คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้ซูสือเยว่นั้นแข็งค้างไปทั้งตัว
เธอยังจำสิ่งที่ลั่วเยียนบอกไว้ตอนอยู่บนรถก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี จะต้องตัดความเกี่ยวข้องกับเจ้าหนุ่มน้อยทั้ง 3คน และหานหยุนให้หมด
เธอกระแอมออกมาเบาๆ พยายามทำให้เสียงของตนเองฟังดูไร้เดียงสาและไม่เข้าใจ :
“คุณสามี คุณพูดถึงเทปเสียงอะไรหรือ?”
“พวกเขา 3คน ทำอะไรกับเธอหรือ? ยั่วโมโหจนทำให้คุณไม่มีความสุขหรือ?”
“ให้ฉันไปตีพวกพวกเขาสักหน่อยมั้ย?”
คำพูดของหญิงสาว ทำให้ฉินโม่หานอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
เขาเงยหน้าเธอขึ้น จับคางของเธอเอาไว้ แล้วค่อยๆ จูบลงเบาๆ:
“ก็ดี ตีพวกเขาสักหน่อย แล้วถือโอกาสเอาตัวการของปัญหามาตีให้ผมดูสักหน่อย”
ซูสือเยว่ใจฝ่อลง
แต่เธอยังคงยิ้มจนตาปิด พลางมองไปยังใบหน้าของฉินโม่หานแล้วพูดว่า
“ได้เลย ตัวการของปัญหาก็คือหานหยุน”
“ตีเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร”
“คุณสามี คุณว่าต้องตีเขาแบบไหนดี?”
ฉินโม่หานหรี่ตาลง รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปาก ดวงตาอันลุ่มลึกทั้ง2ข้าง จ้องเขม็งมายังที่หน้าของซูสือเยว่ :
“นอกจากหานหยุนแล้ว ยังมีอีกคน”
ซูสือเยว่เลิกคิ้วขึ้น “ยังมีอีกหรือ?”
“ไม่มีแล้วรึเปล่า?”
“ยังมีอีก”
ชายหนุ่มยกริมฝีปากยิ้ม “คนคนนั้นปรากฏอยู่ในเทปเสียง เป็นคนที่คอยนำให้เจียงหลีพูดคำเหล่านั้น นับเป็นตัวการที่สร้างปัญหามั้ย?”
คำพูดของเขาทำให้ซูสือเยว่ ตัวแข็งค้างในทันที
เธอมองมายังฉินโม่หานอย่างมึนงง “เทป…… ในเทปเสียงมีเสียงของผู้หญิงด้วยหรือ?”
“อื้ม”
ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะรั้งตัวเธอมานั่งลงบนเตียง ก้มลงจูบที่ต้นคอของเธอ แล้วงับลงที่ใบหูของเธอ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันน่าดึงดูด :
“เสียงของผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับเสียงของคุณนายฉินมาก”
“คุณนายฉินสามารถอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้มั้ย ว่ามันเป็นเพราะว่าอะไร?”
“ผู้หญิงคนนั้น ใช้คุณนายฉินรึเปล่า?”
ดวงตาของซูสือเยว่เบิกกว้าง
เธอแหงนหน้ามองเพดาน สัมผัสได้ถึงจูบของชายหนุ่ม แล้วเขายังพ่นลมหายใจอุ่นร้อนที่หูของเธอ:
“ผู้หญิงคนนั้น……”
“ฉัน……”
“อย่าขยับ”
ฉินโม่หานยกยิ้ม แล้วจูบที่หูของเธอเบาๆ ื “ให้ฉันลองหน่อย ว่าจริงๆ แล้วใช่คุณนายฉินหรือไม่”
แท้จริงแล้ว ซูสือเยว่ไม่กล้าที่ขยับด้วยซ้ำ
เพราะว่า……
เธอสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อันตรายมากๆ อยู่ที่……
ฉินโม่หานหมดสติไปนานขนาดนี้ ร่างกายก็ยังอ่อนแออยู่มาก ปกติแล้วต้องไม่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้สิ!
เพราะสิ่งที่เขาพูดมาก็ถูก เธอในตอนนี้ไม่สามารถขยับได้จริงๆ ไม่สามารถไปกระตุ้นเขาเพิ่มได้……
แต่ว่าซูสือเยว่กับฉินโม่หานนั้นลืมไปแล้วว่า……
ที่ที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ เป็นห้องICU
กระจกขนาดใหญ่ที่สูงจากพื้นจรดเพดาน นั้นทำให้มองเห็น คน52คนจูบกันอยู่บนเตียงได้จากรอบด้าน
“ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ไม่เหมาะสำหรับเด็ก!”
หานหยุนปิดตาของซิงเฉินกับซิงกวงอย่างรวดเร็ว
ซิงหยุนเองก็เบือนหน้าหนีอย่างรู้ความ จับมือของน้องชายและน้องสาวก่อนพูดว่า
“ไปเถอะ พวกเราออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อยเถอะ”
เจ้าหนุ่มน้อยทั้ง3คน เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดิน
ซิงกวง : “แด๊ดดี้กับหม่ามี๊แท้จริงแล้วรักกับขนาดนี้เลยหรือเนี่ย”
ซิงเฉิน : “ก็ใช่น่ะสิ! ไม่งั้นจะมีพวกเราตั้ง 3คนได้ยังไงกันล่ะ!”
ซิงหยุน : “อย่าพูดจาเหลวไหล ตอนที่หม่ามี๊จะมีพวกเรา ตอนนั้นความรักของเขายังไม่สุกงอมเลย”
ซิงกวง : “ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ฉันสนใจเพียงแค่ แด๊ดดี้กับหม่ามี๊พวกเขาจูบกัน งั้นก่อนหน้านี้ที่พวกเราเอาเรื่องของแด๊ดดี้มาแฉ ก็ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ย?”
ซิงหยุนกับซิงเฉินถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
“น้องสาว เหมือนว่าเธอจะประเมินความแค้นฝังใจของแด๊ดดี้ของพวกเราต่ำเกินไป”
ซิงเฉินขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ “ฉันคิดว่า ในเดือนถัดๆ ไป พวกเราทุกคนคงจะไม่มีทางได้กินอาหารฝีมือหม่ามี๊แล้ว”
ซิงเฉินถอนหายใจออกมาเบาๆ “ในปีถัดๆ ไป พวกเราทั้ง 3คนก็อย่าคิดที่จะได้นอนเตียงเดียวกันกับหม่ามี๊”
“พอแด๊ดดี้โกรธ……หม่ามี๊ก็เป็นของเขาคนเดียว พวกเราที่เป็นลูกแท้ๆ ก็ไม่สามารถไปแย่งได้”
ซิงกวงเบิกตากว้าง เดินไปพลาง ถามพี่ชายทั้ง2คนต่อ :
“แด๊ดดี้โกรธแล้วรุนแรงขนาดนี้เลย…..”
……
สนามบินเมืองหรง
ลู่จิ่งเฉินจัดการส่งกระเป๋าเดินทางวางในมือของลู่จื่อเหยา :
“พวกนี้เป็นของที่ฉันสามารถให้เธอคุณได้”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา มองไปยังหญิงสาวที่สวมชุดสีแดงตรงหน้าของตนเอง บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเศร้า :
“แม้ว่าเธอจะหลอกใช้ฉันมาโดยตลอด แต่ว่าหลายปีมานี้เธอก็ยังอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือฉัน”
“ความสามารถของฉันนั้นมีขีดจำกัด สามารถปกป้องเธอได้ครั้งนี้ครั้งเดียว”
“หวังว่าหลังจากนี้เธอจะไม่ไปทำลายความรักของคนอื่น แล้วก็อย่าอยากจะได้ทรัพย์สินของคนอื่นอีก”
ลู่จื่อเหยารับของที่เขายื่นมาให้ เธอกลอกตาเบาๆ แล้วพูดว่า
“เลิกกันแล้ว ยังจะมาพูดมาแบบนี้อีก”
“แต่คำพูดของนายฉันจำได้แล้ว หลังจากนี้ฉันจะระวังมากขึ้น”
พูดจบ เธอก็หันไปหาลู่จิ่งเฉินแล้วโบกมือให้ :
“ลาก่อนนะ หมากตัวน้อยของฉัน”
คำพูดของหญิงสาว ทำให้ใบหน้าของลู่จิ่งเฉินเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดง
“หมากตัวน้อย” เขาล่ะไม่ชอบชื่อเรียกแบบนี้จริงๆ
เขาพยายามอย่างเต็มที่ ถึงกับใช้ความเป็นฝาแฝดของตนเองกับฉินโม่หานมาขอร้อง ถึงจะทำให้ซูสือเยว่ไม่ถือสาเรื่องที่ลู่จื่อเหยาทำอีก
แต่ลู่จื่อเหยาไม่เพียงแต่ไม่แสดงท่าที่ซาบซึ้ง แล้วยังไม่สำนึกในบุญคุณของเขาสักนิด แล้วยังจะมาเรียกเขาว่าตัวหมากแบบนี้อีก
ตอนนี้เขารู้แล้ว ว่าในสายตาของเธอตนเองเป็นแค่ตัวหมากตัวหนึ่ง
แต่คำพูดเหล่านี้ที่เธอพูดออกมา ยิ่งทำให้ใจของลู่จิ่งเฉินนั้นยากที่จะยอมรับได้
ลู่จื่อเหยาดูออกว่าเขาไม่ค่อยสบาย
แต่เธอจงใจ!
จริงๆ แล้วลู่จิ่งเฉินมีโอกาสทำแผนการของเธอให้สำเร็จ!
แต่เขากลับโอบกอดสิ่งที่เรียกว่าความเมตตาอย่างโง่เขลา แล้วยังแคร์สิ่งที่เรียกว่าคนในครอบครัวนั่นอีก ทำให้แผนการที่เธอวางแผนในช่วงหลายปีมานี้ ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า!
คิดถึงตรงนี้แล้ว เธอก็หรี่ตาแล้วมองไปยังลู่จิ่งเฉิน :
“ลู่จิ่งเฉิน ฉันบอกเลยว่านายจะต้องเสียใจในภายหลัง”
“วันนี้นายทอดทิ้งฉัน หลังจากนี้ต่อให้นายอธิบายต่อฉินโม่หานยังไง นายจะปฏิบัติต่อเขาอย่างญาติพี่น้อง แต่เขาก็จะไม่เชื่อใจนาย”
“ฉินโม่หานคนนี้มีนิสัยชอบจับผิดเป็นอย่างมาก นายเคยทำมาแต่เรื่องที่ทำให้เขาไว้ใจไม่ได้ หลังจากนี้เขาก็จะไม่ไว้ใจนายอีก”
“นายคิดจะพึ่งพาฉัน เพื่อให้ได้รับความรักที่นายต้องการ นายฝันไปเถอะ!”
“ไม่ช้าก็เร็วนายจะต้องเสียใจ!”
พูดจบ ลู่จื่อเหยาก็ลากกระเป๋าเดินออกไปไป
ลู่จิ่งเฉินยังยืนอยู่ที่เดิม มองดูด้านหลังของเธอที่กำลังเดินออกไป มือทั้ง2ข้างที่อยู่ข้างลำตัวกำหมัดแน่น
เขา……
จะไม่ได้รับความรักของครอบครัวที่เขาฝันถึงจริงๆ หรือ?
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาอิจฉาลูกแท้ๆ ของพ่อแม่บุญธรรมมาโดยตลอดที่มีพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นของตนเอง
และเขา
สามารถทำได้เพียงแค่ทอดทิ้งเด็กไป
ในตอนนี้ ในที่สุดเขาก็หาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดและน้องชายของตนเองเจอแล้ว
แต่ว่า
พวกเขาจะเป็นแบบที่ลู่จื่อเหยาได้บอกไว้หรือเปล่า ที่คิดว่าเขาจะมุ่งร้าย คิดว่าเขาแสร้งทำเป็นคนดี เป็นครอบครัวในแบบที่เขาต้องการไม่ได้?
ลู่จื่อเหยาลากกระเป๋ามาถึงจุดตรวจรักษาความปลอดภัย ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง
ผู้ชายร่างสูงยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิม ตาของเขาเริ่มหม่นหมอง
เธอกระตุกริมฝีปากของเธอ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ในขณะที่เธอกำลังก้าวไปที่จุดตรวจ เสียงของผู้ชายในระยะไกลก็ดังขึ้นมา
“จื่อเหยา!”
เสียงนี้..
ลู่จื่อเหยาขมวดคิ้ว และหันกลับมา “ฉินหนานเซิง?”