ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – บทที่ 1810 การแก้แค้นที่รุนแรง

บทที่ 1810 การแก้แค้นที่รุนแรง

เรือขโมยปลาที่บุกรุกเข้ามาครั้งนี้ไม่ถือว่าใหญ่ เป็นเรือประมงขนาดพันตันลำหนึ่ง เรือประมงประเภทนี้เป็นเรือประมงที่เจ้าของฟาร์มปลาปวดหัวมากที่สุด ตัวเรือไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป อัตราความเร็วก็เร็ว การเคลื่อนไหวก็คล่องตัว ภายในหนึ่งคืนมันเกือบจะสามารถขโมยปลาประมาณ 500 ตันได้พอดี

ดังนั้น เรือขโมยปลาขนาดพันตันจึงหาเจอยากมาก พวกมันมักจะเข้ามาในฟาร์มปลาตอนกลางคืน และจากไปก่อนที่รุ่งสางจะมาถึง นี่ก็คือสาเหตุที่เรือขโมยปลาอวดดีเป็นพิเศษในฤดูหนาว เวลากลางคืนของฤดูหนาวยาวนานที่สุด ซึ่งสะดวกมากในการขโมยปลา

เฮลิคอปเตอร์ 7 ลำกระโจนลงมา คนที่อยู่บนเรือขโมยปลาตกตะลึงในทันที เรือประมงหมุนเป็นวงกลมอยู่บนผิวน้ำอย่างช้าๆ เห็นได้ชัดว่าคนขับก็ตกตะลึงไปแล้ว

ฉินสือโอวพูดกับเบิร์ดว่า “พวกเราลงจอด และบอกเฮลิคอปเตอร์ลำอื่นว่า ก่อกวนการเคลื่อนไหวของเรือลำนี้ด้วย อย่าให้พวกมันหนีออกไปได้!”

เฮลิคอปเตอร์ดอลฟินลำใหญ่หาลานว่างในฟาร์มปลาและลงจอด ฉินสือโอวเปิดประตูห้องผู้โดยสาร หลังจากนั้นก็ขนอาวุธจำนวนมากลงมา ที่ท่าเรือมีเรือสปีดโบ๊ทรออยู่แล้ว เขาพาลูกน้องที่เชื่อถือได้ถืออาวุธขึ้นเรือสปีดโบ๊ท และโบกมือด้วยจิตใจที่เร่าร้อนและฮึกเหิม “เอาขึ้นไปให้ฉัน!”

ในมือของเขาถือท่อยิงจรวดแบบแบกไว้บนบ่ามาด้วย มันมีความยาว 1 เมตรครึ่ง เขาคว้ามันมาไว้ในมือและโยนขึ้นไปบนเรือสปีดโบ๊ท เปลือกตาของชาวประมงที่อยู่ด้านบนเริ่มกะพริบอย่างรุนแรงทันที เจ้าของฟาร์มปลาที่ชื่อว่าฮาร์ปตันรีบถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ประธาน คุณจะใช้อาวุธปืนแบบนี้จริงๆ เหรอ? พวกเราจะฆ่าคนเหรอ?”

ฉินสือโอวไม่ได้อธิบาย เขาพูดอย่างเลือดเย็น “ฉันจะทำให้ทุกคนที่กล้ายั่วยุฉัน ได้รับบทลงโทษที่โหดร้ายที่มันไม่อาจจินตนาการได้! ต้องทำให้ไอ้สารเลวพวกนี้รู้ว่า ราคาที่ต้องจ่ายก็เหมือนกับเลือด!”

ฮาร์ปตันพูดอย่างขวัญหนีดีฝ่อ “แต่คงไม่ถึงขั้นฆ่าคนหรอกใช่ไหมครับ? ประธาน เห็นแก่พระเจ้า บางทีพวกเราอาจจะต้องให้โอกาสลูกแกะที่หลงทางพวกนี้กลับใจ เหมือนที่พระเยซูให้โอกาสยูดาสที่ทรยศเขากลับใจ”

“ไม่ต้องพูดแล้ว พวกมันเลือกเส้นทางแห่งความตายนี้กันเอง!” ฉินสือโอวโบกมืออย่างก้าวร้าว นีลเซ็นขึ้นไปอย่างให้ความร่วมมือและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน “ออกเรือ ไปสอนบทเรียนให้ไอ้สารเลวพวกนี้กัน!”

ฮาร์ปตันพยักหน้าด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง ในใจของเขารู้สึกเสียใจ ประธานก็เป็นเพียงปีศาจ เมื่อก่อนเขาแค่รู้สึกว่าประธานคนนี้มีความสามารถที่แข็งแกร่ง แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ใช่แข็งแกร่ง แต่เป็นทระนง!

บนไหล่ของนีลเซ็นก็แบกเครื่องยิงจรวดเอาไว้เหมือนกัน อีวิลสันถูกพามาด้วย บนไหล่ของเขาที่ดูเหมือนยักษ์แบกกล่องใบใหญ่เอาไว้ หลังจากที่เปิดด้านในคือลูกปืนใหญ่หัวจรวดทั้งหมด แน่นอนว่า ทั้งหมดคือปืนใหญ่หัวจรวดดับเพลิง

เรือสปีดโบ๊ทฝ่าลมโต้คลื่น ลมทะเลที่หนาวเย็นพัดมาปะทะที่ใบหน้าของฉินสือโอวจนเจ็บปวดราวกับมีดบาด แต่ในใจของเขากลับรู้สึกสดชื่นสุดๆ ครั้งนี้ต้องสอนบทเรียนให้โจรขโมยปลาได้รู้ แม่งเอ๊ย ฉันต้องทนทุกข์ทรมานก็เพื่อพวกเขา!

แล่นมานานกว่า 1 ชั่วโมง เรือสปีดโบ๊ทถึงจะเห็นร่องรอยของเรือขโมยปลา ฉินสือโอวส่งเครื่องยิงระเบิดให้เบิร์ดและพยักหน้า เบิร์ดกับนีลเซ็นจึงคุกเข่าลงบนปีกของดาดฟ้าเรือทั้งสองด้าน

“ต้องทำแบบนี้จริงๆ เหรอ?” ฮาร์ปตันถามอย่างตื่นตระหนก “พวกเราจะไม่ติดคุกใช่ไหม?”

พวกโจรขโมยปลาป่าเถื่อนจริง หลังจากที่พวกเขาเห็นว่าเหนือหัวมีเฮลิคอปเตอร์ 6 ลำจ้องมองอยู่ก็ตื่นตระหนกไปชั่วขณะ จากนั้นก็ตอบสนอง และคิดจะจากไปอย่างหยิ่งผยอง

เรือสปีดโบ๊ทไล่ตามมาจากด้านหลัง คนที่อยู่บนเรือก็ไม่สนใจเลยสักนิดเดียว แม้แต่คนที่จะออกมาตะโกนเพื่อร้องขอความเมตตาก็ไม่มี ฮาร์ปตันเตรียมโทรโข่งอันใหญ่แล้ว เขากลัวว่าจะมีคนเสียชีวิตจริงๆ หลังจากที่เข้าไปใกล้ก็รีบยกโทรโข่งอันใหญ่ขึ้นและตะโกนว่า “คนที่อยู่บนเรือจงฟัง พวกนายรีบหมุนตัวออกมาซะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะใช้ปืนใหญ่หัวจรวดโจมตีพวกนาย! ถ้าไม่อยากตาย รีบออกมา! ออกมา! ออกมาสิ!”

ฉินสือโอวมองด้วยสายตาเย็นชาเพราะระยะห่างสั้นลงภาพของเรือขโมยปลาจึงชัดเจนยิ่งขึ้น เบิร์ดยัดปืนใหญ่หัวจรวดลูกหนึ่งเข้าไปในเครื่องยิงระเบิด และถามด้วยน้ำเสียงทื่อๆ “บอสครับ?”

คนที่อยู่บนเรือไม่เชื่อคำพูดของฮาร์ปตันแน่นอน แต่พวกเขามีกล้องส่องทางไกล และบนเรือสปีดโบ๊ทก็แขวนไฟหน้าที่ส่องสว่างเอาไว้ คนที่อยู่ด้านบนจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเห็นเครื่องยิงจรวดชัดเจนด้วยเหมือนกัน

คาดว่ามีคนเห็นเครื่องยิงจรวดที่อยู่บนไหล่นีลเซ็นกับเบิร์ดผ่านทางกล้องส่องทางไกล ทันใดนั้นแสงไฟบนเรือประมงก็สว่างขึ้น มีคนร้องตะโกนและวิ่งออกมา แต่ลมทะเลแรงมาก จึงได้ยินไม่ชัดว่าพวกเขาตะโกนว่าอะไร

ฉินสือโอวกัดนิ้วโป้ง เขาเลียนแบบพวกเกสตาโพบีบเสื้อกันลม และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “การโจมตีระลอกแรก เริ่ม!”

“ไม่!” ฮาร์ปตันตะโกนอย่างสิ้นหวัง

เบิร์ดกับนีลเซ็นเหนี่ยวไกพร้อมกัน ตอนนี้เรือสปีดโบ๊ทอยู่ใกล้เรือขโมยปลามาก ระยะห่างแค่ 40 ถึง 50 เมตรเท่านั้น สำหรับปืนใหญ่หัวจรวดดับเพลิง ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่สามารถนำทางได้อย่างชาญฉลาด แต่ระยะห่างแค่นี้ก็ไม่มีทางพลาดแน่นอนเช่นกัน

ปืนใหญ่หัวจรวดสองนัดบินออกไปพร้อมกับเสียงหวือ ความเร็วในการบินของสิ่งสิ่งนี้ช้ามาก เพราะมันไม่ใช่อาวุธทางการทหาร ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ออกแบบเขากังวลว่าคนที่มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงอยู่จะซื้อของสิ่งนี้ไปปรับเปลี่ยนและใช้ในด้านอื่นๆ จึงตั้งใจลดความเร็วของมันลง

ระยะห่าง 40 กว่าเมตร ปืนใหญ่หัวจรวดต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 วินาทีจึงจะบินไปถึง ความเร็วของมันก็เร็วกว่าบั้งไฟไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเทียบกับบั้งไฟ ความน่ากลัวของจรวดพวกนี้จะเยอะกว่ามาก โจรขโมยปลาที่อยู่บนเรือมองปืนใหญ่หัวจรวด 2 ลูกบินมาทางตัวเองอย่างเชื่องช้าแล้วกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ จนอึกับฉี่จะราด!

“ช่วยด้วย!” “พระเจ้า!” “โอ้พระเจ้า!”

ปืนใหญ่หัวจรวดพุ่งชนเรือประมง ปกติมันจะไม่ระเบิด แต่ผงแห้งจำนวนมากจะพ่นออกมา เดิมทีหลังจากผงแห้งพวกนี้ระเบิดต้องใช้เวลามันถึงจะกระจาย แต่ตอนนี้ลมทะเลพัดแรง เมื่อถูกลมพัด ผงแห้งก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว เรือครึ่งลำถูกห่อหุ้มไปด้วยผงแห้ง

คนที่อยู่บนเรือสปีดโบ๊ทตกตะลึง ฮาร์ปตันช็อก “ชิท นี่ไม่ใช่ปืนใหญ่หัวจรวดเหรอ? นี่คืออะไร?”

ฉินสือโอวโบกมือ “หันหัวเรือ ไปอีกด้าน พวกเราจะโจมตีต่อ!”

เรือสปีดโบ๊ทเปลี่ยนทิศทางและเร่งความเร็ว สร้างกำแพงน้ำขึ้นมา ซึ่งเต็มไปด้วยโมเมนตัม

หลังจากวนไปอีกด้านของเรือขโมยปลา เบิร์ดกับนีลเซ็นก็ยิงต่อ ปืนใหญ่หัวจรวด 2 ลูกพุ่งชนเรือประมงอีกครั้ง ผงแห้งที่เยอะกว่าเดิมกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ดังนั้นเรือประมงทั้งลำจึงถูกห่อหุ้มไปด้วยผงแห้ง

จากนั้นฉินสือโอวก็สั่งการอีกครั้ง เรือสปีดโบ๊ทวนไปเรื่อยๆ และก็มีปืนใหญ่หัวจรวดยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง กล่องหนึ่งมีปืนใหญ่หัวจรวด 16 ลูก และทั้งหมดกำลังพุ่งไปที่เรือขโมยปลาลำนี้!

ถึงแม้ว่าปืนใหญ่หัวจรวดดับเพลิงจะไม่มีพลังทำลายล้าง แต่ผงแห้งเยอะขนาดนี้ห่อหุ้มเรือประมง คนที่อยู่บนเรือก็คงทนไม่ไหวแน่นอน ภายใต้สถานการณ์แบบนี้คิดจะหายใจก็ยังยาก ถ้าโชคไม่ดี พวกเขาก็อาจจะสำลักจนช็อกได้

ฉินสือโอวไม่กลัวว่าโจรขโมยปลาจะช็อก คนพวกนี้เป็นเพียงพวกเดนตาย ตอนที่เรือสปีดโบ๊ทของพวกเขาชนแอนดรูว์กับโดนัลด์ ท่าทางที่แสดงออกมาก็คือต้องการชีวิตเล็กๆ ของชาวประมงพวกนี้เท่านั้น

ดังนั้น ถึงแม้ว่าโจรขโมยปลาจะช็อกตายแล้วจะอย่างไร? สิ่งที่เขามีก็คือเงิน คิดว่าเขาจะกลัวโจรพวกนี้ในการฟ้องร้องคดีเหรอ?

โจรสามารถกินเนื้อได้ และก็สามารถทุบตีได้เหมือนกัน

แต่พวกโจรขโมยปลายังถือว่าฉลาด พวกเขาวิ่งหนีโซซัดโซเซออกมาจากในตัวเรือ พวกเขากรีดร้องและกระโดดลงไปในน้ำ สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ การตกลงไปในทะเลก็ยังดีกว่าอยู่บนเรือประมงที่มีควันฟุ้งกระจาย

ฮาร์ปตันต้องการสั่งให้ลูกน้องของเขาไปช่วยคนพวกนั้น ฉินสือโอวยิ้มและหยุดเอาไว้ “ไม่ต้องกังวลไป รอเดี๋ยวก่อน ให้พวกเขาอาบน้ำในทะเลให้เรียบร้อยก่อน”

………………………

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

Status: Ongoing

เดือนเมษายน  ณ เมืองไหเต่าซึ่งอากาศยังคงความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ผลิอยู่

7 โมงครึ่งแล้วแต่ฉินสือโอวกลับไม่รู้สึกง่วงงุนอีกต่อไป เขากระชับเสื้อคลุมเอนตัวนั่งพิงหัวเตียงพลางทอดสายตาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง

เขามาอยู่ในเมืองนี้ได้ 8 ปีแล้ว เริ่มจากมาเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบก็ยังคงก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ต่อมา

มหาวิทยาลัยจงยางไห่หยางที่ฉินสือโอวเรียนจบมาเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเมืองไหเต่า หลังจากที่เขาเรียนจบ เขาก็ได้เข้าทำงานในแผนกทรัพยากรบุคคลที่บริษัทปิโตรเลียมที่ดีที่สุดของเมืองไหเต่าด้วยความเหลือจากเหมาเหว่ยหลงรุ่นพี่ของเขา

ทำงานในตำแหน่งนี้มาได้ 4 ปี จนเมื่อเดือนที่แล้วแผนกทรัพยากรบุคคลก็มีพนักงานดูแลเอกสารสาวสวยเข้ามาใหม่คนหนึ่ง ผู้จัดการมอบหมายให้ฉินสือโอวเป็นพี่เลี้ยงดูแลเธอ แรกๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ความสวยของเธอดันไปโดดเด่นสะดุดตาทายาทเศรษฐีคนหนึ่งในบริษัทเข้า

เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ง่ายๆ เข้าอีหรอบเดิม ทายาทเศรษฐีคนนั้นเห็นเธอกับฉินสือโอวสนิทกันก็เลยเกิดความหึงหวง เขาเรียกฉินฉือโอวไปเตือนหลายครั้ง แต่ฉินสือโอวไม่สนใจ จนกระทั่งทั้งสองมีปากเสียงกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือในท้ายที่สุด

เดิมทีมันเป็นเพียงปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่เมื่อทายาทเศรษฐีถูกฉินสือโอวทำร้าย ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นจึงยิ่งไปกันใหญ่ หมอนั่นติดต่อไปหาเพื่อนของเขาที่อยู่แผนกการเงินเพื่อให้พวกนั้นสร้างหลักฐานใส่ร้ายว่าฉินสือโอวยักยอกเงินก้อนหนึ่งของบริษัทไป

การยักยอกเงินบริษัทถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่โต ฉินสือโอวไม่เพียงต้องชดใช้เงินคืนให้บริษัท แต่เขายังถูกไล่ออกเพราะเหตุนี้อีกด้วย!

จะว่าไปเรื่องที่ถูกไล่ออกจากบริษัทมันก็ไม่ได้แย่อะไร ที่จริงฉินสือโอวก็คิดจะลาออกอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลืออยู่เลย เพราะเงินของเขาถูกนำไปชดใช้ให้บริษัทจนหมดแล้ว

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปอีกก็คือเดือนนี้เขาต้องจ่ายค่าเช่าห้องสำหรับสามเดือนข้างหน้าอีกด้วย ลำพังเงินที่เขาเหลืออยู่ตอนนี้มีพอแค่ค่าอาหารแต่ละมื้อเท่านั้น และไม่ว่ายังไงเงินก็คงไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องแน่ๆ

ขณะที่ฉินสือโอวกำลังเครียดเรื่องค่าเช่าห้องก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น!

ฉินสือโอวเดินไปเปิดประตูก่อนใบหน้าดุดันของลุงเจ้าของห้องจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาทันที ลุงเจ้าของห้องมาหาเขาตอนนี้ก็มีอยู่แค่เหตุผลเดียวเท่านั้นคือการมาเก็บค่าเช่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ว่าเมืองไหเต่าจะตั้งอยู่ทางเหนือ แต่เนื่องจากอยู่ติดทะเลจึงทำให้เมืองไหเต่ากลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง ดังนั้นนั้นเศรษฐกิจจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเมืองรองเลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้บ้านมีราคาสูงมา ส่วนค่าเช่าบ้านก็แพงเช่นกัน

ฉินสือโอวเช่าห้องสตูดิโอขนาดเล็ก 1 ห้องนอน 1 ห้องรับแขกเอาไว้ ค่าเช่าต่อเดือนอยู่ที่หนึ่งพันหยวน แถมยังเก็บค่าเช่าล่วงหน้าทีละ 3 เดือนอีก นั่นจึงหมายความว่าเขาต้องจ่ายสามพันหยวนภายในเดือนนี้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือแค่สามร้อยหยวนเขายังไม่มีเลย!

ช่วยไม่ได้ ฉินสือโอวจึงทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ และขอร้องให้ลุงเจ้าของห้องช่วยเห็นใจเขาหน่อย ลุงเจ้าของห้องดูไม่ค่อยพอใจมากนัก และก่อนจากไปเขาก็พูดออกมาเสียงแข็ง “ฉันให้เวลา 2 วัน เย็นวันมะรืนฉันจะมาเก็บเงินอีกที ถ้ายังไม่จ่ายค่าเช่าห้องนายก็ไสหัวออกไปซะ!”

ช่างเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเหลือเกิน แต่ฉินสือโอวไม่มีแรงจะโมโหอีกแล้ว

ฉินสือโอวในวันนี้ถูกบีบบังคับจนอับจนหนทางมองไปทางไหนก็มืดแปดด้านไปหมด

เมื่อส่งเจ้าของห้องเช่ากลับไปแล้ว ฉินสือโอวก็กลับไปนอนลงบนเตียงด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ในหัวของเขาคิดเรื่องอนาคตไม่ออกและยังสิ้นหวังกับเรื่องราวในปัจจุบัน

อีกไม่นานเขาก็จะสามสิบแล้ว แต่กลับไม่มีงาน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ และพอนึกถึงหน้าพ่อแม่ใจของเขาก็ยิ่งห่อเหี่ยวเข้าไปใหญ่

ในตอนนั้นเองจู่ๆ ประตูห้องของเขาถูกเคาะอีกครั้ง และเสียงดังบาดหูของเจ้าของห้องเช่าก็ดังขึ้นมา

“เสี่ยวฉิน เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

พอได้ยินเสียงเจ้าของห้องเช่าความรู้สึกห่อเหี่ยวและสิ้นหวังในใจของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ ตาลุงเจ้าของห้องชักจะมากเกินไปแล้วนะ ไหนบอกว่าให้เวลาเขาสองวัน พอถึงเวลาแล้วจะมาเก็บเงินไง แล้วทำไมถึงกลับมาทวงเร็วขนาดนี้?

ฉินสือโอวข่มกลั้นความโกรธแล้วเปิดประตูออกไป แต่เขากลับพบว่าข้างกายของเจ้าของห้องเช่ามีตำรวจในเครื่องแบบที่สวมหมวกปีกกว้างอีกคนอยู่ด้วย

เมื่อตำรวจเห็นฉินสือโอว เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นมา “คุณคือคุณฉินใช่ไหมครับ?”

ฉินสือโอวพยักหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นเชิญไปกับผมด้วยครับ มีคนอยากพบคุณ”

พอได้ยินตำรวจพูดอย่างนั้น ยังไม่ทันที่ฉินสือโอวจะพูดอะไร เจ้าของห้องเช่าก็รีบพูดขึ้นมาทันที “คุณเจ้าหน้าที่ครับ ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเสี่ยวฉินนะครับ ถ้าเขาไปก่อคดีอะไรมา มันไม่เกี่ยวกับห้องของผมนะครับ”

ฉินสือโอวจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาคิดว่าคดีก่อนหน้านี้อาจจะมีปัญหาอะไรขึ้นมาเขาจึงได้แต่เดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มไปยังสถานีตำรวจด้วยสภาพไร้วิญญาณ

พอถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาตรงไปยังห้องของผู้อำนวยการทันที

เมื่อเข้าไปในห้องเขาก็กวาดตามองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเห็นตำรวจพุงพลุ้ยวัยกลางกำลังชงชาให้ชายในชุดสูทสองคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

สิ่งที่ทำให้ฉินสือโอวจับต้นชนปลายไม่ถูกก็คือหนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาเป็นชายสวมสูทรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้าและผิวขาวซีดราวกับแวมไพร์ อายุของเขาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบหกสิบเห็นจะได้ เพราะเคราของเขากลายเป็นสีขาวราวกับหิมะไปแล้ว แต่ร่างกายที่กำยำนั้นช่างดูทรงพลังและน่าเกรงขามเหลือเกิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยกลางคนคนนั้นคือผู้อำนวยการสถานีตำรวจอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแล้วเขาก็ยื่นมือมาทางฉินสือโอวแล้วพูดขึ้น “คุณคือคุณฉินสือโอวสินะครับ? สวัสดีครับ ผมหลัวหย่งจื้อผู้อำนวยการสถานีตำรวจท้องที่ถนนซวงเหอเขตหลัวซานครับ”

ช่วงก่อนหน้านี้ฉินสือโอวถูกพวกตำรวจทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย เมื่อเห็นหลัวหย่งจื้อยื่นมือมาจึงรีบเข้าไปจับ ก้มหัวโค้งแนะนำตัวเองทันที

หลังจากหลัวหย่งจื้อปล่อยมือฉินสือโอวแล้ว ชายวัยกลางคนที่ก่อนหน้านี้นั่งอยู่ตรงโซฟาก็ลุกขึ้นมาจับมือเขาแล้วพูดขึ้น “สวัสดีครับคุณฉิน ผมหลี่ซิ่นจากศาลประชาชนกลางแห่งเมืองไหเต่าครับ ส่วนท่านนี้คือคุณเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความที่มีชื่อเสียงจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ ประเทศแคนาดาครับ”

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แนะนำตัวกันแล้ว แวมไพร์เฒ่าที่วางตัวสูงสง่าน่าเกรงขามมาตลอดก็ถามออกมาเป็นภาษาอังกฤษ “สวัสดีครับคุณฉินสือโอว คุณรู้จักฉินหงเต๋อไหมครับ”

ขณะหลี่ซิ่นกำลังจะแปล ฉินสือโอวก็ตอบออกมาด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

“ฉินหงเต๋อหรอครับ? เขาคือปู่รองของผม อืม..ก็คือพี่ชายคนที่สองของปู่ผม”

เออร์บักพยักหน้าแล้วถามอีก “ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะมีหัวใจโพไซดอนใช่ไหมครับ มันเป็นจี้สีน้ำเงินเล็กๆ ที่สวยมากๆ อันหนึ่ง ช่วยเอาออกมาให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ?”

ฉินสือโอวขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าฝรั่งคนนี้พูดถึงอะไร แต่กระนั้นเขาก็เลื่อนมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุดออกแล้วดึงสร้อยเส้นสีแดงที่มีจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินออกมา

เออร์บักยื่นมือไปรับหัวใจโพไซดอน แล้วหันไปพูดกับหลัวหย่งจื้อ “ผมขอแก้วกระดาษใบหนึ่งหน่อยได้ไหมครับ?”

หลัวหย่งจื้อยกหูโทรศัพท์ อึดใจต่อมาแก้วคริสทัลราคาแพงก็ถูกยื่นมาให้เขาอย่างรวดเร็ว

เออร์บักเติมน้ำลงไปในแก้วแล้วนำหัวใจโพไซดอนหย่อนลงไปในน้ำ ทันใดนั้นน้ำในแก้วก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกับหัวใจโพไซดอน และเมื่อเออร์บักขยับข้อมือ น้ำในแก้วก็กระเพื่อมส่งกลิ่นน้ำทะเลออกมา

ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงจนพูดไม่ออก ฉินสือโอวก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจี้เล็กๆ ที่ตัวเองห้อยมาตลอดมีพลังวิเศษแบบนี้

เมื่อเสร็จแล้วเออร์บักก็พูดออกมาอย่างจริงจังว่า “คุณฉินสือโอว สวัสดีครับ ผมเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความมือหนึ่งจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ คุณฉินหงเต๋อมอบหมายให้ผมนำพินัยกรรมมาส่งมอบให้กับคุณ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังนะครับ…”

เออร์บักเปิดพินัยกรรมแล้วพูดออกมา

“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณฉินสือโอว หลานคนโตของคุณฉินหงเต๋อ จะเป็นผู้สืบทอดฟาร์มปลาต้าฉิน ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ นครเซนต์จอห์น ประเทศแคนาดา! ซึ่งมีมูลค่าการตลาดตามการประเมินโดยธนาคารแคนาดาอยู่ที่ประมาณ 42 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือก็คือ 233,100,000 หยวนครับ! “

หัวใจของฉินสือโอวเต้นดัง ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ ราวกับจะหลุดออกมา ไม่ง่ายเลยที่เขาจะทำใจให้สงบลงได้ จากนั้นเขาก็ถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ “นี่คุณเออร์บักไม่ได้กำลังล้อผมเล่นใช่ไหมครับ? คุณปู่รองของผมทิ้งทรัพย์สินมูลค่า 230 ล้านหยวนให้ผมอย่างนั้นเหรอ?”

เออร์บักพยักหน้าเพื่อยืนยัน ต่อมาเขาก็แนะนำอะไรอีกนิดหน่อย ประมาณว่าตอนนี้เขาเป็นทนายส่วนตัวของฉินสือโอวแล้ว และต้องการให้ฉินสือโอวเดินทางไปแคนาดาโดยเร็วที่สุดเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ให้เสร็จสิ้น

ฉินสือโอวลงนามในเอกสารยินยอมรับมรดกภายใต้การรับรองของหลัวหย่งจื้อและหลี่ซิ่น จากนั้นเขาก็พาหลี่ซิ่นกับเออร์บักเดินทางไปยังห้องเช่าของตัวเอง

พอไปถึงอพาร์ตเมนต์เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นกองข้าวของที่วางอยู่หน้าห้อง เมื่อมองดูดีๆ เขาก็พบว่าทั้งหมดเป็นของของเขาจำพวกผ้าห่ม ที่นอน หนังสือและคอมพิวเตอร์

เมื่อเจ้าของห้องเช่าเดินออกมาเห็นฉินสือโอว เขาก็ล็อกประตูดัง ‘กริ๊ก’ แล้วพูดออกมาอย่างเย็นชา

“กลับมาแล้วเหรอ? ดีเลย ฉันจะได้พูดให้นายเข้าใจ นายไปทำอะไรไม่ดีมาใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นตำรวจจะมาหานายถึงที่ทำไม”

พอฉินสือโอวทำท่าจะตอบกลับ เขาก็แสดงสีหน้าเย็นชาแล้วพูดต่อ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เก็บของของนายแล้วไสหัวออกไปซะ ฉันปล่อยห้องเช่าให้คนไม่ได้เรื่องอย่างนายไม่ได้หรอก”

ทันใดนั้นฉินสือโอวก็ได้สติขึ้นมาทันที

……………………………………….

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท