนนี้มีพอแค่ค่าอาหารแต่ละมื้อเท่านั้น และไม่ว่ายังไงเงินก็คงไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องแน่ๆ

ขณะที่ฉินสือโอวกำลังเครียดเรื่องค่าเช่าห้องก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น!

ฉินสือโอวเดินไปเปิดประตูก่อนใบหน้าดุดันของลุงเจ้าของห้องจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาทันที ลุงเจ้าของห้องมาหาเขาตอนนี้ก็มีอยู่แค่เหตุผลเดียวเท่านั้นคือการมาเก็บค่าเช่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ว่าเมืองไหเต่าจะตั้งอยู่ทางเหนือ แต่เนื่องจากอยู่ติดทะเลจึงทำให้เมืองไหเต่ากลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง ดังนั้นนั้นเศรษฐกิจจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเมืองรองเลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้บ้านมีราคาสูงมา ส่วนค่าเช่าบ้านก็แพงเช่นกัน

ฉินสือโอวเช่าห้องสตูดิโอขนาดเล็ก 1 ห้องนอน 1 ห้องรับแขกเอาไว้ ค่าเช่าต่อเดือนอยู่ที่หนึ่งพันหยวน แถมยังเก็บค่าเช่าล่วงหน้าทีละ 3 เดือนอีก นั่นจึงหมายความว่าเขาต้องจ่ายสามพันหยวนภายในเดือนนี้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือแค่สามร้อยหยวนเขายังไม่มีเลย!

ช่วยไม่ได้ ฉินสือโอวจึงทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ และขอร้องให้ลุงเจ้าของห้องช่วยเห็นใจเขาหน่อย ลุงเจ้าของห้องดูไม่ค่อยพอใจมากนัก และก่อนจากไปเขาก็พูดออกมาเสียงแข็ง “ฉันให้เวลา 2 วัน เย็นวันมะรืนฉันจะมาเก็บเงินอีกที ถ้ายังไม่จ่ายค่าเช่าห้องนายก็ไสหัวออกไปซะ!”

ช่างเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเหลือเกิน แต่ฉินสือโอวไม่มีแรงจะโมโหอีกแล้ว

ฉินสือโอวในวันนี้ถูกบีบบังคับจนอับจนหนทางมองไปทางไหนก็มืดแปดด้านไปหมด

เมื่อส่งเจ้าของห้องเช่ากลับไปแล้ว ฉินสือโอวก็กลับไปนอนลงบนเตียงด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ในหัวของเขาคิดเรื่องอนาคตไม่ออกและยังสิ้นหวังกับเรื่องราวในปัจจุบัน

อีกไม่นานเขาก็จะสามสิบแล้ว แต่กลับไม่มีงาน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ และพอนึกถึงหน้าพ่อแม่ใจของเขาก็ยิ่งห่อเหี่ยวเข้าไปใหญ่

ในตอนนั้นเองจู่ๆ ประตูห้องของเขาถูกเคาะอีกครั้ง และเสียงดังบาดหูของเจ้าของห้องเช่าก็ดังขึ้นมา

“เสี่ยวฉิน เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

พอได้ยินเสียงเจ้าของห้องเช่าความรู้สึกห่อเหี่ยวและสิ้นหวังในใจของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ ตาลุงเจ้าของห้องชักจะมากเกินไปแล้วนะ ไหนบอกว่าให้เวลาเขาสองวัน พอถึงเวลาแล้วจะมาเก็บเงินไง แล้วทำไมถึงกลับมาทวงเร็วขนาดนี้?

ฉินสือโอวข่มกลั้นความโกรธแล้วเปิดประตูออกไป แต่เขากลับพบว่าข้างกายของเจ้าของห้องเช่ามีตำรวจในเครื่องแบบที่สวมหมวกปีกกว้างอีกคนอยู่ด้วย

เมื่อตำรวจเห็นฉินสือโอว เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นมา “คุณคือคุณฉินใช่ไหมครับ?”

ฉินสือโอวพยักหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นเชิญไปกับผมด้วยครับ มีคนอยากพบคุณ”

พอได้ยินตำรวจพูดอย่างนั้น ยังไม่ทันที่ฉินสือโอวจะพูดอะไร เจ้าของห้องเช่าก็รีบพูดขึ้นมาทันที “คุณเจ้าหน้าที่ครับ ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเสี่ยวฉินนะครับ ถ้าเขาไปก่อคดีอะไรมา มันไม่เกี่ยวกับห้องของผมนะครับ”

ฉินสือโอวจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาคิดว่าคดีก่อนหน้านี้อาจจะมีปัญหาอะไรขึ้นมาเขาจึงได้แต่เดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มไปยังสถานีตำรวจด้วยสภาพไร้วิญญาณ

พอถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาตรงไปยังห้องของผู้อำนวยการทันที

เมื่อเข้าไปในห้องเขาก็กวาดตามองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเห็นตำรวจพุงพลุ้ยวัยกลางกำลังชงชาให้ชายในชุดสูทสองคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

สิ่งที่ทำให้ฉินสือโอวจับต้นชนปลายไม่ถูกก็คือหนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาเป็นชายสวมสูทรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้าและผิวขาวซีดราวกับแวมไพร์ อายุของเขาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบหกสิบเห็นจะได้ เพราะเคราของเขากลายเป็นสีขาวราวกับหิมะไปแล้ว แต่ร่างกายที่กำยำนั้นช่างดูทรงพลังและน่าเกรงขามเหลือเกิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยกลางคนคนนั้นคือผู้อำนวยการสถานีตำรวจอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแล้วเขาก็ยื่นมือมาทางฉินสือโอวแล้วพูดขึ้น “คุณคือคุณฉินสือโอวสินะครับ? สวัสดีครับ ผมหลัวหย่งจื้อผู้อำนวยการสถานีตำรวจท้องที่ถนนซวงเหอเขตหลัวซานครับ”

ช่วงก่อนหน้านี้ฉินสือโอวถูกพวกตำรวจทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย เมื่อเห็นหลัวหย่งจื้อยื่นมือมาจึงรีบเข้าไปจับ ก้มหัวโค้งแนะนำตัวเองทันที

หลังจากหลัวหย่งจื้อปล่อยมือฉินสือโอวแล้ว ชายวัยกลางคนที่ก่อนหน้านี้นั่งอยู่ตรงโซฟาก็ลุกขึ้นมาจับมือเขาแล้วพูดขึ้น “สวัสดีครับคุณฉิน ผมหลี่ซิ่นจากศาลประชาชนกลางแห่งเมืองไหเต่าครับ ส่วนท่านนี้คือคุณเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความที่มีชื่อเสียงจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ ประเทศแคนาดาครับ”

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แนะนำตัวกันแล้ว แวมไพร์เฒ่าที่วางตัวสูงสง่าน่าเกรงขามมาตลอดก็ถามออกมาเป็นภาษาอังกฤษ “สวัสดีครับคุณฉินสือโอว คุณรู้จักฉินหงเต๋อไหมครับ”

ขณะหลี่ซิ่นกำลังจะแปล ฉินสือโอวก็ตอบออกมาด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

“ฉินหงเต๋อหรอครับ? เขาคือปู่รองของผม อืม..ก็คือพี่ชายคนที่สองของปู่ผม”

เออร์บักพยักหน้าแล้วถามอีก “ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะมีหัวใจโพไซดอนใช่ไหมครับ มันเป็นจี้สีน้ำเงินเล็กๆ ที่สวยมากๆ อันหนึ่ง ช่วยเอาออกมาให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ?”

ฉินสือโอวขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าฝรั่งคนนี้พูดถึงอะไร แต่กระนั้นเขาก็เลื่อนมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุดออกแล้วดึงสร้อยเส้นสีแดงที่มีจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินออกมา

เออร์บักยื่นมือไปรับหัวใจโพไซดอน แล้วหันไปพูดกับหลัวหย่งจื้อ “ผมขอแก้วกระดาษใบหนึ่งหน่อยได้ไหมครับ?”

หลัวหย่งจื้อยกหูโทรศัพท์ อึดใจต่อมาแก้วคริสทัลราคาแพงก็ถูกยื่นมาให้เขาอย่างรวดเร็ว

เออร์บักเติมน้ำลงไปในแก้วแล้วนำหัวใจโพไซดอนหย่อนลงไปในน้ำ ทันใดนั้นน้ำในแก้วก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกับหัวใจโพไซดอน และเมื่อเออร์บักขยับข้อมือ น้ำในแก้วก็กระเพื่อมส่งกลิ่นน้ำทะเลออกมา

ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงจนพูดไม่ออก ฉินสือโอวก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจี้เล็กๆ ที่ตัวเองห้อยมาตลอดมีพลังวิเศษแบบนี้

เมื่อเสร็จแล้วเออร์บักก็พูดออกมาอย่างจริงจังว่า “คุณฉินสือโอว สวัสดีครับ ผมเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความมือหนึ่งจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ คุณฉินหงเต๋อมอบหมายให้ผมนำพินัยกรรมมาส่งมอบให้กับคุณ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังนะครับ…”

เออร์บักเปิดพินัยกรรมแล้วพูดออกมา

“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณฉินสือโอว หลานคนโตของคุณฉินหงเต๋อ จะเป็นผู้สืบทอดฟาร์มปลาต้าฉิน ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ นครเซนต์จอห์น ประเทศแคนาดา! ซึ่งมีมูลค่าการตลาดตามการประเมินโดยธนาคารแคนาดาอยู่ที่ประมาณ 42 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือก็คือ 233,100,000 หยวนครับ! “

หัวใจของฉินสือโอวเต้นดัง ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ ราวกับจะหลุดออกมา ไม่ง่ายเลยที่เขาจะทำใจให้สงบลงได้ จากนั้นเขาก็ถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ “นี่คุณเออร์บักไม่ได้กำลังล้อผมเล่นใช่ไหมครับ? คุณปู่รองของผมทิ้งทรัพย์สินมูลค่า 230 ล้านหยวนให้ผมอย่างนั้นเหรอ?”

เออร์บักพยักหน้าเพื่อยืนยัน ต่อมาเขาก็แนะนำอะไรอีกนิดหน่อย ประมาณว่าตอนนี้เขาเป็นทนายส่วนตัวของฉินสือโอวแล้ว และต้องการให้ฉินสือโอวเดินทางไปแคนาดาโดยเร็วที่สุดเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ให้เสร็จสิ้น

ฉินสือโอวลงนามในเอกสารยินยอมรับมรดกภายใต้การรับรองของหลัวหย่งจื้อและหลี่ซิ่น จากนั้นเขาก็พาหลี่ซิ่นกับเออร์บักเดินทางไปยังห้องเช่าของตัวเอง

พอไปถึงอพาร์ตเมนต์เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นกองข้าวของที่วางอยู่หน้าห้อง เมื่อมองดูดีๆ เขาก็พบว่าทั้งหมดเป็นของของเขาจำพวกผ้าห่ม ที่นอน หนังสือและคอมพิวเตอร์

เมื่อเจ้าของห้องเช่าเดินออกมาเห็นฉินสือโอว เขาก็ล็อกประตูดัง ‘กริ๊ก’ แล้วพูดออกมาอย่างเย็นชา

“กลับมาแล้วเหรอ? ดีเลย ฉันจะได้พูดให้นายเข้าใจ นายไปทำอะไรไม่ดีมาใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นตำรวจจะมาหานายถึงที่ทำไม”

พอฉินสือโอวทำท่าจะตอบกลับ เขาก็แสดงสีหน้าเย็นชาแล้วพูดต่อ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เก็บของของนายแล้วไสหัวออกไปซะ ฉันปล่อยห้องเช่าให้คนไม่ได้เรื่องอย่างนายไม่ได้หรอก”

ทันใดนั้นฉินสือโอวก็ได้สติขึ้นมาทันที

……………………………………….

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท