“หยุดพูดจาไร้สาระ เจ้าทำให้ท่านย่าตกอยู่ในสภาพภูติผีแบบนี้ แค่ประโยคเดียวก็แล้วกันไปงั้นหรือ?”
“ข้าจะชดใช้ค่าเสียหายให้ท่าน” ฉินจิ่วเกอดั่งมีดกรีดกลางใจ กลั้นใจอยู่นาน ถึงค่อยยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วอย่างไม่มั่นคงได้ “สามสิบศิลาวิญญาณระดับต่ำเป็นอย่างไร?”
“โจรบ้ากาม!” ติงหลันยื่นมือออก บิดหูฉินจิ่วเกอแน่นไม่ยอมปล่อย “เจ้า ขอทานหรือไง?”
ฉินจิ่วเกอลูบใบหู แผ่สัมผัสออกกวาดในแหวนมิติ เลือกของค่อนข้างดีออกมาหนึ่งชิ้น เคี้ยกเคี้ยก มีวิธีจบเรื่องนี้อย่างสงบสุขแล้ว
“แม่นาง เรื่องราวในวันนี้ข้าขอร้องอย่าได้พูดออกไปโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นคงต้องมีคนตายแล้ว” ฉินจิ่วเกอประนมสองมือร้องขอวิงวอนอย่างน่าเวทนา
ติงหลันสองมือเท้าสะเอว ถลึงตากล่าวว่า “อาศัยอะไร”
“เพราะข้าเป็นสายลับ ที่มาที่นี่ก็เพราะรับคำสั่งของพรรคมาทำภารกิจ” ฉินจิ่วเกอป้องปากเอ่ยเสียงกระซิบ
“สายลับ?” ติงหลันเบิกตามองดูคนตรงหน้า หื่นกาม ชั่วช้า ไร้ยางอาย
หากบอกว่ามันคือชามใส่ผักยังจะมีคนเชื่อ
ฉินจิ่วเกอสองมือกำเป็นหมัด ท่วงท่าเปลี่ยนเป็นจริงจังน่านับถือ “ศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของผู้น้อย คือศิษย์ฝ่ายในของประตูหายนะสี่พรรคมนุษย์ นามว่าซ่งเล่อ นี่คือป้ายประจำตัวของข้า”
ซ่งเล่อที่ยามนี้กำลังคร่ำเคร่งฝึกฝีมืออยู่ในพรรคอันห่างไกล จู่ๆ ก็ฮัดเช้ยขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ คล้ายกำลังมีหายนะพุ่งเข้าใส่
ตอนอยู่ในป่าปีศาจสวรรค์ ฉินจิ่วเกอชิงเอาแหวนมิติของคนมาสองคน คือของซ่งเล่อและศิษย์น้องรอง ในแหวนมิติของซ่งเล่อมีป้ายประจำตัวที่ลืมเลือนเอาออกมา นั่นเป็นถึงหยกที่สลักออกมาอย่างประณีต ฉินจิ่วเกอเก็บไว้กับตัว ถือว่าเป็นสินสงคราม
“จริงด้วย” เมื่อเป็นสี่พรรคใหญ่เหมือนกัน ทั้งยังเป็นถึงธิดาของประมุขพรรค ติงหลันจดจำออก ป้ายประตูหายนะนี้เป็นของจริง
ฉินจิ่วเกอแย้มยิ้มบางเบา ในใจลอบรำพึง “ขอโทษด้วยนะซ่งเล่อ เพื่อให้พี่น้องสามารถเอาตัวรอดไปได้ ได้แต่ต้องสังเวยเจ้าแล้ว”
โบราณว่าไว้ สหายมีไว้เพื่อขายออก ต่อให้ท่านไม่ขายมัน มันก็สามารถยิงใส่ท่าน
ป้ายหยกประจำตัวอันสูงค่า ปกติใช้เพื่อแยกแยะฐานะศิษย์ ศิษย์ฝ่ายในไม่เพียงต้องยืนหยัดเพื่อมวลชน ยังต้องมาจากตระกูลที่ขาวสะอาด ติงหลันน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนลง ทว่ายังคงระแวดระวัง
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
” ความลับ” ฉินจิ่วเกอทำหน้าลี้ลับซับซ้อนเหมือนคนรักษาความลับยิ่งชีพ ยังกระซิบต่อ “เรื่องเกี่ยวพันถึงชะตาความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของเผ่ามนุษย์ น้ำหนักนับพันหมื่นจินโถมทับลงบนบ่าของข้ายามนี้ ข้าผ่านพ้นหมื่นทุกข์เข็ญพันวาสนา เสียสละนานัปการ ประคองปณิธานที่ไม่มีวันทอดดับไว้ในใจ”
“ทุกครั้งที่จันทร์เต็มดวง ข้าล้วนแล้วแต่โศกเศร้าลำพัง ลอบทอดถอนอาลัยด้วยโลกมนุษย์ไม่มีวันสงบนิ่ง เผ่ามนุษย์ไม่มีวันสงบสุข ดวงใจของข้าปวดร้าวราวมีดดาบกรีดเฉือนเมื่อมีคนต้องตกตายภายใต้สายลมแห่งความชั่วร้าย ข้าพร่ำบอกต่อตนเอง ภาระหน้าที่ที่แบกรับบนบ่า สามารถทนทานรับความอัปยศทุกประการได้”
ฉินจิ่วเกอยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นเช่นนั้น ต้องพร่ำเพ้อพรรณนาออกมาพลางถอนออกถอนใจ
คิดไปคิดมา สุภาพบุรุษสง่างามพลิ้วไหวอะไรนั่น มีแต่พาความซวยมาให้ข้าแท้ๆ
เมื่อใคร่ครวญในเชิงลึก ทุกความอัปยศและเห็นแก่ตัว ล้วนเพื่อเงินทองจรรโลงค่ายพรรคสำนักแท้ๆ
โลกหล้าล้วนไม่มีใครเข้าใจ ทำไมต้องเป็นข้า
“เอาเถอะ” ในเมื่อฉินจิ่วเกอพูดอย่างหนักแน่นถึงปานนั้น ติงหลันที่ได้รับการอบรมสอนสั่งจากสถาบันใจกลางของเผ่ามนุษย์ ไหนเลยจะสามารถออกปากได้
ริมฝีปากแดงนวลเนียนประดุจหยกส่งเสียงงึมงำสองสามคำ ดินโคลนเหลืองแตกกะเทาะ เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องกระจ่างราวแสงจันทร์จนคนเห็นต้องหวั่นไหวใจ
“งั้นข้ากลับไปสมควรบอกว่าอะไรดี?” นางถาม
ฉินจิ่วเกอเอ่ยตอบ “ท่านก็แค่บอกว่าตนเองแอบหนีออกไป เรื่องราวที่พบเจอในที่นี้อย่าได้บอกกล่าวแก่ใครโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นเผ่ามนุษย์ย่อมลำบากแล้ว”
ด้วยความรู้สึกผิด ฉินจิ่วเกอส่งป้ายหยกประจำตัวของซ่งเล่อศิษย์ฝ่ายในประตูหายนะแก่ติงหลัน “หากท่านรู้สึกไม่ดี อีกไม่กี่เดือนข้าก็จะกลับไปสำนัก ถึงตอนนั้นท่านก็พาศิษย์พี่ศิษย์น้องของท่านมารุมทุบตีข้าให้สาแก่ใจเถอะ”
“จริงหรือ?” ติงหลันดวงตาทอประกายสุกสกาววิบวับ เงื่อนไขนี้ฟังดูไม่เลวเลย
ฉินจิ่วเกอผงกศีรษะ สาบานต่อฟ้า “ช้าซ่งเล่อพูดได้ทำได้ ขอเพียงแม่นางติงหลันเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าท่านจะทุบตีข้า หรือเตะต่อยข้า ข้าซ่งเล่อล้วนสามารถทนทานรับไว้ ทั้งหมดล้วนเพื่อเผ่ามนุษย์และสรรพชีวิตบนทวีปฉงหลิง”
“ได้ กลับถึงเพลิงราชันแล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น” ติงหลันเป่าปาก อย่างไรก็แค่เสียเวลารอหน่อยเท่านั้น ถึงตอนนั้นค่อยพาศิษย์พี่ศิษย์น้องไปคิดบัญชี
ฉินจิ่วเกอค้อมคำนับต่ำ “แม่นางปราดเปรื่องถือคุณธรรม ข้าฉินจิ่วเกอ ไม่ใช่สิ ข้าซ่งเล่อขอแสดงความสำนึกอย่างสูง”
“ถือว่าเด็กน้อยเจ้ารู้จักพูดจา นี่ ผู้แซ่ซ่ง พวกไม่กี่คนเมื่อกี้ ก็เป็นคนของประตูหายนะหรือ?”
“อืม พูดไม่ได้ พูดไม่ได้”
“ขี้งก” ติงหลันบิดเอวแน่งน้อยราวกิ่งหลิวของนาง “ช่างเถอะ ถือว่าเจ้ากระทำเพื่อพวกเราเผ่ามนุษย์ ข้าเองก็จะไม่ให้เกิดเรื่องราวขึ้น เจ้าไปหาบน้ำมาให้ข้า ข้าจะอาบน้ำสักหน่อย”
” รับคำสั่ง ข้าจะให้คนไปจัดการให้ทันที”
ฉินจิ่วเกอเอียงคอ ถอนหายใจ หินหนักที่ถ่วงในใจถือว่าถูกปลดลงในที่สุด
คงต้องออกไปตามหาหลงเฟิงเพื่อพูดจา เจ้าหมอนั่นรสนิยมเลวร้ายเกินไปแล้ว ฉุดคร่าสตรีมากำนัลแก่มันมิใช่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรเลือกหน่อยหรือไม่เล่า
ยิ่งเมื่อทบทวนกระบวนท่าและสายตาของหลงเฟิงเมื่อครู่ ที่ไม่ได้เสาะหาบุรุษมาใส่ไว้ในห้องนอนของมัน ที่จริงนับเป็นฟ้าเมตตาแล้ว ช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ
ฉินจิ่วเกอเป็นคนประเภทชอบรังแกคนอ่อนแอสยบต่อผู้เข้มแข็ง ดังนั้นมันตกลงใจอย่างรวดเร็วว่าจะไม่ตามหาหลงเฟิงแล้ว นิสัยของเจ้าหมอนั่น คิดว่าน่าจะทำได้จริงๆ เสียด้วย
ชายหนุ่มค้นหาในตู้เสื้อผ้า ดูว่ามีชุดกระโปรงสีชมพูบ้างหรือไม่ ช่วงนี้มันดวงตกจริงๆ
ฉินจิ่วเกอยืนอยู่ภายนอกสวนหย่อม จันทรากระจ่างราวสามารถเอื้อมถึงได้ทุกเวลา
ฉินจิ่วเกอที่ลุ่มหลงในสายลมป่าเขาอัดแน่นไปด้วยอารมณ์สุนทรีย์ แสงดวงจันทร์กระจ่างชัดเจน ที่เรียกว่าลมโชยอ่อนจันทร์กระจ่าง มิใช่ช่วงเวลานี้หรอกหรือ?
“แผ่นดินเซียนทิวทัศน์หยก ทุกที่ทางล้วนแปลกถิ่น สามารถปลอบพยัคฆ์ สวมหนังสุกรฮุบกินเสือ”
ไหวพริบเชิงกลอนอันแสนโรแมนติก หันหน้าหาท้องฟ้าและทะเล ท่องบ่นคำกลอนออกมาหนึ่งบท อ้าแขนยกชูโอบล้อมจันทร์สู่อ้อมอก
ขณะที่ฉินจิ่วเกอกำลังดื่มด่ำกับความงามธรรมชาติแห่งฟ้าดิน ประตูสวนหย่อมก็ถูกเปิดออก
ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏนางเซียนงดงามร่อนลงจากฟ้ามาอยู่ในสายตา เรือนร่างเรืองรองทอประกาย ผิวพรรณเรียบลื่นประดุจหยก กระโปรงขาวยาวลากพื้น ช่วงชิงความงามของจันทรากระจ่างสายลมพลิ้วไปสิ้น
“คิกคิก” เสียงหัวเราะสดใส ประดับด้วยนัยน์ตาโค้งเรียวดุจจันทร์เสี้ยวสว่างไสว เจิดจ้าจนหิ่งห้อยในมุมมืดต้องพลิกร่วงลงสู่พื้นหญ้า
เสียงหัวร่อใสกังวานราวระฆังเงิน ท่ามกลางราตรีกาลสงัดงันกลับไม่หนวกหูแม้แต่น้อย กลับกันยังคล้ายเหมาะเจาะพอดีอยู่หลายส่วน
“ท่านผู้นี้น่าสนใจจริงๆ สองประโยคแรกเปี่ยมอารมณ์ถ้อยคำแห่งศิลป์ แต่สองประโยคหลังไฉนไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างนั้นเล่า” นางค้อมเอว เรียวแขนราวดอกบัวหยกยกชูขึ้น ท่วงทีทรงเสน่ห์จนหญ้าหอมที่หลับใหลยังหวั่นไหวสะท้าน
“นี่ก็เรียกว่ากลอนหรือ รสนิยมสูงส่ง สันโดษเหนือโลกีย์”
ฉินจิ่วเกอกลับคืนสู่ท่วงท่าสุภาพบุรุษพลิ้วไหวอะไรนั่นอีกครั้ง โบกพัดจีบเอ่ยถาม “ใช่แล้ว ว่าแต่ แม่นางเป็นใคร แล้วแม่นางติงหลันเล่า?”
“ผู้แซ่ซ่ง พูดงี้หมายความว่าไง?” ติงหลันคิดเท้าสะเอวตวาดอีกรอบแต่ก็หวงภาพลักษณ์ตนเอง สองมือต้องยกขึ้นมาปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน
ฉินจิ่วเกอเกาศีรษะ แทบไม่อยากเชื่อ แค่อาบน้ำรอบเดียวก็กลับกลายเป็นคนละคน
เป็นไปได้อย่างไร เบื้องหน้ามันคือสาวงามสุดยอดแห่งยุค รูปโฉมโนมพรรณราวจันทร์เหนือฟ้า ผิวพรรณกระดูกเรียบลื่นประดุจหยก
เมื่อมีป่าไผ่น้อยเป็นฉากหลัง นางงามในกระโปรงขาวพลิ้วไหวสะกดสายตาราวภูติไม้ ทำให้ผู้คนต้องหวั่นไหวสะท้านจิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นัยน์ตาดำขลับสะท้อนประกายราวมีวิญญาณคู่นั้น แววตาทั้งคู่ประดุจดั่งน้ำพุอุ่นกลางราตรีเย็นเยียบ
คิ้วใบหลิวทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต เคลื่อนไหวราวคลื่นทะเลใต้ผืนฟ้าราตรีกาลที่ระริกไหวอย่างนุ่มนวล
งดงามสะคราญเปี่ยมเสน่ห์น่าลุ่มหลง กลิ่นสุคนธ์ตลบอวล ดั่งสายลมโชยหิมะหวน
ฉินจิ่วเกอตะลึงลานไปนานครึ่งค่อนวัน ค่อยสามารถแค่นหัวเราะแห้งๆ ประสานมือกล่าวว่า “ติงหลัน อา เกิดเป็นคนต้องสัตย์ซื่อถือมั่น ต่อให้เจ้าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ก็ไม่เห็นต้องสวมหน้ากากเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ปฏิบัติต่อเจ้าดุจเดิม”
ในเมื่อเป็นกล้วยไม้ (ติงหลัน คำว่าหลันแปลว่ากล้วยไม้) ก็สมควรกระจ่างเฉียบคม พิสุทธิ์สดใสไร้แต่งแต้มจึงถูกต้อง
ติงหลันเลิกคิ้วสูงชัน กระดิกนิ้วเรียวงามยาวหยก “ผู้แซ่ซ่ง มานี่ซิ”
“ทำไมรึ?” ฉินจิ่วเกอเพ่งพิจารณา ดูเหมือนนางจะไม่ได้สวมหน้ากากหรือใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงโฉมใดๆ
นั่นเป็นความงามอันสูงส่ง มิใช่ชนชั้นธรรมดาสามัญจะเทียบเคียงได้ งามจนขวัญสั่นวิญญาณสะท้าน หรือว่าตัวมันที่แท้ลูกกะตาไม่ทำงานไปแล้ว?
ติงหลันรอจนฉินจิ่วเกอเข้ามาใกล้ ค่อยแย้มยิ้มบางเบา ฝ่ามือสยายออกราวบุปผาสยายกลีบ ยกเรียวแขนอ่อนช้อยดั่งดอกบัว คว้าหมับเข้าที่ใบหูฉินจิ่วเกอ บิดแล้วยกขึ้น
“ผู้แซ่ซ่ง เจ้าแหกตาดูให้ชัดๆ นี่ต่างหากจึงเป็นใบหน้าของเราท่านย่าเจ้า หากมิใช่เพราะตัวบัดซบอย่างเจ้า เราท่านย่ามีหรือจะตกอยู่ในสภาพนั้น?”
ติงหลันสลัดคราบกุลสตรีในห้องหอสิ้นเมื่อกระชากใบหูฉินจิ่วเกอ ตะคอกใส่ข้างหูมันจนขี้หูแทบร่วง
ฉินจิ่วเกอทำท่ายอมแพ้ เจ็บปวดจนแยกเขี้ยวกัดฟัน แต่ก็ไม่สามารถออกแรงได้ หญิงสาวนางนี้ อย่าได้เห็นว่านางรูปร่างอ้อนแอ้นราวกุลสตรี ยามบิดใบหูผู้คนยังบิดจนเป็ดห่านกระเจิดกระเจิงหนี ท่วงท่าสง่างามราวมังกรเหิน
” ไอ้หยา เบาๆ หน่อยท่านอา หูของข้าแทบหลุดออกมาแล้ว” องคาพยพบนใบหน้าตอนนี้บิดเบี้ยวไปหมดแล้วเพราะแรงดึง ฉินจิ่วเกอเจ็บปวดจนร้องลั่น
ผัวะ!
ติงหลันรู้สึกบิดหูแล้วยังไม่อาจระบายแค้นได้หมดสิ้น ยกฝ่าเท้าขึ้นกระทืบใส่หลังเท้าฉินจิ่วเกอดั่งขุนพลสวรรค์เหยียบภูเขาทอง
หูถูกบิดดึง เท้าถูกกระทืบใส่ ฉินจิ่วเกอเจ็บปวดรวดร้าวจนทะยานขึ้น “สะใภ้ตาย ระวังแต่งไม่ออกเถอะ”
“ทุเรศ ข้าจะบิดหูเจ้าให้ตาย”
“ช่วยด้วยจ้า พิทักษ์ประมุขด้วย โจรร้ายคิดฆ่าคนแล้วจ้า!”
ตอนนี้เองที่ฉินจิ่วเกอเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง คือสตรีหน้าตาดีมักมีอารมณ์สูง ทั้งใบหูทั้งฝ่าเท้ามักถูกประเคนใส่ไม่มากก็น้อย ไม่ว่ากระบวนท่าใดล้วนสามารถงัดออกมาทำร้ายคนได้
ฉินจิ่วเกอได้ข้อสรุปสำคัญสามประการจากบุคลิกลักษณะและพื้นอารมณ์ของติงหลัน
หนึ่ง สตรีนางนี้พื้นอารมณ์ไม่ดี ไม่ต่างจากช้างตกมัน เดี๋ยวๆ ก็ระเบิดอาละวาดออกมา
สอง สตรีนางนี้เหมือนตนเอง เวลาคิดทำร้ายคนทำอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำร้ายคนโดยไร้เสียง ไม่ให้ท่านตั้งตัวได้
สาม ต่อไปนี้หากต้องพบหน้า มันต้องตามหาเกราะกำบังใบหูคุณภาพดีมาใช้ และเพื่อไม่ให้ตนเองต้องบอบช้ำ สมควรต่างแยกย้ายไปคนละทาง อย่าได้เจอกันอีกในยุทธภพ
สามประการนี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสีย ส่วนข้อดีหากจะสรรหามากล่าวจริงๆ ก็มีเพียงข้อเดียว คือสตรีนางนี้รูปโฉมงดงามสะท้านหล้า ขาเรียวยาวผิวขาวสะอาดหน้าอกโตใหญ่ใบหน้ามีรอยลักยิ้ม
มีข้อดีหนึ่งเดียว แต่ข้อดีข้อเดียวนี้สามารถลบล้างข้อเสียทั้งสามประการข้างต้นได้ แค่นั่งมองหน้านางก็นั่งมองได้ไม่เบื่อไปทั้งชาติ
เที่ยงวันที่สอง ฉินจิ่วเกอสำรวมสติ บำเพ็ญสมาธิ เปิดฟ้าสวรรค์ เบิกภพศักดิ์สิทธิ์ สามสิบหกภพภูมิไร้สิ้นสุด ตลอดจนนรกอเวจีทั้งแปดสิบเอ็ดขุม
หากกล่าวอย่างเรียบง่าย ก็คือ นอน
เพื่อรักษากิจวัตรประจำวันอันคุ้นเคยจากชาติก่อนและชาติก่อนของชาติก่อน ฉินจิ่วเกอร้องขออาหารสามมื้อ เข้านอนตรงเวลา ส่วนเรื่องการฝึกฝีมืออันใดนั้น รอจนกลับไปหาน้องรอง ถ่ายโอนตำแหน่งให้มันได้แปลงร่างเป็นพระเอกมีดาวเท้าเรืองแสง จะทะลวงสู่กลั่นดวงธาตุก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ฉินจิ่วเกอในวันนี้ เรียกง่ายๆ ว่า กินๆ นอนๆ บิดขี้เกียจรอวันตายอย่างแท้จริง
ขณะที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียงอันหอมหวนนั่นเอง ประตูหน้าก็มีคนมาเคาะเรียกด้วยเท้า เตะเปิดออกอย่างแรง
ฉินจิ่วเกอถ่างตาตื่นอย่างยากลำบาก สองตาแดงฉานด้วยสายเลือด
“ผู้แซ่ซ่ง รีบใส่เสื้อผ้าเร็วเข้า พาข้าไปเดินเที่ยวเล่นหน่อยสิ” ยังไงซะหมอนี่ก็ไม่รู้จักนาง ติงหลันรู้สึกเปิดกว้าง จึงแสดงตัวตนออกมาอย่างเต็มที่
ส่วนสี่ประมุขที่ไม่อาจทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งไม่กล้าถามไถ่ ทั้งไม่กล้ายุ่งเกี่ยว
ดีไม่ดีหากนางกลายเป็นฮูหยินประมุขน้อยขึ้นมาจริง พวกมันต่อจากนี้คงหัวหกก้นขวิดไม่น้อย
“ผู้แซ่ซ่ง?” สติยังฟื้นตื่นไม่เต็มที่ ฉินจิ่วเกอเบ้หน้า “ติงหลัน เคารพความเป็นคนของข้าด้วย ยังไงซะข้าก็ไม่มีทางให้บุรุษหน้าไหนขึ้นมานอนเตียงเดียวกับข้าแน่”