Alchemy Emperor of the Divine Dao จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์ – ตอนที่ 2074 ช่วงสุดท้าย

ตอนที่ 2074 ช่วงสุดท้าย
ตอนที่ 2074 ช่วงสุดท้าย
ลูกแก้วมังกร!
ทันทีที่ลูกแก้วปรากฏขึ้นมา ร่างมนุษย์ทมทั้งหมดก็หายไป แสดงให้เห็นว่าการประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในมือของหลิงฮัน และพวกจักรพรรดินี สัญลักษณ์ได้ส่องแสงออกมาและสอดคล้องเข้ากับลูกแก้วมังกร
พวกเขาเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ เพราะงั้นจึงมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเก็บลูกแก้วมังกรได้ ในขณะที่พวกตู้เส่าจนไม่มีสิทธิ์แม้จะสัมผัส
และต่อมานั้นเอง แท่งแสงก็ส่องจากท้องฟ้าลงมายังจุดศูนย์กลางหุบเขาราวกับเป็นทางเดิน
จี่อู๋หมิงก้าวเดินนําไปยังแท่งแสง โดยที่ทันที่ที่หลังจากที่ผ่านเข้าแท่งแสงไป ร่างของเขาก็หายไปทันที
แท่งแสงที่สาดส่องลงมานี้คือประตูทางออก
พวกตู้เส่าจวิ้นขอบคุณหลิงฮันอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่แท่งแสงและหายไป
จี่อู๋หมิงไม่เก็บลูกแก้วมังกรไป เพราะงั้นหลิงฮันจึงต้องเก็บมันไปด้วยตัวเอง
เขาคว้าลูกแก้วมังกรเอาไว้และใช้สัมผัสตรวจสอบเล็กน้อย แต่ก็ไม่พบอะไรพิเศษในลูกแก้วมังกรแม้แต่นิดเดียว
นอกจากที่ส่องแสงออกมาได้แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับลูกหินธรรมดา
ตอนแรกหลิงฮันตั้งใจว่าจะศึกษาให้ละเอียดขึ้นอีก แต่แท่งแสงจากท้องฟ้าก็ค่อยๆ ย่อหดเข้าหากันเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันใกล้จะปิดตัวลงแล้ว เขาจึงไม่มีทางเลือกและรีบก้าวเดินเข้าไปยังแท่งแสงทางออกพร้อมกับสตรีทั้งสาม
“ครืนน” ร่างของเขารู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนและมาปรากฏตัวอีกครั้งที่บริเวณยอดภูเขา
นักบวชชราน่าซวีมารอพวกเขาอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่ทําอย่างไรก็ไม่ยอมหุบ
เมื่อครู่เขาเห็นสัญลักษณ์ของเผ่าชิงถงส่องประกายขึ้นที่หุบเขา จึงรู้ว่าตัวแทนของเผ่าตนเองนั้นเป็นผู้ชนะการประลอง เขาถึงได้รีบวิ่งมาที่นี่โดยไว
ไม่คาดคิดจริงๆ ว่ากลุ่มคนเพียงห้าคนจะพลิกผันคว้าชัยชนะมาครอบครองได้
“โชคดีที่ข้าไม่ตายในระหว่างภารกิจ” หลิงฮันเขย่าลูกแก้วในมือ โดยที่ยบังไม่ส่งมอบมันให้นักบวชชรา
นักบวชชราน่าซวีรู้ความหมาย จึงทําการดีดนิ้วส่งแหวนมิติไปให้กับหลิงฮัน
หลิงฮันรับแหวนมาพร้อมกับใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบ และเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ภายในแหวนมิติมีผงกระดูกมังกรสวรรค์อยู่ทั้งหมดห้าสิบชุด ซึ่งผงกระดูกมังกรสวรรค์หนึ่งชุดสามารถยกระดับวาสนาร้อยมังกรชาระล้างกายาได้หนึ่งเท่าตัว เพียงแต่ขีดกําจัดที่สามารถเพิ่มได้นั้นคือสิบเท่าเท่านั้น ต่อให้ใช้ผงกระดูกมังกรสวรรค์มากไปกว่านั้นก็ไม่มีประโยชน์
หลิงฮันโยนลูกแก้วมังกรให้กับนักบวชชรา เมื่อนักบวชชราน่าซวีรับไปเขาก็หรี่ตาและยิ้ม แต่ในจังหวะที่เขาต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่างนั้นเองจู่ๆ ร่างของเขาก็หายไป หลิงฮันสัมผัสได้ว่าที่นักบวชชราหายไปนั้น เป็นเพราะการตอบสนองระหว่างนักบวชชรากับลูกแก้วมังกร
…น่าจะเป็นเพราะการเชื่อมโยงทางสายเลือด
จี่อู๋หมิง และพวกตู้เส่าจวิ้นทั้งสี่คนก็อยู่ที่นี่ด้วย แต่เดิมจอมยุทธภายนอกที่มาถึงภูเขามังกรสวรรค์ได้นั้นมีมากถึงสองร้อยกว่าคน แต่ตอนนี้ที่เหลืออยู่กลับมีแค่เก้าคนเท่านั้น
หลิงฮันโยนผงกระดูกมังกรสวรรค์ไปให้กับจี่อู๋หมิง
“ไปกันเถอะ ยังเหลือส่วนสุดท้ายอย่างวาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายาอยู่อีก”
พวกเขาเดินขึ้นไปถึงยอดเขาได้ในเวลาไม่นาน และลานขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา ที่กึ่งกลางของลานแห่งนี้มีแผ่นหินขนาดพอให้คนสี่ถึงห้าคนขึ้นไปยืนได้ตั้งอยู่
“ในระยะเวลาหนึ่งวัน ใครก็ตามที่สามารถยืนอยู่บนแผ่นหินได้จะได้รับวาสนาร้อยมังกรชาระล้างกายาเก้าสิบ เก้าส่วน ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่บนลานจะได้รับวาสนาเพียงหนึ่งส่วน” ตู้เส่าจวิ้นกล่าว
จี่อู๋หมิงเดินเข้าไปยังลานขนาดใหญ่ “พรึบ” ทันใดนั้นเองทั่วทั้งลานก็ส่องแสงสว่างออกมา
เวลาหนึ่งวันเริ่มนับถอยหลังแล้ว!
“หลิงฮัน มาสู้กันใหม่!” ดวงตาของจี่อู๋หมิงลุกโชน ตอนนี้หากจะมีใครสักคนที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ หลิงฮันก็เกือบเรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในนั้น แต่อย่างที่รู้ว่าตัวเขายังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากร่างวิญญาณเลย เพราะงั้นหลิงฮันจึงแค่ ‘เกือบ’ จะเป็นคู่ต่อสู้ให้เขาได้
เขาจําเป็นต้องมีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทัดเทียม เพราะวิถีสู่จุดสูงสุดนั้นไม่สามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว
ในชีวิตที่แล้วนั้น เขาเคยมีคู่ต่อสู้มากมายที่ช่วยขัดเกลาพลังให้กันและกันได้ แต่สุดท้ายก็เป็นเขาที่สังหารคู่ต่อสู้เหล่านั้นและบรรลุกลายเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้ กล่าวได้ว่าหากไม่มีคนส่วนหนึ่งเป็นคู่ต่อสู้ให้แก่เขา ความสําเร็จของเขาก็อาจจะไม่สูงขึ้นราชานิรันดร์ระดับเต๋าก็เป็นได้
“ตกลง!” หลิงฮันเองก็จิตวิญญาณสู้รบลุกโชนและกระโดดเข้าไปยังลานขนาดใหญ่ พวกเขาทั้งสองไม่พูดพล่ามอะไรและโจมตีใส่กันในทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
จักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสองไม่แม้แต่จะอุ่นเครื่อง พวกเขาเข้าสู่สภาวะสู้รบที่ทรงพลังที่สุด โดยที่ไม่ว่าจะเป็นหมัด ฝ่ามือ ขา ดาบ หรือแม้แต่เส้นผมก็สามารถใช้เป็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวได้
ถึงแม้พวกตู้เส่าจวิ้นทั้งสี่จะรับรู้ถึงพลังของหลิงฮันกับคู่หมิงแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เคยมองดูจากระยะใกล้ เมื่อได้มาเห็นจริงพวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึก
ทั้งแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ พลังของทั้งสองคนเหนือขีดจํากัดที่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณควรจะมีไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
“นายน้อยตู้คิดว่าหลังจากที่ทั้งสองคนนั้นบรรลุระดับตัดวิญญาณสวรรค์ พลังต่อสู้ของพวกเขาจะทัดเทียมกับระดับตําหนักอมตะได้หรือไม่?” หลงปู้เทียนถามด้วยความรู้สึกสงสัย
ตู้เส่าจวิ้นครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะและเผยท่าทางลังเล
“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้!” ใครบางคนส่ายหัว คนผู้นี้คือผู้รอดชีวิตคนที่สามจากสี่คน ชื่อของเขาคือหม่าเฉิง เขากล่าวอย่างมั่นใจ “ระดับตําหนักอมตะคือการรากฐานอวัยวะในร่างกาย ทําให้พลังต่อสู้นั้นน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้ ต่อให้หลิงฮันกับจี่อู๋หมิงจะบรรลุระดับตัดวิญญาณสวรรค์และร่วมมือกัน พวกเขาก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของตัวตนระดับหนึ่งรากฐาน”
ฟานอี่ ผู้รอดชีวิตคนที่สี่เองก็พยักหน้า “เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ความต่างชั้นระหว่างระดับตําหนักอมตะกับแบ่งแยกวิญญาณนั้นมีมากเกินไป ต่อให้เป็นจอมยุทธระดับหนึ่งรากฐานทั่วไปก็สามารถกําราบจักรพรรดิทุกคนในระดับแบ่งแยกวิญญาณได้”
“บางที… ทั้งสองคนนั้นอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ได้ก็เป็นได้?” ตู้เส่าจวิ้นกล่าว
“ฮ่าๆๆ ถ้างั้นเจ้าอยากจะเดิมพันรึเปล่า?” ฟานอี่หัวเราะ
“เดิมพันอะไร?” ตู้เส่าจวิ้นไม่เกรงกลัว
“คนแพ้ต้องให้สัตย์สาบานว่าจะยอมทําตามผู้ชนะทุกอย่าง” หม่าเฉิงกล่าว
ตู้เส่าจวิ้นไม่พยักหน้าหรือส่ายหัว เขาหันไปมองฟาน “แล้วพี่ชายฟานล่ะ?”
“ข้าขอเดิมพัน!” ฟานอี่พยักหน้าหนักแน่น
ไม่มีใครสนใจความเห็นของหลงปู้เทียนเลยแม้แต่น้อย ราชาในหมู่ราชาไม่สามารถนับเป็นอันใดได้ในสายตาของจักรพรรดิ
“เจ้าสองคนจะต้องแพ้เดิมพันแน่!” ฮูหนิวเอ่ยแทรก “หลิงฮันของหนิวยอดเยี่ยมที่สุด!” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ฟานอี่และหม่าเฉิงเผยรอยยิ้มมั่นใจ ถึงแม้พวกเขาจะรู้สึกขอบคุณหลิงฮัน แต่พวกเขาก็มีความคิดที่เป็นของตนเอง ซึ่งในฐานะจักรพรรดิแล้วทั้งสองต่างไม่คิดว่าตนเองจะคิดผิด
ระดับแบ่งแยกวิญญาณที่ต่อกรกับระดับตําหนักอมตะได้งั้นรี?
ช่างน่าขันนัก การเดิมพันนี้พวกเขาจะต้องชนะแน่นอน
ที่บนลานขนาดใหญ่ หลิงฮันกับจี่อู๋หมิงเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เพียงแต่เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่สังหารกัน แต่เป็นการผลักอีกฝ่ายให้ออกไปจากแผ่นหิน
ตู้เส่าจวิ้น จักรพรรดินีและคนอื่นๆ ก้าวเดินตามเข้ามายังแผ่นหิน แต่ว่าพวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะยื่นมือเข้าไปร่วมต่อสู้แย่งชิงตําแหน่งบนแผ่นหิน และทําได้เพียงมองดูอยู่เฉยๆ จากด้านข้าง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหนึ่งวันผ่านพ้นไปหลิงฮันกับจี่อู๋หมิงก็ยังคงเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่บนแผ่นหิน โดยที่ไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

ตอนที่ 1969 ฤทธิของผลพิษ

หลิงฮันยิ้มอย่างขมขืน เด็กสาวผู้นี้จะมีความคิดแบบคนปกติบ้างไม่ได้?

เขาลุกขึ้นยืนและมองไปยังคางคกยักษ์ ที่กลับไปนอนอย่างเกียจคร้านอีกครั้ง

“ข้าต้องออกดาบให้เร็วกว่านี้ เขาพึมพํากับตัวเอง

ลงมืออีกครั้ง

หลิงฮันพุ่งทะยานโจมตี “ตูม” แต่ก็โดนซัดลอยกระเด็นกลับมาอีกรอบ คราวนี้ร่างของเขากระแทกเข้าใส่เนินเขา จนผืนปฐพีสันสะเทือน

ออกดาบเร็วเกินไป พลังทําลายเลยไม่พอ… มาลองใหม่อีกครั้ง

ตูม!

ตูม!

ตูม!

หลิงฮันถูกชัดลอยกระเด็นเจ็ดครั้งติดต่อกัน หากไม่ใช่ครั้งไหนที่ออกดาบช้าเกินไป จนดาบสัมผัสไม่โดนเป้าหมาย ก็ออกดาบเร็วเกินไป จนพลังทําลายของดาบไม่พอที่จะทะลวงการป้องกันของคางคกยักษ์ พิษจึงไม่อาจแทรกซึมเข้าไปได้

ทุกคนที่มองดูอยู่ ทั้งรู้สึกขบขันและตกตะลึง

พวกเขาตลกในเรื่องที่ ทั้งๆ ที่หลิงฮันถูกโจมตีใส่อยู่ฝ่ายเดียวแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังยอมเข้าไปรับการโจมตีอีกเรื่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของการโจมตีของคางคกยักษ์ แม้แต่ซูหย่าหรงเองก็ไม่กล้ารับการโจมตีซึ่งๆหน้าเช่นนั้น แต่หลิงฮันกลับรับการโจมตีถึงเจ็ดครั้งได้ โดยที่ผิวหนังไม่ได้ปรากฏรอยขีดข่วนใดๆ เลยแม้แต่น้อย

คนผู้นี้เองก็… เป็นสัตว์ประหลาดเหมือนกัน!

ดวงตาของซูหย่าหรงส่องประกาย และคิดในใจ “เขาไม่ใช่ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์คนไหนแท้ๆ แต่เหตุใดถึงได้มีพลังต่อสู้ที่ทรงพลังขนาดนั้นได้? หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นสุดยอดอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ ที่แม้แต่ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์จะไม่อาจเทียบเคียง?”

“คนผู้นี้ คือ คนที่สองงั้นรึ?”

หลิงฮันส่ายหัว คางคกยักษ์เคลื่อนที่ได้รวดเร็วเกินไป หากไม่ลองผิดลองถูกหลายร้อยครั้ง เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะจับทางการเคลื่อนไหวของมัน

แต่ปัญหาก็คือจํานวนครั้งในการกระตุ้น พลังป้องกันของคัมภีร์สวรรค์นั้นมีจํากัด ซึ่งตอนนี้ เขาสามารถกระตุ้นได้อีกเพียงสามครั้งเท่านั้น

ต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด

“คงต้องใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลาสถานเดียว” หลิงฮันครุ่นคิด ก่อนจะชี้นําพลังออกมาจากหอคอยทมิฬ อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของตัวเขาอยู่ในระดับห้านิพพาน ซึ่งเทียบเคียงได้กับระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น หากมันใช้ได้ผลกับระดับตัดวิญญาณสวรรค์ ก็ดูจะน่าอัศจรรย์เกินไปหน่อย

ถึงแม้การใช้อํานาจของหอคอยทมิฬ จะให้พลังของเขาถูกเผาผลาญจนหมด แต่พลังป้องกัน จากกายหยาบก็ยังคงอยู่ จึงไม่ต้องหวาดกลัวการโจมตีจากใครในที่นี้ นอกจากนั้นพลังต่อสู้ของฮูหนิว กับจักรพรรดินีก็ยังแข็งแกร่งพอที่จะคุ้มครองเขาอีกด้วย

ในส่วนของธิดาโรวนั้น เขาเมินเฉยนางไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

(ธิดาโรว “….”)

หลิงฮันก้าวเดินขึ้นด้านหน้า และพุ่งทะยานเข้าใส่ทิศทางของแผ่นหินอีกครั้ง

ทุกคนที่เห็นภาพตรงหน้า ต่างรู้สึกยอมรับในความกล้าหาญของหลิงฮัน

“โฮกกกก!” แต่ในด้านของคากคุกยักษ์นั้นมันไม่ได้มีความรู้สึกใดๆเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าหลิงฮันจะบุกเข้ามาสักกี่ครั้งมันก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และพุ่งทะยานโจมตีอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนครั้งก่อนๆ

“พรึบ ลิ้นของมันพุ่งทะลวงออกไปอีกครั้ง

หลิงฮันชี้นําพลังออกมาจากหอคอยทมิฬ และปลดปล่อยออกไป

“ฟุบ” ร่างของคางคกยักษ์หยุดนิ่งกลางอากาศอย่างน่าแปลกประหลาด เพียงแต่สถานการณ์เช่นนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน ความเร็วของมันก็กลับคืนสู่ความเร็วปกติ และพุ่งเข้าใส่หลิงฮัน

ตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทรงพลังเกินไป ทําให้อํานาจห้วงเวลาส่งผลเพียงระยะเวลาหนึ่งในร้อยของอัตราการเต้นหัวใจเท่านั้น

เพียงแต่สําหรับหลิงฮัน ระยะเวลาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ในช่วงจังหวะนั้น หลิงฮันได้ยกมือขึ้น และขว้างดาบอสูรนิรันดร์เข้าใส่คางคกยักษ์อย่างรวดเร็ว

พลังทั้งหมดของเขาถูกควบแน่นไปยังดาบอสูรนิรันดร์ และทะลวงเข้าใส่ร่างของคางคกยักษ์อย่างรุนแรง

ทุกคนตกตะลึงจนร่างสั่นสะท้าน ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่านิรันดร์ห้านิพพาน จะสามารถและเปลี่ยนการโจมตีกับตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้

คนผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง

เพียงแต่หลังจากนั้น ผู้คนมากมายก็ส่ายหัวอย่างรวดเร็ว แต่แล้วมันอย่างไรล่ะ?

ต่อให้นิรันดร์ระดับตัดวิญญาณสวรรค์ รับการโจมตีเต็มพลังของระดับตัดวิญญาณหยางเข้าไป ก็คงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ตุบ” ร่างของหลิงฮันทรุดล้มลงกับพื้น และเผยรอยยิ้มออกมา ในเมื่อถูกดาบอสูรนิรันดร์ทะลวงเข้าใส่แล้ว คางคกยักษ์ตนนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน

พิษของไผ่ครามผลสีชาดนั้น แม้แต่ตัวตนระดับตําหนักอมตะก็ยังถูกสังหาร!

ทนายมงกองถูกสังหาร!

ทั้งจักรพรรดินีและฮูหนิวรีบเข้ามาพยุงตัวหลิงฮัน ส่วนดาบอสูรนิรันดร์นั้นไม่สามารถนํากลับมาได้ชั่วคราว เนื่องจากมันยังติดอยู่กับร่างของคางคกยักษ์

– – –

“โฮกก!” โฮกก!” โฮกก!”

ท่ามกลางสายตาของทุกคน จู่ๆ คางคกยักษ์ก็ร้องโอดครวญออกมา มันดิ้นรนอยู่ได้ไม่นาน ร่างของมันก็ล้มลงอย่างรวดเร็ว แท่งหนามมากมายบนตัวของมันหลุดร่วง จนเหลือเพียงผลึกสีแดงฉาน

ตายแล้ว จริงๆงั้นรึ?

ทุกคนชะงักด้วย และรู้สึกทําใจเชื่อไม่ลง

เพียงแค่ขว้างดาบออกไป หากดาบนั่นไม่ใช่อุปกรณ์นิรันดร์ที่ถูกกระตุ้นพลังล่ะก็ มันจะสามารถสังหารสัตว์ประหลาดในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้อย่างไร?

ช่างเหลือเชื่อนัก

ภายในพริบตา จอมยุทธหลายสิบคนก็รีบวิ่งเข้ามา จุดประสงค์ของพวกเขาคือดาบอสูรนิรันดร์

ไม่ว่ามันจะเป็นอุปกรณ์นิรันดร์หรือไม่ แย่งมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน

“ฮีม เจ้าพวกคนน่ารังเกียจ!” ฮูหนิวเกรี้ยวกราดและปลดปล่อยการโจมตีทันที “ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก หลิงฮันสังหารสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ให้พวกเจ้าแท้ๆ แต่พวกเจ้าก็ยังคิดจะแย่งชิงของของหลิงฮันงั้นรึ? หนิวจะสังหารพวกเจ้าให้หมด!”

“ตูม ตูม ตูม” นางปลดปล่อยการโจมตีเข้าปะทะกับเหล่าศัตรู

ราชาในหมู่ราชานั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางแม้แต่น้อย แต่ในหมู่ศัตรูมีจักรพรรดิอยู่ถึงสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเฟยหยุน ที่เป็นจักรพรรดิที่ซูหนิวไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ

หลิงฮันรีบฟื้นฟูปราณก่อเกิดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขายังไม่สามารถลงมือตอบโต้อะไรได้ จักรพรรดินี้จึงยืนคุ้มกันเขาอยู่ที่ด้านข้าง

“ฮ่าๆ ในเมื่อสัตว์ประหลาดตนนั้นถูกจัดการไปแล้ว พันธมิตรของพวกเราก็คือว่าสิ้นสุด” จักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งหัวเราะ และเผยสีหน้าเย็นชา

“ช่างไร้ยางอายนัก!” เอี้ยนเซียนลู่และคนอื่นๆ สบถด่า

สัตว์ประหลาดที่คุ้มกันแก่นแท้แห่งเต๋ถูกหลิงฮันสังหารแท้ๆ แต่คนเหล่านี้กลับไม่สํานึกบุญคุณ และคิดแม้แต่จะขโมยสมบัติของหลิงฮันไป ช่างเป็นกลุ่มคนที่น่ารังเกียจอะไรอย่างนี้

“หากไม่ไสหัวไป ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!” จักรพรรดิผู้หนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงกล่าว เขาคือเย่หลินเฟิง อัจฉริยะอันดับห้าและเป็นจักรพรรดิระดับแนวหน้า

“จัดการพวกมัน!” เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

“ฮ่าๆๆ!” เฟยหยุนหัวเราะในขณะที่ถือดาบเล่มหนึ่งอยู่ในมือ

เขาช่วงชิงดาบอสูรนิรันดร์มาเป็นที่เรียบร้อย

ตอนที่ 1910 จักรพรรดิที่ไร้เทียมทาน

เอี๋ยนเซียนลู่มีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลา ถึงแม้จะไม่ได้ดูน่าหลงใหลเหมือนกับเหลาซง แต่ก็ดูดีในแบบทั่วๆ ไป

เพียงแต่ทันทีที่เอี๋ยนเซียนลู่ปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นเหลาซงหรือซานจี้ถงก็ถูกบดบังรัศมีในทันที ราวกับว่าทั้งสองเป็นได้เพียงตัวตนเบื้องล่างเอี๋ยนเซียนลู่

ทั้งๆ ที่เป็นระดับห้านิพพานเหมือนกัน แต่กลับต่างชั้นกันราวกับสวรรค์และปฐพี!

เอี๋ยนเซียนลู่มีทีท่าสงบนิ่ง แต่ผู้ติดตามทั้งสามที่อยู่เบื้องหลังกลับแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์แทนผู้เป็นนาย

คนเหล่านี้กล้าสร้างปัญหาในงานรวมตัวที่เอี๋ยนเซียนลู่จัดขึ้นงั้นรึ?

“พวกข้าก็แค่เล่นกันเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น” ซานจี้ถงยิ้มและยืนตรงตระหง่านราวกับเล่มดาบ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมให้ตนเองดูด้อยค่า เมื่ออยู่ต่อหน้าเอี๋ยนเซียนลู่

จักรพรรดิเช่นเขาจะหวาดกลัวผู้ใดได้อย่างไร?

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มมุมปากและไม่ไถ่ถามอะไรต่อ เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ที่ตอนนี้ดวงตะวันขนาดมหึมากําลังหม่นแสง และค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยจันทรากับดวงดารามากมาย

“ยังมีเวลาเหลืออยู่ ก่อนที่ดวงดาวสามดวงจะโคจรมาบรรจบกัน” เขากล่าวเสียงเบา “ในเมื่อทุกคนมารอกันนานแล้ว พวกเรามานั่งพักกันก่อนดีกว่า”

อู๋เซียนลู่นั่งลงเป็นคนแรก ซึ่งการกระทําของเขานั้นได้ส่งผลให้ ราชาในหมู่ราชามากมายนั่งลงตามโดยไม่รู้ตัว

มีไม่กี่คนที่เป็นข้อยกเว้น อย่างเช่นซานจี้ถง เหลาซง หลิงฮัน และจักรพรรดินี ทางด้า นของสตรีนกอมตะ ได้หลิงฮันเป็นคนช่วยคุ้มกันทําให้ไม่เผลอนั่ง ในขณะที่ธิดาโร๋วก็ได้จักรพรรดินีคอยช่วยเหลือ เนื่องจากนางตั้งใจไว้แล้วว่าสตรีผู้นี้จะต้องเป็นคนของตระกูลหลิง จึงไม่อาจยอมให้ถูกผู้อื่นควบคุม

นอกจากชื่อที่กล่าวมาก็ยังมีอัจฉริยะอีกห้าคนที่ยังยืนตระหง่านอยู่ ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ใช่จักรพรรดิระดับห้านิพพาน แต่ก็มีศักยภาพพอที่จะบรรลุระดับนั้นได้

เอี๋ยนเซียนลู่กวาดสายตามองกลุ่มของหลิงฮัน ก่อนจะชะงักชั่วขณะแต่ก็ละสายตาออกได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าต่อให้เป็นเสน่ห์ของจักรพรรดินี และธิดาโร๋วก็ไม่สามารถดึงดูดเขาได้

จิตใจของคนผู้นี้แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว!

หลิงฮันยิ้มให้กับจักรพรรดินี ก่อนที่ทั้งสองจะนำเก้าอี้ออกมาจากอุปกรณ์มิติ และนั่งลงพร้อมกัน

พวกเขานั่งเพราะอยากนั่ง ไม่ใช่เพราะถูกควบคุมโดยเอี๋ยนเซียนลู่

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้ม “ที่เรียกทุกคนมาไกลขนาดนี้ เหตุผลข้อแรกก็เพราะต้องการแลกเปลี่ยนศาสตร์วรยุทธ…”

“ฮ่าๆๆ ” ซานจี้ถงหัวเราะอย่างเหยียดหยามแทรกขึ้นมาทันที “แลกเปลี่ยนวรยุทธกับคนเหล่านี้งั้นรึ? เอี๋ยนเซียนลู่ สมองของเจ้ามีปัญหาอย่างไร? เจ้าคิดว่าคนเหล่านี้จะเทียบเคียงพวกเราได้? ”

เขาคือจักรพรรดิ ส่วนคนเหล่านี้เป็นเพียงราชาในหมู่ราชา เพราะงั้นคนเหล่านี้จะถูกปฏิบัติอย่างทัดเทียมกับเขาได้อย่างไร?

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” ใครหลายคนลุกพรวดด้วยความเกรี้ยวกราด

“เหอะ ก็แค่ฝูงสวะไร้ค่า! ” ซานจี้ถงยิ้มเหยียดหยาม “ต่อให้พวกเจ้าร่วมมือกัน เพียงแค่หนึ่งนิ้วมือของข้า ก็สามารถกําราบพวกเจ้าให้สิ้นซากได้ไม่ยาก พวกเจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่า ตนเองมีคุณสมบัติจะแลกเปลี่ยนวรยุทธกับข้า? ช่างน่าขันนัก”

“งั้นก็ลองดูได้! ” รุ่นเยาว์ชุดเขียวทะยานร่างออกมาด้านหน้า ที่หน้าผากของเขาลวดลายสามเส้นประทับเอาไว้

ซานจี้ถงมองไปยังอีกด้วยฝ่ายสีหน้าดูหมิ่น “ตระกูลอินเกองั้นรึ? ข้าจําได้ว่าในตระกูลเจ้ามีคนที่อัจฉริยะอยู่ผู้หนึ่งที่ชื่อฮาหมิง หรืออะไรนี่ล่ะ ในอดีตข้าเคยกําราบเขาด้วยการโจมตีเพียงสามกระบวนท่า! ”

ใบหน้าของรุ่นเยาว์ชุดเขียวเปลี่ยนสีทันใด พร้อมกับชี้นิ้วไปยังซานจี้ถง “จะ… เจ้าคือจ้าวอสูรเจ็ดดาบ! ”

“ที่นี้ยังอยากลองดีกับข้าอีกรึไม่? ” ซานจี้ถงกล่าวอย่างไม่แยแส

รุ่นเยาว์ชุดเขียวมีสีหน้าฉุนเฉียวแต่ก็ยอมหันหลังกลับไป

ฮาหมิงคือผู้อาวุโสที่อยู่ในยุคสมัยก่อนของเขา ในตอนที่อีกฝ่ายมีพลังบ่มเพาะระดับโลกียนิพพาน อีกฝ่ายมีพลังต่อสู้ที่ไร้เทียมทานเป็นอย่างมาก และถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะที่มีโอกาสบรรลุเป็นราชานิรันดร์ เพียงแต่ว่าครั้งหนึ่งที่อีกฝ่ายออกเดินทางไปฝึกฝน เขาได้พ่ายแพ้ให้กับนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานผู้หนึ่ง ทําให้ความมั่นใจในตัวเองถดถอย และหมดศักยภาพของอัจฉริยะ

คนที่โค่นฮาหมิงมีฉายาว่าจ้าวอสูรเจ็บดาบ เนื่องจากคู่ต่อสู้ทุกคนล้วนแต่ถูกเขากําราบจนหมดสภาพภายในเจ็ดดาบ

“จ้าวอสูรเจ็ดดาบ!”

ทุกคนตั้งสติกลับมาหลังจากที่ตกตะลึงอยู่ชั่วขณะ ที่แท้ซานจี้ถงก็คือจ้าวอสูรเจ็ดดาบ!

ในอดีตเคยมีปรมาจารย์ดาบรุ่นเยาว์ที่ท้าทายผู้คนไปทั่วยุทธภพ ไม่รู้ว่ามีอัจฉริยะในระดับโลกียนิพพานมากมายกี่คนแล้วที่ถูกเขากําราบ จนหมดสิ้นความมั่นใจ

“เอี๋ยนเซียนลู่ ที่เจ้าชวนข้ามา มีเหตุผลอะไรกันแน่? ” ซานจี้ถงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ถึงแม้นิรันดร์จะมีอายุขัยไร้ขีดจํากัด แต่เขาก็ไม่ต้องการทิ้งเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนี้

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มอย่างไม่แยแส “ยอดเขาสามตะวันแห่งนี้ คือสถานที่แห่งความสําเร็จของอาจารย์ของข้า เมื่อดวงดาวสามดวงโคจรมารวมตัวกัน จินตนภาพอันน่าอัศจรรย์จะอุบัติขึ้น”

“ในครั้งนี้ นอกจากเรียกพวกเจ้ามาเพื่อ เฉลิมฉลองวันครบรอบความสําเร็จให้กับอาจารย์ของข้าแล้ว อาจารย์ของข้ายังคาดเดาเอาไว้ว่า สวรรค์และปฐพี่จะสร้างจินตนภาพที่น่าอัศจรรย์ขึ้น ผู้ใดที่สามารถขึ้นไปบนยอดเขาได้ จะได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่จากสวรรค์และปฐพี!”

เขามองไปยังซานจี้ถงและเหลาซง ก่อนจะกล่าวต่อ “ที่ข้ายังไม่ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ ก็เพราะรอคอยวันนี้อยู่”

“ในเมื่อมีวาสนาที่วิเศษขนาดนั้น ทําไมต้องเรียกพวกข้ามาแย่งชิงกับเจ้าด้วย? ” เหล่าซงถาม

“เมื่อดวงดาวสามโคจรมารวมกันในวันนี้ แรงกดดันของราชานิรันดร์จะลดลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะมีคุณสมบัติขึ้นเขาไปได้” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว “ข้าไม่รังเกียจที่น่าจะแย่งชิงวาสนากับพวกเจ้า และนอกจากนั้นข้าก็ยังมีเรื่องสําคัญอื่นกับพวกเจ้าด้วย”

“เรื่องสําคัญอะไร? ” ซานจี้ถงเอ่ยถาม มีเพียงเขากับเหลาซงเท่านั้น ที่สามารถพูดคุยกับเอี๋ยนเซียนลู่ได้อย่างทัดเทียม

“ไม่จําเป็นต้องรีบ” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว “หากขึ้นไปถึงยอดเขาไม่ได้ ต่อให้รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”

หลิงฮันคำรามและกวัดแกว่งดาบอสูรนิรันดร์ เข้าปะทะกับจ้าวชิงเฟิงอย่างไม่หวั่นเกรง

ผู้สืบทอดราชานิรันดร์บางคนที่ยังไม่จากไป เมื่อได้เห็นการปะทะกันของทั้งสองคน ก็ทดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่

ถึงแม้พวกเขาจะมีศักยภาพระดับราชาในหมู่ราชาเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับหลิงฮันและจ้าวชิงเฟิงแล้ว พวกเขารู้สึกว่าตนเองอยู่ในระดับที่ต่างชั้นออกไปอย่างสิ้นเชิง

ที่พวกเขารู้สึกยอมรับไม่ได้ยิ่งกว่าก็คือ พลังของทั้งสองคนนี้ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของระดับโลกียนิพพาน

ประการแรกเลยคือ หลิงฮันนั้นยังเป็นเพียงนิรันดร์สามนิพพานสูงสุดเท่านั้น เมื่อใดที่เขาบรรลุสู่ระดับสี่นิพพาน พลังต่อสู้ของเขาจะยกระดับขึ้นกว่านี้หลายเท่าตัวแน่นอน

ประการที่สองคือ เหนือกว่าสองคนนี้ยังมีขุนเขาคงกระพันที่ไม่อาจถูกทำให้สั่นคลอนอยู่อีก

Anchor

เอี๋ยนเซียนลู่!

คะ… คนผู้นี้จะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?

หลิงฮันลงมือบุก เขาโคจรทักษะกายาแสงตะวันทองคำไร้เทียมทาน และทำการโจมตีด้วยทักษะระดับนิรันดร์มากมาย ด้วยแขนทั้งหมดข้าง

“ก็แค่ทักษะอ่อนหัด!” จ้างชิงเฟิงเค้นเสียงดูถูก ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้สืบทอดราชานิรันดร์ แต่จากจำนวนผู้สืบทอดราชานิรันดร์ทั้งหมด พลังของเขาก็แข็งแกร่งกว่าผู้สืบทอดเหล่านั้นเกินกว่าเก้าในสิบส่วน แถมเขายังเชี่ยวชาญทักษะระดับนิรันดร์มากมายอีกด้วย เขาโคจรทักษะนิรันดร์ทักษะหนึ่ง เพื่อทำการขยายร่างของตนเองให้ใหญ่กว่าเดิมสิบเท่า และใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบย่ำหลิงฮัน

“ทักษะของข้าอ่อนหัดงั้นรึ?” หลิงฮันแสยะยิ้ม ก่อนจะผลักฝ่ามือออกไปข้างหนึ่ง “มิติเอกเทศ”

ร่างขนาดใหญ่ของจ้าวชิงเฟิงถูกทำให้หายไปในพริบตา แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างของอีกฝ่ายก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง

‘ฟุบ’ หลิงฮันที่รอโอกาสอยู่ ปล่อยหมัดอันทรงพลังเข้าใส่ใบหน้าของจ้าวชิงเฟิง

“ฮึ่ม!” จ้าวชิงเฟิงไม่ตื่นตระหนก เส้นผมสีดำของเขาสยายออก และแปรสภาพกลายเป็นดาบแหลมคมทิ่มเข้าใส่ดวงตาซ้ายของหลิงฮัน

หลิงฮันไม่หลบหลีกการโจมตีที่สวนกลับมา เขาหลับตาซ้ายและเบี่ยงหน้าเล็กน้อย โดยยังคงปล่อยหมัดออกไป

ตูม!

ทั้งหมัดและดาบเส้นผม ต่างปะทะโดนเป้าหมายทั้งคู่

จ้าวชิงเฟิงโดนการโจมตีของหลิงฮันเป็นครั้งแรก ภายใต้คลื่นพลังอันรุนแรงของหมัด ร่างของเขาเดินกระโพลกกระเพลกถอยหลังไปหลายสิบเก้า

ที่บริเวณใบหน้าของเขาปรากฏหลุมรูปทรงหมัด ที่น่าแปลกประหลาดก็คือผิวหนังของเขานั้นไม่เกิดการฉีกขาด หรือมีโลหิตไหลออกมา แต่ปรากฏเป็นหลุมราวกับโลหะที่ถูกทุบจนเกิดรอยบุ๋มแทน

สมกับเป็นแก่นกำเนิดนิรันดร์ทองสัมฤทธิ์ พลังป้องกันไม่ใช่ธรรมดาเลยจริงๆ

ในขณะเดียวกัน ทางด้านของหลิงฮันที่โดนดาบเส้นผมเฉือนเข้าที่ใบหน้านั้น ปลายดาบไม่สามารถทิ่มผ่านผิวหนังของเขาได้อย่างสมบูรณ์ และปรากฏเพียงแค่รอยขีดข่วนจากบริเวณขอบตาจนถึงมุมปาก ซึ่งมีโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย

หลิงฮันยกมือขึ้นปาดโลหิตพร้อมกับโคจรทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ เพียงชั่วพริบตารอยขีดข่วนบนใบหน้าของเขาก็จางหายไป

การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าในครั้งนี้… ไม่สามารถบอกได้ว่าฝ่ายไหนที่เป็นฝ่ายเหนือกว่า

“ข้ายิ่งอยากจะสังหารเจ้ามากขึ้นไปอีก!” จ้าวชิงเฟิงกล่าวในขณะที่รอยยุบบนใบหน้าของเขา ค่อยๆนูนกลับมาสู่สภาพเดิม แต่ก็ยังคงมีรอยหมัดเหลือทิ้งเอาไว้

เห็นได้ชัดว่าพลังป้องกันของเขา ไม่สามารถเทียบกับหลิงฮันได้

ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก อย่างแรกเลยคือพลังป้องกันของแก่นกำเนิดนิรันดร์ จะนำมาเทียบกับคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ได้อย่างไร? อย่างที่สองคือแก่นกำเนิดนิรันดร์ทองสัมฤทธิ์ มีความสามารถโดดเด่นในด้านโจมตีมากกว่าป้องกัน และอย่างที่สามคือพลังบ่มเพาะของเขานั้นเหนือกว่าหลิงฮัน ถ้าหากเป็นระดับพลังที่เท่ากันล่ะก็ รอยยุบเมื่อครู่จะไม่มีทางฟื้นคืนสภาพกลับมาได้ง่ายๆแน่นอน

หลิงฮันสูดหายใจลึกและยอมรับว่า ตั้งแต่ที่เข้าสู่ดินแดนแห่งเซียนมา จ้าวชิงเฟิงผู้นี้คือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยบพบเจอ

“เข้ามา!” จิตวิญญาณสู้รบของหลิงฮันเดือดพล่าน เขามั่นใจว่าหลังจากสิ้นสุดการประลองในครั้งนี้ ระดับพลังของเขาจะยกระดับขึ้นสู่ขั้นใหม่อย่างแน่นอน

“ข้าจะส่งเจ้าลงประตูยมโลกให้เอง!” จ้าวชิงเฟิงยิ้มอย่างโหดเหี้ยมและผลักมือซ้ายออกมาด้านหน้า

‘พรึบ’ ที่ฝ่ามือของเขาถูกปกคลุมไปด้วยปราณพิฆาตนับไม่ถ้วน โดยที่ปราณพิฆาตเหล่านั้นค่อยๆถูกควบแน่นรวมกันจนกลายเป็นรูปร่างมนุษย์ โดยที่มนุษย์ที่ว่ามีรูปลักษณ์เหมือนกับจ้าวชิงเฟิงไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่ออร่าที่พรั่งพรูออกมาก็ไม่ต่างกัน

คราวนี้ผู้ชมที่มองดูอยู่รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาอย่างแท้จริง เพียงแต่จ้าวชิงเฟิงคนเดียวก็ยากจะต่อกรแล้ว ถ้าหากจำนวนของจ้าวชิงเฟิงเพิ่มขึ้นมาเป็นสอง สาม สี่.. หรือหลายสิบคนล่ะก็ ในระดับโลกียนิพพานใครจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้?

หลิงฮันหวาดสายตามอง แต่เพราะในปัจจุบันนี้เนตรแห่งสัจธรรมไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เขาจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าในหมู่ร่างปราณพิฆาตเหล่านี้ ร่างไหนกันแน่ที่เป็นร่างจริง แต่ถึงอย่างเขาก็ไม่คิดมาก เพราะเขาเชื่อว่ากายหยาบของเขานั้นไร้เทียมทานที่สุดในระดับโลกีนิพพาน

ต่อให้คู่ต่อสู้ของเขาเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน แต่ตราบใดที่เขาบรรลุเป็นนิรันดร์สี่นิพพานแล้ว กายหยาบของเขาก็แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานการโจมตีได้ และถ้าหากเขาบรรลุเป็นระดับห้านิพพาน แม้แต่การโจมตีของระดับแบ่งแยกวิญญาณ เขาก็สามารถเมินเฉยได้อย่างสมบูรณ์

เพราะงั้นเชิญเจ้าบุกเข้ามาเลย!

จ้าวชิงเฟิงสร้างร่างแยกมาทั้งหมดเก้าสิบเก้าร่าง เมื่อรวมกับร่างหลักของเขาแล้ว จำนวนของจ้าวชิงเฟิงจึงมีถึงหนึ่งร้อยร่าง

จ้าวชิงเฟิงหัวเราะและชี้ดาบมายังหลิงฮัน ร่างแยกทั้งเก้าสิบเก้าร่างเองก็เคลื่อนไหวเหมือนกับและพร้อมเพรียงกัน

“คมดาบพิฆาต!” เขาพุ่งทะยานกวัดแกว่งดาบเข้าใส่หลิงฮัน ร่างแยกทั้งเก้าสิบเก้าเองก็เช่นกัน อำนาจแห่งเต๋าของธาตุทองคำเปล่งประกายแสงออกมาอย่างไร้สิ้นสุด

การโจมตีครั้งนี้คือการโจมตีที่ผสานอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร และทองคำเอาไว้อย่างเต็มพลัง

หลิงฮันยิ้มและผลักฝ่ามือออกไป ‘ครืนน’ คลื่นพลังอันเย็นยะเยือกของวารีพลังหยินเร้นลับหลั่งไหลออกมา

รัศมีหลายพันลี้ถูกแช่แข็งในพริบตา!

‘แกร่ก แกร่ก แกร่ก’ คลื่นพลังเย็นยะเยือกแพร่กระจายไปถึงค่ายกลอาคมป้องกัน และค่อยๆแช่แข็งรูปแบบอาคมแต่ละส่วน

‘เพล๊ง’ รูปแบบอาคมที่ถูกแช่แข็งแตกออกเป็นเศษน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย และลบล้างพลังของค่ายกลบางส่วนได้อย่างไม่คาดฝัน!

เหล่าปรมาจารย์ที่ทรงพลังเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกันทันใด

เจ้ามันสัตว์ประหลาด!

รูปแบบอาคมที่ติดตั้งเอาไว้นี้คือรูปแบบอาคมระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ แต่รุ่นเยาว์ระดับโลกียนิพพาน กลับสามารถทำลายเศษเสี้ยวพลังของมันได้? นี่มันหมายความว่าอย่างไรน่ะรึ?

มันหมายความว่าหลิงฮันมีความสามารถที่จะสังหาร ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ได้!

แน่นอนว่านั่นหมายถึงในกรณีที่ ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ไม่ได้ทำการต่อต้านใดๆเลย และยอมให้หลิงฮันค่อยๆใช้อำนาจแห่งกฎเกณฑ์หล่อหลอมอย่างช้าๆ

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความเป็นไปได้ทางทฤษฎีเท่านั้น เนื่องจากเพียงแค่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้สะบัดมือลวกๆ หลิงฮันก็ถูกสังหารในพริบตาแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร เพียงแค่มีความสามารถที่จะสังหารได้ในทางทฤษฎี ก็ถือว่าเหนือจินตนาการเป็นอย่างมากแล้ว

พระเจ้า… เจ้าหนูนี่เป็นสัตว์ประหลาดแบบใดกันแน่?

ตอนที่ 2080 ใครกันแน่?

ถึงแม้ความเชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรจะไม่ใช่ตัววัดความสามารถในการปรุงยาที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าดูจากหินวิถโอสถแล้วจะพบว่าหลังจากเวลาที่ผ่านพ้นมาหลายยุคสมัย มีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้นที่สามารถผ่านการทดสอบระดับแปดได้สําเร็จ ไม่ใช่ว่าแค่นี้ก็สามารถพิสูจน์ความสามารถได้แล้วหรอกรี?

 อีจอชวีช่างยอดเยี่ยมนัก! 

 ไม่ใช่ ต้องเป็นนักปรุงยายื่อหยางต่างหาก! 

หลังจากที่บรรยากาศนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ทุกคนก็เริ่มกลับมาส่งเสียงเอะอะกันอีกครั้ง พวกเขาตะโกนชื่อของอู่จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยางออกมาอย่างตื่นเต้น

ทันใดนั้นเอง จู่ๆนักปรุงยายื่อหยางก็ดึงมือออกจากหินวิดีโอสถและลุกขึ้นยืน

เป็นนักปรุงยายื่อหยางจริงๆด้วย!

ใครบางคนตื่นเต้นจนร่างกายชักกระตุก ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ แต่การที่ได้เห็นคนที่ตนเองให้กําลังใจประสบความสําเร็จ ความรู้สึกตื่นเต้นก็ยังแผ่ซ่านเข้ามาในร่างของพวกเขา จนกระโดดโลดเต้นไปมา

ส่วนทางด้านของเหล่าคนที่เอนเอียงไปทางอู่จื่อซวีนั้น พวกเขาก้มหัวคอตกราวกับตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

นักปรุงยายื่อหยางเผยสีหน้าภาคภูมิใจและยิ้มมุมปาก ระยะเวลาที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ดีกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มาก เขาผ่านการทดสอบระดับเจ็ดไปด้วยระยะเวลาที่น้อยกว่าครั้งอดีตเกือบจะหนึ่งชั่วโมงเต็ม

ผู้ช่วยนักปรุงยาของหอโอสถบรรพกาลรีบวิ่งเข้ามาหา เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ตัวเขานั้นมีท่าทีเย่อหยิ่งกับผู้เข้าร่วมการทดสอบคนอื่นๆเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง

นั่นเป็นเพราะนักปรุงยายื่อหยางมีโอกาสสูงมากที่จะได้เข้าร่วมกับหอโอสถบรรพกาล และเมื่อใดที่อีกฝ่ายเข้าร่วม ด้วยสถานะนักปรุงยาแล้วอีกฝ่ายย่อมมีกลายเป็นตัวตนที่สูงส่งกว่าผู้ช่วยนักปรุงยาเช่นเขามาก

นอกจากนั้นถึงแม้นักปรุงยายื่อหยางจะไม่สามารถเข้าร่วมกับหอโอสถบรรพกาลได้ในครั้งนี้ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว อีกฝ่ายก็จะเข้าร่วมกับหอโอสถบรรพกาลได้อย่างแน่นอน

 ยินดีกับปรมาจารย์ยื่อหยางด้วย!  ผู้ช่วยนักปรุงยากล่าว  ข้าจะตรวจสอบผลการทดสอบให้ท่านเอง 

 อืม!  นักปรุงยายื่อหยางพยักหน้าด้วยสีหน้าแน่นิ่ง

 ท่านผ่านการทดสอบทั้งหมดเจ็ดระดับ โดยที่เวลารวมทั้งหมดคือสองวันยี่สิบสองชั่วโมง  ผู้ช่วยนักปรุงยากล่าวหลังจากตรวจสอบหินวิถีโอสถ

ว่าไงนะ!

ผ่านทั้งหมดเจ็ดระดับงั้นรี?

เหล่าฝูงชนกลายเป็นเอะอะ ถ้าแบบนั้นคนที่ผ่านการทดสอบระดับแปดก็ไม่ใช่นักปรุงยายื่อหยางน่ะสิ

 ต้องเป็นอู่จื่อซวีแน่ๆ! 

 พระเจ้า อู่จื่อซวีผ่านการทดสอบระดับที่แปดได้! 

 แข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัย! 

ใบหน้าของนักปรุงยายื่อหยางเปลี่ยนไปทันที ว่าไงนะ อู่จื่อซวีผ่านการทดสอบระดับแปดได้งั้นรึ?

จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!

แน่นอนว่าเขาเองก็ลองพยายามในการทดสอบระดับแปดดูแล้ว แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็ล้มเหลวและถูกขับไล่ออกมาจากโลกจําลองจิตวิญญาณ

ไม่จริง ต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ … เป็นไปได้อย่างไรที่นักปรุงยาที่มีอายุน้อยกว่าเขาจะก้าวข้ามเขาไปได้ และขึ้นไปยืนอยู่บนความสําเร็จที่แม้แต่นักปรุงยานับไม่ถ้วนในอดีตก็ทําได้เพียงแหงนมอง

ชายชราเจ็บปวดราวกับได้รับบาดแผลหมื่นจุด และรู้สึกเหมือนกับถูกสวรรค์ทอดทิ้ง

หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง อู่จื่อซวีก็ลืมลืมตาขึ้นพร้อมกับดึงแขนกลับและลุกขึ้นยืน

 อู่จื่อซวี! 

 อู่จื่อซวี! 

 อู่จื่อซวี! 

เหล่าคนที่สนับสนุนเอนเสียงไปทางเขาทุกคนต่างชูป้ายและตะโกนเสียงดังลั่น

จ่อซวีชะงักสับสนเล็กน้อย

เขารู้ดีว่าตนเองนั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก แถมยังถูกกล่าวว่าเป็นหนึ่งในนักปรุงยารุ่นเยาว์ที่มากพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรในยุทธภพนี้ก็ยังมีอัจฉริยะอยู่อีกมากมาย เพราะในดินแดนแห่งเซียนที่กว้างใหญ่นี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะนําพาอัจฉริยะทุกคนมาทําการทดสอบพร้อมกัน

แต่ถึงอย่างไรเขาก็แค่ผ่านการทดสอบระดับเจ็ดได้เท่านั้น แม้ความสําเร็จนี้จะน่าอัศจรรย์แค่ไหน คนพวกนี้ก็ดูจะตื่นเต้นเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

 ยินดีกับนายน้อยอู่ด้วย ที่ท่าลายประวัติศาสตร์และกลายเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย! 

 นายน้อย ข้าอยากติดตามท่าน! 

 ข้าก็ด้วย! 

ใครบางคนแสดงความยินดีกับจอซวี ในขณะที่ใครบางคนแสดงความภักดีออกมาเพื่อน้อมรับอีกฝ่ายเป็นเจ้านาย

นี่มันอะไรกัน?

อิจอชวีรู้สึกสับสน หลังจากเข้าไปยังโลกจําลองจิตวิญญาณ กายหยาบของเขาก็กลายเป็นเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า ทําให้ไม่ได้ยินหรือรับรู้สถานการณ์ในโลกภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น

 ตุบ ผู้ช่วยนักปรุงยาจากหอโอสถบรรพกาลก้าวเดินเข้ามาอีกครั้งด้วยใบหน้าประจบประแจง

 ยินดีกับนายน้อยอู่ด้วย!  ใบหน้าของผู้ช่วยนักปรุงยาประเต็มไปด้วยรอยยิ้ม  ข้าจะตรวจสอบผลการทดสอบให้ท่านเอง 

 อืม  เหมือนกับนักปรุงยายื่อหยางก่อนหน้านี้ อู่จื่อซวีเองก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มนิ่งเฉย

ตุบ  นักปรุงยายื่อหยางก้าวเดินเข้ามาและกล่าว  คลื่นลูกใหม่ไล่ตามคลื่นลูกเก่าแล้วจริงๆ ต่อหน้าเจ้าความสามารถของข้าคงไม่อาจทัดเทียมได้ 

เมื่อมีนักปรุงยายื่อหยางเข้ามาแทรก ผู้ช่วยนักปรุงยาที่กําลังจะแจ้งผลการทดสอบก็ปิดปากเงียบทัน โดยไม่กล้าเอ่ยแทรก

อู่จื่อซวียิ่งมึนงงมากขึ้นไปอีก ถึงแม้เขาจะไม่เห็นนักปรุงยายื่อหยางอยู่ในสายตา และมองอีกฝ่ายเป็นเพียงก้อนหินที่จะทําให้เขาเหยียบขึ้นไปยังสถานะที่สูงขึ้น แต่เขาก็บรรลุความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่อีกฝ่ายต้องมากล่าวกับเขาเช่นนี้ไม่ใช่รึไงกัน?

หรือว่าชายชราผู้นี้จะผ่านแค่เพียงการทดสอบระดับหกกัน?

อู่จื่อซวีเผยท่าที่ดูถูกและเหยียดหยามออกมา

เมื่อเห็นว่าในที่สุดจ่อซวีก็นิ่งเงียบ ผู้ช่วยนักปรุงยาก็ใช้โอกาสนี้กล่าวขึ้น  นายน้อย ท่านผ่านการทดสอบเจ็ดระดับ โดยใช้เวลาทั้งหมดสองวันยี่สิบสองชั่วโมง

พรวด!

ทันใดนั้นทุกคนรอบด้านก็สลักออกมา แม้แต่นักปรุงยายื่อหยางก็ชะงักแน่นิ่ง

ถ้าไม่ใช่ทั้งคู่จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยางแล้วเป็นใครกันล่ะ?

 แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่? 

 ข้าสงสัยจะตายอยู่แล้ว! 

 รีบๆ เปิดเผยออกมาเสียที่สิ! 

 ใช่แล้ว ทั้งๆ ที่ผ่านการทดสอบระดับแปดแล้ว ทําไมถึงยังไม่ลุกขึ้นยืนอีก? 

เมื่อได้ยินเสียงบ่นและคําโอดครวญของทุกคน อู่จอซวีก็รู้สึกหม่นหมองและแทบจะเป็นลม

ว่าไงนะ? มีใครบางคนผ่านการทดสอบระดับแปดได้จริงๆ งั้นรี?

ถึงว่าทําไมนักปรุงยายื่อหยางถึงได้เข้ามาแสดงความยินดีต่อเขา ที่แท้อีกฝ่ายก็คิดว่าเขาเป็นคนที่ผ่านการทดสอบระดับแปดได้นี่เอง

แต่มีคนที่สามารถผ่านการทดสอบระดับแปดได้จริงๆรีเนีย?

เขาเองก็ลองพยายามดูแล้วแต่ก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จนคิดว่าการทดสอบระดับที่แปดนั้นเป็นการทดสอบที่ไม่สามารถผ่านไปได้! อย่างน้อยก็สําหรับตัวเขาในตอนนี้ล่ะนะ บางทีหลังจากบรรลุเป็นนักปรุงยาสีดาวเขาอาจจะผ่านการทดสอบได้ก็เป็นได้

แล้วใครกันล่ะที่ผ่านการทดสอบ?

ในช่วงเวลานี้เองร่างของหลิงฮันก็สั่นไหวเล็กน้อย และค่อยๆลืมตาขึ้น

 

ตอนที่ 2079 ผ่านการทดสอบระดับแปด!

 อะไรกัน ทําไมถึงมีแค่คนเดียวที่ผ่านการทดสอบทระดับหกล่ะ? 

 นั่นสิ อู่จื่อซวีไม่ได้อ่อนหัดไปกว่านักปรุงยายื่อหยางแท้ๆ เหตุใดๆ ระยะเวลาที่ทั้งสองใช้ถึงได้ช้าแตกต่างกันขนาดนี้? 

 เหอะ อู่จื่อซวีนั้นมีความสามารถยอดเยี่ยมกว่านักปรุงยายื่อหยาง เพราะงั้นคนที่ผ่านการทดสอบระดับหกไปก่อนจะต้องเป็นคู่จื่อซวีแน่นอน 

 เหอะๆ เจ้าไม่รู้ว่ายิ่งแก่ย่อมเผ็ดกว่าขิงอ่อน? 

ใครหลายคนเริ่มโต้เถียงกันอย่างดุเดือด บางคนคิดว่าคนที่ผ่านการทดสอบระดับหกไปได้ก่อนคืออู่จื่อซวี ในขณะที่ใครบางคนคิดว่าเป็นนักปรุงยายื่อหยาง

ไม่มีใครเลยที่คิดว่าคนที่ผ่านการทดสอบระดับหกคนแรก จะไม่ใช่ทั้งคู่จื่อชวีหรือนักปรุงยายื่อหยาง แต่เป็นคนอื่นที่พวกเขาไม่รู้จัก

 เดี๋ยวก่อน พวกเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าคนที่ผ่านการทดสอบระดับหกผู้นี้… ใช้เวลาเร็วกว่าคนอื่นๆที่ผ่านมา!  จู่ๆ ใครบางคนก็เผยท่าที่ตกตะลึงและเกือบโห่ร้องออกมา

คนอื่นๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะครุ่นคิดอย่างรอบคอบ

ใช่แล้ว… เป็นแบบนั้นจริงๆ!

ยิ่งระดับพลังบ่มเพาะสูงขึ้นก็จะมีสัมผัสที่ไวต่อการไหลของกระแสเวลามากขึ้น เพราะงั้นต่อให้พวกเขาจะไม่รู้สึกตัวในตอนแรก แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปก็จะจดจํารายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

ในกรณีของม้ามืดอย่างหลินหย่งชางก่อนหน้านี้นั้น ไม่มีใครรู้จักเขามาก่อนจึงไม่ได้คํานวณระยะเวลาที่ใช้ผ่านการทดสอบระดับหก แต่ส่าหรับเซี่ยเล่อจางนั้นไม่ใช่ ทุกคนรู้จักและให้ความสนใจเขาเป็นอย่างดี จึงจดจําได้ว่าเขาใช้เวลาในการผ่านการทดสอบระดับหกอยู่ที่หนึ่งวันสามชั่วโมง

แต่ทว่าคนผู้นี้กลับใช้เวลาไปเพียงสิบชั่วโมงเท่านั้น

อะไรจะแตกต่างกันขนาดนั้น!

 ต้องเป็นอู่จื่อซวีแน่ๆ เขาคือสุดยอดอัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยา เพราะงั้นจึงผ่านการทดสอบได้รวดเร็วกว่าใคร 

 ผิดแล้ว นักปรุงยายื่อหยางนั้นใช้เวลากับศาสตร์ปรุงยามานานนับไม่ถ้วน หากพูดถึงในแง่ของความรู้พื้นฐานล่ะก็ ไม่ควรมีใครเหนือไม่กว่าเขา! 

คนของทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันอีกครั้งอย่างไม่มีใครยอมใคร

ภายในโลกจําลอง หลิงฮันพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะทําทายการทดสอบระดับเจ็ด

คราวนี้ก็ยังมีกองเศษซากสมุนไพรมากมายปรากฏขึ้นมาเช่นเดิม ในการจ้องมองแวบแรกจะเห็นว่าพวกมันเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่หลังจากแยกแยะความแตกต่างให้ดี ถึงจะพบว่าแท้จริงแล้วพวกมันเป็นสมุนไพรต่างชนิด

หลิงฮันเรียงสมุนไพรตามชนิดก่อน ถึงจะประกอบพวกมันเข้าด้วยกันเหมือนที่ทําในการทดสอบระดับหก และเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานสมุนไพรสามชนิดที่ประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 พรึบ สมุนไพรทั้งสามหม่นแสงลง และถูกแทนที่ด้วยกองเศษซากสมุนไพรกองใหม่

…เป็นเศษสมุนไพรของสมุนไพรสี่ชนิด

ระดับความยากค่อยๆเพิ่มขึ้น และระยะเวลาที่หลิงฮันใช้ประกอบให้สมบูรณ์ก็ยิ่งนานขึ้นเช่นกัน

เพียงแต่ถึงแม้เขาจะใช้เวลานานขึ้น แต่ระยะเวลาที่การทดสอบก่าหนดไว้ก็ยาวนานขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะงั้นเขาจึงยังใช้เวลาไปเพียงสองถึงสามส่วน หรือสามในสี่ส่วนเหมือนเคย

หลังจากผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดหลิงฮันก็ผ่านการทดสอบระดับเจ็ดได้สําเร็จ ซึ่งนั่นทําให้ที่โลกภายนอกเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่

 คนผู้นั้นผ่านการทดสอบระดับเจ็ดแล้ว! 

 พระเจ้า ตั้งแต่ที่เขาผ่านการทดสอบระดับหกเวลาเพิ่งผ่านไปหนึ่งวันเท่านั้นเอง! 

 ไม่ว่าเป็นนักปรุงยาอัจฉริยะคนใดก่อนหน้านี้ ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันครึ่งกว่าจะผ่านการทดสอบระดับนี้ได้ 

 คนผู้นี้นําหน้าผู้อื่นไปครึ่งวัน! 

 สัตว์ประหลาด! 

 ต้องเป็นอู่จื่อซวีแน่ๆ เขาเป็นอัจฉริยะนักปรุงยาที่มีอยู่น้อยนิดในยุคสมัยนี้ 

 ผิดแล้ว ต้องเป็นนักปรุงยายื่อหยางต่างหาก เป็นเพราะเขาสั่งสมความรู้มายาวนาน ถึงได้ผ่านการทดสอบได้รวดเร็วเพียงนี้! 

ทุกคนยังคงมุ่งความเห็นไปยังอู่จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยาง ที่น่าจะเป็นผู้ทดสอบที่มีความน่าจะเป็นสูงที่สุด

 แต่พวกเจ้าจําได้หรือเปล่าว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนมีนักปรุงยาสองคนที่ผ่านการทดสอบระดับหกไปได้ นั่นหมายความว่าในการทดสอบครั้งนี้จะต้องมีม้ามืดที่สามารถทัดเทียมกับอู่จื่อซวีและนักปรุงยายื่อหยางอยู่อีกคนอย่างแน่นอน!  ใครบางคนกล่าวออกมาในอีกมุมมองหนึ่ง

 เป็นไปได้หรือไม่ว่า… คนที่ทําลายสถิติความเร็วผู้นี้จะเป็นม้ามืดคนนั้น? 

ทันใดนั้นเองบรรยากาศโดยรอบก็กลายเป็นเงียบสงบ แต่ความเงียบสงบก็อยู่ได้ไม่นานเพราะทันใดนั้นเสียงหัวเราะของทุกคนก็ระเบิดออกมา พร้อมกับกุมหน้าท้อง

เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้งั้นรึ?

 ที่ข้าอยากรู้ก็คือคนที่อาจจะเป็นอู่จื่อซวีหรือไม่ก็นักปรุงยายื่อหยางผู้นั้น จะสามารถผ่านการทดสอบระดับแปดได้หรือไม่ 

 ระดับแปดงั้นรึ? 

 เรื่องนั้นน่าจะเป็นไปไม่ได้ 

 ดูอันดับที่บันทึกไว้บนหินวิถีโอสถสิ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมากี่ยุคสมัยแล้ว แต่ก็ยังมีเพียงเจ็ดในสิบคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพรที่สุดเท่านั้น ที่สามารถผ่านการทดสอบระดับแปด! 

 นั่นสิ การจะผ่านการทดสอบระดับแปดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นแล้วคนผู้นี้ก็จะต้องเป็นนักปรุงยาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคสมัยนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 ผิดแล้วๆ ความเข้าใจในสมุนไพรที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถในการปรุงยาที่ยอดเยี่ยมเสมอไป 

 อม 

เมื่อประโยคสุดท้ายถูกกล่าวออกมาทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ความเข้าใจในสมุนไพรและความเข้าใจในศาสตร์ปรุงยานั้นเป็นคนละเรื่องกันจริงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สําหรับปรมาจารย์นักปรุงยาแล้ว ความเข้าใจในสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมก็ถือว่าเป็นความสามารถที่พึงมีอยู่ดี

ท่ามกลางความคาดหวังและความสงสัยของทุกคน หลิงฮันได้ทําการเริ่มทดสอบระดับที่แปด

สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาในครั้งนี้คือสมุนไพรกลายพันธุ์

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของสภาพแวดล้อม ส่งผลให้รากเหง้าของสมุนไพรเกิดการแปรผัน แม้แต่รูปร่าง สี หรือแม้แต่คุณสมบัติของมันก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกสวรรค์

หินวิถีโอสถทําการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพื่อให้หลิงฮันวิเคราะห์ว่าสมุนไพรกลายพันธุ์จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใด และจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร

การวิเคราะห์ไม่ใช่สิ่งที่จะทําได้เพียงเพราะจดจําข้อมูลของสมุนไพรได้อย่างละเอียด แต่นักปรุงยาจําเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานที่ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญด้วย การวิเคราะห์นั้นไม่ใช่แค่ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน แต่หากวิเคราะห์ผิดไปเพียงเล็กน้อยก็จะนําไปสู่ค่าตอบที่ผิดอย่างสิ้นเชิง

เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป จนพริบตาเดียวก็ผ่านไปเกือบสามวัน

 คน! ครีน! 

ทันใดนั้นเองคลื่นแสงเจ็ดคลื่นก็ส่องสว่างออกมาจากหินวิถีโอสถพร้อมกัน และหลังจากคลื่นแสงหม่นแสงลงไปไม่นาน คลื่นแสงอีกเจ็ดคลื่นก็ส่องสว่างตามมาติดๆ

 พระเจ้า ครั้งนี้มีคนผ่านการทดสอบระดับเจ็ดถึงสามคนเชียวรี! 

 น่าอัศจรรย์! 

 ม้ามืดในครั้งนี้เป็นใครกัน ถึงแม้เขาจะไม่สามารถเทียบกับอู่จื่อซวีหรือนักปรุงยายื่อหยาง แต่ที่เขาผ่านการทดสอบมาถึงระดับนี้ได้ก็ถือว่ามีความสามารถมากแล้ว 

ฝูงชนรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก การทดสอบใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้ค่าตอบว่า สรุปแล้วนักปรุงยาที่พวกเขาถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายคือใครกันแน่

แต่ทันใดนั้นเอง ครืนน หินวิถีโอสถก็ส่องสว่างขึ้นมา

คลื่นแสงแปดคลื่น!

บ้าไปแล้ว!

ทุกคนตกตะลึงจนดวงตาแข็งค้าง ขาของพวกเขาแทบจะอ่อนแรงจนทรุดตัวลงกับพื้นในทันที

พระเจ้า… ระดับแปด มีคนผ่านการทดสอบระดับแปด!

วันเวลาผ่านมาเกือบจะหนึ่งยุคสมัยหรืออาจจะนานกว่านั้นแล้ว มันนานมากจนทุกคนเกือบจะคิดไปแล้วว่า หินวิถีโอสถมีเพียงแค่เจ็ดระดับ จนกระทั่งวันนี้เองที่มีอัจฉริยะผู้หนึ่งได้ประกาศบอกพวกเขาว่าหินวิถีโอสถมีระดับที่แปดอยู่จริงๆ

 ต่อให้เขาเป็นพวกบ้าคลั่งในศาสตร์ปรุงยา ที่อาจจะมีเพียงความเข้าใจในสมุนไพรถึงระดับแปด แต่รับประกันได้เลยว่าหอโอสถบรรพกาลจะต้องเปิดประตูต้อนรับเขาเป็นกรณีพิเศษแน่นอน! 

 

ตอนที่ 2078 ม้ามืดอีกคน?

เซี่ยเล่อจางเปรียบดั่งมีดร้อนระอุที่ตัดผ่านเนย ภายในระยะเวลาหนึ่งวันเขาก็ผ่านการทดสอบไปถึงระดับที่ห้า

แต่เมื่อมาถึงระดับความยากที่หก กว่าเขาจะผ่านไปได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร และไม่มีทีท่าว่าคลื่นแสงเจ็ดคลื่นจะส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกัน นี่แสดงให้เห็นว่าการจะผ่านการทดสอบระดับที่เจ็ดนั้นไม่ง่ายเลย และแสดงให้เห็นด้วยว่าหลินหย่งชางที่ความสามารถในศาสตร์ปรุงยาที่โดดเด่นแค่ไหน

หลังจากผ่านไปเกือบๆ สามวัน  พรึบ  หินวิถีโอสถก็ส่องแสงสว่างเจ็ดคลื่นออกมาพร้อมกัน

นี่หมายถึงมีใครบางคนผ่านระดับความยากที่เจ็ดแล้ว

ต้องเป็นเซี่ยเล่อจางแน่นอน!

ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เซี่ยเล่อจางลุกขึ้นยืนทันทีหลังจากนั้น และผู้ช่วยนักปรุงยาจากหอโอสถบรรพกาลก็มาตรวจสอบผลลัพธ์ ซึ่งทุกคนก็ได้รับรู้ว่าเป็นเขาจริงๆ ที่ผ่านการทดสอบระดับเจ็ด

น่าทึ่งมาก!

นี่เป็นผลลัพธ์เดียวกันกับหลินหย่งชางเลย ตอนนี้ทั้งคู่ถือว่าครองผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วยกัน

หลิงฮันกําลังจะก้าวเดินไปยังหินวิถีโอสถ แต่ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากด้านหลัง

 อู๋จื่อซวี! 

 นักปรุงยายื่อหยาง! 

เป็นตัวตนที่น่าเคารพทั้งสองนั่นเอง ฝ่ายหนึ่งมีรูปลักษณ์เป็นชายชรา ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรุ่นเยาว์ ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

หลิงฮันไม่สนใจ เขาก้าวเดินไปยังหินวิถีโอสถและนั่งลงพร้อมกับยื่นมือขวาออกไปสัมผัส ในขณะเดียวกัน อู๋จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยางเองก็เริ่มการทดสอบพร้อมกัน

ห้วงจิตวิญญาณของหลิงฮันสั่นไหว และจิตวิญญาณของเขาก็มาปรากฏอยู่ในมิติมืดมิดที่ว่างเปล่า

ทันใดนั้นสมุนไพรก็ปรากฏขึ้นบนอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าหลิงฮัน

นี่คือการทดสอบแยกแยะสมุนไพร ซึ่งเป็นการทดสอบระดับแรก

หลิงฮันคิดอะไรเยอะและกล่าวออกไป  หญ้าขนฟ้าคราม 

 พรึบ  สมุนไพรตรงหน้าหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่ด้วยสมุนไพรอีกชนิด

 พฤกษาตะวันแผดเผา 

 ไม้เถาพิษหางพยัคฆ์ 

 บัวเมฆาหมอกอัคคี 

 …. 

หลิงฮันกล่าวชื่อของสมุนไพรกว่าสามสิบชนิดออกไปในหนึ่งลมหายใจ ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีสมุนไพรชนิดใหม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป

เขารู้ว่าตนเองผ่านการทดสอบระดับแรกแล้ว

ที่ด้านนอกโลกจําลอง คลื่นแสงได้ส่องประกายออกมาจากหินวิถีโอสถ เพียงแต่การทดสอบระดับแรกนั้นไม่ใช่การทดสอบที่ยากลําบากอะไร จึงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับฝูงชน

เมื่อการทดสอบระดับสองเริ่มขึ้น สมุนไพรสามต้นก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าหลังชั้น โดยที่สมุนไพรทั้งสามมีรูปร่างที่เหมือนกันมาก

 จงเลือกว่าสมุนไพรชิ้นใดคือบุปเผาเกล็ดม่วง  เสียงอันเย็นชาดังกึกก้องอยู่ในหูหลิงฮัน

หลิงฮันยื่นมือออกไปและชี้นิ้ว

สมุนไพรทั้งสามหายไปพร้อมกัน และมีสมุนไพรต้นใหม่สี่ต้นปรากฏขึ้นมาแทนที่

 จงหาบัวกระจ่างสามกลีบ 

หลังจากนั้นสมุนไพรหาต้น หกต้น เจ็ดต้น และจํานวนอื่นๆ ก็ปรากฏขึ้นมา ความยากในการแยกแยะสมุนไพรค่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสําหรับหลิงฮันแม้แต่นิดเดียว

หลังจากแยกแยะสมุนไพรเสร็จไปสามสิบครั้ง สมุนไพรชนิดใหม่ก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก ซึ่งแสดงว่าหลิงฮันผ่านการทดสอบอีกระดับแล้ว

บนหินวิถีโอสถ คลื่นแสงสองคลื่นได้ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกัน

 รวดเร็วขนาดนั้นเชียว! 

 เป็นอู๋จื่อซวี หรือนักปรุงยายื่อหยางกัน? 

 ต้องเป็นอู๋จื่อซวีแน่ 

 แต่ข้าคิดว่าเป็นนักปรุงยายื่อหยาง 

ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อยและเริ่มคาดเดา

หลังจากนั้นไม่นาน คลื่นแสงสองคลื่นก็ส่องสว่างพร้อมกันอีกครั้ง

 คนหนึ่งเป็นอู๋จื่อซวี และอีกคนหนึ่งคือยื่อหยางไม่ผิดแน่ 

 สมกับที่เป็นนักปรุงยาที่น่าเลื่อมใส ความสามารถของทั้งสองทัดเทียมกันจริงๆ 

แต่ในขณะที่ทุกคนกําลังรู้สึกชื่นชมอยู่นั่นเอง บนหินวิถีโอสถคลื่นแสงสองคลื่นก็ส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง

หืม นี่มันอะไรกัน?

 มีม้ามืดปรากฏตัวอีกคนงั้นรึ? 

 เป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นนักปรุงยาที่เริ่มการทดสอบมาก่อนนานแล้ว แต่เพิ่งจะผ่านการทดสอบที่สองได้เมื่อครู่นี้ 

 นั่นสิ น่าจะเป็นแบบนั้น 

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะคิดว่านี้น่าจะเป็นการคาดเดาที่ดูจะเป็นจริงได้มากที่สุด

ในโลกจําลอง สมุนไพรสามชนิดได้ปรากฏขึ้นด้านหน้าหลิงฮัน ซึ่งหากเป็นเพียงการชาเลืองมองแวบแรกจะเห็นว่าสมุนไพรทั้งสามนี้เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

 หญ้าเมฆาสีชาดต้นใดที่มีอายุถึงสี่สิบล้านปี?  เสียงอันเย็นชาดังขึ้น

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและชี้นิ้วออกไป

 พรึบ  สมุนไพรสามต้นตรงหน้าหายไป และสมุนไพรสี่ต้นที่รูปร่างเหมือนกันได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่

 ดอกบัวห้าวิญญาณต้นใดที่มีอายุถึงสามร้อยล้านปี? 

หลิงฮันไม่จําเป็นต้องคิดอะไรเยอะ เนื่องจากความเข้าใจพื้นฐานสมุนไพรของเขาบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว

หลังจากแยกแยะสมุนไพรไปกว่าสามสิบชนิด หลิงฮันก็ผ่านการทดสอบอีกครั้ง

 ครืนน  บนหินวิถีโอสถด้านนอก คลื่นแสงสามคลื่นได้ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกัน

 อีกแล้ว! 

 เป็นอู๋จื่อซวีหรือนักปรุงยายื่อหยางกันแน่! 

 ครืน ครืน  ทันใดนั้นเองจู่ๆ คลื่นแสงสามคลื่นส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน คลื่นแสงอีกสามคลื่นส่องสว่างตามกันมาติดๆ

นี่มัน… ทุกคนมองหน้ากันด้วยความมึนงง และเผยสีหน้าสงสัย

ถ้าก่อนหน้านี้เป็นความบังเอิญ แล้วครั้งนี้ล่ะ?

 หรือว่าจะมีม้ามืดอยู่อีกคนจริงๆ? 

 ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็นไปได้ การทดสอบระดับแรกถึงระดับห้านั้นค่อนข้างง่ายสําหรับนักปรุงยาที่พอมีความสามารถมาก การทดสอบระดับที่หกต่างหากถึงจะเป็นการทดสอบที่แท้จริง 

 ก็มีเหตุผล 

เพราะงั้นในครั้งต่อไปเมื่อคลื่นแสงส่องสว่างขึ้นมาสี่คลื่นติดๆกันสามครั้ง แม้สําหรับทุกคนแล้วจะดูประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกตกตะลึง และเมื่อระยะเวลาผ่านไปเกือบจะครบวัน คลื่นแสงห้าคลื่นก็ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกันสามครั้ง

 ไม่อยากจะเชื่อ มีคนผู้หนึ่งสามารถผ่านการทดสอบไล่ตามอู๋จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยางอยู่จริงๆ 

 เป็นเช่นนั้น! 

ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ทุกคนก็มั่นใจว่าสองในสามจะต้องเป็นอู๋จื่อซวีกับนักปรุงยายื่อหยาง และอีกคนจะเป็นนักปรุงยานิรนามผู้หนึ่งอย่างแน่นอน

ในการทดสอบระดับที่หก

การทดสอบระดับนี้ค่อนข้างยากขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าหลิงฮันคือเศษสมุนไพรที่ถูกนั่นออกเป็นชิ้นนับไม่ถ้วน โดยที่หน้าที่ของเขาก็คือต้องประกอบพวกมันเข้าด้วยกันให้เสร็จในเวลาที่กําหนด

เมื่อหลิงฮันขยับมือ เศษสมุนไพรมากมายก็ลอยไปมาอย่างเป็นจังหวะ

ความเร็วของเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้นและประกอบสมุนไพรเสร็จสมบูรณ์อย่างไม่มีปัญหาติดขัด โดยเวลาที่กําหนดไว้เพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

 พรึบ!  กองเศษซากสมุนไพรนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นด้านหน้าอีกครั้ง

หลิงฮันมองดูอย่างถี่ถ้วนและพบว่าเศษกองสมุนไพรเหล่านี้เป็นของสมุนไพรสองชนิด

การทดสอบเริ่มซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย และความเร็วในการขยับมือของหลิ้งฮันก็ช้าลง อันดับแรกเขาต้องแยกเศษสมุนไพรสองชนิดออกจากกันก่อน ถึงจะประกอบพวกมันเข้าด้วยกันได้เหมือนในตอนแรก

เมื่อสมุนไพรทั้งสองถูกประกอบเสร็จสิ้น หลิงฮันก็ยังเหลือเวลาอยู่อีกหนึ่งในสาม

 พรึบ  กองเศษซากสมุนไพรปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันเป็นเศษซากของสมุนไพรถึงสามชนิด

เมื่อผ่านไปจํานวนเศษซากสมุนไพรก็เพิ่มขึ้นเป็นสี่ชนิด… ห้าชนิด… หกชนิด… สามสิบชนิดการทดสอบ ค่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ และระยะเวลาที่หลิงฮันต้องใช้ประกอบสมุนไพรก็เพิ่มมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ประกอบสมุนไพรเสร็จก่อนระยะเวลาที่กําหนดทุกครั้ง

หลังจากไม่พบเห็นกองเศษซากสมุนไพรปรากฏขึ้นมาอีก เขาก็รับรู้แล้วว่าตนเองผ่านการทดสอบระดับหกแล้ว

ที่ด้านนอก คลื่นแสงหกคลื่นได้ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกัน

 ระดับที่หก! 

 ใครกัน? 

 ครั้งนี้ม้ามืดอีกคนจะยังไล่ตามได้อยู่รึเปล่า? 

แต่หลังจากที่ทุกรอคอยอยู่เป็นเวลานาน คลื่นแสงหกคลื่นระลอกที่สองก็ยังไม่ส่องสว่างตามมา

 

ตอนที่ 2077 ม้ามืด

เหตุการณ์ที่สุดยอดจักรพรรดิอย่างพวกเทียนชิงเย่ถูกสังหารนั้นยังคงเป็นที่พูดถึงไม่พัก แต่เนื่องจากดินแดนแห่งเซียนนั้นกว้างใหญ่เกินไป ขุมอํานาจที่อยู่เบื้องหลังทั้งสี่คนจึงไม่ยังลงมือทําอะไรในตอนนี้ บางทีกว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวก็คงเป็นหลังจากการประลองศาสตร์ปรุงยาสิ้นสุดลง

การประลองศาสตร์ปรุงยาจะเริ่มขึ้นทันทีหลังจากเขตแดนลี้ลับร้อยมังกร เพราะงั้นวันทดสอบจึงถูกกําหนดเอาไว้เป็นอีกสิบวันหลังจากนี้

หลิงฮันทําการเก็บตัวฝึกฝนเล็กๆน้อยๆ

ภายใต้ต้นสังสารวัฏ การรู้แจ้งเพียงสิบวันก็สามารถกลายเป็นระยะเวลาที่ยาวนานได้

ในด้านของศาสตร์ปรุงยาตอนนี้หลิงฮันพบเจอกับคอขวดแล้ว ประตูสู่การเป็นนักปรุงยาสีดาวของเขายังไม่เปิดออก แถมทักษะห้วงจิตปรับแต่งก็ยังติดอยู่ที่ระดับสี่ที่ห่างจากระดับห้าอยู่เล็กน้อย

ถึงแม้ระยะเวลาสิบวันจะไม่สามารถทําให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้ แต่การลับคมหอกเอาไว้ก่อนออกศึกก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย

พริบตาเดียวสิบวันก็ผ่านพ้นไป และวันเปิดม่านการประลองศาสตร์ปรุงยาก็มาถึง

นักปรุงยาที่มาเข้าร่วมการแข่งขันนั้นมีจํานวนหลายล้านคน ด้วยจํานวนที่มากมายขนาดนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะทําการทดสอบหลอมเม็ดยาพร้อมกัน

ดังนั้นในส่วนแรกของการประลอง จึงต้องมีทดสอบความเข้าใจในศาสตร์ปรุงยาเสียก่อน

ในส่วนนี้นักปรุงยากว่าเก่าในสิบส่วนจะถูกตัดสิทธิ์ และจะเหลือเพียงนักปรุงยาที่มากความสามารถเท่านั้น

แล้วจะทําการทดสอบอย่างไรล่ะ?

นั่นก็ไม่มีอะไรซับซ้อน… ในเมืองร้อยมังกรจะมีหินวิถีโอสถที่ถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์นักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ หลังจากที่นักปรุงยาชี้นําสัมผัสสวรรค์ของตนเองเข้าไปภายในหิน จิตวิญญาณจะถูกส่งเข้าไปยังโลกจําลองเพื่อทําการทดสอบ

การทดสอบจะถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ยิ่งผ่านระดับสูงที่สูงขึ้นแต้มที่ได้รับก็จะดีตามไปด้วย

หินวิถีโอสถนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ความสูงของมันมากถึงร้อยฟุตและมีรัศมีความกว้างเกินกว่าห้าสิบฟุต เมื่อใครบางคนทําสอบเสร็จสิ้นผลลัพธ์ก็จะปรากฏขึ้นบนแท่งหิน ซึ่งนักปรุงยาคนใดที่ทําแต้มได้สูงสุดติดสิบอันดับแรกของประวัติศาสตร์ อันดับก็จะปรากฏอยู่บนแท่งหินไปตลอดกาล

 อู๋จื่อซวีกับเซี่ยเล่อจางเริ่มทดสอบกันไปรึยัง?  ใครบางคนเอ่ยถาม

 ยัง  ใครบางคนส่ายหัว

 ดูนั้น มีใครบางคนผ่านระดับที่เจ็ดแล้ว!  ใครอีกคนอุทานออกมาและชี้นิ้วไปยังหินวิถีโอสถ

หลิงฮันเบนสายตามองตาม และพบว่าคลื่นแสงเจ็ดสายบนหินวิถีโอสถได้ส่องสว่างขึ้นมา แต่ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว

 นี่น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้สินะ? 

 น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอัจฉริยะคนไหนกันแน่? 

ทุกคนกวาดสายตามอง แต่ว่านักปรุงยาที่กําลังเอื้อมมือไปสัมผัสกับหินวิดีโอสถนั้นมีจํานวนอยู่อย่างน้อยหนึ่งร้อยคน ซึ่งพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าใครที่เป็นคนผ่านการทดสอบระดับเจ็ด?

แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คนผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนและหัวเราะด้วยท่าทางภาคภูมิใจ

 พี่ชายกัง ท่านผ่านระดับที่เท่าไหร่?  ใครบางคนด้านข้างเอ่ยถาม

 ฮ่าๆๆ เป็นระดับที่สูงมาก!  ชายคนเดิมหัวเราะ

 หรือว่าจะเป็นพี่ชายทั้งที่ผ่านการทดสอบระดับเจ็ด?  คนในตอนแรกถามต่อ

 ว่าไงนะ!  รอยยิ้มของชายที่ถูกเรียกว่าพี่ชายกังแข็งข้างทันที ความยากของการทดสอบที่เขาผ่านได้คือระดับสี่เท่านั้น ความยากระดับนี้คือผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาแล้ว เพราะงั้นเขาจึงหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ

แต่กลับมีใครบางคนผ่านระดับเจ็ดได้งั้นรึ?

 พรวด! ฮ่าๆๆๆ!  ผู้คนรอบข้างระดับเสียงหัวเราะออกมา กลายเป็นว่าคนผู้นี้ปล่อยไก่ทําให้ตัวเองอับอายเองเสียได้

คนที่ถูกเรียกว่าพี่ชายกังรู้สึกขายหน้าจนแทบจะมุดดินหนี

ใครบางคนก้าวเดินเข้ามาใกล้ ด้วยการที่คนผู้นี้คือคนของหอโอสถบรรพกาล ทําให้ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยา ก็ไม่มีใครกล้าเสียมารยาทต่อเขาและขยับตัวเปิดทางให้

คนผู้นั้นเดินมาหา พี่ชายกัง และกล่าว  เจ้าผ่านความยากระดับ และมีชื่อว่ากังผิงถูกต้องสินะ? 

 ใช่แล้ว  พี่ชายกังกล่าวด้วยน้ําเสียงไร้เรี่ยวแรง

 อืม  ผู้ช่วยนักปรุงยาจดบันทึกลงบนกระดาษและหันหลังเดินจากไป

หลังจากนั้นเมื่อมีใครบางคนทําการทดสอบเสร็จ ผู้ช่วยนักปรุงยาก็จะเดินกลับมาและจดบันทึกผลลัพธ์ของผู้เข้าทดสอบแต่ละคน

ผลการทดสอบไม่สามารถหลอกลวงได้ เพราะหอวิดีโอสถมีการประทับของสัมผัสสวรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนเอาไว้ เมื่อนํามาเทียบก็จะรู้ได้ว่าใครพูดโกหกหรือไม่ และใครก็ตามที่โกหกก็จะถูกลงโทษสถานหนักโดยหอโอสถบรรพกาล

ทันใดนั้นเองๆเสียงเอะอะดังขึ้น เพราะมีใครบางคนเพิ่งแจ้งผลทดสอบออกไปว่าตนเองคือคนที่ผ่านการทดสอบระดับเจ็ดได้

 หลินหย่งชาง 

 คนผู้นั้นคือหลินหย่งชาง 

 ผลการทดสอบของเขาสมควรเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ หรือต่อให้นําไปเทียบกับการประลองในครั้งก่อนๆ เขาก็ยังคือว่าอยู่ในสิบอันดับแรก 

 เขาคือใครกัน ทําไมข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย? 

 น่าจะเป็นม้ามืดในการประลองครั้งนี้เป็นแน่ 

ทุกคนพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น แต่ละคนต่างตกตะลึงกับอัจฉริยะนักปรุงยาหน้าใหม่ผู้นี้

หลังจากนั้นไม่นาน ร่างของรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากหินวิถีโอสถ ซึ่งทุกคนที่อยู่รอบข้างเขาต่างเผยสีหน้าย่าเกรง ราวกับคนผู้นี้เป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่

 คนผู้นี้น่ะรีหลินหย่งชาง  ใครบางคนกระซิบกระซาบ

หลินหย่งชางมีสีหน้าเย็นชา เขาเดินผ่านผู้คนไปด้วยใบหน้าแน่นิ่งไร้รอยยิ้ม ราวกับไม่เห็นหัวใครอื่นแม้แต่น้อย

 มีใครรู้พื้นเพของเขาบ้าง? 

ทุกคนส่ายหัวด้วยสีหน้าว่างเปล่า

 ดูนั่น เซี่ยเล่อจางมาแล้ว!  ใครบางคนตะโกนขึ้นมา และชี้นิ้วไปยังทางเข้า

หลิงฮันมองตามสายตาของทุกคนไป ก่อนจะพบเห็นชายร่างสมส่วน ที่มีใบหน้าหล่อเหลาผมสีดํา ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่มีร่างสูงโปร่ง แต่กลิ่นอายของเขากลับดูสูงส่งเป็นอย่างมาก

ชายคนนี้คือเซี่ยเล่อจาง นักปรุงยาสามดาวที่บรรลุทักษะห้วงจิตระดับสี่แล้ว เขาอยู่ห่างจากนักปรุงยาสีดาวอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

เซี่ยเล่อจางไม่หยิ่งทะนง เขาพยักหน้าตอบรับผู้คนตลอดทาง และเดินผ่านหลินหย่งช่างไป

หนึ่งคนมีนิสัยหยิ่งยโส ในขณะที่อีกคนมีนิสัยนอบน้อม ทั้งสองคนเป็นคู่ขนานที่ขัดแย้งกันมาก

หลินหย่งชางหยุดฝีเท้าชั่วครู่และใช้หางตามองเซียเล่อจาง แม้เขาจะไม่พูดอะไรออกมา แต่ดวงตาของเขาก็แสดงออกแล้วว่ากําลังดูถูกอีกฝ่ายอยู่

เซี่ยเล่อจางไม่มีทางที่สนใจใดๆราวกับไม่เห็นหลินหย่งชางอยู่ในสายตา เขาเดินมายืนข้างหินวิถีโอสถด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหาตําแหน่งที่ไม่มีใครและเอื้อมมือออกไปสัมผัส

 เซี่ยเล่อจางจะผ่านการทดสอบระดับหกสําเร็จหรือไม่? 

 เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เขาคือนักปรุงยาที่มีโอกาสบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวมากที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะพ่ายแพ้ให้กับหลินหย่งชาง? 

 นั่นก็ไม่เสมอไป หลินหย่งชางคือม้ามืดที่โดดเด่นมาก 

ระหว่างที่ผู้คนกําลังถกเถียงกัน คลื่นแสงบนหินวิถีโอสถก็ส่องประกายขึ้นมาหนึ่งแถว แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน คลื่นแสงแถวที่สองก็ส่องสว่างตามมาติดๆ

 นั่นน่าจะเป็นผลลัพธ์ของเซี่ยเล่อจางสินะ? 

 สมกับเป็นนักปรุงยาอัจฉริยะ เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก็ผ่านการทดสอบไปแล้วถึงสองระดับ 

หลังจากระยะเวลาสองชั่วโมงผ่านไป คลื่นแสงแห่งที่สามก็ส่องสว่างขึ้นมา

 

ตอนที่ 2076 คู่ต่อสู้ในศาสตร์ปรุงยา

 น้องชายฟู่?  หลิงฮันมองไปยังฟู่เยว่ที่กําลังเหม่อค้างด้วยความตกตะลึง

ร่างของฟู่เยว่แข็งทื่อเป็นหิน แม้หลิงฮันจะโบกมือตรงหน้าเขาก็ยังไม่รู้สึกตัว

หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง จู่ๆ ร่างของฟู่เยว่ก็กระโดดขึ้นกลางอากาศราวกับสุนัขถูกเหยียบหาง และรีบไปคว้าร่างของคนที่เล่าเมื่อครูมาถาม  เจ้าแน่ใจว่าคนที่เจ้าว่าชื่อหลิงฮัน? 

ชายคนนั้นหวาดผวา แต่ตัวเขาเป็นเพียงนิรันดร์สามนิพพานเท่านั้น จึงไม่มีทางที่จะต่อต้านพละกําลังของฟู่เยว่ได้ เขารีบกล่าวตอบด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ  ชะ… ใช่แล้ว ชื่อของคนคนนั้นคือหลิงฮัน มีข่าวลือว่าคนผู้นั้นมีร่างกายที่สูงใหญ่ถึงเจ็ดฟุต มีแขนยาวถึงเข่าและมีอวัยวะเพศแข็งเหมือนหิน แถมยังโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก… 

หลิงฮันตกตะลึง จะถือว่าเขาร่างสูงใหญ่เจ็ดฟุตหรืออะไรก็ช่าง แต่ที่ว่าแข็งเหมือนหินนั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน?

 ฮ่าๆๆ!  ฮูหนิวหัวเราะ  หลิงฮัน นี่เจ้าร่างสูงใหญ่และแขนยาวขนาดนั้นเลยรึ? 

แม้แต่จักรพรรดินีเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

 พี่ชายหลิง ท่านเป็นคนทําจริงๆ รี?  ฟู่เยว่ปล่อยมือจากชายคนนั้นและเอ่ยถามหลิงชั้น

 ข้าก็บอกเจ้าไปแล้ว แต่เข้าไม่เชื่อเอง  หลิงฮันยิ้ม

 พระเจ้าช่วย!  ฟู่เยว่เอามือกุมหัว  ท่านเป็นเพียงจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางแท้ๆ! 

 แล้วมันทําไมล่ะ? 

 มันทําไมน่ะรึ? หากพี่ชายหญิงบรรลุระดับตัดวิญญาณหยาง ไม่ใช่ว่าพี่ชายหลิงจะสังหารได้แม้กระทั่งตัวตนระดับตําหนักอมตะเลยงั้นรี!  ฟู่เยว่เผลอตะโกนออกมา เขาคิดว่าคนโหดเหี้ยมที่สามารถสังหารพวกเทียนชิงเย่ทั้งสี่คนได้จะต้องเป็นสัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณสวรรค์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งกว่าทั้งสี่คนแท้ๆ

แต่ดูเหมือนว่าจินตนาการของเขาจะยังไม่มากพอ เพราะสัตว์ประหลาดที่ว่ายังมีพลังเพียงระดับติดวิญญาณหยางเท่านั้น

ในขณะที่กลุ่มของพวกเขาทั้งห้ากําลังพูดคุยกัน พวกเขาก็เดินขึ้นไปยังชั้นที่สองของร้าน ทิ้งให้ชายคนสองที่พูดคุยกันเมื่อครูอ้าปากค้างอย่างโง่งม

รุ่นเยาว์คนเมื่อครู่… คือหลิงฮันผู้โหดเหี้ยมที่สังหารพวกเทียนชิงเย่อย่างนั้นรี?

สวรรค์!

เมื่อขึ้นไปยังห้องอาหารที่ชั้นสอง ฟู่เยว่ก็ดื้อถามเรื่องการต่อสู้ระหว่างหลิงฮันกับพวกเทียนชิงเย่ จนหลิงฮันทนไม่ไหวและต้องเล่าออกไปเพื่อทําให้ฟู่เยว่หายสงสัยทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้อย่างโอ้อวดตนเองแท้ๆ

ในขณะที่ฟังเรื่องราว ฟู่เยว่ได้สูดลมหายใจเข้าออกถี่หลายครั้ง และถึงขนาดเผลอกระโจนทุกครั้งที่ตกตะลึง

 พี่ชายหลิง ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!  ฟู่เยว่ยกนิ้วโป้งชื่นชม  แต่จะอย่างไรก็เถอะ งานประลองแห่งศาสตร์ปรุงยาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ข้าได้ยินมาว่าในการประลองครั้งนี้ไม่ใช่แค่นักปรุงยาหน้าเก่าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมานานหลายปีจะเข้าร่วม แต่นักปรุงยาหน้าใหม่มากมายก็มาเข้าร่วมเพื่อสร้างชื่อให้ตนเองด้วยเช่นกัน 

 พี่ชายหลิง การประลองครั้งนี้เกรงว่าท่านจะติดหนึ่งในสามอันดับแรกได้ยากเสียแล้ว 

ฟู่เยว่ยกนิ้วขึ้นมานับ  มาพูดถึงนักปรุงยาหน้าเก่ากันก่อน ครั้งนี้นักปรุงยายื่อหยางก็เข้าร่วมด้วย คนผู้นี้บรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวเมื่อสิบล้านปีก่อน และมีคํากล่าวว่าเขาได้บรรลุห้วงจิตปรับแต่งไปถึงระดับสี่แล้ว 

 ส่วนในหมู่นักปรุงยาหน้าใหม่ ก็มีอัจฉริยะเกิดขึ้นมามากมายจริงๆ 

 อู๋จื่อซวีแห่งเมืองหลัวหยุน เขาบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวด้วยอายุที่น้อยกว่าสิบล้านปี แถมเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังบรรลุห้วงจิตปรับแต่งระดับสี่อีกด้วย ด้วยพรสวรรค์ระดับนั้นบวกกับห้องบ่มเพาะกาลเวลา อีกไม่นานทักษะห้วงจิตปรับแต่งของเขาก็อาจจะบรรลุเป็นระดับห้าก็เป็นได้ 

 เซี่ยเล่อจางแห่งเมืองไป่ฮวา ถึงแม้เขาจะไม่โดดเด่นเท่าอู๋จื่อซวี แต่พัฒนาการของเขานั้นสม่ําเสมอเป็นอย่างมาก เขาใช้เวลาหนึ่งพันล้านปีในการบรรลุเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาว จึงไม่มีใครให้ความสนใจกับเขาในตอนแรก แต่หลังจากนั้นอีกหนึ่งพันล้านปีเขาก็บรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาว และหลังจากนั้นอีกหนึ่งพันล้านปีเขาก็บรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาว 

 ในการประลองครั้งนี้บังเอิญครบหนึ่งพันล้านปีหลังจากที่เขาบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวพอดี ทุกคนจึงคาดการณ์เอาไว้ว่าเขาอาจจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวแล้ว 

 พานลั่วหลิงแห่งเมืองจุ่ยยี่ นางเป็นสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดา ซึ่งมีคํากล่าวว่านางนั้นได้รับวาสนาเป็นความทรงจําของนักปรุงในยุคบรรพกาล ทําให้ระดับศาสตร์ปรุงยาของนางยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ ในการประลองครั้งนี้นางจะต้องเป็นคู่แข่งที่สมน้ําสมเนื้อของพี่ชายหลิงอย่างแน่นอน 

 ไม่สิ อันนี้จริงนางน่าจะได้รับสิทธิ์ผู้ชนะไปแล้วด้วยซ้ํา แต่แค่ยังไม่ถูกประกาศออกมา 

หลิงฮันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยจึงเอ่ยถาม  การทดสอบยังไม่ทันเริ่ม ทําไมเจ้าถึงได้กล่าวแบบนั้น? 

 ในการประลองครั้งนี้มีนักปรุงยาจากหอโอสถบรรพกาลเข้าร่วมด้วย ซึ่งคนผู้นั้นเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหยวนที่มีชื่อว่า หยวนถงกวาง ข้าเห็นเขาอยู่กับพานลั่วหลิงเมื่อไม่กี่วันก่อน 

 ท่านจะบอกว่าด้วยการสนับสนุนจากหลานชายของผู้อาวุโส พานลั่วหลิงชัยชนะไปได้อย่างง่ายดายงั้นรึ?  ฟู่เยว่กล่าว  แต่จะอย่างไรก็เถอะ พี่ชายหญิง ท่านได้สังหารเทียนชิงเย่และสุดยอดจักรพรรดิคนอื่นไปแล้ว ข้าว่าขุมอำนาจเบื้องหลังพวกเขาไม่มีทางยอมปล่อยท่านไปง่ายๆ แน่ 

หลิงฮันยิ้ม  ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี 

ยิ่งเหตุการณ์บานปลายมากขึ้นเท่าไหร่ หรี่ไห่หรงก็อาจจะได้รับรู้ข่าวและมารับพวกเขาก็เป็นไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้แล้วว่าเมื่อไหร่จะได้ไปยังตําหนักมัจฉาวายุภักษ์

ฟู่เยว่กลายเป็นไร้ค่าพูด เขาไม่รู้ว่าที่หลิงฮันสร้างปัญหาใหญ่แบบนั้นได้นี่เป็นเพราะเขากล้าหาญเกินไป หรือเพราะเป็นคนไม่คิดอะไรเลยกันแน่

การทดสอบศาสตร์ปรุงยานั้นไม่เหมือนกับเขตแดนลี้ลับร้อยมังกร เนื่องจากสามารถให้ผู้อื่นรับชมการประลองได้ เพราะงั้นการประลองนี้จึงได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในเมือง และมีหลายคนทําการเดิมพันว่าใครกันจะได้เป็นสามอันดับแรก

 รางวัลของผู้ชนะอันดับหนึ่งคืออะไร?  หลิงฮันถาม

ฟู่เยว่อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก

เขาเพิ่งบอกหลิงฮันไปแท้ๆ ว่ามีอัจฉริยะมากมายเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ แถมคนเหล่านั้นก็ยังมีความสามารถมากพอที่จะคว้าชัยอีกด้วย นี่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งที่เขาเดือนไปเลยงั้นรี?

ฟู่เยว่ส่ายหัวและกล่าว  รางวัลของผู้ชนะอันดับหนึ่งในครั้งนี้เป็นแผนที่นําทางไปยังเขตแดนลี้ลับโบราณเห็นว่าเขตแดนลี้ลับแห่งนั้นอาจจะมีสมุนไพรล้ําค่าที่มีอายุมากถึงแสนล้านปี! 

สมุนไพรอายุแสนล้านปี!

นับว่าน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วสมุนไพรนิรันดร์จะถือว่าโตเต็มที่แล้วและใช้หลอมเม็ดยาได้ เมื่อมีอายุถึงหมื่นปี และสมุนไพรอายุหนึ่งแสนล้านปีก็ไม่สามารถนําสมุนไพรอายุหมื่นล้านปีสิบต้นมาเทียบได้ เพราะมูลค่าของมันนั้นสูงกว่าถึงหลักร้อยหรือพันเท่า

ความรู้สึกตื่นเต้นพลุ่งพล่านขึ้นภายในจิตใจของหลิงฮัน

 

ตอนที่ 2075 ร้อยมังกรชําระล้างกายา

 ครืนนน  แสงสว่างหลั่งไหลออกมาจากแผ่นหินและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างที่พุ่งออกมานี้ได้ปกคลุมไปร่างของทั้งหลิงฮันกับจี่อู๋หมิง และในขณะเดียวกันนั้นเอง แสงสว่างจากลานก็หลั่งไหลออกมาและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปตามๆ กัน เพียงแต่เมื่อเทียบกับแท่งแสงของแผ่นหินแล้วแท่งแสงจากลานนั้นดูหม่นหมองกว่ามาก

วาสนาร้อยมังกรชาระล้างกายาเริ่มขึ้นแล้ว!

เนื่องจากหลิงฮันกับจี่อู๋หมิงอยู่ในแผ่นหินด้วยกัน และไม่มีใครไล่อีกฝ่ายให้ออกจากแผ่นหินไปได้ ทั้งสองคนจึงได้รับวาสนาร้อยมังกรชาระล้างกายาเก้าสิบเก้ส่วนร่วมกัน ในขณะที่คนอื่นๆ อีกเจ็ดคนได้รับวาสนาเพียงหนึ่งส่วนที่เหลือ

หลิงฮัน จี่อู๋หมิงและคนยอื่นๆ นําผงกระดูกมังกรสวรรค์ออกมา เศษขี้เถ้ากระดูกสีขาวลอยพริ้วไหวไปตามคลื่นแสง และแปรสภาพกลายเป็นมังกรเหิน

มังกรเหินเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก ร่างของพวกมันยาวไม่เกินหนึ่งฟุต พวกมันส่งเสียงคํารามที่ดังก้องจนแทบจะทําให้ผู้คนหูหนวกออกมา

มังกรเหินเหล่านี้คดตัววนรอบร่างกายหลิงฮัน และต้องการจะเข้าไปในร่างกายของเขา

ด้วยที่รู้ว่ามังกรเหล่านี้คือวาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายา หลิงฮันจึงไม่ต่อต้านและผ่อนปรนร่างกายยอมรับมังกรเหินเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย

 ฮึ่ม  เมื่อมังกรเหินตนแรกเข้าไปภายในร่างกายของเขา พลังอันท่วมท้นก็พรั่งพรูออกมาและขัดเกลากายหยาบของเขาทุกส่วน รวมไปถึงช่วยเสริมทดแทนส่วนที่ขาดหายไปในวิถีวรยุทธของเขาด้วย

สิ่งนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์เล็กน้อย ในส่วนที่ช่วยเติมเต็มรากฐานวรยุทธที่หายไปให้บรรลุสู่จุดสมบูรณ์

หลิงฮันนั่งขัดสมาธิและทําการดูดซับวาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายาให้ได้มากที่สุด

หืม?

เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ภายในร้อยมังกรชําระล้างกายานั้นมีร่องรอยของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์วารอยู่ด้วย ทําให้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพวารีพลังหยินเร้นลับรู้สึกผ่อนคลาย และได้รับการขัดเกลาไปด้วย

เมื่อเวลาผ่านพ้นไปจํานวนของมังกรเห็นก็ค่อยๆ ลดลง และหลังจากสามวันผ่านพ้นไป มังกรเห็นทั้งหมดก็ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันนั้นเองแห่งแสงที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เริ่มหม่นแสงลงและหายไปในที่สุด

วาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายาสิ้นสุดแล้ว

 พรึบ  พวกหลิงฮันทั้งเก้าคนรู้สึกว่าร่างกายถูกบีบรัดและทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป ภายในพริบตาร่างของพวกเขาก็กลับออกมาปรากฏขึ้นที่เมืองร้อยมังกร และประตูทางเข้าเขตแดนลี้ลับก็ค่อยๆ ปิดตัวลงอย่างช้าๆ

 หือ แล้วเทียนชิงเย่กับยี่หวาฉิงล่ะ? 

 เซี่ยโหวถงกับจู้ฮุ่ยหยินก็ไม่อยู่เหมือนกัน 

 จักรพรรดิที่แข็งแกร่งเหลืออยู่เพียงผู้เส่าจวิ้น หม่าเฉิงและฟานอี่สามคนเท่านั้น! 

 แต่พวกตู้เส่าจวิ้นทั้งสามคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเทียนชิงเย่แน่นอน เป็นไปได้อย่างไรที่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่จะหายไปทั้งหมดเลยแบบนี้? 

จอมยุทธที่เข้าไปมีมากกว่าหมื่นคน แต่จํานวนคนที่กลับมาเหลือแค่สามพันกว่าคนเท่านั้น แถมสุดยอดอัจฉริยะมากมายยังหายไปกันหมดด้วย ซึ่งความเป็นไปได้เดียวก็คือพวกเขาได้สิ้นชีพอยู่ภายในเขตแดนลี้ลับร้อยมังกร

แต่เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร?

ถ้าจะบอกว่าในเขตแดนลี้ลับมีภัยอันตรายถึงขนาดที่ทําให้สุดยอดจักรพรรดิสิ้นชีพได้นั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่นี่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ได้ตกตายไปพร้อมกัน แต่จักรพรรดิที่อ่อนแอกว่ากลับมีชีวิตรอดออกมาเสียได้

 เกิดอะไรขึ้นกัน? 

คนที่อยู่นอกเขตแดนลี้ลับกล่าวด้วยความสงสัย

เพียงแต่คนที่เข้าไปยังหุบเขาเทพมังกรและกลับออกมานั้นมีเพียงแค่พวกหลิงฮันเก้าคนเท่านั้น เพราะงั้นมีรึที่คนอื่นจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น? จอมยุทธที่ออกมาจากเขตแดนลี้ลับทําได้แค่หันมองหน้ากันและไม่รู้ว่าจะตอบอะไร

แต่ไม่ว่าอย่างไรการที่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสื่อย่างพวกเทียนชิงเย่ เสียชีวิตลงในเขตแดนลี้ลับร้อยมังกรนั้นจะต้องก่อให้เกิดพายุที่อลหม่านขึ้นแน่นอน

…ขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ไม่มีทางยอมรับการหายไปของผู้สืบทอดของตนเองโดยไม่ทราบสาเหตุเด็ดขาด ถ้าหากผู้สืบทอดของพวกเขาถูกสังหารโดยสัตว์อสูรหรือชนเผ่าในเขตแดนลี้ลับ เหล่าขุมอํานาจเบื้องหลังก็คงไม่มีทางทําอะไรได้

แต่ถ้าหากทั้งสี่ถูกสังหารโดยคู่แข่งที่เป็นจอมยุทธจากภายนอกเหมือนกัน ไม่มีทางที่ขุมอํานาจของทั้งสี่คนปล่อยไปง่ายๆ แน่นอน

 พี่ชายหลิง พี่ชายหลิง! ฟู่เยว่วิ่งเข้ามาหาพวกหลิงฮัน  ช่างน่าแปลกจริงๆ เลยว่าไหมที่แม้แต่จักรพรรดิระดับแนวหน้า อย่างพวกเทียนชิงเต่กับเซียโหวถงก็ยังเสียชีวิตอยู่ภายในเขตแดนลี้ลับ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่ทำเช่นนั้นได้จะต้องเป็นคนที่โหดเหี้ยมขนาดไหน 

 แต่จะว่าไปพี่ชายหลิง ท่านกระตุ้นสะพานมังกรแบบใดได้งั้นรึ? 

 แต่ก็คงเป็นสะพานมังกรธรรมดานั่นล่ะ ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าพี่ชายหลิงแข็งแกร่งมากก็เถอะ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงด้อยกว่าพวกเทียนชิงเย่อยู่ดี ถ้าให้ข้าเดาล่ะก็ พี่ชายหลิงน่าจะกระตุ้นสะพานมังกรได้ราวๆ เจ็ดหรือแปดสะพานสินะ? 

หลิงฮันยิ้ม  เจ้าเดาได้แม่นมาก 

ฟู่เยว่ไม่ได้เข้าไปภูเขาเทพมังกรด้วย จึงไม่มีทางรู้ว่าหนึ่งในคนร้าย  ที่เป็นต้นเหตุให้พวกเทียนชิงเย่กับจู้ฮุ่ยหยินหายไปนั้นก็คือเขานั่นเอง ไม่เช่นนั้นหากรู้ล่ะก็อีกฝ่ายคงจะตกตะลึงจนขี้หดตดหายแน่นอน

 เอาล่ะ พวกเรากลับไปพักผ่อนกันเถอะ 

กลุ่มของพวกเขาหาโรงเตี้ยมกันอีกครั้ง ตอนนี้สิ้นสุดช่วงของเขตแดนลี้ลับร้อยมังกรแล้ว และช่วงต่อไปคือ การประลองแข่งขันศาสตร์ปรุงยา

หลังจากพักอยู่ในโรงเตี้ยมอยู่พักหนึ่ง ฟู่เยว่ที่เป็นคนอยู่กับที่ไม่ได้ก็ออกไปตรวจดูสถานการณ์และเตร็ดเตร่อยู่สามวันกว่าจะกลับมา

 ข้าได้ยินผู้คนพูดคุยกันว่าพวกเทียนชิงเย่นั้นถูกใครบางคนสังหาร แถมคนที่ว่ายังอยู่ในกลุ่มคนที่เข้าไปในเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ด้วย  ฟูเยว่กล่าวอย่างออกรส  พี่ชายหญิง ท่านคิดว่าใครกันที่แข็งแกร่งถึงขนาดสามารถสังหารสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ได้? 

เขาชําเลืองมองไปยังหลิงฮัน แต่ก็ส่ายหัวอย่างและตบหน้าผากตนเอง  ถ้าพี่ชายหลิงมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับดัดวิญญาณสวรรค์ล่ะก็ ข้าคงเดาว่าพี่ชายหญิงเป็นคนทําแล้ว ฮ่าๆๆๆ! 

ฟู่เยว่นูพูดตลกออกมาและหัวเราะให้กับค่าพูดของตนเอง

หลิงฮันตบไหล่ฟูเยวและกล่าว  ข้าเป็นคนท่าเอง 

 พี่ชายหลิงช่างมีอารมณ์เสียจริง!  ฟู่เยว่ยิ้ม

หลิงฮันทําข้าเคร่งขรึมและกล่าวอีกครั้ง  ข้าไม่ได้โกหก! 

 ฮ่าๆๆๆ!  ฟู่เยว่กุมหน้าท้อง  พี่ชายหลังเลิกพูดได้แล้ว ข้าตลกจนจะทนไม่ไหวแล้ว 

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด ทําไมอีกฝ่ายถึงได้คิดว่าค่าพูดของเขาเป็นเรื่องตลกกัน?

ทั้งสองคนอยากจะพูดคุยกันต่อ แต่ฮูหนิวก็ลากพวกเขาไปยังร้านอาหารเพื่อกินอาหารเย็น

 โอ้ พี่ชายจาง ท่านได้ยินเรื่องที่จักรพรรดิไร้เทียมทานอย่างเทียนชิงเย่ จู้ฮุ่ยหยิน และอีกสองคนถูกสังหารแล้วรึยัง 

 แน่นอน นั่นเป็นข่าวใหญ่ที่ถูกพูดถึงกันในหลายวันมานี้เลย 

 แล้วพี่ชายจางรู้ไม่ว่าใครเป็นคนทํา? 

 อะไรกัน เจ้ารู้งั้นรึ? 

 แน่นอนอยู่แล้ว 

 ถ้างั้นก็เล่ามา! 

ในขณะที่พวกหลิงฮันเดินผ่านโต๊ะตัวหนึ่ง แขกสองคนที่กําลังกินอาหารอยู่ได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเมื่อได้ยินฟู่เยว่ก็หูผึ่งทันที

 เหอๆ คนที่สังหารสุดยอดทั้งสี่มีอยู่สองคน คนหนึ่งมีชื่อว่าจี่อู๋หมิง และอีกคนมีชื่อว่าหลิงฮัน! 

พรวด!

ฟู่เยว่สำลักออกมาทันทีที่ได้ยิน

 

ตอนที่ 2073 นักพรตบรรพกาลจิวเตง
การโจมตีไม่ได้ผล… พวกเทียนชิงเย่ทั้งสามคนแทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง
พวกเขาถึงขนาดใช้ทักษะลับกันหีบออกมา เพื่อทําให้พลังต่อสู้ยกระดับขึ้นหลายสิบเท่าแท้ๆ
“กะ… กายาทองคําแห่งพระพุทธองค์!”
“นี่มันทักษะเฉพาะตัวของนักพรตบรรพกาลจิ่วเติง!”
สุดยอดจักรพรรดิทั้งสามมองไปยังจี่อู๋หมิงด้วยแววตาตกตะลึง และกล่าวออกมาเป็นเสียงเดียวกัน “เจ้าเป็นผู้สืบทอดของนิกายผู้บ่าเพ็ญพรด!”
นักพรตบรรพกาลจิ่วเติงคือตํานาน เขาเป็นราชานิรันดร์ไร้เทียมทานที่ก่อตั้งนิกายผู้บําเพ็ญพรตขึ้นมา ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการชําระล้างความทุกข์ให้สรรพสิ่งมีชีวิต และชี้นําเส้นทางที่ถูกต้องแก่ผู้คน ตํานานกล่าวว่าราชานิรันดร์ผู้นี้มีจิตใจที่อ่อนโยนเป็นอย่างมาก แต่เมื่อใดที่เขาโกรธ แม้แต่ราชานิรันดร์ระดับเก้าก็ต้องถูกเขาสังหาร
ด้วยเหตุนี้นิกายผู้บําเพ็ญพรตจึงเป็นมหาอานาจที่ทรงพลังมาก และถูกจัดอยู่ในแนวหน้าของขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับเก้า
ถ้าจี่อู๋หมิงมาจากนิกายผู้บําเพ็ญพรต สถานะของเขาย่อมน่าอัศจรรย์ไม่น้อย ใครก็ตามที่จะสังหารเขา ไม่คิดเกรงกลัวนิกายผู้บําเพ็ญพรตงั้นรึ?
มีคํากล่าวว่านักพรตบรรพกาลจิ่วเติงนั้นได้หายสาบสูญไปเป็นเวลานานแล้ว แต่ใครกันจะเชื่อว่าราชานิรันดร์ที่ทรงพลังขนาดนั้นจะดับสูญได้? มีข่าวลือหนาหูว่านักพรตบรรพกาลจิ่วเติงก่าลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ และเมื่อใดก็ตามที่เขาปรากฏตัวสู่ดินแดนแห่งเซียนอีกครั้ง พลังต่อสู้จะยกระดับสูงขึ้นไปอีกขั้น
นอกจากนักพรตบรรพกาลจิ่วเติงแล้ว ศิษย์สองในสามคนของเขาก็บรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า ในขณะที่ศิษย์คนสุดท้ายบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับแปด เกรงว่าเพียงแค่ตัวตนทั้งสามนี้ลงมือก็สามารถทําให้ผู้คนหวาดกลัวจนหัวใจวายตายได้
จี่อู๋หมิงเผยรอยยิ้มแปลกประหลาด ผู้สืบทอดของนิกายผู้บําเพ็ญพรตงั้นรึ?
นิกายผู้บําเพ็ญพรตคือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นต่างหาก แต่เพราะระยะเวลาที่อยู่ในชายแดนเพื่อต่อกรกับพายุมืดนั้นยาวนานเกินไป จิตใจของเขาจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และในตอนที่เขาตัดสินใจละทิ้งร่างกายที่แข็งแกร่งไร้เทียนทานของตนเองเพื่อกําเนิดใหม่ จิตใจอ่อนโยนที่มีความเมตตาต่อสรรพสิ่งของเขาก็ได้ถูกละทิ้งไปพร้ อมๆ กันด้วย
เพียงแต่เรื่องนี้ไม่มีความจําเป็นอันใดต้องบอกให้ใครฟัง
“ผู้สืบทอดของนิกายผู้บําเพ็ญพรตแล้วอย่างไร สังหารเขาซะ!” เทียนชิงเย่กล่าวอย่างเย็นชา ในตอนนี้มีทางเลือกอยู่อย่างเดียวคือ “ไม่ข้าก็เจ้าที่ต้องตาย” ยิ่งกว่านั้นเมื่อใดที่เข้าไปยังเขตแดนลี้ลับ ชีวิตความเป็นตายก็ถือว่าแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว เพราะงั้นนิกายผู้บําเพ็ญพรตคงไม่คิดจะทําตัวไร้เหตุผลหรอกจริงไหม?
“ฆ่า!” จู้ฮุ่ยหยินกับยี่หวาฉิงเผยสีหน้าเย็นชา ในเมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรูกัน พวกเขาก็ไม่คิดที่จะปรานี
จี่อู๋หมิงท่องนามของพระพุทธเจ้าต่อไป และสัญลักษณ์ “卐” บนศีรษะของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
“ปัง ปัง ปัง” ไม่ว่าการโจมตีแบบใดที่พุ่งเข้ามาก็ไร้ผล พวกโจมตีทั้งหมดไม่สามารถทะลวงผ่านการป้องกันของเขาเข้ามาได้
เพล้ง!
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแตกที่ดังก้องก็ดังขึ้นมาและรูขนาดไหนก็ปรากฏขึ้นบนขวดสมบัติ ร่างของหลิงฮันปรากฏขึ้นอีกครั้งและก้าวเดินออกมาจากด้านใน
“ข้าคงไม่ได้พลาดอะไรไปหรอกนะ?” เขายิ้ม
“เจ้ามาได้จังหวะพอดี” จี่อู๋หมิงกล่าวและสลายกายาผลึกทองค่าของตนเอง ในอนาคตเขากับหลิงฮันจะต้องเป็นศัตรูกัน เพราะงั้นเขาจึงยอมให้หลิงฮันรู้ไพ่ลับบางส่วนของเขาไม่ได้
กายาผลึกทองคําเป็นทักษะที่เขาบ่มเพาะใหม่ หากทักษะถูกโคจรพลังอย่างเต็มที่ พลังป้องกันของเขาจะทัดเทียมได้กับกายหยาบของหลิงฮัน
แต่ที่แตกต่างกันก็คือกายหยาบของหลิงฮันนั้นจะคงสภาพอยู่ได้ตลอด ไม่จําเป็นต้องโคจรพลังปราณ
ใบหน้าของพวกเทียนชิงเย่ทั้งสามคนกลายเป็นน่าเกลียด พวกเขาคิดว่าตราบใดที่แยกหลิงฮันออกไปก็จะสังหารจี่อู๋หมิงได้ แต่กลับกลายเป็นว่าหากจี่อู๋หมิงมุ่งเน้นพลังของตนเองไปการป้องกัน อีกฝ่ายก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลิงฮันเลย
“ถึงคราวของพวกเจ้าแล้ว!” จี่อู๋หมิงแสยะยิ้ม สัญลักษณ์ “卐” บนหน้าผากของเขาส่องประกายยิ่งกว่าเดิม ทําให้ดูราวกับเป็นพระพุทธเจ้า แต่ทว่าภาพลักษณ์ของเขาที่ถือดาบพิฆาตห้วงจิตอยู่ในมือกลับทําให้ดูขัดกันราวกับเป็นเทพอสูรที่โหดเหี้ยม
เขาพุ่งทะยานและสะบันดาบตัดผ่านหมู่เมฆด้วยดาบเดียว
หลิงฮันไล่ตามไป เขาไม่ต้องทําการโจมตีใดๆ และคอยทําหน้าที่ป้องกันการโจมตีอย่างเดียว
ครั้งนี้สุดยอดจักรพรรดิทั้งสามไม่ได้หลบหนีเพราะสถานที่แห่งนี้มีพื้นที่ที่จํากัด แทนที่จะแยกย้ายกันไปถูกสังหารทีละคน พวกเขาช่วยกันรับมือจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ตราบใดที่สิ้นสุดระยะเวลาสิบวัน พวกเขาก็จะมองเห็นแสงสว่าง
ตูม! ตูม! ตูม!
จักรพรรดิทั้งห้าเข้าน้ํานั่นกันอย่างดุเดือด ถึงแม้หลิงฮันกับจี่อู๋หมิงจะมีพลังต่อสู้ที่ด้อยกว่า แต่พวกเขาก็สามารถไล่ต้อนพวกเทียนชิงเต่ทั้งสามคนได้ นอกจากนั้นก็ยังมีร่างมนุษย์ทมิฬที่เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย ต่อให้พลังของพวกมันจะอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี แต่ด้วยการที่พวกมันไม่มีวันตาย ความลำบากที่พวกเทียนชิงเย่ทั้ สามพบเจอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ประเด็นคือจํานวนของร่างมนุษย์ทมิฬนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด
นี่หมายความว่าอย่างไรน่ะ?
มันหมายความว่าจอมยุทธจากภายนอกได้ถูกสังหารไปแล้วจํานวนมาก ร่างมนุษย์ทมิฬจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีพวกเทียนชิงเต่ทั้งสามคนที่นี่
พวกเทียนชิงเย่กัดฟันดิ้นรน เพื่อที่จะมีชีวิตต่อพวกเขาต้องรอดไปให้ได้อีกสิบวัน
หนึ่งวัน… สามวัน… เจ็ดวัน!
ทั้งสามคนสมกับที่เป็นสุดยอดจักรพรรดิอย่างแท้จริง เมื่อร่วมมือช่วยกันป้องกันอย่างสุดความสามารถ พวกเขาก็สามารถยื่อชีวิตเอาไว้ได้นานถึงเจ็ดวัน แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ใกล้จะถึงขีดจํากัดเต็มที่แล้ว ทั่วร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ซึ่งส่งผลต่อพลังต่อสู้อย่างมาก
“อ้ากก!” ยี่หวาฉิงร้องโอดครวญและเป็นคนแรกที่ถูกจี่อู๋หมิงสังหาร
สีหน้าของเทียนชิงเย่กับจู้ฮุ่ยหยินกลายเป็นบูดบึง และมองเห็นจุดจบของตัวเอง
หลังจากเวลาผ่านไปอีกครึ่งวัน เทียนชิงเย่ก็โห่ร้องและถูกจี่อู๋หมิงสังหารด้วยธนูสวรรค์ไร้พรมแดน
ตอนนี้จู้ฮุ่ยหยินเหลือรอดเพียงคนเดียวเท่านั้น
หลิงฮันไม่คิดจะใจอ่อน และจี่อู๋หมิงก็ไม่รู้จักวิธีการใจอ่อนเช่นกัน ทั้งสองร่วมมือกันเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ศีรษะอันงดงามของฐ์ขี่ยหยินก็ถูกดาบตัดหลุดจากล่าคอ
จี่อู๋หมิงโคจรทักษะบ่มเพาะดูดกลืนร่างของสุดยอดจักรพรรดิทั้งสามเข้าไปในร่าง ในขณะที่หลิงฮันทําการเก็บรวบรวมอุปกรณ์มิติ
เมื่อทั้งสองกลับมายังจุดศูนย์กลางของหุบเขา จอมยุทธที่เหลือรอดก็มีอยู่เพียงสี่คน ซึ่งตู้เส่าจวิ้นกับหลงปู้เทียนก็เป็นสองในสี่คนนั้น
จิตสังหารพรั่งพรูออกมาจากดวงตาจี่อู๋หมิง และเตรียมจะใช้ธนูสวรรค์ไร้พรมแดนโจมตี
หลิงฮันยื่นมือออกไป “พอได้แค่นั้น พวกเราชนะแล้ว”
จี่อู๋หมิงจดจ้องหลิงฮันด้วยแววตาโหดเหี้ยม ราวกับจะส่งจิตสังหารเข้าไปยังร่างกายหลิงฮัน เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ดึงสายตากลับ และสะบัดแขนเสื้อหันหลังจากไป
“ขอบคุณน้องชายหลิงมาก!” ตู้เส่าจวิ้นส่งเสียงตะโกน ตอนนี้เขาถูกห้อมล้อมด้วยร่างมนุษย์ทมิฬิกว่าสองร้อยร่างจนอยู่ในสภาพเข้าตาจนเต็มที่แล้ว ถ้าจี่อู๋หมิงยังลงมือโจมตีพวกเขาอีก เขาไม่มีทางหลบหนีความตายพ้นแน่นอน
หลิงฮันพยักหน้าและนําพวกจักรพรรดินออกมาจากหอคอยทมิฬ
ตอนนี้พวกตู้เส่าจวิ้นกับหลงปู้เทียนทั้งสี่คนไม่กล้าที่จะฝันถึงชัยชนะแม้แต่น้อย ขอแค่รอดพ้นสถานการณ์ เป็นตายครั้งนี้ไปได้ก็เป็นที่น่าพอใจอย่างหาที่สุดแล้ว
หลิงฮันช่วยแก้สถานการณ์อันยาดล่าบากให้ทั้งสี่คน ซึ่งทําให้ทั้งสี่คนรู้สึกซาบซึ้งมาก
โดยเฉพาะหลงปู้เทียน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าในตอนนี้หลิงชั้นประมือกับเขานั้นอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริงเลย เพราะไม่อย่างนั้นในการแลกเปลี่ยนหนึ่งร้อยกระบวนท่าเขาอาจจะถูกหลิงฮันสังหารไปแล้ว
เวลาผ่านไปอีกสามคน และการประลองเพื่อเผ่าทั้งเจ็ดก็มาถึงจุดสิ้นสุด
ทันใดนั้นเองลูกแก้วที่ส่องแสงเจิดจ้าก็ลอยลงมาจากท้องฟ้า
ตอนที่ 2072 วางกับดัก
หลิงฮันเองก็ก้าวเดินขึ้นหน้าเคียงข้างคู่หมิง
“วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งสอง!” สู่ยหยินกล่าว พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าใส่ร่างมนุษย์ทมิฬที่อยู่รอบข้างกลายเป็นเศษซาก
ถึงแม้ร่างมนุษย์ทมิฬจะฆ่าไม่ตาย แต่ยิ่งบดขยี้พวกมันซ้ําไปซ้ํามา ระยะเวลาการฟื้นตัวของพวกมันก็จะยาวนานขึ้น แม้ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นที่ว่าจะแค่หนึ่งลมหายใจก็ตามที
ร่างมนุษย์ทมิฬฟื้นฟูร่างอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พวกหลิงฮันเข้าใกล้จุสู่ยหยิน
“พรึบ พรบ แต่ทว่าทันใดนั้นเองจู่ๆ ร่างของจอมยุทธสองร่างก็พุ่งออกมาจากหลังโขดหิน และเล็งการโจมตีไปที่จอหมิงพร้อมกัน จฮุยหยินเองก็กระโดดลงจากโขดหินและใช้ดาบทะลวงเข้าใส่จีอู่หมิง
ร่างทั้งสองร่างที่พุ่งโจมตีออกมาจากหลังโขดหินคือยหวานิ่งและเทียนชิงเย่
นี่เป็นกับดักจริงๆด้วย สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดในการปกปิดกลิ่นอายของตัวเอง ทําให้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบไม่พบราวกับไม่มีตัวตนอยู่
เป้าหมายของพวกเขาคือจอหมิงที่มีการป้องกันอ่อนแอ
แผนการนี้นับว่าทําถูกต้องแล้ว เพราะตราบใดที่สังหารหมิงได้ หลิงฮันก็จะทําได้แค่ป้องกันเพียงอย่างเดียว
หลิงฮันเค้นเสียงและใช้ร่างกายขัดขวาง
“ข้ารอเจ้ามานานแล้ว!” เทียนชิงเย่แสยะยิ้มและสะบัดมือขวาโยนขวดหยกออกไป ขวดหยกที่ลอยอยู่ขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมสิบเท่าและพุ่งครอบร่างของหลิงฮันเอาไว้
ปัง!
เมื่อขวดหยดตกกระทบกับพื้น จู่ๆร่างของหลิงฮันก็หายไป
“จัดการ!” พวกเทียนชิงเย่กับสามคนลงมือจู่โจมจี่อู๋หมิงพร้อมกัน โดยที่แต่ละคนต่างระเบิดพลังต่อสู้ที่ทรงพลังที่สุดของตนออกมา
“โอ้ ขวดทรัพย์สงครามของซวีหลันงั้นรึ?” จี่อู๋หมิงชําเลืองมองไปยังขวดยกและกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับขยับเท้าเคลื่อนไหวหลบหลีกไม่เผชิญหน้ากับทั้งสามคนตรงๆ
…แผนการที่พวกเทียนชิงเยู่ทั้งสามคนวางเอาไว้นั้น ถึงแม้ว่าเป้าหมายแรกจะเป็นคู่หมิง แต่พวกเขาก็ต้องจัดการหลิงฮันเสียก่อน เพราะงั้นพวกเขาจึงตัดสินใจน่าขวดสมบัติออกมาใช้กักขังหลิงฮันชั่วคราว
“ไม่ส์ ไม่ใช่ขวดทรัพย์สงครามของจริง แต่เป็นของเลียนแบบที่สามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น” จีอู่หมิงพยักหน้า ถึงแม้จะกําลังถูกล้อมโจมตีโดยสุดยอดจักรพรรดิทั้งสามเขาก็ไม่หวาดกลัว
เขาเคยพบเจอสถานการณ์นี้มานับไม่ถ้วนแล้ว โดยเฉพาะตอนนี้ต้องรับมือกับพายุมืด เขาเคยถูกล้อมโจมตี โดยตัวตนที่เทียบเท่าราชานิรันดร์ระดับเก้าหลายสิบคน แต่สุดท้ายตัวตนเหล่านั้นก็ถูกเขาสังหารอย่างโหดเหี้ยม
เพียงแค่มองการโจมตีแวบเดียว เขาก็เคลื่อนไหวหลบหลีกวงล้อมของสุดยอดจักรพรรดิทั้งสามได้อย่างง่ายดาย
พวกเทียนชิงเต่ทั้งสามตกตะลึง ไม่ใช่เพราะจี่อู๋หมิงรู้จักขวดทรัพย์สงครามเลียนแบบ แต่เป็นเพราะอิหมิงเรียกชื่อของราชานิรันดร์ชวีหลันออกมาห้วนๆ
ชื่ออันสูงส่งของราชานิรันดร์ เป็นสิ่งที่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณสามารถเรียกออกมาตรงๆได้งันรี?
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะที่หยิ่งทะนงเพียงใด ก็ต้องแสดงความสุภาพออกมาเมื่อเอ่ยถึงชื่อของราชานิรันดร์
“ช่างกล้านักที่เรียกชื่อของราชานิรันดร์ออกมาห้วนๆ!” เทียนชิงเต่กล่าวด้วยน้ําเสียงโหดเหี้ยม
จี่อู๋หมิงไม่แยแส ในความเป็นจริงราชานิรันดร์แทบทั้งหมดคือรุ่นเยาว์ของเขาด้วยซ้ํา หากรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา ไม่ว่าเป็นราชานิรันดร์คนใดก็ต้องโค้งตัวค่านับเขา
ราชานิรันดร์ชวีหลันเป็นเพียงราชานิรันดร์ระดับแปดเท่านั้น ซึ่งไม่นับเป็นอันใดได้ในสายตาของเขา
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระกันได้แล้ว หมอนั่นแค่พยายามจะถ่วงเวลา!” ยี่หวานิ่งกล่าวอย่างเย็นชา
“ถูกแล้ว รีบลงมือสังหารเขาซะ!”
ทั้งสามคนปลดปล่อยทักษะที่ทรงพลังที่สุดออกมาเพื่อจํากัดจีอู่หญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้
เพราะอย่างไรขวดทรัพย์สงครามก็เป็นเพียงของเลียนแบบเท่านั้น ระยะเวลาที่สามารถกักขังหลิงฮันได้จึงไม่ยาวนานมาก
จี่อู๋หมิงยังคงสงบนิ่ง ทั่วร่างของเขาราวกับไม่ยึดติดอยู่กับห้วงมิติแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีแบบไหนก็จะทะลุผ่านร่างของเขาไป โดยไม่สร้างความเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว
“อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ!” สุดยอดจักรพรรดิทั้งสามอุทานออกมา และดวงตาของพวกเขาแสดงออกถึงความตกตะลึง
อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติเป็นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนืออํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุ ซึ่งการจะฝึกฝนนั้นทําได้ยากลําบากมาก เพราะการจะฝึกฝนได้จําเป็นต้องรู้แจ้งจากสมุนไพรนิรันดร์ห้วงมิติ
แต่ดูจากการเคลื่อนไหวของจอหมิงแล้ว เห็นได้ชัดว่าความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติของอีกฝ่ายอยู่ในระดับที่สูงมาก
อีกฝ่ายฝึกฝนได้อย่างไรกัน?
แต่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสามก็ไม่ท้อถอย และกระหน่าโจมตีให้มากขึ้น
ถึงแม้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติจะอยู่เหนืออ่านาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุ แต่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งในอ่านาจแห่งกฎเกณฑ์ของทั้งสองฝ่ายด้วย
เมื่อสุดยอดจักรพรรดิทั้งสามกระหน่าโจมตีจนถึงจุดหนึ่ง ห้วงมิติของจอหมิงก็เกิดการบิดเบี้ยวและถูกทําลาย
จีอู่หมิงไม่ได้แยแสและแผ่มือทั้งสองออก มือข้างหนึ่งได้เชื่อมโยงกลับไปยังอดีต และมืออีกข้างหนึ่งได้ควบคุมอนาคต
“อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลา!”
พวกเทียนชิงเต่ตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าเจ้าเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติหรอกรี?
ไม่ว่าจะเป็นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติหรือห้วงเวลา ก็ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธจะสามารถฝึกฝนได้ เพียงเพราะอยากฝึกฝน การจะฝึกฝนจําเป็นต้องใช้สมุนไพรนิรันดร์ที่สอดคล้องกัน และเพื่อที่จะฝึกฝนให้เชี่ยวชาญเหมือนกับจีอู่หมิงแล้ว จํานวนสมุนไพรนิรันดร์ที่ต้องใช้เกรงว่าคงมีจํานวนมหาศาล จนแม้แต่ราชานิรันดร์ ส่วนใหญ่ก็ต้องสูดหายใจลึก
คนผู้ที่มีต้นกําเนิดอย่างไรกันแน่…?
ปัง!
ในช่วงนั้นเอง จู่ๆ รอยฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นที่ผิวขวดทรัพย์สงคราม ปัง ปัง ปัง รอยฝ่ามือค่อยๆ ปรากฏมากขึ้น และลึกขึ้นเรื่อยๆ
“เร็วเข้า หมอนั่นใกล้จะทําลายสมบัติออกมาแล้ว”
“อย่างมากก็ภายในสิบกระบวนท่า พวกเราต้องสังหารหมอนให้ได้ก่อน!”
“ใช้ทักษะทั้งหมดที่มีออกมา!”
พวกเทียนชิงเยู่ทั้งสามคนร้อนรน หลิงฮันใกล้จะออกมาได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องรีบกําจัดลี่หมิงให้เร็วที่สุด เพราะหากทําไม่ได้สถานการณ์ก็จะกลับตาลปัตรทันที และพวกเขาก็จะไม่มีโอกาสชนะเหลืออยู่อีกต่อไป
“จันทรากระจ่างโคจรนิจนิรันดร์!” เทียนชิงเยู่ปลดปล่อยทักษะเป็นคนแรก เบื้องหลังของเขาปรากฏดวงจันทร์ที่เย็นยะเยือกราวกับวารี โดยที่บนผิวดวงจันทร์ได้มีอักขระโบราณที่แตกร้าวสลักเอาไว้
เมื่อแสงของดวงจันทร์สาดส่องเข้าใส่จี่อู๋หมิง ร่างของเขาก็หยุดชะงักและไม่สามารถขยับได้ทันที
“ดาบนิรันดร์สันคมม่วง!” ฮุยหยินเองก็ปลดปล่อยทักษะที่ทรงพลังที่สุด นางดึงดาบเล่มสีม่วงออกมาจากบริเวณหน้าผาก ซึ่งนี่ไม่ใช่อาวุธของจริงแต่เป็นดาบที่ถูกควบแน่นจากดวงวิญญาณของนาง
…การแบ่งแยกร่างวิญญาณไม่จําเป็นว่าต้องให้อยู่ในสภาพของร่างมนุษย์เสมอไป ดวงวิญญาณสามารถแปรสภาพให้อยู่ในรูปแบบศาสตราวุธต่างๆได้ แต่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
และสุดท้าย ทางด้านของยหวานิ่งเขาได้ใช้กําปั้นทุบหน้าอก “พรึบ ปีกสองข้างสยายออกมาจากแผ่นหลังของเขา ตราประทับมากมายพรั่งพรูออกมาและพลังต่อสู้ของเขาได้ทะยานสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
จี่อู๋หมิงยิ้มและกล่าว “มหากัสสปะ จูปั้ว…” เขาท่องนามของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งออกมา พร้อมกับอักขระ “F” ได้ปรากฏขึ้นบนหน้าผาก คลื่นอันสีทองอันไร้ที่สิ้นสุดส่องสว่างลงมาจากท้องฟ้า และชโลมไปทั่วร่างกายของเขา
“ปัง ปัง ปัง การโจมตีของสุดยอดจักรพรรดิทั้งสามที่พุ่งเข้ามาถูกคลื่นแสงสีทองป้องกันเอาไว้ได้ จี่อู๋หมิงในตอนนี้ราวกับพระพุทธเจ้าร่างทองคําที่ไม่มีวันดับสูญ
ตอนที่ 2071 ไม่เลือกวิธีการ
ว่าไงนะ!
เซียโหวถงแทบจะสําลักออกมา จ่อหมิงเป็นคนสังหารบรรพบุรุษของเขางั้นรี?
ที่จริงสายเลือดของโกวเฉินนั้นไหลเวียนอยู่ในร่างจอมยุทธตระกูลเซียโหวไม่กี่ยุคกี่สมัยแล้ว แต่มีเพียงเซียโหวถงคนเดียวเท่านั้นที่จู่ๆสายเลือดก็หวนคืนสู่บรรพบุรุษ เมื่อรวมกันกับพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธของตัวเขาเองแล้ว ศักยภาพจึงยกระดับขึ้นเป็นสุดยอดจักรพรรดิ
แน่นอนว่าเซียโหวถงเองก็ไม่เคยเห็นโกวเฉินมา ก่อนที่เขารู้ก็คือบรรพบุรุษของตนเป็นหนึ่งในตัวตนทรงพลังที่สุดในยุทธภพ ราชานิรันดร์ระดับเก๋!
ถึงอย่างนั้นจอมยุทธตัวจ้อยที่มีพลังบ่มเพาะเพียงระดับแบ่งแยกวิญญาณ กลับกลาโอ้อวดว่าตนเองสังหารบรรพบุรุษของเขาอย่างนั้นรี?
แต่ด้วยการที่ประโยคนี้ถูกกล่าวออกมาจากปากของจ่อหมิง จึงไม่มีใครกล้าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” เซียโหวถงถามด้วยน้ําเสียงหนักอึ้ง หลังจากใช้ความรู้สึกอย่างถี่ถ้วน เขาก็พบว่าพลังของโกวเฉินภายในร่างกําลังได้ยอมจํานนของจีอู่หมิงจริงๆ
สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะการชี้นําโชคชะตาของสวรรค์และปฐพี
ตัวอย่างเช่นถ้าหากสัตว์อสูรต้นกําเนิดที่ทรงพลังสองตนต่อสู้กันและมีฝ่ายหนึ่งที่ฝ่ายแพ้ ลูกหลานของฝ่ายที่พ่ายแพ้เมื่อพบเจอฝ่ายที่ชนะ ก็จะมีโชคชะตาถูกกําราบตามไปด้วยติดตัวมาแต่กําเนิด
เซี่ยโหวถงพบว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าจอหมิง พลังของโกวเฉินภายในร่างของเขาได้ถูกกําราบอย่างสมบูรณ์ราวกับเป็นหนูที่พบเห็นแมว
แต่แค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณจะสังหารราชานิรันดร์ระดับเก้าได้อย่างไร?
เพราะงั้นเซี่ยโหวถงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเอ่ยถามออกมา
จ่อหมิงยิ้มอย่างไม่แยแส “เมื่อตอนที่พายุมืดคืบคลานเข้ามา โกวเฉินได้ปฏิเสธที่จะช่วยสู้รบ ข้าที่ไม่สบอารมณ์และจําเป็นต้องทําให้ขวัญกําลังใจของกองทัพมั่นคงจึงได้สังหารเขาทิ้งซะ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้กองทัพ จิตใจจะไม่เป็นหนึ่งเดียว ในตอนนั้นดินแดนแห่งเซียนคงถูกพายุมืดลุกลานไปอย่างสมบูรณ์แล้ว”
“ไม่คาดคิดว่าเมื่อข้ากลับมาเกิดใหม่ ข้าจะต้องมาสังหารลูกหลานของโกวเฉินอีกครั้ง”
ข้อมูลที่จธุ์หมิงเปิดเผยออกมานับว่าน่าอัศจรรย์มาก
ในตอนที่ถูกพายุมืดลุกลาน ดินแดนแห่งเซียนจําเป็นต้องใช้ราชานิรันดร์ระดับเก๋ในการตอบโต้เลยงั้นรึ? ยิ่งกว่านั้นยังไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นราชานิรันดร์จํานวนมาก! แถมภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายจนแม้แต่ราชานิรันดร์ระดับเก๋อย่างโกวเฉินยังเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา
เพราะงั้นจธุ์หมิงจึงต้องสังหารโกวเฉินต่อหน้ากองกําลัง เพื่อทําให้ขวัญกําลังใจของกองทัพมั่นคง
โกวเฉินคือสัตว์อสูรต้นกําเนิดที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่ง แต่ก็ยังถูกจีอู่หมิงกําจัดทิ้งได้… ในช่วงเวลานั้นจ่อหมิงต้องเป็นตัวตนที่ทรงพลังขนาดไหนกัน?
“ระ… ร่างกาเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก๋!” เซียโหวถงหวาดผวา
ถึงแม้เขาจะมั่นใจว่าตนเองจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับห้าได้อย่างแน่นอน แต่การจะบรรลุระดับพลังที่สูงขึ้นไปอีกนั้น เขาจําเป็นต้องพึ่งพาดวงกับวาสนาเท่านั้น เพราะเพียงแค่พรสวรรค์และความพยายามของเขาคงไม่เพียงพอ
ส่วนราชานิรันดร์ระดับเก้าน่ะรี? นั้นเป็นระดับพลังที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง
แต่ทว่าต่อให้จะเป็นในขั้นพลังราชานิรันดร์ระดับเก้า บรรพบุรุษของเขาก็ยังถูกใครอื่นสังหารเอาได้
เมื่อราชานิรันดร์ที่ทรงพลังขนาดนั้นกลับมาเกิดใหม่ ใครกันจะเป็นคู่ต่อสู้ได้?
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทําไมอีกฝ่ายถึงกระตุ้นเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้สําเร็จ
เดี๋ยวก่อน… ถ้างั้นแล้วหลิงฮันล่ะ?
เซียโหวถงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหลิงฮัน บุรุษผู้นี้เองก็กระตุ้นเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้เช่นกัน
“ข้าไม่ใช่ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์หรอกนะ” หลิงฮันยิ้ม ในเมื่ออู่หมิงไม่รีบที่จะลงมือ เขาเองก็ไม่คิดจะรีบร้อนเช่นกัน
ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น… เซียโหวถงถอนหายใจโล่งอกถึงแม้สถานการณ์ในตอนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตามที
จ่อหมิงยิ้มและกล่าว “หมอนั่นไม่ใช่ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ แต่เป็นผู้สืบทอดของมหาปราชญ์สวรรค์ มหาปราชญ์สวรรค์ตัวตนที่ราชานิรันดร์ระดับเก้าบากบั่นจะก้าวไปให้ถึง ซึ่งเป็นปรมาจารย์ที่ปกครองสรรพสิ่งที่แท้จริง”
พรวด!
ดวงตาของเซียโหวถงถลนออกมาด้วยความตะลึง
อะไรกัน ยังมีตัวตนที่ยืนอยู่เหนือราชานิรันดร์ระดับเก้าอยู่อีกงั้นรี?
เส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุด!
เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีเพียงคนที่จะบรรลุเป็นมหาปราชญ์สวรรค์เท่านั้น ถึงจะกระตุ้นสะพานมังกรสีดําได้?
ฉวะ!
ในขณะที่เซี่ยโหวถงกําลังอยู่ในสภาวะตกตะลึง จ่อหมิงก็สะบั้นดาบอย่างรวดเร็ว ศีรษะของเซียโหวถงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยที่สายตายังคงจดจ้องไปที่อู่หมิง
เจ้าเป็นถึงร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้าแท้ๆ เจ้าลอบโจมตีสังหารรุ่นเยาว์อย่างไร้ยางอายเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่เมื่อศีรษะถูกอุปกรณ์นิรันดร์ตัดขาด มีรีที่เชี่ยโหวถงจะมีชีวิตรอด?
อย่าว่าแต่เซียโหวถงเลย ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท์ที่ทรงพลังก็ไม่มีทางรอด
หลิงฮันชําเลืองมองไปยังจีอู่หมิง ปรมาจารย์ที่แท้จริงย่อมไม่สนใจเลือกวิธีการที่จะทําให้ตนเองบรรลุเป้าหมาย
อีกฝ่ายจงใจกล่าวถึงโกวเฉินขึ้นมาและเล่าเรื่องราวที่น่าตกตะลึงเพื่อให้เซี่ยโหวถงสติหลุดลอย พร้อมกับใช้โอกาสนั้นสังหารเซียโหวถงทิ้ง
ศัตรูแบบนี้ไม่ว่าใครได้สู้ด้วยก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลําบาก
จ่อหมิงเหลือบมองกลับมาที่หลิงฮันและกล่าว “ไม่ต้องกังวล หากข้าจะสังหารเจ้า ข้าจะใช้วิธีที่ยุติธรรม”
อย่างนั้นรี? หลิงฮันส่ายหัวและไม่เชื่อคําพูดของอู่หมิง
“ไปกันต่อ!” จ่อหมิงหันหลังเดินด้าน ตอนนี้พวกเขากําจัดสุดยอดจักรพรรดิไปได้แค่คนเดียว และเป้าหมายยังอยู่อีกสามคน
ต่อให้พวกเทียนชิงเยู่ทั้งสามคนจะหนีไปอย่างไร แต่เมื่อการประลองเริ่มขึ้นแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหนีออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ได้ภายในเวลาสิบวัน
หลิงฮันกับจอหมิงเริ่มออกตามหาเป้าหมายของพวกเขาคือสามสุดยอดจักรพรรดิเท่านั้น เพราะอย่างไรคนอื่นๆที่เหลือก็จะถูกจัดการโดยร่างมนุษย์ทมิฬอยู่แล้ว
ทั้งสองคนสํารวจหุบเขาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีร่างมนุษย์ทมิฬไล่ตามมา แต่สําหรับพวกเขาสองคนแล้วการโจมตีระดับนี้ย่อมเป็นเพียงเรื่องจิ๊บจ๊อย
หลังจากผ่านไปราวๆ สองชั่วโมงในที่สุดพวกเขาก็พบจ์ขี่ยหยิน นางยืนอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งสายลมที่พัดผ่านส่งกระโปรงของนางให้พลิ้วไหวทําให้ดูราวกับเป็นเทพธิดา
การที่นางปรากฏตัวต่อหน้าจอู่หมิงกับหมิงเช่นนี้ ราวกับว่านางพร้อมใจจะสู้เป็นตายกับพวกเขาที่นี่
หลิงฮันกวาดสายตามอง ที่ทางด้านซ้ายและขวาของโขดหินเป็นพื้นที่ว่างจึงไม่มีทางที่ใครจะซ่อนตัวอยู่ได้ แต่ด้านหลังหินที่ขี่ยหยินเหยียบอยู่นั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร ถ้าเกิดมีใครซ่อนอยู่ตรงนั้นล่ะก็…
หลิงฮันใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
แต่ถึงอย่างนั้นการที่ขี่ยหยินยืนรอพวกเขาอยู่ที่นี่ก็ดูไม่มีเหตุผลอยู่ดี
“แค่สังหารทิ้งซะก็พอ!” จ่อหมิงก้าวเดินขึ้นหน้า ราวกับต่อให้สิ่งที่บ่อมังกรหรือถ้ําเสือที่อันตรายเขาก็ไม่แยแส
ตอนที่ 2070 สายเลือดโกวเฉิน
แก่นพลังมหาพินาศของหลิงฮันคือทักษะที่โจมตีเป็นวงกว้าง ไม่ว่าศัตรูจะพุ่งเข้ามากี่คน ทุกคนก็ต้องปะทะเข้ากับคลื่นระเบิดพร้อมกัน เพราะงั้นร่างวิญญาณที่รับการโจมตีไปถึงไม่ใช่แค่ร่างเดียว แต่เป็นทั้งแปดร่าง
เขาพุ่งทะยานเดินหน้าต่อโดยใช้กายหยาบที่ไร้เทียมทานรับการโจมตีเข้าไปเต็มๆ และไปปรากฏอยู่ด้านข้างจื่อหมิง
“ใช้กลยุทธ์เดิม!” จื่อหมิงยิ้มมุมปาก
หลิงฮันพยักหน้า ครั้งก่อนเขาสามารถเข้าขากับพี่หมิงได้อย่างดีเยี่ยม และครั้งนี้จะต้องดียิ่งขึ้นเข้าปะทะ!
สถานการณ์กลายเป็นอลหม่าน หลิงฮันกับคู่หมิงเผชิญหน้ากับสุดยอดจักรพรรดิทั้งนี้ ในขณะที่คนอื่นๆ รับมือกับร่างมนุษย์ทมิฬ แต่ถึงแม้จีอู่หมิงกับหลิงฮันจะกําลังต่อสู้อยู่ ก็ใช่ว่าร่างมนุษย์ทมิฬจะหยุดโจมตีพวกเขา พวกมันยังคงกระหน่าโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
เพียงแต่สําหรับหลิงฮันกับคู่หมิงแล้ว การโจมตีของพวกมันไม่ส่งผลอะไรแม้แต่น้อย
การโจมตีของร่างมนุษย์ทมิฬอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี่ไม่ใช่รี? ต่อให้หลิงฮันนอนนิ่งยอมให้พวกมันโจมตีใส่เรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งยุคสมัยพวกมันก็สังหารเขาไม่ได้ และด้วยการคุ้มกันจากเขา จื่อหมิงจึงไม่ต้องสนใจเรื่องการป้องกัน โหมกระหน่ําโจมตีออกไปไม่หยุด
แต่ทว่าพวกเทียนชิงเต่ไม่อาจทําแบบนั้นได้ ถึงแม้ตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพี่จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา แต่พวกเขาก็ต้องคอยปัดป้องการโจมตีที่พุ่งเข้ามา
สุดยอดจักรพรรดิทั้งสีเริ่มเผ่นหนี้ ทําให้จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์คนอื่นๆไม่สามารถต้านทานอํานาจของอุปกรณ์นิรันดร์ได้ และหากพวกเขาไม่หลบหนีตามไปก็คงมีแต่ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่
ร่างมนุษย์ทมิฬยังคงล่าสังหารอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้จํานวนของจอมยุทธลดลงเรื่อยๆ
“รูทวารจงระเบิด!” ฮูหนวกวัดแกว่งแท่งเล็กในมือและทะลวงเข้าใส่ผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง
เป้าหมายของนางแน่นอนว่าต้องเป็นคู่ต่อสู้ที่นางรับมือได้ เมื่อแท่งเหล็กถูกแทงออกไปเสียงร้องโอดครวญก็ดังขึ้น และกันของบุรุษที่ถูกแท่งเหล็กของนางทิ่มแทงก็มีโลหิตไหลออกมา
“สนุกจัง!” เด็กสาวกวัดแกว่งแท่งเหล็กในมือควงร่างบุรุษผู้หนึ่งโจมตีรอบด้าน ปัง ปัง ปัง สายเลือดมัจฉาวายุภักษ์ถูกกระตุ้นใช้งาน เงาขนาดมหึมาของมัจฉาวายุภักษ์ได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังและมอบที่น่าสะพรึงกลัวให้แก่นาง
ใบหน้าอันงดงามของจักรพรรดิแสดงออกอย่างเย็นชา และเรียกร่างวิญญาณออกมาพร้อมกับร่างแยกอีกสิบแปดร่าง เมื่อพวกนางทั้งยี่สิบคนลงมือ จอมยุทธที่มีพลังต่อสู้ต่ํากว่าระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้สิ้นชีพภายในไม่กี่วินาที
มีเพียงธิดาโร่วเท่านั้นที่อ่อนแอกว่าใคร นางท่าได้เพียงรับมือกับร่างมนุษย์ทมิฬและจ้องมองให้กําลังใจพวกซูหนิว
ครวนี้หลิงฮันกับจีอู่หมิงเลือกที่จะไล่ตามสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นหุบเขาปิด ที่ไม่มีใครออกไปได้ในระยะเวลาสิบวัน
“ซูหนิว! หลวนซิง!” หลิงชั้นตะโกนและนําสตร์ทั้งสองเข้าไปในหอคอยทมิฬ เมื่อเขาหันไปเห็นธิดาโรัวที่น่าสงสาร เขาก็ยื่นมือขวาออกไปนําร่างของนางเข้าไปในหอคอยทมิฬด้วย
หากจะไล่ล่าก็ต้องป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลังเอาไว้ก่อน เพราะถ้าทิ้งสตรีทั้งสามเอาไว้ที่นี่แล้ว พวกนางเกิดถูกจับเป็นตัวประกันล่ะ?
หลิงฮันกับจีอู่หมิงเคลื่อนไหวไล่ตามเซียโหวลงไปเป็นคนแรก
“ตัวข้าจื่อหมิงผู้นี้ หากคิดสังหารใครมีรีที่เหยื่อจะหนีไปได้?” จื่อหมิงแสยะยิ้มและนําธนูคันเล็กออกมา
ธนูสวรรค์ไร้พรมแดน… อุปกรณ์นิรันดร์!
เพียงแต่สัมผัสธนูสวรรค์ไร้พรมแดนก็ขยายออกจนมีความยาวเท่าคนหนึ่งคน คลื่นแสงปรากฏขึ้นบนคันธนู และควบแน่นกลายเป็นลูกศรปราณแสง
“จัดการ!” จื่อหมิงเค้นเสียงแผ่วเบา และลูกศรปราณแสงได้พุ่งทะลวงเข้าใส่เซี่ยโหวถิงทันที
หากสามารถกระตุ้นใช้พลังของอุปรกณ์นิรันดร์ได้เต็มที่ ต่อให้เซี่ยโหวถิงจะแข็งแกร่งกว่านี้หมื่นเท่า เขาก็ย่อมถูกสังหารในหนึ่งลูกศร เพียงแต่ต่อให้จื่อหมิงจะกระตุ้นพลังทั้งหมดของอุปกรณ์นิรันดร์ไม่ได้ แต่ลูกศรที่พุ่งออกไปก็ยังเป็นการโจมตีที่ถูกควบแน่นโดยอุปกรณ์นิรันดร์อยู่ดี
เซียโหวถิงรู้สึกเย็นยะเยือกจนร่างกายสั่นสะท้าน เขามีลางสังหรณ์ว่าถ้าหากถูกลูกศรทะลวงเข้าใส่ ชีวิตของ เขาจะต้องดับสิ้นในทันที
เขารีบหันหลังกลับไปปล่อยหมัดตอบโต้ทันที กําปั้นที่ชกออกไปถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยคลื่นพลังที่หนาหนึ่งชั้น และอัดแน่นไปด้วยตราประทับมากมาย
ตูม!
เมื่อหมัดกับลูกศรเข้าปะทะกันคลื่นพลังแห่งเต๋ก็กระแทกน้ํานั่นกัน ก่อให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วพื้นที่
สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกศรปราณแสงนั้นน่าสะพรึงกลัวมาก มันทะลวงผ่านคลื่นพลังที่ปกคลุมหมัดของเซียโหวถิงเข้าไปได้อย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรเซียโหวถิงก็เป็นถึงสุดยอดจักรพรรดิ หากเขาไม่มั่นใจมีรีที่จะปล่อยหมัดตอบโต้?
ในขณะที่ลูกศรปราณแสงกําลังจะสัมผัสกับกาปั้น พลังของลูกศรก็สลายกลายเป็นจุดเล็กๆและสลายไป
ถึงแม้อุปกรณ์นิรันดร์จะไม่ได้ถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ แต่การที่สามารถสลายการโจมตีของมันได้ นับว่าพลังของเซี่ยโหวถึงค่อนข้างน่าอัศจรรย์ไม่น้อย
เพียงแต่ความพยายามนั้นก็ไร้ความหมาย
“พรึบ” จื่อหมิงยกคันธนูขึ้นอีกครั้งและยิงลูกศรปราณแสงออกไป
ต่อให้ลูกศรถูกทําลาย จื่อหมิงก็สามารถยิงโจมตีออกไปได้อีกรอบ
ลูกศรถูกยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดจธุ์หมิงกับหลิงฮันก็ไล่ตามเซียโหวถิงทัน
“เจ้าจะไล่ต้อนข้าจนถึงที่สุดสินะ?” เซี่ยโหวถิงคาราม
หลิงฮันอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะเป็นฝ่ายต้องการไล่ต้อนพวกข้าก่อนนะ เหตุใดตอนนี้ถึงพูดเหมือนตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียล่ะ?”
“ฮีม พวกเจ้าประมาทข้าเกินไป!” ร่างของเซียโหวถิงพรั่งพรูไปด้วยกลิ่นอายอันโหดเหี้ยม ครีนน” ทันใดนั้นออร่าที่ทรงพลังก็ระเบิดออกมาจากทั่วร่างของเขา พร้อมกับเงาของสัตว์อสูรได้ลอยออกมาจากภายในร่างกาย
“พร็บ พร็บ พร็บ บนร่างของสัตว์อสูรมีตราประทับแห่งเต๋อยู่ทั้งหมดเจ็ดตรา แม้ตราประทับแต่ละอันจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายบรรพกาลที่สูงส่ง
สัตว์อสูรตนนี้มีรูปร่างเหมือนกับกวาง บนหัวของมันมีเขางอกขึ้นมา ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ด และมีหางเหมือนวัวกระทิง
“หม โกวเฉิน!” จื่อหมิงเผยสีหน้าประหลาดใจ
หลิงชั้นได้ยินและอุทาน โอ้” ขึ้นในใจ โกวเฉินที่ว่าคือสัตว์อสูรต้นกําเนิดที่ทรงพลังที่สุดคนหนึ่ง ที่แท้เซียโหวถิงก็มีสายเลือดของโกวเฉินนี่เอง เมื่อพลังของสายเลือดถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ ออร่าของเขาถึงได้พุ่งทะยานสูงเสียดฟ้าในชั่วอึดใจ
แต่การใช้อํานาจของสายเลือดเช่นนี้จําเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาล เพราะไม่อย่างนั้นแท้เซี่ยโหวถิงคงใช้ความสามารถนี้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
คาดว่าน่าจะเหมือนกับแก่นกําเนิดนิรันดร์เปลวเพลิงของหลิงฮันที่สามารถระเบิดพลังออกมาในระยะเวลานั้นๆ เท่านั้น และพลังจะแห้งเหือดไปหลังจากใช้งาน
“ถูกแล้ว บรรพบุรุษของข้าคือสัตว์อสูรต้นกําเนิดโกวเฉิน!” เซียโหวถิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ร่างของกายของเขาในบริเวณที่ไม่มีเสื้อปากคลุมอย่างใบหน้าคอ และมือนั้นได้มีเกล็ดมากมายปรากฏขึ้นมาปกคลุมเอาไว้
เซี่ยโหวถิงในตอนนี้ราวกับไม่ใช้มนุษย์ แต่เป็นสัตว์อสูรบรรพกาลที่แท้จริง
“โชคร้ายที่เจ้าไม่รู้ว่าคนที่สังหารโกวเฉินก็คือข้า!” จื่อหมิงกล่าวอย่างไม่แยแส
ตอนที่ 2069 สําแดงอํานาจ
ปัง!
หลิงฮันปล่อยหมัดออกไปและร่างมนุษย์ทมิฬได้แหลกสลายในทันทีเพียงแต่ที่น่าประหลาดใจก็คือเศษซากร่างมนุษย์ทมิฬได้กลับมารวมตัวกันที่ด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็วและกวัดแกว่งแขนที่ยาวเหยียดเข้าใส่แผ่นหลังของเขา
ร่างมนุษย์ทมิฬพวกนี้… เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฆ่าไม่ตายงั้น?
หลิงฮันกระโดดหลบการโจมตี
เขาคาดเดาในใจว่าร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้น่าจะมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพีถึงแม้พวกมันแข็งแกร่ง เท่าพวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนที่เป็นสุดยอดจักรพรรดิหรือจักรพรรดิทั่วไปอย่างตู้เส่าจขึ้นแต่พวกมันก็ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัว
นั้นเพราะพวกมันไม่มีวันตาย
“อ้ากกก!” เสียงร้องโอดครวญดังก้องไปทั่ว มีใครหลายคนประมาทความน่าสะพรึงกลัวของร่างมนุษย์ทมิฬและคิดว่าตนเองสามารถกําจัดพวกมันในด้วยหนึ่งกระบวนท่า จึงถูกโจมตึกลับอย่างสาหัส
ร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้อุกอาจเป็นอย่างมากพวกมันจํานวนหลายพันตัวกระหน่ําโจมตีพร้อมกันโดยที่ส่วนใหญ่เพ่งเล็งไปยังกลุ่มของเทียนชิงเย่
ทําไมน่ะ?
เพราะกลุ่มของพวกเขามีจํานวนคนมากสุดจึงตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย
ในพริบตาเดียวทางฝั่งของเทียนชิงเต่ก็มีคนตายไปหลายสิบคนและจํานวนคนที่ถูกสังหารก็ยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงว่าทําไมคนเก่าแก่ถึงกล่าวว่าฝ่ายที่แข็งแกร่งใช่ว่าจะชนะเสนอไปภัยคุกคามจากร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ไม่ใช่น้อยเลยจริงๆหากกลุ่มของเทียนชิงเยถูกรุมโจมตีไม่หยุดไม่หย่อนต่อไปเช่นนี้พวกเขาจะอยู่รอดถึงสิบวันรึเปล่าก็ไม่รู้
“เร็วเข้า รีบตั้งวงล้อมป้องกัน!” เทียนชิงเยู่และสุดยอดจักรพรรดิคนอื่นๆกล่าววิธีการนี้สมควรเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการโต้ตอบสถานการณ์ในตอนนี้
“คนส่วนหนึ่งพักในขณะคนอีกส่วนหนึ่งช่วยกันป้องกันการโจมตีแล้วพวกเราจะแบ่งกะกันเป็นระยะ”
จอมยุทธที่มีพลังต่อสู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพลงมือตอบโต้อย่างต่อเนื่องและสามารถบดขยี้ร่างมนุษย์ทมิฬให้เป็นเศษซากได้อย่างง่ายดายแต่ทว่าร่างมนุษย์ทมิฬเองก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและสร้างภัยคุกคามให้พวกเขาต่อไป
โชคดีที่มีเทียนชิงเยู่และจักรพรรดิคนอื่นๆ คอยสนับสนุนอยู่ด้วยอัตราคนที่เสียชีวิตจึงลดลงในทันทีและอย่างน้อยก็ไม่มีใครตายในเวลานี้
จีอู่หมิงแสยะยิ้มและทะยานร่าง ปัง ปัง ปัง”ร่างมนุษย์ทมิฬมากมายถูกบดขยี้อย่างง่ายดายเขาเพ่งเล็งการโจมตีไปยังพวกเทียนชิงเย่และไม่ลังเลที่จะนําดาบพิฆาตห้วงจิตออกมาใช้พร็บ พรึบ พรึบ ปราณดาบมากมายตัดผ่านอากาศไปอย่างน่าสะพรึงกลัว
“ม!” เทียนชิงเยู่กับเซี่ยโหวถงตอบโตโดยการปล่อยหมัดที่ทรงพลังออกไปพร้อมกัน
ตูม!
ร่างของจอหมิงสั่นสะท้านและถูกบังคับให้ล่าถอยถึงแม้ดาบพิฆาตห้วงจิตจะทําลายการป้องกันที่ทรงพลังที่ สุดได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรในด้านของพลังต่อสู้พวกเทียนชิงเยว่และสุดยอดจักรพรรดิคนอื่นๆ ก็มีข้อได้เปรียบได้ เรื่องของระดับพลัง
จีอู่หมิงไม่แยแส เขากําาวเดินกวัดแกว่งดาบพิฆาตห้วงจิตปลดปล่อยปราณดาบเข้าใส่กลุ่มของเทียนชิงเย่อ ย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายของเขาชัดเจนมากเขาต้องการแยกกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากกัน และให้ร่างมนุษย์ทมิฬลงมือต่อ
“บัดซบ!” เทียนชิงเย่คารามเขากับเซียโหวถงร่วมมือกันสลายอานาจของดาบพิฆาตห้วงจิตแต่เพียงแค่พวกเขาสองคนจะสามารถปัดป้องการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของจอหมิงทั้งหมดได้อย่างไร?
เพื่อหลบหลีกปราณดาบที่พุ่งเข้าใส่จอมยุทธหลายคนทําได้เพียงแยกย้ายกันเผ่นหนี้ ทําให้วงล้อมป้องกันพังทลายลงทันทีร่างมนุษย์ทมิฬถาโถมกันเข้าไปฉีกร่างของจอมยุทธหลายคนออกเป็นชิ้นๆโลหิตที่สาดกระจายไปทั่วก่อให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่น่าสยดสยอง
“อย่าไขว้เขว!อย่าแตกกลุ่ม!”ใครบางคนรีบตะโกนขึ้นมา
ทุกคนเห็นชะตากรรมของการแตกกลุ่มแล้วจึงได้รับกลับมารวมกลุ่มกันอย่างรวดเร็วและตั้งวงล้อมป้องกันขึ้นมาใหม่
จ่อหมิงแสยะยิ้มและกวัดแกว่งดาบพิฆาตห้วงจิตออกไปอีกครั้ง
ทุกคนกัดฟันแน่นพยายามไม่แตกกลุ่มหลบหนี
ฉวะ!
ปราณดาบกวาดผ่านและโลหิตสาดกระจายลอยขึ้นฟ้ามีอย่างน้อยสิบคนที่ถูกนั่นเป็นเศษเนื้อด้วยปราณดาบเมื่อครู่นี้
นั่นมันอุปกรณ์นิรันดร์!
ทุกคนรู้สึกหวาดผวา แล้วอย่างนี้จะหลบหรือไม่หลบดี?
ไม่ว่าเลือกทางไหนสิ่งที่รออยู่ก็มีแต่ความตาย!
“ช่วยกันกําราบหมอนั่น!”ฮุยหยินคํารามขึ้นมาและเป็นคนเปิดการโจมตี
พวกนางจงใจถีบหลิงฮันกับจีอู่หมิงออกจากพันธมิตรและใช้วิธีการบังคับให้ทั้งสองเลือกเป็นตัวแทนของเผ่าอื่นก็เพื่อจะใช้คนหมู่มากในการกําจัดทั้งสองคน
ถึงแม้ผลลัพธ์จะเป็นไปตามคาด แต่กลับไม่ส่งผลดีเลยแม้แต่น้อยเพราะท่ามกลางการรุมโจมตีจากร่าง มนุษย์ทมิฬพวกนางได้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปกลุ่มของพวกนางจะต้องพังทลายลงแน่
เพราะงั้นก่อนจะเป็นแบบนั้นจึงต้องใช้ประโยชน์จากจํานวนตนที่มีมากกว่ากําจัดอู่หมิงกับหลิงฮันทิ้งไปก่อนตราบใดที่ทั้งสองคนตาย นางกับพวกเทียนชิงเย่จะคุมสถานการณ์ได้และชัยชนะก็จะตกเป็นของพวกนาง
“ฆ่า!”
คนอื่นๆ เองก็คํารามอย่างเกรี้ยวกราดตอนนี้โชคชะตาของพวกเขาคือไม่ถูกร่างมนุษย์ทมิฬฆ่าก็ต้องถูกจ่อหมิงฆ่าแต่ตราบใดที่สังหารจีคู่หมิงได้วิกฤตที่พวกเขาเผชิญอยู่ก็จะหมดไป
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตทําให้พวกเขาระเบิดพลังต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์ออกมาและนําสมบัติออกมาใช้อย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นเอง ทั่วท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยแสงแห่งนิรันดร์ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง
สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ร่วมมือกันโจมตีจีอู่หมิงพวกเขาปล่อยให้จักรพรรดิคนอื่นๆ รับมือกับร่างมนุษย์ทมิฬและช่วยกันกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์อีกสิบกว่าคนกําราบจอหมิงสุดความสามารถ
“ลืมข้าไปรึเปล่า?” หลิงชั้นคํารามเรียกร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมาในมือของมันถือดาบอสูรนิรันดร์เอาไวและพุ่งทะยานโจมตีอย่างอุกอาจ
“ปัง ปัง ปัง ร่างของจอมยุทธมากมายถูกส่งลอยกระเด็นมีบ้างบางส่วนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆแต่ก็มีบางส่วนที่ร่างถูกบดขยี้เป็นเศษเนื้อในทันที
“อย่าปล่อยโอกาสให้ทั้งสองคนร่วมมือกัน!”จ์ขี่ยหยินค่าราม
สุดยอดจักรพรรดิทั้งส์ไม่ใช่แค่เคยเห็นการร่วมมือกันของหลิงฮันกับจอี้หมิงเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีประสบการณ์ที่ล่าบากแสนสาหัสเพราะการร่วมมือของทั้งสองอีกด้วย
คนหนึ่งมีการป้องกันที่ไร้เทียมทานในขณะที่อีกคนหนึ่งมีการโจมตีที่รุนแรงหาใครเปรียบ ด้วยการร่วมมือกันของทั้งสองย่อมสามารถกําราบทุกสรรพสิ่งในระดับพลังเดียวกันได้
เทียนชิงเยู่กับเซียโหวถงรีบเรียกร่างวิญญาณทั้งสื่ออกมาพร้อมกันและชี้นําพวกมันให้ไปสกัดกั้นหลิงฮัน
“ฮ่าๆๆ!” หลิงฮันไม่ลังเลที่จะใช้แก่นพลังมหาพินาศโจมตี “ตูม ตูม ตูม”ร่างวิญญาณทั้งแปดถูกแรงระเบิดซัดลอยกระเด็นทันที
…พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งเท่าร่างหลัก!
หากต้องการให้ร่างวิญญาณมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งทําร่างหลักจําเป็นที่จะต้องผสานดวงวิญญาณราชานิรันดร์อย่างแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เข้าไปยังร่างแยกวิญญาณ หรือไม่ก็ต้องเป็นเหมือนจ่อหมิงที่ชีวิตที่แล้วเป็นราชานิรันดร์
หากไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ก็ไม่มีทางที่ร่างวิญญาณจะมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งเทียบเท่าร่างหลัก
ตอนที่ 2068 ร่างมนุษทมิฬ
เผ่าชิงถงคือเผ่าของนักบวชชราน่าชวีที่ตอนแรกพยายามจะดึงตัวหลิงฮันให้เข้าร่วมกับตนเองอย่างสุดชีวิต แต่ทว่าตอนนี้นักบวชชรากลับไม่แม้แต่จะมาพบพวกเขาด้วยตนเอง และส่งรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งมาแทน
เหตุผลนั้นง่ายมาก ถึงแม้การประลองจะยังไม่เริ่ม แต่ผลลัพธ์ก็เผยออกมาให้เห็นแล้ว
นักบวชชราน่าซวีกําลังอารมณ์บูดบึง จึงคร้านจะตอบคําถามใดๆจากหลิงฮัน
หลิงฮันพูดคุยกับรุ่นเยาว์ที่ถูกส่งมาและต่อรองผลตอบแทนให้สูงขึ้น
สุดท้ายเผ่าชิงถงก็รับปากว่าจะมอบผงกระดูกมังกรสวรรค์ให้พวกหลิงฮัน ในจํานวนที่มากพอที่จะทําให้วาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายาเพิ่มพูนถึงสิบเท่า
แน่นอนว่าพวกเขาก็มีเงื่อนไขด้วยว่า ไม่ใช่แค่เข้าร่วมการประลองแล้วจะได้รับรางวัล แต่พวกหลิงฮันต้องชนะและนําลูกแก้วมังกรมาให้กับเผ่าชิงถงด้วย
เพราะอย่างไรกลุ่มของพวกหลิงฮันก็มีแค่ห้าคนเท่านั้น ผงกระดูกมังกรสวรรค์ที่ต้องมอบให้เป็นรางวัลจึงอยู่ในจํานวนที่พอรับได้
แต่ถึงอย่างไรเผ่าชิงถงก็ไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้เท่าไหร่ เพราะกลุ่มของหลิงฮันนั้นอ่อนแอเกินไป
แม่ในประวัติศาสตร์จะมีกลุ่มที่อ่อนแอเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะให้เห็นอยู่ แต่ในการประลองครั้งนี้ความต่างในจํานวนคนของทั้งสองฝ่ายนั้นมีมากเกินไป
ส่วนทางด้านของอีกห้าเผ่านั้นพวกเขาไม่มีความหวังที่จะชนะเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีจอมยุทธจากภายนอกคนไหนเลยที่เป็นตัวแทนให้พวกเขา ทําให้ในการประลองครั้งนี้พวกเขาทําได้เพียงมองดูการแสดงเพียงอย่างเดียว
เรื่องของพวกหลิงฮันทั้งห้าคนกลายเป็นเรื่องตลกสําหรับเผ่าทั้งห้า และเมื่อข่าวนี้แพร่งพรายไปทั่วเมืองชิงหลง คนในเมืองทุกคนก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน
ท่ามกลางความคาดหวัง ในที่สุดการประลองก็ใกล้จะถึงเวลาเปิดม่าน
เหล่าจอมยุทธจากภายนอกทุกคนถูกพาไปยังหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่หุบเขาเดียวกันกับที่มีผงกระดูกมังกรสวรรค์ หุบเขาแห่งนี้เป็นหุบเขาแนวราบยาวและมีทางเข้าทั้งหมดเจ็ดทางสําหรับเจ็ดเผ่า แต่ในการประลองครั้งนี้มีเพียงสองเผ่าเท่านั้นที่เข้าร่วมได้
พวกหลิงฮันกับคู่หมิงเดินผ่านทางเข้าเข้าไป และเบื้องหน้าได้มีโขดหินขวางทางอยู่
โขดหินนี้ถูกเรียกว่าหินทลายมังกร มันตั้งอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปีแล้ว และจะหายไปเมื่อการ ประลองเริ่มขึ้นเท่านั้น สําหรับโขดหินนี้ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ก็ไม่สามารถทําอะไรได้
พวกหล็งฮันทั้งห้าคนยืนอยู่หน้าโขดหินขนาดใหญ่เพื่อรอคอยเวลาอยู่เงียบๆ
กฎของการประลองนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน การประลองนั้นจะใช้เวลาทั้งหมดสิบวัน โดยที่หลังจากผ่านสิบวัน ไปตัวแทนจากเผ่าใดมีจํานวนเหลือรอดมากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ
หากมองในมุมนี้ กลุ่มไหนที่มีจํานวนคนเยอะกว่าย่อมได้เปรียบ
“ที่ต้องทําคือแค่สังหารพวกมันให้หมด!” จ่อหมิงกล่าวอย่างไม่แยแสราวกับศัตรูเป็นเพียงหมูหมา
ซูหนิวพร้อมสู้อย่างเต็มที่ นางถมือไปมาและโหยหายอยากลองทะลวงรูทหารของใครสักคนเต็มที่แล้ว นางเตรียมพร้อมถึงขนาดเตรียมแท่งเหล็กยาวที่เป็นแร่โลหะถึงนิรันดร์สี่ดาวเอาไว้ด้วย
“ครื้นน” ทันใดนั้นจู่ๆ หินทลายมังกรก็มีการสั่นไหวและเคลื่อนที่ขยับเข้าไปด้านในหุบเขา พื้นดินโดยรอบสั่นสะเทือนไปมา และหินทลายมังกรได้หายไปจากสายตาพวกเขาทุกคน
นี่คือสัญญาณเปิดม่านของการประลองเจ็ดเผ่าอย่างเป็นทางการ
“พริบ พรบ พรึบ” ทันทีหลังจากนั้นก่อนควันสีดํามากมายก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาด้านข้างพวกหลิงฮันทั้งห้าคน พวกมันแปรสภาพกลายเป็นร่างมนุษย์สีดํา นอกจากแขนที่เหยียดยาวแล้ว พวกมันก็ไม่มีทั้งใบหน้าหรือเท้า และลอยอยู่เหนือพื้นดินราวๆครึ่งฟุต
สิ่งนี้คืออะไรกัน?
พวกหลิงฮันทั้งห้าทั้งท่าป้องกันพร้อมเพรียงกัน และฮูหนิวได้ชี้นิ้วออกไปเพื่อปลดปล่อยคลื่นแสงเข้าใส่ก่อนควันสีดํา
ฉัวะ คลื่นแสงทะลวงผ่านบริเวณหัวใจของร่างมนุษย์ทมิฬจนเป็นรู แต่ทว่าร่างของมันกลับไม่สลายไปและกลับมารวมตัวกันใหม่อีกครั้งแทน
ร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ไม่โจมตีตอบโต้ใดๆ ใส่พวกหลิงฮันราวกับเป็นเพียงก้อนควันธรรมดา
หลิงฮันจ้องมองและพบว่าที่บริเวณศีรษะของร่างมนุษย์ทมิฬหล่านี้ มีตราประทับที่เลือนรางปรากฏอยู่
เขาเคยเห็นตราประทับแบบนี้มาก่อน มันคือสัญลักษณ์ของเผ่าชิงถง
โอ้ หรือว่าร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้จะเป็นพรรคพวกของพวกเขา?
แต่แล้วพวกมันใช้ทําอะไรได้ล่ะ? พวกมันส์ได้รึเปล่า?
หลิงฮันฉุดคิดถึงเรื่องที่ผู้เส่าจขึ้นเคยกล่าวว่า “ฝ่ายที่แข็งแกร่งอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไปขึ้นมา หรือว่านั่นจะหมายถึงร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้กัน?
ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ก็เคลื่อนที่ขยับลอยไปทิศทางเบื้องหน้า
“ตามพวกมันไป”
ทั้งห้าคนเดินไปพร้อมกับเหล่าร่างมนุษย์ทมิฬ หากมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จุดหมายของพวกเขาจะเป็นศูนย์กลางของหุบเขา เพราะทางเข้าทั้งเจ็ดทางของเผ่าทั้งเจ็ดนั้นจะมาบรรจบกันที่ตรงกลางนั่นเอง
หลิงฮันมองดูและพบว่าจํานวนของร่างมนุษย์ทมิฬนั้นมีอยู่ด้วยกันราวๆ สองร้อยกว่าตัว แต่ไม่ถึงสามร้อยตัว จํานวนของพวกมันเกือบจะเทียบได้กับจํานวนของจอมยุทธจากภายนอก
หม หรือนี่จะเป็นกําลังเสริมที่มาทดแทนจํานวนคนที่ขาดไปกัน?
เพราะแบบนี้รึเปล่าถึงได้บอกว่ากลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดไม่อาจจะชนะเสมอไป?
ก็เป็นไปได้
แต่ถ้าเป็นแบบนั้นร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้จะต้องแข็งแกร่งมากเป็นแน่ เพราะหากพวกมันถูกบดขยี้ได้อย่างง่ายดาย พวกมันจะมีประโยชน์?
หลิงฮันนับจํานวนอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งและพบว่าร่างมนุษย์ทมิฬเหล่านี้มีด้วยกันอยู่ทั้งหมดสองร้อยสามสิบสองตัว
ถ้าอย่างนั้นก็รอดู อีกไม่นานคําตอบก็จะปรากฏตรงหน้าแล้ว
พวกเขาเดินหน้าต่อไปอีกสักพักก็มาถึงจุดศูนย์กลางของหุบเขา บริเวณแห่งนี้เป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่มี ทางแยกเจ็ดทาง และมีจํานวนมากมายเดินออกมาจากทางแยกที่สองถัดจากทางแยกของพวกเขา
เป็นกลุ่มพันธมิตรของพวกเทียนชิงเย่
และแทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง กลุ่มร่างมนุษย์ทมิฬห้ากลุ่มก็ปรากฏตัวออกมาจากทางแยกอีกห้าทางที่เหลือ เมื่อลองนับจํานวนของพวกมันดูแล้ว แต่ละกลุ่มมีจํานวนอยู่ทั้งหมดสองร้อยสามสิบเจ็ดตนเท่ากัน
หลิงฮันมองกลับไปยังกลุ่มของเทียนชิงเย่และนับจํานวนคนในใจ
1.สองร้อยสามสิบเจ็ด
กล่าวคือหลังจากเข้ามายังหุบเขาแล้ว สวรรค์และปฐพี่จะใช้กลุ่มที่มีจํานวนคนมากที่สุดเป็นตัวตั้ง และกลุ่มอื่นๆอีกหกกลุ่มจะมีร่างมนุษย์ทมิฬทําหน้านี้ทดแทนจํานวนคนที่ขาดไป
เพราะงั้นกลุ่มของหลิงชั้นที่มีร่างเงาทมิฬอยู่สองร้อยสามสิบสองตน หากนับรวมกับพวกเขาทั้งห้าคนแล้ว จํานวนคนก็จะกลายเป็นสองร้อยสามสิบเจ็ด
กลุ่มของเทียนชิงเต่ไม่เคยเห็นร่างมนุษย์ทมิฬมก่อน เพราะงั้นทุกคนจึงเผยสีหน้าประหลาดใจ
สิ่งนี้คืออะไรกัน?
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างมนุษย์ทมิฬทั้งหมดก็เริ่มลงมือ
บางตัวโจมตีไปยังกลุ่มของเทียนชิงเย่ บางตัวโจมตีมายังกลุ่มของหลิงฮันทั้งห้าคน ร่างเงาทมิฬทั้งหมดเผยท่าทางโหดเหี้ยมผิดกับท่าที่นิ่งสงบก่อนหน้านี้ พวกมันโจมตีราวกับว่าหากมีใครที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า พวกมันก็จะลงมือสังหารอย่างไม่ลังเล
“ปัง” ร่างเงาทมิฬร่างหนึ่งพุ่งทะยานใช้แขนโจมตีมายังหลิงชั้น แขนของมันเต็มไปด้วยลวดลายสีดํามากมาย ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมา
หลิงฮันเค้นเสียงและปล่อยหมัดตอบโต้ร่างเงาทมิฬ
ตอนที่ 2067 สีสุดยอดจักรพรรดิเคลื่อนไหว
เมื่อกลับมาถึงเมืองชิงหลง หลิงฮันไปถามคนในเมืองอีกครั้ง และตระหนักได้ว่าตนเองถูกปั่นหัวเล็กน้อย
จริงอยู่ที่ผงกระดูกมังกรสวรรค์นั้นสามารถพบได้ที่หุบเขา แถมยังเป็นสถานที่ที่ค้นหาผงกระดูกมังกรสวรรค์ได้ง่ายที่สุดอีกด้วย แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเวลา
ในช่วงท้ายปีจะมีเวลาสามวันที่สายลมของหุบเขาจะหยุดนิ่ง ทําให้ง่ายต่อการเก็บก้อนหินเพื่อหาผงกระดูกมังกรสวรรค์
หลิงฮันถอนหายใจ ระยะเวลาสามวันที่สายลมจะหยุดนิ่งนั้นไม่ใช่ช่วงเวลาในตอนนี้ แถมการประลองเพื่อเผ่าทั้งเจ็ดก็ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เพราะงั้นวาสนานี้จึงไม่ใช่ของพวกเขา
เรื่องที่หลิงฮันและจ่อหมิงปะทะกับจักรพรรดิทั้งสี่แพร่กระจายไปทั่วในหมู่จอมยุทธจากภายนอก ในตอนแรกไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เชื่อ แต่เมื่อข่าวที่หลังชั้นกับจีอู่หมิงสามารถเหยียบย่าไปยังเส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุดได้ถูกกล่าวออกมา ใครหลายคนก็เชื่อในทันที
เส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดคือสะพานมังกรที่ไม่มีใครเลยก้าวไปถึงมาก่อน ในอดีตอัจฉริยะที่สามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับแปดได้ ล้วนแต่เคยเป็นคนที่ก้าวไปยังเส้นทางมังกรสีทองได้สําเร็จ เพราะงั้นแล้วการที่สามารถก้าวไปยังเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้จะหมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าคนผู้นั้นมีโชคชะตาที่จะกลายเป็นราชานิรันดร์ระดับเก่า
เพียงแต่ว่าพลังของสุดยอดจักรพรรดิทั้งส์นั้นฝังลึกลงไปอยู่ในจิตใจของทุกคนแล้ว จึงยังมีคนมากมายที่ปฏิเสธความจริง และเชื่อว่าเรื่องนี้มีเจตนาซ่อนเร้นที่ต้องการจะสั่นคลอนความเป็นผู้นําพันธมิตรของจักรพรรดิทั้งสี่
หลิงฮันคิดจะทําหน้าที่เป็นผู้นําพันธมิตรที่ก่อตั้งขึ้นอยู่แล้ว เพราะงั้นเขาจึงไม่แยแสที่จะทําการโต้แย้งใดๆ และปล่อยให้คนอื่นๆโต้เถียงกันไปเอง
สามวันต่อมาจักรพรรดิทั้งสี่ตัดสินใจเลือกเผ่าที่จะร่วมมือด้วยได้ในที่สุด โดยที่อีกหนึ่งวันให้หลัง หลิงฮันได้พบว่าชื่อของเขากับพวกจักรพรรดินี้ไม่ได้ถูกตกลงเข้าร่วมกับเผ่าไหนๆ เลย
หากไม่มีข้อตกลง พวกเขาก็ไม่สามารถสู้เพื่อเป็นตัวแทนของเผ่าใดเผ่าหนึ่งได้
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
เขาไปถามดูและพบว่าตัวเขา พวกจักรพรรดินี้และจีอู่หมิงถูกขับไล่ออกจากพันธมิตร
เหอะๆ
หลิงฮันหัวเราะทันทีที่รู้เรื่อง พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนคิดจะใช้การประลองเพื่อเผ่าต่างๆ ในการโต้ตอบเขากับจ่อหมิงงั้นรี?
หลิงอันส่ายหัว ไม่ว่ารู้แผนการนี้เป็นความคิดของใครแต่คิดว่ามันจะได้ผลงั้นรึ? ถ้าหากสุดท้ายเขากับจีอู่หมิงยังคงเลือกที่จะทําข้อตกลงกับเผ่าเดียวกับพวกเทียนชิงเย่ แผนการของทั้งสี่ก็จะกลายเป็นไร้ความหมายไม่ใช่รึไงกัน?
เพียงแต่หลังจากหลิงฮันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจขอไม่เลือกทําข้อตกลงกับเผ่าเดียวกันกับทั้งสี่คน
ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนี้… แค่เกียรติของเขาไม่ยอมให้ท่าแบบนั้น!
ยิ่งกว่านั้นเขาก็ลองคิดถึงค่าพูดของคนเก่าแก่ที่ตู้เสาจขึ้นเคยกล่าวถึงดู การเข้าร่วมกับฝ่ายที่แข็งแกร่งไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไป”
“หลิงฮัน พวกเราไปทะลวงรูทวารของพวกนั้นกัน!” ฮูหนวกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดและแกว่งกําปั้นเล็กๆ เพราะหลิงฮันมักจะเอาแต่ห้ามนางเอาไว้ตลอด นางจึงโหยหาอย่างจะลองทะลวงรูทวารของใครสักคนเป็นอย่างมาก
หลิงฮันเหงื่อตก เขารู้สึกเสียใจที่ดันไปเคยระเบิดรูทวารของศัตรูให้ฮูหนิวเห็น ทําให้จิตใจของเด็กสาวเอาแต่คิดถึงเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน
“ก็ได้ แต่ถ้าหากจะทะลวงก็อย่างลืมใช้ของที่เป็นแท่งด้วย” หลิ้งฮันกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ตกลง!” ฮูหนิวดีใจและตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เรื่องนี้ทําให้ทั้งจักรพรรดินีและธิดาโร่วเหงื่อไหลออกมา นั่นคือสิ่งที่สมควรพูดตักเตือนงั้นรึ?
พวกเขามุ่งหน้าไปหาเหล่าผู้อาวุโสของเผ่าในเมืองชิงหลง ไม่ว่าเผ่าแต่ละเผ่าจะมีตัวแทนหรือไม่ก็ตาม แต่หากต้องทําข้อตกลงกัน ผู้อาวุโสของเผ่าก็ต้องเป็นคนมาพูดคุยด้วยตนเอง
เมื่อทั้งสี่มาถึงวิหาร พวกเขาก็พบเห็นเทียนชิงเย่และสุดยอดจักรพรรดิอีกสามคนที่หน้าประตู แต่ละคนต่างมองมาที่กลุ่มพวกเขาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
“หลิงฮัน พวกเราเลือกทําข้อตกลงกับเผ่าหยวนเกี่ย” จู่ๆเทียนชิงเต่ก็เอ่ยขึ้นมา
หมายความว่าอย่างไรกัน?
หลิงฮันเข้าใจได้ไม่ยาก ที่จู่ๆก็จงใจมาบอกถึงเผ่าที่ตนเองเข้าร่วมด้วยเช่นนี้ คือวิธีการยั่วยรูปแบบหนึ่งนั่นเอง
เจ้ายังจะหน้าด้านเลือกเผ่าเดียวกับพวกข้ารีเปล่า?
เพราะอย่างไรก็มีจอมยุทธจากภายนอกอยู่ถึงหลายร้อยคน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดข้อมูลเรื่องนี้อยู่แล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะพูดออกมาด้วยตัวเอง
“เจ้าตัวอัปลักษณ์ คอยก่อนเถอะ เดี๋ยวฮูหนิวจะทุบตีพวกเจ้าให้เละเลย!” ฮูหนิวต้องเขม็งแล้วกล่าว
พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่เผยสีหน้าเหยียดหยาม พวกเขารู้แล้วว่าฮูหนิวจักรพรรดินีเองก็กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธของพวกนางเทียบเท่ากับพวกเขา แต่ด้วยพลังบ่ม เพาะที่ต่างกันถึงสามระดับย่อย ไม่ว่าพวกเขาคนใดก็สามารถกําราบฮูหนิวกับจักรพรรดินี้ได้อย่างราบคาบ เพราะ งั้นพวกเขาจึงไม่แยแสสตรีทั้งสองนี้
เพียงแต่ทันใดนั้นสีหน้าเหยียดหยามของพวกเขาก็หายไปทันที ไม่ใช่เพราะเห็นฮูหนิวที่กําลังแยกเขี้ยวยิงฟัน แต่เป็นเพราะเห็นรุ่นเยาว์ชุดขาวผู้หนึ่งเดินเข้ามา
จ่อหมิง!
คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานที่ไม่อาจเมินเฉยได้ เพียงแค่ในด้านการโจมตีเพียงอย่างเดียว ในยุทธภพนี้หาใครจะเทียบกับเขาได้แล้ว
“หลิงฮัน เจ้าสนใจจะร่วมมือกับข้าเพื่อสังหารสวะเหล่านี้หรือไม่?” จ่อหมิงแสยะยิ้มเผยฟันสีขาวที่ดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
“แน่นอน!” หลิงฮันยิ้มตอบ เขาเองอยากทุบตีสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ตรงหน้านี้เช่นกัน
จ่อหมิงพยักหน้าและมองไปยังสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ ดวงตาของเขาราวกับเป็นพยัคฆ์ที่จ้องมองแกะตัวน้อย ซึ่งเผยความเหยียดหยามออกมาอย่างถึงที่สุด
อย่างที่รู้กันว่าจ่อหมิงในตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ในสภาพที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะร่างวิญญาณของเขาไม่ได้เข้า มาในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ด้วย ทําให้พลังต่อสู้ที่สําแดงออกมาได้คือครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดเท่านั้น
“เมื่อถึงเวลาการประลอง พวกข้าจะลบพวกเจ้าทั้งสองให้หายไปซะ!” เสี่ยโหวถงกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูมั่นใจ
“พวกเจ้านั่นแหละล้างกันรอเอาไว้เลย ฮูหนิวจะทะลวงระเบิดก้นพวกเจ้าให้เละ!” ฮูหนิวกล่าวอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา พวกเทียนชิงเย่ทั้งสี่คนก็แทบจะขาอ่อนล้มลงไปกับพื้น
ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิที่สูงส่ง สตรีผู้นี้พูดจาหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? นอกจากนั้นอีกฝ่ายก็ยังเป็นสตรีที่งดงามหาใครเปรียบอีกด้วย ยากที่จะจินตนาการออกว่านางจะพูดจาแบบนี้ออกมาได้จริงๆ
“เดี๋ยวก็รู้กัน!” สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ไม่เสวนาโต้เถียงอีกต่อไป
หลิงฮันยิ้มและเข้าวิหารเทพมังกรไปพร้อมกับสตรีทั้งสามคน
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ได้ทําข้อตกลงกันไปแล้ว เผ่าทั้งเจ็ดจึงไม่ได้ให้ความสําคัญกับพวกหลิงฮันทั้งห้าคนเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าพวกเขาจะเข้าร่วมกับใด สถานการณ์ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
“ถ้างั้นเลือกเผ่าชิงถงแล้วกัน” หลิงฮันกล่าว
ตอนที่ 2066 หลิงฮันกับพี่อู่หมิงร่วมมือ
การร่วมมือกันระหว่างหลิงอันกับคู่หมิง เปรียบได้ดั่งโล่ที่ทนทานและหอกที่แหลมคมที่สุดในโลกการรวมกันของทั้งสองสามารถอธิบายเป็นคําพูดเดียวได้เพียงความสมบูรณ์แบบ
ถึงแม้พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนจะเป็นสุดยอดจักรพรรดิ และมีระดับพลังที่สูงกว่าถึงสามระดับย่อยแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทะลวงการป้องกันของหลิงฮันได้ และในขณะเดียวกันนั้นเองจ่อหมองเองก็กระหน่ําโจมตีออกไปอย่างต่อเนื่องราวกับคลื่นวารที่ไร้ช่องว่างให้หลบหลีก
สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ตกอยู่ในสถานการณ์ลําบาก และแต่ละคนเริ่มได้รับบาดแผลจนมีโลหิตไหลออกมา
“ป้องกัน! มาช่วยกันป้องกันก่อน!” เทียนซึ่งเยรีบค่าราม ไม่เช่นนั้นหากยังปล่อยให้เป็นฝ่ายถูกโจมตีต่อไปไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็คงหนีไม่พ้นความตาย
ไม่ว่าการโจมตีของจีอู่หมิงจะรุนแรงขนาดไหน ก็ไม่สามารถทะลวงผ่านการป้องกันผสานของสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ได้เพราะไม่ว่าอย่างไรพลังบ่มเพาะของจอหมิงก็ยังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น
หลังจากเปลี่ยนมาตั้งรับได้ไม่นาน สถานการณ์ของเหล่าสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ก็ค่อยๆมั่นคงและเริ่มแผนการตอบโต้
นี่เป็นเปรียบเสมือนการทดสอบของหลิงฮัน ก่อนหน้านี้เขาแค่ขยับตัวไปรับการโจมตีทั้งหมดอย่างไม่จําเป็นต้องใช้ความคิดอะไร แต่ตอนนี้เนื่องจากทั้งสี่คนเพิ่มกลยุทธ์เข้ามา หลิงฮันจึงจําเป็นต้องใช้สมาธิเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก เพราะหากเขาปล่อยให้การโจมตีเล็ดลอดไปโดนพี่อู่หมิงสถานการณ์จะกลายเป็นพลิกผันอย่างสิ้นเชิง
หลิงฮันรู้สึกแปลกประหลาดในใจ ก่อนหน้านี้เขากับจีอู่หมิงยังสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่เลยแท้ๆแต่ตอนนี้กลับมาร่วมมือพยายามช่วยกันเสียได้
“พวกเจ้าคิดว่าทําแบบนั้นแล้วแล้วจะมีประโยชน์งั้นรึ?” จ่อหมิงกล่าวพร้อมกับสะบัดมืออย่างพริ้วไหวราวกับอสรพิษทันใดนั้นเองดาบเล่มยาวที่ส่องแสงเย็นยะเยือกก็ปรากฏขึ้นในมือขวาของเขา
ดาบพิฆาตห้วงจิต… อุปกรณ์ระดับนิรันดร์!
อุปกรณ์นิรันดร์ชิ้นนี้ถึงแม้จะยังอยู่ในสภาพหลับใหล แต่ความคมกริบของมันเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทําให้จอมยุทธที่มีระดับต่ํากว่าราชานิรันดร์หวาดผวา
หลิงฉันที่มีกายหยาบไร้เทียมทานขนาดไหน ก็ยังไม่กล้ารับการโจมตีจากดาบพิฆาตห้วงจิต
เมื่อดาบถูกนําออกมา ใบหน้าของสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และรีบถอยหลังล่าถอย
“ไม่ได้การ นั่นมันไม่ใช้อุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ แต่เป็นอุปกรณ์นิรันดร์!” เทียนชิงเย่อุทานออกมาอาจารย์ของเขาเองก็ครอบครองอุปกรณ์นิรันดร์เช่นกันเขาจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับอุปกรณ์นิรันดร์มาก่อนซึ่งพลังอํานาจอันสูงส่งของมันทําให้เขาทั้งรู้สึกย่าเกรงและเลื่อมใส
“ว่าไงนะ!” พวกเซียโหวถงทั้งสามคนตกตะลึง
อุปกรณ์นิรันดร์!
สิ่งนี้เป็นสมบัติเฉพาะสําหรับราชานิรันดร์เท่านั้น หรือบางที่ต่อให้เป็นราชานิรันดร์ก็อาจจะไม่สามารถมีอยู่ในครอบครอง
จะบอกว่าในมือของจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางตัวจ้อย คืออุปกรณ์นิรันดร์งันรี?
เรื่องแบบนั้นใครจะไปทําใจเชื่อลง?
“พริบ ดาบพิฆาตห้วงจิตถูกสะบั้นออกไป และปราณดาบมากมายได้หลั่งไหลไปทั่วท้องนภา
การร่วมมือกันของสุดจักรพรรดิทั้งสี่พังทลายลงทันที และรีบหันหลังหนีกันอย่างร้อนรน
ต่อหน้าสมบัติอย่างอุปกรณ์นิรันดร์ ใครจะไปสู้ด้วยกัน?
นอกเสียจากว่าจะเป็นตัวตนระดับตําหนักอมตะหนึ่งรากฐาน เพราะระดับตําหนักอมตะนั้นมีพลังที่สามารถกําราบระดับแบ่งแยกวิญญาณได้อย่างราบคาบ แม้แต่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสือย่างพวกเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตัวตนระดับหนึ่งรากฐานแม้แต่น้อย ตราบใดที่ปรมาจารย์ระดับหนึ่งรากฐานลงมือยังไม่ทันที่อุปกรณ์นิรันดร์จะได้สําแดงอํานาจ ร่างของจอหมิงก็คงกลายเป็นหมอกโลหิตไปแล้ว
แต่ตอนนี้สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหลบหนี ด้วยการที่มีหลิงฮันทําหน้าที่เป็นโล่มนษย์ การโจมตีของพวกเขาย่อมไม่มีทางผ่านไปถึงอู่หมิง ซึ่งนอกจากการหลบหนีแล้วพวกเขาจะทําอะไรได้?
เหล่าผู้ติดตามที่มองดูอยู่ดวงตาถลนออกมาจากเบ้า และใบหน้าแสดงออกด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ในด้านของระดับพลังบ่มเพาะ สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่มีระดับพลังอยู่ที่ตัดวิญญาณหยาง ที่สามารถบดขยี้จอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางได้อย่างราบคาบ แถมในด้านจํานวนคนพวกเขาก็ยังต่อสู้ด้วยจํานวนสีต่อสองอีกด้วย
ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นแต่พวกเขาก็ยังถูกไล่ต้อนจนต้องเผ่นหนี้ราวกับสุนัข
พระเจ้า… หลิงฮันกับจอหมิงแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ
สมกับเป็นอัจฉริยะที่ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุด ทั้งสองสามารถทําสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
ทุกคนรู้สึกเย็นยะเยือกและหวาดผวา บางทีพวกเขาอาจจะได้เป็นสักขีพยานความรุ่งโรจน์ของจักรพรรดิไร้เทียมทานทั้งสองคนก็เป็นได้
“ถอย!” จักรพรรดิทั้งส์ไม่หลงเหลือกระจิตกระใจจะสู้อีกต่อไป ไม่ใช่แค่พวกเขาทะลวงการป้องกันของหลิงฮันไม่ได้แต่ยังถูกจีอู่หมิงกระหน่ําโจมตีจนทําได้เพียงกระโดดหลบไปมาเหมือนสุนัขอีกด้วยต่อให้ดันทุรังสู้ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไร
“พรึบ” พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปคนละสี่ทิศทาง
หลิงฮันกับคู่หมิงไม่ไล่ตามไป เพราะความเร็วของพวกเขากับทั้งสี่นั้นใกล้เคียงกันมากซึ่งอาจจะไม่สามารถจับ
“หลิงฮัน ถ้าไม่มีเหตุผลที่ข้าต้องสังหารเจ้า ข้าอยากจะเป็นสหายกับเจ้าจริงๆ” จ่อหมิงเก็บดาบพิฆาตห้วงจิตโดยไม่หันมาลงมือโจมตีหลิงฮัน
หลิงฮันยิ้ม “ข้าเองก็เช่นกัน”
ในการต่อสู้เมื่อครู่เขาเองก็รู้สึกดีไม่น้อยเช่นกัน
“เมื่อพบเจอกันครั้งหน้า ข้าจะใช้ทุกอย่างในการสังหารเจ้า!” น้ําเสียงของจีอู่หมิงกลายมาเป็นเย็นชาและดวงดาวพรั่งพรูไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรง
“เจ้าเองก็ภาวนาอย่าให้ถูกข้าบดขยี้ก็แล้วกัน” หลิงฮันกล่าวตอบโต้ไปด้วยความโหดเหี้ยมที่ทัดเทียมกัน
จ่อหมิงหัวเราะก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินเข้าหุบเขาไปก่อน
หลิงฮันมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ หายไปและกล่าว “พวกเราเองก็ไปกันได้แล้ว”
จักรพรรดินี ฮูหนวและธิดาโร่วพยักหน้า พวกนางมองไปยังหลิงฮันด้วยแววตาหลงใหลความแข็งแกร่งและ น่ายําเกรงของหลิงฮัน ทําให้พวกนางรู้สึกอยากจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาและได้การจุมพิตอันแสนร้อนแรงเหลือเกิน
ทั้งสี่คนมุ่งหน้าเดินเข้าไปยังหุบเขา เพียงแต่เส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินนั้นไม่ใช่เส้นทางเดียวกันกับจีอู่หมิง เพราะหุบเขาแห่งนี้กว้างใหญ่มากจนทุกคนไม่จําเป็นต้องเลือกเดินตามกันไปในทิศทางเดียวกัน
ครื้นนนนนนนน!
หลังจากเข้าสู่หุบเขา สายลมที่รุนแรงอย่างน่าตกตะลึงก็พัดผ่านเข้ามาใส่พวกเขา ท่ามกลางสายลมที่ถาโถมอย่างรุนแรงได้มีก้อนหินมากมายลอยติดมาด้วย ก้อนหินที่ถูกพัดโดยสายลมกรรโชกนี้มีมวลพลังที่หนักหน่วงราวกับการโจมตีของปรมาจารย์ที่ทรงพลัง
ถึงแม้หลิงฮันจะมีกายหยาบที่แข็งแกร่งก็ยังรู้สึกเจ็บปวด จนเมื่อผ่านไปไม่กล้าใช้ร่างกายรับก้อนหินตรงๆและต้องเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวหลบหลีกก้อนหินแทน
ในขณะที่หลบหลีกพวกเขาก็จําเป็นต้องรวบรวมก้อนหิน ที่อาจจะมีผงกระดูกมังกรสวรรค์ผสมอยู่ไปพร้อมกันด้วย
แต่ท่ามกลางสายลมกรรโชกเช่นนี้ ต่อให้เป็นแค่เศษหินก็ยากที่จะเก็บเกี่ยว เพราะทุกครั้งที่สัมผัสโดนก้อนหินร่างกายของพวกเขาจะสั่นสะท้านจนแทบอยากจะอาเจียนอวัยวะภายในทั้งหมดออกมา
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่พยายามลองอยู่หนึ่งวัน พวกหลิงฮันทั้งสี่คนก็ยอมแพ้และมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองชิงหลง
ตอนที่ 2065 การปะทะของสุดยอดจักรพรรดิ
อย่าก้าวก่ายเป้าหมายของกันและกัน
ความหมายของคํานี้ไม่มีอะไรซับซ้อน จ์สู่ยหยินกับเทียนชิงเย่จะร่วมมือช่วยกันกําราบหลิงฮันต่อไปแบบเดิมในขณะที่เซียโหวถงกับยี่หวานิ่งก็จะไล่ล่าจีคู่หมิงต่อไป
“ตกลง!” สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่พยักหน้า
จีอู่หมิงสีหน้าเปลี่ยนเป็นมืดมน ราชานิรันดร์ระดับเก้ที่ถูกสังหารด้วยเงื้อมมือของเขานั้นไม่ได้มีจํานวนน้อยๆ เพราะงั้นเพียงแค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ตัวจ้อยจะอยู่ในสายตาของเขาได้อย่างไร? ต่อให้พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนจะถูกเรียกว่าจักรพรรดิไร้เทียมทานอะไรก็ช่าง แต่ในความคิดของเขาทั้งสี่ก็เป็นแค่อัจฉริยะที่มีพรสวรรค์เล็กน้อยเท่านั้น
ถามก่อนดีกว่าว่าพวกเทียนชิงเย่จะบรรลุระดับราชานิรันดร์ได้สูงขนาดไหน?
อย่างมากความสําเร็จสูงสุดของทั้งสี่คนก็คงอยู่ที่ราชานิรันดร์ระดับแปดเท่านั้น ซึ่งตัวตนระดับนี้จธุ์หมิงไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ตอนแรกข้าคิดว่าจะไม่ลดตัวลงไปต่อกรกับขยะสองคนเช่นพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ยังรนหาที่ตายไม่หยุดสินะ?” จ่อหมินกล่าวยอย่างมืดมน และจิตสังหารได้พรั่งพรูอยู่ภายในดวงตา
“เล็กพล่ามไร้สาระเสียที ตาย!” เซียโหวองคํารามอย่างไม่อดทนรอ พวกเขาไม่ได้แยแสจ่อหมิงมากนักแต่สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวก็คือจอหมิงจะถูกคนอื่นแย่งชิงตัวไป เพราะงั้นพวกเขาจึงไล่ตามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อช่วงชิงอุปกรณ์มิติของอีกฝ่ายมา
“ช่างโง่งม!” จ่อหมิงแสยะยิ้ม ร่างของเขาพุ่งทะยานราวกับคลื่นแสงจู่โจมเข้าใส่พวกเซี่ยโหวถง
ปัง! ปัง! ปัง!
การปะทะน้ํานั่นอุบัติขึ้นโดยที่จ่อหมิงนั้นดุดันเป็นอย่างมาก ที่เป็นฝ่ายเปิดการโจมตีเข้าใส่ศัตรูทั้งสองก่อนเขาปลดปล่อยทักษะนิรันดร์มากมายออกมา ทําให้พลังต่อสู้ของเขาพุ่งทะยานสูงเสียดฟ้าและไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เมื่อได้เห็นเช่นนี้แน่นอนว่าเซียโหวถงกับยี่หวานิ่งย่อมรู้สึกหวาดผวาจนหน้าซีดเผือด เหมือนกับตอนที่เทียนซึ่งเย่ตกตะลึงในพลังต่อสู้ของหลิงฮัน ทั้งสองไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่าจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางจะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้
เพียงแต่หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนไปได้สักพัก พวกเขาก็เข้าใจว่าทําไมจ่อหมิงถึงแข็งแกร่ง
ความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของคนผู้นี้สูงส่งจนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เพราะงั้นทักษะนิรันดร์ที่ปลดปล่อยออกมาจากมือของเขาจึงแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร แถมยังทําให้ทักษะนิรันดร์ของคนอื่นอ่อนพลังลงไปพร้อมๆกันจึงทดแทนความแตกต่างของระดับพลังที่มากถึงสามระดับย่อยได้
ไม่สิ หากจะพูดกันตรงๆ การร่วมมือกันระหว่างเซียโหวถึงกับยี่หวานิ่งย่อมแข็งแกร่งกว่าแต่พวกเขาทั้งสองไม่สามารถกําราบขี่อู่หมิงในระยะเวลาสั้นๆได้ การต่อสู้จึงดูเหมือนว่าดุเดือดและยากจะรู้ผลลัพธ์
ในอีกด้านหนึ่ง เทียนชิงเต่กับจ์ขี่ยหยินก็ได้เข้าปะทะกับหลิงฮัน
ทางฝั่งนี้เองก็ยากที่จะเห็นความแตกต่างว่าใครที่เป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะเมื่อหล็งฮันใช้แก่นพลังมหาพินาศโจมตีออกมา ตราบใดที่พวกเทียนชิงเย่อยู่ในระยะ ทั้งสองคนก็จะถูกแรงปะทะซัดเข้าใส่พร้อมกันซึ่งตราบใดที่พลังของหลิงฮันไม่แห้งเหือด เทียนชิงเต่กับฮุยหยินก็สร้างแรงกดดันให้เขาไม่ได้
ทั้งสองคู่เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด คลื่นพลังผันผวนที่เกิดจากการโจมตีของทั้งสองนั้นรุนแรงจนรับประกันได้เลยว่าหากจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไปมาสัมผัสเข้าจะต้องถูกบดขยี้เป็นเศษเนื้ออย่างแน่นอน
ผู้ติดตามคนมองดูอยู่เผยสีหน้าตกตกลงอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะผู้ติดตามของยหวานิ่งกับผู้ติดตามของเซี่ยโหวถงที่มาชําเล็กน้อย เมื่อพวกเขามาถึงและเห็นการต่อสู้อันดุเดือดของทั้งหกคนสองคู่ใบหน้าของพวกเขาก็แสดงออกอย่างโง่งมทันที
สีอัจฉริยะที่ทรงพลังที่สุดในหมูรุ่นเยาว์ของอาณาเขตสวรรค์ผ่อน ก่าลังร่วมมือกันสองคนสองคู่เพื่อกําราบศัตรู
พระเจ้า… เรื่องแบบนี้พูดไปใครจะเชื่อกัน?
“หลิงฮัน สนใจมาร่วมมือกับข้ารึเปล่า?” จู่ๆ จ่อหมิงก็เอ่ยขึ้นมา
เขาไม่ได้พูดปากเปล่า เพราะยังไม่ทันที่คําพูดจะสิ้นสุดจ่อหมิงก็ผลักฝ่ามือออกไป คลื่นพลังจากฝ่ามือแปรเปลี่ยนกลายเป็นคมมีดสวรรค์สองเล่มพุ่งเข้าใส่เทียนชิงเย่และจ์ขี่ยหยิน
หลิงฮันคิดว่าหูของตนเองผิดปกติ แต่เมื่อเห็นว่าจ่อหมิงลงมือจริงๆ เขาก็คิดต่อไปอีกว่าหรือว่าแม้แต่ตาของเขาเองก็ผิดปกติไปด้วย
จ่อหมิงต้องการร่วมมือจริงๆ!
หลิงฮันประหลาดใจแต่ก็ไม่หยุดมือ หมัดทั้งสองของเขายังคงกวัดแกว่งเพื่อปลดปล่อยแก่นพลังมหาพินาศเข้าใส่เทียนชิงเยู่กับจ์ขี่ยหยืนและในตอนที่พวกเซียโหวถงไล่ตามจีอู่หมิงมาเขาก็ขยับใช้ร่างของตนเองเป็นโล่รับการโจมตีจอมทั้งสองเอาไว้ ปัง ปังการโจมตีของสองสุดยอดจักรพรรดิซัดเข้าใส่ร่างของหลิงฮันพร้อมกันจ นร่างลอยกระเด็นแต่เขาก็ไม่กระอักโลหิตออกมาแม้แต่หยดเดียว
เรื่องนี้ทําให้ร่างของเซียโหวถงกับยี่หวานิ่งชะงักแข็งค้าง การโจมตีของพวกเขากระแทกใส่ร่างของหลิงฮันเต็มๆเลยแท้ๆแต่อีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่จะกระอักโลหิตเลยงั้นรี?
นี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ!
แต่ถึงแม้จะตกตะลึงทั้งสองก็ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วและหันไปจู่โจมจีอู่หมิงต่อ เนื่องจากพวกเขาคนตกลงกันเอาไว้แล้วว่าจะไม่ก้าวก่ายเป้าหมายของกันและกัน
เทียนชิงเยู่กับจัยหยินเองก็ทําแบบเดียวกัน ทั้งสองจดจ้องไปที่หลิงฮันและโจมตี
แต่เมื่อสถานการณ์กลายมาเป็นเช่นนี้ หลิงฮันกับคู่หมิงก็ดึงความได้เปรียบกลับมาได้ เพราะในหมู่ศัตรูสี่คนสองคนจะไม่โจมตีพวกเขา และด้วยการที่พวกเขาทั้งสองร่วมมือกันจึงเท่ากับว่าการปะทะได้กลายเป็นสองต่อสองพวกเขาจึงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกต่อไป
“ไม่ต้องละเว้นอีกต่อไป!” ฮุยหยินตะโกนขึ้นมา “พวกเราสี่คนมาร่วมมือกันก่าจัดทั้งสองคนนั้นด้วยกัน”
“ตกลง!” พวกเทียนชิงเผ่ทั้งสามคนพยักหน้า
เมื่อทั้งสีคนหันมาร่วมมือกัน พลังต่อสู้ก็พุ่งทะยานกลายเป็นอีกระดับในทันที
หลิงฮันเค้นเสียงอย่างแผ่นเบาและกล่าว “ข้าจะรับหน้าที่เป็นโล่คุ้มกันให้ ส่วนเจ้าก็ทําหน้าที่เป็นคนลงมือจู่โจม”
“ตกลง!” จ่อหมิงตอบรับในทันใด
หลิงฮันเรียกร่างวิญญาณออกมา เขาไม่ใช้แก่นพลังมหาพินาศโจมตีอีกต่อไป แต่ทําหน้าที่เป็นโล่มนุษย์คอยป้องกันการโจมตีจากพวกเทียนชิงเต่แทน
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ทั้งหมด แต่ตราบใดที่ป้องกันการโจมตีส่วนใหญ่ได้จีอู่หมิงก็สามารถสลายการโจมตีที่เหลือได้อย่างง่ายดาย แถมยังปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังสวนกลับไปได้อย่างอิสระ
จ่อหมิงที่ไม่ต้องคอยระแวงป้องกันตัวเองจะแข็งแกร่งขนาดไหน?
เกรงว่าคงกล่าวออกมาเป็นคําพูดไม่ได้!
ประสบการณ์การต่อสู้ของเขาเหนือกว่าประสบการณ์ของพวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนกับหลิงฮันรวมกันหลายล้านเท่าหลังจากไม่ต้องทําการป้องกันจ่อหมิงก็ราวกับกลายเป็นแท่งหอกที่แหลมคมที่สุดในยุทธภพ
การต่อสู้ดําเนินต่อไปไม่นาน พวกเทียนชิงเต่ทั้งสี่คนก็ส่งเสียงคํารามออกมาหลายต่อหลายครั้งและสัมผัสถึงแรงกดดัน
“กําจัดหมอนั่นก่อน!” ทั้งสี่คนจดจ้องไปที่อู่หมิง
แต่น่าเสียดายที่อยู่ที่นี่คือหลิงฮัน เขาปลดปล่อยอานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ และห้วงเวลาอย่างต่อเนื่องเพื่อทําหน้าที่เป็นโล่มนุษย์คอยรับการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ ทําให้ทั้งสี่คนไม่สามารถโจมตีใส่จ่อหมิงได้
“ฮ่าๆๆๆ!” จ่อหมิงหัวเราะลั่น พร้อมกับจดจ่ออยู่กับการกระหน่โจมตีเพียงอย่างเดียว
ช่างเป็นคนที่แปลกมาก เพียงแค่กล่าวว่าจะร่วมมือกับหลิงฮัน เขาก็เชื่อหลิงฮันไปเสียหมดใจและตั้งสมาธิทั้งหมดไปกับการโจมตี
สถานการณ์ในตอนนี้ทําให้หลิงฮันเหงื่อตกเล็กน้อย แต่การมีคู่หูเช่นนี้ก็ทําให้เขารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

ตอนที่ 2064 มากันครบ

คนที่ปรากฏตัวคือจฮุยหยิน

หลิงฮันคิดจะมาที่นี่เพื่อหาผงกระดูกมังกรสวรรค์ การที่คนอื่นจะมีความคิดเหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

เมื่อเห็นขี่ยหยิน เทียนชิงเต่ก็รีบดึงสายตากลับมา เพราะไม่ต้องการเสียหน้าต่อหน้าศัตรูเก่า

 ธิดา เป็นเขาคนนั้น!  ด้านหลังขี่ยหยิน ชายสวมชุดเขียวผู้หนึ่งชี้นิ้วไปยังหลิงฮัน

เจ้าชี้นิ้วมาที่ข้าทําไม?

 เห็นหลายคนบอกว่าเจ้าสามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีดําได้งั้นรึ?  จขี่ยหยินเปิดปากเอ่ยถามหลิงชั้น

 ว่าไงนะ!  เทียนซึ่งเย่อุทานออกมา

เรื่องเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร!

สะพานมังกรคือตัวแทนแห่งเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุด ตั้งแต่ที่เขตแดนลี้ลับร้อยมังกรปรากฏขึ้นมาไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เหยียบย่าถึงจุดนั่นได้ จนมันถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจเอื้อมถึง

เทียนชิงเย่สงบสติอารมณ์และไม่คิดว่าคําพูดของฐ์ขี่ยหยินจะผิดพลาด

พลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นแข็งแกร่งจนอยู่ในระดับที่เรียกว่าได้อัศจรรย์อีกฝ่ายมีพลังบ่มเพาะอยู่แค่ในระดับตัดวิญญาณหยางแต่ก็สามารถต่อสู้ทัดเทียมกับเขาได้ซึ่งเป็นศักยภาพที่อยู่เหนือไปกว่าจักรพรรดิถ้าหากจะบอกว่าอีกฝ่ายสามารถกระตุ้นเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดสําเร็จก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ทําไมเกียรติยศนั้นถึงไม่เป็นของเขากัน?

เทียนชิงเก่าหมัดแน่นเพื่อพยายามระงับไม่ให้ตนเองลงมือ

หลิงฮันมองไปยังฐ์ขี่ยหยินก่อนจะพยักหน้าและกล่าว  ถูกแล้ว 

มีหลายคนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาจึงไม่จําเป็นต้องปิดบัง หรือต่อให้อยากปิดบังก็คงปิดไม่ได้

จขี่ยหยินพยักหน้าและกล่าว  อาจารย์ของข้าคาดเดาว่าหากกระตุ้นเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้ก็จะได้ รับบุปผาแห่งเต๋จากที่นั่น ซึ่งข้ามั่นใจว่าพี่ชายหญิงน่าจะเก็บเกี่ยวมาได้บ้างสินะ? 

หลิงฮันหรี่ตาลงและคิดว่าอาจารย์ของสตรีผู้นี้จะต้องเป็นราชานิรันดร์ระดับเก๋ หรือราชานิรันดร์ระดับแปดเป็นอย่างน้อยแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้วอีกฝ่ายคงไม่สามารถคาดเดาความลับของสวรรค์และปฐพี่ได้แต่เขาก็ไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องตอบสตรีตรงหน้าเขาจึงทําเพียงยิ้มอย่างแผ่วเบาเท่านั้น

 ข้าอยากจะขอให้พี่ชายหลิงขายบุปผาแห่งเต๋ให้ข้าสิบต้น  สู่ยหยินกล่าว

ช่างโลภมากอะไรอย่างนี้

จํานวนของบุปผาแห่งเต๋ที่หลิงชั้นเก็บเกี่ยวได้คือสิบเจ็ดต้นเท่านั้น แถมหลังจากแบ่งพวกมันให้กับสตร์ทั้งสามโดยเฉลี่ยนแล้วพวกเขาทุกคนได้บุปผาแห่งเต๋ไปคนละเกือบๆห้าต้นเท่านั้นต่อให้หลิงฮันไม่ได้แบ่งปันพวกมันให้กับสตรีทั้งสามหลังจากขายสิบต้นให้จฮุยหยินแล้วบุปผาแห่งเต่ที่เขาเหลืออยู่ก็ยังน้อยอยู่ดี

และประเด็นคือบุปผาแห่งเต๋นั้นแตกต่างจากผลึกมังกร ความล้ําค่าของมันเกินกว่าจะนําศิลาดวงดาวมาแลกเปลี่ยนได้

อย่างที่รู้กันว่า สมบัติชิ้นนี้มีเพียงคนที่ก้าวเดินเข้าสู่สะพานมังกรสีดําเท่านั้นถึงจะได้ครอบครองซึ่งในยุคสมัยนี้มีเพียงหลิงฮันกับคู่หมิงแค่สองคน

หลิงฮันส่ายหัว  ข้าไม่พบเจอบุปผาแห่งเต่าอะไรนั่นทั้งนั้น 

 พี่ชายหลิงฮันจะใจจืดใจดําไปหน่อย?  ใบหน้าอันงดงามของฐ์ขี่ยหยินมืดมนลงเล็กน้อย

 เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน?  จักรพรรดิเอ่ยปาก กลิ่นอายอันสูงส่งของนางถูกปลดปล่อยออกมาทําให้ถึงแม้ระดับพลังของนางจะไม่สูง แต่ออร่าของนางกลับทรงพลังเป็นจนน่าประหลาดใจนี่คืออํานาจที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิดและไม่มีใครเลียนแบบได้

จฮุยหยินไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ใบหน้าอันงดงามของนางค่อยๆ ปรากฏร่องรอยของความเย็นชาและชี้นิ้วใส่จักรพรรดินี เจ้ากล้าพูดจาสามหาวกับข้างั้นรึ? 

 เป็นเจ้าเองที่เสนอหน้ามาแส่หาเรื่อง  หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส  ข้าไม่มีนิสัยชอบทุบตีสตรีแต่ถ้าหากเจ้ารนหาที่ข้าก็ไม่คิดจะสุภาพด้วย 

 เหอะๆ คิดว่ากระตุ้นเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้แล้วจะไร้เทียมทานที่สุดในยุธภพหรือไงกัน?  จฮุยหยินกล่าวอย่างเหยียดหยาม

นางกับหลิงฮันมีความต่างในระดับพลังอยู่ถึงสามระดับย่อย แถมเมื่อนับรวมศักยภาพระดับจักรพรรดิของนางเข้าไปความต่างชั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นถึงห้าระดับย่อย ซึ่งหลิงฮันมีคุณสมบัติอันใดมาพูดจากับนางเช่นนั้น?

 ฮุยหยิน อย่าได้ประมาทคนผู้นี้  เทียนชิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าพะอืดพะอม  พวกเราจะร่วมมือกันและแบ่งบุปผาแห่งเต๋เท่าๆกัน 

จีฮุยหยินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอุทานออกมา  หรือว่าเจ้าประมือกับเขาแล้ว? 

หากไม่ใช่แบบนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เทียนชิงเย่จะยื่นข้อเสนอให้ร่วมมือกัน

เทียนชิงเย่จะต้องเอาชนะหลิงฮันไม่ได้เป็นแน่… พระเจ้า ทั้งๆ ที่หมอนั่นยังเป็นเพียงจอมยุทธรดับตัดวิญญาณหยางตัวจอยแท้ๆ!

นางประเมินต่ําไปจริงๆ แต่มาคิดดูแล้วคนที่สามารถเหยียบย่าเข้าสู่เส้นทางแห่งเดสวรรค์สูงสุดได้จะทําความเข้าใจด้วยสามัญสํานึกธรรมดาได้อย่างไร?

เทียนชิงเต่ไม่อยากยอมรับ แต่เหตุผลข้อแรกเลยคือเขามีความจําเป็นต้องสังหารหลิงฮันตั้งๆเน้นๆ และเห ตุผลข้อสองคือเขาต้องการบุปผาแห่งเต๋ เพราะงั้นหลังจากเล็กน้อยอยู่เล็กน้อยเขาก็พยักหน้ายอมรับ

ถึงแม้ขี่ยหยินจะคาดเดาเอาไว้แล้ว นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึงอยู่ดี

จิตสังหารของนางพรั่งพรูออกมาในทันที อัจฉริยะเช่นนี้หากปล่อยไว้นางคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ

 ตกลง มาจัดการหมอนั่นด้วยกัน!  นางตัดสินใจเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว

เทียนชิงเต่พยักหน้า จริงอยู่ที่ตัวเขาคนเดียวไม่สามารถสังหารหลิงฮันได้ แต่ถ้ามีจ์ขี่ยหยินมาเพิ่มโอกาสที่จะกําราบหลิงฮันได้ก็มีสูงขึ้น เพราะพวกเขาจะช่วยกับใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์หลอมร่างของหลิงฮัน

ภายใต้การบดขยของอํานาจแห่งเต๋สวรรค์และปฐพี ต่อให้เป็นกายหยาบที่ไร้เทียมทานที่สุดก็สามารถกลายเป็นเศษซากได้

สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองเผยจิตสังหารอันโหดเหี้ยม จํานวนครั้งที่ทั้งสองร่วมมือกันนั้นเกิดขึ้นน้อยมากยิ่งการร่วมมือกันเพื่อจัดการจอมยุทธที่ระดับพลังต่ํากว่าตนเองถึงสามระดับย่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหากข่าวนี้แพร่งพรายออกไปเกรงว่าใครก็คงไม่เชื่อ

พรึบ!

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เงาของจอมยุทธร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ามาจากระยะไกลด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ โดยที่ด้านหลังของเขามีร่างอีกสองร่างไล่ตามมาด้วยความเร็วที่ทัดเทียมกัน

 โอ้?  ร่างเงาที่น่าอยู่ด้านหน้าชุดชะงักและกล่าวกับหลิงฮัน  อะไรกัน เจ้ากําลังตกที่นั่งล่าบากอยู่งั้นรึ? 

ร่างเงานี้คือจอหมิง

หลิงฮันอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่เขาก็เห็นร่างเงาอีกสองร่างหยุดนิ่งเช่นกัน ทั้งสองคนนี้… คือเซียโหวถึงกับยี่หวานิ่ง

 ไม่หนีต่อแล้วรี?  เซียโหวถงกล่าวกับพี่อู่หมิงด้วยน้ําเสียงเย็นชา

จ่อหมิงกวาดสายตามองอย่างไม่แยแสและกล่าว  ข้าแค่ไม่อยากจะเสียเวลาไปกับพวกเจ้าเท่านั้นคิดว่าข้ากลัวร์ไง? 

 เหอะ ช่างปากกล้า!  ยี่หวานิ่งแสยะยิ้มมุมปากด้วยท่าทางโอหัง

เทียนชิงเยู่กับสู่ยหยินสับสนเล็กน้อย จักรพรรดิทั้งสองอย่างเซียโหวถงกับยี่หวานิ่งไล่ตามจีอู่หมิงมาด้วยกันในขณะที่พวกเขาทั้งสองเองก็กําลังจะร่วมมกันเพื่อจัดการหลั่งฮัน แต่กลายเป็นว่าหลิงฮันกับคู่หมิงเองก็ดูเหมือนจะรู้จักกัน… ช่างเป็นสถานการณ์ที่ประหลาดนัก

หลิงฮันกล่าวแทรกออกไป  สองคนนั้นเองก็ต้องการบุปผาแห่งเต๋ของเจ้าเหมือนกันสินะ? 

 ก็แค่ตัวโง่งมทั้งสอง  จ่อหมิงกล่าวอย่างไม่แยแส หากจะมีใครสักคนที่เขานับว่าเป็นคู่ต่อสู้ เกรงว่าในยุทธภพนี้ก็คงจะมีหลิงฮันแค่คนเดียว

ต่อให้พวกยหวานิ่งจะมีระดับพลังที่สูงกว่าแล้วมันอย่างไร? ในอดีตกาลที่เขายังเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าและยืนอยู่บนจุดสูงสุด จอมยุทธที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะไร้ผู้ใดเปรียบอย่างยหวานิ่งกับเซี่ยโหวถงนั้นเขาเคยเห็น และสังหารมาแล้วมากมาย

ฟังจากที่หลิงฮันกล่าวแล้ว เทียนชิงเต่กับฮุยหยินก็เข้าใจทันทีว่าพวกเขากับพวกเซียโหวถงมีจุดประสงค์แบบเดียวกันแต่มีเป้าหมายที่ต่างกัน

 อย่าก้าวก่ายเป้าหมายของกันและกัน 

 

ตอนที่ 2063 ปะทะเทียนชิงเย่
“ครืนนน” แสงสว่างซัดผ่านไปทั่วบริเวณ และคลื่นผันผวนที่ขัดแย้งกันของอานาจแห่งกฎเกณฑ์ของสวรรค์และปฐพี่ได้ระเบิดออกมา
นอกจากอ่านาจแห่งกฎเกณฑ์ปฐพี อ่านาจแห่งกฎเกณฑ์สีธาตุทั้งสี่กําลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นปะทุที่น่าสะพรึงกลัว
ส่วนซื้อค่งฮ่าวน่ะ?
ภายใต้คลื่นระเบิดที่เกิดขึ้น กายหยาบและดวงวิญญาณของเขาได้แหลกสลายหายไปแล้ว
นับว่าน่าเหลือเชื่อมาก ที่ราชาในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางแม้แต่น้อย!
ใครกันจะทําให้เชื่อได้ลง?
ในยุทธภพจะมีจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร?
แววตาของเทียนชิงเย่กลายเป็นเยือกเย็นและโหดเหี้ยม
ก่อนหน้านี้การโจมตีของหลิงฮันอ่อนแอว่าซื้อค่งฮ่าวเล็กน้อย ซึ่งนั่นทําให้เขารู้สึกว่าความแข็งแกร่งของหลิงฮันทัดเทียมกับตัวเขาเองในระดับพลังเดียวกันเท่านั้น หรือต่อให้ถ้าหากพลังบ่มเพาะของหลิงฮันยกระดับขึ้นมาเป็นระดับตัดวิญญาณสวรรค์เหมือนกันเขาก็ยังมั่นใจอยู่ดีว่าตนเองนั้นต้องแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อย
แต่ทว่าการที่หลิงฮันสามารถสังหารซื้อค่งอ่าวได้ในหนึ่งกระบวนท่าด้วยพลังบ่มเพาะระดับตัดวิญญาณหยางนั้นได้ทําให้ความมั่นใจของเขาพังทลายไม่มีชิ้นดี
เขาไม่คิดว่าตนเองในระดับดวิญญาณหยางจะทําเช่นนั้นได้
หากเขาทําไม่ได้แต่หลิงฮันท่าได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าความต่างชั้นของเขากับอีกฝ่ายมันชัดเจนสุดๆเลยหรอกรี?
“ฮีม ช่างกลนัก!” ที่ด้านหลังเทียนซึ่งเย่ ผู้ติดตามคนหนึ่งหายจากอาการตกตะลึงและชี้นิ้วค่ารามไปยังหลิงฮัน
เขาไม่ใช่แค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไป แต่มีศักยภาพเป็นถึงราชาในหมู่ราชา
ในความคิดของเขา ถึงแม้ดูจากการโจมตีเมื่อครู่นี้เขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮัน แต่หากถูกการโจมตีแบบเมื่อครู่โจมตีใส่ อย่างน้อยเขาก็คงไม่ถึงตายแต่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น เพราะงั้นตราบใดที่เขาสามารถต้านทานการโจมตีของหลิงฮันได้และไม่ตายทันทีเทียนชิงเต่ก็จะต้องออกหน้าแทนเขาแน่นอน
“ซื้อคงฮ่าวแค่ต้องการแลกเปลี่ยนวรยุทธกับเจ้าเท่านั้น แต่เจ้ากลับเลือกที่จะสังหารเขาช่างมีจิตใจที่โหดเหี้ยมนัด!” ผู้ติดตามคนเดิมกล่าวต่อ
“งั้นรึ?” หลิงฮันส่ายหัว การโจมตีครั้งแรกซื้อค่งฮ่าวแค่ต้องการสร้างความอัปยศให้เขาจริงๆแต่ในการโจมตีครั้งที่สองเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายโจมตีด้วยจิตสังหารที่รุนแรง ซึ่งยังนับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนวรยุทธอยู่อีกรี?
“ข้าสังหารใครแล้วจะทําไม?” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ําเสียงหนักแน่น ในเมื่ออีกฝ่ายลงมืออย่างโหดเหี้ยมก่อนก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องปรานี
“ในเมื่อเจ้าเป็นคนฆ่า… ก็ต้องแลกคืนด้วยชีวิต!” ผู้ติดตามคนเดิมกล่าวอย่างเย็นชา
“มอบชีวิตของเจ้ามา!” ผู้ติดตามคนอื่นๆ เองก็ส่งเสียงตะโกนตาม
เทียนชิงเยี่ยังคงแน่นิ่งไม่กล่าวอะไร แต่ดวงตาของเขาได้ส่องประกายอย่างเย็นชาและโหดเหี้ยม
ถ้าพลังต่อสู้ของหลิงฮันคืออย่างในตอนแรก เขาก็คงไม่แยแสต่อหลิงฮันอยู่ดี เพราะเขามั่นใจว่าในระดับพลังเดียวกันตัวเขาย่อมไม่แพ้ใคร เพียงแค่หลังจากที่ได้เห็นพลังต่อสู้ที่แท้จริงของหลิงฮันแล้วเทียนชิงเต่ก็ไม่มีความมั่นใจที่ว่าเหลืออีกต่อไป
หากให้สู่ในระดับพลังเดียวกัน… เขาจะต้องแพ้หลิงฮันอย่างแน่นอน!
อย่าเพิ่งเอ่ยถึงในระดับพลังเดียวกันเลย ตราบใดที่หลิงชั้นยกระดับพลังบ่มเพาะขึ้นมาเป็นระดับตัดวิญญาณหยินเกรงว่าอีกฝ่ายก็คงแข็งแกร่งพอที่จะก่าราบเขาได้แล้ว
ความเป็นจริงนี้ทําให้จิตสังหารของเขาพลุ่งพล่าน ในฐานะจักรพรรดิไร้พ่าย การที่ต้องมาถูกคนอื่นกําราบเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทําใจยอมรับได้
“ใครที่สังหารคนของข้า ไม่มีวันได้กลับออกไปครบสามสิบสอง!” เทียนชิงเย่กล่าว “จงพลีชีพตนเองซะอย่างน้อยข้าก็จะยอมให้เจ้าหลงเหลือซากศพเอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์
หลิงฮันหัวเราะ “แค่สังหารสุนัขที่ดีแต่เห่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรกัน?”
“ถ้างั้นก็ถือว่าเจ้าเลือกความตายให้ตนเองเสียแล้ว!” เทียนซึ่งเย่เค้นเสียงและเคลื่อนไหวร่างกายไปปรากฏที่ด้านหน้าหลิงฮันพร้อมกับกางนิ้วทั้งห้าคว้าไปจับล่าคอ
เขาเป็นจักรพรรดิในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ นิ้วที่ยืนออกไปถึงรวดเร็วและเด็ดขาดมากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่น่าสะพรึงกลัวสั่นสะท้านออกมาอย่างรุนแรง จนต่อให้ศัตรูเป็นราชาในหมู่ราชาระดับตัดวิญญาณสวรรค์ก็สามารถถูกกราบได้ในพริบตา
หลิงฮันตอบโต้อย่างไม่ลังเล เขาคํารามเสียงต่ําพร้อมกับโคจรแก่นพลังมหาพินาศระเบิดพลังออกมาจากหน้าอก
ถึงแม้เทียนชิงเย่จะรับรู้แล้วว่าแก่นพลังมหาพินาศนั้นเป็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว แต่เขาก็ไม่คิดจะล่าถอยมือขวาของเขายังคงยื่นออกไปปะทะกับแก่นพลังมหาพินาศ
ตูม! ตูม! ตูม!
คลื่นพลังของอานาจแห่งกฎเกณฑ์ระเบิดเป็นวงกว้างอย่างบ้าคลั่ง และแปรสภาพกลายเป็นตราประทับมากมายที่ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่
หลิงฮันและเทียนชิงเต่ล่าถอยหลังพร้อมกันคนละหนึ่งร้อยก้าว แต่พริบตาต่อมาก็ทั้งสองก็พุ่งทะยานเข้าทํานั่นกันอย่างดุเดือด
ชั้นบรรยากาศถูกฉีกขาดเป็นเสี่ยงๆ จนมีช่องว่างมิติปรากฏขึ้นมามากมาย บริเวณโดยรอบกลายเป็นสีดําสนิทแต่ทุกครั้งที่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองเข้าปะทะกัน คลื่นแสงที่ส่องสว่างจะปะทุออกมาและพรั่งพรูเจิดจรัสไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
ผู้ติดตามของเทียนชิงเต่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างจอมยุทธระดับตัดวิญญาณจริงๆรี?
ช่างน่าเหลือเชื่อมากที่เจ้าหนูผู้นั้นสามารถต่อสู้อย่างทัดเทียมกับเทียนชิงเต่ได้ ทั้งๆ มีระดับพลังเพียงตัดวิญญาณหยาง!
แค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสามารถต่อกรกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้ก็นับว่าน่าอัศจรรย์มากแล้วซึ่งคนที่ทําแบบนั้นได้มีแค่จักรพรรดิที่ไร้เทียมทานอย่างเทียนชิงเย่ หรือพวกเซียโหวถงเท่านั้นแต่คู่ต่อสู้ที่หลิงฮันกําลังเผชิญหน้าอยู่นั้นไม่ใช่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไปแต่เป็นเทียนชิงเย่
สัตว์ประหลาด… นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
จักรพรรดิไร้เทียมทานทั้งสองเข้าน้ํานั่นกัน ร่างของพวกเขาเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วจนแม้แต่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไปที่มองดูอยู่ก็ยังรู้สึกมีนหัวอยากอาเจียน
“ปัง ปัง ปัง การปะทะส่งผลให้โลหิตสาดกระจายออกมา ซึ่งมีทั้งโลหิตที่เป็นของหลิงฮันกับเทียนชิงเย่
เหล่าผู้ติดตามทั้งแปดยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีก… เทียนชิงเต่ได้รับบาดเจ็บ!
หลังจากการปะทะผ่านไปหนึ่งน้อยกระบวนท่า จักรพรรดิไร้เทียมทานทั้งสองก็แยกห่างออกจากกันราวๆ ยสิบฟุตพวกเขาหันมองหน้ากันโดยที่ไม่ลงมือโจมตีต่อ
ที่เทียนชิงเต่ไม่ลงมือก็เพราะเขาตระหนักถึงสถานการณ์ของหลิงฮันดีกว่าใคร กายหยาบของศัตรูตรงหน้านี้แข็งแกร่งถึงขนาดที่แม้จะรับกระบวนท่าของเขาไปร้อยครั้งแล้ว ก็ยังได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นส่วนทางด้านของเขานั้น แม้เขาจะรับกระบวนท่าของหล็งฮันน้อยกว่าที่หลิงฮันรับกระบวนท่าของเขาไปแต่ด้วยความ แข็งแกร่งของกายหยาบที่ต่างชั้นเกินไปทําให้บาดแผลที่เขาได้รับก็ไม่ได้เบาไปกว่าหลิงฮัน
ถ้าหากยังสู้ต่อไป เขาอาจจะพ่ายแพ้และสิ้นชีพได้เลย!
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมให้เป็นแบบนั้นจึงได้หยุดโจมตี
ส่วนทางด้านหลิงฮันนั้น ที่เขาไม่ลงมือต่อก็เพราะปราณก่อเกิดถูกเผาผลาญไปในจํานวนมหาศาลจนไม่สา มารถใช้แก่นพลังมหาพินาศได้อีกต่อไป
ด้วยสถานการณ์ที่ลงเอยเช่นนี้ ทั้งสองจึงหยุดนิ่งและมองหน้ากัน
“นายท่านเทียนกําราบเจ้าหนูนั่นไม่ได้!”
“ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นเพียงตัวตนระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น!”
“พระเจ้า… ในยุทธภพที่สัตว์ประหลาดแบบนั้นอยู่ได้อย่างไร?
ผู้ติดตามทั้งแปดเอามือกุมหัวและอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“ข้าจะยอมปล่อยให้เจ้ามีชีวิตต่อไปสักพัก และจะช่วงชิงชีวิตของเจ้าอีกครั้งในอนาคต!” เทียนชิงเย่กล่าวอย่างมืดมน
“เหอะ!” หลิงฮันยิ้มเหยียดหยาม “หากเป็นการต่อสู้ในระดับเดียวกัน ข้าสามารถบดขยี้เจ้าได้เพียงหนึ่งมือ!”
เทียนชิงเย่ชะงักเบาๆ นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะหลั่งฮันมีช่องว่างที่จะพัฒนาได้มากกว่าเขาจริงๆ จิตสังหารของเขาพรั่งพรูไหลทะลักออกมาทันที ศัตรูที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้จําเป็นต้องจํากัดทิ้งเสียแต่ๆเนิ่นๆ ไม่เช่นนั้นในอนาคดโอกาสเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
และในจังหวะนั้นเอง กลุ่มคนที่อีกหนึ่งก็เดินมาถึงหุบเขา โดยมีผู้นํากลุ่มคือสตรีที่งดงามน่าหลงใหล

ตอนที่ 2062 ยั่วยุแทนผู้เป็นนาย

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนมาถึงตําแหน่งที่คนของเมืองมังกรฟ้าครามบอก ตําแหน่งที่พวกเขายืนอยู่นี้เป็นหุบเขาลึกที่ถูกปิดด้วยกําแพงภูเขาสูงทั้งสองด้าน

หินในบริเวณนี้บางก้อนจะกักเก็บผงกระดูกมังกรสวรรค์เอาไว้ ซึ่งต้องเป็นคนมีโชคเท่านั้นถึงจะหาเจอ

จักรพรรดินีกวักมือลวกๆ เพื่อดูดหินมากมายให้ลอยมาที่มือและออกแรงเบาๆ “ปัง” หินมากมายแหลกสลายเป็นเศษฝุ่น

ไม่มีผงกระดูกมังกรสวรรค์อยู่ในหินเหล่านี้

ถ้าหากมีผงกระดูกมังกรสวรรค์ถูกกักเก็บอยู่ด้วย หินเหล่านี้ก็จะไม่แหลกสลาย ด้วยการที่มันมีเศษซากของราชานิรันดร์ผสานรวมอยู่ ความทนทานของมันย่อมไม่ด้อยไปกว่าแร่โลหะกิ่งนิรันดร์เจ็ดหรือแปดดาว

แต่ในขณะที่พวกหลิงฮันกําลังจะเดินเข้าไปในหุบเขาลึก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้จากด้านหลัง โดยที่ชายร่างผอมที่เดินนําอยู่มีกลิ่นอายที่น่ายําเกรงเป็นอย่างมาก

เทียนชิงเย่… หนึ่งในที่สี่สุดยอดจักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์ผ่อน

เมื่อเห็นว่าที่นี่มีพวกหลิงฮันทั้งสี่คนอยู่ด้วย ดวงตาของเทียนชิงเย่ก็ส่องประกายเหยียดหยาม เขาที่คิดว่าตัวเองนั้นสูงส่งที่สุดย่อมเป็นธรรมดาที่จะไม่เห็นใครอยู่ในสายตา แน่นอนว่านี่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะก้าวเข้าสู่สะพานมังกรเร็วไป จึงไม่รู้ว่าจักรพรรดินีและฮูหนิวเองก็กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้เช่นกัน แถมยังมีหลิงฮันที่สามารถก้าวเดินไปยังสะพานมังกรสีดํา อันเป็นตัวแทนของเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดได้อีก!

หากเขารู้เรื่องนี้ ทัศนคติของเขาในตอนนี้ย่อมไม่ใช่แบบนี้แน่

เพียงแต่เมื่อเห็นความงดงามของจักรพรรดินี ฮูหนิว และธิดาโร๋ว จู่ๆ ดวงตาของเทียนชิงเย่ก็ส่องประกายและกวาดมองไปที่หลิงฮันสองครั้ง

เจ้าหนูนี่ช่างโชคดีจนน่าริษยาอะไรอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถครอบครองสาวงามล่มเมือง ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันได้ถึงสามคน

ในกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทียนชิงเย่ที่หยิ่งทะนง แต่ผู้ติดตามทั้งเก้าคนด้านหลังของเขาเองก็หยิ่งยโสไม่แพ้กัน พวกเขาคิดว่าตนเองจะสามารถเหยียบย่ําใครให้อยู่ใต้เท้าก็ได้ หากพวกเขากอดขาของเทียนชิงเย่เอาไว้

ผู้ติดตามคนหนึ่งมองเห็นแววตาของเทียนชิงเย่ และรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือโอกาสประจบเจ้านายของตนแล้ว

ผู้ติดตามคนนั้นก้าวเดินอ้อมมาที่ด้านหน้าหลิงฮันและขวางทางเอาไว้ เพียงแต่แทนที่เขาจะแสดงท่าที่โอหัง เขากลับกล่าวออกมาอย่างสุภาพ “ซือค่งฮ่าวยินดีที่ได้พบเทพธิดาทั้งสาม!”

เทพธิดาทั้งสามงั้นรึ? แล้วหลิงฮันล่ะ?

เห็นได้ชัดว่าเขาจงใจทําเพื่อที่จะยั่วยุหลิงฮัน

หากหลิงฮันไม่พอใจและคิดจะสู้ เขาก็จะใช้โอกาสนั้นในการทุบตีหลิงฮันให้ภาพลักษณ์ปนี้

เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เทียนชิงเย่ก็จะลงมือห้ามปรามและตําหนิเขา เพื่อสร้างภาพให้ดูเป็นคนดีและสูงส่ง

หลิงฮันสะบัดมือและกล่าว “สุนัขที่ดีย่อมไม่ยืนขวางทาง จงไสหัวไป!”

“เหอๆ ข้าพูดกับเจ้างั้นรึ?” ซือค่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ําเสียงเหยียดหยามและใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกดูหมิน

ในระยะที่ห่างออกไป จู่ๆ ฝีเท้าของเทียนชิงเย่เคลื่อนที่ช้าลง ด้วยสติปัญญาของเขา แน่นอนว่าเขาย่อมคาดเดาจุดประสงค์ของซือค่งฮ่าวได้ เขาจึงแสยะยิ้มและไม่ได้ห้ามปราม

หากซือค่งฮ่าวต้องการมัดใจสตรีให้แก่เขา มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธ?

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “เจ้าสวะ บางครั้งการประจบประแจงเจ้านายก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทํา เพราะ เจ้าไม่รู้ว่าศัตรูที่เจ้าไปยั่วยุนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน”

“เจ้าจะบอกว่าตนเองแข็งแกร่งมาก จนข้าคิดผิดที่ล่วงเกินเจ้างั้นรึ?” ซือค่งฮ่าวลิกคิ้วและดูถูกหลิงฮันต่อไป

หลิงฮันพยักหน้า “แน่นอนว่าเจ้าคิดผิด”

“เพียงแค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยาง ข้าสามารถกําราบได้ด้วยหนึ่งมือ!”ซือค่งฮ่าวแสยะยิ้ม ก่อนหน้านี้ทุกคนได้ลงทะเบียนรายชื่อเพื่อรวมกลุ่มกัน ซึ่งในการลงทะเบียนจําเป็นต้องบอกระดับพลังของตนเองไว้ด้วย เพื่อที่เมื่อได้รับผงกระดูกมังกรสวรรค์มาจะได้จัดสรรค์แบ่งปันให้ เหมาะสมตามระดับพลัง

คิดว่าทุกคนจะได้รับผงกระดูกมังกรสวรรค์ในจํานวนที่เท่ากันทุกคนนั้นรึ?

ไม่มีทาง!

ด้วยเหตุนี้ซือค่งฮ่าวจึงรู้ว่าพวกหลิงฮันทั้งสี่คนมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยาง ซึ่งตัวเขาเองมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์และมีศักยภาพเป็นราชา ต่อให้หลิงฮันเป็นราชาในหมู่ราชา อีกฝ่ายก็ทําได้เพียงคุกเข่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

“เป็นคนที่น่ารังเกียจนัก ฮูหนิวจะทุบตีให้เละเลย!” ฮูหนิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ และอ้าปากแยกเขี้ยวเล็กๆ ทั้งสอง

หลิงฮันรั้งเด็กสาวเอาไว้และกล่าว “ให้ข้าจัดการเอง”

“เจ้าน่ะ ? เกรงว่าแค่สามกระบวนท่าของข้าเจ้าก็ไม่อาจรับไม่ไหว” ซือค่งฮ่าว เข้าไป

หลิงฮันไม่รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย เพราะคําพูดของเช่นนี้ไม่คู่ควรให้เขาเก็บเอามาใส่หัว เขายิ้มอย่างแผ่วเบาและปล่อยหมัดใส่ซือค่งฮ่าว “พรึบ พรึบ พรึบ” ตราประทับมากมายพรั่งพรูออกมาจากกําปั้นของเขาที่ละอัน ทําให้อํานาจของหมัดรุนแรงราวกับสามารถบดขยี้ได้แม้แต่ท้องฟ้า

“ช่างอวดดี!” ซือค่งฮ่าวเองก็ตอบโต้ด้วยหมัด

ปัง

หมัดสองหมัดเขาปะทะกัน และแสงจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ได้สั่นสะเทือนยุ่งเหยิงไปทั่ว

หลิงฮันล่าถอยไปที่ด้านหลังเจ็ดเก้า ก่อนจะพยุงตัวให้ยืนนิ่งและยิ้ม “ก็ไม่เท่าไหร่!”

ซือค่งฮ่าวไม่ล่าถอยสักก้าวและเป็นฝ่ายเหนือกว่าในการโจมตีเมื่อครู่ แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเขาก็ไม่แสดงออกถึงความปิติยินดีแม้แต่น้อย เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง

เพียงแค่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยาง เหตุใดพลังต่อสู้ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?

แม้แต่เทียนชิงเย่ก็ยังเผยสีหน้าระมัดระวัง ตัวเขานั้นสามารถกําราบซือค่งฮ่าวได้ด้วยหนึ่งมือ เพราะงั้นหลิงฮันที่อ่อนแอกว่าซือค่งฮ่าวก็ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

แต่ถึงอย่างนั้นการที่การโจมตีของหลิงฮันด้อยกว่าซือค่งฮ่าวเพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเป็นพลังต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์มากอยู่ดี

รุ่นเยาว์ตรงหน้านี้เป็นสุดยอดจักรพรรดิระดับแนวหน้า ที่มีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธไม่ด้อยไปกว่าเขา!

ใบหน้าของซือค่งฮ่าวแข็งข้างไปชั่วขณะ ก่อนจะกลายเป็นเกรี้ยวกราด

เจ้ากล้าดูถูกข้ารี?

งั้นก็จงลงนรกไป!

ซือค่งฮ่าวคํารามเสียงเบาพร้อมกับกระหน่ําปล่อยหมัดทั้งสองออกไป “ตูม ตูม ตูม” คลื่นพลังนับร้อยถาโถมเข้าใส่หลิงฮัน และปิดกั้นทางหนีทุกเส้นทาง

ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเขาจะไม่ได้ปรานีอ่อนข้อให้ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้ทักษะนิรันดร์โจมตีออกไป ตอนนี้เมื่อเขาหันมาจู่โจมด้วยทักษะหมัดดาวตก พลังต่อสู้ของเขาจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า และมีความเป็นไปได้ที่จะบดขยี้หลิงฮันได้ในสองกระบวนท่า

ดวงตาของหลิงฮันส่องประกายเหี้ยมโหด อีกฝ่ายคิดจะสังหารเขาให้ตาย!

ถ้าเจ้าไร้ความปรานีต่อข้า ข้าก็จะไม่เมตตาต่อเจ้าเช่นกัน เพราะอย่างไรก็เป็นเจ้าที่ยั่วยุข้าก่อน

แก่นพลังมหาพินาศ!

“ครืนนน” ทั่วร่างของหลิงฮันส่องประกายแสงเจิดจ้า โดยที่หลังจากนั้นคลื่นแสงเหล่านั้นก็ได้ระเบิดออกมาจากร่างกาย พร้อมกับแผ่ขยายเป็นเรียวคลื่นไปยังพื้นที่ด้านหน้า

“ไม่ดีแล้ว ถอยกลับมา!” เทียนชิงเย่ตกตะลึงมาก คลื่นระเบิดนี้เทียบกับการโจมตีด้วยพลังทั้งหมดของเขาได้เลย ถ้าหากซือค่งฮ่าวถูกคลื่นระเบิดพลังนี้ซัดเข้าใส่ล่ะก็ อีกฝ่ายจะต้องตายทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ถึงเทียนชิงเย่จะตะโกนเสียงดังแค่ไหน ปัญหาก็คือซือค่งฮ่าวจะมีเวลาและที่ว่างให้หลบหลีกงั้นรึ?

ตอนที่ 2061 ผงกระดูกมังกรสวรรค์

ถึงแม้นี่จะดูเหมือนเป็นการเล่นไม่ซื่อ แต่ก็เป็นแผนการที่ดี

เพราะตราบใดที่บรรลุเป้าหมายได้สําเร็จและได้รับผลตอบแทน ทําไมถึงต้องไปลําบากลําบนสู้กันให้เสียเวลาด้วยล่ะ?

หลิงฮันยิ้มและพยักหน้า หากสามารถประหยัดเวลาได้ เขาเองก็ไม่คิดจะปฏิเสธคําเชิญของคนเหล่านี้

รุ่นเยาว์ชุดม่วงตื่นเต้นขึ้นมาทันทีและกล่าว “พี่ใหญ่ ท่านก็คิดว่านี้เป็นแผนการที่นี่ใช่หรือไม่?”

“เจ้าชื่ออะไร?” หลิงฮันถาม

“พี่ใหญ่ ข้ามีชื่อว่าโป้หลัว” รุ่นเยาว์ชุดม่วงรีบกล่าวตอบอย่างกระตือรือร้น

“โป้หลัว? (สับปะรด) ” ฮูหนิวกลายเป็นเกรี้ยวกราด “ถ้าเจ้ากินไม่ได้ แล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรมาตั้งชื่อว่าสับปะรด?”

โป้หลัวรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ใช่ว่าเขาอยากจะชื่อนี้เสียหน่อย แต่ใครใช้ให้เขาเกิดมาในตระกูลโป้ และปู่ของเขาเกิดอยากมอบนามว่า “หลัว” ให้เขากันล่ะ? เพียงแต่เขาก็ไม่กล้าต่อปากต่อคํากับฮูหนิวจึงกล่าวออกไป “ขอขอบคุณพี่สะใภ้ที่ชี้แนะข้า!”

เมื่อได้ยินว่าตนเองถูกเรียกว่าพี่สะใภ้ใบหน้าของฮูหนิวก็เผยท่าที่มีความสุข และรู้สึกว่าสับปะรดผู้นี้แม้จะกินไม่ได้แต่ก็มีมารยาทดีไม่น้อย

นางตบไหล่โป้หลัวและกล่าว “เป็นรุ่นเยาว์ที่ดีมาก ข้าขอชื่นชม!”

เมื่อได้ยินว่าโป้หลัวถูกเรียกว่ารุ่นเยาว์ ผู้คนรอบด้านก็หัวเราะออกมา เพลิงชีวิตของเด็กสาวตรงหน้าเป็นตัวบ่งชี้ว่านางอายุน้อยกว่าโป้หลัวมาก แต่นางกลับทําเหมือนว่าตนเองเป็นผู้อาวุโสเสียซะอย่างนั้น

หลิงฮันเองก็ยิ้มและกล่าว “เอาล่ะ ข้าตัดสินใจร่วมมือด้วยก็ได้ ใครที่เป็นผู้นําก็ช่วยลงทะเบียนให้พวกข้าทั้งสี่ และเข้าร่วมกับเผ่าใดเผ่าหนึ่งให้หน่อยแล้วกัน”

“ตกลง!” โป้หลัวตอบรับ

พวกหลิงฮันเปิดประตูบานหนึ่งบนกําแพงวิหารและเข้าไปพักผ่อน

ตลอดทางการล่าสัตว์อสูร พวกเขาได้รับผลึกมังกรมามากมาย และหลิงฮันก็เก็บเกี่ยวบุปผาแห่งเต๋ามาได้เยอะพอสมควร เขาจึงแบ่งมันให้กับฮูหนวกับจักรพรรดิโดยเมินเฉยธิดาโร๋วไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายธิดาโร๋วก็ยังหน้าด้านและได้รับบุปผาแห่งเต๋าไปจํานวนหนึ่งอยู่ดี

พวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว เหตุผลแรกคือต้องรอให้คนอื่นๆ มาถึง และเหตุผลที่สองคือรอคอยให้การแย่งชิงของเผ่าทั้งเจ็ดเริ่มขึ้น

ตอนแรกหลิงฮันคิดว่าเผ่าทั้งเจ็ด จะรวมจอมยุทธจากภายนอกให้เข้าร่วมกับตนเองและต่อสู้แย่งชิงกันเท่านั้น แต่ความจริงดูเหมือนจะไม่ง่ายแบบนั้น

หลิงฮันพบตู้เส่าจวิ้นและถามอีกฝ่ายที่เป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ผ่อนถึงสถานการณ์ในการต่อสู้แย่งชิงที่จะเกิดขึ้นนี้ แต่ตู้เส่าจวิ้นเองก็ไม่รู้ข้อมูลโดยละเอียดเหมือนกัน แต่ฟังจากที่คนเก่าแก่เล่า ดูเหมือนว่าการที่ทุกคนรวมกลุ่มกันเลือกเผ่าเพียงเผ่าเดียว หรือการเข้าร่วมกลุ่มกับฝ่ายที่ทรงพลังจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่

เรื่องนี้ทําให้หลิงฮันสับสนเป็นอย่างมาก การรวมกลุ่มเพื่อร่วมมือกับจอมยุทธที่ทรงพลังไม่ใช่ความคิดที่ดีงั้นรึ?

ตู้เส่าจวิ้นเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ และคิดเหตุผลว่าทําไมถึงเป็นเช่นนั้นไม่ออกเหมือนกัน

“ข้าไม่สนว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร ในความคิดของข้าการที่ทุกคนลงมติเลือกเผ่าเพียงเผ่าเดียวเหมือนกัน คือวิธีการที่ลดความบาดหมางและไม่สิ้นเปลืองเวลามากที่สุดแล้ว” ตู้เส่าจวิ้นกล่าว

หลิงฮันเองก็รู้สึกว่าความคิดเช่นนั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ในเมื่อ “คนเก่าแก่” บอกมาแบบนั้นก็น่าจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน

ผู้ที่รับหน้าที่ต่อรองกับเผ่าทั้งเจ็ดคือสุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่อย่างพวกเทียนชิงเย่ ในสา ยตาของจอมยุทธแห่งอาณาเขตสวรรค์ผ่อนและอาณาเขตสวรรค์ใกล้เคียง ไม่มีใครมีคุณสมบัติเหมาะสมไปกว่าทั้งสี่คนแล้ว

เพียงแต่คนส่วนหนึ่งที่เป็นพยานเห็นหลิงฮันกับจี่อู๋หมิงกระตุ้นสะพานมังกรสีดําได้ไม่คิด เช่นนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรคนกลุ่มที่เป็นพยานรู้เห็นก็มีไม่มาก เพราะงั้นเสียงของพวกเขาจึงไม่อาจเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ได้

หลิงฮันไม่สนใจและไม่คิดอะไรในเรื่องนี้แม้แต่น้อย

พวกเทียนชิงเย่ทั้งสี่คนไม่รีบด่วนตัดสินใจ พวกเขาเจรจากับเผ่าทั้งเจ็ดเพื่อต่อรองให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด เพราะในเมื่อเผ่าทั้งเจ็ดมีโชคชะตาที่ต้องพึ่งพาพวกเขา แน่นอนว่าเผ่าทั้งเจ็ดยอมต้องยอมมอบผลตอบแทนที่สูงที่สุดให้แก่พวกเขา

ข้อเสนอที่เผ่าทั้งเจ็ดเสนอมาก็คือการมอบผงกระดูกมังกรสวรรค์ที่มาจากมังกรสวรรค์บรรพกาลให้เป็นรางวัล

ผงกระดูกมังกรสวรรค์มีประโยชน์อะไรน่ะรี?

เมื่อตอนที่ได้รับวาสนาร้อยมังกรชําระล้างกายา ผลประโยชน์ที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวไปจนถึงสิบเท่า

ยิ่งผลประโยชน์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จําเป็นต้องมีผงกระดูกมังกรสวรรค์มากขึ้นเท่านั้น ผงกระดูกมังกรสวรรค์เป็นสมบัติที่ล้ําค่ามากของเผ่าทั้งเจ็ด เนื่องจากมันคือซากกระดูกที่เหลืออยู่ของมังกรระดับราชานิรันดร์ สําหรับเผ่ามังกรทั้งเจ็ดที่มีสายเลือดมังกรแล้ว มันคือสมบัติล้ําค่าหาสิ่งใดเปรียบ

ถ้าหากจอมยุทธจากภายนอกทุกคนร่วมมือกัน เผ่าทั้งเจ็ดก็จะไม่ยื่นข้อเสนอด้วยรางวัลตอบแทนที่สูงเกินไป เพราะถ้าหากจอมยุทธภายนอกมากมายร่วมมือกัน เผ่าที่ทําข้อตกลงได้ก็จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะแน่นอนอยู่แล้ว เพราะงั้นทําไมพวกเขาถึงต้องยื่นข้อเสนอด้วยผลตอบแทนที่สูงด้วยล่ะ?

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเวลาเหลืออยู่ก่อนที่จะแข่งขันแย่งชิงจะเริ่มขึ้น ทุกคนจึงยังมีโอกาสให้เจรจาต่อรองกันอยู่

หลิงฮันไม่สนใจในเรื่องนี้และไปถามคนของเมืองมังกรฟ้า ว่าผงกระดูกมังกรสวรรค์ที่ว่านั้นหาได้จากไหน

ตอนแรกเขาแต่คิดจะลองถามเล่นๆ อยู่เท่านั้น แต่ไม่คาดคิดว่าคนเหล่านั้นจะบอกเขาจริงๆสามารถหาเก็บได้จากภูเขา

ผงกระดูกมังกรสวรรค์จะถูกกักเก็บอยู่ในหินแร่ประเภทหนึ่งซึ่งหายากเป็นอย่างมาก และเป็นที่หมายปองของสัตว์อสูรที่ทรงพลังบนภูเขาด้วย เนื่องจากผงกระดูกมังกรสวรรค์ก็สามารถทําให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้เช่นกัน

ด้วยความรู้สึกสงสัย หลิงฮันตัดสินใจเดินไปสํารวจภูเขาดู เผื่อว่าเขาจะพบเจอผงกระดูกมังกรสวรรค์บ้าง

เนื่องจากผงกระดูกมังกรสวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาครอบครองง่ายๆ ผู้คนของเมืองจึงบอกหลิงฮันถึงตําแหน่งที่จะหาผงกระดูกมังกรสวรรค์พบ แถมยังไม่ขัดขวางพวกเขาในการไปที่นั่นอีกด้วย

ตอนที่ 2060 เมืองชิงหลง

ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีประชาอยู่มากพอสมควร ในหมู่ประชากรเหล่านี้บ้างก็เป็นคนที่มีหัวเป็นมังกร บ้างก็เป็นคนที่มีร่างเป็นมังกรแต่หัวเป็นคน แต่ที่ทุกคนมีเหมือนกันคือขนที่เป็นสีเขียว

ในเมืองแห่งนี้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วงได้หายไป

“โปรดตามข้ามา” บุรุษหัวมังกรที่นําทางพวกเขามาหันมากล่าวกับพวกหลิงฮัน และพาเข้าสู่เมือง

การปรากฏตัวของพวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้สร้างความเอะอะใดๆ เลยแม้แต่น้อย ผู้คนในเมืองนี้ยังคงทําทุกอย่างที่ตนเองทําอยู่ตามปกติ ราวกับไม่ได้ตระหนักรับรู้เลยว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาที่เมือง

พวกเขาเดินมาจนถึงจุดกึ่งกลางของเมืองที่มีวิหารที่สร้างจากท่อนไม้ตั้งอยู่ รูปปั้นมังกรมรกตถูกประดับเอาไว้ด้านบนซึ่งแผ่ขยายไปทั่วทั้งวิหาร หนวดของรูปปั้นมังกรนั้นพลิ้วไหวตามลมราวกับของจริง

“ทางนี้” บุรุษหัวมังกรพาหลิงฮันเดินไปยังสวนของวิหารก่อนจะหยุด “โปรดนั่งรอสักครู่ ขอข้าไปเรียกผู้อาวุโสให้มาที่นี่ก่อน”

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกมึนงง พวกเขาถูกชวนมาโดยคนแปลกหน้า ที่ไม่ได้อธิบายสถานการณ์ให้ฟังเลยแม้แต่น้อย

ผ่านไปครู่หนึ่ง บุรุษหัวมังกรก็กลับมาอีกครั้ง โดยมีนักบวชชราเดินนําอยู่ด้านหน้า

ชายชราผู้นี้มีร่างเป็นมังกรและหัวล้าน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีส่วนที่เป็นสีเขียวคือคิ้วและเครา

“อาตมามีนามว่าน่าซวี” ชายชรายิ้ม ภายในดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจรัสปลดปล่อยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

หลิงฮันคาดเดาได้คร่าวๆ ว่าชายชราผู้นี้สมควรเป็นปรมาจารย์ที่ทรงพลังในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้

“คารวะผู้อาวุโส” พวกหลิงฮันทั้งสี่คนโค้งคํานับ

น่าชวียกมือขึ้นและกล่าว “อาตมารอคอยวันนี้มาเป็นเวลานานแล้ว วันที่เขตแดนลี้ลับร้อยมังกรจะเปิดออก”

“ข้าขอเสียมารยาทถามผู้อาวุโสว่า ท่านเรียกพวกเราเพื่อจุดประสงค์อันใด?” หลิงฮันเอ่ยถาม

น่าชวีกําลังจะอ้าปากอธิบาย แต่เมื่อเห็นนักบวชชราอีกคนเดินเข้ามาใกล้เขาก็ขมวดคิ้ว

นักบวชชราผู้นี้เองก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

“อาตมามีนามว่าน่าคง” ชายชราคนที่สองยิ้มให้พวกหลิงฮันทั้งสี่คน “ข้าอยากจะขอให้โยมทั้งสี่ช่วยนําพาดวงชะตาอันรุ่งโรจน์มาให้แก่ข้าด้วย”

“โยมน้อยทั้งสี่ผูกมัดดวงชะตากับข้าแล้ว!” น่าชวีรีบกล่าวแทรก ราวกับว่าหากไม่รีบพูดเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความงุนงง และยิ่งสับสนยิ่งขึ้นไปอีกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นอยู่กันแน่

“หากยอมเข้าร่วมกับอาตมา อาตมาจะเพิ่มผลประโยชน์ให้เป็นสามเท่าเมื่อพวกโยมได้รับร้อย มังกรชําระล้างกายา” น่าคงกล่าว

“อาตมาสัญญาว่าจะเพิ่มให้เป็นสี่เท่า!” น่าชวีไม่ยอมแพ้

“ห้าเท่า!”

“หกเท่า!”

นักบวชชราทั้งสองสีหน้ากลายเป็นแดงก่ําจนแทบจะปะทะกัน

พวกหลิงฮันทั้งสี่ยิ่งสับสนขึ้นไปอีก

“ขอถามผู้อาวุโสทั้งสองว่าดวงชะตาอันรุ่งโรจน์ที่พวกท่านว่าหมายถึงอะไรกัน?” หลิงฮันถาม ?

ในขณะที่นักบวชชราทั้งสองกําลังปะทะกัน พวกเขาก็กล่าวอธิบายให้หลิงฮันฟังไปด้วย

เมืองเล็กๆ แห่งนี้ถูกเรียกว่าเมืองชิงหลง ทุกคนที่นี่มีสายเลือดของมังกรไหลเวียนอยู่ แต่พวกเขาถูกกักขังเอาไว้บนหุบเขาเทพมังกรแห่งนี้มาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น และไม่สามารถหนีออกไปภายนอกได้

ไม่มีใครรู้ว่าทําไมถึงเป็นเช่นนี้ เมื่อใดที่พวกเขาออกจากภูเขาแห่งนี้ไป พวกเขาจะสูญเสีย พลังบ่มเพาะและอายุจะเริ่มลดลง จนตายอย่างไม่รู้สาเหตุ

วิธีแก้ปัญหามีอยู่ทางเดียวคือ ช่วงจังหวะที่เขตแดนลี้ลับร้อยมังกรจะเปิดออกในทุกๆหนึ่งร้อยล้านปี

เมืองชิงหลงมีเผ่าอยู่ทั้งหมดเจ็ดเผ่า ในช่วงที่เขตแดนลี้ลับร้อยมังกรเปิดออก ทั้งเจ็ดเผ่าจะทําการแย่งชิงลูกแก้วมังกรที่อยู่ในวิหารเทพมังกรมาครอบครอง เผ่าใดที่รวบรวมลูกแก้วมังกรได้ครบเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าลูกก่อนและอัญเชิญเทพมังกรออกมา ก็จะได้รับวาสนาให้สามารถนําพาเผ่าของตนเองออกจากเขตแดนลี้ลับร้อยมังกรได้

เพียงแต่คนที่รับตําแหน่งเป็นผู้ต่อสู้แย่งชิงจะต้องเป็นจอมยุทธจากภายนอก

เพราะงั้นระหว่างน่าซวีกับน่าคงจึงมีความบาดหมางกันเกิดขึ้น

ด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นมายาวนาน จํานวนของลูกแก้วมังกรที่เผ่าทั้งเจ็ดรวบรวมมาเก็บไว้ได้ จึงมีมากจนใกล้จะครบจํานวนแล้ว ซึ่งเผ่าของน่าคงและน่าชวีเป็นสองเผ่าที่รวบรวมลูกแก้วมังกรได้น้อยที่สุด เพราะงั้นพวกเขาจึงกระตือรือร้นดิ้นรนที่จะไล่ตามอีกห้าเผ่าให้ทัน

ไม่มีใครต้องการถูกกักขังอยู่บนภูเขาเทพมังกรแห่งนี้ไปตลอดกาล

น่าคงและน่าสวียื่นข้อเสนอที่สูงลิ่ว เพราะพวกเขาต้องการให้กลุ่มของหลิงฮันทั้งสี่คนเข้าร่วมกับพวกเขา โดยไม่ใจว่าพวกหลิงฮันจะแข็งแกร่งหรือไม่ เพราะแค่มีคนเพิ่มมาหนึ่งคน อย่างน้อยพลังโดยรวมก็เพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน

หลิงฮันไม่รับด่วนตัดสินใจ แต่เลือกที่จะรอดูไปก่อน เพราะเขาไม่สามารถตอบรับข้อเสนอได้ด้วยการฟังความคนอื่นอย่างเดียว

ถ้าหากการต่อสู้แย่งชิงเต็มไปด้วยอันตรายและมีการตายเกิดขึ้นตลอดเวลาล่ะ?

ดังนั้นก่อนที่จะตอบรับ พวกเขาจึงอยากเข้าใจสถานการณ์ให้กระจ่างเสียก่อน

ถึงแม้น่าซวีกับน่าคงจะรีบแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น

เหล่าจอมยุทธจากภายนอกทุกคนจะถูกจัดให้พักอาศัยอยู่ในวิหาร ที่ถูกติดตั้งอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติเอาไว้ ถึงแม้มองจากภายนอกวิหารจะดูเล็ก แต่ภายในนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

จากมุมมองด้านนอกจะเห็นว่ามีประตูมากมายอยู่ที่กําแพงวิหาร

คนนอกหลายคนหยุดยืนอยู่ด้านนอกวิหารและกําลังสนทนากันอยู่

“มีคนมาใหม่งั้นรึ?” ใครบางคนมองเห็นหลิงฮัน

“เจ้าหน้าใหม่ มาทางนี้” รุ่นเยาว์ชุดม่วงผู้หนึ่งตะโกนเรียกพวกหลิงฮันทั้งสี่คนด้วยน้ําเสียงสั่งการ

หลิงฮันชําเลืองมองและกล่าว “บิดามารดาของเจ้าไม่สอนวิธีการพูดกับคนอื่นรึไง?”

รุ่นเยาว์ชุดม่วงโกรธจนดวงตาลุกเป็นไฟทันที และคิดจะพุ่งเข้าใส่หลิงฮัน

“พี่ชายโป้ ระงับอารมณ์เอาไว้!” ใครบางคนรีบเข้ามาโน้มน้าวและรั้งรุ่นเยาว์ชุดม่วงเอาไว้แน่

“ปล่อยข้า ข้าจะมอบบทเรียนให้เจ้าหมอนั่น!” รุ่นเยาว์ชุดม่วงออกแรงดิ้นไปมาด้วยท่าทางเดือดดาล

หลิงฮันหัวเราะและชกหมัดออกไปที่ด้านหน้า

“ปัง” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ที่สิ้นสุดพรั่งพรูออกมา และส่องสว่างไปทั่วพื้นที่

เมื่อพลังจากหมัดสลายไป ทุกคนก็เหลือกตามองไปที่หลิงฮัน

แข็งแกร่งมาก!

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยางแท้ๆ แต่พลังต่อสู้กับแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับตัดวิญญาณปฐพี่สูงสุด! ไม่สิ หรืออาจจะแข็งแกร่งถึงขั้นระดับตัดวิญญาณสวรรค์ขั้นต้นด้วยซ้ํา

รุ่นเยาว์ชุดม่วงอ้าปากค้างและกลายเป็นไร้คําพูด

แต่หลังจากเขาตั้งสติกลับมาได้ เขาก็ยังตะโกนต่อ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้า!”

ใครบางคนที่รั้งชายชุดม่วงเอาไว้กําลังตกตะลึงอยู่จึงเผลอปล่อยมือเมื่อได้ยินคําว่า “ ปล่อยข้า!”

แต่เห็นได้ชัดว่ารุ่นเยาว์ผู้นี้หวาดกลัวหลิงฮันมาก แต่เพื่อไม่ให้ตนเองเสียหน้า เขาจึงจําเป็นต้องแสร้งทําเป็นกล้าตะโกนออกมา

หลิงฮันยิ้มและง้างหมัดเข้าใส่รุ่นเยาว์ชุดม่วง

“พี่ใหญ่!” รุ่นเยาว์ชุดม่วงรีบพุ่งเข้าไปคว้าหมัดหลิงฮันเอาไว้ “ท่านเป็นพี่ชายในสายเลือดของข้าแน่ๆ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ!” เขาแสร้งทําสีหน้าตื่นเต้น

บัดซบ คนผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก

หลิงฮันส่ายหัว “เจ้าเรียกข้าทําไม?”

“เอ่อ พี่ใหญ่ พวกเราตั้งใจว่ารวมคนเพื่อเข้าร่วมกับเผ่าสักเผ่าหนึ่ง เพราะหากทําเช่นนี้ พวกเราก็จะได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย แถมยังไม่มีอะไรเสียหายด้วย” รุ่นเยาว์ชุดม่วงอย่างด้วยสีหน้าประจบประแจง

ตอนที่ 2059 เคลื่อนย้าย

นี่มันเรื่องอะไรกัน เมื่อครู่พวกเจ้ายังสู้กันอย่างดุเดือดอยู่เลยไม่ใช่รึ เหตุใดตอนนี้การต่อสู้ถึงได้จบแล้วล่ะ?

หร่วนตงครุ่นคิดและสีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไป

ในชั่วขณะหนึ่ง พลังต่อสู้ของเขาได้ลดลงมาจนแตกต่างกับธิดาโร่วไม่มาก เพราะงั้นกว่าเขาจะกําราบธิดาโร่วได้ การโจมตีจึงผ่านไปอย่างน้อยหนึ่งหรือสองพันกระบวนท่า

แต่แค่นั้นเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่กันเชียว?

หลิงฮันยิ้มอย่างไม่แยแสและกล่าว “บุรุษกํายําที่รังแกสตรี เจ้าไม่รู้สมเพชตัวเองบ้างเลยรึ?”

“จะ… เจ้าจะทําอะไร?” หร่วนตงเอ่ยถามด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ

“ทิมดวงตาของเจ้าไงล่ะ!” ธิดาโร่วคําราม และทะลวงมือขวาเข้าใส่ดวงตาของหร่วนตง

“อ้ากกก!” หร่วนคงร้องโอดครวญ ถึงแม้แค่ถูกทิมทะลวงดวงตาจะไม่ทําให้เขาตาบอด แต่ความเจ็บที่เกิดขึ้นก็ยังสาหัสอยู่ดี

ความเกรี้ยวกราดของธิดาโรวยังไม่หายไป และกระหน่ําโจมตีใส่หร่วนคงอย่างต่อเนื่อง ตัวบัดซบตนนี้คิดจะสังหารนางยังไม่พอ แต่ยังตั้งใจจะจับหน้าอมของนางด้วย ช่างน่ารังเกียจนัก

“เมื่อพูดให้เสียเวลากันทําไม สังหารทิ้งไปเลย!” ฮูหนิวกล่าว

“ไม่ ไม่ อย่าสังหารข้า!” หร่วนตงโอดครวญ “ข้าจะมอบทุกอย่างให้เจ้าเลย ได้โปรดอย่าสังหารข้า!”

“ไม่จําเป็น!” หลิงฮันปล่อยหมัดออกไป โพละ” พริบตาเดียวร่างของหร่วนตงก็ระเบิด เป็นฝนโลหิต

“ครั้งนี้คงไม่ใช่ร่างวิญญาณอีกหรอกนะ?” ธิดาโร่วถาม

หลิงฮันใช้สัมผัสตรวจสอบแลพยักหน้า “ไม่ใช่ร่างวิญญาณ แต่เป็นร่างจริง”

เขาเดินกลับไปเก็บอุปกรณ์มิติของพวกชายวัยกลางคนชุดเหลือง เมื่อส่องดูด้านในก็พบว่ามีอผลึกมังกรธรรมดาเก็บเอาไว้มากมาย และมีบ้างบางส่วนที่เป็นผลึกมังกรพิเศษ

เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้เองก็รู้ถึงวิธีการใช้ผลึกมังกรพิเศษเช่นกัน พวกเขาถึงได้สั่งให้หลิงฮันทิ้งร่างของราชสีห์ทองคําเอาไว้

ที่กลุ่มของหลิงฮันไม่รู้ในตอนแรก เป็นเพราะฟูเยว่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน ส่วนตู้เส่าจจิ้นนั้นคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้ว เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นคนของอาณาเขตสวรรค์สู่อัน แต่ที่อีกฝ่ายไม่ได้บอกหลิงฮัน ก็เพราะคงไม่คิดว่าหลิงฮันจะไม่รู้

ฝ่ายหนึ่งไม่ได้เถาม และฝ่ายหนึ่งไม่ได้บอก ผลลัพธ์จึงกลายเป็นอย่างตอนนี้นั่นเอง

“ดูเหมือนพวกเราจะมาถูกทางแล้ว ผลึกมังกรพิเศษสามารถช่วยให้เราหาทางข้ามแม่น้ําไปได้”

กลุ่มของหลิงฮันออกเดินหน้าล่าสัตว์อสูรต่อ และเก็บรวบรวมผลึกมังกรพิเศษเพิ่ มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากเก็บรวบรวมได้ถึงจุดหนึ่ง ผลึกมังกรก็สามารถนํามาผสานต่อเข้าด้วยกันได้ ลวดลาย แต่ละอันเชื่อมต่อเข้าหากันกลายเป็นรูปร่างของประตู แต่เนื่องจากยังมีส่วนเล็กๆที่ขาดหายไปอยู่ ประตูที่ปรากฏขึ้นมาจึงยังไม่สมบูรณ์

“ประตูงั้นรึ?” พวกหลิงฮันคาดเดา ที่แท้ก็ไม่ใช่แผนที่!

ทั้งสี่คนเดินหน้าล่าสัตว์อสูรต่อ และหลังจากที่เวลาผ่านไปสองสามเดือน ในที่สุดพวกหลิง ฮันก็รวบรวมผลึกมังกรพิเศษชิ้นสุดท้ายได้สําเร็จ “ครืนน” เมื่อหลิงฮันนําผลึกมังกรมาเชื่อมต่อกัน ประตูมังกรก็ปรากฏขึ้นมา

ผลึกมังกรแต่ละอันส่องแสงสว่างเจิดจ้า และลวดลวยทั้งหมดได้เชื่อมต่อเข้าหากันราวกับเป็น โลหิตที่กําลังไหลเวียนไปมา

“เป็นประตูจริงๆ ด้วย” หลิงฮันสัมผัสได้ถึงอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติที่รุนแรง

“ไปกันเถอะ!”

พวกเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย และก้าวเดินเข้าประตูไปทีละคน เมื่อหนึ่งคนผ่านประตูเข้าไป แสงของประตูจะลดลงหนึ่งส่วน หลังจากที่จักรพรรดินีฮูหนิว และธิดาโร่วผ่านประตูเข้าไปหมดแล้ว ประตูก็เริ่มสั่นสะเทือนไม่มั่นคง

ดูเหมือนว่าหลังจากที่หลิงฮันเข้าไป หรือมีอีกหนึ่งคนเข้าตามมาเป็นคนสุดท้าย แสงของประตูก็จะสลายหายไปทันที

หรือก็คือจํานวนคนที่ประตูสามารถรองรับได้มีจํากัดนั่นเอง

หลิงฮันข้ามเดินตามเป็นคนสุดท้ายอย่างไม่ลังเล ทันทีที่เท้าของเขาก้าวผ่านพ้นประตู ร่างของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อหลิงฮันเดินผ่านเข้าประตูไปได้สักพัก แสงของประตูก็สั่นตลอดและพังทลายลงทันที ผลึกมังกรแตกกระจายร่วงสู่พื้น ซึ่งหากมีใครไปสัมผัส พวกมันก็จะสลายกลายเป็นฝุ่นผง

หลิงฮันรู้สึกราวกับตนเองตกลงไปในบ่อโคลน แม้จะลืมตาอยู่ก็มองอะไรไม่เห็น ร่างกายกลายเป็นไร้น้ําหนักและไร้เรี่ยวแรว

แต่นั่นก็แค่ความรู้สึกชั่วครู่เท่านั้น ผ่านพริบตาเดียวร่างกายของเขากลับมาเบาหวิว และมาปรากฏตัวที่ด้านล่างภูเขาใหญ่สูงชันเสียดฟ้าที่มองไม่เห็นปลายยอด

ภูเขาเทพมังกร!

เขารู้ได้ในทันทีเพราะถึงแม้ที่ผ่านๆ มาจะได้แต่มองมาจากระยะห่างไกล แต่จากการที่เฝ้ามองมาเป็นเวลาหลายวัน มีรีที่เขาจะจําภูเขาตรงหน้าไม่ได้?

“จุดหมายของเขาคือปลายยอดของภูเขาสินะ?”

“ลุยกันเลย!”

ทั้งสี่คนเริ่มทําการเดินขึ้นเขา เนื่องจากเขตแดนลี้ลับแห่งนี้มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วง พิเศษที่ทําให้จอมยุทธไม่สามารถเหาะเหินได้ เมื่อพวกเขาเดินขึ้นไปถึงความสูงระดับหนึ่ง แรงกดดันที่กดทับลงมาจึงหนักหน่วงราวกับกําลังแบกดวงดาวเอาไว้บนแผ่นหลัง

ทั้งสี่คนหายใจเหนื่อยหอบ โดยที่แม้แต่หลิงฮันก็ไม่มีข้อยกเว้น

อํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วงที่ส่งผลไปยังแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นจอมยุทธที่ทรงพลัง แรงกดดันที่ได้รับก็จะรุนแรงขึ้น ทําให้ไม่มีใครได้เปรียบใคร

“เหนื่อย! เหนื่อยจะตายแล้ว!” ฮูหนิวแลบลิ้นแผ่ตัวนอนลงไปกับพื้น

จักรพรรดินียังคงเก็บอาการเอาไว้ ถึงแม้เหงื่อของนางจะไหลท่วมไปทั่วร่าง แต่นางก็ไม่แสดงท่าที่ว่าอยากพัก

หลิงฮันกล่าวออกมา “หรือพวกเจ้าจะเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬก่อน?”

จักรพรรดินีสายหัว แววตาของนางแสดงออกอย่างมุ่งมั่นว่านการทดสอบ ที่นางต้องผ่านไปด้วยตนเองให้ได้

ซูหนิวเองก็กล่าว “เหนื่อยแต่ก็สนุกที่เหมือนกัน”

ธิดาโร่วยกมือ “ข้า! ข้า! ข้าอยากเข้าไป!”

“เจ้าน่ะจะไปไหนก็ไป” หลิงฮันกรอกตามอง

ธิดาโรวรู้สึกน้อยเนื้อต่ําใจ บุรุษผู้นี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ

หลังจากเดินขึ้นเขาต่อไปอีกห้าวันพวกเขาก็มองไม่เห็นตีนเขาอีกต่อไป ทิวทัศน์เดียวที่เหลืออยู่คือเมฆสีขาว ที่ต่อให้แหงนมองขึ้นด้านบนก็ยังไม่เห็นปลายยอด

จะต้องเดินต่อไปอีกกี่วันกัน?

“นั่นมัน?”

จู่ๆ หลิงฮันก็หยุดชะงัก ฮูหนิวและจักรพรรดินีที่ตามอยู่ด้านหลังหยุดเดินไปตามๆกัน

ที่ด้านหน้าของพวกเขามีบางอย่างสีเขียวปราฏขึ้นมา

การจะมีบางอย่างสีเขียวอยู่บนภูเขานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกก็เพราะบางอย่างสีเขียวตรงหน้าพวกเขานี้กําลังขยับอยู่

อะไรบางอย่างสีเขียวตรงหน้า คือมนุษย์!

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนเผยสีหน้าประหลาดใจ บุคคลตรงหน้าคือชายร่างกํายําที่มีศีรษะเป็นมังกร และหนวดเคราสีเขียว เพราะงั้นเมื่อมองจากระยะไกลจึงเห็นเหมือนกับเป็นสาหร่ายสีเขียว

“จอมยุทธจากภาคนอก โปรดตามข้ามา” บุรุษหัวมังกรกล่าว

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความตะลึง สัตว์อสูรต่างๆ ที่พวกเขาพบเจอก่อนหน้านี้นั้นมีเพียงสัญชาตญาณในการสังหารเท่านั้น แต่บุรุษตรงหน้าพวกเขานี้กลับสามารถแสดงท่าทีสุภาพได้อย่างไม่คาดฝัน

“ตามข้ามา” บุรุษหัวมังกรกวักนิ้วและหันหลังเดินนําทาง

“ตามเขาไป!” หลิงฮันตัดสินใจหลังจากลังเลเล็กน้อย

แน่นอนว่าฮูหนิวกับจักรพรรดินีย่อมไม่คัดค้าน และเดินลากขาอย่างเหน็ดเหนื่อยต่อไป

“ทําไมถึงไม่มีใครถามความเห็นของข้าเลยล่ะ?” ธิดาโร่วโอดครวญ และเดินรีบไล่ตามทั้งสามคน

หลังจากเดินต่อไปได้อีกราวๆ สองชั่วโมง เมืองขนาดย่อมก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าพวกเขา บ้านทุกคนในหมู่เมืองถูกสร้างขึ้นจากต้นไม้ ทําให้สัมผัสได้ถึงความเก่าแก่

ตอนที่ 2058 เจ้ากล้าล่อลวงข้า

ในสายตาของพวกชายวัยกลางคนชุดเหลืองทั้งหกคน หลิงฮันนั้นคือตัวอันตรายที่สุดจึงต้องรีบกําจัดทิ้งไปก่อน และนอกจากหลิงฮันจะเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของพวกเขาแล้ว อีกฝ่ายยังช่วยคุ้มกันให้จักรพรรดินีกับฮูหนิวด้วย ทําให้กําจัดพวกนางให้ยากขึ้นไปอีก

แต่ถ้ากำจัดหลิงฮันที่เป็นภัยคุกคามที่สุดไปได้ ไม่เพียงแค่พวกเขาจะได้รับชัยชนะ แต่อาจจะยังจับกุมจักรพรรดินีกับฮูหนิวได้ด้วย

ในความคิดของพวกเขา ด้วยจํานวนคนถึงหกคนพวกเขาจะต้องกําราบหลิงอันได้แน่นอน เพราะตั้งสองฝ่ายมีความต่างชั้นของระดับพลังอยู่

จริงอยู่ที่ข้อเท็จจริงนี้จะใช้ได้กับกรณีของจอมยุทธทั่วไป แต่มันไม่ใช่กับหลิงฮัน

กายหยาบของหลิงฮันถูกขัดเกลาจนอยู่ในระดับที่ไร้เทียมทาน จนจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณไม่สามารถสร้างความเสียหายได้

ปัง! ปัง! ปัง!

ท่ามกลางวงล้อมของจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์สูงสุดทั้งหก หลิงฮันยังคงตอบโต้กลับไปได้อย่างต่อเนื่อง การโจมตีบางครั้งเขาไม่สามารถหลบได้ แต่การโจมตีบางครั้งก็เป็นตัวเขาเองที่คร้านจะหลบหลีก

เขากวัดแกว่งหมัดทั้งสองตอบโต้ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์

“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”

“หมัดของเจ้าหนูนี่รวดเร็วกว่าพวกเราอย่างน้อยสามเท่า ทําให้แม้จะมีเพียงคนเดียวก็สามารถรับการโจมตีของพวกเราได้อย่างน้อยสามคนพร้อมกัน!”

“สัตว์ประหลาด!”

พวกชายวัยกลางคนชุดเหลืองทั้งหกคนตกตะลึง พลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นด้อยกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่การโจมตีของอีกฝ่ายกลับรวดเร็ว จนสามารถปัดป้องการโจมตีจากพวกเขาสามคนในหกคนได้

ในขณะเดียวกัน จักรพรรดินีและฮูหนิวได้ใช้จังหวะนี้ปลดปล่อยการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การโจมตีเหล่านั้นจะไม่โดนจุดตาย แต่ถ้าหากบาดแผลเล็กๆ ยังคงเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ มันจะกลายเป็นบาดแผลที่สาหัสได้ในที่สุด

“หยุดลงมือกับเจ้าหนูนี่ แล้วไปจัดการสตรีทั้งสองก่อน” ชายวัยกลางคนชุดเหลืองคํารามเสียงดัง ณ เวลานี้เขาไม่เหลือตัณหาอยู่อีกต่อไป เมื่อเทียบกับชีวิตของตนเองแล้ว ความงดงามของสตรีจะนับเป็นอันใดได้?

จอมยุทธอีกห้าคนพยักหน้าและเปลี่ยนเป้าหมายในการโจมตี

สถานการณ์ได้หวนคืนกลับไปเป็นแบบเดิม หลิงฮันโคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติและห้วงเวลาป้องกันการโจมตีให้สตรีทั้งสอง ทําให้การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายกลายเป็นไม่มีความคืบหน้าอีกครั้ง

หร่วนตงจ้องมองไปยังธิดาโร่วด้วยแววตาโหดเหี้ยม

แน่นอนว่าเขาตกตะลึงในพลังต่อสู้ของพวกหลิงฮันมาก ทั้งสามคนเป็นจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางแท้ๆ แต่กลับรับมือกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ถึงหกคนได้! แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะให้มามัวตกตะลึง เพราะถ้าหลิงฮันชนะ เขาเชื่อว่าชีวิตของเขาจะต้องจบสิ้นแน่

เพราะงั้นเขาจึงเพ่งเล็งเป้าหมายไปที่ธิดาโร๋ว

ถามว่าทําไมเขาถึงไม่เข้าร่วมสู้กับทั้งหกคนด้วยน่ะรึ? นั่นเพราะว่าพลังของเขาอ่อนแอเกินไป หากร่วมสู้ด้วยก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเปล่าๆ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทําไมธิดาโร่วถึงไม่เข้าร่วมการต่อสู้ นั่นเพราะว่าพลังต่อสู้ของนางอ่อนแอนั่นเอง

แม้แต่พวกหลิงฮันก็ยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ที่ระดับตัดวิญญาณหยาง เพราะงั้นอย่างมากธิดาโร๋วก็ต้องมีพลังบ่มเพาะอยู่ที่ระดับตัดวิญญาณหยางเช่นกัน

เขาที่เป็นจอมยุทธระดับตัดวิญญาณปฐพี และมีศักยภาพระดับราชา ย่อมสามารถกําราบธิดาโร๋วได้อย่างง่ายดาย

หากจับกุมตัวสตรีทรงเสน่ห์ผู้นี้ได้ พวกหลิงฮันทั้งสามคนจะต้องหวั่นไหวและพ่ายแพ้แน่นอน

“ตุบ” หร่วนตงกระโดดพุ่งเข้าใส่ธิดาโร๋ว

ธิดาโร๋วทําสีหน้าน่าสงสารและกล่าว “ได้โปรดอย่าทําร้ายข้าเลย ข้ายินดีจะทําทุกอย่างเพื่อเจ้า!”

หร่วนตงเลือดสูบฉีดทันที น้ําเสียงของธิดาโร๋วนั้นอ่อนหวานจนทําให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกดาบ สียบแท่งเข้าใส่กระดูก แถมคําพูดที่ว่าจะยอมทําทุกอย่าง” ของนางก็ทําให้สมองของเขาเพ้อฝันจินตนาการไปไกล

ธิดาโร๋วก้าวเดินเข้าหาหร่วนตงอย่างเย้ายวน เอวของนางบิดไปมาราวกับอสรพิษ จนทําให้ผู้คนที่จ้องมองรู้สึกเคลิบเคลิ้ม

หร่วนตงราวกับสติหลุดออกจากร่าง เขารู้ว่าจิตใจของตนเองเกิดความผิดปกติ แต่ก็เขาก็มีความสุขกับภาพที่เห็นตรงหน้ามากจนไม่ต้องการทําการต่อต้านใดๆ

“เจ้าโง่!”

เสียงเย้ยหยันดังขึ้นและจู่ๆ หร่วนตงก็รู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอก สติของเขาหวนกลับมาและพบที่หน้าอกของตนเองมีใบมีดแหลมคมปักอยู่ที่หัวใจ

สําหรับปรมาจารย์ระดับแบ่งแยกวิญญาณ ต่อให้หัวใจแหลกสลายจะยังไม่ถึงกับสิ้นชีพ แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นบาดแผลที่สาหัส

หร่วนตงเกรี้ยวกราดและกล่าวด้วยน้ําเสียงหนักอึ้ง “จิ้งจอกมาร เจ้ากล้าล่อลวงข้ารี!”

ธิดาโร๋วเผยสีหน้าเสียใจ ตอนแรกนางตั้งใจจะแทงเข้าที่ช่วงศีรษะเพื่อทําลายห้วงจิตวิญญาณให้อีกฝ่ายสิ้นชีพไปในทันที แต่จุดตายนั้นเป็นตําแหน่งที่ไวต่อภัยอันตรายมากเกินไป นางจึงกลัวว่าอีกจะดึงสติกลับมาได้ทัน และแทงเข้าที่หัวใจแทน

นี่เป็นเพราะทักษะยั่วยวนของนางยังไม่สูงพอ ไม่เช่นนั้นแล้วต่อให้นางใช้มีดทิ่มแทงไปยังห้วงจิตวิญญาณของหร่วนตง สีหน้าของอีกฝ่ายก็จะยังอยู่ในสภาพที่ยิ้มแย้มอยู่

หร่วนตงใช้มือกุมหน้าอกเพื่อระงับความเจ็บปวด มีดที่ธิดาโร๋วใช้ทิ่มแทงใส่เขาคืออุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาว บาดแผลที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถฟื้นฟูได้ง่ายๆ แถมยังทําให้พลังต่อสู้ของเขาลดลงด้วย

“ต่อให้ข้าบาดเจ็บ ข้าก็ยังสามารถสังหารเจ้าได้อย่างง่ายดาย!” เขาคํารามและโจมตีใส่ธิดาโร๋วด้วยดวงตาที่แดง

“อย่าได้ฝัน” ธิดาโร๋วกล่าวอย่างเหยียดหยาม บุรุษที่รังแกสตรีที่อ่อนแอกว่าเช่นนี้ คือบุรุษประเภทที่น่ารังเกียจมากที่สุด

ปัง! ปัง! ปัง! ทั้งสองเข้าปะทะน้ําปั่นกัน

แต่เดิมหร่วนตงเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างสิ้นเชิง แต่เพราะบาดแผลที่ได้รับทําให้พลังต่อสู้ลดลงหลายส่วน เขาจึงไม่สามารถกําราบหรือสังหารธิดาโร๋วได้ในทันที

หร่วนตงเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก เขาสาบานว่าถ้าจับธิดาโร๋วทั้งเป็นได้ เขาจะข่มขืน นางจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ตัวเขานั้นตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ไม่เคยถูกสตรีหลอกมาก่อน แถมการหลอกลวงก็ยังทําให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย

ภายใต้การโจมตีที่รุนแรงของหร่วนตง สถานการณ์ของธิดาโร๋วค่อยๆ ย่ําแย่ลงเรื่อยๆ นางเริ่มถูกกําราบอย่างสมบูรณ์ และแม้แต่จะป้องกันตัวก็แทบจะทําไม่ได้อีกต่อไป

“ฮ่าๆๆ มาดูว่าเจ้าจะหลบการโจมตีนี้ได้อย่างไร!” ในที่สุดหร่วนตงก็ไล่ต้อนธิดาโร๋วจนมุม เขา เผยท่าทางหยิ่งทะนงและดันฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกของธิดาโร๋ว ไม่เพียงแต่เขาต้องการที่จะจับสตรีผู้นี้ทั้งเป็นเท่านั้น แต่เขายังต้องการกู้ยี่ปู่ย่านางอีกด้วย

เปลวเพลิงปะทุอยู่ภายในดวงตาของเขา และดันฝ่ามือเข้าใส่อย่างไม่ปรานี

“พรึบ” ฝ่ามือถูกผลักออกไป

หืม… อะไรกัน ทําไมฝ่ามือเขาถึงคว้าโดนแต่เพียงความว่างเปล่า?

หร่วนตงตกตะลึงก่อนจะรู้สึกตัวว่าข้อมือของเขาถูกใครบางคนคว้าเอาไว้อยู่ ทําให้การคว้าจับไปที่หน้าอกของธิดาโร๋วล้มเหลว

และคนที่คว้าข้อมือของเขาเอาไว้ก็คือ… หลิงฮัน!

ไม่ใช่ว่าหมอนี่กําลังสู้อย่างดุเดือดอยู่กับอีกคนหกงั้นรึ?

หรือว่า!

หร่วนตงรีบหันหน้าไปมอง ภาพที่เขาเห็นก็คือกลุ่มของชายวัยกลางคนชุดเหลืองทั้งหกคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น บางคนร่างถูกตัดเป็นสองส่วน บางคนร่างถูกตัดเป็นหกส่วน และบางคนร่างถูกบดขยี้กลายเป็นเศษเนื้อนับไม่ถ้วน จนแม้กระทั่งกระดูกก็ไม่หลงเหลือให้เห็น

จิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้าน และรู้สึกขาอ่อนไร้เรี่ยวแรง

ตอนที่ 2057 ฉกฉวยกลางทาง

“เจ้าแม่น้ําชั่วร้าย หนิวเกือบจะได้รับบาดเจ็บแล้ว!” ฮูหนิวโมโห และสบกไปยังแม่น้ําอย่างเกรี้ยวกราด

หลิงฮันยิ้มและคว้ามือซูหนิวเดินไปด้านหน้า “มาเถอะ ไปล่าสัตว์อสูรเพิ่มกัน”

กลุ่มของพวกเขาออกเดินทางเพื่อไล่ล่าอสูร ซึ่งงทําให้ฮูหนิวมีความสุขและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะจะมีเนื้อให้นางกินอีกแล้ว

สัตว์อสูรมากมายถูกสังหารและจํานวนของผลึกมังกรพิเศษที่ได้รับมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังห่างไกลจากจํานวนที่จะรวมเป็นแผนที่อย่างที่หลิงฮันกล่าวเอาไว้ได้ อย่างน้อยลวดลายของผลึกมังกรพิเศษในตอนนี้ยังก็ผสมปนเปกันมั่ว ไม่อาจนํามารวมกันได้

“สัตว์อสูรที่ทรงพลังอีกตัว!” สองเดือนต่อมาพวกเขามาถึงภูเขาขนาดย่อมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีราชสีห์ร่างทองคําสามหางปรากฏอยู่ตรงหน้า ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าที่หางของมันแต่ละหางนั้นมีศีรษะขนาดเล็กงอกออกมาด้วย เพียงแต่ขนาดของศีรษะนั้นเล็กเกินไปจนมองแทบไม่เห็น

นี่มันสัตว์อสูรแบบใดกัน?

“จะเป็นสัตว์อสูรแบบไหนก็ช่าง กินมันเลย!” ฮูหนิวคํารามและลงมือเป็นคนแรก

หลิงฮัน จักรพรรดินี และธิดาโร๋วรีบไล่ตามไปโจมตีเสริม ทั้งสี่คนเริ่มเข้าขากันมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยการโจมตีผสานของพวกเขา แม้แต่สัตว์อสูรระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไปก็ยังถูกสังหาร เพราะอย่างไรสัตว์อสูรในที่แห่งนี้ก็มีสติปัญญาต่ําอยู่แล้ว พวกมันจึงถูกจูงจมูกได้ง่าย

ทั้งสีคนโจมตีผสานรอบด้าน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการสังหารราชสีห์ทองคําตนนี้

หลิงฮันไม่ได้ใช้แก่นพลังมหาพินาศมานานสักพักแล้ว เพราะต้องการให้สตรีทั้งสามได้ขัดเกลาฝีมือบ้าง

“โอ้ มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอยู่ที่นี่ด้วย!” เสียงอุทานประหลาดใจขึ้น พร้อมกับกลุ่มคนเจ็ดคนปรากฏตัว เมื่อพบว่าตรงหน้ามีพวกหลิงฮันทั้งสี่คนยืนอยู่ แววตาของพวกเขาทั้งเจ็ดกลายเป็นโหดเหี้ยม

หลิงฮันกวาดสายตามองและอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เพราะในหมู่คนทั้งเจ็ดนี้มีหนึ่งคนที่เขารู้จัก

หร่วนตง

แปลกจริงๆ ทําไมถึงพบเจอคนผู้นี้ทุกที่เลย?

“พวกเจ้าไสหัวไปซะ!” ในหมู่คนเจ็ดคน ชายวัยกลางคนชุดเหลืองกล่าวออกมาอย่างโอหัง เมื่อเขากวาดสายตามองซูหนิวและสตรีคนอื่นๆ ดวงตาของเขาก็ส่องประกายด้วยความตะลึง แต่ก็ไม่ได้กล่าวรั้งสตรีทั้งสามเอาไว้

เพราะการที่สามารถสังหารสัตว์อสูรที่ทรงพลังตรงหน้านี้ได้ หมายความว่าพลังของทั้งสี่เองก็ต้องแข็งแกร่งมากเช่นกัน หากสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะได้ก็ควรหลีกเลี่ยง

หร่วนตงมองไปยังหลิงฮันด้วยสีหน้าบูดบึง แต่กว่าเขาจะเข้าร่วมกับคนกลุ่มนี้ได้ ไม่รู้ว่าเขาต้องหน้าด้านประจบสอพลอไปมากขนาดนั้น เพราะงั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะเอ่ยขอให้คนเหล่านี้สะสางความบาดหมางส่วนตัวระหว่างเขากับหลิงฮันให้ และทําได้เพียงภาวนาในใจให้หลิงฮันไม่ยินยอมแต่โดยดี จนต้องเกิดการระหว่างทั้งสองฝ่าย

“พวกข้าไม่คิดจะไสหัวไปไหน” หลิงฮันยิ้มอย่างไม่แยแส

หากคนอื่นไม่ล่วงเกินเขา เขาก็จะไม่ล่วงเกินคนอื่น แต่ถ้ามีใครมาล่วงเกินเขา เขาก็จะทุบตีคนผู้นั้นให้กลายเป็นตัวโง่งม

ชายวัยกลางคนชุดเหลือชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยสีหน้าโหดเหี้ยม “แต่เดิมข้ายังคิดจะปล่อยให้พวกเจ้ามีชีวิตรอด แต่เจ้ากลับเป็นฝ่ายเลือกเส้นทางแห่งความตายด้วยตัวเอง!”

“เป็นแค่ตัวอัปลักษณ์ทํามาเป็นอวดดี เข้ามาเลย คอยดูว่าหนิวจะทุบตีพวกเจ้าแบบไหน!” ฮูหนิวพับแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนอันงดงาม จนกลุ่มคนทั้งเจ็ดต้องมองตาค้าง

งดงาม ช่างงดงามยิ่งนัก

“พี่ชายหญ่ ข้าสังหารสตรีทั้งสามได้หรือไม่?” ในหมู่คนทั้งเจ็ด ชายชุดเขียวเอนร่างไปกล่าวกับชายวัยกลางคนชุดเหลือง

“หากทําได้ก็จะทํา…แต่ถ้าทําไม่ได้ก็ต้องสังหารให้สิ้น!” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม

ทั้งสี่คนเป็นกลุ่มที่สามารถสังหารสัตว์อสูรที่ทรงพลังได้ เพราะงั้นพลังของอีกฝ่ายย่อมไม่ใช่อ่อนแอแน่นอน แต่ด้วยจํานวนคนของกลุ่มพวกเขาที่มากกว่า เมื่อเกิดการปะทะกันย่อมสามารถคุมสถานการณ์ได้อย่าง่ายดาย เขาจึงกล่าวออกไปว่าหากจับเป็นได้ก็ให้จับเป็น

“ถึงตายก็ห้ามปล่อยให้เสียของ ข้าต้องการร่างของพวกนาง” ชายชุดเขาเอ่ยกล่าวขึ้นมา ใบหน้าของเขาซูบผอมและแก่ชรามาก แต่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้มีเพียงจอมยุทธที่อายุน้อยกว่าสิบล้านปีเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ จึงคาดเดาได้ว่าคงเป็นเพราะทักษะบ่มเพาะของคนผู้นี้เอง ที่ทําให้รูปร่างของเขาเปลี่ยนแปลงมาเป็นแบบนี้

เมื่อได้ยินคําพูดของชายชุดเขา แม้กระทั่งสหายในกลุ่มของเขาก็ยังเผยสีหน้าขยะแขยงออกมา

พวกเขารู้ว่าชายชุดดําผู้นี้มักจะกอดศพเอาไว้ในขณะที่บ่มเพาะพลังและนอนหลับ ซี่ งก็คือปีศาจโรคจิตดีๆ นี่เอง แต่ถึงจะอย่างนั้นพลังของคนผู้นี้ก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่นําเขามาอยู่ในกลุ่มด้วย

“ตอนแรกข้าคิดจะสั่งสอนบทเรียนให้พวกเจ้าเฉยๆ เพราะอย่างไรพวกเราก็ไม่ได้มีความบาดหมางใดๆ ต่อกัน แต่ตอนนี้” หลิงฮันหยุดพูดกลางคัน และปลดปล่อยจิตสังหารออกมา

“ลงมือ! ลงมือ!” ชายวัยกลางคนชุดเหลืองตะโกนเสียงดัง ทันใดนั้นกลุ่มของพวกเขาทั้งเจ็ดคนก็กระโดดเข้าหากลุ่มของหลิงฮันและทําการโจมตีพร้อมกัน

หร่วนตงเผยสีหน้าโหดเหี้ยม แต่ภายในดวงตากลับปรากฏร่องรอยความปีติดีใจ

ในช่วงที่อยู่ในกลุ่มทําให้เขาได้รู้ว่าคนทั้งหกในกลุ่มนั้น เป็นจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์สูงสุด ถึงแม้ศักยภาพของทั้งหกจะใช่แม้กระทั่งราชา แต่เมื่อทั้งร่วมมือกัน พลังต่อสู้จะแข็งแกร่งขนาดไหน? ต่อให้หลิงฮันเป็นจักรพรรดิในระดับตัดวิญญาณหยาง พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายก็ไร้เทียมทานในระดับตัดวิญญาณปฐพีเท่านั้น

ด้วยจํานวนคนหกต่อสี่ พวกเขาจะต้องชนะอย่างแน่แท้

“พวกฝูงขยะไร้ค่า ตายไปซะ!” ฮูหนิวกระโดดขึ้นหน้าและโจมตีตอบโต้

เพียงแต่พลังของนางยังห่างไกลเกินกว่าที่จะรับมือกับทั้งหกคนเพียงคนเดียว นางจึงถูกทําให้ล่าถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว

“หลิงฮัน ช่วยหนิวจัดการด้วย” ฮูหนิวกล่าว

“แน่นอน!” หลิงฮันยิ้มและลงมือพร้อมเพรียงกันกับจักรพรรดินี

ธิดาโร๋วไม่เข้าร่วมการต่อสู้ ถึงแม้พวกนางจะช่วยสู้กับสัตว์อสูรที่ด้อยปัญญาได้ แต่ต่อหน้ามนุษย์ด้วยกันแล้ว หากใครในหกคนนี้เพ่งเล็งนาง พวกเขาย่อมสามารถสังหารนางได้อย่างง่ายดาย

การปะทะเริ่มขึ้นและทุกคนต่างเรียกร่างวิญญาณของตนเองออกมา จอมยุทธระดับตัด วิญญาณหยางมีร่างวิญญาณอยู่ดวงเดียว แต่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์นั้นมีร่างวิญญาณมากถึงสี่ เมื่อทั้งหกคนเรียกร่างวิญญาณของตนเองออกมา จํานวนทางฝั่งของพวกเขาจึงมีมากถึงสามสิบคน และชิงความได้เปรียบในด้านจํานวนคนมาได้

จักรพรรดินีพิมพ์และโคจรพลังของสายเลือด ทันใดนั้นเองร่างแยกและร่างวิญญาณทั้งสิบแปดก็ปรากฏออกมา

ปัง ปัง ปัง ตูม ตูม ตูม

หลิงฮันไม่ได้ใช้แก่นพลังมหาพินาศ และทําการโจมตีออกไปด้วยทักษะนิรันดร์มากมายอย่างสนุกสนาน เพราะสัตว์อสูรที่ผ่านๆ มานั้นมีสติปัญญาต่ําเกินไป

เขาโคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลา เพื่อลดความเร็วการโจมตีของเหล่าศัตรู และใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติเป็นระยะ เพื่อป้องกันการโจมตีให้กับจักรพรรดินีกับฮูหนิว

“สังหารบุรุษผู้นั้นก่อน!” ทั้งหกคนตระหนักได้ว่าหากพวกเขาไม่สังหารหลิงฮันก่อน ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะสังหารทั้งสี่คนตรงหน้าได้

หลิงฮันไม่หวั่นเกรง หากทั้งหกคนโจมตีมาที่เขาคนเดียว ก็ไม่มีต่างอะไรกับการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่ผ่านๆ มา เพราะนั่นจะเป็นการเปิดช่องว่างให้ฮูหนิวกับจักรพรรดิสามารถจู่โจมด้วยพลังทั้งหมด

ตอนที่ 2056 แม่น้ําที่ขวางทาง

หลิงฮันเก็บผลึกมังกรแปลกประหลาดและเดินหน้าต่อ

ค่อยๆ ศึกษาทีหลังไม่มีความจําเป็นต้องรีบ

หลังจากผ่านไปอีกสองชั่วโมง พวกเขาก็พบเจอสัตว์อสูรอีกครั้งแต่พลังของมันอ่อนแอกว่าสัตว์อสูรที่ผ่านมามาก หลังจากสังหารไปแล้วพวกเขาก็ได้รับผลึกมังกรมา แต่มันเป็นเพียงผลึกมังกรธรรมดาที่ไม่มีลวดลายแปลกประหลาดสลักเอาไว้

“หรือมีแค่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่ผลึกมังกรจะมีลวดลาย?” พวกหลิงฮันคาดเดา

เรื่องนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เพราะผ่านไปอีกไม่นานพวกเขาก็พบเจอกับเต่ายักษ์ที่กําลังคลานอย่างเฉื่อยชา ทุกย่างก้าวของมันหนักหน่วงอย่างน่าอัศจรรย์จนส่งผลให้ผืนดินสั่นสะเทือน

ตูม!

เต่ายักษ์พบเห็นพวกหลิงฮันอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็ทํายกเท้าขึ้นและเหยียบย่ําลงมาใส่กลุ่มพวกเขาในทันที เท้าของมันหนักอึ้งราวกับขุนเขา และมีตราประทับสีอําพันอยู่ด้านล่างฝ่าเท้า

หลิงฮันคํารามและปล่อยหมัดตอบโต้

บัง! เสียงปะทะดังสนั่น และเท้าของเต่ายักษ์ก็เหยียบย่ําลงมาอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

เมื่อเต่ายักษ์ยกเท้าขึ้นอีกครั้ง ภาพที่เห็นก็คือร่างของพวกหลิงฮันทั้งสี่คนนั้นได้จมลงไปบนพื้นดิน แต่ก็ไม่มีใครเลยที่ได้รับบาดเจ็บ

นี่เป็นเพราะหลิงฮันโล่ปราณก่อเกิดต้านทานการโจมตีของเต่ายักษ์เอาไว้ ไม่เช่นนั้นนอกจากหลิงฮันแล้ว สตรีทั้งสามคงจะบาดเจ็บจนกระอักโลหิตออกมา โดยเฉพาะธิดาโร่วที่อ่อนแอที่สุด นางอาจจะถูกเหยียบจนร่างแหลกเลยก็เป็นได้

‘ครืนน’ เต่ายักษ์ที่ยกเท้าขึ้นได้เหยียบย่ําลงไปอีกครั้งด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ เพื่อบดขยี้หลิงฮันและคนอื่นๆ ให้กลายเป็นเศษซาก

หลิงฮันคํารามและสะบั้นดาบอสูรนิรันดร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า

ฉัวะ!

โลหิตสายหนึ่งสาดกระจายออกมา เนื่องจากหลิงฮันใช้ดาบอสูรนิรันดร์เฉือนผิวหนังของเต่ายักษ์ และเจาะเท้าของมันจนเป็นรู

เต่ายักษ์ส่งเสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวด

เมื่อเทียบกับขนาดตัวของมันแล้ว บาดแผลที่หลิงฮันสร้างขึ้นนั้นไม่ต่างอะไรจากการที่มันถูกเข็มทิ่มแทง แต่ใครใช้ให้สิ่งที่มันถูกทิ่มแทงคือดาบอสูรนิรันดร์ ที่จะเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ในอนาคต และมีพลังทําลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวกันล่ะ?

ณ เวลานี้ปราณพิฆาตได้ทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเต่ายักษ์ และไม่ว่าปราณพิฆาตจะเคลื่อนที่ไปยังจุดได้ กล้ามเนื้อและอวัยวะของเต่ายักษ์ก็จะสูญสิ้นพลังชีวิตและกลายเป็นกล้ามเนื้อตายในทันที

หลิงฮันกวัดแกว่งดาบอสูรนิรันดร์โจมตีอย่างบ้าคลั่ง

เต่ายักษ์ตนนี้มีร่างกายที่มหึมาและพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง แต่โชคร้ายที่คนที่มันพบเจอคือหลิงฮัน ร่างกายขนาดใหญ่ของมันกลายเป็นเป้าที่ไม่ว่าหลิงฮันจะโจมตีออกไปอย่างไร้การโจมตีของเขาก็จะสร้างบาดแผลได้อย่างแน่นอน ซึ่งผ่านไปไม่นานเต่ายักษ์ก็ทรุดตัวลงกับพื้น และตายไปในที่สุด

หลิงฮันผ่าศีรษะของมันและพบผลึกมังกรสีอําพันอยู่ภายใน ซึ่งหากมองให้ดีจะพบว่าผลึกมังกรชิ้นนี้มีลวดลายประดับอยู่

เป็นผลึกมังกรพิเศษอีกชิ้น

“ลวดลายของผลึกมังกรทั้งสองไม่เหมือนกัน” หลิงฮันตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวออกมา

สตรีทั้งสามพยักหน้า ถึงแม้ลวดลายจะชับซ้อนจนคนทั่วไปมองแล้วมึนหัว แต่พวกเขานั้นสามารถจดจําลวดลายได้เพียงแค่ชําเลืองมองเท่านั้น ซึ่งพวกเขามั่นใจว่านี้ไม่ใช่ลวดลายของตราประทับแห่งเต๋า

“จะอย่างไรก็ช่าง พวกเราออกเดินทางกันต่อเถอะ” ฮูหนิวกล่าวอย่างไม่สนใจ

แต่ก็อย่างที่นางว่า หากไม่รู้ว่ามันคืออะไร พวกเขาก็ทําได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

กลุ่มของพวกเขามุ่งหน้าสู่ยอดเขามังกร และสังหารสัตว์อสูรไปมากมายระหว่างทาง โดยที่ผลึกมังกรของสัตว์อสูรส่วนหนึ่งเป็นผลึกมังกรธรรมดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลึกมังกรพิเศษ

จํานวนของผลึกมังกรทั่วไปนั้นมีมากกว่าผลึกมังกรพิเศษเกือบจะสิบเท่า

หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงภูเขาเทพมังกร แต่เส้นทางเดินหน้าต่อกลับหายไป ทําให้พวกเขาต้องหยุดยืนนิ่ง

ที่ไม่มีทางไปต่อก็เพราะเบื้องหน้ามีแม่น้ําขนาดใหญ่ขวางทางอยู่

แม่น้ําสายนี้กว้างใหญ่จนน่าอัศจรรย์ ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่มีใครสามารถข้ามไปด้วยการกระโดด

หลิงฮันลองนําเรือออกมาจากหอคอยทมิฬ แต่ทันทีที่เรือถูกโยนลงแม่น้ําตัวเรือก็ถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นเรือไม้หรือเรือโลหะก็ไม่ได้ผล พวกมันไม่สามารถต้านทานต่อการกัดกร่อนของแม่น้ําได้เลย

บางทีหากเป็นแร่โลหะนิรันดร์อาจจะต้านทานได้ แต่ใครกันจะสิ้นเปลืองน้ําแร่โลหะนิรันดร์มาสร้างเป็นเรื่อ?

“ลองเดินวนดู อาจจะมีสะพานหรือทางเชื่อมก็เป็นได้”

กลุ่มของพวกเขาเดินวนรอบแม่น้ําขนาดใหญ่ และเดินผ่านผู้คนมากมายที่มาจากอีกทิศทางหนึ่ง

หลิงฮันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีว่า แม่น้ําสายนี้อาจจะล้อมรอบภูเขาเทพมังกรเป็นวงกลม ซึ่งไม่ว่าจะเดินวนอย่างไรก็คงหาทางเชื่อมไม่เจอ

ความยาวของแม่น้ํานั้นกว้างจนน่าอัศจรรย์ พวกเขาใช้เวลาเดินกว่าสิบเจ็ดวันและกลับมาถึงจุดเดินในตอนแรกในที่สุด

เห็นได้ชัดแล้วว่าแม้สายนี้เป็นทางตันที่ไม่มีทางเชื่อมให้ข้ามผ่าน

ถ้าอย่างนั้นแล้วจะข้ามแม่น้ําไปได้อย่างไรกัน?

ไม่สิ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!

หลิงฮันนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนที่เขาเดินวนล้อมแม่น้ําและพบเจอผู้คนมากมายนั้น เขาไม่พบเห็นจักรพรรดิอย่างตู้เส่าจจิ้น หรือหลงปู่เทียนเลย

หรือคนเหล่านี้จะเดินอยู่ด้านหน้า พวกเขาก็เลยไม่เดินสวนกัน? “ลองเดินวนดูอีกครั้ง”

ครั้งนี้พวกหลิงฮันทั้งสี่เลือกเดินย้อนกลับในทิศทางตรงข้าม

แน่นอนว่ามีคนมากมายเดินมาจากทิศทางเดียวกันกับพวกหลิงฮันก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่พบเห็นเทียนชิงเย่ ยี่หวาฉิง หรือสุดยอดจักรพรรดิคนอื่นๆ เลย

“จะต้องมีเส้นทางอื่นเพื่อไปยังภูเขาเทพมังกรอยู่อย่างแน่นอน เพราะงั้นใครหลายคนจึงมุ่งหน้าไปยังเส้นทางอื่น และไม่เสียเวลามาที่นี่” หลิงฮันกล่าว

แต่เส้นทางอื่นที่ว่ามันอยู่ไหนกันล่ะ?

จิตใจของหลิงฮันชะงัก พร้อมกับนําผลึกมังกรพิเศษออกมาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง

“หรือว่าหากนําลวดลายเหล่านี้มาผสานเข้าด้วยกัน จะเกิดเป็นแผนที่ขึ้นมา?” เขาผุดขึ้นความคิดนี้ขึ้นมาได้

“ในเมื่อมีแม่น้ําขนาดใหญ่ขวางทางอยู่ ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีทางใต้ดินที่ใช้ข้ามแม่น้ําอยู่ก็เป็นไป” หลิงฮันกล่าวต่อ

“ถ้างั้นเราก็มาขุดทําทางกันเองเลยดีกว่า!” ฮูหนิวกล่าวอย่างตื่นเต้น ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกสนาน

เด็กสาวพูดแล้วก็ลงมืออย่างรวดเร็ว เพียงแต่เพียงแค่นางขุดดินลงไปแค่เล็กน้อย น้ําจากแม่น้ําก็ผุดขึ้นมาจากหลุม หากไม่ใช่เพราะหลิงฮันช่วยดึงร่างออกมาทัน ร่างของเด็กสาวคงเน่าเปื่อย เพราะน้ําจากแม่น้ําไปแล้ว

ตอนที่ 2055 ผลึกมังกรแปลกประหลาด

เมื่อว่าการโจมตีของตนเองไม่ได้ผล อินทรีย์ร่างทองก็ส่งเสียงโห่ร้องออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การโห่ร้องเพื่อโจมตีด้วยคลื่นเสียงคมดาบ แต่เป็นเพียงการโห่ร้องอย่างเกรี้ยวกราดราวกับกําลังกล่าวว่า ทําไมการโจมตีของมันถึงได้จัดการพวกหลิงฮันไม่ได้กัน?

อินทรีร่างทองจดจ้องไปยังพวกหลิงฮันด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะส่งเสียงคํารามที่แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบสี่เล่มจู่โจมใส่พวกหลิงฮันทั้งสี่คนอีกครั้ง

ยังไม่ล้มเลิกความคิดอีกงั้นรึ?

หลิงฮันใช้แก่นพลังมหาพินาศสร้างคลื่นวายุที่น่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง เพื่อทําลายคมดาบทั้งสี่

อินทรีย์ร่างทองตนนี้มีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ แต่พลังโจมตีของมันรุนแรงเหนือกว่าระดับพลังไปมาก จึงเป็นไปได้สูงมากว่ามันอาจจะเป็นราชาในหมู่ราชาหรือจักรพรรดิ เพราะงั้นอย่าไม่ใช่แค่ฮูหนิวกับจักรพรรดินีที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ถ้าหากหลิงฮันไม่ใช้แก่นพลังมหาพินาศล่ะก็ เขาก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเหมือนกัน

“ลงมาข้างล่าง!” หลิงฮันคํารามขึ้นสู่ท้องฟ้า ในสถานที่ที่มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วงอันผันผวน เขาไม่สามารถเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้

อินทรีย์ร่างทองเมินเฉย และยังคงคํารามอยู่บนท้องฟ้าเพื่อโจมตีด้วยคลื่นเสียงคมดาบอยู่เป็นระยะ

หลังจากโจมตีวนไปวนมาอยู่สักพัก อินทรีย์ร่างทางก็เข้าใจในที่สุดว่ามันไม่สามารถสังหารพวกหลิงฮันได้ จึงทําการสะบัดปีกบินจากไป

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนไม่สบอารมณ์ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่การที่ถูกโจมตีและไม่สามารถโต้ตอบได้เช่นนี้ ย่อมทําให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

“ฮีม อย่าให้หนิวเจอรังของมันนะ ไม่เช่นนั้นหนิวจะทําลายรังของมันให้เละ!” ฮูหนิวกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

ทั้งสี่คนมุ่งหน้าต่อ โดยเลี่ยงที่จะไม่เข้าสู่อาณาเขตที่เป็นปา เพราะไม่รู้ว่าภายในจะมีอันตรายแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง

ในเขตแดนลี้ลับนั้นทุกคนต้องระวังตัวให้ดีไม่ว่าจะไปที่ไหน เพราะภัยอันตรายบางอย่างอาจจะมาจากสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยอย่างแมลง ที่ถึงแม้จะไม่มีพลังบ่มเพาะแต่ก็สามารถเจาะการป้องกันของจอมยุทธที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย และฉีดพิษเข้าสู่ร่างกาย

หรือไม่ก็มีพืชพรรณที่ภายนอกแม้จะดูธรรมดาทั่วไป แต่แท้จริงแล้วมันมีฤทธิ์ถึงขั้นทําให้การป้องกันของปรมาจารย์ระดับตําหนักอมตะไร้ผลได้

เพราะงั้นทางที่ดีอย่าเข้าไปในสภาพแวดล้อมที่ดูคลุมเครือจะดีกว่า

“โฮกกกก!”

ทันใดนั้นเสียงคํารามของสัตว์อสูรนก็ดังขึ้น และร่างของหมียักษ์ก็ปรากฏออกมาจากหลังหิน มันเป็นหมีที่มีความสูงถึงสิบฟุต และมีดวงตาอันร้อนระอุของเปลวเพลิงที่ปลดปล่อยแรงกดดันอันหนักหน่วงออกมา

“หนิวจัดการเอง!” จิตวิญญาณนักล่าของซูหนิวถูกกระตุ้นให้ตื่น และเป็นคนแรกที่ลงมือ “มีอุ้งตีนหมีให้กินแล้ว!”

ปัง!

เมื่อนางพุ่งทะยานร่างเข้าปะทะ ร่างเงาร่างหนึ่งก็ถูกซัดลอยกระแทกเข้าใส่หินด้านหลัง และ ร่างยุบลงไปด้านใน

ภาพที่ทุกคนเห็นคือหมียักษ์ร่างดํายังคงยืนตั้งท่าผลักอุ้งเท้าอยู่จุดเดิม เพราะงั้นร่างที่ถูกซัดลอยกระเด็นย่อมเป็นฮูหนิว

“เจ็บ! เจ็บ! เจ็บ!” ฮูหนิวกัดฟันและพยุงร่างออกมาจากหิน “อุ้งตีนที่แข็งแกร่งขนาดนั้น รสชาติต้องอร่อยมากแน่ๆ!”

นางลุกขึ้นยืนและโจมตีใส่หมียักษ์ร่างดําอีกครั้ง

หมียักษ์ร่างดํายังคงผลักอุ้งเท้าออกมาโจมตีแบบเดิม ถึงแม้ฮูหนิวจะดูไม่ประสีประสา แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของนางนั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เพราะงั้นมีรึที่นางจะถูกการโจมตีรูปแบบเดิมๆ โจมตีใส่เป็นครั้งที่สอง?

นางเบี่ยงร่างไปด้านข้างเพื่อวนรอบหมียักษ์ร่างดํา และใช้ความเร็วอันเป็นจุดเด่นของนางให้เป็นประโยชน์

เงาของมัจฉาวายุภักษ์สยายปีกยาวเกือบแสนไมล์ออกมาและส่งเสียงโห่ร้องขึ้นสู่ท้องฟ้า มัจฉาวายุภักษ์นั้นเป็นหนึ่งในตัวตนที่รวดเร็วที่สุดในยุทธภพนี้

ในพริบตาเดียว ทั่วพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเงาของซูหนิวอย่างน้อยหนึ่งร้อยร่าง เนื่องจากนางเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากเกินไป จึงส่งผลให้เกิดภาพติดตาที่แทบจะเหมือนกับร่างจริง

หมียักษ์ร่างดําคํารามอย่างเกรี้ยวกราด มันมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ แถมยังเป็นราชาอีกด้วย ในด้านของพลังต่อสู้แล้วไม่รู้ว่ามันเหนือกว่าฮูหนิวกี่เท่า แต่มันกลับโจมตีฮูหนิวไม่โดนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ปัง! ปัง! ปัง!

ในทางกลับกัน ฮูหนิวเป็นฝ่ายกระหน่ําปล่อยหมัดใส่หมียักษ์ร่างดําอย่างโหดเหี้ยมซึ่งขัดกับภาพลักษณ์อันไร้เดียงสาของนางอย่างสิ้นเชิง

หมียักษ์ร่างดําคํารามอย่างต่อเนื่อง และเปลวเพลิงในดวงตาของมันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบอลเพลิงสีแดง ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดําอย่างช้าๆ พร้อมกับมีลวดลายสีขาวอันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นมา

จิตใจของหลิงฮันรู้สึกกระอักกระอ่วน และกล่าวออกไป “หนิว เจ้าระวังตัวด้วย หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะเป็นคนลงมือเอง!”

“ไม่ หนิวยังอยากสนุกอยู่!” ฮูหนิวหัวเราะและกระหน่ําโจมตีเข้าใส่หมียักษ์ร่างดําอย่างต่อเนื่อง

ตูมมม!

ในจังหวะนั้นเอง บอลเพลิงสีดําทั้งสองลูกก็ระเบิดออก ก่อให้เกิดคลื่นพลังทําลายที่น่าสะพรึงกลัวถาโถมไปทั่วพื้นที่ บริเวณรอบๆ ในระยะสิบไมล์ถูกเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิงที่เดือดดาล ราวกับจะสามารถแผดเผาได้ทุกสรรพสิ่ง

หลิงฮันสะบัดมือกลับ เมื่อครู่เขาทําการโจมตีออกไปด้านหน้าเพื่อคุ้มกันจักรพรรดินีและธิดาโร๋ว ส่วนฮูหนิวนั้น

“หนิวไม่เป็นอะไร!” ฮูหนิวยิ้มร่า ที่รอบตัวของนางปรากฏโล่แสงคุ้มกัน และเงาของมัจฉาวายุภักษ์ได้กระพือปีกพุ่งทะยานโจมตีเข้าใส่หมียักษ์ร่างดํา

ปัง!

คลื่นปะทะส่งผลให้หมียักษ์ร่างดําเดินกระเพกจนเกือบล้ม

ทั้งๆ ที่ฮูหนิวกระตุ้นสายเลือดของมัจฉาวายุภักษ์แล้ว แต่การโจมตีที่ทรงพลังของนางก็ยังทําให้หมียักษ์ร่างดําเดินโซเซเท่านั้น ตามร่างของมันไม่ปรากฏบาดแผลใดๆ ซึ่งทําให้เห็นกันชัดเจนแล้วว่าพลังของหมียักษ์ร่างดําตนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน

“ลงมือพร้อมกัน!”

หลิงฮัน จักรพรรดิ และธิดาโร๋วเข้าร่วมการต่อสู้

หากหลิงฮันไม่ใช้แก่นพลังมหาพินาศ แม้แต่เขาเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหมียักษ์ร่างดําเช่นกัน

เพียงแค่กายหยาบของเขานั้นไร้เทียมทานพอ ที่จะรับการโจมตีทั้งหมดของหมียักษ์ร่างดําเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะงั้นเมื่อมีเขาทําหน้าที่เป็นตัวชนหลักคอยรับการโจมตีของหมียักษ์ร่างดํา สตรีทั้งสามจึงสามารถปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของพวกนางออกมาได้

หลังจากพยายามกันอยู่สองวัน ในที่สุดหมียักษ์ร่างดําก็ถูกสังหาร พวกหลิงฮันทรุดตัวนั่งลงกับพื้นด้วยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย

หลังจากสูดลมหายใจสองสามครั้ง พวกเขาทุกคนก็หัวเราะออกมาด้วยความปลื้มปริ่มที่ไม่อาจอธิบายเป็นคําพูดได้

การสังหารสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหลายเท่าได้ ทําให้พวกเขารู้สึกประสบความเร็จอย่างบอกไม่ถูก

“อุ้งตีนหมี! อุ้งตีนหมี!” มีเพียงฮูหนิวเท่านั้นที่ดูจะดีใจในเรื่องที่ต่างจากคนอื่น นางมองไปยังหมียักษ์ร่างดําด้วยท่าที่ตื่นเต้นและน้ําลายสอ

หลิงฮันพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชําแหละร่างของหมีร่างดํา และนําอุ้งเท้าทั้งสี่ย่างไฟแจกจ่ายให้ทุกคน

“มีผลึกมังกรด้วย” เขานําผลึกมังกรสีทองออกมาจากศีรษะของหมียักษ์ร่างดํา

“หืม ดูเหมือนจะมีลวดลายบางอย่างอยู่บนผลึกด้วยนะ” ธิดาโร๋วดวงตาเฉียบคม

จักรพรรดินีจ้องมองและพยักหน้า “มีลวดลายและแก่นพลังงานที่ทรงพลังอยู่จริงๆ แต่ข้าไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร”

หลิงฮันเองก็ลองตรวจสอบดู ผลึกมังกรอันนี้ต่างจากผลึกมังกรที่พวกเขาได้รับมาก่อนหน้านี้ จริงๆ มันมีลวดลายที่ซับซ้อนสลักเอาไว้ ซึ่งหลิงฮันมั่นใจว่ามันไม่ใช่ลวดลายของตราประทับอํานาจแห่งเต๋าแน่นอน

ตอนที่ 2054 ที่ราบ

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด เด็กสาวผู้นี้ช่างขี้หึงจริงๆ หลังจากที่อยู่ร่วมกับจักรพรรดินีมาเป็นเวลานานแล้ว นางก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดเดิมที่จะกําจัดจักรพรรดินีทิ้งเมื่อมีโอกาส

“เป็นเด็กดีหน่อย!” หลิงฮันลูบหัวฮูหนิว

ฮูหนิวทําหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ไม่นานนางก็หันไปคุยกับหลิงฮันถึงเหตุการณ์ที่พบเจอในสะพานมังกรอย่างสนุกสนานแทน

แน่นอนว่านางเองก็เผชิญหน้ากับปราณมังกรเช่นกัน แต่ที่นางไม่พบก็คือบุปผาแห่งเต๋

นั่นหมายความว่าบางทีในสะพานมังกรทั่วไปอาจจะไม่มีแม้แต่ปราณมังกร หรือหากมีก็คงจะอ่อนแอเป็นอย่างมาก

ทั้งสองรอคอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเห็นจักรพรรดินีปรากฏตัวและก้าวลงจากหัวมังกรด้วยท่าทางงดงาม

“ฮีม นังจิ้งจอง!” ฮูหนิวเบ็ะปากด้วยสีหน้าไม่ต้อนรับอย่างถึงที่สุด

และในอีกสองวันต่อมา ธิดาโร๋วเองก็ปรากฏตัว

มุมปากของหลิงฮันกระตุกเล็กน้อย

ธิดาโร๋วนางไม่ได้ปรากฏตัวเพียงคนเดียว แต่ด้านหลังของนางล้อมรอบไปด้วยบุรุษมากมายอย่างน้อยสิบคน แถมสีหน้าของบุรุษทุกคนยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ราวกับพร้อมจะยอมอุทิศวิญญาณของตนเองให้ได้เลย

เมื่อเห็นหลิงฮัน ธิดาโร๋วก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างภาคภูมิใจ

เป็นอย่างไร เห็นรึยังว่าข้ามีเสน่ห์ขนาดไหน?

“ไปกันเถอะ!” หลิงฮันเมินเฉยและคว้าข้อมือของจักรพรรดินีกับฮูหนิวเดินจากไป

“รอข้าด้วย!” ธิดาโร๋วกระโดดลงจากหัวมังกรและรีบไล่ตามหลิงฮัน ทําให้บุรุษหลายสิบคน ด้านหลังมีสีหน้ามืดมน

ทําไมกัน?

พวกเขาอุทิศตนทําทุกอย่างเพื่อเอาใจนาง และช่วยฝ่าฟันความยากลําบากมาแท้ๆ แต่หลิงฮันที่ไม่ได้ทําอะไรเลยกลับคว้าหัวใจของเทพธิดาของพวกเขาไปได้เสียนี่ เรื่องแบบนี้จะให้พวกเขาทนไหวได้อย่างไรกัน?

“หยุดเดี๋ยวนี้” บุรุษผู้หนึ่งกระโดดมายืนขววางหน้ากลุ่มของหลิงฮัน

หลิงฮันยิ้มอย่างไม่แยแสและกล่าว “ไสหัวไป!”

“ถ้าเจ้ามีความสามารถ มีรีที่ข้าจะหยุดเจ้าได้?” บุรุษตรงหน้ากล่าวยั่วยุออกมาตรงๆ

“เกะกะ!” ฮูหนิวคําราม “ปัง” นางปล่อยหมัดออกไป ทําให้ร่างของบุรุษตรงหน้าลอยขึ้นฟ้า และกลายเป็นจุดสีดําในพริบตา

“พวกเจ้าคนไหนอยากทําตัวเป็นสุนัขขวางทางอีก?” ฮูหนิวกวาดสายตาของคนที่เหลือด้วยแววตาโหดเหี้ยม

ทําไมกัน?

พวกเขาอุทิศตนทําทุกอย่างเพื่อเอาใจนาง และช่วยฝ่าฟันความยากลําบากมาแท้ๆ แต่หลิงฮันที่ไม่ได้ทําอะไรเลยกลับคว้าหัวใจของเทพธิดาของพวกเขาไปได้เสียนี่ เรื่องแบบนี้จะให้พวกเขาทนไหวได้อย่างไรกัน?

“หยุดเดี๋ยวนี้!” บุรุษผู้หนึ่งกระโดดมายืนขววางหน้ากลุ่มของหลิงฮัน หลิงฮันยิ้มอย่างไม่แยแสและกล่าว “ไสหัวไป!”

“ถ้าเจ้ามีความสามารถ มีรีที่ข้าจะหยุดเจ้าได้?” บุรุษตรงหน้ากล่าวยั่วยุออกมาตรงๆ

“เกะกะ!” ฮูหนิวคําราม “ปัง” นางปล่อยหมัดออกไป ทําให้ร่างของบุรุษตรงหน้าลอยขึ้นฟ้า และกลายเป็นจุดสีดําในพริบตา

“พวกเจ้าคนไหนอยากทําตัวเป็นสุนัขขวางทางอีก?” ฮูหนวกวาดสายตาของคนที่เหลือด้วยแววตาโหดเหี้ยม

บุรุษคนอื่นๆ รีบส่ายหัว โชคดีที่พวกเขาไม่ใจร้อนรีบลงมือ เพราะไม่งั้นสภาพของพวกเขาคงมีจุดจบเหมือนบุรุษก่อนหน้านี้แล้ว

ในสถานที่แห่งนี้มีการกําหนดอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มน่วงเอาไว้ ทําให้ไม่มีใครสามารถเหาะเหินไป นั่นหมายความว่าหากร่างถูกชัดลอยกระเด็นขึ้นไปสูงขนาดนั้น ตอนที่ตกลงมาจะต้องสิ้นชีพอย่างไม่ต้องสงสัย

หลิงฮันยิ้ม และกํามือของสตรีทั้งสองเดินหน้าต่อ

ธิดาโร๋วรีบไล่ตามมา และก้มหน้าลงราวกับภรรยาสาวที่กําลังรู้สึกผิด

จุดสิ้นสุดของหน้าผาแห่งนี้เชื่อมต่อกับที่ราบอันกว้างใหญ่ หญ้าสีเขียวความสูงครึ่งฟุตแผ่ขยายไปสุดลูกหูลูกตา ราวกับเป็นมหาสมุทรสีเขียวขจี

ในระยะที่ห่างออกไปไกลโพ้น สามารถมองเห็นร่างมังกรที่เห็นอยู่กลางอากาศ และต่อให้ระหางนร?

“ฮ่าๆๆ!” หลิงฮันหัวเราะและไม่ได้ลงมือช่วย เพราะเสือดําตนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่

ธิดาโร๋วเค้นเสียงแผ่วเบา พร้อมกับลงมือตอบโต้เสือดํา

“ปัง ปัง ปัง” หนึ่งคนหนึ่งเสือดําเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด และยากจะแยกแยะได้ว่าฝ่ายไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

เสือดําตนนี้มีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยิน และมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งใกล้เคียงกับระดับราชา เพราะงั้นต่อให้ธิดาโร๋วจะเป็นราชาในหมู่ราชา ที่สามารถสู้ข้ามระดับได้อย่างไร้เทียมทาน ก็ไม่สามารถเอาชนะเสือดําได้ง่ายๆ

ฮูหนิวอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย และเกือบจะเผลอหลับเพราะการต่อสู้ตรงหน้า

“จิ้งจอกโร๋ว หนิวจะช่วยเจ้าเอง!” นางปล่อยหมัดออกไป ส่งผลให้ร่างของเสือดําถูกชัดลอยกระเด็นในทันที

หืม?

หลิงฮันและจักรพรรดิเผยสีหน้าประหลาดใจพร้อมกัน ไม่น่าเชื่อว่าเสือดําจะรับการโจมตีของฮูหนิวไปแล้วแต่ไม่ตาย

ด้วยพลังของฮูหนิว หากวิเคราะห์ตามระดับพลังแล้ว เมื่อเสือดํารับหมัดเมื่อครู่เข้าไป ร่างของมันก็น่าจะถูกบดขยี้ในพริบตาแท้ๆ

เป็นพลังป้องกันที่น่าอัศจรรย์มาก

“ตุบ” ร่างของเสือดําร่วงตกลงบนพื้นหญ้า และฝืนลุกขึ้นมายืนอย่างกะโผลกกะเผลก

แม้มันจะไม่ตาย แต่การโจมตีของฮูหนิวก็ทําให้มันบาดเจ็บสาหัส

“กล้าดีอย่างไรมารังแกข้า!” ธิดาโร๋วพุ่งทะยานและกระหน่ําโจมตี ตอนนี้เสือดําอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส มันจึงไม่สามารถตอบโต้และทําได้เพียงรับการโจมตีของนางอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถึงจะอย่างนั้นกว่าเสือดําจะถูกสังหาร การโจมตีก็ผ่านไปเยอะกว่าร้อยกระบวนท่า

“ขนตามร่างของมันหนาและทนทานจริงๆ!” หลิงฉันเดินเข้าไปดู เขาตรวจสอบและพบว่าพลังป้องกันของเสือดํานั้นแข็งแกร่งแทบจะอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทําไมมันถึงรับหนึ่งหมัดของฮูหนิวไปแล้วก็ยังไม่ตาย

“หนิวอยากกินเนื้อย่าง!” ฮูหนิวเริ่มน้ําลายสอ

หลิงฮันทําการชําแหละ และบังเอิญพบก้อนผลึกอยู่ตรงบริเวณศีรษะของเสือดํา ผลึกที่ว่าเป็นสีมรกตโปร่งใส และมีอํานาจมังกรอันเลือนรางหลั่งไหลออกมา

“ในสิ่งนี้มีอํานาจมังกรอยู่ได้อย่างไร?” ทั้งสี่คนประหลาดใจ

“ที่นี่คือเขตแดนลี้ลับร้อยมังกร ที่มีตํานานเล่าว่ามังกรนับร้อยได้ถูกฝังเอาไว้ที่นี่ แถมมังกรเหล่านั้นยังเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์ด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีวาสนาหลงเหลืออยู่ และเกิดเป็นสิ่งที่ชีวิตของที่แห่งนี้ขึ้นมา” หลิงฮันคาดเดา

“ผลึกนั่นกินได้รึเปล่า?” ฮูหนิวจ้องมองก้อนผลึกและเลียริมฝีปาก

สําหรับเด็กสาวผู้นี้ สิ่งใดจะมีประโยชน์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่านางสามารถกินได้รึเปล่า

“สิ่งนี้คือผลึกมังกร ถึงแม้ประสิทธิภาพจะไม่ยอดเยี่ยมเท่าปราณมังกร แต่ก็ยังได้รับผลประโยชน์อยู่บ้างเมื่อดูดซับมันเข้าไป” จู่ๆ หอคอยน้อยก็กล่าวขึ้นมา

โอ้ เป็นเช่นนั้นเอง

หลิงฮันเก็บผลึกมังกรเอาไว้ ในเมื่อมันสามารถใช้ประโยชน์ได้ ก็ห้ามทิ้งไว้ให้สูญเปล่า

พวกเขาทั้งสี่คนเดินหน้าต่อ และพบว่าทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าค่อยๆหายไป ก่อนที่ลูกคลื่นภูเขา ที่มีปาขนาดย่อมๆขึ้นอยู่ จะปรากฏที่ด้านของพวกเขาแทน

ถึงว่าทําไมเสือดําถึงได้ปรากฏตัวเมื่อครู่นี้ ที่แท้พวกเขาก็กําลังเข้าสู่อาณาเขตที่เป็นปานั่นเอง

ทันใดนั้นเองเสียงโห่ร้องลากยาวก็ดังขึ้น และอินทรีย์ร่างมหึมาที่สองก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า กรงเล็บของมันนั้นแปลกประหลาดมาก เพราะไม่เหมือนกับกรงเล็บของนกทั่วไป แต่เป็นห้ากรงเล็บของมังกร ที่มีประกายสีทองระยิบระยับสะท้อนออกมาราวกับโลหะ

เสียงโห่ร้องของมันแปรเปลี่ยนกลายเป็นคมดาบยาวหนึ่งไมล์พุ่งเข้าใส่พวกหลิงฮันทั้งสี่คน ต้นไม้รอบด้านที่เป็นอุปสรรคขวางทางถูกคมดาบตัดขาดได้อย่างไม่อาจหยุดยั้ง

หลิงฮันเค้นเสียงในลําคอก่อนจะปล่อยหมัดและชัดออกไป “ตูม” คลื่นวายุที่น่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาและพัดไปที่ด้านหน้า

แก่นพลังมหาพินาศ!

คลื่นวายุที่เกิดจากแก่นพลังมหาพินาศ พัดกระหน่ําใส่คมดาบของอินทรีย์สีทองจนแยกออกจากกัน และคมดาบที่แยกออกได้ผ่านร่างพวกหลิงฮันไปโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ

ตอนที่ 2053 แข็งแกร่งสูสี

จี่อู๋หมิงยิ้มอย่างหยิ่งทะนง “เพื่อจัดการเจ้า ข้าจําเป็นต้องใช้ร่างวิญญาณด้วยงั้นรึ?”

คําพูดนี้แม้จะดูโอ้อวดเป็นอย่างมาก แต่ในฐานะร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า จี่อู๋หมิงย่อมมีคุณสมบัติจะพูดออกมา

หลิงฮันกล่าว “เจ้ามาที่นี่ด้วยร่างหลักเพียงร่างเดียว และให้ร่างวิญญาณแยกไปที่อื่น”

จี่อู๋หมิงชะงักเล็กน้อย เขาไม่นึกว่าหลิงฮันจะลางสังหรณ์ดีขนาดนี้ “ถูกอย่างที่เจ้าว่า ในสามารถแยกร่างของตนเองได้ ก็ย่อมใช้ประโยชน์ให้ไปแสวงหาวาสนาที่อื่นได้”

สมกับเป็นจี่อู๋หมิง!

จิตใจของหลิงฮันเต็มไปด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน ขนาดอีกฝ่ายอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีร่างแยกวิญญาณ ก็ยังสามารถต่อสู้กับเขาได้อย่างสูสี ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่ แต่การจะสังหารอีกฝ่ายก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลําบากมากอยู่ดี

“ฆ่า!” แม้จี่อู๋หมิงจะได้รับบาดเจ็บ แต่จิตวิญญาณสู้รบของเขาก็ยิ่งเดือดพล่าน

ปัง! ปัง! ปัง!

การปะทะของสองสุดยอดจักรพรรดิเริ่มขึ้นอีกครั้ง อักขระในดวงตาของจี่อู๋หมิงยังคงส่องประกาย และมอบพลังอันน่าสะพรึงกลัวไร้ขีดจํากัดให้แก่เขา

หลิงฮันไม่ยอมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในเมื่อแก่นพลังมหาพินาศถูกใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่ปกปิดมันอีกต่อไป และใช้มันโจมตีอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงกดดันต่อจี่อู๋หมิง

แต่จี่อู๋หมิงนั้นสมกับที่เป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า และอัจฉริยะไร้พ่ายอย่างแท้จริง ถึงแม้แก่นพลังมหาพินาศจะสร้างภัยคุกคามให้แก่ขี่อู่ได้ แต่อีกฝ่ายก็หาวิธีรับมือได้โดยใช้การแบ่งแยกจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลาและห้วงมิติ

ก่อนระดับพลังราชานิรันดร์ อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติและห้วงเวลา สามารถบดขยื้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุได้ทุกธาตุ ถึงแม้หลิงฮันจะได้ประโยชน์จากการขัดแย้งกันของธาตุถึงสี่ธาตุ จากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี แต่ก็ยังขาดธาตุที่ห้าไป ทําให้พลังของการขัดแย้งลดลงหลายส่วน

ซึ่งหมายความว่าแก่นพลังมหาพินาศในตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะใช้กําราบจี่อู๋หมิง

หลิงฮันรู้สึกตกตะลึงกับเรื่องนี้มากจริงๆ อย่างที่รู้ว่าจี่อู๋หมิงนั้นยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมา เพราะร่างวิญญาณไม่ได้ถูกเรียกให้มาร่วมต่อสู้ด้วย แต่ทั้งๆที่เป็นแบบนั้นอีกฝ่ายก็ยังสามารถต่อสู้กับเขาได้อย่างทัดเทียม กล่าวคือความแข็งแกร่งของเขายังเทียบเท่าอีกฝ่ายไม่ได้นั่นเอง

สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ออกมา เมื่อการต่อสู้ดําเนินไปเป็นเวลาสามวันสามคืน ทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดมือและยืนนิ่งจ้องหน้ากัน

“หากไม่มีเหตุผลที่ต้องสังหารเจ้า ข้าล่ะอยากเป็นสหายกับเจ้าจริงๆ” จี่อู๋หมิงหัวเราะ จิต วิญญาณสู้รบของเขายังคงเดือดพล่านไม่ลด

“เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยพบเจอมาอย่างแท้จริง” หลิงฮันพยักหน้าและเผยท่าทางยอมรับ

นอกจากจี่อู๋หมิงแล้ว ไม่มีใครอื่นที่สามารถทําให้เขากดดันขนาดนี้ได้ และในระดับเดียวกันนี้มีเพียงจี่อู๋หมิงตนเดียวเท่านั้น ที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้

หลิงฮันรู้สึกตกตะลึงกับเรื่องนี้มากจริงๆ อย่างที่รู้ว่าจี่อู๋หมิงนั้นยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมา เพราะร่างวิญญาณไม่ได้ถูกเรียกให้มาร่วมต่อสู้ด้วย แต่ทั้งๆที่เป็นแบบนั้นอีกฝ่ายก็ยังสามารถต่อสู้กับเขาได้อย่างทัดเทียม กล่าวคือความแข็งแกร่งของเขายังเทียบเท่าอีกฝ่ายไม่ได้นั่นเอง

สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ออกมา เมื่อการต่อสู้ดําเนินไปเป็นเวลาสามวันสามคืน ทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดมือและยืนนิ่งจ้องหน้ากัน

“หากไม่มีเหตุผลที่ต้องสังหารเจ้า ข้าล่ะอยากเป็นสหายกับเจ้าจริงๆ” จี่อู๋หมิงหัวเราะ จิตวิญญาณสู้รบของเขายังคงเดือดพล่านไม่ลด

“เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยพบเจอมาอย่างแท้จริง” หลิงฮันพยักหน้าและเผยท่าทางยอมรับ

นอกจากจี่อู๋หมิงแล้ว ไม่มีใครอื่นที่สามารถทําให้เขากดดันขนาดนี้ได้ และในระดับเดียวกันนี้มีเพียงจี่อู๋หมิงตนเดียวเท่านั้น ที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ โจมตีเพิ่มได้เป็นหนึ่งหมื่นหนึ่งพัน หนึ่งหมื่นสองพัน หรืออาจจะถึงสองหมื่นและสามหมื่นหมัด”

หลังจากเวลาผ่านไปอีกสามวัน หลิงฮันก็ลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อ

ปราณมังกรปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา และแปรสภาพกลายเป็นมนุษย์พร้อมกับโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่าวาสนาจะไม่สิ้นสุดลงแม้จี่อู๋หมิงจะนําหน้าไปก่อนแล้ว

หลิงฮันเลือกที่จะไม่ใช่แก่นพลังมหาพินาศในทันที แต่โจมตีตอบโต้กับคู่ต่อสู้เพื่อขัดเกลาพลังต่อสู้ของตนเอง

เพียงแต่หากไม่ใช้แก่นพลังมหาพินาศ เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปราณมังกรตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว พลังของเขาถือว่าพัฒนาขึ้นมามากพอสมควร

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็ไม่จําเป็นต้องเสียเวลาอีกต่อไป

หลิงฮันโคจรแก่นพลังมหาพินาศ “ปัง” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่น่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมา และปราณมังกรร่างมนุษย์ได้สลายไปในทันที

“ข้าต้องการปราณมังกรเพิ่มอีก!”

หลิงฮันเดินหน้าเพื่อต้องการตามหาปราณมังกรเพิ่มอีก แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางมังกรนี้จะมีกฏของมันอยู่ หลังจากที่เคยเดินผ่านมาแล้ว ในเส้นทางเดิมจะไม่มีปราณมังกรปรากฏขึ้นอีกต่อไป

กฏนี้ไม่ใช่แค่กับกรณีของปราณมังกรเท่านั้น แต่บุปผาแห่งเต๋เองก็เช่นกัน เพราะหลิงฮันไม่เชื่อว่าจี่อู๋หมิงจะเดินผ่านไปโดยทิ้งบุปผาแห่งเต๋เอาไว้

เขาโคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์มิติอย่างรอบคอบเพื่อลบตัวตนให้หายไปจากสวรรค์และปฐพี พร้อมกับเก็บเกี่ยวบุปผาแห่งเต๋ตลอดทาง

สะพานมังกรที่แตกต่างกัน ความแข็งแกร่งของปราณมังกรก็น่าจะต่างกันด้วย และในสะพานมังกรอันอื่นก็ไม่น่าจะมีบุปผาแห่งเต๋า เพราะเขาไม่เคยได้ยินฟูเยว่เอ่ยถึงมันมาก่อน

หลิงฮันเดิมไปตามทางของสะพานมังกร และหวังให้สะพานยังคงยืดตามต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่เขาจะเก็บเกี่ยวปราณมังกรและบุปผาแห่งเต๋ได้มากขึ้น

แต่ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปสามเดือนสะพานมังกรก็มาถึงจุดสิ้นสุด

หลิงฮันมองเห็นหัวมังกรขนาดใหญ่ กําลังงับหน้าผาอีกด้านเพื่อเชื่อมเป็นทางเดิน

ในระยะเวลาสามเดือนนี้ พลังบ่มเพาะของเขาได้บรรลุเป็นระดับตัดวิญญาณหยางสูงสุด และพลังกายของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว จนสามารถเทียบชั้นกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้ เพียงแต่จอมยุทธระดับนิรันดร์นั้นจะต่อสู้ด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์และปราณก่อเกิด ซึ่งพลังกายจะตกไปเป็นปัจจัยรอง

หลิงฮันกระโดดลงจากหัวมังกร เมื่อเขาหันหลังกลับไปก็พบว่าสะพานมังกรที่เขาเดินผ่านมาได้หายไปแล้ว

กล่าวคือเขาไม่สามารถย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมและ และต้องมุ่งหน้าต่อไปอย่างเดียว

จี่อู๋หมิงได้นําเขาไปแล้ว

ความรู้สึกร้อนรนผุดขึ้นในใจหลิงฮัน แต่เขาก็ตัดสินใจไม่มุ่งหน้าต่อในทันที และนั่งลงเพื่อรอคอยฮูหนิวกับคนอื่นๆ

ที่หน้าผาฝั่งนี่คือจุดที่สะพานทั้งสามพันจะมาบรรจบกัน ตราบใดที่ข้ามผ่านสะพานมาได้สําเร็จ ทุกคนก็จะมารวมกันที่นี่ ซึ่งใช่ว่าทุกคนจะมาถึงที่นี่ได้ เพราะใครที่อ่อนแอก็จะถูกกําจัดไปตั้งแต่ต้นแล้ว

เขานั่งนิ่งราวกับขุน โดยมีคนมากมายที่ลงจากมาสะพานมังกรและเดินผ่านเขาไป

บางคนผ่านไปอย่างเร่งรีบ ในขณะที่บางคนหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง เพราะสงสัยว่าทําไมหลิงฮันถึงนั่งอยู่ตรงนี้

“หลิงฮัน!” สองวันต่อมา เด็กสาวที่งดงามก็กระโดดลงมาจากหัวมังกรและโผเข้าสู่อ้อมกอดของหลิงฮัน เด็กสาวผู้นี้จะเป็นใครไปได้นอกจากฮูหนิว?

เด็กสาวนําร่างของตนเองเข้าไปอยู่ระหว่างแขนของหลิงฮัน และใช้มือโอบที่ลําคอ “หลิงฮัน คิดถึงฮูหนิวรึเปล่า?”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หลิงฮันยิ้ม

“ถ้างั้นก็ทิ้งมารจิ้งจอกทั้งสองเอาไว้ และพวกเรารีบไปกันเถอะ!” สาวน้อยดวงตาเปิดกว้าง และทําสีหน้าคาดหวัง

ตอนที่ 2052 สร้างบาดแผลให้จีอู่หมิง

ที่หลิงฮันไม่เรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นเพราะดาบพิฆาตห้วงจิตในมือของจีอูหมิงนั้นแหลมคมจนสามารถตัดทุกสรรพสิ่งให้ขาดได้ ต่อให้เรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร

แต่สถานการณ์ในตอนนี้ต่างออกไปแล้ว

ในจังหวะที่เขาใช้แหวนสีดำปัดป้องดาบพิฆาตห้วงจิต ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์จะสามารถดำแดงอำนาจของมันเพื่อโจมตีได้ และดาบอสูรนิรันดร์เองก็เป็นอุปกรณ์นิรันดร์สี่ดาว ที่สามารถสร้างภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงให้แก่จอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์

ต่อให้จีอู่หมิงจะเป็นร่างกำเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า แต่หากถูกดาบอสูรนิรันดร์ริ่มแทง มีรีที่อีกฝ่ายจะไม่ได้รับบาดเจ็บ?

หลิงฮันทั้งสองผสานการโจมตีบุกเข้าใส่จีอู่หมิง

ร่างหลักทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีทั้งหมดของจีอู่หมิง โดยการใช้แหวนสีดำปัดป้องดาบพิฆาตห้วงจิต ส่วนร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์นั้นจะใช้จังหวะระหว่างนั้นโจมตีอย่าบ้าคลั่งด้วยดาบอสูรนิรันดร์

“เริ่มน่าสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว” จีอู่หมิงถูกบังคับให้ล่าถอยหลังหลายร้อยก้าว สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความตื่นตระหนกใดๆ แต่ท่าที่อันเลื่อยชาได้แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังแทน

“ฮัว!”

เขาคำรามเสียงต่ำ “พรึบ” ทันใดนั้นเองดาบแหลมคมที่ถูกควบแน่นจากเปลวเพลิง และมีตราประทับแห่งเต๋มากมายส่องสว่างก็ปรากฏขึ้นในมือซ้ายของเขา รูปแบบการต่อสู้ของเขาเปลี่ยนไป โดยมือขวาได้กวัดแกว่งดาบพิฆาตห้วงจิตเพื่อจู่โจมกายหยาบหลิงฮัน และดาบเพลิงในมือซ้ายได้ใช้รับมือกับร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์

ดาบเพลิงเล่มนี้ สามารถต้านทานดาบอสูรนิรันดร์ได้

หลิงฮันแสดงสีหน้าประหลายใจออกมาอย่างปิดไม่มิด การที่ดาบที่ถูกสร้างขึ้นจากอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สามารถต้านทานดาบอสูรนิรันดร์ได้นั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง

“สิ่งที่เจ้าไม่รู้ยังมีอยู่มากมาย” จีอู่หมิงยิ้มพร้อมกับกวัดแกว่งดาบทั้งสองโจมตีตอบโต้

เขาโคจรทักนิรันดร์เพิ่มอีกทักษะ พรึบ” สัญลักษณ์ 5 ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา และกลิ่นอายที่คงกระพันชั่วนิรันดร์ได้พรั่งพรูหลั่งไหลออกมา

“หลิน!”

จีอู่หมิงเค้นเสียงท่องอักขระออกมาแผ่วเบา ด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์คำพูดของเขาได้ถูกควบแน่นกลายเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ และปลดปล่อยอำนาจออกมากดดันหลิงฮัน

ครืนนน” ตัวอักษรตัวนี้ราวกับหลุดมาจากยุคบรรพกาล และผ่านพ้นการแปรผันของยุคสมัยมาแล้วนับไม่ถ้วน

ณ เวลานี้จีอู่หมิงราวกับเป็นจักรพรรดิไร้พ่าย ที่สามารถกำราบทุกสรรพสิ่งได้ด้วยการสะบัด

หลิงฮันคำรามและโคจรอำนาจแห่งกฎเกณฑ์โจมตีเข้าใส่ตัวอักษร “หลิน”

“เหอะ ต่อหน้าเก้าอักขระเที่ยงแท้ของข้า ทุกสรรพสิ่งย่อมกลายเป็นไร้ค่า!” จีอู่หมิงแสยะยิ้มตัวอักษร “หลิน” พรั่งพรูไปด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อันไร้สิ้นสุด ที่สามารถกำราบทุกสรรพสิ่งได้อย่างง่ายดาย

ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์สะบั้นดาบอสูรนิรันดร์เข้าใส่ตัวอักษร เพลง” เมื่อดาบเข้าปะทะประกายแสงระยิบก็สะท้อนออกมาอย่างไม่คาดคิด ราวกับคำว่าดาบอสูรนิรันดร์ไม่ได้ปะทะเข้ากับตัวอักษรของอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ แต่ปะทะเข้ากับแร่โลหะ

ฉึบ จิ๊บ จิ๊บ” หลังจากฟาดฟันดาบไปอย่างต่อเรื่อง ในที่สุดตัวอักษร หลิน” ก็ถูกตัดขาด ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ได้ไล่ตามไปรวมกลุ่มกับหลิงฮัน และกระหน่ำโจมตีใส่ขี่อู่หมิงอีกครั้ง

“ปิง!” จีอู่หมท่องอักขระออกมาอีกครั้ง

หลิงฮันกับดวงวิญญาณเพลิงก้าวสวรรค์ยังคงใช้รูปแบบการต่อสู้เดิม คือให้ดวงวิญญาณเพลิงสวรรค์ใช้ดาบอสูรนิรันดร์ฟาดฟันใส่ตัวอักษร

“โต้ว!” จีอู่หมิงท่องอักขระคำที่สามพร้อมกับแสยะยิ้มมุมปาก เมื่อใดที่เก้าอักขระเที่ยงแท้ถูกเรียกออกมาอย่างสมบูรณ์ พวกมันจะแปรเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่ทรงพลัง ซึ่งเขาจะใช้จังหวะในตอนนั้นหาช่องว่างสะบั้นดาบพิฆาตห้วงจิตใส่ลำคอของหลิงฮัน

เป็นอย่างที่หลิงฮันกล่าวเอาไว้ เขาล้มเหลวในการสังหารหลิงฮันมาสามครั้งแล้ว เพราะงั้นเมื่อเห็นว่าเป้าหมายของตนเองใกล้จะบรรลุ เขาจึงเกิดความคาดหวังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่เขาสังหารราชานิรันดร์เป็นคนแรก หลังจากที่ตัวเขาเพิ่งทะลวงผ่านเป็นราชานิรันดร์

อุณหภูมิโลหิตของเขาลดลงเล็กน้อย ตัวอักษร ได้ปรากฏขึ้นในดวงตาทั้งสองข้าง และกลิ่นอายอันสูงส่งราวกับจักรพรรดิไร้พ่ายของเขาก็ยิ่งทวีคูณความหนาแน่นยิ่งขึ้น

“เจ่อ!”

“เจีย!”

“เฉิน!”

“เลี่ย!”

เมื่อจีอู่หมิงท่องอักขระ เฉียน” ออกมาเป็นคำสุดท้าย ตัวอักษรที่เคยถูกฟัดขาดไปก่อนหน้านี้ก็ลอยขึ้นจากพื้น อักขระทั้งเก้าผสานรวมเข้าหากัน และปลดปล่อยคลื่นแสงแห่งสีทองกำราบหลิงฮัน

อำนาจกดขี่ของอักขระทั้งเก้าราวกับเป็นโลกทั้งใบที่ถาโถมเข้าหาหลิงฮัน ส่งผลให้หลิงฮันไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่คืบเดียว

ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ เท้า หรือศีรษะก็ไม่สามารถขยับได้

จีอู่หมิงพุ่งทะยานกวัดแกว่งดาบพิฆาตห้วงจิตเข้าใส่ลำคอหลิงฮัน

ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ลงมือขัดขวาง แต่ก็ถูกดาบเพลิงปัดป้องเอาไว้ ทำให้ดาบพิฆาตห้วงจิตยังคงพุ่งโจมตีต่อไปอย่างไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง

แต่เมื่อปลายดาบกำลังจะสัมผัสโดนลำคอนั่นเอง จู่ๆหลิงฮันก็เผยรอยยิ้มออกมา

อะไรกัน?

จีอู่หมิงชะงักไปชั่วขณะ และความรู้สึกหวาดผวาได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ทำการโจมตีออกไปแล้ว จึงไม่สามารถล่าถอยกลางคันได้

ครืนนน!

คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาจากร่างของหลิงฮัน ส่งผลให้อักขระเที่ยงแท้ทั้งเก้าของจีอูหมิงแหลกสลายเป็นเสี่ยงในพริบตา หลิงฮันยกมือขึ้นมาปกปิดลำคอของตนเอง พร้อมกับระเบิดคลื่นพลังออกไปทั่วทิศทางรอบกาย

ไม่ดีแล้ว!

จีอู่หมิงกัดฟัน เขาสะบัดดาบเพลิงทิ้งออกจากมือซ้ายและฝันขยับนิ้วทั้งห้า ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นเอง คลื่นพลังการผันผวนของห้วงเวลาก็พรั่งพรูออกมา

แก่นพลังมหาพินาศปะทุออกไปอย่างบ้าคลั่ง หลิงฮันเดินโซเซไปมาพร้อมกับกระอักโลหิตสามครั้ง อวัยวะภายในทั้งหมดของเขาร้อนระอุ และกระดูกได้แตกหักไปอย่างน้อยยี่สิบแท่ง

เพื่อที่จะรับประกันว่าอีกฝ่ายจะต้องตาย หลิงฮันได้หน่วงระยะเวลาการขัดแย้งกันของแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งสี่ให้นานขึ้น ทำให้สุดท้ายเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บไปด้วย

ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ยืนถือดาบอสูรนิรันดร์อยู่ในมือ และจดจ้องไปยังทิศทางหนึ่งที่ห่างออกไป

จีอู่หมิงคุกเข่าหนึ่งข้างลงกับพื้น ที่บริเวณไหล่ซ้ายของเขามีโลหิตไหลออกมาไม่หยุด และแขนข้างซ้ายได้หายไป นอกจากนั้นเสื้อผ้าของเขาเองก็ถูกฉีกขาด และมีรอยแผลมากมายอย่างสิบจุดปรากฏขึ้นบนร่างกาย

แขนซ้ายของเขาถูกดาบอสูรนิรันดร์ตัดขาด ส่วนบาดแผลบนร่างกายนั้นเกิดจากแก่นพลังมหาพินาศ

เมื่อครู่นี้เขาฝืนใช้ทักษะลับคุ้มกันตนเองเอาไว้ ทำให้ไม่ตายเพราะแก่นพลังมหาพินาศ แต่แขนซ้ายก็ถูกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ใช้ดาบอสูรนิรันดร์ตัดขาด

หลิงฮันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งๆที่เขาใช้แก่นพลังมหาพินาศที่รุนแรงโจมตีอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวแท้ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถสังหารจีอู่หมิงได้

อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์และดาบอสูรนิรันดร์ การโจมตีเมื่อครู่คง ทำให้จีอู่หมิงได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ได้ด้วยซ้ำ

ว่าแต่ว่าทำไมจีอูหมิงถึงได้เรียกร่างแยกวิญญาณออกมากัน?

ไม่เช่นนั้นแล้ว หากให้ร่างแยกวิญญาณรับมือกับร่างแยกวิญญาณ และร่างหลักปะทะกับร่างหลักล่ะก็ อีกฝ่ายคงจะไม่ได้รับบาดแผลได้เลยแท้ๆ

จีอู่หมิงลุกขึ้นยืน สายตาของเขาจดจ้องไปยังแขนซ้ายที่ว่างเปล่าพร้อมกับทำสีหน้าระลึกความหลังกล่าวออกมา “ไม่คิดว่าเจ้าจะทำข้าบาดเจ็บได้ ฮ่าๆๆ ข้าคำนวณพลาดไปจริงๆ”

หลิงฮันไม่กล้าประมาท ถึงแม้จีอูหมิงจะเสียแขนไม่หนึ่งข้างทำให้พลังต่อสู้ลดลงชั่วคราวแต่อัจฉริยะเช่นพวกเขา หากยังไม่ตายก็เป็นไปได้ที่จะยังมีไพ่ลับอื่นซ่อนเอาไว้อยู่อีก

“ทำไมเจ้าไม่เรียกร่างแยกวิญญาณออกมากัน?” หลิงฮันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง

ตอนที่ 2051 ทัดเทียม

ดาบเล่มยาวสีครามนั้นโปร่งใสราวกับผลึกแก้ว และตราประทับเก่าแก่ที่สลักอยู่บนตัวดาบ ได้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายน่าสะพรึง ที่ราวกับจะสะบั้นสวรรค์และปฐพี่ขาดเป็นเสี่ยงๆ

หลิงฮันรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามอันรุนแรงว่าหากถูกดาบเล่มนี้ตัดมือ เท้า และลำคอเข้าล่ะก็ เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

เขาไม่กล้ารับมือกับดาบนี้ซึ่งๆ หน้า จึงย่างเท้าและโคจรทักษะแสงอสนี้เพื่อเคลื่อนที่ถอยหลังเว้นระยะห่าง

แต่ถึงแม้เขาจะล่าถอยไปอย่างว่องไว จีอูหมิงก็ไล่ตามมาอย่างไม่เชื่องช้า ดาบฟ้าครามในมือของอีกฝ่ายกวัดแกว่งสะบั้นปราณดาบที่น่าสะพรึงออกมา จนทำให้ชั้นบรรยากาศรอบด้านฉีกขาด

ดาบเล่มนี้ ไม่ธรรมดา

“นี่คือดาบพิฆาตห้วงจิต” จีอู่หมิงกล่าวอย่างไม่แยแส “มันเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ที่ข้าสร้างขึ้นในตอนที่เพิ่งบรรลุเป็นราชานิรันดร์ในอดีต และเป็นดาบที่ร่วมสู้รบกับข้ามาเป็นเวลายาวนาน แต่หลังจากที่ข้าบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า ข้าก็ได้นำมันฝังเก็บเอาไว้”

“เพื่อทะลวงกายหยาบของเจ้า ข้าจึงตั้งใจไปขุดนำมันกลับขึ้นมาใช้งานอีกครั้ง เพราะงั้นเจ้าจงรู้สึกเป็นเกียรติซะ”

อุปกรณ์นิรันดร์

หลิงฮันชะงัก ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมสัญชาตญาณของเขาถึงบอกว่าห้ามถูกดาบเล่มนี้สัมผัสเด็ดขาด ที่แท้มันก็เป็นถึงอุปกรณ์นิรันดร์นี้เอง

โชคยังดีที่จีอู่หมิงไม่สามารถกระตุ้นพลังของดาบออกมาใช้ได้ ไม่เช่นนั้นหากอุปกรณ์นิรันดร์สำแดงอำนาจออกมาล่ะก็ ไม่ใช่แค่หลิงฮันที่เป็นเพียงจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ ต่อให้เป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ที่แข็งแกร่งก็คงถูกสังหารในหนึ่งดาบ

ในมือของจีอู่หมิงในตอนนี้ ดาบเล่มนี้เป็นเพียงอุปกรณ์นิรันดร์ที่แหลมคมมากอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

หลิงฮันหลบหลีกไปมา มีบ้างบางครั้งที่เขาจะปล่อยหมัดที่รุนแรงตอบโต้กลับไปเพื่อสร้างแรงกดดันให้แก่ขี่อู่หมิง แต่ทว่าพลังของพวกเขาทั้งสองนั้นเคียงกันอย่างมาก หลิงฮันจึงหยุดจอี้หมิงได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่อาจเปลี่ยนสถานการณ์จากการโดนไล่ต้อนได้

จะรับมือกับดาบพิฆาตห้วงจิตอย่างไรดี?

หลิงฮันครุ่นคิดในใจ หรือจะใช้ดาบอสูรนิรันดร์ดี?

ไม่ได้…

เขาส่ายหัวทันที ดาบนิรันดร์ยังมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเทียบเท่ากอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ดาวเท่านั้น ต่อหน้าอุปกรณ์นิรันดร์ที่แท้จริง ดาบอสูรนิรันดร์ย่อมถูกตัดขาดอย่างแน่นอน

ถ้างั้นแล้วจะหยุดอีกฝ่ายอย่างไรดี?

แก่นพลังมหาพินาศงั้นรึ?

หลิงฮันยังคงส่ายหัว เพื่อที่จะจัดการคู่ต่อสู้ที่ไร้เทียมทานอย่างจีอู่หมิงแล้ว ระยะห่างระหว่างเขากับอีกฝ่ายต้องใกล้กันมากพอ ไม่เช่นนั้นคลื่นระเบิดจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“เจ้าเป็นคนที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง หากเป็นเมื่อหลายล้านปีก่อน ข้าคงรับเจ้าเป็นลูกศิษย์และบ่มเพาะเจ้าพร้อมกับฝากฝังความหวังทั้งหมดไว้ที่เจ้าไปแล้ว” จีอูหมิงกวัดแกว่งดาบในมือ การก้าวเดินไปพร้อมกับเสื้อผ้าที่พลิ้วไหวทำให้เขาดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

“ข้าเสียดายที่ข้าไม่ใช่ตัวข้าในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว!”

เขาสะบัดดาบโจมตี เจตจำนงดาบอันเข้มข้น และปราณดาบที่โหมกระหน่ำราวกับคลื่นยักษ์ถูกถาโถมเข้าใส่หลิงฮัน

“ฉัวะ ฉวะ ฉวะ” ปราณดาบเหล่านี้มีจำนวนมากมายเกินไป ทำให้หลิงฮันไม่สามารถหลบหลีกได้หมด มือ เท้า และช่วงท้องของเขาถูกเชือดเฉือนจนมีโลหิตไหลออกมา

เขารู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย นี่ขนาดเขาโคจรคัมภีร์สวรรค์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว พลังป้องกันจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ไม่เช่นนั้นการโหมกระหน่ำของปราณดาบเมื่อครู่คงปลิดชีพและผ่าร่างของเขาขาดเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

อุปกรณ์นิรันดร์ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ ต่อให้อำนาจของมันจะยังหลับใหลอยู่แต่แค่เศษเสี้ยวกลิ่นอายของมันก็ยังน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

“ที่นี้เจ้าก็ตายไปได้

ล่าวอย่างเย็นชาและไร้สีหน้า

“ครืนน” ดาบถูกสะบั้นออกไปอย่างรุนแรง ราวกับขุนเขาค้ำจุนสวรรค์ที่จะบดขยี้สรรพสิ่งให้เป็นเศษซาก

หลิงฮันคำราม จู่ๆ เขาก็ปล่อยหมัดออกไปเพื่อตอบโต้ดาบพิฆาตห้วงจิต

แววตาของอู่หมิงหลง รุ่นเยาว์ผู้นี้เสียสติจนบ้าไปแล้วหรืออย่างไรกัน ถึงได้คิดจะใช้กายหยาบในการตอบโต้อุปกรณ์นิรันดร์? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นราชานิรันดร์รีไง?

ปัง!

ดาบพิฆาตห้วงจิตปะทะเข้ากับหมัดของหลิงฮัน แสงอันสว่างไสวที่ทำให้ดวงตาแทบบอดและตราประทับมากมายได้ปะทุออกมา และแผ่ขยายไปหลายล้านไมล์

ดาบถูกหยุดเอาไว้ได้

อะไรกัน!

จีอู่หมิงตกตะลึง เขาไม่เชื่อว่าหลิงฮันจะสามารถต้านทานดาบพิฆาตห้วงจิตด้วยกายหยาบเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงตรงหน้าก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

“หือ?” สายตาของจีอู่หมิงเหลือบมองจดจ่อไปยังแหวนที่หลิงฮันสวมเอาไว้ที่นิ้วกลาง มันเป็นแหวนรูปทรงเรียบง่ายและเก่าแก่ ที่ดาบพิฆาตห้วงจิตถุกหยุดเอาไว้ได้ก็เพราะปะทะเข้ากับแหวนวงนี้

สามารถหยุดยั้งอุปกรณ์นิรันดร์ได้งั้นรึ? แหวนวงนี้ต้องเป็นอุปกรณ์นิรันดร์หรือไม่ก็แร่โลหะนิรันดร์เป็นแน่

งดาบกลับ ดวงตาของเขาส่องประกาย “เจ้า…มีวาสนา

เกินไปหน ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ!”

หัวใจของหลิงฮันเต้นแรงไม่หยุด เขารู้อยู่แล้วว่าแหวนสีดำวงนี้ไม่ใช่แหวนธรรมดา การที่แม้กระทั่งดาบอสูรนิรันดร์ก็ไม่สามารถดูดกลืนได้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเป็นแร่โลหะนิรัน

แต่ไม่ว่าอย่างไรนั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพ่ายแพ้ต่อจีอู่หมิง เขาจึงลองเสี่ยงเดิมพันใช้มันรับดาบพิฆาตห้วงจิตดู

“เจ้าอิจฉาวาสนาของข้างั้นรึ?” หลิงฮันสะมือและกำหมัดด้วยจิตวิญญาณสู้รบอันร้อนระอุทีนี้การต่อสู้ที่แท้จริงจะได้เริ่มขึ้นเสียที

จีอูหมิงยิ้มอย่างไม่แยแส “ข้าไม่มีความจำเป็นต้องอิจฉา เมื่อข้าสังหารเจ้าแล้ว ทุกอย่างของเจ้าก็จะตกเป็นของข้า”

“เอาแต่พูดแต่เรื่องเพ้อฝันซ้ำไปซ้ำมา!” หลิงฮันส่ายหัว “จีอู่หมิง พวกเราเผชิญหน้ากันมากครั้ง และเจ้ากล่าวว่าจะสังหารข้ามากี่ครั้ง? แต่แล้วอย่างไรล่ะ ท้ายที่สุดข้าก็ยังยืนครบสามสิบสองอยู่ตรงนี้”

“ครั้งนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายสังหารเจ้า!”

หลิงฮันคำรามและเปิดการโจมตีก่อน เขากระหน่ำหมัดปลดปล่อยปราณดาบอันไร้ที่สิ้นสุดออกไป พร้อมกับโคจรทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์

“ก็แค่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณตัวจ้อย!” จีอูหมิงกล่าวอย่างเหยียดหยาม เขากำดาบแน่นิ่งอยู่ในมือขวา และยกมือซ้ายขึ้นมาร่างลวดลาย ทันใดนั้นเองที่บริเวณฝ่ามือซ้ายของเขาก็กลายสีดำสนิท ราวกับห้วงมิตินับไม่ถ้วนกำลังถูกดูดมารวมกัน จนส่งผลให้อากาศรอบด้านถูกแบ่ง แยกออกเป็นชั้นๆ

“ตูม” เขาผลักฝามือออกไป กลุ่มก้อนสีดำบนฝ่ามือสั่นสะท้าน และควบแน่นสร้างคลื่นทำลายที่ทรงพลังขึ้นมา

หลิงฮันรู้สึกแน่นหน้าอกจนเกือบหายใจไม่ออก

เป็นกระบวนท่าที่น่าสะพรึงกลัวมาก จีอู่หมิงผู้นี้น่าแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขาคือทักษะนิรันดร์ แถมยังเป็นทักษะนิรันดร์ระดับสูงอีกด้วย

อีกฝ่ายเคยเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเก้ามาก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าเขาดำรงอยู่ในระดับพลังนี้มานานยุคสมัย ทักษะนิรันดร์ที่อีกฝ่ายฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญจึงมากมายหาใครเปรียบ

หลิงฮันโคจรคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ทั่วร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋สีทองพร้อมกับกระหน่ำปล่อยหมัดตอบโต้

ปัง! ปัง! ปัง!

ด้วยพัฒนาการทางด้านพลังของหลิงฮันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พลังต่อสู้โดยทั่วไปของทั้งสองฝ่ายทัดเทียมกันแล้วในตอนนี้ เพียงแต่ว่าอูหมิงนั้นเชี่ยวชาญในการใช้ทักษะนิรันดร์มากมายแถมยังประยุกต์ใช้อำนาจแห่งกฎเกณฑ์ได้ทุกแบบอีก หากหลิงฮันประมาทแม้แต่นิดเดียว เขาอาจจะถูกจู่โจมจนได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

“มา!” หลิงฮันเปิดฉากรุก ร่างของเขาสันไหวและเรียกร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมา

ร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์คำรามเสียงดัง มันถือดาบอสูรนิรันดร์เอาไว้ในมือ และร่วมมือกับหลิงฮันโจมตีใส่จีอูหมิง

ตอนที่ 2050 เก็บเกี่ยว

ต่อให้หอคอยน้อยไม่บอก หลิงฮันก็ไม่คิดจะปล่อยบุปผาแห่งเต๋ตรงหน้าไปอยู่แล้ว และฟังจากคําพูดของหอคอยน้อย ดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้มีบุปผาแห่งเต๋าอยู่แค่ต้นเดียว

เขาก้าวเดินเข้าหาบุปผาแห่งเต๋า และพบว่าบุปผาแห่งเต๋ตรงหน้านั้นสั่นไหวไปราวเบาๆ ราวกับจะปลิวหายไปได้ตลอดเวลา

เมื่อหลิงฮันเข้าใกล้และเอื้อมออกไป สายลมที่พัดผ่านเข้ามาก็เปาบุปผาแห่งเต๋าแหลกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง

หมายความว่าอย่างไรกัน?

“บุปผาแห่งเต๋คือสิ่งที่กักเก็บอํานาจแห่งเต๋ของราชานิรันดร์เอาไว้ เพราะงั้นสมดุลของมันจึงเปราะบางเป็นอย่างมาก และจะแหลกสลายทันทีที่ถูกปัจจัยกระตุ้น” หอคอยน้อยกล่าวอย่างเนิบนาบ

“ทั้งๆ ที่รู้แบบนั้นแล้วเจ้ากลับไม่เตือนข้างั้นรึ? เจตนาของเจ้าจงใจแกล้งข้าชัดๆ!” ห ลิงฮันกล่าวพร้อมกับชี้นิ้ว

หอคอยน้อยแสร้งทําเป็นเงียบและไม่กล่าวตอบโต้อะไรกลับ

“แล้วจะเก็บเกี่ยวมันได้อย่างไร?” หลิงฮันถาม

“ พยายามลบกลิ่นอายของเจ้าให้มากที่สุด อย่าได้แพร่งพรายมันออกมาแม้แต่น้อย” หอคอยน้อยเปิดปากกล่าวออกมาอีกครั้ง

หลิงฮันถอนหายใจและมุ่งหน้าเดินต่อ

หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง หลิงฮันก็ยังไม่พบเจอบุปผาแห่งเต๋อีกครั้ง สิ่งที่เขาเจอคือปราณมังกรที่หลั่งไหลมารวมกัน และแปรสภาพกลายเป็นชายร่างกํายําที่โจมตีใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง

“คนเหล่านี้คือราชานิรันดร์ของเผ่ามังกรงั้นรึ?” หลิงฮันระเบิดแก่นพลังมหาพินาศออกมา ภายในชั่วอึดใจร่างของศัตรูตรงหน้าก็แหลกสลายไปทันที แต่ตัวเขาเองก็กระอักโลหิตออกมาพร้อมๆ กัน

เพื่อที่จะกําจัดศัตรูที่มีระดับเหนือกว่าให้เสร็จสิ้นในหนึ่งกระบวนท่า ระยะเวลาที่เขาต้องหน่วงการขัดแย้งกันของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่จึงต้องนานขึ้น ทําให้ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บไปด้วย

โชคดีที่เขาโคจรคัมภีร์สวรรค์ในทันที บาดแผลของอวัยวะภายในจึงถูกฟื้นสภาพกลับมาได้ในพริบตา

หอคอยน้อยเอ่ยแทรกขึ้นมา “ถึงแม้ข้าไม่ยอมรับการกระทําอันไร้สาระของเจ้า แต่หากไม่มีทักษะนี้ เจ้าคงทําได้เพียงเผ่นหนีเมื่อพบเจอกับตราประทับวิญญาณที่ถูกทิ้งไว้ของราชานิรันดร์เหล่านั้น”

กล่าวคือศัตรูที่ปรากฏขึ้นมาระหว่างทางนี้ทุกคนเคยเป็นราชานิรันดร์มาก่อน แน่นอนว่าพลังของพวกเขาในตอนนี้หลงเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในพันล้านส่วนของพลังที่แท้จริงด้วยซ้ํา บางที่อาจจะเพราะถูกจํากัดระดับพลังบ่มเพาะเอาไว้อยู่ที่ระดับแบ่งแยกวิญญาณ หรือไม่ก็พลังต่อสู้ที่แสดงออกมาได้จะขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “นั่นหมายความว่าความพยายามของข้าไม่สูญเปล่าไงล่ะ”

“แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี” หอคอยน้อยกล่าวอย่างหนักแน่น “เจ้าไม่มีความจําเป็นต้องเสียงชีวิตขนาดนั้น ในอนาคตเมื่อบรรลุเป็นมหาปราชญ์สวรรค์แล้ว เจ้าจะรู้ว่าการหยิบยืมพลังนอกกายนั้นไม่มีความหมายอะไร”

“ข้ารู้” หลิงฮันพยักหน้า “แต่ตอนนี้หากข้าไม่มีพลังที่แข็งแกร่งพอ ข้าก็เอาชนะจี่อู๋หมิงไม่ได้”

“จี่อู๋หมิงผู้นั้นเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า ตอนนี้เจ้าจะเอาชนะเขาไม่ได้ยอมไม่ใช่เรื่องแปลก” หอคอยยังคงกล่าวโน้มน้าว

หลิงฮันส่ายหัว ในระดับโลกียนิพพานเอาชนะไม่ได้ในระดับแบ่งแยกวิญญาณก็เอาชนะไม่ได้ และในระดับตําหนักอมตะเองก็เอาชนะไม่ได้เช่นกัน บางทีแม้แต่หลังจากทะลวงผ่านระดับราชานิรันดร์แล้วก็อาจจะยังเอาชนะไม่ได้… จนกว่าจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า เขาคงไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้

แต่ใครจะรอนานขนาดนั้นไหวกัน

ในระดับพลังเดียวกัน เขาไม่ต้องการพ่ายแพ้ให้แก่ใครทั้งสิ้น

หลิงฮันเดินหน้าต่อไป หลังจากจัดการปราณมังกรไปได้อีกพอสมควร บุปผาแห่งเต๋าต้นที่สองก็ปรากฏอยู่ที่เบื้องหน้าของเขา

เขาก้าวเท้าด้วยความรอบคอบและปิดกั้นกลิ่นอายของตนเองอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่บุปผาแห่งเต๋านั้นไวต่อสัมผัสภายนอกอย่างมาก เมื่อร่างของเขาเข้าไปใกล้ในระยะสามฟุต บุปผาแห่งเต่ําก็เริ่มสั่นไหวราวกับจะปลิวหายไปได้ตลอดเวลา

หลิงฮันรีบหยุดฝีเท้าและขยับมือขวาโคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ ก็แยกตัวตนของตัวเองออกจากห้วงมิติของสวรรค์และปฐพีในที่แห่งนี้

ผ่านไปครู่หนึ่งบุปผาแห่งเต๋ก็หยุดสั่นไหว

หลิงฮันก้าวเดินต่อและควบคุมอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ให้ปกปิดตัวตนของเขาเอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อบุปผาแห่งเต๋อยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม หลิงฮันยื่นมือที่ปกคลุมไปด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติออกไป และเด็ดบุปผาแห่งเต๋เข้าไปเก็บไว้ในหอคอยทมิฬ

หลิงฮันไม่เสียเวลาตรวจสอบบุปผาแห่งเต๋ที่เก็บเกี่ยวเข้าไปและมุ่งหน้าต่อทันที บุปผาแห่งเต๋านั้นไม่จําเป็นต้องดูดซับทันทีและสามารถเก็บเอาไว้ในหอคอยทมิฬได้ เพราะงั้นเขาจึงตั้งใจจะนําไปแบ่งปันให้จักรพรรดินีและคนอื่นๆ ด้วย

เขาเดินหน้ากําจัดปราณมังกรมากมาย ซึ่งหลังจากที่ร่างกายดูดซับและถูกขัดเกลาด้วยปราณมังกรจํานวนมากแล้ว พลังกายของเขาก็เพิ่มขึ้นหลายส่วน

เผ่ามังกรนั้นแม้ฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ แต่พวกมันก็ไม่มีปราณก่อเกิดและพึ่งพาพลังของร่างกายเพียงอย่างเดียว กรงเล็บของเผ่ามังกรนั้นทรงพลังเป็นอย่างมาก เพียงแค่ตวัดหนึ่งครั้งก็ราวกับจะบดขยี้สวรรค์และปฐพี่ให้แหลกได้

“หืม?”

หลิงฮันก็หยุดเดินและหันหลัง

จู่ๆ จิตใจของเขาก็รู้สึกสั่นไหวอย่างเลือนราง ราวกับศัตรูที่น่ายําเกรงกําลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา

หลังจากนั้นไม่นานนั่นเอง ร่างของจอมยุทธผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากระยะไกล แม้ย่างก้าวของคนผู้นี้จะดูเชื่องช้า แต่อีกฝ่ายก็สามารถขยับเข้ามาใกล้เขาได้เพียงไม่กี่ก้าว ชายเสื้อผ้าสีขาวที่ปลิวไปมาตามสายลมนั้น ทําให้คนผู้นี้ดูราวกับเป็นเทพเซียน

จี่อู๋หมิง

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมจิตใจของเขาถึงสั่นไหว ศัตรูผู้นี้เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ายําเกรงอย่างแท้จริง

“ไม่คาดคิดว่าเจ้าก็สามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีดําได้” จี่อู๋หมิงเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

ชีวิตที่แล้วของเขาคือราชานิรันดร์ระดับเก้าที่มีชีวิตอยู่มาหลายยุคสมัย และฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่างเชี่ยวชาญ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทําไมเขาถึงสามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีทองทั้งเก้าได้อย่างง่ายดาย และทําให้สะพานมังกรสีดําตอบรับได้

ส่วนหลิงฮันน่ะ?

อีกฝ่ายเป็นเพียงจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณตัวจ้อยเท่านั้น ซึ่งจะมาเทียบเคียงกับเขาในด้านอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างไร?

“สมบัติของมหาปราชญ์สวรรค์ช่างน้าอัศจรรย์จริงๆ” จี่อู๋หมิงกล่าวอย่างแผ่วเบา “ถึงแม้ข้าจะบรรลุระดับพลังที่ว่าได้ในอนาคต แต่สมบัตินั่นก็สามารถใช้อ้างอิงเพื่อชี้แนะให้แก่ข้าได้”

หลิงฮันเค้นเสียงกล่าว “เกรงว่าความแข็งแกร่งของเจ้าจะไม่มากพอที่จะแย่งชิงมันไป”

จี่อู๋หมิงไม่แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดใดแต่กล่าวกลับไปด้วยน้ําเสียงเฉื่อยชา “รุ่นเยาว์ เจ้ารู้ไม่ว่ามีราชานิรันดร์กี่คนที่แล้วที่ตายไปด้วยสองมือของข้า?”

ในสายตาของทั่วทั้งยุทธภพ ราชานิรันดร์คือตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของศาสตร์วรยุทธ และราชานิรันดร์ระดับเก้าก็คือจักรพรรดิท่ามกลางราชานิรันดร์ทั้งมวลที่มีชีวิตอยู่มายาวมาทุกยุคทุกสมัย จี่อู๋หมิงที่กล่าวว่าสังหารราชานิรันดร์ระดับเก้ามาแล้วมากมายนั้น ในชีวิตที่แล้วของเขาจะต้องเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งขนาดไหนกัน?

หลิงฮันไม่แสดงท่าที่อ่อนแอ “วีรบุรุษจําเป็นต้องเอ่ยถึงความกล้าหาญของตนเองในอดีตด้วยรี? เมื่อใดที่ข้าก้าวเท้าเข้าสู่ระดับราชานิรันดร์ การสังหารราชานิรันดร์ระดับเก้าย่อมเป็นเพียงเรื่องจบจ้อย”

“ฮ่าๆๆๆ!” จี่อู๋หมิงหัวเราะก่อนจะส่ายหัวและกล่าว “เจ้าคิดว่าใครก็สามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าได้งั้นรึ? คนที่เหยียบย่างเข้าสู่ระดับพลังนี้ได้ ทุกคนต่างก็เป็นจักรพรรดิในหมู่จักรพรรดิ ที่ต่างไร้เทียมทานที่สุดในทุกยุคสมัย”

“เอาละ เลิกรําลึกถึงวีรกรรมในอดีตกันแค่นี้” เขาหยุดหัวเราะและใช้สายตาจดจ้องไปที่หลิงฮัน “มอบสมบัติในร่างของเจ้ามาให้ข้า”

“จี่อู๋หมิง ข้ารอโอกาสที่จะได้สู้กับเจ้าอีกครั้งอยู่พอดี” ท่าทางของหลิงฮันเต็มไปด้วยความมั่น

“เจ้าน่ะรึ? หากสู้กับข้าสิ่งที่รอเจ้าอยู่ก็มีเพียงความตาย!” จี่อู๋หมิงสะบัดแขนพร้อมกับดาบเล่มยาวสีครามได้ปรากฏขึ้นในมือของเขา บนตัวดาบมีตราประทับอันเก่าแก่สลักเอาไว้ และปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา

ตอนที่ 2049 บุปผาแห่งเต๋า

แน่นอนว่าหลิงฮันไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาจากไปแล้วมีอะไรเกิดขึ้น

เขาเดินอยู่ท่ามกลางสะพานมังกรสีดํา ที่รอบด้านยังคงล้อมรอบไปด้วยสะพานมังกรนับพัน แต่ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ สะพานมังกรรอบๆ ก็ค่อยๆ หายไป จนสุดท้ายปลายทางของสะพานมังกรสีดําก็ค่อยๆ กว้างขึ้น และภาพรอบด้านได้เหลือเพียงสะพานมังกรสีดําเพียงอย่างเดียว

พื้นผิวของสะพานมังกรสีดําถูกปูด้วยเกล็ดมังกร และให้ความรู้สึกไม่สม่ําเสมอทุกครั้งที่เหยียบย่ํา ต่อให้ใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ปกคลุมร่างกายเอาไว้ ก็ยังรู้สึกเหมือนถูกพลังงานบางอย่างที่มแทง

โชคดีที่นั่นเป็นความรู้สึกที่ถูกทิ่มแทงอย่างเดียว และไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเกิดขึ้น

“ฮึ่ม” จู่ๆ ออร่าแห่งเต๋าก็ลอยขึ้นมาจากสะพานด้านหน้าเขาและรวมตัวกันเป็นมังกรร่างยาวสีเขียวมรกต เมื่อสายลมของหุบเหวพัดผ่านไปมา ออร่าสีเขียวก็ดูราวกับว่าจะถูกพัดปลิวได้ตลอดเวลา

แต่ยิ่งหลิงฮันเดินเข้าไปใกล้ มังกรเขียวมรกตก็แปรสภาพมาอยู่ในร่างของมนุษย์ใบหน้าหล่อเหลาที่สวมชุดสีเขียว

นี่มันอะไรกัน?

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลิงฮันเพียงชั่วครู่ จู่ๆ รุ่นเยาว์ตรงหน้าก็ทําการโจมตีใส่เขาอย่างโผงผาง อีกฝายปล่อยหมัดออกมา “พรีบ พรึบ” ตราประทับมากมายส่องสว่างขึ้นทีละอัน และ ควบแน่นปกคลุมไปทั่วหมัด

แม้หมัดนี้จะดูธรรมาดาไม่พิเศษ แต่อํานาจของมันกลับน่าเกรงขาม จนดูราวกับจะสามารถบดขยี้สวรรค์และปฐพีได้

หลิงฮันเค้นเสียง และปล่อยหมัดขวาเข้าตอบโต้รุ่นเยาว์ชุดเขียว

ปัง!

เมื่อหมัดของทั้งคู่เข้าปะทะกัน ร่างของหลิงฮันก็ลอยกระเด็นถอยหลังราวกับกระสุนปืนใหญ่

ในแง่ของพลังต่อสู้ หลิงฮันด้อยกว่ารุ่นเยาว์ชุดเขียวมากมายหลายเท่า จนไม่สามารถรับการโจมตีได้แม้เพียงหนึ่งหมัด

รุ่นเยาว์ชุดเขียวยังคงไล่ตามมาโจมตีต่อ “ปัง ปัง ปัง” เขากวัดแกว่งหมัดกระหน่ําโจมตีใส่หลิงฮันอย่างบ้าคลั่ง

หลิงฮันกลายเป็นกระสอบทราบมนุษย์ที่ถูกทุบตีไม่หยุด

แต่ถึงแม้พลังต่อสู้ของรุ่นเยาว์ชุดเขียวจะน่าสะพรึงกลัวแค่ไหน ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถทําลายกายหยาบของหลิงฮันได้

“พอกันที่!” หลิงฮันคําราม ถึงแม้เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่การถูกซัดไม่หยุดอยู่ฝ่ายเดียว เช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทําใจยอมรับได้ ครืนน” คลื่นแสงอันทรงพลังระเบิดออกมาจากร่างกายของเขา และระเบิดกว้างไปทั่วสารทิศ

แก่นพลังมหาพินาศ!

“ตูม” ร่างของรุ่นเยาว์ชุดเขียวบิดเบี้ยวและแตกสลายเป็นก้อนแสงเศษเล็กเศษน้อย

“แก่นพลังมหาพินาศคือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของข้าในตอนนี้จริงๆ” หลิงฮันยิ้ม ถึงแม้อํานาจเมื่อระเบิดพลังของแก่นกําเนิดนิรันดร์เปลวเพลิงจะรุนแรงมากเช่นกัน แต่เมื่อทําแบบนั้นพลังของหลิงฮันก็ถูกเผาผลาญทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อสู้ระยะยาวเท่าไหร่

“อะไรกัน!”

เขาเผยสีหน้าประหลาดใจ รุ่นเยาว์ชุดเขียวเมื่อครูไม่ใช้สิ่งมีชีวิตจริงๆ แต่เป็นการควบแน่นของปราณมังกร เพราะงั้นเมื่อถูกทําให้แหลกสลายแล้ว ร่างมนุษย์ก็กลับไปเป็นปราณมังกรอีกครั้ง และลอยมาพัวพันรอบด้านตัวเขา

เมื่อเศษเสี้ยวปราณสัมผัสโดนร่าง หลิงฮันก็รู้สึกราวกับโลหิตในร่างเดือดพล่านขึ้นมาทันที

ท่าทีของเขากลายเป็นกระตือรือร้นและรีบเปิดรูขุมขนตามร่างกาย “พรึบ” ปราณมังกรถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างสม่ําเสมอ ทําให้ร่างกายของเขาค่อยๆ ถูกขัดเกลา

มังกรคือสัตว์อสูรนิรันดร์แห่งสวรรค์และปฐพีระดับแนวหน้า เพราะงั้นปราณมังกรที่มีแก่นพลังของมังกรผสานอยู่ จึงนับว่าเป็นวาสนาที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก

สะพานมังกรเป็นเส้นทางที่ไม่เคยถูกเปิดมาก่อน หลังจากระยะเวลาที่ผ่านมายาวนาน คิดว่าแก่นพลังที่ถูกควบแน่นกลายเป็นปราณมังกรอยู่ภายในนี้จะน่าอัศจรรย์ขนาดไหนกัน?

หลิงฮันหัวเราะและก้าวเดินต่อ หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง ปราณมังกรก็ลอยขึ้นมาอีกครั้ง และรวมตัวกันเป็นมังกรสีชาด พร้อมกับแปรสภาพกลายมาเป็นสตรีสวมชุดแดง

หลิงฮันไม่ใช้แก่นพลังมหาพินาศในทันที แต่เลือกที่จะโคจรทักษะนิรันดร์อื่นๆ ตอบโต้อีกฝ่ายดูก่อน

แต่ยังไงก็เอาชนะไม่ได้อยู่ดี

ตัวเขาในตอนนี้เป็นเพียงจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น ต่อให้เขาจะมีศักยภาพเป็นจักรพรรดิระดับแนวหน้า อย่างมากเขาก็สามารถต่อกรกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ทั่วไปได้เท่านั้น แต่สตรีชุดแดงผู้นี้เป็นจักรพรรดิในระดับตัดวิญญาณปฐพี ที่มีพลังต่อสู้ไร้เทียมทานในระดับตัดวิญญาณสวรรค์

“ปัง ปัง ปัง” หลิงฮันตกเป็นกระสอบทรายมนุษย์อีกครั้ง ไม่ว่าเขาจะใช้ทักษะนิรันดร์ทักษะใด อีกฝ่ายก็สามารถสลายทิ้งได้อย่างง่ายดาย

หากหลิงฮันต้องการเอาชนะคู่ต่อสู้ตรงหน้า เขามีทางเหลืออยู่หลายทาง

หนึ่งคือใช้แก่นพลังมหาพินาศ สองคือระเบิดพลังของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมา และ สามคือใช้พลังของหอคอยทมิฬ ตราบใดที่กระแสเวลาถูกหยุดเอาไว้ เขาก็สามารถจัดการอีกฝ่ายได้ในพริบตา

เพียงแต่นอกจากแก่นพลังมหาพินาศ วิธีการอีกสองวิธีสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

หลังจากรับรู้ถึงความต่างในพลังของตนเองกับอีกฝ่ายแล้ว หลิงฮันก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไป “ตูม” คลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวพรั่งพรูออกมาจากร่างของเขา และระเบิดไปทั่วทิศทาง

ภายในพริบตาเดียว ร่างของสตรีชุดแดงก็แหลกสลายและกลายสภาพกลับไปเป็นปราณมังกร

หลิงฮันดูดซับปราณมังกร และระดับพลังบ่มเพาะได้เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าได้ดูดซับปราณมังกรนับร้อย พลังบ่มเพาะของข้าก็จะบรรลุเป็นระดับตัดวิญญาณหยางสูงสุด”

“นอกจากนั้นปราณมังกรก็ยังช่วยยกระดับกายหยาบของข้าด้วย ไม่เพียงแค่พลังบ่มเพาะที่เพิ่มขึ้น แต่พลังต่อสู้ก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยเช่นกัน”

เขาบ่มเพาะทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ทําให้กายหยาบมีความทนทาน แต่การดูดซับปราณมังกรเข้ามาในร่าง จะทําให้เขาได้รับความแข็งแกร่งของมังกรสวรรค์ ที่เพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถบดขยี้ดวงดาวบนท้องฟ้าได้

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจินตนาการของหลิงฮัน เพราะมีเพียงราชานิรันดร์เท่านั้นที่สามารถบ ขยี้ดวงดาวบนท้องฟ้าได้

หลังจากดูดซับปราณมังกรเสร็จสิ้นเขาก็เดินหน้าต่อ

แต่ยังไม่ทันเดินไปไกลเท่าไหร่ จู่ๆ เขาก็มองเห็นดอกไม้ปรากฏอยู่ที่ด้านหน้า

พื้นผิวสะพานที่ถูกปูเอาไว้ด้วยเกล็ดมังกรเช่นนี้ สามารถมีดอกไม่งอกเงยขึ้นมาได้อย่างไร?

หลิงอันประหลาดใจและเร่งความเร็วในการเดินให้ไวขึ้น

เป็นดอกไม้จริง…. ดอกไม้ต้นนี้มีความสูงอยู่ที่สามฟุตและมีใบอยู่แค่ไม่กี่ใบ สีของดอกไม้นั้นโปร่งใสแวววาว และมีกลิ่นอายอันว่างเปล่าที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคําพูดได้

หลิงฮันไม่รู้จักดอกไม้ต้นนี้ มันไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในตําราสมุนไพรนิรันดร์ใดๆที่เขาเคยศึกษา แต่ที่แน่ๆ คือเขาสัมผัสคลื่นกระเพื่อมของอํานาจแห่งเต๋จากภายในดอกไม้ต้นนี้ได้ ซึ่งนั่นทําให้เขาเกิดความรู้สึกตื่นเต้นและอยากจะเข้าเด็ดดอกไม้ตรงหน้าให้เร็วที่สุด

“สิ่งนี้คือบุปผาแห่งเต๋” จู่ๆ เสียงของหอคอยน้อยก็ดังขึ้น

“หืม เจ้าไม่เป็นใบ้แล้วงั้นรึ?” หลิงฮันยิ้ม

ตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึกฝนแก่นพลังมหาพินาศ หอคอยน้อยก็เอือมระอาและไม่คุยกับเขาแม้แต่คําเดียว

หอคอยน้อยเค้นเสียงและกล่าว “บุปผาแห่งเต๋นั้นอัดแน่นไปด้วยอํานาจแห่งเต๋า แม้มันจะไม่ใช่สมุนไพรนิรันดร์ แต่ก็มีสรรพคุณยอดเยี่ยมยิ่งกว่าสมุนไพรนิรันดร์เสียอีก ซึ่งมีเพียงสถานที่ที่มีราชานิรันดร์จํานวนมากถูกฝังเอาไว้เท่านั้น ถึงจะทําให้บุปผาแห่งเต๋งอกเงยขึ้นมาได้”

หลิงฮันอุทาน “โอ้” และกล่าว “ดูเหมือนตํานานเรื่องเล่าที่มีมังกรนิรันดร์นับร้อยถูกฝังอยู่ที่นี่จะเป็นความจริงสินะ”

“บุปผาแห่งเต๋าเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางการบ่มเพาะพลังมาก เพราะงั้นรวบรวมมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้” หอคอยน้อยกล่าวด้วยน้ําเสียงหนักแน่น

ตอนที่ 2048 จี่อู๋หมิงมาถึง และเส้นทางแห่งเต๋า สวรรค์สูงสุดส่องสว่างอีกครั้ง

ยังไม่ทันที่ร่างของหลิงฮันจะหายไปยังทิศทางของเส้นทางมังกรสีดําได้นาน เหล่าอัจฉริยะมากมายก็กลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง

พระเจ้า เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งเห็นอะไรมากันแน่?

ใครบางคนกระตุ้นสะพานมังกรสีดําได้ ซึ่งสะพานมังกรสีดําคือตัวแทนแห่งเส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด!

ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีตัวตนที่ทรงพลังแบบใดถือกําเนิดขึ้นกัน?

จ้าวแห่งราชานิรันดร์ระดับเก้า ที่เป็นจักรพรรดิผู้ไร้เทียมทาน?

“เขาคือใครกัน?”

“ที่แน่ๆ คือไม่ใช่คนของอาณาเขตสวรรค์ผ่อน!”

“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย”

ทุกคนอุทานด้วยความตะลึง ต่อให้ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากเขตแดนลี้ลับ แต่การที่ได้เป็นสักขีพยานการถือกําเนิดของจ้าวแห่งราชานิรันดร์ระดับเก้าในอนาคต ก็ถือว่าเป็นวาสนาสูงสุดของชีวิตแล้ว

คนมากมายยังคงเข้ามาในเขตแดนลี้ลับอย่างต่อเนื่อง

“พี่ชายสี่ หนึ่งก้าวที่ท่านมาช้า ทําให้ท่านต้องรู้สึกเสียดายไปชั่วชีวิต”

“ผู้อาวุโสหลิว ในที่สุดท่านก็มา เมื่อครู่ข้าเพิ่งเห็นเหตุการณ์ที่จะทําให้ข้าไม่ลืมเลือนไปตลอดกาล”

คนมากมายที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่เนื่องจากหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ทําให้ถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อ แต่ก็ไม่สามารถกล่าวคัดค้านกลับไปได้

หนึ่งวัน สองวัน… สามวัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งใครหลายคนได้ก้าวเดินเข้าสู่เส้ นทางแห่งเต๋ของตนเองแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอยู่บริเวณหน้าผา และเมื่อมีคนใหม่เข้ามา พวกเขาก็จะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างออกรสราวกับตนเองคือหลิงฮัน

“ตุบ” ร่างหนึ่งเข้ามายังเขตแดนลี้ลับ คนผู้นี้แม้จะดูเหมือนธรรมดาแต่กลับไม่ธรรมดา

เขาเป็นรุ่นเยาว์สวมชุดสีขาว ที่ถือคันธนูขนาดเล็กราวกับของเล่นเอาไว้ในมือ

จี่อู๋หมิง!

เขาเองก็มาที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกแล้วเช่นกัน

จี่อู๋หมิงพาดมือทั้งสองไว้ด้านหลัง มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มและพึมพําอยู่ในใจ “ในสงครามเมื่ออดีตกาล มังกรสวรรค์นับร้อยได้สิ้นชีพลงจนเผ่ามังกรแทบจะสูญสิ้น โดยเพื่อที่จะไม่ให้มังกรสวรรค์นับร้อยเหล่านั้นตายไปอย่างสูญเปล่า จู่หลง (มังกรบรรพบุรุษ) ได้ฝังโครงกระดูกของมังกรสวรรค์เหล่านั้นเอาไว้ที่นี่ และรวมเป็นหนึ่งกับสวรรค์และปฐพี”

“หากได้รับการเติมเต็มจากพลังของมังกรนับร้อย กายหยาบของข้าก็จะถูกขัดเกลา ให้มั่นคงขึ้น เพราะข้าดูดกลืนกายหยาบที่แตกต่างกัน จากอัจฉริยะมากมายเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ทําให้อาจจะผลเสียในระยะยาวได้”

“เผ่ามังกรคือเผ่าที่มีพลังกายทรงพลัง ทําให้พลังของมังกรนับร้อยสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ให้ข้าได้”

“นอกจากนั้นในหมู่มังกรนับร้อย ก็มีมังกรที่เป็นบุตรตนที่สี่ของอู่หลงอย่างผู้เหลาอยู่ด้วย ถึงแม้พลังต่อสู้ของมันจะอ่อนด้อยไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นมังกรสวรรค์ที่มีพลังของราชานิรันดร์ระดับเก้า”

“การผสานรวมกันของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของมังกรนับร้อยจะทําให้บุปผาแห่งเต๋างอกเงยขึ้นมา ซึ่งมันเองก็มีประโยชน์ต่อข้าพอสมควร”

จี่อู๋หมิงยืดหลัง และยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าก่อนจะขยับนิ้วมือทั้งห้า

และในขณะเดียวกันนั้นเงอ

“จางหยุนมาถึงแล้ว!”

“คนผู้นี้เป็นจักรพรรดิจากอาณาเขตสวรรค์ตู้เหลา มีคํากล่าวว่าความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในห้าอันดับแรก!”

“นั่นไม่อาจนํามาเทียบกับอาณาเขตสวรรค์ผ่อนของเราได้ จางหยุนอาจจะอยู่ในห้าอันดับแรกของอาณาเขตสวรรค์ตู้เหล้า แต่หากเป็นในอาณาเขตสวรรค์อัน ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะไม่ติดอยู่ในยี่สิบอันดับแรกด้วยซ้ํา”

“แต่ไม่ว่าอย่างไรจักรพรรดิก็ยังคงเป็นจักรพรรดิ เขาเป็นตัวตนที่ไม่อาจประมาทได้”

ในระหว่างที่ฝูงชนกําลังคุยกัน จางหยุนก็ก้าวเดินขึ้นหน้าและทําการกระตุ้นสะพานมังกร

หนึ่ง สอง สาม ไม่นานสะพานมังกรแปดอันก็ส่องสว่าง

“ดูเหมือนว่าอัจฉริยะอันดับห้าของอาณาเขตสวรรค์ตู้เหลาจะแข็งแกร่งเหมือนกัน”

“การที่กระตุ้นสะพานมังกรได้ถึงแปดอัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากทีเดียว”

“พลังของเขาจัดว่าเป็นระดับแนวหน้าในหมู่จักรพรรดิ

“น่าเสียดายที่สะพานมังกรอันที่เก้าไม่ส่องสว่าง ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ก้าวเข้าสู่สะพานมังกรสีทองแล้ว”

ทุกคนมองไปยังจ้าวหยุนด้วยแววตาอิจฉา เนื่องจากคนที่เป็นพยานเห็นปาฏิหาริย์ได้เดินหน้าสู่สะพานมังกรของตนเองไปหมดแล้ว ทําให้คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ตกตะลึงกับสะพานมังกรทั้งแปดที่ส่องสว่าง

จางหยุนพึงพอใจเป็นอย่างมาก ในตอนที่เข้ามาเขาได้ยินใครบางคนกล่าวว่า มีจักรพรรดิถึงหกคนที่กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้ แถมมีแม้กระทั่งคนผู้หนึ่งที่กระตุ้นสะพานเส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุดได้ ซึ่งมีรึที่เขาจะเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นี้?

หากมองย้อนไปยังประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดของศาสตร์วรยุทธ จํานวนสะพานมังกรสีทองที่ถูกกระตุ้นให้ส่องสว่างพร้อมกันคือสี่สะพานเท่านั้น แต่นี่จะมาบอกว่า ครั้งนี้สะพานสีทองได้ส่องสว่างพร้อมกันถึงหกอัน แถมยังเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดยังตอบรับใครบางคนอีกงั้นรึ?

เรื่องไร้สาระแบบนี้ใครจะไปเชื่อกัน?

แต่ในขณะนั้นเอง “พรึบ พรึบ พรึบ” จู่ๆ สะพานมังกรนับสิบก็ส่องสว่างพร้อมกัน!

เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดสายตาทุกคู่ และบรรยากาศรอบด้านกลายเป็นเงียบสงัดในทันที

สามสิบ สี่สิบ… ห้าสิบ… หกสิบ!

ผู้คนมากมายกลายเป็นนิ่งอึ้งไร้คําพูด ทางด้านของจางหยุนเองก็ปากกระตุกไปมา และหันไปจ้องมองรุ่นเยาว์ชุดขาวที่อยู่ด้านข้าง

เจ็ดสิบ… แปดสิบ… แปดสิบเอ็ด!

“ตูมม” แสงสว่างของสะพานมังกรธรรมดาทั้งหมดหายไป และสะพานมังกรสีทองทั้งเก้าได้ส่องสว่างขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

ทุกคนรอบด้านตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อสะพานสีทองทั้งเก้าส่องสว่างพร้อมกัน นั่นหมายความว่าเส้นทางแห่งเต๋สวรรค์สูงสุดกําลังจะเปิดออก!

จี่อู๋หมิงหัวเราะ นิ้วมือทั้งห้าของเขาเคลื่อนไหวอย่างเรียบง่ายและดูผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แสงจากสะพานมังกรสีทองทั้งเก้าก็หายไปเช่นกัน และสะพานมังกรสีดําก็ส่องสว่าง พร้อมกับระเบิดกลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่ก้าวข้ามยุคสมัยออกมา

ร่างของทุกคนทรุดลงกับพื้น โดยที่จางหยุนก็ไม่มีข้อยกเว้น

เป็นจักรพรรดิแล้วอย่างไร ต่อหน้ากลิ่นอายของตัวตนระดับราชานิรันดร์ หากระดับพลังต่ํากว่าก็ทําได้เพียงคุกเข่า

จี่อู๋หมิงพาดมือไว้ด้านหลัง แววตาของเขาดูราวกับไม่แยแส แถมยังแสดงท่าที่เหยียดหยามออกมา

ถึงแม้จะเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีการแบ่งแยกศักยภาพระหว่างราชากับจักรพรรดิ หากเป็นในอดีตผู้เหลาไม่สามารถรับมือหนึ่งร้อยกระบวนท่าของเขาได้ด้วยซ้ํา เพราะงั้นตอนนี้ถึงแม้เขาจะหวนคืนกลับเกิดใหม่และต้องบ่มเพาะพลังจากจุดเริ่มต้นอีกครั้ง เขาก็ไม่ได้รู้สึกยําเกรงต่อกลิ่นอายของอีกฝ่าย

เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุดเปิดออกแล้ว!

ดวงตาของจางหยุนเต็มไปด้วยความรู้สึกริษยา ถึงแม้เขาเองก็เป็นจักรพรรดิเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับจี่อู๋หมิงแล้ว พรสวรรค์ของเขาด้อยกว่าอีกฝ่ายมากมายหลายขุม

เขาจดจ้องไปที่จี่อู๋หมิง และดวงตาส่องประกายโหดเหี้ยม

รุ่นเยาว์ผู้นี้เป็นเพียงจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น ถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะเทียบกับอีกฝ่ายไม่ได้ แต่เขาเองก็เป็นจักรพรรดิเหมือนกัน แถมยังมีพลังบ่มเพาะสูงกว่าถึงสามระดับย่อย มีรึที่จะพ่ายแพ้ให้อีกฝ่าย?

ฆ่า… ต้องกําจัดอัจฉริยะที่เขาทําได้เพียงแหงนมองทิ้งไปซะ

ตูม!

เขาครุ่นคิดอยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ ก็เห็นภาพที่จี่อู๋หมิงปล่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้า

อีกฝ่ายกล้าลงมือกับเขาได้อย่างไร?

การโจมตีของอีกฝ่ายจะได้ผลได้อย่างไร?

ร่างของจางหยุนระเบิดเสียงดังสนั่นออกมาก่อนจะล้มลงกับพื้น และสิ้นชีพไปพร้อมกับคําถามมากมายภายในหัว

จักรพรรดิผู้หนึ่งถูกสังหารโดยจอมยุทธที่มีพลังบ่มเพาะต่ํากว่าถึงสามระดับย่อย… เรื่องเช่นนี้ช่างน่าเหลือเชื่อและไม่อาจทําใจยอมรับได้

จี่อู๋หมิงไม่แยแสใดๆ จํานวนของราชานิรันดร์ระดับเก้าที่ถูกเขาสังหารนั้นมีมากกว่าที่สองมือจะนับพอเสียอีก เพราะงั้นมีความจําเป็นอันใดที่เขาต้องไปแยแสกับแค่ตัวตนอย่างจางหยุน?

เขาก้าวเดินและมุ่งหน้าไปยังสะพานมังกรสีดํา

ตอนที่ 2047 เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด

นี่ยังเป็นเพียงการใช้หนึ่งอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์และปฐพี่เท่านั้น

มาลองอีกครั้ง

หลิงฮันโคจรวารีพลังหยินเร้นลับ กลิ่นอันสูงส่งพรั่งพรูอยู่ภายในร่างของเขา และสะพานมังกรอีกเจ็ดสะพานได้ส่องสว่างตอบรับทันที

“บ้าไปแล้ว!”

“ต้องล้อเล่นกันแน่!”

“เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นความจริง!”

หลายคนที่คิดว่าตนเองจะไม่ตกตะลึงแล้วต้องขอถอนคำพูด…. พระเจ้า นี่พวกข้ากำลังเห็นอะไรอยู่กันแน่?

คนผู้นี้ กระตุ้นสะพานมังกรได้มากกว่าเก้าสะพาน!

เป็นไปได้อย่างไรกัน

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งขนาดไหน ความสำเร็จสูงสุดที่พวกเขาทำได้ก็คือการกระตุ้นสะพานมังกรเก้าสะพาน และได้รับการยอมรับจากสะพานมังกรสีทองเท่านั้น

แต่หลิงฮันน่ะ?

เขากระตุ้นสะพานมังกรได้มากถึงสิบหก!

เหลือเชื่อ… นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ

เพียงแต่ทุกอย่างยังไม่จบแค่นี้ “พรึบ พรึบ” สะพานมังกรอีกสองสะพานส่องสว่าง และสะพานมังกรสีทองสะพานที่สองก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้าออกมา

พระเจ้า!

ใครหลายคนนำมือขึ้นมาถูตาตัวเอง แต่ภาพที่พวกเขาเห็นตรงหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง…. สะพานมังกรสีทองทั้งสองยังคงส่องประกายอยู่เหมือนเดิม

เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือตอนที่ยี่หวางและรู้สู่ยหยินกระตุ้นสะพานมังกรพร้อมกัน ทำให้สะพานมังกรสีทองสองอันส่องสว่าง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น คนเพียงผู้เดียวสามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้สองอัน เรื่องนี้นับว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

“พวกเรากำลังจะเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ของศาสตร์วรยุทธอย่างนั้นนี่?”

คิดว่าเท่านี้คือจบแล้วงั้นรึ?

ช่างน่าขัน

หลิงฮันโคจรพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธต่อ และสะพานมังกรก็เริ่มส่องสว่างเพิ่มอีกครั้ง

นี่มัน!

ทุกคนอ้าปากค้างไร้คำใดจะกล่าว

หรือว่าหลิงฮันจะยังต้องการกระตุ้นสะพานมังกรสีทองอันที่สามงั้นรึ?

“พรึบ พรึบ” สะพานมังกรทั่วไปทั้งเจ็ดสะพานส่องสว่างตอบสนองหลิงฮันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสะพานที่แปด และเก้าจะส่องสว่างตามมาติดๆ

“พรึบ” สะพานมังกรสีทองอันที่สามส่องประเจิดจ้า ราวกับกำลังอ้าแขนต้อนรับหลิงฮัน

สามสะพานมังกรสีทอง!

คนมากมายเริ่มพากันเข้ามายังเขตแดนลี้ลับ และทันทีที่เข้ามาพวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น

หลิงฮันยิ้มแผ่วเบาก่อนจะโคจรทองหยกกำเนิดดารา

“พรึบ พรึบ พรึบ” สะพานมังกรทั่วไปยังคงส่องประกายอย่างต่อเนื่อง และสะพานมังกรสีทองอันที่สี่ก็ส่องสว่างขึ้นมา

“สัตว์ประหลาด ข้ากำลังมองดูสัตว์ประหลาดอยู่”

“คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่? ทั้งๆ ที่มีแค่คนเดียวแต่กลับทำให้สะพานมังกรสีทองตอบสนองได้ถึงสี่อัน”

“นั่นสิ เขาคือใครกัน?”

ไม่นานทุกคนก็เริ่มกลับมาตั้งคำถามว่าหลิงฮันเป็นใครกันแน่?

ขุมอำนาจแบบใดกันที่บ่มเพาะสัตว์ประหลาดเช่นนี้ขึ้นมาได้

หลิงฮันไม่มีอารมณ์จะสนใจคนอื่น ดวงตาของเขาจดจ้องไปยังสะพานมังกรสีดำด้านในสุด

ใช่แล้ว… เขาต้องการกระตุ้นสะพานมังกรสีดำนั่น

ในเมื่อเก้าสะพานมังกรทั่วไปสามารถทำให้สะพานมังกรสีทองตอบรับได้ ถ้างั้นเก้าสะพานมังกรสีทองก็ต้องทำให้สะพานมังกรสีดำตอบรับได้สินะ?

หลิงฮันคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้

เขาโคจรอำนาจของหอคอยทมิฬ ด้วยการที่หอคอยทมิฬอยู่ภายในร่างกายของเขา มันจึงนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังของเขา แน่นอนว่านี่นับว่าเป็นการโกงอย่างหนึ่ง หลิงฮันจึงทำได้แค่หวังว่าอำนาจอันสูงส่งของอุปกรณ์ระดับมหาปราชญ์สวรรค์ จะสามารถอยู่เหนืออำนาจของสวรรค์และปฐพี่ในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ได้

“พรึบ พรึบ พรึบ” สะพานมังกรอันต่อไปยังคงส่องสว่างขึ้นอีก

หลิงฮันตื่นเต้นขึ้นมาทันที ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดไว้น

ผลจากการโคจรอำนาจของหอคอยทมิฬ ส่งผลให้สะพานมังกรอีกสามอันส่องสว่างขึ้นแทบจะพร้อมกัน

ผู้คนรอบข้างมองดูอย่างไร้คำพูด พวกเขาไม่รู้แล้วจริงๆ ว่าจะสรรหาคำใดมาอธิบายความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้ได้

สุดยอดจักรพรรดิทั้งหกก่อนหน้านี้ ที่สามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีทองรวมกันได้หกอัน ก็ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว แต่หลิงฮันน่ะรึ? เพียงแค่เขาคนเดียวกลับสามารถกระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้ถึงเจ็ดอัน ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาเพียงคนเดียวอยู่เหนือไปกว่าสุดยอดจักรพรรดิถึงหกคนงั้นรึ?

หากหนึ่งในหกสุดยอดจักรพรรดิสามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าได้ในอนาคตล่ะก็แล้วหลิงฮันล่ะจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์แบบใด?

ราชานิรันดร์ระดับสิบงั้นรึ?

น่าเสียดายที่ในยุทธภพนี้ไม่มีราชานิรันดร์ระดับนั้น

ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง หลิงฮันกลับไม่แสดงท่าทีภาคภูมิใจใดๆ เพราะสะพานมังกรสีดำยังไม่ส่องสว่างขึ้นมา

ลองอีกครั้ง!

เขาโคจรอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร ห้วงมิติ และห้วงเวลาภายในร่างเพื่อกระตุ้นสะพานมังกรต่อ

“พรึบ พรึบ พรึบ” ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด อำนาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขาไม่คัดแย้งกับอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ของหอคอยทมิฬ ทำให้สะพานมังกรส่องสว่างขึ้นมา

สะพานที่เก้า

สะพานที่สิบห้า

จำนวนของสะพานมังกรเพิ่มขึ้นเกินกว่าเก้าสะพานไปแล้ว แต่สะพานมังกรสีทองก็ยังไม่ส่องสว่างขึ้นมา

เขาตระหนักได้ว่านี่เป็นเพราะเขาใช้อำนาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสามพร้อมกัน ทำให้เป็นไปได้ว่าสะพานมังกรจะนับอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขาแยกเป็นอย่างละห้าสะพานรวมเป็นสิบห้า ไม่ใช่อำนาจแห่งกฎเกณฑ์เดียวรวมเป็นเก้า สะพานมังกรสีทองจึงไม่ส่องสว่างขึ้นมา

สิบหก สิบเจ็ด สิบแปด!

เมื่อสะพานมังกรทั่วไปสิบแปดอันส่องสว่าง สะพานมังกรทั้งหมดก็สั่นสะท้านราวกับมังกรทั้งหมดกำลังจะหวนคืนสู่นิพพาน

คราวนี้ไม่ใช่แค่แสงของสะพานมังกรทั่วไปเท่านั้นที่หายไป แต่แม้กระทั่งสะพานมังกรทั้งเจ็ดที่ส่องสว่างอยู่ก่อนหน้านี้ก็หมดแสงลงเช่นกัน

หลังจากที่แสงของสะพานมังกรทั้งหมดหายไป จู่ๆ สะพานมังกรสีทองทั้งเก้าก็ส่องสว่างขี้นมาพร้อมกัน!

“พระเจ้า… สะพานมังกรสีทองที่ส่องสว่างพร้อมกันถึงเก้าอันเช่นนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!”

“เหลือเชื่อ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”

“นี่คือท่วงทำนองแห่งการฝืนชะตาสวรรค์!”

“อย่าบอกนะว่า…”

สายตาของใครหลายคนแข็งค้างและเหลือบมองไปยังสะพานมังกรสีดำ

เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด สะพานมังกรที่ไม่เคยตอบรับใครมาก่อน

อย่าบอกนะว่า…?

หลังจากสะพานมังกรสีทองทั้งเก้าส่องสว่างอยู่พักหนึ่ง พวกมันก็หม่นแสงลงอีกครั้ง

“ครื่นนนน” ทั่วทั้งเขตแดนลี้ลับเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง และร่างเงามังกรสวรรค์ได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ราวกับบางสิ่งบางอย่างที่น่าเหลือเชื่อกำลังจะอุบัติขึ้น

“ตูม” คลื่นพลังที่น่ายำเกรงพรั่งพรูออกมา จนทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่หวาดผวาและทรุดตัวลงกับพื้น มีคนอย่างน้อยกว่าเก้าในสิบส่วนที่หมดสติไปทันที ในขณะที่คนที่เหลือแม้แต่จะลุกยืนก็ยังลำบาก และทำได้เพียงนั่งคุกเข่าด้วยขาที่สั่นเครือ

ทุกคนในตอนนี้รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับมังกรแห่งสวรรค์และปฐพี่ที่แข็งแกร่งที่สุด ใช่แล้ว… มังกรบรรพบุรุษที่รู้จักกันในนามมังกรต้นกำเนิด สิ่งมีชีวิตตนแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับสวรรค์และปฐพี และเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุด

ต่อหน้าตัวตนระดับนั้น พวกเขาทุกคนทำได้เพียงคุกเข่าโดยไม่อาจยืนเคียงข้างอย่างทัดเทียม

ท่ามกลางความตื่นตระหนกและตื่นเต้นของทุกคน สะพานมังกรสีดำก็ค่อยๆ ส่องแสงขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับมังกรบรรพกาลกำลังหวนกลับมามีชีวิต ซึ่งออร่าอันไร้ที่สิ้นสุดที่หลั่งไหลออกมานั้นรุนแรงจนสั่นสะท้านไปทั้งนรกเก้าชุมและกวาดผ่านไปถึงเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า

เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด…. ตอบรับแล้ว!

“พรึบ” ออร่าอันน่าเกรงขามและสูงส่งสลายไป ทำให้ผู้คนที่หมดสติไปเมื่อครู่ค่อยตื่นขึ้นมาที่ละคน

เหตุการณ์ในวันนี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ลืมเป็นอันขาด สายตาของพวกเขามองเห็นรุ่นเยาว์ชุดเขียวก้าวเดินขึ้นหน้าและเหยียบย่ำไปยังสะพานมังกรสีดำ ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่พวกเขาทำได้เพียงแหงนมอง

ตอนที่ 2046 สะพานมังกรยังส่องสว่างได้อีก

จักรพรรดินีก้าวเดินขึ้นหน้า ชุดกระโปรงยาวสีม่วงที่นางสวมใส่ถูกสายลมพัดจนแนบชิดเรือนร่าง ทําให้ทรวดทรงที่สมบูรณ์แบบของนางถูกเผยออกมา

ผู้คนที่อยู่รอบด้านอดไม่ไหวที่จะหัวใจสั่นสะท้านจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง และไม่อาจละสายตาได้

‘พรึบ’ สะพานมังกรส่องสว่างขึ้นทีละอัน จนจํานวนเพิ่มขึ้นถึงห้าในพริบตา

“เป็นราชาในหมู่ราชาเป็นอย่างน้อย!”

“เหอๆ ข้าจะเลือกสะพานมังกรในภายหลังนี้ และหากข้าสามารถไปยังสะพานมังกรเดียวกัน กับนางได้ ข้าก็จะขอไล่ตามสตรีงดงามผู้นี้ไป!”

“เสียเวลาเปล่า เจ้าไม่ใช่แม้กระทั่งราชา แต่ยังคิดจะไล่ตามนางงั้นรึ?”

“จําเป็นที่ราชาในหมู่ราชาจะต้องแข็งแกร่งที่สุด? ข้ามีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์สูงสุด ซึ่งราชาในหมู่ราชาแทบจะทั้งหมดล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”

ความงดงามของจักรพรรดิก่อให้เกิดความเอะอะครั้งใหญ่ ถึงแม้ฮูหนิวเองก็มีใบหน้าที่งดงามไม่ด้อยไปกว่านาง แต่เสน่ห์อันสูงส่งของจักรพรรดินีนั้นไม่อาจมีใครเทียบเคียงได้

‘พรึบ พรึบ’ สะพานมังกรอันที่หกและเจ็ดส่องสว่างขึ้นตามๆกัน

เสียงเอะอะของฝูงชนเงียบสงัดลงทันใด การที่สะพานมังกรส่องสว่างขึ้นถึงเจ็ดกัน นั่นหมายถึงสตรีที่งามล่มเมืองผู้นี้มีศักยภาพเป็นถึงจักรพรรดิ

และขุมอํานาจที่จะฝึกฝนสร้างจักรพรรดิขึ้นมาได้ ก็ต้องเป็นขุมอํานาจราชานิรันดร์หรือขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับสูง

ผู้สืบทอดจากขุมอํานาจระดับนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่จะไปยั่วยุได้ง่ายๆ

หลังจากนั้นไม่นานสะพานมังกรอันที่แปดก็ส่องสว่าง

ฝูงชนกลายเป็นเอะอะกันอีกครั้งในทันที

สะพานมังกรอันที่แปดส่องสว่างมันหมายความว่าอย่างไร?

สตรีผู้นี้มีโอกาสที่จะกระตุ้นสะพานมังกรอันที่เก้า และทําให้สะพานมังกรสีทองตอบรับ!

พระเจ้า….จะมีจักรพรรดิไร้เทียมทานคนที่หกปรากฏตัวงั้นรึ?

เมื่อสุดยอดจักรพรรดิสี่คนปรากฏตัวพร้อมกัน นั่นหมายถึงมีโอกาสเป็นไปได้ที่ราชานิรันดร์ระดับแปดจะถือกําเนิดขึ้นในอนาคต แล้วตอนนี้ล่ะ? หรือนี่จะเป็นสัญญาณบอก ว่ากําลังจะมีราชานิรันดร์ระดับเก้าถือกําเนิดขึ้น?

ราชานิรันดร์ระดับเก้า…ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้สวรรค์และปฐพี!

ทุกคนตกตะลึงจนไร้คําพูด การประลองร้อยมหามังกรในครั้งนี้คือการเปิดยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริง

‘พรึบ’ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด สะพานมังกรอันที่เก้าส่องสว่างขึ้นมาในที่สุด!

ทันใดนั้นเอง แสงสว่างของสะพานมังกรทั้งเก้าก็หม่นแสง และสะพานมังกรสีทองก็ส่องสว่างขึ้นมาแทนที่

“พระเจ้า… นี่ข้าเห็นอะไรอยู่กันแน่?”

“มีอัจฉริยะที่กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้อีกคนแล้ว!”

“เดี๋ยวก่อน จะว่าไปแล้วสตรีทั้งสองนั้นเป็นจอมยุทธที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พวกนางจะต้องไม่ใช่คนของอาณาเขตสวรรค์ผ่อันเป็นแน่ เพราะงั้นก็ไม่น่าแปลกอะไรที่จะมีสุดยอดจักรพรรดิปรากฏตัวพร้อมกันถึงหกคนจากหลายอาณาเขตสวรรค์”

“แต่ไม่ว่าอย่างไรในหมู่จักรพรรดิทั้งหกคนนี้ ก็ต้องมีคนหนึ่งที่บรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าในอนาคตแน่นอน”

“ราชานิรันดร์ระดับเก้า!”

ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในหมู่ฝูงชน เพราะในสายตาของจอมยุทธระดับนิรันดร์ทั่วไป ราชานิรันดร์ระดับเก้าคือตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งศาสตร์วรยุทธ ซึ่งมีอํานาจทัดเทียมกับสวรรค์อันสูงสุด

การที่จะได้เป็นสักขีพยานมองดูการผงาดของตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในอนาคต ทําให้ความรู้สึกตื่นเต้นของเหล่าฝูงชนพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด

“จะเป็นใครกันนะ?”

“เทียนชิงเย่?”

“เซี่ยโหวถง?”

“จู่ฮุยหยิน?”

“ หรือจะเป็นสตรีที่แทะขาไก่กินก่อนหน้านี้?”

เมื่อนึกถึงฮูหนิวทุกคนก็ส่ายหัว ในความคิดของพวกเขาราชานิรันดร์ระดับเก้านั้นเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ไม่มีทางที่จะเดินถือขาไก่กินอย่างสบายใจเช่นนั้น

จักรพรรดินียิ้มให้หลิงฮันและก้าวเดินไปยังสะพานมังกร

ธิดาโร่วเองก็ลุกขึ้นยืนต่อ นางบิดเอวเล็กของนางก่อนจะเดินไปหยุดยืนตรงหน้าผา การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของนางส่งผลให้ผู้คนโดยรอบดวงตาแทบจะหลุดออกจากเบ้า

ในโลกนี้มีสตรีที่ทรงเสน่ห์ขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร?

ธิดาโร่วขยับมือโคจรทักษะบ่มเพาะ ‘พรึบ’ ทันใดนั้นสะพานมังกรก็ส่องแสงตอบรับอํานาจ แห่งกฎเกณฑ์จากทักษะของนาง

หนึ่ง…สอง…สาม…สี่….ห้า…หก!

สะพานมังกรที่ส่องสว่างมีทั้งหมดหกสะพาน

นั่นหมายความว่าธิดาโร่วไม่ใช่แค่ราชาในหมู่ราชาทั่วไป แต่ยังถูกจัดอยู่ในราชาในหมู่ราชาระดับแนวหน้า ซึ่งห่างจากจักรพรรดิเพียงเล็กน้อย

ธิดาโร่วยิ้มอย่างงดงาม ก่อนจะก้าวเดินไปยังสะพาน

“ข้าไปด้วย!”

“ข้าด้วย!”

“ข้าก็ด้วย!”

หลังจากธิดาโร่วเดินจากไป ผู้คนมากมายก็แย่งกันกระตุ้นสะพานมังกร เพราะฝันหวานว่าตนเองจะได้เลือกสะพานมังกรเดียวกันกับธิดาโร่ว

หลิงฮันอดประหลาดใจไม่ได้ ความนิยมของธิดาโร่วมีมากกว่าจักรพรรดินีหรือฮูหนิว อีกงั้นรึ?

แต่พอคิดอีกทีแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ถึงแม้จักรพรรดิกับฮูหนิวจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามยิ่งกว่า แต่เมื่อพูดถึงเสน่ห์ที่เย้ายวนใจแล้วธิดาโรวนั้นเหนือกว่าจริงๆ

หลิงฮันไม่รอช้าอีกต่อไป หลังจากธิดาโร่วจากไปเขาก็เริ่มกระตุ้นสะพานมังกร

ว่าแต่ว่าเขาจะเลือกใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อะไรดี?

หลิงฮันลังเลเล็กน้อย ในร่างกายของเขามีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่อยู่สี่ธาตุ เมื่อรวมกับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสามจากหอคอยทมิฬแล้ว อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่เขาใช้ได้ก็จะมีมากถึงเจ็ด และยิ่งถ้ารวมกับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร ห้วงมิติและห้วงเวลาที่เขาฝึกฝนด้วยตัวเองแล้ว อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่เขาใช้ได้ก็จะมีถึงสิบ

ถ้างั้นก็ลองทีละอย่างแล้วกัน

อันดับแรกก็เริ่มที่อํานาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิง

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีตนแรกที่หลิงฮันได้ครอบครองคือเพลิงเก้าสวรรค์ เพราะงั้นเขาจึงเลือกที่จะเริ่มจากเพลิงเก้าสวรรค์เป็นอันดับแรก

ร่างวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ปรากฏออกมา ‘ฟุบ’ ร่างของมันลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง และ ทําการกระตุ้นสะพานมังกร

‘พรึบ พรึบ พรึบ’ สะพานมังกรส่องแสงสว่างที่ละอันจนจํานวนเพิ่มขึ้นเป็นห้า…เจ็ด… แปด!

เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงและดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายทันที

อัจฉริยะที่สามารถกระตุ้นสะพานมังกรได้ถึงแปดปรากฏตัวอีกคนแล้ว!

จะกระตุ้นสะพานที่เก้าได้หรือไม่?

“เรื่องนั้นไม่น่าเป็นไปได้ จักรพรรดิไร้พ่ายปรากฏขึ้นถึงหกคนแล้ว จะเป็นไปได้ที่จะมีเพิ่มอีกคน?”

คนส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนั้น จักรพรรดิไร้พ่ายถึงเจ็ดคนงั้นรึ? แค่คิดพวกเขาก็ขนลุกแล้ว

พรึบ!

เพียงแต่ทันใดนั้นเองสะพานมังกรอันที่เก้าก็ส่องสว่าง และก็เป็นเหมือนคราวก่อนๆที่สะพานทั้งหมดหม่นแสงลง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสะพานมังกรสีทองที่สุกสกาว

“สะพานมังกรส่องสว่างอีกแล้ว!”

“คนที่เจ็ด!”

“การเปิดเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ จะทําลายสถิติตลอดกาลเลยหรืออย่างไรกัน?”

ทุกคนอุทานออกมาด้วยความรู้สึกอึ้ง ตอนนี้ถ้าหากมีจักรพรรดิไร้พ่ายที่กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้อีกคน พวกเขาก็คงไม่แปลกใจอะไรแล้ว

ถ้าหากทุกคนรู้ว่าหลิงฮันใช้เพียงแค่ร่างวิญญาณกระตุ้นสะพานมังกรสีทองล่ะ พวกเขาทุกคนคงหวาดผวาจนเข่าอ่อนเป็นแน่

ถึงแม้สะพานมังกรสีทองจะส่องสว่างแล้ว แต่หลิงฮันก็ยังคงไม่ขยับเท้าก้าวเดิน

ตอนที่ 2045 กระตุ้นสะพานมังกร

ฟูเยว่ทำการกระตุ้นสะพานมังกร ซึ่งหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง สะพานมังกรทั้งสองก็ส่องสว่างพร้อมกัน

หลิงฮันเห็นมามากมายแล้วว่า จอมยุทธทั่วไปจะสามารถกระตุ้นให้สะพานมังกรตอบรับได้แค่หนึ่งสะพานเท่านั้น ในขณะที่ราชาจะกระตุ้นได้สองถึงสาม และราชาในหมู่ราชาจะกระตุ้นได้สี่ถึงหก

แต่หากเป็นจักรพรรดิ จำนวนสะพานที่กระตุ้นได้จะอยู่ที่เจ็ดถึงเก้า ซึ่งหากกระตุ้นถึงเก้าสะพานได้ จักรพรรดิผู้นั้นจะได้รับการขานรับจากสะพานมังกรสีทอง

การที่ฟูเยว่กระตุ้นสะพานมังกรได้ห้าสะพานพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ของเขาจัดอยู่ในช่วงกลางถึงสูงสำหรับราชาในหมู่ราชา ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

“พี่ชายหลิง ข้าขอนำไปก่อนแล้วกัน” ฟูเยว่หันมากล่าวกับหลิงฮัน ก่อนจะก้าวเหยียบไปยังสะพานมังกรและเดินจากไป

ในขณะเดียวกัน หลังจากที่สุดยอดจักรพรรดิทั้งสี่มองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็เริ่มทำการกระตุ้นสะพานมังกร

“ในเมื่อข้าเป็นคนแรกที่เข้ามา งั้นก็ขอข้าเป็นคนเริ่มก่อนแล้วกัน” เทียนชิงเต่ก้าวเดินขึ้นหน้าพร้อมกับกระตุ้นสะพานมังกร

ด้วยการที่เป็นคนมีชื่อเสียง ผู้คนมากมายจึงได้ให้ความสนใจและมองมาที่เขา

“เทียนชิงเย่จะสามารถทำให้สะพานมังกรสีทองขานรับได้รึเปล่านะ?”

“น่าจะเป็นไปได้ ถ้าหากแม้แต่สุดยอดจักรพรรดิยังทำไม่ได้ ก็ดูจะไร้เหตุผลไปเสียหน่อย”

“ใช่แล้ว เขาจะต้องทำได้แน่!”

ใครหลายคนมั่นใจในตัวเทียนชิงเย่อย่างมาก และคิดว่าเขาจะต้องทำกระตุ้นให้สะพานมังกรสี่ทองตอบรับได้แน่นอน

“ฮีม” สะพานมังกรทั่วไปเริ่มส่องสว่างขึ้น โดยจำนวนค่อยๆ เพิ่มจากหนึ่ง สอง ไปสามและสี่

นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดเดาเอาไว้แล้ว เพราะจักรพรรดินั้นจะสามารถกระตุ้นสะพานมังกรได้เจ็ดสะพานเป็นอย่างน้อย และด้วยความสามารถอย่างเทียนชิงเย่ การจะกระตุ้นสะพานให้ส่องสว่างถึงแปดสะพานย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ประเด็นก็คือเขาจะสามารถกระตุ้นสะพานที่เก้าได้รึเปล่านั่นเอง

ในขณะที่สะพานที่แปดกำลังส่องสว่าง ดวงตาของทุกคนก็เบิดกว้างอย่างไม่อาจละสายตา

เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ในที่สุดสะพานมังกรทั่วไปสะพานที่เก้าส่องแสงขึ้นมา ทันใดนั้นเองจู่ๆ สะพานทั้งเก้าที่กำลังส่องแสงอยู่พร้อมกันก็หม่นแสงลง และสะพานมังกรสีทองได้ระเบิดอันรุ่งโรจน์ขึ้นมาแทนที่ มังกรทั้งเก้าที่พัวพันกันอยู่เป็นรูปร่างสะพานสีทองราวกับตื่นกลับขึ้นมามีชีวิตพวกมันปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา

“สมกับเป็นเทียนชิงเย่!”

“พระเจ้า… สะพานมังกรสีทองตอบรับเขาแล้ว”

“ครั้งล่าสุดที่สะพานสีทองส่องสว่างนั้น เป็นเมื่อกี่ปีก่อนกันนะ?”

“น่าจะอย่างน้อยเมื่อพันล้านปีก่อน”

ทุกคนมองไปยังเทียนชิงเต่ด้วยแววตาเลื่อมใส คนผู้นี้สร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างแท้จริง

“พวกเจ้าทั้งสาม ข้าคงต้องขอนำไปก่อนหนึ่งก้าว” เทียนชิงเยู่หัวเราะและรู้สึกโล่งอก

ถึงแม้เขาจะมั่นใจในพลังของตัวเองมากแค่ไหน แต่การจะกระตุ้นสะพานมังกรสีทองก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี เพราะงั้นเมื่อตอนนี้ทำได้สำเร็จแล้ว เขาจึงถอนหายใจโล่งด้วยความรู้สึกโล่งอก

ในหนึ่งยุคสมัย จำนวนอัจฉริยะที่กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้มีแค่สามร้อยกว่าคนเท่านั้นและในหมู่สามร้อยกว่าคนที่ว่า ความสำเร็จต่ำสุดในหมู่พวกเขาก็คือราชานิรันดร์ระดับห้า! กล่าวคือถ้าหากเขาสามารถเข้าไปอยู่ในหมู่สามร้อยกว่าคนได้ อนาคตเขาก็จะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับห้าได้เป็นอย่างน้อย

ไม่… ราชานิรันดร์ระดับห้ายังไม่ใช่ขีดจำกัดของเขา เป้าหมายของเขาคือราชานิรันดร์ระดับเก้า!

เซี่ยโหวถงเองก็ก้าวเดินขึ้นและโคจรอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ภายในร่าง “พรึบ สะพานมังกรทั่วไปส่องสว่างขึ้นที่ละอัน หลังจากจำนวนของสะพานที่ส่องสว่างเพิ่มขึ้นถึงแปด ทุกอย่างก็หยุดนิ่งราวกับสะพานที่เก้าจะไม่ถูกกระตุ้นให้ส่องสว่าง

“เซี่ยโหวถงกระตุ้นสะพานที่เก้าไม่ได้งั้นรึ?”

“หากทำได้ไม่ ในอนาคตเขาก็จะถูกเทียนชิงเย่ทิ้งห่างเอาไว้ที่ด้านหลัง”

ในขณะที่ทุกคนกำลังโอดครวญกันอยู่นั่นเอง จู่ๆ สะพานมังกรที่เก้าก็ส่องสว่างขึ้นมาก่อนที่แสงจากสะพานเก้าก็ค่อยๆ หม่นแสงลง และเหลือสะพานที่ส่องสว่างอยู่เพียงหนึ่งคือ สะพานมังกรสีทอง

“พระเจ้า เฮียโหวถงเองก็กระตุ้นกระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้!”

“เพียงแต่ท้ายที่สุดแล้วจักรพรรดิที่สามารถบรรลุจุดสูงสุดได้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น และจักรพรรดิคนอื่นจะเป็นได้เพียงขั้นบันไดคอยให้อัจฉริยะที่แท้จริงได้ก้าวเดิน”

“ยิ่งอัจฉริยะปรากฏขึ้นในยุคสมัยเดียวกันมากเท่าไหร่ ความสำเร็จที่จักรพรรดิที่แท้จริงจะบรรลุได้ก็ยิ่งสูงขึ้น ในอาณาเขตสวรรค์ผ่อนของเราเคยมีจักรพรรดิระดับแนวหน้าที่แข็งแกร่งทัดเทียมกันอยู่ถึงสามคน ทำความสำเร็จของจักรพรรดิที่แท้จริงบรรลุได้สูงถึงราชานิรันดร์ระดับแปด”

“ครั้งนี้หากแม้กระทั่งยี่หวานิ่งกับจูฮุยหยินก็กระตุ้นสะพานมังกรสีทองได้ จักรพรรดิระดับแนวหน้าก็ต้องเผชิญหน้ากันถึงสี่คน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ในอนาคต จะมีราชานิรันดร์ระดับแปดถือกำเนิดขึ้นอีกคน!”

ทุกคนคุยกับอย่างออกรส และจ้องมองไปที่ยี่หวานิ่งกับจูฮุยหยินด้วยความคาดหวัง

ตอนนี้ความกดดันได้ตกอยู่ที่ทั้งสองคนแล้ว

จักรพรรดิทั้งสองก้าวเดินขึ้นหน้าพร้อมกันและเริ่มกระตุ้นสะพานมังกร

ซึ่งทั้งสองก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง สะพานมังกรสีทองส่องสว่างขึ้นพร้อมกันสองอัน

ทุกคนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังจากเวลาผ่านพ้นมาหลายแสนล้านปี ก็เกิดปาฏิหาริย์ที่สะพานมังกรสีทองจะถูกกระตุ้นพร้อมกันถึงสี่ครั้ง นั่นหมายความว่าอาณาเขตสวรรค์ผ่อันจะต้องมีราชานิรันดร์ระดับแปดคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน

จักรพรรดิทั้งสองส่งเสียงคำรามลากยาวก่อนจะก้าวเดินสู่สะพาน

ทันทีที่จักรพรรดิทั้งสี่หายไป ทุกคนก็หมดความสนใจที่จะมองดูอยู่เฉยๆ และเริ่มกระตุ้นสะพานมังกรของตนเอง

“หนิวเองก็ลองบ้าง!” ฮูหนิวกระโดดขึ้นหน้าและทำการกระตุ้นสะพานมังกร

ตอนแรกหลิงฮันต้องการจะนำทุกคนเข้าสู่หอคอยทมิฬและพาข้ามสะพานไปด้วยกัน แต่หลังจากคิดอีกที่แล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าทุกคนต่างก็มีวาสนาของตัวเอง แม้เขาจะต้องคุ้มกันความปลอดภัยในสหายรอบตัว แต่ก็ไม่อาจแย่งชิงวาสนาที่ควรเป็นต้องพวกเขาไปได้

หนึ่ง… สอง… สาม… สะพานมังกรของซูหนิวส่องสว่างที่ละอันจนถึงแปด

ในสายตาของหลิงฮันนี่เป็นเรื่องปกติที่ควรเป็น และยังไม่ใช่ขีดจำกัดของซูหนิวด้วย เพราะนางไม่เพียงแค่เป็นผู้สืบทอดของตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ แต่ยังมีเจตจำนงยุทธของราชานิรันดร์ระดับเก้าประทับเอาไว้ในร่างด้วย ซึ่งพรสวรรค์ของนางย่อมโดดเด่นยิ่งกว่าพวกเทียนชิงเยู่ทั้งสี่เสียอีก

เพียงแต่ถึงแม้ในสายตาของหลิงฮันจะดูเป็นปกติ แต่เหล่าฝูงชนกลับเกิดเสียงเอะอะขึ้นมาทันที

“อะไรกัน? มีใครบางคนสามารถกระตุ้นสะพานมังกรได้ถึงแปดงั้นรึ?”

“เป็นจักรพรรดิคนใดกัน?”

“ข้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่นางเป็นสตรีเยาว์วัยที่ดูงดงามมาก!”

ทุกคนจดจ้องมาที่ศูหนิว และถูกครอบงำโดยรูปลักษณ์ไร้เดียงสาและงดงามของนางในขณะเดียวกันพวกเขาเองก็ตกตะลึงในความสามารถของซูหนิวเป็นอย่างมาก เพราะการจะกระตุ้นให้สะพานมังกรทั้งแปดส่องแสงได้ มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่มีคุณสมบัติ และต้องเป็นจักรพรรดิระดับแนวหน้าด้วย

“ฮีม” เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง สะพานมังกรอันที่เก้าก็ส่องสว่าง ก่อนจะเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยสะพานมังกรสีทองสวรรค์!

ทุกคนเอากุมหัวและอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึง

สะพานมังกรสีทองส่องสว่างครั้งที่ห้า!

เหตุการณ์นี้นับว่าสร้างประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

การเผชิญหน้ากันของห้าจักรพรรดิระดับแนวหน้า หรือสุดท้ายแล้วตัวตนที่จะถือกำเนิดขึ้นคือราชานิรันดร์ระดับเก้ากัน?

“หลิงฮัน หนิวก่อนไปนะ!” ฮูหนิวหันหน้ามาโบกมือให้หลิงฮัน ก่อนจะหยิบน่องขาไก่ขึ้นมาและเดินไปเคี้ยวไปอย่างเพลิดเพลิน เมื่อเทียบกับพวกเทียนชิงเย่ก่อนหน้าแล้ว ท่าทางของนางดูผ่อนคลายมาก

หลิงฮันพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวกับจักรพรรดินี “พวกเราเองก็ไปกันเถอะ!”

ตอนที่ 2044 สี่ยอดจักรพรรดิ

“ลุย!”

เงาของร่างมากมายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายเข้าไปในประตูทางเข้า

อีกฝั่งของประตูคือเขตแดนลี้ลับ

หลิงฮันและพวกจักรพรรดินีเองก็ทะยานร่างพุ่งเข้าสู่ประตูทางเข้าเช่นกัน

“พรึบ” ร่างของแต่ละคนราวกับกําลังผ่านเข้าสู้หลุมโคลนดูด พวกเขาขยับตัวได้อย่า งเชื่องช้าไปชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อผ่านประตูเข้าไปแล้ว ความรู้สึกโล่งสบายก็หวนกลับมาสู่ร่างกายของพวกเขาอีกครั้ง

หลิงฮันพบว่าตนเองกําลังยืนอยู่บนหน้าผา ที่มีสะพานมากมายทอดยาวออกไป เมื่อลองนับแล้วจะเห็นว่าสะพานตรงหน้าที่จํานวนสามพันเส้นทางไม่ขาดไม่เกิน

สะพานเหล่านี้คือเส้นทางแห่งเต๋ทั้งสามพัน

หลิงฮันพบว่าเส้นทางทั้งสองพันสองร้อยเก้าสิบเส้นทางนั้นธรรมดาเป็นอย่างมาก ในขณะที่อีกสิบเส้นทางที่เหลือนั้นพิเศษ

ในสิบเส้นทางที่เหลือนั้น เก้าเส้นทางเป็นสีทอง ในขณะที่อันสุดท้ายเป็นสีดําทมิฬ

“ในจํานวนปีที่ผ่านมานับไม่ถ้วน มีเพียงสามร้อยสี่สิบเอ็ดคนเท่านั้นที่สามารถก้าวเหยียบไปยังสะพานสีทองทั้งเก้าได้ หรือหากคิดเฉลี่ยแล้วในหนึ่งครั้งที่เขตแดนลี้ลับเบิดออกจะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น” ฟู่เยว่กล่าว “พี่ชายหลิง ท่านคิดว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขตแดนลี้ลับเริ่มเปิดออก?”

“อย่างน้อยหนึ่งยุคสมัย!”

“ใครที่สามารถก้าวไปยังเส้นทางแห่งเต๋สีทองได้นั้น ทุกคนล้วนแต่บรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับห้าได้เป็นอย่างน้อย!”

หลังจากเวลาผ่านมานานเป็นยุคสมัย คนที่เหยียบย่ําเส้นทางแห่งเสีทองทั้งเก้าได้กลับมีเพียงสามร้อยยี่สิบเอ็ดคน ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่ามันยากลําบากขนาดไหน

“เส้นทางแห่งเต๋เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าอยากจะเดินไปก็สามารถไปได้ ทุกคนต้องกระ ตุ้นพลังของตนเองเสียก่อน เส้นทางแห่งเต๋ที่เชื่อมโยงกับทักษะบ่มเพาะของแต่ละคนมากที่สุดถึงจะตอบสนองขึ้นมา ไม่เช่นนั้นหากใครเดินไปยังเส้นทางที่ไม่ได้ตอบสนอง คนผู้จะร่วงหล่นหน้าผาลงไปทันที”

“ที่แห่งนี้ไม่สามารถเหาะเหินได้ และสําหรับคนที่ตกลงไป ก็ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนว่าสามารถมีชีวิตรอดกลับขึ้นมาได้”

ฮูหนิวรู้สึกสงสัย นางชี้ไปยังสะพานสีดําและกล่าว “แล้วเส้นทางนั้นล่ะ?”

“สะพานสีดําคือเส้นทางที่เรียกว่า เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด ที่ไม่มีใครเคยก้าวไปถึงมาก่อน” ฟู่เยว่กล่าว

เส้นทางแห่งเต๋าสวรรค์สูงสุด!

หลิงฮันมองอย่างถี่ถ้วนและเห็นว่าความจริงนั้น สะพานแต่ละสะพานนั้นมีรูปร่างเป็นมังกร หางของพวกมันจะทําหน้าที่เป็นทางเชื่อม และตัวสะพานก็คือร่างของมังกร

แต่เส้นทางแห่งเต๋าสีทองนั้นต่างออกไป สะพานทั้งเก้าแต่ละอันมีรูปร่างเป็นมังกรทั้งเก้าที่พัวพันเข้าหากัน และกางกรงเล็บออกอย่างน่าเกรงขาม

ที่พิเศษที่สุดแน่นอนว่าเป็นเส้นทางแห่งเต๋าสีดํา ที่มีรูปร่างเป็นการพัวพันของมังกรทั้งเก้าสิบเก้าตัว ราวกับจ้าวแห่งมังกร

ในขณะที่พวกหลิงฮันกําลังคุยกัน ใครหลายคนก็เริ่มก้าวเดินไปยังสะพานมังกรเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งก็เป็นอย่างที่ฟู่เยว่กล่าว ไม่มีใครเลยที่สามารถกระตุ้นให้สะพานมังกรสีทองตอบสนองได้

ในยุคสมัยหนึ่ง มีเพียงอัจฉริยะไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่สามารถทําได้โดยที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นจักรพรรดิในหมู่จักรพรรดิ

แต่แน่นอนว่าเพราะเขตแดนลี้ลับจะเปิดออกในทุกๆ หนึ่งร้อยล้านปี และจํากัดอายุของผู้เข้าร่วมไม่เกินสิบล้านปี ทําให้อัจฉริยะระดับแนวหน้ากว่าเก้าในสิบส่วนเสียโอกาสไป ไม่เช่นนั้น ตามหลักแล้ว จํานวนของคนที่สามารถไปถึงสะพานมังกรสีทองได้ก็สมควรจะเพิ่มขึ้นอีกเก้าเท่า

“พรึบ” ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายอันทรงพลังก็พัดผ่านเข้ามา พร้อมกับร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏตัวจากด้านบน

คนผู้นี้เป็นชายร่างผอมสวมชุดฟ้าที่ดูมีสง่าราศี

“เทียนชิงเย่!”

“เป็นเทียนชิงเย่จริงๆ ไม่นึกว่าเขาเองก็จะมาที่นี่ด้วย”

“พระเจ้า นี่นะหนึ่งในสี่สุดยอดจักรพรรดิแห่งอาณาเขตสวรรค์ผ่อน!”

การปรากฏตัวของตัวตนที่ทรงพลังย่อมสีไม่พ้นการตกเป็นจุดสนใจ หลิงฮันที่ฟังอยู่หันมองไปยังเทียนชิงเย่

คนผู้นี้ ลึกล้ําและไม่ธรรมดา

“เจ้ารู้จักคนผู้นั้นรึเปล่า?” หลิงฮันถามฟู่เยว่ ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ได้เป็นคนของอาณาเขตสวรรค์เดียวกัน แต่เทียนชิงเย่ก็ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงมาก บางที่ฟู่เยว่อาจจะรู้อะไรบ้างก็เป็นได้

ทว่าฟู่เยว่กลับส่ายหัว แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ไม่สามารถไปทุกอาณาเขตสวรรค์ได้อย่างทั่วถึง ยิ่งจอมยุทธตัวจ้อยเช่นเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เทียนชิงเยว่คืออัจฉริยะที่มีพลังบ่มเพาะระดับติดวิญญาณสวรรค์สูงสุด หลังจากสิ้นสุดเขตแดนลี้ลับร้อนมังกรครั้งนี้ เป็นไปได้ว่าเขาจะทําการทะลวงผ่านสู่ระดับตําหนักอมตะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังหลิงฮัน

เมื่อหลิงฮันหันหน้าไปมอง ก็พบกับปู่เส่าจวิ้น

อีกคนเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ผู้อัน และเป็นจักรพรรดิเหมือนกัน แน่นอนว่าต้องรู้จักเทียนชิงเย่เป็นอย่างดี

“ตัดวิญญาณสวรรค์สูงสุดงั้นรึ?” หลิงฮันพึมพํา

เขามั่นใจในพลังของตนเองมากก็จริง แต่ก็ไม่ได้หลงตัวเองถึงขนาดตามืดมัวมองสถานการณ์ไม่ออก พลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก ยิ่งหลังจากที่ฝึกฝนแก่นพลังมหาพินาศสําเร็จ พลังต่อสู้ที่สามารถระเบิดออกมาในชั่วขณะหนึ่งยิ่งน่าสะพรึงกลัวขึ้นอีกไปหลายเท่า

แต่ถึงอย่างนั้นจะสามารถโค่นจักรพรรดิในระดับตัดวิญญาณสวรรค์สูงสุดได้หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นคําถามที่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจ

“อยากลองประลองกับเขาดูจริงๆ”

“พรึบ” ทันใดนั้นแสงสว่างของประตูทางเข้าบนท้องฟ้าส่องสว่าง พร้อมกับใครอีกคนได้เข้ามายังเขตแดนลี้ลับ และสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเช่นเดียวกัน

“เซี่ยโหวถง!”

เขาเป็นจักรพรรดิไร้เทียมทานอีกคนของอาณาเขตสวรรค์ผู้อันที่ทัดเทียมกับเทียนชิงเย่

“เซี่ยโหวถง!”

“เทียนชิงเย่!”

สุดยอดจักรพรรดิทั้งสองมองหน้ากัน โดยต่างฝ่ายต่างเห็นจิตวิญญาณสู้รบกันเดือดดาลจากแววตาของอีกฝ่าย ราวกับการปะทะจะปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา

“ฮ่าๆ ข้าคงไม่ได้พลาดอะไรไปใช่หรือไม่?” เสียงหัวเราะลากยากดังขึ้น และรุ่นเยาว์อีกคนได้ปรากฏตัวขึ้นในเขตแดนลี้ลับ

“ยี่หวาฉิง!”

คนอื่นๆ อุทาน ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ที่จักรพรรดิไร้เทียมทานทั้งสามจะปรากฏตัวขึ้นพร้อม

แต่ก่อนที่ทุกคนจะกลับมาหายใจได้ทั่วท้อง ใครอีกคนก็ปรากฏตัว

ครั้งนี้คนที่ปรากฏตัวคือสตรีที่งดงามดุจบุปผา เรือนร่างอันทรงเสน่ห์ของนางไม่อาจถูกปกปิดด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ ทําให้ผู้คนที่จ้องมองดูหัวใจสั่นไหว

“จู้ฮุ่ยหยิน!”

การปรากฏตัวพร้อมกับของสี่สุดยอดจักรพรรดิเปรียบเสมือนการรวมตัวกันของตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในระดับแบ่งแยกวิญญาณของอาณาเขตสวรรค์ผู้อัน ถึงแม้ในอาณาเขตสวรรค์ผู้อันจะมีจักรพรรดิคนอื่นอยู่อีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่จะนํามาเทียบกับทั้งสี่คนได้

“นกโง่ย่อมต้องออกบินก่อน” ปู้เส่าจวิ้นกล่าว “น้องชายหลิง ถึงแม้พวกเราจะเทียบกับทั้งสี่คนนั้นไม่ได้ แต่เขตแดนลี้ลับร้อยมังกรไม่ใช่ว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย ทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นอยู่กับวาสนาของแต่ละคน”

“หนึ่งก้าวเดินที่นําไปล่วงหน้า จะสร้างโอกาสให้แก่เจ้าได้”

เมื่อกล่าวจบเขาก็ทําการกระตุ้นสะพานมังกรทั้งสามพัน

ผ่านไปไม่นาน สะพานมังกรทั้งแปดก็ส่องแสงสว่าขึ้นพร้อมกัน

นี้หมายความว่าปู้เสาจวิ้นมีทางเลือกมากมายถึงแปดทาง

เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเลือกสะพานมังกรที่อยู่ไกลออกไปฝั่งซ้ายสุด

สะพานมังกรทั้งแปดนี้มีความเชื่อมโยงกับอํานาจแห่งเต๋าธาตุวารี ซึ่งเป็นอํานาจแห่งเต๋าที่ปู้เส่าจวิ้นเชี่ยวชาญ เพราะงั้นพวกมันจึงส่องแสงสว่างออกมาพร้อมกันเพื่อเชื้อเชิญ

“สมกับเป็นปู้เส่าจวิ้น เขาสามารถเชื่อมโยงกับสะพานมังกรได้ถึงแปดสะพานพร้อมกัน”

น่าเสียดายที่ถ้าหากสามารถกระตุ้นสะพานมังกรได้มากกว่านี้อีกหนึ่ง เขาก็จะได้รับการยอมรับจากสะพานมังกรสีทองแล้ว

“นี่คือความแตกต่างระหว่างจักรพรรดิทั่วไป กับจักรพรรดิระดับแนวหน้า”

ปู่เสี่ยวจวิ้นก้าวเดินไปด้านหน้าและร่างกายค่อยๆ หายไปจนมองไม่เห็นในที่สุด

“ต่อให้ข้าเอง!” ฟู่เยว่กระโดดขึ้นหน้า

ตอนที่ 2043 พลังทําลายที่น่าอัศจรรย์

สําเร็จ!

แต่ยังไม่ทันที่หลิงฮันจะมีเวลาให้ดีใจ ตราประทับทั้งสีบนกระดูกทั้งสี่แท่งของเขาก็เชื่อมโยงเข้าหากัน และส่องประกายแสงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ดีแล้ว!

หลิงฮันอุทานในใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังอํานาจที่น่าสะพรึงกลัวกําลังถาโถมอยู่ในร่างกาย และ พริบตานั้นเองกระดูกทั่วร่างของเขาก็แหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับห้วงจิตวิญญาณถูกทําลาย

‘พรึบ’ กลุ่มก้อนเปลวเพลิงถูกจุดขึ้นอย่างร้อนระอุ และร่างของหลิงฮันก็ก้าวเดินออกมาจากเปลวเพลิง

“เจ้าหนู เจ้าเกือบจะฆ่าตัวตายแล้ว” หอคอยน้อยปรากฏตัวและตําหนิติเตือน “ถ้าไม่ใช่เพราะทักษะกําเนิดใหม่จากเถ้าถ่านใช้ได้อีกครั้งเมื่อสามวันก่อน เจ้าคงจะตายไปจริงๆ แล้ว”

หลังจากใช้ทักษะกําเนิดใหม่จากเถ้าถ่านไปหนึ่งครั้ง จําเป็นต้องรอไปอีกนานกว่าจะใช้ทักษะครั้งต่อไปได้ ก่อนหน้านี้หลิงฮันตายไปแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่เก็บเกี่ยว ทองหยกกําเนิดดารา ซึ่งระยะเวลาในตอนนั้นถึงตอนนี้ยังผ่านมาไม่นานเท่าไหร่เลย

หลิงฮันรู้สึกหวาดกลัวไปชั่วขณะ ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสี่เชื่อมโยงกัน มันจะระเบิดพลังทําลายที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นออกมา จนแม้แต่กายหยาบของเขาก็ไม่อาจต้านทานไหว

“เจ้าโงรึเปล่า? แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เป็นสิ่งที่มีพลังเทียบเท่ากับราชานิรันดร์ ซึ่งเป็นเพราะระดับพลังของเจ้า พวกมันถึงได้ถูกจํากัดพลังเอาไว้ การที่เจ้าผืนเปิดผนึกขีดจํากัดพลังของพวกมัน หากไม่ใช่การรนหาที่ตายแล้วจะเป็นอื่นใดไปได้?” หอคอยน้อยตําหนิต่ออย่างดุดัน

หลิงฮันส่ายหัวและกล่าว “ครั้งนี้ข้าทําพลาดไปแล้ว แต่ต่อให้มีโอกาสอีกครั้ง ข้าก็เลือกที่จะทําเหมือนเดิมอยู่ดี”

“เพราะหากไม่ทําขนาดนี้ ก็ไม่มีทางเอาชนะจี่อู๋หมิงได้!”

ตอนนี้หลิงฮันมองเห็นความหวังที่จะเอาชนะจี่อู๋หมิงแล้ว อย่างน้อยภายในหนึ่งกระบวนท่า จี่อู๋หมิงก็ไม่สามารถสังหารเขาได้ เพราะงั้นหากเขาปลดปล่อยพลังทําลายของแก่นกําเนิดสวรรค์ และปฐพีออกไปได้ จี่อู๋หมิงจะต้องต้านทานไม่ไหวแน่นอน

“แต่ข้าก็ต้องคิดให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นกระบวนท่านี้จะไม่ใช่การโจมตีศัตรู แต่เป็นการฆ่าตัวตาย”

เขาพึมพําและเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง

“บ้า! เจ้ามันบ้าไปแล้ว!” หอคอยน้อยพึมพํา มันไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทําไมหลิงฮันจําต้องเสี่ยงชีวิตตนเองถึงขนาดนี้ เพียงเพื่อการกระทําโง่ๆ

หลิงฮันกระตุ้นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก่อนที่พลังของพวกมันจะปะทุออกมาอย่างสมบูรณ์ เขาก็ทําการปลดปล่อยอํานาจออกมาก่อน

‘ตูมมม’ ทันใดนั้นพื้นที่รอบด้านของเขาในรัศมีพันไมล์ก็กลายเป็นว่างเปล่า

“รุนแรงมาก!”

หลิงฮันชะงักเล็กน้อย “พลังทําลายของมันเหนือกว่าทักษะนิรันดร์ใดๆ ที่ข้าฝึกฝนอยู่ แต่ข้อเสียก็คือนี่เป็นเพียงการชี้นําพลังออกไปลวกๆ เท่านั้น หากศัตรูเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากพอ ก็สามารถหลบคลื่นพลังได้”

“ถ้าแบบนั้นข้าก็ต้องหาวิธีทําให้การโจมตีนี้ระเบิดรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีรัศมีที่กว้างกว่าเดิม”

“นอกจากนั้น ถ้าหากปลดปล่อยพลังออกมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย การเชื่อมโยงของ แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งสี่ก็จะยาวนานยิ่งขึ้น”

“ไม่สิ จะเรียกว่าเชื่อมโยงก็ไม่ถูก นี่คือการใช้การขัดแย้งกันของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ในการเปิดผลึกขีดจํากัดของพวกมัน และระเบิดพลังทําลายล้างที่เกินกว่าระดับพลังบ่มเพาะของข้าออกมา”

“ยิ่งระยะเวลาที่พวกมันขัดแย้งกันนานขึ้นเท่านั้น ผลึกก็จะเปิดออกมากเท่านั้น และพลังทําลายก็จะรุนแรงตามๆ ไป”

หลิงฮันลองทดลองต่อ ครั้งนี้เขาหน่วงการขัดแย้งของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสี่ให้นานขึ้นเล็กน้อย ‘ตูมมมม’ คลื่นทําลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อยออกมา ส่งผลให้พื้นที่รอบด้านหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า

“อั่ก!” เขาอ้าปากและกระอักโลหิตออกมาคําใหญ่

“เกือบจะได้ตายอีกครั้งแล้ว!”

หลิงฮันปาดเหงื่อ เมื่อครู่ทําหน่วงระยะเวลาการขัดแย้งกันของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสี่ให้นานขึ้นเล็กน้อย ทําให้พลังทําลายยกระดับขึ้นหลายเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกันการทําแบบนี้ก็ส่งผลให้ตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระดูกภายในร่างแตกร้าว

หากหน่วงเวลานานกว่านี้อีกนิด เขาคงตายไปแล้ว

“เป็นการฝึกฝนที่ตื่นเต้นดีเหลือเกิน!” หลิงฮันหัวเราะคนเดียว พร้อมกับใช้หยดวารีอมตะฟื้นฟูบาดแผล

บาดแผลที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาทําเอง เพราะงั้นเจตจํานงยุทธที่ถูกทิ้งไว้จึงไม่ขัดแย้งกับการฟื้นฟู ทําให้กระดูกภายในร่างฟื้นสภาพกลับมาทันทีเมื่อใช้หยดวาอมตะ

หอคอยน้อยคร้านจะตําหนิ จึงไม่เลิกกล่าวอะไรออกมา

หลิงฮันยังคงครุ่นคิดถึงการควบคุมพลังให้สมดุลและปลอดภัยต่อตัวเขาเองต่อไป

หลังจากโลกภายนอกผ่านไปอีกสามวัน หลิงฮันก็หยุดคิด

“สําเร็จ!” เขาเผยรอยยิ้ม “แต่พูดก็พูดเถอะ การใช้การขัดแย้งกันของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสีมาโจมตีเช่นนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นพลังของตัวข้ารึเปล่านะ?”

“ช่างเถอะ ระดับพลังของข้าในตอนนี้ยังต่ําเกินไป จึงต้องหยิบยืมพลังนอกกายมาใช้ เมื่อใดที่ข้าบรรลุจุดสูงสุด เมื่อนั้นข้าจะต้องเป็นตัวตนที่ทรงพลังเหนือใคร”

หลิงฮันออกจากหอคอยทมิฬ และตามเหล่าสตรีว่าในไม่กี่วันมานี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“อัจฉริยะมากมายนับไม่ถ้วนมารวมตัวกัน เพื่อรอคอยการเปิดม่านของการประลองร้อยมหามังกร”

หลิงฮันยิ้ม “แล้วการประลองร้อยมหามังกรจะเริ่มเมื่อไหร่งั้นรึ?”

“อีกราวๆ สิบวัน” จักรพรรดิตอบ

“เป็นการต่อสู้บนลานประลองรึเปล่า?” หลิงฮันถามต่อ

“ไม่ใช่” จักรพรรดินีส่ายหัว “เห็นว่าผู้เข้าร่วมจะต้องเข้าไปยังเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพี ที่จะมีการแข่งขันบางอย่างอยู่ภายในนั้น ซึ่งคนที่ได้อันดับแรกจะได้รับอํานาจร้อยมังกรจากเขตแดนลี้ลับ รวมถึงวาสนาอันไร้ที่สิ้นสุด”

เมื่อได้ยินที่นางกล่าว หลิงฮันก็รู้ว่าจักรพรรดินีเองก็ไม่รู้รายละเอียดของการประลองร้อยมหามังกรเท่าไหร่เหมือนกัน

เขามุ่งหน้าไปหาฟู่เยว่เพื่อถาม

“หลังจากที่เข้าไปยังเขตแดนลี้ลับร้อยมังกรแล้ว พวกเราจะต้องเลือกเส้นทางแห่งเต๋ งสามพันเส้นทาง ซึ่งหลังจากที่ผ่านเส้นทางทั้งสามพันไปได้แล้ว การประลองที่แท้จริงถึงจะเริ่มขึ้น แต่การประลองที่ว่าเป็นในรูปแบบใดนั้น ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด” ฟู่เยว่กล่าวน่าสนใจ…

“แล้วการแข่งขันศาสตร์ปรุงยา จะเริ่มขึ้นหลังการประลองร้อยมหามังกรเปล่า?” หลิงฮันถาม

“ถูกแล้ว” ฟู่เยว่พยักหน้า “ในทุกครั้งไม่ว่าการประลองร้อยมหามังกรจะใช้เวลานานเท่าไหร่ การแข่งขันศาสตร์ปรุงยาก็จะจัดตามหลังตลอด เพราะงั้นไม่ต้องเป็นกังวลไป”

เงื่อนไขในการเข้าเขตแดนลี้ลับร้อยมังกรคือต้องมีอายุต่ํากว่าสิบล้านปี และระยะเวลาที่เขตแดนลี้ลับจะเปิดออกในแต่ละครั้งคือหนึ่งร้อยล้านปี นั่นหมายความว่าใครก็เคยเข้าไปแล้วจะไม่สามารถเข้าไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง

ในช่วงวันต่อๆ มา หลิงฮันก็ยังคงฝึกฝนการประยุกต์ใช้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสี่ต่อไป โดยที่เขาเรียกมันว่าแก่นพลังมหาพินาศ ตอนนี้เขายังมีแก่นกําเนิดสวรรค์อยู่แค่สี แต่ในอนาคตมันจะเพิ่มเป็นห้า เจ็ด และเก้า!

ฟู่เยว่และปู่เส่าจวิ้นนั้นตัวติดกันเป็นกาว เนื่องจากทั้งคู่เป็นนายน้อยเหมือนกันทั้งคู่ พวกเขาจึงมีนิสัยคล้ายคลึงกัน

ไม่นานเวลาก็ผ่านไปสิบสามวัน

“ครืนนน” ที่เหนือน่านฟ้าของเมืองได้มีเสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น ไม่ว่าใครจะอยู่ซอกมุมไหนของเมือง ก็ต้องได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน และเมื่อทุกคนเดินออกมาและแหงนมองขึ้นดูภาพที่ทุกคนเห็นก็คือเงามังกรหนึ่งร้อยตัวกําลังโบยบินและพัวพันกันอยู่บนท้องฟ้า

จนในที่สุดเงาของมังกรเหล่านั้นก็ผสานรวมกันกลายเป็นประตูทางเข้า

เขตแดนลี้ลับร้อยมังกร เปิดออกแล้ว

ตอนที่ 2042 ประยุกต์ใช้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

‘ครืนนน’ ภายในร่างของหลิงฮัน พลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสี่ถูกโคจร และเกิดการสั่นไหวราวกับสวรรค์กําลังแยกออกจากกัน

หลิงฮันมีความรู้สึกว่าตัวเขาในตอนนี้ยังห่างไกล จากการที่จะปลดปล่อยพลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่อีกมากนัก เพราะไม่อย่างนั้นแล้วพลังต่อสู้ของเขาจะยกระดับสูงขึ้นกว่านี้จนทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าจี่อู๋หมิงได้

ในขณะที่กําลังรับมือกับการโจมตีอันดุดันของหลงปู้เทียน เขาก็ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทําให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น

เขาเคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนแล้ว แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงภาพร่างในหัวที่ยังไม่ได้ลองฝึกฝนจริง

วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการสลักรูปแบบอาคมเอาไว้ในร่างกาย

วิธีนี้เขาเคยทํามาแล้วในโลกบรรพกาล ซึ่งผลลัพธ์ของมันก็น่าอัศจรรย์มาก แต่เกรงว่าในดินแดนแห่งเซียนคงจะเป็นไปไม่ได้

รูปแบบอาคมระดับนิรันดร์นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป อย่างเช่นรูปแบบอาคมคุ้มกันคุ้มกันขุนเขา หรือรูปแบบอาคมที่ติดตั้งบนเรือเหาะ ซึ่งพวกมันใหญ่เกินไปที่จะนํามาประทับลงบนกระดูกในร่างกาย อย่างน้อยตัวหลิงฮันในตอนนี้ก็ไม่สามารถทําได้

ถ้างั้นจะเปลี่ยนไปใช้อะไรมาประทับลงแทนล่ะ?

ตราประทับของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี!

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่มีอํานาจอยู่ในระดับราชานิรันดร์ ตราบใดที่สามารถควบคุม พลังของมันได้สักน้อยนิด พลังต่อสู้ก็จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล โดยสิ่งที่หลิงฮันต้องทําก็คือการกระตุ้นพลังของมันให้ได้

ส่วนจะกระตุ้นอย่างไรน่ะ?

วิธีการก็คือต้องทําให้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งห้าธาตุเชื่อมโยงกัน

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่เพียงสี่ธาตุและขาดอยู่อีกหนึ่ง แต่การเชื่อมโยงพลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เข้าหากันก็ยังทําได้อยู่ เพียงแค่อํานาจของมันจะลดทอนลงมามาก

แต่ก็ลองดูก่อน

หลิงฮันกระตุ้นพลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ‘พรึบ’ อักขระที่ดูโบราณและเรียบง่ายปรากฏขึ้น และประทับลงบนกระดูกของเขา เพียงแต่อักขระที่ประทับลงไปก็ค่อยจางหายไปอย่างช้าๆ

เขากระตุ้นพลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอันที่สองและสาม พร้อมกับประทับอักขระลงบนกระดูกชิ้นที่สองและสาม

เพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะกระตุ้นพลังของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอันที่สี่ อักขระที่ประทับลงไปบนกระดูกชิ้นแรกก็หมั่นแสงและหายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่ไหว… ช้าเกินไป

หลิงฮันกล่าวในใจ ก่อนจะทดลองอีกครั้ง

“ปัง!”

หลิงฮันพยายามกระตุ้นพลังอันเดือดดาลภายในร่างกาย ในขณะที่หลงปู้เทียนโจมตีอย่างดุเดือดและกําราบหลิงฮันอย่างสมบูรณ์ มือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ หมัด และฝ่ามือกระหน่ําจู่โจมใส่ร่างของหลิงฮันอย่างบ้าคลั่ง

แต่ถึงแม้จิตใจของหลิงฮันจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กายหยาบของเขาก็ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง ไม่ว่าหลงปู้เทียนจะโจมตีอย่างไรร่างกายของเขาก็ไม่ปรากฏบาดแผลแม้เล็กน้อย ส่งผลให้ตู้เส่าจวิ้นและคนอื่นๆ ที่มองดูอยู่ขมวดคิ้ว

มีสัตว์ประหลาดที่พลังป้องกันทนทานขนาดนี้อยู่ได้อย่างไรกัน?

หลิงฮันศึกษาทักษะใหม่ภายในร่างกายต่อไป และรู้สึกราวกับว่าเริ่มใกล้จะทําสําเร็จแล้ว

“กระบวนท่าที่เก้าสิบเอ็ด”

“กระบวนท่าที่เก้าสิบสอง”

“กระบวนท่าที่เก้าสิบสาม”

ที่ด้านนอกอุปกรณ์มิติ คนอื่นๆ กําลังนับจํานวนกระบวนท่า ซึ่งใกล้จะครบร้อยกระบวนท่าที่ตกลงกันเอาไว้เข้าไปทุกที่แล้ว

“ปัง ปัง ปัง” หลงปู้เทียนลงมือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อผู้เล่าจจิ้นบอกให้เขาประมือกับหลิงฮัน นั่นก็หมายความว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอีกต่อไป แต่ในฐานะจอมยุทธ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังอยากที่จะเอาชนะ

เพราะงั้นเขาจึงได้ปลดปล่อยพลังต่อสู้ทั้งหมดออกมา และกระหน่ําโจมตีใส่หลิงฮันอย่างบ้าคลัง

“กระบวนท่าที่เก้าสิบเก้า”

‘ฮึ่ม’ ในจังหวะนั้นเอง ที่ภายในร่างกายของหลิงฮันก็เกิดประกายแสงส่องสว่างขึ้นมา และออร่าของเขาก็ทรงพลังขึ้นหลายเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่ภายในแค่พริบตาเดียวมันก็จางหายไป

ปัง!

หลิงฮันรับกระบวนท่าสุดท้าย พร้อมกับร่างถูกส่งลอยกระเด็นทะลุพื้นดินไปอย่างน้อยหนึ่งร้อยฟุตก่อนจะหยุด

“กระบวนท่าที่หนึ่งร้อย!”

หลงปู้เทียนอยากจะลงมือต่อ แต่ก็ยั้งมือเอาไว้

การประลองสิ้นสุดแล้ว

เขาทะยานร่างนําออกไปจากแผ่นกระดาน ก่อนที่หลิงฮันจะออกตามมาอย่างเชื่องช้าด้วยใบหน้าเหม่อลอย ราวกับกําลังหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่าง

“ข้าขอนับเจ้าเป็นสหาย” ตู้เส่าจวิ้นหัวเราะและยื่นมือออกไปหาหลิงฮัน

ใบหน้าของหลิงฮันยังคงเหม่อลอยอยู่ เขายื่นมือออกไปอย่างมีนงงและจับมือกับตู้เส่าจวิ้น

“ในเมื่อเป็นสหายกันแล้วก็มาดื่มกัน!” ตู้เส่าจวิ้นคว้าข้อมือหลิงฮันและพาเข้าไปยังห้องอาหาร พร้อมกับกล่าวกับบริกร “นําสุราและอาหารชั้นเลิศมาแบบไม่อั้น”

“ถ้าหนิวจะกินเนื้อ ก็ต้องเป็นเนื้อของสัตว์อสูรระดับตําหนักอมตะ!” ฮูหนิวรีบกล่าวออกมา นางไม่ใช่คนที่จะเกรงใจคนอื่น

มุมปากของตู้เส่าจวิ้นกระตุก ถึงแม้เขาจะมีสถานะที่โดดเด่น แต่ก็ยังไม่ได้สูงส่งถึงขนาดที่จะสามารถกินเนื้อของสัตว์อสูรระดับตําหนักอมตะได้ตามใจชอบ เพียงแต่เขาก็เพิ่งพูดจาโอ้อวดออกไป จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้าให้กับบริกร เพื่อสื่อว่านําอาหารแบบนี้ว่ามาให้ด้วย

“รับทราบ!” บริกรรีบเร่งด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข

หากเนื้อระดับสูงเช่นนี้ขายได้ ในฐานะที่เป็นคนรับแขก เขาเองก็จะได้ส่วนแบ่งเช่นกัน

หร่วนตงอยากจะตามเข้าไปในห้องอาหาร แต่ตู้เส่าจจิ้นก็กะพริบตาส่งสัญญาณให้รุ่นเยาว์ชุดเหลืองยื่นมือออกไปกันหร่วนตงเอาไว้

“นายน้อยตู้!” หร่วนตงส่งเสียงโอดครวญ

“ไสหัวไป!” รุ่นเยาว์ชุดเหลืองกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา เศษสวะเช่นนี้น่ะรีที่คิดจะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเขา?

ใบหน้าของหร่วนตงขึ้นสีด้วยความอับอาย เขากําหมัดแน่นอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินจาก

ข้าจะจดจําความแค้นครั้งนี้เอาไว้ และจะมาล้างแค้นภายหลัง!

เมื่อเห็นร่างของหร่วนตงเดินจากไป รุ่นเยาว์ชุดเหลืองก็กล่าว “นายน้อยตู้ เห็นได้ชัดว่าหมอนั่นมีความคับแค้นอยู่ในจิตใจ ท่านอยากให้ข้า…”

ตู้เส่าจวิ้นยิ้มและกล่าว “แค่มดปลวกตัวจ้อยที่คับแค้นใจจะไปสนใจทําไม? หากเขายื่นมือเส้นจริงๆ ข้าจะเป็นคนสังหารเขาเอง”

ทุกคนพยักหน้า ตู้เส่าจวิ้นมีความสามารถที่จะกล่าวเช่นนี้

พวกเขาเปลี่ยนความสนใจกลับมาที่อาหารบนโต๊ะ ในขณะที่หลิงฮันยังคงนั่งนิ่งเฉยราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง

ตู้เส่าจวิ้นและคนอื่นๆ คิดว่าที่เขานิ่งไปแบบนี้เป็นเพราะซึมที่พ่ายแพ้ให้กับหลงปู้เทียน ทุกคนจึงได้ช่วยกันกล่าวปลอบใจ

หลังจากกินดื่มกันเสร็จ ตู้เส่าจวิ้นก็ชวนให้หลิงฮันกับพรรคพวกไปยังที่พักของตนเอง แต่จักรพรรดินีได้ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ และช่วยหลิงฮันกลับโรงเตี้ยม จากมุมมองคนอื่นที่ไม่รู้คงคิดว่า หลิงฮันกําลังอยู่ในสภาพที่มีนเมาเพราะสุรา

แต่ความเป็นจริง จิตใจของหลิงฮันในตอนนี้กําลังติดอยู่ในโลกของตนเอง

ในตอนที่ถูกหลงปู้เทียนโจมตีครั้งสุดท้าย เขาบังเอิญรู้แจ้งถึงวิธีที่จะกระตุ้นและใช้อํานาจของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้สําเร็จพอดี

หลังจากกลับมาถึงโรงเตี้ยม หลิงฮันก็รีบเข้าสู่หอคอยทมิฬทันที และเริ่มย่อยความเข้าใจที่ใต้ต้นสังสารวัฏ

สามวันในโลกภายนอกผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ที่ด้านในหอคอยทมิฬ ภายในร่างกายของหลิงฮันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงซ้ําไปซ้ํามามากมาย บนกระดูกสี่แท่งในร่างของเขา อักขระที่เรียบง่ายถูกประทับเอาไว้และส่องประกายแสงออกมา เพียงแต่ทุกครั้งที่ตราประทับอันที่สี่เริ่มส่องแสง ตราประทับอันแรกก็จะหม่นแสงลง ทําให้ตราประทับทั้งสี่ไม่เชื่อมโยงเข้าหากัน

“ถ้าแบบนี้ล่ะ!” เขาลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ‘พรึบ’ ลูกตาทั้งสองของเขาราวกับเป็นคบเพลิงที่ส่องสว่างตัดผ่านความมืดมิด

‘พรึบ’ คราวนี้ที่บนด้านกระดูกทั้งสี่แท่ง ตราประทับทั้งสี่ได้ส่องประกายขึ้นมาพร้อมกัน

ตอนที่ 2041 ถูกยั่วยุ

ช่างยิ่งยโสเป็นอย่างมาก

ให้พวกเขาทุกคนทําลายร่างวิญญาณของตนเอง ส่วนฟูเยว่ต้องอยู่ที่นี่งั้นรึ?

สําหรับพวกหลิงฮัน พวกเขาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาบ่อยแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเกรี้ยวกราดอะไร

แต่ฟู่เยว่นั้นไม่ใช่ เขาเป็นนายน้อยที่ตลอดมาคนรอบข้างจะต้องเชื่อฟังคําพูดของเขา แต่ตอนนี้ไม่เพียงใครบางคนจะพูดจากับเขาด้วยท่าที่ไม่สุภาพ อีกฝ่ายยังต้องการชีวิตของเขาอีกด้วย

แล้วแบบนี้จะไม่ใช่เขาโมโหได้อย่างไร?

“ช่างโอหังนัก เจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติพองั้นรึ?” ฟู่เยว่เค้นเสียงกล่าว

รุ่นเยาว์ชุดม่วงเผยสีหน้าอวดดี “สิ่งที่หลงปู้เทียนผู้นี้กล่าว ไม่ว่าอะไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น”

“โอ้ งั้นวันนี้ก็คงเป็นข้อยกเว้น!” ฟู่เยว่ตอบโต้อย่างไม่ย่อถอย

“พวกเจ้ามัวแต่ยืนนิ่งเหม่ออะไรอยู่ รีบๆ ทําลายร่างวิญญาณแล้วไสหัวไปซะ ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าเองก็ต้องตาย!” รุ่นเยาว์ชุดม่วงที่ชื่อหลงปู้เทียนมองไปยังพวกหลิงฮัน สายตาของเขาเฉียบคมเป็นอย่างมาก พร้อมกับที่บริเวณหน้าผาก มีอักษรคําว่า “ราชา” ปรากฏขึ้นมา

“ฮ่าๆๆ!” ฮูหนิวรู้สึกตลกขบขัน เมื่อจ้องมองไปยังอักษรคําว่า “ราชา”

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “พวกเจ้าคิดดีแล้วที่ฟังคําพูดของคนผู้นั้น?” เขาไม่ได้หวาดกลัวกลุ่มรุ่นเยาว์ตรงหน้านี้ แต่หากเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากเริ่มการปะทะอย่างไร้เหตุผล และจบปัญหาอย่างสันติ

“พวกเจ้าต้องการไล่เช็ดก้นให้ขยะเช่นนั้นจริงๆ น่ะรึ?” เขากล่าวพร้อมกับยิ้มไปยังกลุ่มรุ่นเยาว์ตรงหน้า

เรื่องนี้ หลงปู้เทียนมีท่าทีลังเลขึ้นมา

“เจ้าสิท้อง ทั้งตระกูลของเจ้าสิท้อง!” ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ เสี่ยวกู่ก็พูดโพล่งขึ้นมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหลงปู้เทียนทั้งหกคน ต่างเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดขึ้นมาพร้อนกันในทันที ถือเป็นการยั่วยุที่โจ่งแจ้งมากที่ถึงขนาดลามปามไปถึงทั่วทั้งตระกูลของพวกเขา

หลิงฮันหันไปมองฟู่เยว่ คําพูดที่เสี่ยวกู่พูดออกมานี้ เป็นคําพูดที่มันเคยเลียนแบบฟู่เยว่เอาไว้

ฟู่เยว่เผยสีหน้ากระอักกระอ่วน

ก่อนหน้านี้เขาเตือนหลิงฮันว่าให้ทําตัวไม่โดดเด่นเข้าไปและอย่างสร้างปัญหา แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าคนสร้างปัญหาคือตัวเขาเสียเอง

“เจ้ามันผิดปกติ ทั้งตระกูลของเจ้าเป็นพวกผิดปกติ!” เสี่ยวกู่พูดประโยคที่เคยจํามาออกไปอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าการกระทํานี้ย่อมเป็นการเติมเชื้อเพลิงลงไฟ ความเกรี้ยวกราดของหลงปู้เทียนและคนอื่นๆ พุ่งทะยานถึงจุดสูงสุดในพริบตา

หลิงฮันถอนหายใจ นิสัยชอบเลียนแบบคําพูดของเสี่ยวกู่ว่าแย่แล้ว นี่ยังจะมีเริ่มพูดออกมาในจังหวะแบบนี้อีก

“หรือก็คือพวกเจ้าทุกคนล้วนแต่เป็นเศษสวะ!” เสี่ยวกู่กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับชี้นิ้วใส่อารมณ์ไปยังพวกหลงปู้เทียน

“ฮ่าๆๆ!” ฮูหนิวระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“รนหาที่ตาย!” หลงปู้เทียนคว้ามือไปที่ร่างของเสี่ยวกู่

ใบหน้าของเสี่ยวกู่ชะงักด้วยความงุนงง มันไม่เข้าใจทําไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงได้โจมตีใส่มันกันแน่?

หลิงฮันลงมือ “ปัง” เขาสะท้อนการโจมตีของหลงปู้เทียนกลับไป

“หืม?” “หือ?” “โอ้?”

เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น รุ่นเยาว์อีกห้าคนก็เผยสีหน้าตกตะลึง

หลงปู้เทียนมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี แถมยังมีศักยภาพเป็นถึงราชาในหมู่ราชา ทําให้พลังต่อสู้ของเขาไร้เทียมทานในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ แต่ถึงอย่างนั้นหลิงฮันก็ยังสามารถหยุดยั้งการโจมตีของเขาได้

“นับว่าพอมีความสามารถอยู่บ้าง!” หลงปู้เทียนเค้นเสียงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับจิตวิญญาณสู้รบได้พรั่งพรูออกมาจากดวงตา

ที่หลิงฮันทําการปัดป้องการโจมตีให้เสี่ยวกู่ ก็เพราะกลัวว่าเสี่ยวจะลงมือตอบโต้หนักเกินไปจนพลั้งมือไปสังหารอีกฝ่ายเข้า

ถึงแม้พวกเขาทั้งสองฝ่ายจะเป็นศัตรูกัน แต่หลิงฮันก็ไม่คิดว่าความบาดหมางเพียงเท่านี้จะต้องสู้กันจนถึงตาย

“จักรพรรดิ!” รุ่นเยาว์ชุดเขียวกล่าวด้วยน้ําเสียงหนักอึ้งและดวงตาส่องประกาย

ชื่อของเขาคือเส่าจวิ้น เขาคือผู้นําของกลุ่มรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดนี้และเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธสูงที่สุด ไม่เพียงแค่พลังบ่มเพาะของเขาจะอยู่ที่ระดับดับวิญญาณปฐพี แต่ตัวเขาเองก็เป็นจักรพรรดิเช่นกัน เพราะไม่งั้นแล้วคงไม่สามารถเป็นผู้นําของราชาในหมู่ราชาได้

“จักรพรรดิระดับแนวหน้า!” เขากล่าวเสริม

จักรพรรดิทั่วไปสามารถสู้ข้ามระดับได้อย่างไร้เพียงทานสองระดับ หากหลิงฮันเป็นจักรพรรดิทั่วไปเขาจะสามารถสู้ข้ามระดับได้อย่างไรเทียมทานถึงระดับตัดวิญญาณปฐพี่เท่านั้น แต่หลงปู้เทียนเองก็เป็นราชาในหมู่ราชาที่มีพลังต่อสู้อยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี

การที่หลิงฮันสามารถต่อกรกับหลงปู้เทียนได้ หมายความว่าอีกว่านั้นเป็นจักรพรรดิระดับแนวหน้า

หลิงฮันสะบัดมือ การแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับหลงปู้เทียนทําให้เขารู้สึกเจ็บที่มือเล็กน้อย เนื่องจากระดับพลังของเขากับอีกฝ่ายแตกต่างกันเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรสําหรับเขาที่บ่มเพาะทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ความเจ็บปวดแค่นี้ย่อมเป็นเพียงเรื่องจิ๊บจ้อย

เขายิ้มและกล่าว “สหายของข้าค่อนข้างจะหัวทึบนิดหน่อย อย่าได้เก็บคําพูดของเขาไปใส่ใจเลย”

ก็พอจะดูออกอยู่

เส่าจวิ้น หลงปู้เทียนและคนอื่นๆ ไม่ใช่คนโง่ ในทางกลับกัน พวกเขาเป็นอัจฉริยะที่ฉลาดเฉลียวด้วยซ้ํา เพียงแค่จ้องมองเสียวกู้ในครั้งแรกพวกเขาก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้เป็นพวกโง่งมที่ไม่สมควรลด ตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกัน

“นายน้อยตู้ อย่าได้ถูกเขาหลอก หมอนั่นเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มากอุบายที่สุดในกลุ่ม!” หร่วนตงรีบกล่าว

เขาไม่ใช่คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยวจวิ้นมาตั้งแต่แรก แต่เพิ่งบังเอิญได้พบกันเมื่อไม่นานมานี้ เพราะงั้นเขาจึงเป็นกังวลว่าผู้เสียวจขึ้นจะถูกหลิงฮันโน้มน้าว และไม่แก้แค้นให้แก่เขา

ตู้เสี่ยวจวิ้นมองไปยังหร่วนตงอย่างเย็นชา คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ เขาไม่คิดว่าคนที่ดูมีพรสวรรค์จะมีจิตใจที่คับแคบเช่นนี้ สําหรับสวะแบบนี้เขาไม่ต้องการให้มาเป็นผู้ติดตาม

เพียงแต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไป และกล่าวกับหลิงฮัน “ถ้าเจ้าสามารถรับหนึ่งร้อยกระบวนท่าได้ ข้าจะนับเจ้าเป็นสหาย”

อย่าเพิ่งเหลิงไปเพียงไปเพราะหลิงสามารถรับหนึ่งกระบวนท่าของหลงปู้เทียนได้ เพราะก่อนหน้านี้หลงปู้เทียนยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกไป ด้วยความต่างของระดับพลังถึงสองขั้นย่อย ต่อให้เป็นจักรพรรดิระดับแนวหน้าก็ยากที่จะชิงความได้เปรียบในความต่างชั้นของพลังขนาดนี้

รับหนึ่งร้อยกระบวนท่าให้ได้งั้น? เกรงว่าคงทําได้ยาก!

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “ตกลง!”

ตู้เส่าจวิ้นพยักหน้า เขายอมรับในความกล้าหาญของหลิงฮัน และยื่นมือโยนกล่องกระดานลงมือ “งั้นก็เข้าสู่ลานประลองได้”

“ตุบ” หลงปู้เทียนเป็นคนแรกที่กระโดดลงสู่แผ่นกระดาน ร่างของเขาย่อส่วนลงอย่างรวดเร็วก่อนจะกลายเป็นจุดเล็กๆ ที่ยืนอยู่บนแผ่นกระดาน

นี่คืออุปกรณ์มิติอย่างหนึ่ง ที่ค่อนข้างแตกต่างออกไปเล็กน้อย

หลิงฮันเองก็กระโดดตามลงไป เพื่อเผชิญหน้ากับหลงปู้เทียน

“ขอบอกก่อนว่าข้าไม่คิดจะปรานี้!” หลงปู้เทียนกล่าว

“แน่นอน!” หลิงฮันพยักหน้าอย่างไม่ได้จริงจังอะไร ไม่มีใครในระดับแบ่งแยกวิญญาณที่สามารถทําให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ นอกจากจีอู๋หมิงที่เป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า ซึ่งพลังต่อสู้ไม่อาจวัดด้วยสามัญสํานึกทั่วไปได้

“รับมือ!” หลงปู้เทียนลงมือ เขาพุ่งทะยานร่างโดยที่ตัวอักษร ‘ราชา’ บนศีรษะของเขาส่องประกายแสงเจิดจ้า

แม้เขาจะกล่าวออกมาว่าไม่คิดจะปรานี แต่เนื่องจากนี่เป็นเพียงการประลอง จิตสังหารของเขาถึงได้สลายหายไปไม่เหลือ ทว่าแม้จะเป็นแบบนั้นการโจมตีของเขาก็ยังรุนแรงอยู่ดีอักขระ “ราชา” บนศีรษะของเขาส่องประกายปลดปล่อยพลังอันไร้ที่สิ้นสุด ทําให้พลังต่อสู้ของเขาน่าสะพรึงกลัวมาก

หลิงฮันคํารามและแกว่งหมัดทั้งสองรับมือกับอีกฝ่าย

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

หลิงฮันไม่ใช่แค่จักรพรรดิระดับแนวหน้าอย่างเดียว แต่ยังครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีถึงสี่ชนิด ซึ่งนั่นทําให้พลังต่อสู้ของเขาอยู่เหนือจักรพรรดิคนอื่นๆ เพราะนอกจากเขาแล้วจักรพรรดิคนใดกันจะมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่อยู่ในครอบครองถึงสีชนิด?

อย่าว่าแต่สี่เลย แค่หนึ่งก็เกรงว่าแทบจะไม่มี

ตอนที่ 2040 ช่างบังเอิญ

อาณาเขตสวรรค์ผ่อนในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก มีระดับวรยุทธอยู่ในช่วงกลางไปถึงสูง ทําให้มีขุมอํานาจราชานิรันดร์มากมายอยู่ที่นี่ แต่สถานที่ที่มีชื่อมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเมืองร้อยมังกร

เมืองแห่งนี้เป็นขุมอํานาจสาขาย่อยที่สําคัญของหอโอสถบรรพกาล ทําให้ทุกครั้งที่มีการแข่งขันเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาจึงต้องจัดขึ้นที่นี่

เรือดําผืนปฐพีเคลื่อนที่กลับขึ้นมาบนดินห่างจากเมืองร้อยมังกรราวๆ สิบไมล์ เพราะหากเคลื่อนที่ผ่านใต้ปฐพีไปไกลกว่านี้ พวกเขาจะถูกนับว่าเป็นผู้บุกรุก และถูกรูปแบบอาคมคุ้มกันของเมืองร้อยมังกรโจมตี

ฟู่เยว่เก็บเรือดําปฐพี และหลิงฮันน้ําทุกคนออกมาจากหอคอยทมิฬ กลุ่มของพวกเขามุ่งหน้าเดินต่อไปยังเมืองร้อยมังกรที่อยู่ห่างไปสิบไมล์

การจะเข้าเมืองจําเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทางเสียก่อน

เมืองร้อยมังกรไม่ใช่แค่เมืองศูนย์รวมศาสตร์วรยุทธ แต่ยังเป็นเมืองศูนย์รวมศาสตร์ปรุงยาด้วย เพราะงั้นไม่เพียงจอมยุทธที่เดินทางมาที่นี่ แต่เหล่าพ่อค้ามากมายเองก็มาเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ค่าผ่านทางเข้าเมืองจึงแพงเป็นอย่างมาก

หนึ่งคนต่อหนึ่งร้อยศิลาดวงดาว และจําเป็นต้องรับการตรวจสอบอุปกรณ์มิติด้วย หากมีการตรวจพบการลักลอบคนเข้าเมืองเกิดขึ้น คนที่ฝ่าฝืนกฎจะต้องถูกสังหาร!

กฏของเมืองเข้มงวดมาก แต่พวกเขาก็มีสิทธิ์จะทําเช่นนั้น เพราะหอโอสถบรรพกาลมีนักปรุงยาห้าดาวอยู่สิบคนเป็นอย่างน้อย ด้วยอํานาจที่ล้นมือเช่นนี้ ใครกันจะกล้าคัดค้านกฏที่พวกเขา

หลิงฮันจ่ายค่าผ่านทางและเข้าสู่เมือง

มีคํากล่าวว่าเมืองแห่งนี้มีมังกรนิรันดร์นับร้อยถูกฝังอยู่ ซึ่งแม้คํากล่าวนี้จะเป็นเพียงตํานานที่เล่าขาน แต่หลายครั้งก็มีคนเห็นเงาของมังกรขนาดมหึมาพุ่งทะยานออกมาจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางทีเพราะเหตุการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ ถึงได้มีตํานานเรื่องเล่าว่ามีมังกรนับร้อยถูกฝังอยู่ที่นี่

“อย่างแรกไปหาที่พักกันก่อนที่กว่า”

ในเมืองแห่งนี้สถานะนายน้อยของฟู่เยว่ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป เพราะมีนายน้อยมากมายเช่นเขาอยู่ที่นี่เช่นกัน

“พี่ชายหลิง อย่าไปยุ่งเรื่องของใครเข้าล่ะ” ฟู่เยว่เตือนหลิงฮัน

การจะไปยุ่งเรื่องคนอื่นนั้นจําเป็นต้องดูกําลังของตนเองเสียก่อน ซึ่งเกรงว่าที่นี่คงมีเรื่องมากมายที่เกินกว่ากําลังของพวกเขาจะเข้าไปยุ่มย่ามได้

หลิงฮันหัวเราะ การห้ามไม่ให้ยุ่งเรื่องคนอื่นนั้นยากที่จะตอบว่าทําได้หรือไม่ บางครั้งเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า จิตใจมันก็สั่งให้ลงมือเองอย่างไม่อาจควบคุมได้

พวกเขาหาโรงเตี้ยมที่จะพักได้ไม่ยาก และเนื่องจากฮูหนิวเป็นหญิงสาวจอมตะกละ จุดหมายที่สองของพวกเขาแน่นอนว่าต้องเป็นร้านอาหาร

โรงเตี้ยมแห่งนี้มีร้านอาหารของตนเองอยู่ด้วย แต่เพราะการประลองร้อยมหามังกรและการแข่งขันศาสตร์ปรุงยาที่ใกล้จะเริ่มขึ้น เมืองแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คน ทําให้ยากที่จะจองห้องอาหาร

“แขกทุกท่าน ห้องอาหารของเราเต็มหมดแล้ว” บริกรคนหนึ่งกล่าวกับพวกหลิงฮัน

“ไร้สาระ ห้องนั้นยังว่างอยู่เลยไม่ใช่รึไง?” ฮูหนิวกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังห้องอาหารห้องหนึ่ง ที่บังเอิญเปิดประตูอยู่พอดี ทําให้เห็นความว่างเปล่าด้านในได้ชัดเจน

“ ห้องนั้นได้ถูกจองเอาไว้แล้ว” บริกรคนเดิมรีบกล่าวตอบ

“ในเมื่อคนจองยังไม่มา งั้นก็ให้พวกเราเข้าไปใช้ก่อนสิ เมื่อถึงเวลาพวกเราจะคืนห้องให้ทันที” ฟู่เยว่ยื่นข้อเสนอ

“เรื่องนั้น” บริกรของร้านครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าว “ข้าจะให้พวกท่านใช้ห้องอาหารห้องนั้นก็ได้ แต่หากถึงเวลาพวกท่าต้องออกจากห้องทันที และอย่าทําให้ข้าลําบาก”

“แน่นอนแน่นอน” ฮูหนิวพยักหน้า ตอนนี้นางอยากจะนําอาหารเข้าท้องเต็มที่แล้ว

กลุ่มของพวกเขาเดินเข้าห้องอาหาร โดยที่เวลาผ่านไปไม่นานสุราและอาหารเลิศรสต่างๆ ก็ถูกนํามาวาง

สมกับเป็นเมืองร้อยมังกร ที่นี่มีแม้กระทั่งเมนูอาหารเนื้อของสัตว์อสูรนิรันดร์ให้สั่ง ตราบใดที่มีเงินมากพอ ต่อให้เป็นเนื้อของสัตว์อสูรระดับตําหนักอมตะก็สามารถสั่งมากินได้

สําหรับจอมยุทธ เนื้อของสัตว์อสูรระดับตําหนักอมตะ ไม่เพียงให้ความอร่อยแต่ยังเป็นบํารุงที่ช่วยเสริมความเข้าใจในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ด้วย

ฟู่เยว่เป็นนายน้อยผู้มั่งคั่ง เพราะงั้นเขาจึงสั่งเนื้อของสัตว์อสูรนิรันดร์มากิน โดยเป็นถึงเนื้อของสัตว์อสูรระดับตําหนักอมตะ

อาหารจานนี้ผลาญเงินของเขาไปเกือบหนึ่งล้านศิลาดวงดาว และเมื่ออาหารถูกนํามาวางบนจานก็มีเพียงเนื้ออยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

“มันอร่อยหรือไม่นั้น หนิวจะลองให้เอง” ฮูหนิวเป็นคนแรกที่ใช้ตะเกียงคีบลงจาน

“ข้าเองก็จะช่วยลองให้ด้วย” หลิงฮันใช้ตะเกียงคีบตามโดยไม่ไถ่ถามขออนุญาตฟู่เยว่ เขาคีบเนื้อไปยังจักรพรรดินีก และสตรีนกอมตะก่อน ถึงจะคืบเนื้อมายังจานของตัวเอง

ธิดาโร๋วไม่มีใครคีบให้ นางจึงทําได้เพียงคีบเนื้อด้วยตัวเอง

เสี่ยวกู่นั้นต้องการเรียนรู้ทุกอย่าง เพราะงั้นมันเองก็รีบใช้ตะเกียบคีบตามอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นภาพของตะเกียบที่เคลื่อนไหวไปมาตรงหน้า ฟู่เยว่ก็ต้องตกตะลึงเพราะพบว่าจานอาหารของตนเองว่างเปล่าเสียแล้ว

บัดซบ ข้ายังไม่ทันได้ขยับตะเกียบเลยแม้แต่นิดเดียว

ศิลาดวงดาวเกือบล้านก้อนของเขา ราวกับถูกทิ้งลงไปในแม่น้ําอย่างสูญเปล่า

“แขกทุกท่าน รีบๆ เตรียมตัวออกเร็วเข้า แขกคนที่จองไว้กําลังมาแล้ว” ทันใดนั้นเอง บริกรคนก่อนหน้าก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ารีบร้อน

ในเมื่อรับปากเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว พวกหลิงฮันย่อมคัดค้านไม่ได้และทําได้เพียงลุกขึ้นยืน เพื่อเดินออกไป สําหรับอาหารที่เหลือนั้นไม่มีความจําเป็นต้องกังวล เพราะมีจอมตะกละที่จะเก็บทุกอย่างกลับไปด้วยอยู่ด้วย

พวกเขาเดินออกมาจากห้องอาหาร แต่ทันทีที่เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็เห็นคนเจ็ดคนกําลังเดินเข้ามาใกล้ โดยที่ทั้งเจ็ดคนล้วนแต่เป็นบุรุษรุ่นเยาว์

“หืม!”

หนึ่งในนั้นมองมายังพวกหลิงฮัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และร่างกายเริ่มสั่นเครีอ

“มีอะไรงั้นรีเสี่ยวหร่วน? หรือเจ้าเล่นสนุกหนักเกินไปเมื่อคืน ขาเลยอ่อนแรง?” รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างหัวเราะ

หลิงฮันกวาดสายตามอง และก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าโลกนี้ช่างแคบยิ่งนัก

คนผู้นี้… หร่วนตง

“เจ้า เจ้า เจ้า” หร่วนตงยกนิ้วขึ้นมาชี้อย่างสั่นเครือ สีหน้าของเขาปรากฏทั้งความโกรธและความหวาดกลัว

นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เขาถูกฟู่เยวสังหารไปแล้วหนึ่งครั้ง ความหวาดกลัวย่อมกัดกินอยู่ในใจ

“เสี่ยวหร่วน มีอะไรงั้นรึ?” รุ่นเยาว์ชุดเขียวถามด้วยน้ําเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินขึ้นหน้ามาโดยมีรุ่นเยาว์คนอื่นอีกหกคนตามหลัง

“เมื่อไม่กี่เดือนก่อน คนเหล่านี้สังหารร่างวิญญาณของข้า!” หร่วนตงกล่าวอย่างเคียดแค้น “ในตอนนั้นข้ากําลังไล่ตามคู่หมั้นและชู้รักของนางอยู่ แต่ก็ถูกคนเหล่านี้ขวางทางเอาไว้ และถูกคนผู้นั้นสังหารร่างวิญญาณ”

เขาชี้นิ้วไปยังฟู่เยว่

เมื่อรับรู้เรื่องราว รุ่นเยาว์ชุดเขียวและรุ่นเยาว์อีกหกคนก็ชะงัก ใครจะไปคิดว่าพวกหลิงฮันจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ ไม่เพียงแค่พวกเขาจะปกป้องชายชู้ แต่ยังสังหารร่างวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายอย่างฟู่เยว่ด้วย

“ฮ่าๆๆ ไม่คาดคิดว่าจะมีคนแบบนี้อยู่บนโลกด้วย” รุ่นเยาว์ชุดม่วงก้าวเดินออกมา สายตาของเขาจดจ้องไปยังกลุ่มของหลิงฮัน พร้อมกับกล่าวอย่างเหยียดหยาม “พวกเจ้าทุกคนทําลายร่างวิญญาณของตนเองและไสหัวไปซะ”

“แต่!” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปที่ฟู่เยว่ “เจ้าต้องอยู่ต่อ!”

ตอนที่ 2039 เมืองร้อยมังกร

“ไม่ได้การ ศิลาดวงดาว!” หลังจากหลิงฮันถูกลากออกไปจากประตู ปรมาจารย์ฟู่ก็นึกขึ้นได้ว่า ที่เขาเรียกหลิงฮันมาก็เพื่อทวงคือศิลาดวงดาวหนึ่งล้านก้อน

“เป็นเด็กหนุ่มที่หัวไวจริงๆ!”

ชายชราส่ายหัวไปมา ด้วยสถานะของเขา หลังจากกล่าวสิ่งใดไปแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมไม่สามารถกล่าวคําพูดเดิมซ้ําสองได้

ช่างมัน เห็นแก่พรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮัน เงินจํานวนหนึ่งร้อยล้านศิลาดวงดาวถือว่าเป็นการลงทุนก็แล้วกัน

“ในอีกไม่นาน งานอันยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์ปรุงยาก็จะถูกจัดขึ้นที่เมืองร้อยมังกร อัจฉริยะมากมายจากทั่วสารทิศจะมารวมตัวกัน ถือว่าเป็นโอกาสดีของเด็กหนุ่มผู้นี้พอดี”

“ข้าจะเขียนจดหมายแนะนําให้เด็กหนุ่มผู้นี้ และให้การช่วยเหลือหน่อยแล้วกัน”

ฟู่เยว่สนุกสนานเป็นอย่างมาก หลังจากหลิงฮันเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร เขาก็ลากห ลิงฮันไปนุ่นมานี่แทบทุกที่ จนทําให้จักรพรรดินีและฮูหนิวไม่สบอารมณ์ เพื่อคิดว่าบุรุษของพวกนางกําลังถูกแย่งชิงไป

สี่วันต่อมา ฟู่เยว่ก็มาหาหลิงฮันอีกครั้ง

“พี่ชายหลิง พี่ชายหลิง มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแล้ว” เขาพูดโพล่งขึ้นมาทันทีหลังจากที่เปิดประตู

“ทําไม เจ้าท้องรึไง?” หลิงฮันยิ้ม

“เจ้าสิท้อง!” ฟู่เยว่รีบสาปแช่งกลับ หลังจากอยู่ร่วมกับหลิงฮันมาหลายวัน ฝีปากของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยสามเท่าตัว

เสี่ยวกู่จ้องมองใช้หูฟัง และพึมพําเพื่อเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“เรื่องดีๆ ที่ว่าคืออะไร?” หลิงฮันเอ่ยถาม

“ท่านปู่ของข้าเขียนจดหมายแนะนําให้แก่พี่ชายหลิง เพื่อที่จะได้ไปเข้าร่วมงานของเหล่าอัจฉริยะที่จัดขึ้นที่เมืองร้อยมังกร” ฟู่เยว่กล่าว

“โอ้ มันเป็นงานแบบใดกัน?” หลิงฮันไม่ค่อยรู้สึกสนใจเท่าไหร่ เขากําลังจะไปอาณาเขตสวรรค์สู่อันเพื่อเข้าร่วมงานของนักปรุงยา และยังตจ้องตามหาที่ตั้งของตําหนักมัจฉาวายุภักษ์อีกด้วย

เมืองร้อยมังกรอะไรนั่น เขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย

“ตามตํานานที่เล่าขาน ในยุคบรรพกาลมังกรนิรันดร์หนึ่งร้อยตัวได้ถูกฝังอยู่ใต้เมืองร้อยมังกรเมืองแห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกๆ หลายร้อยล้านปีการประลองร้อยมหามังกรจะถูกจัดขึ้น มีคํากล่าวว่าใครก็ตามที่ได้อันดับหนึ่ง จะได้รับการผสานรวมกับแก่นพลังมังกรหนึ่งร้อยตัว รวมถึงวาสนาอันไร้ที่สิ้นสุด”

“ในขณะเดียวกัน การแข่งขันศาสตร์ปรุงยาอันยิ่งใหญ่ ที่อัจฉริยะนักปรุงยาจากทั่วสารทิศมารวมตัวกัน เพื่อเข้าร่วมหอโอสถบรรพกาลก็จะถูกจัดขึ้นด้วยเช่นกัน”

ฟู่เยว่กล่าวด้วยน้ําเสียงตื่นเต้น ถึงแม้เขาจะไม่สนใจในศาสตร์ปรุงยา แต่ความสนใจหลักของเขามุ่งไปอยู่ที่การประลองร้อยมหามังกร

หลิงฮันเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา และกล่าว “อะไรคือหอโอสถบรรพกาล?”

“คือ พี่ชายหญิงไม่รู้จักแม้กระทั่งหอโอสถบรรพกาลงั้นรึ?” ฟู่เยว่ตกตะลึง แม้แต่คนที่เรียนรู้ศาสตร์ปรุงยาเพียงผิวเผินก็ยังรู้จักหอโอสถบรรพกาล เหตุใดหลิงฮันที่เป็นอัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยาถึงไม่รู้จักกัน

“ข้าไม่รู้จัก” หลิงฮันสายหัว

สิ่งที่ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่มีความจําเป็นจะต้องรู้สึกอับอาย

“พี่ชายหลิงช่างเป็นคนที่แปลกเสียจริง” ฟู่เยว่กล่าว

“หอโอสถบรรพกาลคือสมาคมนักปรุงยา ที่ถูกก่อตั้งโดยนักปรุงยาห้าดาวทุกคนเมื่อนานมาแล้ว”

“ยิ่งเวลาผ่านไป หอโอสถบรรพกาลก็ยิ่งกลายเป็นสมาคมที่เคร่งครัดมากขึ้น สมาคมที่ถูกก่อตั้งโดยปรมาจารย์นักปรุงยาห้าดาวนั้น เปรียบได้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโลกปรุงยา”

“นักปรุงยาคนใดที่ได้รับการรับรองโดยหอโอสถบรรพกาล จะมีสถานะสูงส่งดังสวรรค์และปฐพี!”

“แต่ทุกๆ หนึ่งร้อยล้านปี มีเพียงนักปรุงยาที่ไต่เต้าไปถึงสามอันดับแรก ของการแข่งขันศาสตร์ปรุงยาที่จัดขึ้นในเมืองร้อยมังกรได้เท่านั้น ถึงจะได้รับเกียรติให้เข้าร่วมกับหอโอสถบรรพกาล แม้นิรันดร์เช่นพวกเราจะมีอายุขัยไร้ขีดจํากัด แต่คนที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมก็มีจํานวนน้อยนิดจนน่าอนาถใจ”

“พี่ชายหลิง หากท่านด้เข้าร่วมกับหอโอสถบรรพกาล ข้ารับประกันได้ว่า ไม่ว่าท่านไปที่ไหนก็จะมีแต่คนเคารพ”

หลิงฮันอุทาน “โอ้” ออกมา ที่แท้หอโอสถบรรพกาลก็คือแบบนี้นี่เอง

“แล้วเมืองร้อยมังกรอยู่ที่ไหน?” เขาเอ่ยถามต่อ

“อาณาเขตสวรรค์อัน”

หลิงฮันชะงักแน่นิ่ง อาณาเขตสวรรค์อันงั้นรึ?

หรือว่าเมืองร้อยมังกรจะเป็นจุดหมายที่หม่าถงกวางต้องพาเขาไป? เพียงแต่การแข่งขันศาสตร์ปรุงยาจะถูกจัดขึ้นในทุกๆ หนึ่งร้อยล้านปี เพราะงั้นย่อมไม่ใช่งานเดียวกับที่เขาต้องเข้าร่วมก่อนหน้านี้แน่นอน

แต่อย่างไรเขาก็ต้องไปอาณาเขตสวรรค์ผ่อันอยู่แล้ว นับว่าจังหวะพอเหมาะพอดี

“การเข้าร่วมการแข่งขันศาสตร์ปรุงยา จําเป็นต้องมีจดหมายแนะนําด้วยรี?” เขาเอ่ยถา มอีกครั้ง

“เป็นเช่นนั้น” ฟู่เยว่พยักหน้า “ลองคิดดูสิว่านักปรุงยาในยุทธภพนี้มีมากขนาดไหน หากไม่มีการจํากัดจํานวน เมืองร้อยมังกรจะมียืนเบียดกันตายเลยหรอกรึ?”

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ต้องขอบคุณปู่ของเจ้ามากจริงๆ”

“แน่นอนอยู่แล้ว มีเพียงนักปรุงยาสี่ดาวเท่านั้นที่จะสามารถเขียนจดหมายแนะนําได้ และสามารถแนะนําได้เพียงคนเดียวเท่านั้น” ฟู่เยว่กล่าวด้วยน้ําเสียงราวกับว่าหลิงฮันทําถูกแล้วที่รู้สึกขอบคุณ

หลิงฮันกล่าวต่อ “แล้วจะออกเดินทางในตอนไหน?”

“อีกไม่นาน น่าจะภายในเดือนนี้นี่ล่ะ”

หลิงฮันใช้ประโยชน์จากเวลาที่เหลืออยู่เกือบเดือน ในการขอคําชี้แนะเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาจากปรมาจารย์ฟู่

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเวลาออกเดินทางก็มาถึง

“หืม ทําไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย?” หลิงฮันมองไปยังฟู่เยว่ด้วยความประหลาดใจ

ฟู่เยว่กล่าวออกไปด้วยความรู้สึกหดหู่ “หมายความว่าอย่างไร ถึงแม้ข้าจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนพี่ชายหลิง แต่คิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประลองร้อยมหามังกรงั้นรึ?”

หลิงฮันพยักหน้าเพื่อสื่อสิ่งที่เขาคิดออกไปตรงๆ

“ฮืม ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่จักรพรรดิ แต่ก็เป็นราชาในหมู่ราชา เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประลอง?” ฟู่เยว่กล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

การประลองร้อยมหามังกรไม่มีข้อจํากัดในด้านพลังบ่มเพาะ แต่มีข้อกําหนดเกี่ยวกับอายุ คือห้ามอายุเกินกว่าสิบล้านปี

จํานวนนี้นับรวมไปถึงระยะเวลาที่ใช้ไปในห้องบ่มเพาะกาลเวลาด้วย

เพราะงั้นจอมยุทธที่สามารถเข้าร่วมได้จึงมีไม่มาก

ด้วยความมั่งคั่งของตระกูล แน่นอนว่ากลุ่มของพวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยเท้า พวกเขาใช้วิธีการเดินทางด้วยเรือทางดินที่ไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านอากาศ แต่เป็นการเคลื่อนที่ผ่านใต้ผืนดิน

การเคลื่อนที่ด้วยวิธีนี้รวดเร็วเป็นอย่างมาก เพราะไม่จําเป็นต้องอ้อมผ่านสิ่งกีดขวางใดๆ

พวกหลิงฮันเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬแทบทุกคน ในขณะที่เรือกําลังเคลื่อนที่มุ่งหน้าไปยังอาณาเขตสวรรค์ผ่อัน

เรือใช้เวลาเกือบเจ็ดเดือนในการเคลื่อนที่ผ่านสามอาณาเขตสวรรค์ นี่เป็นเพราะเรือข้ามผ่านผืนปฐพีที่พวกเขานั่งเป็นเรือระดับสูงถึงได้รวดเร็วขนาดนี้ ไม่เช่นนั้นระยะเวลาจะเพิ่มกว่านี้ราวๆ สามถึงห้าเท่า

ภายในระยะเวลาเจ็ดเดือน พวกเขามาถึงอาณาเขตสวรรค์ผ่อนในที่สุด

ตอนที่ 2038 นายน้อยบ้าไปแล้ว

กั้วหมิงและภรรยายืนกรานปฏิเสธ เพราะรู้สึกอับอายที่จะต้องรับผลประโยชน์จากหลิงฮันอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานการยัดเยียดของหลิงฮันได้ ทําให้ต้องรับเม็ดยาเหล่านั้นไป

นอกจากนั้นหลิงฮันก็ยังมอบชาจากต้นสังสารวัฏ ให้กั้วหมิงและภรรยาในปริมาณที่มากเท่าที่จะมอบให้ได้

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่รู้ว่าแหวนนี้มีไว้เพื่ออะไร แต่เพียงแค่เพราะมันสร้างขึ้นจากแร่โลหะนิรันดรก็นับว่ามีค่ามากมายมหาศาลแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง ฟู่เยว่ทําสีหน้าเศร้าโศก

เขาเองก็ช่วยเหลือด้วยแท้ๆ ทําไมถึงดูเหมือนเขากําลังถูกลืมอยู่เลย?

กั้วหมิงและภรรยาตัดสินใจออกจากเหมืองในอีกไม่กี่วัน ตอนนี้พิษจากฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษถูกขจัดไปแล้ว พวกเขาเชื่อว่าหร่วนตงคงไม่สามารถไล่ตามพวกเขาได้อีกต่อไป

“เอาล่ะ พวกเราก็กลับกันได้แล้ว” หลิงฮันยืดแข้งยืดขา

ฟู่เยว่ตรวจสอบขวดเม็ดยาที่กั่วหมิงและภรรยาคืนมาให้ และพบว่าด้านในยังมีเม็ดยาเหลืออยู่เก้าเม็ด เขาเก็บขวดเม็ดยาและกล่าว “ไปที่ตระกูลข้ากันก่อน”

เขาไม่ใช่คนที่จะติดค้างหนี้คนอื่น

“ทําไมกัน หรือเจ้าตั้งใจจะล่อลวงพวกข้าไปจับกุมกัน?” หลิงฮันกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ใช่แล้ว เจ้าไม่กล้างั้นรึ?” ฟู่เยว่ยั่วยุ

“ก็ได้ งั้นก็เป็นไปเก็บหนี้ของเจ้ากัน” หลิงฮันหัวเราะ อันที่จริงเขาแค่หยอกฟู่เยว่เล่นเท่านั้น แต่ถ้าหากอีกฝ่ายคิดจะมอบศิลาดวงดาวให้เขาหนึ่งนร้อยล้านก้อนจริงๆ เขาก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ

เพราะอย่างไรดาบอสูรนิรันดร์ก็ยังอยู่ห่างจากการบรรลุเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ที่แท้จริงอีกไกล และจําเป็นต้องใช้ศิลาดวงดาวอีกจํานวนมหาศาล

กลุ่มของพวกเขาเดินทางกลับ

เมื่อไม่ต้องให้ฮูหนิวคอยดมหาทางให้ ความเร็วในการเดินทางของพวกเขาก็รวดเร็วขึ้น และกลับมาถึงเมืองได้ในเวลาเพียงวันกว่าๆ

“นายน้อย!”

ทันทีที่กลับมาถึงเมือง ผู้คนมากมายก็เข้ามาล้อมรอบ โดยมีผู้นําคือชายชราผู้คุ้มกันของฟู่เยว่

ชายชราจ้องมองและกล่าว “หลายวันมานี้ เจ้าทําอะไรลงไปกับนายน้อย?”

หากไม่ทําอะไรแล้วพวกหลิงฮันจะหายไปเงียบๆ เพื่ออะไร?

“ลุงยวี๋” ศิลาดวงดาวอยู่ที่ไหน?” ฟู่เยว่ถาม

“โอ้ อยู่นี่แล้วขอรับ” ลุงยวี๋นําแหวนมิติออกมา

ฟู่เยว่เดินเข้าไปรับแหวนมิติ และเดินกลับมาโยนแหวนให้หลิงฮัน “ฟู่เยว่ผู้นี้เดิมพันแล้วย่อมไม่คืนคํา”

เมื่อเหตุการณ์ตรงหน้า ลุงยวี๋ ก็กลายเป็นโง่งม

บ้าไปแล้ว นี่สมองของท่านถูกลาเตะเข้าใส่หรืออย่างไร!

เมื่อครู่นี้ทั้งๆ ที่สามารถหนีออกมาได้แล้ว แต่ท่านกลับเป็นฝายนําค่าไถไปมอบให้ด้วยตัวเองงั้นรึ?

คนผู้นี้ยังใช่นายน้อยของเขาอยู่รึเปล่า?

ลุงยวี๋รีบใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบ และไม่พบความผิดปกติอะไร

คนผู้นี้คือนายน้อยของเขา

ฟู่เยว่ส่ายหัวและกล่าว “ลุงยวี๋ ไม่ต้องกังวลไป คนเหล่านี้คือสหายของข้า”

สหายงั้นรึ?

มีสหายแบบใดกันที่พบปล้นชิงศิลาดวงดาวหนึ่งร้อยล้านก้อนเมื่อพบหน้ากัน?

ท่ามกลางสายตาของฝูงชน ฟู่เยว่ได้นําพาหลิงฮันกับคนอื่นๆ ไปยังที่พักตระกูลฟู่

เนื่องจากฟู่เยว่เป็นผู้สืบทอดคนเดียวในรุ่นที่สามของตระกูล ‘การลักพาตัว’ ของเขาจึงรู้ไปถึงหูของปรมาจารย์ฟู่ และอีกฝ่ายก็ได้เรียกหลิงฮันให้เข้าพบ หลังจากที่รู้ว่าปรมาจารย์เฒ่าฟู่เป็นนักปรุงยาสีดาว เขาก็ตอบตกลงในทันที

“คารวะผู้อาวุโส!” หลังจากฟู่เยว่นําทางเข้ามายังห้องโถงแห่งหนึ่ง หลิงฮันก็แสดงความเคารพต่อชายชราที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งหลัก

คนผู้นี้คือฟู่ปั๋ว ปรมาจารย์ที่ปกครองเมืองแห่งนี้ และเห็นหัวหน้านักปรุงยาภายใต้การปกครองราชานิรันดร์ไจ่เยว่ เขาไม่ใช่แค่ปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว แต่ยังเป็นตัวตนระดับช้ามผ่านต้นกําเนิดแท้อีกด้วย ถึงแม้พลังต่อสู้ในระดับเดียวกันของนักปรุงยาจะอ่อนแอ แต่ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ก็ยังคงระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เพียงแค่หนึ่งฝ่ามือก็สามารถกําราบตัวตนระดับตําหนักอมตะได้อย่างง่ายดาย

“ไม่ต้องมากพิธี” ชายชราสะบัดมือ บนศีรษะของเขาปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีขาวโพลน ซึ่งแม้ กระทั่งคิ้วและหนวดเองก็เป็นสีขาวเช่นกัน เขาจดจ้องหลิงฮันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “เห็นว่าเจ้าลักพาตัวหลานชายของข้าไปงั้นรึ?”

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ผู้อาวุโสเข้าใจผิดแล้ว”

“โอ้ ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทําไมถึงไม่คืนศิลาดวงดาวหนึ่งร้อยล้านก้อนคืนม่าละ?” ชายชรากล่าวอย่างแผ่วเบา

ดูเหมือนชายชราจะมีจุดประสงค์คือการทวงคือศิลาดวงดาว

แน่นอนว่าหลิงฮันไม่มีทางยอม มีเหตุผลใดที่เขาต้องมอบสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าของเขาแล้วให้คนอื่น?

เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในทันที “ข้ามีคําถามเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาอยากจะถามผู้อาวุโส”

“โอ้?” ฟู่ปั๋วเผยสีหน้าประหลาดใจ เขารู้มาว่าหลิงฮันนั้นเป็นอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ อีกฝ่ายมีพลังบ่มเพาะเพียงระดับตัดวิญญาณหยาง ก็สามารถกําราบหลานของเขาได้ และการจะบ่มเพาะสร้างจักรพรรดิขึ้นมาได้ จําเป็นต้องเป็นขุมอํานาจใหญ่อย่างขุมอํานาจระดับราชานิรันดร์

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทําไมเขาจึงทําเพียงแค่กดดันหลิงฮันเท่านั้น และไม่ลงมือช่วงชิงศิลาดวงดาวกลับมาตรงๆ

แต่ไม่คาดคิดว่าจู่ๆ หลิงฮันจะเอ่ยถามปัญหาเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยากับเขา

หลิงฮันตั้งมั่นกับตนเองเอาไว้แล้ว หลังจากที่ออกจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกมา เขาก็ไม่เคยละทิ้งการศึกษาศาสตร์ปรุงยา ทําให้พบเจอและสะสมปัญหาอยู่ในหัวมากมาย

ในตอนแรกฟู่ปั๋วก็ไม่คิดอะไรมาก แต่ผ่านไปไม่นานสีหน้าของเขาก็กลายเป็นแข็งค้าง และรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อัจฉริยะ รุ่นเยาว์ผู้นี้คืออัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยา!

ฟู่ปั๋วไม่มีลูกศิษย์ก็จริง แต่เขาก็ได้ส่งผ่านความรู้ในศาสตร์ปรุงยาทั้งหมดของเขาให้แก่บุตรของตนเอง แต่บุตรที่ว่ากลับไม่มีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยามากเท่าที่ควร ทําให้บรรลุเป็นเพียงนักปรุงยาหนึ่งดาวได้อย่างเฉียดฉิว ส่วนหลานของเขาเองก็มีพรสวรรค์เพียงแค่ในศาสตร์วรยุทธเท่านั้น ทําให้ไม่สามารถสืบทอดความรู้ของเขาได้

นี่คือเรื่องที่เขาผิดหวังมาโดยตลอด และกังวลว่าศาสตร์วรยุทธที่เขาฝึกฝนมาจะสูญหายไป

เพราะงั้นการที่จู่ๆ สุดยอดอัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยาที่พบเจอได้น้อยนิดได้ปรากฏตัว จึงทําให้จิตใจของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น จนอยากจะรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์เพื่อส่งมอบความรู้ทั้งหมดที่เขาศึกษามา

ด้วยความชื่นชมที่มีต่ออัจฉริยะ ไม่ว่าหลิงฮันจะถามอะไร ชายชราก็จะอธิบายกลับไปอย่างละเอียด

ชายชราหนึ่งคนกับรุ่นเยาว์หนึ่งคนพูดคุยเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยากับอย่างออกรส ทําให้ฟู่เยว่ที่อยู่ด้านข้างทั้งตกตะลึงและเบื่อหน่าย

ตอนแรกเขาคิดว่าหลิงฮันเพียงแค่แสร้งถามคําถามเพื่อเอาใจปู่ของเขาเท่านั้น เขาไม่เคยคาดคิดแม้แต่น้อยว่าหลิงฮันจะเชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงยาจริงๆ แต่จากที่เห็นแล้ว ดูเหมือนความสําเร็จใจศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮันจะไม่ใช่น้อยๆ เลย เพราะไม่งั้นปู่ของเขาคงไม่มีท่าที่จริงจังขนาดนี้

ที่เขาตกตะลึงก็คือหลิงฮันเป็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพของจักรพรรดิแท้ๆ ในยุทธภพนี้จะมีสัตว์ประหลาดที่เชี่ยวชาญศาสตร์สองศาสตร์ที่แตกต่างกันได้อย่างไร?

ส่วนที่เขาเบื่อก็เพราะเขาไม่มีความสนใจใดๆ ในศาสตร์ปรุงยา ทําให้เมื่อต้องฟังบทสนทนาของทั้งสอง เขาจึงทําได้เพียงหาวอย่างเบื่อหน่าย แต่หากท่านปูไม่อนุญาต มีรีที่เขาจะกล้าโดยพลการ

เพราะงั้นเขาจึงทําได้เพียงนั่งอยู่กับทั้งสองต่อไปด้วยความรู้สึกอึดอัด

ในที่สุดในอีกสิบวันต่อมา ทั้งสองคนก็หยุดพูด

“อืม…. ส่วนคําถามต่อไป”

“เอาไว้ที่หลัง เอาไว้ที่หลัง!” ฟู่เยว่รีบดึงร่างหลิงฮันลุกขึ้นยืนและเผ่นหนี เพียงแค่คําถามแรกก็ทําให้เขาต้องนั่งอย่างเบื่อหน่ายเป็นเวลาสิบวัน นี่ไม่คิดจะให้เขามีชีวิตอยู่ต่อเลยงั้นรึ ถึงได้ยังจะถามคําถามต่อ?

ตอนที่ 2037 แหวนสีดํา

“เป็นไปไม่ได้” ฟู่เยว่เผยสีหน้าไม่เชื่อ

เมื่อม้วนคําสั่งระดับตําหนักอมตะถูกใช้งานแล้ว จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณตัวจ้อยจะไม่ถูกสังหารได้อย่างไร? ช่างน่าขันนัก

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “อยากจะเดิมพันกับข้าไหมล่ะ?”

“เดิมพันด้วยอะไร?” เฟยเยวรีบถาม

“หนึ่งร้อยล้านศิลาดวงดาว”

ใบหน้าของฟู่เยว่แสดงออกถึงความอับอาย ประโยคนี้ทําให้เขานึกถึงเรื่องน่าอายที่เขาทําลงไปก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่ทันจะรู้เรื่องอะไร ก็ยื่นข้อเสนอมอบหนึ่งร้อยล้านศิลาดวงดาวให้หลิงฮันด้วยตัวเอง

“ตกลง!” เขารีบตอบตกลง ในเมื่อมีคนต้องการมอบเงินให้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปฏิเสธสิ

หลิงอันกล่าวด้วยท่าที่เรียบง่าย “หร่วนตงเมื่อครูไม่ใช่ร่างจริง แต่เป็นร่างวิญญาณที่ถูกแบ่งออกมา”

“อ่า!” ฟู่เยว่ชะงัก “เจ้าแน่ใจรึ?”

ทันใดนั้นเขาก็ถูกตบเข้าที่หลังคอทันที พร้อมกับเสียงของซูหนิวดังขึ้นอย่างอุ่นเคือง “หลิงฮันของหนิวบอกว่าเป็นร่างวิญญาณก็ต้องเป็นร่างวิญญาณสิ!”

จักรพรรดินีเองก็เผยสีหน้ามืดมน อีกฝ่ายกล้าหวังจะชิงเงินของตระกูลหลิงไปงั้นรึ?

ฟู่เยว่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ หากบอกว่าไม่ใช่ร่างจริง ก็ต้องไม่ใช่ร่างจริงโดยที่เขาไม่มีสิทธิ์สงสัยเลยงั้นรี?

หลิงฮันหัวเราะและลากฟู่เยว่ไปด้านหน้า “ลองตรวจสอบดูให้ดี”

ร่างวิญญาณคือส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณที่ถูกดึงออกมาจากร่างหลัก เพราะงั้นสิ่งที่แตกต่างจากร่างหลักก็คือความหนาแน่นของดวงวิญญาณ

เยว่ทําการตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอุทานออกมา “เป็นร่างวิญญาณจริงๆ ด้วย!” ถึงแม้ร่างวิญญาณของหร่วนตงจะแหลกสลายไปแล้ว แต่ระยะเวลาก็เพิ่งผ่านไปไม่นาน ทําให้การตรวจสอบทําได้ไม่ยากเท่าไหร่

“ขอบคุณเจ้ามากที่ยินดีจะมอบศิลาดวงดาวหนึ่งล้านก้อนให้ข้า” หลิงฮันทําท่ายื่นมือออกไป

“ ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก!” ฮูหนิวเองก็ทําตาม และยื่นมือออกไปเช่นกัน

แน่นอนว่าเสี่ยวเองก็ไม่ยอมใคร และยื่นมือตามออกไปอย่างใจร้อน

ฟู่เยว่เหงื่อตก คนพวกนี้แข็งแกร่งมากแท้ๆ แต่เหตุใดแต่ละคนถึงได้มีนิสัยเช่นนี้กัน?

“โชคยังดีที่หมอนั่นไม่ตาย!” กั่วหมิงถอนหายใจ การสูญเสียร่างวิญญาณแม้จะทําให้บาดเจ็บสาหัส แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถบ่มเพาะพลังน้ํามันกลับมาได้ แต่ในทางกลับกัน เขาเองก็รู้สึกสลดอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน ถ้าหากหร่วนตงยังไม่ตาย นั่นก็หมายความว่าเขากับหลิวเสวี่ยเหยียนยังคงมีโอกาสถูกไล่ล่าอยู่

“คิดว่าข้าเป็นพวกไม่รักษาคําพูดรึไง?” ฟู่เยว่กล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “ก็ได้ ตามข้ามาเอาค่าไถ่ ไม่สิ ตามข้ามาเอาเงินเดิมพัน

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่าค่าไถ่ หลิงฮันก็หัวเราะออกมา คนผู้นี้ช่างน่าตลกขบขันโดยแท้

“ท่านผู้มีพระคุณโปรดรอก่อน!” กั่วหมิงรีบกล่าว

“หืม?” หลิงฮันหันหน้าไปมองอีกฝ่าย

“ข้าถูกท่านผู้มีพระคุณช่วยเอาไปถึงสองครั้ง แม้ข้าจะไม่มีสมบัติล้ําค่าใดอยู่ในครอบครอง แต่ข้าก็มีสิ่งโบราณที่ได้รับสืบทอดมาจะมอบให้” กั่วหมิงดึงแหวนออกมาจากมือและมอบให้หลิงฮัน “ข้าขอมอบสิ่งนี้ให้ท่านผู้มีพระคุณ”

“ไหนๆ มันคืออะไร?” ฮูหนิวรู้สึกสงสัยและหยิบแหวนมาดู

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” กั่วหมิงฝืนยิ้มและส่ายหัว “เห็นว่าแหวนวงนี้เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของข้าได้มาโดยบังเอิญ เมื่อหลายล้านปีก่อน ครั้งล่าสุดที่บรรพบุรุษของข้าขึ้นไปยังภูเขาเพื่อตัดไม้ เขาบังเอิญไปพบเห็นจอมยุทธสองคนกําลังสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อสิ่งของชิ้นหนึ่ง”

“ผลสุดท้ายการต่อสู้ก็มีผู้ชนะ แต่หลังจากคว้าชัยชนะไปได้ไม่นาน จอมยุทธผู้นั้นก็เสียชีวิตลงเพราะบาดแผลที่สาหัส”

“สิ่งของที่ทั้งสองคนต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันจึงได้ถูกนํากลับมาโดยบรรพบุรุษของข้า ซึ่งก็คือแหวนวงนี้ เพียงแต่ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษของข้าจากไป ก็ไม่มีการค้นคว้าใดๆเลยว่าแหวนวงนี้มีไว้เพื่ออะ

“หลังจากยุคสมัยผ่านมารุ่นสู่รุ่น ประมุขของตระกูลถั่วผู้หนึ่งก็อยากรู้ถึงความล้ําค่าของแหวนวงนี้ แต่ท้ายที่สุดการค้นคว้าของเขาก็สูญเปล่าและไม่พบอะไรเลยแม้แต่น้อย”

“เมื่อแหวนถูกส่งมาถึงข้า ข้าเองก็ลองศึกษามันดูอยู่เป็นเวลานานเช่นกัน ข้าลองตรวจสอบ จากตําราของนิกายเดือนดาราดูแล้ว แต่ก็ยังไร้ความหมาย”

“แม้สิ่งนี้อาจจะไร้ค่า แต่ข้าก็อยากมอบให้ท่านผู้มีพระคุณ เพื่อหากอยู่ในมือท่านมันอาจจะมีประโยชน์ก็เป็นได้”

ฟู่เยว่อยากจะตะโกนร้องไห้ขึ้นฟ้า ทั้งๆที่เขาเองก็ช่วยเหลืออย่างหนักแท้ๆ แต่ทําไมคู่รักคู่นี้ถึงได้ไม่แม้แต่เอ่ยขอบคุณเข้าบางเลย? ยิ่งกว่านั้นเขาก็ยังไม่คิดค่าเสียหายของเม็ดยาชีวิตได้มรณากับทั้งสองคนอีก

หลิงฮันสงสัยเป็นอย่างมาก เขานําแหวนมาจากมือซูหนิวและวางบนฝ่ามือเพื่อตรวจสอบอย่างรอบคอบ

แหวนวงนี้เป็นแหวนที่เรียบง่ายมาก นอกจากตัวแหวนที่เป็นสีดําแล้ว มันก็ไม่มีการตกแต่งอะไรเลย

ตอนแรกหลิงฮันคิดว่ามันอาจจะเป็นแหวนมิติ แต่ไม่ว่าเขาจะใช้สัมผัสสวรรค์ขึ้นําเข้าไปขนาดไหน ตัวแหวนก็ยังไม่มีการตอบสนอง

เขาลองออกแรงบีบมันดู แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตัวแหวนไม่มีรอยบุบเลยแม้แต่น้อย

นับว่าน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก คิดว่าพลังของหลิงฮันในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน?

สําหรับแร่โลหะถึงนิรันดร์สองดาว หากมันถูกเขาออกแรงบีบใส่บนแร่โลหะจะปรากฏรอยนิ้วมือ และหากเป็นแร่โลหะกิ่งนิรันดร์สามดาว ก็อาจจะมีรอบยุบปรากฏขึ้นเล็กน้อย

แต่ทว่าแหวนวงนี้กลับไม่ปรากฏรอยยุบใดๆเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา และวางแหวนลงบนตัวดาบ “ครืนน” ดาบอสูรนิรันดร์สั่นไหวเล็กน้อย และสิ่งที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิงฮัน

แหวนไม่มีการตอบสนองใดๆเลย!

ถึงแม้ดาบอสูรนิรันดร์จะเป็นเพียงอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาว แต่อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นระดับกึ่งนิรันดร์สามดาว ห้าดาว หรือสิบดาว ล้วนแต่เป็นระดับที่ตั้งกันขึ้นมาเอง ตามหลักจริงๆแล้ว แร่โลหะขั้นสูงกว่าแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ก็คือแร่โลหะนิรันดร์ ซึ่งไม่มีแร่โลหะกิ่งนิรันดร์แทรกกลาง

กล่าวคือหากดาบอสูรนิรันดร์สามารถดูดกลืนแร่โลหะกิ่งนิรันดร์หนึ่งดาวได้ ความยากในการดูดกลืนแร่โลหะกิ่งนิรันดร์สิบดาวก็ย่อมไม่แตกต่างกัน

หากดาบอสูรนิรันดร์ไม่สามารถดูดกลืนได้ ความเป็นไปได้ก็มีอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือสิ่งที่จะดูดกลืนไม่ใช่แร่โลหะ

แต่หลิงฮันสามารถบอกได้ว่าแหวนวงนี้จะต้องเป็นแร่โลหะอย่างแน่นอน ตัวเขาที่ครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีธาตุโลหะ หากไม่แยกแยะโลหะไม่ออก เขาก็ควรไปกระโดดลงแม่น้ําพลีชีพตัวเองซะ

แต่ถ้าในเมื่อมันเป็นโลหะ แล้วไม่สามารถถูกดูดกลืนได้ ความเป็นไปได้อย่างที่สองก็คือ

แหวนวงนี้เป็นแร่โลหะนิรันดร์

หากจะให้พูด ดาบอสูรนิรันดร์นั้นยังเป็นอุปกรณ์ระดับศักดิ์สิทธิ์หรือแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์อยู่ ซึ่งแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์จะดูดกลืนแร่โลหะนิรันดร์ได้อย่างไร?

เพราะงั้นการที่ดาบอสูรนิรันดร์ไม่สามารถทําปฏิกิริยาได้ และแหวนก็ไม่ตอบสนองใดๆ ย่อมหมายความว่ามันคือแร่โลหะนิรันดร์

หัวใจของหลิงฮันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง นี่คือสมบัติระดับราชานิรันดร์งั้นรึ? ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมจอมยุทธสองคนถึงได้สู้กันอย่างบ้าคลั่งจนถึงกับสิ้นชีพไปกันทั้งคู่ เพื่อสมบัติระดับนี้แล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องปรารถนาที่จะได้ครอบครอง

เขาไม่การคาดเดาที่เขาคิดแก่วหมิง เนื่องจากพลังของสองสามีภรรยานั้นอ่อนแอเกินไป หากให้พวกเขารู้ว่าตนเองถือครองสมบัติระดับราชานิรันดร์อยู่ คงไม่ใช่เรื่องดีสําหรับทั้งสองแน่ หากข้อมูลเรื่องนี้หลุดแพร่งพรายออกไป ก็มีแต่จะนําพาหายนะเข้ามา

หลิงฮันนําเม็ดยาบางส่วนออกมามอบให้กั่วหมิง พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ ว่าแหวนวงนี้มีไว้เพื่ออะไร แต่ข้ามั่นใจว่ามันต้องเป็นสมบัติอย่างแน่นอน”

“ไม่ได้ๆ ท่านผู้มีพระคุณช่วยพวกเราเอาไว้ถึงสองครั้ง พวกเราจะยังรับใดตอบแทนอีกได้อย่างไร?” กั่วหมิงและภรรยาปฏิเสธ

ตอนที่ 2036 ปะทะด้วยม้วนคัมภีร์

เจ็ดปีที่ผ่านมานี้นับว่าเป็นเจ็ดปีที่ทรมานที่สุดของถั่วหมิงก็ว่าได้ หากไม่ใช่เพราะหลิวเสวี่ยเหยียนล่ะก็ เขาอาจจะปลิดชีพตนเองไปนานแล้ว

ถึงแม้หลิวเสวี่ยเหยียนจะขโมยเม็ดยาชีวิตไร้มรณามาให้เขา แต่นั่นก็ทําได้แค่ช่วยยื้อชีวิตของเขาต่อไปเท่านั้น ไม่ได้ทําให้ความเจ็บปวดหายไปแต่อย่างได้

เพราะงั้นเมื่อตอนนี้หลิงฮันได้ดึงเขาออกมาจากขุมนรกแล้ว คิดว่าเขาจะเกลียดชังหร่วนตงขนาดไหน? ยิ่งเขาเคียดแค้นหร่วนตงเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณหลิงฮันมากเท่านั้น

ใบหน้าของหร่วนตงกลายเป็นมืดมน ที่เขาไม่ได้สังหารกั่วหมิงในทันที ก็เพราะต้องการให้คนที่เขาเกลียดได้รับความเจ็บปวดทรมานจนตาย

ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่อีกฝ่ายกลับยังสามารถเสนอหน้ามาอยู่ต่อหน้าเขาได้ ด้วยท่าที่ที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเขาทําใจรับไม่ได้แม้แต่น้อย

“เจ้าคนนอกที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่เจ้าจะยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ยังล้ําเส้นเกินไปมากอีกด้วย!” หร่วนตงกล่าวด้วยท่าทางโหดเหี้ยม

“อืม” หลิงฮันพยักหน้า “พูดแล้วข้าก็ยุ่งเรื่องคนอื่นจริงๆนั่นแล้ว แต่ถ้าเจ้าไม่พอใจก็เชิญเข้า มากัดข้าได้!”

“ช่างปากดีเสียจริง!” หร่วนตงเค้นเสียงเย็นชา มือขวาของเขาสั่นเล็กน้อย พร้อมกับนําม้วนคัมภีร์ออกมาถือในมือ

สิ่งนี้คือสมบัติคุ้มกันที่ปูของเขามอบให้ มันเป็นม้วนคําสั่งที่ผู้อาวุโสเจ็ดสร้างขึ้นด้วยตัวเอง เมื่อใดที่คลี่เปิดคัมภีร์ มันจะปลดปล่อยการโจมตีในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ออกมา เพราะมีม้วนคัมภีร์นี้อยู่ในครอบครองนั่นเอง เขาถึงไม่ยังคงมั่นใจในชัยชนะอยู่แม้จะถูกหลิงฮันซัดหน้าเมื่อครู่

แน่นอนว่าเขาเองก็อยากมีสมบัติที่แข็งแกร่งกว่านี้ แต่นิกายเดือนดาราเป็นเพียงขุมอํานาจสามดาวเท่านั้น แค่ได้ครอบครองม้วนคําสั่งนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว

“เจ้าคิดจะทําให้ข้าหวาดกลัวด้วยกระดาษขาดๆนั่นน่ะรึ?” หลิงฮันหัวเราะ

“ท่านผู้มีพระคุณระวังตัวด้วย นั่มันใช่กระดาษขาดๆ แต่เป็นม้วนคําสั่ง!” กั่วหมิงรีบกล่าวเตือน

หลิงฮันเหงื่อตก… นี่อีกฝ่ายคิดว่าเขาโง่ขนาดนั้นเลยรึไง?

หร่วนตงหัวเราะลั่น “ใช่แล้ว นี่คือม้วนคําสั่งที่สามารถสังหารจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ทั้งมวล! ในด้านของพลังต่อสู้เจ้าเหนือกว่าข้าก็จริง แต่หากวัดกันด้วยสมบัติเจ้าไม่มีวันเทียบชั้นข้าได้

“ช่างโง่เง่า!” ฟู่เยว่สายหัว

“หม?” หร่วนตงกวาดสายตามองและเผยท่าทีเกรี้ยวกราด เหตุใดคนที่แส่หาเรื่องสร้างปัญหา ให้เขาถึงได้โผล่หน้ามาเรื่อยๆเลย?

“เก้าก้นบ่อที่โง่เขลา!” ฟู่เยว่เองก็นําม้วนคัมภีร์ออกมา “ข้าเองก็มีม้วนคําสั่งเหมือนกัน มาวัดกันหน่อยเป็นไง”

ก่อนหน้านี้เขาถูกหลิงฮันจับตัวได้ก่อน ถึงได้ไม่มีโอกาสได้เผยไพลับที่ซ่อนเอาไว้

ในฐานะนายน้อยรุ่นที่สามเพียงคนเดียวของตระกูลฟู่ คิดว่าเขาจะไม่มีอาวุธที่ทรงพลังเก็บเอาไว้เลยงั้นรึ?

หร่วนตงแสยะยิ้ม “หากเจ้าอยากตาย ข้าก็จะสนองให้”

เขาคลี่ม้วนคัมภีร์ออก ทันใดนั้นคลื่นแสงสีดําก็พรั่งพรูออกมาและควบแน่นเป็นอักษะมาก มายที่ไม่อาจทําความเข้าใจได้

นี่คือตราประทับแห่งเต๋า อักษรเหล่าเป็นอักขระแห่งสวรรค์และปฐพี

เมื่อม้วนคัมภีร์ถูกคลื่ออกมาอย่างสมบูรณ์ ตัวอักษรทั้งหมดก็แตกกระจายและรวมตัวกันเป็นสัตว์อสูรร่างยักษ์ ที่ร่างเป็นวัว มีหางของแมงป่อง และมีเขาหนึ่งเขาอยู่บนหัว มันส่งเสียงคํารามดังสนั่นออกมา จนชั้นอากาศรอบด้านแตกกระจายในทันที

หลิงฮันทําการโคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ เพื่อรองรับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติที่อยู่รอบด้าน เพราะไม่เช่นนี้หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้คงพังทลายในพริบตา

หร่วนตงไม่แสดงท่าที่ตกตะลึงใดๆ เพราะนี่ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังของม้วนคําสั่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากหลิงฮันจะต้านทานได้

“อ่อนแอนัก!” ฟู่เยว่กล่าวอย่างเหยียดหยามและคลี่ม้วนคัมภีร์ พรึบ” แสงสีเงินพรั่งพรูหลั่งไหลออกมา แต่ยังไม่ทันที่คัมภีร์จะถูกคลี่ออกมายังสมบูรณ์ เพียงแค่เศษเสี้ยวคลื่นแสงที่เล็ดลอดออกมา ก็ทําให้สัตว์อสูรที่ปรากฏตัวเมื่อครู่แหลกสลายหายไปทันที ราวกับเป็นหิมะที่พบเจอเปลวเพลิง

“อะไรกัน!” หร่วนตงใบหน้ากลายเป็นซีดเผือดด้วยความหวาดผวา

ม้วนคัมภีร์ที่ถูกสร้างโดยปรมาจารย์ระดับตําหนักอมตะที่เขานําออกมา ไม่สามารถต้านทานได้แม้กระทั่งเศษเสี้ยวพลังม้วนคัมภีร์ออกอีกฝ่าย ความแตกต่างของพลังที่กว้างใหญ่นี้คืออะไรนะ?

มันคือการกําราบอย่างราบคาบด้วยระดับพลังที่เหนือกว่า!

การที่อีกฝ่ายสามารถนําม้วนคําสั่งที่สามารถปลดปล่อยการโจมตีระดับตําหนักอมตะออกมาได้ ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายมีเบื้องหลังอยู่ในระดับตําหนักอมตะเป็นอย่างน้อย หรืออาจจะถึงขั้นระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้!

ความรู้สึกองอาจอันสูงส่งของหร่วนคงสลายหายไปทันที หากอีกฝ่ายเป็นทายาทของขุมอํานาจระดับสี่ดาวล่ะก็ เขาคงแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้าแล้วจริงๆ

“ข้ายอมแพ้!” เขารีบกล่าวออกมา

พลังของม้วนคําสั่งตรงหน้าน่าสะพรึงกลัวเกินไป เพียงแค่เปิดแง้มออกมายังทรงอํานาจขนาดนี้ หากพลังถูกคลื่ออกมาทั้งหมดล่ะจะน่ากลัวขนาดไหน?

เขายังไม่อยากตาย!

ฟู่เยว่เค้นเสียงและคลี่ม้วนคําสั่งออกทั้งหมดอย่างไม่ลังเล พริบตานั้นเองคลื่นแสงสีเงินก็พรั่งพรูออกมา และปราณดาบจากม้วนคําสั่งได้พุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของหร่วนตงในทันที

เมื่อปราณดาบหายไป ร่างของหร่วนตงก็หายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้

ม้วนคําสั่งนี้มีอํานาจเทียบเท่ากับตัวตนระดับตําหนักอมตะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อย หากการโจมตีของตัวตนระดับตําหนักอมตะจะบดขยี้ร่างของจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณให้หายไปได้อย่างสมบูรณ์

ให้ตายเถอะ ช่างเสียของจริงๆ

หลิงฮันส่ายหัว เพียงเพื่อสังหารเศษสวะอย่างหร่วนตงถึงกับต้องใช้ม้วนคําสั่งระดับตําหนักอมตะเลย.. ช่างสิ้นเปลืองจริงๆ

แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรมันก็ไม่ใช่ของของเขาอยู่แล้ว

ฟู่เยว่ยิ้มไปยังหลิงฮัน หลักๆ แล้วการโจมตีนี้เขาทําไปเพราะต้องการแสดงให้หลิงฮันเห็นว่าแท้จริงแล้วเขายอดเยี่ยมขนาดไหน แต่แน่นอนว่าที่เขายอมเผยไม่ลับนี้ออกมาง่ายๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพียงต้องการแก้แค้นให้กั่วหมิงและภรรยาเช่นกัน

“ทะ ท่านผู้มีพระคุณ ท่านมีปัญหาแล้ว” กั่วหมิงตกตะลึง หร่วนตงนั้นเป็นถึงหลานคนที่สี่ของผู้อาวุโสเจ็ดแห่งนิกายเดือนดารา การที่อีกฝ่ายถูกสังหารที่นี่จะต้องเกิดความโกลาหลขึ้นแน่

หลิงฮันยักไหล่และกล่าว “ไม่เห็นเกี่ยวกับข้า ข้าไม่ได้เป็นคนสังหารเสียหน่อย”

ฟู่เยว่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แล้วอย่างไรล่ะ? นิกายเดือนจันทราจะกล้ามาหาข้าเพื่อแก้แค้นมัน”

ตระกูลฟู่เป็นขุมอํานาจสี่ดาว คิดว่าขุมอํานาจสามดาวอย่างนิกายเดือนดาราจะแส่หาความพังพินาศเข้าหาตัวเอง? ยิ่งกว่านั้นต่อให้พลังของชุมอํานาจทั้งสองเท่ากัน ตระกูลฟู่ก็ยังมีการคุ้มครองของราชานิรันดร์อยู่

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าจะบอกอะไรให้ ถึงแม้เจ้าจะใช้ม้วนคําสั่งไปแล้ว แต่หร่วนตงก็ไม่ได้ถูกสังหาร”

ตอนที่ 2035 หร่วนตงไล่ล่า

หลิงฮันนำถั่วหมิงออกมาจากหอคอยทมิฬ พร้อมกับตะโกนเสียงดัง “พวกเจ้าเข้ามาได้แล้ว”

“พี่ชายหมิง!” หลิวเสวี่ยเหยียนรีบรุดเข้ามาในบ้าน เมื่อนางเห็นว่าถั่วหมิงยังคงนอนอยู่บนเตียง นางก็รีบกวาดสายตาตรวจสอบทันที

ภาพที่นางเห็นทำให้นางตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะใบหน้าของอีกฝ่ายกลับมาอิ่มเอม และออร่ารอบกายก็มั่นคงแล้ว

“ท่านผู้มีพระคุณ!” นางคุกเข่าลงทันที

หลิงฮันยืนมือลงไปพยุงร่างหลิวเสวี่ยเหยียนขึ้นมา และใช้มืออีกข้างปลุกกั่วหมิงให้ตื่น

“เสวี่ย… เสวี่ยเหยียน”

“พี่ชายหมิง!”

สามีภรรยาโผเข้ากอดกันและเริ่มร้องไห้

“พี่ชายหมิง ท่านไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ รึ?” หลิวเสวี่ยเหยียนกล่าวรำพัน

“ไม่เป็นอะไรแล้ว ทุกอย่างดีมาก”

“ข้ากำลังฝันอยู่รึเปล่า?”

“ไม่ใช่ฝัน!”

คู่สามีภรรยาตื่นเต้นจนเริ่มทำการจูบกันอย่างดูดดื่มโดยไม่รู้ตัว

“ช่างน่ายินดี ช่างน่ายินดีจริงๆ” ฟูเยวซาบซึ้ง

เมื่อมองไปที่ฟูเยว่ หลิงฮันก็รู้สึกว่าเขาไม่สามารถมองอีกฝ่ายอย่างปกติได้อีกต่อไป

“หลิงฮัน หนิวก็อยากจูบด้วย!” ฮูหนิวยื่นปากและเอนร่างเข้ามา

หลิงฮันหัวเราะ พร้อมกับหันหน้าไปสัมผัสริมฝีปากกับซูหนิวเบาๆ

“ข้าเองก็อยากเหมือนกัน!” ธิดาโร่วเอนร่างตามเข้ามา

“เจ้าน่ะอยู่เฉยๆ ไป”

ธิดาโรวเค้นเสียงไม่พึงพอใจ เป็นบุรุษที่ขี้เหนียวยิ่งนัก นางแค่ของจูบด้วย ทำไมถึงต้องกลัวด้วย?

“จูบเลย! จูบเลย!” สองพี่น้องสือเหล่ยส่งเสียง

“หลิวเสวี่ยเหยียน!” เสียงคำรามที่สนั่นหวั่นไหวดังมาจากด้านนอก

สีหน้าของหลิวเสวี่ยเหยียนและกั่วหมิงเปลี่ยนไปทันที ทั้งสองคุ้นเคยกับเสียงนี้มาก เพราะเจ้าของเสียงคือคนที่มอบความทรมานอันไร้ที่สิ้นสุดให้แก่พวกเขา

หร่วนตง!

“พเจ้าคิดว่าจะหลบหนีจากข้าไปได้งั้นรึ?” หร่วนตงกล่าว “ที่ข้าไม่เผยตัวออกมาไล่ล่าก็เพราะต้องการให้หมอนั่นรับรู้ว่า การแย่งชิงสตรีของข้าไปจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สาหัสเพียงใด”

“ภายในสามวันนี้ พิษในร่างของถั่วหมิงจะปะทุออกมา และเสียชีวิตลงทันทีในอีกเจ็ดวัน”

“ข้ามาเพื่ออยู่กับเจ้า และรอดูความตายของเจ้าเศษสวะนั่น พร้อมกับนำตัวเจ้ากลับไป!”

“จะทำอย่างไรกันดี?” หลิวเสวี่ยเหยียนมองไปยังถั่วหมิง ในที่สุดสามีของนางก็ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้แล้วแท้ๆ แต่หร่วนตงก็ยังไล่ตามพวกนางมาราวกับเป็นคำสาป

กั่วหมิงกัดฟันและจู่ๆ ก็คุกเข่าลงตรงหน้าหลิงฮัน “ท่านผู้พี่พระคุณ ข้ารู้ว่าท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ซึ่งข้าไม่ควรขออะไรจากท่านแล้ว แต่สถานการณ์ในตอนนี้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอให้ท่านช่วยข้าอีกครั้ง”

“ข้าขอให้ท่านผู้มีพระคุณนำเสวี่ยเหยียนออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยที และข้าจะมอบสมบัติของข้าเป็นสิ่งตอบแทน!”

“ไม่นะพี่ชายหมิง!” หลิวเสวี่ยเหยียนโผร่างเข้ากอดแผ่นหลังของถั่วหมิง “ข้าอยากจะมีชีวิตและตายไปพร้อมกับท่าน!”

“เสี่ยเหยียน!” ทั้งสองคนกอดรัดเข้าหากัน

เมื่อเห็นสองสามีภรรยา หลิงฮันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบิดาและมารดาของเขา ในตอนแรกทั้งสองเองก็คงจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เหมือนกัน

และในเมื่อเขาช่วยชีวิตกั่วหมิงเอาไว้แล้ว จะให้มองดูอีกฝ่ายตายไปก็คงจะทำไม่ได้

เขายิ้มและเดินออกไปนอกบ้าน

“หืม เจ้าเป็นใครกัน?” เมื่อหร่วนตงเห็นบุรุษที่ไม่รู้จักเดินออกมาจ ใบหน้าของเขาก็ชะงักแข็งค้าง

บัดซบ นี่สตรีแพศยานั่นนอกเจ้าเขาอีกแล้วงั้นรึ?

เพียงแต่หลังจากหลิงฮันก็มีสตรีคนอื่นๆ เดินตามออกมา โดยที่แต่ละคนมีความงดงามราวกับเทพธิดา จนหร่วนตงต้องกลืนน้ำลายและลืมความเป็นไปได้ที่หลิวเสี่ยวเหยียนอาจจะนอกใจเขาไปเสียสนิท

“ข้าน่ะรึ?” หลิงฮันยิ้มแผ่วเบา “แค่คนที่ผ่านมา”

หร่วนตงเค้นเสียงกล่าว “ในเมื่อเจ้าเป็นเพียงคนที่ผ่านมาก็ไสหัวไปซะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า อย่าได้นำตนเองเข้ามาเกี่ยว”

“ข้าไม่เคยชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ข้าจะขอทุบตีเจ้าหน่อยแล้วกัน” หลิงฮันกล่าว

“ทุบตีข้า?” หร่วนคงชะงัก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “เจ้ารู้รึเปล่าว่าข้าคือใคร?”

“แน่นอน ก็ขยะไงล่ะ”

ใบหน้าของหร่วนตงกลายเป็นมืดมน “ข้าคือหลานคนที่สี่ของผู้อาวุโสเจ็ดแห่งนิกายเดือนดารา ท่านปู่ของข้าเป็นถึงตัวตนระดับตำหนักอมตะที่ยิ่งใหญ่!”

ในดินแดนแห่งเซียน ตัวตนระดับตำหนักอมตะสามารถกล่าวได้ว่าเป็นปรมาจารย์

“และตัวข้าเองก็เป็นจอมยุทธระดับตัดวิญญาณปฐพี!” หร่วนตงกล่าวต่อ “ด้วยพลังและประสบการณ์ของข้า เจ้ายังคิดจะเป็นศัตรูของข้าอยู่อีกรึ?”

“พล่ามแต่เรื่องไร้สาระอยู่ได้” หลิงฮันก้าวเดินเข้าหาหร่วนตง

“คิดจะยุ่งเรื่องคนอื่นจริงๆ สินะ!” หร่วนตงกล่าวอย่างเกลียดชัง แต่เมื่อสายตาของเขาชำเลืองไปยังจักรพรรดินีและคนอื่นๆ รอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนหน้าของเขา “แต่ข้าก็ขอขอบคุณเจ้าจริงๆ ที่นำสตรีงดงามมากมายขนาดนี้มามอบให้ข้า!”

ปัง!

ทันทีที่เขาเผยรอยยิ้มนั่นเอง กำปั้นอันหนักหน่วงก็ซัดเข้าที่ใบหน้าของเขาจนร่างลอยกระเด็น

“เจ้ากล้าลงมือกับข้ารึ?” หร่วนตงลุกกลับขึ้นมา เมื่อเขานำมือขึ้นมาลูบบริเวณจมูกก็พบว่ามีโลหิตติดอยู่เต็มมือ ทำให้เขาเกรี้ยวกราดขึ้นมา

ตั้งแต่เป็นเด็กจนถึงตอนนี้จะมีกี่ครั้งกันที่เขาถูกทุบตี แถมยังเป็นที่ใบหน้าอีกด้วย

“เจ้ายั่วยุข้าเข้าแล้ว!” เขาสะบัดมือขวา ทันใดนั้นคลื่นแสงก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาจนครบทั้งหมดเจ็ดคลื่น

“ฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษ!” เสียงของหลิวเสวี่ยเหยียนอุทานดังขึ้น ในขณะที่นางกับกั่วหมิงเดินออกมาพร้อมกัน

ในน้ำเสียงของนางแฝงเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว เพราะเป็นทักษะพิษนี้เองก็ทำให้กั่วหมิงทรมานมาหลายปีจนเกือบตาย

“ท่านผู้มีพระคุณระวังด้วย นั่นเป็นทักษะลับของผู้อาวุโสที่เจ็ด มีคำกล่าวว่าเขาได้รับทักษะมาจากซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งทักษะนี้อาจจะเป็นถึงทักษะระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้!” นางรีบกล่าวเตือนหลิงฮัน

หลิงฮันยิ้มอย่างไม่สนใจอะไร

การขจัดพิษให้กั่วหมิงไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่ด้วยกายหยาบของเขา หากต้องการชี้นำพิษให้เข้ามาในร่างของเขาล่ะก็ จำเป็นต้องเป็นพิษในระดับตำหนักอมตะเป็นอย่างน้อย

“ใช่แล้ว นี่คือฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษ” หร่วนตงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ใครก็ตามที่ถูกโจมตีด้วยฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษ จะต้องทนทุกข์ทรมานไปเป็นเวลาเจ็ดปีเต็ม และบุปผาทั้งเจ็ดจะค่อยๆ งอกเงยขึ้นมา เมื่อได้ที่บุปผาทั้งเจ็บเบ่งบานคนผู้นั้นก็จะตายภายในเจ็ดวัน!”

เขามองไปยังถั่วหมองด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “บุปผาดอกที่เจ็ดในร่างของเจ้าน่าจะเบ่งบานแล้วเวลาแห่งความตายของเข้ามามาใกล้เพียงแค่เอมแล้ว!”

น่าแปลก เหตุใดสภาพของหมอนั่นถึงได้ยังดูอิ่มเอม และไม่เป็นอะไรเลยกัน?

เป็นไปไม่ได้ แปลกมาก!

หรือว่าพิษจะถูกถอนออกไปได้งั้นรึ?

เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร!

หร่วนตงมั่นใจเป็นอย่างมาก แม้แต่ปรมาจารย์ระดับตำหนักอมตะ ก็ไม่สามารถขจัดพิษของฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษหลังจากถูกโจมตีใส่แล้วได้ ยิ่งเมื่อพิษผสานเข้าไปในร่างกายของคั่วหมิงอย่างสมบูรณ์แล้ว หากต้องการขจัดพิษ วิธีเดียวคือต้องทำลายร่างกายของคั่วหมิงไปด้วยเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการสังหารกั่วหมิง

แต่นั่นก็ใช่ว่าพิษจะไม่สามารถถูกขจัด บางทีตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้อาจจะทำได้ก็เป็นได้ แต่เพราะปรมาจารย์ทั้งหมดของนิกายเดือนดาราเป็นเพียงระดับตำหนักอมตะ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเชิญตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้แล้วมาลองทดสอบดู

“หร่วนตง เจ้าคงไม่คาดคิดสินะว่าพิษในร่างกายข้าจะถูกขจัดออกไปแล้ว!” กั่วหมิงกล่าวด้วยแววตาแดงก่ำ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อหร่วนตง

ตอนที่ 2034 เรื่องราว

“ชื่อของข้าคือกั่วหมิง” บุรุษตรงหน้ากล่าว

ขาเป็นคนที่มีพื้นเพธรรมดาทั่วไป แต่ด้วยพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธค่อนข้างดี ข้าจึงได้เข้าร่วมกับนิกายเดือนดาราเพื่อฝึกฝนศาสตร์วรยุทธ

“วาสนาได้นําพาให้ข้าได้พบกับสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือภรรยาของข้าในตอนนี้ หลิวเสวี่ยเหยียน”

“เสี่ยเหยียนเป็นหลานสาวของผู้อาวุโสสามของนิกายเดือนดารา ทําให้สถานะของเขาอยู่ไกลเกินกว่าที่ศิษย์ตัวนอกตัวเล็กๆ เช่นข้าจะเอื้อมถึง แต่ดวงชะตาช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”

“เมื่อข้ากับเสวี่ยเหยียนตกหลุมรักกัน ก็มีอุปสรรคเกิดขึ้น”

“ไม่เพียงแค่ผู้อาวุโสสามจะคัดค้าน แต่ผู้อาวุโสเจ็ดก็เช่นกัน”

“ผู้อาวุโสสามต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสเจ็ด เพราะงั้นพวกเขาจึงได้ตัดสินใจให้รุ่นเยาว์ของตนเองแต่งงานกัน ผู้อาวุโสเจ็ดที่หลานชายอยู่คนหนึ่งชื่อว่า หร่วนตง คนผู้นี้เองก็มีความสนใจในตัวเสวี่ยเหยียน”

“เสี่ยเหยียนพยายามปฏิเสธการแต่งงานอยู่หลายครั้งแต่ก็ไร้ผล”

“หร่วนตงนั้นเกลียดชังข้ามาก ทําให้เขาใช้ฝ่ามือเจ็ดบุปผาเจ็ดพิษสร้างบาดแผลที่รุนแรงกับ ข้า เพื่อให้ข้าทรมานและจบชีวิตลง”

“แต่หลังจากเสียเหยียนรู้เรื่องเข้า นางก็รีบพาข้าออกมาจากนิกายเดือนดาราในทันที

“เพื่อที่จะหลบเลี่ยงการไล่ล่า พวกข้าได้ทําการปกปิดร่องรอยอย่างรอบคอบ จนเมื่อมาถึงที่นี่อาการบาดเจ็บของข้าก็ทรุดหนักขึ้นจนถึงระดับที่ไม่อาจควบคุมได้ จึงต้องหยุดอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้”

“เสี่ยเหยียนไปได้ยินมาจากที่เมืองนี้มีปรมาจารย์นักปรุงยาอยู่ นางเลยตัดสินใจปลอมตัวเป็นคนรับใช้กว่าสองปี จนได้โอกาสเข้าใกล้ห้องเม็ดยาในที่สุด และขโมยเม็ดยานิรันดร์มาให้ข้า”

“ทุกอย่างเป็นเพราะข้าเอง!”

“เสี่ยเหยียนนั้นบริสุทธิ์ หากเจ้าต้องการลงโทษอะไรก็โปรดมาลงที่ข้าคนเดียว!”

“ฮือออ ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก!” เสียงร้องไห้ดังขึ้นมา เมื่อหันมองไปก็พบว่าฟูเยวนั้นมีน้ําตาไหลออกมาท่วมใบหน้า

นี่มัน… เกินไปหน่อยรึเปล่า?

กลุ่มของหลิงฮันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ และรู้สึกว่านายน้อยผู้นี้ช่างอารมณ์แปรปรวนและอ่อนไหวยิ่งนัก ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเพิ่งโมโหจนจะผ่าท้องคนป่วยนําเม็ดยาชีวิตไร้มรณาออกมาอยู่เลยแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับร้องไห้เพราะเรื่องราวรักใคร่เสียได้

“นี่เจ้าไม่เข้าถึงอารมณ์เกินไปหน่อยสิ?” หลิงฮันตบไหล่ฟูเยว่

“ฮึกๆ เจ้าไม่รู้สึกสงสารบ้างเลยรึไง?” ฟูเยวสะอึก

“ก็มีบ้าง แต่ก็ถึงไม่ขนาดนั้น” หลิงฮันรู้สึกว่านายน้อยผู้นี้สมวควรจะเป็นสตรียิ่งกว่าบุรุษเสียอีก

อย่างน้อยหากเป็นสตรี ต่อให้ร้องไห้ฟูมฟายเพียงใด ก็ไม่มีใครกล่าวว่าอะไร

“อึกๆ ช่างน่าสงสาร ช่างน่าสงสารยิ่งนัก!” ฟูเยว่ยังคงโศกเศร้าอยู่คนเดียว

ภาพตรงหน้าทําให้กั่วหมิงอึ้งจนไร้คําพูดไปเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรง แต่บุรุษนั้นไม่มีใครร้องไห้ออกมาง่ายๆ แล้วเหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงได้ร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้กัน? อันที่จริงแม้แต่หลิวเสวี่ยเหยียนก็ยังไม่ร้องไห้ขนาดนี้เลย

“เมื่อไหร่เจ้าจะหยุดทําเรื่องน่าอายเสียที่?” หลิงฮันถอนหายใจ

“ไม่ต้องสนใจข้า ให้ข้าร้องไห้ต่อไปอีกหน่อย”

ซูหนิวเป็นคนแรกที่เริ่มทนไม่ไหว นางยกเท้าและถีบออกไป “ปัง” ทันใดนั้นร่างของฟูเยว่ก็ลอยทะลุบ้านออกไป และกลายเป็นจุดสีดําขนาดเล็กในพริบตา

“พี่ชายหมิง!” น้ําเสียงอันอ่อนโยนที่ดูเร่งรีบดังขึ้น พร้อมกับสตรีผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามา

นางคือหลิวเสวี่ยเหยียน “สตรีอ่อนแอ” ที่พวกหลิงฮันพบเจอก่อนหน้านี้

เมื่อพบว่ามีคนหลายคนอยู่ในห้อง และแต่ละคนยังเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ใบหน้าของหลิวเสวี่ยเหยียนก็กลายเป็นซีดขาวทันที

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่ชายหมิง ทุกอย่างข้าเป็นคนลงมือทําเอง หากต้องการลงโทษหรือสังหารก็ให้มาลงที่ข้า!” นางกล่าวออกมาเสียงดัง

“ไม่ ข้าเป็นคนผิดเอง!” กั่วหมิงรีบกล่าวแทรก

“ข้าเอง!”

“ไม่ใช่ เป็นข้าเอง!”

ทั้งสองคนแย่งกันจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ สามีภรรยาคู่นี้ช่างมีความรักที่ลึกซึ้งต่อกันยิ่งนัก

หลิงฮันส่ายหัวและกล่าว “พวกเจ้าสองคนช่างโง่เขลานัก พวกเจ้าสองคนต่างต้องการรับผิดชอบเพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่ถูกจับตัวได้พร้อมกันน่ะรึ?”

“ไม่ ทําแบบนั้นไม่ได้!” กั่วหมิงและหลิวเสวี่ยเหยียนส่ายหน้าพร้อมกันด้วยความหวาดกลัว

“เสี่ยเหยียน ชาติภพหน้าของให้พวกเราเป็นสามีภรรยากันอีกครั้ง”

“เช่นกันพี่ชายหมิง!”

สองสามีภรรยามองหน้ากัน ก่อนจะลงมือโจมตีใส่ศีรษะของกันและกัน เพื่อทําลายห้วงจิตวิญญาณและตายไปพร้อมกัน

หลิงฮันยื่นมือ “พรึบ” ครืนพลังอันรุนแรงถูกส่งผ่านออกมาหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของทั้งสองคนเอาไว้

“พวกเจ้าจะไม่ใจร้อนกันไปหน่อยรึ?” เขาถอนหายใจ “ข้ายังไม่ได้บอกสักคําเลยว่าข้ามาเพื่อจับกุมพวกเจ้า”

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด นี่เขามาพบเจอคนแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

“อาการบาดเจ็บของเจ้าเกิดจากพิษ ข้าว่าข้าน่าจะขับไล่มันออกไปได้” หลิงฮันลังเลอยู่ครู่หนี่งก่อนจะกล่าวออกไป

“จริงๆ รี?” สองสามีภรรยาอุทานออกมาพร้อมกัน และเผยสีหน้าไม่เชื่อ

หลิงฮันพยักหน้าและถาม “หร่วนตงที่ว่าคงเป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณสินะ?ขั้นพลังของเขาอยู่ที่ตัดวิญญาณสวรรค์หรือปฐพี”

“ตัดวิญญาณปฐพี!” หลิวเสวี่ยเหยียนรีบกล่าวออกมา ซึ่งทําให้ความมั่นใจของหลิงฮันเพิ่มขึ้น

หากอาการบาดเจ็บเกิดจากตัวตนระดับตําหนักอมตะล่ะก็ หลิงฮันคงไม่อาจทําอะไรได้ แต่สําหรับระดับแบ่งวิญญาณเหมือนกันนั้น สําหรับหลิงฮันที่ครอบครองแก่นกําเนิดพลังพฤกษาแล้ว ตามหลักเขาย่อมสามารถรักษาบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บทั้งหมดได้

ในยุทธภพนี้มีคนต้องการความช่วยเหลืออยู่มากมาย หลิงฮันไม่ใช่คนชั่วร้ายหรือชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นๆ ก็จริง แต่เมื่อปัญหามาอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาก็ยินดีจะช่วยเหลือเท่าที่ไหว

“ฮืออออ ช่างน่าสงสารอะไรอย่างนี้ เราของช่วยพวกเขาให้ได้” ฟูเยว่เดินกลับมา พร้อมกับดวงตาที่เปียกชุ่ม

คนนี้ผู้นี้ไม่กลับแล้วจริงๆ

หลิงฮันกล่าว “เจ้าออกไปก่อน ข้าจะใช้ทักษะของข้ารักษาเขาให้”

“ตกลง ตกลง!” หลิวเสวี่ยเหยียนรีบพยักหน้า หากหลิงฮันประสงค์ร้ายก็คงไม่ต้องลี ลาขนาดนี้เพียงแค่อีกฝ่ายลงมือสังหาร นางก็ไม่มีวิธีการใดที่จะต้านทานไหว

“เจ้าก็ออกไปด้วย!” หลิงฮันกล่าวกับฟูเยว่

“อะไรกัน ข้าด้วยรึ?” ฟูเยว่ทําหน้าตามันงง

“ออกมาได้แล้ว!” ฮูหนิวคว้ามือลากฟูเยว่เดินออกไป

ที่ต้องไล่คนอื่นออกไป ก็เพื่อป้องกันความลับของหอคอยทมิฬไม่ให้รั่วไหล

หลิงฮันผลักฝามือใส่ถั่วหมิงจนสลบ และพาเข้าไปยังหอคอยทมิฬ ด้วยอํานาจห้วงเวลา การไหลของกระแสเวลาในหอคอยทมิฬจะถูกเร่งความเร็วขึ้นถึงหนึ่งพันเท่า

เขาเริ่มทําการรักษากั่วหมิง อํานาจของแก่นกําเนิดพลังพฤกษาถูกกระตุ้นและชี้นําเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายเพื่อขจัดพิษที่ละเล็กทีละน้อย

หากหลิงฮันสู้กับหร่วนตงตรงๆ เขาอาจจะสามารถกําราบอีกฝ่ายได้ในร้อยกระบวนท่า แต่การจะขจัดพิษของอีกฝ่ายที่อยู่ในร่างกั่วหมิงนั้น ไม่ได้ทําง่ายๆ แบบนั้น

วันเวลาผ่านไป พริบตาเดียวระยะเวลาในหอคอยทมิฬก็ผ่านพ้นไปสามปี และหลิงฮันก็ถอนมือกลับในที่สุด

พิษภายในร่างกิ้วหมิงถูกเขาขจัดทิ้งหมดแล้ว

หลิงฮันเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ระหว่างขั้นตอนการชําระล้างพิษ ความเข้าใจในการใช้งานแก่นกําเนิดพฤกษาของเขาเองก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ตอนที่ 2033 ตามหาคนร้าย

ฟู่เยว่เดินออกจากประตูร้านไป แต่ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็ชะโงกหน้าเข้ามาอีกครั้ง “ข้าไปจริงๆนะ ,

หลิงอันพยักหน้าและทํามือส่งสัญญาณว่าเชิญตามสบาย

ฟู่เยว่ออกไปอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เดินกลับเข้าประตูมาและนั่งลงอีกครั้ง

“ข้าเข้าใจผิดไปจริงๆรึ?” ใบหน้าของเขาแสดงออกอย่างโง่งม

“อืม!” พวกหลิงฮันทุกคนพยักหน้า ถึงแม้คนผู้นี้จะเป็นราชาในหมู่ราชา แต่ก็มีนิสัยที่น่าตลกยิ่งนัก

ฟู่เยว่ไม่นึกว่าตนเองจะปล่อยไก่ออกไปตัวใหญ่ขนาดนั้น เมื่อครู่นี้เขาสามารถหลบหนีไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลอกเขา

บัดซบ ข้านี่ช่างโง่จริงๆ

เขาถอนหายใจหนักอึ้ง และสีหน้ากลายเป็นสีแดง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เอ่ยขึ้นมา “ถึงแม้ข้าจะเข้าใจพวกเจ้าผิด แต่นั่นก็มีเหตุผลอยู่” เขาหยุดนิ่งไปก่อนจะกล่าวต่อ “เจ้าเองก็เข้าใจข้าผิดเช่นกัน ข้าไม่ได้ใช้อํานาจของตนเองในการกดขี่สตรี”

“ข้ารู้” หลิงฮันพยักหน้า ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่สุภาพกับอีกฝ่ายอยู่แบบนี้

“สตรีผู้นั้นปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของตระกูลข้า และขโมยเม็ดยาชีวิตไร้มรณาที่ท่านปู่ของข้าเพิ่งหลอมไป กว่าคนรับใช้คนอื่นจะรู้ตัวนางก็หลบหนีไปได้เสียแล้ว ทําให้เมื่อเข้ารับรู้ข่าว จึงต้องรีบออกไล่ตามแต่ก็ยังสายเกินไป” ฟู่เยว่กล่าว

โอ้ เรื่องราวซับซ้อนเช่นนั้นเลยรี?

“เป็นความจริงรึ?” หลิงฮันขมวดคิ้ว หากเรื่องนี้เป็นความจริง พวกเขาก็ทําสิ่งที่ไม่สมควรลงไปจริงๆ

“ข้าขอให้สัตย์สาบานด้วยเกียรติของตระกูลฟูเลยข้าไม่ได้หลอกลวง!” ฟู่เยว่กล่าวอย่างจริงจัง

หลิงฮันพยักหน้า “ถ้างั้นก็เป็นความเข้าใจผิดจริงๆ”

พวกเขาเข้าใจจุดประสงค์ที่ตระกูลฟูไล่ล่าสตรีผู้นั้นผิด ส่วนฟู่เยว่เองก็เข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาต้องการจับตัวตนเองไปเรียกค่าไถ่

“ในเมื่อเป็นแบบนั้นก็ออกตามหานางกันเถอะ” หลิงฮันลุกขึ้นยืนทันที

“จากจํานวนคนที่มากมายดั่งมหาสมุทรไร้ขอบเขต จะไปหานางเจอได้อย่างไร?” ฟู่เยว่ถอนหายใจ จํานวนประชากรทั่วทั้งเมืองนั้นอยู่ที่ราวๆหมื่นล้านคน การจะหาคนเพียงคนเดียวให้พบเป็นอะไรที่ยากลําบากมาก

“ให้หนิวจัดการเอง!” ฮูหนิวเสนอตัว

หลิงฮันหัวเราะและกล่าว “ถ้างั้นหนิวก็นําทางไปเลย”

“ได้!” ฮูหนิวลุกขึ้น แต่หลังจากนางเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็รีบหันหลังกลับมาเก็บอาหารที่ยังกินเหลือบนโต๊ะ

ฟู่เยว่ส่ายหัวไปมาและไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย

“ไปได้แล้ว!” หลิงฮันลากฟู่เยว่ให้ตามมา ด้วยพลังของเขาแน่นอนว่าฟู่เยว่ไม่สามารถขัดขืนได้

กลุ่มของพวกเขาออกจากร้านอาหารกลับไปยังบริเวณที่พบเจอกับสตรีก่อนหน้านี้

ฮูหนิวทําจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะชี้ทิศทางและกล่าว “ทางนั้น!”

ให้ตายเถอะ นี่จมูกเจ้าเป็นของสุนัขรึไง

ฟู่เยว่อดไม่ได้ที่จะอุทานขึ้นมาในใจ แต่ด้วยความงดงามที่ราวกับเทพธิดาของฮูหนิว เขาจึงไม่ได้กล่าวออกไป

หลิงฮันและคนอื่นๆ มั่นใจในตัวฮูหนิวมาก เพราะจมูกของสาวน้อยผู้นี้รับกลิ่นได้ดียิ่งกว่าสุนัขเสียอีก

ในระหว่างการเดินทาง ฮูหนิวจะหยุดนิ่งบ้างเป็นบางครั้ง ก่อนจะพาทุ่งคนหันซ้ายขวามุ่งไปยังทิศทางอื่น กลุ่มของพวกเขาข้ามผ่านสันเขาลูกหนึ่งไป และในเวลาสองวันต่อมาก็มาถึงหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง

“ที่นี่แหละ!” ฮูหนิวกล่าวและชี้นิ้วไปที่หมู่บ้าน

ที่นี่น่ะ ?

แน่นอนว่าฟู่เยว่ย่อมไม่เชื่อ เขาส่ายหัวไปมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยข้อกังขา

“ไปกัน!” หลิงฮันลากฟู่เยว่ตามเข้าไป

เมื่อกลุ่มของพวกเขาเข้าสู่หมู่บ้าน กลุ่มของเด็กน้อยก็วิ่งเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทันที โดยที่แต่ละคนมองไปยังจักรพรรดินี ฮูหนิว และสตรีคนอื่นๆอย่างไม่ละสายตา

เด็กเหล่านี้ไม่เคยเห็นสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาเช่นนี้มาก่อน

หลิงอันและกลุ่มของเขาเดินมาหยุดหน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้คลุมหลังคาเอาไว้ด้วยหญ้าฟาง ซึ่งดูเป็นบ้านที่ธรรมดาสามัญมาก

“ที่นี่งั้นรึ?” ฟู่เยว่ยังคงส่ายหัวไปมา เขาได้ยินมาจากคนรับใช้ว่าสตรีที่เป็นหัวขโมยนั้นมีพลังอยู่ในระดับโลกียนิพพาน ถึงแม้จอมยุทธระดับโลกนิพพานจะไม่มีคุณสมบัติถูกเรียกว่าปรมาจารย์ในดินแดงแห่งเซียน แต่พวกเขาก็พอมีอํานาจอยู่บ้าง และสามารถสร้างเมืองขนาดย่อมๆขึ้นเองได้

คนที่มีอํานาจแบบนั้นจะมาอาศัยอยู่ในสถานที่คับแคบเช่นนี้น่ะ?

ใครจะไปเชื่อกัน!

หลิงฮันถามพวกเด็กๆ “ใครรู้บ้างว่าใครอาศัยอยู่ที่นี่? จริงสิ คนที่ตอบคําถามเป็นคนแรก ข้าจะให้ลูกอมสองเม็ดเป็นรางวัล” เขากล่าวพร้อมกับนําลูกอมออกมา

“ข้ารู้ๆ!”

“ ข้าก็รู้เหมือนกัน!”

เหล่าเด็กแย่งกันตอบเป็นคนแรก ในขณะที่ซูหนิวตั้งท่าขู่ เพราะลูกอมเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมควรเตรียมไว้เพื่อโน้มน้าวนาง

“พี่มีชายกับพี่สาวอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้”

“พี่สาวเป็นคนที่สวยมาก!”

“แต่ก็ยังไม่เท่ากับพวกพี่สาวเหล่านี้”

“พวกเขาเพิ่มย้ายมาที่นี่เมื่อสองปีก่อนนี้เอง”

“ฝั่งคนที่เป็นพี่ชายนั้นเจ็บป่วยอยู่และไอตลอดเวลา ข้าเคยเห็นเขากระอักโลหิตออกมาด้วย!”

หลิงฮันยิ้มและมอบลูกอมให้แก่เด็กก่อนจะกล่าว “ไปเล่นกันได้แล้ว”

ทันทีหลังจากนั้นเหล่าเด็กน้อยก็แยกย้ายกันไป

หลิงฮันผลักประตูรั้วเข้าไปหน้าบ้านเข้าไป แต่ก่อนที่จะเปิดประตูของตัวบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงไอมาจากด้านใน

เขาผลักประตูบ้านเข้าไปเบาๆ และพบกับเครื่องใช้ภายในบ้านที่ดูเรียบง่ายเป็นอย่างมาก ภายในบ้านมีเพียงโต๊ะ ตู้ และเตียงอย่างละชิ้นเท่านั้น โดยที่บนเตียงได้มีบุรุษนอนไออย่างรุนแรงจนสําลักโลหิตออกมาอยู่ผู้หนึ่ง

“พวกเจ้าเป็นใครกัน” บุรุษผู้นั้นเห็นพวกหลิงฮันและพยายามฝืนยกศีรษะขึ้นมา ใบหน้าของคนผู้นี้ซีดขาวมากราวกับไม่มีโลหิตอยู่ในร่างกาย

“นี่มัน กลิ่นสมุนไพรของเม็ดยาชีวิตไร้มรณา” ฟู่เยว่สูดดมกลิ่นและพูดโพล่งออกมา “เจ้ากินเม็ดยาเม็ดยาชีวิตไร้มรณาเข้าไป!”

บุรุษบนเตียงส่ายหัวไปมาและกล่าว “ข้าไม่กินเม็ดยานิรันดร์ที่ว่าเข้าไป เจ้าคงคิดผิดแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร!”

ฟู่เยว่ไม่รู้สึกสงสัยอีกต่อไป ฮูหนิวนําทางมาถูกที่จริงๆ และบุรุษผู้นี้ก็กินเม็ดยาชีวิตไร้มรณาเข้าไปแล้วด้วย ฟู่เยว่เกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก เม็ดยานิรันดร์ชุดนี้เป็นเม็ดยาที่ราชานิรันดร์ไจ่ เยว่สั่งให้ปูของเขาหลอมให้ ตอนนี้เมื่อเม็ดยาถูกคนผู้นี้กินไปแล้ว แล้วพวกเขาจะไปบอกเรื่องนี้กับราชานิรันดร์ว่าอย่างไร?

“ไม่ต้องกังวลไป พวกเราไม่ได้มาร้าย” หลิงฮันยิ้มและกดฝ่ามือลงที่ร่างของบุรุษตรงหน้า พร้อมกับชี้นําอํานาจของแก่นกําเนิดพฤกษาเข้าไปยังร่างกายของอีกฝ่าย

พลังชีวิตอันเข้มข้นหลั่งไหลเข้าไป ทําให้บุรุษตรงหน้าหยุดไอและสีหน้าอันซีดขาวได้กลับมาปรากฏร่องรอยของโลหิต

“เจ้าได้รับบาดเจ็บโดยใครสักคน” หลิงฮันกล่าว “คนผู้นั้นสมควรมีพลังมากพอที่จะสังหารเจ้า แต่เขาก็เลือกที่จะสร้างบาดแผลอันแสนสาหัสให้แก่เจ้าแทน เพื่อที่เจ้าจะได้ทรมานก่อนตาย!”

สีหน้าบุรุษตรงหน้าเปลี่ยนไปมา แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจลากยาวและกล่าว “ถูกอย่างที่เจ้ากล่าวมา”

“ไหนลองเล่ามา” หลิงฮันรู้สึกสนใจ

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าสตรีที่เป็นหัวขโมยจะขโมยเม็ดยาชีวิตไร้มรณาไปเพื่อขายหรือแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่นๆ แต่เรื่องราวกับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“เม็ดยาชีวิตไร้มรณามีทั้งหมดสิบเม็ด เจ้าน่าจะยังกินพวกมันไปไม่หมด บอกมาว่าเม็ดยาที่เหลืออยู่ไหน?” ฟู่เยว่เอ่ยถาม

“นี่เจ้าไม่เห็นรึไงว่ามีคนปวยอยู่นะ?” หลิงฮันจับฟู่เยวโยนไปด้านข้างและกล่าว “ลองเล่ามา” เขามองไปยังบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง

ฟู่เยว่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ ข้าเป็นถึงหลานของนักปรุงยาสี่ดาวที่ยิ่งใหญ่แท้ๆ เจ้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร?

ตอนที่ 2032 เพ้อเจ้อ

สตรีผู้นั้นงั้นรึ?

โอ้ หมายถึงสตรีที่ถูกชายร่างใหญ่หลายคนไล่ล่าก่อนหน้านี้สินะ

รุ่นเยาว์ตรงหน้านี้หลงรักนางมากเป็นพิเศษขนาดนั้นเลยรี ถึงได้ยึดติดกับนางขนาดนั้น?

หลิงฮันส่ายหัวและกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร”

“สหาย เจ้าคิดจะปฏิเสธว่าเจ้าไม่ได้เป็นคนลงมือกับคนของเจ้าก่อนหน้านี้งั้นรึ?” เยว่เค้นเสียงและเผยสีหน้าไม่พอใจ

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย “นั่นไม่นับว่าเป็นการลงมือ หากข้าลงมือจริงๆล่ะก็ ใครบ้างในกลุ่มคนเหล่านั้นจะยังรอดชีวิตอยู่?”

ที่เขากล่าวนั้นเป็นความจริง แค่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานไม่กี่คน หลิงฮันที่เป็นตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณ สามารถสังหารพวกเขาได้เพียงหนึ่งความคิด

“ข้าไม่พูดไร้สาระกับเจ้าแล้ว จงส่งมอบตัวสตรีผู้นั้นมา ไม่เช่นนั้นภัยอันตรายจะตกอยู่ที่ตัวเจ้าเอง!” ฟู่เยว่กล่าวด้วยน้ําเสียงหนักแน่นอย่างมาก

หลิงฮันหัวเราะ “ต้องขอโทษด้วย แต่ข้าไม่รู้จักสตรีหรือบุรุษคนใดแม้แต่น้อย ข้าว่าเจ้าไปถามคนอื่นดีกว่า”

“เลิกเล่นลิ้นเสียที!” ฟู่เยว่เกรี้ยวกราดและเอื้อมมือขวาไปคว้าร่างหลิงฮัน

“พรึบ” ตราประทับปรากฏขึ้นบนมือของเขาที่ละอัน พร้อมกับส่องประกายแสงสีทองออกมา

หลิงฮันประหลาดใจเล็กน้อย เขาดูถูกนายน้อยผู้นี้เกินไปจริงๆ แท้จริงแล้วอีกฝ่ายกลับมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งถึงระดับตัดวิญญาณปฐพี! ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายก็ยังมีพลังบ่มเพาะเพียงระดับตัดวิญญาณหยินเท่านั้น การที่สําแดงพลังต่อสู้ระดับตัดวิญญาณปฐพี นั่นหมายถึงอีกฝ่ายมีศักยภาพเป็นถึงราชาในหมู่ราชา

เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นและคว้าจับข้อมือของอีกฝ่าย

“โอหัง!” ฟู่เยว่เค้นเสียงอย่างเย็นชา นี่เจ้าโง่รึเปล่า?

เขากับอีกฝ่ายเป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณเหมือนกัน เพราะจอมยุทธในระดับเดียว กันสามารถมองเห็นขั้นพลังใหญ่ของกันและกันได้ แต่สําหรับขั้นพลังย่อยนั้น มีเพียงคนที่มีปฏิกิริ ยาไวต่อพลังพลังปราณเท่านั้น ถึงจะมองกลิ่นอายของผู้อื่นออกมาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่า

เพียงแต่เมื่อเริ่มลงมือแล้ว ต่อให้ไม่มีปฏิกิริยาไวต่อพลังปราณ ก็สามารถรับรู้ระดับพลังได้ เพียงแค่ชําเลืองมอง

ฝ่ายหนึ่งมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยิน ส่วนอีกคนมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยาง ซึ่งต่างกันถึงหนึ่งขั้นย่อย

ที่สําคัญคือฟู่เยว่นั้นเป็นราชาในหมู่ราชา ที่ต่อสู้ข้ามระดับได้อย่างไร้เทียมทานในระดับตัดวิญญาณปฐพี เพราะงั้นหลิงฮันจะสามารถต่อกรได้อย่างไร?

ทั้งๆที่รู้แบบนั้นแล้ว แต่หลิงฮันก็ยังไม่หลบ แต่เลือกที่จะเอื้อมมือมาต่อต้าน

“แกร่ก” เสียงเสียดสีของกระดูกดังขึ้น พร้อมกับข้อมือของเยว่ถูกมือของหลิงฮันคว้าเอาไว้ได้

อะไรกัน!

ดวงตาของฟู่เยว่เปิดกว้างในทันที พร้อมกับสีหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกเหลือเชื่อ

แม้แต่ชายชราด้านหลังเองก็รีบลืมตาขึ้นมา ภายในดวงตาของเขามีดวงดาราส่องประกายจรัสแสง และปลดปล่อยออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ส่งผลให้แขกในร้านหายใจกระอักกระอ่วน หรือบางคนได้สําลักโลหิตออกมาในทันที

คนผู้นี้คือปรมาจารย์ระดับตําหนักอมตะ เพียงแค่ออร่าที่เล็ดลอดออกมา ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับจอมยุทธระดับโลกียนิพพานได้

โชคที่ดีทางด้านของพวกหลิงฮัน เสี่ยวได้สะบัดคุ้มกันจักรพรรดินีและคนอื่นๆเอาไว้

ทั้งๆที่สามารถสลายอํานาจของตัวตนระดับอมตะได้อย่างง่ายดาย แต่ใบหน้าของมันก็ยังเอื่อยชาและไร้เดียงสา

นี่มันบ้าอะไรกัน!

ดวงตาของชายชราเบิกกว้างอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเสียวกู่เป็นเพียงตัวโง่งมเท่านั้น แต่ตัวโง่งมที่ว่ากลับมีพลังอยู่ในระดับตําหนักอย่างนั้นรี?

ไม่สิ อยู่ในระดับตําหนักอมตะเป็นอย่างน้อย!

ชายชรายอมรับว่าตนเองมองระดับพลังบ่มเพาะของเสียวกูไม่ออกเลยแม้ตาน้อย

พลังของอีกฝ่ายทั้งลึกซึ้งและยากจะหยั่งถึง

ฟู่เยว่แทบจะเป็นลม

จอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางตรงหน้าสามารถคว้าข้อมือของเขาเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ว่าเขาจะพยายามดึงแขนกลับมาอย่างไรก็ไม่สามารถทําได้ ส่วนคนที่ดูโง่งมอีกคนที่ชอบเลียนแบบคําพูดคนอื่น ก็กลายเป็นว่าสามารถรับมือกับผู้คุ้มกันของเขาได้

เหตุใดถึงได้มีการรวมกลุ่มที่ทรงพลังเช่นนี้ขึ้นมาได้?

หรือว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแผนการใหญ่ที่วางขึ้นมา เพื่อล่อให้เขาเผยตัวและจับไปเรียกค่าไถ่กับตระกูลฟู่?

“เจ้าต้องการอะไร?” ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ฟู่เยว่ก็ยิ่งมีท่าที่สงบนิ่งยิ่งขึ้น

หลิงฮันกล่าวด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “เจ้าเป็นคนลงมือกับข้าก่อน แต่กลับถามว่าข้าต้องการอะไรอย่างนั้นรึ?”

“ฮีม เลิกพล่ามไร้สาระได้แล้ว เจ้าคิดจะจับตัวข้าไปเรียกค่าไถ่งั้นสินะ?” ฟู่เยว่กล่าวออกไปตรุ่งๆ

“เรื่องนั้น”

“หนึ่งร้อนล้านศิลาดวงดาวพอไม่?” ฟู่เยว่เสนอจํานวนออกไปโดยไม่รอให้หลิงฮันตอบ

“เรื่องนั้น”

“ได้แค่จํานวนนี้เท่านั้น ไม่เช่นนี้การต่อรองถือว่าเป็นโมฆะ!” ฟู่เยว่กล่าวด้วยน้ําเสียงเด็ดขาด

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด ความคิดที่จะลักพาตัวนั้นไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลย แถมที่เขาคว้าจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ก็เป็นการป้องกันตัวเองเท่านั้น เหตุใดจู่ๆเรื่องราวถึงได้กลายเป็นการลักพาตัวเรียกค่าไถไปเสียได้?

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันไม่ตอบอะไร ฟู่เยว่ก็คิดไปเองว่าอีกฝ่ายตกลงแล้ว เขาจึงกล่าวกับชายชรา “ลุงยวี่ ท่านกลับไปนําเงินจํานวนร้อยล้านศิลาดวงดาวมาที”

“นายน้อย แล้วท่าน…” ชายชราไม่เห็นด้วย หน้าที่ของเขาคือการคุ้มกันความปลอดภัยของฟู่เยว่ ตอนนี้เมื่อนายน้อยตกไปอยู่ในมือของคนอื่นแล้ว จะให้เขาไปที่อื่นได้อย่างไร?

หากในระหว่างนั้นอีกฝ่ายสังหารตัวประตัวเสียก่อนล่ะ?

“ไม่ต้องกังวล ข้าเชื่อว่าตนเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ มีเพียงแค่ต้องให้ข้ามีชีวิตเท่านั้น ตัวข้าถึงจะมีค่า” ฟู่เยว่กล่าวอย่างสงบนิ่งและหนักแน่น

“ตกลง!” ชายชราเลิกพูดพร่ําทําเพลง หลังจากตอบรับเขาก็รีบหันหลังจากไปทันที

“ขอสักครู่ เงินจํานวนหนึ่งร้อยล้านศิลาดวงดาวไม่ใช่ว่าจะรวบรวมได้ในระยะเวลาสั้นๆ” ฟู่เยว่กล่าวราวกับว่า ต่อให้ข้าตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา แต่ข้าก็ยังคุมสถานการณได้

พวกหลิงฮันมองหน้ากัน และมองเห็นสีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนผู้นี้ไม่ปกติ!”

“เห้อ” หลิงฮันปล่อยมือและกล่าว “ข้าขอถามหน่อยว่าเจ้าสติของเจ้ายังดีอยู่หรือไม่?”

เยวลูบข้อมือของตัวเองและกล่าว “เจ้าเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าแท้ๆ ทําไมยังต้องเยาะเย้ยข้าอยู่อีก?” เขาไม่คิดว่าหลิงฮันจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ ที่อีกฝ่ายเลิกคว้าข้อมือของเขา ต้องเป็นเพราะมั่นใจอยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางหลบหนีไปไหนพ้น

หลิงฮันตบไหล่ของฟู่เยว่และกล่าว “เจ้าเป็นคนเพ้อเจ้อที่สุดที่ข้าเคยพบเห็นมาในชีวิตนี้เลย”

แน่นอนว่าฟู่เยว่ย่อมคิดว่าหลิงฮันกําลังเยาะเย้ยเขาอยู่ เพราะงั้นเขาจึงเค้นเสียงเย็นชาและทําเป็นไม่สนใจ

หลิงฮันส่ายหัว “ถ้าข้าบอกว่าข้าไม่รู้จักสตรีผู้นั้นเจ้าจะเชื่อหรือไม่? หรือต่อให้เจ้าไม่เชื่อ แต่นั่นก็เป็นความจริง”

“เมื่อครู่เจ้าเป็นฝ่ายลงมือกับข้าก่อน ที่ข้าทําไปก็แค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น แต่เจ้ากลับคิดเองเออเองไปว่าข้าคิดจะจับตัวเข้าไปเรียกค่าไถ่”

“ฮ่าๆๆๆ!”

ฟู่เยว่ยังไคงไม่เชื่อ เหอะๆ คิดว่าข้าโง่งั้นรึไง? เขาเค้นเสียงและกล่าว “ถ้างั้นต่อให้ข้าเดินจากไปเสียแต่ตอนนี้ เจ้าก็คงไม่ห้ามข้าสินะ?”

“แล้วแต่เจ้าเลย” หลิงฮันชี้ไปยังประตูร้าน

ฟเยว่ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เมื่อเขาลุกเดินไปแล้วและเห็นว่าพวกหลิงฮันยังคงไม่เอ่ยห้าม เขาก็หันหลังกลับมาและกล่าว “ข้าจะไปจริงๆนะ”

“เชิญ!”

ตอนที่ 2031 ตระกูลฟู่

สตรีที่อ่อนถูกไล่ตามโดยชายร่างใหญ่นับสิบคน ไม่ใช่ว่านี่เป็นเหตุการณ์จับกุมสตรีไปเป็นนางบําเรอที่พบเห็นได้บ่อยครั้งงั้นรึ?

ถึงแม้จะบอกว่าเป็นสตรีที่อ่อนแอ แต่ความจริงนางไม่ได้อ่อนแอเลย เพราะนางมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับสี่นิพพาน เพียงแต่เหล่าบุรุษที่ตามหลังนางมานั้น ทุกคนเองก็มีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับสาวถึงสี่นิพพาน จะให้นางคนเดียวรับมือไหวได้อย่างไร?

หลิงฮันถอนหายใจในใจ สมกับเป็นดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก แม้กระทั่งจอมยุทธระดับ โลกียนิพพานก็มีให้เห็นได้ทั่วไป

สตรีผู้นั้นร้องโอดครวญในขณะที่วิ่งหนี แต่ยิ่งนางร้องดังเท่าไหร่ ผู้คนรอบด้านก็ยิ่งขยับตัวเปิดทางให้นางวิ่งผ่านไปราวกับไม่อยากเข้าไปพัวพันกับปัญหาด้วย

เพราะงั้นเมื่อคนอื่นๆ หลีกทางออกไป คนที่ยังคงยืนอยู่กลางถนนจึงเหลือเพียงแค่พวกหลิงฮัน

ใบหน้าของสตรีเผยถึงความกังวล เพราะนางไม่แน่ใจว่ากลุ่มคนตรงหน้า คิดจะยื่นมือช่วยนาง หรือต้องการจับตัวนางกันแน่

นางเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และพอผ่านพ้นพวกหลิงฮันไปได้ สีหน้าของนางผ่อนคลายลง และพุ่งทะยานร่างต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

แต่เมื่อบุรุษร่างใหญ่หลายสิบคนวิ่งเข้ามาใกล้ หลิงฮันก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยและโคจรอํานาจ แห่งกฎเกณฑ์สังหาร “ตุบ ตุบ ตุบ” ภายใต้แรงกดดันจากคลื่นอํานาจที่ทรงพลัง บุรุษร่างใหญ่เหล่านี้ใบหน้าได้กลายเป็นซีดเผือดและล้มลงกับพื้นทันที

จอมยุทธระดับโลกียนิพพาน จะสะดุดล้มเองโดยไม่มีสาเหตุได้งั้นรึ?

แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นแบบนั้น ยิ่งหลายสิบคนล้มพร้อมกันด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่!

ดังนั้นนอกจากพวกหลิงขันที่ยืนอยู่กลางทางเดินแล้ว ใครอื่นกันจะเป็นคนทํา?

“พระเจ้า คนพวกนั้นกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของนายพุ่งั้นรึ? พวกเขานับว่าโชคร้ายแล้ว”

“ให้ตายเถอะ พวกเขาไม่รู้หรือไม่ว่าตระกูลฟูคือขุมอํานาจที่ปกครองเมืองแห่งนี้”

“ข้าว่าคนพวกนั้นอาจจะเพิ่งเคยมาที่นี่ก็เป็นได้”

“ถูกของเจ้า ต้องเป็นแบบนั้นแน่”

เหล่าคนรอบด้านกระซิบกระซาบพูดคุยกัน ราวกับกลัวว่าบทสนทนาจะถูกได้ยิน

หลิงฮันอุทาน “โอ้” ออกมา ถึงว่าทําไมถึงได้สามารถส่งสุนัขรับใช้ระดับโลกียนิพพานออกมามากมายได้ ที่ก็เป็นขุมอํานาจที่ทรงพลังนี่เอง

แน่นอนว่าเขาคิดแยแสแม้แต่น้อย ไม่ต้องกล่าวว่าในกลุ่มของพวกเขาแต่ละคนมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก ต่อให้พวกเขาไปยั่วยุตัวตนระดับสูงเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่ายังมีเสี่ยวกู่อยู่ด้วยหรอก?

“ไปกันได้แล้ว หนิวอยากกินเนื้อ!” ฮูหนิวกล่าวด้วยน้ําเสียงไม่พอใจ และใช้มือลูบท้อง

“ไปกันได้แล้ว หนิวอยากกินเนื้อ!” เสี่ยวกู่เองก็กล่าวตาม และนํามือลูบท้องเช่นกัน

หลิงฮันส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ฮูหนิวคนเดียวก็วุ่นวายมากพอแล้ว นี่ยังจะมีเพิ่มมาอีกคนงั้นรึ?

แน่นอนว่าคําขอของซูหนิวนั้นยากที่หลิงฮันจะปฏิเสธ เพราะงั้นกลุ่มของพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปหาร้านอาหารเพื่อทานอาหาร ด้วยท่าทางที่ราวกับไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

เหล่าคนรอบด้านหันมองหน้ากันด้วยความตะลึง

“คนเหล่านี้สุดยอดไปเลยเจ้าว่าไหม?”

“นั่นสิ ขนาดยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของตระกูลฟู่ ก็ยังกล้าทําราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก?”

“พวกเขาไม่รู้รึไงว่าประมุขของตระกูลฟู่ เป็นนักปรุงยาระดับสูงภายใต้ราชานิรันดร์ไจเยว่?”

“เหอๆ คนเหล่านั้นรนหาที่ตายเองเสียแล้ว”

หลิงฮันไม่ได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านี้ และเริ่มกินดื่มในร้านอาหารที่พบเจอ

“อืม อร่อย! อร่อย!” ฮูหนิวถือขาไก่ทอดเอาไว้ในมือซ้าย และถือชิ้นหมูทอดเอาไว้ในมือขวา นางขยับปากเคี้ยวไม่หยุดแต่ก็ยังสามารถพูดออกมาอย่างชัดเจน

เสี่ยวคู่นั้นแม้จะสามารถเลียนแบบการกินได้ แต่ก็พูดไปเคี้ยวไปด้วยไม่ได้

การกินเองก็จําเป็นต้องมีพรสวรรค์เช่นกัน

หลิงฮัน จักรพรรดินีและคนอื่นๆ สั่งสุราและเครื่องดื่มต่างๆมาลองชิม เพราะดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกนั้นแตกต่างจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกในหลายๆด้าน ซึ่งรวมไปถึงอาหารด้วย เพราะงั้นพวกเขาจึงอยากลิ้มลอง

“ฮะๆๆ พวกเจ้าดูกําลังมีความสุขกันอยู่นะ” เสียงหัวเราะดังขึ้น และมีร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้าร้าน เนื่องจากที่บ้านหลังของเขามีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา เขาให้เงาของเขา ยืดยาวเข้ามาในร้านและดูน่าเกรงขาม

คนผู้นี้เป็นรุ่นเยาว์ที่มีหน้าตาหล่อเหลาและสวมชุดคลุมสีฟ้าคราม

“นายน้อยฟู!” เมื่อแขกคนอื่นๆในร้านเห็นรุ่นเยาว์ผู้นี้ พวกเขาก็รีบลุกขึ้นยืนและโค้งตัวแสดงความเคารพ

ตระกูลฟูคือขุมอํานาจยักษ์ใหญ่ที่ปกครองเมืองนี้ ส่วนรุ่นเยาว์ผู้นี้มีชื่อว่าฟู่เยว่ เขาเป็นรุ่นเยาว์ยุคที่สามเพียงคนเดียวของตระกูลฟู่

ฟู่เยว่ยิ้มอย่างแผ่วบาง และเดินเข้าไปยังโต๊ะของหลิงฮัน ด้านหลังของเขามีชายชราร่างผอมแห้งไร้สีหน้าเดินตามมาด้วย โดยที่ชายชราผู้นี้ได้หลับตาอยู่ตลอดเวลา

มีบ้างบางครั้งที่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา ภายในดวงตาของเขาจะปรากฏตราประทับมากมายนับไม่ถ้วน และกลิ่นอายที่น่าเกรงขามได้เล็ดลอดออกมา

ตัวตนระดับตําหนักอมตะงั้นรึ?

หลิงฮันคาดเขาในใจ พลังของชายชราผู้นี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะมองเห็นได้ เพราะงั้นอีกฝ่าย จึงเป็นตัวตนระดับตําหนักอมตะเป็นอย่างน้อย

หลิงฮันไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เพราะปรมาจารย์ระดับนั้นจะยอมเป็นผู้ติดตามของรุ่นเยาว์งั้นรึ?

เพราะอย่างไรตระกูลฟูก็ไม่ใช่ขุมอํานาจระดับราชานิรันดร์

“จะว่าอะไรไหมหากข้าขอนั่งด้วย?” ฟู่เยว่ยิ้มและนั่งลงโดยไม่ที่หลิงฮันยังไม่ทันได้กล่าวอะไร

“จะว่าอะไรไหมหากข้าขอนั่งด้วย?” เสียวคู่กลายเป็นตื่นเต้นทันทีที่เห็นของเล่นใหม่

ฟู่เยว่เผยสีหน้าไม่พึงพอใจทันที หมายความว่าอย่างไร นี่เจ้ากําลังเยาะเย้ยข้างั้นรึ? เขาเค้น เสียงและกล่าว “พวกเจ้าคิดหรือว่าข้าจะไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนลงมือกับคนของข้า?”

“พวกเจ้าคิดหรือว่า…” เสี่ยวภู่พูดเลียนแบบคําต่อคํา และจะได้ว่ามันมีการพัฒนามากขึ้น ตอนนี้มันไม่เพียงเลียนแบบคําพูดเท่านั้น แต่ยังลงน้ําหนักเสียงและสีหน้าได้เหมือนอีกด้วย

คราวนี้ฟู่เยว่โกรธขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะเหยียดหยามข้าเกินไปรึเปล่า?

หลิงอันประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าตระกูลฟู่เป็นใหญ่ในเมืองนี้หรอกรี? เหตุใดเพียงแค่เรื่องลักพาตัวสตรีไม่สําเร็จ ฟู่เยว่ถึงกับต้องเคลื่อนไหวด้วยตัวเองด้วย?

นายน้อยผู้นี้หมกมุ่นในตัณหาขนาดนั้นเลยรี?

แต่ก็ไม่น่าจะใช้แบบนั้น นิสัยของคนสามารถบ่งบอกให้จากพฤติกรรมการกระทํา ตอนนี้ตรงหน้าของอีกฝ่ายมีฮูหนิว จักรพรรดินี และธิดาโร่วที่เป็นสตรีงดงามนั่งอยู่ด้วยกันถึงสามคน แม้อีกฝ่ายจะมีชําเลืองมองอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นปฏิกิริยาทั่วไปของมนุษย์

ปัง!

ฟู้เยว่ตบมือลงบนโต๊ะ ด้วยความที่เขายังเป็นรุ่นเยาว์การควบคุมอารมณ์จึงทําได้ไม่ดีนัก แถมในเมืองแห่งนี้ไม่ว่าใครก็ต้องยอมไว้หน้าเขาสามส่วน เพราะงั้นมีรีที่เขาต้องหวาดกลัวใคร?

เขาไม่รู้ว่าเสียวคู่นั้นมีปัญหาชอบพูดเลียนแบบคนอื่น และคิดไปเองว่าอีกฝ่ายจงใจเยาะเย้ยตนเอง ถึงได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา

“ฮ่าๆ อย่าไปสนใจเลย เขาแค่ชอบเลียนแบบคนอื่นเท่านั้น” หลิงฮันหัวเราะ

“ฮ่าๆ อย่าไปสนใจเขาเลย…” เสี่ยวภู่ยังคงชื่นชอบการเลียนแบบหลิงฮันมากที่สุด เนื่องจากหลิงฮันเป็นมนุษย์คนแรกที่มันพบ แม้แต่รูปลักษณ์มันก็ยังเลือกที่จะเลียนแบบเป็นหลิงฮัน

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความโกรธของฟู่เยว่ก็ผ่อนคลายลง

ช่างน่าแปลกยิ่งนักสองพี่น้องคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาเหมือนกันแท้ๆ แต่คนหนึ่งกลับสมองผิดปกติเสียได้ หรืออีกฝ่ายถูกรังแกและทุบตีตั้งแต่อยู่ในท้องมารดากัน?

“ข้าจะไม่พูดไร้สาระและเข้าเรื่องเลย…. สตรีผู้นั้นอยู่ที่ไหน?” ฟู่เยว่เอ่ยถาม

ตอนที่ 2030 ถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

มาถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกแล้ว

หลิงฮันสัมผัสได้ถึงความแตกต่างในทันที เมื่อเทียบกับดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกแล้ว พลังวิญญาณของที่นี่หนาแน่นกว่ามาก เพียงแค่ปัจจัยในเรื่องนี้ก็ส่งผลให้ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก มีสมุนไพรและเม็ดยานิรันดร์มากกว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกแล้ว

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมระดับวรยุทธของดินแดนแห่งเชียนฝั่งตะวันตกจะอยู่สูงกว่า เพียงแค่สภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติก็เหนือกว่าแล้ว

“ฮูหนิว ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์อยู่ที่ใด?” หลิงฮันเอ่ยถามฮูหนิว

“หืม?” ฮูหนิวกระพริบตาปริบๆ “ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ก็อยู่ที่ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ไงล่ะ”

มุมปากของหลิงฮันกระตุก “เจ้ารู้รึเปล่าว่าบ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”

“เรื่องนั้นหนิวไม่จําเป็นต้องรู้” ฮูหนิวกล่าวอย่างหนักแน่นมั่นใจ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เด็กสาวที่ชื่นชอบเพียงแค่การกินเช่นนาง จะไปสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบกายได้อย่างไร? เพียงแค่ชีวิตของนางมีกินและได้เล่นสนุกก็เพียงพอแล้ว

“งั้นคงมีแต่ต้องไปถามใครสักคน”

กลุ่มของพวกเขาขึ้นจากชายฝั่งและเคลื่อนที่ไปด้านหน้าต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่เบื้องหน้าของพวกเขาจะปรากฏป่าไม้เขียวขจี ที่แค่มองก็ทําให้พวกเขารู้สึกสดชื่น

การมองแต่ทิวทัศน์มหาสมุทรตลอดเวลาเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมาก เพราะงั้นตอนนี้เมื่อได้เห็นทิวทัศน์สีเขียวบ้าง ความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงเปลี่ยนไป

“หากหาเมืองที่ใกล้ที่สุดได้ ก็น่าจะหาทางไปตําหนักมัจฉาวายุภักษ์เจอ”

พวกเขามุ่งหน้าไปไปยังทิศทางที่เชื่อว่าจะหาเมืองพบ

เจ็ดวันต่อมา

“ครืนนนน” จู่ๆ พื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว

หลิงฮันกวาดสายตามอง ก่อนจะพบกับคลื่นอะไรบางอย่างกําลังเคลื่อนที่มายังทิศทางของพวกเขา

ไม่สิ… นั่นไม่ใช่คลื่นแต่เป็นกองทัพ!

ในกองทัพนี้มีตัวตนที่ทรงพลังอยู่มากมายที่ปลดปล่อยออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมา เมื่อจํานวนของจอมยุทธที่ทรงพลังมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เพียงแค่พวกเขาเคลื่อนที่ผ่าน ก็สามารถทําให้พื้นปฐพี่สั่นไหวราวกับสวรรค์กําลังจะถล่มลงมา

กองทัพที่เป็นกองทัพที่พ่ายแพ้สงคราม

หลิงฮันมั่นใจจากการมองดูไม่นาน เพราะหากเป็นกองทัพทั่วไปคงจะไม่ละทิ้งชุดเกราะของตนเอง และไม่เคลื่อนทัพด้วยจอมยุทธที่บาดเจ็บมากมายเพียงนี้

หลิงฮันมองเห็นธงสงครามสัญลักษณ์จันทราที่ถูกถือโดยยักษ์ทองคําร่างใหญ่หลายสิบฟุต

กองทัพมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่อย่างรวดเร็วและเคลื่อนที่ผ่านไป

“พวกเจ้ารีบหนีไปจะดีกว่า” ทหารที่ผ่านมากล่าวแนะนําพวกเขา

หมายความว่าอย่างไรกัน?

หลิงฮันรู้สึกสงสัยในใจ แต่ก็เข้าใจอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา “บัดซบ ด้านหลังพวกเจ้ามีกองทัพอื่นไล่ตามมาด้วย”

“ฮ่าๆๆ ในเมื่อรู้แล้วยังไม่รีบหนีอีก!” ทหารคนนั้นหัวเราะ

หลิงฮันไม่ทางเลือกอื่น “งั้นพวกข้าก็ขอตามไปด้วย”

เขาไม่ต้องการใช้หอคอยทมิฬต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ และไม่ต้องการหลบซ่อนในหอคอยทมิฬทุกครั้งมีพบเจอปัญหา

พวกหลิงฮันหันหน้าวิ่งตาม แต่เพราะพวกเขาเคลื่อนที่ช้าไปทําให้ตกอยู่ท้ายแถว และเมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็จะพบ “คลื่น” อีกลูกที่กําลังพุ่งมาจากระยะไกล

กองทัพด้านหลังเองก็เป็นกองทัพที่ทรงพลังเช่นกัน โดยที่ธงของพวกเขามีสัญลักษณ์คืออักษรคําว่า “โตว”

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ หนึ่งกองทัพกําลังหลบ ในขณะที่อีกกองทัพกําลังไล่ล่า

บัดซบจริงๆ เหตุใดเขาถึงต้องพบเจอแต่เรื่องแบบนี้ตลอด?

หลิงฮันวิ่งอย่างเป็นตาย โดยพวกจักรพรรดินีเองก็ตามมาด้วยเช่นกัน กลุ่มของพวกเขาทุกคนรู้สึกหดหูเป็นอย่างมาก มีเพียงฮูหนิวที่ยังหัวเราะอย่างสนุกสนาน และเสี่ยวคู่ที่ทําหน้าตาใสซื่อไม่รู้ร้อนรู้หนาว

หนึ่งกองทัพใหญ่กําลังหลบหนี โดยมีอีกหนึ่งกองทัพใหญ่ไล่ตาม… เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้มีสงครามเกิดขึ้น โดยฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็คือกองทัพธงจันทรา เพราะงั้นพวกเขาถึงได้วิ่งหนีโดยมีกองทัพที่ชนะไล่ตามอยู่

การหลบหนีกินเวลาไปครึ่งเดือน ในที่สุดกองทัพที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังก็หยุดการไล่ล่า และกองทัพที่หลบหนีก็เริ่มชะลอฝีเท้าลง

ในช่วงครึ่งเดือนนี้ หลิงฮันค่อนข้างใกล้ชิดกับเหล่าทหารพอสมควร

กองทัพที่หลบหนีนี้เป็นกองทัพภายใต้การปกครองของราชานิรันดร์ไจเยว่ ที่มีชื่อว่ากองทัพคว้าจันทรา ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับกองทัพเมฆเอ่อล้น ซึ่งเป็นกองทัพของราชานิรันดร์โตวหยุน

ขุมอํานาจราชานิรันดร์ทั้งสองนี้ตั้งอยู่ฝั่งชายแดน เพราะงั้นจึงมักมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาณาเขตของกันและกัน

ในสงครามย่อมมีผู้แพ้และผู้ชน ซึ่งในครั้งนี้ฝ่ายที่แพ้คือกองทัพคว้าจันทรา แน่นอนว่าสงครามเล็กๆเช่นนี้ ทั้งราชานิรันดร์ใจเยวและราชานิรันดร์โตวหยุนย่อมไม่เข้าร่วมสงคราม และมีแม่ทัพเป็นคนนําทัพ

หลิงฮันลองไต่ถามถึงตําแหน่งที่ตั้งของตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ดู แต่ถึงแม้คนเหล่านี้จะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกที่ว่ากว้างใหญ่แล้ว แต่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตัววันตกนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่า!

ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก มีอาณาเขตสวรรค์อยู่ทั้งหมดสามสิบสามอาณาเขต ส่วนดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกมีอาณาเขตสวรรค์อยู่ทั้งหมดเก้าสิบเก้าอาณาเขต ซึ่งมากกว่าถึงสามเท่า

บางทีราชานิรันดร์ไจเยว่อาจจะรู้ที่ตั้งของตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ก็ได้ แต่หลิงฮันจะสามารถ เข้าพบตัวตนระดับนั้นเพียงเพราะเรื่องเล็กๆ แค่นี้งั้นรึ?

หลิงฮันสลดเป็นอย่างมาก ทั้งๆที่มาถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกแล้วแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกมืดแปดด้าน และไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าไปที่ไหนดี

“ถ้าแบบนั้นพวกเราก็ตามกองทัพนี้ไปก่อนก็ได้” จักรพรรดินีแนะนํา

นั่นคงเป็นวิธีเดียวในตอนนี้ ส่วนแผนการอื่นๆค่อยว่ากันในภายหลัง

กองทัพนี้เองก็เป็นมิตรมากทีเดียว พวกเขาไม่ขับไล่หลิงฮันและยอมให้ติดตามไปด้วย

แต่หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน กองทัพก็เคลื่อนที่มาถึงค่ายกองกําลังในที่สุด ซึ่งที่นี่หลิงฮันไม่สา มารถผ่านเข้าไปได้ พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกสามวันตามคําแนะนําของทหารในกอง ทัพ และเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในสายตาในที่สุด

“ตอนนี้เราไม่รู้ว่าตําหนักมัจฉาวายุภักษ์อยู่ที่ไหน แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ของศาสตร์ปรุงยาล่ะ?”

หลิงฮันลูบคางครุ่นคิด แต่เดิมเขาควรจะมีถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกพร้อมกับหม่าถง กวางเมื่อหลายปีก่อนแล้ว แต่เขาดันสังหารอีกฝ่ายไปแล้ว ทําให้สูญเสียคนนําทางไป

“ข้าจําได้ว่าอาจารย์เหมือนจะบอกว่า สถานที่แห่งนั้นอยู่ที่อาณาเขตสวรรค์ผ่อน”

“ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ในฐานะตัวแทนของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก แม้จะช้าแต่ข้าก็ควรไป”

“เอาเป็นว่าจุดหมายแรกของเราคือ อาณาเขตสวรรค์ผ่อนแล้วกัน”

“นักปรุงยานั้นทําการค้าขายเม็ดยา ทําให้มีลูกค้าอยู่ทั่วทุกสารทิศ เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ตั้งอยู่ที่ใด”

“หลังจากพักผ่อนกันนิดหน่อย พวกเราจะออกเดินทางกันทันที”

แน่นอนว่าคนอื่นๆ ย่อมไม่คัดค้านการตัดสินใจของหลิงฮัน พวกเขาตกลงกันว่าจะพักอาศัยอยู่ในเมืองไม่กี่วัน และจะออกเดินทางต่อทันทีหลังจากซื้อเสบียงและทรัพยากรเสร็จ

ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกมีสินค้าพิเศษอยู่มากมาย และสมุนไพรก็เป็นหนึ่งในนั้น มีสมุนไพรมากมายที่ยากจะหาได้ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก

หลิงฮันซื้อสมุนไพรเหล่านั้นมามากมาย เพราะถึงแม้พวกมันจะไม่สามารถช่วยขัดเกลาระดับวรยุทธ แต่พวกมันก็ใช้เติมเต็มปราณก่อเกิดได้

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีคนชั่วคิดจะจับกุมข้า!” เสียงร้องของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น สตรีผู้นั้นวิ่งอยู่ด้านหน้า และที่ด้านหลังของนางมีบุรุษหลายสิบคนวิ่งไล่ตามด้วยท่าทางโหดเหี้ยม

ตอนที่ 2029 สะสางเสร็จสิ้น

การลงมือในครั้งนี้ส่งผลให้คนกว่าร้อยคนศีรษะหลุดร่วงลงมาจากบ่า และเกิดเป็นสายน้ําโลหิต

เมื่อพิธีสังเวยโลหิตหวนคืนกลับมา พลังต่อสู้ของเธอหยวนหวาและหลันเทียนหลงก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ จนสามารถกําราบเสี่ยวภู่ได้

“ทักษะโซ่ตรวจยึดปฐพี!” ทั้งสองคนคํารามพร้อมกับที่บริเวณนิ้วมือทั้งห้า มีเส้นด้ายสีดํายืดออกมาและรัดทั่วร่างของเสี่ยวเอาไว้ ทําให้เสียวก่ขยับตัวไม่ได้

แม้จะสังหารไม่ได้ แต่หากสามารถกักขังเอาไว้แบบนี้ไปตลอดเวลา พวกเขาก็จะเคลื่อนย้ายร่างของเสี่ยวไปให้ปรมาจารย์ของนิกายลงมือซะ เมื่อเป็นแบบนั้นกระดูกฆ่าไม่ตายตนนี้จะต้องบดขยื้อย่างราบคาบ

เสียวกู้ดิ้นรนแต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้

“แล้วก็เจ้าหนูนั่น!” หลันเทียนหยางหันไปมองหลิงฮัน

เจ้าหนูนี่ก็ต้องนํากลับนิกายไปด้วยเช่นกัน เพราะอีกฝ่ายมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรมุขสั่งการว่าต้องครอบครองให้ได้

“ข้าลงมือเอง!” เธอหยวนหวาก้าวเดินไปยังหลิงฮัน

เขาคือปรมาจารย์ระดับเก้าบัวบาน ซึ่งเทียบได้กับตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เพียงแค่หนึ่งความคิดก็สามารถสังหารหลิงฮันได้หลายร้อยครั้งแล้ว

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ข้าว่าพวกเจ้าสะสางปัญหาของตัวเองให้เสร็จก่อนจะดีกว่า!”

ว่าไงนะ?

เชอหยวนหวาและหลันเทียนหยางหันกลับไปมองเสี่ยวภู่ พวกเขาพบว่าร่างกายของอีกฝ่ายกําลังส่องประกายแสงเจิดจ้า และมีตราประทับถูกควบแน่นขึ้นมา

“พรึบ” ตราประทับนั่นพรั่งพรูออกมาจากร่างของเสี่ยว อยู่บนร่างของมันทิ้งทันที

พร้อมกับทําลายเส้นด้ายที่พัวพัน

เสี่ยวเป็นอิสระแล้ว

“ยี่ ย่า ย่า!” มันคํารามอย่างเกรี้ยวกราดและโจมตีอย่างรุนแรงเข้าใส่เหอหยวนหวาและหลันเทียนหยางอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้มันถึงขนาดนํากระดูกภายในร่างออกมาใช้ด้วย

บนกระดูกของมัน ตราประทับของราชานิรันดร์กําลังส่องประกายแสงเจิดจ้า

กระดูกท่อนนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ ซึ่งพลังของว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก เพียงแค่กวัดแกว่งสวรรค์และปฐพีกราวกับจะพังทลาย ท้องฟ้าเกิดการสั่นสะเทือนและมีดวงดาวตกลงมา

ทีนี้พวกเขอหยวนหวาจะรับมือได้อย่างไร?

แม้ทั้งสองจะยังไม่ถูกท่อนกระดูกโจมตีใส่ แต่เพียงแค่คลื่นพลังผันผวนทางอากาศที่อัดเข้าใส่ก็ส่งผลให้ทั้งสองคนกระอักโลหิตออกมาไม่หยุด

“ล่าถอย!” เธอหยวนหวาและหลันเทียนหยางหันหลันหลบหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย สิ่งที่พวกเขากําลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คืออุปกรณ์นิรันดร์ที่ถูกกระตุ้นพลังอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่มีทางที่พวกเขาจะต้านทานไหว

เพียงแต่แม้คิดจะหนีก็สายไปแล้ว เสี่ยวภู่กวัดแกว่งแท่งกระดูกปลดปล่อยคลื่นพลังนิรันดร์ส่องสกาวไปถึงเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า

ตูม!

เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า แขนของเธอหยวนหวาก็ถูกตัดขาด ในขณะที่หลันเทียนหยางสูญเสียข้าไปหนึ่งข้าง

แต่ปรมาจารย์ทั้งสองก็ไม่คิดสนใจบาดแผลที่เกิดขึ้น ตราบใดที่พวกเขาเอาชีวิตรอดไปได้ จะแขนหรือขาที่เสียไปก็สามารถงอกกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง

น่าเสียดายที่เสี่ยวไม่คิดมอบโอกาสให้พวกเขา

ทันทีที่แท่งกระดูกราชานิรันดร์ถูกกวัดแกว่ง ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งมันได้

หลิงฮันเองก็ไม่เมตตา เขาโจมตีสังหารไปยังพวกเซียวจนและคนอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง เพื่อสะสางปัญหาให้จบสิ้นไปซะ

“อ้ากกก!”

เสียงร้องโอดครวญของเชอหยวนหวาและหลันเทียนหยางดังขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้เมื่ออํานาจระดับราชานิรันดร์ถูกใช้ออกมาแล้ว มีรึที่ปรมาจารย์ระดับเก้าบานจะต้านทานไหว?

ผลลัพธ์มีเพียงความตาย

เวลาผ่านไปไม่นาน เหล่าจอมยุทธบนเกาะก็ถูกสังหารหมดสิ้น และมีเพียงสามคนที่ยังรอดชีวิต

หลิงฮัน เสี่ยวภู่ และฉินเหว่ย

ที่ฉินเหว่ยยังมีชีวิตรอดเป็นเพราะเขาคือตัวตนระดับตําหนักอมตะ ทําให้สามารถรับมือกับการโจมตีของปรมาจารย์แปดบัวบานได้ และเนื่องจากเขาเป็น “จอมยุทธทั่วไป จึงไม่ตกเป็นเป้าหมายของเสียว

แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเสี่ยวคู่ก็กลายเป็นน่าเกลียด สายตาของเขาจดจ้องไปยังเสี่ยวด้วยความหวาดกลัว

“เสี่ยวภู่ ไม่ได้พบกันเสียนาน” หลิงฮันยิ้มไปยังเสี่ยว

“ยี่ ย่า ย่า” ท่าที่โหดเหี้ยมของเสียวกู้ไม่หลงเหลืออีกต่อไป และยิ้มให้กับหลิงฮัน “เสี่ยวภู่ ไม่ได้พบกันเสียนาน”

เห้อ เริ่มเลียนแบบคําพูดอีกแล้ว

หลิงฮันส่ายหัวและกล่าว “เสี่ยวภู่ เจ้ามาที่ดินแดนแห่งเซียนได้อย่างไร?”

“เสี่ยวภู่ เจ้ามา…” เสี่ยวคู่เลียนแบบคําพูด

เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว เจ้ายังเรียนรู้ที่จะพูดด้วยตัวเองไม่ได้อีกงั้นรึ?

“เหตุใดพลังของเจ้าถึงได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วขนาดนี้?” หลิงฮันเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้

“เหตุใดพลังของเจ้า…”

หลิงฮันถอนหายใจ “เห้อ…”

เสียวกู่เองก็ถอนหายใจ “เห้อ”

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะพบว่า การที่เสี่ยวภู่จะมาดินแดนแห่งเซียนได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ตราบใดที่มีพลังแข็งแกร่งพอก็จะสามารถเปิดประตูสู่ดินแดนแห่งเซียนได้ ปัญหาก็คือเหตุผลพลังของอีกฝ่ายถึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้

แต่เมื่อคิดไปคิดมา อีกฝ่ายนั้นไม่ใช้มนุษย์แต่เป็นเพียงแต่ท่อนกระดูก ซึ่งที่เรียกว่าคอขวดของระดับพลังจึงไม่มีอยู่

“เสี่ยว ข้าจะสื่อสารกับเจ้าได้อย่างไร?” หลิงฮันอยากรู้เรื่องราวของเสี่ยวในชีวิตที่แล้วอีกฝ่ายจะต้องเป็นเคยเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์แน่นอน แต่เหตุใดถึงได้เสียชีวิตกัน?

แถมอีกฝ่ายก็ยังเกลียดจอมยุทธที่บ่มเพาะรูปแบบพลังที่แตกต่างเข้าเส้นอีกด้วย ไม่รู้ว่าในตอนที่จะเสียชีวิตเสี่ยวคู่พบเจอประสบการณ์แบบใดมากันแน่?

น่าเสียดายที่เกี่ยวกู้รู้แค่วิธีการพูด ยี่ ย่า ย่า กับเลียนแบบคําพูดเท่านั้น มันไม่สามารถส่งผ่านความคิดใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ที่นี้เขาต้องรอหวไห่หรงงั้นรึ?

หลิงฮันลบรูปแบบอาคมที่ติดตั้งอยู่บนเกาะ เพื่อที่หวไห่หรงจะได้ไม่มองข้ามเกาะนี้ในตอนที่เคลื่อนที่ผ่านมา แต่บางที่หวไห่หรงก็อาจจะค้นหาบริเวณแห่งนี้ไปแล้วก็ได้ ด้วยความมั่นใจของราชานิรันดร์ นางจะต้องไม่กลับมาค้นหาบริเวณนี้ใหม่อีกครั้งแน่นอน

อย่างไรก็รอไปก่อน เพราะเขาเองก็รู้สึกสนใจรูปปั้นทั้งสองหน้าปราสาทเป็นอย่างมาก

ปัง! ปัง!

แต่หลิงฮันก็ต้องชะงักทันที เพราะเสียวกูไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้ศึกษาพวกมันแม้แต่น้อยทันทีที่เห็นรูปปั้นทั้งสองมันก็ปล่อยหมัดทําลายรูปปั้นทิ้งทันที

หลิงฮันทําได้เพียงโทษตัวเอง ที่ลืมนึกว่าเสี่ยวคู่รังเกียจสิ่งนี้มากขนาดไหน และไม่ได้บอกอีกฝ่ายล่วงหน้า

แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็คงต้องปล่อยไป

หลิงฮันตัดไม้มาสร้างเป็นเรือ โดยที่ทางด้านของฉินเหว่ยก็ทําเช่นกัน อีกฝ่ายไม่กล้าเข้าใกล้หลิงฮันกับเสี่ยวภู่แม้แต่น้อย และแยกตัวออกไปสร้างเรือคนคนเดียว

ในระหว่างนี้หลิงฮันได้นําจักรพรรดินีและคนอื่นๆ ออกมาจากหอคอยทมิฬ

จักรพรรดินีและสตรีนกอมตะเคยเห็นเสี่ยวภู่มาก่อนแล้ว จึงไม่แปลกใจอะไร แต่ฮูหนวกับธิดาโร๋วนั้นตกตะลึงมาก ในขณะที่สือเหล่ยและสือออุทานออกมาเมื่อพบเห็นพ่อเลี้ยงของตนเองถึงสองคน

“นี่ เหตุใดเจ้าถึงได้มีรูปลักษณ์เหมือนหลิงฮันของหนิวกัน?” ฮูหนวกวาดสายตามองเสี่ยวภู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า

4 “นี่ เหตุใดเจ้าถึง” เมื่อเสี่ยวภู่พบเจอคนใหม่ๆ ความตื่นเต้นที่จะได้เลียนแบบคําพูดของมันก็เพิ่มสูงขึ้นหลายร้อยเท่า

“เจ้านี่แปลกคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ชอบเลียนแบบรูปลักษณ์ของคนอื่น แต่ยังชอบเลียนแบบคําพูดคนอื่นด้วย”

“เจ้านี่แปลกคน…”

“น่าสนุกจัง!”

“น่าสนุกจัง!”

ดวงตาของซูหนิวส่งประกายและเริ่มเล่นสนุกกับเสี่ยว

ทักษะฝีมือของหลิงฮันนั้นไม่ได้ยอดเยี่ยมนัก หนึ่งวันต่อมาสิ่งที่เขาได้ก็คือเรือขนาดเล็กที่มีความยาวเพียงสามเมตร และมีความกว้างครึ่งเมตรเท่านั้น แต่แคให้คนสองคนสามารถขึ้นนั่งบนเรือได้ก็พอ เพราะคนอื่นๆ สามารถเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬได้

หลิงฮันขึ้นเรือไปกับเสี่ยว ในขณะที่คนอื่นๆ กลับเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬต่อ

เมื่อมีเสี่ยวคู่อยู่บนเรือ ความปลอดภัยก็เพิ่มขึ้นหลายส่วน หากพวกเขาพบเจอจ้าวมหาสมุทรระหว่างทาง ตราบใดที่เสียวกระตุ้นพลังอํานาจของแท่งกระดูกในร่างกาย จ้าวมหาสมุทรก็จะยอมล่าถอยกลับไปด้วยตัวเอง

เวลาสิบเจ็ดปรีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเรือของพวกเขาก็เทียบฝั่งได้อย่างราบรื่น

ตอนที่ 2028 สังเวยโลหิต

เซียวจิ๋วและคนอื่นๆร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แม้แต่ปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานก็ยังส่งเสียงร้องโอดครวญออกมา และร่างกายถูกกัดกร่อนด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

หากอีกฝ่ายยอมสละกายหยาบของตนเองแต่แรก ดวงวิญญาณก็คงยังรอดชีวิตและหาร่างใหม่สิงสู่ได้

แต่ชายวัยกลางคนไม่รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของพิษจากไผ่ครามผลสีชาด ทําให้เขาดื้อรั้นที่จะขจัดพิษออกจากร่างด้วยพลังของตัวเอง จนกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองในที่สุด

เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งเทียบเท่าตัวตนระดับตําหนักอมตะก็กลายสภาพเป็นกองโลหิต และแม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกทําลาย

“เจ้า… เจ้าใช้วิธีการใดกันแน่?” เซียวจวิ้นถามด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ

เขามักจะมีท่าที่สุขุมอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในตอนที่พ่ายแพ้ให้กับหลิงฮันต่อหน้าสาธารณชนเขาก็ยังคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ และดึงความเชื่อมั่นของคนอื่นกลับมาได้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ อยู่เหนือจินตนาการของเขาไปไกล ทําให้เขาไม่อาจใจเย็นได้อีกตอไป

ปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานถูกหลิงฮันสังหารในหนึ่งกระบวนท่า เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “เจ้ามีดวงวิญญาณนิรันดร์ของพวกเจ้า ข้าเองก็มีของข้าเหมือนกัน เมื่อครู่ข้าใช้พลังของดวงวิญญาณนิรันดร์ออกไป ซึ่งดูเหมือนดวงวิญญาณนิรันดร์ของเจ้าจะอ่อนแอจริงๆนะ ทั้งๆที่มีพลังบ่มเพาะเหนือกว่าก็ยังถูกสังหารในเวลาไม่กีลมหายใจ!”

เขาส่ายหัวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม

ราดแต่ก็ไม่มีใครกล่าวแย้งอะไรออกมา

ความจริงย่อมเสียงดังความคําพูดปากเปล่า

“สังหารพวกคนนอกให้หมด และทําพิธีสังเวยโลหิต!” เสียงของหลันเทียนหยางส่งผ่านเข้ามา

ว่าไงนะ!

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็เผยสีท่าทางตกตะลึงออกมา

ทางด้านคนนอกตกตะลึง เพราะพวกเขาไม่นึกว่าจอมยุทธบนเกาะจะผลิกหน้ากลายมาเป็นศัตรูของพวกเขา ทุกคนในที่นี้ต่างก็ร่วมมือกันต้านทานการบุกรุกของสัตว์อสูร และยินยอมจะคารวะต่อดวงวิญญาณนิรันดร์เหมือนกัน เพราะงั้นพวกเขาก็สมควรจะเปรียบดั่งครอบครัวเดียวกันแท้ๆ

ส่วนทางด้านจอมยุทธบนเกาะ พวกเขาตกตะลึงเพราะเจ้าของเกาะตัดสินใจที่จะทําพิธี สังเวยโลหิต!

สิ่งนี้คือวิธีการท้ายสุดที่พวกเขาจะเลือกใช้

พิธีสังเวยโลหิตจะทําให้พลังของรูปปั้นดวงวิญญาณนิรันดร์ทั้งสอง ทรงพลังยิ่งขึ้นชั่วคราว แต่หลังจากสิ้นสุดพิธีแล้วผู้ที่แบกรับพลังจะได้รับผลกระทบที่สาหัส เพราะงั้นมันจึงเป็นวิธีการสุดท้ายที่จะใช้

การที่ถึงขนาดจําเป็นต้องทําพิธีสังเวยโลหิต แสดงให้เห็นว่าหลันเทียนหยางกับเชอหยวนหวากําลังเผชิญวิกฤตที่หนักหนาขนาดไหน

“รีบลงมือเร็วเข้า จะมัวยืนอึ้งกันทําไม?” หลันเทียนหยางคํารามเสียงดัง เขากับเชอหยวนหวาใกล้จะหมดสภาพเต็มที่แล้ว ศัตรูตรงหน้าเป็นศัตรูที่ฆ่าไม่ตาย หากการต่อสู้ยังคงดําเนินต่อไปเช่นนี้ พวกเขาคงหนีไม่พ้นชะตากรรมดับสูญ

เซียวจนและคนอื่นๆหันไปจดจ้องเหล่าคนอื่นด้วยแววตาโหดเหี้ยม

การสังเวยโลหิตแน่นอนว่าโลหิตคือสิ่งจําเป็น แต่ที่สําคัญกว่านั้นก็คือพลังชีวิต ยิ่งได้รับพลังชีวิตมากเท่าไหร่ พิธีสังเวยโลหิตก็จะมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

“ฆ่า!” เซียวจวิ้นและคนอื่นๆลงมือจู่โจมสังหารพวกฉินเหว่ย

เพียงแต่ทุกคนก็จงใจเลือกที่จะมองข้ามหลิงฮันไป โดยไม่กล้าเข้าปะทะด้วย

คนผู้นี้ใช้เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็สามารถสังหารปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานได้ แถมการโจมตียังส่งผลเป็นวงกว้างด้วย แม้แต่เข้าใกล้ก็ยังไม่กล้า เพราะงั้นใครกันจะกล้าโจมตีหลิงฮัน?

เหล่าจอมยุทธบนเกาะไม่ขาดแคลนปรมาจารย์ระดับแปดบัวบาน ในขณะที่เหล่าคนนอกมีเพียงฉินเหว่ยคนเดียวที่เป็นตัวตนระดับตําหนักอมตะ มีรึที่จะต้านทานจะล่าสังหารไหว?

ฉัวะ ฉวะ ฉวะ หลายคนถูกสังหารในพริบตา หัวของพวกเขาระเบิดออกและโลหิตสาดกระ จายขึ้นสู่ท้องฟ้า

ทุกๆครั้งที่มีคนถูกสังหาร จอมยุทธของเกาะจะทําท่าทางแปลกประหลาด ราวกับกําลังนั่งคุก เขาพร้อมกับระบํา

นี่คือขั้นตอนของพิธีการสังเวยโลหิต

“ครืนน” รูปปั้นทั้งสองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังชีวิตของพวกมันค่อยๆพุ่งทะยานสูงขึ้น ราวกับพื้นที่แห้งเหือดที่จู่ๆก็มีฝนตกลงมา

หากพลังต่อสู้ของเขอหยวนหวาและหลันเทียนหยางเพิ่มขึ้น แม้จะไม่สามารถสังหารเสี่ยวได้แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถรั้งเอาไว้ได้ เพื่อถ่วงเวลาให้จอมยุทธคนอื่นๆบนเกาะมีโอกาสหลบหนี

หลิงฮันขมวดคิ้วทันที เนื่องจากเขาไม่คิดจะปล่อยให้คนเหล่านี้หลบหนีไปได้

ต้องทําลายพิธีสังเวยโลหิต

“นายน้อยหลิง ช่วยข้าด้วย!” จอมยุทธนอกเกาะผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากหลิ่งฮัน

จอมยุทธบนเกาะที่ไล่ตามมา เมื่อเห็นว่าตนเองกําลังเข้าใกล้หลิงฮันที่เป็นดังราชาปีศาจ ก็รีบหยุดฝีเท้าทันที

หลิงฮันชําเลืองมอง คนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากเขา เป็นหนึ่งในคนที่เคยขับไสเขาก่อนหน้านี้

เขาอดประหลาดใจไม่ได้ว่า ในโลกนี้มีคนหน้าด้านขนาดนี้อยู่ได้อย่างไรกัน?

“ตุบ ตุบ ตุบ” เมื่อเห็นว่ามีคนหลบหนีการไล่ล่าได้สําเร็จ คนนอกคนอื่นๆก็รีบวิ่งเข้ามาหวังใช้หลิงฮันเป็นร่มคุ้มกัน

คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยกล่าวว่าร้ายหลิงฮันทั้งนั้น

หลิงฮันส่ายหัว ฝูงขยะเหล่านี้ต่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็มีแต่จะน่าอับอาย

จะปล่อยให้คนบนเกาะทําพิธีสังเวยโลหิตไม่ได้ เพราะงั้นเขาจะยอมเป็นอสูรร้ายเอง

ปัง!

หลิงฮันปล่อยหมัดออกไป เปลวเพลิงพุ่งทะยานสูงตระหง่านฟ้า และเผาร่างของคนที่มาร้องขอให้ช่วยกลายเป็นเถ้าถ่านในหนึ่งกระบวนท่า

เหอะๆ คิดว่าเขาเป็นพ่อพระหรืออย่างไร?

“หลิงฮัน เจ้าทําอะไร?”

“พวกเราทุกคนมาจากที่เดียวกันแท้ๆ!”

“เจ้ามันไม่มีความเป็นมนุษย์!”

“นายน้อยหลิง ยกโทษให้ข้าด้วย!”

เหล่าคนนอกโอดครวญ บางตนตําหนิหลิงฮัน ในขณะที่บางคนขอร้องอ้อนวอน

“ฝูงขยะเช่นพวกเจ้า ไม่ควรค่าจะอยู่ใต้สวรรค์และปฐพีนี้” หลิงฮันเผยท่าทางเย็นชาและลงมือเข่นฆ่าสังหาร

หากพฤติกรรมที่บนเหล่านี้ทําตอนที่อยู่บนเกาะพอจะมีคุณธรรมอยู่บ้าง เขาก็คงยอมช่วยคนเหล่านี้เข้าไปหลบอยู่ในอุปกรณ์มิติ

แต่ตอนนี้น่ะ?

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหามากกว่านี้ รีบๆสังหารให้สิ้นไปทั้งหมดเลยดีกว่า

เหล่าคนนอกรีบเผ่นหนีอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาก็รู้สึกตัวทันทีว่าตนเองกําลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ด้านหน้าที่พยัคฆ์ไล่ล่า และมีหมาป่าไล่ตามจากด้านหลัง

“อ้ากกก!” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับชีวิตที่ค่อยๆดับไปทีละชีวิต

หลิงฮันลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ความเมตตาของเขาหมดไปนานแล้วเพราะความโลเลของคนเหล่านี้

เพียงแต่ว่าทางด้านของจอมยุทธนั้นมีปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานอยู่มากมาย ทําให้คนนอกหลายคนถูกพวกเขาสังหาร และพิธีสังเวยโลหิตได้ส่งผลให้พลังต่อสู้ของเธอหยวนหวาและหลันเทียนหยางพุ่งทะยานสูงขึ้น

ทว่าพลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะกําราบเสียวกู้ได้ เนื่องจากคนนอกหลายคนถูกสังหารด้วยเงื้อมมือหลิงฮัน

“ฆ่าอีก! ฆ่าให้มากกว่านี้!” หลันเทียนหยางคําราม

ฆ่าอีกงั้นรึ? จะให้ฆ่าใครกันล่ะ?

หลิงฮันเป็นคนนอกคนเดียวที่เหลืออยู่ ไม่ต้องกล่าวว่าจะสังหารอีกฝ่ายได้หรือไม่ เพราะต่อให้สังหารได้ พลังของพิธีสังเวยโลหิตก็คงเพิ่มขึ้นไม่มากอยู่ดี

ถ้างั้นที่ว่า “ฆ่าอีก” นั้นหมายความว่าอย่างไร?

เชียวจชิ้นเผยสีหน้าเย็นชาและกล่าว “ไม่ได้ยินดีเจ้าของเกาะกล่าวงั้นรึ?”

ทันใดนั้นเอง ปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานหลายคนก็ลงมือสังหารเหล่าคนที่อยู่รอบข้างอย่างไร้ความเมตตา

“ฉัวะ ฉัวะ ฉิวะ” ศีรษะของผู้คนมากมายลอยขึ้นฟ้า และพิธีสังเวยโลหิตได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ตอนที่ 2027 ผลพิษสําแดงเดช

หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดหลายวัน พวกหลันเทียนหยางก็พบว่าร่างกายของเสี่ยวกู่นั้น ไม่สามารถทําให้บาดเจ็บได้

ไม่สิ ไม่ใช่ว่าทําให้บาดเจ็บไม่ได้ แต่ต่อให้บาดเจ็บไปก็ไม่มีประโยชน์ต่างหาก

พวกเขาลองโจมตีทําลายศีรษะของเสี่ยวภู่แล้ว ซึ่งการจะทําเช่นนั้นได้พวกเขาต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แสนสาหัสมาก แต่แล้วผลลัพธ์ล่ะเป็นอย่างไร? ศีรษะที่ถูกทําลายไปงอกกลับคืนมาใหม่ได้อย่างง่ายดาย

เพราะอย่างไรร่างกายของเสี่ยวกู่ก็เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาอยู่แล้ว หากแท่งกระดูกร่างหลักยังอยู่แค่ศีรษะถูกทําลายจะส่งผลอะไร?

“พรีบ” ทั้งสองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยไม่ต้องการพัวพันต่อสู้กับเสี่ยวกู่อีกต่อไป

พวกเขาไม่อยากถูกนิกายลงโทษก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่อยากตายอยู่ที่นี่เหมือนกัน

ดังนั้นต่อให้ความลับของที่นี่จะถูกเปิดเผย พวกเขาก็ต้องเลือกที่จะหลบหนีแทนที่จะตายด้วยเงื้อมมือของเสี่ยวกู่

ยิ่งกว่านั้น หากเข้าใกล้ปราสาทยิ่งขึ้น พลังต่อสู้ที่หยิบยืมจากรูปปั้นทั้งสองได้ก็จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะงั้นต่อให้สู้ยืดเยื้ออยู่ข้างล่างหลุมต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

หลิงฮันรอสักพักหนึ่งก่อนจะออกมาจากหอคอยทมิฬและเก็บดาบกลับไป ณ ตอนนี้แก่นพลังของแร่โลหะโดยรอบถูกดูดซับไปแทบจะหมดแล้ว

เขาพุ่งทะยานร่างลอยขึ้นออกจากหลุม

ภาพที่เขาเห็นคือเสี่ยวคู่ยังคงปะทะกับเธอหยวนหวาและหลันเทียนหยางอยู่ โดยมีเหล่าจอมยุทธบนเกาะกําลังมองดูการต่อสู้อย่างไม่ละสายตา

ไม่ใช่ว่าจอมยุทธของเกาะนี้ที่ได้รับวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์จะไร้เทียมทานในระดับพลังเดียวกันหรอก? ตอนแรกก็หลิงฮันหนหนึ่งแล้ว คราวนี้ยังมีบุคคลลึกลับที่รูปร่างเหมือนกันหลิงฮันอีกคน ที่ไร้เทียมทานกว่าในระดับเดียวกัน นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

การที่เห็นปรมาจารย์ของเกาะนี้สองคนร่วมมือกัน แต่ก็ยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลําบาก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของทุกคนลดลงฮวบ

“น้องชายหลิง นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เซียวจขึ้นพุ่งเข้ามาใกล้ทันทีและจ้องมองหลิงฮันด้วยสีหน้าจริงจัง

คนที่กําลังสู้กับเจ้าของเกาะและผู้พิทักษ์เกาะนั้นมีรูปลักษณ์เหมือนหลิงฮันไม่ผิดเพี้ยน หากจะบอกว่าทั้งสองไม่มีความเกี่ยวข้องกันใครจะเชื่อ?

“เจ้ากําลังถามข้างั้นรึ?” หลิงฮันมองไปยังเซียวจขึ้น

“ไม่ผิด” เซียวจวิ้นกล่าวอย่างองอาจ พลังต่อสู้ของเขาด้อยกว่าหลิงฮันก็จริง แต่ตอนนี้ที่นี่มีตัวตนระดับแปดบัวบาน ที่เป็นระดับพลังเทียบเท่ากับระดับตําหนักอมตะอยู่เกือบสิบคน เหตุใดเขาต้องกลัวหลิงฮันกัน?

“ข้าไม่รู้” หลิงฮันยักไหล่อย่างไม่แยแส

“หลิงฮัน!” เซียวจวิ้นคํารามด้วยน้ําเสียงที่ดังขึ้น

“หลิงฮัน พวกเราเองก็ต้องการคําอธิบายเช่นกัน” พวกคนนอกอย่างกลุ่มของฉินเหวยหลายคนเองก็เผยสีหน้าไม่พอใจ

พวกเขาเพิ่งจะสะสางปัญหาเรื่องสัตว์อสูรบุกเสร็จไป และใกล้จะได้อิ่มเอมไปกับวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์อยู่แล้วแท้ๆ แต่จู่ๆ กลับมีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้น แถมผู้บุกรุกยังมีรูปลักษณ์เหมือนหลิงฮันอีกด้วย จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึกไม่สบอารมณ์

“อธิบายงั้นรึ?” หลิงฮันเค้นเสียงเยาะเย้ย “พวกเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาบอกให้ข้าอธิบาย?”

“อย่าได้ล้ําเส้นเกินไปนัก!” เหล่าคนนอกคําราม

“ผู้อาวุโสฉิน ท่านไม่คิดว่าคนผู้นี้น่ารังเกียจเกินไปหน่อยงั้นหรือ!”

“ข้าเองก็ขอให้ผู้อาวุโสลงมือจัดการเขาด้วยอีกคน!”

ฉินเหว่ยขมวดคิ้วและกล่าว “หลิงฮัน ตอนนี้พวกเราเป็นแขกของเกาะแห่งนี้ ในฐานะของแขก พวกเราไม่ควรสร้างปัญหาให้แก่เจ้าบ้าน”

หลิงฮันหัวเราะเสียงดัง “พวกกลุ่มคนโง่ที่กําลังถูกหลอกใช้โดยไม่รู้ตัว! ข้าเข้าใจนะว่าความรู้สึกโหยหาความแข็งแกร่งมันเป็นอย่างไร แต่พวกเจ้าไม่คิดบ้างว่าบนโลกนี้จะมีคนดี ถึงขนาดยอมแบ่งปันทักษะบ่มเพาะให้คนแปลกหน้าอยู่นะ?”

“หรือต่อให้มีจริงๆ คนเหล่านี้ดูเป็นคนดีขนาดนั้นงั้นรึ?”

หลันรั่วจื่อรีบขยับเข้ามากล่าวแทรก “นายน้อยหลิง เลิกพูดอะไรไร้สาระได้แล้ว ท่านไม่ต้องการข้าแล้วรึไง?”

หลิงฮันยักไหล่อย่างไม่แยแส “เจ้าเองก็เป็นคนที่น่ารังเกียจเช่นกัน!”

“เจ้า” ใบหน้าอันงดงามของหลันรั่วจื่อเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับร่างของเกิดอาการสั่นเครือเบาๆ นางคิดอยู่ตลอดว่าตัวนางนั้นมีสถานะที่สูงส่ง ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับเทพธิดาของ นางไม่ว่าบุรุษคนใดก็ต้องห้อมล้อมอยู่รอบตัวนาง

การที่ถูกหลิงฮันดูถูกเช่นนี้ แน่นอนว่าความมั่นใจอันเอ่อล้นของนางย่อมได้รับผลกระทบและกลายเป็นเกรี้ยวกราด

“ศิษย์น้องหญิง เจ้าเลิกสนใจเขาจะดีกว่า” เซียวจวิ้นแสยะยิ้ม “คนผู้นี้มีเจตนาชั่วร้ายและ มีพฤติกรรมน่าสงสัย ข้าว่าเราสมควรกําจัดเขาทิ้งไปซะ”

“เหล่าผู้ปรมาจารย์ทุกคน ได้โปรดจัดการคนผู้นี้ด้วย!” เขากล่าวกับเหล่าจอมยุทธระดับแปดบัวบาน

“ข้าลงมือเอง” ชายวัยกลางคนเดินออกมา ที่บริเวณกลางคิ้วของคนผู้นี้ จู่ๆ ก็มีสัญลักษณ์ดอกบัวแปดกลีบปรากฏขึ้นมา

ดอกบัวคือสัญลักษณ์บ่งชี้ระดับพลังบ่มเพาะที่คนเหล่านี้ฝึกฝน ซึ่งโดยเวลาปกติแล้วมันจะถูกปกปิดเอาไว้

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยก็ดีนะ ข้าจะได้ประหยัดเวลา”

“เป็นแค่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่กล้าทําตัวอวดดีต่อหน้าข้างนรี!” ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มอย่าวชั่วร้าย ต่อให้เขาไม่ได้รับพลังอํานาจจากดวงวิญญาณนิรันดร์ ระดับแปดบัวบานก็มีพลังเทียบเท่ากับระดับตําหนักอมตะ สําหรับเขาการกําจัดจอมยุทธระดับแบ่งวิญญาณ ย่อมเป็นเรื่องง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ

หลิงฮันเริ่มโคจรพลัง จริงอยู่ที่พลังของตัวเขาเองยังห่างไกลเกินกว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของตัวตนระดับตําหนักอมตะได้ แต่เขาก็ยังมีไพ่ลับอยู่

“ตึง ตึง ตึง” ชายวัยกลางคนก้าวเดินเข้ามา ฝีเท้าของเขาหนักอึ้งจนทุกการก้าวเดินทําให้จิตใจของผู้คนสั่นสะท้าน

“เจ้าหนู ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเจ้าไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน?” ชายวัยกลางคนแสยะยิ้ม

“เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เดี๋ยวนี้!” มุมปากของหลิงฮันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแสนชั่วร้าย

ทักษะก้อนแสงอสนีทําลายล้างถูกควบแน่นขึ้นมาและระเบิดออก “ตูมมม” รัศมีของคลื่นสายฟ้าแพร่กระจายไปทั่วทิศทาง

ชายวัยกลางคนอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มเยาะเย้ย พลังของทักษะนี้ไม่ได้อ่อนแอเลยก็จริง แต่อย่างมากมันก็สามารถทําให้จอมยุทธระดับเจ็ดบัวบานหวาดกลัวเท่านั้น ต่อหน้าปรมาจารย์ระดับแปดบัวบานเช่นเขา การโจมตีเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นอันใดแม้แต่น้อย

ชายวัยควบแน่นโล่แสงคุ้มกันที่เบาบางขึ้นมา “เปรี้ยะ เปรี้ยะ เปรี้ยะ” รัศมีคลื่นอสนีพัวพันรอบโล่แสงสีดํา แต่ก็ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้

ผลลัพธ์เช่นนี้นับว่าถูกต้องแล้ว ถ้าจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณสามารถทําลายการป้องกันของตัวตนระดับตําหนักอมตะได้สิถึงจะแปลก

เพียงแต่ทักษะก้อนแสงอสนีทําลายล้างไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ชายวัยกลางคนเพียงคนเดียว ทักษะนี้เป็นการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าและแม้แต่ตัวหลิงฮันเองก็อาจจะได้รับบาดเจ็บ

เพราะงั้นรัศมีสายตาอันเกรี้ยวกราดจึงส่งผลกระทบไปยังจอมยุทธของเกาะนี้คนอื่นๆ ด้วย

เพียงแค่ว่าคนอื่นๆ นั้นอยู่ห่างไกลออกไป ทําถึงแม้จะได้รับผลกระทบแต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแค่ออกแรงเล็กน้อยก็แทบจะสามารถเมินเฉยไปได้แล้ว

“การแสดงป่าที่จบลงเท่านี้ละเจ้าหนู!” ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างเย้ยหยัน เพียงแต่ในขณะที่เขากําลังจะลงมือปลิดชีวิตหลิงฮันนั่นเอง จู่ๆ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

โล่คุ้มกันของเขากําลังถูกกัดกร่อน!

ที่บริเวณรอบด้าน เสียงร้องโอดครวญหลายเสียงขึ้นมา พร้อมกับร่างของคนมากมายได้ทรุดตัวลงกับพื้น โดยที่ร่างกายกําลังเกิดการกัดกร่อน

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

แค่การโจมตีของจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ จะเป็นภัยคุกคามต่อปรมาจารย์ระ ดับแปดบัวบานได้อย่างไรกัน?

“อ้ากกก” เสียงร้องทรมานดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา เพ ราะใครก็ตามที่ถูกรัศมีสายฟ้าสัมผัสโดนเข้าร่างกายก็จะสลายกลายเป็นกองโลหิตในทันที!

บ้าชัดๆ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ไม่ใช่แค่ทุกคนที่หวาดกลัว แม้แต่ตัวหลิงฮันก็ยังจิตใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดผวาเล็กน้อยเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าพิษของไผ่ครามผลสีชาดจะรุนแรงขนาดนี้

ใช่แล้ว… ทักษะก้อนแสงอสนีทําลายล้างเป็นฉากบังหน้าเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาก็คือการใช้รัศมีอัสนี ในการแพร่กระจายพิษของไผ่ครามผลสีชาด

ผลที่เป็นพิษของมันสามารถสังหารได้แม้กระทั่งตัวตนระดับตําหนักอมตะ

“ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ” เหล่าคนที่รอดชีวิตไม่ถูกลูกหลงรีบขยับตัวถอยหลัง พร้อมกับมองไปที่หลิงฮันด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ราวกับกําลังเผชิญหน้าอยู่กับปีศาจ

ตอนที่ 2026 เก็บเกี่ยว

เชอหยวนหวาเผยสีหน้าเหยียดหยาม เป็นเพียงแค่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่คิดว่าจะมาแย่งชิงสมบัติของพวกข้าไปงั้นรึ?

ช่างน่าขัน!

“มนุษย์ ชั่ว!” เสียงคําราม และกระหน่ําปล่อยหมัดอย่างเกรี้ยวกราด

การที่จอมยุทธระดับแบ่งแย่งวิญญาณสามารถซ่อนตัวจากการรับรู้ของพวกเขาได้ อีกฝ่ายจะต้องครอบครองสมบัติล้ําค่าอยู่กับตัวเป็นแน่ เพียงแต่พวกเธอหยวนหวาก็ไม่มีเวลาไปค้นหาสมบัติที่หลิงฮันเหลือทิ้งเอาไว้ เนื่องจากการโจมตีของเสี่ยวภู่นั้นรุนแรงเกินไปจนพวกเขาไม่อาจวอกแว่กได้

“ครืนนน” กลุ่มก้อนเปลวเพลิงกระเพื่อมไปมา พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายอันสูงส่ง

“ไม่ได้การ นั่นมันทักษะกําเนิดใหม่จากเถ้าถ่านของเผ่าวิหคเพลิงอมตะ!” หลันเทียนหยางอุทานออกมา

“บัดซบ!” สีหน้าของเชอหยวนหวาก็เปลี่ยนเป็นปั้นยากเช่นกัน

จะให้พวกเขาโจมตีหลิงฮันอีกครั้งงั้นรึ? เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้เสียวก่กระหน่ําโจมตีอย่างบ้าคลั่ง “พรึบ พรึบ พรึบ” ตราประทับบนกระดูกภายในร่างของมันส่องประกายแสง และระเบิดพลังต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุด จนทําให้พวกเธอหยวนหวาถูกต้อนจนมุม เพราะงั้นแล้วพวกเขาจะเอาเวลาไหนไปโจมตีหลิงฮัน?

นอกเสียจากว่าพวกเขาจะยอมเอาชีวิตเข้าแลก!

เพื่อสังหารจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ ตัวตนระดับเก้าบัวบานถึงกับต้องยอมเอาชีวิตเข้าแรกเลยงั้นรึ? ล้อกันเล่นรึเปล่า?

“ครืนน” เปลวเพลิงเริงระบําสั่นไหว ก่อนจะแปรสภาพกลายเป็นวิหคเพลิงขนาดมหึมาและแยกตัวออกจากกัน ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กระจัดกระจาย ร่างของรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งได้เดินออกมา ซึ่งรุ่นเยาว์ผู้นี้หากไม่ใช่หลิงฮันแล้วจะเป็นใครกัน?

ทองหยกกําเนิดดาราลอยเข้าไปหลอมรวมเข้ากับหน้าอกของหลิงฮัน

“บัดซบ!” พวกเธอหยวนหวาสบถสาปแช่ง

เพียงแต่ต่อให้หลิงฮันจะผสานรวมเข้ากับแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีไปแล้ว ตราบใดที่พวกเขาจับตัวหลิงฮันได้ ประมุขที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา ก็ย่อมมีหนทางดึงแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีกลับออกมาได้แน่นอน

แต่ก่อนอื่นเลยคือต้องสังหารเสี่ยวภู่ก่อน!

ปรมาจารย์ทั้งสองตนมองหน้ากัน และเข้าใจความคิดของกันและกันผ่านดวงตา พวกเขาสองคนส่งเสียงคําราม โดยที่ทันใดนั้นสัญลักษณ์ดอกบัวสีดําระหว่างคิ้วของพวกเขาทั้งเก้ากลีบก็เบ่งบานออกมา พร้อมกับดอกบัวสีดําทมิฬขนาดมหึมาได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังพวกเขา

ดอกบัวสีดําทมิฬทั้งสองสั่นเล็กน้อยและตอบสนองต่อกัน โดยที่พลังที่ถูกถ่ายทอดจากรูปปั้นที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าปราสาทโบราณได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อเสริมแกร่งพลังต่อสู้ให้แก่ปรมาจารย์ทั้งสอง

แต่ก็เห็นได้ชัดการจะใช้ทักษะนี้จําเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย เนื่องจากผิวหนังบนใบหน้าของพวกเชอหยวนหวาได้ปรากฏคราบเลือดมากมายไปจนถึงบริเวณคอและมือ หากผิวหนังที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าเผยออกมาให้เห็นล่ะก็ จะพบว่าผิวหนังทั้งร่างของพวกเขาเกิดการปริแตก ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีโลหิตไหลออกมา

ทั้งสองคนเริ่มโจมตีอย่างรุนแรงตอบโต้ และหวังจะสังหารเสี่ยวกู่

เมื่อเสี่ยวกู่เห็นว่าหลิงฮันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ความเกรี้ยวกราดของมันก็สลายไปหลายส่วน ทําให้พลังต่อสู้ลดลงกว่าเดิมมาก จนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบพวกเธอหยวนหวา

เพียงแต่กายหยาบของเสียวกู่นั้นเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ต้องรู้ก่อนว่าร่า งกายของมันในตอนนี้ไม่ใช่ร่างของมันจริงๆ แต่เป็นเพียงร่างจําแลงเท่านั้น ซึ่งต่อให้ร่างกายได้รับความเสียหายขนาดไหนก็ไม่ส่งผลอะไร เพราะร่างที่เป็นรากฐานที่แท้จริงของมันคือกระดูกเพียงท่อนเดียว

กระดูกท่อนนี้สมควรเป็นกระดูกของราชานิรันดร์ และยังเป็นของราชานิรันดร์ระดับสูงอีกด้วย เพราะงั้นมีรีที่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้สองคนจะทําลายมันได้?

หลิงฮันไม่กังวลสถานการณ์ของเสี่ยวคู่แม้แต่น้อย เขาตั้งสมาธิไปยังแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตันเถียน

มีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพิ่มอีกหนึ่งแล้ว!

ถึงแม้เพลิงเก้าสวรรค์จะแยกตัวออกมาแล้ว แต่แก่นกําเนิดพลังที่แสดงถึงตัวตนของมันก็ยังอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะงั้นเมื่อแก่นกําเนิดพลังทั้งสี่มาอยู่รวมกัน พวกมันจึงแย่งชิงอาณาเขตกันอย่างดุเดือดภายในตันเถียนของหลิงฮัน จนแบ่งพื้นที่กันได้อย่างสมดุลในที่สุด

รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลิงฮัน ตอนนี้เขาก้าวหน้าในระดับแบ่งแยกวิญญาณขึ้นไปอีกครั้งแรก

เมื่อรู้ว่าขีดจํากัดการตัดวิญญาณคือเก้าครั้ง สิ่งจําเป็นที่สุดต่อสําหรับเขาในตอนนี้จึงเป็นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

หลิงฮันยกมือขึ้น “พรึบ” ตราประทับแห่งเต๋โลหะสีเขียวมรกตปรากฏขึ้นบนมุมฝ่ามือของเขาพร้อมกับปลดปล่อยปราณพิฆาตที่รุนแรงออกมา

ปราณพิฆาตนี้ไม่ใช่แบบเดียวกับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร แต่เป็นคลื่นพลังปราณที่แหลมคมและรุนแรงของแก่นกําเนิดพลังธาตุโลหะ

ธาตุทองคือตัวแทนของความแหลมคม

เขาสะบัดฝ่ามือออกไปส่งๆ “พรึบ” ปราณดาบอันแหลมคมพุ่งทะยานออกมา และทิ้งรอยขีดข่วนเอาไว้บนพื้น

อย่าได้ดูถูกความเสียหายเพียงเท่านี้ เพราะอย่างที่รู้ว่าโครงสร้างของพื้นที่ในบริเวณนี้ถูกเสริมให้ทนทานโดยแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ต่อให้เป็นการต่อสู้ระหว่างพวกเสี่ยวภูทั้งสามคน ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายที่รุนแรงให้กับบริเวณนี้ได้ โดยที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือหลุมเล็กๆ น้อยๆ

การที่เขาสามารถทําให้พื้นดินเกิดรอยขีดข่วนได้ด้วยระดับพลังเพียงเท่านี้ กล่าวได้ว่าการโจมตีของเขามีพลังทําลายที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง!

หลิงฮันลองผสานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเพิ่มเข้าไปและผลักฝ่ามือ “พรึบ” รอยขีดข่วนปรากฏขึ้นบนพื้นที่แข็งดั่งโลหิตอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้รอยได้มีความลึกที่มากกว่าเดิม

เห็นได้ชัดว่าการผสานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน จะทําให้เกิดพลังทําลายล้างที่รุนแรงยิ่งขึ้น

หลิงฮันตระหนักรับรู้ได้ว่าอํานาจแห่งกฏเกณฑ์ก็สามารถใช้รวมกันได้ด้วย ก่อนระดับราชานิรันดร์การผสานรวมอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ อย่างอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลากับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิตินั้นเป็นไปไม่ได้ก็จริง แต่กับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุนั้นแตกต่างออกไป เพราะ พวกมันสามารถผสานรวมกันได้

โลหะ พฤกษา วารี เพลิง และปฐพี ตัวเขาในตอนนี้ต้องการแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอีก เพียงธาตุเดียวเท่านั้น ก็จะสามารถผสานธาตุทั้งห้าได้

เขาอยากรู้เหลือเกินว่าการโจมตีที่ผสานเอาไว้ด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุนั้นจะทรงพลังขนาดไหน

บางที อาจจะเป็นเหมือนจี่อู๋หมิง

หลิงฮันกําหมัดแน่น ถึงแม้การต่อสู้ครั้งก่อนเขาจะเสมอกับจี่อู๋หมิง แต่เขาก็รู้ตัวดีว่า ในด้านพลังต่อสู้ตัวเขายังด้อยกว่าอีกฝ่าย

ต่อให้มีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพิ่มมาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพี่หมิงนั้นเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า ความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของอีกฝ่ายจึงเปรียบเสมือนมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีมากมายอยู่ในร่างกาย

นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทําไมในระดับพลังเดียวกัน จี่อู๋หมิงถึงมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า

“เอาไว้หลังจากที่ได้รับแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีธาตุปฐพี่มาครอบครอง ข้าจะประลองกับจี่อู๋หมิงอีกครั้ง!” ดวงตาของหลิงฮันส่องประกายด้วยจิตวิญญาณสู้รบ

แต่สําหรับตอนนี้ เขานําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา

ในบริเวณแห่งนี้มีแร่โลหะอยู่มากมายเพียงใด?

ดาบอสูรนิรันดร์ปลดปล่อยความกระหายออกมา และเริ่มการดูดกลื่นอย่างบ้าคลั่ง “ครืนนนนน” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทองคํามากมายโดยรอบถูกดูดซับเข้าไปยังดาบอสูรนิรันดร์

ปัง!

การต่อสู้ระหว่างเสี่ยวกู่และพวกเธอหยวนหวากลายเป็นดุเดือดและรุนแรงยิ่งขึ้น จนทําให้หลุมแห่งนี้ปรากฏรูไปทั่วพื้นที่

การต่อสู้ดําเนินต่อไป หนึ่งวัน สองวัน สามวัน การต่อสู้อันดุเดือดส่งผลให้พื้นดินรอบด้านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แม้แต่หลิงฮันก็ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ได้ และต่อเข้าไปหลบอยู่ในหอคอยทมิฬ ส่วนดาบอสูรนิรันดร์นั้น เขาได้วางมันเอาไว้เพื่อให้มันดูดซับแก่นพลังธาตุโลหิตอย่างต่อเนื่อง

เกือบเจ็ดวันต่อมา แก่นพลังธาตุโลหิตก็ถูกดูดกลืนไปจนแทบหมดสิ้น ทําให้โครงสร้างอ่อนแอลง จนการต่อสู้ของจอมยุทธที่ทรงพลังทั้งสาม สามารถระเบิดผิวของหลุมให้เป็นรูขนาดใหญ่มากมาย และมีน้ําทะเลไหลซึมเข้ามาจากรูที่เกิดขึ้นได้

“หนี!” จู่ๆ พวกหลันเทียนหยางทั้งสองก็ทะยานร่างขึ้นไปด้านบน

ตอนที่ 2025 เสียวกู่ปรากฏตัวอีกครั้ง

ร่างเงานี้พุ่งทะยานลงมาจากด้านบนของเกาะ ผ่านชั้นดินลงมาลึกไม่รู้ก็ไมล์และปรากฏตัวราวกับเทพพระเจ้าผู้นําพาแสงแห่งดาราที่สาบสูญไปยาวนาน

ที่ทําให้หลิงฮันตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือเขารู้จักร่างที่ปรากฏตัวนี้

เสี่ยวกู่…. เป็นเสี่ยวกู่ที่สมควรอยู่ในโลกบรรพกาล!

หลิงฮันอ้าปากค้างด้วยความตะลึง

ในอดีตตอนที่เขากําลังจะเปิดประตูสู่ดินแดนแห่งเซียน เขาได้เอ่ยชวนให้เสี่ยวกู่มากับเขาด้วย แต่เสี่ยวกู่ก็ยืนกรานที่จะอยู่ที่โลกบรรพกาลต่อไป ราวกับว่ามีหน้าที่ที่ยังทําไม่สําเร็จ เพราะงั้นเมื่อการปรากฏตัวอีกครั้งของเสี่ยวกู่ในที่แห่งนี้ จึงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก

ที่สําคัญคือพลังของเสี่ยวกู่ ณ เวลานี้แข็งแกร่งจนหลิงฮันมองระดับพลังไม่ออก!

“ยี่ ย่า ย่า!” เสี่ยวกู่คําราม หลังจากเวลาผ่านมาหลายปีมันก็แทบไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนแปลง นอกจากพลังที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างผืนสวรรค์แล้ว มันก็ยังพูดจาเหมือนเด็กน้อยเหมือนเดิม

เชอหยวนหวาและหลันเทียนหยางตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าจู่ๆ จะมีคนโผล่มาในช่วงเวลาแบบนี้ ทั้งสองรีบลงมือตอบโต้การโจมตีของเสี่ยวกู่อย่างรวดเร็ว

ตูม!

เมื่อการโจมตีของสองฝ่ายปะทะกัน ร่างของเสียวกู่ก็ถูกผลักให้ล่าถอยขึ้นฟ้า ในขณะที่ร่างของหลันเทียนหยางและเชอหยวนหวาหดเตี้ยลง เนื่องจากเท้าทั้งสองได้ฝังลึกลงไปใต้ผิวดิน

อย่างที่รู้ว่าพื้นของบริเวณแห่งนี้มีความทนทานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมันถูกแปรสภาพให้กลายเป็นโลหะโดยทองหยกกําเนิดดารา แต่เพียงแค่การโจมตีเดียวก็ทําให้เท้าของทั้งคู่จมลงดินไปได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าการโจมตีของเสี่ยวกู่นั้นหนักหน่วงขนาดไหน

“ยี่ ย่า ย่า ฆ่าๆๆ!” เสี่ยวกู่คําราม รูปลักษณ์ของมันไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่อยู่ในโลกบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย

มันพุ่งทะยานร่างลงมาจากฟ้าอีกครั้ง และยังคงปล่อยหมัดที่พรั่งพรูไปด้วยตราประทับแห่งเต๋าออกไปเหมือนเดิม

เชอหยวนหวากับวอกแว่กลันเทียนหยางหันมองหน้ากัน โดยทั้งสองต่างเห็นความตกตะลึงและความมึนงงในดวงตาของอีกฝ่าย

เกาะของพวกเขามีรูปแบบอาคมคุ้มกันอยู่ทําให้ตัวเกาะถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด ตราบใดที่พวกเขาไม่เป็นฝ่ายยกเลิกรูปแบบอาคมด้วยตัวเอง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ราชานิรันดร์ระดับล่างจะหาพบ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทําไมเกาะแห่งนี้สามารถคงอยู่ได้โดยไม่มีใครรู้ และยากที่จะถูกค้นพบ

แต่จอมยุทธลึกลับที่ปรากฏตัวผู้นี้มีพลังอยู่ในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เท่านั้น เหตุใดอีกฝ่ายถึงหาเกาะแห่งนี้พบกัน?

“จะปล่อยเขาไปไม่ได้” หลันเทียนหยางกล่าว

“อืม!” เชอหยวนหวาพยักหน้า

ทั้งสองไม่คิดจะเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว แต่เริ่มโคจรทักษะของตนเองโจมตีใส่เสี่ยว

เห็นได้ว่าแม้จะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ทักษะของทั้งสองก็มีรากฐานเดียวกัน สัญลักษณ์ดอกบัวบนหน้าของพวกเขาค่อยๆ เบ่งบานที่ละกลีบ ส่งผลให้พลังต่อสู้ของทั้งคู่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เสี่ยวกู่เข้าปะทะกับศัตรูทั้งสองโดยที่ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแม้แต่น้อย แท่งกระดูกที่เป็นร่างหลักภายในร่างของมันส่องประกายแสงเจิดจ้ากลายเป็นตราประทับแห่งเต๋า ที่มอบพลังให้มันอย่างไร้ที่สิ้นสุด

เฮ้อ… เหตุใดพลังของเสี่ยวกู่ถึงได้พัฒนารวดเร็วขนาดนี้กัน?

หลิงฮันคิดว่าพลังบ่มเพาะของตนเองพัฒนารวดเร็วมากแล้วแท้ๆ แต่เมื่อเทียบกับเสี่ยวกู่กล่าวได้เขาถูกอีกฝ่ายทิ้งไว้อย่างไม่เห็นฝุ่น

เสี่ยวกู่จะต้องเป็นโครงกระดูกที่เหลืออยู่ของราชานิรันดร์ไม่ผิดแน่ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะแข็งแกร่ง ถึงขนาดเป็นคู่ต่อสู้ของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ได้อย่างไร?

แต่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะใช้โอกาสนี้ในการครอบครองทองหยกกําเนิดดารา

หลิงฮันปรากฏตัวอย่างเงียบเฉียบ และโคจรทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์เพื่อเรียกความสนใจของทองหยกกําเนิดดารา ราวกับเป็นดอกไม้ที่ต้องการดึงดูดผึ้ง

เมื่อเห็นใครบางคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เชอหยวนหวากับหลันเทียนหยางก็ตกตะลึงจนถึงที่สุด ด้วยพลังของพวกเขา เป็นไปได้อย่างไรที่ไม่สามารถตรวจพบเจอตัวตนของหลิงฮันที่เป็นเพียงจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ

ทั้งสองต้องการหยุดหลิงฮัน แต่เดี๋ยวก่ก็โจมตีรั้งพวกเขาเอาไว้อย่างหนักหน่วง ทําให้ไม่สามารถสลัดพ้น

แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เลิกให้ความสนใจกับหลิงฮันไปในทันที เนื่องจากต่อให้เป็นพวกเขาหากต้องการครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ก็ยังต้องหยิบยืมพลังของดวงวิญญาณนิรันดร์ เพราะงั้นมีรึที่จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณตัวจ้อยจะทําได้สําเร็จ? เป้าหมายที่ต้องกําจัดเป็นอันดับแรกคือเสี่ยวต่างหาก

“หลิง…ฮัน…!” เสี่ยวกู่กล่าวติดอ่างด้วยน้ําเสียงประหลาดใจ

หลิงฮันเพียงแค่พยักหน้าตอบ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะกล่าวทักทายเสี่ยวกู่ เพราะโอกาสที่จะได้ครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่นั้นมีไม่บ่อยนัก เขาจึงต้องตั้งสมาธิให้ดี

“พรึบ! พรึบ! พรึบ!”

ตราประทับแห่งเต๋มากมายปรากฏขึ้นบนร่างกายหลิงฮัน คลื่นกระเพื่อมของพลังที่อยู่เหนือระดับแบ่งแยกวิญญาณอย่างสิ้นเชิงพรั่งพรูออกมา ซึ่งมันไม่ใช่พลังที่มาจากตัวหลิงฮัน แต่เป็นพลังที่ของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ที่ตอบสนองต่อแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

ทองหยกกําเนิดดาราเองก็ส่องประกายแสงเจิดจ้า คลื่นพลังของมันสั่นไหวและมีตราประทับแห่งเต๋าปรากฏออกมาเช่นกัน

ตราประทับแห่งเต๋ของทั้งสองกําลังพัวพันเข้าหากัน

เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เชอหยวนหวากับหลันเทียนหยางก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมา จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณตัวจ้อยผู้นี้สามารถกําราบทองหยกกําเนิดดาราได้! เรื่องนี้อยู่เหนือการคาดหมายของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“น้องเชอ เจ้าไปสังหารเด็กนั่นซะ” หลันเทียนหยางกล่าว “ข้าจะรั้งตัวจอมยุทธผู้นี้เอาไว้เอง”

– การจัดการแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เป็นภารกิจสําคัญของนิกายของพวกเขา ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานับล้านปี หากเขายอมปล่อยให้หลิงฮันได้ทองหยกกําเนิดดาราไป เขาจะถูกนิกายลงโทษขั้นรุนแรงเป็นแน่

“เข้าใจแล้ว!” เชอหยวนหวาตอบรับและหันไปเพ่งเล็งหลิงฮัน

เพียงแค่หนึ่งการโจมตีก็เพียงพอ

“ยี่ ย่า ย่า!” เสี่ยวกู่เคลื่อนที่ไปสกัดเซอหยวนหวาเอาไว้

“บัดซบ!” หลันเทียนหยางสาปแช่ง พลังต่อสู้ของเสี่ยวกู่แข็งแกร่งกว่าเขา แถมพลังป้องกันยังทนทานจนน่าสะพรึงกลัวอีกด้วย อีกฝ่ายรับการโจมตีของพวกเขาเข้าไปแต่ก็ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย เขารีบกระหน่ําปลดปล่อยการโจมตีที่รุนแรงเข้าใส่เสี่ยว กู่เพื่อรั้งเสี่ยวกู่เอาไว้

ตูม! ตูม! ตูม!

ทั้งสามคนเข้าปะทะน้ําปั่นกัน หนึ่งคนต้องการสลัดหลุดพ้นจากวงล้อมการต่อสู้เพื่อกําจัดหลิงฮัน คนหนึ่งต้องการยับยั้งคนแรก และอีกคนหนึ่งต้องการรั้งคนที่สองเอาไว้

หลิงฮันไม่วอกแว่กแม้แต่นิดเดียว เขาเชื่อใจเสี่ยวกู่เป็นอย่างมากว่าจะสามารถหยุดยั้งปรมาจารย์อีกสองคนได้

หนึ่งวัน สองวัน…. สามวัน เสี่ยวกู่ไม่ทําให้หลิงฮันผิดหวังจริงๆ มันหยุดยั้งพวกเขอหยวนหวาเอาไว้ไม่ให้หลุดไปโจมตีหลิงฮันได้

“ครืนน” การสั่นไหวของทองหยกกําเนิดดาราเริ่มรุนแรงขึ้น และผิวของมันปรากฏตราประทับมากมายได้ที่สิ้นสุด

เมื่อตราประทับหลั่งไหลออกมาจนถึงจุดสูงสุด ทองหยกกําเนิดดาราก็ลอยพุ่งเข้าหาหลิงฮัน

“ไม่ได้การแล้ว!” เชอหยวนหวากับหลันเทียนหยางใบหน้ากลายเป็นซีดเผือด ทองหยกกําเนิดดารากําลังจะถูกหลิงฮันช่วงชิงไปแล้ว

“ฮึ่ม!” เชอหยวนหวาเค้นเสียงและเข้าปะทะกับเสี่ยวกู่อย่างเต็มกําลัง ก่อนจะหาโอกาสผลักฝ่ามือเข้าใส่หลิงฮันได้ในที่สุด

แม้พลังทําลายของฝ่ามือจะลดลงไปมากหลายส่วน เนื่องจากถูกเสี่ยวกู่สกัดกั้นเอาไว้ แต่เศษเสี้ยวพลังก็ยังสัมผัสโดนร่างของหลิงฮัน

การโจมตีจากจอมยุทธที่มีพลังบ่มเพาะเทียบเท่าระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้นั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังจากฝ่ามือก็ตามที

“โผล๊ะ” ร่างของหลิงฮันถูกบดขยี้กลายเป็นฝนโลหิตในพริบตา “พรึบ” กลุ่มก้อนเปลวเพลิงถูกจุดประกายขึ้นมา และทองหยกกําเนิดดาราลอยเข้าไปใกล้กลุ่มก้อนเปลวเพลิงนั้น

ตอนที่ 2024 บทสนทนาที่น่าตกใจ

ชายวัยกลางคนดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดา เขาไม่มีทั้งกลิ่นอายที่น่าเกรงขามหรือน่าหวาดกลัว หากจะมีอะไรที่ดูแตกต่างก็คงจะมีเพียงสัญลักษณ์ดอกบัวที่อยู่บนหน้าผาก

สัญลักษณ์ของดอกบัวมีดอกทั้งเก้ากลีบ ซึ่งสีของมันช่างดําทมิฬจนทําให้จิตใจของใครหวาดผวาได้

คนผู้นี้คือเจ้าของเกาะงั้นรึ?

หลิงฮันมองดูจากภายในหอคอยทมิฬ และไม่ทําอะไรผลีผลาม

ทองหยกกําเนิด

หน้าแล้ว ต่อให้จะเป็นจากด้านในหอคอยทมิฬ เขาก็สามารถสัมผัสถึงอํานาจอันไร้ที่สิ้นสุดของมันได้

พลังของทองคํา คือพลังอันคมกริบและรุนแรงที่จะบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง

หลิงฮันขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ ต่อให้ทองหยกกําเนิดดาราจะอยู่ตรงหน้า แต่เขาจะครอบครองมันได้อย่างไร?

ออกไปงั้นรึ? นั่นไม่ต่างอะไรจากรนหาที่ตาย

โชคดีที่ดูเหมือนชายวัยกลางคน จะยังไม่ต้องการครอบครองทองหยกกําเนิดดารา ณ เวลานี้

“ตุบ” ทันใดนั้นเอง ร่างของจอมยุทธผู้หนึ่งก็ลอยลงมาจากด้านบนหลุม เขาหลบหลีกปราณพิฆาตมากมาย และเคลื่อนที่เข้าใกล้ชายวัยกลางคน

ทั้งสองคนมีสัญลักษร์ดอกบัวสีดําทมิฬบนหน้าผากเก้ากลีบทั้งคู่

“น้องเชอ!” ชายวัยกลางคนพยักหน้าให้กับจอมยุทธที่เพิ่งปรากฏตัว

จอมยุทธที่ปรากฏเองก็พยักหน้าให้กับชายวัยกลางคน ดวงตาของเขาจดจ้องไปยังทองหยกกําเนิดดารา “พี่ชายหลัน พวกเรารอคอยมาเป็นเวลาล้านปีแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที่”

“ฮ่าๆ แต่พวกเราก็ไม่ได้รอคอยอย่างสูญเปล่า พวกเราใช้ที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่น และส่งคนมากมายไปยังแผ่นดินใหญ่ เพื่อเผยแพร่ทักษะของข้า” ชายวัยกลางคนหัวเราะ

เขาคือเจ้าของเกาะแห่งนี้ และมีชื่อว่าหลันเทียนหยาง

ส่วนชายคนที่สองที่แซ่เชอ มีชื่อว่าเชอหยวนหวา เขาเองก็หัวเราะและกล่าว “ในโลกนี้มีคนโง่งมอยู่มากมายจริงๆ ทั้งๆ ที่ทักษะที่เราต้องการสอนนั้นยอดเยี่ยมกว่าแท้ๆ แต่หลายคนก็ยังยืนกรานปฏิเสธจะฝึกฝน แทบยังตั้งตนเป็นศัตรูกับเรา จนเราต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แบบนี้”

“วันวานเช่นนี้กําลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า และผู้ที่จะได้เขียนประวัติศาสตร์ก็คือพวกเรา”

ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยแววตาตื่นเต้น

“หลังจากได้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีตนนี้ไป ท่านประมุขจะต้องมอบรางวัลให้พวกเราอย่างยิ่งใหญ่แน่ๆ และพวกเราก็จะมีหวังที่จะบรรลุระดับสิบบัวบาน!”

หลิงฮันที่ฟังอยู่ในหอคอยทมิฬจิตใจสั่นสะท้าน

สิบบัวบานงั้นรึ?

หลันรั่วจื่อบอกว่าเจ้าของเกาะมีพลังบ่มเพาะเทียบเท่ากับระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ซึ่งสัญลักษณ์ของเขาก็คือเก้าบัวบาน ถ้างั้นสิบบัวบานก็อาจจะหมายถึงระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ขั้นสูงสุด หรือไม่ก็ระดับราชานิรันดร์

ฟังจากบทสนทนาของทั้งสองคนแล้ว ดูเหมือนใครบางคนจะถูกส่งเข้าไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อเผยแพร่ความเชื่อในดวงวิญญาณนิรันดร์ ซึ่งทักษะบ่มเพาะที่แตกต่างนี้อาจจะเป็นที่รู้จักกันในคนกลุ่มน้อย เพราะงั้นหลิงฮันจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่ต้องรู้ก่อนว่าต่อให้ในสนามรบ ปรมาจารย์ที่ทรงพลังอย่างราชานิรันดร์จะเป็นคนกําหนดทิศทางของสงคราม แต่สําหรับสวรรค์และปฐพี สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเบื้องล่างต่างหากที่เป็นสิ่งกําหนดรากฐานที่แท้จริง

หากสิ่งมีชีวิตทั้งหมดหันไปบ่มเพาะศาสตร์วรยุทธที่แตกต่าง คงอีกไม่นานที่จะถึงวันที่สวรรค์ และปฐพีพังพินาศ

หลิงฮันรู้สึกแปลกใจว่า หากสวรรค์และปฐพีเกิดพังพินาศขึ้นมา คนเหล่านี้จะได้ประโยชน์อะไรกัน?

หรือพวกเขาไม่รู้ถึงผลลัพธ์อันร้ายแรงที่จะตามมา และจดจ่ออยู่เพียงแค่ว่าจะได้ขัดเก ลาพลังของตนได้ให้แข็งแกร่งขึ้น?

ถ้าไม่ใช่แบบนั้น หรือว่าขุมอํานาจบางอย่างกําลังพยายามวางแผนทําลายดินแดนแห่งนี้?

เขาได้ยินมาจากหอคอยน้อยว่ามหาปราชญ์สวรรค์ สมควรเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในดินแดงแห่งเซียน และเป็นตัวตนที่อยู่เหนือการควบคุมของโลกแห่งนี้อย่างแท้จริง ซึ่งเจ้าของคนก่อนของหอคอยทมิฬก็เป็นตัวตนระดับนั้น

แต่เขาก็ยังเสียชีวิตลงอยู่ดี

เขาถูกใครสังหารงั้นรึ?

หรือจะเป็นจอมยุทธที่เป็นผู้สร้างทักษะบ่มเพาะที่แตกต่างขึ้นมา?

ในชั่วพริบตา ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นในหัวหลิงฮันและรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงมือและเท้า ระดับของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อยู่เหนือพลังของเขาไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เกรงว่าต่อให้เป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าก็คงไม่มีคุณสมบัติจะแทรกแซง และเป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น

จี่อู๋หมิงเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ ที่ดูราวกับว่าเป็นตัวแทนของความยุติธรรม หรือว่าอีกฝ่ายเองก็ตระหนักรู้ถึงภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่นี้ ถึงได้ตัดสินใจทําอะไรได้อย่างไม่ลังเล?

หลิงฮันถามตัวเองว่าหากดินแดนแห่งเซียนอยู่ในขอบเหวแห่งความเป็นความตาย เขาจะยอมเสียสละผู้คนมากพรสวรรค์ ญาติพี่น้อง สหายหรือคนรักของตนเองไม่?

คําตอบในเรื่องนี้ แม้แต่เขาเองก็ยากที่จะตัดสินใจเผชิญหน้า

เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้ว การเสียสละบางอย่างไปเป็นสิ่งที่จําเป็น… คําพูดใครก็สามารถพูดได้ แต่ใครกันจะยอมเสียสละ?

ยกตัวอย่างหากใครบางคนบอกว่า ตราบใดที่หลิงฮันยอมสละชีวิต ดินแดนแห่งเซียนก็จะสงบสุขไปตลอดกาล แต่หากเขาไม่สละชีวิตดินแดนแห่งเซียนก็จะล่มสลาย คิดว่าหลิงฮันจะยอมสละชีวิตของตนเองรึเปล่า?

ในขณะที่ความคิดในหัวกําลังตีกันนั้นเอง หลิงฮันก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่มือทั้งสองข้าง จักรพรรดินีและซูหนิวกํามือของเขาเอาไว้ ซึ่งนั่นทําให้ความคิดที่สับสนของเขาสงบลง

จิตใจของเขาหนักแน่นขึ้น เพื่อคนที่รักแล้ว ต่อให้ต่อเป็นอสูรแล้วจะทําไม?

“ พี่ชายหลัน ท่านพร้อมรึยัง?” เธอหยวนหวากล่าว

หลันเทียนหยางพยักหน้า “น้องเชอ พวกเรามาใช้ทักษะลับดวงวิญญาณมรณะพร้อมกัน”

“อืม!”

มือของทั้งสองผลักเข้าหากัน ‘พรึบ’ อํานาจอันลึกลับพรั่งพรูออกมา และแปรสภาพกลายเป็นมือขนาดใหญ่คว้าไปยังทองหยกกําเนิดดารา

“ครืนน” คลื่นพลังคมกริบถูกปลดปล่อยออกมาจากทองหยกกําเนิดดารา และเชือด เฉือนมือขนาดใหญ่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“อัน , มะ , หนี่ , ตัว , ลั่ว” พวกเชอหยวนหวาทั้งสองคนเปล่งเสียงท่องบททักษะลับ ‘ฟุบ’ รูปปั้นทั้งสองที่ตั้งอยู่หน้าปราสาทถูกกระตุ้นพร้อมกัน และส่งผ่านพลังอันลึกลับลอยเข้ามา

พลังลึกลับนี้เป็นพลังคู่ขนานของอํานาจแห่งเต๋ ทําให้สวรรค์และปฐพี่มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที “ครืนนน” เมฆสายฟ้าสีดํารวมตัวกันเหนือน่านฟ้าของเกาะ และทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ได้ผ่าลงมาอย่างเกรี้ยวกราด

ทักษะบ่มเพาะพลังที่แตกต่าง เป็นสิ่งที่สวรรค์และปฐพีของดินแดนแห่งนี้ไม่ยินยอมให้มีอยู่

พวกเธอหยวนหวาเร่งความเร็วในการท่องทักษะขึ้น อักขระแต่ละตัวปรากฏออกมาและลอยเข้าหาทองหยกกําเนิดดารา ส่งผลให้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีตนนี้สั่นเครือด้วยความหวาดกลัว และต้องการหลบหนีไปแต่ก็ไม่อาจทําได้

หลิงฮันตกตะลึง ทั้งสองคนเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ไม่ผิดแน่ ซึ่งตามปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี แต่ทว่าทั้งสองกลับสามารถกําราบทองหยกกําเนิดดาราได้อย่างน่าอัศจรรย์

เขาสัมผัสได้ว่าพลังลึกลับนี้มาจากรูปปั้นที่อยู่ด้านหน้าปราสาท แต่ที่เขาตกตะลึงมากที่สุดก็คือ รูปปั้นทั้งสองคืออะไรกันแน่ เหตุใดมันถึงมีพลังที่สามารถกําราบแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

ไม่สิ นี่ไม่ใช่การกําราบเพื่อครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี แต่เป็นกําทําลาย!

หลิงฮันครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ถึงสามชนิด ย่อมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกกระอักกระอ่วนจากพลังลึกลับนี้ ราวกับว่ามันกับแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี เป็นดั่งน้ํากับไฟที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และฝ่ายไหนที่เหนือกว่าก็จะบดขยี้อีกฝ่ายให้พินาศ

“การทําลายแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี เปรียบเสมือนการสร้างบาดแผลที่สาหัสให้กับสวรรค์และปฐพี” หอคอยน้อยกล่าวด้วยน้ําเสียงเลื่อยเฉื่อย

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเป็นเหมือนบุตรของสวรรค์และปฐพี เพราะงั้นการทําลาย แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีย่อมทําให้สวรรค์และปฐพี่เจ็บปวดและเศร้าโศก

จะปล่อยให้ทั้งสองทําสําเร็จไม่ได้

หลิงฮันคิดจะกระตุ้นพลังของหอคอยทมิฬเพื่อแทรกแซง ต่อให้เขาไม่ได้ครอบครอง แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ตรงหน้า อย่างน้อยเขาก็สร้างความวุ่นวายให้แก่พวกเธอหยวนหว่าได้ และทั้งสองก็จะไม่สามารถทําลายทองหยกกําเนิดดาราสําเร็จง่ายๆ

พลังของเขาไม่เพียงพอก็จริง แต่อํานาจของหอคอยทมิฬนั้นไม่อ่อนแอ เพราะมันคืออุปกรณ์ ในระดับมหาปราชญ์สวรรค์

ตูม!

เพียงแต่ทันใดนั้นเอง คลื่นแสงก็พุ่งทะยานลงมาจากด้านบน และร่างของใครบางคนได้ร่วงลงมาจากท้องฟ้า

“สะ… เสี่ยวกู่”

ตอนที่ 2023 กันหลุม

สถานการณ์ของหลันเทียนอวี่เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

พลังของเขาแข็งแกร่งมากจริงๆ โดยเฉพาะหลังจากที่กระตุ้นวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์แล้ว ทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันของเขาเรียกได้ว่าเพิ่มทะยานสูงขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ในด้านพลังโจมตีหลิงฮันก็มีดาบอสูรนิรันดร์ และดวงวิญญาณแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพีอย่างเพลิงเก้าสวรรค์

สวนพลังป้องกันน่ะ? ในระดับแบ่งแยกวิญญาณใครจะเทียบหลิงฮันได้?

การต่อสู้ครั้งก่อนหลิงฮันไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด เพราะงั้นเมื่อตอนนี้พลังทั้งหมดของเขาถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว หลันเทียนอวี่ย่อมถูกกดดันอย่างหนักหน่วง

“ฮ่ม!” หลันเทียนอวี่กัดฟัน ก่อนจะหันหลังและเผ่นหนี

ไม่ใช่เรื่องแปลก ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องหนี

“เมื่อข้าใช้พลังทั้งหมดออกมา คิดว่าเจ้าจะมีโอกาสหลบหนี?” หลิงฮันแสยะยิ้ม และโคจรทักษะแสงอสนีพุ่งทะยานไปสกัดกั้นหลันเทียนอวี่

“บัดซบ!” หลันเทียนอวี่พยายามหนีอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ก็ไม่อาจสลัดหลิงฮันพ้น และทำได้เพียงเข้าปะทะกับหลิงฮันไปอย่างต่อเนื่อง

จิตใจของเขาหวั่นไหว ถึงแม้ตอนนี้จะสามารถพอฝืนต้านทานได้ แต่ก็คงฝืนต่อไปได้อีกไม่นานนัก

ทั้งดาบอสูรนิรันดร์ และเพลิงเก้าสวรรค์น่าสะพรึงกลัวเกินไป

ไม่ได้การ เขาต้องรีบสลัดหลิงฮันให้พ้น และนำเรื่องนี้ไปรายงานพี่ใหญ่ของเขา

เหล่าคนเดินเรือกล่าวว่าหลิงฮันไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา แต่ถูกช่วยเหลือให้ขึ้นเรือกลางทางด้วยความบังเอิญ

เพียงแต่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่นี้ โอกาสที่จะเกิดเรื่องบังเอิญแบบนั้นได้มีน้อยมาก

เพราะงั้นจะต้องเป็นตัวหลิงฮันเองแน่นอน ที่จงใจเข้าหาคนเหล่านั้นเพื่อซ่อนตัวตน และต้องมีปรมาจารย์ที่ทรงอำนาจยืนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

หลันเทียนอวี่รู้สึกเสียใจอย่างพูดไม่ออก หลังจากที่รู้ว่าหลิงฮันหายตัวไป เขาก็ไม่ได้แจ้งให้ใครอื่นรู้เลย และออกตามหาหลิงฮันเพียงคนเดียว เพราะคิดว่าหลิงฮันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะซ่อนไฟลับมากมายเอาไว้เพียงนี้

เขาดิ้นรนพยายาสลัดหลิงฮันให้พ้นอย่างสุดความสามารถ แต่ทุกครั้งที่เขาเว้นระยะห่างได้สำเร็จ หลิงฮันก็จะไล่ตามเขาทันอย่างรวดเร็ว จนเขาต้องลงมือปะทะต่อต้านอีกครั้ง

“ถ้าเจ้ากล้าสังหารข้า เจ้าอย่าได้คิดว่าจะมีชีวิตรอดไปได้!” หลันเทียนอวี่กัดฟันกล่าวออกมา “หยุดมือเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะพาเข้าไปที่ทางออกของเกาะ

หลิงฮันแสยะยิ้ม “ไม่ใช่เจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้ากำลังตามหาทองหยกกำเนิดดาราอยู่ ทำไมข้าต้องออกจากเกาะไปก่อนที่จะได้สมบัติมาครองล่ะ?” เขากล่าวโดยที่ไม่หยุดมือที่ใช้โจมตี ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์เองก็กระหน่ำปล่อยหมัด ที่พรั่งพรูไปด้วยเปลวเพลิงอันรุนแรงจนแทบแผดเผาพิภพไม่หยุดเช่นกัน

หลันเทียนอวี่โอดครวญ “ทองหยกกำเนิดดาราอยู่ภายใต้การดูแลของพี่ใหญ่ของข้า เจ้าไม่มีทางเข้าใกล้ได้เด็ดขาด! ยิ่งกว่านั้นเจ้าคิดรีว่าสามารถไปไหนมาไหน หรือกลับออกจากเกาะแห่งนี้ได้ง่ายๆ ตามใจชอบ?”

“เพราะพวกเราพบว่าในหมู่พวกเจ้าไม่มีตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดอยู่ด้วย ถึงได้จงใจให้ขึ้นมาบนเกาะแห่งนี้ได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้ค้นหาทั่วทั้งชีวิต พวกเจ้าก็ไม่มีทางพบเจอเกาะแห่งนี้!”

“และหากไม่มีข้าคอยนำทางให้ ต่อให้เจ้าพายเรือออกจากเกาะ ก็ไม่มีทางหลุดพ้นไปจากแทบชายฝั่งได้”

หลิงฮันอุทาน “โอ้” ออกมา ดูเหมือนว่านอกจากคปรากฏการณ์ลื่นยักษ์แล้วเหตุการณ์อื่นๆ ทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่คนบนเกาะบงการให้เกิดขึ้น เขายิ้มและกล่าวตอบ “ขอบคุณที่เป็นห่วงข้า แต่ข้าตัดสินใจไปแล้วว่าจะสังหารเจ้า!”

“ทำไมกัน ทำไม!” หลันเทียนอวี่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ เหตุใดถึงได้มีคนประหลาดที่ยืนกรานจะสังหารเข้าให้ได้เช่นนี้ อยู่บนโลกนี้ด้วย

“เพราะต่อให้ไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่มีทางตายอยู่ที่นี่!” หลิงฮันกล่าวอย่างหนักแน่น

เอ่อ… เจ้าไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนกัน?

“ไม่ เจ้าจะต้องตาย จะต้องตายอย่างอเนกอนาถแน่นอน!” หลันเทียนอวี่คำราม หลังจากรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรหลิงฮันก็จะสังหารเขาให้ได้ เขาก็เลิกหวังที่จะเจรจา และพยายามทะลวงผ่านวงล้อมของหลิงฮันออกไปให้ได้อย่างสุดความสามารถ เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็จะตายอย่างช้าๆ อยู่ที่นี่

หากดิ้นรนอย่างถึงที่สุด ก็ยังพอมีความหวังที่จะรอดชีวิตอยู่

เพียงแต่สุดท้ายความพยายามของเขาก็ต้องกลายเป็นไร้ประโยชน์

ฉัวะ!

หลิงฮันแทงดาบเข้าที่บริเวณหน้าอกของหลันเทียนอวี่ พร้อมกับดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ให้ปล่อยหมัดตามมา “โผต๊ะ” ศีรษะของหลันเทียนอวี่ถูกบดขยี้ โดยที่ไม่มีโลหิตกระจายออกมาสักหยด เนื่องจากถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนไม่เหลือซากในพริบตา

“เสียเวลามานานมากแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้”

เขาพึมพำ ก่อนจะรีบกวัดแกว่งดาบขุดหลุมลงไปยังใต้ดินต่อ

หลังจากเดินลงมาได้เกือบสองชั่วโมง เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏทางเดินอย่างไม่คาดฝัน

เขานึกได้ทันทีว่านี่สมควรเป็นเส้นทางที่คนบนเกาะนี้สร้างขึ้น โดยจุดหมายก็คือทองหยกกำเนิดดารา

ช่างบังเอิญจริงๆ

หลิงฮันพยักหน้าในใจ เขาขุดหลุมเพื่อตามหาทองหยกกำเนิดดารา แต่ใครจะไปคาดคิดว่าหลุมที่เขาขุด จะดันไปเชื่อมต่อกับทางที่คนบนเกาะสร้างเอาไว้

เขาปิดหลุมที่ตนเองสร้างขึ้น และเลิกให้ดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืนแก่นพลังของแร่โลหะ ก่อนจะรีบเดินตามทางไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากเวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งก้านธูป จู่ๆ ทางเดินเบื้องหน้าก็ขยายกว้างขึ้น พร้อมกับปรากฏปากหลุมขนาดใหญ่

รัศมีความกว้างของหลุมตรงหน้านี้อยู่ที่หนึ่งพันเมตร และมีความลึกจนมองไม่เห็นก้น ในขณะที่จ้องมอง หลิงฮันพบเห็นปราณพิฆาตพุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุม และกระทบเข้ากับเพดานด้าน บนจนเกิดเป็นรอยลึก

เป็นพลังทำลายที่น่าสะพรึงกลัวมาก

หลิงฮันรู้ดีว่าโครงสร้างของพื้นดินใต้ล่างนี้ดีว่ามันทนทานขนาดไหน ต่อให้เขาโจมตีด้วยพลังทั้งหมดก็คงสร้างได้เพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย มีเพียงการใช้ดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืนแก่นพลังของแร่โลหะออกมาเท่านั้น ถึงจะทำลายพื้นผิวดินในบริเวณนี้ได้

ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่ปราณพิฆาตที่พุ่งขึ้นมา กลับสามารถสร้างลอยที่ลึกลงไปบนพื้นผิวดินได้

ทองหยกกำเนิดดาราจะต้องอยู่ด้านล่างนี้เป็นแน่

หลิงฮันกระโดดลงไปในหลุม เขารีบเข้าสู่หอคอยทมินในทันทีและปล่อยให้แรงโน้มถ่วง เป็นตัวชี้นำหอคอยทมิฬให้ตกลงไป

“ครืนน ครืนน ครืนน” ปราณพิฆาตมากมายพุ่งขึ้นมาจากด้านล่างอยู่เป็นระยะ แต่เพราะหอคอยทมิฬมีขนาดเล็กเกินไป จึงยากที่จะถูกปราณพิฆาตเหล่านี้สัมผัสโดน เพียงแต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ปราณพิฆาตบังเอิญกระทบเข้ากับหอคอยทมิฬ ทำให้หอคอยทมิฬเด้งไปชนผนังของหลุม ก่อนจะร่วงลงด้านล่างต่อไป

เวลาผ่านไปเกือบๆ สองชั่วโมงในที่สุดหอคอยทมิฬก็หยุดเคลื่อนไหว

ลงมาถึงก้นหลุมแล้ว

หลุมแห่งนี้ลึกมากจริงๆ

พื้นที่ใต้หลุมมีขนาดกว้างหลายพันเมตร และที่บริเวณตรงกลางมีแท่งโลหะสีเขียวมรกตวางอยู่ในระยะที่ห่างออกไปอีกสิบเมตร ปรากฏของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง

ตอนที่ 2022 ปะทะหลันเทียนอวี่อีกครั้ง

ผมสีดำของหลันเทียนอวี่สยายไปมาด้วยกลิ่นอายปาเถื่อนที่ดูน่าดึงดูด

“หลันเทียนอวี่” หลิงฮันพยักหน้าก่อนจะดึงดาบกลับ และหันหลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้

อื่นๆ ข้าจึงไม่ไว้ใจเจ้าและแอบจับตาดูเจ้าลับๆ มาตลอด เพราะงั้นเมื่อเห็นว่าจู่ๆ เจ้าหายตัวไป ข้าจึงได้ออกตามหาและบังเอิญมาพบเจ้าที่นี่”

“แล้วมันยังไง?” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส ในเมื่อถูกอีกฝ่ายพบเห็นแล้ว ก็คงต้องปะทะกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

คิดว่าข้ากลัวงั้นรึ?

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนเช่นเจ้าคงไม่มีทางยอมจำนนง่ายๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าแสร้งทำเป็นยอมเข้าร่วมกับพวกข้า ก็คงเพราะอยากรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้สินะ แต่อย่างไรก็ตาม ข้าสงสัยจริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ เจ้าถึงได้เกิดนึกอยากขุดหลุมลงมาใต้ดินเช่นนี้ หรือเจ้าพบเจอสิ่งใดกัน?” หลันเทียนอวี่ทำเป็นถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

“พบเจอสิ่งใดนั้นรึ?” หลิงฮันยิ้มอย่างสงบนิ่ง

ที่หลันเทียนอวี่ถามหลิงฮันไปเช่นนั้น ก็เพราะอยากรู้ว่าหลิงฮันรู้แล้วจริงๆหรือไม่ ว่าใต้เกาะแห่งนี้มีแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ เพราะหากเป็นแบบนั้นก็เป็นไปได้ว่าหลิงฮันจะไม่ได้มาที่นี่คนเดียว แต่มีจอมยุทธที่ทรงพลังอยู่เบื้องหลังด้วย ถึงได้รับรู้การมีอยู่ของแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพี่ได้

ถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาคงไม่สามารถรับมือไหวแน่ เพราะเจ้าของเกาะเป็นเพียงตัวตนที่เทียบกับระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้เท่านั้น แต่เหนือไปกว่านี้ยังมีราชานิรันดร์อยู่อีก

“ใต้ล่างนี้ มีแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่” หลันเทียนอวี่กล่าวพร้อมกับจดจ้องไปที่ใบหน้าของหลิงฮัน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของสีหน้า

หลิงฮันไม่แสดงท่าทางอะไร และกล่าวกลับไป “ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน พลังบ่มเพาะของพี่ชายเจ้าคือระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้แท้ๆ แต่เหตุใดพลังของเจ้าถึงติดอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณกัน?”

หลันเทียนอวี่เค้นเสียงไม่สบอารมณ์ “ที่พลังบ่มเพาะของพัฒนาช้า เป็นเพราะข้าขัดเกลาทุกขั้นพลังให้บรรลุจุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อข้าบรรลุระดับเก้าบัวบาน พลังต่อสู้ของข้าก็จะแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ ซึ่งข้าจะไร้เทียมทานยิ่งกว่าใครในระดับเดียวกัน”

หลิงฮันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ข้าว่าเจ้าจะไม่หลงตัวเองเกินไปหน่อยรึ? พรสวรรค์ของเจ้าเทียบได้แค่กับราชาทั่วไป ที่เกือบจะทัดเทียมกับราชาในหมู่ราชาเท่านั้น หากหยิบยืมจากภายนอกมาใช้ไม่ได้ เจ้าจะมีคุณสมบัติอะไรมากล่าวว่าตนเองไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน?”

“เศษสวะเช่นเจ้า สามารถพบเห็นได้มากมายในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก”

คำพูดของหลิงฮันค่อนข้างจะเกินจริงไปหน่อย อัจฉริยะที่มีศักยภาพระดับราชานั้นไม่ได้มีจำนวนมากมาย แต่เพราะหลิงฮันเป็นจักรพรรดิที่เคยพบปะแต่กับอัจฉริยะในระดับใกล้เคียงกัน ในความคิดของเขา จอมยุทธพรสวรรค์อย่างหลันเทียนอวี่จึงมีให้เห็นเต็มไปหมด

หลันเทียนอวี่เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เขามองไปยังหลิงฮันด้วยแววตาโหดเหี้ยมและใบหน้าเคียดแค้น

เขาภาคภูมิในใจพรสวรรค์ของตนเองมาโดยตลอด และคิดว่าในยุทธภพนี้ไม่มีใครยอดเยี่ยมไปกว่าตนเอง ซึ่งเป็นเพราะเขาต้องอาศัยอยู่ในเกาะอันสันโดษแห่งนี้ต่างหาก ชื่อเสียงของเขาจึงไม่แพร่งพรายไปทั่วยุทธภพ

แต่หลิงขั้นบังอาจดูหมิ่นพรสวรรค์ที่เขาภาคภูมิใจ?

“เจ้ากล้าตั้งคำถามกับพรสวรรค์ของข้างั้นรึ?” ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด

หลิงฮันยิ้ม “ตอนนี้ระดับพลังบ่มเพาะของข้าคือตัดวิญญาณหยางขั้นปลาย แต่ระดับพลังของเจ้าล่ะเทียบเท่ากับระดับใด? ขนาดหยิบยืมพลังจากดวงวิญญาณนิรันดร์อะไรนั่น เจ้าก็ยังทำได้เพียงเสมอกับข้า ต่อหน้าข้า เจ้ามีคุณสมบัติมาพล่ามถึงพรสวรรค์รีไง?”

หลันเทียนอวี่แน่นิ่งไร้คำพูด พลังบ่มเพาะของเขาเทียบได้กับระดับติดวิญญาณหยินสูงสุด หากไม่มีวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์ พลังต่อสู้ของเขาอาจจะไร้เทียมทานในระดับตัดวิญญาณปฐพี แต่ไม่มีทางอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์แน่

เมื่อเทียบกับหลิงฮันแล้ว พรสวรรค์ของเข้าถือว่าด้อยกว่ามากจริงๆ

แต่ถ้าหากด้อยกว่าก็แค่กำจัดคนที่ยอดเยี่ยมกว่าทิ้งไปซะ ก็จะไม่มีใครเหนือไปกว่าเขาแล้ว

“ตอนแรกข้ายังคิดจะไว้ชีวิตเจ้า แต่เจ้ากลับรนหาที่ตายเองเสียนี่” หลันเทียนอวี่กล่าวด้วยสีหน้ามืดมน

หลิงฮันหัวเราะ และสะบัดดาบอสูรนิรันดร์ในมือเบาๆ “งั้นก็มาสู้กัน”

เขาพุ่งทะยานร่างและโจมตีใส่หลันเทียนอวี่อย่างรวดเร็ว

ที่เขายอมให้อีกฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพราะพลังของเขาด้อยกว่า แต่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการเผยไม่ลับออกไปทั้งหมด เพียงแต่การต่อสู้ในครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตเขาจึงไม่คิดจะออมมือ และจะใช้ทุกอย่างเพื่อสังหารอีกฝ่าย

ที่สำคัญคือดาบอสูรนิรันดร์ได้ยกระดับขึ้นเป็นอุปกรณ์นิรันดร์สี่ดาวแล้ว ซึ่งเทียบเท่าได้กับระดับตัดวิญญาณสวรรค์

ฉึบ เมื่อดาบถูกสะบั้นออกไป ชั้นดินและก้อนกรวดรอบด้านก็ถูกบดขยี้ไม่เหลือซาก

หลันเทียนอวี่ตกตะลึง พลังบ่มเพาะของหลิงฮันไม่เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย แต่พลังต่อสู้กลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างไม่น่าเป็นไปได้

ดาบเล่มนั้น!

“แค่ดาบเล่มเดียว กับสามารถทำให้พลังของเจ้าเพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ได้ ช่างน่าอัศจรรย์!” หลันเทียนอวี่รู้สึกริษยา ไม่เพียงแค่พรสวรรค์ของหลิงฮันเท่านั้นที่เหนือกว่าเขา แต่ยังโชคดีได้ครอบครองดาบที่ทรงพลังอีกด้วย

“มันต้องเป็นของข้า!” หลันเทียนอวี่คำราม ครืนน” ทั่วร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยออร่าทมิฬ และสัญลักษณ์ดอกบัวสีดำเจ็ดกลีบได้ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของเขา ก่อนจะโจมตีตอบโต้หลิงฮัน

ตูม!

ร่างของหลันเทียนอวี่ถูกดาบของหลิงฮันชัดกระเด็นเข้าใส่กำแพง และรู้สึกกระอักกระอ่วนเกินพรรณนา

หลิงฮันพุ่งทะยานกวัดแกว่งดาบต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้เขาได้มีเวลาตั้งตัว หลันเทียนอวี่ทำให้เพียงคำรามเสียงดัง และพ่นควันสีดำออกมาจากปาก ก่อนที่ควันจะแปรสภาพกลายเป็นคลื่นพลังที่รุนแรง และมีตราประทับสีดำพรั่งพรูออกมา

ตราประทับที่ปรากฏขึ้นคือตราประทับแห่งเต๋า แต่หลิงฮันมั่นใจมากว่ามันแตกต่างจากตราประทับแห่งเต๋แห่งสวรรค์และปฐพี่ที่เขารู้จัก

หลิงฮันสัมผัสได้ พลังงานลึกลับจากด้านบนในทิศทางของปราสาท ได้ถูกส่งมาผสานรวมเข้ากับตราประทับ ทำให้อำนาจของตราประทับสีดำตรงหน้าแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

“ครืนนนน” คลื่นพลังของตราประทับสีดำพุ่งทะลวงเข้ามาอย่างน่าสะพรึงกลัว

หลิงฮันเค้นเสียง เขายกมือซ้ายขึ้นและกัดหมัดตอบโต้ “ปัง” เมื่อการโจมตีทั้งสองเข้าปะทะกัน หลุมที่ถูกขุดขึ้นชั่วคราวก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“ฮ่าๆๆ พลังของเจ้ามันก็แค่เท่านั้น คอยดูว่าข้าจะเด็ดศีรษะของเจ้าอย่างไร” หลันเทียนอวี่หัวเราะ นอกจากดาบอสูรนิรันดร์ในมือหลิงฮันแล้ว พลังต่อสู้ของหลิงฮันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

“อย่างงั้นรึ?” หลิงฮันกระหน่ำปล่อยหมัดออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่หลบหลีกการโจมตีใดๆ ที่หลันเทียนอวี่จู่โจมเข้ามา และตอบโต้กลับไปตรงๆ

เขายังต้องรีบไปทำการครอบครองแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพี จึงไม่มีอารมณ์จะมาเสียเวลาอยู่กับอีกฝ่าย

เพราะงั้นเขาจึงต้องการจบการต่อสู้และปลิดชีพอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด

“ช่างรนหาที่ตาย!” หลันเทียนอวี่แสยะยิ้ม เขามีพลังของดวงวิญญาณนิรันดร์คุ้มกันร่างกายอยู่ พลังป้องกันของเขาจึงแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัว

“หวังว่าเจ้าจะปากดีไปได้ตลอด” หลิงฮันยิ้ม

ตูม! ตูม ตูม!

หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนท่าไปหลายสิบหมัด ใบหน้าของหลันเทียนอวี่ก็กลายเป็นซีดเผือดด้วยความตะลึง เนื่องจากกระดูกภายในร่างของเขาเกิดเสียงสั่นเครืออย่างรุนแรงแล้ว แต่หลิงฮันกลับไม่เป็นอะไรเลย

เป็นไปได้อย่างไร?

“เจ้า…. เจ้าสวมใส่ชุดเกราะแบบใดอยู่กันแน่!” เขาไม่กล้าเข้าปะทะกับหลิงฮันอีกต่อไป

และคิดเหตุผลออกว่า การที่หลิงฮันจะมีพลังป้องกันแข็งแกร่งไปกว่าเขาได้ ย่อมมีเพียงความเป็นไปได้เดียว

หลิงฮันแสยะยิ้ม เขาไม่เสียเวลาพล่ามไร้สาระและทำการเรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมา

ร่างของเขาเคลื่อนไหวปลดปล่อยกระบวนท่าทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ ในขณะที่ร่างของดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ พรั่งพรูไปด้วยเปลวเพลิงที่รุนแรงจนแทบจะแผดเผาสวรรค์และปฐพี

ตอนที่ 2021 ค้นหาทองหยกกําเนิดดารา

หลิงฮันไม่รู้ว่าคนของเกาะนี้ใช้วิธีอะไร ในการกระตุ้นให้เกิดการบุกรุกของสัตว์อสูร แต่ในเมื่อสามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ ก็ย่อมสามารถทําให้ระยะเวลามันยืดเยื้อต่อไปได้เช่นกัน

สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นการได้ครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

การต่อสู้ดําเนินต่อไป โดยสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรได้บุกขึ้นฝั่งมาโดยไม่สนใจชีวิตของตนเอง และมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือการทําลายรูปแบบอาคมป้องกัน

สิบวัน… สิบห้าวัน!

ในวันที่สิบเจ็ดของการต่อสู้ หลิงฮันก็สัมผัสได้ว่าแรงกดดันของการต่อสู้เริ่มลดลง

“การบุกรุกชะลอตัวลงแล้ว”

“ไม่มีสัตว์อสูรตัวใหม่บุกมาแล้ว ในที่สุดก็จบเสียที”

“พวกเราทําได้”

ทุกคนชะงักกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยท่าทีตื่นเต้น

ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครเลยที่เสียชีวิตราวกับปาฏิหาริย์

“ต้องเป็นเพราะวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์แน่ๆ” ใครบางคนกล่าวอย่างศรัทธา

เหล่าจอมยุทธบนเกาะพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนคุกเข่าลงและกราบแสดงความศรัทธา ไปยังทิศทางของปราสาท

พวกฉินเหว่ยมองหน้ากันด้วยความว่างเปล่า ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ได้พลังจาก “ดวงวิญญาณนิรันดร์” แต่การที่ไม่มีใครตายในการต่อสู้ที่สาหัสขนาดนั้นเลย หากเรียกว่าปาฏิหาริย์แล้วจะเรียกว่าอะไร?

จอมยุทธของฝั่งฉินเหว่ยส่วนหนึ่งคุกเข่าลงทันที ในขณะที่ยังมีบางส่วนยืนเฉย เนื่องจากพวกเขายังไม่รับวาสนาใดๆ จึงไม่คิดที่จะคุกเข่า

หลิงฮันแอบแยกตัวไปอย่างเงียบเฉียบ ในเมื่อการบุกรุกของสัตว์อสูรสิ้นสุดแล้ว นั่นหมายความว่าการสังเวยเองก็ต้องเสร็จสมบูรณ์ และถึงคราวให้เก็บเกี่ยวแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้แล้วเช่นกัน

“หอคอยน้อย นําทางไปที่”

เมื่อเดินมาถึงโขดหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง หลิงฮันก็ทําการขุดดินลงไปยังเบื้องล่างทันที

ทองหยกกําเนิดดารา… ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกใต้เกาะ

หากหลิงฮันฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ปฐพี่ล่ะก็ เขาคงไม่จําเป็นต้องทําอะไรเปลืองแรงเช่นนี้ เพราะเพียงแค่เขากระตุ้นใช้งานอํานาจแห่งเต๋าปฐพี เขาก็จะสามารถเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินได้ราวกับเหาะเหินกลางอากาศ

แต่ตอนนี้ในเมื่อไม่สามารถทําเช่นนั้นได้ ก็มีแต่ต้องขุดทางลงไปอย่างเดียว

หอคอยน้อยคอยกล่าวนําทาง ส่วนหลิงฮันก็ทําหน้าที่ขุดดินลึกลงไป หลังจากเคลื่อนที่ลงมาลึกกว่าพันฟุต หลิงฮันก็เริ่มรู้สึกว่าการขุดเริ่มทําให้ยากขึ้น

เนื้อดินเริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าพวกมันไม่ใช่ดินหรือก้อนกรวด แต่เป็นแร่โลหะนิรันดร์

“หืม?”

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเขาเข้าใกล้ทองหยกกําเนิดดารามากขึ้น ด้วยพลังอํานาจของมันที่เป็นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี เนื้อดินโดยรอบถึงแปรสภาพกลายเป็นโลหะ

หลิงฮันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา อย่างแรกคือเขาต้องการทดสอบว่า ดาบอสูรนิรันดร์สามารถดูดกลืนธาตุโลหะของเนื้อดินได้หรือไม่ และสองคือหากใช้ดาบอสูรนิรันดร์ในการขุด เขาก็จะเคลื่อนที่ต่อไปได้เร็วขึ้น เพราะในด้านของพลังทําลายดาบอสูรนิรันดร์นั้นเหนือกว่าเขา

เมื่อคิดเช่นนี้ เขาแทงดาบอสูรนิรันดร์ลงไป “ฉึบ” ดาบอสูรนิรันดร์สั่นไหวเล็กน้อย พร้อมกับเนื้อดินและก้อนกรวดรอบด้านเริ่มส่องประกายแสงออกมา

ได้ผลจริงๆ!

หลังจากประหลาดใจไปชั่วขณะ หลิงฮันก็เผยสีหน้าตื่นเต้น เนื้อดินและก้อนกรวดบริเวณนี้ทั้งหมดได้กลายสภาพกลายเป็นแร่โลหะ ที่อาจจะมีความทนทานถึงระดับของแร่โลหะกิ่งนิรันดร์ เพราะงั้นเขาจึงใช้มือขุดได้ยากขึ้น

แต่สําหรับดาบอสูรนิรันดร์แล้ว แร่โลหะที่ทนทานเหล่านี้ คือมื้ออาหารอันโอชะ

หลิงฮันมุ่งหน้าต่อ โดยให้ดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืนแร่โลหะมากที่สุดเท่าที่จะทําได้

ความเร็วในการขุดทางของเขาช้าลงกว่าตอนแรกมาก เพราะต่อให้ดาบอสูรนิรันดร์จะดูดกลืนแร่โลหะได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา

หลังจากลงลึกไปได้อีกหลายฟุต หลิงฮันก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่รุนแรง

ไม่ใช่แค่สัมผัสได้ แต่สามารถมองเห็นได้แม้ด้วยตาเปล่า

ในขณะที่ทําการขุด คลื่นอํานาจแห่งเต๋ที่แหลมคมจะไหลผ่านมาตามอากาศ หากสัมผัสเพียงเล็กน้อย ต่อให้เป็นกายหยาบของหลิงฮันก็ไม่อาจต้านทานได้ และจะถูกเชือดเฉือนจนโลหิตไหลออกมาไม่หยุด

กลิ่นอายที่เฉียบคมและรุนแรงนี้เป็นอํานาจแห่งเต๋ของทองหยกกําเนิดดารา ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังทําลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว

หลิงฮันเคลื่อนที่หลบกลิ่นอายเหล่านั้นอย่างรอบคอบ แต่ก็ทําได้ยากมาก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของพลังอํานาจกลางอากาศเหล่านี้นั้นไม่สม่ําเสมอ และรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

เพียงแต่เมื่อหลิงฮันลองใช้ดาบอสูรนิรันดร์ปัดป้องดู กลับพบว่าดาบอสูรนิรันดร์สามารถดูดกลืนกลิ่นอายรุนแรงเหล่านี้ได้

เขานึกออกขึ้นมาทันที สิ่งที่ดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืนนั้นไม่ใช่ตัวโลหะ แต่เป็นแก่นพลังของแร่โลหะ

หลิงฮันยิ้มและกวัดแกว่งดาบอสูรนิรันดร์ไปตลอดทาง

หลังจากเคลื่อนที่ต่อไปอีกราวๆ สองชั่วโมง จู่ๆดาบอสูรนิรันดร์ก็หยุดการดูดกลืน และตัวดาบเกิดการสั่นสะท้านเบาๆ ตราประทับแห่งเต๋มากมายค่อยๆพรั่งพรูปรากฏขึ้นมาบนดาบ และแหลกสลายไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยตราประทับอันใหม่ ที่ซับซ้อนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เลื่อนระดับแล้ว!

อุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาว

จอมยุทธจําเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้ามากมายหากการทะลวงผ่านขั้นพลัง เพื่อให้รอดพ้นจากทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ แต่ดาบอสูรนิรันดร์นั้นสามารถยกระดับตัวเองได้ในทันที

เนื่องจากระดับขั้นที่อยู่เหนือกว่าแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงขั้นเดียวคือแร่โลหะนิรันดร์

ขั้นพลังแยกย่อยอย่างแร่โลหะกิ่งนิรันดร์หนึ่งดาวหรือสองดาวนั้น ในความเป็นจริงมันคือลําดับขั้นที่ไม่มีอยู่ในหลักเกณฑ์ของสวรรค์และปฐพี

หลิงฮันเดินหน้าต่อ ยิ่งดาบอสูรนิรันดร์แข็งแกร่งขึ้น ความสามารถในการดูดกลืนก็ยิ่งทวีคูณขึ้น ก่อนหน้านี้ตัวดาบสามารถดูดกลืนแก่นพลังของแร่โลหะในรัศมีสิบฟุตรอบด้านเท่านั้น แต่ตอนนั้นรัศมีได้เพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบฟุตแล้ว ซึ่งบริเวณใดที่ถูกดาบอสูรนิรันดร์กวัดแกว่งผ่าน ล้วนแต่ไม่มีแก่นพลังของแร่โลหะเหลืออยู่อีกต่อไป

“หอคอยน้อย แร่โลหะกลืนกินคืออะไรกันแน่?” เขาสงสัยและอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“มันคือแร่โลหะนิรันดร์ ที่มีเศษเสี้ยวความเป็นไปได้ ที่จะก้าวข้ามแร่โลหะนิรันดร์ทั้งปวง และบรรลุเป็นแร่โลหะพิเศษที่ไร้สิ่งใดทัดเทียม” หอคอยน้อยกล่าวอย่างไม่แยแส

“เจ้าหมายถึง หากมันดูดกลืนแร่โลหะนิรันดร์เข้าไป ก็ยังพัฒนาต่อไปได้อีกงั้นรึ?”

“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้โง่จนคิดตามไม่ได้” หอคอยน้อยเอ่ยชมด้วยคําพูดที่ฟังดูไม่ค่อยน่าดีใจเท่าไหร่

“สิ้นเปลืองมาก”

แร่โลหะนิรันดร์นั้น ต่อให้เป็นราชานิรันดร์ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้มันมาครอบครองเพื่อสร้างเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แต่ดาบอสูรนิรันดร์กลับจําเป็นต้องดูดกลืนแร่โลหะนิรันดร์เพื่อพัฒนาต่อ…

หลิงฮันครุ่นคิดเพ้อฝัน บางทีในตอนที่เขาเป็นราชานิรันดร์แล้ว ไม่สิ ในตอนที่เขาเป็นราชานิรันดร์ระดับสูงแล้วเขาอาจจะลองดู ไม่ใช่ว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดไปเลยงั้นรึ ที่จะได้อุปกรณ์นิรันดร์ที่ไร้เทียนทานเหนือใครมาครอบครอง?

เขาหัวเราะและเลิกคิดเพ้อไปไกล อย่างแรกเลยคือต้องทําให้ดาบอสูรนิรันดร์ กลายเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ที่แท้จริงให้ได้เสียก่อน

“หลิงฮัน เจ้าไม่ร่วมเฉลิมฉลองกับผู้คนที่ด้านบน แล้วมาทําอะไรลับๆล่อๆอยู่ที่นี่?” เสียงถากถางดังขึ้น พร้อมกับคนผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเขา

หลันเทียนอวี่

ตอนที่ 2020 ศัตรูความรัก

หลิงฮันมีศัตรูอยู่มากมายก็จริง แต่การที่จู่ๆก็ถูกคนที่ไม่เคยเห็นหน้าโจมตีนั้น ทําให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก

เขาถีบเท้าออกไป “ปัง” ดาบของชายที่ลอบโจมตีถูกเตะลอยกระเด็น

อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ที่มีผิวขาวเนียนจนแม้แต่สตรีก็ยังต้องอิจฉา เพียงแต่พลังของเขานั้นยังอ่อนแอเกินไป โดยอยู่ในระดับที่เทียบเท่าสี่นิพพานเท่านั้น

หลิงฮันมองและกล่าวอย่างไม่แยแส “เจ้าลอบโจมตีข้าทําไม?”

“เจ้าเป็นศัตรูหัวใจของข้า ทําไมข้าจะสังหารเจ้าไม่ได้ล่ะ?” ชายหนุ่มหน้าหล่อเชิดหน้าสูง

“ศัตรูความรักงั้นรึ?” หลิงอันประหลาดใจ เมื่อใดกันที่เขาไปมีศัตรูเช่นนั้น?

เดี๋ยวก่อน หรือว่าเป็นเพราะหลันรั่วจือ?

เขาส่ายหัวด้วยความรู้สึกละเหี่ยใจและกล่าว “ข้าว่าเจ้าคงเข้าใจอะไรผิด”

“อย่างนั้นรึ?” ชายหนุ่มหน้าหล่อลงมืออีกครั้ง

พรึ่บ” มือขวาของเขาแปรเปลี่ยนกลายเป็นกรงเล็บ และจู่โจมเข้าใส่หน้าอกของหลิงฮัน

หลิงธันยกขาถีบออกไปอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป้าหมายคือระหว่างขาของชายหนุ่มหน้าหล่อ

“อัก” ชายหนุ่มหน้าหล่อโอดครวญทันที พร้อมกับร่างกายค่อยๆอ่อนแรงลง มือทั้งสองของเขาจับกุมที่ระหว่างขา และเม็ดเหงื่อได้หยดท่วมไปทั่วหน้าผาก

“มองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคนที่มีหน้าตาบริสุทธิ์เช่นเจ้า เหตุใดถึงได้มีจิตใจที่ดํามืดนัก!” หลิงฮันกล่าว

ชายหนุ่มหน้าหล่ออ้าปากตอบไม่ไหว เนื่องจากถึงแม้ลูกเตะเมื่อครู่ของหลิงฮันจะไม่ได้ออกแรงมาก แต่มันก็แฝงเอาไว้เศษเสี้ยวอํานาจของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี เพียงแค่เศษเสี้ยวพลังของหลิงฮันในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนภูเขาอันหนักอึ้ง สําหรับจอมยุทธระดับสี่นิพพาน

บริเวณหน้าผากของชายหนุ่มหน้าหล่อปรากฏเส้นเลือดปูดบวม หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กล่าวออกมา “เจ้าช่างโง่เง่านัก!”

“ข้าน่ะรีโง่เง่า?” หลิงฮันส่ายหัวพร้อมกับปล่อยหมัด “ตูม” ร่างของชายหนุ่มหน้าหล่อกลายเป็นฝนโลหิตในพริบตา

ในเมื่อคิดจะสังหารข้า เจ้าก็ต้องเตรียมใจถูกสังหารกลับเอาไว้ด้วย

“พรึบ พรึบ พรึบ” ร่างคนอีกเจ็ดคนพุ่งทะยานเข้ามา และโจมตีใส่หลิงฮัน

“ตาย!” ถึงแม้รูปลักษณ์ของคนทั้งเจ็ดจะแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือใบหน้าอันหล่อเหลา

หลิงฮันรู้สึกสะอิดสะเอียน นี่เขาเข้าไปพัวพันกับอะไรกันแน่เนี่ย?

เขาส่ายหัวและปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง เปลวเพลิงพัวพันไปด้วยทั่วกําปั้น พร้อมกับแผดเผาร่างของคนทั้งเจ็ดกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

ผลลัพธ์นี้ทําให้คนอื่นๆ ที่คิดจะจู่โจมไม่กล้าลงมือ

หลิงฮันรู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมาก ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่พูดคุยกับหลันรั่วงื่อไม่กี่คํา เขาจะถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้

บ้าบอชะมัด

หลิงฮันพุ่งทะยานร่างระเบิดพลังต่อสู้ทั้งหมด พร้อมกับเรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมา เปลวเพลิงและปราณดาบถูกกระหน่ําโจมตีอย่างน่าอัศจรรย์เข้าใส่ฝูงสัตว์อสูร

การบุกรุกของสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรนั้นยังคงดําเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

ไม่ใช่แค่คนอื่นเท่านั้น แต่หลิงฮันเองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก

“เปลี่ยนช่วง!”

เสียงตะโกนดังขึ้น พร้อมกับคนกลุ่มใหม่ได้เดินออกมาจากปราสาท พวกเขาสับเปลี่ยนหน้าที่กับจอมยุทธที่กําลังเหน็ดเหนื่อย และเข้าปะทะต่อต้านการบุกรุกของสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทร

เมื่อคนกลุ่มแรกล่าถอยออกมาพัก ทุกคนก็นั่งทรุดตัวลงกับพื้นและรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูกทุกส่วน

หลิงฮันเองก็นั่งพักเพื่อใช้เวลาฟื้นฟูปราณก่อเกิด เขาขัดเกลาทุกระดับพลังจนถึงขีดจํากัดสมบูรณ์ เพราะงั้นปราณก่อเกิดของเขาจึงมีปริมาณที่ใช้สู้ได้มากกว่าคนอื่น แถมยังฟื้นได้รวดเร็วยิ่งกว่า

หลังจากผ่านไปสามวัน ก็ถึงเวลาเปลี่ยนช่วงอีกครั้ง

พวกฉินเหว่ยรู้สึกหดหูเป็นอย่างมาก นอกจากจะยังไม่ได้เพลิดเพลินกับวาสนาแล้ว พวกเขายังต้องมาลงแรงอย่างหนักอีก

การปะทะดําเนินไปอย่างกับว่าจะไม่มีคราวสิ้นสุด สิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรยังคงว่ายขึ้นมาอย่างไม่หวาดกลัวความตาย และกระหน่ําโจมตีใส่รูปแบบอาคมป้องกันของเกาะ

สิ่งที่ทําให้พวกฉินเหว่ยรู้สึกผ่อนคลายได้เล็กน้อย คืออย่างน้อยในการต่อสู้อันยาวนานนี้ทุกคนก็แค่ได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่มีใครเลยที่เสียชีวิต

เรื่องนี้นับว่าน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหนาขนาดนี้ ทางฝั่งพวกเขากลับไม่มีใครเลยที่เสียชีวิต

หลิงฮันไม่ได้สนใจในตอนแรก และเพิ่งมารู้ตัวเอาปานนี้ เมื่อเขาลองสังเกตคนอื่นๆ ดูทําให้พบว่าที่ไม่มีใครตายเลยไม่ใช่เพราะโชคดี แต่ในขณะที่ใครบางคนกําลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต จู่ๆสิ่งมีชีวิตมหาสมุทรเหล่านั้นจะตายไปอย่างลึกลับ

ท่ามกลางการต่อสู้อันชุลมุน ย่อมไม่มีใครตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ แต่หากสังเกตจะพบเห็นได้ในทันที

หลิงฮันมองไปยังทิศทางของปราสาท จนถึงตอนนี้เจ้าของเกาะผู้ลึกลับก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาเป็นไปได้ว่าบางทีเขาอาจจะแอบช่วยเหลืออยู่อย่างลับๆ เพื่อไม่ให้มีใครเสียชีวิต

ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้มีอํานาจมากพอที่จะทําเช่นนั้น

แต่ทําไมเขาถึงต้องช่วยเหลือคนอื่นๆด้วยน่ะรี?

คําตอบนั้นง่ายมาก ทุกคนที่นี่คือคนที่ฝึกฝนศาสตร์วรยุทธที่แตกต่าง มีรึที่จะยอมปล่อยให้ตายไปได้ง่ายๆ?

“เหตุใดการบุกรุกของสัตว์อสูรในครั้งนี้ถึงได้รุนแรงเช่นนี้?” จอมยุทธของเกาะผู้หนึ่งโอดครวญ

“นั่นสิ ในอดีตที่ผ่านๆ มาการบุกรุกจะกินเวลาแค่สองถึงสามวันเท่านั้น แต่ครั้งนี้มันผ่านมาสิบวันแล้วนะ”

“หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ทุกคนคงต้านทานเอาไว้ไม่ไหวแน่”

“ทําไมเจ้าของเกาะถึงยังไม่ปรากฏตัวอีก หากเขามาช่วยกําจัดฝูงสัตว์อสูรล่ะก็ พวกเราน่าจะเป็นชัยได้อย่างง่ายดายแท้ๆ”

หลิงฮันรับรู้ว่าเจ้าของเกาะ จะต้องทําหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการสังเวยชีวิตของเหล่าสัตว์อสูรอยู่เป็นแน่ บางทีคงเป็นเพราะเขาไม่เชื่อใจให้ใครทําหน้าที่แทน เขาจึงไม่เข้าร่วมการต่อสู้ และคอยช่วยเหลือเหล่าบริวารเป็นบางครั้งแทน

“ในเมื่อการสังเวยในครั้งนี้กินเวลานานกว่าที่ผ่านๆมา และหอคอยน้อยคาดการณ์ว่า กลิ่นอายอันรุนแรงของทองหยกกําเนิดดารา จะถูกกําจัดหลังจากการสังเวยอีกสองหรือสามครั้ง งั้นก็หมายความว่าเจ้าของเกาะต้องการให้การสังเวยสิ้นสุดลงในครั้งนี้รวดเดียวเลย ถึงได้ยึดเวลาการบุกรุกของสัตว์อสูรให้นานขึ้น”

“ฮะๆ ดูเหมือนข้าเองก็ใกล้จะต้องลงมือด้วยแล้วสินะ”

ตอนที่ 2019 ทองหยกกําเนิดดารา

ในขณะที่กําลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง หลิงฮันก็มาถึงชายฝั่งทางทิศตะวันตกของเกาะ

ทันทีที่มาถึง เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า สิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรนับหมื่นนับพันกําลังเคลื่อนที่ขึ้นมาบนเกาะ และกระหน่ําโจมตีอย่างบ้าคลั่ง

หนึ่งในนั้นมีทั้งช้างน้ําที่มีความสูงหลายพันฟุต กําลังใช้ร่างขนาดใหญ่โตพุ่งกระแทกเข้าใส่เกาะ จนทําให้เกาะเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง

มีทั้งกุ้งขนาดมหึมาที่ใช้ก้ามทั้งสองกวัดแกว่งไปทั่วชายฝั่ง โดยที่ก้ามของมันถูกปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋ที่ทรงพลัง และส่องแสงเจิดจ้า

เพียงแต่เกาะแห่งนี้ก็มีรูปแบบอาคมสลักลากยาวเอาไว้ เพื่อคอยรับมือกับการบุกรุกของสิ่งมีชีวิตจากท้องมหาสมุทรเหล่านี้อยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นถึงแม้สิ่งมีชีวิตจากท้องมหาสมุทรเหล่านี้ จะมีร่างกายขนาดใหญ่และมีจํานวนมากมาย แต่ก็ใช่ว่าพลังของมันพวกทุกตัวจะเท่ากัน มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่มีพลังแข็งแกร่ง

เพราะงั้นหากจะให้พูดแล้ว การที่พวกมันบุกรุกเข้ามาก็ไม่ต่างอะไรจากการรนหาที่ตาย

จอมยุทธส่วนของเกาะแห่งนี้ ปล่อยหมัดที่อัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงสีดําอันร้อนระอุออกไป ซึ่งเพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถสังหารสิ่งมีชีวิตจากท้องมหาสมุทรได้นับสิบตัว บางคนก็เลือกที่จะกวัดแกว่งดาบโจมตี ปราณดาบสีดําทมิฬพุ่งทะยานไปทุกพื้นที่ ส่งผลให้โลหิตสาดกระจาย และเหล่าสิ่งมีชีวิตจากท้องมหาสมุทรถูกนั่นออกเป็นชิ้นๆ

แต่ก็แน่นอนว่าในหมู่พวกมันย่อมมีสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรที่แข็งแกร่งอยู่ อย่างเช่นกบยักษ์ทองคํา มันอ้าปากพ่นคลื่นแสงออกมา คลื่นแสงที่ว่าได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นลูกศรทองคํา พุ่งทะลวงเข้าใส่จอมยุทธบนเกาะจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

“ข้าจัดการเอง!” หลันเทียนอวี่คํารามและลงมือจู่โจมเข้าน้ํานั่นกับกบทองคํา

ณ บริเวณชายฝั่งทิศตะวันตก การต่อสู้อันดุเดือดอุบัติขึ้นไปทั่วพื้นที่

แม้พลังของสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรจะแตกต่างกันออกไป แต่ก็มีบางตัวที่มีพลังแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะเป็นหอยยักษ์ระดับตําหนักอมตะที่ใช้เปลือกหอยสร้างพายุโหมกระหน่ําบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง หรือจระเข้มรกตหกขา ที่เพียงแค่อ้าปากงับก็เกิดพลังทําลายล้างสะเทือนไปถึงชั้นฟ้า

ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรเหล่านี้ ยังคงขึ้นมาฝั่งมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพียงแค่หนึ่งวัน ริมฝั่งของเกาะก็เต็มไปด้วยซากศพ และโลหิตได้ย้อมน้ําทะเลโดยรอบกลายเป็นสีแดงฉาน แต่ฝั่งที่ตายนั้นคือทางด้านของสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรเพียงฝั่งเดียว ในขณะที่จํานวนการตายของฝั่งจอมยุทธยังคงเป็นศูนย์

พวกฉินเหว่ยในตอนนี้อยู่ในสภาพที่ปราณก่อเกิดแห้งเหือดเป็นอย่างมาก และยิ่งเมื่อพวกเขาใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง ดวงวิญญาณก็ยิ่งอ่อนล้าลงเรื่อยๆ พลังต่อสู้ของพวกเขาอาจจะดิ่งจากจุดสูงสุดลงสู่จุดต่ําสุดได้ตลอดเวลา

แต่ในทางตรงกันข้าม จอมยุทธทางฝั่งของปราสาทนั้นไม่มีคนใดเลยที่อยู่ในสภาพอ่อนล้า

นี่เป็นเพราะพวกเขาฝึกฝนทักษะบ่มเพาะที่แตกต่าง หรือเพราะสามารถหยิบยืมพลังจาก ดวงวิญญาณนิรันดร์” ได้กันแน่?

“อืม… นี่มันอํานาจแห่งการสังเวยชีวิต!” จู่ๆหอคอยน้อยก็เอ่ยขึ้น

“สังเวยชีวิตงั้นรึ?” หลิงฮันขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเขาย่อมเคยได้ยินเกี่ยวกับการสังเวยชีวิตมากอน

ยกตัวอย่างเช่น หากมีสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งมีพลังแห่งความตายอันแรงกล้าตลบอบอวลอยู่ หลังจากที่มีการสังเวยชีวิตแล้ว พลังแห่งความตายเหล่านั้นก็จะสลายไป

จะบอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้คือการสังเวยงั้นรี?

หากเป็นเช่นนั้น แน่นอนว่าของสังเวยย่อมต้องเป็นสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรเหล่านี้ แต่การสังเวยจะทําขึ้นเพื่ออะไรกันล่ะ?

หอคอยน้อยไม่กล่าวอะไรต่อ และโคจรอํานาจของหอคอยทมิฬ ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายอันสูงส่งน่าเกรงขามก็พรั่งพรูออกมา จนทําให้สิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรหยุดโจมตี

เพียงแต่นั่นก็เป็นเพียงระยะเวลาชั่วครู่เท่านั้น เมื่ออํานาจของหอคอยทมิฬสลายไป เหล่าสิ่งมีชีวิตจากมหาสมุทรก็เริ่มโจมตีอย่างบ้าคลังต่อ

“เจ้าหนู ถึงแม้เจ้าจะเป็นดวงดาวหายนะ แต่กลับดวงดีอย่างน่าตกตะลึง!” หอคอยน้อยกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง

“นี่เจ้าชมหรือด่าข้ากันแน่?” หลิงฮันยิ้ม

หอคอยน้อยแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ด้านล่างเกาะแห่งนี้ มีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่”

“ว่าไงนะ!” หลิงฮันตกตะลึง “เป็นความจริงรึ?”

แน่นอนว่าเขาไม่สงสัยในคําพูดของหอคอยน้อยอยู่แล้ว ถึงแม้มันจะมีนิสัยปากไม่ตรงกับใจ แต่ก็ไม่เคยพูดหลอกลวงเขา

“เป็นแก่นกําเนิดธาตุอะไร?” เขารีบถาม

“ทองคํา” หอคอยน้อยกล่าว “ทองหยกกําเนิดดารา”

ทองคํา!

จิตใจของหลิงฮันสั่นไหว ตอนนี้เขาครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่สามธาตุคือ เพลิง วารี และพฤกษา ถ้าหากเขาได้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทองคํามาครอบครองด้วยล่ะก็ เขาก็จะเข้าใกล้เป้าหมายในการครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เก้าธาตุ เพื่อบรรลุขีดจํากัดของระดับแบ่งแยกวิญญาณเข้าไปอีกก้าว

“เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เจ้าพูดว่าการสังเวยชีวิตนั้นสินะ”

“หรือว่านั่นเป็นการทําเพื่อให้ได้ครอบครอง ทองหยกกําเนิดดารา?”

“ธรรมชาติของทองคํานั้นมีกลิ่นอายที่รุนแรงและแหลมคม เพราะงั้นหากจะครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีธาตุนี้ เจ้าต้องกําจัดกลิ่นอายที่รุนแรงของมันให้ได้เสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นด้วยกลิ่นอายที่รุนแรงเทียบเท่ากับอํานาจของราชานิรันดร์ ต่อให้เป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ก็ไม่สามารถต้านทานไหว”

“นอกจากนี้ทําไมเหล่าคนเดินเรือ ถึงไม่เคยได้ยินเรื่องการบุกรุกของสัตว์อสูรในท้องมหาสมุทร แต่มันกลับเกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้ได้”

“คําตอบในเรื่องนั้น”

“เป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนที่ทําให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายคือสังเวยชีวิต”

“ถึงแม้จะไม่มีอะไรมายืนยันได้ แต่ถ้าหากมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ที่นี่ แถมยังเป็นธาตุทองคําด้วยล่ะก็ ข้อสันนิษฐานนี้ก็คงไม่ผิด”

หลิงฮันหยุดครุ่นคิดและหันไปถามหอคอยน้อย “ถ้าเป็นแบบนั้น ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาที่จะทําการครอบครอง แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้รึยัง?”

“ใกล้แล้ว” หอคอยน้อยกล่าว “การสังเวยเช่นนี้จําเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยล้านปี ถึงจะทําให้กลิ่นอายอันรุนแรงของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทองคําหายไปได้ บางทีอาจจะเป็นในการสังเวยครั้งนี้ หรืออาจจะอีกสองสามครั้งก็น่าจะได้แล้ว”

“แต่จะครอบครองได้สําเร็จหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับดวงของเจ้าอยู่ดี”

การกําจัดกลิ่นอายที่รุนแรง เป็นเพียงขั้นตอนแรกในการไปยืนอยู่ต่อหน้าแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะได้มันมาครอบครองได้เลย

“จากที่หลันรั่วจ่อเล่ามา นางกล่าวว่าพวกนางมาอยู่ที่นี่ได้เพียงไม่กี่ล้านปีเท่านั้น เป็นไปได้ว่า เพราะพวกนางค้นพบทองหยกกําเนิดดารา ถึงได้ตัดสินใจตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่”

“ถึงแม้ข้าไม่เคยพบกับเจ้าของเกาะ แต่ดูจากการกระทําของเขาแล้ว เขาเป็นคงเป็นคนฉลาดที่วางแผนก่อนจะลงมือทําอะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรการที่อีกฝ่ายต้องการเผยแพร่ทักษะบ่มเพาะที่แตกต่างก็ยังน่าสงสัยอยู่ดี เพราะมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับการครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเลย”

“ข้าตั้งใจจะสร้างปัญหาขึ้นอยู่แล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่ข้าจะได้ทั้งทําลายแผนการของเจ้าของเกาะ และครอบครองทองหยกกําเนิดดาราไปพร้อมๆกัน”

ดวงตาของหลิงฮันส่องประกาย ตัวเขาในตอนนี้ไม่สามารถหยุดยั้งการสังเวยได้ ถึงแม้จักรพรรดิในระดับแบ่งแยกวิญญาณจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะตัวตนระดับตําหนักอมตะได้ เพราะงั้นระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้ใช้พิษของไผ่ครามผลสีชาดเข้าช่วยก็ไม่มีความหมาย

เพราะงั้นการสร้างปัญหาที่ดีที่สุด ก็คือการแย่งชิงแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีมา

หลิงฮันคํารามและระเบิดพลังต่อสู้ เพียงแต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆร่างของชายคนหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้าหาเขาและกวัดแกว่งดาบโจมตี

“ตายซะ!”

ตอนที่ 2018 สัตว์อสูรบุก

เมื่อบรรลุเป้าหมายของการท้าประลองแล้ว หลันเทียนอวี่ก็หัวเราะและเดินจากไป

“นายน้อยหลิงไม่ต้องคิดมาก อาสี่มีระดับพลังที่เหนือกว่านายน้อยหลิง แถมนายน้อยห ชงก็ยังไม่ได้รับวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์ด้วย เมื่อใดที่นายน้อยหลิงหยิบยืมพลังของดวงวิญญาณนิรันดร์ได้ พลังต่อสู้จะต้องไม่อ่อนแอไปกว่าอาสี่แน่นอน” หลันรั่วจื่อกล่าวปลอบใจ

แน่นอนว่าหลิงฮันไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว หากต้องสู้เป็นตายกันจริงๆ เขามั่นใจเต็มร้อยว่าคนที่จะสิ้นชีพก็คือหลันเทียนอวี่

“นายน้อยหลิง พวกเราเองก็ยังเตรียมเข้าร่วมงานพิธีสักการะกันดีกว่า ไม่แน่ว่าบิดาของข้าอาจจะถูกใจพรสวรรค์ของนายน้อยหลิง และรับนายน้อยหลิงเป็นศิษย์ด้วยก็เป็นได้” หลันรั่วจือกล่าวราวกับมั่นใจไปแล้วว่า หลิงฮันไม่มีทางหลบหนีมนต์เสน่ห์ของนางได้

หลิงฮันครุ่นคิดในใจและเอ่ยถาม “เจ้าของเกาะแห่งนี้มีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับใดงั้นรึ?”

หลันรั่วจุอลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ “บิดาของขามีพลังบ่มเพาะเทียบเท่ากับจอมยุทธระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้”

ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้!

หลิงฮัรพยักหน้าในใจ พลังของเจ้าของเกาะแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลยจริงๆ หากตัวตนระดับนี้ไปที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก จะถือว่ามีอํานาจอยู่ในระดับของขุมอํานาจสี่ดาว ซึ่งนับว่าแข็งแกร่งไม่เบา

ด้วยการนําทางของหลันรั่วจือ หลิงฮันได้มาถึงห้องแห่งหนึ่งของปราสาท ซึ่งพวกฉินเหว่ยและคนอื่นๆก็อยู่ที่นี่ด้วย ทุกคนจะต้องเข้าพิธีอาบควันธูปเป็นเวลาสามวันเสียก่อน ถึงจะอยู่ในสถานะของผู้ศรัทธาดวงวิญญาณนิรันดร์

หลิงฮันรับรู้ขั้นตอนของการสักการะมาแล้ว ระหว่างขั้นตอนนี้ เขาจะต้องมอบดวงวิญญาณส่วนหนึ่งให้กับดวงวิญญาณนิรันดร์ ซึ่งถึงแม้ดวงวิญญาณที่เสียไปจะเป็นเพียงเศษเสี้ยว และไม่เกิดผลเสียอะไร

แต่สําหรับหลิงฮันแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้

อย่างแรกเลยคือ เพื่อที่จะขัดเกลาระดับพลังให้บรรลุจุดสูงสุด ดวงวิญญาณของเขาจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด และอย่างที่สองคือการมอบส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณตนเองให้แก่คนอื่น ก็เปรียบเสมือนการมอบชีวิตของตนเองไปอยู่ในกํามือของผู้อื่น

เพราะงั้นมีรีที่เขาจะยอมทําเช่นนั้น?

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ที่ว่าต้องการเผยแพร่ทักษะให้แก่ทุกคนนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่สูญเสียบางอย่างไป

เพียงแต่หากลองมองไปยังฉินเหว่ยและคนอื่นๆ จะพบว่าพวกเขาแต่ละคนนั้นไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย ความปรารถนาในพลังของพวกเขามีมากเหนือสิ่งอื่นใด

“พวกเจ้าเชื่อเรื่องหลอกลวงเช่นนั้นจริงๆงั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยขึ้น มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังตั้งสติได้

เขาไม่ได้คิดจะช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่ต้องการสร้างปัญหาขึ้นที่ปราสาทแห่งนี้

“หลิงฮัน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ใครบางคนลุกขึ้นทันที “เจ้าคิดจะรับวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์ไปคนเดียวงั้นรึไง?”

หลิงฮันตกตะลึง เจตนาดีของเขาถูกตีความผิดๆไปได้ถึงขนาดนั้นเชียวรี?

“เจ้าเป็นถึงจักรพรรดิที่ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันอยู่แล้ว ต่อให้พวกเราได้รับวาสนาจากดวงวิญญาณนิรันดร์มา ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งกว่าเจ้าอยู่ดี เหตุใดถึงต้องขัดขวางพวกเราด้วย?”

“ใช่แล้ว ข้าล่ะเกลียดคนแบบเจ้าจริงๆที่เห็นใครได้ดีหน่อยก็ต้องขัดขวาง!”

ทุกคนทางฝั่งของฉินเหว่ยกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะอย่างไรในอนาคตพวกเขาก็ต้องเกาะแข้งเกาะขาดวงวิญญาณนิรันดร์อยู่แล้ว ต่อให้หลิงฮันจะเป็นจักรพรรดิหรือจะกลายเป็นราชานิรันดร์ ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขา

ในช่วงเตรียมพิธีนั้น ทุกๆครึ่งชั่วโมงจะมีคนเข้ามาและทําหน้าที่เปลี่ยนธูปอยู่ตลอด ซึ่งในตอนที่ถึงเวลาเปลี่ยนรูปนั่นเอง ใครบางคนทางฝั่งของฉินเหว่ย ก็เข้าไปใกล้คนทําหน้าที่เปลี่ยนธูป และกระซิบกล่าวอะไรบางอย่างออกไป

หลังจากที่คนทําหน้าที่เปลี่ยนธูปออกไปไม่นานเซียวจวิ้นก็ปรากฏตัว เขาโบกมือให้หลิงฮัน และกล่าว “น้องชายหลิง เชิญออกมาข้างนอกหน่อย พอดีข้ามีเรื่องอย่างพูดด้วย”

หลิงฮันมั่นใจว่าสิ่งที่เขาพูดเตือนไปก่อนหน้านี้ จะต้องถูกรายงานไปแล้วแน่นอน

งั้นก็มาดูกันว่าอีกฝ่ายมีแผนจะทําเช่นไรกับเขา

หลิงฮันลุกขึ้นยืนไปเดินไปยืนด้านข้างเซียวจวิ้น

“น้องชายหลิง เจ้ายังสงสัยในดวงวิญญาณนิรันดร์ที่พวกเราศรัทธาอยู่อีกรี?” เซียวจวิ้นกล่าว

“แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้น” หลิงฮันปฏิเสธ

“มีใครบางคนบอกข้าว่า ดูเหมือนความเชื่อของน้องชายหลิงจะยังไม่หนักแน่นเท่าไหร่” เซียวจวิ้นหัวเราะ

“แล้วพี่ชายเซียวจะเชื่อข้า หรือเชื่อสวะเหล่านั้นกัน?” หลิงฮันถาม

ใบหน้าของเซียวจวิ้นชะงักแข็งค้าง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆเขาก็หัวเราะออกมาและกล่าว “แน่นอนว่าข้าต้องเชื่อน้องชายหลิงอยู่แล้ว”

หลิงฮันยิ้มตอบ อีกฝ่ายจะเชื่อคําพูดของเขาหรือไม่ก็ช่าง เพราะอย่างไรเขาก็ต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นให้ได้ และหลบหนีเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬ ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้นั้น ไม่แข็งแกร่งพอที่จะหาหอคอยทมิฬพบ เพราะงั้นสิ่งที่เขาต้องระวังก็คือ ห้ามถูกสังหารก่อนที่จะหลบหนีเข้าไปในหอคอยทมิฬ

ครื้นนน!

ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ทั่วทั้งเกาะก็เกิดการสั่นสะเทือน ราวกับมีแผ่นดินไหวอุบัติขึ้น

เซียวจวิ้นชะงักก่อนจะเผยสีหน้าตกตะลึง “มิดีแล้ว ฝูงสัตว์อสูรกําลังบุกเข้ามา!”

ปูนนนนน!

ทันทีหลังจากนั้น เสียงแตรอันแปลกประหลาดก็ดังขึ้น เพื่อส่งเสียงเตือนไปทั่วทั้งเกาะ

“ทุกคนรีบออกมาเร็ว ฝูงสัตว์อสูรกําลังบุกเข้ามา!” เซียวจวิ้นวิ่งเข้าไปในห้องพิธีที่เงียบสงบ และตะโกนเสียงดังใส่ทุกคน

“เป็นการบุกรุกของฝูงสัตว์อสูรแบบใดกัน?”

“ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนมีการบุกรุกของสัตว์อสูรด้วยงั้นรึ?”

“ข้าไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน!”

ทุกคนมองหน้ากันด้วยความมึนงง

“เลิกพล่ามไร้สาระ และออกมากับข้า!” เซียวจวิ้นคําราม

น้ําเสียงการพูดเช่นนี้ส่งผลให้ใครหลายคนรู้สึกไม่สบอารมณ์ทันที ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกปฏิบัติราวกับเป็นแขกผู้มีเกียรติ แต่ตอนนี้เซียวจวิ้นลับเปลี่ยนท่าที่ต่อพวกเขาและตะโกนใส่พวกเขาเสียได้

หลิงฮันยิ้มในใจ ก่อนหน้านี้ที่เหล่าคนบนเกาะมีท่าทีสุภาพ ก็เพียงเพราะอยากให้พวกฉินเหว่ยเปลี่ยนไปฝึกฝนทักษะบ่มเพาะของพวกเขา ซึ่งก่อนจะบรรลุเป้าหมาย พวกเขาจึงต้องพยายามเสแสร้งกันอย่างสุดความสามารถ

แต่ดูเหมือนว่าการที่มีฝูงสัตว์อสูรบุกรุกอย่างกะทันหันจะอยู่นอกเหนือการคํานวณ และเป็นการขัดขวางแผนการของพวกเขา

“หากจัดการฝูงสัตว์อสูรไม่ได้ ทุกคนที่นี่จะตายกันทั้งหมด!” เซียวจวิ้นตะโกนออกไปอีกครั้งด้วยน้ําเสียงจริงจัง ซึ่งทําให้ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนและวิ่งออกไปด้านนอกทันที

“น้องชายหลิง เจ้าช่วยร่วมมืออย่างสุดความสามารถด้วย” เซียวจวิ้นหันมากล่าวกับหลิงฮันด้วยสีหน้าจริงจัง

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “พวกเราลงเรือลําเดียวกันแล้ว แน่นอนว่าย่อมต้องช่วยเหลือกัน”

ทั้งสองเดินออกไปด้านนอกปราสาท และพบเห็นเหล่าจอมยุทธจากปราสาทกําลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก

“อีกสามทิศของเกาะนั้นเป็นหน้าผา ที่มีค่ายกลอาคมสังหารติดตั้งเอาไว้ ฝูงสัตว์อสูรจึงไม่สามารถบุกมาจากทิศทางเหล่านั้นได้” เซียวจวิ้นอธิบายพร้อมกับร่างกายของเขาได้แปรสภาพกลายเป็นกลุ่มก้อนแสง และพุ่งทะยานเคลื่อนที่ไปยังฝูงชนด้านหน้า

หลิงฮันไล่ตามไปและครุ่นคิดในใจ

ในเมื่อสามารถติดตั้งค่ายกลอาคมเอาไว้ทั้งสามทิศทางได้ แล้วทําไมไม่ติดตั้งให้ครอบคลุมไปทั้งสี่ทิศทางเลยล่ะ?

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการจงใจ เพื่อที่ผู้คนที่เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม จะได้สามารถขึ้นมายังเกาะนี้ได้ และคนบนเกาะจะได้เผยแพร่ทักษะบ่มเพาะที่แตกต่าง

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครู่นี้ฉินเหว่ยและคนอื่นๆ เกิดความสงสัยว่าในมหาสมุทรแห่งนี้มีฝูงสัตว์อสูรบุกได้อย่างไร

คนเหล่านี้เดินทางในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนมาเป็นเวลานาน ทําให้มีประสบการณ์มากมาย แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าในมหาสมุทรแห่งนี้มีการบุกรุกของสัตว์อสูรเกิดขึ้นได้ด้วย

เหตุใดเหตุการณ์ลึกลับเช่นนี้ถึงได้เกิดขึ้นที่นี่กัน? บนเกาะเล็กๆนี่มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?

จู่ๆหลิงฮันก็เกิดนึกสงสัยขึ้นมา

ตอนที่ 2017 หลันเทียนอวี่

หลันรั่วจ่อเผยรอยยิ้มพึงพอใจ นางมั่นใจมากว่าเสน่ห์ของนางนั้นมากล้นอย่างไม่มีใครเทียบซึ่งต่อให้เป็นหลิงฮันก็ไม่มีทางต้านทานได้

ความมั่นใจของนางช่างเป็นกบในกะลาอย่างแท้จริง

บนเกาะแห่งนี้มีคนอยู่กี่คนกัน? นางมีรูปลักษณ์งดงามและเสน่ห์อันล้นพ้น การที่จะได้เป็นดอกไม้อันแสนวิเศษของที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากนางออกไปยังดินแดนแห่งเซียนภายนอกแม้นางจะยังพอกล่าวได้ว่าเป็นสตรีที่งดงาม แต่ก็ยังห่างชั้นกับความงามที่แท้จริงอยู่ดี

แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางไม่เคยเห็นสตรีที่งดงามหาใครเปรียบของจริงกันล่ะ?

“ถ้างั้นข้าจะนําทางนายน้อยหลิงไปเดินชมรอบๆ เอง” นางกล่าวชวน

หลิงฮันพยักหน้า เขาไม่ปฏิเสธเพราะอยากจะรู้ข้อมูลเกาะแห่งนี้แห่งมากขึ้น

ทั้งสองเริ่มเดินวนไปรอบปราสาท ประตูทางเดินต่างๆ ที่เคยถูกห้ามไม่ได้ผ่านเข้าไป ตอนนี้เมื่อมีบุตรสาวของเจ้าของเกาะเป็นคนนําทาง หลิงฮันจึงสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

“ประตูนั่นคือทางเข้าไปยังที่ใดกัน?” หลิงฮันชี้ไปยังประตูหินบานหนึ่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อใดที่เจอประตูที่ปิดอยู่ หลันรั่วจือจะเปิดประตูนําทางเขาเข้าไปชมทันที แต่เมื่อเห็นประตูหินบานนี้ นางกลับเมินเฉยไม่เปิดเข้าไป

หลิงฮันมองตรวจสอบและพบมีบนบานประตูมีรูปแบบอาคมสลักเอาไว้ มันคือรูปแบบอาคมที่ถ้าหากไม่สามารถแก้รูปแบบอาคมเปิดประตูได้ในทันที รูปแบบอาคมจะไม่ทําการโจมตีแต่จะส่งเสียงเตือนออกมาแทน

หลันรั่วจ่อยิ้มและกล่าว “เรื่องนี้ต้องรอให้นายน้อยหลิงเป็นคนของพวกเราก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติได้รับรู้”

“มันลึกลับเช่นนั้นเลยรึ?” หลิงฮันรู้สึกสงสัย

“ฮิๆๆ หลันรั่วจือปิดปากแน่นไม่หลุดพูดอะไรออกมา และพาหลิงฮันเดินไปจากประตูหินบานนี้

หลังจากนั้นหลิงฮันได้นําหัวข้อนี้กลับมาพูดอยู่หลายครั้ง แต่หลันรั่วจ่อก็เอาแต่พูดประโยคเดิมๆว่าต้องเป็นคนของฝั่งนางอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์รู้

ทั้งสองเดินชมรอบปราสาทอย่างรวดเร็ว

“หืม?” จู่ๆ หลิงฮันก็ขมวดคิ้ว เขาสัมสัมผัสได้ถึงออร่าอันแปลกประหลาด

“มีอะไรงั้นรึ?” หลันรั่วจ่อไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

“ฮ่าๆๆ สมกับเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ไม่คาดคิดว่าจะพบข้าได้รวดเร็วขนาดนี้” เสียงหัวเราะลากยาวดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มร่างผอมได้ก้าวเดินออกมาจากเสาหินแห่งหนึ่ง

“อาสี่!” เมื่อหลันรั่วจื่อเห็นชายหนุ่มที่เดินออกมา นางก็รีบคารวะทักทายอย่างสุภาพ

หลิงฮันมองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า คนผู้นี้มีรูปลักษณ์เยาว์วัยและหล่อเหลาเป็นอย่างมากประเด็นสําคัญคือชายหนุ่มผู้นี้มีกลิ่นอายอันทรงพลัง ที่ทําให้หลิงฮันรู้สึกอึดอัดได้

“ข้าได้ยินมาว่าที่ใครบางคนเซียวจชิ้นได้ ข้าเลยอยากมาดูด้วยตาตัวเองเสียหน่อย” ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าว ในดินแดนแห่งเซียนนั้น รูปลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่บ่งชี้ถึงอายุของจอมยุทธเพราะบางที่ชายชราผมขาวโพลน ก็อาจจะชายหนุ่มว่าบรรพบุรุษ

“คนผู้นี้คือหลิงฮัน” หลันรั่วจื่อกล่าวแนะนํา “ส่วนคนผู้นี้คือท่านอาสี่ของข้า หลันเทียนอวี่”

หลิงฮันผสานมือเข้าหากันและโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อทักทาย “ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสหลัน”

หลันเทียนอวชี้นิ้วออกมา “พรึบ” แหวนบนนิ้วของเขา ปลดปล่อยคลื่นพลังปกคลุมร่างของทั้ง

สามคนเอาไว้

ในมุมมองของหลิงฮัน จู่ๆ ทิวทัศน์รอบข้างก็ขยายใหญ่ขึ้นสุดลูกหูลูกตา แต่หากมองจากมุมนอก จะเห็นว่าเป็นร่างของพวกหลิงฮันทั้งสามคนต่างหากที่มีขนาดเล็กน้อย

แหวนวงนั้นคืออุปกรณ์มิติศักดิ์สิทธิ์ แต่มันไม่ใช่ประเภทที่เอาไว้ให้คนเข้าไปด้านใน แต่เป็นอุปกรณ์มิติ ที่จะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบแทน

ตราบใดที่หลิงฮันทะยานร่างออกจากรัศมีอํานาจของแหวนมิติ เขาก็จะสามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ในทันที

หลิงฮันไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ถึงแม้เขาจะไม่หวาดกลัวต่อการท้าทาย แต่การดึงคนอื่นลงสู่สนามประลองโดยไม่ถามความสมัครใจฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้ เป็นการกระทําที่เขารังเกียจเป็นอย่างมาก

“เข้ามา ขอข้าประลองชี้แนะด้วยหน่อย” หลันเทียนอวี่พุ่งทะยานโจมตีใส่หลิงฮัน

แน่นอนว่าทักษะบ่มเพาะของเขาคือรูปแบบบ่มเพาะที่แตกต่าง บนฝ่ามือของเขาไม่มีคลื่นผันผวนของอํานาจแห่งเต๋ หรือแสงของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ สิ่งเดียวที่ปกคลุมอยู่รอบฝ่ามือของเขาคือคลื่นแสงสีดําที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายและทรงพลัง

หลิงฮันกําหมัดและโจมตีตอบโต้

ตูม” ทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด และแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันหลายสิบกระบวนท่าในพริบตา

หลันเทียนอวี่จ้องมองด้วยแววตาตกตะลึง ถึงแม้นางจะมีพลังอยู่ในระดับจักรพรรดิเหมือนกันแต่ก็ยังมองการต่อสู้ตรงหน้าไม่ทัน

ทั้งสองคนแข็งแกร่งเกินไป

หลันเทียนอวี่มีพลังแข็งแกร่งขนาดไหนนั้นนางรู้อยู่แล้ว แต่ที่ทําให้นางตกตะลึงก็คือ การที่หลิงฮันสามารถตอบโต้การโจมตีของหลันเทียนอวีได้

ต้องรู้ก่อนว่าหลันเทียนอวนั้นมีระดับพลังสูงกว่าเซียวจนเสียอีก!

ปัง! ปัง! ปัง!

หลิงฮันกับหลันเทียนอวี่เข้าปะทะกันอย่างต่อเนื่อง บางครั้งพวกเขาก็โจมตีอย่างรวดเร็วโดยกระหน่ําจู่โจมหลายสิบครั้งออกไปในพริบตา แต่บางครั้งพวกเขาก็โจมตีอย่างเชื่องช้าโดยการเว้นระยะสามถึงสี่ลมหายใจ ก่อนจะโจมตีออกไปหนึ่งครั้ง

แน่นอนว่าคนที่มีสิทธิ์จะพ่ายแพ้มากกว่าก็คือหลันเทียนอวี่ เนื่องจากกายหยาบของหลิงฮันนั้นแข็งแกร่งเกินไป ในระดับแบ่งแยกวิญญาณไม่มีใครสามารถสังหารเขาได้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะหลิงฮันไม่ต้องการเผยข้อมูลในเรื่องนี้ เขาคงใช้ร่างกายเข้าปะทะเพื่อสร้างบาดแผลให้แก่อีกฝ่ายแล้ว

หลันเทียนอวนั้นแข็งแกร่งกว่าเซียวจขึ้นจริงๆ แถมยังไม่ได้เหนือกว่าเพียงครึ่งขั้นด้วยซ้ํา เพiาะงั้นหลิงฮันจึงถูกกดดันอย่างหนักหน่วง จากการคาดการณ์ของหลิงฮัน พลังที่แท้จริงของคนผู้นี้สมควรอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพีขั้นสูงสุด โดยที่หลังจากหยิบยืมพลังจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าดวงวิญญาณนิรันดร์ แล้ว พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายจะพุ่งทะยานขึ้นไปถึงระดับตัดวิญญาณสวรรค์ขั้นต้นหรืออาจจะขึ้นไปถึงขั้นกลาง

ซึ่งพลังต่อสู้ในระดับนี้เพียงพอเป็นอย่างมาก ที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของหลิงฮันหรืออาจจะเหนือกว่า

นี่คือเหตุผลที่ว่าทําไมบนเกราะนี้ถึงมีจักรพรรดิ หรือราชาในหมู่ราชาอยู่มากมาย พลังต่อสู้ที่พวกเขาแสดงออกมานั้นไม่ใช่พลังของตนเอง

“อาสี่ ข้าว่าพอได้แล้วรึเปล่า?” หลันรั่วจ่อเอ่ยแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง

“ก็ได้!” หลันเทียนอวีหยุดมือและเผยรอยยิ้มหยิ่งทะนง ถึงแม้การต่อสู้จะยังยากที่จะตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายชนะ แต่เขาก็มั่นใจว่าหากสู้ต่อไปอีกไม่กี่กระบวนท่า เขาจะต้องขึ้นเป็นฝ่ายได้เปรียบแน่นอน

ซึ่งเขาก็เชื่อด้วยว่าหลิงฮันเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ได้

ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าแล้ว จึงไม่มีความจําเป็นต้องสู้ต่อ เนื่องจากเหตุผลที่เขามาท้าประลองหลิงฮันในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะต้องการสังหาร แต่เพื่อทําให้หลิงฮันรับรู้ว่า ที่นี่ยังมีคนที่สามารถเหนือกว่าอยู่

หลิงฮันเองก็ยิ้มเล็กน้อย ในด้านของพลังต่อสู้ หลั่นเทียนอวี่เหนือกว่าเขาส่วนหนึ่งจริงๆแต่ไม่ว่าอย่างไรพลังบ่มเพาะของเขาในตอนนี้ก็ยังต่ําอยู่ การวัดกันด้วยพลังต่อสู้ที่แท้จริงล่ะก็ เขาสามารถรับมือกับอีกฝ่ายได้ด้วยหนึ่งมืออย่างแน่นอน

อีกอย่างถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะสามารถหยิบยืมพลังภายนอกมาใช้ได้ แต่เจ้าจะสามารถหยิบยีมมาใช้ไปได้ตลอดเวลา หรือทุกๆ ที่ในดินแดนแห่งเซียนงั้นรึ? แล้วเจ้ามั่นใจรึเปล่าว่าหลังจากบรรลุระดับราชานิรันดร์ไปแล้ว จะยังหยิบยืมพลังที่ว่ามาใช้ได้?

หลิงฮันไม่เชื่อว่าเรื่องเช่นนั้นจะเป็นไปได้

พลังที่คนเหล่านี้หยิบยืมมานั้น ไม่ใช่พลังจากสวรรค์และปฐพี แต่เป็นพลังจากตัวตนที่ทรงอํานาจอย่างราชานิรันดร์ระดับเก้า เพียงแต่ราชานิรันดร์ระดับเก้าก็ใช่ว่าจะทําได้ทุกอย่างยกตัวอย่างถ้าหากมีราชานิรันดร์ระดับเก้าเหมือนกัน ต้องการหยิบยืมพลังล่ะ คิดว่าจะเป็นไปได้อย่างนั้นรึ?

เมื่อเทียบกันแล้ว หลิงฮันจึงเชื่อมั่นใจพลังของตนเองมากกว่า

ตอนที่ 2016 ความเชื่อ

จอมยุทธทางฝั่งปราสาทตกตะลึง

พวกเขามั่นใจในทักษะบ่มเพาะของตนเอง และดวงวิญญาณนิรันดร์ที่พวกเขาศรัทธาเป็นอย่างมากเนื่องจากพวกเขาเคยพิสูจน์มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ว่าทักษะบ่มเพาะของพวกเขานั้นไร้เทียมทานอย่างแท้จริง

คิดว่าพวกหลิงฮันเป็นกลุ่มแรกที่มาบนเกาะนี้อย่างนั้น ผิดแล้ว ไม่รู้ว่ามีคนที่กลุ่มต่อที่กลุ่มแล้วที่มาติดเกาะแห่งนี้ แต่ก็ไม่มีใครเลยที่กลับออกไป

แต่ตอนนี้ล่ะ?

จอมยุทธจากภายนอกผู้นี้ มีพลังบ่มเพาะต่ํากว่าเขียวจนแท้ๆ แต่กลับเอาชนะเซียวจขึ้นได้

ต้องรู้ก่อนว่าเซียวจขึ้นนั้นเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในหมู่พวกเขา

ถ้าหากแม้แต่เซียวจชิ้นก็ยังแพ้ละก็ ในระดับพลังเดียวกันคงไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของหลิงฮันได้

ผลลัพธ์เช่นนี้ได้ล้มล้างความมั่นใจอันสูงส่งของพวกเขา และทําให้ความศรัทธาในดวงวิญญาณนิรันดร์สั่นคลอน

เซียวจขึ้นคํารามและพยายามตอบโต้ให้ตนเองกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบแต่ก็ไร้ผล

หลังจากทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันไปหนึ่งพันกระบวนท่า หลิงฮันก็เตะร่างของเชียวจนลอยกระเด็น บัง” ร่างของเซียวจจิ้นกระแทกเข้าใส่กําแพงอย่างรุนแรง

“น้องชายหลิงช่างแข็งแกร่งนัก!” เซียวจนรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณหน้าอก แต่ก็พยา ยามฝืนยิ้มออกมา

หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส “ข้าขอยอมรับคําชมนั่น”

เขาไม่ทําตามที่คําพูดของหอคอยน้อย ที่ว่าให้สังหารทุกคนและทําลายสถานที่แห่งนี้ทิ้งเนื่องจากที่นี่คืออาณาเขตของอีกฝ่าย ซึ่งมีจอมยุทธที่แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับตําหนักอมตะอยู่จํานวนหนึ่งแถมเจ้าของเกาะที่เก็บตัวฝึกตนอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้

หากสังหารใครที่นี่ ก็ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย

เมื่อได้ยินคํากล่าวยอมแพ้จากปากของเซียวจน จอมยุทธทางฝั่งของปราสาทก็กลายเป็นที่นตระหนกเอะอะ ความเชื่อที่พวกเขามีต่อดวงวิญญาณนิรันดร์มายาวนาน แทบจะพังทลายลงในพริบตา

– เซียวจขึ้นทําเป็นไม่สนใจ และยกมุมปากเป็นรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม “ พรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธของน้องชายหลิงช่างน่าอัศจรรย์นัก หากน้องชายหลิงยินดีที่จะฝึกฝนทักษะบ่มเพาะของอาจารย์ข้าล่ะก็ รับประกันได้เลยว่าพลังต่อสู้ของน้องชายหญิงจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้แน่นอน”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนต่างพยักหน้า

ขนาดคนที่เสนอตัวยอมทดสอบแสดงความเชื่อมั่นในดวงวิญญาณนิรันดร์ก่อนหน้านี้ ก็ยังมีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นสี่ถึงห้าเท่าได้ในพริบตา ถ้าหากผลลัพธ์เช่นนั้นเกิดขึ้นกับหลิงฮันล่ะก็พลังต่อสู้ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนกัน?

เมื่อคิดเช่นนี้ ความศรัทธาของจอมยุทธทางฝั่งปราสาทก็ฟื้นคืนกลับมา

ใช่แล้ว ตราบใดที่หลิงฮันศรัทธาในพระเจ้าของพวกเขา หลิงฮันก็จะแข็งแกร่งขึ้น ความเป็นจริงนี้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาตัดสินใจไม่ผิด ที่เชื่อมั่นใจดวงวิญญาณนิรันดร์

เมื่อมองเห็นดวงตาที่ส่องประกายของผู้คนรอบด้าน หลิงฮันก็อดส่ายหัวไม่ได้ ดูเหมือนความพยายามที่จะดึงสติทุกคนกลับมาของเขาจะสูญเปล่าเสียแล้ว

แต่ฟังจากที่หอคอยน้อยกล่าวแล้ว ถึงแม้รูปแบบศาสตร์วรยุทธที่แตกต่าง จะสามารถสั่นคลอนความมั่นคงของสวรรค์และปฐพีได้ แต่ด้วยจํานวนของพวกฉินเหว่ยแค่สามสิบกว่าคนจะไปเพียงพอได้อย่างไร?

จํานวนเพียงเท่านี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับหยดน้ําที่จมลงสู่มหาสมุทร

“นายน้อยเชียว โปรดสอนทักษะให้แก่พวกเราด้วย!” ชายใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับชายช ราคนหนึ่งกล่าวออกมา

“โปรดสอนทักษะพวกเราให้ด้วย!” คนอื่นๆ เริ่มกล่าวตาม

ใบหน้าของเซียวจขึ้นแสดงออกถึงความพึงพอใจ ที่สามารถดึงความเชื่อมั่นของคนอื่นกลับมา

“ไม่ต้องกังวล อาจารย์ของข้ามีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ที่จะเผยแพร่ทักษะไปทั่วยุทธภพเพราะงั้นเขาไม่หวงแหนทักษะของตนเองอยู่แล้ว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอันแสนจริงใจ

เหล่าจอมยุทธฝั่งฉินเหว่ยทุกคนซาบซึ้ง และรู้สึกราวกับว่าเจ้าของเกาะแห่งนี้ คือคนที่ดีที่สุดในโลก

หลิงฮันแสยะยิ้มในใจ ตอนแรกเขาก็ประใจอยู่ว่าทําไมพวกเซียวจน ถึงได้ยอมมอบทักษะให้แก่คนแปลกหน้า แต่หลังจากที่ได้ฟังคําอธิบายจากหอคอยน้อย เขาก็เข้าใจทันทีว่านี่คือภัยคุกคามครั้งใหญ่

เมื่อใดที่แผนการของคนเหล่านี้สําเร็จ ภัยพิบัติที่ไม่อาจจินตนาการได้จะอุบัติขึ้นที่ดินแดนแห่งเซียนไม่สิ.ภัยคุกคามอาจจะลุกลามไปถึงโลกบรรพกาล หรือแม้กระทั่งโลกใบเล็ก

เมื่อลองคิดแบบนี้แล้ว ที่บอกว่าเจ้าของเกาะเก็บตัวฝึกตนอยู่นั้นคงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านี้ไม่ต้องการให้พวกเขาตัดต้นไม้สร้างเรือ และออกไปจากเกาะแห่งนี้

“ใครที่ต้องการฝึกฝนทักษะของอาจารย์ข้า เชิญตามมาทางนี้!” เซียวจนกล่าวด้วยน้ําเสียงกึกก้องซึ่งวินาทีต่อมา ผู้คนแทบทั้งหมดก็เลือกที่จะเดินตามเขาไป

มีเพียงหลิงฮันเท่านั้นที่ยังยืนเฉย

หลิงฮันรู้สึกประหลาดใจที่แม้กระทั่งฉินเหว่ยก็ถูกล่อลวงไปด้วย

ไม่นานทุกคนก็เดินจากไป นอกจากหลิงฮันแล้ว เหลือแค่หลันรั่วจื่อคนเดียวที่ยังอยู่ นางนั่งแอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางงดงาม ในขณะที่มุมปากของนางแสยะยิ้มและดวงส่องประกายท้าทาย

การที่หลิงฮันไม่ถูกล่อลวงง่ายๆ เหมือนคนอื่น ทําให้นางรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก และต้องการดึงตัวหลิงฮันมาอยู่ฝ่ายตนเอง

ใช่แล้ว… นางชื่นเช่นที่จะเล่นสนุกกับบุรุษเป็นอย่างมาก ตราบใดที่นางถูกใจบุรุษคนใดไม่ว่าอีกฝ่ายจะหยิ่งทะนงแค่ไหน ก็ไม่สามารถต้านทานเสน่ห์ของนางได้

“นายน้อยหลิงช่างยอดเยี่ยมนักนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าเห็นศิษย์พี่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ระ ดับเดียวกัน”นางกล่าวด้วยน้ําเสียงอ่อนหวาน

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “คนแบบข้ามีอย่างน้อยสิบหรือยี่สิบคนในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกและอาจจะมีมากกว่านั้นในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก”

หลันรั่วจ่อยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ “นายน้อยหลิง อย่างที่ศิษย์พี่กล่าวไปเมื่อครู่ ตราบใดที่ นายน้อยหลิงเข้าร่วมกับพวกเราและได้ฝึกฝนทักษะบ่มเพาะ พลังต่อสู้ของนายน้อยหลิงฮันจะ เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยสิบเท่าโดยที่ระดับพลังยังเท่าเดิม!”

“ไม่ใช่ว่าบิดาของเจ้าต้องการเผยแพร่ทักษะให้ทุกคนหรอก เหตุใดข้าถึงต้องเข้าร่วมกับพวกเจ้าก่อนล่ะถึงจะได้รับทักษะ? หลิงฮันกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เผยแพร่ทักษะก็ส่วนของเผยแพร่ทักษะ แต่ความลับที่แท้จริงของทักษะนั้น จะถูกสอนให้เพียงแค่กับอัจฉริยะเท่านั้น นายน้อยหลิงไม่เห็นด้วยงั้นรึ?” หลันรั่วจือแอ่นร่างส่วนบนขึ้นและใช้นิ้วกดไปยังบริเวณหน้าอก

ทําให้ภูเขากลมนูนสองลูกโดดเด่นขึ้นมาจากด้านใต้เสื้อที่รัดแน่น

หลิงฮันเมินเฉยต่อนาง หากพูดถึงในด้านของรูปลักษณ์แล้ว หลันรั่วจื่อไม่สามารถเทียบกับจักรพรรดินีและฮูหนิวได้ ส่วนหากพูดถึงในด้านของเสน่ห์ นางก็ไม่อาจเทียบกับธิดาโรัวได้

ตัวเขาที่ไม่หวั่นแม้แต่กับเสน่ห์ของธิดาโร่ว มีรึจะหลงเสน่ห์ของนาง?

เนื่องจากตอนนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่หลิงฮันจะทําลายอํานาจบนเกาะแห่งนี้ด้วยพลังของตัวเอง

เขาจึงมีทางเลือกแค่สองทาง

หนึ่งคือรอให้หวไห่หรงหาที่นี่พบ และให้นางลบเกาะแห่งนี้ให้หายไป หรือสองคือเขาต้องยอมตามน้ําไปก่อน แล้วค่อยหาโอกาสสร้างเรือและกลับมาทําลายสถานที่แห่งนี้ในภายหลัง

หลิงฮันครุ่นคิดก่อนจะกล่าว “อันที่จริงข้าเองก็รู้สึกสนใจอยู่เล็กน้อย”

ตอนที่ 2015 ภัยอันตราย

ที่ก่อนหน้านี้หลิงฮันนึกไม่ออก ก็เพราะชนเผ่าในโลกบรรพกาลอ่อนแอเกินไป จึงไม่สามารถนําพลังของทั้งสองฝั่งมาเปรียบเทียบกันได้

จนกระทั่งเมื่อครู่นี้เอง ที่เขาสัมผัสว่ารูปปั้นทั้งสองด้านหน้าประตูได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าแปลกประหลาด พวกมันส่งผ่านพลังอํานาจมายังจอมยุทธบนเกาะที่ทําการประลอง

เพียงแต่จอมยุทธบนเกาะแห่งนี้ ใช้พลังแห่งความเชื่อได้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เพราะงั้นหลิงฮันจึงตรวจจับความผิดปกติไม่พบ จนกระทั่งมีคนใหม่เพิ่งลองหยิบยืมพลังจากรูปปั้นเป็นครั้งแรก

รูปแบบศาสตร์บ่มเพาะพลังที่แตกต่างนี้ เป็นสิ่งที่เสี่ยวภูเกลียด หลิงฮันไม่รู้จักคนที่อยู่ที่นี่แต่รู้จักเสี่ยวกู่ เพราะงั้นแน่นอนว่าเขาต้องยืนอยู่ฝั่งของเสี่ยวกู่อยู่แล้ว

ยิ่งกว่านั้นจุดประสงค์ของพวกเซียวจวิ้น ก็ชัดเจนเป็นอย่างมาก

ที่อีกฝ่ายเชิญชวนให้มาแลกเปลี่ยนวรยุทธนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ในความเป็นจริงคนเหล่านี้ต้องการแสดงพลังอํานาจของตนเอง เพื่อล่อลวงให้ทุกคนเข้าร่วมกับพวกเขา

หลิงฮันยอมรับว่าในโลกนี้มีคนดีอยู่จริงๆ แต่คนที่ดีถึงขนาดย่อมแบ่งปันทักษะบ่มเพาะของตนเอง ให้กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักนั้น เขาไม่เชื่อว่าจะมีคนแบบนั้นอยู่

ในเมื่อพวกเจ้าต้องการโอ้อวดความแข็งแกร่งของตัวเอง งั้นข้าก็จะเหยียบย่ําพวกเจ้า เพื่อให้เห็นเองว่าใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า

“น้องชายผู้นี้ยังไม่เชื่อว่าพวกเราแข็งแกร่ง?” เซียวจวิ้นกล่าว “เจ้าคงจะมีพลังอยู่ในระ ดับแบ่งแยกวิญญาณสินะ?”

“นายน้อยเซียว คนผู้นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา!”

“ใช่แล้ว พวกเราตัดความสัมพันธ์กับเขาไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน”

“นายน้อยเชียวอย่าได้บาดหมางกับพวกเราเพราะเขา”

คนทางฝั่งของฉินเหว่ยแต่ละคนรีบกล่าวออกมา เพราะกลัวว่าเซียวจวิ้นจะไม่พอใจ และไม่สอนทักษะบ่มเพาะที่ทรงพลังแก่พวกเขา

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย “พลังของข้าอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยางขั้นปลาย”

“ระดับพลังของเจ้าเทียบเท่ากับศิษย์น้อยของข้า” เซียวจวิ้นหันไปมองหลัวเหอ “ศิษย์น้องเจ้าไปแลกเปลี่ยนวรยุทธกับเขาซะ”

“อืม!” หลัวเหอก้าวเดินออกมาและกระโดดไปยังลานประลอง

หลิงฮันผสานมือคํานับทักทายด้วยสีหน้าราบเรียบ และไม่เอ่ยกล่าวว่าเขาเคยเห็นรูปแบบการบ่มเพาะพลังของคนเหล่านี้มาก่อน “หลิงฮัน”

“พี่ชายหลิงโปรดชี้แนะ” หลัวเหอเองก็ผสานมือคํานับอย่างนอบน้อม ในขณะที่ลึกๆ ภายในดวงตาแสดงออกถึงความดูถูก

หลิงฮันก้าวขึ้นหน้าโดยไม่ใช่ทักษะย่างก้าวใดๆ เขาเพียงแค่ก้าวเดินธรรมดาและประชิดตัวหลัวเหออย่างรวดเร็ว

หลัวเหอเค้นเสียงในใจ เขามีทัศนคติที่ดูถูกทุกคนในดินแดนแห่งเซียนเป็นอย่างมาก ซึ่งสีหน้า และท่าทางนอบน้อมที่เขาเผยให้เห็นตลอดเวลา เป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น

เขายกหมัดขึ้นและชกออกไป “ตูม” การโจมตีของเขาไม่มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ใดๆ แฝงเอาไว้ หรือแม้กระทั่งตราประทับแห่งเต๋ก็ไม่ส่องประกายออกมา แต่กลับอัดแน่นไปด้วยพลังอํานาจที่น่าสะพรึงกลัว

นี่คือพลังของรูปแบบศาสตร์วรยุทธที่แตกต่าง

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย ไม่ว่าจะบ่มเพาะพลังด้วยทักษะในรูปแบบใด แต่สุดท้ายสิ่งที่จะใช้ตัดสินกันก็คือพลังต่อสู้

เขากําหมัดขวาและชกตอบโต้กลับไป

“ปัง!”

ทันทีที่หมัดทั้งสองเข้าปะทะกัน ภาพที่ทุกคนเห็นก็คือ ร่างของหลัวเหอได้กลายเป็นจุดสีดําขนาดใหญ่ ลอยกระเด็นเข้าใส่กําแพงของห้องลานประลอง โชคที่ดีสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อการประลองโดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นคงจะมากกว่านี้แน่นอน

ร่างของหลัวเหอถูกฝังเข้าไปในกําแพง เขากระอักไปมาไม่หยุด และสีหน้ากลายเป็นซีดขาว

“ตึง” บรรยากาศรอบด้านกลายเป็นเงียบสงัดทันที สายตาของทุกคนจดจ้องไปที่หลิงฮันด้วยความตกตะลึง

จอมยุทธของทางฝั่งปราสาทเองก็ตะลึงมากเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาเชื่อมาตลอดว่าตนเองได้เทียมทานที่สุดในระดับเดียวกัน หรือต่อให้พวกเขาระดับพลังที่ต่ํากว่าขั้นย่อยก็ตาม แต่ตอนนั้นในการประลองระดับพลังเดียวกัน หลัวเหอกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮันแม้แต่น้อย!

ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้

ที่ตกตะลึงยิ่งกว่าคือทางฝั่งของพวกฉินเหว่ย

พวกเขาใช้เวลากับหลิงฮันมานานสักพักแล้ว แต่ทุกคนล้วนแต่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางธรรมดา

ก่อนหน้านี้พวกเขาหลายคนตัดสินใจตัดความสัมพันธ์กับหลิงฮัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิ

ศักยภาพระดับจักรพรรดิคืออะไร? อัจฉริยะระดับนี้คือคนที่มีโชคชะตาจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ได้อย่างแน่นอน

พวกเขารู้สึกเสียใจจนลําไส้แทบจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ก่อนหน้านี้ที่ประสบปัญหา ทุกคนได้ร่วมมือกันอย่างสุดความสามารถ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างสายสัมพันธ์กับหลิงฮัน แต่พวกเขากลับตัดโอกาสนั้นทิ้งไปเองเสียได้

เหตุใดพวกข้าถึงได้โง่เง่าเช่นนี้

“น้องชายหลิงช่างแข็งแกร่งนัก” เซียวจวิ้นเผยสีหน้าระมัดระวัง และลบความเหยียดห ยามออกไปจากดวงตา

เพียงแต่หนึ่งกระบวนท่าก็สามารถเอาชนะหลัวเหอได้ พลังต่อสู้ขนาดนี้กล่าวได้ว่าน่าสะพรึงกลัวมาก!

“ข้าขอประลองชี้แนะกับเจ้า” เซียวจวิ้นก้าวออกมา

เขามีพลังบ่มเพาะสูงกว่าหลัวเหอหนึ่งขั้น ซึ่งสามารถเอาชนะหลัวเหอในหนึ่งกระบวนท่าได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คิดท้าประลอง เพื่อแสหาความอัปยศให้กับตนเอง

“งั้นก็มา” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส จุดประสงค์ของเขานั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไร เขาเพียงแค่ต้องการให้ทุกคนในที่นี้รู้ว่า ต่อให้ไม่ต้องเชื่อมั่นใจดวงวิญญาณนิรันดร์อะไรนั่น ศาสตร์วรยุทธของดินแดนแห่งเซียนก็มีความลึกซึ้ง และคุ้มค่าที่จะหมั่นเพียรพยายามฝึกฝน

เซียวจวิ้นเดินเข้าสู่ลานประลอง

“โปรดชี้แนะด้วย!”

“โปรดชี้แนะด้วย!”

ทั้งสองกล่าวพร้อมกันและเริ่มโจมตีปะทะกัน

ปัง! ปัง! ปัง!

เมื่อทั้งสองคนเริ่มลงมือ ต่างฝ่ายต่างไม่หลงเหลือความเกรงใจอีกต่อไป

สําหรับเซียวจวิ้น เขาต้องการชนะเพื่อกู้ความเชื่อมั่นในดวงวิญญาณนิรันดร์กลับคืนมา เพราะงั้น เขาจึงคิดจะกําราบหลิงฮันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้

“หากเป็นไปได้ก็ทําลายที่แห่งนี้ทิ้งซะ” จู่ๆ หอคอยน้อยก็เอ่ยขึ้นมา

“หืม?” หลิงฮันชะงัก

เขาต้องการสร้างความลําบากให้พวกเซียวจวิ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดจะสังหารใคร

“สวรรค์และปฐพี่มีกฎของมันอยู่ ซึ่งการที่มีรูปแบบบ่มเพาะพลังที่แตกต่างขึ้นมา จะถูกมองว่าเป็นการยั่วยุหรือทรยศต่อสวรรค์และปฐพี หากมีคนฝึกฝนทักษะบ่มเพาะที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวรรค์และปฐพีอาจจะถูกสั่นคลอน และพังทลายลงได้” หอคอยน้อยอธิบาย

“เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเชียวรึ?” หลิงฮันขมวดคิ้ว แต่เดิมเขาแค่คิดจะก่อความวุ่นวายขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากเรื่องมันยิ่งใหญ่ถึงขนาด ส่งผลต่อการอยู่รอดของสวรรค์และปฐพีแล้วล่ะก็ เรื่องนี้ย่อมต้องเป็นภาระหน้าที่ที่จอมยุทธทุกคนต้องรับผิดชอบ

เขาเค้นเสียงและกล่าว “ทักษะบ่มเพาะนี้เป็นทักษะแบบเดียวกับที่พวกเราพบเห็นในโลกบรรพกาล เหตุใดในตอนนั้นเจ้าถึงไม่กล่าวอะไรออกมาเลย?”

“นี่เจ้าโงรึเปล่า?” หอคอยน้อยสบถ “ในตอนนั้นความทรงจําของข้ายังไม่ฟื้นฟูกลับมา ข้าจะไปรับรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

ก็จริงอย่างที่ว่า

เอาล่ะ งั้นก็มาเริ่มจัดการเจ้าหมอนี่เลยดีกว่า

หลิงฮันคํารามและระเบิดพลังออกมา ส่งผลให้พลังต่อสู้ของเขาพุ่งทะยานสูงกว่าเดิมหลายสิบเท่า

เมื่อครู่สติของเขาวอกแวกเพราะคุยกับหอคอยน้อยอยู่ ตอนนี้เมื่อตั้งสติได้และระเบิดพลังออกมา จึงดูราวกับว่ากลายเป็นคนละคน

ก่อนหน้านี้เซียวจวิ้นยังพอได้เปรียบอยู่ แต่เมื่อหลิงฮันระเบิดพลังที่แข็งแกร่งเกินพร รณนาออกมา เขาก็กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบขึ้นมาในทันที

หลัวเหอและหลันรั่วจ่อไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ในสายตาของทั้งสอง เซียวจวิ้นคืออัจฉริยะที่ไร้เทียมทานที่สุด แต่ตอนนี้นอกจากเขาจะกําราบหลิงฮันไม่ได้แล้ว ยังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีก

เหลือเชื่อ! เรื่องแบบนี้เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ตอนที่ 2014 โค่นล้มฝ่ายเดียว

ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งตัว การประลองก็จบลงเสียแล้ว

เร็วมาก!

แต่เดี๋ยวก่อน…. การประลองในระดับเดียวกันจะจบลงรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร? ต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายปกปิดพลังบ่มเพาะเอาไว้แน่ โดยที่แท้จริงแล้วพลังบ่มเพาะของอีกฝ่ายจะต้องอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณ

แต่เมื่อลองคิดให้ดีอีกครั้ง แบบนั้นก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

ถึงแม้รูปแบบในการบ่มเพาะพลังจะแตกต่างกัน แต่จากการโจมตีเมื่อครู่ก็ทําให้เห็นได้ว่า พลังของเฟิงตังมีพลังอยู่ในระดับนั้น ไม่ใช่ระดับแบ่งแยกวิญญาณจริงๆ

บางทีอีกฝ่ายอาจจะมีศักยภาพระดับราชา เพราะงั้นจึงไร้เทียมทานในระดับพลังเดียวกัน

ทุกคนระงับความตกตะลึงเอาไว้ในใจ พวกเขาเป็นเพียงแค่ลูกเรือของเรือขนส่งสินค้าเท่านั้น เพราะงั้นในหมู่พวกเขาจะมีราชาอยู่ได้อย่างไร?

ราชาคนไหนบ้างจะยอมมาทํางานเป็นลูกเรือ?

“ ข้ามีชื่อว่าหลิวเย่ พลังบ่มเพาะของข้าเทียบเท่ากับระดับสี่นิพพาน ช่วยชี้แนะข้าด้วย” ทางฝั่งของคนในปราสาท รุ่นเยาว์อีกคนกระโดดออกมา

“ข้าลุยเอง!”

‘ตุบ’

จอมยุทธทางฝั่งของฉินเหว่ยกระโดดออกไป แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ในหมัดเดียว โดยที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

จิตใจของจอมยุทธทางฝั่งของฉินเหว่ยสั่นสะท้านอีกครั้ง ราชาอีกคนอย่างนั้นรึ? แต่หากลองมองดูให้ดีๆ ทั้งเฟิงตั้งและหลิวเย่สองคนนี้ ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์มากสักเท่าไหร่

ราชาคนไหนบ้างที่จะไม่มีกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม?

แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ราชาที่ได้เปรียบในการต่อสู้ระดับเดียวกัน เหตุใดพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายถึงได้แข็งแกร่งกว่าขนาดนั้น?

คําตอบมีเพียงอย่างเดียว… นั่นเพราะทักษะบ่มเพาะของคนเหล่านี้แข็งแกร่งมากนั่นเอง

“ พลังบ่มเพาะของข้าคือระดับตัดวิญญาณหยาง ใครต้องการประลองชี้แนะกับข้าหรือไม่?” ครั้งนี้จอมยุทธทางฝั่งของฉินเหว่ยเป็นฝ่ายออกตัวก่อน และยื่นคําท้าประลองไปยังฝั่งคนของปราสาท

“ข้าคือม่อฮัน” รุ่นเยาว์ที่ใบหน้าหล่อเหลา และมีกลิ่นอายทรงพลังผู้หนึ่งก้าวออกมา “พลังของข้าเทียบเท่ากับห้านิพพาน!”

ห้านิพพาน!

เมื่อคํานี้ถูกพูดออกมา ใครหลายคนทางฝั่งของฉินเหว่ยก็เผยสีหน้าตกตะลึง

จักรพรรดิ

ดวงตาของหลิงฮันส่องประกาย และความรู้สึกสงสัยก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้น หากนับรวมกับพวกเซียวจขึ้นแล้ว นี่ก็คือจักรพรรดิคนที่สี่

ในหมู่ประชากรนับพันล้านล้านล้านคน จะมีจักรพรรดิถือกําเนิดขึ้นเพียงคนเดียวเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นหากไม่ใช่ขุมอํานาจระดับราชานิรันดร์ ที่มีทรัพยากรล้ําค่าอย่างยันต์ไม้ท้อผูกชะตาล่ะก็ จะสามารถต้านทานทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของระดับห้านิพพานได้อย่างไร?

ประชากรบนเกาะแห่งนี้นั้นมีอยู่น้อยนิด แต่กลับมีจักรพรรดิอยู่ถึงสี่คน นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง

ทักษะบ่มเพาะที่คนเหล่านี้บ่มเพาะ คือทักษะบ้าบอแบบใดกันแน่?

หลิงฮันครุ่นคิดไปมา จนจู่ๆ ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คลับคล้ายคลับคลา เขารู้สึกเหมือนกับว่าเคยพบเห็นพลังโจมตีของคนเหล่านี้มาก่อน แต่หลังจากทบทวนดูแล้ว ก็ไม่มีความทรงพลังส่วนไหนเลยที่ตรงกัน

ปัง!

ม่อฮันกับจอมยุทธฝั่งของฉินเหว่ยเข้าปะทะกัน และสิ้นสุดการประลองภายในหนึ่งกระบวน

ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ระดับห้านิพพานคือระดับพลังที่เทียบเท่ากับระดับติดวิญญาณหยาง แถมคนที่สามารถบรรลุเป็นจักรพรรดิได้ จะมีพลังต่อสู้ที่สามารถสู้ข้ามระดับได้สองระดับ เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่การประลองจะจบในพริบตา

การประลองแลกเปลี่ยนวรยุทธยังคงดําเนินต่อไป ในการประลองระดับเดียวกัน ทางฝั่งของจอมยุทธบนเกาะเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างล้นพ้น หรือต่อให้จอมยุทธของคนฝั่งงคนบนเกาะ มีพลังบ่มเพาะต่ํากว่าหนึ่งหรือสองกระบวนท่า พวกเขาก็ยังสามารถคว้าชัยชนะไปได้อยู่ดี

จอมยุทธทางฝั่งของฉินเหว่ยก้มหัวลง และใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอับอาย

“ข้าไม่คิดเลยว่าพลังของพวกท่านทุกคนจะ… ฮะๆๆ” เซียวจวิ้นหัวเราะ ถึงแม้เขาจะหยุดคําพูดไปกลางคัน แต่ทุกคนก็รับรู้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน

ประกายแสงดูถูกปรากฏขึ้นในดวงตาของเซียวจจิ้น “อาจารย์ของข้านั้นไม่ได้มีจิตใจคับแคบ และยินดีที่จะแบ่งปันทักษะบ่มเพาะที่พวกเราฝึกให้แก่พวกเจ้า”

ว่าไงนะ!

เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ ทุกคนก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่แต่ละคนแสดงสีหน้าไม่เชื่อออกมา

ทักษะบ่มเพาะไม่ใช่สิ่งที่จะมอบให้คนอื่นได้ง่ายๆ โดยเฉพาะทักษะบ่มเพาะที่เป็นทักษะบรรพกาลเช่นนี้แล้วยิ่งไม่มีทางเข้าไปใหญ่

อย่าว่าแต่พวกเขาเป็นคนนอกเลย ต่อให้เป็นคนใกล้ชิดกัน หรือบิดากับบุตร ก็ยังไม่มีใครที่จะส่งมอบทักษะบ่มเพาะของตนเองให้ง่ายๆ

ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่เซียวจนกลับบอกว่าจะแบ่งปันทักษะบ่มเพาะที่ตนเองฝึกฝน ให้แก่พวกเขาอย่างนั้น?

ทุกคนมองหน้ากัน และสงสัยว่าตนเองได้ยินอะไรผิดไปรึเปล่า ในโลกนี้มีคนใจดีแบบนี้อยู่ด้วยงั้นรึ?

“อันที่จริงทักษะบ่มเพาะของพวกเรานั้นเรียบง่ายมาก สิ่งสําคัญที่คือพลังแห่งความเชื่อ” เซียวจวิ้นกล่าว “พวกเรายึดมั่นในดวงวิญญาณนิรันดร์แห่งสวรรค์และปฐพี เพียงแค่ตั้งอธิษฐานในระหว่างการต่อสู้ ก็จะได้รับมอบพลังอันไร้ขีดจํากัดมาครอบครอง”

“หากมีใครยอมเป็นอาสาสมัคร ข้าจะทดสอบดูให้ก็ได้ ว่า พลังต่อสู้ของพวกเจ้าจะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า หรืออาจจะหลายสิบเท่าได้ในพริบตา”

เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางที่ทุกคนจะเชื่อได้ลง เพียงแต่เชื่อมั่นในดวงวิญญาณนิรันดร์ ก็สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้สิบเท่างั้นรึ?

“ข้าลองเอง!” ใครบางคนกระโดดออกมา เพียงแค่เชื่อมั่นในอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องเสียหายอยู่แล้ว หากสุดท้ายความเชื่อมั่นที่ว่ามันไร้ประโยชน์จริงๆ ก็แค่เลิกเชื่อก็พอ

เซียวจวิ้นดึงร่างของคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ และก้มลงไปกระซิบข้างหู

เวลาผ่านไปไม่นาน คนผู้นั้นก็เดินเข้าไปยังลานประลองด้วยใบหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เสี่ยวไห่ เจ้าเป็นคนที่มีพลังต่อสู้ใกล้เคียงกับข้ามากที่สุด ช่วยมาลองประลองกับข้าหน่อย”

“ได้!” จอมยุทธทางฝั่งของฉินเหว่ยอีกคนกระโดดออกมา

ทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด โดยที่ไม่อาจบอกได้ว่าฝ่ายไหนที่เป็นฝ่ายได้เปรียบ

ไม่เห็นได้ผล!

“จงเชื่อมั่นใจดวงวิญญาณนิรันดร์” เซียวจวิ้นเอ่ยแทรก เสียงของเขายืดยาวฟังดูไม่ร้อนรนอะไร

ร่างของคนที่เสนอตัวเมื่อกี้หยุดชะงัก ปากของเขาพึมพําอะไรบางอย่างออกมา ก่อนที่จู่ๆ ท่าทางจะกลายเป็นดุร้าย และเริ่มบุกเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ท่าทีของเขากลายเป็นดุร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับพลังต่อสู้ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมสี่ถึงห้าเท่าในพริบตา

เหลือเชื่อ เป็นความจริงที่นี่

ทุกคนตกตะลึงและพูดไม่ออก ผลลัพธ์เช่นนี้มันยอดเยี่ยมยิ่งกว่ากินเม็ดยานิรันดร์เข้าไปเสียอีก

เพียงแค่เชื่อมั่นใจดวงวิญญาณนิรันดร์ ก็สามารถทําได้พลังต่อสู้เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัวได้แล้ว แม้ใครหลายคนจะยังไม่เชื่อ แต่ก็เกิดความรู้สึกอยากลองดู

“นายน้อยเชียว ข้าจะฝึกฝนทักษะบ่มเพาะที่ว่าด้วยได้หรือไม่?”

“ใช่แล้ว ขอข้าฝึกฝนด้วยได้รึเปล่า?”

ใครหลายคนรีบกล่าวออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เซียวจวิ้นยิ้มและกล่าว “อาจารย์ของข้าไม่หวงทักษะของตนเองอยู่แล้ว เพื่อผู้ฝึกตนในโลกวรยุทธผืนเดียวกัน ท่านอาจารย์ย่อมยินดีจะแบ่งปันความสําเร็จให้แก่ทุกคน”

“ช้าก่อน!” เสียงคํารามที่ไม่ดังมากดังขึ้น พร้อมกับหลิงฮันได้ทะยานร่างเข้ามายังลานประลอง “ข้าเองก็คันไม้คันมือ อยากจะแลกเปลี่ยนวรยุทธกับพวกเจ้าเหมือนกัน”

เมื่อครู่ในที่สุดเขาก็นึกออกแล้วว่า ทําไมพลังโจมตีของจอมยุทธที่อยู่บนเกาะถึงได้ดูคุ้นเคยนัก

เขาลองนึกย้อนกลับไปยังโลกบรรพกาล ในตอนที่เข้าไปยังเขตแดนลี้ลับแห่งหนึ่งที่มีแม่น้ําลึกลับอยู่ด้านใน ในที่แห่งนั้นมีชนเผ่าที่ตั้งรากฐานตามแม่น้ําอยู่มากมาย โดยที่ชนเผ่าเหล่านั้นได้ ฝึกฝนศาสตร์วรยุทธที่มีรูปแบบแตกต่างออกไป

จอมยุทธจากชนเผ่าเหล่านั้น ไม่ได้ฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ หรืออํานาจแห่งเต๋ของสวรรค์ และปฐพี โดยที่ต้นกําเนิดพลังของพวกเขามาจากแม่น้ําลึกลับ

หลิงฮันลองเดินไปยังต้นทางของแม่น้ําแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเดินไปถึงปลายทางสุดท้ายได้ ซึ่งมีเพียงเสี่ยวภู่คนเดียวที่ไปถึง และมีการปะทะที่รุนแรงเกิดขึ้นจนรับบาดเจ็บ

พลังของชนเผ่าเหล่านั้นกับคนบนเกาะนี้เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

ตอนที่ 2013 การเชื้อเชิญท้าประลองจากคนบนเกาะ

หลิงฮันส่ายหัวหน่ายใจ

ตอนที่พบเจอปัญหาในท้องมหาสมุทร ทุกคนยังช่วยกันผ่าฟันความยากลําบากมาด้วยกันแท้ๆ แต่ตอนนี้เมื่อรู้ว่าตนเองปลอดภัยแล้ว ใครหลายคนก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมา

เอาเถอะ… ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากลงเรือลําเดียวกันข้า พวกเจ้าจะเป็นตายอย่างไรข้าก็ขอไม่สนใจแล้วกัน

หลิงฮันสะบัดมือและยิ้ม “ในเมื่อพวกเจ้าไม่คิดจะเป็นพวกเดียวกัน ก็ตามใจพวกเจ้า”

“หลิงฮัน เจ้าช่างเป็นคนเนรคุณอะไรเช่นนี้!ใครบางคนตําหนิ “ผู้อาวุโสฉินอุตส่าห์ช่วยเหลือเจ้าให้ขึ้นเรือด้วยแท้ๆ แต่เจ้ากลับลืมบุญคุณได้อย่างไร การกระทําของเจ้าไม่ได้ต่างอะไรกับ!”

“ใช่แล้ว เจ้ามันไร้ความเป็นมนุษย์”

“น่าอับอายนักที่ข้าเคยนับเจ้าเป็นสหาย”

ทุกคนดล่าวคําตําหนิออกมา แม้แต่ฉินเหว่ยเองก็เผยสีหน้ารังเกียจเช่นกัน

หลิงฮันตกตะลึง เป็นความจริงที่ฉินเหว่ยเป็นคนช่วยเหลือเขา แต่เขาก็ไม่ได้ทําตัวเป็นแขกอยู่เฉยๆ และช่วยคงสภาพรูปแบบอาคมเพื่อเติมพลังงานให้กับเรือทุกวัน

ซึ่งแค่นี้ก็นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมแล้ว

นอกจากนั้นในตอนนี้คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ เขาเองก็ร่วมมือด้วยอย่างสุดความสามารถไม่ใช่รึไงกัน?

กล่าวได้ว่าหากเขาไม่พยายามอย่างเต็มที่ บางทีเรือรบอาจจะไม่สามารถต้านทานคลื่นยักษ์ในระลอกหลังๆได้ และหลายคนในที่นี้ก็คงไม่มีโอกาสได้มาตั้งคําถาม และกล่าวตําหนิเขาอยู่แบบนี้นี

หลิงฮันนั้นมีหอคอยทมิฬอยู่ในครอบครอง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนั้น เขาไม่จําเป็นต้องกังวลว่าชีวิตของตนเองจะเป็นอัตราย

หลิงฮันไม่กล่าวตอบโต้อีกต่อไป เนื่องจากเขาคร้านจะลดตัวเองลงไปต่ําเหมือนกับคนเหล่านี้ และตัดสินใจตัดความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ ทั้งนี้ไปทุกคนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขาอีก

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นอะไรข้าไม่ถือ” เซียวจวิ้นยิ้ม “อาจารย์ของข้าได้รับสืบทอดพลังอํานาจแห่งยุคบรรพกาลมา มันคือทักษะบ่มเพาะน่าอัศจรรย์ที่เป็นวิถีที่แตกต่างกับพวกเจ้า เพราะงั้นพวกเจ้าจึงไม่สามารถระบุระดับพลังของข้าได้”

พลังอํานาจแห่งยุคบรรพกาล!

คําพูดนี้ทําให้จิตใจของทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที และนึกถึงเรื่องสมบัติอันล้ําค่าของเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน ที่ฉินเหว่ยเคยกล่าวเอาไว้

“พวกเราสามคน… มีระดับพลังที่เทียบเท่ากับระดับตัดวิญญาณหยาง” หลัวเหอเอ่ยแทรก

“โอ้!” ทุกคนพยักหน้า

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน ระดับตัดวิญญาณหยางงั้นรึ?

จากสัญชาตญาณของเขา พลังต่อสู้ของทั้งสามคนจะต้องอยู่ในช่วงของ ระดับตัดวิญญาณปฐพีเป็นอย่างน้อย ซึ่งเขาเองก็มั่นใจในสัญชาตญาณของตนเองมากด้วย

หากที่อีกฝ่ายกล่าวเป็นความจริง ความเป็นไปก็มีอยู่อย่างเดียว

คือทั้งสามคนมีศักยภาพอยู่ในระดับจักรพรรดิ

จะบอกว่าบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ มีจักรพรรดิถือกําเนิดขึ้นพร้อมกันสามคนเลย?

เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้ด้วยงั้นรึ?

“เอาล่ะ เชิญทุกคนเดินมาทางนี้” พวกเซียวจวิ้นทั้งสามคนจงใจลดความเร็วฝีเท้าลง เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลามองทิวทัศน์โดยรอบระหว่างทาง ต้นไม้บนเกาะแห่งนี้ไม่ได้สูงมาก แต่กลับมีสีสันหลากหลาย ทําให้ดูงดงามเป็นอย่างมาก

พวกเขาใช้เวลาเดินไปเกือบครึ่งชั่วมอง ก่อนจะมาถึงสิ่งก่อสร้างที่เห็นก่อนหน้านี้

สิ่งก่อสร้างที่ว่าคือปราสาทเก่าแก่ ที่ราวกับผ่านพ้นกาลเวลามาอย่างยาวนาน และบนกําแพงของปราสาทถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่มากมาย

“เชิญทุกคน”

ทุกคนคิดว่าปราสาทแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยของพวกเซียวจจิ้นสามคนและอาจารย์เท่านั้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าภายในปราสาทกลับมาผู้คนอยู่มากมาย คนที่อยู่ที่นี่มีทั้งบุรุษ สตรี คนชายและหนุ่มสาว ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านี้แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นระดับพลังของคนเหล่านี้ได้

แม้จะรู้สึกแปลกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครติดใจอะไร เพราะเชียวจขึ้นเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าอาจารย์ของเขาได้รับทักษะบ่มเพาะบรรพกาลมา พวกเขาทั่วไปจึงไม่สามารถมองระดับพลังของคนเหล่านี้ได้

หลิงฮันยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก เพราะในตอนที่เดินผ่านประตูปราสาทเข้ามา เขาได้เห็นรูปปั้นหินที่ตั้งอยู่สองด้าน

รูปปั้นทั้งสองนี้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่ที่แตกต่างคือพวกมันมีปีกสองปีก มีอุ้งเท้าเหมือนวัว กระทิง มีหางยาวงอกออกมาจากด้านหลัง และมีเขาสองเขา สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ หลิงฮันไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ผู้คนในปราสาทเก่าแก่มีท่าทางครึกครื้นเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นพวกหลิงฮันเข้ามาในปราสาท พวกเขาก็ส่งเสียงโห่ร้องดีใจ ในขณะที่บางคนถึงขนาดนําอาหาร และสุราชั้นเลิศออกมา เพื่อเป็นการต้อนรับ

“ฮ่าๆๆ พวกท่านทุกคนเป็นแขกของเรา เชิญทําตัวได้ตามสบาย” เซียวจวิ้นกล่าว “ตอนนี้อาจารย์กําลังเก็บตัวฝึกตนอยู่ ซึ่งนานๆทีถึงจะปรากฏตัวสักครั้ง หลังจากที่แจ้งเรื่องของพวกท่านไปแล้ว บางทีอาจารย์อาจจะออกมาต้อนรับด้วยก็เป็นได้”

ทุกคนพยักหน้า แต่ก็ไม่กล้าประมาท ใครหลายคนในปราสาทแห่งนี้มีออร่าที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้จะไม่สามารถระบุระดับพลังของอีกฝ่าย แต่ความแข็งแกร่งที่สัมผัสได้ก็สมควรเทียบเท่าได้กับระดับตําหนักอมตะ

ทุกคนนั่งลงพักผ่อน เซียวจวิ้นได้กล่าวเอาไว้ว่าทุกอย่างในเกาะแห่งนี้เป็นของอาจารย์ของเขา ซึ่งหากไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน ก็จะไม่สามารถถอนหญ้าหรือตัดต้นไม้ไปได้แม้แต่ต้นเดียว

เพราะงั้นทุกคนจึงยังไม่สามารถสร้างเรือได้ในทันที และต้องรอคําอนุญาตของเจ้าของเกาะเสียก่อน

เวลาผ่านไปสองสามวัน พวกเซียวจวิ้นสามคนก็ปรากฏตัวอีกครั้ง และเชิญชวนเหล่าคนนอกทุกคนให้ตามไป

ในเมื่อเจ้าที่เป็นคนเอ่ยปากเชิญชวน และพวกเขาเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าทุกคนจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ทุกคนเดินตามทั้งสามคนมายังลานประลองยุทธของปราสาท

ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเซียวจขึ้นเท่านั้น แต่คนในเกาะคนอื่นๆ เองก็อยู่ด้วย

“น้องชายเซียว เจ้าของเกาะว่าอย่างไรบ้าง?” ฉินเหวยเอ่ยถาม เขาคือคนที่มีระดับพลังสูงสุดในหมู่ผู้รอดชีวิต และเป็นคนของตระกูลฉิน เพราะงั้นเขาจึงมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบพาทุกคนกลับขึ้นฝั่งไปให้ได้

เซียวจวิ้นส่ายหัวและกล่าว “ผู้อาวุโสฉินช่างใจร้อนนัก ตอนนี้อาจารย์กําลังศึกษาทักษะที่ทรงพลังอยู่ หากไม่ได้อนุญาตจากเขา พวกเราก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวน เพราะงั้นข้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสฉินรอคอยไปอีกสักพัก”

ฉินเหว่ยทําได้เพียงนิ่งเงียบ และรู้สึกเป็นกังวล

“น้องชายเซียว ถ้างั้นเหตุผลที่เชิญเรามาที่นี่ในวันนี้มีเรื่องอันใดงั้นรึ?” ชายอารมณ์ร้อนผู้หนึ่งรีบเอ่ยถาม

หลัวเหอยิ้มและเอ่ยตอบแทน “ทุกคนที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตน ซึ่งข้าและคนอื่นนั้นอาศัยอยู่ในมหาสมุทรแห่งนี้กันเป็นเวลานานแล้ว เพราะงั้นพวกข้าเลยอย่างแลกเปลี่ยนวรยุทธกับพวกท่าน เพื่อให้รับรู้จุดอ่อนของตนเอง”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใครหลายคนก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจขึ้นมาทันที

จริงอยู่ที่คนบนเกาะนี้ได้รับการฝึกฝนทักษะบ่มเพาะบรรพกาล แต่เพียงแค่ทักษะบ่มเพาะบรรพกาลย่อมไม่เพียงพอ เพราะพลังต่อสู้ของจอมยุทธนั้นมีความเกี่ยวพันไปถึง ปรสบการณ์การต่อสู้และพรสวรรค์

“ข้าคือเฟิงตัง พลังบ่มเพาะของข้าน่าจะเทียบเท่ากับระดับสี่นิพพาน ใครต้องการจะแลกเปลี่ยนวรยุทธกับข้าบ้าง?” รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกระโดดออกมา

“ข้าเอง!” ใครบางคนทางฝั่งของฉินเหว่ยเองก็กระโดดตามออกไป เพียงแต่คนผู้นี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์เยาว์วัย แต่เป็นชายวัยกลางคน ที่ดูมีอายุราวๆ ห้าสิบปีต้นๆ

แต่สําหรับดินแดนแห่งเซียนแล้วอายุไม่ใช่สิ่งสําคัญ ตราบใดที่สามารถรอดพ้นจากบาปเคราะห์แห่งสวรรค์ได้

“โปรดชี้แนะด้วย!” หลังจากเพิ่งตั้งผสานมือคํานับ เขาก็พุ่งทะยานจู่โจมทันที

“ตูม”

ร่างสองร่างเข้าปะทะกัน โดยที่พริบตาเดียวก็เหลือเพียงแค่เฟิงตั้งคนเดียวที่ยังยืนอยู่

เป็นชัยชนะในเสี้ยววินาที

ตอนที่ 2012 ขึ้นเกาะ

เหมือนจะใกล้แต่ไกล

เกาะที่อยู่เบื้องหน้าแม้จะดูเหมือนใกล้ แต่แท้จริงแล้วกลับอยู่ห่างไกลเป็นอย่างมาก หลังจากพวกเขาพยายามอยู่เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเศษ เกาะที่เคยเห็นเป็นจุดสีดําเล็กๆ ก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเข้าใกล้เกาะมากขึ้นเท่าไหร่ คนที่มีระดับพลังบ่มเพาะที่อ่อนแอ ก็เริ่มมองเห็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่เกาะชัดเจนขึ้น

“เกาะแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ในแผนที่!” ฉินเหว่ยกล่าวออกมา

ในฐานะที่เป็นขุมอํานาจที่ทําการค้าระหว่างมหาสมุทร แน่นอนว่าพวกเขาต้องวาดแผนที่เดินทะเลเอาไว้ เผื่อว่าหากพบเจอภัยพิบัติตามธรรมชาติเช่นครั้งนี้ พวกเขาจะได้หลบไปยังเกาะที่ใกล้ที่สุด เพื่อที่จะได้รอคอยความช่วยเหลือได้

“ข้าได้ยินมาว่าจอมยุทธที่เก็บตัวฝึกตนอยู่ในมหาสมุทรแห่งนี้นั้นโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก แถมยังมีงานอดิเรกคือการกินเนื้อมนุษย์เป็นๆ!” ใครบางคนก็เอ่ยขึ้นมา

“เหอะ จู่ๆ ก็ยกข่าวลือแบบนั้นมาพูดทําไม” ใครอีกคนกล่าวตอบด้วยท่าทางเหยียดหยาม

“นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งมีชีวิตในท้องมหาสมุทรนี้เป็นพวกไม่มีสติปัญญา เพราะ นก็เป็นไปได้ว่าจอมยุทธที่ฝึกตนอยู่ในเกาะแห่งนี้ ก็น่าจะไม่มีสติปัญญาด้วยเหมือนกัน” ใครสักคนโต้กลับ

“เลิกเพ้อเจอกันได้แล้ว!” ฉินเหว่ยเค้นเสียง ในหมู่สามสิบสี่คนที่อยู่ที่นี่ เขาเป็นตัวตนระดับตําหนักอมตะเพียงคนเดียว เพราะงั้นเขาจึงมีสิทธิ์ออกคําสั่ง โดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน

“จอมยุทธที่มาอยู่ในมหาสมุทรเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นคนที่เคยอยู่ในโลกวรยุทธแบบพวกเรามาก่อน เหตุผลที่เขาตัดสินใจแยกตัวออกมา อาจจะเป็นไปได้ทั้งถูกศัตรูไล่ล่าหรือมาหาสมบัติ”

“สมบัติ!” เมื่อได้ยินคํานี้ ใครหลายคนก็หูผึ่งทันที จิตใจของพวกเขาสึกเหิมราวกับลืมไปแล้ว ว่าพวกเขากําลังหลงอยู่ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน และสิ่งสําคัญที่สุดคือการกลับขึ้นฝั่งไปให้ได้

“มีตํานานเล่าอยู่เหมือนกันว่า ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนมีสมบัติล้ําค่าถูกซ่อนเอาไว้อยู่” ฉินเหว่ยกล่าวออกมาอย่างครุมเครือและตัดบททิ้งไปดื้อๆ

ใครหลายคนรู้สึกอยากรู้อยากเห็น แต่มีรึที่พวกเขาจะกล้าบังคับให้ตัวตนระดับตําหนักอมตะให้พูดต่อ?

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใกล้เกาะเพียงแค่เอื้อม

เกาะแห่งนี้มีเส้นฝั่งทะเลยาวถึงหนึ่งร้อยไมล์ แต่ท่ามกลางเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน เกาะแห่งนี้นับว่าเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น เพราะเกาะบางเกาะมีขนาดกว้างใหญ่แทบจะเทียบได้กับอาณาเขตสวรรค์อาณาเขตหนึ่ง

เกาะที่มีขนาดเล็กกว่าดวงดาว ไม่แม้แต่จะมีคุณสมบัติเรียกว่าเกาะ และควรเรียกว่าโขดหินเสียด้วยซ้ํา

“ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมเกาะนี้อยู่ห่างจากทางเดินทะเลไม่มา แต่ก็ไม่ถูกค้นพบในช่วงระยะเวลาหนึ่งร้อยล้านปีนี้ ที่แท้มันก็มีขนาดเล็กเป็นอย่างมากนี่เอง” ฉินเหว่ยพยักหน้า

“ครืนน” คลื่นมหาสมุทรขัดชากเรือของพวกเขาขึ้นสู่ชายฝั่ง สภาพของใครหลายคนในตอนนี้เหน็ดเหนื่อยมาก

ในตอนแรกที่ต้องพยายามกระตุ้นค่ายกลอาคม ปราณก่อเกิดของทุกคนก็ถูกเผาผลาญไปแทบจะหมดแล้ว พอหลังจากนั้นก็ยังไม่มีเวลาให้ฟื้นฟูพลังอีก

เพราะงั้นเมื่อขึ้นฝั่งได้สําเร็จ ทุกคนจึงรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย

ฉินเหว่ยคือตัวนระดับตําหนักอมตะ เพราะงั้นสภาพของเขาจึงดีกว่าคนอื่นๆ มาก เขาทะยานร่างขึ้นสูงและกวาดสายตามองเกาะจากด้านบน เพียงรัศมีความกว้างไม่กี่ร้อยไมล์ สําหรับตัวตนระดับตําหนักอมตะ แค่พริบตาเดียวก็กวาดมองได้ทั่วถึง

เขาดิ่งร่างกลับลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขมวดคิ้วและกล่าว “คนของเกาะนี้ กําลังเดินมา!”

หลายคนที่กําลังนอนแผ่อยู่บนชายฝั่งจิตใจสั่นสะท้านทันที คนที่อยู่บนเกาะนี้จะมีทัศนคติแบบใดกัน? ถ้าหากพลังของอีกฝ่ายอ่อนแอกว่า พวกเขาก็ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดกับพวกเขาอย่างไร

แต่ถ้าหากพลังของอีกฝ่ายทัดเทียมกัน หรือแข็งแกร่งกว่าล่ะ?

พวกเขาคงทําได้เพียงภาวนาไม่ให้อีกฝ่ายมีเจตนาร้ายเพียงอย่างเดียว

เกาะแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก เพราะงั้นเวลาผ่านไปไม่นานคนสามคนก็ปรากฏตัวจากท้องฟ้า

ทั้งสามคนเป็นรุ่นเยาว์ สองเป็นบุรุษและหนึ่งเป็นสตรี บุรุษสองคนมีใบหน้าหล่อเหลา โดยที่มีลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน หนึ่งคนหล่อแบบงดงาม ในขณะที่อีกคนหล่อแบบดุดัน ส่วนทางด้านสตรีเองก็มีรูปลักษณ์ที่ทรงเสน่ห์น่าหลงใหล

“พวกท่านมาที่เกาะของข้าด้วยเหตุอันใด?” ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลางดงามกล่าว

“พวกข้าถูกคลื่นยักษ์พัดพามาที่นี่ ข้าขอให้พวกเจ้าที่เป็นเจ้าของเกาะ ยอมให้พวกข้าอาศัยอยู่ที่นี่สักพักได้หรือไม่ไม่ เมื่อใดที่ใช้ต้นไม้สร้างเรือเสร็จ พวกข้าจะออกไปในทันที” ฉินเหว่ยเอ่ยกล่าว

หลิงฮันกวาดสายตามอง พร้อมกันดวงตาได้ส่องประกายด้วยความสงสัย

เขามีความรู้สึกว่ารุ่นเยาว์สามคนนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้จะไม่แข็งแกร่งถึงขนาดเป็นศัตรูของเขาได้ แต่ก็มีพลังต่อสู้อยู่ในช่วงของระดับตัดวิญญาณปฐพี แต่ที่น่าแปลกก็คือเขาไม่สามารถรับรู้ถึงระดับพลังบ่มเพาะของทั้งสามคนได้

หากอีกฝ่ายมีระดับพลังที่สูงกว่า การที่หลิงฮันจะระบุระดับพลังของอีกฝ่ายไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่ไม่ปกติก็คือเขารู้สึกถึงพลังระดับแบ่งแยกวิญญาณ หรือโลกียนิพพานจากทั้งสามคนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

มันเป็นความรู้สึกราวกับว่า ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตน

แต่เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด เพราะสัญชาตญาณบอกเขาว่าทั้งสามคนไม่ได้อ่อนแอ

แปลก… แปลกมาก

“โอ้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ชายหน้าตางดงามพยักหน้า “ถ้างั้นข้าขอเป็นตัวแทนของอาจารย์ในการต้อนรับพวกท่านก็แล้วกัน เชิญพวกท่านไปพักผ่อนให้ปราสาทก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันก็ได้”

“ขอบคุณมาก” ฉินเหว่ยพยักหน้า

“ข้ามีชื่อว่าเซียวจวิ้น” รุ่นเยาว์ใบหน้างดงามกล่าวแนะนําตัว “ทางนี้คือศิษย์น้องของข้า หลัวเหอ ส่วนทางนี้คือศิษย์น้องหญิงของข้า และเป็นบุตรสาวของท่านอาจารย์ หลันรั่วจือ”

ฉินเหว่ยเองก็แนะนําตนเอง และเล่าถึงเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่ม เซียวจวิ้นประหลาดใจเป็นอย่างมาก และบอกว่าเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มเช่นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะตัวเขาเองก็เคยพบเห็นไม่กี่ครั้งในช่วงอายุหนึ่งล้านปีนี้

เรื่องทําให้ใครหลายคนตกตะลึง รุ่นเยาว์ทั้งสามคนตรงหน้าเห็นได้ชัดว่ามีพลังที่แข็งแกร่งมาก แต่กลับบ่มเพาะพลังมาเพียงล้านปีเท่านั้นงั้นรึ?

น่าเหลือเชื่อ และช่างน่าอัศจรรย์นัก

“ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่าพวกเจ้าทั้งสามมีพลังบ่มเพาะระดับใด?” หลิงฮันเอ่ยถาม ความสงสัยนี้กัดกินอยู่ในจิตใจของเขา จนทนไม่ไหวและต้องถามออกไป

“หลิงฮัน เจ้าเสียมารยาทแบบนั้นได้อย่างไร!” ใครบางคนรีบตําหนิทันที อีกฝ่ายอุตส่าห์ต้อนรับอย่างเป็นมิตรแท้ๆ แต่เจ้ากลับถามเรื่องส่วนตัวเช่นนั้นออกไปงั้น ถ้าหากพวกเขาไม่พอใจแล้วขับไล่พวกเราล่ะจะทําอย่างไร?

“ใช่แล้ว เจ้าถามคําถามเสียมารยาทเช่นนั้นออกไปได้อย่างไร?” ใครอีกคนกล่าวเสริม

“สหายทั้งสาม คนผู้นี้เป็นเพียงคนที่พวกเราช่วยเหลือให้ขึ้นเรือมาด้วยเท่านั้น เขาไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเราแม้แต่น้อย” ใครบางคนรีบแสดงจุดยืนกับหลิงฮัน

ตอนที่ 2011 คลื่นยักษ์ที่รุนแรง

หลิงฮันถอนหายใจโล่งอก เขาไม่ใช่พวกดวงซวยที่ดึงดูดแต่ศัตรูให้เข้าหาจริงๆ ด้วย

เพราะคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขาเสียหน่อย

ทุกคนบนเรือรีบเคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าเรือ ในขณะที่อีกกลุ่มมุ่งหน้าไปยังท้องเรือ เพื่อเตรียมการรับมือกับคลื่นยักษ์

หลิงฮันขึ้นมายังดาดฟ้าเรือและหันมองรอบด้าน ก่อนจะพบเห็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ กําลังซัด มายังทษทางของพวกเขา ภายในคลื่นยักษ์ตรงหน้านี้ ไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นตราประทับที่ ส่งประกายอยู่ได้อย่างชัดเจน

คลื่นยักษ์นี้ไม่ใช่คลื่นยักษ์ธรรมดา เนื่องจากพลังทําลายของมันเทียบได้กับการโจมตีของปรมาจารย์ที่ทรงพลัง

“เป็นคลื่นยักษ์ที่มีพลังทําลาย ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เป็นอย่างน้อย” หลิงฮันจ้องมองตราประทับบนคลื่นอยู่ครู่หนึ่งและรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว

แม้การรับรู้พลังของจอมยุทธที่แข็งแกร่งกว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่คลื่นยักษ์ตรงหน้านั้นมีตราประทับที่บ่งบอกพลังอยู่อย่างชัดเจน

นี่จะต้องเป็นคลื่นยักษ์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้อย่างแน่นอน หากหลิงฮันถูกคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่ตรงๆ เกรงว่าร่างคงจะถูกบดขยี้เป็นเศษซากในพริบตา

“รีบเปิดใช้ค่ายกลคุ้มกันเร็วเข้า” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา

หลิงฮันเองก็ลงมือช่วยเช่นกัน ในเมื่อลงเรือลําเดียวกันแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมต้องมีส่วนช่วยเหลือเมื่อพบเจออันตราย

แม้บนเรือจะมีค่ายกลอาคมคุ้มกันอยู่หนึ่งเดียว แต่แก่นรูปแบบอาคมที่ติดตั้งเอาไว้นั้นมีอยู่หลายสิบจุด เพราะงั้นจึงสามารถชี้นําปราณก่อเกิดเข้าไปยังรูปแบบอาคมได้หลายที่พร้อมกัน

หลิงฮันไม่ลังเลและช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

‘พรึบ’ แสงของแก่นรูปแบบอาคมส่องประกายขึ้นที่ละจุด และเกราะคุ้มกันรูปทรงไข่ได้ปรากฏขึ้นรอบตัวเรือ

‘ตูม’ คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่อย่างรุนแรง จนเกราะคุ้มกันเกิดการสั่นสะเทือน

คลื่นยักษ์นี้ไม่เพียงมีพลังทําลายที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังผสานเอาไว้ด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่มีคุณสมบัติกัดกร่อนอีกด้วย

‘ครืนน’ ยิ่งคลื่นยักษ์ถาโถมนานเท่าไหร่ อํานาจแห่งกฏเกณฑ์ก็ยิ่งกัดกร่อนให้เกราะคุ้มกันบางลง ‘ฟู่ว’ คลื่นยักษ์พัดผ่านไปในที่สุด ซึ่งหลังจากนั้นเกราะคุ้มกันก็พังทลายลงพอดี

นับว่าพวกเขาโชคดีอย่างมาก ถ้าหากเกราะคุ้มกันพังทลายเร็วกว่านี้เพียงเล็กน้อยล่ะก็ พวกเขาคงจะถูกบดขยี้ไม่เหลือซากไปแล้ว

เพียงแต่ก่อนที่ทุกคนจะมีเวลาให้ดีใจ คลื่นยักษ์ก็ถาโถมเข้ามาจากด้านหน้าอีกครั้ง

ยังมีอีกระลอก!

หลังจากตกตะลึง พวกเขาก็รีบถ่ายเทปราณก่อเกิดเข้าไปยังแก่นรูปแบบอาคมอีกครั้ง

‘พรึบ’ เกราะคุ้มกันปรากฏขึ้นมาใหม่ โดยที่ทุกคนพยายามรีดเค้นพลังอย่างสุดความสามารถ

ตูม!

คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่จนเกราะคุ้มกันสั่นสะเทือน

ครั้งนี้พวกเขาก็โชคดีอีก ที่เกราะคุ้มกันพังทลายหลังจากที่คลื่นยักษ์พัดผ่านไป

หลังจากคลื่นยักษ์ลูกนี้ ก็ยังมีคลื่นลูกที่สามต่อ

ไม่จบไม่สิ้นเลยรึไง?

ทุกคนไม่มีเวลาจะมาบ่น และต้องรีบกระตุ้นค่ายกลอาคมอีกครั้ง

ลูกที่สาม… สี่ ห้า…คลื่นยักษ์ยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน หลังจากผ่านไปเจ็ดร้อยกว่าลูก ทุกคนก็โอดครวญและเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก

ลูกสี่แปดร้อย… เก้าร้อย… หนึ่งพัน

‘ตุบ’ ใครบางคนทรุดตัวลงกับพื้นเรือด้วยความเหน็ดเหนื่อย และหมดสติในทันที

เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกเรือคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ย่อมต้องรับภาระที่หนักยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนหน้าที่ของคนที่สลบไป

หนึ่งพันสองร้อย… หนึ่งพันสี่ร้อย!

‘ตุบ ตบ ตุบ’ จํานวนของคนที่หมดสติมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกหลิงฮันคิดจะให้พวกจักรพรรดินีออกมาช่วย แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปทันที เนื่องจากพลังของพวกเขากับคลื่นยักษ์แตกต่างกันเกินไป ต่อให้เพิ่มจํานวนขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ก็ยังมีตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ที่คอยช่วยต้านทานคลื่นยักษ์ที่อยู่บริเวณหัวเรือ หากไม่ใช่เพราะเขาช่วยสกัดคลื่นยักษ์บางส่วนออกไป เรือลํานี้คงพังทลายไปนานแล้ว

ตูม! ตูม! ตูม! โครม!

หลังจากถูกคลื่นยักษ์เกือบจะหนึ่งพันห้าร้อยลูกซัดเข้าใส่ เรือก็ถึงขีดจํากัดและพังทลายลงในที่สุด

ทันใดนั้นเอง ร่างของทุกคนก็ถูกชัดลอยกระเด็น

“รีบดําลงไปยังมหาสมุทร อาจจะยังพอรอดชีวิต!” ปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ตะโกนเสียงดัง

ทุกคนรีบดําดิ่งลงไปใต้มหาสมุทรอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคลื่นลูกใหม่เริ่มเข้ามาใกล้แล้ว

เพียงแต่ก็มีคนส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถดําลงไปในความลึกที่มากพอได้ทัน เมื่อคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ ร่างของพวกเขาก็ถูกบดขยี้กลายเป็นละอองโลหิตในพริบตา

หนึ่งวัน สามวัน สิบวัน หลังจากรอคอยเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดคลื่นยักษ์ก็อ่อนแรงลง

ใช่แล้ว เพียงแค่อ่อนแรงลงเท่านั้นแต่ยังไม่หยุด

พลังทําลายของคลื่นยักษ์ลดลงไปเหลือเพียงแค่ระดับโลกียนิพพาน แค่ระยะของมันก็ขยายกว้างขึ้น ส่งผลให้ร่างของผู้คนถูกพัดแยกออกจากกัน

‘ฟึบ’ หลิงฮันลอยตัวขึ้นมาจากมหาสมุทร และพบเห็นเพียงคนเจ็ดคนที่ยังอยู่รอบข้าง บังเอิญเหลือเกินที่ฉินเหว่ย คนที่ช่วยให้เขาขึ้นเรือด้วยก็อยู่หมู่คนเจ็ดคนนี้ด้วย เพียงแต่ถ้าหากลองมองไปในระยะที่ไกลขึ้น ก็จะพบว่ายังมีคนอีกจํานวนหนึ่งที่ลอยอยู่ในบริเวณห่างไกลโดยที่ จํานวนคนลดลงกว่าจํานวนที่นับได้บนเรือมาก

หลิงฮันคว้าเกาะเศษซากเหลือเอาไว้ น้ําทะเลในมหาสมุทรแห่งนี้พิเศษเป็นอย่างมาก ทําให้ยากต่อการใช้ร่างกายของตนเองแหวกว่าย

หลังจากสถานการณ์สงบลง ทุกคนโดยรอบก็มารวมตัวกัน ซึ่งจํานวนคนที่เหลืออยู่คือสามสิบสี่คนเท่านั้น ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ นอกจากนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง บางที่พวกเขาอาจจะตายไปแล้ว หรืออาจจะรวมตัวกันเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไกล

ทุกคนนั่งลงบนเศษซากเรือและลอยไปตามคลื่น

ตอนนี้สิ่งที่ทุกคนทําได้มีเพียงหวังให้เรือขนสินค้าลําอื่นผ่านมาช่วยเหลือเท่านั้น

ส่วนหลิงฮันนั้นเขายังมีความหวังอยู่อีกอย่างหนึ่งคือหวีไฟหรง ตอนนี้นางคงจะกําลังตามหาฮูหนิวอยู่เป็นแน่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน สายลมที่รุนแรงก็พัดผ่านท้องมหาสมุทร ทําให้ซากเรือที่ทุกคนนั่งอยู่เคลื่อนที่ได้ไว ยิ่งกว่าตอนนี้พวกเขานั่งอยู่บนเรือเสียอีก

เจ็ดวันต่อมาเงาสีดําก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของทุกคน

“คงไม่ใช่จ้าวมหาสมุทรหรอกนะ” ใครบางคนกล่าวด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ

“ไม่ใช่ นั่นมันเกาะ!”

“โอ้ ข้าคิดว่าข้าเห็นสิ่งก่อสร้างบนเกาะนั่นด้วย”

“ยอดไปเลย พวกเราไปอาศัยอยู่ที่นั่นกันก่อน ยิ่งกว่านั้นต้นไม้ที่เติบโตในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน ก็สามารถนํามาใช้สร้างเป็นเรือได้ เพียงแค่ติดตั้งรูปแบบอาคมง่ายๆ บนเรือ พวกเราก็จะสามารถข้ามมหาสมุทรแห่งนี้ไปได้”

“ใช่แล้ว ตราบใดที่ไม่พบเจอพายุหรือคลื่นที่รุนแรง เพียงแค่นั้นก็น่าจะพอ”

ทุกคนตื่นเต้นและรีบออกแรงใช้มือทั้งสองข้างพายซากเรือมุ่งไปยังเกาะ

ตอนที่ 2010 เปลี่ยนโชคร้ายให้เป็นโชคดี

หลิงฮันเค้นเสียงในใจ พร้อมกับรีบเข้าไปหลบซ่อนตัวในหอคอยทมิฬ

“อั่ก!” เขาโอดครวญออกมา ถึงแม้จะกลับเข้าหอคอยทมิฬได้ทัน แต่ร่างของเขาก็ถูกออร่าของราชานิรันดร์ถาโถมเข้าใส่ จึงส่งผลให้กระดูกในร่างของเขากว่าเก้าส่วนถูกบดขยี้

ช่างน่าสะพรึงกลัวอะไรอย่างนี้ ราชานิรันดร์ยังแม้แต่จะโจมตี แต่เพียงแค่ออร่าที่ปลดปล่อยออกมา ก็สามารถทําให้กายหยาบอันน่าภาคภูมิใจของหลิงฮันพังทลายได้

หลิงฮันรีบโคจรหยดวารีอมตะ เมื่อหยดวารีอมตะถูกใช้งาน โดยปกติแล้วบาดแผลที่เขาได้รับจะถูกฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น

ถึงแม้ร่างกายของหลิงฮันจะได้รับบาดเจ็บเพียงเพราะออร่าของราชานิรันดร์ แต่ภายในออร่าได้มีเจตจํานงยุทธของราชานิรันดร์ผสานเอาไว้ด้วย หากไม่กําจัดเจตจํานงภายในร่างกายทิ้งไปก่อน ต่อให้เป็นหยดวารีอมตะก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

เพราะไม่ว่าอย่างไร ระดับพลังของทั้งสองฝ่ายก็แตกต่างกันเกินไป

“เป็นราชานิรันดร์แบบใดกัน ถึงได้ต้องแอบลอบโจมตีจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ!” หลิงฮันสบถ

กล่าวได้ว่าราชานิรันดร์นั้นมีความอดทนเป็นเลิศจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาผ่านช่วงเวลามากยุคสมัยแล้ว ในทางกลับกัน เป็นพวกหลิงฮันทั้งห้าเองต่างหากที่ใจร้อนเกินไป

ต้องฟื้นฟูบาดแผลก่อน” หลิงฮันนั่งลงในมุมหนึ่งและกระตุ้นพลังของหอคอยทมิฬ เพื่อลบล้างเจตจํานงยุทธของราชานิรันดร์

เพียงแต่การจะทําเช่นนั้นได้เป็นเรื่องที่ยากมาก ราชานิรันดร์คือตัวตนที่ยืนทัดเทียมกับอํานาจแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ ต่อให้หลิงฮันจะมีหอคอยทมิฬ การจะลบล้างเจตจํานงของราชานิรันดร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

หลิงฮันตัดความสนใจจากทุกสิ่ง และเริ่มต่อสู้กับเจตจํานงของราชานิรันดร์

หนึ่งปี… สองปี… สิบปี… หนึ่งร้อยปี… เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว และด้วยความสามารถในการเร่งเวลา ระยะเวลาภายในหอคอยทมิฬจึงล่วงเลยไปกว่าหนึ่งแสนปีแล้ว จนในที่สุดเจตจํานงของหลิงฮัน ก็เริ่มกดขี่เจตจํานงของราชานิรันดร์ได้

เพียงแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ชัยชนะ แต่เพียงแค่กดขี่ได้เท่านั้น

เขาเริ่มเข้าใจวิธีการจัดการกับเจตจํานงของราชานิรันดร์มากขึ้น และที่น่าประหลาดใจก็คือความเชี่ยวชาญในการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขานั้นเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมมาก

เขามีความรู้สึกว่าพลังต่อสู้ของตัวเขาในตอนนี้ แข็งแกร่งกว่าเมื่อร้อยปีก่อนมาก

ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะนอกจากพลังบ่มเพาะของเขาจะยกระดับสูงขึ้นแล้ว ความเข้าใจในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ยังยกระดับสูงขึ้นหลายเท่าด้วย

มีเพียงต้องเข้าใจอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อันลึกลับ ของเจตจํานงราชานิรันดร์ให้ได้เท่านั้น เขาถึงจะขับไล่พวกมันให้หายไปได้

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงเศษเสี้ยว อํานาจแห่งเต๋าของราชานิรันดร์เท่านั้น หากเขาถูกการโจมตีของราชานิรันดร์เข้าจริงๆ ต่อให้มีความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

เขาต่อกรกับเจตจํานงของราชานิรันดร์ต่อ พร้อมกับเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งร้อยปี… สองร้อยปี… ห้าร้อยปี… ในที่สุดหลิงฮันก็ลืมตาขึ้น

ตอนนี้ระยะเวลาภายในหอคอยทมินได้ผ่านไปห้าแสนปีเต็มแล้ว ซึ่งในที่สุดหลิงฮันก็สามารถขจัดเจตจํานงของราชานิรันดร์ได้อย่างสมบูรณ์

“หลิงฮัน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” พวกฮูหนิวเดินเข้ามาใกล้

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าว “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว… ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง”

พลังบ่มเพาะของเขาพัฒนาขึ้นเป็น ระดับตัดวิญญาณหยางขั้นปลายแล้ว ซึ่งนี่เป็นการพัฒนาที่มองเห็นได้ ในขณะที่การพัฒนาที่มองไม่เห็นก็คือ ความเชี่ยวชาญในการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขา

ตอนนี้เขาคล้ายคลึงจี่อู๋หมิงขึ้นมาเล็กน้อย ในระดับพลังเดียวกัน ใครที่เป็นศัตรูกับเขาย่อมต้องพบเจอกับความสิ้นหวัง

“ไม่รู้ว่าเจ้าตัวน่ารําคาญนั่นกลับไปรึยัง” ฮูหนิวบ่นพึมพํา

“เขาอาจจะยังไม่กลับไปจากจุดเดิม แต่พวกเราได้ถูกคลื่นยักษ์หลายคลื่นซัดลอยมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เพราะงั้นตําแหน่งของพวกเรา ก็น่าจะหลุดพ้นระยะสัมผัสสวรรค์ของราชานิรันดร์แล้ว”

“น่าจะออกกันไปได้แล้ว”

หลิงฮันออกมาจากหอคอยทมิฬ และเตรียมพร้อมจะหลบกลับไปทันทีหากมีอันตราย แต่หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งวัน มหาสมุทรก็ยังคงสงบนิ่งโดยที่ไม่มีการโจมตีใดๆ เกิดขึ้น

“ครืนนน”

ซึ่งในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ เรือล่องทะเลลําใหญ่ก็ขับเคลื่อนมาจากระยะไกล และมุ่งหน้ามาที่ทิศทางนี้

หลิงฮันจ้องมองไปที่เรือ และมองเห็นสัญลักษณ์เหยี่ยวที่กําลังล่องลอยอยู่กลางสายลมสลักเอาไว้บนธงเรือ

เรือลํานี้… คือเรือขนส่งสินค้า!

เขตมหาสมุทรไร้พรมแดนไม่ใช่มหาสมุทรแห่งความตาย เพราะงั้นจึงมีเรือขนส่งสินค้าผ่านไปมาบ่อยครั้ง ถึงแม้การเดินทางจะอันตราย แต่ผลตอบแทนเองก็สูงมากเช่นกัน

ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน ไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องของโจรสลัดบุกปล้น เพราะงั้นเรือขนส่งสินค้าที่กล้าทําการค้าข้ามเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน ย่อมต้องมีปรมาจารย์ที่ทรงพลังคอยคุ้มกันอยู่บนเรือ

“เจ้าหนู ขึ้นมา!” เรือขนส่งสินค้าไม่หยุดขับเคลื่อน แต่มีเชือกเส้นหนึ่งถูกโยนลงมาที่หน้าหลิงฮัน

หลิงฮันคว้าไปจับเชือก ก่อนที่ร่างจะถูกดึงลอยขึ้นฟ้าและตกลงบนหัวเรือ

“เรือขนส่งของเจ้าถูกจ้าวมหาสมุทรโจมตีงั้นรึ?” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่บนหัวเรือ โดยที่มือของเขาถือปลายเชือกอีกด้านอยู่

ท่ามกลางเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน สัตว์อสูรนิรันดร์ที่บรรลุระดับราชานิรันดร์จะถูกเรียกว่าจ้าวมหาสมุทร

หลิงฮันครุ่นคิดและกล่าว “ประมาณนั้น”

ราชานิรันดร์ทั้งสองคน ก็นับว่าเป็นจ้าวมหาสมุทรได้สินะ?

หากราชาเจ็ดเมฆากับราชาพิษทมิฬรู้เข้าล่ะก็ พวกเขาจะต้องเกรี้ยวกราดมากเป็นแน่ ที่หลิงฮันกล้านําพวกเขาไปเทียบกับสัตว์อสูรใต้มหาสมุทรที่ไร้สติปัญญาเหล่านั้น

“พวกข้ากําลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ถ้าเจ้าไม่รังเกียจก็เดินทางไปกับพวกข้าได้ เพียงแต่โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ เจ้าต้องช่วยคงสภาพค่ายกลอาคมในทุกๆ วันเป็นการแลกเปลี่ยน” ชายร่างใหญ่กล่าว

“ด้วยความยินดี!” หลิงฮันตอบตกลง

ชายร่างใหญ่จัดหาห้องพักให้หลิงฮัน และหลิงฮันจําเป็นต้องลงไปที่ใต้ท้องเรือทุกวัน เพื่อคงสภาพค่ายกลอาคมร่วมกับลูกเรือคนอื่น

เวลาผ่านไปไม่กี่วัน หลิงฮันก็คลุกคลีเข้ากับลูกเรือหลายคน

เขาได้รู้ว่าเรือขนส่งลํานี้เป็นของตระกูลฉิน ตระกูลฉินนั้นเป็นขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ โดยมีเรือขนส่งสินค้าลําใหญ่อยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบเอ็ดลํา และในแต่ละลําจะมีปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้คอยคุ้มกันอยู่ เพราะงั้นหากไม่พบเจอกับจ้าวมหาสมุทร ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้น

ชายร่างใหญ่ที่ให้หลิงฮันขึ้นเรือมาด้วยมีชื่อว่าฉินเหว่ย เขาเป็นปรมาจารย์ระดับตําหนักอมตะของตระกูลฉิน ที่มีนิสัยเป็นมิตรชอบสร้างสหาย เพราะงั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือหลิงฮัน

เนื่องจากสภาพแวดล้อมของที่นี่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ เขาจึงไม่ให้สตรีทั้งสี่ สือเหล่ย และสืออวี่ออกมา ซึ่งในขณะที่หลิงฮันกําลังนอนพักผ่อนอยู่ในห้องพักเรือนั่นเอง

“ตูม” จู่ๆ ที่บริเวณท้องเรือก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

อย่างบอกนะว่าเรื่อถูกโจมตีอีกแล้ว?

ตูม! ตูม! ตูม!

ท้องเรือสั่นสะเทือนไม่หยุด โดยที่แรงกระแทกค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่ดีแล้ว พวกเราพบเจอกับคลื่นมหาสมุทรยักษ์!” ใครบางคนอุทานออกมา

ตอนที่ 2009 ราชนิรันดร์ลอบโจมตี

มือขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นนี้ ไม่รู้ว่ามีต้นตอมาจากไหน แต่อํานาจของมันช่างทรงพลังอย่างไร้ที่สิ้นสุด

“ราชาเจ็ดเมฆา!” หวี่ไห่หรงคํารามและผลักฝ่ามือเข้าใส่ท้องฟ้า

นางเป็นถึงตัวตนระดับราชานิรันดร์ %uid% เพียงแค่สะบัดมือลวกๆ คลื่นแสงแห่งเต๋อันไร้ที่สิ้นสุดก็พรั่งพรูออกมา และจู่โจมเข้าใส่มือขนาดใหญ่

ตูม!

เมื่อการโจมตีเข้าปะทะกัน ชั้นบรรยากาศบนท้องฟ้าก็เกิดรอบปริแตก คลื่นแสงแห่งเต๋สั่นสะเทือนจนเกิดคลื่นยักษ์ความสูงหลายพันฟุต ถาโถมไปทั่วสารทิศ

“ช่างน่ารังเกียจและไร้ยางอาย!” หวี่ไห่หรงเค้นเสียงสบถ

“ก่าๆๆ เขาเรียกว่าการถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากต่างหาก!” เสียงหัวเราะอันแปลกประหลาดดังขึ้น พร้อมกับมือขนาดใหญ่ถูกควบแน่นขึ้นมาและโจมตีอีกครั้ง

“เกรงว่าคงไม่มีวันที่เจ้าจะทําเช่นนั้นได้!” หวี่ไห่หรงตอบโต้อย่างไม่หวั่นเกรง

ตูม!

พลังต่อสู้ของทั้งสองคนทัดเทียมกัน หลังจากการปะทะการโจมตีของทั้งสองก็แหลกสลายไปพร้อมกันอีกครั้ง เพียงแต่ทันใดนั้นเอง มือปราณก่อเกิดขนาดใหญ่อีกข้างก็ปรากฏขึ้นมา และลอบโจมตีจากอีกทิศทางหนึ่ง

“ราชาพิษทมิฬ!” หวี่ไห่หรงเผยสีหน้าตกตะลึง

ไม่คาดคิดว่าเพื่อที่จะกําจัดฮูหนิว ศัตรูจะส่งราชานิรันดร์มาลอบโจมตีถึงสองคน

ในตอนที่ออกมาจากตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ ผู้อาวุโสสูงสุดได้ร่ายทักษะลับ ที่ทําให้ไม่มีใครสามารถสะกดรอยตามเอาไว้แล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมีคนสามารถรู้ตําแหน่งของพวกนางและแอบลอบซ่อนตัวคอยโจมตีได้

หรือว่า จะมีคนทรยศอยู่ในตําหนักมัจฉาวายุภักษ์?

“ตูม” ยังไม่ทันที่นางจะหันกลับไป ฝ่ามืออีกข้างที่ปรากฏก็จู่โจมลงมา

เสียงคลื่นระเบิดดังสนั่นสะท้านปฐพี และเรือเหาะถูกบดขยี้ทิ้งในพริบตา ในขณะที่พวกหลิงฮันยังปลอดภัยอยู่ภายใต้คลื่นแสงวงกลม ซึ่งเป็นการคุ้มกันของหวี่ไห่หรง

หวไห่หรงสะบัดมือ “พรึบ” ร่างของพวกหลิงฮันทั้งห้าคนถูกส่งหายไปในทันที

“เหอะ เคลื่อนย้ายข้ามมิตินั้นเรอะ?” เสียงสบฤดังขึ้นมาจากภายในหมู่เมฆ “เฒ่าโม่ เจ้าไล่ ตามทั้งห้าคนไป และสังหารร่างสืบทอดของอ่อนให้ได้”

“เข้าใจแล้ว” เสียงของใครอีกคนตอบรับ

“ฮึ่ม ฝันไปเถอะ!” หวี่ไห่หรงโจมตีขัดขวาง

“ราชินีมหาสมุทรสวรรค์ คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!” “ตูม” ฝ่ามือขนาดใหญ่ถูกผลักออกมาอีกครั้ง และรั้งร่างของหวี่ไห่หรงเอาไว้

หวี่ไห่หรงเป็นกังวล ถึงแม้ฮูหนิวจะมีทักษะเอาตัวรอดอยู่มากมาย แต่ทักษะเหล่านั้นคงไม่เพียงพอที่จะใช้หลบหนีจากเงื้อมมือของราชานิรันดร์ ในตอนนี้นางหวังพึ่งได้เป็นอย่างเดียวคือ “หลิงฮัน” ที่อาจจะเป็นผู้สืบทอดของผู้อาวุโสผู้นั้น

“พรึบ” ร่างของพวกหลิงฮันทั้งห้าคนปรากกขึ้นบนกลางอากาศ และร่วงหล่นสู่มหาสมุทรไร้พรมแดน

หลิงนรีบคว้ามือจับร่างของสตรีทั้งสี่เอาไว้ พร้อมกับสะบัดมือส่งร่างของทุกคน รวมถึงตัวเขาเข้าไปในหอคอยทมิฬ

หอคอยทมิฬขนาดเท่าเม็ดฝุ่นร่วงหล่นจากท้องฟ้า ลงสู่มหาสมุทรและถูกพัดลอยไปตามคลื่น ซึ่งด้วยพลังของราชานิรันดร์ระดับล่าง ไม่มีทางที่จะตรวจพบหอคอยทมิฬได้

“พรึ่บ” คลื่นแสงนิรันดร์พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่างของชายผู้หนึ่งปรากฏออกมาร่างกายของเขาไม่ได้สูงใหญ่โดดเด่นอะไร แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นขุนเขาที่ไม่มีวันถูกทําลาย

ราชาพิษทมิฬ!

“น่าแปลก ดูจากการผันผวนของห้วงมิติ ทั้งห้าคนน่าจะมาปรากฏตัวที่บริเวณนี้แท้ๆ” ราชาพิษทมิฬสั่นไหวมือเบาๆ ซึ่งเป็นการกระทําเพื่อตรวจจับคลื่นผันผวนของห้วงมิติ “ข้าสัมผัสออร่าของทั้งห้าคนได้ แต่จู่ๆ พวกมันก็หายไปกลางคัน ราวกับไม่เคยมีอยู่ในสวรรค์และปฐพีมาก่อน”

“แปลกมาก!”

เขาหันมองรอบด้านด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากพวกหลิงอันทั้งห้าคนนั้นได้หายไปเลยอย่างสมบูรณ์

“ครืนน” คลื่นมหาสมุทรผันผวนอย่างรุนแรง และร่างมหึมาของมังกรได้พุ่งทะยานขึ้นมาจากห้วงมหาสมุทร

“ไม่คาดคิดว่าข้าจะเข้าล่วงล้ํา เข้ามายังอาณาเขตของมังกรวารี” ราชาพิษทมิฬขมวดคิ้ว “ไล่ตามต่อไปก็ไม่ได้อะไร ถ้าหากทั้งห้าถูกส่งมาในบริเวณใกล้เคียงที่นี่ แม้ข้าจะไม่ลงมือเอง พวกเขาก็ต้องตายด้วยเงื้อมมือของมังกรวารีอย่างแน่นอน”

เขาตัดสินใจและหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว

ในระยะที่ห่างออกไปเล็กน้อย มังกรวารีได้แหวกว่ายอยู่กลางมหาสมุทร มันส่งเสียงคํารามขึ้น สู่ท้องฟ้าจนดวงดาวเบื้องบนร่วงหล่นลงมา

หลังจากเวลาผ่านไปนานพอสมควร ร่างของมังกรวารีก็หายไป และมหาสมุทรได้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง

พวกหลิงฮันทั้งห้าคนหลบอยู่ภายในหอคอยทมิฬ และถูกพัดลอยไปตามกระแสน้ํา

“เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความดวงซวยของข้าใช่หรือไม่?” หลิงฮันยิ้ม

เขามักจะเป็นตัวช่วยที่นําพาปัญหาเข้าหาตัวมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเขาเป็นต้นเหตุ

“อาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้” สตรีนกอมตะยิ้ม “หากไม่ใช่เพราะมาตามหาเจ้า ฮูหนิวก็คงไม่ต้องมาถูกลอบโจมตีเช่นนี้”

“ถูกแล้ว” ฮูหนิวรีบพยักหน้า

หลิงฮันหัวเราะก่อนจะเอ่ยถาม “ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ของเจ้าเป็นศัตรูกับใครอยู่กันแน่?”

“ หนึ่งในนั้นเป็นขุมอํานาจที่เรียกว่าตําหนักมหาสมุทรสี่ทิศ ที่ประมุขเป็นโระประสาท ที่เอาแต่คิดจะทําลายตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ และไล่ล่าฮูหนิว” ฮูหนิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนฟังซูหนิวเล่า และอดไม่ใจที่จะจิตใจสั่นสะท้าน

ตําหนักมหาสมุทรสี่ทิศเป็นขุมอํานาจที่ทรงพลังอย่างมาก ประมุขตําหนักคือสตรีที่ชื่อว่าซางจื่อเหวย นางเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์ระดับ ซึ่งเป็นหนึ่งในจอมยุทธที่ทรงพลังที่สุดทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียน

หากตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ไม่ได้มีผู้อาวุโสสูงสุดคอยค้ําจุนเอาไว้ ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์คงถูกทําลายไปนานแล้ว

“รอให้ฮูหนิวบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าเมื่อไหร่ ฮูหนิวจะเตะก้นสตรีประสาทให้ยับเลย ฮูหนิวจะทะลวงรูทหารของนางไปเลย!” ฮูหนิวกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

หลิงฮันรู้สึกอับอาย เด็กสาวผู้นี้จะต้องติดนิสัยเขาไปแน่ๆ

ภายในหอคอยทมิฬ พวกเขาถูกพัดพาลอยถามน้ําไปเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน แต่ก็ยังไม่กล้าออกมา

แน่นอนว่าทั้งห้าไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า พวกเขาบ่มเพาะพลังอยู่ในหอคอยทมิฬ เพื่อเปิดธรณีประตูสู้ขั้นพลังต่อไป

หนึ่งปี. สิบปี ร้อยปี พวกเขาหลบอยู่ในหอคอยทมิฬเป็นเวลาร้อยปี ด้วยความสามารถในการเร่งเวลาของหอคอยทมิฬ และพลังของต้นสังสารวัฏ หลิงฮัน จักรพรรดินี และฮูหนิวได้บรรลุระดับตัดวิญญาณหยางขั้นกลางเป็นที่เรียบร้อย

พัฒนาการของธิดาโร่วนั้นแม้จะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่พลังบ่มเพาะของนางก็ใกล้จะบรรลุ ระดับตัดวิญญาณหยางขั้นกลางแล้ว

“น่าจะออกไปได้แล้ว” ทุกคนตัดสินใจออกจากหอคอยทมิฬ

ร่างของหลิงฮันแวบออกมาจากหอคอยทมิฬ

“ครืนนน” ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็กวาดผ่านเข้ามา และมือขนาดใหญ่ได้ไล่ตามมาด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์

ราชานิรันดร์ยังเฝ้าจับตาอยู่!

ตอนที่ 2008 มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

“หลิงฮัน เจ้าแข็งแกร่งจริงๆ!” ฮูหนิวกระโดดเข้ามาเกาะหลังหลิงฮัน และชูมือเรียวบางของนางไปมา

จักรพรรดินีเองก็เดินเข้ามาแนบชิด และเผยสีหน้าอ่อนหวาน

ตั้งแต่ที่จี่อู๋หมิงปรากฏตัว เขาก็เป็นดั่งขุนเขาตั้งตระหง่านที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจข้ามผ่านได้ แม้แต่สุดยอดจักรพรรดิเช่นพวกนางก็ทําได้เพียงแหงนมอง%uid% เพราะงั้นตอนนี้เมื่อเห็นหลิงฮันสามารถต่อสู้ทัดเทียมกับจี่อู๋หมิง

มีรึที่พวกนางจะไม่ตื่นเต้น?

กลุ่มของหลิงฮันออกเดินทางต่อ และในอีกหนึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็กลับมาถึงทางปากทางเขามหาสมุทรในที่สุด

“ฟุบ” ร่างของพวกเขาหลุดพ้นจากผิวน้ํา ก่อนจะพบเห็นแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง และท้องฟ้าสีครามที่ไม่ได้เห็นมานาน

มหาสมุทรวิญญาณหยางเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากตอนแรกมา สายรุ้งหลากสีแปรเปลี่ยนกลายเป็นแสงสลัวสีขาว และกระเพื่อมไปมา ราวกับจะสามารถพังทลายลงได้ตลอดเวลา

เมื่อใดที่สายรุ้งพังทลาย นั่นหมายถึงการปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ของมหาสมุทรวิญญาณหยาง และจะกลับมาเปิดอีกครั้งในอีกหนึ่งร้อยล้านปีข้างหน้า

เพราะงั้นคนที่กลับออกมาไม่ทัน จะต้องเสียชีวิตอยู่ในมหาสมุทรวิญญาณหยางไปตลอดกาล

หลังจากรอคอยอยู่เป็นเวลาสิบเจ็ดวัน แสงสลัวสีขาวของสายรุ้งก็หายไป

หลิงฮันลองนับจํานวนดู และพบว่าคนที่แต่เดิมมีอยู่ทั้งหมดเจ็ดร้อนห้าสิบสองคน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสี่ร้อยยี่สิบเอ็ดคนเท่านั้น และในหมู่คนเหล่านั้นมีอยู่เจ็ดสิบสี่คนที่ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณได้สําเร็จ ในขณะที่คนอื่นๆ ทะลวงผ่านระดับล้มเหลว และทําได้เพียงรอโอกาสครั้งต่อไป

คนจํานวนมากกว่าเจ็ดร้อยคน แต่คนที่ทะลวงผ่านสําเร็จกลับมีไม่ถึงร้อยคน นี่แสดงให้เห็นว่าการทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณทําได้ยากลําบากขนาดไหน

เรือเหาะเคลื่อนที่อีกครั้ง และพวกหลิงฮันได้มุ่งหน้ากลับเมืองวิถีโอสถ

ฮูหนิวมาบอกหลิงฮันว่าในระยะเวลาเจ็ดร้อยปีนี้ ขุมอํานาจราชานิรันดร์ได้ส่งคนมาจัดการหลิงฮันอยู่หลายครั้ง ในหุบเขาสามบุปผามีจักรพรรดิถูกหลิงฮันสังหารไปถึงหกคน มีรีที่ขุมอํานาจเบื้องหลังจักรพรรดิเหล่านั้นจะยอมปล่อยหลิงฮันไปง่ายๆ?

จอมยุทธที่มีศักยภาพระดับจักรพรรดินั้น ต่อให้เป็นขุมอํานาจราชานิรันดร์ก็ใช่ว่าจะฝึกฝนขึ้นมาได้ง่ายๆ และต้องเป็นขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับห้าเป็นอย่างน้อยอีกด้วย

เมื่ออัจฉริยะที่ตนเองฝึกฝนอย่างยากลําบากถูกสังหาร จึงไม่แปลกที่ขุมอํานาจราชานิรันดร์จะส่งคนมาล้างแค้น

เพียงแค่ทุกคนที่ถูกส่งมาก็ถูกหวี่ไห่หรงไล่กลับไปทั้งหมด ถึงแม้นางจะไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น แต่นางก็คอยคุ้มกันฮูหนิวอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา และช่วยสะสางปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้หลิงฮัน

หลิงฮันประหลาดใจ ถึงว่าทําไมขุมอํานาจราชานิรันดร์ถึงไม่มาสร้างปัญหาให้เขาเสียที

“กลับเมืองวิถีโอสถกันก่อน แล้วหลังจากนั้น พวกเราจะมุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก!”

การเดินทางกินเวลาไปหนึ่งปีเศษๆ กว่าพวกเขาจะกลับมาถึงเมืองวิถีโอสถ

หลังจากสะสางกิจธุระต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลิงฮันก็ไปกล่าวอําลาปรมาจารย์จื่อเฉิง และพาสตรีทั้งสี่กับพี่น้องสืออวี่และสือเหล่ย ออกเดินทางไปยังเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก

หลิงฮันยืนอยู่บนหัวเรือและระลึกถึงความหลัง ในความเป็นจริงเขาควรจะไปยัง ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกตั้งแต่ราวๆ หนึ่งพันปีก่อนแล้ว แต่เพราะการปะทะกันของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้สองคน เขาจึงต้องไปยังเมืองวิถีโอสถและมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

ตอนนี้ในที่สุดเขาก็ได้ออกเดินทางไปยัง ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกอีกครั้งเสียที แถมครั้งนี้ ข้างกายยังมีราชานิรันดร์ระดับสี่อยู่ด้วย คงจะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นอีกใช่หรือไม่?

“พรึ่บ” ร่างของหวี่ไห่หรงปรากฏขึ้นมาบนเรือเหาะ

“เมื่อเข้าสู่เขตมหาสมุทรไร้พรมแดนแล้ว พวกเจ้าทุกคนจงอยู่ใกล้ข้าและระมัดระวังตัวเอาไว้” นางกล่าวด้วยน้ําเสียงจริงจัง

“ผู้อาวุโส ท่านเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับสี่!” หลิงฮันประหลาดใจ แม้แต่ราชานิรันดร์ระดับสี่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหว ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนได้อย่างอิสระงั้นรึ?

หวี่ไห่หรงเค้นเสียงกล่าว “หากเจ้าอยากตายจะลองดูก็ได้”

“ตัวอัปลักษณ์ ห้ามพูดแบบนั้นกับหลิงฮันของหนิว!” ฮูหนิวกระทืบเท้าอย่างไม่สบอารมณ์

“ในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนมีสิ่งมีชีวิตต้นกําเนิดอยู่มากมาย” ฮูหนิวกล่าวอธิบายให้หลิงฮันฟัง “เมื่อสวรรค์และปฐพี่ถือกําเนิด สิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกได้บรรลุเป็นราชานิรันดร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทั้งหมดจะมีการพัฒนาในด้านสติปัญญา”

“ภายในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดน มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอยู่มากมาย และพวกมันส่วน ใหญ่ล้วนแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้สติปัญญา และมีสัญชาตญาณเพียงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น”

“หากเจ้าบังเอิญตกไปยังพื้นที่ของพวกมันล่ะก็ คงมีจุดจบไม่สวยแน่!”

หลิงฮันพยักหน้าเข้าใจ ดินแดนแห่งเซียนนั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแต่มีสติปัญญาก็จริง แต่สิ่งมีชีวิตในเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนนั้นตรงกันข้าม พวกมันส่วนใหญ่แทบจะไร้สติปัญหา

ราวๆ สี่เดือนต่อมา เรือเหาะได้เคลื่อนที่มาถึงปลายขอบของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก และเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าพวกเขา หลังจากข้ามผ่านมหาสมุทรนี้ไปได้ ปลายทางก็จะเป็นดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกที่ทั้งศาสตร์วรยุทธและระดับศาสตร์ปรุงยา อยู่ในระดับที่เหนือกว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก

ในดินแดนแห่งนั้น มีทั้งครอบครัว ภรรยา และบุตรของเขาอยู่

“มุ่งหน้า!”

หวี่ไห่หรงสะบัดมือสร้างคลื่นพลังที่ทรงอํานาจให้พัดพาเรือเหาะมุ่งไปเข้าสู่อาณาเขตของมหาสมุทรด้วยความเร็วที่มากขึ้น สมกับเป็นราชานิรันดร์ พลังอํานาจช่างแข็งแกร่งเกินจะพรรณนา

หลิงฮันและเหล่าสตรีมองยืนอยู่บนหัวเรือ และมองดูทิวทัศน์ตลอดเส้นทาง

ในดินแดนแห่งเซียนไม่มีกลางวันหรือกลางคืน ถ้าหากมีดวงตะวันหรือดวงจันทร์ปรากฏให้เห็น นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ หรือตัวตนที่สูงกว่าสร้างขึ้นมาด้วยทักษะที่น่าอัศจรรย์ เพียงแต่ท่ามกลางเขตมหาสมุทรไร้พรมแดนแห่งนี้ ไม่มีทางที่ใครจะมาสร้างดวงตะวันหรือดวงจันทร์เอาไว้อยู่แล้ว

เพราะงั้นทิวทัศน์รอบด้านที่พวกเขาเห็น จึงเป็นทิวทัศน์เดิมๆ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“ครืนนน” แต่ทันใดนั้นเอง มือขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศ และผลักเข้าใส่เรือเหาะ

ตอนที่ 2007 ไม่ได้อ่อนแอ

จี่อู๋หมิงยังคงสวมชุดขาว และมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม

“คราวนี้ อย่าได้คิดว่าเจ้าจะหลบหนีไปไหนได้อีก!” ดวงตาของจี่อู๋หมิงส่องประกายโหดเหี้ยม เขากระหายในสายเลือดของจอมยุทธมากมาย และต้องการสมบัติที่อยู่ในร่างหลิงฮัน

สําหรับราชานิรันดร์ระดับเก้า ถือว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากแล้วที่แม้เวลาจะผ่าน มาเนิ่นนาน9%uid% เขาก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายเสียที

หลิงฮันหัวเราะและกล่าว “มาสู้กัน!”

จิตวิญญาณสู้รบของเขาลุกโชน ในระดับพลังเดียวกัน จี่อู๋หมิงเป็นคู่ต่อสู้คนแรกที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ หลังจากปะทะกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

“พรึบ” หลิงฮันเปิดฉากโจมตีก่อน อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ที่สิ้นสุดพรั่งพรูออกมา และ ฝ่ามือที่สั่นสะท้านไปถึงเก้าชั้นสวรรค์ถูกผลักออกไป

“ช่างอวดดี!” จี่อู๋หมิงเค้นเสียง อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารอันเฉียบคมที่ผสานกับอํานาจ แห่งกฎเกณฑ์ทองคําถูกปลดปล่อยออกมา

ตูม!

การโจมตีของทั้งสองเข้าปะทะกัน จนก่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่วผืนมหาสมุทร

เมื่อหยดน้ําที่ลอยขึ้นฟ้าตกกลับคืนมายังผิวน้ํา ภาพที่เห็นก็คือหลิงฮันกับจี่อู๋หมิง ได้ล่าถอยแยกห่างจากกันหนึ่งร้อยฟุต ทั้งสองยืนแน่นิ่งไม่มีใครโจมตีต่อ

ภายในจิตใจของจี่อู๋หมิงเกิดพายุที่โหมกระหน่ํา ถึงแม้กระบวนท่าเมื่อครู่เขาจะฝ่ายได้เปรียบ แต่ก็ไม่ถือว่าเหนือกว่ามากนักเป็นไปได้อย่างไร

ต้องรู้ก่อนว่า ตัวเขานั้นทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณด้วยหินวิญญาณหยางสีม่วง ซึ่งถึงแม้มันจะเป็นหินที่ถูกยกระดับขึ้นจากการหล่อหลอม และด้อยกว่าหินสีม่วงแต่กําเนิด แต่นอกจากร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้าอย่างเขาแล้ว ใครอื่นกันจะสามารถรวบรวมหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามได้มากพอ จนหลอมเป็นหินวิญญาณหยางสีม่วงได้?

การที่ความต่างชั้นของเขากับหลิงฮันลดลงนั้น มีความเป็นไปได้อยู่อย่างเดียว

คืออีกฝ่ายทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณด้วยหินวิญญาณหยางสีม่วงแต่กําเนิด

นี่เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของจี่อู๋หมิงแสดงออกถึงความระมัดระวัง เขาจ้องมองหลิงฮันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จู่ๆ จะเผยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้ว เป็นเพราะสมบัติภายในร่างเจ้าสินะ ไม่เลวๆ ถึงขนาดทําให้สวะที่อ่อนแอกว่าข้า สามารถเหนือกว่าข้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งใด นับว่ามันเป็นสมบัติที่ล้ําค่าอย่างแท้จริง!”

จี้หมิงประทับใจเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นราชานิรันดร์ที่มีชีวิตอยู่มาหลายยุคสมัยและ มีประสบการณ์มากมาย เมื่อกลับมาเกิดใหม่และบ่มเพาะพลังอีกครั้ง เขาสมควรจะขัดเกลารากฐานทั้งหมดได้สมบูรณ์ จนไม่มีใครสามารถเหนือกว่าได้แท้ๆ

แต่หลิงฮันกลับสามารถทําได้

สมกับที่เป็นสมบัติระดับมหาปราชญ์สวรรค์

“ข้าขอรับมันไปแล้วกัน!” จี่อู๋หมิงเค้นเสียงและเริ่มกระหน่ําโจมตี

“ขอรับมันไปงั้นรึ? เจ้าคิดว่าเจ้ายิ่งใหญ่มาจากไหนกัน?” หลิงฮันกล่าวอย่างเย็นชา และปล่อยหมัดตอบโต้กลับไปอย่างไม่หวาดกลัว

พลังต่อสู้ของเขากับจี่อู๋หมิงยังมีความต่างชั้นกันอยู่บ้าง แต่ด้วยกายหยาบที่ไร้เทียมทาน เขาจึงสามารถตอบโต้อีกฝ่ายได้

“พรึบ” จี่อู๋หมิงเรียกดวงวิญญาณออกมา พร้อมกันนั้นเองหลิงฮันก็เรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมาเช่นกัน สองจักรพรรดิสคนเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด และปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา

“อะไรกัน!”

จี่อู๋หมิงตกตะลึงอีกครั้ง “ใครจะไปคาดคิดว่าเศษสวะเช่นนี้ จะเปลี่ยนแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ให้กลายเป็นดวงวิญญาณได้?”

“ต้องขอโทษด้วย ที่ทําให้หวาดกลัว!” หลิงฮันกวัดแกว่งนิ้วแทนดาบ เพื่อปลดปล่อยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์

“ปากดีนัก!” จี่อู๋หมิงเค้นเสียง ต่อให้พลังต่อสู้ของหลิงฮันจะเข้าใกล้เขาขึ้นมาเพียงใด เขาก็ยังเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าอยู่ดี

ตูม! ตูม ตูม!

ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอย่างดุเดือด ถึงแม้หลิงฮันจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบมากนัก กายหยาบของเขาไร้เทียมทานจนสามารถอุดช่องโหว่ของความต่างชัน และ สร้างภัยคุกคามให้แก่จีอู่หมิงได้

ใบหน้าของจี่อู๋หมิงกลายเป็นมืดมนเล็กน้อย ชีวิตที่แล้วของเขาไม่รู้ว่าเคยผ่านการต่อสู้มามากมาย และเอ่อล้นไปด้วยประสบการณ์เพียงใด แม้แต่ราชานิรันดร์ระดับเก้าเขาก็เคยสังหารมาแล้ว เพราะงั้นจึงไม่น่าจะมีอะไรในยุทธภพนี้ ที่สามารถทําให้จิตใจของเขาสั่นไหวได้

เขารู้สึกลําบากเล็กน้อย หากสังหารหลิงฮันไม่ได้ แล้วจะแย่งชิงสมบัติมาได้อย่างไร?

หลิงฮันเองก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งได้จากการต่อสู้ครั้งนี้

ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดจี่อู๋หมิงถึงแข็งแกร่ง อีกฝ่ายเชี่ยวชาญในการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์มาก แถมจํานวนของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่สามารถใช้ได้ก็มีมากมาย อีกฝ่ายจึงสามารถพลิกแพลงรูปแบบการต่อสู้ได้ ทําให้มีพลังต่สู้ที่เหนือกว่าใคร

ด้วยความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของจี่อู๋หมิง แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าได้เหมือนเดิมรึเปล่า แต่อีกฝ่ายจะต้องทะลวงผ่านเป็นราชานิรันดร์ได้อย่างไม่ยากเย็นแน่นอน

ซึ่งการที่อีกฝ่ายเชี่ยวชาญอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งหมด ย่อมเปรียบเหมือนการมีแก่ นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งหมดอยู่ในร่างกาย

หลิงฮันตระหนักรับรู้ได้ว่า หากเขาต้องการกําราบจี่อู๋หมิงให้ราบคาบ เขาจะต้องมีเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่สูงกว่า

เป็นในตอนนี้เองที่หลิงฮันมั่นใจว่าจี่อู๋หมิงไม่ใช่ขุนเขาที่สามารถข้ามผ่านได้

เขาหัวเราะด้วยจิตวิญญาณสู้รบที่ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม เขาโคจรทักษะนิรันดร์และใช้แขนทั้งหมดปล่อยหมัดและกวัดแกว่งดาบจู่โจมด้วยอํานาจที่น่าอัศจรรย์

“ทักษะอ่อนหัด!” จี่อู๋หมิงแสยะยิ้ม เขาโคจรทักษะนิรันดร์มากมายเหมือนกัน และโจมตีตอบโต้หลิงฮัน

การต่อสู้ของจักรพรรดิทั้งสองที่ระเบิดพลังทั้งหมดออกมา ส่งผลให้ผู้คนที่ดูอยู่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

เหตุใดทั้งสองถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้

นี่คือคําถามที่อยู่ในหัวของทุกคน แม้แต่คนที่ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณสําเร็จเหมือนกัน ก็ต้องยอมรับว่ายุทธภพนี้มีอัจฉริยะไร้เทียมทาน ที่ทําให้พวกเขารู้สึกต่ําต้อยได้อยู่จริงๆ

ยิ่งการประลองดําเนินต่อไป ความเสียเปรียบที่หลิงฮันมีก็ค่อยๆลดลง

อย่างแรกเลยคือกายหยาบของเขานั้นไร้เทียมทาน ต่อให้เขาถูกโจมตีใส่หลายครั้งก็ยังไม่เป็นอะไร ผิดกับจี่อู๋หมิงที่เมื่อถูกเขาโจมตีใส่ก็จะได้รับบาดเจ็บ

และอย่างที่สองคือ หลิงฮันเริ่มช้ําชองการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ

สําหรับอัจฉริยะแล้ว ยิ่งได้ต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ศักยภาพของร่างกายก็จะถูกรีดเค้นออกมา ทําให้เกิดการพัฒนาด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์

ตูม!

หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนท่าไปอย่างดุเดือด จี่อู๋หมิงก็เป็นฝ่ายเลือกกระโดดล่าถอยออกมา เขามองไปยังหลิงฮันครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ข้าต้องยอมรับเลยว่าทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ เป็นทักษะขัดเกลากายหยาบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ”

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน ถึงแม้เขาจะคาดเดาเอาไว้แล้วว่า จี่อู๋หมิงอาจจะรู้จักหอคอยทมิฬ แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ตอนนี้เมื่อได้ยินจากปากของอีกฝ่ายตรงๆ เขาก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่ได้

คัมภีร์สวรรค์นิรันดร์… นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อนี้จากปากคนอื่น

จี่อู๋หมิงแสยะยิ้มและกล่าว “ตอนนี้ข้าไม่สามารถทําลายพลังป้องกันของเจ้าได้ แต่เมื่อข้าไปำาอุปกรณ์นิรันดร์กลับมาใช้ กายหยาบของเจ้าจะไม่นับเป็นอันใดแม้แต่น้อย เจ้าหนู ดูแลตัวเองเอาไว้ให้ดีล่ะ ทุกอย่างของเจ้าคือของของข้า”

“ฮ่าๆๆๆ!” เขาหัวเราะพร้อมกับทะยานร่างจากไป

แต่หลิงฮันก็ไม่ต่อปากต่อคํากลับไป

ครั้งหน้าที่เจอกับเจ้า ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แม้กระทั่งในด้านของพลังต่อสู้ข้าก็ต้องเหนือกว่าเจ้า

ตอนที่ 2006 สังหารหม่าถงกวาง

‘พรึบ พรีบ พรึบ’ อักษรจากม้วนคัมภีร์แต่ละตัวส่องประกายแสงเจิดจรัส

หลังจากแสงของมันส่องสว่างไปถึงจุดหนึ่ง%uid% อักษรแต่ละตัวก็ควบแน่นแปรเปลี่ยนกลายเป็นร่างมนุษย์ความสูงสี่ฟุต ที่ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยแสงสีขาว

อักษรทั้งเจ็ด ได้แปรสภาพกลายเป็นจอมยุทธเจ็ดคน

ตามปกติแล้ว หม่าถงกวางจะใช้อักษรหนึ่งตัวต่อการต่อสู้หนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของหลิงฮันแล้ว เขาจึงกระตุ้นใช้พลังอํานาจของอักษรราชานิรันดร์ทั้งเจ็ดพร้อมกัน

จุดประสงค์ของเขาง่ายมาก เขาต้องการสังหารหลิงฮันให้สิ้นซากโดยไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

“โอ้ น่าสนใจขึ้นมาหน่อย” หลิงฮันก้าวเดินขึ้นหน้า ร่างของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ ร่างดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์จะปรากฏออกมาจากร่างของเขา

“สังหารเขาให้ข้า!” หม่าถงกว่างชี้ไปยังหลิงฮัน

แต่เดิมเขาอยากกลับไปถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกก่อนค่อยสังหารหลิงฮัน แต่ด้วยความเกรี้ยวกราดในตอนนี้ เขาจึงไม่คิดจะรออีกต่อไปแม้วินาทีเดียว

ตายไปซะ!

จอมยุทธร่างแสงทั้งเจ็ดเคลื่อนที่ไปล้อมหลิงฮันเอาไว้ ถึงแม้พวกมันจะมีร่างกายเหมือนมนุษย์ แต่ก็ไม่อาจมองออกว่าพวกมันมีโฉมหน้าเช่นไร เพราะใบหน้าของพวกมันทั้งเจ็ดล้วนแต่เลือนราง

ปัง!

จอมยุทธทั้งเจ็ดโจมตีเพื่อกําราบหลิงฮันพร้อมกัน

หลิงฮันทั้งสองเองก็ตอบโต้กลับไปพร้อมกัน จนเกิดเป็นการปะทะที่ดุเดือด

อะไรคือความแตกต่างของการทะลวงผ่านระดับ ด้วยหินวิญญาณหยางในแต่ละความบริสุทธิ์ ?

ในกรณีของหินวิญญาณหยางสีม่วง มันจะทําให้ดวงวิญญาณมีพลังต่อสู้ที่เหมือนกับร่างต้นอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่หินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม จะทําให้ดวงวิญญาณมีพลังต่อสู้เก้าในสิบส่วนของร่างต้น ส่วนความบริสุทธิ์อื่นๆ ก็ลดละตามกันลงไป

หลิงฮันสองคน มีทั้งพลังต่อสู้และความคิดที่เหมือนกัน ถ้าหากดวงวิญญาณของเขามีหอคอยทมิฬอยู่ในร่างกายล่ะก็ ดวงวิญญาณกับหลิงฮันคงจะไม่มีอะไรเลยที่แตกต่างกัน

“ตูม ตูม ตูม” หลิงฮันทั้งสอง และร่างแสงทั้งเจ็ดเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด

“ฝ่ายไหนกําลังได้เปรียบกัน?” ใครบางคนเอ่ยถาม ในขณะที่มองดูจากระยะไกล

“ข้าก็มองไม่ออกเช่นกัน” คนที่อยู่ข้างๆ ส่ายหัว

คนอื่นๆ จะมองไม่ออกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พลังต่อสู้ของหลิงฮันกับร่างแสงนั้น อยู่ในระดับของตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ขั้นต้น ซึ่งทรงพลังเกินกว่าจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางทั่วไปจะมองออก

จักรพรรดินีและฮูหนิวเผยรอยยิ้ม พวกนางมองออกอย่างชัดเจนว่าหลิงฮัน กับจอมยุทธร่างเงานั้นมีพลังต่อสู้ที่ทัดเทียมกัน เพียงแต่หลิงฮันนั้นเป็นจอมยุทธที่แท้จริง ในขณะที่จอมยุทธร่างแสง เป็นสิ่งที่เกิดจากพลังอํานาจของตัวอักษรราชานิรันดร์ ซึ่งคิดว่ามันจะคงสภาพอยู่ได้นานเท่าไหร่กัน?

การต่อสู้ครั้งนี้ หลิงฮันต้องชนะอย่างแน่นอน

หม่าถงกว่างเองก็เป็นถึงจักรพรรดิ แน่นอนว่าเขาย่อมมองเรื่องนี้ออกเช่นกัน การที่จอมยุทธร่างเงาทั้งสามไม่สามารถจัดการหลิงฮันได้ สร้างความตกตะลึงให้แก่เขามาก

เขารู้ยิ่งกว่าใครว่าอํานาจของราชานิรันดร์นี้คงสภาพอยู่ได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น หากภายในหนึ่งชั่วโมงพวกมันไม่สามารถสังหารหลิงฮันได้ เขาก็จะไม่มีโอกาสครั้งต่อไป

หม่าถงกว่างกัดฟัน และเรียกดวงวิญญาณของตนเองออกมาร่วมมือจัดการหลิงฮัน ต่อให้เขาจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าหลิงฮัน แต่ก็เป็นถึงจักรพรรดิที่มีพลังต่อสู้ที่ไม่อาจดูถูกได้

ครืนน!

ดวงวิญญาณเพลิงเกล้าสวรรค์ถูกปกคลุมไปด้วยคลื่นเปลวเพลิง และรับมือกับร่างแสงทั้งเจ็ดด้วยตัวคนเดียว หลังจากได้รับอิสระ เพลิงเก้าสวรรค์ก็สามารถปลดปล่อยพลังของตนเองได้อย่างสมบูรณ์

หลิงฮันใช้โอกาสนี้ลงมือโจมตีใส่หม่าถงกว่าง

เมื่อไม่มีจอมยุทธร่างกายคอยช่วยเหลือ มีรึที่หม่าถงกว่างจะเป็นคู่ต่อสู้ให้หลิงฮันได้? ร่างของหม่าถงกว่างถูกทุบตีจนบอบช้ํา และมีโลหิตไหลออกมา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าภายในหนึ่งร้อยกระบวนท่าเขาจะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน

“มาคุ้มกันข้า!” จิตใจของหม่าถงกว่างหวาดผวา และไม่กล้าสู้กับหลิงฮันซึ่งๆ หน้า ทั้งๆ ที่เขาเองก็เป็นจักรพรรดิเหมือนกัน แต่ความแตกต่างก็ยังมีมากถึงขนาดนี้

ร่างแสงทั้งเจ็บรีบพุ่งไปโจมตีหลิงฮัน เพื่อสร้างทางหนี้ให้กับหม่าถงกว่าง

แน่นอนว่าภายใต้การรุมกระหน่ําอย่างบ้าคลั่งของร่างแสงทั้งเจ็ด หลิงฮันย่อมไม่สามารถหาโอกาสโจมตีหม่าถงกวางได้อีกต่อไป ทําให้หม่าถงกว่างเผยเผยสีหน้าโล่งอก และรีบหันหลังเผ่นหนีอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่กําลังหลบหนี เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอาย เขาเป็นถึงจักรพรรดิ แถมยังใช้สมบัติลับราชานิรันดร์ด้วยแล้ว แต่ก็ยังทําได้เพียงหันหนี ความอัปยศเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน

หลังจากกลับไปถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก เขาจะต้องสังหารหลิงฮันเพื่อแก้แคให้ได้

หลิงฮันยิ้ม จริงอยู่ที่เขาไม่สามารถขยับไปไหนได้ แต่หม่าถงกวางเองก็ลืมไปอย่างหนึ่งว่า ตอนนี้เขาไม่นิรันดร์ห้านิพพานอีกต่อไป แต่เป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้ว

“พรึบ” เพลิงเก้าสวรรค์ลงมือจู่โจม ตอนนี้ร่างแสงทั้งเจ็ดกําลังพัวพันกับหลิงฮันอยู่ พวกมันจึงไม่อาจหยุดยั้งเพลิงเก้าสวรรค์ได้

“ไม่!” หม่าถงกว่างโอดครวญ พร้อมกับรีบเผ่นหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ปัง” ดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ปล่อยหมัดเปลวเพลิง ทะลวงเข้าใส่หน้าอกของหม่าถงกวาง

ดวงตาของหม่าถงกว่างแข็งค้าง และมองลงมาที่บริเวณหน้าอกด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ เขากําลังจะกล่าวคําพูดอะไรบางอย่างออกมา และชีวิตก็ดับสูญไปในทันที

หลู่เซียนหมิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดผวาในจิตใจ หม่าถงกว่างที่เป็นถึงราชทูตจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก หลิงฮันก็ยังสังหารได้อย่างไร้ความเมตตา แล้วเขาล่ะ? เขาเป็นเพียงนักปรุงยาสองดาว และอดีตผู้สืบทอดเท่านั้น ซึ่งไม่อาจเทียบชั้นกับหม่าถงกว่างได้

ในขณะนั้นเอง จอมยุทธร่างแสงทั้งเจ็ดก็ส่องประกาย ก่อนจะหายไปในทันที

หลิงฮันก้าวเดินไปหาหมู่เซียนหมิง และจดจ้องด้วยแววตาเย็นชา “หลู่เซียนหมิง เห็นแก่ที่เจ้ามีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยา ข้าถึงได้ทําเป็นหูทวนลมในการกระทําหลายๆ อย่างของเจ้า แต่เจ้าก็ยังยั่วยุข้าครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คีโชคชะตาที่เจ้าเป็นคนเลือกเอง”

“ไม่เจ้าจะสังหารข้าไม่ได้ ข้าเองก็เป็นคนของเมืองวิถีโอสถเหมือนกัน!” หลู่เซียนหมิงตะโกน

“นี่คือการลงโทษ!” หลิงฮันปล่อยหมัดออกไป “ปัง” ร่างของหลู่เซียนหมิงถูกบดขยี้เป็นฝนโลหิตในพริบตา

เขาปัดคราบบนมือด้วยท่าทางผ่อนคลาย

“ไปกันเถอะ ที่นี้ไม่เห็นสนุกเลย!” ฮูหนิวกล่าว

หลิงฮันพยักหน้า และทั้งสี่คนได้ทําการมุ่งหน้าต่อ

“เจ้าสังหารราชทูตของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกไปแล้ว จะไม่เป็นอะไรงั้นรึ?” จักรพรรดินถาม

“ใครใช้ให้มายั่วยุข้าก่อนกันล่ะ แถมหมอนั่นก็ยังคิดไม่ดีกับเจ้าด้วย” หลิงฮันไม่กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

จักรพรรดินีพยักหน้าและไม่กล่าวอะไร

“ฮูหนิวจะปกป้องหลิงฮันเอง!” ฮูหนิวกอดรัดแขนข้างหนึ่งของหลิงฮัน

“ช่างรักกันดีเหลือกันนะ!” เสียงหัวเราะดังขึ้นด้านหลังพวกหลิงฮัน

จิตวิญญาณสู้รบของหลิงฮันลุกโชนทันที เขาค่อยๆ หันหลังกลับไปและพูดเน้นเสียง “จี่อู๋หมิง!”

ตอนที่ 2005 ท่วมท้น

ไม่คาดคิดว่าทั้งๆ ที่พลังต่อสู้ของทั้งเจ็ดคนจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไร แต่พวกเขากลับมั่งคั่งเป็นอย่างมาก

ทั้งเจ็ดคนจ่ายเงินสิบล้านศิลาดวงดาว ซื้อหินวิญญาณหยางความบริสุทธิ์ระดับฟ้าคราม ได้อย่างไม่รู้สึกเสียดาย

หลิงฮันกับสตรีทั้งสามมุ่งหน้าต่อไปยังทิศทางอื่น

เวลาผ่านไปไม่นาน ตํานานของมหาสมุทรแห่งนี้ก็ได้ถือกําเนิดขึ้น ในขณะที่พวกเจ้าไม่ทันตั้งตัว ใครบางคนจะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบงัน และเอ่ยถามว่าเจ้าต้องการซื้อหินวิญญาณหยางหรือไม่

หลังจากระยะเวลาผ่านไปหนึ่งร้อยปี หลิงฮันก็ขายหินวิญญาณหยางได้ทั้งหมด โดยที่ในระยะหลายปีนี้ เขาเองก็ขัดเกลารากฐานของระดับพลังจนมั่นคงแล้วเช่นกัน9%uid% ทําให้พลังต่อสู้ของเขาทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก

“ได้เวลากลับกันแล้ว”

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนว่ายขึ้นไปยังผิวมหาสมุทร เพื่อหาเส้นทางกลับ

ณ เวลานี้จะเห็นได้ว่าผู้คนมากมายเองก็ขึ้นมายังผิวน้ําแล้ว และกําลังหาเส้นทางกลับเหมือนกันหลิงฮัน

การทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน เพราะงั้นทุกคนจึงเลือกทะลวงผ่านระดับในช่วงเวลาสุดท้าย ในขณะที่ใช้เวลาที่เหลือก่อนหน้าไปกับการตามหาหินวิญญาณหยางให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด

ตอนนี้เมื่อใกล้จะถึงวันปิดตัวของมหาสมุทรวิญญาณหยาง ผู้คนส่วนใหญ่จึงเริ่มเดินทางกลับกันแล้ว

“หลิงฮัน!” เสียงคํารามที่สั่นสะท้านพิภพดังขึ้น

หลิงฮันหยุดเดินและหันกลับไปมอง ภาพที่เขาเห็นคือหม่าถงกวางกําลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เขาด้วยความเร็วสูง ด้านหลังของเขาที่ห่างออกไปร้อยสองร้อยไมล์ มีหลู่เซียนหมิงเดินตามมาด้วย

ทั้งสองคน… บรรลุระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้ว

“โอ้ ที่แท้ก็เศษสวะทั้งสองนี่เอง” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส

เศษสวะงั้นรึ?

หม่าถงกว่างเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาเป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้ว แถมหินวิญญาณหยางที่เขาใช้ทะลวงผ่านระดับ ยังเป็นหินที่มีความบริสุทธิ์สีฟ้าครามอีกด้วย เพราะงั้น เขาจึงมั่นใจในพลังของตัวเองเป็นอย่างมาก และคงมีเพียงคนแค่หยิบมือเท่านั้นที่เทียบเคียงเขาได้

ส่วนหลิงฮันนะ?

จริงอยู่ที่ในระดับนิรันดร์ห้านิพพาน อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งกว่าเขา แต่เมื่อเขาทะลวงผ่านระดับด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามแล้ว เขาย่อมแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายอย่างแน่นอน

“เจ้าตนต่ําต้อยแสนอวดดี จงตายไปซะ!” หม่าถงกวางพุ่งทะยานร่าง และผลักมือขวาออกไป “พรึบ” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ที่สิ้นสุด แปรสภาพกลายเป็นโซ่พุ่งเข้าใส่หลิงฮัน

ที่ด้านหน้าหม่าถงกว่าง จี่อู๋หมิงแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

เขาเห็นหม่าถงกว่างทะลวงผ่านระดับด้วยตาตัวเอง เพราะงั้นเขาจึงรับรู้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดไหน ซึ่งตัวเขาทําได้เพียงยอมสวามิภักดิ์

หลิงฮันส่ายหัว หม่าถงกวางอ่อนแอกว่าเขาในระดับห้านิพพาน ตอนนี้เมื่อเขาทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณด้วยหินวิญญาณหยางสีม่วง นอกจากความต่างชั้นระหว่างเขากับหม่าถง กว่างจะไม่ลดลงแล้ว จะยังต่างชั้นมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและลงมือ

“เพี้ยะ!”

หม่าถงกวางถูกตบเข้าอย่างจัง อํานาจแห่งกฎเกณฑ์มากมายที่เขาปลดปล่อยออกมา ถูกทําลายจนแหลกสลายหายไปในหนึ่งกระบวนท่าอะไรกัน!

หม่าถงกว่างวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

นี่เขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮันอีกงั้นรึ?

แต่จะเป็นไปได้เอยางไรกัน ต้องรู้ก่อนว่าเขาทะลวงผ่านระดับด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามเชียวนะ

เพื่อที่จะสังหารสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรที่ทรงพลัง เพื่อให้ได้หินวิญญาณหยางสีฟ้าครามมาครอบครอง เขาต้องเผาผลาญพลังของสมบัติลับไปแทบหมดสิ้น กว่าจะได้หินวิญญาณหยางสีฟ้าใสสองร้อยก้อนมาอยู่ในมือ และหลอมพวกมันให้กลายเป็นหินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม

หรือว่าหลิงฮันเองก็มีสมบัติลับระดับนั้นเหมือนกัน?

“โอ้ พี่ชายหลิว ท่านเองก็ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้วงั้นรึ?”

“แน่นอน!”

“จริงสิ ท่านใช้วิญญาณหยางระดับใดในการทะลวงผ่านกัน?”

“เกรงว่าหากเจ้ารู้แล้วจะหวาดผวา ข้าทะลวงผ่านด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม!”

“อะไรกัน พี่ชายหลิวก็ทะลวงผ่านด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามงั้นรึ?”

“อย่าบอกนะว่าเจ้าก็ด้วย?”

ในระยะทางที่ห่างออกไป คนสองคนกําลังสนทนากัน ซึ่งบทสนทนาของทั้งสอง ได้ดึงดูดให้หม่าถงกวางหันไปมองอย่างมีนงง และอ้าปากค้าง

นั่นเพราะเขาเคยเห็นทั้งสองคนมาก่อน โดยที่ทั้งสองเป็นเพียงราชาทั่วไปเท่านั้น

จอมยุทธที่มีศักยภาพเพียงราชา จะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามได้งั้นรึ?

“โอ้ นายน้อยหลิง!”

เมื่อทั้งสองคนเห็นหลิงฮัน พวกเขาก็รีบเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ และแสดงความเคารพอีกครั้ง

“ต้องขอบคุณนายน้อยหลิงมาก หากนายน้อยไม่ขายหินวิญญาณหยางให้ พวกเราคงทําได้เพียงทะลวงผ่านระดับด้วยหินวิญญาณหยางสีเขียว”

“บุญคุณในครั้งนี้ ข้าจะจดจําเอาไว้ และในอนาคตหากมีโอกาส ข้าจะต้องตอบแทนคืนอย่างแน่นอน!”

หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จ ทั้งสองก็เดินจากไป

ปากของหม่าถงกวางกระตุกไปมา หินวิญญาณหยางสีฟ้าครามของทั้งสองคน คือสิ่งที่หลิงฮันขายให้งั้นรึ? หากเป็นเช่นนั้นจริง หลิงฮันก็คงต้องทะลวงผ่านด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามด้วยเป็นแน่ เพราะไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะมีหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามไปขายให้คนอื่นได้อย่างไร?

“ปรมาจารย์หลิง!” ใครอีกคนหนึ่งรุดหน้าเข้ามาใกล้ และผสานมือคารวะหลิงฮัน “ขอขอบคุณปรมาจารย์หลิงมาก ที่ทําให้ข้าได้ทะลวงผ่านระดับด้วยหินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม”

หลังจากนั้นใครอีกหลายต่อหลายคนก็เดินเข้ามา

หม่าถงกว่างตกตะลึงจนไร้คําพูด ในความคิดของเขา ความยากในการได้ครอบครองหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามนั้น เปรียบเหมือนความยากในการปีนไต่ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ขนาดจักรพรรดิที่ทรงพลังเช่นเขา ก็ยังต้องหยิบยืมพลังของสมบัติลับจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

หลู่เซียนหมิงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน การติดตามหม่าถงกว่างทําให้เขากอบโกยผลประโยชน์ได้มากมาย เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายสังหารสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร ที่มีหินวิญญาณหยางสีเขียว อีกฝ่ายจะเมินเฉยไม่แม้แต่คิดจะเก็บหินวิญญาณหยางเหล่านั้นมา

ทําให้เขารวบรวมพวกมันมาหลอมเป็นหินวิญญาณหยางสีฟ้าใส ในการทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณได้

เขาคิดว่านั้นคือวาสนาที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ?

ช่างน่ารังเกียจนัก!

เหตุใดหลิงฮันถึงต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขากัน?

ทั้งสองคนไม่ได้รู้เลยว่า แท้จริงหลิงฮันนั้นทะลวงผ่านระดับด้วยหินวิญญาณหยางสีม่วง

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “ข้าปล่อยให้พวกเจ้าทั้งสอง กระโดดโลดเต้นนานเกินไปหน่อยแล้ว ถึงเวลาที่จะได้ส่งพวกเจ้าไปลงนรกเสียที!”

เขาไม่รอให้หม่าถงกว่างเอ่ยปากพล่ามอะไร และพุ่งทะยานเข้าจู่โจมทันที

“อย่าได้ฝัน!” หม่าถงกว่างกัดฟันและนําคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมา เมื่อเขาคลี่เปิดคัมภีร์ ก็จะเห็นว่าแทบจะทุกส่วนของคัมภีร์นั้นเป็นเพียงกระดาษเปล่า โดยมีเพียงบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่มีอักษรจํานวนหนึ่งเขียนเอาไว้ แม้จะมองไม่ออกว่าอักษรเหล่านั้นเขียวว่าอะไร แต่พวกมันก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่แทบสยบท้องฟ้าออกมา

นี่คือสมบัติที่ได้รับมาจากราชานิรันดร์ เพียงแต่เพราะว่าอํานาจของราชานิรันดร์นั้นแข็งแกร่งเกินไป ทําให้วัสดุที่ใช้ทําคัมภีร์ม้วนนี้ไม่สามารถรับอํานาจของราชานิรันดร์ได้ พลังของมันจึงลดลงหลายเท่าตัว

แต่ถึงอย่างนั้นคัมภีร์ม้วนนี้ก็ยังสามารถ กําจัดจอมยุทธระดับตัดวิญญาณปฐพีได้อย่างง่ายดาย

“ตาย!” หม่าถงกว่างสะบัดคัมภีร์ ทันใดนั้นอักษรเจ็ดตัวที่เหลืออยู่บนคัมภีร์ ก็ส่องแสงเปล่งประกาย

ตอนที่ 2004 ค้าขายหิน

“ไม่รู้ว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้ากับจี่อู๋หมิงยังแตกต่างกันอยู่ขนาดไหน” หลิงฮันกล่าว

เขาไม่เชื่อว่าจี่อู๋หมิงจะสามารถครอบครอง หินวิญญาณหยางความบริสุทธิ์สีม่วงของแท้ได้ หรือต่อให้อีกฝ่ายทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ%uid% ด้วยหินวิญญาณหยางสีม่วงที่เกิดการจากหลอมรวม ความต่างในพลังต่อสู้ระหว่างอีกฝ่ายกับเขาก็ต้องลดลงมากอยู่ดี

พวกหลิงฮันขุดหาหินวิญญาณหยางในช่องเขาเป็นเวลาหลายเดือน แม้พวกเขาจะพบเจอหินวิญญาณหยางฟ้าครามมากมาย แต่ก็ไม่พบเจอหินวิญญาณสีม่วงอีกเลยแม้แต่ก้อนเดียว

“เอาล่ะ ถึงเวลาไปทําการค้าแล้ว”

สตรีทั้งสี่กลับเข้าไปในหอคอยทมิฬ หลิงฮันใช้ดาบอสูรนิรันดร์ทําลายกําแพงโปร่งใสอีกครั้ง และกลับสู่ห้วงมหาสมุทร

หลังจากบรรลุระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้ว กายหยาบของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างมาก เมื่อรวมกับพลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว แรงกดดันของน้ําทะเลจึงไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาอีกต่อไป และเพราะทะลวงผ่านในห้วงมหาสมุทรวิญญาณหยาง อํานาจสวรรค์และปฐพีของสถานที่แห่งนี้จึงไม่เพ่งเล็งเขา ไม่เช่นนั้นหากตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณเข้ามาจากด้านนอกล่ะก็ คงพบเจอกับความตายสถานเดียว

หลิงฮันเรียกดวงวิญญาณเพลิงเก้าสวรรค์ออกมา ทั้งสองยิ้มให้กัน ก่อนที่เพลิงเก้าสวรรค์จะเคลื่อนที่ไปในอีกทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ที่พวกเขาแยกย้ายกัน ก็เพื่อไปค้าขายหินวิญญาณหยาง

เมื่อว่ายกลับขึ้นมาถึงระดับน้ําที่สูงพอสมควร หลิงฮันก็นําจักรพรรดินี ฮูหนิวและธิดาโร๋วออก มาจากหอคอยทมิฬ

กลุ่มของพวกเขาว่ายน้ํากลับขึ้นด้านบน ในขณะที่สังหารสิ่งมีวิตที่พบเห็นทั้งหมดตลอดทาง เพราะไม่ว่าอย่างไร หลังจากสถานที่แห่งนี้ปิดตัว สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรทั้งหมดก็ต้องตายอยู่ดี

“หืม มีคนอยู่ด้านหน้าด้วย” ดวงตาของหลิงฮันจดจ้องไปยังบุคคลเบื้องหน้าที่กําลังปะทะกับสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรอยู่

ทั้งสี่คนเคลื่อนที่ไปยังทิศทางนั้น

บุคคลตรงหน้ามีชื่อว่าฉื่อโตว เขาจอมยุทธที่มีศักยภาพระดับราชา ตอนที่อยู่ในอาณาเขตอันคับแคบของตนเอง ตัวเขาถูกกล่าวขานว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะไร้ผู้ใดเปรียบ แต่หลังจากที่มาถึงมหาสมุทรวิญญาณหยาง เขาถึงได้พบว่าราชาเช่นเดียวกันเขานั้นมีอยู่มากมาย แถมยังมีราชาในหมู่ราชา หรือจักรพรรดิที่เขาทําได้เพียงแหงนมองอยู่จํานวนหนึ่งอีกด้วย

เขาละทิ้งความยิ่งทะนงทั้งหมดที่เคยมีทิ้งไป และไล่ล่าสังหารสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การหลอมหินวิญญาณหยางสีฟ้าใส

เพียงแต่ว่าปลากระทิงที่เขาพบเจออยู่ตอนนี้นั้น แข็งแกร่งมากและมีพลังต่อสู้เหนือกว่าเขา หากไม่ใช่เพราะสติปัญญาของมันตําล่ะก็ เขาคงไม่แม้แต่จะคิดที่จะปะทะด้วย

‘ครืนน’ ปลากระทิงพุ่งทะลวงด้วยอํานาจที่ทรงพลัง ตราประทับบนเขาอันแหลมคมทั้งสองข้างของมันส่องประกายและปลดปล่อยพลังทําลายที่น่าสะพรึงออกมา

ฉื่อโตวรีบรวบรวมสมาธิทั้งหมด การโจมตีของปลากระทิงรุนแรงอย่างที่เขาไม่อาจประมาทได้ เขากระหน่ําปล่อยหมัดออกไป เพื่อตอบโต้ปลากระทิง

หืม?

แต่ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ต้องชะงักทันที เนื่องจากจู่ๆ ร่างกายของปลากระทิงก็กลายเป็นแน่นิ่งไม่ขยับตัว

“ตูม ตูม ตูม” หมัดที่เขากระหน่ําออกไป ปะทะเข้ากับร่างที่แน่นิ่งของปลาวัวกระทิงราวกับห่าฝน และหัวของมันได้ถูกบดขยี้ออกเป็นชิ้นๆ

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

เหตุใดปลาวัวกระทิงถึงได้ไม่ตอบโต้อะไร และยอมรับความตายแต่โดยดีกัน?

ในขณะที่เขากําลังมึนงงอยู่นั่นเอง จู่ๆ ร่างของปลากระทิงก็กลับมาเคลื่อนไหว

ฉื่อโตวตกตะลึง จนดวงตาถลนออกมา

ปลากระทิงไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง แต่มันกําลังถูกใครบางคนยกอยู่

คนที่ยกปลาวัวกระทิงคือรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่ยิ้มมาที่เขา และจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา “น้องชาย เจ้าต้องการหินวิญญาณหยางหรือไม่?”

ฉื่อโตวมองไปยังรุ่นเยาว์ตรงหน้าด้วยสีหน้าโง่งม และไม่รู้จะกล่าวอะไรออกมา

“โอ้ ถ้าไม่ต้องการ งั้นข้าคงต้องไปขายคนอื่นแทน” หลิงฮันโยนปลากระทิงทิ้งไป ปลาตนนี้ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรระดับสี่นิพพานสูงสุดเท่านั้น หินวิญญาณหยางที่อยู่ในร่างของมันคงมีขนาดเล็กมาก และไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาเก็บมาหลอม

“ระ… รอก่อน!” ฉื่อโตวไม่รู้ว่าทําไมตนเองถึงได้กล่าวออกมา และถามออกไปด้วยความคาดหวัง “ท่านมีหินวิญญาณหยางขายจริงๆ รึ? หินที่ท่านขายมีความบริสุทธิ์ระดับใด?”

หลิงธันยิ้มและกล่าว “อยู่ที่ว่าเจ้าสามารถจ่ายไหวแค่ไหน”

เขาสะบัดมือขวาที่ด้านหน้า ทันใดนั้นเองหินวิญญาณหยางมากมายที่รายเรียงกันตั้งแต่สีเขียวไปจนถึงสีฟ้าครามก็ปรากฏออกมา

ดวงตาของฉือโตวเบิกกว้างทันที

หินวิญญาณหยางสีฟ้าใสคือเป้าหมายสูงสุดของเขา แต่อีกฝ่ายกลับสามารถนําหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามออกมาได้อย่างไม่คาดฝัน

เขาเกิดความคิดจะฉกชิงมันมาในตอนแรก แต่ก็ต้องล้มเพลิงความคิดนั้นในทันที

เพียงแค่เขาจะได้หินวิญญาณหยางสีอําพันมาครอบครอง ก็ยากลําบากเต็มทนแล้ว การที่อีกฝ่ายสามารถล่าสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรจนครอบครองหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามได้ พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายจะต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน?

การจะฉกชิงมา ก็ไม่ต่างอะไรจากการแส่หาความตาย

เขากลืนน้ําลายและระงับความโลภเอาไว้ “ข้าต้องการซื้อหินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม ไม่ท ราบว่ามันมีราคาเท่าไหร่?”

“ไม่แพงมาก เพียงแค่สิบล้านศิลาดวงดาวเท่านั้น” หลิงฮันยิ้ม “ถ้าหากมีศิลาดวงดาวไม่มากพอ เจ้าสามารถใช้แร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ หรือแร่โลหะกิ่งนิรันดร์มาทดแทนได้ ตราบใดที่ข้าพึงพอใจหินวิญญาณหยางก้อนนี้ก็จะเป็นของเจ้า”

“ขะ… ข้าจะลองค้นดู!” ฉื่อโตวรีบกล่าวอย่างร้อนรน

แน่นอนว่าศิลาดวงดาวสิบล้านก้อนนั้นเป็นเงินจํานวนที่มหาศาลมาก แต่ตราบใดที่เขามีชีวิตอยู่ เงินทองก็สามารถหาใหม่ได้ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเขาพลาดหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามไป โอกาสเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกครั้ง

หลังจากขุดค้นทุกอย่างในตัวแล้ว ฉื่อโตวก็รวบรวมศิลาดวงดาวมาได้หกล้านกว่าก้อน เมื่อนับรวมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ กับแร่โลหะกิ่งนิรันดร์ สมุนไพรและเม็ดยาไปด้วยแล้ว มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของเขาก็อยู่ที่แปดล้านศิลาดวงดาวเท่านั้น

เขามองไปยังหลิงฮันด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย และดวงตาอ้อนวอน

หลิงฮันถอนหายใจ “ก็ได้ ข้าจะขายให้เจ้า”

“ขอบคุณสหายมาก ขอบคุณมากจริงๆ!” ฉื่อโตวรีบแสดงความขอบคุณ และรู้สึกราวกับหลิงฮันเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

หลิงฮันไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เพราะหินวิญญาณหยางไม่สามารถนําออกไปด้านนอกได้ เก็บเอาไว้ก็มีแต่จะทําให้คุณค่าของมันเสียเปล่า

เขาเก็บทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉ้อโตว และจากไปพร้อมกับสตรีทั้งสาม

ผ่านไปอีกไม่กี่วัน หลิงฮันก็พบเจอผู้คนอีกครั้ง

คราวนี้คนที่เขาเจอไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวคนเดียว แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ เจ็ดคน ที่กําลังร่วมมือกันสังหารสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรระดับสี่นิพพานสูงสุด

หลิงฮันยิ้ม ดูเหมือนรอบนี้จะขายได้มากกว่าเดิม

‘พรึบ’ เขาก้าวทะยานไปยังทิศทางตรงหน้า และสังหารสิ่งมีชีวิตในพริบตาพร้อมกับกล่าว “พวกเจ้ามีใครต้องการซื้อหินวิญญาณหยางหรือไม่?”

กลุ่มคนทั้งเจ็ดร่างชะงักแข็งค้างในทันที ราวกับพวกเขากําลังพบเจอเหตุการณ์ที่น่าแปลกประหลาดที่สุดภายใต้ดวงตะวัน

“ข้าต้องการซื้อ!” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกล่าวออกมา

หลิงฮันพยักหน้าและเผยรอยยิ้ม “นับว่าตัดสินใจได้ฉลาดมาก!”

“เดี๋ยวก่อน พวกเรายังไม่รู้แม้แต่ว่าคนผู้นี้เป็นใคร เหตุใดถึงกล้ารับข้อเสนอของเขากัน?” เสียงของใครในกลุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ

“เจ้าโงรึเปล่า คนผู้นี้คือหลิงฮัน อัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ได้อย่างทัดเทียมกับยี่!”

“ว่าไงนะ เขาน่ะรีหลิงฮัน!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนทั้งเจ็ดก็หันไปมองหลิงฮันด้วยความยําเกรง ราวกับบุคคลตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพระเจ้าที่สูงส่ง

หลิงฮันไม่แยแส เขาสะบัดมือขวานําหินวิญญาณหยางจํานวนมากออกมา

พริบตานั้นเอง กลุ่มคนทั้งเจ็ดก็ดวงตาแข็งค้างว่างเปล่า และไม่อาจละสายตาจากหินวิญญาณหยางมากมายได้

ตอนที่ 2003 ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ

หอคอยน้อยปากเสียตนนี้มักจะบอกเรื่องสําคัญกับเขา ในวินาทีสุดท้ายตลอด

หลิงฮันไม่เล่าเรื่องนี้ให้พวกจักรพรรดินีทั้งสามคนฟัง เพราะจากพวกนางไม่ได้ครอบครองแก่ นกําเนิดสวรรค์และปฐพี เกรงว่าบอกไปก็มีแต่จะทําให้พวกนางเสียใจเสียเปล่า

นอกจากนั้นการทะลวงผ่านระดับด้วย หินวิญญาณหยางสีม่วงก็ไม่ได้ห่างจากคําว่าสมบูรณ์ แบบเท่าไหร่นัก

“หากทําอย่างที่เจ้าว่า ข้าก็ต้องทิ้งแก่นกําเนิดวิญญาณทั้งสาม ออกไปเป็นดวงวิญญาณ แทนน่ะสิ?” หลิงฮันเอ่ยถาม “แล้วถ้าข้าต้องการทําความเข้าใจอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสามเหล่า นั้นล่ะจะทําอย่างไร?”

“ช่างโง่นัก!” หอคอยน้อยสบถ “ดวงวิญญาณคืออะไร? มันคือส่วนหนึ่งของร่างกายเจ้า ซึ่งเจ้าสามารถสัมผัสถึงมันได้ไม่ว่าจะแยกห่างกันหรือไม่ แล้วแบบนี้เหตุใดเจ้าจะทําความเข้าใจ อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ไม่ได้?”

“ยิ่งกว่านั้น หากใช้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีแทนดวงวิญญาณของตัวเอง ขีดจํากัดของการแบ่งแยกวิญญาณย่อมไม่ใช่สี่ดวง… แต่เป็นเก้าดวง!”

มุมปากของหลิงฮันกระตุกทันที เขากล่าว “ตอนนี้ข้าครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพียงสามเท่านั้น หากข้าหาแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพิ่มไม่ได้ ข้าก็ต้องติดอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี่ไปตลอดกาลงั้นรึ?”

“งั้นเจ้าก็รีบหาแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพิ่มซะ” หอคอยน้อยกล่าวอย่างไร้ความรับผิดชอบ

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ไม่ใช่กะหล่ําปเสียหน่อย มีรีที่จะหามาได้ง่ายๆ?

ดินแดนแห่งเซียนนั้นกว้างใหญ่ขนาดไหน และมีราชานิรันดร์มากมายเพียงใด ที่ต้องการครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี

ส่วนตัวเขาที่ได้ครอบครอง แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ถึงสามน่ะรึ? กล่าวได้ว่านี่เป็นเพราะโชคช่วยแท้ๆ ซึ่งเขาก็ไปหาโชคมากินเป็นอาหารไม่ได้ด้วย

“ถ้าหากข้ากินโชคเป็นอาหารได้ก็คงดี” หลิงฮันพึมพํา

ระดับโลกียนิพพานมีขั้นพลังที่สมบูรณ์คือห้านิพพาน ส่วนระดับแบ่งแยกวิญญาณคือเก้าดวงวิญญาณ!

“หากแบ่งวิญญาณได้เก้าดวงจริงๆ ความแข็งแกร่งจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกัน?” หลิงฮันอดสงสัยไม่ได้

“หากเจ้าต้องการบรรลุเป็นมหาปราชญ์สวรรค์ เจ้าต้องขัดเกลาทุกระดับพลังให้สมบูรณ์ที่สุด” หอคอยน้อยเลี่ยงตอบ และเปลี่ยนไปกระตุ้นหลิงฮันแทน

มหาปราชญ์สวรรค์!

หลิงฮันกําหมัดแน่น คําพูดของหอคอยน้อยจี้จุดเขาอย่างจัง ตราบใดที่มีเส้นทางให้ก้าวขึ้นสู่จุดสมบูรณ์ที่สูงที่สุด เขาก็ไม่ลังเลที่จะเลือกเส้นทางนั้น แม้ว่าจะต้องพบเจอความยากลําบากเพียงใด

เขาเริ่มกระตุ้นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งสามภายในพริบตา เพลิงเก้าสวรรค์ วารีพลังหยินเร้นลับ และพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็สันสะท้านตอบรับ

พวกมันเลือกหลิงฮันเป็นเจ้านายก็จริง แต่พวกมันก็ไม่ได้ความนึกคิดของตัวเองไปอย่างสมบูรณ์ เพราะงั้นพวกมันจึงมีความปรารถนาอยากจะเป็นอิสระ

หลิงฮันครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจเลือก ตัดวิญญาณด้วยเพลิงเก้าสวรรค์เป็นอันดับแรก

เนื่องจากมันคือแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ตนแรกที่เขาได้ครอบครอง เพราะงั้นหากยึดตามหลักแล้ว มันย่อมต้องได้รับอิสระให้เป็นดวงวิญญาณของเขาเป็นตนแรก

เขาชี้นําเพลิงเก้าสวรรค์ออกมาจากตันเถียน เพียงแต่เพราะว่าแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เชี่อมต่อกับร่างกายของเขาไปแล้ว การจะแยกส่วนมันออกมาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

เวลาผ่านไปหนึ่งวัน กว่าเพลิงเก้าสวรรค์จะถูกนําออกมาจากตันเถียนของเขาอย่างสมบูรณ์ และกระเพื่อมไปมาอยู่บนมือขวาของเขา

หลิงฮันยิ้มและผลักฝ่ามือลงบนหินวิญญาณหยางตรงหน้า พริบตาเดียวเพลิงเก้าสวรรค์ก็ทะลุผ่านเข้าไปด้านใน หินวิญญาณหยางสันไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะกลับมานิ่งสงบในเวลาไม่นาน

ด้วยการที่หินวิญญาณหยางเป็นสีม่วงที่โปร่งใส จึงสามารถมองเห็นเพลิงเก้าสวรรค์ ที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นตัวอ่อนของมนุษย์ที่ขดตัวเข้าหากันได้อย่างชัดเจน

หลิงฮันนั่งลงและสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของดวงวิญญาณ

วันเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป ตัวอ่อนของเพลิงเก้าสวรรค์ค่อยเติบโตขึ้น จนในที่สุดก็มีรูปลักษณ์อยู่ในช่วงอายุของทารก และดวงวิญญาณของหลิงฮันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน

ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ!

ครื้นนน!

เส้นผมสีดําของหลิงฮันสยายชี้ขึ้นฟ้า และร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋า ในขณะเดียวกันหอคอยทมิฬเองก็สั่นไหวเบา ราวกับมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

หลังเวลาผ่านไปเก้าวันเต็ม เส้นผมของหลิงฮันก็ตกลงมา และตราประทับตามร่างของเขาค่อยๆหม่นแสงลง เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งวัน เส้นผมของเขาก็สยายออกชี้ขึ้นฟ้า และตราประทับแห่งเต๋ทั้งร่างก็ส่องประกายออกมาอีกครั้ง

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ําไปซ้ํามาเป็นเวลาหนึ่งเดือน

หินวิญญาณหยางเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการมองผ่านสีที่โปร่งใสของมัน สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีร่างโตเต็มวัยของมนุษย์อยู่ด้านใน ซึ่งร่างนี้มีรูปลักษณ์เหมือนกับหลิงฮันไม่มีผิดเพี้ยน แต่แตกต่างตรงที่ทั่วร่างมีตราประทับเปลวเพลิงส่องประกายอยู่เป็นระยะ

“แกร่ก แกรก แกร่ก” พื้นผิวของวิญญาณหยางปรากฏรอยปริแตกเหมือนใยแมงมุม “ปัง” เสียงพังทลายที่รุนแรงดังขึ้น หินวิญญาณหยางแตกกระจาย พร้อมกับร่างของมนุษย์ด้านในได้ก้าวออกมา

ร่างนี้เป็นทั้งดวงวิญญาณของหลิงฮัน และดวงวิญญาณของเพลิงเก้าสวรรค์

ในขณะเดียวกัน จักรพรรดินี ฮูหนิว และธิดาโรวเองก็แบ่งแยกดวงวิญญาณเสร็จพร้อมๆกัน ขั้นตอนการทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น จะทะลวงผ่านสําเร็จหรือไม่สําเร็จ ระยะเวลาก็จะสิ้นสุดอยู่ที่หนึ่งเดือนไม่เกินกว่านี้

ครืนนน” เมฆสายฟ้าปรากฏขึ้นเหนือศีรษะพวกเขา

ต่อให้เป็นในเขตแดนลี้ลับ หรือใต้มหาสมุทรลึก ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ก็ยังเข้าถึงได้อย่างไม่มีการละเว้น

หลิงฮันคํารามตอบรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์

“ครืนนน” ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์กระหน่ําผ่าลงมาอย่างเกรี้ยวกราด

หลิงฮันที่สามารถกําราบตัวตนระดับตัดวิญญาณหยิน และรับมือกับตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพีได้นั้น คิดว่าเขามีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดไหน?

ด้วยพลังต่อสู้ที่ไร้เทียมทานเกินกว่าระดับพลังสองขั้น ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ในระดับนี้จะนับเป็นอันใดได้?

หลิงฮันขัดเกลากายหยาบด้วยทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ แต่ยิ่งระดับพลังของเขาสูงขึ้น การยกระดับกายหยาบก็ทําได้ยากขึ้นตามไปด้วย

“ดูเหมือนข้าคงต้องไปช่วงชิงทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของคนอื่นแล้วสิ” เขากล่าวในใจ การอาบทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์เพียงครึ่งวัน ไม่เพียงพอให้กายหยาบของเขาถูกขัดเกลาอย่างสมบูรณ์

เมื่อทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของเขาสลายไป ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของพวกจักรพรรดินีทั้งสามคนเองก็สิ้นสุดลงเช่นกัน

“ฮ่าๆๆ ที่นี้ใครจะมาแย่งอาหารของหนิวไปได้!” ฮูหนิวหัวเราะ ตอนนี้นางไม่ได้มีร่างเดียวอีกต่อไป แต่มีถึงสองร่าง

หลิงฮันอดหัวเราะไม่ได้ จอมยุทธคนอื่นคิดที่จะมีร่างแยกเพื่อพลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้น แต่เด็กสาวผู้นี้กลับมีแต่เรื่องอาหารอยู่ในหัว

จักรพรรดินี้ไม่กล่าวอะไร ร่างของนางสั่นไหวเล็กน้อย และเรียกร่างแยกทั้งเก้าออกมา พร้อมกันนั้นเอง ดวงวิญญาณของนางก็เรียกร่างแยกทั้งเก้าออกมาเช่นกัน

ฮูหนิวชะงักกลายเป็นไร้คําพูดในทันที ก่อนหน้านี้ขนาดเป็นหนึ่งต่อสิบ นางก็ยังแข่งอาหารแพ้จักรพรรดินี ตอนนี้พอนางมีผู้ช่วยเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน อีกฝ่ายก็มีผู้ช่วยเพิ่มขึ้นอีกสิบ

หลิงฮันหัวเราะ “เอาล่ะ มาขุดหาหินวิญญาณหยางกันต่อ และนําไปขายกันดีกว่า!”

ตอนที่ 2002 หินวิญญาณหยางสีม่วง

กลุ่มของหลิงฮันทั้งห้าคนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

พวกเขารีบแยกย้ายไปกันไปขุดตามพื้นดิน

“ข้าเจอแล้ว!”

“ข้าก็เจอเหมือนกัน!”

เสียงของพวกนางตะโกนดังขึ้นทีละคน หลังจากที่ค้นพบซากศพของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร

ซากศพสิ่งมีชีวิตที่พบทั้งหมด เป็นโครงกระดูกของตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ ที่หินวิญญาณหยางเป็นสีฟ้าคราม สําหรับจอมยุทธคนอื่น หินวิญญาณหยางระดับนี้อาจจะเป็นสมบัติล้ําค่าที่สุด แต่พวกมันก็ถูกกลุ่มของหลิงฮันโยนเข้าไปยังอุปกรณ์มิติราวกับไม่มีค่า

หากคํานวณจากผลเก็บเกี่ยวในตอนนี้ พวกเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งหรือสองเดือน ก็จะมีหินวิญญาณสีฟ้าครามมากถึงสองร้อยก้อนต่อคน และหลอมพวกมันให้กลายเป็นหินวิญญาณหยางสีม่วงที่เป็นความบริสุทธิ์ระดับสูงสุดได้

สถานที่แห่งนี้สมควรเป็นสุสานของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรที่ทรงพลังเท่านั้น เพราะกว่าจะมาถึงที่นี่ได้ ร่างของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรที่อ่อนแอ ก็คงถูกกัดกร่อนจนไม่เหลือซากไปแล้ว ซากศพที่จะลอยมาอยู่ที่นี่ได้จําเป็นต้องมีพลังในระดับตัดวิญญาณปฐพีเป็นอย่างน้อย

“ตรงนี้มีร่างของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังมากอยู่ด้วย!” หลิงฮันอุทานอย่าตกตะลึง หลังจากที่ขุดร่างของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรตนหนึ่งขึ้นมาจากพื้นดิน

สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรตนนี้คือปลาปากดาบ ที่ผิวทั่วร่างเป็นสีทองอร่าม และถึงแม้มันจะตายไปแล้วหลายร้อยล้านปี ร่างของมันก็ไม่ปรากฏร่องรอยของการถูกกัดกร่อนเลยแม้แต่น้อย ทั่วร่างของมันมีตราประทับแห่งเต๋มากมายส่องประกายออกมา พร้อมกับปลดปล่อยออร่าที่น่ายําเกรง ราวกับจะสามารถบดขยี้สวรรค์

“ตัวตนระดับตําหนักอมตะ!” สตรีทั้งสี่เดินเข้ามาดู และอุทานออกมาพร้อมกัน

ในเมื่อหินวิญญาณหยาง ของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรระดับตัดวิญญาณสวรรค์คือสีฟ้าคราม แล้วถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรระดับตําหนักอมตะล่ะ?

สีม่วง!

“พวกเจ้าลองหาดูอีกครั้ง ที่นี่ต้องมีซากศพระดับตําหนักอมตะมากกว่าหนึ่งร่างแน่นอน” หลิงฮันกล่าว สุสานแห่งนี้น่าจะสะสมซากศพของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร มาเกินกว่าสองหรือสามร้อยล้านปี เพราะงั้นทุกๆจุดของช่องแคบแห่งนี้ล้วนแต่ต้องมีสมบัติถูกฝังเอาไว้

“อืม” สตรีทั้งสี่แยกย้ายกันไปคนละทิศ

ส่วนทางด้านของหลิงฮันนั้น แน่นอนว่าเขาไม่มี

กะจิตกะใจ

ไปขุดหาสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรตนอื่นแล้ว ตราบใดที่เขานําหินวิญญาณหยาง ของปลาปากดาบตัวนี้ออกมาได้ แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นหินวิญญาณหยางสีม่วง ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์ที่สูงที่สุดแล้ว

“ฉัวะ” เขาแทงดาบลงไปที่ลูกตาของปลาปากดาบ แต่ลูกตาของมันก็ทนทานเป็นอย่างมาก หลังจากผิวของลูกตายุบลงไปเพียงเล็กน้อย ตราประทับเจ็บดวงก็ส่องประกาย และเด้งคืนกลับสู่สภาพเดิมทันที

ขนาดเป็นบริเวณดวงตา ก็ยังแทงไม่เข้า

เป็นร่างกายที่ทนทานอะไรอย่างนี้

หลิงฮันตกตะลึงเป็นอย่างมาก ปลาปากดาบตนนี้ตายไปเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปีแล้ว พลังป้องกันของมันจะยังแข็งแกร่งอยู่ได้อย่างไร?

จะต้องเป็นเพราะมันมีกายหยาบที่คงกระพันมาแต่กําเนิดเป็นแน่

หลิงฮันถอนหายใจ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพยายาม นําร่างของปลาปากดาบเข้าไปในหอคอยทมิฬ

เขาควบคุมสัมผัสสวรรค์ให้ปกคลุมไปทั่วร่างปลาปากดาบ

ตราประทับบนร่างของปลาปากดาบ ส่องประกายขึ้นมาในทันที ราวกับตระหนักรับรู้ถึงการกระทําของหลิงฮัน แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง หลิงฮันก็เผยสีหน้าดีใจ

เขาใช้สัมผัสสวรรค์ปกคลุมร่างของปลาปากดาบได้สําเร็จ

“พรึบ” ร่างขนาดใหญ่ของปลาปากหายไปทันใด ซึ่งแน่นอนว่าร่างของมันได้ถูกส่งไปภายในหอคอยทมิฬ

หลิงฮันตามเข้าไปภายในหอคอยทมิฬ

ถึงแม้พลังของหอคอยทมิฬในตอนนี้ จะถูกจํากัดเอาไว้ด้วยพลังบ่มเพาะของเขา แต่อํานาจของมันก็ต้องทรงพลังกว่าเขามากแน่นอน

“หอคอยน้อย มาช่วยข้าหน่อย!” หลิงฮันเริ่มลงมือผ่าชําแหละปลาปากดาบอีกครั้ง

หอคอยน้อยปรากฏตัวและกล่าว “โอ้ ไม่คิดว่าตัวดวงซวยบัดซบเช่นเจ้า จะหาซากศพระดับตําหนักอมตะพบด้วย”

หลิงฮันไร้คําพูดใดๆ หอคอยปากเสียตนนี้ หากไม่เหน็บแนมเขาคงนอนไม่หลับจริงๆ

“รีบๆ ช่วยข้า!”

แม้หอคอยน้อยจะหยิ่งยโสแค่ไหน แต่ผลประโยชน์ของหลิงฮันก็คือทุกอย่าง เพราะงั้นมันจึงไม่พูดอะไรสักคํา และเริ่มขึ้นําพลังของหอคอยทมิฬ มาช่วยหลิงฮันผ่าร่างของปลาปากดาบทันที

การชําแหละดําเนินไปเป็นเวลาสามวัน ในที่สุดพวกเขาก็หันหัวของปลาขาดได้

“เป็นหินวิญญาณหยางความบริสุทธิ์สีม่วงจริงๆ!” หลิงฮันหัวเราะ ทีนี้เป้าหมายของเขาก็สําเร็จแล้ว

เขาออกมาจากหอคอยทมิฬ และพบว่าจักรพรรดินี ธิดาโร่ว และสตรีนกอมตะนั้นยังคงขุดหาอยู่ ในขณะที่ซูหนิวนั่งอยู่บนปูยักษ์ตัวหนึ่ง นางสายขาไปมาพร้อมกับแทะน่องไก่อย่างเพลิดเพลิน

หลิงฮันปลดปล่อยสัมผัสสวรรค์เหมือนเดิม และนําร่างของปูยักษ์เข้าไปในหอคอยทมิฬ ซึ่งครั้งนี้ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน กว่าจะผ่าร่างของมันได้ เนื่องจากพลังป้องกันของปูยักษ์นั้นทนทานเป็นพิเศษ

เมื่อเขาออกมาจากหอคอยทมิฬอีกครั้ง จักรพรรดินีเองก็พบซากศพของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรระดับตําหนักอมตะแล้ว

เรื่องนี้ทําให้ธิดาโร่วเป็นกังวลเป็นอย่างมาก

นางรีบเอ่ยขอให้สตรีนกอมตะมาช่วยนางขุดหาอีกแรง เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังไม่แม้แต่ทะลวงผ่านระดับโลกียนิพพาน ต่อให้ได้หินวิญญาณหยางไปก็ไม่มีความหมายอะไร นอกจากนี้หินวิญญาณหยางก็ต้องใช้ที่นี่เท่านั้น ไม่สามารถเก็บกลับไปด้านนอกได้

เมื่อหลิงฮันผ่านําหินวิญญาณหยางออกมาให้จักรพรรดินีได้สําเร็จ ในที่สุดธิดาโร่วก็พบเจอวาสนาเสียที

กล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือขุมสมบัติแห่งหินวิญญาณหยางอย่างแท้จริง

และแล้วจอมยุทธระดับโลกียนิพพานทั้งสี่คน ก็ได้หินวิญญาณสีม่วงมาครอบครอง

“ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ”

ทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปนั่งคนละทิศ โดยที่เบื้องหน้าของทุกคนมีหินวิญญาณหยางขนาดเท่าบ้านวางอยู่

การเดินทางในมหาสมุทรวิญญาณหยางนั้น ทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตามหาหินวิญญาณหยาง โดยที่การทะลวงผ่านระดับนั้น ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็พอ

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนบรรลุระดับโลกียนิพพานสูงสุด ตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว พวกเขาทุกคนติดอยู่ที่หน้าธรณีประตูทางเข้าสู่ระดับแบ่งแยกวิญญาณ โดยที่หินวิญญาณหยางคือกุญแจที่จะใช้เปิดผ่านธรณีประตูเข้าไป

พวกเขาเขย่าดวงวิญญาณของตนเอง เพื่อนําบางส่วนของวิญญาณเข้าไปยังหินวิญญาณหยาง

“อย่าใช้ดวงวิญญาณของตัวเจ้าเอง” จู่ๆหอคอยน้อยก็เอ่ยขึ้นมา

“หือ?”

“ใช้สามแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ที่อยู่ในร่างของเจ้าแทน” หอคอยน้อยไม่อธิบายเหตุผล และสังออกไปตรงๆว่าหลิงฮันควรทําอย่างไร

“ทําไมกันล่ะ?” หลิงฮันเอ่ยถาม เขามีนิสัยที่อยากรู้ไปเสียทุกเรื่องอยู่แล้ว

หอคอยน้อยถอนหายใจ “แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่นั้นเป็นสิ่งที่มีสติปัญญา หากเจ้าใช้พวกมันในการทะลวงผ่าน ด้วยการที่พวกมันมีความนึกคิดเป็นของตนเอง ดวงวิญญาณก็จะเป็นอิสระและสามารถพัฒนาได้ดีกว่า”

“และถึงแม้หลังจากบรรลุระดับตําหนักอมตะแล้ว ดวงวิญญาณจะหวนคืนกลับสู่ร่าง แต่ถ้าหากเจ้าใช้ดวงวิญญาณของตัวเอง และดวงวิญญาณถูกทําลายล่ะก็ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีผลลัพธ์ตามมา”

“การแทนที่ดวงวิญญาณของตัวเอง ด้วยแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี จึงเป็นการทะลวงผ่านที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

ตอนที่ 2001 ช่องเขาลึกใต้มหาสมุทร

ในระดับความลึกขนาดนี้ หลิงฮันไม่จําเป็นต้องกังวล ว่าจีธุ์หมิงจะหาเขาพบ

จีอูหมิงมีพลังต่อสู้ที่ไร้ผู้ใดเปรียบก็จริง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของพลังป้องกันล่ะก็ หลิงฮันย่อมเป็นที่สุดในระดับเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย9%uid%

เพียงแต่แบบนี้มันก็น่าเบื่อมากเช่นกัน

ในสถานที่แห่งนี้นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครอื่นเลย แถมทิวทัศน์รอบด้านก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และก็ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย

โชคดีที่หลิงฮันสามารถเข้าไปในหอคอยทมิฬ ไปพูดคุยกับสตรีทั้งสี่ได้

เวลาผ่านพ้นไปสามร้อยปี หลิงฮันเก็บเกี่ยวหินผลึกวิญญาณหยางสีฟ้าครามได้มากเกือบสองร้อยก้อนแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววของหินวิญญาณหยางสีม่วง

เขารู้สึกร้อนรนเล็กน้อย ระยะเวลาผ่านมานานเกินกว่าครึ่งแล้ว แต่หินวิญญาณหยางสีฟ้าครามที่ได้มา กลับเพียงพอให้หลอมกลายเป็นวิญญาณหยางสีม่วงได้เพียงก้อนเดียวเท่านั้น

ไม่มีวิธีอื่นแล้วงั้นรึ?

วันเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป และสีของสายรุ้งก็เหลืออยู่เพียงสองสีเท่านั้นที่ยังส่องแสง ในขณะที่สีอื่นๆ หม่นแสงกลายเป็นสีขาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หืม?

จู่ๆ หลิงฮันก็รู้สึกถึงคลื่นน้ําที่พัดผ่านเข้าใส่

มหาสมุทรแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่สงบก็จริง แต่หลังจากที่เขาลงมายังความลึกระดับนี้แล้ว ทุกอย่างรอบด้านก็กลายเป็นเงียบสงัดอย่างสิ้นเชิง การที่ตอนนี้จู่ๆ ก็เกิดคลื่นน้ําพัดผ่านนั้นสามารถอธิบายได้สองอย่าง

คือไม่มีสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรขนาดใหญ่กําลังใกล้เข้ามา ก็มีวาสนาที่ยิ่งใหญ่อยู่ใต้มหาสมุทรแห่งนี้

แต่ดูจากสถานการณ์แล้วน่าจะเป็นอย่างหลัง

ที่ด้านหน้าหลิงฮัน มีช่องเขาปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิด ช่องเขานี้ไม่ได้มีใหญ่โตมาก ความยาวของช่วงช่องเขาอยู่ที่ราวๆ สิบไมล์เท่านั้น และมีปากทางเข้ารูปทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็ก

ถ้าหากจะมีคลื่นน้ําเกิดขึ้น ก็คงเป็นเพราะน้ําทะเลไหลผ่านเข้าไปในช่องเขาแห่งนี้

หลิงฮันรู้สึกสงสัย และว่ายเข้าไปใกล้ช่องเขา

เมื่อร่างของเขามาถึงทางเข้า เขาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่า ที่ด้านมีกําแพงโปร่งใสที่มองไม่เห็นขวางเอาไว้อยู่ ทําให้ทั้งเขาและน้ําทะเลไม่อาจผ่านเข้าไปได้

หรือก็คือภายในช่องเขานี้จะต้องเป็นพื้นแห้งอย่างแน่นอน

แต่ก็น่าแปลก ในเมื่อน้ําทะเลไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ แล้วจะเกิดคลื่นน้ําขึ้นได้อย่างไร?

หลิงฮันลูบคางครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจยอมแพ้

มีปรากฏการณ์มากมายที่เกิดจากสวรรค์และปฐพี ซึ่งไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้

หลิงฮันปล่อยหมัดออกไป “ตูม” กําแพงโปร่งใสด้านหน้าเกิดคลื่นกระเพื่อมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งในเวลาไม่นาน

พังไม่ได้งั้นรึ?

หลิงฮันประหลาดใจและปล่อยหมัดอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้เขาผสานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเข้าไปด้วย ทําให้พลังทําลายของหมัดพุ่งทะยานสูงขึ้นหลายเท่าตัว

ตูม” เมื่อหมัดเข้าปะทะกับกําแพงโปร่งใส ก็เกิดคลื่นกระเพื่อมที่รุนแรงกว่าเดิม แต่กําแพงก็ยังไม่พังอยู่ดี

หลิงฮันไม่ยอมแพ้ เขาโคจรทักษะนิรันดร์มากมายและกระหน่ําโจมตี

ตูม! ตูม ตูม! ตูม!

แม้จะถูกทักษะนิรันดร์มากมายโจมตีใส่ กําแพงโปร่งใสก็ยังทนทานเกินพรรณนา และมีคลื่นกระเพื่อมที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น

หลิงฮันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา ในเมื่อใช้มือเปล่าไม่ได้ ก็ต้องใช้อุปกรณ์กึ่งนิรันดร์

ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ถูกโคจร และสะบั้นเข้าใส่กําแพงโปร่งใส ครั้งนี้กําแพงถูกแทงทะลุเข้าไปตรงๆ โดยไม่ปรากฏคลื่นกระเพื่อมแม้แต่นิดเดียว

หลิงฮันเผยสีหน้าตื่นเต้น และออกแรงไปที่มือทั้งสองข้าง แกรก แกรก แกร่ก” รอยปริแตกที่กําแพงโปร่งใสค่อยๆ ขยายกว้างและแตกกระจายในที่สุด

“ครืนน น้ําทะเลถูกดูดเข้าไปยังรอยปริแตก โดยที่ร่างของหลิงฮันก็ถูกพัดไหลเข้าไปพร้อมกัน

เขารีบพยุงตัวและหันกลับไปมองด้านหลัง ก่อนจะพบว่ารอยปริแตกมีการหดตัวลงอย่างรวดเร็ว

….กําแพงนี้มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองด้วย

เพียงแค่พริบตา กําแพงโปร่งใส่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์

“น่าสนใจดี” หลิงฮันพึมพํา ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวเป็นอย่างมาก เนื่องจากในบริเวณนี้ไม่มีน้ําทะเล ทําให้ไม่มีแรงกดดันถาโถมเข้าใส่ร่างกาย

เขาสะบัดมือนําจักรพรรดินี ฮูหนิว ธิดาโรัว และสตรีนกอมตะออกมา

“คือ ที่นี่คือที่ไหนกัน?” ฮูหนิวจ้องมองมาที่เขา ด้วยแววตาสงสัย

“ยังอยู่ในมหาสมุทรวิญญาณหยางงั้นรึ?” จักรพรรดินีดีเองก็ประหลาดใจ และมองไปหาหลิง

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าว “พวกเรายังอยู่ที่ใต้ก้นมหาสมุทรวิญญาณหยาง แต่สภาพแวดล้อมของบริวเณนี้ค่อนข้างพิเศษ เพราะมีกําแพงคอยขัดขวางน้ําทะเลเอาไว้”

“น่าสนุกจัง!” ฮูหนิวปรบมือหัวเราะ และทําท่าจะพุ่งไปวิ่งเล่น

หลิงฮันรีบดึงร่างของนางเอาไว้ เด็กสาวผู้นี้ช่างรู้คิดแต่จะเล่นสนุก โดยไม่นึกถึงอะไรเลยจริงๆ

“ที่นี่ มีไว้เพื่ออะไรกันแน่?” ธิดาโร่วกล่าว

“ลองเดินสํารวจกันดูก่อน”

ทั้งห้าคนเดินเว้นระยะกันเล็กน้อย และสํารวจช่องเขา

ช่องแคบแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก แม้แต่คนทั่วไปก็ยังใช้เวลาไม่นานในการสํารวจ เพราะงั้นสําหรับนิรันดร์เช่นพวกเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง

“โอ้ ตรงนี้ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ด้วย” ฮูหนิวหยุดเดิน และเริ่มขุดพื้นดิน

หลิงฮันเดินเข้าไปดูและพบเห็นแท่งหนามแหลมคม ที่แทงทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน ในแวบแรกมันดูเหมือนปลายของแท่งหินที่ปักอยู่บนพื้น แต่ยิ่งซูหนิวขุดดินรอบด้านออกไปก็พบว่าแท่งหิน แท่งมีขนาดใหญ่และยาวขึ้นเรื่อยๆ

ฮูหนิวยิ่งขุดลึกลงไปอีก จนในที่สุดก็มีหัวกะโหลกขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมา!

ที่แท้สิ่งนี้คือก็ซากศพของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่ถูกฝังลงไปอยู่ใต้พื้นดินของช่องเขา และมีแค่ส่วนเขาที่อยู่บนหัวเท่านั้น ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

เมื่อร่างทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตยักษ์ถูกขุดขึ้นมา พวกหลิงฮันทั้งห้าก็ทําได้เพียงแหงนมองร่างขนาดมหึมาของมัน

“หินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม!” ฮูหนิวรีบนําหินวิญญาณหยางออกมาจากศีรษะของสิ่งมีชีวิตยักษ์

“ที่นี่แห่งนี้มีซากศพของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรได้อย่างไรกัน?” หลิงฮันลูบคางครุ่นคิด และคาดเดา “เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลังจากที่สิ่งมีชีวิตมหาสมุทรเสียชีวิตแล้ว มันจะถูกลอยตามน้ําและถูกดูดเข้ามาที่นี่?”

“บางทีกําแพงโปร่งใสนั่น อาจจะไม่ขวางกั้นร่างของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ในช่องเขาแห่งนี้จะมีหินวิญญาณหยางสะสมอยู่มากมายเพียงใดกัน?”

ตอนที่ 2000 สู่กันมหาสมุทร

เหนือความบริสุทธิ์สีฟ้าใส ยังมีความบริสุทธิ์สีฟ้าครามและความบริสุทธิ์สีม่วงอยู่อีก

ตามหลักแล้ว เพียงแค่หินวิญญาณสีอําพันก็สามารถใช้เป็นภาชนะรองรับดวงวิญญาณได้แล้วเพียงแต่พลังต่อสู้ของดวงวิญญาณจะอ่อนแอกว่าร่างต้นหลายเท่า หากทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณไปแบบนั้นก็จะกลายเป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณที่อ่อนแอที่สุด

แต่ปัญหาที่หลิงฮันก็พบเจอก็คือเวลาที่ไม่เพียงพอเพราะแค่การจะหลอมให้หินวิญญาณหยางสีเขียวมีความบริสุทธิ์เป็นสีฟ้าใสก็จําเป็นต้องใช้เวลาเกินกว่าร้อยล้านปี แล้วการจะหลอมให้มีความบริสุทธิ์เป็นสีฟ้าครามหรือสีม่วงละต้องใช้เวลาเท่าไหร่?

ในมุมมองของเขา มีเพียงหินวิญญาณหยางสีม่วงเท่านั้นที่ถือเป็นการทะลวงผ่านระดับที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

ยิ่งเขาจําเป็นต้องโค่นล้มจีอูหมิงด้วยแล้ว

การทะลวงผ่านด้วยหินวิญญาณสีฟ้าใสย่อมไม่เพียงพอ!

“ลองไปที่ใต้ก้นมหาสมุทรดู” จู่ๆ หอคอยน้อยก็เอ่ยแทรกขึ้นมา“ทุกครั้งที่มหาสมุทรวิญญาณหยางปิดตัวลงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดภายใต้มหาสมุทรจะสิ้นชีพและมีสิ่งมีชีวิตใหม่ถือกําเนิดนมาที่บริเวณลึกสุดของมหาสมุทรแห่งนี้น่าจะมีซากของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอยู่”

หลิงฮันชะงัก “หากที่นั่นมีซากสิ่งมีชีวิตระดับตําหนักวิญญาณอมตะอยู่ละก็ หินวิญญาณหยางของพวกมันจะต้องมีความบริสุทธิ์สีฟ้าครามหรือไม่ก็สีม่วงอย่างแน่นอน!”

“นับว่าเจ้าไม่โง่ที่คิดได้” หอคอยน้อยเหน็บกัด

นิสัยปากเสียของหอคอยปากไม่ตรงกับใจตนนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันส่ายหัวและทําเป็นไม่สนใจ

“สําหรับคนอื่นอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะลงไปถึงก้นมหาสมุทร เพราะกายหยาบไม่แข็งแกร่งพอจะต้านทานแรงกดดัน ต่อให้เสริมความแข็งแกร่งด้วยปราณก่อเกิด สุดท้ายพลังปราณก็ต้องแห้งเดือดและเสียชีวิตอยู่ดี”

“เพียงแต่ข้านั้นแตกต่างออกไป”

“กายหยาบของข้าไม่จําเป็นต้องใช้ปราณก่อเกิดห่อหุ้ม และจะไม่อ่อนแอลงไม่ว่าจะต้านทานแรงกดดันนานเท่าใด”

หลิงฮันในใจ และไปแจ้งเรื่องนี้ให้กับสตรีทั้งสามฟัง

จักรพรรดินีกับฮูหนิวไม่คัดค้านใดๆ ทั้งสองพยักหน้าและเข้าไปในหอคอยทมิฬ ในขณะที่ธิดาโรั่วทําการต่อรอง ว่าหลิงฮันจะต้องมอบหินวิญญาณหยางสีม่วงให้นางด้วย แต่นางก็ถูกหลิงฮันจับโยนร่างเข้าไปในหอคอยทมิฬทันที

หลิงฮันทําการมุ่งหน้าดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร

ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ แรงกดดันของคลื่นน้ําก็ยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้น เพียงแต่กายหยาบของหลิงฮันนั้นไร้เทียมทานเป็นอย่างมาก มีเพียงในเรื่องนี้เท่านั้น ที่แม้แต่จีอูหมิงก็ไม่อาจเทียบเคียงเขาได้

หลิงฮันดําดิ่งลงไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากผ่านไปครึ่งวันเศษๆ เขาก็ดําลงไปลึกจากระยะเดิมกว่าสองเท่า และในขณะที่ดําลงไปลึกกว่าเดิมสามเท่านั้นเอง แม้แต่กายหยาบของเขาก็เริ่มเกิดความรู้สึกเจ็บปวด

โชคยังดีที่เขามีหอคอยทมิฬ หากในระดับความลึกใดที่เขาไม่สามารถต้านทานไหว เขาก็แค่เข้าไปหลบอยู่ในหอคอยทมิฬก็พอ ซึ่งไม่เหมือนกับอุปกรณ์มิติศักดิ์สิทธิ์ของคนอื่น ที่จําเป็นต้องใช้ปราณก่อเกิดและอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห่อหุ้มเอาไว้ ไม่เช่นนั้นอุปกรณ์มิติจะถูกแรงกดดันของคลื่นน้ําบีบรัดจนพังทลาย

ระยะที่เขาอยู่ตอนนี้อยู่ห่างจากก้นมหาสมุทรไม่มากแล้ว หลังจากดําต่อไปอีกหนึ่งร้อยฟุตพื้นดินก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา

หลิงฮันว่ายน้ําสํารวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อค้นหาชากศพของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตามพื้นมหาสมุทร

ความลึกในระดับนี้ เป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่สามารถลงมาได้แน่นอน เพราะงั้นทั่วทั้งมหาสมุทรในระดับนี้ จึงเปรียบเสมือนกับสุสานที่เงียบสงัด แต่ปรากฏเพียงพื้นทรายสีขาวที่กว้างใหญ่ไร้พรมแดน

เขาว่ายสารวจต่อไปอีกราวๆ หนึ่งวัน ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้าง

ที่เบื้องหน้าเขามีภูเขาปรากฏขึ้นในสายตา

แต่ที่ก้นมหาสมุทรที่มีแต่พื้นทรายสีขาวเช่นนี้ จะมีภูเขาอยู่ได้อย่างไร?

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นซากศพของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรขนาดมหึมา

หินวิญญาณหยางที่สิ่งมีชีวิตตนนี้ทิ้งเอาไว้ จะต้องมีขนาดใหญ่มากเป็นแน่

หลิงฮันโคจรทักษะนิรันดร์ พร้อมกับแก่นกําเนิดพลังวารี เนื่องจากกายหยาบของเขาไม่สามารถต้านทานแรงกดดัน ของบริเวณก้นมหาสมุทรได้ทั้งหมด เขาจึงต้องใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์เข้ามาเสริมช่วย

เขาดิ่งร่างลงไป และพบว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้านี้คือเต่ายักษ์ ที่ใหญ่โตราวกับขุนเขา ร่างกายส่วนใหญ่ของมันยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และมีส่วนที่ถูกกัดกร่อนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หลิงฮันใช้ดาบอสูรนิรันดร์แทงเข้าใส่ แต่ก็ไม่อาจทะลวงร่างกายของเต่ายักษ์ตนนี้ได้

แข็งมาก

เขาพยายามแทงอยู่หลายครั้งก็ไม่สําเร็จ จนต้องเคลื่อนที่ไปยังตําแหน่ง ที่ร่างกายของเต่ายักษ์ถูกกัดกร่อน ถึงจะใช้ดาบแทงเข้าไปได้สําเร็จ

หลิงฮันฝ่าเปิดร่างของเต่ายักษ์จากด้านใน และใช้เวลาอยู่สี่วันกว่าจะผ่ามาถึงส่วนหัวได้

“หินวิญญาณหยางสีฟ้าคราม!” หลิงฮันเผยท่าที่ตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด หินวิญญาณหยางตรงหน้าเขานี้ มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตัวตนเสียอีก

หลิงฮันเก็บหินวิญญาณเข้าไปในหอคอยทมิฬ และตัดเนื้อบางส่วนติดไปด้วย เพราะถึงแม้เต่ายักษ์ตนนี้จะตายไปหลายร้อยล้านปีแล้ว แต่ด้วยระดับพลังที่สูงสุดของมัน ทําให้เนื้อและโลหิตยังสดใหม่อยู่

เขาเข้าไปแสดงความยินดีกับสตรีทั้งสามในคอยทมิฬ และกลับออกมาทําการสํารวจต่อ

หินวิญญาณหยางที่มีความบริสุทธิ์สีฟ้าครามไม่ใช่เป้าหมายของเขา แม้แต่หินวิญญาณหยางสีม่วงที่เกิดจากการหล่อหลอมก็เช่นกัน เป้าหมายหนึ่งเดียวของเขาคือหินวิญญาณหยางที่มีความบริสุทธิ์สีม่วงของแท้

หลิงฮันใช้เวลาสิบปี และได้รับหินวิญญาณหยางสีฟ้าครามมาทั้งหมดสิบสี่ก้อน

สวนหินวิญญาณหยางความบริสุทธิ์สีม่วงนั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบเจอเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันยังคงค้นหาต่อไป บางครั้งหากโชคดี ในระยะเวลาสองถึงสามปีเขาจะพบหินวิญญาณหยางสองสามก้อน และหากโชคไม่ดีแม้เวลาผ่านจะไปสองหรือสามปี เขาไม่พบเจอหินวิญญาณหยางเลยแม้แต่ก้อนเดียว หนึ่งในเหตุผลที่หาไม่เจอ ก็เพราะเขาพบเจอสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ทรงพลังไล่จนต้องเสียเวลาหลบหนี

เวลาผ่านพ้นไปหนึ่งร้อยปีอย่างรวดเร็ว โดยมหาสมุทรแห่งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยแม้แต่น้อยราวกับมันจะคงสภาพอยู่แบบนี้ต่อไปตลอดกาล

หลิงอันแหงนมองไปที่แสงจากกุ้งเจ็ดสีขนาดมหึมาที่สาดลงมา โดยที่สีของรุ้งในตอนนี้ได้มีหนึ่งสีที่กลายเป็นซีดขาวไปแล้ว และเหลือเพียงหกสีที่ยังคงส่องแสงอยู่ดังเดิม

จากข้อมูลจากคนรุ่นก่อนๆ เมื่อเวลาที่มหาสมุทรวิญญาณหยางใกล้จะปิดตัว แสงทั้งเจ็ดของสายรุ้งจะหม่นแสงทั้งหมด โดยเมื่อเป็นเช่นนั้น ระยะเวลาที่สามารถอยู่ต่อได้ จะเหลืออยู่เพียงหนึ่งร้อยปีเท่านั้น

หากคํานวณจากตรงนี้ กล่าวคือเขายังมีเวลาเหลือให้อยู่ใต้มหาสมุทรต่อไปได้อีกเจ็ดร้อยปี

แต่ระยะเวลาเจ็ดร้อยปีนี้ จะเพียงพอให้เขาค้นหาหินวิญญาณหยางสีม่วงได้สักก้อน หรือมากกว่านั้นรึเปล่า?

ตอนที่ 1999 ขับไล่

ในตอนนี้ แม้แต่จักรพรรดินีที่หยิ่งทะนง ก็ยังต้องจําใจยอมรับว่าจี่อู๋หมิงนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

พลังต่อสู้ของเขาเหนือกว่าขอบเขตระดับโลกียนิพพาน ต่อหน้าเขาไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะคนไหน ก็ต้องกลายเป็นไร้คําพูด

นั่นเพราะอีกฝ่ายคือร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์

จักรพรรดินีและฮูหนิวรีบขยับเข้ามาใกล้หลิงฮัน ยี่เองก็เช่นกัน พวกเขาทั้งสี่จําเป็นต้องช่วยกันรับมือกับจี่อู๋หมิง

ถึงอย่างนั้น ต่อให้พวกเขาทั้งสี่ร่วมมือกัน ก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าจะเอาชนะฮูหมิงได้ แต่อย่างน้อยขอแค่ไม่มีใครในหมู่พวกเขาถูกสังหาร ก็นับว่าเป็นชัยชนะได้แล้ว

จี่อู๋หมิงไม่ลงมืออย่างไม่คิดอะไรเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว สายตาของเขาจดจ้องไปยังพวกหลิงฮันทั้งสี่คนชั่วครู่ ก่อนที่มุมปากจะแสยะยิ้ม “พวกเจ้าทําให้ข้าหวนนึกถึงวันวานในอดีตจริงๆ ในช่วงที่ข้ายังเยาว์วัย ข้าเองก็เป็นเหมือนพวกเจ้าเช่นกัน”

“เพียงแต่ เมื่อเทียบกับความอยู่รอดของดินแดนแห่งเซียน ชีวิตของพวกเจ้าจะไปมีค่าอันใด?”

“อย่าได้รอาจคิดถึงความอยุติธรรม เพราะในอดีตไม่รู้ว่าต้องสังเวยชีวิตไปมากเท่าไหร่เพื่อให้พวกเจ้ามีวันนี้”

จี่อู๋หมิงกล่าวพร้อมกับนําคันธนูขนาดเล็กเท่าฝ่ามือออกมา

ธนูสวรรค์ไร้พรมแดน

อาวุธชิ้นนี้คืออุปกรณ์นิรันดร์ที่แท้จริง และด้วยพลังต่อสู้ที่เกินกว่าระดับพลังบ่มเพาะของจี่อู๋หมิง อํานาจที่ธนูสามารถปลดปล่อยออกมาได้ ย่อมน่าสะพรึงกลัวเกินพรรณนา

“จี่อู๋หมิง!” เสียงคํารามดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ได้ปรากฏตัว คนผู้นี้เป็นมนุษย์ที่รูปร่างใหญ่โตเหมือนหมี และมีกล้ามหน้าอกที่หนาแน่นราวกับหิน

เขาคํารามเสียงดังลั่นใส่จี่อู๋หมิง และปล่อยหมัดที่ส่องประกายเข้าจู่โจม

จี่อู๋หมิงขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าว “ในเวลาที่ไม่ควรหนีกลับหนี แต่พอเวลาที่ไม่ควรมากลับมา!” เขาหันทิศของคันธนู และยิงเข้าใส่ชายร่างหมี

“ครืนนน” คันธนูที่มีขนาดเล็ก ลูกศรที่ยิงออกไปย่อมมีขนาดเล็กเช่นกัน ลูกศรสีทองที่ราวกับเข็มถูกยิงทะลวงออกไป

ชายร่างหมีรวบมือทั้งสองเข้าหากัน “พรึบ” มือปราณก่อเกิดขนาดยักษ์สีทองสองข้างถูกควบแน่นขึ้นมา และปะทะเข้ากับคันศร

“ตูมม” ร่างของชายร่างหมีสั่นสะท้านและลอยกระเด็นทันที พลังของเขาไม่อาจทัดเทียมกับจี่อู๋หมิงได้ แต่ถึงอย่างนั้นพลังของชายผู้นี้ก็ถือว่าแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ที่แม้จะรับการโจมตีของจี่อู๋หมิงไปแล้วก็ยังไม่ถูกสังหาร

“จอมบ้าคลั่ง!” ยี่แสยะยิ้ม “ข้ามาที่นี่เพื่อประมือกับเจ้าโดยเฉพาะ”

“เจ้ามีโอกาสนั้นแน่!” ชายร่างมีไม่แม้แต่หันมองยี่ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่จี่อู๋เมิง “เพียงแต่ ตอนนี้ยังไม่ถึงรอบของเจ้า!”

หลิงฮันมองไปยังชายร่างหมีตรงหน้า ที่แท้คนผู้นี้ก็คือจอมบ้าคลั่ง อัจฉริยะระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์ซาน

ตอนนี้มีสุดยอดจักรพรรดิร่วมมือกันถึงห้าคนแล้ว หรือบางทีพวกเขาอาจจะต่อกรกับจี่อู๋หมิงได้?

จี่อู๋หมิงใช้คันธนูเคาะร่างของตัวเองเบาๆ และกล่าว “เพิ่มมาอีกหนึ่งคน ค่อนข้างจะเป็นปัญหาเล็กน้อย”

ขนาดสุดยอดจักรพรรดิระดับแนวหน้าถึงห้าคนร่วมมือกัน ก็ยังเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยในสายตาของจี่อู๋หมิง

“เพียงแต่ นั่นก็ช่วยประหยัดเวลาให้ข้าไม่ต้องไปไล่ล่าทีละคนได้!” เขาแสยะยิ้มและเป็นฝ่ายเปิดโจมตีพวกหลิงฮันทั้งห้าคนก่อน

ตูม! ตูม ตูม!

จี่อู๋หมิงเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ เขาไม่สู้แบบเนิบนาบอีกต่อไป แต่รุกเข้าหาศัตรูอย่างดุดันเหมือนกับรูปแบบการต่อสู้ของฮูหนิว และยี่ ร่างของเขาพุ่งทะลวงเข้าสู่วงล้อมของพวกหลิงฮันทั้งห้าคน

คนที่กล้าเผชิญหน้ากับสุดจักรพรรดิทั้งห้าพร้อมกับเช่นนี้ เกรงว่าในหมู่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานทั่วยุทธภพ คงจะมีแค่จี่อู๋หมิงเพียงคนเดียว

เมื่อมีจํานวนคนเพิ่มเข้ามา กระแสการต่อสู้ก็เปลี่ยนไป จอมบ้าคลั่งได้ช่วยให้พลังต่อสู้โดยรวมเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน

พวกเขาช่วยกันปัดป้องการโจมตีของจี่อู๋หมิงเอาไว้ได้ เพียงแต่แต่สุดท้ายมันก็เท่านั้น เพราะ ไม่ว่าจะช่วยกันอย่างไร พวกเขาก็ทําได้แค่ปัดป้อง แต่ไม่อาจโจมตีสวนกลับ

“ตอนนี้ล่ะ!” จู่ๆ หลิงฮันก็คํารามส่งเสียง

“ฮูหนิวรู้แล้ว!” ฮูหนิวตอบรับ เงาของมัจฉาวายุภักษ์ปรากฏออกมาเหนือร่างของนาง โดยที่เงามัจฉาวายุภักษ์ในครั้งนี้ดูราวกับของจริงเป็นอย่างมาก ตราประทับที่เรียบง่ายและไม่สมบูรณ์ ส่องประกายขึ้นบนหน้าผากของซูหนิว พร้อมกับส่องประกายแสงเจิดจ้า

“ครืนนน” คลื่นแสงที่พรั่งพรูออกมาพุ่งทะลวงออกไป ด้วยความเร็วที่เกินกว่าจะพรรณนา และปะทะเข้ากับร่างของจี่อู๋หมิง

“ตูม” ร่างของจี่อู๋หมิงถูกส่งลอยกระเด็น หน้าอกของเขาปรากฏรูบาดแผล พร้อมกับมีโลหิตหลั่งไหลออกมา และสีหน้าได้แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

จากการต่อสู้อันยาวนาน ในที่สุดจี่อู๋หมิงก็ได้รับบาดแผล แถมยังเป็นบาดแผลที่สามารถอีกด้วย เรื่องจากหัวใจของเขาถูกทะลวงเป็นรู

นี่คือไพ่ลับที่ทรงพลังที่สุดของฮูหนิว ที่เกิดจากการชี้นําอํานาจของตราประทับราชานิรันดร์ภายในร่างกายออกมา และจู่โจมออกไปด้วยอํานาจทําลายล้างที่ทรงพลังของมัจฉาวายุภักษ์ หากถูกกระบวนท่านี้โจมตีเข้าใส่ ต่อให้เป็นจอมยุทธระดับตัดวิญญาณสวรรค์ก็ต้องถูกสังหาร

เพียงแต่จี่อู๋หมิงนั้น แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังไม่ตาย

หลิงฮันห้ามไม่ให้ฮูหนิวใช้ไพ่ลับที่ทรงพลังที่สุดมาตลอด ก็เผื่อกรณีที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้

“จัดการ!” พวกหลิงฮันทั้งสี่คนกระหน่ําโจมตีอย่างบ้าคลั่ง

จี่อู๋หมิงเค้นเสียงเย็นชา เขากวาดมองคนทั้งห้าคน ก่อนจะหันหลังและจากไปในทันที

ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขารวดเร็วมาก ราวกับแรงกดดันใต้มหาสมุทรนี้ ไม่ส่งผลอันใดต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ร่างของจี่อู๋หมิงเคลื่อนที่ห่างออกไปหลายฟุต และหายไปจากสายตาของทุกคนโดยไม่เหลือล่องลอยใดๆ ทิ้งเอาไว้

ไล่ตามไม่ทัน

พวกหลิงฮันทั้งห้าคนขมวดคิ้ว พวกเขาแต่ละคนเป็นถึงอัจฉริยะระดับแนวหน้าแท้ๆ แต่กลับต้องร่วมมือกันถึงห้าคนกว่าจะขับไล่จี่อู๋หมิงกลับไปได้

“ทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้วสู้อีกครั้ง!” จอมบ้าคลั่งกล่าวและเคลื่อนที่จาก ไปเป็นคนแรก

ยี่เองก็พยักหน้า และมุ่งหน้าไปอีกทิศทางหนึ่ง

ถึงแม้พวกเขาจะมีพลังต่อสู้ที่สามารถทัดเทียมกับ ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่ในแก่นแท้แล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีพลังในระดับแบ่งแยกวิญญาณ

ในเมื่อตอนนี้พวกเขาไม่สามารถเอาชนะจี่อู๋หมิงได้ จึงเหลือทางเดียวคือต้องทะลวงผ่านไปยังระดับแบ่งแยกวิญญาณ และทําการประลองใหม่อีกครั้ง

“พวกเราก็เร่งมือกันเถอะ” หลิงฮันกล่าวกับสตรีทั้งสอง ก่อนจะนําร่างของธิดาโร่วออกมาจากหอคอยทมิฬ

ทั้งสี่คนมุ่งหน้าต่อไปยังทิศทางอื่น โดยที่ไม่กล้าดําลงไปลึกกว่านี้ เนื่องจากระดับมหาสมุทรในตอนนี้ คือขีดจํากัดที่สตรีทั้งสามจะต้านทานไหวแล้ว หากดําลงไปลึกกว่านี้ ถึงแม้พวกนางจะไม่ตาย แต่ก็จําเป็นต้องชี้นําพลังหลายส่วนมาใช้ป้องกันตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้พลังต่อสู้ลดลงไปหลายส่วน

และหากพบเจอกับสิ่งมีชีวิตใต้น้ําระดับตัดวิญญาณสวรรค์ และระดับตําหนักอมตะระหว่างทางล่ะก็ แม้แต่จะหลบหนี พวกนางก็คงไม่อาจทําได้

ทั้งสี่คนออกสํารวจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยที่เมื่อวันเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป พวกเขาก็เก็บเกี่ยวหินวิญญาณหยางได้มากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปครึ่งปี กลุ่มของพวกเขาแต่คนละก็ครอบครองหินวิญญาณหยางสีเขียวมรกตขนาดเท่าศีรษะกันคนละก้อน

หลิงฮันไม่พึงพอใจกับหินวิญญาณหยางเช่นนี้ และออกตามล่าผลึกวิญญาณหยางเพิ่ม หากต้องการหลอมหินวิญญาณหยางจากความสบริสุทธิ์สีเขียวไปเป็นสีฟ้าใส จะต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมสองร้อยเท่า ซึ่งในตอนนี้สถานที่แห่งนี้ก็คงจะถึงเวลาปิดตัวพอดีหรือว่าขีดจํากัดวิญญาณหยางสีฟ้าใสกัน?

ตอนที่ 1998 พลังที่เกินกว่าระดับห้านิพพาน

ใช่ว่าหลิงฮันจะไม่เคยพบเจอปรมาจารย์ยุทธที่ทรงพลังมาก่อน มีจอมยุทธหลายคนที่สามารถเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย เพราะมีพลังบ่มเพาะที่สูงกว่า แต่หากเป็นในระดับพลังเดียวกัน หรือ ใกล้เคียงล่ะก็ เขาไม่เคยพ่ายแพ้ใครมาก่อน

จี่อู๋หมิงผู้นี้คือคนแรก

หลิงฮันมั่นใจว่าตนเองขัดเกลาทุกระดับพลังจนถึงขีดกําจัดสูงสุด จนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้ว

เพราะงั้นไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่สมควรอ่อนแอกว่าจี่อู๋หมิง

เพียงแต่ว่าความนั้นช่างโหดร้าย พลังต่อสู้ของเขาไม่สามารถเทียบกับจี่อู๋หมิงได้ หากไม่ใช่ เพราะเขาบ่มเพาะทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรัน สังหารไปหลายครั้งแล้ว

หลิงฮันพยุงร่างให้มั่นคง และจับไปที่ท้ายทอยศีรษะ การโจมตีเมื่อครู่ของจีอูหมิงแทนจะบดขยกะโหลกของเขาได้

หลิงฮันคาดเดาว่า เหตุผลที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดนี้ ย่อมเป็นเพราะสามารถใช้พลังที่อยู่เหนือระดับห้านิพพานได้

เขารีบโคจรอํานาจของอสนีบาตชําระล้างโลกา ทําให้รอยยุบบนกะโหลกศีรษะถูกฟื้น ฟูสภาพในทันที

“คนที่ครอบครองวาสนาเช่นเจ้า ช่างจัดการได้ยากเย็นเสียจริง!” จี่อู๋หมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพุ่งทะยานร่างเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ฮูหนิว

“ตัวอัปลักษณ์ หนิวจะทุบตีเจ้าให้ตาย!” ฮูหนิวตะโกนเสียงดัง เจ้าดูถูกหนิวงั้นรึ ถึงได้เลือกจู่โจมหนิวหลังคนอื่น?

ฮูหนิวคําราม ร่างเงาของมัจฉาวายุภักษ์ปรากฏออกมาจากด้านหลังของนาง

“หากเจ้าเป็นร่างกําเนิดใหม่ของอ่อน ข้าก็จะยอมไว้ชีวิต แต่น่าเสียดายได้ภายในร่างของเจ้ามีเพียงเจตจํานงยุทธของนางประทับเอาไว้เท่านั้น” จี่อู๋หมิงกล่าว “จงถูกข้ากลืนกินเสียเถอะ!”

เขาผลักฝ่ามือใส่ฮูหนิว

“เจ้าทําให้หนิวโกรธแล้ว!” ฮูหนิวกวัดแกว่งหมัดทั้งสองตอบโต้ ร่างเงามัจฉาวายุภักษ์มีตราประทับที่ส่องประกายพรั่งพรูออกมาทีละอัน และปลดปล่อยกลิ่นอายที่ราวกับจะบดขยี้สวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกมา

จี่อู๋หมิงไม่แยแสแม้แต่น้อย สองมือของเขาทั้งผลักฝ่ามือ ปล่อยกําปั้น และจู่โจมในรูปแบบต่างๆ มากมายอย่างสมบูรณ์แบบ ทําให้ร่างเงาของมัจฉาวายุภักษ์ถูกกําราบอย่างง่ายดาย ฮูหนิวจึงต้องรับมือการโจมตีด้วยพลังของนางเพียงอย่างเดียว

ไร้เทียมทานสมกับเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า!

หลิงฮันและยี่คําราม ทั้งสองคนพุ่งโจมตีใส่จี่อู๋จากทั้งด้านซ้ายขวา

จี่อู๋หมิงแสยะยิ้ม ก่อนที่ร่างของเขาจะสั่นไหวเล็กน้อย และมีร่างอีกสองร่างแยกออกมาจาก ร่างกายของเขา และร่างแยกทั้งสองนี้ ได้เคลื่อนไหวตอบโต้การโจมตีของหลิงฮันและยี่

ความสามารถเหมือนกันการแยกร่างของจักรพรรดินี่งั้นรึ?

หลิงฮันปะทะกับร่างแยก และพบว่าร่างแยกนี้คือจี่อู๋หมิงจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นออร่า หรือพลังต่อสู้ร่างแยกนี้เหมือนกับจี่อู๋หมิงไม่มีผิดเพี้ยน

ร่างตรงหน้าเขาไม่ใช่ร่างแยก

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขาในทันที… ดวงวิญญาณ!

หลังจากบรรลุระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้ว ดวงวิญญาณของจอมยุทธจะแบ่งออกเป็นสี่ดวง คือดวงวิญญาณหยิน ดวงวิญญาณหยาง ดวงวิญญาณปฐพี และดวงวิญญาณสวรรค์ ดวงวิญญาณทั้งสี่คือสิ่งที่ถอดออกมาจากร่างหลัก เพราะงั้นแก่นแท้ของพวกมันจึงไม่มีความแตกต่างใดๆ กับร่างหลัก

เพียงแต่จี่อู๋หมิงยังมีพลังอยู่ในระดับโลกียนิพพานแท้ๆ!

ตามหลักทฤษฎีแล้ว การถอดดวงวิญญาณเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพียงแต่ช่วงชีวิตที่แล้วของจี่อู๋หมิงนั้นเคยเป็นราชานิรันดร์ แถมยังเป็นตัวตนที่สูงสุดถึงราชานิรันดร์ระดับเก้าด้วย จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่อีกฝ่ายจะสามารถทําลายกฎเหล็กของระดับพลัง และมีความสามารถพิเศษเหนือใคร

ตูม!

หลิงฮันแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับดวงวิญญาณของจี่อู๋หมิง โดยที่ดวงวิญญาณสามารถคงสภาพอยู่ได้ไม่นานเท่านั้น ก็สลายหายไปเอง

หลิงฮันเข้าใจทันทีว่า ถึงแม้จี่อู๋หมิงจะใช้ความสามารถของระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ แต่ชีวิตที่แล้วของเขาก็ยังเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า ที่อยู่ภายใต้กฏของสวรรค์และปฐพี ทําให้ความสามารถที่ใช้ได้มีขีดจํากัด

ในอีกด้าน ยี่เองก็เข้าปะทะกับดวงวิญญาณของจี่อู๋หมิงเช่นกัน

จี่อู๋หมิงใช้โอกาสนี้ลงมือกําราบฮูหนิว

ซึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า ฮูหนิวก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หลิงฮันพยายามเข้าใกล้จี่อู๋หมิง แต่ดวงวิญญาณที่สลายไปแล้วของจี่อู๋หมิง ก็กลับปรากฏออกมาอีกครั้ง และถ่วงเวลาเขาเอาไว้ไม่รู้

เมื่อเห็นว่าฮูหนิวใกล้จะรับมือไม่ไหว หลิงฮันก็ใช้พลังของหอคอยทมิฬอีกครั้ง เพื่อสับเปลี่ยนตําแหน่งกับนาง

จี่อู๋หมิงไม่รู้สึกประหลาดใจ แต่กลับเผยสีหน้าแสยะยิ้ม “ข้ากําลังรอเจ้าอยู่เลย!” เขาปล่อยหมัดเขาเข้าใส่ห้วงจิตวิญญาณหลิงฮัน ครืนน” คลื่นแสงนิรันดร์เก้าแสง พรั่งพรูออกมาพร้อมกับแปรเปลี่ยนกลายเป็นดาบและพุ่งโจมตี

หลิงฮันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง และรับรู้ได้ว่าดาบตรงหน้านี้มีอํานาจมากพอจะสังหารเขาได้

เขารีบโคจรพลังของแก่นกําเนิดนิรันดร์ “ตูม” ร่างของเขาระเบิดกลุ่มก้อนเปลวเพลิงที่อัดแน่นไปด้วยตราประทับแห่งบรรพกาลออกมา จนเกิดเป็นทะเลเพลิงที่แผดเผาไปถึงเก้าชั้นสวรรค์

“ฉัวะ” ดาบของจี่อู๋หมิงทะลวงเข้าใส่ทะเลเพลิง

หลิงฮันใช้โอกาสนี้สะบัดตัวหลบหนีออกมาหลายร้อยไมล์ ก่อนที่เปลวเพลิงบนร่างของเขาค่อยๆ สลายหายไป ที่มุมซ้ายของศีรษะของเขาปรากฏรอยเว้าถูกเฉือนขาด และมีโลหิตไหลออกมา

เพียงแค่ดาบหนึ่งกระบวนท่า ก็เกือบจะทําให้เขาสิ้นชีพ!

การผสานอํานาจนิรันดร์ทั้งเก้าเข้าด้วยกันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก พลังทําลายของมันรุนแรงเกินพรรณนา จนแม้แต่กายหยาบของเขาก็ต้านทานไม่ไหว

นี่ขนาดหลิงฮันโคจรอํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมาต้านแล้ว ก็ยังหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียดเท่านั้น หากหลบไม่ทันล่ะก็ เขามีแต่ต้องใช้ทักษะกําเนิดใหม่จากเถ้าถ่านสถานเดียว

จี่อู๋หมิงประหลาดใจเล็กน้อย “อํานาจแห่งเต๋ของราชาเพลิงสวรรค์งั้นรึ? วาสนาของเจ้าช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! “การไล่ต้อนฮูหนิวเป็นเพียงการหลอกล่อเท่านั้น ซึ่งเป้าหมายหลักของเขา คือ การบังคับให้หลิงอันใช้การสับเปลี่ยนห้วงมิติ

หลิงฮันโคจรแก่นพลังเพื่อฟื้นฟูบาดแผลบนศีรษะ แต่อํานาจของคลื่นแสงนิรันดร์เก้าสีเมื่อครู่ได้ขัดขวางการฟื้นฟูของเขา ความเร็วในการฟื้นสภาพจึงลดลงไปหลายเท่าตัว

เขาโคจรอํานาจของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์เข้ามาเสริมทักษะนี้คือทักษะบ่มเพาะระดับมหาปราชญ์สวรรค์ มันจึงช่วยให้ความเร็วในความฟื้นสภาพเร็วขึ้นมาเล็กน้อย

“พวกเจ้าอย่าได้สู้กับหมอนั่น ตัวต่อตัวเด็ดขาด” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ําเสียงจริงจัง ในด้านประสบการณ์ในการต่อสู้นั้น ยังเร็วเกินไปร้อยล้านปีที่พวกเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของจี่อู๋หมิง

เพราะงั้นพวกเขาจึงไม่อาจลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าได้อีกต่อไป

ตอนที่ 1997 จีอู๋หมิงลงมือ

“ตัวอัปลักษณ์ เจ้าถูกล่าไล่บี้ตูดขนาดนั้น ยังมีหน้ามาหัวเราะอีกรึ?” ฮูหนิวกล่าวออกไปอย่างไม่อาย

ยี่หัวเราะ “ข้าสังหารมันไม่ได้ แต่มันก็ทําอะไรข้าไม่ได้เหมือนกัน”

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “มาร่วมมือกันดีไหม?”

“แน่นอน!”

หลิงฮันคิดว่าคนที่หยิ่งทะนงอย่างยี่ จะไม่ยอมรับการร่วมมือสู้กับผู้อื่นเสียอีก ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะตอบรับคําเชิญง่ายขนาดนี้

เขาคํารามและพุ่งทะยานเข้าหาปลากะโหลกอย่างรวดเร็ว

“หนิวก็จะสู้ด้วย!” ฮูหนิวคํารามเสียงต่ำ และพุ่งทะยานร่างจู่โจมเช่นกัน

จักรพรรดินีเค้นเสียงเย็นชา แต่ก็โจมตีออกไปอย่างไม่แยแส

สําหรับทางด้านของธิโรว นางทําได้เพียงยืนอยู่รอบข้างเพื่อชมการต่อสู้

ตูม!

หลิงฮันที่กําลังพุ่งทะยาน ถูกปลากะโหลกสะบัดครีบหลังเข้าใส่ ทําให้ร่างถูกซัดลอยกระเด็นในทันที

เขาเข้าใจทันที ว่าทําไมยี่ถึงได้หลบหนีและถูกไล่ล่า ที่แท้พลังของปลากะโหลกตนนี้ก็น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

เพียงแต่ว่าด้วยกายหยาบอันไร้เทียมทานของเขา คงมีแต่ตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์เท่านั้น ที่จะสร้างความเสียหายสาหัสให้แก่เขาได้ ในขณะที่ตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพี อาจจะทําได้แค่ทําให้โลหิตของเขาไหลออกมาได้เท่านั้น

หลิงฮันพลิกร่างทะยานกลับมา และหยิบยืมพลังจากหอคอยทมิฬ เขาเคลื่อนที่ด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ และไปปรากฏตัวที่ด้านหน้าปลาโครงกระดูกในพริบตา พร้อมกับใช้ดาบอสูรนิรันดร์สะบั้นเข้าใส่

เขารับหน้าที่เป็นแนวหน้าในการรับการโจมตีของปลาโครงกระดูก ในขณะที่คนอื่นๆ ใช้จังหวะที่ปลาโครงกระดูกเปิดช่องว่างกระหน่ำโจมตี

หากพูดถึงในเรื่องของพลังต่อสู้ล่ะก็ ปลาโครงกระดูกตัวนี้สามารถบดขยี้คนอื่นๆ อีกสี่คนได้อย่างง่ายดาย แต่เนื่องจากมันถูกหลิงฮันรั้งเอาไว้ จักรพรรดินี ฮูหนิว และยี่จึงสามารถสําแดงพลังต่อสู้ออกมาได้เต็มที่

การกระหน่ำโจมตีของทั้งสามรุนแรงถึงขนาดปลาโครงกระดูกที่แข็งแกร่งไม่สามารถต้านทานไหว และร่างกายที่เป็นกระดูกของมันเริ่มแตกหัก

เพียงแต่สัญชาตญาณของปลาโครงกระดูกนั้นโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก มันไม่ยินยอมที่จะล่าถอย และยังคงเลือกโจมตีใส่หลิงฮันตรงหน้าแต่เพียงผู้เดียว

หากเปลี่ยนเป็นจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณคนอื่น เป้าหมายแรกพวกเขาจะจัดการย่อมไม่ใช่หลิงฮัน แต่เป็นพวกจักรพรรดินีทั้งสามคน

ด้วยเหตุนี้ปลาโครงกระดูกจึงหนีไม่พ้นโชคชะตาแห่งความตาย และค่อยๆ ถูกพวกหลิงฮันกัดกร่อนชีวิต จนสิ้นชีพลงในที่สุด

“เห้อ สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรในระดับแบ่งแยกวิญญาณปฐพี ช่างสังหารได้ช่างเย็นจริงๆ!” หลิงฮันถอนหายใจ หากเขาสามารถใช้ความสามารถหยุดเวลาของหอคอยทมิฬได้ ตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพีย่อมถูกสังหารในไม่กี่อึดใจ

“ความสามารถในการป้องกันของเจ้า แข็งแกร่งอย่างแท้จริง” ยกระเดาะลิ้นกล่าว ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาส่องประกายสีเงินทอง ราวกับจิตวิญญาณสู้รบของเขากําลังพุ่งทะยานไปถึงสวรรค์ “ข้าไม่คิดว่าการทําลายพลังป้องกันของเจ้าในตอนนี้จะเป็นไปได้”

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย อีกฝ่ายกล่าวไม่ผิด ในระดับโลกียนิพพานไม่มีใครที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้

นอกเสียจากจี่อู๋หมิง

“โอ้ อยู่รวมกันครบเลยนะ” ทันใดนั้นเองเสียงอันก้องกังวานก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งได้ปรากฏขึ้น และเคลื่อนที่มายังพวกเขาด้วยรอยยิ้ม คนผู้นี้นอกจากจีอู๋หมิงแล้วจะเป็นใครไปได้?

คนผู้นี้ฆ่าไม่ตายจริงๆ เพียงแค่นึกถึงเขาก็โผล่หน้ามาในทันที

“ตัวอัปลักษณ์ เจ้าต้องการอะไร?” ฮูหนวขยับขึ้นหน้า ในระดับพลังเดียวกัน บุคคลผู้นี้เป็นเพียงคนเดียว ที่ทําให้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลําบากได้ เพราะงั้นนางจึงไม่สบอารมณ์ และอยากจะปะทะกับอีกฝ่าย

รอยยิ้มที่มุมปากของจีอู๋หมิงขยายกว้างขึ้น “เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ข้าต้องการกลืนกินชีวิตของพวกเจ้า เพื่อขัดเกลาให้ข้าก้าวไปยังจุดสูงสุดของศาสตร์วรยุทธให้ได้ เพียงแต่พวกเจ้าไม่จําเป็นต้องรู้สึกเศร้าเสียใจไป การเสียสละของพวกเจ้า จะกลายเป็นความดีความชอบต่อทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียน และผู้คนในยุคสมัยหน้าจะจดจ้องชื่อของพวกเจ้าไปตลอดกาล

“ช่างเป็นตัวอัปลักษณ์ที่ไม่เจียมตัว!” จักรพรรดินีกล่าวอย่างเย็นชาและเกรี้ยวกราด

จีอู๋หมิงกวาดสายตามองและยิ้ม “ระดับพลังของพวกเจ้ายังอ่อนแอเกินกว่า จะเข้าใจทุกสิ่งที่ข้าทํา และข้าก็ไม่มีความคิดจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเช่นกันเอาเป็นว่า ความตายของพวกเจ้าจะไม่มีวันสูญเปล่า!”

“พรึบ” เขาลงมืออย่างไม่รีรอ โดยที่เป้าหมายแรงก็คือธิดาโร๋ว

ถึงแม้ในชีวิตก่อนเขาจะเคยเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าที่ทรงพลัง และในชีวิตนี้มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าชีวิตก่อน แต่เขาก็ไม่คิดจะประมาท

วิธีการจัดการกับศัตรูหมู่มาก คือต้องไล่บดขยี้ศัตรูจากคนที่อ่อนแอที่สุด

หลิงฮันรีบคว้าร่างของธิดาโร่วและนํานางเข้าไปในหอคอยทมิฬ

จี่อู๋หมิงไม่เหมือนกับปลาโครงกระดูกก่อนหน้านี้ ทั้งสติปัญญาและประสบการณ์ในการต่อสู้ของเขานั้น มีมากกว่าปลาโครงกระดูกไม่รู้กี่เท่า พวกเขาจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

“ฮ่าๆ!” จี่อู๋หมิงจ้องมองหลิงฮัน “ถ้างั้นก็เริ่มจากจัดการเจ้าก่อนเลยแล้วกัน! สมบัติในร่างของเจ้าต้องเป็นของข้า”

เขาง้างมือเป็นกรงเล็บ และกวัดแกว่งเข้าใส่ศีรษะของหลิงฮัน “ครืนน” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งเก้าสีพรั่งพรูออกมาจากมือของเขา

หลิงฮันสัมผมได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงทันที และกระดูกในร่างเกิดการสั่นสะท้าน ราวกับกําลังจะแตกหัก

ช่างเป็นคนที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้

“ฮึ่ม!” หลิงฮันเค้นเสียง เขากวัดแกว่งดาบอสูรนิรันดร์ตอบโต้ด้วยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์

“เป็นเรื่องน่าเศร้านัก ที่เก้าดาบพินาศสวรรค์ตกไปอยู่ในมือของเจ้า” จีอู๋หมิงยิ้มอย่างโหดเหี้ยม ร่างของเขาพลิกอย่างพริ้วไหว และเบียงทิศทางจากหลิงฮันไปโจมตีใส่จักรพรรดินี

“ตูม ตูม ตูม” กรงเล็บของเขารวบกลายเป็นกําปั้น และซัดหมัดเจ็ดครั้งติดต่อกันออกไป ทุกๆ หมัดที่ปลดปล่อยออกไป มีตราประทับแห่งเต๋าที่ทรงพลังปกคลุมอยู่ ซึ่งมันได้สร้างแรงกดดันให้แก่จักรพรรดิอย่างมหาศาล

จักรพรรดิพยายามต้านทานแรงกดดัน แต่อํานาจของตราประทับจากหมัดทั้งเจ็ดนั้นรุนแรงเกินไป จักรพรรดินี่รู้สึกราวกับกําลังถูกขุนเขาทั้งเจ็ดตกกระทบเข้าใส่ ทําให้นางไม่อาจขยับตัวได้

หลิงฮันตกตะลึง จี่อู๋หมิงแสร้งทําเป็นจะโจมตีเขา แต่แท้จริงแล้วเป้าหมายคือจักรพรรดินี

เขารีบผลักมือใส่ออกไปด้านหน้า “สับเปลี่ยน!”

“ตูม” จี่อู๋หมิงผลักฝ่ามือออกไป แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า จู่ๆ ร่างของจักรพรรดินีก็กลายเป็นเลือนราง และปรากฏร่างของหลิงฮันขึ้นมาแทนที่

ฝ่ามือที่พรั่งพรูไปด้วยตราประทับที่ทรงพลัง ตกกระทบเข้าใส่หลิงฮันจนร่างลอยกระเด็น

การสับเปลี่ยนเมื่อครู่คือ อํานาจของหอคอยทมิฬ ที่สามารถทําให้หลิงฮันสับเปลี่ยนตําแหน่งกับคนที่สลักตราประทับห้วงมิติเอาไว้ได้ในระยะที่จํากัด

จักรพรรดินี ฮูหนิว และสตรีนกอมตะ หรือแม้กระทั่งธิดาโร๋วได้ถูกเขาสลักตราประทับห้วงมิติเอาไว้ ซึ่งมันทําให้เขาสามารถช่วยชีวิตจักรพรรดินีเอาไว้ได้

ไม่เช่นนั้นแล้วหากจักรพรรดินีถูกฝ่ามือเมื่อครู่โจมตีใส่ละก็ แม้นางจะสามารถแบ่งความเสียหายไปยังร่างแยกทั้งเก้าได้ นางก็คงสิ้นชีพอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

จี่อู๋หมิงผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง!

ตอนที่ 1996 ดําดิ่งสู่กันมหาสมุทร

จากข้อมูลที่หลิงฮันรู้มา ความบริสุทธิ์ของหินวิญญาณหยางนั้นมีอยู่ทั้งหมดเจ็ดระดับ โดยเรียงลําดับจากสีแดง สีส้ม สีอําพัน สีเขียว สีฟ้าใส สีครามเข้ม และสีม่วง

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไม การทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณจะเป็นเรื่องยาก นั่นเพราะทุกคนจําเป็นต้องสังหารสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอย่างปลาหมึกยักษ์ ซึ่งเป็นตัวตนระดับตัดวิญญาณหยินที่แม้แต่ราชาในหมู่ราชาระดับสี่นิพพาน ก็ทําได้เพียงหลบหนี

เพราะงั้นนอกจากจักรพรรดิแล้วจอมยุทธคนอื่นๆ จึงทําได้เพียงไล่ล่าฝูงปลาตัวเล็ก และรวบรวมหินวิญญาณหยางมาหลอมรวมกันทีละน้อยถึงจะทะลวงผ่านเป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณได้

หลังจากที่มหาสมุทรวิญญาณหยางเบิดออก มันจะคงสภาพอยู่เป็นเวลานานหลักร้อยปีโดยที่การเปิดในแต่ละครั้งไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน ระยะเวลาที่สั้นที่สุดที่เคยมีมาคือหนึ่งร้อยปีและระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดก็เจ็ดร้อยปี

การที่จอมยุทธทั่วไปจะได้ครอบครองหินวิญญาณสีอําพัน ที่มีขนาดเท่ากําปั้นในระยะเวลาเจ็ดร้อยปีนั้น เป็นเรื่องที่ยากลําบากมาก

ทั้งสี่คนดําลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม ยิ่งพวกเขาดําลงไปลึกเท่าไหร่ สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่พบเจอที่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และหินวิญญาณหยางที่ได้รับก็ยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้นด้วย

เพียงแต่เมื่อพวกเขาดําลงมาถึงความลึกระดับหนึ่ง แรงกดดันของมหาสมุทรก็ยกระดับขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว

พวกเขามองกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวตรงหน้า และพบเห็นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตรงหน้า

มันคือกุ้งทะเลขนาดใหญ่ ที่เปลือกเป็นสีครามใส จนสามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้

กุ้งทะเลยักษ์จ้องมองมายังพวกเขา ดวงตาขนาดใหญ่ทั้งสองของมันส่องประกายแสงเย็นชาและพุ่งเข้ามายังทิศทางของพวกเขาทั้งสี่อย่างรวดเร็ว

“พรึบ” มันกวัดแกว่งก้ามขนาดใหญ่อย่างรุนแรง ตราประทับแห่งเต๋มากมายพรั่งพรูออกมาก่อเกิดให้เป็นพลังทําลายล้างอันไร้ที่สิ้นสุด

หลิงฮันยื่นมือออกไป หมับ” ก้ามขนาดใหญ่ของกุ้งทะเลหนีบเข้าที่ข้อมือของเขา

กุ้งทะเลยักษ์เผยแววตาโหดเหี้ยม ด้วยการที่มันเป็นสิ่งมีชีวิตในระดับแบ่งแยกวิญญาณต่อให้มันจะถือกําเนิดขึ้นในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ และในจิตใจมีเพียงความคิดอยากจะเข่นฆ่า แต่สติปัญญาของมันก็ไม่ได้ต่ำต้อย

มันมั่นใจว่าเมื่อถูกก้ามของมันหนีบเข้าไปแบบนี้ ข้อมือของมนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้าจะต้องขาดแน่นอน

กุ้งทะเลออกแรงหนีบแรงขึ้น แต่เหตุการณ์ที่มันคาดคิดเอาไว้ก็ไม่เกิดขึ้น ในทางกลับกัน ข้อมือของหลิงฮันได้มีตราประทับแห่งเต๋ปรากฏขึ้นมา และต้านทานแรงหนีบของก้ามของมันเอาไว้ได้

นี่มันไม่สามารถตัดมือของมนุษย์ผู้นี้ได้งั้นรี?

กุ้งทะเลยักษ์ตกตะลึง และออกแรงบีบมากขึ้น ตราประทับแห่งเต๋พรั่งพรูออกมาทั่วร่างของมัน เพื่อเสริมแกร่งให้กับพลังของก้าม

หลิงฮันส่ายหัว “เสียแรงเปล่าๆ ข้าว่าเจ้าจงลงมาอยู่ในชามข้ามของข้าแต่โดยดีจะดีกว่า”

“หนิวก็อยากกินเหมือนกัน!” ฮูหนิวกล่าวด้วยท่าที่ตื่นเต้น และมีน้ำลายไหลออกมาจากมุมปาก

กุ้งทะเลเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันใด และกวัดแกว่งก้ามอีกข้างเพื่อโจมตี

“ข้าบอกแล้วไงว่าเสียแรงเปล่า!” หลิงฮันยื่นมืออีกข้างออกไป “พรึบ” และถูกก้ามอีกข้างของกุ้งทะเลหนีบอีกครั้ง

กุ้งทะเลบีบก้ามรัดแน่น แต่ไม่ว่ามันจะออกแรงแค่ไหน ก็ไม่สามารถตัดข้อมือของหลิงฮันได้

“ประหลาดใจงั้นรึ?” หลิงฮันยิ้ม

กุ้งทะเลเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม มันเลิกพยายามตัดข้อมือของหลิงฮัน และปล่อยก้ามข้างหนึ่งออกมา พร้อมกับกวัดแกว่งโจมตีเข้าใส่ร่างของหลิงฮัน “ปัง” ร่างของหลิงฮันถูกชัดลอยกระเด็น

หลิงฮันผืนทรงตัวให้ร่างหยุดนิ่ง ก่อนจะทะยานร่างวกกลับมา และโจมตีตอบโต้กุ้งทะเลยักษ์

ตูม! ตูม! ตูม!

หนึ่งมนุษย์และหนึ่งกุ้งยักษ์เข้าปะทะกัน พลังของกุ้งทะเลยักษ์ตนนี้อยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี ซึ่งต่อให้เป็นจักรพรรดิในระดับห้านิพพาน ก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้ เพียงแต่ด้วยการที่หลิงฮันมีข้อได้เปรียบในเรื่องกายหยาบอันไร้เทียมทาน เขาจึงสามารถตอบโต้การโจมตีกับกุ้งทะเลยักษ์ได้

การที่กุ้งทะเลยักษ์จะสังหารหลิงฮันได้นั้นเป็นเรื่องยาก แต่การที่หลิงฮันจะสังหารกุ้งทะเลยักษ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ข้าไม่มีเวลามาเล่นกันเจ้านานนักหรอกนะ!” หลิงฮันเค้นเสียง พร้อมกับโคจรพลังของหอคอยทมิฬ “พรึบ” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลาถูกชี้นําออกมา ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกุ้งทะเลยักษ์เริ่มเฉื่อยชา และแน่นิ่งไปในพริบตา

หลิงฮันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา และทะลวงเข้าใส่ดวงตาของกุ้งทะเลยักษ์ “ฉัวะ” โลหิตสาดกระจายออกมา ปราณดาบที่คมกริบได้พุ่งทะลวงเข้าไปยังภายในร่างกายของกุ้งทะเลยักษ์ ถึงแม้ดาบอสูรนิรันดร์ในตอนนี้จะยังเป็นเพียงอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สามดาว แต่พลังทําลายล้างของดาบสามารถเทียบเท่ากับอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ห้าดาวได้เป็นอย่างน้อย

เพียงแค่หนึ่งดาบ ชีวิตของกุ้งทะเลยักษ์ก็ดับสูญอย่างสมบูรณ์

หลิงฮันอ้าปากพะงาบเหนื่อยหอบ ศัตรูในระดับตัดวิญญาณปฐพีเป็นตัวตนที่แข็งแกร่ง เกินกว่าที่เขาจะสังหารด้วยความสามารถของตัวเอง และเมื่อใช้ความสามารถในการหยุดเวลาของหอคอยทมิฬออกไป พลังทั่วหมดในร่างของเขาก็จะถูกเผาผลาญจนหมดไม่เหลือในพริบตา

ฮูหนิวทําการเก็บร่างของกุ้งทะเลยักษ์ ในขณะที่จักรพรรดินีทําการค้นหาหินวิญญาณหยาง

ยิ่งสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแข็งแกร่งเท่าไหร่ ความบริสุทธิ์ของหินวิญญาณหยางก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น อย่างกุ้งทะเลตัวนี้ หินวิญญาณหยางของมันมีสีเขียวมรกตส่องประกายระยิบระยับ และมีขนาดใหญ่เทียบเท่าได้กับหัวมนุษย์

กล่าวคือ หินวิญญาณหยางก้อนนี้เพียงก้อนเดียว สามารถเทียบเท่าได้กับหินวิญญาณหยาง ที่หลิงฮันทําการหลอมมาก่อนหน้านี้สองร้อยก้อน

หลิงฮันครุ่นคิด ด้วยการหยิบยืมพลังจากหอคอยทมิฬ และพลังต่อสู้ของตัวเขาเองนั้น ในระยะเวลาหลายร้อยปีย่อมสามารถเก็บเกี่ยวหินวิญญาณหยางได้อย่างมหาศาล แต่หากถามว่าจะเก็บเกี่ยวได้ถึงหินวิญญาณสีม่วงได้หรือไม่นั้น เกรงว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้

จิตใจของเขารู้สึกหดหู ในเมื่อจะต้องทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ เขาก็อยากจะทะลวงผ่านระดับพลังไปด้วยสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นข้อบกพร่องในเรื่องนี้ จะกลายเป็นมารที่กัดกินจิตใจของเขาไปตลอดกาล

ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์วรยุทธ หรือศาสตร์ปรุงยา เขาก็ต้องการบรรลุความแข็งแกร่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เพียงแต่เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางลัด และต้องก้าวเดินไปทีละก้าว หรือบางทีเขาจะทิ้งโอกาสทะลวงผ่านระดับในครั้งนี้ และรอไปอีกหลายล้านปีดี?

หลิงฮันเข้าไปในหอคอยทมิฬ และฟื้นฟูปราณก่อเกิดกลับมาหลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งวันเพียงแต่ถึงแม้พลังต่อสู้ของเขาจะกลับมาแล้ว แต่กว่าจะสามารถใช้พลังของหอคอยทมิฬได้อีกครั้งก็คืออีกหนึ่งเดือนให้หลัง

เพราะงั้นในขณะที่ดําอยู่ในมหาสมุทร และพบเจอสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลระดับตัดวิญญาณปฐพี พวกเขาจึงต้องหลบหนีเพียงสถานเดียว นอกเสียจากว่าศูหนิวจะใช้ทักษะลับที่ทรงพลัง

ครืนนน” จู่ๆ คลื่นน้ำใต้มหาสมุทรก็เกิดการผันผวน จนร่างของพวกหลิงฮันสั่นสะท้าน เมื่อมองไปยังต้นกําเนิดของคลื่น พวกเขาก็พบเห็นปลาโครงกระดูกขนาดมหึมา กําลังพุ่งมาทางพวกเขาด้วยความเร็วสูง

ในตอนแรกหลิงฮันคิดว่าปลาโครงกระดูกร่างมหึมาตนนั้นพบเจอพวกเขา แต่ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็พบว่า ที่ด้านหน้าปลาโครงกระดูกตนนั้นมีร่างของใครบางคนอยู่

ยี่!

คนที่หยิ่งทะนงขนาดนั้น ไม่คาดคิดว่าจะตกอยู่ในสภาพที่ต้องไล่ล่าเช่นนี้

“ฮ่าๆๆๆ หลิงฮัน พวกเราพบกันอีกแล้ว!” ถึงแม้จะกําลังว่ายน้ำหนีปลายักษ์อยู่ในสถานการณ์เป็นตาย ยี่ก็ยังมีอารมณ์มาหัวเราะทักทายหลิงฮัน

ตอนที่ 1995 เก็บเกี่ยวหินวิญญาณหยาง

น่าแปลก

ด้วยพลังของฮูหนิว เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าย่อมสมควรสังหารปลาได้นับหมื่นนับแสนแท้ๆ แต่นอกจากปลาฝูงเมื่อครู่จะไม่ตายแม้แต่ตัวเดียวแล้ว พวกยังไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันนึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ขึ้นมาใหม่ในหัว ก่อนจะพบว่าหลังจากที่ฮูหนิวปล่อยหมัดออกไปแล้ว พลังทําลายของการโจมตีของนาง ได้ถูกผิวของน้ำทะเลต้านทานเอาไว้

“ฮัม ปลาของหนิว! หนิวจะกินปลา!” ฮูหนิวโอดครวญด้วยความเกรี้ยวกราด ในสายตาของนาง การทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณไม่ใช่เรื่องสําคัญอะไร โดยที่เรื่องกินต่างหากที่ต้องมาเป็นอันดับแรก

“มาหาพวกมันอีกครั้งกันเถอะ” หลิงฮันยิ้ม

กลุ่มของพวกเขามุ่งหน้าเดินทางต่อ ซึ่งผ่านไปเพียงชั่วครู่ ฝูงปลาอีกฝูงก็ปรากฏขึ้นตรงผิวน้ำด้านหน้า

“พรึบ” หลิงฮันตั้งนิ้วเป็นดาบและสะบั้นคลื่นดาบออกไป

คลื่นดาบนี้แม้จะดูเป็นการโจมตีลวกๆ แต่แท้จริงแล้วมันคือทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ ที่มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเป็นรากฐาน พลังทําลายของมันจึงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

“ครืนนน” คลื่นดาบส่องประกายเจิดจ้า และสร้างคลื่นผันผวนอันไร้ที่สิ้นสุดไปที่มหาสมุทร

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีปลาแม้แต่ตัวเดียวที่ถูกสังหาร

หืม? แม้แต่ปราณดาบที่แหลมคม ก็ไม่สามารถทะลวงผ่านมหาสมุทรลงไปได้งั้นรึ?

“ดูเหมือนการจะสังหารสิ่งมีชีวิตด้านล่างได้ พวกเราคงต้องดําลงไปใต้มหาสมุทร” หลิงฮันกล่าว ทุกการโจมตีที่ปลดปล่อยออกไป จะถูกมหาสมุทรดูดกลืนเอาไว้ กล่าวคือพื้นผิวมหาสมุทรทั้งหมดนี้ ก็คือโล่กําบังนั่นเอง

สตรีทั้งสามพยักหน้า และกลุ่มของพวกเขาทุกคน ทําการดําลงไปยังมหาสมุทร

เพียงแค่พวกเขาดําลงไปได้ไม่นาน ฝูงปลาจํานวนมากก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าพวกเขา โดยที่ปลาแต่ละตัวมีสีสวรรค์หลากสี ซึ่งงดงามเป็นอย่างมาก

ทั้งสี่คนลงมือ ปลดปล่อยการโจมตีใส่ฝูงปลาพร้อมกัน

ครั้งนี้น้ำทะเลไม่สามารถคุ้มกันเหล่าปลาได้อีกต่อไป ภายใต้การร่วมมือกันของทั้งสี่ ฝูงปลาทั้งฝูงก็ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว

“กินปลาย่างกัน! กินปลาย่าง!” ฮูหนิวกล่าวอย่างตะกละตะกลาม

ซึ่งยากมากที่คําขอของนางจะถูกปฏิเสธ หลิงฮันยิ้ม และพาสตรีทั้งสามเข้าไปในหอคอยทมิฬพร้อมกับเริ่มย่างปลา

ทั้งสี่กินดื่มกันอย่างมีความสุข ซึ่งหลังจากที่เนื้อปลาถูกกินไปแล้ว จะเห็นว่าที่ด้านในหัวของพวกมันมีหินขนาดเล็กฝังอยู่ หินที่ว่านี้มีขนาดที่เล็กยิ่งกว่าเม็ดข้าวเสียอีก

นี่คือหินวิญญาณหยาง

พวกเขากินปลาไปทั้งหมดอย่างน้อยร้อยตัว โดยที่ถึงแม้จะนําหินวิญญาณหยางทั้งหมดมารวมกันแล้ว ขนาดก็ยังใหญ่ไม่ถึงเม็ดถั่วด้วยซ้ำ

หากต้องการทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ จําเป็นที่จะต้องใช้หินวิญญาณหยาง ที่มีขนาดเท่ากําปั้นเป็นอย่างน้อย

ด้วยเหตุนี้ หินวิญญาณหยางที่มีขนาดเล็กเท่านี้ จึงไม่มีความจําเป็น จนแทบไร้ค่า

“ออกเดินทางกันต่อเถอะ”

ทั้งสี่คนว่ายต่อไปด้านหน้า ถึงแม้ระหว่างทางพวกเขาจะพบเจอฝูงปลามากมาย แต่คนที่มีความสุขก็คือฮูหนิวเพียงคนเดียว เพราะหินวิญญาณหยางที่ได้จากปลาเหล่านี้ มีขนาดเล็กเป็นอย่างมาก

หนึ่งเดือนผ่านไป สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่พวกเขาพบเจอระหว่างทาง ก็ยังคงเป็นปลาชนิดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“ดูเหมือนว่าในระดับน้ำมหาสมุทรเท่านี้ การจะพบเจอหินวิญญาณหยางที่มีขนาดพอเหมาะคงเป็นเรื่องยากมาก พวกเราคงต้องดําลงไปให้ลึกกว่านี้” หลิงฮันกล่าว

กลุ่มของพวกเขาดําลึกลงไปยังใต้มหาสมุทร หลังจากดําลงไปได้เพียงครึ่งวัน ปลาหมึกยักษ์ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้า ทั่วร่างของมันเป็นสีฟ้าโปร่งใส หนวดแต่ละเส้นของมันมีความยาวอย่างน้อยหนึ่งร้อยฟุต และกระพือว่ายน้ำไปมาท่ามกลางมหาสมุทร

“เจ้านั่นน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง” หลิงฮันลงมือโจมตีอย่างรวดเร็ว มือขวาของเขายกขึ้น และสะบั้นคลื่นดาบออกไป

ปลาหมึกตนนี้ไม่มเหมือนกับฝูงปลาก่อนหน้านี้ ที่รู้เพียงแค่วิธีการหลบหนี มันรีบใช้หนวดของตัวเองปัดป้องคลื่นดาบที่พุ่งเข้าใส่ เพียงแค่ทันทีที่หนวดของมันปะทะกับคลื่นดาบ หนวดของมันก็ถูกตัดขาด และโลหิตสีฟ้าได้สาดกระจายออกมาทันที

หัวของปลาหมึกยักษ์ปูดบวมขึ้นลง ราวกับกําลังเกรี้ยวกราด

“พรึบ” มันใช้หนวดที่ยาวเหยียดของตัวเองโจมตี พร้อมกับกระตุ้นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์วารี

หลิงฮันหัวเราะและปล่อยหมัดตอบโต้ เขาเองก็โคจรอํานาจแห่งกฎเกณฑ์วารีเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้นั้น อํานาจแห่งกฎเกณฑ์วารีคือหนึ่งในสามอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ ที่เขาเชี่ยวชาญที่สุด

ท่ามกลางการปะทะ ได้ก่อให้เกิดคลื่นมหาสมุทรที่รุนแรงขึ้นมา แต่มหาสมุทรแห่งนี้ก็น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก หยดน้ำแต่ละหยดสามารถรองรับคลื่นพลังทําลายได้ จนคลื่นมหาสมุทรที่รุนแรงกลายเป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กๆ เท่านั้น

“ระดับตัดวิญญาณหยิน” หลิงฮันวิเคราะห์ “เพียงแต่พลังของมันก็เหนือกว่า ตัวตนระดับวิญญาณหยางทั่วไปเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น นอกจากความสามารถในที่ชี้นําอํานาจแห่งกฎเกณฑ์วารีแล้ว พลังต่อสู้ของมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่”

เนื่องจากการต่อสู้เกิดขึ้นที่ใต้มหาสมุทร ปลาหมึกยักษ์จึงได้เปรียบหลิงฮัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าต่อให้พลังต่อสู้ของมันจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่ยากที่จะสังหารมันได้

สตรีทั้งสามร่วมลงมือ จริงอยู่ที่ว่าการจะสังหารปลายักษ์ตัวนี้เป็นสิ่งที่ทําได้ยาก แต่หลิงฮัน จักรพรรดินี และฮูหนิวนั้น ทุกคนล้วนแต่ฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร และเชี่ยวชาญทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ ที่มีพลังทําลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยการร่วมมือกันของทั้งสาม ปลาหมึกยักษ์ย่อมถูกจัดการลงในที่สุด

ฮูหนิวเก็บร่างของปลาหมึกยักษ์ไปเป็นอาหารอย่างมีความสุข ในขณะที่หลิงฮันค้นหาและพบหินขนาดเท่ากําปั้น จากในหัวของปลาหมึกยักษ์ โดยที่หินก้อนนี้เป็นสีอําพัน

“หินก้อนนี้สามารถใช้เป็นภาชนะของดวงวิญญาณได้” หลิงฮันพยักหน้าในขณะที่ถือหินอยู่ในมือ

การจะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณได้นั้น จําเป็นต้องใช้หินวิญญาณหยางที่มีขนาดเท่ากําปั้นเป็นอย่างน้อย และมีสีอําพัน

ยิ่งหินวิญญาณหยางมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งดี เพราะมันคือกุญแจสําคัญในการชี้วัดพลังต่อสู้ ของจอมยุทธในระดับแบ่งแยกวิญญาณ

หลิงฮันเก็บหินวิญญาณหยาง ด้วยพลังต่อสู้ของกลุ่มพวกเขา พวกเขาย่อมสามารถหาหินวิญญาณหยางที่มีขนาดใหญ่ และบริสุทธิ์กว่านี้ได้

ทั้งสี่มุ่งหน้าดําลงไปลึกกว่าเดิม และพบเจอสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร อย่างปลาหมึกยักษ์อยู่บ้าง นานๆ ครั้ง พวกเขาใช้เวลาเล็กน้อยในการจัดการพวกเขา และเก็บเกี่ยวหินวิญญาณหยาง

เพื่อเป็นการฆ่าเวลา หลิงฮันได้ทําการหลอมหินวิญญาณหยางรวมเข้าด้วยกัน ในขณะที่เขาหลอมหินวิญญาณหยางสีอําพัน รวมเข้าด้วยกันครบหนึ่งร้อยก้อน สีของหินก็เปลี่ยนกลายเป็นสีเขียว

และยิ่งเขาหลอมหินวิญญาณหยาง เพิ่มเข้าไปมากขึ้นเท่าไหร่ สีของหินก็เริ่มกลายเป็นสีเขียวที่บริสุทธิ์กว่าเดิม เมื่อเขาหลอมหินวิญญาณหยางครบสองร้อยก้อน สีของหินวิญญาณหยางก็กลายเป็นสีเขียวมรกต

ความบริสุทธิ์ของมัน ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ตอนที่ 1994 มหาสมุทรวิญญาณหยางเปิดออก

ดวงตาของหลิงฮันหรี่ลง พลังต่อสู้ของจี่อู๋หมิงแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก

ตอนนี้หากให้เขาสู้กับอีกฝ่ายล่ะก็… เกรงว่าคนที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบก็คงเป็นเขา

แต่ด้วยพลังป้องกันที่ไร้เทียมทาน และความสามารถในการฟื้นฟูที่เหนือมนุษย์ ตราบใดที่การต่อสู้ดําเนินต่อไปเรื่อยๆ คนที่จะหัวเราะคนสุดท้ายย่อมไม่ใช่จี่อู๋หมิงแต่เป็นเขา

ดวงตาของยี่ส่องประกายสีทองเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม จนดวงตาของเขาราวกับกลายเป็นดวงตะวันขนาดย่อมๆ สองดวง จิตวิญญาณสู้รบของเขาพุ่งทะลัก เขายกมือทั้งสองขึ้นและปลดปล่อยคมดาบสุญญากาศนับไม่ถ้วนเข้าใส่จี่อู๋หมิง

ตอนนี้หนึ่งมือของเขากําลังควบคุมห้วงเวลา ในขณะที่อีกมือหนึ่งกําลังควบคุมห้วงมิติ

สีหน้าของจี่อู๋หมิงยังคงสงบนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

“ครืนน” เพียงแค่เขาชี้หนึ่งนิ้วออกไปด้านหน้า คมดาบสุญญากาศทั้งหมดก็ถูกทําลายทิ้งทันที

“เป็นแก่นกําเนิดนิรันดร์ที่ยอดเยี่ยม ข้าขอรับมันไปแล้วกัน” จี่อู๋หมิงกล่าว และเริ่มเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน

เขาระเบิดพลังต่อสู้ทั้งหมดออกมา ทําให้ยี่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันใด

อะไรกัน!

ทุกคนขนลุกและอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

พลังต่อสู้ของยี่แข็งแกร่งขนาดไหนนั้น ทุกคนตระหนักได้อย่างชัดเจน เพราะเขาสามารถจัดการจักรพรรดิทั้งสองอย่าง หลัวเชิงหยวนและชื่อบินได้อย่างง่ายดาย การที่ยี่สู้กับจี่อู๋หมิงและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบนั้น แสดงให้เห็นว่าจี่อู๋หมิงเป็นสัตว์ประหลาดที่เหนือจินตนาการขนาดไหน

หรือเรื่องที่จอมบ้าคลั่งพ่ายแพ้ต่อจี่อู๋หมิงจะเป็นเรื่องจริง?”

“นั่นสิ พลังของจี่อู๋หมิงผู้นี้แข็งแกร่งเกินไป!”

“เหตุใดสัตว์ประหลาดเช่นนี้ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นที่อาณาเขตสวรรค์ที่อ่อนแอที่สุดกัน?”

ทุกคนอุทานออกมา มีเพียงซูหย่าหรงคนเดียวที่ยังคงยืนมองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ผู้อาวุโสผู้นี้แต่เดิมเคยเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเก้า ซึ่งการจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์เก้าได้ในตอนที่ยังเป็นจอมยุทธระดับโลกียนิพพานอยู่ พลังต่อสู้ของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด?

หากกล่าวตรงๆ โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใด ต่อให้หลิงฮันกับยี่ในตอนนี้จะแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและในอนาคตจะสามารถกลายเป็นราชานิรันดร์ได้แน่นอน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องตั้งคําถามอยู่ดีว่าทั้งสองจะบรรลุได้ถึงราชานิรันดร์ระดับใด?

บางทีอาจจะบรรลุถึงเพียงแค่ราชานิรันดร์ระดับสี่ ระดับห้า หรืออย่างมากอาจจะบรรลุถึงแค่ระดับเจ็ดและแปดเท่านั้น เพราะการราชานิรันดร์ระดับเก้า เป็นระดับพลังที่ก้าวถึงได้ยากยิ่ง

กล่าวได้ว่าในชีวิตที่แล้วของจี่อู๋หมิงนั้น ตอนที่ยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับโลกียนิพพานอยู่ พลังต่อสู้ของเขาย่อมทัดเทียมกับหลิงฮันและยี่ แต่ประเด็นสําคัญคือจี่อู๋หมิงผู้นี้ได้กลับมาเกิดใหม่และมีประสบการณ์ของราชานิรันดร์ติดตัวมาด้วย เพราะงั้นเมื่อกลับมาขัดเกลาพลังต่อสู้ในระดับโลกียนิพพานใหม่ คิดว่าพลังต่อสู้ของเขาจะแข็งแกร่งขนาดไหน?

ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครสามารถจินตนาการได้

ทางด้านของยี่ แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ ยิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเท่าไหร่ ความดื้อรั้นและพลังต่อสู้ของเขาก็ยิ่งถูกรีดเค้นออกมา

ต่อให้ยจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่จี่อู๋หมิงก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้ในระยะเวลาสั้นๆ

“ครืนนน” ซึ่งในจังหวะนั้นเอง มหาสมุทร ที่มีขนาดเล็กเท่าทะเลสาบก็เดือดพล่านขึ้นมา น้ำที่แต่เดิมเป็นสีฟ้าคราม แปรเปลี่ยนกลายเป็นหลากสี

“มหาสมุทรวิญญาณหยางเปิดออกแล้ว! ใครบางคนตะโกนเสียงดัง

เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร อย่างน้อยคนกว่าครึ่งที่อยู่ที่นี่รู้อยู่แล้ว เพราะมีหลายคนที่ทะลวงผ่านระดับพลังในครั้งก่อนไม่สําเร็จ มีบางคนทะลวงระดับพลังในสอง และสามครั้งก่อนไม่สําเร็จหรือบางคนถึงขนาดทะลวงผ่านไม่สําเร็จมาเป็นพันครั้งก็ยังมี

ครืนนน!

ยี่และจี่อู๋หมิงพุ่งเข้าไปยังมหาสมุทรในทันที แต่ถึงแม้ร่างของพวกเขาจะดําลึกลงไปในมหาสมุทร เกินกว่าหนึ่งร้อยไมล์แล้ว คลื่นพลังที่เกิดจากการต่อสู้ของทั้งสองก็ยังคงอยู่ ซึ่งคลื่นพลังที่ว่านี้ ต่อให้คนที่สัมผัสโดนเป็นราชาในหมู่ราชา ก็ต้องได้รับบาดเจ็บจนอาจจะถึงแก่ชีวิต

“ไปกันเถอะ!” หลิงฮันอยากดูการต่อสู้ระหว่างจุอยู่*หมิงและยต่อ แถมจากที่ได้ยินมาจากหม่าถงกว่าง ยิ่งเข้าไปยังมหาสมุทรวิญญาณหยางได้ก่อน วาสนาที่จะได้รับจากมหาสมุทรวิญญาณหยางก็จะดียิ่งขึ้น

เขาจับร่างของสตรีทั้งสามเอาไว้ และกระโดดลงไปยังทะเลสาบ

เอี้ยนเซียนลู่เองก็ทะยานร่างตามมา ส่วนหม่าถงกวางที่อยู่ด้านหลังนั้น หลังจากลังเลอยู่เล็กน้อยเขาก็กระโดดลงทะเลสาบ โดยมีหลู่เซียนหมิงตามหลังมาติดๆ

ที่ด้านบนผิวน้ำของมหาสมุทรแห่งนี้มีขนาดเล็กมากก็จริง แต่หลังจากดําลึกลงไปกว่าพันไมล์แล้ว พื้นที่โดยรอยก็เริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ

หลิงฮันพบว่าเขาไม่จําเป็นต้องออกแรง เคลื่อนไหวตัวแม้แต่น้อย เพราะแรงดันน้ำจะเป็นตัวนําพาเขาร่างของเขาจมลงไปเอง

เวลาผ่านไปสามวัน เสียงกระทบของน้ำก็ดังขึ้น และร่างของพวกเขาก็หลุดออกมาจากคลื่นน้ำ

เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏ มหาสมุทรขนาดใหญ่อีกครั้ง เพียงแต่ว่าขนาดของมหาสมุทรตรงหน้านี้ มีขอบเขตที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด และเหนือหัวของพวกเขาปรากฏน้ำตกที่ไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

ที่แท้ทางเข้าของมหาสมุทรวิญญาณหยาง ที่พวกเขาดําลงมาก็เป็นเพียงน้ำตก!

หลิงฮันและสตรีทั้งสามคนโคจรทักษะบ่มเพาะ เพื่อเหยียบเดินบนผิวน้ำ เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเขาไม่สามารถเหาะเหินได้ เนื่องจากหากเท้าลอยห่างจากผิวน้ำเพียงเล็กน้อย แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็จะถาโถมลงมา บังคับให้ร่างของพวกเขาร่วงกลับลงมาที่ผิวน้ำ

“ที่นี่คือมหาสมุทรวิญญาณหยางงั้นรึ?” หลิงฮันกวาดมองรอบด้าน เขาพบเห็นผู้คนมากมายเดินอยู่บนผิวน้ำ และเดินแยกย้ายหายกันไปในทันที

ยี่และจี่อู๋หมิงก็ไม่อยู่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าพวกเขายังต่อสู้กันอยู่ในระยะที่ห่างออกไปไกล หรือว่ายุติการต่อสู้ชั่วคราวแล้วกันแน่

เหนือศีรษะ ณ บริเวณท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไป มีสายรุ้งเส้นหนึ่งพาดโค้งลงมาราวกับสะพานขนาดใหญ่

สถานที่แห่งนี้แม้จะไม่มีต้นกําเนิดแสง แต่ก็พื้นที่รอบด้านก็ยังสว่างไสว

วิธีการทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณนั้นง่ายมาก เพียงแค่สังหารสิ่งมีชีวิตในสถานที่แห่งนี้ก็พอ สิ่งมีชีวิตในสถานที่แห่งนี้นั้น จะสร้างบางสิ่งที่เรียกว่าหินวิญญาณหยางขึ้นมาในร่างกาย ซึ่งหินวิญญาณหยางที่ว่านี้จะทําหน้าที่กักเก็บวิญญาณเอาไว้ชั่วคราว จนกระทั่งเปลือกนอกพังทลาย จอมยุทธก็จะทะลวงผ่านเป็นระดับตัดวิญญาณหยางได้

หินวิญญาณหยางนั้นมีการแบ่งขนาด และความบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน ยิ่งขนาดของหินมีขนาดใหญ่ และบริสุทธิ์เท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

แล้วถ้าหากในกรณีที่หา หินวิญญาณหยางที่มีขนาดใหญ่และความบริสุทธิ์มากพอไม่ได้ล่ะ?

นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หินวิญญาณหยางก้อนเล็กหลายก้อน สามารถนํามาหลอมรวมกันเป็นหินวิญญาณหยางก้อนใหญ่ได้

แต่ก็แน่นอนว่าหินวิญญาณหยางที่ถูกหลอมรวมเช่นนั้น ย่อมไม่บริสุทธิ์เทียบเท่าหินวิญญาณหยาง ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากสิ่งมีชีวิตของที่นี่

อีกอย่างคือหินวิญญาณหยางนั้น ไม่สามารถเอาไปจากสถานที่แห่งนี้ได้

“เอาล่ะ มาเริ่มล่ากันเถอะ”

ทั้งสี่คนก้าวเดินต่อไปด้านหน้า

สถานที่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอยู่มากมาย เพราะไม่ต่อให้ไม่ต้องออกตามหา ก็สามารถพบเห็นพวกมันได้ทุกที่

กลุ่มของพวกเขาออกเดินทางมาได้เพียงชั่วครู่ จู่ๆ สีของน้ำทะเลก็เปลี่ยนไป จากสีฟ้าครามกลายเป็นสีม่วง ซึ่งหากมองให้ดี จะพบว่าไม่ใช่น้ำทะเลที่เปลี่ยนสี แต่เป็นฝูงปลาจํานวนมากที่ว่ายกันอยู่เป็นกลุ่ม

ปลาเหล่านี้แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก จมูกของพวกมันยืดยาวออกมาราวกับช้าง และมีเกล็ดหนาราวกับจระเข้

“หนิวจัดการเอง!” ฮูหนิวปล่อยหมัดเข้าใส่มหาสมุทร จนพื้นผิวน้ำกลายเป็นรูขนาดใหญ่

ฝูงปลาที่อยู่ใต้น้ำตกใจ และรีบแหวกว่ายดําลึกลงไปอย่างรวดเร็ว

ภายในชั่วอึดใจเดียว สีน้ำที่เป็นสีม่วงก็แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นสีฟ้าครามดังเดิม โดยที่การโจมตีของฮูหนิวไม่ได้ผลกับปลาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

ตอนที่ 1993 จีอู่หมิงมาถึง

ทั้งสองคือจอมยุทธที่ชื่นชอบการต่อสู้ ตอนนี้ถึงแม้พวกเขาจะเป็นสหายกันแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบสุงสิงกับใคร หลังจากสะบัดให้หลิงฮัน เขาก็หันหลังไปนั่งบนโขดหินก้อนหนึ่งคนเดียว

หลิงฮันเดินกลับไปหาฮูหนิวคนอื่นๆ “สองเนตรทลายโลกาคืออะไรงั้นรึ?”

“มีตํานานกล่าวว่า ในยุคแห่งความโกลาหล จอมยุทธที่มีดวงตาสีเงินและทองได้ปรากฏตัวมือซ้ายของเขามีพลังในการควบคุมห้วงมิติ ในขณะที่มือขวามีความสามารถในการควบคุมห้วงเวลาการปรากฏตัวของคนผู้นี้ได้ทําให้ยุคสมัยแห่งความโกลาหลยุติลงอย่างสมบูรณ์” ซูหนิวกล่าว

ฮูหนิวตกตะลึง “มีคนที่สามารถควบคุมอํานาจแห่งห้วงเวลา และห้วงมิติได้โดยกําเนิดอยู่ด้วยงั้นรึ?”

“น่าจะเป็นเช่นนั้น” ฮูหนิวพยักหน้า ก่อนจะหยักไหล่ “หนิวเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ความทรงจําส่วนนี้ค่อนข้างยุ่งเหยิง ซึ่งหนิวก็หงุดหงิดกับมันอยู่เหมือนกัน”

ธิดาโร่วมองไปยังฮูหนิวด้วยแววตาอิจฉา… ความทรงจําที่รับได้สืบทอด!

ด้วยตราประทับความทรงจําที่ได้รับสืบทอดมาจาก ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้หรือราชานิรันดร์ พลังบ่มเพาะของคนผู้นั้นจะยกระดับได้อย่างก้าวกระโดด โดยที่ไม่มีคอขวดใดๆ

ที่น่าทึ่งก็คือ ฮูหนิวสามารถใช้ประโยชน์จากความทรงจําของศาสตร์วรยุทธระดับสูงได้โดยที่ยังคงความนึกคิดของตนเองเอาไว้ได้อยู่ และนิสัยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

อย่างบางคนที่ได้รับความทรงจํา จากจอมยุทธที่ทรงพลังมาครอบครอง มีหลายครั้งที่จิตใจของพวกเขา ถูกประสบการณ์นับไม่ถ้วนจากความทรงจําทําให้สับสน จนนิสัยเกิดการเปลี่ยนแปลง

หลิงฮันหันกลับไปมองยี่ ในการปะทะกันก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายไม่ได้ใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติและห้วงเวลาออกมา

ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายยังไม่ใช้พลังที่แท้จริง

หลิงฮันยิ้มมุมปาก เขาเองก็ยังไม่ได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดออกไป และยังมีไฟลับมากมายที่เก็บเอาไว้

เขาหวังเป็นอย่างมาก ว่าจะได้ปะทะกับยี่อีกครั้งในเร็วๆนี้ เพื่อที่พวกเขาทั้งสองจะได้ เข้าน้ํานั่นกันด้วยพลังต่อสู้ทั้งหมด

ในขณะเดียวกันนั้นเอง หม่าถงกวางที่ดูอยู่ก็ดวงตาแข็งข้าง และขาทั้งสองข้างเกิดอาการสั่นระริก

เขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะหาโอกาสลอบสังหารหลิงฮัน หลังจากที่เข้าไปในมหาสมุทรวิญญาณหยางแต่หลังจากที่ได้เห็นการปะทะกันระหว่างหลิงฮันกับยี่ เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นทิ้งไปทันที

ใครจะสังหารใครกันแน่?

ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่ว่า หลิงฮันกับฮูหนิวและจักรพรรดินี อาจจะไม่แยกห่างออกจากกันก็ได้หรือต่อให้ทั้งสามแยกจากกัน เขาจะสามารถจัดการหลิงฮันได้งั้นรึ?

สู้ไปก็มีแต่จะเป็นการรนหาที่ตาย!

ร่างของเขาแข็งค้างและสีหน้ากลายเป็นโง่งม

ในศาสตร์วรยุทธ หลิงฮันมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเขา ส่วนในศาสตร์ปรุงยา ทั้งๆ ที่ยังไม่บรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว แต่อีกฝ่ายก็ถูกนักปรุงยามากมายเรียกว่าปรมาจารย์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีพรสวรรค์สูงส่งขนาดไหน

หม่าถงกวางรู้สึกตกต่ํา และจิตใจเอ่อล้นไปด้วยจิตสังหาร

หากหลิงฮันยังไม่ถูกจํากัด เขาก็ไม่มีทางกินได้นอนหลับ

ถ้าตอนนี้ยังจัดการไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร เอาไว้หลังจากกลับไปถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเขาค่อยหาทางกําจัดหลิงฮันก็ได้ เพราะอย่างไรที่นั่นก็เป็นที่ของเขา

ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ไม่ขาดแคลนตัวตนระดับตําหนักอมตะหรือระดับข้ามผ่า นต้นกําเนิดแท้ซึ่งเพียงแค่เขายื่นข้อเสนอที่ยั่วยวนมากมาย จอมยุทธที่ทรงพลังเหล่านั้น ก็ต้องยินดีลงมือจัดการหลิงฮันให้อย่างแน่นอน

เพราะงั้นตอนนี้ก็ทนเอาไว้ก่อน หลังจากมหาสมุทรวิญญาณหยางเปิดออก และทะลวงผ่านเป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณเสร็จสิ้น เมื่อพวกเขามุ่งหน้าไปถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเมื่อไหร่หลิงฮันก็จะกลายเป็นลูกไก่ในกํามือของเขา

หลิงฮันชําเลืองมองจากระยะที่ห่างออกมา พร้อมกับแสยะยิ้มในใจ ดูเหมือนว่าเพื่อป้องกันปัญหายุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาต้องกําจัดหม่าถงกวางผู้นี้ให้สิ้นซากเสียแล้ว

หิม?

จู่ๆ เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา และรีบหันไปยังทิศทางหนึ่ง

จักรพรรดินีและฮูหนิวเองก็ลุกขึ้นพรวดเช่นกัน ส่วนทางด้านของยี่ ดวงตาของเขาลืมขึ้นและส่องประกายแสงสีเงินและทองออกมา

“ผู้อาวุโส!” ซูหย่ารีบกระโดดพุ่งทะยานไปยังทิศทางนั้น และคุกเข่าอย่างเคารพ

ชายสวมชุดคลุมสีขาวปรากฏตัว ใบหน้าของเขาหล่อเหลา ราวกับไม่ใช่สิ่งที่จะได้บนโลกนี้

จอี้หมิง!

ดวงตาของหลิงฮันหลี่ลงเล็กน้อย พลังต่อสู้ของจีอูหมิงในตอนนี้จะแข็งแกร่งกว่าเดิมหรือไม่นั้นเขาไม่อาจคาดเดาได้เลย

จีอูหมิงยิ้มให้กับซูหย่าหรง ก่อนจะสะบัดมือ ซูหย่าหรงลุกขึ้นยืน และขยับไปยืนด้านหลังราวกับสาวรับใช้

จีอูหมิงกวาดสายตามองฝูงชน ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหลิงฮันพักหลิง และหันไปมองยี่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นดวงตาสีเงินและทองที่ส่องประกายของยี่แล้ว มุมปากของเขาได้แสยะยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์

สายตาของเขาราวกับเป็นนักล่า ที่กําลังจ้องมองไปที่เหยื่อ

ในตัวหลิงฮันมีสมบัติที่เขาต้องการ ส่วนในร่างกายของนี่ ก็มีสายเลือดที่เขาต้องการ

รุ่นเยาว์สองคนนี้ เขาต้องกลืนกินให้ได้

“สายตาที่เจ้ามองข้า มันช่างทําให้ข้าหงุดหงิดจริงๆ!” ยี่กล่าวยั่วยุอี้หมิงออกไปตรงๆ

“แล้วจะทําไม?” จีอู่หมิงหัวเราะ

“ข้าก็จะบดขยี้เจ้าให้เละ!”

ยพุ่งทะยานร่างออกไปอย่างรวดเร็ว จนภาพติดตายังคงเหลือทิ้งไว้บนโขดหิน ในขณะที่ร่างจริงของเขาปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าจีอู่หมิง และปล่อยหมัดจู่โจมแล้ว

จีอู่หมิงตอบโต้ เขาสะบัดมือออกไปอย่างไม่แยแส

การโจมตีของเขาดูเชื่องช้าเป็นอย่างมาก แต่ก็ทะลวงเข้ามาปัดป้องการโจมตีของยีได้ทัน

“พลังแห่งห้วงเวลางั้นรึ?” ยกล่าวด้วยน้ําเสียงประหลาดใจ แต่ก็แสยะยิ้มออกมา “คิดว่าเจ้าเป็นคนเดียวที่ใช้อํานาจแห่งห้วงเวลาได้รึไง?” ดวงตาข้างสีทองของเขาส่องประกายดวงดาราจํานวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมาและระเบิดเรียงกันอย่างรุนแรง

ทั่วร่างของเขาราวกับกลายเป็นเพียงเงาแห่งความว่างเปล่า ที่ถึงแม้จะยืนอยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ถูกยึดติดอยู่ในห้วงเวลาใดห้วงเวลาหนึ่ง

“พรึบ พร็บ พรึบ” ร่างของยี่เพิ่มจํานวนขึ้นจนกลายเป็นสิบกว่าร่างในพริบตา และ กระหน่ําปล่อยหมัดใส่จีอู่หมิง

“สองเนตรทลายโลกาไม่ใช่ธรรมดาเลยจริงๆ แม้แต่อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังขนาดก็ยังสามารถนํามาใช้ได้” จีอูหมิงกล่าวด้วยน้ําเสียงสนใจ

“หนึ่งว่าทรงพลังแล้ว ยิ่งมีหลายสิบคนยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก!”

“ยิ่งกว่านั้นร่างแยกแต่ละร่างก็ล้วนแต่เป็นร่างจริงเพียงแต่เพราะไม่ถูกยึดติดอยู่ในห้วงเวลาใดร่างแยกเหล่านั้นจึงไม่อาจถูกสังหารได้”

“ความสามารถเช่นนี้แทบจะเป็นพลังที่ไร้พ่ายอย่างสมบูรณ์”

จีอู่หมิงพูดเหมือนกําลังกล่าวอธิบาย และถึงแม้เขาจะบอกว่าพลังของยี่แทบจะไร้พ่าย แต่สีหน้าของเขาก็ยังสงบนิ่ง และชี้นิ้วออกไปด้านหน้า

“ครืนนน” ทั่วทั้งสวรรค์และปฐพีเกิดการสั่นไหว ทุกสรรพสิ่งรอบด้านหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ เหลือทิ้งไว้หนึ่งนิ้วที่ทรงพลังจนสวรรค์และปฐพีแทบจะพังทลาย

อํานาจแห่งห้วงเวลาของยี่ทรงพลังมากก็จริง แต่หนึ่งนิ้วของจีอู่หมิงนั้นสามารถบดขยี้สวรรค์และปฐพีซึ่งเป็นต้นกําเนิดของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลาได้

“ตูม” หลังจากนิ้วถูกซื้ออกไปด้านหน้า ร่างแยกหลายสิบร่างก็สั่นไหวและสลายหายไปเหลือไว้เพียงหนึ่งร่างที่เป็นร่างจริง

ตอนที่ 1992 จักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสอง

ยี่พุ่งทะยานโจมตีอย่างโหดเหี้ยม ดวงตาสีเงินและทอง ปลดปล่อยคลื่นแสงของตราประทับแห่งเต๋ออกมาราวกับเป็นเทพอสูรที่สามารถบดขยี้ได้แม้แต่สวรรค์และปฐพี เบื้องหลังอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่พรั่งพรูออกมาจากด้านหลังของเขา แปรสภาพกลายเป็นคลื่นเปลวเพลิงและปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า

“สองเนตรทลายโลกา!” สีหน้าของซูหนิวเปลี่ยนเป็นจริงจัง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หายากมาก

“โอ้?” หลิงฮันเองก็ทําสีหน้าเคร่งขรึม การที่ศูหนิวแสดงท่าทีระมัดระวังเช่นนี้ แสดงว่ายี่ผู้นี้อมไม่ธรรมดา เพียงแต่ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกสงสัยว่า สองเนตรทลายโลกาคืออะไร แต่การโจมตีของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาใกล้แล้ว

ศัตรูเช่นนี้พบเจอได้ยากยิ่ง

ตูม!

หลิงฮันปล่อยหมัดเข้าตอบโต้ หมัดของเขากับยีเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง

คลื่นพลังของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์พรั่งพรูออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด จนเกิดเป็นคลื่นแสงที่ส่องสว่างไปทั่วสารทิศ

ต่อหน้าสายตาที่จดจ้องของทุกคน ร่างของหลิงฮันและยืนอยู่ห่างจากกันสามเมตรกว่าโดยที่หมัดของพวกเขาไม่สัมผัสโดนกัน แต่สิ่งที่กําลังน้ํานั่นกันอยู่คืออํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ปลดปล่อยของมาจากหมัดของทั้งคู่

จากการปะทะกันในกระบวนท่านี้ของทั้งคู่ ถือว่าทั้งสองคนเสมอกัน และยากที่จะด่วนตัดสินว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า

“อื้ม!” ทั้งสองเค้นเสียงคํารามพร้อมกัน พวกเขาปลดปล่อยพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาและทะยานร่างเข้าใส่กัน

“บัง บัง บัง” ทั้งสองล่าถอยออกห่างกันสิบฟุตพร้อมกัน และหยุดยืนนิ่งกลางอากาศ

ผ่านไปหลายกระบวนท่า แต่ทั้งสองก็ยังสูสีกัน

เหลือเชื่อ!

“เรื่องแบบนี้เป็นไปได้อย่างไร!”

“แม้แต่หลัวเชิงหยวน กับซื้อบินก็ยังถูกยี่เอาชนะได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าพลังของยีนั้น น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง แต่คนผู้นี้กลับสามารถต่อสู้ทัดเทียมกับยี่ได้”

“คนผู้นั้นมาจากอาณาเขตสวรรค์ไต่อัน ชื่อของเขาคือหลิงฮัน เขามีสถานะเป็นนักปรุงยาที่นักปรุงยาคนอื่นๆ มากมายเรียกเขาว่าปรมาจารย์”

“ว่าไงนะ นักปรุงยาจะมีความสามารถในศาสตร์วรยุทธ ทัดเทียมกับจักรพรรดิได้อย่างไร?”

“ข้าไม่เชื่อ!”

“ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกัน!”

“นอกจากนี้ก็ยังมีชายลึกลับที่ชื่อจีอูหมิงอยู่อีก มีคํากล่าวว่าคนผู้นี้เองก็มาจากอาณา เขตสวรรค์กว่างสิ่งหรืออาณาเขตสวรรค์ไม่อันเช่นกัน”

ทุกคนอุทานด้วยความตะลึง อาณาเขตสวรรค์ไต่อัน และอาณาเขตสวรรค์กว่างลง คือสองในสามอาณาเขตสวรรค์ที่อ่อนแอที่สุด ซึ่งไม่ว่าใครก็ตระหนักรับรู้ในเรื่องนี้ดี แต่ด้วยการปรากฏตัวของหลิงฮันกับยี่ในตอนนี้ ทําให้สามัญสํานึกที่ของทุกคนพังทลายอย่างสิ้นเชิง

“ฮ่าๆๆ!” หลิงฮันหัวเราะ พร้อมกับกระหน่ําปล่อยหมัดราวกับห่าฝน ดวงตาของเขาส่องประกายและจิตวิญญาณสู้รบได้ถูกจุดประกายจนถึงขีดสุด

“น่าสนุก” ยี่แสยะยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย ก่อนที่แสงสีเงินและทองจะพรั่งพรูออกมาจากมือหมัดของเขาถูกปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋ และระเบิดพลังอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ตูม!

หลังจากแลกหมัดกันอีกครั้ง ร่างของหลิงฮันก็ถูกส่งลอยกระเด็นราวกับอุกกาบาต

“รู้ผลแล้วหลิงฮันเป็นฝ่ายแพ้”

“ข้าก็บอกแล้วไงว่า ในอาณาเขตสวรรค์ไม่อันกับกว่างสิ่งที่อ่อนแอ จะมีสุดยอดอัจฉริยะอยู่ถึงสองคนได้อย่างไร?”

“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพียงแต่พริบตาต่อมาดวงตาของพวกเขา ก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตะลึง

นั่นเพราะหลิงฮันยังคงลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นใจ และพุ่งทะยานกลับมาด้วยพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมหลายสิบเท่า

“ปัง ปัง ปัง” สุดยอดอัจฉริยะทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดอีกครั้ง ร่างของพวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับอสนี้ ทําให้แม้แต่ราชาในหมู่ราชาก็ไม่สามารถมองตามทัน และสามารถจับการเคลื่อนไหวได้จากร่องรอยของตราประทับแห่งเต๋เท่านั้น

แข็งแกร่ง! แข็งแกร่งมาก!

ทุกคนตกตะลึงอ้าปากค้าง และสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

ใต้ดวงตะวัน ไม่ได้มีจอมยุทธระดับโลกียนิพพานที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวอยู่แค่คนเดียวแต่กลับมีถึงสองคน! ยิ่งกว่านั้นสองคนที่ว่าก็ยังเป็นจอมยุทธ จากอาณาเขตสวรรค์ที่อ่อนแออย่างอาณาเขตสวรรค์ไม่อันและกว่างลงด้วย

เหลือเชื่อจนไม่อาจทําใจเชื่อได้ลง

จิตวิญญาณของซูหย่าหรงถูกการต่อสู้ตรงหน้าดึงดูด ช่วงชีวิตก่อนของนางเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเจ็ด ทําให้สายตาของนางสูงส่งเป็นอย่างมาก ซึ่งจักรพรรดิอย่างหม่าถงกวางนั้นไม่มีคุณแม้แต่จะให้นางชําเลืองมองด้วยซ้ํา

แต่ตอนนี้แม้แต่นางก็ต้องยอมรับว่า ต่อให้เป็นนางในชีวิตก่อน หรือร่างกําเนิดใหม่ในตอนนี้ที่มีประสบการณ์ของระดับราชานิรันดร์ ก็ไม่อาจมีพลังต่อสู้เทียบเท่ารุ่นเยาว์สองคนนี้ในระดับโลเกียนิพพานได้

นอกเสียจากว่านางจะใช้ไฟลับที่ปกปิดเอาไว้เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสสังหารรุ่นเยาว์ทั้งสองนี้ได้

“ฮ่าๆๆๆ!” หลิงฮันหัวเราะและกระหน่ําปล่อยหมัด ตัวเขาในตอนนี้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอึดอัดบางอย่าง ที่ราวกับบางสิ่งภายในร่างกายต้องการจะออกมา แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร

“ตัวเจ้าในตอนนี้สามารถทะลวงผ่าน ระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ตลอดเวลาแล้ว เพียงแต่เจ้าจําเป็นต้องครอบครองแก่นวิญญาณให้ได้เสียก่อน ถึงจะแยกวิญญาณออกมาจากกายหยาบได้”หอคอยน้อยกล่าว

หลิงฮันพยักหน้า ที่ระดับแบ่งแยกวิญญาณมีชื่อเรียกเช่นนี้ ก็เพราะจําเป็นต้องแยกวิญญาณออกมาจากร่างกาย ซึ่งทั้งสี่ขั้นพลังย่อย จําเป็นต้องแยกวิญญาณออกมาทั้งหมดสี่ครั้งเพียงแต่การจะแยกวิญญาณออกมานั้น ไม่สามารถทําได้ด้วยพลังของตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาอํานาจจากสวรรค์และปฐพี

ด้วยเหตุนี้หากใครต้องการทะลวงผ่านระดับตัดวิญญาณหยาง ทุกคนจึงต้องเข้าไปยังมหาสมุทรวิญญาณหยาง

ปัง!

จักรพรรดิทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอีกครั้ง ก่อนจะล่าถอยหลัง เว้นระยะห่างกันราวๆร้อยฟุต

“เจ้ามีคุณสมบัติจะเป็นสหายของข้า” ไม่ลงมือต่อ เขาพยักหน้าให้กับหลิงฮันด้วยสีหน้าหนักแน่น

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไร ว่าข้าอยากเป็นสหายกับเจ้า?”

“ข้าเชื่อว่าเจ้าเป็นคนประเภทเดียวกันข้า” ยี่แสยะยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย

หลิงฮันยอมรับว่าคนผู้นี้ถึงแม้จะบ้าบินมาก แต่ก็มีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นคนตรงไปตรงมา เขาพยักหน้าและยิ้ม “ข้าชื่อหลิงฮัน”

ทั้งสองมองหน้ากัน และระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน ราวกับพวกเขาเป็นสหายกันมานานหลายปี

ตอนที่ 1991 ยี่

“โอ้?” ชายหนุ่มชุดคลุมฟ้าเผยประหลาดใจ ก่อนจะเผยสีหน้าเหยียดหยาม “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

“พี่ชายเชิงหยวน หมอนั้นกล่าวว่าพวกเราสองคนเป็นเศษสวะ!” ชายหนุ่มอีกคนยิ้มและเอ่ยแทรก

ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ช่างน่าขันนัก จอมยุทธจากอาณาเขตสวรรค์ที่อ่อนแอ กล้าบอกว่าพวกเขาเป็นเศษสวะงั้นรึ? หากพวกข้าเป็นเศษสวะ แล้วคนอื่นๆ จะเป็นอะไร?

“ข้าคือหลัวเชิงหยวน จักรพรรดิอันดับเก้าของอาณาเขตสวรรค์ซานถู!” ชายหนุ่มชุดคลุมฟ้าชี้นิ้วไปยังหน้าอกของตนเอง และกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

อาณาเขตสวรรค์ซานถูคือ อาณาเขตสวรรค์ระดับกลาง การที่เขาสามารถอยู่ในอันดับเก้าได้ย่อมหมายความว่าพลังต่อสู้ของ หลัวเชิงหยวนนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และไม่น่าแปลกใจที่ทําไมเขาถึงมีความมั่นใจขนาดนั้น

“ซือปิน จักรพรรดิอันดับสิบของอาณาเขตสวรรค์ซานถู!” ชายหนุ่มอีกคนกล่าว

“ข้าไม่ได้สนใจหรืออยากรู้” ยี่สะบัดและจดจ้องด้วยสีหน้าดูถูก

“ช่างเป็นคนที่อวดดีอะไรอย่างนี้” ซือปินกล่าวอย่างเย็นชา

“ถ้างั้นก็สังหารเขาเลย!” หลัวเชิงหยวนเผยจิตสังหารอันรุนแรงออกมา

“นั่นสินะ สังหารไปเลยก็ดี!” ซือปินก้าวเดินขึ้นหน้า “ครืน ครืน” เพียงแค่การย่ําเท้าของเขาผืนแผ่นดินก็เกิดการสั่นสะเทือน

นี่คืออัจฉริยะที่แท้จริง ทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขาสามารถ ทําให้สวรรค์และปฐพีสั่นสั่นไหวได้

“ซือปินคือจักรพรรดิอันดับสิบของอาณาเขตสวรรค์ซานถู ที่หากไปอยู่ในอาณาเขตสวรรค์รอบด้านอาณาเขตใด เขาก็ย่อมเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นั่น”

“คู่ต่อสู้ของเขาเป็นใครกันนะ ช่างโชคร้ายนัก”

“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป เพราะอีกฝ่ายคือย”

“อัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งนะ?”

“ใช่แล้ว”

“ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่อาณาเขตกว่างล๋ง และอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน ก็อ่อนแอเป็นอันดับสุดท้ายของ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกอยู่ดี ต่อให้เป็นจักรพรรดิอันดับหนึ่งก็เถอะ ความแข็งแกร่งของเขาจะมีเท่าไหนกันเชียว?”

“นั่นสิ ข้าเองก็เอนเอียงไปทางซือปินมากกว่า”

“ข้าด้วย”

ผู้คนกระซิบกระซาบคุยกัน หลังจากที่มหาสมุทรวิญญาณหยางเปิดออกแล้ว ทุกคนจะต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใครก็ตามที่ได้รับวาสนา จากสวรรค์และปฐพีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็จะบรรลุเป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด

เพราะงั้น ต่อให้เป็นคนสองคนที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน พวกเขาก็มีโชคชะตาจะต้องเป็นศัตรูกัน

ยี่แสยะยิ้มเยาะเย้ย พร้อมกับลงมือโจมตีใส่ซือปิน มือที่ใหญ่และหนาของเขาถูกผลักออกไปปราณก่อเกิดถูกควบแน่นกลายเป็นมือขนาดมหึมา และอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ได้แปรสภาพกลายเป็นโซ่ พุ่งทะลวงเข้าหาซือปินพร้อมๆ กัน

ใบหน้าของซือปินเปลี่ยนไปทันที

ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิ แน่นอนว่าเขาย่อมมีศักดิ์ศรีที่สูงเทียมฟ้า แต่ถ้าหากแม้แต่มองไม่ออกว่าศัตรู แข็งแกร่งหรือไม่นั้น เขาคงไม่ใช่อัจฉริยะแต่เป็นตัวโง่งมที่สุดภายใต้สวรรค์

“ประกายเพลิงอัคคีสามจันทรา!” เขาพึมพําเสียงเบา “พรึบ” ทันใดนั้นเองทั่วร่างของเขา ก็พรั่งพรูไปด้วยเปลวเพลิงนิรันดร์ และแปรสภาพกลายเป็นตระประทับแห่งเต๋ แพร่กระจายไปทั่วทิศทาง

“ทักษะของราชานิรันดร์หมิงฮัวงั้นรึ?” ยี่แสยะยิ้ม เขาไม่ดึงมือขนาดใหญ่ของตนเองกลับ และยังคงผลักเข้าหาซือปินต่อไป

ตูม!

การบวนท่าแรกของทั้งสองเข้าปะทะกันอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะพุ่งทะยานเข้าหากัน และเกิดเป็นการต่อสู้อันดุเดือด

“ปัง ปัง ปัง ปัง” การโจมตีของทั้งสองคนรวดเร็วเป็นอย่างมาก เพียงแค่พริบตา กระบวนท่าหลายสิบก็ถูกปลดปล่อยออกมานั่นกัน

ทุกคนจ้องมองตาแข็งค้าง และมองไม่ออกแม้แต่น้อยว่า ฝ่ายใดคือฝ่ายที่กําลังได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ

“สวรรค์…. นั่นคือจอมยุทธจากอาณาเขตสวรรค์กว่างลงจริงๆ รึ เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะแข็งแกร่งขนาดนั้น?”

“ต่อให้เขาพ่ายแพ้ให้กับซือปิน แต่พลังของเขาก็เพียงพอที่จะสร้างชื่อไปทั่วดินแดนแห่งเซียนแล้ว”

“ไม่คาดคิดว่าอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง จะมีจักรพรรดิที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ด้วย!”

“เจ้าลืมไปแล้วว่า ในอาณาเขตสวรรค์กว่างลิงเองก็มีราชานิรันดร์ระดับแปดอยู่จํานวนหนึ่ง ซึ่งในตอนที่คนเหล่านั้นยังเป็นจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน ใครบ้างที่ไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะแห่งยุค?”

“ถูกของเจ้า”

“เพียงแต่ต่อหน้าจอมบ้าคลั่ง ทุกอย่างก็ไม่นับเป็นอันใดได้”

“จอมบ้าคลั่งคือจอมยุทธที่แข็งแกร่งที่สุด!”

“ถูกแล้ว ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ก็ยังมีคนพูดมาได้ ว่าจอมบ้าคลั่งพ่ายแพ้ให้กับชายลึกลับที่ชื่อ จี่อู๋หมิง ช่างน่าขันนัก เรื่องเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร?”

ตูม!

ในขณะที่ทุกคนกําลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง ร่างหนึ่งก็ถูกซัดลอยกระเด็น และผลลัพธ์การต่อสู้ก็ถูกตัดสิน ร่างที่ลอยกระเด็นชนทะลุเข้าไปในโขดหิน ทําให้ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าร่างนั้นเป็นใคร

เพียงแต่ต่อให้ไม่เดินไปดูถึงในโขดหิน พวกเขาก็ยังรู้ได้อยู่ดีว่าใครเป็นฝ่ายชนะ เพราะยังมีอีกร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ในจุดเดิม

ยี่

ถึงแม้ทุกคนจะทําใจเชื่อไม่ลง แต่ความจริงตรงหน้าก็คือหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่าคําพูดบอกเล่า

ไม่หัวเราะอย่างภาคภูมิใจในชัยชนะ ท่าทีของเขายังคงสงบนิ่ง ราวกับคนที่เขาเพิ่งโค่นลงไป ไม่ใช่จักรพรรดิอันดับสิบของอาณาเขตสวรรค์ซานถู แต่เป็นเพียงขยะไร้ค่าคนหนึ่ง

“คนต่อไปคือเจ้าสินะ?” เขาชี้ไปยังหลัวเชิงหยวน

หลัวเชิงหยวนเผยสีหน้าอับอายและเกรี้ยวกราด อันดับของเขาสูงกว่าซือปินก็จริง แต่นั่นก็แค่อันดับเดียวเท่านั้น ซึ่งพลังต่อสู้ของเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าซือปินมากนัก ซึ่งหากต้องปะทะกับยี่ ความเป็นไปได้ที่เขาจะพ่ายแพ้ย่อมมีสูงมาก

ยี่แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายและกล่าว “กลัวงั้นรึ? จงนึกเสียใจซะ ที่เจ้ามาล่วงเกินข้า!”

“พรึบ” เขาพุ่งทะยานปลดปล่อยการโจมตี เข้าใส่หลัวเชิงหยวนอย่างไม่รีรอ

ครั้งนี้พลังต่อสู้ที่ยี่ปลดปล่อยออกมานั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าการต่อสู้เมื่อครู่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น

ยี่ผู้นี้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ตราประทับแห่งเต๋จากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขาแปรเปลี่ยนกลายเป็นโซ่ และพัวพันทะลวงเข้าหาหลัวเชิงหยวน โซอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เหล่านี้มีความแข็งแกร่ง เทียบเท่าอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สามดาว ที่ต่อให้เป็นตัวตนระดับตัดวิญญาณหยาง หรือตัดวิญญาณหยินก็ต้องหวาดผวา

หลัวเชิงหยวนนึกเสียใจในใจ อัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ปรากฏตัวขึ้นในอาณาเขตสวรรค์กว่างลงได้อย่างไรกัน? เรื่องแบบนี้มันช่างไร้เหตุผล และเหนือความคาดหมายนัก

ทุกคนสูดหายใจลึก พลังที่ยี่แสดงให้เห็นนั้น เป็นสิ่งที่เหนือจินตนาการของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

ที่แท้อาณาเขตสวรรค์กว้างลิงก็มีจักรพรรดิที่แข็งแกร่งระดับนี้อยู่ด้วย!

ตูม!

หลังจากการแลกเปลี่ยนกระบวนท่า เชิงหยวนก็ถูกหมัดของยี่ซัดจนพ่ายแพ้ ครั้งนี้ยี่ระ เบิดจิตสังหารออกมา และไล่ตามไปเผด็จศึกสังหารหลัวเชิงหยวน แต่อีกฝ่ายก็ใช้ทักษะลับบางอย่างเคลื่อนที่ในพริบตาหลบหนีไปได้

“ต่อไปเป็นใครอีก?” จิตสังหารของยี่ยังคงไม่สลายไป ดวงตาสีเงินและทองของเขา ส่องประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน หลังจากกวาดสายตามองผู้คนมากมาย เขาก็ลงมือทุ่งโจมตีเข้าใส่คนเหล่านั้นทันที

“ตูม ตูม ตูม” พลังต่อสู้ของยี่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทุกบริเวณที่ร่างของเขาเคลื่อนที่ผ่าน ร่างของผู้คนมากมายจะถูกซัดจนลอยกระเด็น โดยที่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ มีบางคนถึงขนาดถูกสังหารในพริบตา ส่งผลให้โลหิตนองไปทั่วพื้นดิน

“ยี่ เจ้าบ้าไปแล้ว!” ซูหย่าหรงรีบโจมตีขัดขวาง เพื่อหยุดความโกลาหลที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อาณาเขตสวรรค์กว่างลงอาจจะถูกอัจฉริยะคนอื่นเพ่งเล็ง และ เกิดความเสียหายขึ้นได้

ยี่ไม่กล่าวตอบ ดวงตาสีเงินและทองของเขายังคงส่องประกายขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะจดจ้องไปที่หลิงฮัน และพุ่งยานทะยานโจมตีเข้าใส่

ตอนที่ 1990 สร้างความอัปยศให้ตัวเอง

หม่าถงกวางเดินกลับมา โดยไม่กล้าหันไปมองหน้าพวกหลิงฮัน เพียงแต่พริบตาที่เขาเห็นซูหย่าหรง ดวงตาของเขาก็ส่องประกายทันที

สตรีผู้นี้นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามแล้ว ยังมีกลิ่นอายที่องอาจราวกับดาบไร้พ่ายที่อยู่ในฝัก ซึ่งไม่ว่าใครก็ล้วนแต่ต้องการหลบหลีกคมดาบของนาง

จิตใจของหม่าถงกวางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง กลิ่นอายเช่นนี้จะพบในตัวตนระดับสูงเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมาปรากฏอยู่ในร่างของสตรีที่เป็นเพียงจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน

เหลือเชื่อ!

แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าก็คือ เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้ไม่ชอบหน้าหลิงฮันเป็นอย่างมาก

ศัตรูของศัตรูคือมิตร

เขารีบเดินไปหานางและกล่าว “ข้ามีชื่อว่าหม่าถงกวาง ข้าเป็นคนของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก และสามารถหลอมเม็ดยาได้เล็กน้อย ซึ่งตอนนี้เป็นนักปรุงยาสามดาว”

ยอดเยี่ยมใช่รึเปล่า ไม่เพียงข้าจะเป็นอัจฉริยะแห่งศาสตร์วรยุทธของดินแดนแห่ง เซียนฝั่งตะวันตก แต่ยังเป็นนักปรุงยาสามดาวอีกด้วย เมื่อสถานะทั้งสองอย่างรวมเข้าด้วยกัน ภาพลักษณ์ของเข้าจึงดูเฉิดฉายยิ่งขึ้นไปอีก

ซูหย่าหรงชําเลืองมอง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นด้วยความเหยียดหยาม

นางคือราชานิรันดร์ที่ยิ่งใหญ่ ที่ในชีวิตที่แล้วสามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเจ็ดได้สําเร็จ ตัวตนระดับนางมีความจําเป็นอันใดต้องมองจอมยุทธระดับราชานิรันดร์ตัวจ้อย หรือนักปรุงยาสามดาวอยู่ในสายตา? สิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของนางได้ มีเพียงอัจฉริยะแห่งศาสตร์วรยุทธที่แท้จริงอย่าง ยี่ หรือหลิงฮันเท่านั้น

“ไสหัวไป!” นางกล่าวด้วยน้ําเสียงเย็นชา

ว่าไงนะ!

หม่าถงกวางอุทานในใจ เหตุใดผู้คนของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก ถึงได้หยิ่งยโสขนาดนี้? เจ้าไม่ได้ยินรึไงว่าข้ามาจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก แถมยังเป็นถึงนักปรุงยาสามดาว?

“ช่างโอหังนัก!” หม่าถงกวางลงมืออย่างอุกอาจ

ก่อนหน้านี้เขาเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนไปแล้ว หากไม่รีบกู้หน้ากลับมา เขาจะยังเหลือเกียรติอะไรอีก?

ซูหย่าหรงที่แต่เดิมหงุดหงิดอยู่แล้ว เมื่อเจอเช่นนี้ก็ยิ่งเกรี้ยวกราดขึ้นไปอีก นางโคจร ทักษะนิรันดร์ และลงมือตอบโต้หม่าถงกวาง

ถึงแม้พลังต่อสู้ของซูหย่าหรงจะไม่แข็งแกร่งเท่า ฮูหนิวกับจักรพรรดินีที่ร่วมมือกัน แต่ชีวิตที่แล้วของนางก็เป็นถึงราชานิรันดร์ ซึ่งย่อมแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิทั่วไปอยู่แล้ว อย่างในก่อนหน้านี้ พลังต่อสู้ของหลิงฮันก็อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับนางเท่านั้น

มีรึที่หม่าถงกวางจะเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้?

เมื่อผ่านไปเพียงหนึ่งร้อยกระบวนท่า หม่าถงกวางก็เริ่มเสียเปรียบ หลังจากผ่านไปห้าร้อยกระบวนท่าก็เริ่มใกล้จะพ่ายแพ้ และหลังจากผ่านไปหนึ่งพันกระบวนท่า เขาก็ไม่อาจตอบโต้กลับได้อีกต่อไป

เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างก็เผยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม

ทั้งๆ ที่ไม่มีพลังแต่ยังกล้าทําเป็นมีอํานาจบาตรใหญ่ ช่างเป็นคนที่น่าอัปยศนัก!

หลู่เซียนหมิงใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีหน้า ตัวเขาในตอนนี้อยู่ในสถานะผู้ติดตามของหม่าถงกวาง เมื่อเจ้านายได้รับความอัปยศ แน่นอนว่าเขาก็ย่อมเสียหน้าไปด้วยเหมือนกัน

“เห็นแก่ซู่หวนเซียง ข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้า!” “ปัง” ซูหย่าหรงซัดร่างของหม่าถงกวางกระเด็น แต่ก็ไม่ได้ตามไปเผด็จศึก

“ตูม” ร่างของหม่าถงกวางร่วงลงพื้นอย่างรุนแรง เขารู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอก และใบหน้าร้อนผ่าว

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ จิตใจของเขาได้สั่นสะท้านด้วยความตะลึง เนื่องจากชื่อที่ซูหย่าหรงกล่าวออกมาเมื่อครู่ คือชื่อของบรรพบุรุษของเขา!

ซู่หวนเซียง ตัวตนในตํานานของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ที่นอกจากจะเป็นนักปรุงยาห้าดาวแล้ว ยังเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับสี่ ที่มีศักยภาพจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับห้า หก หรือสูงกว่านั้นได้ในอนาคต

จากน้ําเสียงของซูหย่าหรง ดูเหมือนนางจะรู้จักบรรพบุรุษของเขาเป็นอย่างดี

แต่เรื่องเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร!

แม้แต่เขาก็เคยพบเจอกับบรรพบุรุษนับครั้งได้ แล้วจอมยุทธระดับโลกียนิพพานตัวจ้อย ของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกจะเคยพบเจอบรรพบุรุษของเขาได้อย่างไร?

แต่ประเด็นคือ อีกฝ่ายจะโกหกเขาในสถานการณ์เช่นนี้ไปเพื่ออะไร?

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” หม่าถงกว่างเอ่ยถาม

ซูหย่าหรงคร้านจะกล่าวตอบ นางเผยสีหน้าเหยียดหยาม ราวกับต้องการสื่อว่า เจ้าไม่คู่ควร

หม่าถงกวางในตอนนี้อยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ เพราะงั้นเขาจึงทําได้เพียงหันหลังเดินไปยังทิศทางอื่น

สตรีในดินแดนแห่งเขียนฝั่งตะวันออกแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร?

“ไสหัวไปซะ เจ้ากําลังขวางทางข้าอยู่” ในขณะที่เขากําลังจะนั่งลงบนโขดหินนั่นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง น้ําเสียงที่ว่านี้ทั้งเย็นชา และแฝงเอาไว้ด้วยความเย่อหยิ่งเกินพรรณนา

หม่าถงกวางไม่สบอารมณ์อย่างมาก ข้ากําลังจะนั่งของข้าดีๆ เจ้าแค่เดินผ่านไปเฉยๆ มันยากมากนักรึไงกัน?

“รนหาที่ตาย!”

เพียงแต่ทันทีที่หม่าถงกวางกล่าวสี่คําที่ว่าออกไป ความรู้สึกรัดแน่นก็เกิดขึ้นที่ช่วงคอของเขา ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกเหวี่ยงลอยขึ้นไปบนฟ้า ในขณะที่อยู่กลางอากาศ ดวงตาของเขามองเห็นชายร่างสูงผู้หนึ่งยืนอยู่ในตําแหน่งเดิมของเขา ร่างของคนผู้นี้ใหญ่โตราวกับขุนเขา และปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งทรราชออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด

“ตูม” ร่างของหม่าถงกวางกระแทกเข้ากับภูเขาอีกครั้ง

ใบหน้าของเขากลายเป็นซีดเผือด และกระอักโลหิตออกมาไม่หยุด

เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่า ก็ทําให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้!

“ยี่!” ดวงตาของซูหย่าหรงหรี่ลงและตะโกนออกมา

ชายร่างใหญ่หันไปมองและเผยสีหน้าอันองอาจ เส้นผมสีดํายาวของเขายาวกระเซอะกระเซิง ทําให้ดูน่าหลงไหลอย่างมีเอกลักษณ์

ยี่… อัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง เขามีพลังแข็งแกร่งจนสามารถสร้างแรงกดดันให้กับ ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ทั้งสอง อย่างซูหย่าหรงและถังหมิงหลงได้

สิ่งที่ทําให้หลิงฮันประหลาดใจก็คือดวงตาทั้งสองของชายผู้นี้ ข้างหนึ่งส่องประกายแสงสีทอง ในขณะที่อีกข้างหนึ่งส่องประกายแสงสีเงิน

“ในที่สุดเจ้าก็ปรากฏตัว!” ซูหย่าหรงกล่าว พร้อมกับชําเลืองไปมองหลิงฮัน

หากยี่ปรากฏตัวในหุบเขาสามบุปผาล่ะก็ ต่อให้เขาจะไม่สามารถหยุดจี่อู๋หมิงได้ แต่อย่างน้อย เขาก็สามารถหยุดรั้งหลิงฮันเอาไว้ได้แน่ๆ และจักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง ก็จะไม่เสียชีวิตแทบทั้งหมดแบบตอนนี้

“ฮ่าๆๆ อะไรกัน คนของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่ง และอาณาเขตสวรรค์ไม่อันมากันแค่นี้เองงั้นรึ?” เสียงหัวเราะลากยาวดังขึ้น พร้อมกับชายร่างผอมสวมชุดคลุมฟ้า ที่มีใบหน้าหล่อเหลาได้ปรากฏตัว

“ช่างอ่อนแอนัก ยังมีความจําเป็นอันใดให้ อาณาเขตสวรรค์ทั้งสองนี้มีอยู่ต่อไปอีกงั้นรึ? ทางที่ดีพวกเจ้าสมควรจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ อาณาเขตสวรรค์ซิงหลงของข้าดีกว่า” ชายอีกคนปรากฏตัว คนผู้นี้ไม่ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายใดๆ แต่ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยโซมากมายแทน

ความแข็งแกร่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง เพิ่งเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งร้อยล้านปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ของดินแดนแห่งเซียน เพราะงั้นในสายตาของอาณาเขตสวรรค์ อื่นๆ สองอาณาเขตสวรรค์นี้ก็ยังเป็นอาณาเขตสวรรค์ ที่อ่อนแอเหมือนกันอยู่ดี

ดูอย่างตอนนี้ก็ได้ อัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์อื่นๆ นั้นมีมากมาย แต่จักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง และอาณาเขตสวรรค์ไม่อันกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ยี่แสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยม และมองไปยังทั้งสองคน “มีเศษสวะรนหาที่ตายถึงสองคนเลย งั้นรึ?”

ตอนที่ 1989 จอมบ้าคลั่งพ่ายแพ้

ว่าไงนะ… จอมบ้าคลั่งพ่ายแพ้งั้นรึ?

เหล่าฝูงชนตื่นตระหนกในทันที และใครหลายคนเผยสีหน้าไม่เชื่อออกมา และคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวลือที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้น

“ฮ่าๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จอมบ้าคลั่งพ่ายแพ้เสียหน่อย” ใครบางคนส่ายหัว “จอมบ้าคลั่งผู้นี้เคยแม้กระทั่งท้าประลองกับ ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะพ่ายแพ้”

“ฮ่าๆๆ!” ใครหลายคนหัวเราะ

จอมยุทธระดับโลกียนิพพานนั้น อย่าเพิ่งกล่าวไปถึงเรื่องท้าประลอง ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เลย แค่ตัวตนระดับตําหนักอมตะ ก็ไม่อาจเอาชนะได้แล้ว ต่อให้เป็นจักรพรรดิในระดับห้านิพพานอย่างหลิงฮัน อย่างมากเขาก็สามารถเอาชนะได้แค่ ตัวตนระดับตัดวิญญาณหยินและต่อสู้ทัดเทียมกับตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพีได้เท่านั้น ส่วนเรื่องเอาชนะตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์นั้นเลิกพูดถึงไปเลย

“ผิดแล้วๆ คนที่เอาชนะจอมบ้าคลั่ง ไม่ใช่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้” ชายที่ เป็นคนเริ่มหัวข้อสนทนาส่ายหัว

“ถ้างั้นก็เป็นตัวตนระดับตําหนักอมตะ” ใครบางคนเอ่ยแทรก

“นั่นก็ไม่ใช่” ชายที่เป็นคนเริ่มหัวข้อสนทนายังคงส่ายหัว

“ตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์งั้นรึ?”

“ผิด!”

เสียงหัวเราะของทุกคนเริ่มแผ่วเบาลง หากข่าวนี้เป็นความจริงล่ะก็ จะถือว่าเป็นเรื่ องน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

“หรือจะเป็นจักรพรรดินีในระดับแบ่งแยกวิญญาณ?” ใครบางคนคาดเดา

คนอื่นๆ หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย ถึงแม้จอมบ้าคลั่งจะเป็น จอมยุทธระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่ง ของอาณาเขตสวรรค์ซานดู แต่ตราบใดที่เขาทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณขึ้นไปต่อให้เป็นราชาทั่วไปก็สามารถมีพลังต่อสู้ทัดเทียมกับเขาได้ และจักรพรรดิก็จะกําราบเขาได้อย่างราบคาบด้วยความต่างของระดับพลัง

“พวกเจ้าเดาผิดแล้ว คนที่เอาชนะจอมบ้าคลั่งได้ไม่ใช่ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่เป็นจอมยุทธระดับโลกียนิพพานเหมือนกัน!” ในสุดที่เขาก็พูดข่าวที่น่าตะลึงออกมา

“เป็นไปไม่ได้!”

“นั่นต้องเป็นเพียงข่าวลือแน่ๆ”

“ข้าก็เดามาตั้งนานว่าจอมบ้าคลั่งจะไปท้าทาย ปรมาจารย์คนใด สุดท้ายแล้วกลับเป็น เพียงเรื่องเล่าไร้สาระเสียได้

คนอย่างน้อยเก้าในสิบส่วนส่ายหัว และไม่ยินยอมที่จะเชื่อข่าวนี้

จอมบ้าคลั่งคือจอมยุทธระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่ง ของอาณาเขตสวรรค์ซานญ และอาณาเขตสวรรค์ทั้งเจ็ดรอบด้าน จะไม่ตลกไปหน่อยรีหากจะบอกว่า มีใครในระดับโลกียนิพพานสามารถเอาชนะเขาได้?

ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้แทบจะเท่ากับศูนย์

“มันคือเรื่องจริง!” ชายคนเดิมยืนกราน “ข้าขอรับประกันด้วยชีวิตของข้าเลย ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง! คนที่เอาชนะจอมบ้าคลั่งได้ คือชายลึกลับที่ชื่อว่าจีอู่หมิง เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างจีอู่หมิงกับจอมบ้าคลั่งนั้น รุนแรงสะเทือนสวรรค์เป็นอย่างมาก จอมบ้าคลั่งได้ใช้ทุกอย่างที่มีออกมาในการต่อสู้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้จนชีวิตแทบดับสูญ และต้องเผ่นหนี้ในสภาพที่ร่างกายเหลือเพียงครั้งร่าง”

เมื่อฟังสิ่งที่ชายคนนี้เล่า ผู้คนมากมายก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นไปอีก ช่างน่าขันยิ่งนัก ต่อให้จะมีใครสักคนเอาชนะจอมบ้าคลั่งได้ แต่จอมบ้าคลั่งจะถูกต้อนจนตกอยู่ในสภาพน่าอนาถขึ้นได้อย่างไร?

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน

จีอูหมิง!

คนผู้นี้ไม่ใช่จักรพรรดิห้านิพพานทั่วไป แต่เป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า

ความสามารถของเขา จึงไม่อาจตัดสินได้ด้วยตรรกะทั่วไป ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้นั้นน่าสะพรึงกลัว จนจักรพรรดิแทบทุกคนทําได้เพียงแหงนมอง

หากบอกว่าคนที่เอาชนะจอมบ้าคลั่งลงได้คือจีอูหมิงล่ะก็ หลิงฮันไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลยแม้แต่น้อย

หม่าถงกวางเค้นเสียงและกล่าว “จีอูหมิง หรือจอมบ้าคลั่งอะไรกัน คนพวกนี้ก็แค่กบก้นบ่อเท่านั้น หากไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกล่ะก็ จอมยุทธจากที่นี่ใครบ้างจะนับว่าเป็นอัจฉริยะได้?”

หลิงฮันชําเลืองมองอีกฝ่าย ก่อนจะสายหัวและไม่พูดอะไร

“น้องชายหลิง หรือเจ้าคิดว่าที่สิ่งที่ข้าพูดไปมันผิด?” หม่าถงกวางชี้นิ้วไปยังหลิงฮัน

“ก็ต้องผิดแน่อยู่แล้ว” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส โดยที่ไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

“น้องชายหลิงฮันไม่พอใจงั้นรึ?” หม่าถงกวางกล่าว ถึงเวลาที่เขาจะทําให้พวกกบก้นบ่อรู้เสียที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้ามันเป็นอย่างไร

ตูม!

เพียงแต่ทันใดนั้นเอง จักรพรรดินีกับฮูหนิวก็ลงมือพร้อมกัน ทั้งสองผลักฝามือที่รุนแรงราวกับสวรรค์และปฐพี่จะพังทลายออกไป

“โอหัง!” หม่าถงกวางสบถอย่างเย็นชา สตรีสองคนนี้กล้าลงมือกับเขางั้นรึ? เหอะ คิดว่าพวกเจ้างดงามแล้ว ข้าจะยอมปล่อยให้ทําอะไรก็ได้ตามใจชอบรึไง?

แต่พริบตาต่อมา หม่าถงกว่างก็ต้องตกตะลึง เนื่องจากเขาพบว่าการโจมตีของสตรีทั้งสองนั้นรุนแรงถึงขนาดทําให้เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน

เขารีบระเบิดพลังออกมาเพื่อรับมือ “ตูม ตูม” คลื่นปะทะอันรุนแรงปะทุออกมา และร่างของหม่าถงกวางถูกขัดลอยกระเด็น กลายเป็นจุดสีดําในทันที

จักรพรรดินีกับซูหนิวมองหน้ากัน นี่เป็นครั้งแรกที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อีกฝ่ายก็ทําอะไรให้รื่นหูอื่นตาได้เหมือนกัน

หลู่เซียนหมิงอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เขางมงายเชื่อในความแข็งแกร่งของ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกมาตลอด ซึ่งหม่าถงกวางนั้นไม่ได้เป็นเพียง อัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยาเพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นจักรพรรดิในศาสตร์วรยุทธด้วย เพราะงั้นในระดับพลังเดียวกันเขาสมควรจะไร้คู่ต่อสู้แท้ๆ

แต่ถึงอย่างนั้นเพียงแค่การร่วมมือกันของสตรีทั้งสอง กลับสามารถชัดหม่าถงกวาง ให้ลอยกระเด็นในหนึ่งกระบวนท่าได้

เรื่องเช่นนี้จะให้เขายอมรับได้อย่างไร?

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย หม่าถงกวางเป็นจักรพรรดินีก็จริง แต่อย่างมากพลังของอีกฝ่ายก็ทัดเทียมกับเอี้ยนเซียนสู่เท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดินี หรือซูหนิว ก็ต่างมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขาทั้งนั้น

หม่าถงกวางร้องโอดครวญ ร่างของเขากระแทกเข้ากับภูเขาและหยุดลอยกระเด็น หลังจากพยุงตัวดึงตนเองกลับออกมาจากภูเขาได้ เขาก็ทั้งรู้สึกเกรี้ยวกราดและหวาดผวา

ถึงแม้เมื่อครู่เขาจะดูถูกคู่ต่อสู้ ถึงแม้สตรีทั้งสองจะร่วมมือกัน แต่หากสตรีทั้งสองไม่ได้แข็งแกร่งจนถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวล่ะก็ เขาจะถูกซัดจนกระเด็นด้วยกระบวนท่า เพียงแค่กระบวนท่าเดียวงั้นรึ?

ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกก็มีอัจฉริยะขนาดนี้อยู่ด้วย!

หลิงฮัน คนผู้นี้ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นศัตรูที่ต้องกําจัด เนื่องจากอีกฝ่ายไม่เพียงมีศักยภาพในศาสตร์ปรุงยาที่น่าอัศจรรย์ แต่ยังมีสตรีที่แข็งแกร่งถึงสองคนคอยช่วยเหลืออยู่ด้วย

“ส่วนพลังของตัวหลิงฮันเองนั้น ไม่น่าจะแข็งแกร่งมากนัก”

หม่าถงกวางคิดเช่นนี้ในใจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คนที่ลงมือเมื่อครู่ย่อมไม่ใช่สตรีทั้งสองแต่เป็นตัวหลิงฮันเอง

เมื่อเข้าไปด้านในมหาสมุทรวิญญาณหยางแล้ว ตราบใดที่หลิงฮันแยกตัวออกห่างจากสตรีทั้งสอง เขาก็จะลอบลงมือในทันที

“ซูหย่าหรงมาที่นี่แล้ว!” ไม่รู้ว่าคนที่เอ่ยกล่าวคือใคร แต่คําพูดของเขาก็ดึงความสนใจของผู้คนมากมายไปได้ในทันที

ซูหย่าหรุง… สตรีที่งดงามที่สุดของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง และเป็นจักรพรรดิที่ไร้เทียมทานไม่ว่านางจะไปที่ไหน ก็ย่อมกลายเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คน

ชุดคลุมสีขาวโบกกระพือไปมา พร้อมกับร่างที่งดงามได้ก้าวเดินอยู่บนอากาศ

สายตาของนางกวาดผ่านฝูงชน ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลิงฮัน และเผยจิตสังหารออกมา

เนื่องจากมีราชานิรันดร์จาก ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ออกหน้าให้หลิงฮัน ขุมอํานาจราชานิรันดร์ของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง จึงไม่ได้เคลื่อนไหวตามล่าหลิงฮัน

ตอนที่ 1988 รวมตัว

ช่างน่าอัปยศอะไรอย่างนี้

เพื่อที่จะแสดงอํานาจต่อหน้าเขา หลิงฮันถึงขนาดต้องสั่งให้คนมาแสร้งทําเป็นเลื่อมใสเชียว

หม่าถงกวางแสยะยิ้ม คิดว่าแค่หาคนมาแสร้งทําแบบนี้แล้วเขาจะเชื่องั้นรึ?

ช่างโง่และไร้เดียงสายิ่งนัก

เขาชําเลืองมองไปยัง นักแสดง รุ่นเยาว์ตรงหน้า อีกฝ่ายเป็นเพียงนักปรุงยาหนึ่งดาว ที่ไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของเขาเท่านั้น

เหอะ… เจ้าหาคนที่ยิ่งใหญ่กว่านี้มาไม่ได้แล้วงั้นรึ?

“ปรมาจารย์หลิง!” ยังไม่ทันที่หม่าถงกว่างจะตั้งตัว รุ่นเยาว์อีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามา แม้คนผู้นี้จะดูเยาว์วัยเป็นอย่างมาก แต่ที่หน้าอกของเขาก็ติดแผ่นป้าย ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักปรุงยาสองดาวเอาไว้

หลิงฮันพยักหน้าและยิ้ม พื้นฐานเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาที่เขาชี้แนะไปนั้น ไม่รู้ว่ามีนักปรุงยามากมายเท่าใดที่ได้รับประโยชน์ เพราะงั้นแม้แต่นักปรุงยาสามดาวก็ยังรู้สึกปลาบปลื้มต่อเขา

“ข้ามีชื่อว่าซุนฟง” รุ่นเยาว์ผู้นั้นรีบแนะนําตัวเอง “หลังจากได้ฟังคําชี้แนะของปรมาจารย์หลิง ข้าก็รู้สึกอยากแสดงความขอบคุณต่อ ปรมาจารย์หลิงฮันเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่มีโอกาสสักทีไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ข้าจะได้มีโอกาสเข้าร่วมมหาสมุทรวิญญาณหยางกับปรมาจารย์หลิงเช่นนี้ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก”

เหอะ ช่างแสดงได้ดีจริงๆ

หม่าถงกวางแสยะยิ้ม เอาสิ เชิญพวกเจ้าเล่นกันต่อเลย

“ปรมาจารย์หลิง!”

“ปรมาจารย์หลิง!”

“ปรมาจารย์หลิง!”

คนที่พบเห็นหลิงฮันเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารีบเข้ามาทักทายหลิงฮันด้วยสีหน้าตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าหลิงฮันพยักหน้าตอบ คนเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้ามีความสุขออกมา

จากคนไม่กี่คนเพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบคน หนึ่งร้อยคน. และหลายร้อยคน รอบตัวหลิงฮัน แทบจะห้อมล้อมไปด้วยฝูงชนจนแม้กระทั่งหม่าถงกวาง กับเอี้ยนเซียนลู่ก็ต้องถูกเบียดออกมา

นี่มันอะไรกัน?

หม่าถงกวางสับสน ด้วยความทรงพลังของจอมยุทธระดับนิรันดร์ แน่นอนว่าเขาต้องจดจําผู้คนจํานวนมากบนเรือเหาะได้ ซึ่งเขามั่นใจว่าในหมู่คนเหล่านี้ไม่มีคนที่เคยอยู่บนเรือเหาะเลยสักคน

การจะสั่งการคนสองคนให้แสดงละครนั้นทําได้ง่ายมาก แต่การจะทําให้คนนับร้อย นับพันทําตามที่ตนเองบอกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทําได้ง่ายๆ

ยิ่งกว่านั้นคนเหล่านี้ ก็ยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับโลกียนิพพานสูงสุดด้วย

หม่าถงกวางตระหนักได้ทันทีว่า ตนเองนั้นประมาทหลิงฮันเกินไป ดูเหมือนว่าผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถจะไม่ใช่ง่ายๆ เสียแล้ว

หม่าถงกวางรู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก คนที่เข้ามาทักทายหลิงฮันยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่นักปรุงยาสองดาวเท่านั้น แต่แม้กระทั่งนักปรุงยาสามดาวเองก็ปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้ง นักปรุงยาสามดาวแต่ละคนเหล่านั้น มีเส้นผมขาวโพลน จากการถูกทรมานโดยบาปเคราะห์แห่งสวรรค์

นักปรุงยาสามดาว!

หม่าถงกวางสูญเสียความเยือกเย็นทันที ตัวเขานั้นเป็นอัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยา ที่สามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวได้ ก่อนอายุหนึ่งล้านปี ซึ่งแม้แต่นักปรุงยาสี่ดาวหลายคนก็ไม่อาจเทียบกับเขาในเรื่องนี้ได้

แต่ถ้าหากเขาอยากจะให้นักปรุงยาสามดาวมาคารวะเขาน่ะรี?

เกรงว่าเรื่องเช่นนั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้น นักปรุงยาสามดาว จะมาคารวะตัวเขาที่อยู่ในระดับเดียวกันได้อย่างไร?

แต่หลิงฮันกลับมันทําได้

เรื่องนี้ส่งผลให้หม่าถงกวางรู้สึกไม่สบายใจ และจิตใจพรั่งพรูไปด้วยจิตสังหาร

ต้องฆ่า!

เขาคิดในใจ และล้มเลิกแผนการที่จะกําราบหลิงฮัน เพื่อให้อีกฝ่ายยอมศิโรราบทิ้งไปในทันที

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกําจัดทิ้งให้เร็วที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้ทุกวิถีทางก็ตาม ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้หลิงฮันไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกได้ และปรมาจารย์นักปรุงยาคนใดรับหลิงฮันเป็นศิษย์ล่ะก็เขาก็จะไม่มีโอกาสสังหารหลิงฮันอีกต่อไป

อู่เซียนหมิงมองไปยังสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหม่าถงกวาง และแสยะยิ้มในใจ

เขาคาดเดาได้ว่าหม่าถงกวางนั้น คิดจะนําหลิงฮันไปเป็นผู้ติดตามของตนเอง เหมือนที่เขาเคยทํามาก่อน เพียงแต่ว่าในตอนนั้นเขาดันใจอ่อนเกินไป และไม่ตัดสินใจสังหารหลิงฮันตั้งแต่ต้นทําให้สุดท้ายเมื่อเขาตัดสินใจจะ จัดการหลิงฮันให้เด็ดขาด ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

เขาหวังว่าหม่าถงกวางจะไม่ก้าวพลาด เดินซ้ํารอยเขา

หลิงฮันกลายเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คน ไม่ว่านักปรุงยาคนใดที่เห็นเขา นักปรุงยาเหล่านั้นก็จะก้าวเข้ามาทักทายทันที แม้แต่นักปรุงยาที่ไม่ได้เข้าร่วมงานฉลองในครั้งนั้นก็ได้รับคําบอกเล่าต่อๆ กันไปจนส่งผลให้ชื่อเสียงของหลิงอันโด่งดังยิ่งขึ้น

โชคดีที่นักปรุงยานั้นมีจํานวนไม่มาก และนักปรุงยาที่อยู่ที่นี่คือนักปรุงยาระดับโลกียนิพพานสูงสุดเท่านั้น หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่วัน สถานการณ์ของหลิงฮันก็กลับมาสงบเหมือนกัน

“น้องชายหลิง เจ้านี่มีชื่อเสียงยิ่งกว่าข้าเสียอีก” เอี้ยนเชียนลูกล่าว “ข้าเคยเป็นรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ทําให้มีคนมากมายเลื่อมใสในตัวข้า แต่นั่นก็จํากัดอยู่แค่ในอาณาเขตสวรรค์ไม่อันเท่านั้น แต่ส่วนน้องชายหลิง. ชื่อเสียงของเจ้าโด่งดังไปทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกแล้ว”

หลิงฮันหัวเราะ “มันก็แค่บังเอิญเป็นเช่นนั้นเท่านั้น”

“ถูกแล้ว หลิงฮันของหนิวยอดเยี่ยมที่สุด!” ฮูหนิวไม่รู้จักคําว่าถ่อมตน นางเกาะแขนหลิงฮันและกล่าวอย่างภูมิใจ

“น้องชายหลิง ข้ายอมรับว่าเจ้ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง แต่อาณาเขตสวรรค์ซานูนั้น มีระดับวรยุทธแข็งแกร่งอยู่ในช่วงกลางของ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก และมีอัจฉริยะอยู่มากมาย”เอี้ยนเซียนอู่แน่นิ่งไปสักพักก่อนจะกล่าวต่อ “อัจฉริยะอันดับหนึ่งของพวกเขามีชื่อว่าลู่เหิงเขาถูกเรียกว่า “จอมบ้าคลั่ง” โดยที่คํากล่าวว่าในอาณาเขตสวรรค์ซานไม่มีใครที่ไม่หวาดกลัวเขา”

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “จะน่าหวาดกลัวไหม ก็ต้องลองดูด้วยตัวเอง”

เอี้ยนเซียนลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ “ข้าน่าจะคิดออกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าน้องชายหลิงเป็นคนเช่นนั้น”

“นี่นี่นี่ พวกเจ้าได้ยินข่าวกันมาบ้างรึยัง!” จู่เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา ผู้พูดย่อมต้องมั่นใจแล้วว่าคนอื่นๆ ไม่มีทางรู้เรื่องที่เขากําลังจะเล่าแน่นอน และที่หยุดกล่าวไปกลางคัน ก็เพราะต้องการให้คนอื่นหันมาสนใจ

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อสายตาของทุกคนจดจ้องไปที่ตนเอง ชายผู้นั้นก็ยิ้มและกล่าวต่อ “นี่เป็นข่าวใหม่ล่าสุดเลย พวกเจ้ารู้ไม่ว่า “จอมบ้าคลั่ง” ถูกใครบางคนโค่นล้มไปแล้ว”

ตอนที่ 1987 หม่าถงหวางไม่สบอารมณ์

หลิงฮันมองแววตาของหม่าถงกวางที่เปลี่ยนไป ก็เค้นเสียงเบาๆในใจ เขาไม่ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าอีกฝ่ายกล้าลงมือล่ะก็ เขาก็จะไม่ปรานี้เช่นกัน

หม่าถงกวางละสายตาออกมาจากสตรีทั้งสามคน และกล่าวกับหลิงฮัน “น้องชายหลิงฮันช่างมีวาสนาดีอะไรอย่างนี้ ที่สามารถนําสตรีที่งดงามทั้งสี่มาเป็นภรรยาได้”

“นับว่าดวงตาของเจ้าเฉียบแหลม!” ทะเลสาบหนิวกล่าวออกไปอย่างไม่ถ่อมตน ท่าทีของนางดูแล้วเหมือนสตรีไร้เดียงสา

หม่าถงกวางดวงตาแข็งค้าง ความงดงามที่ดูบริสุทธิ์ของฮูหนิวนั้นทําให้จิตใจของเขาหวั่นไหว เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรตัวเขาก็คือจักรพรรดิที่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ เขาเผยรอยยิ้มพร้อมกับกล่าว “ไม่ทราบว่าแม่นางมีชื่อว่าอะไร?”

“หนิวก็คือซูหนิวของทะเลสาบลิงฮัน!” ฮูหนิวกล่าว ก่อนจะถลึงตามองหม่าถงกวาง “ไอ้ตาแหลม หนิวเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าอย่าคิดอะไรไม่ซื้อกับหนิวเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหนิวจะบดขยี้รูทหารของเจ้าให้แหลก”

จากการที่ได้เห็นหลิงฮันใช้หอก ทะลวงก้นของคนอื่นก่อนหน้านี้ มันทําให้นางรู้สึกอยากจะลองทําเช่นนั้นดูบ้าง

หม่าถงกวางชะงักแข็งค้าง ฮูหนิวมีรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนเทพธิดาแสนบริสุทธิ์แท้ๆ แต่นิสัยของนางกลับกลายเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ไปกันได้แล้ว” แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะเสียเวลา แนะนําหม่าถงกวางให้แก่จักรพรรดินีและคนอื่นๆ

หม่าถงกวางแสยะยิ้มในใจ เขาจะต้องทําให้หลิงฮันยอมศิโรราบต่อเขาให้ได้ และสตรีทั้งสามคนก็จะตกมาอยู่ในกํามือของเขา

กลุ่มของพวกเขามุ่งหน้าไปขึ้นเรือเหาะ และออกเดินทางไปยังมหาสมุทรวิญญาณหยาง

มหาสมุทรวิญญาณหยาง ที่เป็นสถานที่เป้าหมายในครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน แต่ตั้งอยู่กึ่งกลางของอาณาเขตสวรรค์ซานถู เพียงแต่จากมุมมองทางภูมิศาสตร์แล้ว อาณาเขตสวรรค์ที่อยู่ใกล้มหาสมุทรวิญญาณหยางแห่งนี้มีอยู่ทั้งหมดหกอาณาเขตสวรรค์ เพราะงั้นจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน จากทั้งหกอาณาเขตสวรรค์จึงมุ่งหน้าไปที่นี่ เพื่อทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ

เรือเหาะลํานี้ไม่ได้มีเพียงกลุ่มของพวกหลิงฮันเจ็ดคนเท่านั้น แต่ยังมีจอมยุทธระดับโลกียนิพพานขันสูงสุดอีกมากมายแทบเต็มเรือ

พวกหลิงฮันทั้งห้าคนเก็บตัวอยู่ในห้องส่วนตัว โดยที่แท้จริงแล้วพวกเขาอยู่ภายในหอคอยทมิฬ

ถึงแม้พวกเขาจะบรรลุคอขวดของระดับพลังบ่มเพาะแล้ว แต่พวกเขาก็ยังสามารถขัดเกลาอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ได้อยู่

หม่าถงกวางต้องการจะเข้ามาพูดคุยกับหลิงฮัน เพื่อแสดงอํานาจให้เห็น แต่หลิงฮันก็ไม่มอบโอกาสให้เขาเข้าไปคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย เพราะงั้นเขาจึงทําได้เพียงนั่งอยู่ในห้องของตนเองอย่างไม่สบอารมณ์

พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปหนึ่งปี พวกเขาเข้าสู่อาณาเขตสวรรค์ชานถูแล้ว แต่เรือเหาะก็ยังคงนําพาจอมยุทธนับร้อย มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมาย

เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน ในที่สุดเรือเหาะก็หยุดเคลื่อนไหว

ที่นี่คือมหาสมุทรวิญญาณหยางงั้นรึ?

หลิงฮันออกมาจากหอคอยทมิฬเดินไปที่ดาดฟ้าเรือ และกวาดสายตามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

ถึงแม้มุมมองที่มองจากท้องฟ้าไปยังเบื้องล่าง จะทําให้วัตถุต่างๆดูเล็กลง แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไร “มหาสมุทร” ที่อยู่เบื้องล่างก็มีขนาดเล็กมาก จนสมควรเรียกว่าทะเลสาบขนาดเล็กเท่านั้น

“นั่นเป็นเพียงแค่ทางเข้าของมหาสมุทรวิญญาณหยาง” หม่าถงกวางไม่รู้โผล่มาตั้งแต่ตอนไหน เขามองสีหน้าที่สับสนของหลิงฮันออก จึงได้กล่าวอธิบายออกมา “มหาสมุทรวิญญาณหยางที่แท้จริงนั้น อยู่ในสถานที่ที่ห่างออกไปจากนี้หลายแสนไมล์ และมีขนาดกว้างใหญ่เกินจะพรรณนา”

เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “มีคํากล่าวว่ายิ่งเข้าไปยังมหาสมุทรวิญญาณหยางได้ ก่อนก็จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า”

หม่าถงกวางหยุดกล่าวอีกครั้ง และหันมองหลิงฮัน ราวกับต้องการให้หลิงฮันเอ่ยถามต่อ

เพียงแต่หลิงฮันกลับทําเพียงยิ้มตอบ และไม่ถามอะไรออกไป

หม่าถงกวางเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดออกมาอย่างปิดไม่มิด ในดินแดงแห่งเซียนฝังตกวันตก ไม่ว่าเขาจะเปิดปากกล่าวอะไร จักรพรรดิคนไหนบ้างจะไม่ตอบรับเพื่อประจบสอพลอเขา? ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แต่จอมยุทธที่ต่ําต้อยของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกกลับกล้าเมินเฉยเขา! ก็ดี เมื่อใดที่ข้ากําราบเจ้าได้ ข้าจะสั่งให้เจ้าก้มหัวให้ข้าทุกวัน!

ทุกคนเดินลงจากเรือเหาะ สถานที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่เล็กมาก และมีผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่รอบด้านเต็มไปหมด พวกเขาส่วนใหญ่เป็นรุ่นเยาว์ที่ดูองอาจ และมีเพียงส่วนน้อยที่เป็นจอมยุทธชราผมขาว ที่บางคนก็ไม่มีแม้แต่เส้นผมบนหัว จอมยุทธชราเหล่านี้ สมควรเป็นจอมยุทธที่ไม่สามารถทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ พลังชีวิตจึงได้รับความเสียหายจากบาปเคราะห์แห่งสวรรค์

“น้องชายหลิง!” ทันใดนั้นเองเสียงทักทายของใครบางคนก็ดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่ใช่เอี๋ยนเซียนแล้วจะเป็นใครไปได้

“หืม รุ่นเยาว์ผู้นั้นเป็นใครกัน เอี๋ยนเซียนลู่ถึงขนาดเป็นคนไปทักทายเขาด้วยตนเอง!”

“ต้องไม่ใช่รุ่นเยาว์ธรรมดาแน่นอน เพราะถึงแม้อาณาเขตสวรรค์ไต่อันจะอ่อนแอ แต่เอี๋ยนเซียนลู่ก็เป็นอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับ แก่นกําเนิดนิรันดร์แห่งเต๋า พลังต่อสู้ของเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้”

“เหอะ แล้วนั่นมันอย่างไรล่ะ หากเอี๋ยนเซียนลู่มายังอาณาเขตสวรรค์ชิงหลง (มังกรดารา) ของข้า ความแข็งแกร่งของเขาไม่อาจติดอยู่ในร้อยอันดับแรกเสียด้วยซ้ํา”

“ฮ่าๆๆ เจ้าจะโอ้อวดเกินไปรึเปล่า เอี๋ยนเซียนลู่เป็นถึงจักรพรรดิ ในอาณาเขตสวรรค์ซิงหลงของเจ้าจะมีจักรพรรดิมากถึงร้อยคนรึไง?”

เมื่อเห็นเอี๋ยนเชียนลู่ ผู้คนมากมายก็เริ่มกระซิบคุยกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรเอี๋ยนเซียนลู่ก็เป็นที่รู้จักกันในนามของรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ต่อให้ระดับวรยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันจะต่ําแค่ไหน การที่เป็นอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์ได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากอยู่ดี

“พี่ชายเอี๋ยน” หลิงฮันพยักหน้าตอบเอี๋ยนเขียนลู่

“นั่นใคร?” เอี๋ยนเซียนลู่มองไปยังหม่าถงกวาง และเผยสีหน้าตกตะลึง เนื่องจากกลิ่นอายของหม่าถงกว่าง ทําให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วน

อีกฝ่ายต้องเป็นจอมยุทธที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ถึงสามารถทําให้เขารู้สึกมีปฏิกิริยาเช่นนี้ได้

“ข้ามีชื่อว่าหม่าถงกวาง จอมยุทธจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตกวันตก” หม่าถงกวางยิ้มเล็กน้อยด้วยท่าที่เป็นมิตร

ดินแดนเชียนฝั่งตะวันตก!

คําเหล่านี้ราวกับว่าเป็นคําอาถรรพณ์ ที่เมื่อกล่าวออกผู้คนรอบด้านก็มีปฏิกิริยาทันที

ถึงแม้ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก และตะวันออกจะอยู่เคียงคู่กัน แต่เรื่องที่ว่าฝั่งตะวันตกแข็งแกร่งกว่าฝั่งตะวันออก

ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เซียนลู่ไม่อาจเพิกเฉยได้ และผสานมือทักทายหม่าถงกวาง

หม่าถงกวางเผยสีหน้าภาคภูมิใจเล็กน้อย ต้องแบบนี้สิถึงจะเป็นภาพของดินแดนแห่งเซียนวันตะวันออกที่เขาจินตนาการเอาไว้ ตราบใดที่รู้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะจาก ดินแดนแห่งเซียนตะวันตก จอมยุทธที่อ่อนแอของที่นี่ ก็จะต้องหันมาให้ความสนใจต่อเขา

“ปรมาจารย์หลิง!” เสียงอุทานที่แฝงไว้ด้วยความประหลาดใจดังขึ้น พร้อมกับรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งได้เดินออกมาจากฝูงชน และแสดงท่าที่เคารพต่อหลิงฮัน ราวกับลูกศิษย์กําลังคารวะอาจารย์

หืม… สถานการณ์แบบนี้มันอะไรกัน?

ใบหน้าของหม่าถงกวาง แสดงออกถึงความรู้สึกไม่ยอมรับ นี้เจ้าไม่ได้ยินรึไงว่าข้ามาจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก เจ้าถึงได้เมินเฉยข้าและไปแสดงความเคารพต่อคนอื่น?

นี่ต้องเป็นแผนการของหลิงฮัน ที่ไปสั่งการใครบางคนให้มาทําเช่นนี้แน่

ตอนที่ 1986 สู่มหาสมุทรวิญญาณหยาง

แววตาของหลู่เซียนหมิงเผยถึงความรู้สึกริษยายิ่งขึ้นไปอีก

นักปรุงยาระดับห้า… นั่นเป็นตัวตนที่เขาทําได้เพียงฝันถึง ยิ่งกว่านั้นเมื่อเทียบดูคําพูดเมื่อครู่แล้ว ดูเหมือนความต่างระหว่างเขากับหลิงฮันจะมากมายเหลือเกิน

ตัวเขาต้องเป็นคนเสนอหน้ามาตามหาหม่าถงกวางด้วยตัวเอง แถมเมื่อกล่าวประจบประแจงไปแล้ว อีกฝ่ายก็ยังเมินเฉยเขา และให้เขาทําหน้าที่เป็นคนเฝ้าประตูอีก แม้การเป็นคนเฝ้าประตูดูน่าอัปยศ แต่มันก็คือโอกาสที่เขาจะได้ไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

ส่วนหลิงฮันนะ?

ตรงกันข้ามกันเขาอย่างสิ้นเชิง หม่าถงกวางเป็นฝ่ายเชิญชวนด้วยตนเอง แถมยังรับประกันด้วยว่าจะช่วยเหลือ ให้หลิงฮันกลายเป็นนักปรุงยาสี่ดาว และยังมีความหวังที่จะกลายเป็นนักปรุงยาห้าดาว

ความจริงทําให้หลู่เซียนหมิงกําหมัดด้วยความแค้น จนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาต้องรีบก้มหัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปกปิดความโกรธภายในดวงตาได้

หลิงฮันสายหัวและกล่าว “ขอบคุณที่เจ้าหวังดี แต่ข้าไม่คิดจะยอมเป็นลิ่วล้อให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นที่ผ่านมา ตอนนี้ และในอนาคต”

หม่าถงกวางจดจ้องหลิงฮัน ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องเสียใจในภายหลัง”

“ข้าเพียงมาแจ้งเจ้าว่า เวลาที่จะเดินทางไปยังมหาสมุทรวิญญาณหยาง ใกล้จะถึงแล้วเท่านั้น สําหรับเรื่องอื่นไม่ต้องพูดให้มากความ” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส น้ําเสียงของเขาแฝงความรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาไว้

หม่าถงกวางพยักหน้า “ข้าพร้อมอยู่แล้ว จะออกเดินทางตอนไหนก็ได้ทุกเมื่อ เพียงแต่ข้ามีเรื่องอยากรบกวนน้องชายหลิงเรื่องหนึ่ง”

“รบกวนข้า?”

“น้องชายหลู่ผู้นี้” หม่าถงกวางชี้ไปยังหลู่เซียนหมิง “ข้าเพิ่งพบเจอน้องชายหลู่เป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกเหมือนกับพบเจอสหายเก่า เพราะงั้นข้าจึงตั้งใจจะเชิญเขาไปเป็นแขกของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ข้าหวังว่าน้องชายหลิงฮันจะยอมให้เขาไป”

หลิงฮันหัวเราะ “เมืองวิถีโอสถไม่เคยผูกมัดนักปรุงยาคนใด ทุกคนล้วนแต่มีอิสระของตนเอง เหตุใดถึงต้องขออนุญาตข้าด้วย? หากเขาต้องการติดตามพี่ชายหม่าไปด้วย ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”

“ในเมื่อน้องชายหญิงไม่ว่าอะไร ข้าก็โล่งใจ” หม่าถงกวางหัวเราะ

“ พวกเราจะออกเดินทางในอีกสิบวัน” หลังจากกล่าวประโยคสุดท้ายเสร็จ หลิงฮันก็หันหลังเดินจากไป

“นายน้อยหม่า เป็นอย่างที่ข้าพูดเอาไว้ไม่ผิด หลิงฮันคือคนที่หยิ่งยโสมาก เขาไม่มีทางยอมรับคําเชิญชวนของนายน้อยหม่าอย่างแน่นอน” หลู่เซียนหมิงรีบเดินเข้ามาใกล้ ด้วยท่าที่ราวกับลิ่วล้ อตัวจ้อย

หม่าถงกวางเผยรอยยิ้มที่แสนมั่นใจ “ใครก็ตามที่ข้าสนใจ ท้ายที่สุดคนคนนั้นก็ต้องยอมศิโรราบต่อข้า”

หลู่เซียนหมิงรีบพยักหน้า ทั้งๆที่ในใจไม่เห็นด้วย เขาเข้าใจนิสัยของหลิงฮันดียิ่งกว่าหม่าถงกวาง หากหลิงฮันเป็นคนที่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆล่ะก็ อีกฝ่ายคงไดนั้น

เพียงแต่เขาไม่คิดที่จะบอกเรื่องนี้กับหม่าถงกวาง เพราะถึงบอกไปหม่าถงกวางก็คงไม่เชื่อ แถมเขาก็ยังต้องการให้หลิงฮันกับหม่าถงกวางมีความบาดหมางกันอีกด้วย

หลิงฮันมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก และเล่าเรื่องของหม่าถงกวางให้จักรพรรดินีและคนอื่นๆฟัง ซึ่งส่งผลให้พวกนางเกรี้ยวกราดอย่างมาก มีคนกล้ามาบอกให้สามีของพวกนางไปเป็นผู้ติดตาม

“หนิวจะไปสังหารมัน!” ฮูหนิวสะบัดแขนเสื้อด้วยจิตสังหารอันรุนแรง

หลิงฮันรั้งนางเอาไว้ เด็กสาวผู้นี้เลือดร้อนเกินไป หากนางกล่าวว่าจะสังหารใคร คําพูดนั้นย่อมไม่ใช่การพูดล้อเล่น

“เจ้าจะสังหารคนในที่แห่งนี้ไม่ได้” เขากล่าวอย่างมีเลศนัย

ฮูหนิวเข้าใจทันที “หลังจากไปถึงมหาสมุทรวิญญาณหยางหนิวจะสังหารหมอนั่น!”

หลิงฮันยิ้ม หากหม่าถงกวางรนหาที่ตาย เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะส่งอีกฝ่ายเป็นปรโลก

พวกเขาใช้เวลาที่ในการพักผ่อน และอีกสิบวันต่อมา หลิงฮันก็มุ่งหน้าไปแจ้งหมาถงกวางเพื่อออกเดินทาง

“น้องชายหลิง พวกเราพบกันอีกแล้ว” หม่าถงกวางเดินนําออกมา โดยมีหลู่เซียนหมิงเดินตามอยู่ด้านหลัง

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าว “ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”

หม่าถงกวางแสยะยิ้ม กล้าออกคําสั่งกับข้างั้นรึ? เจ้าคิดว่าการเป็นผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถมันยอดเยี่ยมมากนักรึไง?

เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถกําราบเจ้าได้ด้วยหนึ่งมือ?

สิ่งที่หม่าถงกวางดูถูกคนของ ดินแดนแห่งเซียนฝันตะวันออก ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของศาสตร์ปรุงยาเท่านั้น แต่ยังเป็นในเรื่องของศาสตร์วรยุทธด้วย

เนื่องจากเขาไม่ได้เป็น นักปรุงยาอัจฉริยะเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นจอมยุทธอัจฉริยะ ในระดับห้านิพพานอีกด้วย

ศักยภาพระดับจักรพรรดินั้น แม้แต่ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกก็มีอยู่จํานวนน้อยมาก ในอาณาเขตสวรรค์หนึ่งอาณาเขตจะมีจักรพรรดิอยู่ราวๆสิบคน ถึงแม้จะเป็นอาณาเขตสวรรค์ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ จํานวนของจักรพรรดิก็มีไม่เกินร้อยคน

เพราะงั้นในสถานที่อย่างเมืองวิถีโอสถแห่งนี้ ตัวเขาที่เป็นจักรพรรดิระดับห้านิพพาน ย่อมไร้เทียมทานเหนือใคร จอมยุทธระดับโลกียนิพพานคนใด จะสามารถรับหนึ่งกระบวนท่าจากเขาได้?

เดี่ยวหลังจากนี้เจ้าจะรู้เอง ว่าเจ้ากับข้านั้นต่างชั้นกันขนาดไหน

เมื่อสายตาของหม่าถงกวางกวาดมองไปยังจักรพรรดินีฮูหนิว และธิดาโร่ว ลูกตาของเขาก็หดลง และเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา

สตรีทั้งสามคนนี้ เป็นสตรีที่งดงามที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอ!

สตรีทั้งสามนี้คือสตรีของหลิงฮันอย่างนั้นรึ?

หม่าถงกวางตกตะลึง และรู้สึกริษยาหลิงฮัน ต่อให้เขาจะเป็นอัจฉริยะทั้งในศาสตร์ปรุงยาและที่มีสตริงดงามมากมายเสนอตัวเข้าหา

ทั้งดงามเท่าสตรี

สามคนตรงหน้านี้

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องกําราบหลิงฮันแล้วจริงๆ – ตราบใดที่เขาทําให้หลิงฮันตระหนักรับรู้ถึงจุดประสงค์ของเขาได้ อีกฝ่ายก็ย่อมเป็นคนยกสตรีทั้งสามให้เขาด้วยตัวเอง

เขาครุ่นคิดในใจ พร้อมกับมุมปากได้แสยะยิ้มขึ้นมาอย่างชั่วร้าย

ตอนที่ 1985 จงติดตามข้า

ที่นี่คือเมืองวิดีโอสถ และหลิงฮันก็เป็นประมุขในอนาคตของเมืองวิถีโอสถ แต่กลับมีคนบอกให้เขายืนรอที่หน้าประตู และต้องขออนุญาตคนอื่นก่อนงั้นรึ?

นี่มันเป็นการยั่วยุที่โจ่งแจ้งอย่างเห็นได้ชัด

หลิงฮันส่ายหัว แต่เดิมหลู่เซียนหมิงนั้นเป็นอัจฉริยะที่มากพรสวรรค์ผู้หนึ่ง ไม่คาดคิดว่าตอนนี้อีกฝ่ายจะยอมกลายมาเป็นลิ่วล้อให้คนอื่น และทําหน้าที่เฝ้าประตูเช่นนี้ ช่างน่าอัปยศยิ่งนัก

“หลู่เซียนหมิง การที่ข้านับว่าเจ้าเป็นคู่ต่อสู้นั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดจริงๆ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่ใบหน้าจะค่อยๆ กลายเป็นมืดมนและหันหลังตะโกน “พวกเจ้าตัวมาทําอะไร อยู่ที่นี่ไม่มีที่ให้ไปกันรึไง?”

เมื่ออนาคตประมุขกล่าวเช่นนี้ ใครกันจะกล้าขัดขึ้น?

ภายในพริบตา ผู้คนรอบด้านก็แยกย้ายกันจากไปทันที แน่นอนว่าถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะยอมจากไป แต่ก็ใช่ว่าหลังจากนี้จะไม่กลับมาใหม่ เพราะอย่างไรหลิงฮันก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปอยู่แล้ว

หมู่เซียนหมิงจดจ้องหลิงฮันด้วยสายตาอาฆาต

ในความคิดของเขา หากไม่ใช่เพราะหลิงฮันล่ะก็ คนที่จะยืนอยู่ในสถานะตรงหน้านี้สม ควรเป็นเขาแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับตกไปอยู่ในมือหลิงฮันเสียได้

ช่างน่ารังเกียจนัก!

โชคยังดีที่ตอนนี้ เขาได้รับมอบโอกาสครั้งใหม่มาแล้ว ไม่คิดไม่ฝันว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสตร์ปรุงยา ของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกจะส่งคนมาที่นี่ แถมเขายังสามารถตีสนิทกับอีกฝ่ายได้สําเร็จด้วย โดยที่หลังจากนี้เขาจะติดตามหมาถงกวาง ไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ซึ่งเขาเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ที่ตนเองมี เขาจะสามารถก้าวข้ามหม่าถงกวางได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกได้ในที่สุด

เมื่อถึงตอนนั้น หลิงฮันจะเป็นเพียงมดปลวกตัวจ้อยที่ทําได้เพียงแหงนมองเขาจะเบื้องล่าง เพราะว่าระดับวรยุทธไม่ใช่แค่สิ่งเดียวที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกนั้นเหนือกว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก แต่ระดับของศาสตร์ปรุงยาเองก็สูงส่งกว่าเช่นกัน เนื่องจากพวกเขามีปรมาจารย์นักปรุงยาห้าดาวอยู่

เมื่อวันใดที่เขาบรรลุเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวได้ เขาจะกลับใสที่นี่ เพื่อแสดงให้ผู้คนของเมืองวิถีโอสถเห็นว่า พวกเขานั้นตัดสินใจผิดพลาดที่ไม่เลือกเขาเป็นประมุขคนต่อไป

“ผู้สืบทอดหลิงช่างน่าเกรงขามนัก!” หลู่เซียนหมิงระงับความโกรธเอาไว้ “เพียงแต่ก็อย่าได้ลืมว่า ตอนนี้เจ้าเองก็ยังไม่ได้ขึ้นเป็นประมุขอย่างแท้จริง!”

เพี้ยะ!

หลิงฮันตบเข้าที่ใบหน้าของหมู่เซียนหมิง ด้วยพลังในระดับห้านิพพานของเขาในตอนนี้ ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะปัดป้องได้ทัน และถูกตบจนมึนงง

หลู่เซียนหมิงสามารถพยุงตัวเอาไว้ได้ แต่มุมปากก็มีโลหิตไหลออกมา

หลิงฮันดึงมือกลับและกล่าวอย่างไม่แยแส “อย่าลืมว่าเจ้าไม่ใช่ผู้สืบทอดแล้ว หากเจ้าทําตัวไร้ความเคารพต่อข้า อย่าว่าแต่ข้าจะตบเจ้า ต่อให้ข้าสังหารเจ้าไปก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร”

ดวงตาของหมู่เซียนหมิงราวกับจะมีเปลวเพลิงปะทุออกมา แต่ที่หลิงฮันกล่าวก็เป็นความจริง ตอนนี้เขาไม่ใช่ผู้สืบทอดที่สูงส่งอีกต่อไปแล้ว และเป็นเพียงนักปรุงยาสองดาวทั่วไปเท่านั้น

“ฮ่าๆๆ ผู้สืบทอดหลิงฮันอุตส่าห์ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนทั้งที ข้านี่ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก ที่ไม่รีบออกมาต้อนรับ” ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะของใครบางคนก็ดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มชุดขาวได้ เดินออกมาจากประตู เขาเป็นบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นอย่างมาก เส้นผมของเขาดําหนา และ มีดวงตาที่งดงามราวกับจันทรา

“นายน้อยหม่า!” หลู่เซียนหมิงรีบหันหลังกลับไปคารวะ ท่าทีของเขาดูเคารพนอบน้อมเป็นอย่างมาก

คนผู้นี้คือหม่าถงกวาง นักปรุงยาอัจฉริยะจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

ดวงตาของหลิงฮันหรี่ลงเล็กน้อยและเผยรอยยิ้ม “ข้าเองก็เสียมารยาทเช่นกัน ที่ตั้งหลายวัน แล้วไม่ยอมมาทักทาย แต่เพิ่งมาเอาปานนี้”

ในเมื่ออีกฝ่ายพยายามจะพูดทําให้ตนให้ดูเหนือกว่า หลิงฮันย่อมไม่ปล่อยโอกาสอีกฝ่ายทําเช่นนั้น

หม่าถงกวางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

หลิงฮันเองก็ยิ้มตอบ และคร้านจะเสวนากับคนผู้นี้

“น้องชายหลิงฮันคงจะเป็นตัวแทนของปรมาจารย์จื่อเฉิง ไปเข้าร่วมการแข่งขันปรุงยาที่จะจัดขึ้น ในดินแดนแห่งเซียนตะวันตกสินะ?” หม่าถงกวางเปลี่ยนหัวข้อคุย

“ไม่ผิด” หลิงฮันพยักหน้า “ข้ามาที่นี่ก็เพราะเรื่องนั้น”

หลู่เซียนหมิงเผยสีหน้าริษทันที หากไม่มีหลิงฮันล่ะก็ คนที่ได้รับสิทธิ์นั้นย่อมต้องเป็นเขา

คิดดูว่าจะมันจะเป็นหน้าเป็นตาขนาดไหนกัน ที่ได้เป็นตัวแทนของนักปรุงยาทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝังตกวันออก

เพียงแต่ตอนนี้ เขากลับต้องมาหาทางเข้าหาหม่าถงกวางเพื่อเป็นหลายกับอีกฝ่าย ซึ่งคําว่าสหายนั้นเป็นคําที่ใช้เพื่อให้ฟังดูดีเท่านั้น หากจะพูดตรงๆ ก็คือผู้ติดตาม หรือว่าลิ่วล้อนั่นเอง ด้วยสถานะเช่นนี้คนอื่นคนใดกันจะมาแยแสเขา?

แต่เดิมเขาเป็นถึงตัวแทนผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ ที่ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะมีแต่ผู้คนล้อมรอบ ตอนนี้เมื่อเขาต้องตกลงมาจากเมฆอันสูงส่ง จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทําใจยอมรับได้

หากมอบโอกาสให้เขาอีกครั้งล่ะก็ เขาจะหาทางกําจัดหลิงฮันให้ได้ทุกวิถีทาง

หม่าถงกวางกล่าว “น้องชายหลิง เมื่อเจ้าไปถึงดินแดนแห่งเซียนฝั่งตกวันตก เจ้าจะพบว่าระดับของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกนั้นต่ําขนาดไหน ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงแต่ปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวของดินแดนแห่งเซียนฝังตกวันตก ก็มีมากถึงสามพันหกร้อยห้าสิบห้าคน”

ช่างแตกต่างกันมากจริงๆ ปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวของ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกนั้น หากนับรวมนักปรุงยาพเนจรที่เก็บตัวไปด้วย จํานวนก็มีเพียงแค่สิบคนเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยว่าปรมาจารย์นักปรุงยาพเนจรเหล่านั้น ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะถึงแม้พวกเขาจะเป็นนิรันดร์ แต่แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ยังสิ้นชีพเพราะบาปเคราะห์แห่งสวรรค์ได้

ปรมาจารย์นักปรุงยาถึงสามพันหกร้อยกว่าคน จึงนับว่าเป็นความแตกต่างที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

หลิงฮันอุทาน “โอ้” ออกมา และกล่าว “เป็นจํานวนที่มากจริงๆ”

“น้องชายหลิง ถึงแม้เจ้าจะยังเยาว์วัยและมีศักยภาพสูง แต่โอกาสที่เจ้าจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้ก็มีไม่มาก” หม่าถงกวางกล่าวอย่างไม่แยแส “เพียงแต่หากเจ้ายอมติดตามข้าล่ะก็ด้วยการช่วยเหลือจากข้า ไม่เพียงแค่เจ้าจะสามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว แต่การจะบรรลุเป็นนักปรุงยาห้าดาวก็ใช่ว่าจะไม่มีความหวัง!”

นักปรุงยาห้าดาว นั่นคือตัวตนที่มีสถานะทัดเทียมกับราชานิรันดร์อย่างแท้จริง

ตอนที่ 1984 ราชทูตจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

“ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ว่าเม็ดยากําเนิดสามภพ เป็นเม็ดยาที่หายสาบสูญไปแล้วหรอกรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม

นี่คือประเด็นหลักที่สําคัญที่สุด ในเมื่อสูตรเม็ดยาสูญหายไปแล้ว อย่ากล่าวถึงเรื่องหลอมเม็ดยาขึ้นมาเลย แค่จะศึกษาข้อมูลของเม็ดยาก็เกรงว่าคงไม่อาจทําได้

“เป็นเช่นนั้น” ปรมาจารย์จื่อเฉิงพยักหน้า “สูตรเม็ดยาชนิดนี้หายสาบสูญไปแล้ว แต่สุดท้าย เมื่อไม่นานมานี้ มันก็มาตกอยู่ในมือของข้า ฮ่าๆๆๆ”

ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุข สําหรับนักปรุงยาที่ยอดเยี่ยม การได้รับสูตรเม็ดยาที่หายสาบสูญไปแล้ว ก็เปรียบเสมือนการได้รับศิลาดวงดาวหลายร้อยล้านก้อน

“ยินดีกับท่านอาจารย์ด้วย” หลิงฮันหัวเราะตาม เพื่อแสดงความยินดีแก่อาจารย์

ปรมาจารย์จื่อเฉิงกลับมากล่าวต่อ “อันที่จริงสูตรเม็ดยานี้ไม่ใช่สูตรเม็ดยาที่ข้าฟื้นฟูขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่นักปรุงยาของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก มอบให้เมืองวิถีโอสถ”

“ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก?” หลิงฮันประหลาดใจเล็กน้อย นอกจากฮูหนิวแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินการเอ่ยถึงคนของ ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

“ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกนั้น ไม่เพียงแค่มีระดับของศาสตร์วรยุทธเหนือกว่า ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก แต่ระดับของศาสตร์ปรุงยาก็เหนือกว่าด้วยเช่นกัน” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว ด้วยน้ําเสียงที่ดูน้อยเนื้อต่ําใจ “เพราะพวกเขาเสนอสูตรเม็ดยาที่สาบสูญให้ถึงสามสูตร ข้าจึงไม่อาจปฏิเสธพวกเขาได้”

“ปฏิเสธไม่ได้?” หลิงฮันถาม

“นักปรุงยาทางนั้นไม่ได้มอบสูตรเม็ดยาให้เปล่าๆ แต่ยังขอสูตรเม็ดยาจากทางนี้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนด้วย” ปรมาจารย์จ่อเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้อเสนอของพวกเขาคือสามสูตรต่อหนึ่งสูตร การแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเช่นนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะปฏิเสธได้”

“แล้วท่านอาจารย์ ศึกษาสูตรเม็ดยาที่ได้รับมาอย่างเข้าใจถ่องแท้แล้วงั้นรึขอรับ?” หลิงฮันสงสัย

“ก็เข้าใจแล้วหลายส่วน ในส่วนอื่นที่ยังไม่เข้าใจ ต้องศึกษาไปพร้อมกับกับการหลอมจริง” ปรมาจารย์จ่อเฉิงกล่าวอย่างไม่คิดมาก

การหลอมเม็ดยาในระดับนี้ล้มเหลวนั้น ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรขนาดทําให้ นักปรุงยาสามดาวรู้สึกหดหูใจได้เลย แต่ชายชราผู้นี้กลับไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันพยักหน้า แน่นอนว่าหากมีทรัพย์ก็ต้องนําทรัพย์มาใช้ ไม่เช่นนั้นหากเพียงขนเส้นเดียวก็ยังหวง จะยังมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร?

อาจารย์และศิษย์สองคนเริ่มลงมือหลอมเม็ดยา โดยที่หน้าที่หลักของหลิงฮัน คือการสังเกตทักษะของปรมาจารย์จื่อเฉิง

หลิงฮันไม่คิดจะเรียนรู้ทักษะของอาจารย์ แต่จะสังเกตทักษะของอีกฝ่าย เพื่อนํามาจุดประกายให้ตนเองแทน

หนึ่งปีต่อมาในโลกจริง และหนึ่งร้อยปีต่อมาในห้องบ่มเพาะกาลเวลา การหลอมเม็ดยาก็สิ้นสุดลง

ปรมาจารย์จื่อเฉิงยังคงล้มเหลวในการหลอมเม็ดยากําเนิดสามภพ ในขณะที่หลิงฮันได้รับผลประโยชน์มากมาย การสังเกตการณ์ในครั้งนี้ แม้จะไม่ทําให้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งของเขา ยกระดับขึ้นเป็นขั้นห้าในทันที แต่ทักษะห้วงจิตของเขาก็บรรลุขีดจํากัดในขั้นสื่อย่างสมบูรณ์ และเข้าใกล้ธรณีประตูของขั้นที่ห้าเข้าไปอีกระดับแล้ว

“จริงสิ ยังมีอีกเรื่อง” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว “ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก จะจัดการแข่งขันเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งข้าตัดสินใจว่าจะส่งเข้าไปเข้าร่วม เนื่องจากเจ้าเป็นศิษย์ของข้า และเป็นประมุขของเมืองวิถีโอสถในอนาคต

หลิงฮันพยักหน้า “พอดีเลย ศิษย์เองก็จะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณในช่วงเวลานั้นพอดี”

“อืม ระยะเวลาที่มหาสมุทรวิญญาณหยางจะเปิดออกอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว และราชทูตของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเอง ก็กําลังจะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้วเช่นกัน ทางด้านฝั่งนั้นจึงได้ส่งเขามาเป็นกรณีพิเศษ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะต้องรอไปอีกเจ็ดแสนปี กว่ามหาสมุทรวิญญาณหยางของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเปิดออก” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว

หลิงฮันอุทาน โอ้” ออกมาและกล่าวต่อ “แล้วราชทูตคนนี้คือใครงั้นรีขอรับ?”

“เป็นรุ่นเยาว์นามว่าหม่าถงกวาง เขาบ่มเพาะพลังมาเพียงเก้าแสนปีเท่านั้น แต่กลับบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวแล้ว นับว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ําเสียงชื่นชม “สมกับที่เป็นอัจฉริยะที่ถูกบ่มเพาะจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก”

หลิงฮันพยักหน้าเห็นด้วย อายุเพียงเก้าแสนปี แต่ทั้งสามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวได้ และกําลังจะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ นับว่ารุ่นเยาว์ผู้นี้เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง

“เจ้าลองไปพบเขาดู” ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองไปยังศิษย์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ศิษย์ของเขาผู้นี้ไม่ทําให้เขาผิดหวังจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์วรยุทธหรือศาสตร์ปรุงยา หลิงฮันก็ไม่แพ้ให้กับอัจฉริยะจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเลยแม้แต่น้อย

หลิงฮันพยักหน้า เขากล่าวอําลาปรมาจารย์จื่อเฉิง และมุ่งหน้าไปยังที่พักพิเศษของอาณาเขตที่สี่ ซึ่งเป็นแหล่งที่พักสําหรับแขกในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้

หม่าถงกวางนั้นถึงแม้จะไม่ได้มีระดับพลังที่สูงขนาดนั้น แต่เขาก็เป็นตัวแทนนักปรุงยาจากทางดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก เพราะงั้นเขาจึงมีสิทธิ์พิเศษที่จะอาศัยอยู่ใน ที่พักพิเศษของอาณาเขตที่สี่

ทันทีที่ผ่านเข้ามายังประตูของลานที่พัก หลิงฮันก็พบเจอกับผู้คนมากมาย

“ผะ… ผู้สืบทอด!” เมื่อเห็นหลิงฮัน คนผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้สุดก็อุทานด้วยความตกตะลึง และรีบคารวะด้วยท่าที่สุภาพ

ก่อนหน้านี้ผู้สืบทอดมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบคน แต่ตอนนี้เหลือแค่หลิงฮันเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้สืบทอดที่แท้จริง เพราะงั้นใครกันจะไม่แสดงความเคารพ เมื่ออยู่ต่อหน้าประมุขในอนาคต

ในความเป็นจริง มีผู้คนมากมายในเมืองวิถีโอสถที่ต้องการเข้าหาหลิงฮันเพื่อประจบประแจง แต่หลิงฮันนั้นไม่ปรากฏตัวให้เห็นในเมืองวิดีโอสถเลย ทุกคนจึงไม่มีโอกาสทําเช่นนั้น

หลิงฮันพยักหน้าและยิ้ม “ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อพบหม่าถงกวางงั้นรึ?”

“เรื่องนั้น…” คนผู้นั้นใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอับอาย

เป็นอย่างที่หลิงฮันกล่าว ทุกคนที่นี่ต้องการพบเจอหม่าถงกวาง

หม่าถงกวางนั้นเป็นถึงนักปรุงยาอัจฉริยะที่เป็นราชทูตจากดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ถ้าหากสามารถใกล้ชิดกับอีกฝ่ายได้ล่ะก็ พวกเขาก็อาจจะได้รับการเสนอให้ไปยังดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก

ระดับวรยุทธของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกนั้น อยู่เหนือกว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก

มีคํากล่าวว่า หากจอมยุทธระดับโลกียนิพพานที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก ไปยังดินแดน แห่งเซียนฝั่งตะวันตกล่ะก็ โอกาสที่จะทะลวงผ่านระดับต่อไปสําเร็จจะเพิ่มสูงขึ้นถึงสามส่วน

ด้วยเหตุนี้ เพื่ออนาคตที่รุ่งโรจน์ของตนเอง ทุกคนจึงมาที่นี่เพื่อหาทางใกล้ชิดกับหม่าถงกวาง

“ผู้สืบทอด!”

“ผู้สืบทอด!”

คนอื่นๆ เริ่มสังเกตเห็นหลิงฮัน พวกเขารีบทําการคารวะหลิงฮันอย่างรวดเร็ว โดยที่ภายในใจรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก

ประมุขในอนาคตมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่พวกเขากลับไปให้ความสนใจกับคนนอกมากกว่าเสียได้

หลิงฮันยิ้มและเดินผ่านฝูงชนเข้าไป

“ผู้สืบทอดหลิง!” เมื่อเขาเดินมาถึงที่พักของหม่าถงกวาง ใครบางคนก็ปรากฏตัวมาขวางทางเขา

หลู่เซียนหมิง!

อีกฝ่ายแสยะยิ้มมายังหลิงฮัน จ้องมองด้วยสายตาเย้ยหยัน “หากจะพบกับนายน้อยหม่า เจ้าต้องรออยู่ที่นี้ และให้ข้าไปแจ้งกับนายน้อยหม่าก่อน”

ตอนที่ 1983 ยกระดับในศาสตร์ปรุงยา

ที่ทางเข้าหุบเขาไม่มีราชานิรันดร์เฝ้าคอยอยู่

เขตแดนลี้ลับแห่งนี้มีการเข้าร่วมอย่างเป็นวงกว้าง ที่แม้แต่ผู้สืบทอดของราชานิรันดร์ระดับแปด อย่างเอี๋ยนเซียนอู่ก็ยังเข้าร่วมด้วย เพราะงั้นแทนที่ราชานิรันดร์จะมาคอยคุ้มครองรุ่นเยาว์ด้วยตนเอง พวกเขาจึงเลือกที่จะมอบไพ่ลับสําหรับรักษาชีวิต ให้เหล่ารุ่นเยาว์ของตนเองแทน

ซึ่งความจริงย่อมเป็นเช่นนั้น ราชาในหมู่ราชาหรือจักรพรรดิหลายคน ต้องมีไพ่ลับที่ราชานิรันดร์มอบเอาไว้ให้อยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาต้องมาพบเจอ กับสัตว์ประหลาดอย่างจี่อู่หมิง ที่ไฟลับเหล่านั้นไม่สามารถใช้งานได้ พวกเขาจึงถูกสังหารอย่างง่ายดาย

เพราะงั้นในการเดินทางเข้าเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง หรือ อาณาเขตสวรรค์ไต่อัน ต่างก็ยังรับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเทียบกันแล้วความสูญเสียของทางฝั่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้นรุนแรงยิ่งกว่า

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนส่ายหัวถอนหายใจ ก่อนจะเดินทางออกจากหุบเขา เพื่อกลับสู่ถิ่นฐานของตนเอง

แน่นอนว่าสถานที่ที่พวกเขาจะกลับคือเมืองวิถีโอสถ

แม้การเดินทางกลับเมืองวิถีโอสถจะกินเวลานาน แต่พวกหลิงฮันก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ในระหว่างการเดินทาง มีหลายครั้งที่พวกเขาเข้าไปยังหอคอยทมิฬเพื่อฝึกฝน ด้วยความช่วยเหลือของต้นสังสารวัฏ ทั้งพัฒนาการของพวกเขา และวันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จนพวกเขากลับมาถึงเมืองวิถีโอสถในสิบปีต่อมา

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนมีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยม

หลิงฮัน จักรพรรดินี และฮูหนิวต่างขัดเกลาพลังในระดับห้านิพพานจนถึงขั้นสมบูรณ์ และมีความก้าวหน้าในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อย่างน่าอัศจรรย์ แถมยังซึมซับแก่นแท้แห่งเต๋าทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ในส่วนของทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์นั้น พวกเขาเองก็ใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วเช่นกัน ยิ่งพวกเขาชํานาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารมากขึ้น ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ก็จะยิ่งทรงพลังขึ้น อย่างไม่มีขีดจํากัด

ส่วนทางด้านของธิดาโรวนั้น นางด้อยกว่าทั้งสามอยู่บางส่วน แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นถึงราชาในหมู่ราชาชั้นแนวหน้า เมื่อทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณไปแล้ว แม้ความต่างชั้นในพลังต่อสู้ของนางกับพวกหลิงฮันจะยังมีอยู่ แต่ความต่างที่ว่าก็จะลดลงมาหลายเท่า อย่างนั้นเมื่อถึงตอนนั้นนางก็คงไม่ถูกกําราบอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป แต่สามารถรับมือตอบโต้ได้บ้าง

มีเพียงสตรีนกอมตะที่ยังคงไม่มีการพัฒนาใดๆ แต่โชคยังดีที่จอมยุทธระดับสร้างสรรพสิ่งนั้นมีอายุขัยที่ยาวนาน นางจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอายุขัย

กลุ่มของพวกเขาทั้งห้าคนทําตัวไม่โดดเด่น และกลับเข้าเมืองวิถีโอสถอย่างเงียบๆ โดยที่แทบไม่มีใครรับรู้เลย ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้ออกไปจากเมืองนี้แม้แต่ก้าวเดียว

หลิงฮันมุ่งหน้าไปหาปรมาจารย์จื่อเฉิงเป็นอันดับแรก และเล่าสถานการณ์คร่าวๆ ระหว่างการเดินทางให้ฟัง ซึ่งนั่นทําให้ปรมาจารย์จื่อเฉิงตกตะลึงจนพูดไม่ออก

เหตุใดศิษย์ผู้นี้ถึงได้เป็นตัวสร้างปัญหาขนาดนี้?

การที่สังหารจักรพรรดิที่เป็นผู้สืบทอด ของราชานิรันดร์ระดับห้า ระดับหก ระดับเจ็ด หรีอระดับแปดลงไป มีรีที่เรื่องนี้จะสะสางได้ง่ายๆ เหมือนกับคราวของตําหนักเมฆาอัสนีกับตระกูลจื่อเหอที่เป็นราชานิรันดร์ระดับหนึ่งก่อนหน้านี้?

โชคยังดีที่เบื้องหลังฮันยังมีตําหนักมัจฉาวายุภักษ์อยู่

ขุมอํานาจนี้ไม่ใช่ขุมอํานาจราชานิรันดร์ทั่วไป แต่เป็นถึงขุมอํานาจที่มีราชานิรันดร์ระดับเก้า ซึ่งเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนแห่งเซียนปกครองอยู่!

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่ตําหนิอะไรหลิงฮันในเรื่องนี้ และจะพยายามฝึกฝนหลิงฮันให้บรรลุ เป็นนักปรุงยาระดับห้าให้ได้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นหลิงฮันจะมีสถานะทัดเทียมได้กับราชานิรันดร์ และต่อให้เป็นราชานิรันดร์ระดับสูงก็ต้องยอมไว้หน้า

หลิงฮันกลับที่พักของตน และเริ่มมุ่งมั่นฝึกฝนศาสตร์ปรุงยา

ตัวเขาในตอนนี้ติดอยู่ที่คอขวดของศาสตร์วรยุทธแล้ว โดยที่หากเขาต้องการจะทะลวงผ่านระดับแบกวิญญาณล่ะก็ เขาต้องไปยังสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง

อย่างเขากับจักรพรรดินีนั้น หากพวกเขาจะทะลวงผ่านไปยังระดับตัดวิญญาณหยางล่ะก็ พวกเขาจําเป็นต้องไปยังสถานที่ที่เรียกว่ามหาสมุทรวิญญาณหยาง

ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกนั้น มีมหาสมุทรวิญญาณหยางมากกว่าหนึ่งแห่ง และมหาสมุทรวิญญาณหยางที่ใกล้กับอาณาเขตสวรรค์ไต่อันที่สุด ก็เป็นสถานที่ที่อาณาเขตสวรรค์เจ็ดแห่งใช้ร่วม ทุกครั้งที่มหาสมุทรวิญญาณหยางเปิดออก จอมยุทธระดับโลกียนิพพานสูงสุดมากมาย จะมุ่งหน้าไปที่นั่นเพื่อพยายามทะลวงผ่าน ระดับแบ่งแยกวิญญาณ

แต่ปัญหาคือมหาสมุทรวิญญาณหยาง จะเปิดออกในทุกๆหนึ่งร้อยล้านปีเท่านั้น หลิงฮันถือว่าโชคดีเป็นอย่างมาก ที่ต้องรออีกเพียงสามร้อยปีเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นหากพลาดหาสมุทรวิญญาณหยางนี้ไปล่ะก็ เขาคงต้องออกจากอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ไปตามหาสมุทรวิญญาณหยางอันที่กําลังจะเปิดออก หรือไม่ก็รอไปอีกหลายล้านปี ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่มีความอดทนถึงขนาดนั้น

เพียงแค่สามร้อยปี เขายังรอไหว

เขาทําความเข้าใจภายใต้ต้นสังสารวัฏอย่างไม่หยุดหย่อน และฝึกหลอมเม็ดยาหอคอยทมิฬ

เมื่อเวลาของโลกภายนอกผ่านไปเจ็ดสิบปี และภายในหอคอยทมิฬผ่านไปแล้วเก้าหมื่นปี หลิงฮันก็ก้าวผ่านขั้นตอนสําคัญ และบรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวได้ในที่สุด

ความสําเร็จที่น่าอัศจรรย์นี้ เกรงว่านักปรุงยาทุกคนจะต้องอิจฉาริษยาอย่างแน่นอน!

หลิงฮันยังคงเก็บอยู่ในหอคอยทมิฬไม่ออกไปไหน และฝึกฝนทักษะห้วงจิตปรับแต่งต่อ

ระดับของทักษะห้วงจิตปรับแต่ง คือตัววัดความแข็งแกร่งของนักปรุงยา

โดยปกติแล้วปรมาจารย์นักปรุงยาระดับสี่ จะต้องมีทักษะห้วงจิตปรับแต่งอยู่ในขั้นห้าเป็นอย่างน้อย กล่าวได้ว่าห้วงจิตปรับแต่งขั้นนี้ คือข้อจํากัดต่ําสุดในการเป็นนักปรุงยาสี่ดาว เพราะงั้นตอนนี้หลิงฮันจึงต้องยกระดับทักษะห้วงจิตปรับแต่งของตนเองให้พัฒนาขึ้นไปอีก ตราบใดที่ 1 ทักษะของเขาบรรลุขั้นห้า เขาก็จะเปิดประตูก้าวเข้าสู่การเป็นนักปรุงยาระดับสี่ ซึ่งเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาได้

หลิงฮันทําการหลอมเม็ดยาทั้งวันทั้งคืน เพื่อยกระดับทักษะห้วงจิตปรับแต่งของตนเอง

การปรุงยาไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ จําเป็นต้องเผาผลาญสมุนไพรจํานวนมหาศาล

คิดว่าสมุนไพรนิรันดร์นั้นหายากขนาดไหน?

ถือว่าโชคดีมากที่หลิงฮันนั้น เป็นประมุขในอนาคตของเมืองวิถีโอสถ และมีอาจารย์เป็น เซียนจอมหาเงิน ที่ไม่รู้ว่าในระยะเวลาหลายพันล้านปีมานี้ เขาสะสมความมั่งคั่งมาได้ จนน่าอัศจรรย์ขนาดไหน ไม่ว่าวัตถุดิบสมุนไพรใดที่หลิงฮันต้องการ อาจารย์ของเขาก็จะมอบมันมาให้ โดยที่รับประกันเลยว่า ไม่มีเม็ดยาใดหลิงฮันต้องการหลอมแล้วจะหลอมไม่ได้

ระยะเวลาผ่านไปอีกหนึ่งร้อยสามสิบปี ทักษะห้วงจิตปรับแต่งของหลิงฮันก็พัฒนา เขาบรรลุห้วงจิตปรับแต่งขั้นได้สําเร็จ ซึ่งอยู่ห่างจากการเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาอีกก้าวเดียว

เพียงแต่ก้าวเดียวที่ว่านี้ เป็นก้าวเดินที่ยากลําบากมาก

ในเมืองวิถีโอสถมีนักปรุงยาอยู่มากมายเท่าไหร่?

แน่นอนว่าไม่ได้มีมากมาย จํานวนของนักปรุงยาสามดาวมีอยู่ราวๆพันคน โดยที่เจ็ดในสิบส่วนสามารถปรับแต่งเม็ดยาได้สามขั้น และอีกสามส่วนปรับแต่งเม็ดยาได้สี่ขั้น และจะมีสักกี่คนที่บรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้?

จากระยะเวลาที่ผ่านมายาวนาน มีเพียงศิษย์ทั้งสามคนของปรมาจารย์จื่อเฉิง และลู่จิ้นเท่านั้นที่ทําสําเร็จ

เพียงเท่านี้ก็ทําให้มองออกแล้วว่ามันยากลําบากขนาดไหน

ตัวของหลิงฮันถึงแม้จะเป็นสุดยอดอัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยา แต่ถ้าหากจะให้บรรลุเป็นนักปรุงยาสีดาวล่ะก็ ต่อให้มีหอคอยทมิฬกับต้นสังสารวัฏก็ยังต้องใช้เวลานานอยู่

เขาฝึกฝนอย่างหนักอยู่ในหอคอยทมิฬต่อไป โดยไม่สนใจโลกภายนอก เพียงพริบตาเดียวเวลาผ่านก็พ้นไปอีกห้าสิบปี และเหลืออีกสามปีมหาสมุทรวิญญาณหยางก็จะเปิดออกแล้ว

หลิงฮันตั้งใจว่าจะออกเดินออกเลย แต่จู่ๆก็ถูกปรมาจารย์จื่อเฉิงเรียกไปพบ

“ข้าจะหลอมเม็ดยากําเนิดสามชาติภพ เจ้าจงคอยดูอยู่ด้านข้าง” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกลาว

เม็ดยากําเนิดสามชาติภพคือเม็ดยาสี่ดาว และเป็นหนึ่งในเม็ดยาที่ดาวที่หลอมยากที่สุด

เหตุใดจู่ๆอาจารย์ของเขาถึงต้องหลอมเม็ดยาชนิดนี้กัน?

ตอนที่ 1982 ครอบครองพฤกษาบรรพบุรุษ

ร่างของพวกหลิงฮันทั้งสี่คนปกคลุมไปด้วยแสงสว่างเจิดจ้า

พวกเขาปลดปล่อยอํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมา เพื่อดึงดูดแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีตรงหน้า ซึ่งคุณลักษณ์ของแก่นกําเนิดนิรันดร์ของแต่ละคน ล้วนแต่แตกต่างกัน

มีเพียงหลิงฮันคนเดียวที่ไม่เหมือนใคร

ถึงแม้เขาจะปลดปล่อยอํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมา แต่ไม่ลับที่แท้จริงของเขาคือทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ที่เป็นทักษะบ่มเพาะระดับมหาปราชญ์สวรรค์ ซึ่งอยู่เหนือกว่าราชานิรันตร์

ตราประทับบนพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธส่องประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

“ครืนน ลําต้นของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธสันไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่ขนาดของมันจะเริ่มหดเล็กลง

ในตอนแรกมันยังค่อยๆ หดอย่างเชื่องช้า แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก จู่ๆความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้น จนแทบจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่า พฤกษาบรรพบุรุษขนาดมหึมาย่อหดเล็กลงจะกลายเป็นต้นกล้าต้นเล็ก

การที่มันหดตัวกลับเป็นต้นกล้านั้นหมายความว่าอย่างไร?

พฤกษาบรรพบุรุษต้นนี้ได้ยอมรับใครบางคนแล้ว

แต่นั่นคือใครกันล่ะ?

“พรึบ” ต้นกล้าของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธลอยขึ้นสูงจากพื้นดิน ขนาดของมันหดเหลือเพียงสามนิ้วเท่านั้น โดยที่ลําต้นของมันโปร่งใสราวกับผลึกแก้ว และมีคลื่นผันผวนของเปลวเพลิง และอสนีอยู่รอบด้าน

เพียงแต่พวกหลิงฮันทั้งสีก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าขึ้นมาทันที เนื่องจากพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธต้นนี้ ค่อยๆลอยห่างจากพวกเขาไปอย่างช้าๆ

ซูหย่าหรงงั้นรึ?

สตรีผู้นี้ไม่อาจประมาทได้จริงๆ แค่เปิดให้จังหวะให้นางได้มีโอกาสลงมือจากระยะไกล นางก็สามารถกระตุ้นความสนใจของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้!

เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธยังคงมีความลังเลอยู่ เพราะไม่เช่นนี้ นมันคงลอยตรงไปหาซูหย่าหรงทันทีแล้ว และไม่มัวรีรอชักช้าอยู่ตรงนี้

พวกเขายังมีหวังอยู่

หลิงฮันโคจรพลังของตนเองต่อ เพื่อหวังดึงดูดให้พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธหันกลับมา

แน่นอนว่าความพยายามของพวกเขานั้นได้ผล พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธชะงักหยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว และพุ่งทะยานมายังทิศทางของพวกหลิงฮัน

เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน จู่ๆพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็หยุดชะงัก และลอยกลับไปยังทิศทางตรงกันข้ามอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าซูหย่าหรงที่อยู่ห่างออกไปจะพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ อีกฝ่ายถึงได้เพิ่มแรงกระตุ้นการดึงดูดให้มากขึ้น

หลิงฮันปล่อยจิตใจให้สงบ และโคจรทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์เต็มพลัง กลิ่นของทักษะแปรสภาพกลายเป็นมหาสมุทร และทําการโอบล้อมพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธเอาไว้

พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธสั่นสะท้าน ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลิงฮันอย่างรวดเร็ว

เมื่อมันเคลื่อนที่มาถึงด้านหน้าหลิงฮัน มันก็พุ่งทะลวงราวกับอุกกาบาตเข้าใส่บริเวณระหว่างคิ้วของหลิงฮัน และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

การแย่งชิงรู้ผลแล้ว ผู้ที่ได้ครอบครองคือหลิงฮัน

เสียงคํารามเสียงหนึ่งดังขึ้นจากระยะไกล แน่นอนว่าเจ้าของเสียงก็คือซูหย่าหรง นางคิดว่าตนเองจะเป็นฝ่าย ได้ครอบครองพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายกลับล้มเหลวเสียได้

นางรู้สึกไม่ยินยอมเป็นอย่างมาก ตราบใดที่ไม่มีหลิงฮันล่ะก็พฤกษาบรรพบุรุษต้นนี้ก็จะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน

ด้านในตันเถียนของหลิงฮัน แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีชิ้นที่สามปรากฏขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกอาณาเขตกับแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอีกสองทันที

คิดว่าเป็นไปได้งั้นรี ที่เพลิงเก้าสวรรค์และวารีพลังหยินเร้นลับ จะยอมยกอาณาเขตภายในตันเถียนให้ง่ายๆ?

แน่นอนว่าต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้นอยู่แล้ว แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสาม เข้าน้ํานั่นกันอย่างดุเดือด ก่อนที่สุดท้ายจะตกลงแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วนเท่าๆ กัน

แก่นพลังอสนีนั้นน่าอนาถเป็นอย่างมาก ตอนนี้พื้นที่ภายในตันเถียนที่มันครอบครองอยู่นั้น เหลืออยู่ไม่ถึงสามหรือสี่ส่วนจากร้อยส่วนเสียด้วยซ้ํา

หลิงฮันยื่นมือซ้ายออกไปและโคจรพลังในใจ ตราประทับรูปต้นกล้าปรากฏขึ้นบนหน้าผาก ของเขา พร้อมกับพลังที่ไม่คุ้นเคยได้พรั่งพรูออกมา มือของเขาพัวพันไปด้วยแสงสีเขียวมรกตที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด

นี่คือพลังของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ ซึ่งเป็นความสามารถฟื้นฟูอันทรงพลัง

พฤกษาต้นกําเนิดต้นนี้อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ถูกอสนีบาตผ่าใส่ และถูกเปลวเพลิงแผดเผาอยู่ตลอดเวลา การที่มันยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นแล้วว่ามันมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดไหน

ความสามารถของมันไม่ใช่แค่ใช้ฟื้นฟูบาดแผลของตนเอง แต่ยังสามารถใช้ฟื้นฟูให้กับคนอื่นได้ด้วย

หลิงฮันฉุกคิดขึ้นมาได้ หากใช้ความสามารถนี้ควบคู่ไปด้วยคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของเขาจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

คัมภีร์สวรรค์นิรันดร์มีต้นแบบมาจากทักษะบ่มเพาะนิรันดร์มากมาย และถูกผสานรวมเข้าด้วยกันโดยการตระหนักรู้ของมหาปราชญ์สวรรค์ จนเกิดเป็นทักษะบ่มเพาะขึ้นมา เพราะงั้นอํานาจของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี จึงสามารถเสริมแกร่งอํานาจของมันให้เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ มีความโดดเด่นในเรื่องของการป้องกันและการฟื้นฟู ถ้าหากหลิงฮันได้ครอบครองแก่นกําเนิดธาตุปฐพีในภายหลังล่ะก็ความสามารถในการป้องกันของเขาก็จะสูงขึ้นอีกเช่นกัน

“หลิงฮัน ตอนนี้เจ้ามีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีถึงสามแล้ว!” ฮูหนิวกล่าวด้วยความตื่นเต้น นางไม่รู้สึกผิดหวังใดๆเลยแม้แต่น้อย ที่หลิงฮันเป็นคนได้ครอบครองพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

ในอีกด้าน จักรพรรดินีเองก็ยิ้มแสดงความยินดีให้กับหลิงฮันเช่นกัน

ถ้าหากเปลี่ยนเป็นศูหนิว หรือจักรพรรดินีที่ได้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีนี้ไปครอบครองล่ะก็ หลิงฮันเองก็จะรู้สึกยินดีกับพวกนางอย่างไม่คับแค้นใจใดๆเลยเหมือนกัน เนื่องจากทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน

แต่แน่นอนว่าฮูหนิวกับจักรพรรดินี จะรู้สึกยินดีต่อกันหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทางด้านของธิดาโรว ถึงแม้นางจะรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย แต่นางก็ต้องประหลาดใจเหมือนกัน ที่ตนเองไม่รู้สึกริษยาใดๆเลย นางถอนหายใจในใจ ดูเหมือนนางจะรู้สึกชอบพอบุรุษที่เป็นศัตรูผู้นี้ไปเสียแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นมีรีที่นางจะไม่รู้สึกริษยาอีกฝ่าย?

“ได้เวลากลับกันเสียที”

ถึงแม้พวกเขาจะใช้เวลากว่าแปดสิบปีกว่าจะมาถึงตรงนี้ แต่เวลาส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับการศึกษาแก่นแท้แห่งเต๋า และทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ เพราะงั้นระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางกลับจึงสั้นเป็นอย่างมาก เพียงแค่สามเดือน พวกเขาก็มุ่งหน้ากลับมาถึงทางเข้าหุบเขา

“ในการเดินทางครั้งนี้มีอัจฉริยะมากมายถูกสังหาร หากข่าวแพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะต้องเกิดความโกลาหลขึ้นเป็นแน่” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ําเสียงทอดถอนใจ

อัจฉริยะจํานวนมากมายถูกสังหารโดยจี่อี้หมิง และอีกหกคนถูกหลิงฮันสังหาร ตอนนี้จักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง จึงเหลืออยู่เพียงห้าถึงหกคนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ต่างไปจากอาณาเขตสวรรค์ไม่อันมากนัก

ยิ่งกว่านั้นในหมู่จักรพรรดิห้าถึงหกคน ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่เป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์อีกด้วย อัจฉริยะที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ด้วยความสามารถของตนเองนั้น กล่าวได้ว่าตอนนี้เหลืออยู่น้อยนิดมาก

ความเสียหายในครั้งนี้ ไม่รู้ว่าอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าจะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ให้กลับมาอีกครั้งได้

ตอนที่ 1981 ล่าถอย

หลิงฮันแสดงสีหน้าไม่แยแส “ พวกเจ้าล่วงเกินข้าเกิน แต่จะไม่ให้ข้าตอบโต้กลับงั้นรึ? เรื่องสองมาตรฐานเช่นนั้นไม่อยู่บนโลก! หากจะสู้ก็เข้ามา!”

ซูหย่าหรงส่งเสียงคํารามดังลั่น

นางนํากระจกทองแดงแปลกประหลาดบานหนึ่งออกมา และส่องไปที่หลิงฮัน พริบตาเดียวกันร่างเงาร่างหนึ่งก็ได้ปรากฏออกมาจากกระจก โดยที่รูปลักษณ์และออร่าของมัน เหมือนกับหลิงฮันไม่มีผิดเพี้ยน

“ตาย!” ร่างเงานั้นคํารามและพุ่งทะยานเข้าใส่หลิงฮัน

ตูม

หลิงฮันและร่างเงาแลกเปลี่ยนการโจมตีกัน ก่อนจะล่าถอยกันไปคนละสิบเจ็ดเก้า

หลิงฮันเผยสีหน้าประหลาดใจ ร่างเงานี้นอกจากจะมีรูปลักษณ์เหมือนเขาแล้ว พลังของมันยังเหมือนกับเขาด้วยงั้นรึ?

สมกับเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ ช่างมีความสามารถมากมายจริงๆ

ซูหย่าหรงคํารามปลดปล่อยการโจมตีเข้าใส่หลิงฮัน ร่างเงาเองก็เช่นกัน มันร่วมมือกับนางโจมตีไปยังหลิงฮัน

ณ เวลานี้ หลิงฮันได้ถูกจอมยุทธที่ทรงพลังสองคนรุมโจมตี จนเริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

“ข้าไม่เชื่อว่าสมบัตินั่น จะคัดลอกพลังของเขาได้ทั้งหมด” หลิงฮันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมาและหยุดจ้องมองว่าร่างเงาตรงหน้าจะนําดาบออกมาด้วยหรือไม่

ซึ่งก็เป็นอย่างที่เขาคิด ร่างเงานั่นไม่ได้นําดาบออกมา แต่คัดลอกการเคลื่อนไหวของหลิงฮันโดยใช้นิ้วมือแทนดาบและกวัดแกว่งเข้าปะทะกับหลิงฮัน

ตูม! ตูม! ตูม!

หลิงฮันและจอมยุทธที่ทรงพลังอีกสองคน เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ซูหย่าหรงนั้นไม่ต้องพูดถึง นางคืออัจฉริยะอันดับสองในหมู่รุ่นเยาว์ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง แถมในอดีตยังเคย เป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเจ็ด แน่นอนว่าพลังต่อสู้ของนางย่อมน่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว ส่วนร่างเงาเองก็มีพลังต่อสู้ทัดเทียมกับหลิงฮัน ซึ่งบางที่อาจจะเป็นการคัดลอกด้วยอํานาจแห่งสวรรค์และปฐพี แต่กระบวนท่าที่มันใช้ออกมา ก็ยังมีความแตกต่างกับเขาอยู่เล็กน้อย

แต่น่าเสียดายที่กายหยาบของหลิงฮันนั้นไร้เทียมทานเกินไป ต่อให้การโจมตีของซูหย่าหรง และร่างเงามีความรุนแรงเทียบเท่าระดับตัดวิญญาณหยินสูงสุด ร่างกายของหลิงฮันก็ปรากฏบาดแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่ถ้าหากทําให้กระดูกภายในร่างของเขาแตกหักไม่ได้ ก็ไม่มีทางสร้างภัยคุกคามใดๆ ให้แก่เขา

“เข้ามาไม่ต้องหยุด!” หลิงฮันหัวเราะอย่างไม่หวาดกลัวที่จะต้องปะทะ

เขากวัดแกว่งดาบปลดปล่อยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ออกไป ซึ่งถ้าหากร่างเงานั้นสามารถเลียนแบบได้แม้แต่ทักษะดาบนี้ล่ะก็ มันก็ดูจะน่าอัศจรรย์เกินไปหน่อย

เพียงแต่ถึงแม้ทักษะดาบที่ร่างเงาปลดปล่อยออกมา จะไม่ใช่ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ แต่พลังทําลายของทักษะก็ไม่อาจประมาทได้

หลิงฮันหัวเราะ ไม่ว่าอย่างไรสิ่งนี้ก็เป็นเพียงสมบัติ ต่อให้มันจะเป็นสมบัติที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน มันก็สามารถคัดลอกเขาได้เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น

เขาชี้นําอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารของหอคอยทมิฬ ผสานรวมเข้ากับทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ และกวัดแกว่งดาบเข้าใส่ซูหย่าหรง

ครืนน ดาบถูกสะบั้นออกไปอย่างรุนแรง ราวกับจะบดขยี้ผืนพิภพ

ซูหย่าหรงเปลี่ยนสีหน้าทันใด อํานาจของดาบนี้ทําให้จิตใจนางสั่นสะท้าน

นางระเบิดพลังทั้งหมดออกมา เพื่อตอบโต้หลิงฮัน

ตูม! ตูม! ตูม!

จักรพรรดิระดับแนวหน้าทั้งสองเข้าตอบโต้กันอย่างดุเดือด โดยยากที่จะแยกออกว่า ในช่วงเวลานี้ฝ่ายไหนที่ได้เปรียบ

หลิงฮันมั่นใจเป็นอย่างมาก หากการต่อสู้ยังคงดําเนินต่อไปเช่นนี้ ท้ายที่สุดคนที่จะคว้าชัยชนะมาได้ก็คือเขา ด้วยกายหยาบอันไร้เทียมทาน ต่อให้ไม่ต้องตอบโต้อะไรเขาก็ยังคงยืนอยู่ในสถานะที่ไร้พ่าย

ซูหย่าหรงเองก็ตระหนักได้เช่นกัน หลังจากปะทะกันอย่างดุเดือดต่อเนื่องมาสักพัก คนที่ได้รับบาดเจ็บคือนางเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ในขณะที่หลิงฮันนั้นถึงแม้จะรับการโจมตีของนางเข้าไปก็ยังแทบไม่ปรากฏรอยแผลบนผิวหนัง

นางกัดฟัน ก่อนจะหันหลังและทะยานร่างจากไปทันที

สู้ต่อไปก็ไร้ความหมาย

รอให้นางทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ แล้วค่อยมาสังหารหลิงฮันก็ยังไม่สาย สําหรับเรื่องนี้นางมั่นใจเป็นอย่างมากว่านางต้องแข็งแกร่งกว่า เนื่องจากนางเคยเป็นถึงอดีตราชานิรันดร์ เมื่อบรรลุระดับแบ่งแยกวิญญาณอีกครั้ง พลังต่อสู้ของนางย่อมทรงพลังเกินกว่าที่ จอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณหน้าใหม่จะเทียบเคียงได้

นางจะยอมปล่อยให้รุ่นเยาว์ผู้นี้มีชีวิตต่อไปอีกสักพัก

หลิงฮันหยุดฝีเท้าหลังจากไล่ตามไปสองสามเก้า การป้องกันของเขาไร้เทียมทานก็จริง แต่หากเป็นในเรื่องของความเร็วในการเคลื่อนที่นั้น อีกฝ่ายที่เป็นอดีตราชานิรันดร์ย่อมเชี่ยวชาญการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์มากกว่า

“เอาล่ะ มาต่อกันดีกว่า” หลิงฮันหันกลับมายิ้มและกล่าว

ดวงตาของธิดาโร๋วส่องประกายด้วยความหลงใหล บุรุษผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง แต่เดิมนอกจากเขาจะเป็นราชาที่อยู่เหนือราชาคนอื่นๆ ทั้งปวงแล้ว เวลาผ่านไปไม่นานเขาก็พัฒนาตนเองกลายเป็นจักรพรรดิ ที่แม้แต่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน อย่างเอี๋ยนเซียนก็ไม่อาจเทียบเคียงได้

พอมาถึงตอนนี้เขาก็ยังพัฒนาตนเองต่อขึ้นไปได้อีกขั้น จนแม้กระทั่งอัจฉริยะอันดับสองของสวรรค์กว่างล๋ง ก็ไม่อาจเอาชนะเขาได้และทําได้เพียงหันหลังหลบหนีไป

ยิ่งกว่านั้นคือบุรุษผู้นี้ยังมอบหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ อันเป็นสมบัติล้ำค่าให้แก่นางจนศักยภาพของนางพัฒนาจากราชากลายมาเป็นราชาในหมู่ราชาอีกด้วย ในโลกนี้จะมีบุรุษผู้อื่นอีกหรือที่ใจกว้างขนาดนี้?

“ตัวอัปลักษณ์ อย่าได้คิดอะไรเพ้อฝัย หลิงฮันเป็นของหนิว!” ฮูหนิวกัดฟันไม่สบอารมณ์ เหตุใดสตรีเหล่านี้ถึงได้หน้าด้านกันขนาดนี้ นางเพียงแค่อยู่ห่างจากหลิงฮันไม่กี่ปี สตรีเหล่านี้ก็เข้ามาเกาะแกะหลิงฮันของนางเสียแล้ว

“มาต่อกันได้แล้ว” หลิงฮันกล่าว

เขาเดาได้ว่าซูหย่าหรงไม่มีทางยอมรามือง่ายๆ แน่นอน แถมที่สําคัญคือ… อีกฝ่ายมีโอกาสสูงมากด้วยที่จะครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้สําเร็จ

เพราะว่าอีกฝ่ายเป็ยถึงร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ ที่แก่นแท้พลังของนางไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ และต้องรีบครอบครองพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธให้เร็วที่สุด

ทั้งสี่คนนั่งลง และโคจรทักษะบ่มเพาะอีกครั้ง พวกเขาปลดปลดความสามารถและพลังสายเลือดทั้งหมดออกมา เพื่อดึงดูดพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป โดยที่ครั้งนี้พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธไม่มีการตอบสนองใดๆ แม้แต่นิดเดียว ดูเหมือนว่าหลังจากถูกกระตุ้นไปแล้วครั้งหนึ่ง ความหยิ่งทะนงของมันก็ได้เพิ่มสูงขึ้น เช่นกัน และไม่สามารถกระตุ้นใหม่อีกครั้งได้ง่ายๆ อีกต่อไป

สิบวัน หนึ่งเดือน สามเดือน วันเวลาผ่านพ้นไปจนเกือบจะครบร้อยวัน ในที่สุดตราประทับบนพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็ส่องประกายอีกครั้ง

ใครกันที่กระตุ้นความสนใจของมันได้?

ตอนที่ 1980 พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธปรากฏ

อสนีบาตผ่าลงมาอย่างรุนแรง โดยกลิ่นอายของมันสามารถทําให้สรรพสิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดผวา

อย่างน้อยก็หลิงฮันคนนึง ที่รู้สึกว่าถ้าหากโดนอสนีที่ว่าผ่าเข้าใส่ ชีวิตของเขาจะต้องดับสิ้นเป็นแน่

“นี่มันทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์!” หลิงฮันกล่าว

เพียงแต่ไม่มีใครที่กําลังทะลวงผ่านระดับเลยแท้ๆ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้มีทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ผ่าลงมาได้ แถมอํานาจของสายฟ้ายังรุนแรงเป็นอย่างมากอีกด้วย

“พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ!” ทั้งสี่กล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง

พวกเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่สิ่งเดียวที่พบก็คือเมฆหมอกอันหนาทึบ

หลิงฮันสูดหายใจลึก เขาควบแน่นพลังไปทั่วร่าง พร้อมกับนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมาสั้นขึ้นใส่ท้องฟ้า

“ครืนนน” คลื่นดาบที่อัดแน่นไปด้วยปราณพิฆาต ทะลวงผ่านขึ้นไปยังชั้นอากาศ

หมู่เมฆถูกผ่าแยกออก และปรากฏท้องฟ้าอันสว่างไสว เพียงแต่ก้อนเมฆนั้นก็ราวกับมีชีวิต พวกมันเคลื่อนที่กลับมาผสานรวมเข้าด้วยกันใหม่อย่างรวดเร็ว และหุบเขาได้ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศมืดทะมึนอีกครั้ง

แต่ระยะเวลาชั่วขณะเมื่อครู่ ก็เพียงพอแล้วที่จะทําให้พวกหลิงฮันทั้งสี่คนมองเห็นสิ่งที่อยู่เหนือเมฆได้อย่างชัดเจน

ท่ามกลางท้องฟ้าเหนือก้อนเมฆ ได้ปรากฏยอดของต้นไม้ขนาดมหึมาเกินจะพรรณนา ซึ่งตําแหน่งของพวกเขาในตอนนี้ ก็คือด้านล่างของยอดไม้ต้นนั้น

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมถึงมีทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์เกิดขึ้น ที่แท้พวกเขาก็อยู่ใต้ พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธนั่นเอง

“จากยอดไม้ที่เห็นเมื่อครู่ ตําแหน่งลําตรงของมันควรอยู่ทางนั้น” หลิงฮันชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

“เอาล่ะ มุ่งหน้าไปกันเถอะ”

ทั้งสี่คนออกเดินทางต่อไปยังทิศทางที่ว่า พวกเขาใช้เวลากว่าเจ็ดวัน ก่อนที่เบื้องหน้าจะปรากฏลําต้นของต้นไม้ ที่ทั่วลําต้นเป็นสีดําทมิฬ

ช่างใหญ่โตอะไรอย่างนี้

นี่คือพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

พวกเขายืนกันอยู่ที่ใต้ต้นพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ ทั้งๆ ที่พวกเขายืนอยู่ใต้ยอดของมันมา ตั้งแต่เมื่อเจ็ดวันก่อนแท้ๆ แต่กว่าจะเดินมาถึงลําต้นของมันก็ยังต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤกษาบรรพบุรุษต้นนี้ใหญ่โตขนาดไหน

หลิงฮันยื่นมือออกไปสัมผัสกับลําต้น พริบตานั้นเอง คลื่นอสนีสีขาวอันทรงพลังก็ส่องประกายและผลักร่างของเขาลอยกระเด็น

“หลิงฮัน เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า!” ฮูหนิวรีบวิ่งไปดู

“ไม่มีปัญหา” หลิงฮันพยุงตัวลุกขึ้นยืน แม้เขาจะกล่าวออกไปว่าไม่เป็นอะไร แต่ร่างกายกลับสั่นระริกไม่หยุด ไม่อาจประมาทพลังของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธได้จริงๆ ถึงแม้พลังทําลายเมื่อครู่จะไม่รุนแรงพอที่จะสังหารเขา แต่มันก็ทําให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน จนรู้สึกกระอักกระอ่วน

“มาเริ่มกันเลย พวกเจ้าทุกคนลองดูว่าใครกัน จะเป็นคนที่ได้ครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีตรงหน้านี้” หลิงฮันกล่าว

เขาต้องการพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้เห็นแก่ตัว ถึงขนาดไม่ยอมมอบโอกาสให้ผู้อื่น

สตรีทั้งสามพยักหน้า ก่อนจะแยกย้ายไปกันยืนเผชิญหน้ากับพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

หลิงฮันเองก้าวเดินขึ้นหน้า และโคจรทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ในเมื่อทักษะนี้เป็นทักษะบ่มเพาะระดับมหาปราชญ์สวรรค์ ที่อยู่เหนือวิถีนับหมื่น มันก็สมควรจะดึงดูดแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีได้เป็นอย่างดี

“พรึบ” ร่างของคนทั้งสี่ส่องประกายแสงเจิดจ้า ตราประทับแห่งเต๋แต่ละอันปรากฏขึ้นบนร่างของพวกเขา เพื่อดึงดูดพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธไม่ตอบสนองใดราวกับเป็นเพียงต้นไม้ธรรม

เพียงแต่ทั้งสี่คนไม่คิดจะยอมแพ้ ตราบใดที่พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธยังอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ยังมีโอกาสอยู่

พวกเขาพยายามต่อไป จนเมื่อเวลาผ่านไปอีกสองสามวัน ลําต้นของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็มีตราประทับส่องแสงออกมา และปกคลุมไปทั่วลําต่ำ

ตอบสนองแล้ว!

“ตูม” เพียงแต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ คลื่นพลังอันเย็นยะเยือกก็พุ่งออกมาจากด้านหลัง และทะลวงเข้าหาพวกเขาทั้งสี่คน

หลิงฮันเค้นเสียงและปล่อยหมัดเข้าตอบโต้

“ปัง” คลื่นพลังเย็นยะเยือกสลายไปทันที แต่ในขณะเดียวกัน ตราประทับบนลําต้นพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ ก็หม่นแสงลงเช่นกัน ลําต้นของมันสั่นไหวจนส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือน ราวกับมันกําลังต้องการจะลอยหนีไป

หลิงฮันเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก เมื่อหันหลังกลับไป เขาก็พบเจอจอมยุทธหกคนยืนอยู่

ซูหย่าหรงและอัจฉริยะคนอื่นๆ ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

ช่างน่ารังเกียจอะไรอย่างนี้ คนเหล่านี้ทําให้ความพยายามของพวกหลิงฮันสลายหายไปในพริบตา แถมพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธยังเกือบหนีหายไปอีก

หลิงฮันไม่รังเกียจที่จะรับคําท้าทาย แต่การท้าทายด้วยวิธีลอบกัดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขารู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก

“รนหาที่ตาย!”

เขาลงมือโจมตี ในเมื่อคนเหล่านี้กล้าแทรกแซง พวกเขาก็ต้องเตรียมใจยอมรับ ความเกรี้ยวกราดของเขาเอาไว้ด้วย

“พรึบ แผ่นหลังของหลิงฮันปรากฏบกเปลวเพลิงสองข้าง ดาบอสูรนิรันดร์ถูกนําออกมา พร้อมกับปลดปล่อยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์

ซูหย่าหรงเค้นเสียง และผลักฝ่ามือตอบโต้

คนอื่นๆ เองก็ลงมือ เมื่อมีฮูหย่าหรงคอยช่วยรั้งหลิงฮันเอาไว้ให้ พวกเขาก็มีความมั่นใจขึ้นมาทันที

“เอางั้นรึ?” หลิงฮันแสยะยิ้ม และโคจรแก่นกําเนิดนิรันดร์เปลวเพลิง “ครืนน” คลื่นแสงเปลวเพลิงพุ่งทะยานขึ้นไปถึงชั้นฟ้า และร่างของเขาได้ถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงอัคคี อํานาจอันทรงพลังที่เหนือจะพรรณนาพรั่งพรูออกมาจากร่างของเขา

“ไม่ดีแล้ว พวกเจ้ารีบล่าถอย!” ซูหย่าหลงตะโกนออกมา

“คิดว่าจะหนีพ้น?” หลิงฮันแสยะยิ้ม พร้อมกับระเบิดพลังของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมาถึงขีดสุด “ตูมมม” คลื่นเปลวเพลิงอันร้อนระอุแพร่กระจายไปทั่วสารทิศ โดยมีร่างของเขาเป็น จุดศูนย์กลาง

นี่คือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของแก่นกําเนิดนิรันดร์ ที่ต่อให้เป็นหลิงฮันก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียวในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เมื่อเปลวเพลิงค่อยๆ สลายไป ร่างของหลิงฮันก็กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง เขายืนพาดสองมือไว้ด้านหลัง โดยที่เบื้องหน้าปรากฏร่างของคนเพียงผู้เดียว ที่ต้านทานการโจมตีของเขาได้

แน่นอนว่าร่างที่ว่าย่อมเป็นซูหย่าหรง

เพียงแต่สภาพของนางก็น่าอนาถเป็นอย่างมาก ชุดสวมใส่ทั้งหมดของนางถูกแผดเผาไม่เหลือแต่ก็มีอักขระมากมายปกคลุมผิวเอาไว้แทนเสื้อผ้า

นางหอบหายใจรวยริน เส้นผมบนหัวของนางถูกแผดเผาไปกว่าครึ่ง โดยที่ไม่เหลือความสง่างามที่เคยมีเลยแม้แต่น้อย

ส่วนจอมยุทธคนอื่นๆ – ถูกแผดเผาไปแล้วไม่เหลือซาก!

ซูหย่าหรงคํารามใส่ท้องฟ้า ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดอย่างถึงที่สุด แต่เดิมอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้นมีอัจฉริยะอยู่มากมาย เพียงแต่นอกจากอัจฉริยะเหล่านั้นจะถูกจี่อู๋หมิงกลืนกินไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้อัจฉริยะที่เหลืองยังถูกหลิงฮันสังหารอีก

อัจฉริยะเหล่านี้คือความรุ่งโรจน์ของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้

“รุ่นเยาว์โง่เขลาที่ไม่มองภาพรวมเป็นสําคัญ” ซูหย่าหรงกล่าว ในความคิดของนาง ทุกการกระทําจะต้องให้ความสําคัญกับการต่อต้านพายุมืดมาก่อนเป็นอันดับแรก นางจึงไม่อาจปล่อยให้อัจฉริยะระดับแนวหน้าตายได้ เพราะแต่ละคนมีศักยภาพ จะบรรลุกลายเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า

การที่หลิงฮันปลิดชีพอัจฉริยะเหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนการดับอนาคตดินแดนแห่งเซียน ซึ่งนั่นทําให้นางไม่อาจอดกลั้นความเกรี้ยวกราดเอาไว้ได้อีกต่อไป

ตอนที่ 1979 สังหารสวะ

ไม่ใช่ว่าหลิงฮันจงใจสบประมาทพวกเขา แต่คนเหล่านี้ที่ไม่ได้รู้แจ้งในแก่นแท้แห่งเต๋ของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร เพราะงั้นต่อให้ฝึกฝนทักษะไปก็มีแต่จะเป็นการเสียเวลา

“เจ้า” เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างกิ่งเกรี้ยวกราด อีกฝ่ายไม่เพียงทําลายแผ่นหิน เพื่อไม่ให้พวกฝึกฝนทักษะดาบอันไร้เทียมทานเท่านั้น แต่ยังเรียกพวกเขาว่าเศษสวะอีกด้วย!

หลิงฮันยิ้ม “ทําไม ไม่ยอมรับงั้นรึ? ถ้าไม่ยอมรับก็เข้ามา เดี๋ยวข้าจะทําให้พวกเจ้ายอมรับเอง”

เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งชะงัก ก่อนจะชําเลืองมองไปยังซูหย่าหรง

ในหมู่พวกเขา มีเพียงซูหย่าหรงคนเดียวที่สามารถต่อกรกับหลิงฮันได้

ซูหย่าหรงไม่กล่าวอะไร จี่อู๋หมองกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า เขาจะปลิดชีพหลิงฮันด้วยตัวเอง เพราะงั้นเกรงว่านอกจากนางจะไม่ลงมือกับหลิงฮัน แต่ถ้าหากหลิงฮันตกอยู่ในอันตราย นางก็อาจจะยื่นมือเข้าไปช่วยด้วย

หลิงฮันยิ้ม ต่อให้ซูหย่าหรงลงมือเขาก็ไม่หวาดกลัว ในตอนที่ปะทะกับจี่อู๋หมิง เขาเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าสตรีผู้นี้มีพลังต่อสู้ใกล้เคียงกับเขา ในตอนที่ยังไม่ใช้ทักษะทรงพลัง

เขากวาดสายตามองจอมยุทธคนอื่นๆ “บุรุษที่ยิ่งใหญ่ย่อมไม่พึ่งพาสตรี”

“เหอะ เจ้าคิดว่าตนเองวิเศษมาจากไหนกัน?” หม่าลู่กังกระโดดขึ้นหน้า เขารู้ดีว่าตัวเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮัน แต่หากเพียงแค่ป้องกันการโจมตีไม่กี่สิบกระบวนท่าย่อมไม่ใช่ปัญหา ด้วยเหตุนี้เขาจึงตั้งใจว่าจะออกหน้า แลกเปลี่ยนกระบวนท่านิดๆ หน่อยๆ และล่าถอยกลับ

หลิงฮันโคจรทักษะคลื่นแสงอสนี “พรึบ” ร่างของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายน้ำมาปรากฏที่ด้านหน้าหม่ากังในพริบตา และยื่นมือเข้าหาอีกฝ่าย

“ช่างอวดดี!” หม่าลู่กังเค้นเสียงและผลักฝ่ามือตอบโต้หลิงฮัน

จริงอยู่ที่เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า แต่ก็อย่าได้คิดมองว่าข้าอ่อนแอ

มุมปากของหลิงฮันแสยะยิ้ม พร้อมกับชี้นําอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลา ของหอคอยทมิฬออกมา ภายในชั่วพริบตาร่างกายของหม่าลู่ทั้ง ก็เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเกินพรรณนา

มือของเขาคว้าเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย และยกร่างลอยจากพื้น

อะไรกัน!

เหตุการณ์ตรงหน้า ทําให้จอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งรู้สึกหวาดผวา หม่าลู่กังเป็นถึงจักรพรรดิอันดับที่แปด ถึงแม้พลังต่อสู้จะไม่สามารถเทียบกับจักรพรรดิสามอันดับแรกได้ แต่มีรีที่จักรพรรดิทั้งสิบอันดับแรกจะไม่ทรงพลัง?

ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่หม่าลู่ทั้งกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮันเลยแม้แต่น้อย!

ก่อนหน้านี้หลิงฮันแข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นรึ?

แน่นอนว่าเมื่อครู่นี้หลิงฮันเป็นฝ่าย จงใจแสดงพลังออกมาเอง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเขาย่อมรังเกียจที่จะใช้พลังของหอคอยทมิฬ เพียงเพื่อจัดการเศษสวะที่อ่อนแอ

“อัก” หม่าลู่กังพยายามดิ้นรน แต่ก็ไร้ความหมาย ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว และอับอาย

“หากรู้จักประมาณพลังของตัวเอง และเจียมตัวเสียบ้าง เจ้าก็คงไม่ต้องตาย” หลิงฮันกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารอันเย็นยะเยือกออกมา

“หลิงฮัน ปล่อยเขาซะ!” ซูหย่าหรงคําราม จริงอยู่ที่นางไม่คิดจะลงมือกับหลิงฮัน ก็นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า นางจะยืนนิ่งมองดูหลิงฮัน สังหารจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งไปโดยไม่ทําอะไร

หลิงฮันชําเลืองมองไปที่นางและกล่าวอย่างไม่แยแส “ ข้ารู้จักกับเจ้างั้นรึ?”

“อย่าได้บังคับข้า!” สีหน้าของซูหย่าหรงกลายเป็นเย็นชา

แครก!

หลิงฮันออกแรงเพียงเล็กน้อย คอของหม่าลู่กังก็บิดเบี้ยวทันที แขนขาทั้งสี่ของเขากระตุกไปมาก่อนจะแน่นิ่งไม่ขยับ

“เจ้า!” ซูหย่าหรงเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก เส้นผมสีดําของนางสยายชี้ขึ้นฟ้าโดยที่ไม่มีลมและปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง

หลิงฮันยักไหล่ “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้าหรืออย่างไร ข้าถึงต้องฟังคําสั่งของเจ้า?

ซูหย่าหรงกําหมั่นแน่น หากนางยังมีพลังของราชานิรันดร์อยู่ล่ะก็ นางสามารถสังหารหลิงฮันได้เพียงแค่นึกคิด แต่ด้วยพลังของนางในตอนนี้ นางไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือไม่

“ไปกันได้แล้ว!” นางกัดฟันกล่าว ในเมื่อแผ่นหินถูกทําลายไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้อยู่ที่ยอดเขาที่สองอีกต่อไป

เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งรู้สึกหดหู พวกเขามองหลิงฮันค้นอุปกรณ์มิติของหม่าลู่ทั้งอย่างสิ้นหวัง และทําได้เพียงหันหลังจากไป

“พรึบ” หลิงฮันปลดปล่อยเพลิงเก้าสวรรค์ขึ้นมาที่มือ และเผาร่างของหม่าลู่กัง

“หลิงฮันคนไม่ดี อีกนิดเดียวหนิวก็จะเรียนรู้ทักษะดาบส่วนที่แปดได้แล้วแท้ๆ” ฮูหนิวพุ่งเข้ามาและกระโดดเกาะร่างของหลิงฮัน

หลิงฮันยิ้ม “เอาน่า เดี๋ยวข้าจะสอนให้เจ้าที่หลังเอง”

แผ่นหินสืบทอดทักษะถูกทําลายไปแล้วก็จริง แต่เขาก็ได้รับสืบทอดทักษะทั้งแปดส่วนมาอย่างสมบูรณ์แล้ว บางทีเมื่อระดับพลังสูงขึ้น เขาอาจจะสร้างทักษะในส่วนที่เก้าขึ้นมาเองได้ก็เป็น

“น้องชายหลิง ข้าเองก็อยากขอให้เจ้าช่วยสอนเช่นกัน” เอี๋ยนเซียนลูกล่าวอย่างไม่รู้สึกอาย

ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์เป็นทักษะที่ทรงพลังมาก เนื่องจากมันสร้างขึ้นโดยมีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเป็นรากฐาน อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารนั้น ก่อนจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ มันคืออํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุและอสนี

หลิงฮันยิ้มแต่ก็ไม่ได้ให้คําตอบกับอีกฝ่าย

หากมีเวลาเขาก็ไม่รังเกียจที่จะสอนทักษะให้เอี๋ยนเซียนลู่ แต่ปัญหาก็คือเขาเป็นคนที่มีเรื่องให้ทําเยอะมาก จึงไม่อาจอยู่ที่สถานที่เดิมๆ ได้นาน

พวกเขาทุกคนมุ่งหน้าเดินลงจากยอดเขา

ตอนที่เดินขึ้นมาเป็นเรื่องยากลําบากก็จริง แต่ในตอนลงนั้นง่ายดายมาก เนื่องจากทุกคนจดจําเส้นทางที่เดินผ่านมาได้เป็นอย่างดี

พวกหลิงฮันมุ่งหน้าต่อไปยังยอดเขาลูกที่สามต่อ

ที่น่าตกตะลึงก็คือภูเขาลูกที่สามนั้นปีนขึ้นได้ง่ายมาก เนื่องจากมันไม่มีทั้งแรงโน้มถ่วง เส้นทางที่ซับซ้อน หรือสัตว์ประหลาดใดๆ คอยขวางทาง เพราะงั้นพวกเขาจึงสามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ หลังจากเวลาผ่านไปเพียงเจ็ดวัน

ในความจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ขึ้นมาถึงยอดเขาจริงๆ เนื่องจากครึ่งหนึ่งของภูเขาได้ถูกทําลายไปแล้ว

เมื่อมาถึงยอดเขา พวกเขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าทําไมภูเขาลูกนี้ถึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ระหว่างทางที่แท้ภูเขาก็ถูกทําลายไปแล้วนี่เอง

“มันน่าจะถูกทําลายโดยการต่อสู้ระหว่างราชานิรันดร์”

“ช่างน่าอัศจรรย์นัก ไม่รู้ว่าการต่อสู้ที่ว่าจะรุนแรงขนาดไหน”

“ ข้าอยากเห็นการต่อสู้ระหว่างราชานิรันดร์ด้วยตาตัวเองจริงๆ”

พวกเขาทุกคนถอนหายใจ และหันหลังกลับลงมาจากยอดเขาลูกที่สาม

ตอนนี้เป้าหมายของพวกเขาเหลืออยู่อย่างเดียว คือการตามหาพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธให้พบ

แต่ปัญหาคือท่ามกลางหุบเขาที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ พวกเขาจะไปหาเจอได้อย่างไร?

“คงต้อง… ลองเดินลุ่มๆ ดู” หลิงฮันกล่าว

จักรพรรดินี ฮูหนิว และธิดาโร๋วไม่มีใครคัดค้าน ส่วนเอี๋ยนเซียนลู่นั้นเขาขอแยกทางตั้งแต่ตรงนี้ เนื่องจากไม่ต้องการรบกวน “ครอบครัว” ของหลิงฮัน แถมการจะหาพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธพบได้หรือไม่นั้น ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง แต่เป็นดวงวาสนา

“ตัวน่ารําคาญหายไปแล้วหนึ่ง แต่ก็ยังเหลือตัวน่ารําคาญอยู่อีกคน!” ฮูหนิวชําเลืองมองไปยังธิดาโร๋ว

ธิดาโร๋วหน้าด้านแสร้งทําเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ทั้งสี่คนออกเดินทางต่ออย่างไร้จุดหมาย ภายในหุบเขาที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ พวกเขาไม่รู้จะไปทางไหนจริงๆ

บางทีพวกเขาอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในนี้ ไปอีกหลายร้อยหรือหลายพันปี

โชคดีที่ระยะเวลาการเปิดของหุบเขาสามบุปผานั้นยาวนานมาก พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลว่าเวลาจะมีจํากัด และไม่มีความจําเป็นต้องรีบร้อนออกตามหา

หุบเขาแห่งนี้มีสัตว์ประหลาดหนามอยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ซึ่งสําหรับหลิงฮันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่น่ารําคาญเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากพวกมันสามารถมอบผลึกโลหิตราชานิรันดร์ ที่เป็นสมบัติล้ำค่าให้แก่เขา

พวกหลิงฮันเดินเตร็ดเตร่เป็นเวลาเจ็ดปี โดยที่ในระหว่างนั้นพวกเขาไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ และคอยซึมซับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร กับทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์อยู่ตลอด

ครืนนน!”

ทันใดนั้นเองทั้งสี่คนก็ต้องตกตะลึง เนื่องจากจู่ๆ ก็มีอสนีบาตผ่าลงมาจากท้องฟ้า

ตอนที่ 1978 ไม่มีดาบที่เก้า?

หลิงฮันฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที ว่าแผ่นหินตรงหน้านี้กําลังทําหน้าที่ส่งทอดทักษะ จุดประสงค์ที่มันโจมตีก็เพื่อส่งต่อทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์

ทําไมอักขระแถวที่สามถึงไม่ส่องแสง หลังจากสิ้นสุดอักขระที่สองแล้วน่ะรึ?

นั่นเพราะแผ่นหินมีประสงค์ต้องการที่จะสอนเก้าดาบพินาศสวรรค์ อักขระแถวที่สามจะไม่มีวันส่องแสงขึ้นมา หากไม่ใช้ทักษะเดียวกันในการตอบโต้

เพราะงั้นตอนนี้เมื่อหลิงฮันเริ่มใช้เก้าดาบพินาศสวรรค์ คลื่นดาบที่เกิดจากอักขระแถวที่สองก็มีความอ่อนโยนลง ราวกับอาจารย์กําลังชี้นําลูกศิษย์

เมื่อหลิงฮันตระหนักเรื่องนี้ได้ เขาก็บอกให้จักรพรรดินีกับฮูหนิวได้รับรู้ “ใช้ทักษะดาบที่เจ้าเพิ่งเรียนรู้มา”

สตรีทั้งสองเข้าใจสิ่งที่หลิงฮันต้องการจะสื่อในทันที ยิ่งพวกนางเชื่อใจในตัวหลิงฮันด้วยแล้วสตรีทั้งสองจึงเปลี่ยนวิธีการโจมตีในทันที

แต่ถึงแม้ความโหดเหี้ยมของคลื่นดาบจะกลายเป็นอ่อนโยน ร่างของพวกหลิงฮันทั้งสามคนก็ยังถูกทําให้ล่าถอยอยู่ดี

หลิงฮันไม่หวั่นไหว เขานึกถึงรูปแบบแรกของทักษะดาบเอาไว้ในใจ พร้อมกับนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมาเพื่อปลดปล่อยทักษะดาบ

ทุกๆ ครั้งที่ร่างของเขาถูกทําให้ล่าถอย เขาก็ยิ่งเชี่ยวชาญในทักษะดาบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

มีบางครั้งที่เขาเข้าออกหอคอยทมิฬเพื่อใช้ประโยชน์จากต้นสังสารวัฏ

เมื่อเขาทําเช่นนี้ แน่นอนว่าจักรพรรดินีกับฮูหนิวเองก็เช่นกัน

หลังจากเวลาผ่านไปเจ็ดวัน พวกเขาทั้งสามคนก็ผ่านอักขระแถวที่สองไปได้แทบจะพร้อมๆ กัน “พรึบ” แสงของอักขระแถวที่สามส่องสว่างขึ้นมา และควบแน่นรวมกัน กลายเป็นร่างมนุษย์สามร่างที่ถือดาบอยู่ในมือ

ร่างทั้งสามเหล่านั้นไม่พูดพร่ำทําเพลง พวกมันทั้งสามพุ่งทะยานออกมา และกวัดแกว่งดาบในมือในทันที

หลิงฮันหัวเราะ ก่อนจะสะบั้นดาบอสูรนิรันดร์เข้าตอบโต้

“เคร้ง เคร้ง” เสียงดาบสองเล่มกระทบกันดังขึ้น ทั้งๆ ที่ดาบของร่างเงา เป็นเพียงดาบที่สร้างขึ้นจากคลื่นแสงแท้ๆ

พวกหลิงฮันทั้งสามคนยังคงทําเช่นเดิม พวกเขาทั้งเดินหน้าและหยุดเดินเป็นระยะ เพื่อเข้าไปฝึกฝนทักษะดาบภายในหอคอยทมิฬ ด้วยการที่ความต่างของเวลาที่หนึ่งวันเทียบเท่าหนึ่งร้อนวันพัฒนาของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

เมื่อพวกเขาผ่านการตอบโต้ดาบมาจนถึงอักขระแถวที่ห้า ในที่สุดเอี๋ยนเซียนลู่ก็มาถึงอักขระแถวที่สอง

ส่วนธิดาโร๋วนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง นางยังคงยืนอยู่ที่เดิม โดยมีการพัฒนาขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หลิงฮันหันกลับไปมองดูเป็นครั้งคราว และถอนหายใจในใจ แต่เดิมธิดาโร๋วนั้นเป็นเพียงราชาทั่วไปเท่านั้น ทว่าหลังจากที่นางได้ซึมซับศิลาต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ รากฐานพลังบ่มเพาะที่ผ่านๆ มาของเขาก็ถูกขัดเกลา จนศักยภาพยกระดับขึ้นเป็นราชาในหมู่ราชาแนวหน้า

เพียงแต่ต่อให้เป็นราชาในหมู่ราชาแนวหน้า ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะฝึกฝนทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์!

อย่างมากขีดจํากัดของนางก็คงจะอยู่ที่อักขระแถวแรก ซึ่งเป็นเพียงส่วนแรกของทักษะดาบเท่านั้น

ราชานิรันดร์ที่สร้างทักษะดาบนี้ขึ้นมานั้น จะต้องเป็นตัวตนที่หยิ่งทะนงเป็นอย่างมาก เพราะงั้นทักษะดาบของเขา จึงต้องได้รับการสืบทอดโดยจักรพรรดิเท่านั้น

นอกจากนี้ในอดีตเกรงว่าราชานิรันดร์ผู้นี้ ก็คงเป็นราชานิรันดร์ระดับสูงเช่นกัน บางทีเขาอาจจะเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเจ็ด ระดับแปด หรืออาจจะระดับเก้า

แต่ยิ่งคิดหลิงฮันก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ในที่แห่งนี้เขามีโอกาสได้พบเจอ ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์มากมาย ซึ่งกล่าวก็คือในอดีตพวกเขาได้สิ้นชีวิตลงในฐานะราชานิรันดร์ ซึ่งเรื่องเช่นนี้มันแตกต่างกับเรื่องราวของดินแดนแห่งเซียน ที่เขาเคยได้ยินมาอย่างสิ้นเชิง

ราชานิรันดร์คือตัวตนที่สมควรจะอยู่คงกระพันไปตลอดกาลแท้ๆ

เขาเก็บความสงสัยในเรื่องนี้เอาไว้ในใจ และกลับมาตั้งสมาธิกับการฝึกฝนทักษะดาบ เรื่องใดก็ตามที่เขาไม่เข้าใจ เมื่อระดับพลังสูงขึ้นเขาก็จะได้รู้คําตอบเอง

ยิ่งก้าวเดินขึ้นหน้ามากเท่าไหร่ ร่างแสงที่เกิดจากแผ่นหินที่ยิ่งทรงพลังขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไปสามปี หลิงฮันก็หยุดมือและหันไปมองด้านหลัง

ใครบางคนมาที่นี่ กลุ่มของซูหย่าหรง

ดูเหมือนในที่สุดพวกนางจะวิเคราะห์หาเส้นทางที่ถูกต้องได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่เพราะทางแยกมากมาย ทําให้พวกนางเสียเวลาไปเกินกว่าสองปี

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันมองมา จอมยุทธทั้งเจ็ดคนของกลุ่มซูหย่าหรงก็เผยสีหน้าเกรี้ยวกราด

หากพวกเขาสามารถเดินตามหลิงฮันมาได้ล่ะก็ พวกเขาก็จะมาถึงจุดหมายตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว

ทั้งเจ็ดคนมองในมุมมองของตนเองเท่านั้น โดยไม่คิดเลยว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ แถมยังไม่นึกเลยว่า ทําไมหลิงฮันจะต้องยอมให้พวกเขาติดตามมาด้วย

หลิงฮันยิ้มและเลิกสนใจกลุ่มคนเหล่านี้

แน่นอนว่าพวกซูหย่าหรงเองก็พบเห็นแผ่นหินเช่นกัน และเริ่มทําการตอบโต้คลื่นดาบอย่างรวดเร็ว

เพียงแต่น่าเสียดายที่นอกจากซูหย่าหรงแล้ว กลุ่มของนางคนอื่นๆนั้น ไม่ได้รู้แจ้งในอํานาจแห่งกฏเกณฑ์สังหารจากแก่นแท้แห่งเต๋ หากไม่มีพรสวรรค์ติดตัวที่อยู่ในระดับท้าทายสวรรค์ล่ะก็ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะเรียนรู้ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ได้สําเร็จ

หลิงฮันตั้งสมาธิกลับมาและเริ่มตอบโต้ร่างแสงตรงหน้าต่อ

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี และธิดาโรัวก็มีการพัฒนามายังอักขระแถวที่สอง ส่วนทางด้านของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้น นอกจากซูหย่าหรงแล้ว ไม่มีใครเลยที่ผ่านอักขระแถวแรกไปได้

เพียงแต่ซูหย่าหรงนั้นไม่ใช่แค่เป็นอัจฉริยะอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่ง แต่ยังเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์อีกด้วย นางผ่านมาถึงอักขระขั้นที่สามได้ ซึ่งทัดเทียมกับเอี๋ยนเซียนลูในตอนนี้

ณ เวลานี้ หลิงฮัน จักรพรรดินี และฮูหนวกําลังตอบโต้ทักษะดาบอยู่ในอักขระแถวที่แปด ซึ่งหากทั้งสามผ่านอักขระแถวนี้ไปได้ พวกเขาก็จะเรียนรู้ทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ทั้งเก้าส่วนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

“ตูม!”

หลิงฮันเป็นคนแรกที่นําไปก่อน เขาสะบั้นดาบอสูรนิรันดร์บดขยี้ร่างเงาแหลกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาก้าวเดินเข้าไปส่วนของอักขระแถวที่เก้า ในขณะที่ทั่วร่างอัดแน่นไปด้วยปราณพิฆาตอันไร้ที่สิ้นสุด

แต่ทว่าอักขระในแถวที่เก้ากลับไปส่องสว่างขึ้นมา

เกิดอะไรขึ้นกัน?

หลิงฮันประหลาดใจ เขาก็ผ่านมาถึงจุดนี้ด้วยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์แท้ๆ เหตุใดแผ่นหินถึงไม่มีการตอบสนองกัน?

เขามองตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และในที่สุดก็พบว่าอักขระแถวที่เก้าบนแผ่นหินนั้นไม่สมบูรณ์

มันถูกทําลายงั้นรึ?

เขากวาดสายตามองอีกฝ่าย ก่อนจะส่ายหัว ไม่ใช่ว่าอักขระแถวที่เก้าถูกทําลาย แต่มันไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่แรกแล้ว

บางทีราชานิรันดร์อาจจะไม่ได้สร้างทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ส่วนที่เก้าขึ้นมา หรือบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจไม่คิดส่งต่อทักษะส่วนที่เก้าให้ใคร

หลิงฮันไม่มีทางเลือกนอกจากหยุดอยู่แค่ตรงนี้ และในขณะนั้นเอง ครืน” จู่ๆ แผ่นหินก็พังทลายลงมา ราวกับเมื่อสิ้นสุดการสืบทอดทักษะแล้ว มันก็จะได้หลับใหลอย่างสงบสุขเสียที

“พรึบ พรึบ พรึบ” คลื่นดาบมากมายและร่างแสงสลายหายไป

“อะไรกัน นี่เจ้าทําอะไรลงไป?” จักรพรรดิผู้หนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างลิงคํารามใส่หลิงฮัน เขามีชื่อว่าหม่าลู่ทั้ง อัจฉริยะอันดับแปด

ข้าทําอะไรลงไปงั้นรึ?

หลิงฮันลูบจมูก อันที่จริงการที่แผ่นหินพังทลายก็นับว่าเป็นฝีมือของเขาได้เช่นกัน เพียงแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่คนที่ตัดสินใจให้เป็นแบบนี้ก็คือรชานิรันดร์ ตราบใดที่มีคนฝึกฝนทักษะดาบส่วนที่แปดได้สําเร็จ แผ่นจะทําลายตัวเองทันที

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลย

ไม่ใช่แค่เขาจะไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะกลายเป็นเช่นนี้ หรือต่อให้เขารู้คิดว่าเขาจะใจดี รอให้คนเหล่านี้ฝึกฝนทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์จนเสร็จ?

ช่างน่าขัน

“ข้าไม่ได้คิดจะดูหมิ่นพวกเจ้านะ แต่เศษสวะอย่างพวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติจะเรียนรู้ทักษะดาบนี้” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ตอนที่ 1977 เรียนรู้ทักษะดาบ

จักรพรรดินี ฮูหนิว และเอี๋ยนเซียนลู่แสดงท่าที่กระตือรือร้นอยากลองดูบ้าง

หลิงฮันนําธิดาโร่วออกมา และทั้งห้าคนได้ก้าวเดินเข้าหาแผ่นหินพร้อมกัน

“ครืนน” คลื่นดาบถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง

ครั้งนี้หลิงฮันเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว เขายกฝ่ามือขวาขึ้นและตอบโต้คลื่นดาบในทันที ด้วยการที่มีหลิงฮันเป็นตัวอย่างก่อนหน้านี้แล้ว พวกจักรพรรดินีเองก็เตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นกัน ทั้งสามคนยกฝ่ามือขึ้นมา พร้อมกับโคจรทักษะนิรันดร์ที่ทรงพลัง

“ตูมม” คลื่นพลังสาดส่องเจิดจ้า ถึงแม้ทุกคนจะเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังถูกทําให้ล่าถอยกันอยู่ดี

จํานวนก้าวที่แต่ละคนล่าถอยนั้นแตกต่างกันออกไป คราวนี้หลิงฮันถูกทําให้ล่าถอยสองร้อยก้าว ตามมาด้วยฮูหนิวที่ล่าถอยเกินไปกว่าเขาสิบก้าว จักรพรรดินีเจ็ดก้าว และเอี๋ยนเซียนลู่ยี่สิบก้าว ในขณะที่ทางด้านของธิดาโวนั้น ล่าถอยออกไปไกลถึงหกร้อยกว่าก้าว

“มาลองอีกครั้ง!” ฮูหนิวคํารามอย่างตื่นเต้น และพุ่งทะยานขึ้นหน้า หลิงฮันและคนอื่นๆ เองก็ลงมือกันอีกครั้ง

“ตูมม” ในทุกๆ การเผชิญหน้ากับคลื่นดาบ ทุกคนยังคงถูกทําให้ล่าถอยอยู่ แต่หลิงฮัน ฮูหนิว และจักรพรรดินีนั้น จํานวนก้าวที่ทั้งสามคนถูกทําให้ล่าถอยนั้น ค่อยๆ ลดลงไปทุกที

เอี๋ยนเซียนลู่และธิดาโร่วก็ก้าวขึ้นหน้าได้มากกว่าเดิมเช่นกัน แต่ความเร็วของทั้งสองคนนั้นเชื่องช้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธิดาโรัวที่ช้ายิ่งกว่าไกล

ถังหมิงหลงมองดูพร้อมกับใช้มือลูบเคราของตัวเอง รอยย่นบนใบหน้าของเขาคลี่คลายออกจากกัน ราวกับกําลังรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก “ข้าไม่ได้ตะเกียกตะกายต่อสู้ และใช้ไพ่ลับมากมายไปอย่างไร้ความหมายจริงๆ รุ่นเยาว์เหล่านี้นั้น เมื่อใดที่เติบใหญ่แล้วจะต้องกลายเป็นกําลังหลัก ที่จะเผชิญหน้ากับพายุมืดได้อย่างแน่นอน”

เขากล่าวคนเดียวในใจ ก่อนที่จู่ๆจะนํามือขึ้นมาจับที่หน้าอก ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน พร้อมกับสีหน้ากลายเป็นซีดเผือด และมีโลหิตเล็ดลอดออกมาจากบริเวณนิ้วมือทั้งห้า

“ทั้งๆ ที่เป็นร่างกําเนิดใหม่ ที่อยู่ในระดับห้านิพพานเหมือนกันแท้ๆ แต่พลังของข้ากับคนผู้นั้นก็ยังแตกต่างกันขนาดนี้ ไม่คิดว่าตัวข้าที่ไม่ตายจากสงครามต่อต้านพายุมืด จะต้องมาสิ้นชีวิตลงที่นี่”

เขาหันหลังไม่ให้หลิงฮันเห็นสภาพอันน่าอนาถของตนในตอนนี้ ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ ลอยขึ้นและสลายหายไปอย่างรวดเร็ว

เป็นอย่างที่จีอูหมิงกล่าวจริงๆ ถังหมิงหลงไม่สามารถสังหารเขาได้ และเขาเองก็ต้องใช้ไฟลับในการสังหารถังหมิงหลง แต่ทว่าจีอูหมิงก็คํานวณพลาดไปเช่นกัน และสุดท้ายเขาก็ต้องใช้ไฟดับออกมามากมาย

ที่เป็นสาเหตุที่ว่า ทําไมจีอู่หมิงที่รู้ว่าหลิงฮันมีสมบัติล้ำค่าอยู่ในร่างกายแต่กลับไม่ลงมือ เขาเผาผลาญพลังไปกับการใช้ไฟลับมากเกินไป จึงเป็นไม่อยู่สภาพที่จะเอาชนะหลิงฮันได้ และเลือกที่จะแสร้งทําเป็นเมตตาปล่อยหลิงฮันไปในครั้งนี้

หลิงฮันหันมอง และรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ถังหมิงหลงลงจากยอดเขาไปแล้วงั้นรึ?

เขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จึงคิดได้เพียงว่าถังหมิงหลงมาถึงที่นี่ก่อนนานแล้ว เมื่ออีกฝ่ายฝึกฝนทักษะดาบได้สําเร็จจึงได้จากไป

เขาดึงความสนใจกลับมายังแผ่นหิน และก้าวขึ้นหน้าต่อ

“พรึบ พรึบ พรึบ” คลื่นดาบถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง

หลิงฮันเค้นเสียง และยื่นฝ่ามือขวาออกไป พร้อมกับปลดปล่อยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร

“ตูมม” หลังจากการปะทะ ร่างของเขาถูกทําให้ล่าถอยหลังเจ็ดก้าว หลิงฮันพยุงตัวให้กลับมาสมดุล และโจมตีตอบโต้พร้อมกับก้าวเดินขึ้นหน้าอย่างมั่นคง

ทักษะดาบนี้มีรากฐานมาจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร ยิ่งหลิงฮันรับคลื่นดาบของเก้าดาบพินาศสวรรค์มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเข้าใจถึงเจตจํานงดาบอันทรงพลัง และเชี่ยวชาญการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารมากขึ้น จนเริ่มรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่า ตนเองก็สามารถใช้ทักษะดาบนี้ได้

ภายในใจจิตใจของเขาเกิดการรู้แจ้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว อักขระบนแผ่นหินตรงหน้านี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อให้จอมยุทธทําความเข้าใจ แต่มันจะทําหน้าที่ปลดปล่อยการโจมตีออกมา เพื่อให้จอมยุทธฝึกฝนเก้าดาบพินาศสวรรค์ผ่านการต่อสู้จริง

หลิงฮันก้าวเดินขึ้นหน้าต่อ ทันใดนั้น จู่ๆ อักขระแถวที่สองบนแผ่นหินก็ส่องประกาย และคลื่นดาบที่ปลดปล่อยออกมา ได้เพิ่มจํานวนขึ้นเป็นเจ็ดคลื่น โดยแต่ละคลื่นมีปราณพิฆาตอัดแน่นอยู่ราวกับกําลังกระหายโลหิต

หลิงฮันลงมือตอบโต้โดยไม่ใช้ความสามารถของหอคอยทมิฬ แต่พึ่งพาเพียงแค่พลังของตนเอง

“ตูม ตูม ตูม” คลื่นปะทะระเบิดออกมาอย่างไม่รู้จบ

ท่ามกลางการปะทะ ประกายแสงแห่งดาบได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และทะลวงผ่านหมู่เมฆทําให้ดูราวกับสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากําลังสั่นคลอน

หลิงฮันถูกทําให้ล่าถอยอีกครั้ง นี่ยังเป็นเพียงอักขระในแถวที่สองเท่านั้น แต่พลังของคลื่นดาบกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าเขาจึงคาดการณ์ผิดและถูกทําให้ล่าถอย

“ฮ่าๆ มาลองอีกครั้ง!”

หลิงฮันกล่าวในใจและทะยานขึ้นหน้า ครืนน” เขาปลดปล่อยอํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์ออกมา เปลวเพลิงปะทุปกคลุมไปทั่วร่างของเขา และพลังต่อสู้พุ่งทะยานสูงขึ้นหลายเท่า

ตูม! ตูม! ตูม!

การต่อสู้อันดุเดือดอุบัติขึ้น โดยที่ไม่อาจมองเห็นว่าฝ่ายไหนที่เป็นฝ่ายได้เปรียบ สิ่งเดียวที่มองเห็นคือตราประทับแห่งเต๋อันน่าสะพรึงกลัว ที่ระเบิดไปทั่วท้องฟ้าอย่างไม่หยุดหย่อน

หลังจากการปะทะดําเนินไปกว่าเจ็ดวัน หลิงฮันก็ชิงความได้เปรียบมาได้ในที่สุด เขาก้าวเดินขึ้นหน้าโดยเป็นฝ่ายผลักคลื่นดาบให้ถอยหลัง

ทว่าเมื่อเดินมาถึงระยะหนึ่งที่เป็นระยะใกล้สุดแล้ว อักขระแถวที่สองก็หม่นแสงลง แต่อักขระแถวที่สามก็ไม่ส่องแสงขึ้นมา ราวกับแผ่นหินหยุดการทํางานไปแล้ว

หมายความว่าอย่างไรกัน?

อย่าบอกนะว่า เพราะในอดีตที่มีการปะทะกันระหว่างราชานิรันดร์ แผ่นหินสืบทอดทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์จึงได้ถูกทําลายจนใช้งานไม่ได้ไปแล้ว?

หลิงฮันลูบคางและหันไปมองพวกฮูหนิว ตอนนี้ฮูหนิวกับจักรพรรดินีเองก็เข้าสู่ช่วงอักขระแถวสองแล้วเช่นกัน เพื่อที่จะตอบโต้คลื่นดาบของอักขระแถวสอง หนิวทําการใช้ทักษะลับของมัจฉาวายุภักษ์ ในขณะที่จักรพรรดินีได้เรียกร่างแยกทั้งเก้าออกมา

ทางด้านของเอี๋ยนเซียนลู่นั้น อีกฝ่ายยังอยู่ในช่วงของอักขระแถวแรก แต่ก็ใกล้จะผ่านมาได้แล้ว ในขณะที่ธิดาโรวยังคงอยู่ห่างออกไป แถมจะไม่ต่างจากตอนแรก

หืม?

จู่ๆ หลิงฮันก็นึกความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ เขากลับไปยังจุดเดิมในตอนแรก และเริ่มก้าวเดิมใหม่อีกครั้ง “พรึบ” คลื่นดาบที่อัดแน่นไปด้วยปราณพิฆาตปรากฏขึ้นมา และพุ่งทะยานใส่เขา

หลิงอันนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมา พร้อมกับปลดปล่อยทักษะเก้าดาบพินาศสวรรค์ที่เพิ่งเรียนรู้มา

มีบางอย่างเปลี่ยนไป!

หลิงฮันรู้สึกได้ในทันที ถึงแม้คลื่นดาบที่แผ่นหินปลดปล่อยออกมาจะยังทรงพลังอยู่ แต่ความรู้สึกโหดเหี้ยมที่สัมผัสได้จากคลื่นดาบก็หายไป และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกที่อ่อนโยนแทน

ตอนที่ 1976 เก้าดาบพินาศสวรรค์

ต่อหน้าหลิงฮัน เอี๋ยนเซียนลู่ยอมรับเลยจริงๆ ว่าในโลกนี้ มีอัจฉริยะที่เป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่าเขาอยู่จริงๆ

นอกจากพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธ และพลังต่อสู้จะสูงกว่าเขาแล้ว หลิงฮันยังมีศักยภาพจะกลายเป็นปรมาจารย์ในศาสตร์ปรุงยาอีกด้วย เหนือสิ่งอื่นใดคือตอนนี้ อีกฝ่ายยังวิเคราะห์ค่ายกลอาคมได้ทะลุปรุโปร่งอีก ใต้สวรรค์นี้มีอัจฉริยะรอบด้านเช่นนี้อยู่จริงๆ งั้นรึ?

ด้วยการนําทางของหลิงฮันกับจักรพรรดินี พวกเขาไม่มีการหยุดเดินในเส้นทางแยกไหน และ ก้าวเดินขึ้นหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น สองเดือนต่อมา เบื้องหน้าพวกเขาก็มาพบเจอคนอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้คนที่พบ คือกลุ่มคนจํานวนมาก

ซูหย่าหรง และเหล่าผู้รอดชีวิตของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง

เมื่อสังเกตเห็นว่าหลิงฮันไล่ตามมาทัน ซูหย่าหรงก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

นางคิดเอาไว้ว่าหลิงฮันจะต้องใช้ศึกษาแก่นแท้แห่งเต๋าเป็นเวลานานแท้ๆ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับไล่ตามพวกนางทันเสียได้ ซึ่งนี่หมายความอย่างไรน่ะ?

มันหมายความว่าหลิงฮันถอดรูปแบบอาคมของค่ายกล ได้รวดเร็วกว่านาง!

นางตกตะลึงเป็นอย่างมาก แม้คนอื่นจะไม่รู้ แต่ตัวนางเองย่อมรู้ดีว่าในช่วงชีวิตที่แล้วของนางนั้น เคยเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเจ็ด และด้วยช่วงชีวิตที่ยาวนาน ทําให้นางมีเวลาฝึกฝนศาสตร์ต่างๆ มากมายได้อย่างลึกซึ้ง

ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่นางก็ยังด้อยกว่าจอมยุทธระดับโลกียนิพพานตัวจ้อย!

“ฮึ่ม!” เมื่อเห็นกลุ่มของพวกหลิงฮันสี่คน เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงก็เผยสีหน้าไม่สบอารมณ์

“อะไร?” ฮูหนิวถลึงตา “ใครไม่พอใจก็เข้ามาเลย!”

ไม่มีใครกล้าเสนอตัว ความโหดเหี้ยมของฮูหนิวนั้นฝังลงไปถึงเบื้องลึกของจิตใจของพวกเขาแถมพลังต่อสู้ของฮูหนิวก็ยังแข็งแกร่งพอที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของซูหย่าหรงได้

ทั้งสองฝ่ายไม่พูดคุยกันแม้แต่คําเดียว และเดินมาถึงทางแยกเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

กลุ่มของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งหยุดเดิน และเริ่มช่วยซูหย่าหรงวิเคราะห์หาเส้นทางที่ถูกต้อง แต่พวกหลิงฮันนั้นตรงกันข้าม ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่หยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียวอะไรกัน!

ซูหย่าหรงและจอมยุทธอีกเจ็ดคนตกตะลึง หมายความว่าอย่างไรกัน? พวกเจ้าเจอเส้นทางที่ถูกต้องแล้วงั้นรึ? เป็นไปไม่ได้ หากไม่มองดูเส้นทางก่อน แล้วจะเริ่มวิเคราะห์ได้อย่างไร?

“ตามไป!” ซูหย่าหรงรีบกล่าว ต่อให้เส้นทางที่ว่าเป็นเส้นทางที่ผิด พวกนางก็ยังสามารถย้อนกลับมาได้ในทันที

กลุ่มของพวกนางรีบก้าวเท้า ไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปหนึ่งวัน ที่เบื้องหน้าก็ปรากฏทางแยกเส้นทางใหม่

ด้วยสายตาของจอมยุทธระดับนิรันดร์ เพียงแค่ชําเลืองมองแวบเดียว ก็มองเห็นชัดเจนว่าเส้นทางตรงหน้ามีจํานวนเท่าไหร่ ทางแยกตรงหน้านี้ มีเส้นทางเพิ่มขึ้นจากเดินหนึ่งเส้นทาง

กล่าวคือพวกเขาเดินผ่านมายังเส้นทางที่ถูกต้อง!

น่าสะพรึงอะไรอย่างนี้ บุรุษผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดแบบใดกัน?

แต่ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เพียงแค่เดินตามทั้งสี่คนไปก็พอ

เหล่าคนของอาณาเขตสวรรค์กว่างลึงคิดเช่นนั้น แบบนี้พวกเขาก็จะประหยัดเวลาไปได้

หลังจากผ่านเส้นทางแยกอีกมากมาย ซูหย่าหรงและกลุ่มของนางอีกเจ็ดคน ก็ตามหลังหลิงฮันไม่ปล่อย

“อะไรกัน พวกเจ้าเอาแต่ตามพวกข้ามาทําไม?” ฮูหนิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

“แล้วเส้นทางเหล่านี้ตระกูลของเจ้าเป็นคนสร้างเอาไว้รึไง คนอื่นถึงได้เดินผ่านไม่ได้?” จักรพรรดิผู้หนึ่งกล่าว และไม่ยอมรับการกระทําอันไร้ยางอายของตัวเอง

“นั่นสินะ” หลิงฮันพยักหน้า เมื่อมาถึงทางแยกครั้งต่อไป เขาก็หยุดฝีเท้า “เชิญพวกเจ้าก่อน เลย”

ซูหย่าหรงและอีกเจ็ดคนคนมองหน้ากันด้วยความว่างเปล่า

ก่อนจะเมินเฉยหลิงฮัน และเริ่มช่วยกันวิเคราะห์เส้นทาง

หลิงฮันยิ้มและก้าวเดินต่อ

เมื่อพวกซูหย่าเห็นเช่นนั้น พวกนางก็รีบไล่ตามมาอย่างหน้าไม่อาย

“หน้าด้านจริงๆ!” ฮูหนิวเค้นเสียง

หลิงฮันยิ้มและกล่าวกับหนิว “ไม่ต้องสนใจ คอยดูให้ดี”

เมื่อมาถึงทางแยกต่อไป จู่ๆ หลิงฮันก็คว้ารางจักรพรรดิและคนอื่นๆ เอาไว้ พร้อมกับพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ร่างของทุกคนแยกออกเป็นร่างเงาสีร่าง และพุ่งไปในแต่ละเส้นทาง

“อะไรกัน!” ซูหย่าหรงหยุดฝีเท้าทันใด และไม่รู้ว่าจะไล่ตามร่างไหนไปดี

เป็นไปได้อย่างไรกัน หลิงฮันเป็นเพียงนิรันดร์ห้านิพพานแท้ๆ ถึงแม้ระดับพลังนี้จะเทียบกับเท่ากับจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่ใช่ระดับแบ่งวิญญาณที่แท้จริง มีเพียงหลังจากบรรลุระดับแบ่งแยกวิญญาณแล้วเท่านั้น ถึงจะแยกดวงวิญญาณออกมาจากกายหยาบ และจะไม่สามารถบอกได้ว่าร่างไหนคือตัวจริงหรือตัวปลอมน่าแปลกประหลาดนัก

นางไม่รู้ว่าหลิงฮันนั้น ได้ใช้พลังของหอคอยทมิฬเร่งความเร็วของตนเองและคนอื่นๆ ให้เกิดภาพติดตา ทําให้พวกเขาดูเหมือนว่ามีร่างแยกเพิ่มขึ้นมาสามร่าง

“ช่างเถอะ พวกเรามาหาเส้นทางกันเองก็ได้”

พวกนางหันกลับมาให้สมองวิเคราะห์ด้วยตัวเอง

หลิงฮันที่พุ่งนําเผยรอยยิ้ม คิดจะเล่นแง่กับเขางั้นรึ?

หลังจากใช้เวลาเดินต่อไปอีกสิบวัน เบื้องหน้าของพวกเขาก็ไม่มีทางแยกมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นอีกต่อไป แต่ปรากฏเส้นทางเดินกว้างขวางเพียงเส้นทางเดียว ที่ชี้นำไปยังวิหารที่อยู่ปลายทาง

ทั้งสี่คนเดินต่อไปและพบว่าวิหารแห่งนี้ ถูกทิ้งไว้เพียงเปลือกนอกเท่านั้น โดยที่ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง

ที่ลานกว้างจุดหนึ่ง ปรากฏแผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีอักขระมากมายสลักเอาไว้ตั้งอยู่

ที่ด้านหน้าแผ่นหินมีร่างขนาดห้าฟุตยืนอยู่ก่อนแล้ว เส้นผมของร่างนี้ขาวโพลน แววตาของเขาจดจ้องไปยังแผ่นหินด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังเล็กน้อย

เพียงแต่ทันทีที่พวกหลิงฮันปรากฏตัว ร่างที่ว่าก็หันหลังมาอย่างรวดเร็ว คนผู้นี้นอกจากถังหมิงหลงแล้วจะเป็นใครอื่นไปได้อีก?

เขาไม่ได้เดินทางไปยังยอดเขาฝั่งซ้าย แต่เลือกมาที่ยอดเขาที่สองนี้เลย

“ไม่คาดคิดว่าคนแรกที่มาถึงที่นี่จะเป็นพวกเจ้า” ถังหมิงหลงประทับใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าซูหย่าหรงกําลังมุ่งหน้ามาที่นี้ ทั้งๆ ที่นางเป็นถึงร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์แท้ๆ แต่กลับมาถึงจุดหมายได้เชื่องช้ากว่ารุ่นเยาว์เสียได้

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยและไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับอีกฝ่าย

ถ้าหากใครไม่มาล่วงเกินอะไรเขา เขาก็คร้านจะไปล่วงเกินใครอื่นเช่นกัน

เขาก้าวเดินเข้าไปมองดูแผ่นหิน

“เก้าดาบพินาศสวรรค์!”

พริบตาเดียวกันนั้นเอง อักขระสี่ตัวบนแผ่นหินก็ลอยออกมา และแปรเปลี่ยนกลายเป็นคลื่นแสงสี่คลื่น ไม่สิ แปรเปลี่ยนกลายเป็นคลื่นดาบสี่คลื่นพุ่งเข้าใส่หลิงฮัน

“ตูม!”

หลิงฮันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกัน “ปัง” ร่างของเขาถูกคลื่นดาบผลักถอยหลังไปร้อยกว่าก้าว ก่อนจะกลับมาทรงตัวได้

เมื่อมองจากบริเวณที่ล่าถอยมานี้ อักขระบนแผ่นหินจะเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก และรู้เพียงว่ามีอักขระบางอย่างเขียนเอาไว้เท่านั้น

“เก้าดาบพินาศสวรรค์?” หลิงฮันยืนอย่างมั่นคง และเผยรอยยิ้ม “จะบอกว่าหากไม่สา มารถยืนอยู่ใกล้แผ่นหินได้ก็ไม่มีคุณสมบัติจะฝึกฝนทักษะดาบนี้งั้นรึ?”

ตอนที่ 1975 ยอดเขาลูกที่สอง

เมื่อธิดาโร๋วลืมตาขึ้น หลิงฮันก็นํานางเข้าไปในหอคอยทมิฬ เพื่อให้นางซึมซับแก่นแท้แห่งเต๋า และเขา จักรพรรดินี กับฮูหนิวได้เดินลงจากเขา

ตั้งแต่ที่จี่อู๋หมิงจากไปนั้น ระยะเวลาเดินได้ผ่านมาแปดสิบปีแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าวาสนาบนยอดเขาลูกที่สองถูกชิงไปรึยัง

เมื่อกลุ่มของพวกเขาทั้งสามคนลงจากยอดเขา พวกเขาจําเป็นต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิม เนื่องจากแรงโน้มถ่วงอันหนักหน่วง สามารถทําให้ร่างของพวกเขาร่วงหล่นลงไปได้ง่ายๆ

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน พวกเขาถึงจะกลับลงมาจากยอดเขาได้

“จากนี้พวกเราจะไปยอดเขาที่สอง หรือไปยังส่วนลึกสุดของหุบเขาดี?” จักรพรรดินีถาม

“ไปยอดเขาที่สองกันก่อน” หลิงฮันครุ่นคิด “อย่างแรกเลย หุบเขาแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่เกินไป หากไม่มีเบาะแสอะไรให้สืบหา คงหาพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธนับล้านปี อย่างที่สองคือบางที่มันอาจจะอยู่บนยอดเขาอีกสองลูกก็เป็นได้”

“รีบไปกันเลย!” ฮูหนิวดึงแขนหลิงฮัน เพื่อกระตุ้นให้เขารีบเดิน

หลังจากทั้งสามเดินต่อไปได้ไม่นาน สัตว์ประหลาดหนามร่างมนุษย์ก็ปรากฏตัว

“ให้หนิวจัดการเอง!” ฮูหนิวกระโดดขึ้นหน้า นางเพิ่งจะฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สําเร็จ จึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะลองวิชา

“พรึบ” ปราณพิฆาตแปรเปลี่ยนกลายเป็นคลื่นดาบ และผ่าร่างของสัตว์ประหลาดหนา มร่างมนุษย์แยกออกจากกันทันที

คนที่ลงมือคือจักรพรรดินี

“อิ่ม ช่างน่ารังเกียจนัก!” ฮูหนิวคํารามด้วยความโกรธ “ทําไมเจ้าถึงชอบแย่งหนิวอยู่เรื่อยเลย?”

จักรพรรดินีดึงนิ้วกลับ “สัตว์ประหลาดพวกนี้มีชื่อของเจ้าติดเอาไว้บนหัวงั้นรึ?”

จักรพรรดินี่ยิ้ม นางจงใจยุแหย่ฮูหนิว

“เอาล่ะ เลิกสร้างปัญหากันได้แล้ว ที่นี่ยังมีสัตว์ประหลาดอยู่อีกมากมาย” หลิงฮันกล่าวปลอบ

ฮูหนิวยุ้ยปากไม่สบอารมณ์ นางกระโดดขึ้นเกาะร่างส่วนบนของหลิงฮัน และแลบลิ้นใส่จักรพรรดินี

ทั้งสามคนออกเดินทางต่อ ก่อนจะพบเจอสัตว์ประหลาดอีกตัว เพียงแต่ครั้งนี้คนที่เลือกลงมือก่อนคือหลิงฮัน เขาควบแน่นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเป็นดาบและโจมตีออกไป ส่งผลให้ร่างของสัตว์ประหลาดตรงหน้าหายไปในพริบตา

“หลิงฮัน หนิวไม่เล่นกับเจ้าแล้ว!” ฮูหนิวกระโดดกัดหูหลิงฮัน

หลิงฮันหัวเราะและตบหลังฮูหนิว “ยังมีโอกาสให้เจ้าลงมืออยู่อีกมากมายน่า”

สัตว์ประหลาดปรากฏตัวอีกครั้ง และในที่สุดฮูหนิวก็ได้เป็นคนลงมือ

พลังทําลายของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารนั้น น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ยิ่งพวกเขาได้ซึมซับแก่นแท้แห่งเต๋ด้วยแล้ว พลังของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารจึงยิ่งทรงพลังขึ้นไปอีก

“ไม่ใช่แค่พลังบ่มเพาะเท่านั้น แต่ยิ่งขัดเกลาอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ให้แข็งแกร่ง ก็ทําให้พลังต่อสู้ทรงพลังขึ้นได้ด้วย”

ไม่กี่วันต่อมา พวกเขาก็ได้มาถึงภูเขาลูกที่สอง

ภูเขาลูกนี้ก็ยังเป็นภูเขาสูง ที่มองไม่เห็นยอดเขาอีกเช่นเดิม

พวกเขาเริ่มไต่ขึ้นเขา แต่ก็ต้องรู้สึกแปลกใจเพราะว่า เมื่อพวกเขาไต่ขึ้นเขามาแล้ว เบื้องหน้าก็ได้ปรากฏเส้นทางมากมายเต็มไปหมด

“จะเดินไปเส้นทางไหนดี!” ฮูหนิวสับสน

“ลองไปดูสักทางก่อน” หลิงฮันกล่าว ในเมื่อไม่รู้ว่าเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูกต้อง งั้นก็ต้องลองสุ่มเดินไปก่อน

ทั้งสามคนเลือกเส้นทางมาเส้นทางหนึ่ง และมุ่งหน้าเดินต่อ ไม่คาดคิดว่าเส้นทางนี้จะจะคดเคี้ยวเป็นวงกลมอย่างมาก หลังเดินไปได้สามถึงสี่วัน พวกเขาก็พบกับทางตัน เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฎหน้าผาลึกที่มองไม่เห็นกัน

ทั้งสามคนส่ายหัว ก่อนจะเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น และเลือกเส้นทางใหม่ ครั้งนี้เมื่อเวลาผ่านไปสองวัน ที่เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏทางแยกอีกสามทาง

“ถ้าหากเลือกทางผิดตั้งแต่แรก ไม่ว่าหลังจากนี้พวกเราจะเลือกเส้นทางไหน เส้นทางนั้นก็ยังเป็นเส้นทางที่ผิดอยู่ดี”

“ถ้าหากเดินไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า บางทีอาจจะไม่สามารถกลับออกมาได้เลยตลอดชั่วชีวิตนี้”

“เส้นทางเหล่านี้สมควรเป็นค่ายกลอาคม”

หากเป็นค่ายกลอาคมล่ะก็ ต่อให้พยายามสุ่มเดินไปมามากมายไม่รู้จบก็ไม่มีประโยชน์ เพื่อที่จะข้ามผ่านไปให้ได้ สิ่งจําเป็นคือต้องทําลายค่ายกล หรือทําความเข้าใจค่ายกลให้ได้

พวกหลิงฮันตัดสินใจลงจากภูเขา และทําการมองวิเคราะห์จากเบื้องล่าง

ฮูหนิวไม่ชอบเรื่องใช้สมองเป็นอย่างมาก นางอ้าปากหาวในเวลาไม่นาน และหลับลงบนแผ่นหลังของหลิงฮัน ในขณะที่หลิงฮันกับจักรพรรดินียังคงแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

พวกเขาเข้าๆ ออกๆ หอคอยทมิฬบ่อยครั้ง เพื่อใช้ประโยชน์จากต้นสังสารวัฏ

ในอีกสามวันต่อมา ทั้งสองก็วิเคราะห์แผนเดินเส้นทางเสร็จสิ้น

ใต้ต้นสังสารวัฏ พวกเขาใช้เวลาไปเกือบสามร้อยปี

ทั้งสามไต่ขึ้นเขาอีกครั้ง และเลือกเส้นทางที่จะเดินในอีกหนึ่งวันต่อมา เบื้องหน้าพวกเขาก็ปรากฏเส้นทางแยกสองเส้นทาง ซึ่งพวกเขาเลือกเดินไปยังเส้นทางซ้าย และอีกวันต่อมา เบื้องหน้าพวกเขาก็ปรากฏเส้นทางอีกสามเส้นทาง

ครั้งนี้พวกเขาเลือกเส้นทางตรงกลาง และเมื่อผ่านไปอีกวัน ทางแยกเบื้องหน้าพวกเขาก็กลายเป็นสี่เส้นทาง

เหตุการณ์เช่นนี้ดําเนินต่อไป เส้นทางแยกที่พบในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีมากมายหลายหมื่นเส้นทาง

หลิงฮันและจักรพรรดินีไม่รู้สึกกังวลอะไร เนื่องจากพวกเขาวิเคราะห์เส้นทางที่ถูกต้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อผ่านไปอีกสิบวัน เบื้องหน้าพวกเขาก็ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง

คนผู้นี้คือเอี๋ยนเซียนลู่

“พี่ชายเอี๋ยน!” หลิงฮันส่งเสียงเรียก

“น้องหลิง!” เอี๋ยนเซียนลู่หันหลังกลับมาและกล่าว “เจ้าเองก็มาถึงแล้วงั้นรึ”

เขาไม่รู้ว่าพวกหลิงฮันสามคนใช้เวลา ไล่ตามเขามาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ไม่เช่นนั้นหากรู้เข้าล่ะก็เขาจะต้องตกตะลึงจนหมดสติเป็น เนื่องจากกว่าเขาใช้เวลาตั้งหลายสิบปี กว่าจะหาเส้นทางที่ถูกต้องได้

หลิงฮันพยักหน้า ในที่สุดเขาก็ไล่ตามคนที่เดินนําพวกเขายี่สิบปีก่อนได้แล้ว ตราบใดที่เส้นทางยืดยาวมากพอ พวกเขาอาจจะไล่ตาม จนขึ้นไปเป็นคนแรกที่ถึงยอดเขาได้ก็เป็นได้

หลังจากเดินไปได้อีกไม่นาน เส้นทางแยกเส้นทางใหม่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ซึ่งพวกหลิงฮันทําการเลือกเส้นทางที่จะเดินอย่างไม่ลังเล

หลิงฮันกับจักรพรรดินีวิเคราะห์เส้นทางทั้งหมดเอาไว้อย่างมั่นใจแล้ว ส่วนฮูหนิวนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย นางเพียงแค่เดินตามเท่านั้น

“น้องหลิง เจ้าไม่หยุดวิเคราะห์เส้นทางก่อนรึ?” เอี๋ยนเซียนลู่ชะงักชั่วขณะ ก่อนจะรีบไล่ตามมา

“หืม?” หลิงฮันลูบจมูก อีกฝ่ายไม่ได้วิเคราะห์เส้นทางเอาไว้ก่อนล่วงหน้างั้นรึ?

พอเห็นสีหน้าของหลิงฮัน เอี๋ยนเซียนลู่ก็เข้าใจและอุทานออกมาทันที “อย่าบอกนะว่าตลอดทางมานี้ เจ้าไม่ได้หยุดคิดเพื่อเลือกเส้นทางเลย เพราะเจ้ารู้เส้นทางที่ถูกต้องอยู่ก่อนแล้ว?”

“พี่ชายเอี๋ยนไม่ได้เป็นแบบข้างั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม

จิตใจของเอี๋ยนเซียนลู่หดหูลงในทันใด ในมุมมองของเขา กว่าจะลองจนรู้สึกว่าเส้นทางที่ตนเองเลือกนั้น เป็นเส้นทางที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยิ่งลองและย้อนกลับไปเส้นทางเก่ามากเท่าไหร่ เวลาที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

กว่าจะเดินครบเส้นทางหนึ่งเส้นทาง ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวัน และกว่าจะวิเคราะห์ทางแยกกจนพบเจอเส้นที่ถูกต้อง ก็ต้องใช้เวลานานอีกครึ่งปีหรืออาจจะหนึ่งปี

“น้องหลิง ข้าขอติดตามเจ้าไปด้วยแล้วกัน”

ตอนที่ 1974 มหาปราชญ์สวรรค์

หลิงฮันดึงสายตากลับและมองไปยังซูหย่าหรง

ซูหย่าหรงไม่ได้เดินตามไป แต่ส่งสายตาอําลาด้วยความเคารพไปยังจี่อู๋หมิงแทน เมื่อร่างของจี่อู๋หมิงหายไปจากสายตา นางก็เปลี่ยนจากท่านั่งคุกเข่ามานั่งปกติ และความมั่นใจบนใบหน้าที่อัจฉริยะควรมีได้หวนคืนกลับมา

ซูหย่าหรงในตอนนี้ คือซูหย่าหรงที่เป็นซูหย่าหรง

“แม่นางซู จี่อู๋หมิงคือใครกัน?” หลิงฮันถาม

ซูหย่าหรงยิ้มและกล่าว “เจ้าน่าจะเดาได้ เขาคือบุรุษที่วิเศษเป็นอย่างมาก!”

เห็นได้ชัดว่านางปฏิเสธที่จะบอกตัวตนที่แท้จริงของจี่อู๋หมิงแก่เขา

หลิงฮันทําได้เพียงคาดเดา “ราชานิรันดร์ระดับแปดงั้นรึ?” เขากล่าวพร้อมกับสังเกตสีหน้าของซูหย่าหรง และพบเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายแสดงออกถึงความดูหมิ่น

“ราชานิรันดร์ระดับเก้า!” เขากล่าวด้วยน้ําเสียงมั่นใจ

ซูหย่าหรงไม่กล่าวปฏิเสธ นางเลิกสนใจหลิงฮันและเพ่งสมาธิไปยังแผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋า

ราชานิรันดร์ระดับเก้า…

หลิงฮันกล่าวย้ําในใจ และรู้สึกราวกับถูกพายุถาโถมเข้าใส่

ทําไมราชานิรันดร์ระดับเก้าถึงได้เกิดใหม่กัน? การจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ก็ยากลําบากมากพอแล้ว ยิ่งเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าหากเกิดใหม่แล้ว ไม่สามารถบ่มเพาะพลังกลับไปยังระดับเดิมได้ล่ะจะทําอย่างไร?

ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีอะไรรับประกันด้วยว่า หลังจากเกิดใหม่แล้วจะไม่ถูกสังหารจนสิ้นชีพกลางทาง

ต่อให้เป็นหลิงฮัน เขาก็ยังอยากถามตัวเองเหมือนกันว่า ตัวเขาจะมีความกล้าพอที่จะกลับมาบ่มเพาะพลังใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้งหรือไม่

เมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดอยู่แล้ว การจะปลิดชีวิตตนเองได้นั้น จําเป็นต้องใช้พลังใจที่ หนักแน่นขนาดไหนกัน?

“หอคอยน้อย ราชานิรันดร์ระดับเก้า คือระดับพลังสูงสุดของดินแดนแห่งเซียนจริงๆ งั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม เขาไม่เชื่อว่าจี่อู๋หมิงจะตัดสินใจกลับมาบ่มเพาะพลังใหม่อีกครั้ง เพียงเพราะต้องการมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ราชานิรันดร์ระดับเก้า

เพราะงั้นความเป็นไปได้จึงมีเพียงอย่างเดียวคือ ราชานิรันดร์ระดับเก้ายังไม่ใช่ระดับพลังสูงสุดของดินแดนแห่งเซียน

หอคอยน้อยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “เหนือราชานิรันดร์ระดับเก้า ยังมีจ้าวแห่งพิภพผู้อยู่เหนือสวรรค์อยู่อีก นั่นคือมหาปราชญ์สวรรค์!”

มหาปราชญ์สวรรค์

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน และนึกถึงเจ้าของหอคอยทมิฬคนก่อนที่หอคอยน้อยเรียกว่า มหาปราชญ์สวรรค์ขึ้นมาทันที

“นั่นเป็นตัวตนแบบใดกัน?” หลิงฮันกล่าวด้วยความอยากรู้ “ถ้าหากราชานิรันดร์ละเก้า อตัวตนที่ยืนเทียบเคียงกับสวรรค์และปฐพี่ล่ะก็…”

“มหาปราชญ์สวรรค์คือตัวตนที่อยู่อํานาจแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถควบคุมสวรรค์และปฐพี เพียงแค่หนึ่งความคิดก็สามารถสอดส่องได้ทุกที่บนผืนพิภพ ต่อให้เจ้าเพียงแค่ขานฉายาของเขาสวรรค์และปฐพี่ก็สามารถสั่นคลอนได้” หอคอยน้อยกล่าวยืดยาว

หลิงฮันตื่นเต้นจนแขนขาสั่นระริก “เจ้าของคนก่อนของหอคอยทมิฬเป็นถึงมหาปราชญ์สวรรค์…. แต่ก็ยังสิ้นชีพ!”

“ถูกแล้ว!” ครั้งนี้หอคอยน้อยไม่ปกปิดความลับ และยอมรับอย่างรวดเร็ว

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ถึงสามารถดึงดูดเพลิงเก้าสวรรค์ และวารีพลังหยินเร้นลับได้ ที่แท้มันก็เป็นทักษะบ่มเพาะที่อยู่เหนืออํานาจแห่งเต๋านั่นเอง!

ยิ่งนึกถึงพลังของมหาปราชญ์สวรรค์ หลิงฮันยิ่งคิดไม่ตกว่าตัวตนระดับนั้นจะสิ้นชีพได้อย่างไร จะบอกว่าอีกฝ่ายปลิดชีวิตตัวเองก็ไม่มีทางเป็นไปได้ แถมไม่มีพลังใดในโลกที่สามารถลบล้างตัวตนระดับนั้นได้อีก

“เจ้าไม่ต้องคิดอะไรเยอะในตอนนี้ เพียงแค่ขัดเกลาพลังบ่มเพาะให้สูงขึ้น ในอนาคตภายภาคหน้า เจ้าจะรับรู้ทุกอย่างเอง” หอคอยน้อยกล่าว

หลิงฮันพยักหน้า หอคอยน้อยนั้นปากแข็งเป็นอย่างมาก หากมันไม่อยากบอก ต่อให้ฝืนถามไปก็ไม่มีความหมาย

ตอนนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า ที่จี่อู๋หมิงตัดสินใจเริ่มบ่มเพาะพลังใหม่นั้น ก็เพื่อบรรลุเป็นมหาปราชญ์สวรรค์ และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพ ด้วยความกล้าหาญขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ซูหย่าหรงจะเลื่อมใสในคนผู้นี้

แต่เดี๋ยวก่อน แล้วเหตุใดซูหย่าหรงถึงได้เกิดใหม่ด้วยล่ะ? นอกจากนั้นก็ยังมีถังหมิงหลงอีก คนเหล่านี้ต้องการบรรลุเป็นมหาปราชญ์สวรรค์เหมือนกันอย่างนั้นรึ?

เมื่อแก้ข้อสงสัยเก่าได้แล้ว ข้อสงสัยใหม่ก็ผุดขึ้นมา จนทําให้เขาแทบจะเป็นบ้า

ช่างมัน ลืมๆ ไปก่อน!

เขาเพ่งสมาธิกลับไปที่แผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋า และพยายามเรียนรู้

พื้นฐานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ ของจี่อู๋หมิงนั้นสูงสุดจนน่าอัศจรรย์อยู่แล้ว เพราะงั้นอีกฝ่ายถึงใช้เวลาเพียงสามวัน ก็สามารถรู้แจ้งในแก่นแท้แห่งเต๋ได้อย่างสมบูรณ์

แต่หลิงฮันนั้นไม่ใช่แบบนั้น เขาคือจอมยุทธระดับโลกียนิพพานของจริง ไม่ได้มีพื้นฐานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์จากชีวิตที่แล้ว จึงไม่มีทางเคียงชั้นกับจี่อู๋หมิงได้

หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งปี ซูหย่าหรงก็ลุกขึ้นยืนและมองไปยังหลิงฮัน สีหน้าของนางเปลี่ยนไปมาไม่แน่ไม่นอน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทําอะไร และเดินลงจากยอดเขาไป

เมื่อนางเดินจากไป หลิงฮันก็ลืมตาขึ้นและเผยรอยยิ้ม หากซูหย่าหรงลงมือกับเขา เขาก็จะไม่ทนและใช้ทุกอย่างเพื่อสังหารนางเช่นกัน

เขาเพ่งสมาธิกลับไปยังแผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋า และรวบรวมความเข้าใจพื้นฐานของ อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารอย่างช้าๆ

หลังจากเวลาผ่านไปอีกสิบสามปี การรู้แจ้งของหลิงฮันก็สิ้นสุด

เขายังทําความเข้าใจในสิ่งที่ดูดซับ มาจากแก่นแท้แห่งเต๋ไม่ได้ แต่ก็จดจําอักขระทุกตัวอักษรเอาไว้ในห้วงจิตวิญญาณแล้ว

เขามีความคิดอยากจะนําแผ่นหินตรงหน้านี้เข้าไปในหอคอยทมิฬเหมือนกัน แต่ก็ไม่อาจทําเช่นนั้นได้ เนื่องจากแผ่นหินกับภูเขาแห่งนี้เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกัน

หากภูเขาลูกนี้เกิดขึ้นจากหินทั่วไปก็คงไม่อะไร แต่ปัญหาก็คือสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ที่พิเศษ เขาจึงไม่อาจทําเช่นนั้นได้

เขาใช้เวลาจดจําแก่นแท้แห่งเต๋ไปทั้งหมดสิบสามปี

เมื่อหันไปมองฮูหนิว จักรพรรดินี และธิดาโร๋วที่ยังคงอยู่ในสภาวะรู้แจ้ง หลิงฮันก็เข้า ไปในหอคอยทมิฬก่อน และทําการซึมซับแก่นแท้แห่งเต๋าใต้ต้นสังสารวัฏ

จากจุดนี้ทําให้รู้ได้ว่า ฮูหนิวนั้นไม่ใช่ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ด้วยการที่มีอํานาจแห่งเต๋ติดตัวมาจากช่วงชีวิตที่แล้ว มีรึที่นางจะใช้เวลาจดจําแก่นแท้แห่งเต๋านานขนาดนี้?

ที่ใต้ต้นสังสารวัฏ ระยะเวลาผ่านไปอีกเจ็ดแสนปี ซึ่งเป็นเวลาจริงยี่สิบปี หลิงฮันออกมาจากหอคอยทมิฬ และรู้แจ้งในแก่นแท้แห่งเต๋าในที่สุด

แน่นอนว่าที่บอกว่ารู้แจ้งนั้นเป็นเพียงส่วนเบื้องต้นเท่านั้น เขายังไม่ได้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

แต่เมื่อเห็นว่าพวกฮูหนิวยังใช้สมาธิไปกับแผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋าอยู่ หลิงฮันจึงไม่รบกวนพวกนาง และเข้าไปในหอคอยทมิฬ พร้อมกับนําผลึกโลหิตราชานิรันดร์ออกมา เขาใช้แก่นแท้แห่งเต๋าเป็นอ้างอิงเป็นรากฐาน และฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารต่อ

ระยะเวลาจริงผ่านไปอีกสิบปี ซูหนิวกับจักรพรรดินีก็ลืมตาขึ้น ทั้งสองจดจําแก่นแท้แห่งเต๋าไปยังห้วงจิตวิญญาณได้สําเร็จแล้ว

เพียงแต่เนื่องจากว่าทางด้านของธิดาโร๋วนั้นยังไม่เสร็จ หลิงฮันจึงให้สตรีทั้งสองเข้าไปในหอคอยทมิฬ เพื่อฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารรอไปก่อน

ฮูหนิวไม่พอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เหตุใดพวกนางจึงต้องเสียเวลารอนังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แสนโง่ด้วยกัน?

หลังจากนั้นเวลาในโลกจริงก็ผ่านไปอีกห้าสิบปี และธิดาโร๋วก็ลุกขึ้นยืนในที่สุด ซึ่งพวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามคน ได้ลงจากเขาไปก่อนหน้านางแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน

นี่คือความแตกต่างของศักยภาพ

ตอนที่ 1973 ตัวตนที่น่าตกตะลึง

จี่อู๋หมิงยิ้มและกล่าว “สาวน้อย เจ้าไม่สู้ต่อแล้วงั้นรึ?”

“ผู้อาวุโส!” ซูหย่าหรงคุกเข่าลงกับพื้น และมีหยดน้ําตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ท่าทางของนางในตอนนี้ดูตื่นเต้นเกินกว่าจะพรรณนา

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?

ดูจากท่าทีของซูหย่าหรงแล้ว ราวกับว่าต่อให้จี่อู๋หมิงต้องการจะสังหารนาง นางก็ยินดียื่นคอออกไปให้อีกฝ่ายสังหารแต่โดยดี

แต่จักรพรรดินั้นเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับพลัง เป็นไปได้อย่างไรที่จะยอมศิโรราบต่อผู้อื่น?

ยิ่งกว่านั้นคือ ในตอนแรกนั้นดูเหมือนว่าซูหย่าหรง จะไม่ตระหนักถึงตัวตนของจี่อู๋หมิง มาก่อนเลยด้วยซ้ํา จนกระทั่งนางได้ยินคําพูดของอีกฝ่าย

แท้จริงแล้ว… จี่อู๋หมิงเป็นใครกันแน่?

แต่ที่สําคัญ ซูหย่าหรงเองก็ต้องมีสถานะอีกสถานะหนึ่งด้วยเช่นกัน!

หลิงฮันขมวดคิ้วและกล่าว “พวกเจ้าคิดจะรําลึกความหลังกันสองคน โดยไม่เล่าอธิบายอะไรเลยงั้นรึ?”

“เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะรับรู้” จี่อู๋หมิงกล่าวอย่างไม่แยแส ดวงตาของเขาจดจ้องมาที่หลิงฮัน พร้อมกับแสงสีทองได้ส่องประกายอยู่ภายในดวงตาของเขาอย่างลึกลับ “นอกจากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีสองชนิดแล้ว ภายในร่างกายของเจ้าสมควรมีอย่างอื่นอยู่ด้วย… มันเป็นสิ่งที่ล้ําค่าอย่างมาก เพราะแม้แต่ข้าเองก็มองไม่ออกว่ามันคืออะไร!”

หลิงฮันตกตะลึง นี่มันสัตว์ประหลาดประเภทใดกัน!

นอกจากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีแล้ว อีกฝ่ายจะสัมผัสถึงหอคอยทมินได้ด้วย เพียงแต่จากที่หอคอยน้อยกล่าว ตราบใดที่เขาไม่ใช้อํานาจของหอคอยทมิฬต่อหน้าราชานิรันดร์ ไม่มีทางเด็ดขาดที่ราชานิรันดร์ระดับล่างจะสัมผัสถึงหอคอยทมิฬได้

เพียงแค่จี่อู๋หมิงนั้นไม่ใช่ราชานิรันดร์ระดับสูง แต่เป็นเพียงนิรันดร์ห้านิพพานเท่านั้น เป็นไปได้อย่างไรที่อีกฝ่ายจะตรวจสอบพบเจอหอคอยทมิฬ?

เอี๋ยนเซียนลู่และพวกซานจี้ถงเองก็ตกตะลึงเช่นกัน หลิงฮันมีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่อยู่ถึงสองชนิด!

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่นั้น เปรียบแล้วก็เหมือนกับแร่โลหะนิรันดร์ที่ราชานิรันดร์ส่วนใหญ่ทําได้เพียงเพ้อฝันจะครอบครอง ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แต่หลิงฮันที่เป็นเพียงจอมยุทธระดับโลกียนิพพานกลับครอบครองพวกมันถึงสองเรื่องเช่นนี้ใครจะทําได้เชื่อได้ลงกัน?

ยิ่งกว่านั้น ในร่างกายหลิงฮันก็ดูเหมือนจะมีสมบัติ ที่ล้ําค่ากว่าแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่อีกด้วย

สิ่งนั้นคืออะไรกัน?

พวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามคนไม่อาจจินตนาการได้เลย

หลิงฮันสงบจิตใจและกล่าวกลับไป “ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์งั้นรึ?” สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่จี่อู๋หมิงเพียงคนเดียว แต่ยังมองไปยังซูหย่าหรงด้วย

ในเมื่อถังหมิงหลงอาจจะเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ ทําไมจี่อู๋หมิงกับซูหย่าหรงจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกันไม่ได้ล่ะ?

จี่อู๋หมิงส่ายหัวปฏิเสธจะกล่าวเล่าอะไรไปมากกว่านี้ เขาจ้องมองมาที่หลิงฮัน ด้วยแววตาที่ส่องประกายมากขึ้นเรื่อยๆ “สมบัติที่แม้แต่ข้าก็ไม่อาจมองออก… เหอๆๆ ข้าก็พอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง”

เขาถอนสายตากลับไป ก่อนจะเดินไปยังแผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋าและนั่งลง

ถึงแม้เขาจะดูนั่งแบบไม่ระมัดระวังตัว แต่แผ่นหลังของเขาก็ดูราวกับขุนเขาอันสูงตระหง่าน ที่ผู้คนทําได้เพียงแหงนมอง และไม่กล้าลงมือโจมตี

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกลิ่นอายบางอย่างของจี่อู๋หมิง กลิ่นอายอันน่ายําเกรงจนไร้ใครเปรียบ

ช่วงชีวิตที่แล้วของคนผู้นี้จะต้องเป็นตัวตน ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของนิรันดร์ไม่ผิดแน่!

หลิงฮันสื่อสารกับหอคอยน้อยในใจ

“เจ้าคิดอย่างไรกับคนผู้นี้?” หลิงฮันเอ่ยถาม

“ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก” หอคอยน้อยกล่าวด้วยน้ําเสียงหวาดระแวงที่หาได้ยากยิ่ง

“แก่นกําเนิดนิรันดร์ของเขากําลังพัฒนา ไปยังทิศทางที่ไร้จุดบอด”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลิงฮันถาม

“แก่นกําเนิดนิรันดร์ มีต้นกําเนิดมาจากสายเลือดของบรรพบุรุษระดับราชานิรันดร์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ใดที่บรรพบุรุษเชี่ยวชาญ อํานาจแห่งกฎเกณฑ์นั้นก็ย่อมถูกส่งต่อมายังลูกหลาน”

“เพียงแต่ว่าภายในร่างกายของคนผู้นี้ แก่นกําเนิดนิรันดร์ของเขา มีพลังที่ไม่เข้ากันทับซ้อนรวมกันอยู่มากมาย ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่สมควรมีอยู่” หอคอยน้อยกล่าวด้วยน้ําเสียงเคลือบแคลง “ในร่างกายของคนผู้นี้ อํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์มากมายกําลังผสานเข้าด้วยกัน และทั้งหมดได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นรากฐานพลังของเขา”

“เหตุผลที่เจ้ารวบรวมแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ก่อนระดับราชานิรันดร์ก็เพื่อที่เมื่อบรรลุระดับราชานิรันดร์แล้ว พลังต่อสู้ของเจ้าจะได้สูงส่งไร้เทียมทาน”

“ซึ่งในกรณีของคนผู้นี้ ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน!”

“ราชานิรันดร์ทั้งเก้าระดับนั้น พลังของแต่ละระดับมีความแตกต่างกันราวกับสวรรค์ชั้นฟ้า แต่หากเมื่อบรรลุระดับราชานิรันดร์แล้วเจ้าสามารถใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งหมดได้อย่างเชี่ยวชาญได้แต่แรก บางทีราชานิรันดร์ระดับหนึ่งก็อาจจะสังหารราชานิรันดร์ระดับสามได้!”

หากคําพูดนี้ถูกนําไปกล่าวให้คนอื่นฟัง ผู้พูดจะต้องถูกหัวเราะเยาะใส่เป็นแน่

ใครกันที่ไม่รู้ว่า พลังของราชานิรันดร์ทั้งเก้าระดับมีความต่างชั้นกันขนาดไหน แล้วนี่จะบอกว่าราชานิรันดร์ระดับหนึ่ง ไม่เพียงเอาชนะราชานิรันดร์ระดับสาม แต่ยังถึงขั้นสังหารได้ด้วยงั้นรึ? พูดไปก็มีแต่จะเป็นตัวตลกของผู้อื่นเสียเปล่าๆ

เพียงแต่หลิงฮันก็ไม่ได้หัวเราะออกมาแม้แต่นิดเดียว ช่วงชีวิตก่อนของจี่อู๋หมิงจะต้องเป็นราชานิรันดร์อย่างแน่นอน แถมยังเป็นราชานิรันดร์ระดับสูงด้วย เมื่อถือกําเนิดใหม่แล้ว มีรึที่พลังต่อสู้ของเขาจะไม่ไร้เทียมทานที่สุด?

จิตใจของหลิงฮันลุกโชนไปด้วยเพลิงสู้รบ เขาจะต้องโค่นล้มคนผู้นี้ให้ได้

และนั่นเป็นการโค่นล้มด้วยพลังของเขาเอง ไม่ใช่หยิบยืมพลังจากหอคอยทมิฬ หรือพิษของไผ่ครามผลสีชาด

หลิงฮันก้าวเดินไปหน้าแผ่นหินแก่นแท้แห่งเต๋า ก่อนจะนั่งลงและเริ่มทําความเข้าใจอํานาจแห่งเต๋า

เมื่อมีหลิงฮันนํา จักรพรรดินีและฮูหนิวเองก็นั่งลงตาม ธิดาโร๋วถูกนําออกมาจากหอคอยทมิฬอีกครั้ง ในขณะที่พวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามคนนั้น แม้จะมาหยุดยืนที่หน้าแผ่นหินแล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ และกลัวว่าจี่อู๋หมิงจะแอบลอบโจมตีพวกเขาอีก

ทางด้านของซูหย่าหรงนั้น นางยืนด้วยท่าที่เคารพอยู่ด้านหลังจี่อู๋หมิงราวกับเป็นผู้ติดตาม

ใช่สตรีงามอันดับหนึ่ง และอัจฉริยะอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างล่งอยู่รึเปล่า?

เวลาผ่านไปเพียงสามวัน จี่อู๋หมิงก็ลุกขึ้นยืนและหันมองหลิงฮัน “ระวังตัวเอาไว้ให้ดีล่ะ ครั้งหน้าที่พบกัน ข้าจะช่วงชิงทุกอย่างที่เจ้ามีมาเป็นของข้า”

หลิงฮันลืมตาและมองไปที่อีกฝ่าย “หลังจากที่ข้าโค่นเจ้าแล้ว ข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้า”

เมื่อเทียบกันแล้ว คําพูดของเขานับว่าแสดงออกถึงความดูหมิ่นยิ่งกว่า

ต่อให้เจ้าไม่ตาย แต่ไม่ว่าจะไล่ตามข้าอย่างไร เจ้าก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้

“ฮ่าๆๆ!” จี่อู๋หมิงหัวเราะพร้อมกับเดินจากไป

ตอนที่ 1972 เบื้องลึก

หลิงฮันเค้นเสียง และกวัดแกว่งดาบโจมตีใส่จี่อู๋หมิง

ตอนนี้แม้กระทั่งซูหย่าหรงก็กําลังไล่ตามจี่อู๋หมิงอยู่เช่นกัน เขาจึงไม่มีใครมาคอยขัดขวาง

“เจ้าหนู ยังไม่ถึงคราวของเจ้า!” จี่อู๋หมิงเคลื่อนไหวร่างหลบหลีกราวกับปลาแหวกว่ายน้ํา ที่ ไม่ว่าคลื่นน้ําจะรุนแรงแค่ไหน เขาก็สามารถผ่านไปได้อย่างลื่นไหล

พลังของหลิงฮันยังฟื้นฟูกลับมาไม่เต็มที่ เขาจึงไม่อาจหยุดยั้งจี่อู๋หมิงได้ และทําได้เพียงมองอีก ฝ่ายกลืนกินราชาในหมู่ราชา ของอาณาเขตสวรรค์ไต่อันไปที่ละคน

“ในร่างเจ้ามีสิ่งที่ข้าต้องการอยู่” จี่อู๋หมิงหยุดเคลื่อนไหวและมองไปยังหลิงฮัน “เพียงแต่อาหารจานหลักเช่นเจ้านั้น ก็เก็บไว้กินท้ายสุดถึงจะอร่อย”

จากคําพูดนี้ อีกฝ่ายต้องสัมผัสถึงแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี อย่างวารีพลังหยิน เร้นลับและเพลิงเก้าสวรรค์ได้เป็นแน่ แต่ประเด็นก็คือจอมยุทธระดับห้านิพพาน จะมีสัมผัสสวรรค์ที่เฉียบคมขนาดนั้นได้อย่างไร?

จี่อู๋หมิงคือใครกันแน่?

หากหลิงฮันได้ยินบทสนทนา ระหว่างถังหมิงหลงกับจี่อู๋หมิง เขาจะต้องเข้าใจถึงเหตุการณ์นั้นได้ทันที อีกฝ่ายนั้นไม่ใช่จอมยุทธทั่วไป แต่เป็นถึงร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ระดับเก้า เพราะงั้นจะเป็นเรื่องแปลกอะไร หากอีกฝ่ายจะมีความสามารถที่เหนือกว่าระดับพลังบ่มเพาะ?

หลิงฮัน จักพรรดินี ฮูหนิว และซูหย่าหรงทําการไล่ตามจี่อู๋หมิง

เมื่อทั้งสี่คนร่วมมือกัน ย่อมเป็นการรวมกลุ่มกันที่ไร้เทียมทานที่สุดในระดับโลกียนิพพาน

แม้ความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่จี่อู๋หมิงก็เลือกที่จะไม่ปะทะกับทั้งสี่คน และเคลื่อนไหวร่างกายไปกลืนกินจอมยุทธคนอื่นๆ

ร่างของเขาเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลราวกับปลา และเป็นอิสระจากการโจมตีของทั้งสี่คน แม้จะมีบางครั้งที่ไม่สามารถหลบการโจมตีพ้น แต่เขาก็นําคันธนูขึ้นมาปัดป้องสลายการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนทําได้เพียงไล่ตามหลังจี่อู๋หมิง และสัมผัสโดนตัวอีกฝ่ายไม่ได้แม้ปลายนิ้ว

หลิงฮันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรีบนําธิดาโร่วเข้าไปยังหอคอยทมิฬ

ทั้งๆที่เป็นจักรพรรดิในระดับห้านิพพานเหมือนกันแท้ๆ แต่จี่อู๋หมิงกลับหยอกล้อจักรพรรดิถึงสี่คนได้ ราวกับเป็นลูกไก่ในกํามือ

หลิงฮันโจมตีช้าลง และตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวจี่อู๋หมิงอย่างถี่ถ้วน

ระดับพลังของจี่อู๋หมิงนั้นเท่ากับพวกเขาก็จริง แต่ความเชี่ยวชาญในการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของอีกฝ่ายนั้น บรรลุไปจนถึงระดับสูงสุดแล้ว เพราะงั้นอีกฝ่ายถึงได้สามารถหลบหลีกการโจมตีของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

แต่ถึงแม้หลิงฮันจะรู้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถทําอะไร แต่ได้แต่ไล่ตามหลังอีกฝ่ายไป

ความเข้าใจในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์นั้น จําเป็นต้องใช้ระยะเวลามากมายนับไม่ถ้วนในการฝึกฝน

เขาลองมองไปยังการเพลิงชีวิตของจี่อู๋หมิง และพบว่าอายุของอีกฝ่ายอยู่ที่ราวๆหนึ่งหมื่นปี ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากเขามากนัก ทั้งที่เป็ดแบบนั้น แต่ความเชี่ยวชาญในอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของพวกเขา กลับแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก

หลิงฮันไม่อาจยอมรับได้ จะบอกว่ามีอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาด ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็บรรลุจุดสูงสุดของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่คนอื่นๆต้องใช้เวลาถึงหลายร้อยล้านถึงหลายหมื่นล้านปีได้งั้นรึ?

ยังคงย้ําคําเดิมว่า หากหลิงฮันรู้ว่าในชีวิตที่แล้วจี่อู๋หมิงเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเก้า เขาจะเข้าใจได้ในทันที

สถานการณ์ดําเนินไปต่อ โดยที่ตอนนี้ผู้เหลือรอดมีเพียงจักรพรรดิอย่างเอี้ยนเซียนลู่ซานถงและเหลาซงเท่านั้น เมื่อไม่จําเป็นต้องรับมือกับจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงแล้ว ด้วยพลังต่อสู้ของพวกเขาก็ยังพอรับมือกับจี่อู๋หมิงได้สองสามกระบวนท่า

หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง นอกจากจี่อู๋หมิงแล้ว ผู้รอดชีวิตก็เหลืออยู่เพียงเจ็ดคน ซึ่ง ทั้งหมดคือจักรพรรดิ

“พอแล้ว”จี่อู๋หมิงกล่าวอย่างไม่แยแส “พวกเจ้าไม่อาจทําอะไรข้าได้อยู่แล้ว ซึ่งข้าก็ไม่อยากสิ้นเปลืองไพ่ลับไปกับพวกเจ้าเช่นกัน ทําไมพวกเราไม่มานั่งทําความเข้าใจแก่นแท้แห่งเต๋าด้วยกันล่ะ?”

“อย่าได้เพ้อฝัน!” ซูหย่าหรงคํารามและกระหน่ําโจมตี

จิตวิญญาณของหลิงฮันเองก็ลุกโชนเช่นกัน คู่ต่อสู้เช่นนี้หาได้ยากยิ่ง ถ้าหากเขาประมือกับจี่อู๋หมิง ผลลัพธ์ประโยชน์ที่ได้รับย่อมมากมายมหาศาล เนื่องจากในด้านของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อีกฝ่ายเรียกได้ว่าอยู่ในระดับของปรมาจารย์

พวกเอี้ยนเซียนอู่ทั้งสามคนเองก็ร่วมมือช่วยกันโจมตีจี่อู๋หมิง แต่ถึงแม้จักรพรรดิถึงเจ็ดคนจะร่วมมือกัน จี่อู๋หมิงก็ยังมีท่าทีสงบนิ่ง และหาจังหวะโจมตีสร้างภัยคุกคามให้กับซานจี้กง และเหลาซึ่งได้

ในหมู่จักรพรรดิเจ็ดคน ทั้งสองคือจักรพรรดิที่อ่อนแอที่สุด จึงยากที่จะรับมือกับจี่อู๋หมิงได้

เพียงแต่จี่อู๋หมิงผู้นี้ก็เชี่ยวชาญในการต่อสู้อย่างแท้จริง การลงมือแต่ละครั้งของเขานับว่าเฉียบคมมาก แม้สมองจะไม่สั่งการว่าต้องสู้อย่างไร ร่างกายของเขาก็ตอบโต้กลับไปได้ด้วยตัวเอง

หลิงฮันยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม “เจ้าเป็นใครกันแน่?”

“ข้าน่ะรึ? ก็แค่จอมยุทธไร้นามที่ไม่มีความสําคัญอะไร” จี่อู๋หมิงกล่าวอย่างไม่แยแส “ขอกล่าวเตือนเป็นครั้งสุดท้าย พวกเจ้าจะหยุดแค่นี้หรือไม่?”

หลิงฮันเป็นคนแรกที่หยุดมือ ถึงแม้เขาจะอยากโค่นล้มจี่อู๋หมิงสักแค่ไหน ก็คงไม่อาจทําอะไรอีกฝ่ายได้ แต่แน่นอนว่าหากเป็นการปะทะตัวต่อตัวล่ะก็ เขาไม่มีทางหวาดกลัวอย่างแน่นอน ประการแรกคือจี่อู๋หมิงจะสามารถทะลวงผ่านการป้องกันของเขามาได้งั้นรึ?

นอกจากนั้นเขาก็ยังสามารถ ปลดปล่อยอํานาจอันไร้เทียมทานของเพลิงเก้าสวรรค์และวารีพลังหยินเร้นลับได้อีก

ที่สําคัญสุดเลยคือตัวเขาในตอนนี้ ยังฟื้นฟูพลังต่อสู้กลับมายังได้ไม่เต็มที่เลยด้วยซ้ํา แถมเขาก็ยังไม่ได้ยืมพลังของหอคอยทมิฬมาใช้ด้วย

เมื่อหลิงฮันหยุดมือ จักรพรรดินีและฮูหนิวเองก็หยุดมือตาม ถึงแม้ว่าพวกนางจะไม่สบอารมณ์ก็ตามที ต่อนางพวกนาง พวกอู่เซียนอู่ทั้งสามคนเองก็หยุดมือด้วย โดยในตอนนี้มีเพียงซูหย่าหรงเพียงคนเดียว ที่ยังคงโจมตีจี่อู๋หมิงอย่างเกรี้ยวกราด

“เบื้องล่างภูเขาชิงเฟิงอสูรกระต่ายกําลังตาปรือ ด้านข้างสายน้ําอสนีมังกรกําลังสําแดงอํานาจ” จู่ๆจี่อู๋หมิงก็กล่าวพร่ําเพ้อออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“จะ… จะ… เจ้า” สีหน้าของซูหย่าหรงเปลี่ยนไป และหยุดมือในทันที แม้กระทั่งร่างกาย นางก็ยังสั่นเพิ่มด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่เกินจะพรรณนา

ตอนที่ 1971 จี่อู๋หมิงลงมือ

“เข้าปะทะ!”

หลิงฮันคํารามและเป็นคนแรกที่ลงมือ พลังต่อสู้ของเขาฟื้นฟูกลับมาเพียงเล็กน้อยก็จริง แต่ด้วยพลังป้องกันที่ไร้เทียมทาน เขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

ด้วยการนําของเขา เอี๋ยนเซียนลู่และคนอื่นๆ เองก็เริ่มลงมือตาม

ทุกคนอดทนมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้โอกาส พวกเขาจึงตอบโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว

ซูหย่าหรงถอนหายใจ ร่างของนางพุ่งทะยานมาขัดขวางหลิงฮันพร้อมกับผลักฝ่ามือออกไป “น้องชายหลิง ช่วยยั้งมือด้วย พวกเราทุกคนควรมองภาพรวมเป็นอันดับแรก”

“ภาพรวมงั้นรึ?” หลิงอันแสยะยิ้ม “เจ้าจะบอกให้ข้ามองภาพรวมในตอนนี้น่ะ? ในตอนที่มีคนคิดจะลงมือกับข้าเมื่อครู่ ไหนล่ะภาพรวมของเจ้า? ในตอนที่มีคนคิดจะแย่งชิงดาบของข้าไปไหนล่ะภาพรวมของเจ้า?”

“ภาพรวมที่เจ้าว่า จะมีก็ต่อเมื่อในตอนที่ฝั่งของตนเองเดือดร้อนงั้นสินะ?”

หลิงฮันรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ในตอนแรกก็เป็นฝั่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างถึงที่ดูหมิ่นพวกเขา แถมตอนนี้ยังปองร้ายต่อเขาอีก เขาจึงไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป

เขาโจมตีตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราด ทางด้านของฮูหนิวเองก็คํารามเสียงดังปลดปล่อยพลังต่อสู้ทั้งหมดออกมา เงาของมัจฉาวายุภักษ์กระพืออีกอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดเป็นคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว จักรพรรดินีเองก็ไม่น้อยหน้า ร่างแยกทั้งเก้าถูกเรียกออกมา และโคจรปลดปล่อยทักษะนิรันดร์มากมายพร้อมกัน

ในขณะที่มีทั้งสามคนเป็นแกนนําหลัก เอี๋ยนเซียนลู่ ซานจี้ถงและเหลาซงก็ได้ผสานพลังกันด้วยค่ายกลบางอย่าง ทําให้พลังต่อสู้ของพวกเขาไม่อาจดูถูกได้

เย่หลินเฟิงคําราม และนําอัจฉริยะทางฝั่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งโจมตี

แก่นแท้แห่งเต๋านั้น ถึงแม้ทุกคนจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่จํานวนของคนที่ใช้ได้ก็มีจํากัด จอมยุทธทางฝั่งอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง จึงไม่ต้องการแบ่งผลประโยชน์ให้กับทางฝั่งอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน และฝั่งของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน ก็ไม่ต้องการแบ่งผลประโยชน์ให้กับฝั่งอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด

ในด้านของจํานวนจักรพรรดินั้น ทางฝั่งของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันนั้นเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีกันอยู่เพียงหกคนเท่านั้น ในขณะที่อาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งมีจักรพรรดิมากถึงสิบคน เพียงแต่ด้วยความแข็งแกร่งของหลิงฮัน ฮูหนิว และจักรพรรดินี สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายจึงกลายเป็นสมดุลกัน

“ธิดาซู อย่าได้ลังเลที่จะกําจัดสวะเหล่านี้!” เหล่าราชาในหมู่ราชาของอาณาเขตสวรรค์ กว่างล๋งส่งเสียงตะโกน โดยที่พวกเขาไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเข้าร่วมการต่อสู้

ซูหย่าหรงลังเล จากสถานการณ์แล้ว เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจเป็นสงบศึกกันได้อีกต่อไป และนางจําเป็นต้องจําเป็นต้องรีบสะสางความวุ่นวายให้เร็วที่สุด

“ฮ่าๆๆ คนหมู่มากรังแกคนหมู่น้อยงั้นรึ?” เสียงหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับร่างหนึ่งได้พุ่งทะยานเข้ามา “พรึบ” ร่างนั้นยกมือขึ้นและยิงลูกศรอันรวดเร็วเกินพรรณนา เข้าใส่จักรพรรดิผู้หนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

จักรพรรดิผู้นั้นกําลังเข้าน้ำนั่นกับฮูหนิวอยู่ เมื่อเห็นว่ามีลูกศรพุ่งเข้ามา เขาก็คํารามอย่างเกรี้ยวกราดและโคจรทักษะนิรันดร์เอื้อมมือไปยังลูกศร

“ฟุบ” เขาคว้าจับลูกศรเอาไว้ แต่ลูกศรนั้นเคลื่อนที่รวดเร็วเกินไป สิ่งที่เขามองเห็นตรงหน้าจึงมีเพียง โลหิตที่สาดกระจายออกมาจากฝ่ามือ และตัวลูกศรได้แทงทะลุมือไปยังหน้าอกของเขา

จักรพรรดิผู้นั้นเค้นเสียงและกระโดดล่าถอย

โชคดีที่เขาคว้าลูกศรเอาไว้ทัน พลังทําลายของลูกศรจึงลดลงไปบางส่วน

แต่ถึงอย่างไรใบหน้าของเขาก็ยังคงเปลี่ยนเป็นซีดเผือด และพลังชีวิตได้ถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว

คนที่ลอบโจมตีคือจี่อู๋หมิง!

ธนูในมือของเขาคืออุปกรณ์นิรันดร์ที่แท้จริง ต่อให้พลังของมันจะถูกจํากัดเอาไว้ด้วยพลังบ่มเพาะของตัวจี่อู๋หมิงเอง แต่พลังของมันก็ยังน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี

จี่อู๋หมิงแสยะยิ้ม กลิ่นอายอันชั่วร้ายที่ไม่อาจบรรยาย ได้พรั่งพรูออกมาจากร่างของเขา ร่างของเขาพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว และมาปรากฏตัวที่ด้านหลังจักรพรรดิผู้นั้นในพริบตา

“ช่างกล้านัก!” จักรพรรดิผู้นั้นผลักฝ่ามือโจมตี โดยไม่แม้แต่หันหลังกลับไปมอง

เขาเป็นถึงจักรพรรดิ ต่อให้ได้รับบาดเจ็บจนพลังต่อสู้ลดลง แต่พลังทําลายของฝ่ามือก็ยังคงน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี

จี่อู๋หมิงอ้าปากกว้าง ก่อนจะมีภาพที่น่าตกตะลึงเกิดขึ้น ปากของเขาขยายใหญ่ราวกับกลายเป็นสัตว์อสูรแสนหิวโหย และเขมือบจักรพรรดิผู้นั้นหายไป จนเหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่า

ถูกเขมือบลงไปทั้งเป็น!

ทุกคนที่มองดูต่างรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วแขนขา ช่างน่าหวาดกลัวอะไรอย่างไร จอมยุทธที่เป็นถึงจักรพรรดิ กลับถูกกลืนลงไปภายในคําเดียว

ตูม! ตูม! ตูม!

ท้องของจี่อู๋หมิงปรากฏรอยหมัดออกมาจากด้านใน เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิที่ถูกกลืนลงไป พยายามกระหน่ำต่อยท้องของเขาอยู่ เพียงแต่ท้องของจี่อู๋หมิงนั้นทนทานอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะถูกกระหน่ำต่อยอย่างไร ก็ไม่ปรากฏรอยฉีกขาดเลยแม้แต่นิดเดียว

จี่อู๋หมิงตบต้องด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังคนอื่นๆ

“จี่อู๋หมิง!” ซูหย่าหรงคํารามเสียงดัง ก่อนจะกวัดแกว่งดาบเข้าจู่โจมจี่อู๋หมิง

คนผู้นี้ช่างกล้าที่บังอาจลงมือกับจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งต่อหน้านาง ยิ่งกว่านั้นคนที่ว่ายังเป็นจักรพรรดิอนาคตรุ่งโรจน์ ที่จะกลายเป็นราชานิรันดร์ในอนาคตอีกด้วย

“ฉัวะ” ดาบของนางพุ่งทะลวงเข้าใส่เป้าหมาย

จี่อู๋หมิงยกคันธนูในมือขึ้นมา “ปัง” คันธนูความยาวหนึ่งฟุตยืดออกเป็นห้าฟุตอย่างรวดเร็วและปัดป้องดาบที่พุ่งเข้ามา

“ทําไมเจ้าต้องโกรธด้วย?” เขากล่าวอย่างไม่แยแส

ซูหย่าหรงเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม เปลวเพลิงปะทุออกมาแผดเผาเส้นผมของนาง ก่อนจะลุกลามไปทั่วร่าง จนนางดูราวกับกลายเป็นมนุษย์เพลิง นางพุ่งทะยานร่างจากพื้น และกวัดแกว่งดาบออกไปอีกครั้ง

จี่อู๋หมิงส่ายหัว “ข้าเสียเวลากับการปะทะกับถังหมิงหลงนานเกินไป และไม่อยากจะมาเสียเวลาไปกับเจ้าอีกคน!” ร่างของเขาเคลื่อนที่หลบการโจมตี ของซูหย่าหรงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งต่อไปหาราชาในหมู่ราชาผู้หนึ่ง

ราชาในหมู่ราชาผู้นั้นพยายามตอบโต้อย่างสุดความสามารถ

แต่เพียงแค่จี่อู๋หมิงอ้าปาก เขาก็ถูกกลืนลงท้องไปในพริบตา

ไม่ใช่แค่คนอื่นๆ เท่านั้น แต่ต่อให้เป็นหลิงฮันก็ยังเหงื่อตก คนผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมอะไรอย่างนี้ แม้แต่คนเป็นๆ ก็ยังกล้ากลืนลงไป แน่นอนว่าเขารู้ว่าที่จี่อู๋หมิงทําเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการเติมเต็มความกระหายหิว แต่ทําไปเพื่อเสริมแกร่งพลังต่อสู้ไม่ก็กายหยาบ

“น่าขยะแขยง!” ฮูหนวกอดรัดแขนตัวเองและเผยสีหน้ารังเกียจ

ถึงแม้นางจะเป็นจอมตะกละ แต่นางก็ไม่เคยคิดจะกินคนเลยสักครั้ง

“จี่อู๋หมิง ข้าจะฆ่าเจ้า!” ซูหย่าหรงทะยานร่างไล่ตาม

“เจ้าเอาแต่พูดคําเดิมๆ อยู่ได้ ข้าได้ยินชัดเจนแล้ว ไม่จําเป็นต้องพูดซ้ำก็ได้ เดี๋ยวหูของข้าก็หนวกกันพอดี” จี่อู๋หมิงแคะหู ก่อนจะเคลื่อนที่หลบหลีกต่อ เขาไม่เข้าปะทะกับซูหย่าหรง และเล็งเป้าหมายไปยังคนอื่นแทน

คันธนูในมือของเขานั้นทรงพลังอย่างแท้จริง เขาฉวยโอกาสในขณะที่จอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน กับอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งกําลังปะทะกันอยู่ ลอบโจมตีไปจักรพรรดิผู้หนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง และกลืนกินจักรพรรดิผู้นั้นลงไปทันที

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้น เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งก็กลายเป็นวิตกกังวลและหมดกระจิดกะใจจะสู้ต่อในทันที

แต่ทางด้านของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันนั้นสึกเหิมยิ่งกว่าเก่า ถึงแม้จี่อู๋หมิงผู้นี้จะน่าสยดสยอง แต่อีกฝ่ายก็ถือว่ากําลังยื่นมือช่วยพวกเขา

เหล่าอัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งเผ่นหนี โดยไม่สนใจแก่นแท้แห่งเต๋าอีกต่อไป หากต้องนําชีวิตมาทิ้ง ต่อให้ได้สมบัติมาจะมีประโยชน์อะไร?

“ฮ่าๆๆ เปลี่ยนมาเป็นคราวของพวกเจ้าบ้าง!” ดวงตาของจี่อู๋หมิงส่องประกายชั่วร้าย และจู่ๆ กันหันมายังจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน

ทันทีที่เขาอ้าปากกว้าง ราชาในหมู่ราชาผู้หนึ่งก็ถูกกลืนลงไปในคําเดียว

ตอนที่ 1970 สุดแสนจะไร้ยางอาย

เฟยหยุนพึงพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขารู้สึกว่าตนเองได้เอาคืนแล้ว

ก่อนหน้านี้ที่หลิงฮันใช้หอกแทงเข้าใส่รูทหารของเขานั้น ทําให้เขาอับอายต่อหน้าสาธารณชนเป็นอย่างมาก และตอนนี้ก็เป็นเขาที่ช่วงชิงสมบัติอันล้ําค่าของอีกฝ่ายมาได้

ฮูหนิวจดจ้องไปยังเฟยหยุนด้วยแววตาโหดเหี้ยม ผมของนางสยายชี้ขึ้นฟ้าแม้จะไม่มีลมพัด ‘ครืนน’ เงามหึมาของมัจฉาวายุภักษ์ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของนาง ปีกกับหางของมันสะบัดไปมาพร้อมกับตราประทับแห่งเต๋อันทรงพลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา

นางเกรี้ยวกราดจนแทบอยากจะใช้ทุกอย่าง เพื่อสังหารตัวอัปยศตนนี้

ช่างเป็นคนที่น่ารังเกียจ และไร้ยางอายจนหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ

เฟยหยุนไม่แยแส เนื่องจากพลังต่อสู้ของเขาสมควรด้อยกว่าฮูหนิวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“นะ…นี่มัน…ดาบเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นจากแร่โลหะกลืนกิน!” เขาสํารวจดาบอสูรนิรันดร์และเผลออุทานออกมา

แร่โลหะกลืนกินนั้น ตราบใดที่มันกลืนกินแร่โลหะเข้าไปมากพอ วันหนึ่งมันจะบรรลุเป็นแร่โลหะนิรันดร์ในที่สุด มีคําเล่าลือว่าแร่โลหะนิรันดร์ยังไม่ใช่ขีดจํากัดของแร่โลหะกลืนกิน และยังพัฒนาต่อไปได้ด้วยซ้ํา หากมีแร่โลหะนิรันดร์ให้มันดูดกลืนมากพอ

แต่แร่โลหะนิรันดร์นั้นมีจํานวนอยู่เพียงน้อยนิด ที่ราชานิรันดร์ส่วนใหญ่เห็นก็ยังต้องน้ําลายไหล เพราะงั้นใครกันจะยอมนําไปให้แร่โลหะกลืนกินดูดกลืน?

แต่อย่างก็ตาม ในอนาคตมีความเป็นไปเป็นอย่างแน่นอน ที่ดาบอสูรนิรันดร์จะบรรลุเป็นอุปกรณ์นิรันดร์

การช่วงชิงมาได้ ช่างเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่นัก

“ว่าไง แร่โลหะกลืนกิน!” จักรพรรดิคนอื่นๆ ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง อุทานด้วยความตกตะลึงพร้อมกัน

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไม มันถึงสามารถสังหารสัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณสวรรค์ได้ง่ายดายเพียงนั้น อุปกรณ์นิรันดร์ในอนาคต ย่อมต้องมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์ขนาดนั้นอยู่แล้ว

ไม่มีใครรู้เลยว่า แท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่เพราะพลังของดาบอสูรนิรันดร์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดาบอสูรนิรันดร์เองก็เป็นตัวแปรสําคัญเช่นกัน มันทําหน้าที่ทะลวงการป้องกัน เพื่อทําให้พิษของไผ่ครามผลสีชาดมีผล

แต่จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนเห็นมีเพียงแค่ภาพที่ดาบอสูรนิรันดร์ ทะลวงเข้าใส่สัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณสวรรค์เท่านั้น

“เฟ่ยหยุน ส่งดาบนั่นมา!”

“ใช่แล้ว ส่งมันมาซะ นั่นต้องเป็นสมบัติของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง!”

“เจ้าไม่อาจผูกขาดมันแต่เพียงผู้เดียว!”

ทุกคนคําราม โดยเฟยหยุนได้กลายเป็นเป้าหมายของทุกคนไปโดยปริยาย

“ฮึ่ม เจ้าพวกบัดซบ!” ฮูหนิวคํารามเสียงต่ำ ความเกรี้ยวกราดของนางพุ่งทะยานถึงขีดสุดกลิ่นอายที่ไม่อาจพรรณนาได้พรั่งพรูออกมาจากร่างของนาง ราวกับจะบดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง

เฟยหยุนและคนอื่นๆ ตกตะลึง ในชั่วขณะหนึ่ง ฮูหนิวได้ทําให้พวกนึกถึง ‘ยี่’ ที่ต่อให้ทุกคนร่วมมือกันก็ไม่อาจเอาชนะได้

หลิงฟื้นฟูพลังกลับมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว เขายืนด้วยตนเองและกล่าวออกไป “เจ้าควรรู้ไว้ว่าความโลภจะทําให้ชีวิตจบสิ้นได้”

“เหอๆ” ทุกคนแสยะยิ้ม ช่างน่าขันนัก หากเป็นอย่างที่เจ้าว่างั้นทุกคนก็ห้ามแย่งชิงสมบัติกัน และนอนอยู่บ้านเฉยๆ งั้นสิ?

“หากรนหาที่ตายเอง ก็อย่าได้กล่าวโทษใคร” หลิงฮันและขยับนิ้วเล็กน้อย

‘พรึบ’ ดาบอสูรนิรันดร์ส่องประกายแสง ก่อนที่จู่ๆ มันได้เคลื่อนพุ่งแบ่งเข้าใส่เฟยหยุน

เฟยหยุนตกตะลึง ดาบเล่มนี้เป็นสมบัติของหลิงฮัน ต่อให้มันไม่อยู่ในมือหลิงฮันแล้ว แต่

เนื่องจากเขาทําการแย่งชิงสมบัติของศัตรูมาได้ และพบว่าดาบอสูรนิรันดร์ถูกสร้างขึ้นจากแร่โลหะกลืนกิน เขาจึงตื่นเต้นเกินไป จนลืมสิ่งสามัญอย่างเรื่องที่ว่า ต้องลบเจตจํานงยุทธของหลิงฮันออกจากดาบเสียก่อน

แน่นอนว่าจะลบได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เฟยหยุนตกตะลึงและรีบใช้มือคว้าไปยังด้ามจับของดาบ เพื่อดึงดาบออกไป หลังจากหลบการโจมตีนี้พ้น เขาจะทําการลบเจตจํานงยุทธของหลิงฮันทิ้งในทนที่ เพื่อที่สมบัติชิ้นนี้จะได้กลายเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์

เพียงแต่ว่าในขณะที่ดาบพุ่งเข้าใส่ตราประทับแห่งเต๋ของดาบได้ส่องประกายออกมาทีละอัน และส่งเสียงกึกก้องไปทั่วสวรรค์และปฐพี พริบตาต่อมา ปลายดาบก็ได้แท่งเข้าใส่น่องขาของเฟยหยุน

“บัดซบ!” เฟยหยุนคํารามอย่างเกรี้ยวกราด “ในมือดาบเล่มนี้ตกมาอยู่ในมือข้าแล้ว เจ้าคิดว่าจะนํามันกลับคืนไปได้งั้นรึ? อย่าได้ฝัน!”

สมบัติที่ล้ําค่าเช่นนี้ แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ยังต้องจิตใจสั่นไหว ในมือมันมาอยู่ในมือของเขาแล้วมีรีที่จะยอมมอบมันไปให้คนอื่น?

หลิงฮันส่ายหัว เมื่อถูกพิษของไผ่ครามผลสีชาดเข้าไปแล้ว ต่อให้เตรียมการรักษามาตั้งแต่แรกก็ใช่ว่าจะมีโอกาสรอดชีวิต

แน่นอนว่าหลิงฮันไม่ได้บอกเรื่องนี้ต่อเฟยหยุน และกล่าวออกไปอย่างไม่แยแส “เมื่อพระเจ้าต้องการชีวิตเจ้า ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหยุดได้”

“ไร้สาระ! ข้า…” เฟ่ยหยุนต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องหยุดชะงักกลางคัน เมื่อพบว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เขารู้สึกได้ถึงพลังอํานาจบางอย่างที่ไม่อาจพรรณนาได้ กําลังเดือดพล่านอยู่ในร่างกาย และจิตวิญญาณเริ่มถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว

“เจ้า!” เขาชี้นิ้วไปยังหลิงฮัน และต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง เพียงแต่คําพูดของเขาก็ต้องหยุดชะงัก พร้อมกับร่างกายค่อยๆ เน่าเปื่อยหล่นสู่พื้นดิน และสลายหายไป

อะไรกัน!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทําให้ทุกคนขนลุกด้วยความหวาดผวา แค่ปลายดาบแทงเข้าไปที่น่องขายอย่างไม่ได้ลึกมากแท้ๆ แต่มันกลับทําให้ชีวิตของจักรพรรดิระดับห้านิพพานร่วงหล่นลงได้

ช่างน่าสะพรึงกลัว

หลิงฮันสะบัดมือขวา ‘พรึบ’ ดาบอสูรนิรันดร์ลอยกลับมาหาเขาอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากการตายของเฟยหยุนนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป จึงไม่มีใครกล้าหยุดดาบอสูรนิรันดร์ เอาไว้เพราะกลัวว่าตนเองจะตามรอยเฟยหยุนไป

‘ฟุบ’ หลิงฮันคว้าดาบอสูรนิรันดร์ และน้ำมันเก็บเข้าไปยังหอคอยทมิฬ พร้อมกับกล่าว “เอาล่ะ พวกเจ้าต้องการสิ้นสุดการเป็นพันธมิตรสินะ งั้นก็มาสู้กัน!”

แม้ตัวเขาจะยังไม่ฟื้นฟูกลับไปอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด รอบกายก็พรั่งพรูไปด้วยกลิ่นอายที่องอาจน่ายําเกรง เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันจึงรู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วย

“ลืมเรื่องนี้กันไปดีกว่า ทุกคนล้วนแต่เป็นคนของดินแดนแห่งเซียนเหมือนกัน และมี ศัตรูร่วมกัน พวกเราควรเป็นมิตรกันไว้ไม่ดีกว่ารี” ซูหย่าหรงแทรกเข้ามาโน้มน้าว

“เป็นมิตรกันงั้นรึ?” เย่หลินเฟิงกล่าว “ธิดาซู เจ้าเองก็เห็นเฟยหยุนถูกสังหารต่อหน้าต่อหน้าไม่ใช่รึไง? เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว พวกเรายังจะญาติดีกับอาณาเขตสวรรค์ไม่อันได้อย่างไรกัน?”

“ใช่แล้ว อัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงของพวกเรา ไม่อาจตายอย่างไร้ความยุติธรรมดา!”

“ยิ่งกว่านั้น ทั้งๆ ที่เจ้าหนูนั่นมีความสามารถที่จะสังหารสัตว์ประหลาดตนนั้นได้อยู่แล้วแท้ๆ แต่กลับจงใจปกปิดพลังเอาไว้จนอัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังถูกสังหารไปหลายคนจิตใจของเขาช่างชั่วร้ายนัก!”

ซูหย่าหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางต้องการมองภาพรวมเป็นสําคัญ แต่คําพูดบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรกล่าวออกไป เพราะงั้นนางจึงไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรกล่าวโน้มน้าวทุกคนอย่างไร

ตอนที่ 1968 คางคก

เพื่อแก่นแท้แห่งเต๋าแล้ว อาณาเขตสวรรค์กว่างลิงกับอาณาเขตสวรรค์ไต่อัน จึงยอมหยุดความเป็นปฏิปักษ์กันชั่วคราว

“เกิดอะไรขึ้นกับถังหมิงหลงกัน เหตุใดเขาถึงยังไม่มาอีก!” ซูหย่าหรงขมวดคิ้ว ซูหย่าหรงคือจอมยุทธที่มีพลังใกล้เคียงกับนางเป็นอย่างมาก หากมีอีกฝ่ายเพิ่มมาด้วย โอกาสสําเร็จย่อมมีมากขึ้น

แต่จะให้รอไปตลอดก็ไม่ได้ ตอนนี้ก็มีหลิงฮันกับฮูหนิวอยู่ด้วยแล้ว อย่างน้อยพลังของทั้งสองก็น่าจะทดแทนถังหมิงหลงได้บ้าง

นี่คือสิ่งที่นางคิด

“ฟังคําสั่งจากข้า” ซูหย่าหรงรับหน้าที่เป็นผู้นํา ซึ่งทําให้จักรพรรดินีและฮูหนิวไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ทําไมข้าต้องเชื่อฟังนางด้วย?

หลิงฮันไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นการร่วมมือกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น ใครจะเป็นคนสั่งการก็เหมือนกัน

“ลงมือ!”

ซูหย่าหรงก้าวนํา และนําดาบออกมา ทันทีที่ดาบของนางถูกกวัดแกว่งออกไป อํานาจแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ที่สิ้นสุดก็พรั่งพรูออกมา ราวกับแม้แต่สวรรค์และปฐพีก็ต้องถูกสะบั้นดาบ ปราณดาบพุ่งทะยานจู่โจม โดยทิ้งหลุมดําเอาไว้เบื้องหลัง

ทุกคนเองก็ลงมือตาม เหล่าอัจฉริยะเกือบนับร้อยโจมตีผสานกัน

โฮกกกก!” คางคกยักษ์ที่กําลังนอนอยู่อย่างเกียจคร้าน เมื่อมีคนรุกล้ําเข้ามายังอาณาเขต ดวงดาวสีแดงฉานราวกับโลหิตของมันก็เปิดกว้าง และปลดปล่อยจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดออกมาทันใด

ร่างของมันสั่นสะท้านเล็กน้อย พร้อมกับแท่งหนามมากมายได้พุ่งออกไปทั่วท้องฟ้า และกวาดใส่ร่างของทุกคน

แท่งหนามทุกแท่งอัดแน่นไปด้วยปราณพิฆาตอันน่าสะพรึงกลัว ที่ราวกับสามารถบดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง

จะบดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่งหรือไม่นั่นหลิงฮันไม่รู้ แต่ที่เขารู้คือแท่งหนามเหล่านี้สามารถสังหารนิรันดร์ห้านิพพานได้อย่างง่ายดาย!

หลิงฮันรีบพุ่งตัวไปด้านหน้าจักรพรรดินี ฮูหนิวและธิดาโร่วอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโคจรคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ เพื่อรีดเค้นพลังป้องกันถึงขีดสุด

“ตูม ตูม ตูม” แห่งหนามอย่างน้อยเจ็ดแท่งกระทบใส่ร่างของเขาพร้อมกัน อํานาจแห่งกฏเกณฑ์สังหารปลดปล่อยคลื่นแสงสีดําทมิฬ เพื่อทะลวงผ่านการป้องกันของหลิงฮัน เพียงแต่ด้วยอํานาจของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ที่โคจรเอาไว้แล้ว ต่อให้เป็นตัวตนระดับตําแหน่งอมตะก็ต้องขมวดคิ้วว เพราะงั้นอย่างน้อยตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ก็ไม่สามารถทําลายการป้องกันได้อย่างแน่นอน

แท่งหนามไม่สามารถทะลวงผ่านการป้องกันของหลิงฮันได้ก็จริง แต่คลื่นกระแทกอันรุนแรงก็ได้ส่งผลให้ร่างของหลิงฮันลอยกระเด็นไปด้านหลัง

“ปัง!”

ร่างของพวกหลิงฮันทั้งสี่คนกระแทกเข้ากับเนินยอดเขา นอกจากหลิงฮันแล้ว สตรีทั้งสามคนต่างกระอักโลหิตออกมา

ถึงแม้พวกนางจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ยังได้รับบาดเจ็บ แต่หลิงฮันนั้นตรงกันข้าม ภายใต้การป้องกันของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ร่างของเขาไม่ปรากฏบาดแผลใดๆ

แต่การโจมตีเมื่อครู่ก็น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

จอมยุทธคนอื่นนั้น บางคนถูกหนามทะลวงใส่เข้าที่หน้าท้อง บางคนถูกทะลวงเข้าที่แขน บางคนเป็นขา ซึ่งหนามเหล่านั้นได้ส่งผลกระทบไปยังห้วงจิตวิญญาณของพวกเขาโดยตรง และจําเป็นต้องรีบนําสมบัติล้ําค่าออกลบล้างปราณพิฆาตเพื่อยื้อชีวิต

หากจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน ถูกอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารของระดับตัดวิญญาณสวรรค์ ทะลวงเข้าสู่ห้วงวิญญาณล่ะก็ดวงวิญญาณของพวกเขาจะถูกบดขยี้จนสิ้นชีวิตในเวลาไม่นาน

เพราะงั้นเพื่อรักษาชีวิตของตนเองแล้ว ใครกันจะยังลังเลไม่เอาสมบัติออกมาใช้?

ช่างเป็นการร่วมมือกันของจักรพรรดิและราชาในหมู่ราชานับร้อยที่น่าอนาถนัก นอกจากจะไม่สามารถอะไรศัตรูได้แล้ว ในหมู่พวกเขายังมีจอมยุทธเจ็ดคนที่ถูกสังหาร และอีกหลายสิบคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซูหย่าหรงเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุด ถึงแม้นางจะอยู่ในแนวหน้า แต่ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิอันดับสองในระดับโลกียนิพพาน อย่างน้อยความสามารถในการป้องกันของนางก็นับว่าน่าอัศจรรย์

ตัวนางในตอนนี้รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก นางมีพลังที่สามารถบดขยี้ศัตรูตรงหน้าได้อย่างสิ้นซาก แต่ค่าตอบแทนในการใช้พลังที่ว่านั้นมหาศาลเกินไป และนางจะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะงั้นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ นางจึงไม่สามารถใช้พลังที่ว่าได้ นอกเสียจากจะมีใครรับประกันความปลอดภัยให้นาง

แต่ในเสียดายที่ในที่นี้ มีใครบ้างที่นางจะเชื่อใจได้ถึงขนาดนั้น?

“สถานการณ์ไม่ดีแล้ว… ข้าว่าพวกเราไปหาพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธกันก่อนดีกว่า” ใครบางคนเสนอ

“ก็ดี งั้นเข้าก็ไปซะสิ” ใครบางคนตอกกลับในทันที

ไม่มีใครที่ต้องการไปจากที่นี่ เนื่องจากพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ในอาณาเขตหุบเขาที่กว้างใหญ่ มีรึที่จะตามหามันพบได้ง่ายๆ? ยิ่งกว่านั้น ต่อให้หาพบก็ใช่ว่าจะถูกแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเลือกเสียหน่อย

ไม่เหมือนกับแก่นแท้แห่งเต๋าตรงหน้า ที่แค่ได้มองก็สามารถขัดเกลาพลังต่อสู้ และได้รับผลประโยชน์ไปตลอดช่วงชีวิตแล้ว

“หนิวจัดการเอง!” ฮูหนิวปาดโลหิตที่มุมปาก ดวงตาของนางในตอนนี้ส่องประกายแสงอย่างโหดเหี้ยม

บังอาจนักที่มาทําให้นางได้รับบาดเจ็บ

หลิงฮันส่ายหัว “ไม่จําเป็น เก็บไพ่ลับของเจ้าเอาไว้ก่อน” เขาก้าวเดินขึ้นหน้าและตัดสินใจใช้พิษของไผ่ครามผลสีชาด

เขาวางแผนเอาไว้แต่แรกแล้วว่า หากการร่วมมือกันของทุกคนใช้ได้ผล เขาก็จะเก็บไผ่ครามผลสีชาดเอาไว้ก่อน เพราะหากเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากหงายไพให้ใครเห็น แต่แก่นแท้แห่งเต๋าของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารนั้นน่าดึงดูดเกินไป

คางคงยักษ์ไม่ได้ไล่ตามมาโจมตีต่อ เพราะตราบใดที่ทุกคนออกมาจากอาณาเขตของมัน มันก็จะกลับไปนอนแน่นิ่งอย่างเกียจคร้าน

เมื่อหลิงฮันเดินเข้าไปในอาณาเขต ดวงตาของมันก็เปิดกว้างอีกครั้ง และจดจ้องไปที่หลิงฮัน

“ตุบ” ขาทั้งสีของมันออกแรงถีบด้วยความเร็วน่าอัศจรรย์ และมาปรากฏตัวที่หน้าหลิงฮันทันที ทั้งๆที่มันไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านห้วงมิติแท้ๆ แต่ความเร็วกลับใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก ลิ้นสีแดงฉานของมันพุ่งออกมาจากปาก และม้วนเป็นเกลียวราวกับหอก พุ่งเข้าใส่ใบหน้าหลิงฮัน

ตูม!”

ลิ้นของมันทั้งเฉียบคมและรวดเร็ว หลิงฮันจึงไม่อาจหลบหลีกพ้น และถูกโจมตีเข้าใส่ใบหน้าทันที

เขารู้สึกร้อนที่ใบหน้าเล็กน้อย แต่หากไม่ใช่เพราะพลังป้องกันของคัมภีร์สวรรค์ล่ะก็ ใบหน้าของเขาคงถูกบดขยี้หายไปแล้ว

ถึงคราวของข้าบ้าง!

หลิงฮันสะบั้นดาบ แต่ทันทีที่เขายืดมือออกไป และยังดาบยังไม่ทันได้สัมผัสโดนเป้าหมาย ร่างของเขาก็ลอยกระเด็นเพราะแรงกระแทกเสียก่อน

ฮูหนิวและจักรพรรดินีกระโดดพร้อมกับ และรับร่างของหลิงฮันเอาไว้

“หลิงฮัน น้ําลายเปรอะหน้าของเจ้าเต็มไปหมดเลย หลังจากนี้หนิวจะจูบเจ้าดีรึเปล่าเนี่ย?” ฮูหนิวกล่าวด้วยท่าทางคิดไม่ตก

ตอนที่ 1967 แก่นแท้แห่งเต๋า

หลังจากที่ขึ้นเขามาถึงความสูงระดับนี้ ตลอดเส้นทางก็ไม่พบอุปสรรคอีกต่อไปพวกหลิงฮัน ใช้เวลาราวๆ ครึ่งวันเศษ ในการขึ้นมาถึงยอดเขา ณบริเวณนี้ถูกเมฆหมอกปกคลุมไปทั่วพื้นที่ราวกับดินแดนในเทพนิยาย

ที่ด้านหน้า กลุ่มคนจํานวนหนึ่งกําลังยืนออกันอยู่ซูหย่าหรงกับเอี้ยนเซียนลู่เองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

หลิงฮันก้าวเดินเข้าไปและกล่าว “พี่ชายเอี้ยนเหตุใดถึงได้มาหยุดยืนอยู่ตรงนี้งั้นรึ?”

“น้องหลิง หากข้าบอกเจ้าไป เกรงว่าเจ้าจะตื่นเต้นจนหัวใจระเบิดออกจากอก!”เอี้ยนเซียนลู่ส่ายหัว

หลิงฮันยิ้ม “แบบนั้นข้ายิ่งสงสัยกว่าเดิมเสียแล้วสิ”

เอี้ยนเชียนลู่พยักหน้า และชี้ไปที่ด้านหน้า “ตรงนั้นมีแผ่นหินบางอย่างตั้งอยู่”

ยิ้ม!

“ไอ้หน้าปลวก ลีลาอยู่ได้ อยากตายรึไง!” ฮูหนิวส่งเสียงคํารามออกมาคนผู้นี้กล้าหยอกล้อพวกนางงั้นรึ?

เอี้ยนเซียนสู่ชะงักทันที กับฮูหนิวแล้ว เขาไม่กล้าหยอกล้อด้วยเลยแม้แต่น้อยจึงรีบกล่าวออก มา “แผ่นหินที่ว่าไม่ใช่แผ่นหินทั่วไปแต่เป็นแผ่นหิน… ที่สลักแก่นแท้แห่ง เต๋ต้นเกิดสวรรค์และปฐพี่เอาไว้!”

“แก่นแท้แห่งเต๋างั้นรึ?”

“แก่นแท้แห่งเต่ํา!”

หลิงฮันกับจักรพรรดินี้รู้สึกสับสน ในขณะที่ซูหนิวเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด และรีบกล่าวด้วยใบหน้าละโมบ “ไหนมันอยู่ไหนสิ่งนั้นต้องเป็นของหนิว!”

“มันคืออะไรงั้นรึ?” หลิงฮันถามเอี้ยนเซียน

“น้องหลิง การบ่มเพาะพลังของพวกเราคือการทําความเข้าใจอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ เพียงแต่อํานาจแห่งกฎเกณฑ์เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ทุกคนจึงรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋ด้วยวิธีของตนเองและไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ตนเองรู้แจ้งนั้นผิดหรือถูก”เอียนเซียนสู่กล่าว

หลิงฮันพยักหน้า อีกฝ่ายพูดถูกแล้วต่อให้เขาจะครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอย่างเพลิงเก้าสวรรค์หรือวารีพลังหยินเร้นรับ แต่หากพูดถึงการรู้แจ้งแห่งเต๋แล้ว อย่างมากความได้เปรียบของเขาก็มีมากกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“แต่แก่นแท้แห่งเต๋นั้น” เอี้ยนเซียนลู่แน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ“มันคือสิ่งเร้นลับ ที่ถือกําเนิดขึ้นโดยสวรรค์และปฐพีซึ่งสามารถช่วยให้จอมยุทธเข้าถึงวิถีแห่งเต๋ที่แท้จริงได้!”

“จริงอยู่ที่อํานาจแห่งเต๋คือสิ่งพื้นฐานที่สุด แต่ในการบ่มเพาะพลังของพวกเราสิ่งสําคัญที่ สุดก็คือพื้นฐาน”

หลิงฮันเห็นด้วยกับอีกฝ่ายดูอย่างก่อนหน้านี้ที่เขาให้คําชี้เกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาใน เมืองผนึกแปรผันสิ่งเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นพื้นฐานทั้งนั้น แต่มันก็ทําให้นักปรุงยาสามดาวเกิดความเลื่อมใสได้

“เพียงแต่ในยุทธภพนั้นมีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อยู่มากมายไม่ว่าใครก็ไม่อาจรู้ได้ว่าวิถีแห่งเต๋ ที่ตนเองรู้แจ้งไปนั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่” เอี้ยนเซียนอู่กล่าวเสริม

“แล้วตรงหน้ามีคูน้ําขวางอยู่ ผู้คนถึงได้มายืนออหยุดกันตรงนี้ว” หลิงฮันยิ้มสมบัติล้ําค่าที่ ทําให้ดวงตาทุกคนลุกวาวตั้งอยู่ตรงหน้าแท้ๆเป็นไปได้อย่างไรที่ทุกคนจะทําเพียงหยุดมองกันอยู่ตรงนี้

“ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขชั่ว!” เอี้ยนเซียนลูกล่าว

“สุนัข? หนิวอยากกินเนื้อสุนัข!” ฮูหนิวรีบวิ่งผ่านฝูงชนไปตรงหน้าทันที

ถึงแม้ผู้คนมากมายจะถูกนางผลักออก แต่ทุกคนก็ทําได้เพียงเหล่ตามองและไม่กล้ากล่าวอะ ไรออกมา

“อี้ ช่างเป็นคางคกยักษ์ที่น่าเกลียดอะไรอย่างนี้!” ฮูหนิวเค้นเสียงสบถก่อนจะรีบวิ่งกลับมาค ํารามใส่อู่เซียนลู่ “ไหนเจ้าบอกว่ามีสุนัขอยู่ไง?”

เอี้ยนเซียนสู่กลายเป็นไร้คําพูด “ที่ข้าพูดคือคําเปรียบเปรยที่ว่าสุนัขดีย่อมไม่ยืนขวางทาง!”

“หนิวไม่สน เอาเนื้อสุนัขมาให้หนิวเดี๋ยวนี้!” ฮูหนิวตะโกน

หลิงฮันก้าวเดินขึ้นไปที่ด้านหน้า และพบเห็นแผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเวที แผ่นหินนี้ ถูกสร้างขึ้นจากหยกสีขาวที่มีตราประทับมากมายสลักเอาไว้แต่ด้วยเมฆหมอกของสถานที่แห่งนี้ต่อให้เป็นสายตาของเขาก็สามารถมองเห็นได้แค่ข้อความส่วนแรกอย่างเลือนรางเท่านั้น

เพียงแต่แค่การมองไม่กี่วินาที ภายในห้วงจิตวิญญาณของเขาก็ราวกับเกิดพายุโหมกระหน่ําและปราณพิฆาตได้ส่องสว่างจากภายในดวงตาของเขา

อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร!

แผ่นหินตรงหน้า คือแก่นแท้แห่งเต๋ของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร

คนอื่นที่ไม่ได้บ่มเพาะอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารอาจจะสัมผัสไม่ได้แต่สําหรับหลิงฮัน ที่ฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารมาแล้วสักพักทันทีที่มองไปยังตราประทับบนแผ่นหินจึงสัมผัสถึงอํานาจแห่งเต๋ได้ในทันที

ที่ด้านข้างแผ่นหิน มีคางคกร่างมหึมาร่างหนึ่งกําลังนอนอยู่ทําให้ตราประทับส่วนอื่นๆ ถูกบัง เอาไว้

คางคกตนนี้ไม่ได้ต่างจากสัตว์ประหลาดที่เคยพบเจอมาก่อนหน้านี้ร่างของมันถูกปกคลุมไปด้วยแท่งหนามซึ่งทําให้รูปลักษณ์ของมันดูอัปลักษณ์ยิ่งไปกว่าเดิม

“คางคกนั่นแข็งแกร่งมากงั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม

“มันมีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณสวรรค์ เจ้าคิดว่ามันแข็งแกร่งหรือเปล่าล่ะ?”จักรพรร ดคนหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังกล่าวด้วยท่าที่เหยียดหยามราวกับตนเองเป็นตัวตนที่สูงส่ง กว่า

หลิงฮันยิ้มและสวนกลับ “แล้วเจ้าล่ะทําอะไรได้บ้าง?ข้าเอาชนะตัวตนระดับตัดวิญญาณ สวรรค์ไม่ได้ก็จริง แล้วเจ้าล่ะเอาชนะได้งั้นรึ? ข้าล่ะไม่รู้จริงๆว่าเจ้าไปเอาความรู้สึกว่าตนเองสูงส่ง มาจากไหน”

จักรพรรดิผู้นั้นใบหน้าขึ้นสีและถลึงตาเปิดกว้าง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรกลับมา

“น้องชายหลิง สัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณสวรรค์แข็งแกร่งเกินความสามารถของพวก เรา ทางดีที่แทนที่จะสู้กับมันคนเดียวพวกเรามาทิ้งความบาดหมางของสองอาณาเขตสวรรค์เอาไว้ชั่วคราว และร่วมมือต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตนนั้นดีกว่า”ซูหย่าหรงก้าวเดินเข้ามาและกล่าวเชื้อเชิญหลิงฮัน

“สตรีอัปลักษณ์ เจ้าคิดจะทําอะไรกับหลิงฮันของหนิว?”ฮูหนิวรีบตั้งท่าขู่ราวกับพยัคฆ์ และจดจ้องไปยังซูหย่าหรงด้วยแววตาเหี้ยมโหด

ซูหย่าหรงยิ้ม “เจ้าทั้งงดงาม และมีรากฐานพลังบ่มเพาะที่สูงส่งกว่าข้าเหตุใดถึงต้องห วาดกลัวข้ากัน หรือเจ้าไม่มั่นใจในตัวเอง?”

ซูหนิวกล่าว “แน่นอนว่าหนิวมั่นใจในตัวเองอยู่แล้วแต่เพราะตัวอัปลักษณ์เช่นพวกเจ้าเอาแต่ ปรากฏตัวไม่หยุดนั่นล่ะหนิวถึงได้รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก!”

ประโยคที่กล่าวอย่างไม่เจาะจงนี้ ส่งผลให้ธิดาโร่วกระแอมเสียงเบาและมีท่าที่ร้อนรน

ซูหย่าหรงยังคงยิ้มและกล่าว “สบายใจได้ ข้าเพียงแค่เชิญชวนพวกเจ้าให้มาช่วยกันจัดการ คางคกตนนั้นเท่านั้นเอง”

“ถ้าเช่นนั้นก็ดี แต่แก่ที่เจ้ารู้จุดยืนของตัวเอง หนิวจะยอมไม่ให้ความสนใจกับเจ้าเท่าที่จะทํา ได้” ซูหนิวคว้าแขนคว้าของหลิงฮันเอาไว้ราวกับต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ

หลิงฮันมองไปที่ด้านหน้าและกล่าว “ตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์นั้นแข็งแกร่งกว่าระดับ ตัดวิญญาณปฐพี่ไม่รู้เท่าไหร่ต่อให้พวกเราร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดนั้นได้

“หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” ซูหย่าหรงกล่าว “สําหรับการบ่มเพาะนั้นยิ่งรากฐานในช่ วงล่างมั่นคงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีไม่เช่นนั้นหากเปรียบวรยุทธเป็นการสร้างหอคอย เมื่อใดก็ตามที่ฐานอิฐ ด้านล่างไม่เสถียรหอคอยก็จะล้มพังลงมาอย่างแน่นอน”ซูหย่าหรงพยายามกล่าวโน้มน้าวถึงแม้เป้าหมายในคําพูดของนางจะเป็นหลิงฮัน แต่คนอื่นๆ รอบข้างต่างก็พยักหน้าไปตามๆกันซึ่งเอียนเซียนอู่เองก็ไม่มีข้อยกเว้น

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ก็ได้งั้นมาลองดูกัน”

ตอนที่ 1966 บทสนาอันน่าตกตะลึง

หากหลิงฮันและคนอื่นๆอยู่ที่นี่ เขาจะต้องรู้สึกได้แน่ว่าจีอู่หมิงแตกต่างไปจากเดิมทั่วร่างของ เขาในตอนนี้พรั่งพรูไปด้วยออร่าชั่วร้ายที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน

“ หืม?” เขาเอนหัวเล็กน้อย “ใครบางคนกําลังมา… แถมดูเหมือนจะจัดการไม่ได้ง่ายๆ ด้วย!”

“ตุบ” เขาพูดจบยังไม่ทันไร ชายร่างสูงราวๆ ห้าฟุตก็ปรากฏตัวใบหน้าของชายผู้นี้ เต็มไปด้วยรอยย่น ราวกับสามารถหมดลมหายใจไปได้ตลอดเวลาห้าฟุต = 150กว่าเซน

ถังหมิงหลง

“เราเคยพบกันมาก่อนรึเปล่า?” ถังหมิงหลงจดจ้องไปยังจีอู่หมิง

จีอู่หมิงเผยรอยยิ้มและกล่าว “ไม่ใช่ว่าข้าเพิ่งทักทายพวกเจ้า ที่หน้าทางเข้าหุบเขาไปเมื่อไม่ กี่เดือนก่อนหรอกรึ?”

ถังหมิงหลงส่ายหัว “ก่อนหน้านั้นไปอีก”

จีอูหมิงเองก็ส่ายหัว “ข้ามาที่อาณาเขตสวรรค์ไม่อันเป็นครั้งแรกเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะ เคยพบกันมาก่อน”

ถังหมิงหลงจ้องไปที่ดวงตาของจีอู่หมิง “ที่ข้าหมายถึงไม่ใช่ในช่วงชีวิตนี้ของเจ้า!”

รอยยิ้มของบนใบหน้าขี่อู่หมิงหายไปทันทีดวงตาของเขาจดจ้องมายังถังหมิงหลง ทั้งสองจ้องมองกันโดยที่ไม่มีใครกล่าวอะไร

“ความรู้สึกที่ข้าสัมผัสได้จากเจ้า ช่างไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลยจริงๆ!” ถังหมิงหลงอย่างไร้สีหน้า “เจ้าจะไปสร้างปัญหาที่ไหนขาไม่สน… แต่หากเจ้าก้าวเข้ามาในอาณาเขตสวรรค์กว่างลงแม้แต่ก้าวเดียวข้าจะสังหารเจ้า!”

ขี่อู่หมิงแน่นิ่งไม่กล่าวอะไรไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มที่มุมปากและระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ข้าจําได้แล้วแซ่ของเจ้าคือเซียวสินะ? ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะมีวาสนาข้ามผ่านวัฏจักรการเกิดใหม่มาได้”

“เจ้าเองก็ด้วยไม่ใช่รี?” ถังหมิงหลงกล่าวอย่างไม่แยแส

เมื่อเห็นว่าถังหมิงหลงไม่ปฏิเสธ รอยยิ้มยั่วยุจึงปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของจีอูหมิง“เซียวเทียนสยง ราชานิรันดร์ระดับแปดที่พลังต่อสู้ไม่ธรรมดาถึงแม้ชีวิตจะดับสูญไปแล้ว เศษเสี้ยวดวงวิญญาณก็ได้ถือกําเนิดเป็นชีวิตใหม่แต่เจ้าคิดว่าจะทําอะไรข้าได้?”

“อย่างน้อยพลังของข้า ก็มากพอจะสังหารเจ้า!” ถังหมิงหลงกล่าว น้ําเสียงของเขาค่อยๆ เย็ นชาขึ้นเรื่อยๆ

หากบทสนทนาของพวกเขารู้ไปถึงจอมยุทธระดับโลกียนิพพานคนอื่นล่ะก็ จะต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่แน่นอน ถังหมิงหลงเป็นร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์จริงๆ ด้วยแถมยังเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับแปดอีก อีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะได้ ขึ้นเป็นตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนแห่งเซียน

จีอูหมิงไม่แสดงท่าที่หวาดกลัวใดๆ “เซียวเทียนสยง เจ้ารู้ไม่ทําไมข้าถึงได้เกิดใหม่?”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่คิดจะอ่อนข้อของถังหมิงหลงเขาก็กล่าวต่อ “ข้าไม่ได้ตายในชีวิตที่แล้ว แต่ ข้ายอมสละร่างกายของราชานิรันดร์เพื่อกําเนิดใหม่ด้วยตัวเอง!”

ว่าไงนะ! ครั้งนี้ในที่สุดถังหมิงหลงก็แสดงท่าที่ตกตะลึงออกมาขนทั่วร่างของเขาลุกซู่ราวกับม นุษย์ทั่วไปที่พบเห็นผี

“จะ… จะ…. เจ้า…” เขากระอักกระอ่วน จนพูดไม่เป็นคําพูด

จีอู่หมิงแสยะยิ้ม “ด้วยพลังในตอนนี้ข้าสังหารเจ้าค่อนข้างลําบากแต่สําหรับเจ้านั้น ไม่มีทางเลยที่จะสังหารข้าได้ เพราะงั้นทางที่ดีจงหลีกทางไปซะไม่เช่นนั้นหากข้าใช้ไม่ลับออกมาการจะกําจัดเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็น”

ถังหมิงหลงไม่โต้เถียงใดๆ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทิ้มด้วยความตะลึง“ราชานิรันดร์ระดับ เก้าทั่วไปไม่มีทางเลือกที่จะกําเนิดใหม่ด้วยตัวเองได้เจ้าเป็นใครกันแน่!”

จีอู่หมิงนิ่งเงียบ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “สงคราม ที่พรมแดนดําเนินไปเป็นเวลานานเกินไปจนข้าลืมไปแล้วว่าข้าเป็นใคร ในเมื่อเจ้าเองก็มาจากยุค สมัยเดียวกันเจ้าก็น่าจะรู้ถึงความสาหัสของสถานการณ์ในตอนนั้นดี”

“อืม!” ถังหมิงหลงพยักหน้า สีหน้าของเขาเผยถึงความเคารพและเลื่อมใส

นับว่าน่าอัศจรรย์มาก ชีวิตของเขาเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับแปดแท้ๆในพิภพนี้กล่าวได้ว่า เขาคือตัวตนที่แทบจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดแต่กลับยังต้องแสดงท่าที่เคารพออกมาต่อหน้าใครบางคน จีอู่หมิงต้องเป็นตัวตนระดับใดกันแน่?

ราชานิรันดร์ระดับเก้า!

เกิดอะไรขึ้นกัน?

เหตุใดราชานิรันดร์ระดับเก้าถึงได้สิ้นชีพ? ไม่สิ

พูดให้ถูกคืออีกฝ่ายเลือกที่จะสละร่างกายของตนเอง

ทําไมล่ะ? ทําไมถึงต้องทําเช่นนั้น?

ไม่ใช่ว่าราชานิรันดร์ระดับเก้า คือตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วงั้นรึ?

“เพื่อที่จะกําจัดพายุมืด มีเพียงต้องบรรลุระดับมหาปราชญ์สวรรค์เท่านั้น!”จีอูหมิงเอ่ยกล่าว เสียงของเขานึกก้องกังวานราวกับข้ามผ่านไปทั่วยุคสมัย

ท่าทีของถังหมิงหลงแสดงออกถึงความเคารพมากขึ้นเรื่อยๆและกล่าว “เพื่อปัดเป่ามหันตภัย พายุมืดผู้อาวุโสไม่ลังเลแม้กระทั่งยอมสละร่างกายของตนเองผู้น้อยเลื่อมใสในเรื่องนี้อย่างมาก! เพียงแต่ว่า…” เขาทําสีหน้าลังเล“รุ่นเยาว์ในที่นี้ก็เป็นความหวังในอนาคตของเราเช่นกันข้าขอให้ผู้อาวุโสแสดงความเมตตาด้วย”

“เพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่ การเสียสละย่อมเป็นสิ่งจําเป็น” จีอูหมิงกล่าวอย่างไม่แยแส “ข้ายอมแม้แต่สละร่างราชานิรันดร์ของตนเอง เพื่อเกิดใหม่แล้วรุ่นเยาว์เหล่านี้จะไม่คิดเสียสละอะไรเลยงั้นรึ?”

“แต่ถึงจะอย่างนั้น” ถังหมิงหลงยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” จีอูหมิงกล่าวด้วยน้ําเสียงเด็ดขาด “เห็นแก่ความดีความชอบของเจ้าใน สงครามชายแดน ข้าถึงได้พูดกับเจ้ามากมายขนาดนี้หากเจ้ายังพล่ามไร้สาระอีก ข้าจะปลิดชีวิตของเจ้าซะ”

ถังหมิงหลงลังเล แต่ก็รีบกลับมากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ที่ข้าได้กลับมาเกิดใหม่นี้ ข้าตั้งมั่นเอาไว้ว่าจะบรรลุกลับไปเป็นราชานิรันดร์ และไปยังอาณาเขตชายแดนเพื่อต้านทานพายุมืดอีกครั้งจุดประสงค์ของข้าคือต้องการปกป้องลูกหลานของเรา แต่ผู้อาวุโสกลับจะบอกให้ข้ามองดูเมล์ดพันธุ์แห่งความหวังถูกสังหารโดยไม่ทําอะไรเลยงั้นรึ?”

“อย่าง ยี่ แห่งอาณาเขตสวรรค์กว่างลง เขาเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นแห่งยุค และมีโอกาสบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าในอนาคต ซึ่งจะเป็นกําลังหลักในการช่วยเราต่อต้านพายุมืดได้”

“เมล็ดพันธุ์เช่นนั้นไม่สมควรตายด้วยมือของผู้อาวุโส แต่สมควรมอบโอกาสให้เขาได้เติบโต”

“ช่างตาตื่นัก!” จีอูหมิงกล่าว ก่อนจะผลักฝ่ามือออกมาโจมตีใส่ถังหมิงหลง ครืนนน” เพียงหนึ่งฝ่ามือโลกทั้งใบก็ราวกับตกอยู่ในความมืดมิด

นี่คืออํานาจของราชานิรันดร์ เพียงแต่อํานาจที่ว่าก็ไม่ใช่ของราชานิรันดร์ที่สมบูรณ์ เปรียบแล้วก็เหมือนกับเพลิงเก้าสวรรค์ของหลิงฮันที่แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับราชานิรันดร์ แต่ก็ถูกจํากัดพลังเอาไว้ด้วยพลังบ่มเพาะ

“ขอล่วงเกินผู้อาวุโส!” ถังหมิงหลงกล่าวเสียงเบา แกร่ก” กระดูกภายในร่างของเขาส่งเสียงสั่นสะเทือนร่างที่เคยสูงเพียงห้าฟุตของเขาแปรสภาพกลายเป็นร่างที่สูงเจ็ดฟุต “เจ็ดฟุต = 210กว่าเซน*

เขาตอบโต้การโจมตีที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่หวาดกลัว

หากเป็นในชีวิตที่แล้ว ถังหมิงหลงย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจีอูหมิง ถ้าให้ราชานิรันดร์ระดับแปดไปเผชิญหน้ากับราชานิรันดร์ระดับเก้า ผลลัพธ์คงมีเพียงความตาย แต่ตอน นี้ทั้งสองเป็นจักรพรรดิในระดับห้านิพพานเหมือนกันด้วยขีดจํากัดของพลังบ่มเพาะ ต่อให้เป็นอ ดีตราชานิรันดร์ระดับแปดหรือเก้าก็ไม่ได้มีพลังต่อสู้ที่ต่างกันนัก

ด้วยเหตุนี้การปะที่อุบัติขึ้นจึงดุเดือดเป็นอย่างมาก และยากที่จะมองออกว่าฝ่ายไหนที่แข็งแกร่งกว่า

นต้องใช้ทักษะลับบางอย่าง ส่วนทางด้านของถังหมิงหลง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสังหารเขา

การปะทะอันดุเดือดได้ดําเนินต่อไป

ตอนที่ 1965 พลังแห่งใจ

หนึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดหลิงฮันก็หยุดไต่เขา

ไม่ใช่ว่าพวกเขาขึ้นมาถึงจุดบนสุดของยอดเขาแล้ว แต่ภูเขาได้เอียงเป็นพื้นเรียบทําให้ไม่จําเป็นต้องใช้มือปืนอีกต่อไป

สตรีทั้งสามปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่หลิงฮันถอนหายใจและกล่าวออกมา “พวกเจ้าหนักไม่เบาเลยนะหากเป็นไปได้ในอนาคตก็ลดน้ําหนักเสียบ้าง”

แม้จะปีนขึ้นมาได้เร็ว ก็ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันที่เขาได้รับนั้นไม่หนักหน่วงแต่ เป็นจิตใจของเขาต่างหากที่ฝืนทนเอาไว้

สตรีคนไหนบ้างที่ชอบได้ยินคนตําหนิถึงน้ําหนักของพวกนาง?โดยเฉพาะหลิงฮันที่เป็นบุ รุษของพวกนางด้วยแล้วหลิงถูกสตรีทั้งสามคนล้อมรอบเอาไว้และทุบตีอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ทั้งสี่คนถึงจะมุ่งหน้าเดินทางต่อ

ตรงบริเวณนี้ไม่มีทางเดินเป็นถนนภูเขาตามปกติ แต่ปรากฏเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินขรุขระแทน

แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงร้องของนกกระเรียนดังขึ้น และพบเห็นร่างของนกกระเรียนตนหนึ่ง ได้กระพือปีกเหาะเหินอยู่ โดยที่ด้านหลังของมันมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นเป็นชายชราที่คิ้วและหนวดเคราเป็นสีขาวโพลน กลิ่นอายรอบตัวของเขาเต็มไปด้วยความองอาจราวกับนักพรตผู้เป็นอมตะ ความเร็วของนกกระเรียนนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก มันกระพือปีกเพียงไม่กี่ครั้งร่างของมันก็หายไปยังยอดเขา

กลุ่มของหลิงฮันทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงนี่มันอะไรกัน? ในเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพีมีนกกระเรียนอยู่ได้อย่างไร?

“อะไรกัน!”

ทั้งสี่คนอุทานออกมาด้วยความตะลึงอีกครั้งเนื่องจากจู่ๆเส้นทางที่เป็นหินขรุขระก็หายไปและปรากฏทางเดินที่ทําจากหินหยกแห่งเต๋สีขาวขึ้นมาแทนทางเดินที่ว่านี้ลาดยาวขึ้นไปยังปลายยอดของภูเขา

แม้จะยืนอยู่จุดนี้ พวกหลิงฮันก็สามารถมองเห็นตําหนักที่ตั้งอยู่บนยอดเขาได้อย่างชัดเจนผนังของตําหนักเป็นสีทองแดงงดงามที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันองอาจเหนือพรรณนาออกมาตําหนักแห่งนี้ตั้งตระหง่านราวกับอยู่เหนือสวรรค์และห้วงเวลาแห่งยุคสมัย

พวกเขามองเห็นแม้แต่ผู้คนมากมายที่กําลังเดินอยู่บนทางเดินแต่ละกําลังเดินก้มหัวขึ้นไปยังยอดเขาอย่างเชื่องช้างราวกับเป็นผู้สักการะ

ทุกครั้งที่ผู้สักการะโค้งคํานับ ผนังทองแดงของตําหนักก็ราวกับส่องแสงสว่างขึ้นเล็กน้อยถึงแม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะเบาบางจนแทบไม่มีทางสังเกตเห็นแต่พวกหลิงฮันที่เป็นจักรพรรดิหรือราชาในหมู่ราชาย่อมสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ว่าได้

“นั่นคือพลังแห่งใจ” ซูหนิวกล่าว “ความศรัทธาเองก็เป็นอํานาจประเภทหนึ่งโดยที่อํานาจประเภทนี้นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสวรรค์และปฐพีและเป็นอิสระต่ออํานาจแห่งเต๋อันยิ่งใหญ่ต่อให้พลังของผู้สักการะจะอ่อนแอแต่หากจิตใจของผู้คนหลายร้อยล้านคนเข้าด้วยกันย่อมเกิดเป็นพลังที่ทรงอํานาจ”

หลิงอันพยักหน้า “ก็เหมือนกับอํานาจแห่งจักรภพงั้นสินะ?”

“อํานาจทั้งสองต่างกัน อํานาจแห่งจักรภพนั้นจําเป็นต้องก่อตั้งจักรวรรดิขึ้นมาก่อน และใช้ธงสัญลักษณ์เป็นตัวกลางเพื่อรวมพลังของทุกคน” ฮูหนิวส่ายหัว ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดของขุมอํานาจที่ยิ่งใหญ่ และมีตราประทับสืบทอดของราชานิรันดร์อยู่ในร่าง ความเข้าใจของนางย่อมสูงส่งเป็นอย่างมาก

“อํานาจของความศรัทธานั้นอยู่สูงกว่าอํานาจแห่งจักรภพมากเนื่องจากพลังที่ได้รับจะมาจากความเชื่อที่มากน้อยของแต่ละคน

“เพียงแค่อํานาจศรัทธาเองก็มีจุดอ่อนเช่นกันหากเกิดกรณีที่ผู้สักการะหมดความศรัทธาขึ้นมา” ซูหนิวหยุดพูดไปครู่หนึ่ง “ผู้สักการะนั้นจะนําปัญหามาขอความช่วยเหลืออยู่ตลอด ถ้าหาก ไม่ได้รับการตอบรับความศรัทธาของผู้สักการะก็จะหมดไป”

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าว “ถ้าเช่นนั้นที่นี่ก็คงเคยเป็นสถานที่ทําพิธีของราชานิรันดร์มาก่อน แต่วันหนึ่งทุกอย่างก็ล่มสลาย และกลายเป็นหุบเขาสามบุปผาในเวลาต่อมา

“ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่เห็นเหล่านี้ก็สมควรเป็นภาพลวงตามันคือภาพยุคสมัยแห่งความรุ่ง โรจน์ของสถานที่จัดพิธีกรรมของราชานิรันดร์ที่ถูกทิ้งไว้”ธิดาโร่วเอ่ยแทรก

ในขณะที่ทั้งสี่กําลังคุยกัน จู่ๆ ทิวทัศน์ของเส้นทางภูเขาอันงดงามและเหล่าผู้สักการะก็หายไปเพราะอย่างไรพวกมันก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจําแห่งประวัติศาสตร์เท่านั้น

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนถอนหายใจเบาๆ ในอดีตกาล เจ้าของสถานที่แห่งนี้เคยเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเจ็ดเป็นอย่างน้อย ตามหลักแล้วเขาสมควรเป็นนิรันดร์ที่เป็นอมตะอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้กลับต้องมาหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยแม้แต่คนเดียว

“หึม!” ฮูหนิวเริ่มสูดจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง “กลิ่นหอม!”

“มีสมุนไพรนิรันดร์อยู่แถวนี้งั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม ความสามารถในการดมกลิ่นของ สาวน้อยผู้นี้นั้นน่ากึ่งหาใครเปรียบ

ซูหนิวเอียงหัวครุ่นคิด ก่อนจะกล่าว “น่าจะเป็นสมุนไพรนิรันดร์แต่มันค่อนข้างจะแปลกประหลาด”

“ตรงไหนกันที่แปลก?” หลิงฮันถาม

“หนิวก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี แต่เอาเป็นว่ามันแปลกมากๆ”

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นก็ลองไปดูกัน”

เป็นซูหนิวที่ทําหน้าที่นําทาง หลังจากเดินไปได้พักหนึ่งหลิงฮันกับจักรพรรดินีก็เริ่ม ได้กลิ่นของสมุนไพรเช่นกัน

พวกเขาตามหาต้นของกลิ่น จนเวลาผ่านไปไม่นานก็มาถึงถ้ําลึกแห่งหนึ่ง

กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยออกมาจากถ้ําแห่งนี้

“มีกลิ่นโลหิตอยู่ด้วย” ฮูหนิวทําจมูกฟุดฟิดอีกครั้งและเผยสีหน้าโหดเหี้ยมนางมีสัมผัสที่ไวต่อจิตสังหารเป็นอย่างมาก

หรือจะเป็นเพราะมีคนมาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้แล้วและมีการต่อสู้แย่งชิงสมุนไพรนิรันดร์เกิดขึ้น?

“ทุกคนระวังตัวด้วย” หลิงฮันก้าวเดินเข้าไปในถ้ํา

พวกจักรพรรดินีเองก็เดินตามมาด้วย เพียงแต่หลังจากสํารวจรอบๆถ้ําแล้วกลับไม่พบอะไรเลย

กลิ่นของสมุนไพรยังอยู่ก็จริง แต่ภายในถ้ําไม่มีร่องรอยของสมุนไพรอยู่เลย

“บางทีอาจจะถูกใครเก็บไปแล้ว”

“ไปกันเถอะ”

ทั้งสี่คนส่ายหัว พวกเขากลับออกจากถ้ําและมุ่งหน้าขึ้นไปยังยอดเขาต่อ

เมื่อพวกหลิงฮันหายไปจนไม่เห็นตัว ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากถ้ําร่างที่ว่าคือจีอูหมิง

ดวงตาของเขาส่องประกายและพึมพํา “ทั้งสี่คนมีแก่นกําเนิดนิรันดร์หากข้าดูดกลืนพวกมัน ได้ แก่นกําเนิดนิรันดร์ของข้าจะต้องยกระดับขึ้นอีกอย่างแน่นอนแต่น่าเสียดายที่สามในสี่คนนั้น ไม่ใช่คนที่จะจัดการด้วยได้ง่ายๆโดยเฉพาะสาวน้อยผู้นั้นที่น่าจะเป็นร่างกําเนิดใหม่ของสหายเก่า”

“ช่างมันก่อน ในที่นี้มีปลาให้จับอยู่เป็นฝูง เอาไว้ค่อยหาหนทางดูดกลิ่นแก่นกําเนิดนี้ รันดร์ของทั้งสี่คนภายหลังก็ได้”

“โอ้ มีเหยื่อมาอีกแล้ว!”

เขาเผยสีหน้าโหดเหี้ยม และค่อยๆ ล่าถอยกลับไปภายในถ้ําหลังจากนั้นกลิ่นของสมุนไพรก็ เริ่มแพร่กระจายออกมา

ชายที่เดินผ่านมาหยุดฝีเท้ามองไปยังถ้ํา ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจ

คนผู้นี้คือจักรพรรดิอันดับที่สิบสามของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงพลังต่อสู้ของเขา นับว่าทรงพลังเป็นอย่างมาก

“ครืนน!”

หลังจากที่เขาเข้าไปได้ไม่นาน เสียงปะทะอันรุนแรงก็ดังออกมาจากภายในถ้ําแม้ภูเขาแห่งนี้ จะมีโครงสร้างที่ทนทานจนแม้แต่จักรพรรดิในระดับโลกียนิพพานก็ไม่สามารถทําลายทิ้งไว้ แต่การต่อสู้ก็ได้ก่อให้เกิดคลื่นพายุปะทุออกมาจากภายในถ้ํา

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ภายในถ้ําก็กลับคืนสู้ความสงบจีอู่หมิงได้เดินออกมาพร้อมกับคราบโลหิตที่ติดอยู่ตรงมุมปาก

เขาแลบลิ้นออกมาเลียโลหิตที่ติดอยู่ และยิ้มอย่างพึงพอใจ“เหลือแก่นกําเนิดนิรันดร์อีกเพียงเก้าสรรพสิ่งกลืนสวรรค์ของข้าก็จะบรรลุจุดสูงสุด”

ตอนที่ 1964 ปีนเขา

หลิงนรีดเค้นพลังอีกครั้ง เพลิงเก้าสวรรค์ระเบิดอํานาจออกมาและแผดเผาน้ําหยดสุดท้า ยในบ่อจนแห้งเหือด

หลิงฮันใช้ดาบอสูรนิรันดร์เป็นพลั่ว ขุดดินภายในบ่อน้ําวันเวลาดําเนินไปถึงเจ็ดวัน กว่าเขา จะขุดดินรอบพื้นที่ต้นไผ่ได้ครบและน้ํามันเข้าไปในหอคอยทมิฬ

น่าเสียดายที่หอคอยทมิฬไม่สามารถปลูกไผ่ครามผลสีชาดต้นนี้ได้นอกจากว่ามันจะสามารถบ่มเพาะตนเองได้เหมือนกับเมฆาสวรรค์เจ็ดชีวิต

หลิงฮันนําต้นไผ่ไปตั้งเอาไว้ใต้ต้นสังสารวัฏเพื่อที่มันจะได้ดูดซับออร่าของต้นสังสารวัฏและทําให้ประสิทธิภาพของสมุนไพรสูงขึ้น

เขากลับออกมาจากหอคอยทมิฬ ด้วยรอยยิ้มที่ประดับเอาไว้บนใบหน้าหลังจากพยายามอยู่หลายเดือนในที่สุดเขาก็เก็บเกี่ยวสมุนไพรได้สําเร็จ

ทั้งสี่คนออกเดินทางอีกครั้ง หลังจากเสียเวลามาแล้วเป็นเดือนไม่รู้ว่าพวกเขาจะยังมีโอกาสได้ครอบครองวาสนาบนยอดเขาอยู่หรือไม่

แน่นอนว่าระหว่างทางพวกเขาพบเจอกับสัตว์ประหลาดมากมาย และมีหลายตัวที่มีพลังอยู่ ในระดับตัดวิญญาณปฐพี คราวนี้หลิงฮันไม่ได้ใช้พลังของหอคอยทมิฬ แต่นําพิษของผลสีชาด มาทดสอบแทนร

เขาใช้พิษปริมาณเล็กน้อยทาลงบนปลายดาบของดาบอสูรนิรันดร์ทันทีที่ถูกดาบสะบั้นเข้าใส่ร่างของสัตว์ประหลาดในระดับตัดวิญญาณปฐพี่ได้เสื่อมสลายไปในทันที

แต่ทางด้านหลิงฮันเองก็ถูกหนามจํานวนมากที่มแทงใส่จนโลหิตไหลท่วมและกระดูกภายในร่างเกือบได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

หลังจากพิษที่ดาบถูกใช้ไปเจ็ดครั้ง ประสิทธิภาพของมันก็เริ่มอ่อนลงในการโจมตีครั้งที่สิบเอ็ดพิษก็ไม่ส่งผลอะไรอีกต่อไป

แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยรูที่ถูกหนามแทง หลิงฮันก็ยังรู้สึกพึงพอใจมากอยู่ดีที่เก็บเกี่ย วผลึกโลหิตราชานิรันดร์ได้จํานวนมากด้วยจํานวนเท่านี้น่าจะเพียงพอให้จักรพรรดินีและฮูหนิวฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารจนเชียวชาญได้

ธิดาดาโว “” แล้วข้าล่ะ? แล้วข้าล่ะ?

เนื่องจากกลุ่มของพวกเขาไม่จําเป็นต้องหลบหนีอีกต่อไปความเร็วในการเดินทางจึงเพิ่มขึ้นสองเดือนต่อมาในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตีนเขาของยอดเขาฝั่งซ้าย

มองจากระยะไกลจะเห็นเพียงแค่ยอดเขาเท่านั้น แต่พอได้มาเห็นจากระยะใกล้แล้ว มันคือภูเขาที่มีขนาดใหญ่โตมากจนไม่อาจวัดได้ว่ามันมีความกว้างและความสูงเท่าไหร่

“พรีบ” ที่พื้นผิวของภูเขามีลวดลายของตราประทับ ส่องแสงกะพริบอยู่เป็นระยะ ราวกับมันมีชีวิต

เมื่อแหงนมองขึ้นไปด้านบน จะพบเห็นผู้คนจํานวนหนึ่งกําลังพยายามปีนเขาอยู่ซึ่งทุกครั้ง ที่ลวดลายตราประทับส่องแสงออกมาคนเหล่านั้นจะหยุดปืนทันทีและคว้าจับภูเขาเอาไว้จนกระทั่งลวดลายตราประทับหายไป พวกเขาถึงจะทําการบินต่อ

“อ้ากก!” จู่ๆ ใครบางคนก็ปล่อยมือ และร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า

สถานที่แห่งนี้มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วงที่ระดับสูงกว่าจอมยุทธระดับโลกียนิพพานจะทําความเข้าใจได้เพราะงั้นจึงไม่มีใครสามารถเหาะเหินได้ “ตูม” ร่างของคนผู้นั้นร่วงหล่นกระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมลึก

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จอมยุทธผู้นั้นถึงจะคลานขึ้นมาจากหลุมด้วยร่างกายที่ชโลมไปด้วยโลหิตกระดูกภายในร่างของเขาแตกหักและทุ่มแทงออกมานอกร่างกาย

เป็นสภาพที่น่าอนาถนัก

จอมยุทธผู้นั้นรีบกินเม็ดยาและนั่งลง เขาโคจรทักษะบ่มเพาะชี้นําเม็ดยาเข้าสู่ร่างกาย เพื่อฟื้นฟูพลังต่อสู้ให้กลับมาเร็วที่สุด

“พวกเราก็มีนกันบ้างเถอะ”

ทั้งสี่คนเริ่มไต่ขึ้นเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นจักรพรรดิ หรือราชาในหมู่ราชาเมื่อเท้าของพวกเขาก้าวห่างจากพื้นก็รู้สึกได้ถึงแรงโน้มถ่วงที่รุนแรงทันที

“หลิงฮัน ขอขี่หลังหน่อย!” ฮูหนิวกระโดดมาเกาะที่แผ่นหลังของหลิงฮัน

“หนัก!” หลิงฮันกัดฟัน แม้จะเป็นการแบกคนเพิ่มแค่คนเดียวแต่น้ําหนักที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงแค่เท่าตัว

จักรพรรดินีจ้องมอง นางไม่กล่าวอะไรและทําการกอดเข้าที่แขนข้างหนึ่งของหลิงฮันในทันทีน่าเสียดายนักที่ตําแหน่งที่ดีที่สุดถูกฮูหนิวแย่งไปเสียก่อน

ธิดาโร่วครุ่นคิดในใจ และนางเองก็มาคว้าเกาะที่แขนอีกข้างของหลิงฮันเช่นกัน

“ให้ตายสิ พวกเจ้าไม่มีแขนขากันรึไง?” หลิงฮันเค้นเสียง น้ําหนักของคนสามคนที่เพิ่มเข้ามา นั้น ทําให้เขาแรงกดดันที่เขาได้รับนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่าเขารู้สึกราวกับว่ามือและเท้าของตนเองกําลังจะฉีกขาด

แต่นี่ก็นับว่าเป็นการออกกําลังที่ดีได้เหมือนกัน

หลิงฮันเลิกโอดครวญ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นและเริ่มขึ้นเขา

เมื่อขยับตัว แรงโน้มถ่วงที่ได้รับก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เม็ดเหงื่อไหลออกมาและเปียกชุ่มไปทั่วร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว

“พรึบ” จู่ๆ ภูเขาก็ส่องแสงสว่าง และลวดลายตราประทับได้พุ่งลงมาจากบนยอดเขา ราวกับอสนีบาต

หลิงฮันนั้นถึงแม้จะเพิ่งมีประสบการณ์ปีนเขาเช่นนี้เป็นครั้งแรกแต่ก็เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีเขารีบหยุดชะงักร่างอย่างรวดเร็วและเกาะภูเขาเอาไว้แน่น

“ครืนน ครืนน ครืนน” ลวดลายตราประทับที่ผ่าลงมาได้ก่อให้เกิดคลื่นสะท้อนที่รุนแรงไปยังภูเขาหลิงฮันเกาะภูเขาเอาไว้แน่นหากปล่อยมือแม้แต่นิดเดียวทั้งเขาและสตรีทั้งสามคงถูกพัดลอยกระเด็นแน่

เมื่อลวดลายหายไป หลิงฮันก็กลับมายึด และไต่เขาต่อถึงแม้จะมีสตรีสามคนเกาะอยู่ แต่ความเร็วในการบินของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นราวกับวานรที่กําลังไต่เขา

ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง ที่เบื้องหน้าพวกเขาก็ปรากฏร่างของคนอื่นให้เห็น

“พรึบ” หลิงฮันบินเขาอย่างรวดเร็ว และขึ้นแซงคนที่อยู่ด้านหน้า

คนที่ถูกแซงคือคู่บุรุษสตรีคู่หนึ่ง ที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนรักกันเนื่องจากทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันมากในขณะที่หลิงฮันแซงทั้งคู่ขึ้นไปฝ่ายบุรุษได้ทําการขยับทั่วมาบังสตรี ราวกับต้องการคุ้มกัน

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันไม่เพียงปีนเขาขึ้นไปได้อย่างง่ายดายแต่ยังแบกสตรีสามคนเอาไว้ด้วยคู่รักบุรุษสตรีก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก

ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ฝ่ายสตรีก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ําเสียงอ่อนหวาน “พี่ชายหม่าข้าก็อยากให้ท่านแบกข้าขึ้นหลังเหมือนกัน!”

“ไม่มีปัญหา ขึ้นมาเลย!” ฝ่ายบุรุษยิ้มและรีบรับปาก

ฝ่ายสตรีเองก็กระโดดขึ้นไปเกาะหลังฝ่ายบุรุษอย่างรวดเร็ว

แต่พริบตานั้นฝ่ายบุรุษก็ต้องกัดฟัน หน้าผากของเขาเกร็งจนปรากฏรอยย่นเต็มไปหมด และพยายามกัดฟันผืนปืนเขาต่อไปอย่างเชื่องช้าสภาพของเขาในตอนนี้ดูราวกับเป็นมนุษย์ทั่วไปที่กําลังแบกของหนักหลายพันปอนด์เพียงแค่ขยับตัวก็ทําให้ยากลําบากแล้ว

ในจังหวะนั้นเอง ลวดลายตราประทับของภูเขาก็ผ่าลงมาอีกครั้งฝ่ายบุรุษรีบหยุดนิ่ง และเกาะก้อนหินเอาไว้แน่นเพื่อรับแรงต้านเพียงแต่ด้วยน้ําหนักอันมหาศาลมือของเขาจึงไม่สามารถกําก้อนหินเอาไว้ได้ไหวและถูกพัดลอยกระเด็นทันที

“อ้ากก!”

“อ้ากก!”

คู่รักบุรุษสตรีร้องโอดครวญพร้อมกัน และสบถคําสาปแช่งนับหมื่นอยู่ในใจพวกเขาโยนความผิดไปยังหลิงฮัน ถ้าหากใครเพราะอีกฝ่ายทําเป็นอวดต่อหน้าพวกเขาล่ะก็ มีที่พวกเขาจะทําตาม?

พรึบ” ร่างของทั้งสองกลายเป็นจุดสีดําขนาดเล็กจนในที่สุดก็มองไม่เห็นอีกต่อไป

ตอนที่ 1963 ไผ่ครามผลสีชาด

ทั้งสี่คนก้าวเดินอย่างรวดเร็ว จนเมื่อผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง บ่อน้ำสีดําทมิฬราวกับน้ำหมึกก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าพวกเขา บ่อน้ำส่งกลิ่นเหม็นที่เกินจะพรรณนาออกมา โดยที่บริเวณกึ่งกลางของบ่อนั้นได้มีต้นไผ่สีครามตั้งอยู่

ไผ่ต้นนี้ตั้งตรงยาวชี้ขึ้นฟ้า ความยาวของมันอยู่ที่ราวๆ หนึ่งร้อยฟุต และมีใบหกใบ กับผลสีแดงงอกอยู่ที่ปลายยอด

เมื่อเดินมาถึงที่นี่ กลิ่นหอมของสมุนไพรก็หายไปทันที

“ไผ่ครามลายสีชาด!” หลิงฮันกล่าวออกมาทันที

เพียงแต่เมื่อเห็นสีหน้างงงวยของสตรีอีกสามคน เขาก็เริ่มอธิบาย “สมุนไพรตรงหน้านี้เป็นสมุนไพรนิรันดร์จริงๆ เพียงแต่ความล้ำค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ผลสีแดง แต่เป็นใบหกใบ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยอํานาจแห่งเต๋ที่แตกต่างกัน หากทําการดูดซับพวกมันพร้อมกับล่ะก็ ตัวของพวกเจ้าจะราวกับกลายเป็นศูนย์กลางของอํานาจแห่งเต๋ และช่วยให้รู้แจ้งได้อย่างน่าอัศจรรย์”

“แต่ลําต้นของมันก็สามารถนํามาเป็นหลอมอาวุธได้เช่นกัน เนื่องจากมันมีความทนทานเทียบเท่ากับแร่โลหะกิ่งนิรันดร์หกดาวเป็นอย่างน้อย ยิ่งอายุของมันเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ความทนทานก็จะยิ่งสูงขึ้น หากอายุของมันมากถึงแสนล้านปี ความทนทานจะเทียบกับแร่โลหะกิ่งนิรันดร์เก้าดาว ในขณะที่หากอายุล้านล้านปี ความทนทานจะเทียบเท่ากับแร่โลหะกิ่งนิรันดร์สิบดาว”

“แล้วต้องอายุของมันต้องมากเท่าไหร่ ถึงจะเทียบเท่ากับแร่โลหะนิรันดร์รี?” ธิดาโร๋วอดใจไม่ไหวและถามออกมาด้วยดวงตาส่องประกาย

ในโลกนี้ใครกันจะไม่ต้องการแร่โลหะนิรันดร์?

หลิงฮันกล่าว “ขีดจํากัดของมันอยู่ที่แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สิบดาวเท่านั้น ด้วยขีดจํากัดของสวรรค์และปฐพีเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุสูงถึงแร่โลหะนิรันดร์”

ธิดาโร๋วปากห้อยด้วยความรู้สึกเสียดาย

“ส่วนผลของมัน…” หลิงฮันกล่าวต่อ “ผลของมันไม่ใช่สมุนไพรก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ เนื่องจากพิษของมันนั้นรุนแรงวเป็นอย่างมาก”

“ดูจากสีของลําต้นแล้ว ไผ่ครามผลสีชาดต้นนี้สมควรมีอายุอยู่ที่หกพันล้านปีเป็นอย่างมาก เพราะงั้นพิษภายในผลของมัน จึงมีความรุนแรงพอที่จะสังหารตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์ หรือตัวตนระดับตําหนักอมตะได้ในพริบตา”

สตรีทั้งสามเปลี่ยนสีหน้าทันที ผลของสมุนไพรต้นนี้สามารถสังหารได้แม้กระทั่งตัวตนระดับตําหนักอมตะงั้นรึ? ช่างน่าสะพรึงกลัวอะไรอย่างนี้ ถึงแม้พวกนางจะไม่ใช่จอมยุทธทั่วไป โดยเฉพาะฮูหนิวที่มีกายหยาบที่ทรงพลัง แต่พวกนางก็ไม่สามารถรอดชีวิตจากการโจมตีของตัวตนระดับตําหนักอมตะได้

“ลองดูที่บ่อน้ำตรงนั้น มันคือพิษที่ผลสีชาดปลดปล่อยออกมา” หลิงฮันชี้ไปยังบ่อน้ำที่ส่งกลิ่นเหม็น

เมื่อได้ยินหลิงฮันกล่าวเช่นนั้น สตรีทั้งสามก็รีบปิดจมูกตนเองทันที ถึงว่าทําไมสมองพวกนางถึงได้รู้สึกมันเล็กน้อย ที่แท้บ่อน้ำนี่ก็เป็นพิษนี่เอง

หลิงฮันส่ายหัวและยิ้ม “ไม่ต้องกังวลไป มีเพียงการสัมผัสกับน้ำที่เป็นพิษเท่านั้น ร่างกายถึงจะได้รับอันตราย ต่อให้สูดกลิ่นเข้าไป ก็แค่รู้สึกเหม็นเล็กน้อยเท่านั้น”

แม้เขาจะพูดแบบนั้นออกไป แต่ดูจากสีหน้าของสตรีทั้งสามแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่ต้องการสมุนไพรต้นนี้แล้ว และอยากออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด

สตรีหนอสตรี

หลิงฮันเดินวนรอบบ่อน้ำ เพื่อสํารวจและคิดหาวิธีเก็บเกี่ยวต้นไผ่

เขาลองลงมือโดยการควบแน่นฝ่ามือปราณก่อเกิดและดึงต้นไผ่ออกมาตรงๆ แต่ต้นไผ่ต้นนี้ราวกับว่ายึดติดอยู่กับผืนดินไปแล้วอย่างสมบูรณ์ หากเขาต้องการดึงต้นไผ่ขึ้นมา เขาก็ต้องนําดินรอบๆ ขึ้นมาด้วย

หากเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาอะไร ด้วยพลังของหลิงฮันในตอนนี้อย่าว่าแต่ผืนดินเลย ต่อให้เป็นดวงดาวนับสิบเขาก็ยกไหว

แต่ปัญหาคือสถานที่แห่งนี้คือเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพี แถมพื้นดินยังมีโลหิตของราชานิรันดร์ผสานเอาไว้ด้วย การจะยกผืนดินขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

มือปราณก่อเกิดขนาดใหญ่ของเขาถูกกัดกร่อนด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า จนเหลือขนาดเพียงครึ่งเดียว และสลายไปอย่างรวดเร็ว

หลิงฮันยกมือขึ้นมาด้วยความตกตะลึง เนื่องจากที่ฝ่ามือของเขามีลวดลายสีดําปรากฏอยู่ ซึ่งลวดลายที่ว่านี้ยังคงแผ่ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ

มันคือพิษของผลสีชาด

หลิงฮันรีบโคจรคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ พรึบ” แสงสลัวสีทองส่องประกายปกคลุมร่างของเขา ตราประทับที่ลึกลับและน่ายําเกรงปรากฏขึ้นมาทีละอัน ส่งผลให้ลวดลายสีดําสลายหายไปอย่างรวดเร็ว

เป็นพิษที่น่าสะพรึงกลัวอะไรอย่างนี้

ทั้งๆ ที่มือของเขาไม่ได้สัมผัสกับพิษโดยตรงแท้ๆ แต่พิษก็ยังส่งผ่านมายังปราณก่อเกิดได้ ถ้าเกิดดันไปสัมผัสกับพิษในบ่อน้ำเข้าตรงๆล่ะก็ ร่างของเขาคงสลายกลายเป็นกองโลหิตในพริบตา โดยที่แม้จะโคจรคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้

หลิงฮันส่ายหัว แล้วเขาจะเก็บเกี่ยวสมุนไพรนิรันดร์ต้นนี้ได้อย่างไร?

เขาหันไปมองสตรีทั้งสาม หากรวมหัวช่วยกันล่ะก็ โอกาสคิดวิธีดีๆ ออกย่อมมีมากกว่าคิดคนเดียว

เพียงแต่สตรีทั้งสามก็ส่ายหัวปฏิเสธในทันใด พวกนางไม่ต้องการนําตนเอง ไปเสี่ยงสัมผัสโดนกับพิษในบ่อน้ำ ถ้าเกิดผิวอันงดงามของพวกนางไปสัมผัสโดนพิษ และได้รับบาดเจ็บจนไม่เหลือความงดงามอยู่ล่ะจะทําอย่างไร?

ณ จุดนี้ แม้แต่ฮูหนิวเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

หลิงฮันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องคิดหาวิธีด้วยตัวเอง

ลองใช้ดาบอสูรนิรันดร์ดูเป็นไง?

ดาบเล่มนี้คืออุปกรณ์นิรันดร์ในอนาคต ถึงแม้อํานาจของมันในตอนนี้จะยังอ่อนแอ แต่ก็น่าจะสามารถต้านทานพิษได้

หลิงฮันลองทดสอบดู และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คาดไว้ บ่อน้ำพิษไม่สามารถทําอะไรดาบอสูรนิรันดร์นิรันดร์ได้ เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรดาบเล่มนี้ก็ยังเป็นเพียงอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สามดาว มันจะทะลวงผ่านความทนทานของต้นไผ่ได้อย่างไร?

หากอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สามดาวสามารถตัด สิ่งที่มีความทนทานเทียบเท่าแร่โลหะถึงนิรันดร์หกดาวได้ ก็คงจะดูไร้เหตุผลไม่น้อย

หลิงฮันเปลี่ยนมาใช้วิธีการทําให้น้ำในบ่อหายไปแทน เพื่อที่เขาจะได้ขุดดินที่อยู่ใต้ต้นไผ่ขึ้นมาได้

แต่ปัญหาก็คือภาชนะใดจะนํามาใช้วิดน้ำที่เต็มไปด้วยพิษกัดกร่อนออกมาได้?

แร่โลหะกิ่งนิรันดร์ระดับต่ำถูกกัดกร่อนทันที่ที่สัมผัส และดาบอสูรนิรันดร์ก็ไม่สามารถนํามาใช้เป็นภาชนะได้ด้วย

หลิงฮันรู้สึกหดหูมาก ทั้งๆ ที่สมบัติอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับทําได้เพียงจ้องมองงั้นรึ?

เขาครุ่นคิดไปมาจนนึกวิธีการอย่างหนึ่งออก

เผา!

หลิงฮันบอกให้สตรีทั้งสามถอยหลังไปให้ไกล ก่อนจะโคจรเพลิงเก้าสวรรค์และชี้นําให้เปลวเพลิงเข้าแผดเผาบ่อน้ำ ด้วยความร้อนระอุของเปลวเพลิง น้ำในบ่อก็ถูกทําให้ระเหยไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะทําให้ผิวน้ำหายไปหนึ่งส่วนได้ ต้องใช้เวลาไปถึงครึ่งวัน

พอจะได้ผลอยู่

หลิงฮันกระตุ้นอํานาจของเพลิงเก้าสวรรค์จนถึงขีดสุด แต่ไม่ว่าอย่างไร เนื่องด้วยข้อจํากัดในระดับพลัง เพลิงเก้าสวรรค์จึงไม่สามารถปลดปล่อยอํานาจในระดับราชานิรันดร์ออกมาได้อยู่แล้ว เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าต้นไผ่จะได้รับความเสียหาย

เมื่อเวลาผ่านไป ระดับของน้ำในบ่อก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย

ใกล้จะสําเร็จแล้ว

ตอนที่ 1962 ผลึกโลหิตราชานิรันดร์

นี่ไม่ใช่ความสามารถของหลิงฮัน แต่เป็นพลังของหอคอยทมิฬ

ผลลัพธ์ของการควบคุมให้กระแสเวลาไหลช้าจนถึงขีดสุด ก็คือการหยุดเวลา!

“ฉัวะ” หัวของอสูรหมูร่างหนามถูกสะบั้นขาดลอยกระเด็นขึ้นกลางอากาศ เพียงแต่ในพริบตาเดียวหัวของมันก็สลายหายไป พร้อมกับร่างขนาดใหญ่ของมันได้ล้มลงและแหลกออกเป็นเสี่ยงๆ เหลือไว้เพียงผลึกสีแดงเข้ม

“ตุบ” หลิงฮันใช้ดาบอสูรนิรันดร์พยุงร่างกับพื้น สภาพของเขาในตอนนี้เหนื่อยหอบและดูไร้เรี่ยวแรง

สิ่งที่ต้องจ่ายสําหรับการใช้ความสามารถเมื่อครู่นั้นมหาศาลเกินไป ไม่เพียงแค่ปราณก่อเกิดเท่านั้น แต่พลังวิญญาณของเขาก็ถูกเผาผลาญไปเช่นกัน ภายในร่างกายของเขาในตอนนี้ไร้พลังราวกับกระดาษที่ว่างเปล่า

เขาสามารถเร่งหรือชะลอห้วงเวลาได้ตามใจชอบก็จริง แต่ยิ่งเร่งขอบเขตของมันให้สูงขึ้นเท่าไหร่ พลังที่ถูกเผาผลาญก็ยิ่งมหาศาลขึ้นเท่านั้น อย่างการชะลอเวลาจนถึงขีดสุดในครั้งนี้ มันทําให้พลังของหลิงฮันถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นอย่างสมบูรณ์

ยิ่งกว่านั้นความสามารถในการหยุดเวลาก็สามารถใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งต่อเดือนเท่านั้น โดยที่ต่อให้เข้าไปในห้องบ่มเพาะกาลเวลาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากหอคอยทมิฬจําเป็นต้องดูดซับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์และปฐพี่มาจากโลกจริง

“หลิงฮัน เจ้าแข็งแกร่งมากจริงๆ!” ฮูหนิวรีบวิ่งเข้ามาหา “ขนาดสัตว์ประหลาดในระดับตัดวิญญาณปฐพีก็ยังถูกเจ้าสังหาร เจ้าช่างเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมจน หนิวต้องการทําลูกกับเจ้าเลย!” ทุกอย่างที่เด็กสาวพูดออกมา ก็เพื่อประโยคสุดท้าย

“ตุบ” ร่างของหลิงฮันถูกผลักลงพื้น โดยไม่หลงเหลือแรงให้ต่อต้านแม้แต่น้อย

ฮูหนิวหัวเราะและจูบเข้าที่ใบหน้าของหลิงฮัน การจูบของนางนั้นไม่ได้เชี่ยวชาญ และดูเหมือนกับลูกแมวกําลังเลียหน้าอยู่มากกว่า

ธิดาโร๋วตกตะลึงเป็นอย่างมาก สัตว์ประหลาดเมื่อครู่คือตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพงั้นรึ? เช่นนั้นแล้วมันถูกหลิงฮันสังหารได้อย่างไร? นี่เจ้าแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่

นางไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่พลังของหลิงฮัน แต่เป็นพลังของหอคอยทมิฬ ที่สามารถใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งต่อเดือนเท่านั้น หาก ณ เวลานี้ยังมีศัตรูตัวอื่นอยู่อีก การกระทําของเขาย่อมไม่ต่างหากรนหาที่ตาย

เพียงแต่ทีนี้นางก็จะได้มีสิทธิ์ในผลึกโลหิตเสียที

แต่ในขณะที่นางกําลังขยับตัวไปเก็บผลึกนั่นเอง จักรพรรดินีก็แทรกเข้ามาเสียก่อน และคว้าเอาผลึกไป

“พี่สาว” ธิดาโร๋วโอดครวญ

จักรพรรดิมองไปยังอีกฝ่ายด้วยแววตาองอาจ “จะแบ่งให้เจ้าอย่างไรนั้น ข้าคิดเอาไว้แล้ว”

“อืม…” ธิดาโร๋วม้วนนิ้วไปมา ต่อหน้าจักรพรรดินีแล้ว นางไม่กล้าขัดขืนแม้แต่นิดเดียว

“สาวน้อย ลุกขึ้นได้แล้ว” หลิงฮันกําลังถูกฮูหนิวรัดตัวอยู่ โดยที่สตรีอีกสองคนไม่คิดจะช่วยเหลือเลย

ฮูหนิวหัวเราะและกล่าว “พวกเราจะทําลูกกัน”

หลิงฮันตําหนิสั่งสอนนาง ก่อนจะนําอาหารจํานวนมากออกมา ซึ่งทําให้ฮูหนิวลืมเรื่องทําลูกไปชั่วคราว

เขาทําการฟื้นฟูปราณก่อเกิดบางส่วน จนในที่สุดก็มีแรงพอลุกขึ้นยืนและเดินได้

“ผลึกนั่นมันคืออะไรกันแน่ ถึงได้มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารอัดแน่นอยู่ภายใน” หลิงฮันขอให้จักรพรรดินีนําผลึกโลหิตที่นางเก็บไปออกมา เห็นได้ชัดว่าขนาดของผลึก ที่ได้จากสัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณปฐพีนั้น มีขนาดใหญ่กว่า

“นั่นคือผลึกโลหิตราชานิรันดร์” จู่ๆ หอคอยน้อยก็เอ่ยขึ้นมา

“โอ้?”

“การต่อสู้รุนแรงของราชานิรันดร์ ส่งผลให้โลหิตของพวกเขาหยดลงมาสู่ผืนแผ่นดิน ก้อนหินที่ถูกเศษเสี้ยวหยดโลหิตของราชานิรันดร์สัมผัสจะไม่มีวันเสื่อมสลาย และเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากเวลาผ่านมานับไม่ถ้วน” หอคอยน้อยอธิบาย

หลิงฮันเข้าใจทันทีว่าทําไมสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ กับสัตว์อสูรหมูที่สังหารไปก่อนหน้านี้ถึงไม่มีร่างกาย ที่แท้พวกมันก็เป็นเพียงโลหิตที่เหลือทิ้งไว้ของราชานิรันดร์นี้เอง

สมกับที่เป็นราชานิรันดร์ เพียงแค่หยดโลหิตเล็กน้อย หลังจากกาลเวลาผ่านพ้นไป ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้

“ถ้างั้นราชานิรันดร์ที่ว่าก็ต้องฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร” หลิงฮันกล่าวแทรก

“คงเป็นราชานิรันดร์ระดับเจ็ดเป็นอย่างน้อย” หอคอยน้อยเอ่ยแทรกเช่นกัน

ดูเหมือนว่าข่าวลือจะไม่ใช่ข่าวลือที่ไม่มีมูลเสียแล้ว เขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพีหลายที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นสนามรบที่ถูกทิ้งไว้โดยราชานิรันดร์ ด้วยเจตจํานงยุทธของราชานิรันดร์ หลังจากที่กาลเวลาผ่านพ้นไปหลายหมื่น หลายแสนล้านปี เมื่อเจตจํานงผสานรวมเข้ากับอํานาจแห่งสวรรค์และปฐพี จึงก่อให้เกิดเป็นเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพี่ขึ้นมา

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าวจักรพรรดินี “เจ้าเก็บพวกมันกลับไปได้แล้ว ดูเหมือนพวกเราคงต้องตามหาสัตว์ประหลาดเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลึกราชานิรันดร์ให้ได้มากที่สุด” เขากล่าวคําอธิบายที่ฟังมาจากหอคอยน้อยออกไปคร่าวๆ

ในสถานการณ์ปกติ จอมยุทธจะสามารถฝึกฝนได้เพียงอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุเท่านั้น ในขณะที่ความเข้าในใจอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อื่นๆ จะได้รับผ่านสมุนไพรนิรันดร์ หรือสมบัติล้ำค่าบางประเภทเท่านั้น กล่าวได้ว่าอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เหล่านี้จะไร้เทียมทานไปจนถึงระดับก่อนราชานิรันดร์ เพราะงั้นมูลค่าของผลึกโลหิตราชานิรันดร์จึงมีมากจนน่าอัศจรรย์

ในทางกลับกัน ความล้ำค่าของหอคอยทมิฬเองก็มหาศาลจนอน่าตกตะลึงเช่นกัน

เนื่องจากมันมีทั้งอํานาจแห่งกฎเกณฑ์กาลเวลา ห้วงมิติ และสังหาร ถ้าหากหลิงฮันฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ แล้วยังไม่สามารถเป็นจักรพรรดิที่กําราบทุกคนในระดับพลังเดียวกันได้ล่ะก็ เขาคงเป็นขยะที่ยิ่งกว่าขยะเสียอีก

ทั้งสี่มุ่งหน้าเดินทางต่อ และได้พบกับสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์อีกครั้ง ฮูหนิวกับจักรพรรดินีลงมือพร้อมกัน และสามารถจัดการสัตว์ประหลาดได้ภายในสองถึงสามกระบวนท่า แต่เมื่อเดินต่อไปพวกเขาก็พบเจอกับปัญหาใหญ่

สัตว์ประหลาดรูปร่างสัตว์อสูรในระดับตัดวิญญาณปฐพีปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้พวกหลิงฮันทําได้เพียงเผ่นหนีสถานเดียว

โชคดีที่สัตว์ประหลาดเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเคลื่อนไหวได้ในระยะที่จํากัด

เมื่อหลุดพ้นจากรัศมีของมัน สัตว์ประหลาดเหล่านั้นก็จะไม่ไล่ตามอีกต่อไป “พรวด” ทั้งสี่คนมองหน้ากันและหัวเราะ

ในระดับเดียวกัน พวกเขาไม่เคยวิ่งหนีใครมาก่อน เพราะงั้นนี่จึงเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สําหรับพวกเขา

“หากทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ ย่อมจัดการสัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้ไม่ยาก”

หลิงฮันถูจมูกครุ่นคิด น่าเสียดายที่ทักษะหยุดเวลาสามารถใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งต่อเดือน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องหนีแบบนี้ “แต่ถ้าหากทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ พวกเราก็จะอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป”

จักรพรรดินีกล่าว “หนิวจัดการได้”

ฮูหนิวชูมือขึ้น “หนิวมีทักษะทรงพลังที่สามารถสักหารสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้เหมือนไก่กา” “แล้วทักษะนั่นใช้ไปแล้วต้องรอไปอีกนานเท่าไหร่?”

หลิงฮันถาม “สามเดือน”

ฮูหนิวชูสามนิ้ว หลิงฮันพยักหน้า “อย่าใช้มันไปกับพวกมันอย่างเสียเปล่า นอกจากวิกฤตที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เก็บทักษะนี้ไว้ดีกว่า”

“อืม หนิวรู้”

ฮูหนิวพยักหน้า กลุ่มของพวกเขาออกเดินทางต่อ เมื่อใดที่เจอสัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณหยาง หรือตัดวิญญาณหยิน พวกเขาจะกําจัดพวกมันทิ้งทันที

ในขณะที่หากพบเจอสัตว์ประหลาดระดับตัดวิญญาณปฐพี พวกเขาทําได้เพียงหลบหนี เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ยิ่งออกห่างจากเส้นทางเดิม แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังมั่นใจว่าตนเองกําลังมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของหุบเขาแน่นอน เนื่องจากเหนือน่านฟ้ามียอดเขาสามยอด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหุบเขาสามบุปผาคอยเป็นจุดนําทางอยู่

“จากคํากล่าวของเอี่ยนเซียนลู่ ในสามยอดเขานี้มีวาสนารออยู่”

หลิงฮันกล่าว “แต่จะเป็นยอดเขาไหนนั้น ราชานิรันดร์หย่งชางไม่ได้บอกเขาไว้” “งั้นก็ไปดูเองเลยแล้วกัน ทําแบบนั้นก็ไม่ได้เสียเวลาเท่าไหร่นัก”

จักรพรรดินีพยักหน้า พวกเขามุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้าย เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดวัน

จู่ๆ ฮูหนิวก็หยุดเดินและสูดจมูกดมกลิ่นและทําตาหยี “กลิ่นหอม!” หลิงฮันเชื่อมั่นใจจมูกของเด็กสาวจอมตะกละผู้นี้อย่างมาก เขาจึงเอ่ยถาม

“เจ้าได้กลิ่นอะไรงั้นรึ?” “กลิ่นหอมของสมุนไพรนิรันดร์!”

ฮูหนิวกลับมาลืมตาปกติ “จากที่ได้กลิ่น สมุนไพรต้นนี้สมควรมีอายุอย่างน้อยห้าพันล้านปีและเป็นสมุนไพรนิรันดร์ขั้นต้นเป็นอย่างน้อย” “ไปดูกันเถอะ!”

ทั้งสี่คนเปลี่ยนทิศทางโดยมีฮูหนิวเป็นคนนําทางจากการดมกลิ่น

หลังจากเดินไปได้ราวๆ ร้อยไมล์หลิงฮันกับจักรพรรดิถึงเพิ่งจะเริ่มได้กลิ่นหอม

เห็นได้ชัดว่าจมูกของพวกเขา เทียบกับตะกละไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ 1961 อํานาจกฎเกณฑ์สังหาร

ที่เบื้องหน้าของพวกเขามีร่างหนึ่งปรากฏตัว

เพียงแต่หากจะบอกว่าร่างนี้เป็น “มนุษย์” นั้น ก็ค่อนข้างพูดยากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่างตรงหน้าจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่ทั่วร่างกลับปกคลุมไปด้วยหนาม ที่ทั้งหนาและมีจํานวนมากมายนับไม่ถ้วน

หนามเหล่านี้ไม่ใช่ราวกับไม่ใช่สิ่งที่นํามาประดับ แต่เป็นสิ่งที่งอกออกมาเองจากร่างกาย

หลิงฮันประหลาดใจอย่างมาก ร่างที่ปรากฏตัวตรงหน้านี้ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตภายในหุบเขาสามบุปผาอย่างแน่นอน เพราะในตอนที่เข้ามา พวกเขาไม่พบเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้อยู่เลย

แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วยงั้นรึ?

แล้วเหตุใดเอี้ยนเชียนลู่ถึงไม่บอกเรื่องนี้กับเขากัน?

หลิงฮันไม่คิดว่าอู๋เซียนลู่จะจงใจปกปิดข้อมูลเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าก็เป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน ที่ราชานิรันดร์หย่งชางจะจงใจไม่บอกเรื่องนี้กับเอี๋ยนเซียนอู๋ เพราะงั้นเหตุผลที่คิดได้จึงมีอยู่อย่างเดียวคือ สัตว์ประหลาดตนนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งร้อยล้านปีที่ผ่านมา

บางที่อาจจะเป็นเมื่อสิบล้านปีก่อน หนึ่งล้านปีก่อน หรืออาจจะแค่สามถึงห้าวันก่อนนี้เอง

“กลองแห่งสงครามนี้ดังเพื่อใคร?” สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ยังคงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ

“สัตว์ประหลาดตัวเหม็น จะเอาแต่พล่ามเสียงต่ำอยู่ทําไม หากอยากสู้หนิวก็จะเป็นคู่ต่อสู้ให้เอง!” ฮูหนิวคําราม เพียงแต่ยังไม่ทันที่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์จะได้ลงมือ จักรพรรดินีก็ปล่อยการโจมตีออกไปก่อนแล้ว “ตูม” นางผลักฝ่ามือปลดปล่อยปราณดาบออกไปทั่วท้องฟ้า

“ฮึ่ม ช่างน่ารังเกียจนัก สัตว์ประหลาดตัวนี้เป็นของหนิวต่างหาก!” ฮูหนิวกระโดดและทําการโจมตีสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์เช่นกัน

เมื่อมีการปะทะเกิดขึ้น พลังของสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ก็เป็นที่ประจักษ์

ระดับตัดวิญญาณหยาง

สําหรับจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน ศัตรูเช่นนี้ย่อมบดขยี้พวกเขาได้อย่างราบคาบ แค่น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะจักรพรรดินีหรือฮูหนิว ก็ไม่ใช่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานทั่วไป แต่เป็นจักรพรรดิในระดับห้านิพพาน!

ในด้านของระดับพลัง พวกนางมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับตัวตนระดับตัดวิญญาณหยาง แต่หากนับรวมพลังต่อสู้ที่สามารถสู้ข้ามหนึ่งระดับได้เข้าไปด้วยล่ะ

พวกนางอาจจะเอาชนะได้แม้กระทั่ง ตัวตนระดับตัดวิญญาณหยิน

ด้วยการโจมตีพร้อมกับของทั้งสอง สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ไม่มีทางที่จะต้านทานได้ การปะทะดําเนินไปเพียงชั่วครู่ร่างของมันก็ระเบิดกระจุยอย่างรวดเร็ว

เรื่องแปลกประหลาดก็คือสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ตนนี้ไม่มีร่างกาย ภายใต้แห่งหนามจํานวนมาก คือความว่างเปล่า สิ่งเดียวที่อยู่ในร่างของมันคือผลึกสีแดงเข้ม ที่เหมือนกับเป็นหัวใจแต่มีขนาดเพียงราวๆ หนึ่งนิ้วมือเท่านั้น

หลิงฮันยิ้มผลึกสีแดงขึ้นมา ซึ่งทันทีที่เข้าสัมผัสกับมันผลึกนั่นเอง ห้วงจิตวิญญาณของเขาก็พรั่งพรูไปด้วยแสงโลหิตอันไร้ที่สิ้นสุด พร้อมกับเงาของดาบ กระบี่ที่สะบั้นสังหารทุกสรรพสิ่งไหม?

เขาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด “อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร!”

ในหอคอยทมิฬเองก็มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเช่นกัน เขาที่เรียนรู้พวกมันมาบางส่วนแล้วจึงตระหนักรับรู้ถึงอํานาจแห้งกฎเกณฑ์สังหารได้ในทันที

จักรพรรดินี้รู้สึกสนใจ และรีบเข้ามาตรวจสอบดู

“อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารงั้นรึ?” ธิดาโร๋วเองก็เข้ามาใกล้ด้วยความรู้สึกสนอกสนใจเช่นกัน “เจ้าหมายถึงภายในผลึกนี้มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารอัดแน่นอยู่งั้นรึ?” อํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารนั้น นอกจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้าธาตุ และสายฟ้าแล้ว ไม่มีทางฝึกฝนที่จะฝึกฝนมันด้วยตนเองได้

หลิงฮันมองไปที่นางก่อนจะกล่าว “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า” หลิงฮันยื่นผลึกให้กับจักรพรรดินี ตัวเขามีหอคอยทมิฬที่สามารถฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว สิ่งนี้จึงไม่จําเป็นต่อเขา

แน่นอนว่าจักรพรรดินีย่อมไม่เกรงใจ และรับผลึกโลหิตไป

ธิดาโร๋วทําหน้าปุ๋ยเล็กน้อย นางเองก็อยากได้เหมือนกัน แต่หลิงฮันกลับไม่คิดจะเอ่ยถามนางเลยแม้แต่น้อย

หลังจากพวกเขาออกเดินทางต่อไปได้อีกสองถึงสามกิโล สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยหนามก็ปรากฏตัวอีกครั้ง

ฮูหนิวคํารามและรีบเป็นฝ่ายลงมือโจมตีสัตว์อสูรตรงหน้าก่อนทันที

เมื่อสัตว์ประหลาดถูกจัดการ หนามมากมายก็ร่วงลงสู่พื้น และปรากฏผลึกสีแดงภายในร่างกายที่กลวงโปเช่นเดิม

“ครั้งนี้ก็ยังเป็นอํานาจแห่งกฎเกณ์สังหาร” หลิงฮันพยักหน้าและยื่นผลึกให้กับจักรพรรดินี

ตั้งแต่ที่พื้นดินเปลี่ยนมาเป็นทางเรียบ เส้นทางของหุบเขาก็ไม่จําเป็นต้องเดินตามกันอีกต่อไป จอมยุทธแต่ละคนจึงเลือกมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ต่างกัน ยิ่งเวลาผ่านไประยะห่างของทุกคนก็ยิ่งไกลขึ้น เพราะงั้นหลิงฮันจึงไม่พบเจอใครที่ด้านหน้า หรือไม่มีใครที่ตามหลังเขามาเลย

เพียงแต่หากถามว่ากลุ่มของพวกเขาเดินนําคนอื่นอยู่หรือไม่นั้น พวกเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

“ฮู่ ฮู่ ฮู่ !”

เสียงร้องแปลกประหลาดดังขึ้น พร้อมกับมีสัตว์อสูรประหลาดปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าพวกเขา

มันคือสัตว์อสูรที่รูปร่างเหมือนหมู แต่ทั่วร่างกลับเต็มไปด้วยแท่งหนาม

“ข้าจัดการเอง!” ธิดาโร๋วก้าวเดินออกมา หากสัตว์ประหลาดเหล่านี้ถูกหลิงฮัน จักรพรรดินีหรือฮูหนิวจัดการล่ะก็ นางคงไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากขอผลึกที่อัดแน่นไปด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเป็นแน่

แต่ถ้าหากนางเป็นคนลงมือก่อนล่ะก็ ต่อให้นางไม่สามารถกําจัดมันได้ แต่นางก็สมควรมีสิทธิ์ขอส่วนแบ่งไม่ใช่รึไง?

นางลงมือโดยไม่รีรอ พรึบ” ปราณดาบถูกสะบั้นออกไป และควบแน่นกลายเป็นคลื่นแสงทะลวง

เพียงแต่เมื่อการโจมตีปะทะเข้ากับร่างของสัตว์ประหลาดหมู หนามบนตัวของมันกลับไม่ถูกทําลายแม้แต่ชิ้นเดียว และสายตาของมันได้เพ่งเล็งมาที่นางแทน อํานาจที่ทรงพลังของมันระเบิดออกมา จนธิดาโร๋วที่ถูกจดจ้องอยู่ใบหน้ากลายเป็นซีดเผือด

เป็นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังอะไรเช่นนี้

แม้แต่หลิงฮันเองก็ต้องเปลี่ยนสีหน้า “ไม่ดีแล้ว เจ้านี่มีพลังอยู่ในระดับตัดวิญญาณปฐพี!”

“ครืนน” หมูร่างหนามขยับกีบเท้าทั้งสีพุ่งเข้าใส่พวกหลิงฮัน

“ได้ มาลองกันสักตั้ง!” จิตวิญญาณของหลิงฮันลุกโชน และปล่อยหมัดตอบโต้

“ตูม!”

ร่างของหลิงฮันถูกส่งลอยกระเด็นราวกับว่าวเชือกขาด

หลังจากลอยไปได้ร้อยกว่าไมล์ หลิงฮันก็พยุงตัวได้ เขาพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องของเขานั้นฉีกขาด และมีรอยฟกช้ำเป็นวงกลมกับห้อเลือดปรากฏขึ้นมา

พลังของตัวตนระดับตัดวิญญาณปฐพี่ช่างทรงพลังจริงๆ

หลิงฮันใช้มือลูบที่บริเวณหน้าท้อง พร้อมกับกัดฟัน หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายโจมตีด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารล่ะก็ กายหยาบของเขาคงไม่ถูกทําลายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

จริงอยู่ที่บาดแผลเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะทําให้เขาหมดสภาพ แต่ปัญหาก็คือพลังโจมตีของเขา ไม่ได้ไร้เทียมทานเหมือนกับพลังป้องกัน และคงเป็นได้เพียงกระสอบทรายของหมูร่างหนามเท่านั้น

หลบหนี? เข้าไปซ่อนตัวในหอคอยทมิฬ?

หลิงฮันส่ายหัวกับความคิดเหล่านี้ ก่อนจะปลดปล่อยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติออกมาภายในพริบตาร่างของเขาก็ไปปรากฏตัวที่ด้านหน้าหมูร่างหนาม ดาบอสูรนิรันดร์ถูกนําออกมากวัดแกว่งและสะบั้นเข้าใส่ศัตรู “ครืนนน” ปราณดาบที่ทะลวงผ่านชั้นฟ้าถูกปลดปล่อยออกมา

อสูรหมูร่างหนามไม่หวั่นเกรงใดๆ มันสะบัดร่างกายปลดปลดปล่อยแท่งหนามนับไม่ถ้วนเข้าใส่หลิงฮัน

หลิงฮันยื่นมือออกไปและกล่าวพึมพํา “ห้วงเวลา จงหยุดนิ่ง!”

“พรึบ” ไม่ว่าจะเป็นอสูรหมูร่างหนาม หรือแท่งหนามมากมายกลางอากาศ ล้วนแต่ถูกทําให้ชะงักหยุดนิ่ง

ตอนที่ 1960 ไร้ชื่อและอุปกรณ์นิรันดร์

จี่อู๋หมิงงั้นรึ?

ทุกคนมองหน้ากันพร้อมกับส่ายหัว คนผู้นี้สมกับชื่ออู๋หมิงจริงๆ เนื่องจากไม่มีใครเคยรู้จักเขามาก่อน *อู๋หมิง = ไร้นาม”

เพียงแต่ทันใดนั้นใบหน้าของทุกคนก็แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที คนผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ที่ยั่วยุพวกเขาทุกคนโดยการโจมตีไม่เลือกหน้าเช่นนี้

“เจ้าคิดจะทําอะไรกันแน่?” จักรพรรดิผู้หนึ่งเอ่ยถาม

เหตุผลที่เขาเลือกถามแทนที่จะลงมือเลยนั้น เป็นเพราะการโจมตีของจี่อู๋หมิงก่อนหน้านี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก หากอีกฝ่ายไม่มั่นใจในพลังของตนเองล่ะก็ มีรึที่จะกล้าทําเช่นนั้น?

“ข้าแค่อยากเห็นพลังของพวกเจ้าก็เท่านั้น” จี่อู๋หมิงอย่างไม่ทุกข์ร้อน

คําตอบเช่นนี้ทําให้ใครหลายคนโมโหขึ้นมาทันใด อยากเห็นพลังของทุกคนก็เลยโจมตีโดยไม่พูดพล่ามแม้แต่คําเดียวน่ะรึ? ถ้าหากพวกข้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมาล่ะจะทําอย่างไร? แน่นอนว่าพวกเขาได้แค่คิดและไม่กล่าวออกไป ในฐานะที่เป็นจอมยุทธ ใครบ้างจะหวาดกลัวที่ต้องต่อสู้?

คนของอาณาเขตสวรรค์กว่างลง มองไปยังซูหย่าหรงกับถังหมิงหลง ในขณะที่คนของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน มองไปยังหลิงฮันกับฮูหนิว

เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นซูหย่าหรง หรือถังหลงหมิง พวกเขาก็ทําเพียงจ้องมองไปยังจี่หมิงหลงเท่านั้น ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกคือทั้งสองจดจ้องไปยังคันธนูสีเงินในมือของอีกฝ่ายต่างหาก

ฮูหนิวเองก็เค้นเสียงและกล่าวออกมา “หนิวรู้สึกเหมือนจะมีความทรงจําเกี่ยวกับคันธนูอันนั้น”

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปรบมือทําท่านึกออกและกล่าว “มันคือธนูสวรรค์ไร้พรม

แดน!”

“แล้วมันคืออะไรกัน?” หลิงฮันเอ่ยถาม

“หนิวก็ไม่รู้มากนัก ความทรงจําเกี่ยวกับมันค่อนข้างเลือนราง เท่าที่รู้คือมันเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ชิ้นหนึ่ง ที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก” ฮูหนิวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถูกแล้ว เป็นธนูสวรรค์ไร้พรมแดนจริงๆ!” ซูหย่าหรงเอ่ยแทรก “ตัวคันธนูทํามาจากกิ่งก้านของต้นพฤกษาโลกา ส่วนสายธนูทํามาจากเส้นเอ็นของจ้าวมังกรราชานิรันดร์ระดับเก้า เพียงแต่ดึงสายธนู อํานาจของมันก็สามารถบดขยี้ได้แม้กระทั่งสวรรค์ชั้นฟ้า”

ต้นพฤกษาโลกา จ้าวมังกรราชานิรันดร์ระดับเก้า!

ต้นพฤกษาโลกานั้นเป็นหนึ่งในเก้าพฤกษาบรรพบุรุษ ของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ด้วยการที่คันธนูทํามาจากกิ่งก้านของมัน ย่อมไม่มีสิ่งใดเหนือชั้นไปกว่านี้แล้ว ส่วนเส้นเอ็นของจ้าวมังกรราชานิรันดร์ระดับเก้านั้นยิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เนื่องจากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเป็นเพียงพลังอํานาจที่เทียบกับราชานิรันดร์เท่านั้น ในขณะที่ราชานิรันดร์ระดับก้าวนั้น คือตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของราชานิรันดร์

เมื่อสองสิ่งถูกนํามารวมเข้าด้วยกันเป็นอุปกรณ์นิรันดร์ ความล้ำค่าของมันย่อมมากมายเกินจะจินตนาการได้

เพราะงั้นตราบใดที่เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เหล่าราชานิรันดร์จะต้องตกตะลึง และไล่ล่าจี่อู๋หมิง ไม่ว่าจะเป็นจากในเงามืดหรือซึ่งๆ ก็ตาม

หลิงฮันมีท่าทีระมัดระวังเล็กน้อย แน่นอนว่าตราบใดที่อีกฝ่ายไม่มาล่วงเกินเขา เขาก็ไม่มีทางปล้นชิงอีกฝ่ายเพียงเพราะครอบครองสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อครู่ที่จี่อู๋หมิงลงมือโดยไม่พูดพล่ามแม้แต่คําเดียวนั้น ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่หลิงฮันและพร้อมจะลงมือแล้ว

“ฮ่าๆ ช่างมีแววตาที่เฉียบคมนัก” จี่อู๋หมิงหัวเราะ “หุบเขาสามบุปผาอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ หวังว่าพวกเจ้าทุกคนคงไม่รังเกียจที่จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกคนนะ?”

“ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ใดกัน?” ซูหย่าหรงเอ่ยถาม

“ข้าคือบุรุษที่ออกเดินทางไปทั่วหล้า ไม่ได้ยึดติดกับอาณาเขตสวรรค์ไหน” จี่อู๋หมิงกล่าวอย่างครุมเครือเป็นอย่างมาก อันที่จริงตั้งแต่ที่เขาบอกว่าตนเองชื่ออู๋หมิง ก็ทําให้ผู้คนคาดเดาตัวตนของเขายากแล้ว

ซูหย่าหรงกล่าว “สมบัติแห่งสวรรค์และปฐพี ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิครอบครอง หากเจ้าต้องการก็ขึ้นอยู่กับวาสนาและพลังของตัวเจ้าเอง”

“ข้ามั่นใจในพลังของตัวเองอยู่แล้ว” จี่อู๋หมิงหัวเราะ ดวงตาของเขากวาดมองทุกคน ก่อนจะเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดและปิดตานั่งลง

การกระทําของเขาทําให้ทุกคนโมโหขึ้นมา “หมอนี่เพิ่งลอบโจมตีพวกเขาไปแท้ แต่ยังกล้ามานั่งอยู่ต่อหน้าพวกเขาอีกงั้นรึ?”

เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นซูหย่าหรงหรือถงหมิงหลงก็ไม่ได้คิดจะลงมือ เพราะงั้นจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลิงจึงทําได้เพียงระงับความโกรธเอาไว้

ทางด้านของอาณาเขตสวรรค์ไต่อัน หลิงฮันรู้สึกสนใจจี่อู๋หมิงเป็นอย่างมาก สัญชาตญาณของเขาบอกว่า จี่อู๋หมิงผู้นี้นั้นเป็นอัจฉริยะในระดับเดียวกันกับ ซูหย่าหรงและถังหมิงหลง ซึ่งเหมาะสมจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาและทําให้จิตวิญญาณสู้รบของเขาลุกโชน

“เขตแดนลี้ลับเบิดออกแล้ว!” เพียงแต่ในตอนนั้น จู่ๆ ใครบางคนก็อุทานออกมา

ณ เวลาทางเข้าหุบเขา เมฆหมอกเกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็ว และปรากฏเส้นทางที่เอียงลาดลงไปด้านล่าง ทางเดินที่ว่านั้นมาขนาดกว้างหลายพันฟุต และดูเรียบราวกับถูกตัดด้วยดาบ

โขดหินต่างๆ เองก็ปรากฏร่องรอยถูกของมีคมตัดเช่นกัน ซึ่งร่องรอยเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นจากการสึกกร่อนทั่วไป

“มีคํากล่าวว่าหลังจากการต่อสู้ระหว่างราชานิรันดร์ที่ทรงพลัง สนามรบก็ได้แปรสภาพกลายเป็นเขตแดนลี้ลับ” ใครบางคนกล่าว

นั่นคือต้นกําเนิดของหุบเขาสามบุปผางั้นรึ?

เมฆหมอกบริเวณด้านหน้าทางเข้า สลายหายไปด้วยความเร็วที่มากขึ้น ทําให้พื้นที่การมองเห็นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

“ลุย!” ใครบางคนรีบกระโดดเข้าสู่หุบเขา

ไม่เกี่ยวว่าจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ตราบใดที่ไปถึงพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธได้ ทุกคนย่อมมีโอกาสเป็นผู้ถูกเลือก

“พวกเราก็ไปกันเถอะ!” ฮูหนิวดึงแขนหลิงฮันและกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ตกลง ไปกันเลย” หลิงฮันหัวเราะ และนําสตรีนกอมตะเข้าสู่หอคอยทมิฬ ไม่ใช่ว่าจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณขึ้นไปไม่สามารถเข้าสู่หุบเขาได้ แล้วจอมยุทธระดับต่ำกว่าจะสามารถเข้าออกหุบเขาได้ตามใจชอบ

สถานที่แห่งนี้คือเขตแดนลี้ลับสําหรับ จอมยุทธระดับโลกียนิพพานเท่านั้น

ฮูหนิวเดินนลากหลิงฮัน ในขณะที่หลิงฮันเดินเคียงคู่ไปกับจักรพรรดินี และมีธิดาโร๋วตามหลัง

พวกเอี๋ยนเซียนลู่และคนอื่นๆ เองก็เริ่มออกเดินทางเช่นกัน พวกเขาร่วมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรเพื่อใช้ค่ายกลเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง

เส้นทางของหุบเขานั้น ยิ่งเดินลงไปลึกก็ยิ่งมีพื้นที่กว้างขึ้น ในหุบเขาแห่งนี้ จะมีอํานาจแห่งปฐพีพรั่งพรูออกมาเป็นระยะ และควบแน่นกลายเป็นบุปผาแห่งเต๋าที่งดเงา

แต่ความงดงามนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปสัมผัสโดนแม้แต่น้อย

หากสัมผัสโดนล่ะก็ ต่อให้ไม่ถึงกับตายก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีความเป็นไปได้ที่จะไม่อาจรักษาบาดแผลได้ไปตลอดชีวิต

บุปผาแห่งเต๋แม้จะดูเหมือนล่องลอยไปมาอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงกลับเคลื่อนที่รวดเร็ว การเคลื่อนย้ายในพริบตา เพราะงั้นจึงต้องระวังให้ดี

ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ จํานวนของบุปผาแห่งเต๋ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนแทบปกคลุมไปทั่วทางเดิน

พวกหลิงฮันระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก เมื่อเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ แม้แต่ฮูหนิวเองก็กล้าเคลื่อนไหวอย่างไม่ระมัดระวัง

หลังจากเวลาผ่านไปสามวัน ในที่สุดทางลาด ก็กลายเป็นทางเรียบ

ที่นี่คือก้นหุบเขางั้นรึ?

“เสียงระฆังแห่งความตายนี้ดังเพื่อใคร?” น้ำเสียงโทนต่ำและหนักอึ้งดังขึ้น

ตอนที่ 1959 จักรพรรดิระดับแนวหน้า

ในวันรุ่งขึ้น ในที่สุดจักรพรรดิที่แข็งแกร่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งก็มาถึง

ถังหมิงหลง

คนผู้นี้ฟังจากชื่อแล้วอาจจะทําให้เข้าใจไปว่าเป็นชายร่างสูงที่กํายํา แต่ความจริงกลับเป็นคนแคระที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย และมีเส้นผมสีขาวเต็มศีรษะ รูปลักษณ์ของเขาไม่ได้ที่เค้าโครงของจักรพรรดิอยู่เลยแม้แต่น้อย

มีข่าวลือกล่าวว่าคนผู้นี้คือร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์

แต่ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดราชานิรันดร์ถึงเลือกใช้ร่างกายที่ดูมีสภาพเช่นนี้ เพราะต่อให้ไม่ใช่ราชานิรันดร์ เพียงแค่จอมยุทธระดับโลกียนิพพาน ก็สามารถปรับแต่งโครงสร้างร่างกายได้อย่างง่ายดาย

หากข่าวลือเรื่องที่ว่าถังหมิงหลง คือร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์เป็นความจริงล่ะก็ ยุคสมัยใหม่ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งก็คงจะน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

ขนาดร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์ก็ยังแข็งแกร่งเป็นอันดับสาม แล้วพลังของยี่กับซูหย่าหรงล่ะ จะแข็งแกร่งขนาดไหน?

“ผู้อาวุโสถัง!” ใครหลายคนรีบกล่าวทักทายอย่างรวดเร็ว มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นยังคงนิ่งเฉย

ถังหมิงหลงเมินเฉย แววตาของเขาดูโดดเดี่ยวอยู่เล็กน้อย

“ผู้อาวุโสถัง คนผู้นั้นสร้างความอัปยศให้อาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งของเรา!” ชายคนหนึ่งรีบตะโกน และชี้นิ้วไปยังหลิงฮัน

ถังหมิงหลงกวาดสายตามองด้วยแววตาสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

ชายพูดนั้นรีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พร้อมกับจ้องมองถังหมิงหลง ด้วยความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะยืนขึ้นปกป้องชื่อเสียงของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง และเหยียบย่ําอาณาเขตสวรรค์ไม่อันให้สิ้นซาก

หลังจากที่รับรู้เรื่องราว ถังหมิงหลงได้จดจ้องไปที่หลิงฮันกับฮูหนิว ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาและนั่งลงบนโขดหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ราวกับไม่ต้องการให้ใครไปรบกวน

จอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งผิดหวังเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบังคับให้ถังหมิงหลงลงมือได้ คงมีเพียงหลังจากที่หุบเขาสามบุปผาเปิดออกเท่านั้น หลิงฮันกับถังหมิงหลงถึงจะเผชิญหน้ากัน

“ไม่จําเป็นต้องรอนานขนาดนั้น ตราบใดที่ผู้อาวุโสยี่มาถึง เขาจะต้องลงมือกําราบหลิงฮันอย่างแน่นอน” ใครบางคนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“ใช่แล้ว!” ใครหลายคนเห็นด้วย แม้แต่เหล่าจักรพรรดิคนอื่นเองก็เผยสีหน้าเลื่อมใส

แม้จะเป็นจักรพรรดิเช่นเดียวกัน แต่ความต่างชั้นระหว่างพวกเขากับยีนั้นมีมากเกินไป จนพวกเขาทําได้เพียงแหงนมอง

พริบตาเดียววันเวลาก็ผ่านไปอีกสองวัน

ทันใดนั้งเอง กลิ่นหอมหวนก็พัดผ่านเข้ามา พร้อมกับบุปผางดงามมากมายได้ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เพียงแต่ถ้าหากยื่นมือไปสัมผัส จะรับรู้ได้ว่าบุปผาเหล่านี้ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นเพียงภาพเงาเท่านั้น

“บุปผาหมื่นไมล์… ธิดาซูมาถึงแล้ว!”

ผู้คนมากมายของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

ซูหย่าหรงไม่ได้แต่เป็นสตรีที่งดงามอันดับหนึ่งของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งเท่านั้น แต่ยัง เป็นอัจฉริยะอันดับสองในระดับโลกียนิพพานอีกด้วย ด้วยสถานะทั้งสองอย่างนี้ ทําให้นางเปรียบดังเทพธิดาแห่งเก้าชั้นฟัสที่สูงส่งเหนือใคร

ผ่านไปไม่นาน ร่างขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากระยะไกล ร่างนี้คือสตรีงดงามที่สวมชุดสีขาวราวกับหิมะ บนกระโปรงของนางมีเสือมากมายเกาะอยู่ ทุกครั้งที่นางเคลื่อนไหว ผีเสื้อเหล่านั้นจะแตกสลายเป็นจุดแสงและหายไป

ผีเสื้อเหล่านั้นไม่ใช่ผีเสื้อของจริง แต่เป็นการจําแลงโดยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์

“ธิดาซู!”

“ธิดาซู!”

“ธิดาซู!”

เหล่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งกล่าวทักทาย ถังหมิงหลงเองก็ลืมตาขึ้นมา จ้องมองใบหน้าของซูหย่าหรง ใบหน้าที่เที่ยวย่นของเขาเผยสีหน้าแปลกประหลาดบางอย่าง ก่อนจะหลับตาลงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกครั้ง

ซูหย่าหรงนั้นงดงามอย่างน่าอัศจรรย์ หลิวหานที่ว่างดงามมากแล้วยังไม่อาจเทียบชั้นนางได้ หากนําทั้งสองมายืนเทียบกันล่ะก็ จะเห็นได้ว่าหลิวหานด้อยกว่าอย่างชัดเจน

เพียงแต่หากเป็นแต่ก่อน ทุกคนอาจจะยอมรับว่าทันใดที่ซูหย่าหรงปรากฏตัว นางจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คนทันที เพียงแต่ตอนนี้นั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากมีสตรีผู้อื่นซึ่งงดงามเหนือกว่านางอยู่ด้วย

ฮูหนิว!

ฮูหนิวนั้นงดงามกว่าซูหย่าหรง ถึงแม้เด็กสาวผู้นี้จะป่าเถื่อนไปบ้างก็ตาม

ไม่ใช่แค่ซูหนิวเท่านั้น สตรีอีกสองคนด้านข้างนางเองก็เช่นกัน คนหนึ่งแม้จะสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ แต่เรือนร่างของนางก็ยังน่าดึงดูดหาสิ่งใดเปรียบ แม้จะไม่เห็นหน้าตา สตรีผู้นี้ก็สามารถทําให้ผู้คนลุ่มหลงได้

สตรีอีกคนก็ด้วย ดวงตาของนางเย้ายวนไปด้วยเสน่ห์ที่รุนแรง เพียงแค่จ้องมองบุรุษก็อาจวิญญาณหลุดจากร่างได้

ซูหย่าหรงเองก็ดูเหมือนจะตระหนักในเรื่องนี้ได้เช่นกัน นางใช้สายตาคมกริบมองไปยังฮูหนิว ก่อนจะเผยสีหน้าตกตะลึง ยําเกรง และซับซ้อน

แน่นอนว่าใครบางคนย่อมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ซูหย่าหรงฟัง

ซูหย่าหรงยิ้มเล็กน้อย นางพยักหน้าไปยังหลิงฮันกับฮูหนิว ก่อนจะเดินไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อรอคอยการเปิดออกของหุบเขาสามบุปผา

ดูเหมือนว่าซูหย่าหรงซูหย่าหรงเองก็ไม่คิดจะลงมือเช่นกัน

แบบนี้คงทําได้เพียงรอคอยยี่คนเดียว

วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จักรพรรดิทุกคนจะมารวมตัวกันแล้ว แต่ยี่กลับยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย

หุบเขาสามบุปผาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น ในหลายวันมานี้ ภายในหุบเขาเกิดพายุโหมกระหน่ําอย่างรุนแรง ราวกับจะทะลวงผ่านไปถึงสวรรค์ คลื่นเปลวเพลิงปะทุออกมาอยู่เป็นระยะ พร้อมกับอสนีบาตให้ผ่าลงมายังพื้นดิน ราวกับใครบางคนกําลังรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์อยู่

“พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธใกล้จะถือกําเนิดแล้ว!” ใครหลายคนอุทาน และจ้องมองด้วยความคาดหวัง

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี… ผู้ใดที่มีวาสนาพอก็จะได้มันไปครอบครอง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าหุบเขาสามบุปผากําลังจะเปิดออกในไม่อีกสองสามวันนี้แล้ว

แล้วยล่ะ? เหตุใดเขาถึงยังไม่มาอีก

หนึ่งวันต่อมา

“พรึบ ลูกศรจํานวนหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และพุ่งทะลวงลงมาใส่ทุกคนที่ยืนรออยู่ด้านหน้าทางเข้าหุบเขา

“ใครกัน ช่างกล้านัก!”

“อิ่ม!”

ทุกคนลงมือปัดป้องทําลายการโจมตีที่พุ่งเข้ามาใส่ ทุกคนในที่นี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงราชาในหมู่ราชา เพราะงั้นสําหรับคนใหญ่การปัดป้องลูกศรจึงเป็นงานยาก ในขณะที่จักรพรรดิสามารถปัดป้องได้อย่างง่ายดาย

“พรีบ” ลูกศรปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดยที่เป้าหมายของมันคือจักรพรรดิผู้หนึ่ง

“โอหัง!” จักรพรรดิผู้นั้นปล่อยหมัดตอบโต้ ตูม” ลูกศรถูกบดขยี้ทันที แต่ที่หมัดของจักรพรรดิผู้นั้นกลับปรากฏร่องรอยโลหิต ไม่คาดคิดว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อครู่

“พรึบ ลูกศรยังคงปรากฏขึ้นอีก แต่เป้าหมายได้เปลี่ยนไปเป็นคนอื่น

ลูกศรมากมายถูกยิงจากหลายทิศทาง โดยมีเป้าหมายคือเหล่าจักรพรรดิระดับแนวหน้าอย่าง หลิงฮัน ฮูหนิว ซูหย่าหรงและถังหมิงหลง

“ตัวบัดซบที่ไหน บังอาจลอบโจมตีหนิว?” ซูหนิวคํารามอย่างเกรี้ยวกราด

จักรพรรดิเองก็จับคันศรเอาไว้ด้วยหนึ่งมือ ใบหน้าอันงดงามภายใต้ผ้าคลุมของนางแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด

มีคนกล้าลอบโจมตีนางงั้นรึ?

“ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะลากยาวดังขึ้น พร้อมกับรุ่นเยาว์ผู้เดินได้ก้าวเดินเข้ามา โดยมีคันธนูสีเงินขนาดหนึ่งฟุตอยู่ในมือ “ข้าคือจี่อู๋หมิง ยินดีที่ได้พบพวกเจ้า”

ตอนที่ 1958 หอกทะลวง

หลิงฮันคํารามลากเสียงยาว เขาพุ่งทะยานร่างขึ้นหน้า โดยเมินเฉยต่อการโจมตีทางดวงวิญญาณอย่างสิ้นเชิง

“ช่างไม่ประมาณตน!” เฟ่ยหยุนแสยะยิ้ม

เคียวแห่งความตายถูกสะบั้นออกไป ฉัวะ เสื้อคลุมของหลิงฮันถูกสะบั้นตัดขาดเป็นรอยมากมายทันที

ต้องรู้ก่อนว่าเสื้อที่เขาสวมใส่อยู่นั้นไม่ใช่เสื้อคลุมธรรมดา แต่เป็นเสื้อคลุมที่ถูกถักทอด้วยเส้นไหมนิรันดร์และเส้นใยโลหะกิ่งนิรันดร์ ด้วยความทนทานอันน่าอัศจรรย์ของมันก็ถูกตัดขาดได้ ช่างเป็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวนัก

แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือหลิงฮัน ที่พุ่งทะยานร่างโดยไม่รับผลกระทบใดๆจากการโจมตี และยังคงง้างหมัดโจมตีใส่หน้าเฟ่ยหยุน

อะไรกัน!

เฟ่ยหยุนอ้าปากค้างและอุทานในใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

อีกฝ่ายป้องกันการโจมตีของเขาอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?

แต่ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หมัดของหลิงฮันก็พุ่งเข้ามายังใบหน้าของเขาแล้ว

“ฮึ่ม!” เฟ่ยหยุนกวัดแกว่งเดียวในมือตอบโต้ คิดจะใช้มือเปล่าปะทะกับอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์งั้น

ช่างน่าขันนัก อย่ามองแค่ว่าเคียวเล่มนี้เป็นเพียงอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาว เนื่องจากมันมีเศษเสี้ยวอํานาจของราชานิรันดร์หลงเหลืออยู่ ทําให้ใบมีดของเคียวมีความแหลมคมเกินพรรณนา และช่วยยกระดับพลังต่อสู้ขึ้นไปอีกขั้น

หลิงฮันจ้องมอง เขายังคงปล่อยหมัดออกไปเช่นเดิม แต่ได้โคจรอํานาจของวารีพลังหยินเสริมขึ้นมา

“ตูม!”

ใบมีดของเคียวเข้าปะทะกับข้อมือของหลิงฮัน อํานาจแห่งเต๋าและอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ระเบิดออกอย่างไร้ที่สุดสิ้น แต่หมัดของหลิงฮันกลับยังคงอยู่ในสภาพเดิม และพุ่งทะยานเข้าใส่ใบหน้าของเฟ่ยหยุน

สะ.. สัตว์ประหลาด!

คราวนี้เฟ่ยหยุนตกตะลึงอย่างแท้จริง ทั้งๆที่ถูกอํานาจของราชานิรันดร์โจมตีใส่ซึ่งๆหน้า แต่ข้อมือของหลิงฮันก็ยังไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย นี่เจ้าเป็นราชานิรันดร์หรืออย่างไรกัน?

ตูม!

เฟ่ยหยุนถูกหมัดของหลิงฮันซัดเข้าใส่จนร่างลอยกระเด็น หลิงฮันขยับตัวพุ่งทะยานไล่ตามไป และปล่อยหมัดอีกครั้ง “ตูม” ร่างของเฟ่ยหยุนถูกขัดลอยกระเด็นขึ้นฟ้า

“ฟุบ” หลิงฮันยังคงไล่ตามและกระหน่ําปล่อยหมัดต่อไป

เฟ่ยหยุนนั้นไม่ใช่จักรพรรดิระดับแนวหน้าก็จริง แต่พลังต่อสู้ของเขาก็ถือว่าใกล้เคียงอย่างมาก เขาทําการขดตัวเองให้กลมเหมือนลูกบอล เพื่อป้องกันใบหน้าและจุดสําคัญตามร่างกาย

การทําเช่นนี้ย่อมช่วยให้เขาหลบหลีกจากบาดแผลสาหัสได้พ้น

หลิงฮันมีวิธีมากมายในการทําลายการป้องกันประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลิงเก้าสวรรค์ วารีพลังหยินเร้นลับ หรืออํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสามของหอคอยทมิฬ เพียงแต่แค่การจัดการกับเศษสวะเช่นนี้ เหตุใดจะต้องทุ่มเทใช้ทักษะระดับสูงขนาดนั้น?

เขาเตะเท้าออกไป “ปัง” ร่างของเฟ่ยหยุนลอยกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งทันทีหลังจากนั้น หลิงฮันก็ได้นําหอกเหล็กออกมา หอกเล่มนี้เป็นอาวุธที่โม่ซวงมอบให้เขาจากการชนะเดิมพัน ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ระดับใด

“พรึบ” หลิงฮันชี้นําพลังเข้าสู่ตัวหอก เขาพุ่งทะยานร่างเข้าประชิดตัวเฟ่ยหยุนพร้อมกับจ้างหอกเล็งไปยังบริเวณก้นของอีกฝ่าย

“ไม่!” ถึงแม้เฟ่ยหยุนจะขดตัวเป็นลูกบอล แต่สัมผัสสวรรค์ของเขาก็ยังทํางานแทนดวงตาอยู่

หอกเล่มนั้นกําลังจะแทงเข้าใส่รูทหารของเขา!

ใบหน้าของเฟ่ยหยุนเปลี่ยนเป็นสีเขียว หากเขาถูกหอกแท่งเข้าใส่ก้นต่อหน้าสาธารณชนล่ะก็ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

เขารีบขยับแขนขาออกจากการขดตัวทันที ต่อให้ต้องถูกหอกแทงเข้าที่น่องขา หรืออวัยวะส่วนใด ก็ยังดีกว่าต้องถูกหอกแทงเข้าที่รูทหาร

เพียงแต่ทันทีที่เขาอ้าตัวออก หอกก็ทะลวงถึงเป้าหมายของมันเสียแล้ว “ซวบ” หอกครึ่งด้ามจมหายไปภายในการแทงครั้งเดียว

“อ้ากกกก” เฟ่ยหยุนร้องโอดครวญ ร่างกายของเขายืดตรงราวกับไม้บรรทัด

“น่าขยะแขยง!” หลิงฮันสะบัดมือเหวี่ยงร่างของเฟ่ยหยุน

“ตูม” เฟ่ยหยุนร่วงจากท้องฟ้าลงมากระแทกเข้าใส่พื้นดิน ก่อให้เกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เขาพยุงร่างของตนเองให้อยู่ในท่าคุกเข่า เนื่องจากหอกยังคงทิมคาอยู่กัน

เฟ่ยหยุนไม่ได้หมดสติไป เนื่องจากการโจมตีประเภทนี้ไม่ได้รุนแรงพอที่จะทําให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้ แต่ปัญหาก็คือศักดิ์ศรี หลังจากนี้เขาคงไม่กล้าสบตากับใครอีก

ตัวเขาเป็นถึงจักรพรรดิแท้ๆ แถมยังเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหกของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง ใครจะไปคาดคิดว่าต้องมาถูกทะลวงก้นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้?

ในชั่วพริบตา จอมยุทธทุกคนในอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งได้กลายมามีศัตรูร่วมกัน สายตาของพวกเขาจดจ้องไปยังหลิงฮันด้วยความโกรธ การกระทําของหลิงฮันราวกับเป็นการสร้างความอัปยศให้กับทั่วทั้งอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

เพียงแต่ต่อให้จะโกรธแค้นสักแค่ไหน ก็ไม่มีใครก้าวออกมาท้าประลองหลิงฮันสักคน

เฟ่ยหยุนเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว

“เหตุใดผู้อาวุโสยถึงยังไม่มาอีก?”

“แล้วจูซิ่วเอ๋อล่ะ?”

“ถังหมิงหลงอยู่ไหนกัน?”

เหล่าอัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างพุ่งตะโกนเสียงดัง

“ยี่” คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งในระดับโลกียนิพพานของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง ไม่ว่าใครรู้ว่า “” เป็นแซ่ ชื่อ หรือว่านามแฝงของเขากันแน่ เนื่องจากคนผู้นี้ลึกลับเป็นอย่างมาก แต่พลังต่อสู้กลับแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์ จนได้กลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างไรข้อกังขา

ซูหย่าหรง คือสตรีที่งดงามที่สุดของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง และเป็นอัจฉริยะอันดับที่สองในระดับโลกียนิพพาน โดยที่ถังหมิงหลงเป็นอันดับที่สาม

เนื่องจากพลังต่อสู้ของทั้งสามคนนี้แข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิคนใดๆ เหล่าจอมยุทธจากอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง จึงเชื่อว่าตราบใดที่หนึ่งในสามคนนี้ลงมือ หลิงฮันจะต้องถูกกําราบอย่างแน่นอน

ท่ามกลางเสียงตะโกนอันศึกคะนอง ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เฟ่ยหยุนได้ขุดหลุมที่พื้นและคลานหนีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลิงฮันเดินกลับมา และพบเห็นเอี้ยนเซียนพู่กับจอมยุทธคนอื่นๆ กําลังเผยสีหน้าตื่นเต้นอย่างไม่อาจปิดบัง

“พี่ชายหลิง!”

“น้องชายหลิง!”

“ผู้อาวุโสหลิง!”

ช่างแข็งแกร่ง! ทีนี้อาณาเขตสวรรค์ไม่อันก็จะสามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที อย่างที่รู้กันว่าที่ผ่านๆมา คนของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งนั้นดูเหมือนพวกเขาขนาดไหน

แล้วพอมาตอนนี้ล่ะ?

ขนาดจักรพรรดิอันดับหก กับอันดับเก้าก็ยังถูกกําราบ โชคดีที่ชื่อซิวเหวินหนีไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก้นของเขาถูกทะลวงด้วยอีกคนแล้ว

ตอนที่ 1957 เจ้าด้อยกว่าชื่อซิวเหวินเสียอีก

พริบตานั้นเอง สายตาทุกคู่ก็จดจ้องมายังหลิงฮันด้วยความอิจฉา

รุ่นเยาว์ผู้นี้ช่างโชคดียิ่งนัก

ฮูหนิวนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดเอาชนะชื่อซิวเหวินได้ แถมยังมีรูปลักษณ์ที่งดงามเกินพรรณนาอีกด้วย ทั้งๆ ที่นางมีท่าที่โหดเหี้ยมต่อคนอื่นแท้ๆ แต่กับหลิงฮันนางกลับกลายเป็นสตรีที่อ่อนห วานแทน

ใบหน้าอันงดงามของหลิวหานกลายเป็นมืดมน และจ้องมองหลิงฮันด้วยแววตาอาฆาตแค้นหากไม่มีบุรุษผู้นี้ล่ะก็ ฮูหนิวก็เป็นของนางไปแล้ว ขอแค่ฮูหนิวกินหญ้าชาตรีสวรรค์เข้าไปเรื่องเพศก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

เป็นบุรุษผู้นี้ที่ทําลายความสัมพันธ์ของนางกับซูหนิว!

บุรุษผู้นี้ต้องตาย

“เจ้าชื่อซิวเหวินอ่อนแอลง จนถึงขนาดที่ไม่สามารถจัดได้ แม้แต่เศษสวะของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันเลยงั้นรึ?” ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยคําพูดเยาะเย้ย เขากวาดมองผู้คนของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันก่อนจะกล่าวอย่างหยิ่งทะนง “ข้าคือเฟยหยุน อัจฉริยะอันดับหกในระดับโลกียนิพพานของอาณาเขตสวรรค์กว่างลั่ง”

อันดับหก!

ถึงแม้ฮุหนิวจะชนะการประลองก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดาย แถมอันดับของชื่อซิวเหวินยังอยู่ที่อันดับเก้าด้วยซ้ํา แล้วเช่นนั้น อันดับหกล่ะจะแข็งแกร่งขนาดไหน?

ฮูหนิวแยกเขี้ยวและคิดจะลงมืออีกครั้ง

นางยังมีทักษะทรงพลังซ่อนอยู่อีก เพียงแต่ทักษะที่ว่าสามารถใช้ได้เพียงไม่นานเท่านั้นแถมในระยะเวลาหลายวันยังใช้ได้ครั้งเดียวอีกด้วย หากไม่จําเป็นจริงๆ นางก็ไม่คิดจะใช้มัน

หลิงฮันเอื้อมมือไปรั้งนางเอาไว้ พร้อมกับกล่าว “ข้าลงมือเอง!”

จักรพรรดินีเองก็อยากลงมือเช่นกัน แต่ในเมื่อหลิงฮันกล่าวว่าจะลงมือเอง นางก็ทําได้เพียงยับยั้งใจเอาไว้

“พวกข้าจะเป็นเศษสวะหรือไม่ เจ้ามีสิทธิ์มาตัดสินรึ?” หลิงฮันก้าวเดินขึ้นหน้า

“ฮ่าๆๆ ในอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ใครบ้างที่ไม่ใช่เศษสวะ?” ใบหน้าของเฟยหยุนแสดงออกอย่างเหยียดหยาม “พวกเจ้าจะลงมือพร้อมกันก็ได้ แล้วมาดูว่าข้าจะกําราบพวกเจ้าทั้งคู่อย่างไร!”

บ้า… เป็นคนที่บ้าจริงๆ

หลิงฮันส่ายหัว กับคนบ้าเช่นนี้เขาไม่คิดจะเสวนาไร้สาระด้วย

“ถ้างั้นก็เข้ามา จะเป็นเศษสวะหรือไม่ ให้กําปั้นเป็นตัวตัดสิน!”

“หากเศษสวะเช่นเจ้าปรารถนาจะถูกทุบตี ข้าก็จะสนองให้!” ร่างของเฟยหยุนพุ่งทะยานเข้าหาหลิงฮันพร้อมกับปล่อยหมัด ครืนน” ตราประทับแห่งเต๋ปรากฏขึ้นมาบนหมัดอํานาจของมันราวกับว่าจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง

พริบตานั้นเอง จอมยุทธที่ไม่ใช่จักรพรรดิต่างก็รีบเผ่นหนีทันที เมื่อใดที่พลังของหมัดปะทุออกมาอํานาจทําลายล้างของมันคงทรงพลังเกินพรรณนา

หลิงฮันส่ายหัว เขายกนิ้วขึ้นมาตอบโต้อย่างง่ายๆ

“กล้าดูถูกข้างั้นรี!” เฟยหยุนคําราม ตราประทับแห่งเต๋บนหมัดของเขาค่อยๆ ชัดเจนยิ่งขึ้นพร้อมกับพลังทําลายที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม

หลิงฮันยิ้มและยังคงใช้หนึ่งนิ้วตอบโต้

ตูม!

คลื่นพลังของหมัดกับนิ้วเข้าปะทะกัน โดยที่หมัดกับนิ้วของทั้งสองฝ่ายไม่ได้สัมผัสกันโดยตรงและแยกห่างกันราวๆ สามฟุต อํานาจแห่งเต๋และปราณก่อเกิดของทั้งสองฝ่ายน้ํานั้นใส่กันอย่างดุเดือด พร้อมกับคลื่นทําลายของอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ ได้กวาดผ่านไปทั่วทิศทาง

หลิงฮันดึงนิ้วกลับมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ก็แค่นั้นๆ”

“บัดซบ เจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูหมิ่นข้า!” เส้นผมสีดําของเฟยหยุนสยายชี้ขึ้นฟ้าด้วยความโกรธขั้นสุด

หลิงฮันส่ายหัว “เจ้าตั้งค่าตัวเองสูงเกินไป พลังของเจ้าอ่อนแอกว่าชื่อซิวเหวินเสียด้วยซ้ํา”อันดับไม่ใช่ตัววัดความแข็งแกร่งจริงๆ จากหมัดเมื่อครู่ ทําให้เขาได้รับรู้ว่าเฟยหยุนนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับชื่อซิวเหวิน

อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เหตุผลที่ซื้อชิวเหวินได้รับอันดับที่เก้าก็เพราะในการประลองจัดอันดับรอบแรก เขาดันโชคร้ายไปพบกับอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาด ทําให้ได้รับบาดเจ็บหนักจ นตกไปอยู่อันดับที่เก้า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เฟยหยุนนั้นอ่อนแอ

ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิ แน่นอนว่าเขาย่อมแข็งแกร่ง เพียงแต่เมื่อเทียบกับชื่อซิวเหวินแล้วทั้งสองยังมีความต่างกันอยู่เล็กน้อย

“หลังจากข้าทุบตีเจ้าจนน่วมแล้ว เจ้าจะรู้เองว่าความต่างชั้นระหว่างข้ากับเจ้านั้นกว้างใหญ่เพียงใด!” ดวงตาของเฟยหยุนมีออร่าสีดําพรั่งพรูออกมา ออร่าเหล่านั้นค่อยๆ ควบแน่นกันจนแปรสภาพกลายเป็นเคียวทมิฬ

“เคียวแห่งความตาย!” ใครบางคนอุทานออกมา พร้อมกับเปลี่ยนสีหน้า

“ไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเฟยหยุน จะใช้เคียวแห่งความตายเร็วขนาดนี้” จักรพรรดิคนหนึ่งกล่าว

“ใครใช้ให้เจ้าหนูนั่นยั่วยุเฟยหยุนกันล่ะ?” จักรพรรดิอีกคนกล่าวด้วยน้ําเสียงสาปแช่ง

จริงอยู่ที่จักรพรรดิแต่ละคนนั้นมีความสัมพันธ์ดั่งคู่แข่ง แต่ตอนนี้ในเมื่อมีการขัดแย้งระหว่างอาณาเขตสวรรค์สองอาณาเขต พวกเขาจึงหวังให้เฟยหยุนสังหารหลิงฮันให้ได้

เฟยเฟยหยุนปลดปล่อยการโจมตีอีกครั้ง เคียวสีดําขนาดถูกกวัดแกว่งออกไป เคียวเล่มนี้แม้จะเป็นเพียงอาวุธที่ถูกควบแน่นขึ้นมา แต่มันกลับปลดกลิ่นอายเย็นยะเยือกราวกับโลหะของจริง

หลิงฮันยกมือขวาขึ้น และกําหมัดโจมตีเข้าใส่อากาศที่ว่างเปล่า

“ตูม”

เสียงสนั่นราวกับอสนีบาตตกกระทบปฐพีดังขึ้น พร้อมกับชั้นมิติปรากฏรอบแตกร้าว และคลื่นพลังได้ระเบิดออกไปรอบทิศทาง

เคียวแห่งความตายได้รับผลกระทบจากอํานาจหมัดทันที ตัวเคียงค่อยๆ ปรากฏร่องรอยเสียหายก่อนที่จะแหลกสลายกลายเป็นเศษซากลอยไปตามลมในที่สุด

เมื่อได้เห็นอํานาจของหมัดนี้ ทุกคนต่างสูดหายใจลึกด้วยความหวาดผวา แม้แต่เหล่าจักรพรรดิเองก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด

การโจมตีอันทรงพลังของเฟยหยุนถูกหมัดลวกๆ ของหลิงฮันทําลายทิ้งได้อย่างง่ายดายนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าพลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นทรงพลังขนาดไหน

“เจ้าเทียบกับซื้อซิวเหวินไม่ได้จริงๆ” หลิงฮันมั่นใจยิ่งกว่าเดิม

เฟยหยุนกําหมัดแน่น บนศีรษะของเขามีเส้นเลือดปูดบวมขึ้นมาด้วยความโกรธ

“เจ้ารนหาที่ตายเอง!” เขากล่าวอย่างโหดเหี้ยม มือขวาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เคียวสีดําที่คล้ายคลึงกับเคียวแห่งความตาย ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในมือของเขา

พริบตาต่อมาเขาได้ทําการโคจรทักษะลับบางอย่าง ด้านหลังของเขาค่อยๆ มีเงาของมนุษย์ยักษ์ปรากฏขึ้นมา โดยที่ร่างเงานี้ได้ถือเคียวแห่งความตายเอาไว้

“สะบั้นวิญญาณ!” เขาคํารามพร้อมกับกวัดแกว่งเดียวในมือ ที่เหนือหัวของเขา ร่างเงามนุษย์ยักษ์ก็กวัดแกว่งเดียวให้ความตายตามเช่นกัน

“ครื้นนน” พลังอํานาจผันผวนที่แปลกประหลาด ตกกระทบเข้าใส่ร่างหลิงฮัน

“โอ้?” หลิงอันประหลาดใจเล็กน้อย “สะบั้นวิญญาณงั้นรึ? การโจมตีนี้เป็นการโจมตีด้วยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์อย่างเดียว ทําให้สามารถเมินเฉยพลังป้องกันของกายหยาบได้อย่างสมบูรณ์ แต่ สร้างความเสียหายต่อดวงวิญญาณได้โดยตรง”

“แต่น่าเสียดายที่พลังของมันยังอ่อนแอเกินไป”

หลิงฮันเผยสีหน้าผิดหวัง ถึงแม้พลังต่อสู้ของเฟยหยุนจะด้อยกว่าซื้อซิวเหวินเพียงเล็กน้อยแต่ความต่างเพียงเล็กน้อยนี้ ก็ทําให้หลิงฮันหมดกะจิตกะใจจะสู้ด้วยไปแล้ว

ตอนที่ 1956 วาสนาที่เปลี่ยนแปลง

ตุบ ตุบ” ร่างของทั้งสองคนกระโดดออกมาจากคลื่นแสงสว่างและเข้าปะทะกันต่อ

ทุกครั้งที่ทั้งสองปะทะกัน อํานาจแห่งเต๋จะระเบิดอย่างรุนแรงส่งผลให้หมู่เมฆแยกตัว เกิดเป็นภาพอันน่าอัศจรรย์

“ฮ่าๆๆ ช่างสนุกอะไรอย่างนี้!” ชื่อซิวเหวินหัวเราะลั่นเปียผมของเขาสะบัดไปมากลางอากาศ พร้อมกับมัดกล้ามที่แข็งตัวขึ้น และมีตราประทับแปลกประหลาดปรากฏขึ้นมา ตราประทับ เหล่านี้คืออํานาจแก่นกําเนิดนิรันดร์ของเขา ที่จะมอบพลังอันไร้ที่สิ้นสุดให้

เขาคือคนของเผ่ายักษ์อําพันทองคํา!

ในช่วงเริ่มต้นของสวรรค์และปฐพี ได้มีสัตว์อสูรต้นกําเนิดมากมายถือกําเนิดขึ้นมาพร้อมกัน ในหมู่สัตว์อสูรเหล่านี้มีบางจําพวกที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์อย่างเช่นยักษ์ทองแดง ยักษ์ยักษ์อําพันทองคํา หรือยักษ์อสนีสัตว์อสูรเหล่านี้ แน่นอนว่าพวกมันต้องเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์ เพียงแต่เนื่องด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นมาอย่างยาวนานบ้างจึงตายไปแล้วบ้างจึงมีชีวิตอ ยู่ และบ้างได้หายสาบสูญไป

ยกตัวอย่างเผ่ายักษ์อําพันทองคํา ที่ตอนนี้บรรพบุรุษของพวกเขาได้หายสาบสูญไปแล้วเป็นเว ลานาน ไม่มีใครรู้ว่ามันตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ราวกับว่าได้หายไปจากสวรรค์และปฐพีแห่งนี้อย่างสมบูรณ์

เพียงแต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อคนรุ่นหลังของเผ่าเมื่อใดที่สายเลือดหวนคืนสู่จุดสูงสุดเท่าบรรพบุรุษพลังสายเลือดก็จะกลายเป็นแก่นกําเนิดนิรันดร์ ทําให้สามารถใช้อํานาจของยักษ์อําพันทองคําที่มีพลังป้องกันอันน่าอัศจรรย์ได้

ชื่อซิวเหวินคํารามเสียงดังพร้อมกับรีดเค้นความสามารถและพลังต่อสู้จนถึงขีดสุด

“รับไป!” ฮูหนิวเองก็คํารามอย่างเกรี้ยวกราด เงามัจฉาวายุภักษ์ด้านหลังของนางค่อยๆ ทรงพลังขึ้น จนราวกับว่ากลายเป็นของจริงปีกสองข้างของมันสยายออก และส่องประกายแสงออกมาราวกับกําลังข้ามผ่านยุคสมัย

ณ เวลานี้ยากที่จะตัดสินว่าฝ่ายไหนที่แข็งแกร่งกว่า

“อะไรกัน!”

ในขณะที่มองดูการต่อสู้อันดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน หรือ อาณาเขตสวรรค์กว่างลิงก็ต่างเผยสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด

โดยเฉพาะจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้นพวกเขาแทบจะทําใจเชื่อไม่ลง เนื่องจา กพวกเขามั่นใจและเคยคิดว่าเพียงแค่ให้จักรพรรดิสักคนลงมือ พวกเขาก็สามารถกําจัดจอมยุทธระดับโลกียนิพพานของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันทั้งหมดได้แล้ว แต่ตอนนี้กลับมีสตรีที่สามารถต่อสู้กับทัดเทียมกับซื้อซิวเหวินปรากฏตัวขึ้นมาเสียนี่

อย่างที่รู้ว่าชื่อชิวเหวินเป็นถึงจักรพรรดิอันดับที่เก้า ตั้งแต่อันดับที่สิบถึงสี่พลังต่อสู้ ของทุกคนนั้นใกล้เคียงกันเป็นอย่างมากโดยที่บางที่ซื้อซิวเหวินอาจจะแข็งแกร่งว่าจักรพรรดิอันดับที่สี่เสียด้วยซ้ํา

เนื่องจากชื่อซิวเหวินได้พ่ายให้กับจักรพรรดิอันดับต้นๆที่เป็นสัตว์ประหลาดตั้งแต่การประลองรอบแรกๆ ทําให้เขาได้รับบาดเจ็บหนักจนสุดท้ายก็ตกมาอยู่อันดับที่เก้า แต่การที่ซื้อชิวเหวินไม่ตกมาอยู่อันดับที่สิบก็เป็นข้อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างชัดเจนแล้ว

แต่ทางฝ่ายของอาณาเขตสวรรค์ไต่อันนั้นไม่คิดแบบนั้นพวกเขาได้ยินมาว่าฮูหนิวเอาชนะ เชียนลู่ ซานจื้องและเหลาชงได้เพราะงั้นนางจึงเป็นจอมยุทธระดับโลกียนิพพานที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาเขตสวรรค์ไม่อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาไม่เชื่อว่าฮูหนิวที่แข็งแกร่งขนาดนั้น จะกําราบจักรพรรดิอันดับเก้าของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงไม่ได้

หลังจากการต่อสู้ดําเนินไปเกินกว่าพันกระบวนท่าความต่างชั้นของทั้งสองก็เริ่มเผยให้เห็นออกมา

ฮูหนิวแข็งแกร่งกว่า!

มือทั้งสองของนางตั้งกระบวนท่าเป็นกรงเล็บ โดยมีตราประทับของมัจฉาวายุภักษ์ปกคลุม ไว้ทั่ว การโจมตีของนางรุนแรงเป็นอย่างมากแม้แต่การป้องกันที่แข็งแกร่งของยักษ์อําพันทองคําก็ยังถูกทําลายด้วยกรงเล็บของนาง

แต่ที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างก็คือ โลหิตของนั้นเป็นสีทองช่างเป็นเผ่าที่น่าอัศจรรย์อะไรอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าโลหิตที่ไหลออกมาแท้จริงแล้วจะเป็นหยดโลหะกิ่งนิรันดร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเผ่านี้มีพลังป้องกันที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน

แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น การโจมตีของซูหนิวก็ยังน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าและสามารถสร้าง บาดแผลให้แก่กายหยาบของซื้อซิวเหวินด้วยมือเปล่าได้

“ฮ่าๆ เจ้าเป็นสตรีคนแรกที่สามารถสร้างบาดแผลให้แก่ข้าได้!”ชื่อซิวเหวินหัวเราะ แทนที่เมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้วจะหมดกําลังใจสู้จิตใจของเขากลับกลายเป็นอีกเหิมแทน

“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะนําเข้ามาเป็นสตรีของข้า!”

จิตวิญญาณของเขาลุกโชนราวกับเปลวเพลิงและอํานาจของยักษ์อําพันทองคําได้ถูกรีดเค้ นจนทะลุขีดจํากัดตราประทับบนหน้าอกของเขา ส่องประกายแสงเจิดจรัสออกมาราวกับดวงอาทิตย์ ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถมองผ่านเข้าไปได้ตรงๆ

คนผู้นี้คืออัจฉริยะที่แท้จริง ต่อหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าไม่เพียงแค่เขาจะไม่ล่าถอย แต่ยังพยายามทําลายขีดจํากัดของตนเองเพื่อขัดเกลาพลังต่อสู้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้

ฮูหนิวเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก “หนิวเป็นของหลิงฮัน ลิงปาเช่นเจ้าบังอาจมากที่กล้าคิดเช่นนั้นกับหนิวหนิวจะทุบตีเจ้าให้เละ!”

“ครืนน” พลังต่อสู้ของนางทะยานสูงขึ้นอย่างพรวดพราด ตราประทับมัจฉาวายุภักษ์ป รากฏขึ้นอีกครั้ง และสะบัดหางที่ราวกับมังกรเข้าใส่ชื่อซิวเหวิน

การต่อสู้ดําเนินต่อไป ถึงแม้ว่าชื่อซิวเหวินจะทําลายขีดจํากัดของตนเองได้แต่ฮูหนิวก็ยัง แข็งแกร่งกว่าอยู่ดี

หลิงฮันพยักหน้า ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทําไมเงี่ยนเซียนลู่ถึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซื้อซิวเหวิน ในความ เป็นเพียง การที่เอี้ยนเซียนสู่สามารถเอาชีวิตรอดจากซื้อชิวเหวินมาได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

เพียงแต่หากจะบอกว่าเอี้ยนเซียนลู่ด้อยกว่าชื่อซิวเหวิน ทั้งในด้านแก่นกําเนิดนิรันดร์ หรือพรสวรรค์นั้น หลิงฮันไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

เหตุผลที่เอียนเซียนลู่ด้อยกว่า ย่อมเป็นดังคํากล่าวของราชานิรันดร์หย่งชางที่ว่าวาสนาแห่ง สวรรค์และปฐพี ของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเหล่าจอมยุทธในยุคสมัยนี้จึงได้แข็งแกร่งกว่าจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน

พลังต่อสู้ของชื่อซิวเหวินนั้น หากไปอยู่ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกก็คงยังอยู่ในอัจฉริ ยะอันดับต้นๆ ของระดับโลกียนิพพานอยู่ดีเนื่องจากทั้งๆ ที่คู่ต่อสู้เป็นฮูหนิว เขาก็ยังรับมือได้โดยที่ด้อยกว่าเพียงเล็กน้อย

ทั้งซานจี้องและเหลาซงตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

เมื่อได้เห็นการต่อสู้ระหว่างฮูหนิวกับชื่อซิวเหวิน ความมั่นใจของพวกเขาก็พังทลายลง

ทั้งๆ ที่เป็นจักรพรรดิเหมือนกัน แต่พลังกับแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้เชียว

การต่อสู้ยังคงดําเนินต่อไป โดยที่จํานวนจักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงเริ่มมาถึง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เห็นการต่อสู้ระหว่างซูหนิวกับชื่อซิวเหวินพวกเขาก็เผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมาอย่างปิดไม่มิด

พลังต่อสู้ของชื่อชิวเหวินแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับตอนประจัดอันดับ…แต่สตรีผู้นี้กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่า!

นางเป็นใคร และมาจากที่ใดกัน?

หลังจากผ่านไปสามวัน ในที่สุดชื่อซิวเหวินก็พ่ายแพ้ให้แก่ฮูหนิว

“เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าจริงๆ!” เขากล่าวเสียงดังอย่างไม่สูญเสียความมั่นใจที่เป็นฝ่ายแพ้ “ในห นึ่งร้อยปี ข้าจะออกตามหาเจ้าและท้าประลองกับเจ้าอีกครั้งเมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะกําราบเจ้าและนําเจ้ามาเป็นสตรีของข้าให้ได้!

เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันจากพุ่งทะยานร่างจากไป โดยไม่ปล่อยโอกาสให้ฮูหนิวได้พูดอะไรสักคํา

ฮูหนิวเกรี้ยวกราดและคิดจะไล่ตาม แต่ก็ถูกหลิงฮันรั้งตัวเอาไว้เขาส่ายหัวให้นางและกล่าว “ครั้งหน้าที่หมอนั่นปรากฏตัว ข้าจะเป็นคนทุบตีเขาจนไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เจ้าเห็นเอง”

อารมณ์ของซูหนิวเปลี่ยนมาเป็นมีความสุขและกอดแขนของหลิงฮันอย่างไร้เดียงสาทันที

ตอนที่ 1955 ซื๋อซิวเหวิน

“น้องชายหลิง เจ้าเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไต่อันจริงๆ งั้นรึ?” หลิวเจี๋ยถามออกไปโดยไม่ลังเล

หลิงฮันพยักหน้า “นั่นคือความจริง”

ดวงตาของหลิวเจี๋ยส่องประกาย และแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “เมื่อเข้าสู่หุบเขาแล้ว พวกเราคงต้องเผชิญหน้ากัน ซึ่งข้าจะไม่ปรานี้เด็ดขาด”

ฮูหนิวเอ่ยแทรกทนที่ “อะไร เจ้าอยากมีเรื่องงั้นรึ?” ท่าทีของนางดูโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก

หลิวเจี๋ยอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะปิดปากไม่พูดออกไป ต่อหน้าฮูหนิวแล้ว เขาไม่กล้าทําตัวโอหัง

เขาจ้องมองหลิงฮันอย่างลึกซึ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังจากไป

“ดูเหมือนว่าจะถูกรังเกียจเข้าแล้วสินะ?” อู๋เซียนลู่กล่าว

หลิงฮันยิ้มและกล่าวตอบ “สําหรับเรื่องนี้คงทําอะไรไม่ได้ ปล่อยเขาไปเถอะ”

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” อู่เซียนสู่เอ่ยถามอีกครั้ง

หลิงฮันลูบคางและยิ้ม “ค่อนข้างจะพูดยากเสียหน่อย”

ในขณะที่ทั้งสองกําลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง จู่ๆ หลิวหานก็วิ่งเข้ามาและกล่าวกับฮูหนิว “ต่อให้เจ้าเป็นสตรี ข้าก็จะขออยู่กับเจ้า!”

“พรวด” เอี๋ยนเซียนลู่สําลักออกมาทันใด เขากระแอมหลายครั้งก่อนจะมองไป ยังฮูหนิวและหลิวหาน

นี่เขาไม่ได้ออกเดินทางฝึกตนนานไปแล้วรึไงกัน ถึงได้ไม่รู้ว่าป่านนี้โลกพัฒนาไปถึงไหนแล้ว?

“เจ้าช่างเป็นคนที่น่ารําคาญอะไรอย่างนี้!” ฮูหนวกล่าวออกไปอย่างไร้ความอดทน

“ข้ารู้มาว่าเม็ดยานิรันดร์บางชนิด สามารถทําให้เปลี่ยนแปลงเพศได้” หลิวหานกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ข้าครุ่นคิดมาหลายวันแล้ว ข้าชื่นชอบเจ้าจริงๆ และไม่อาจสลัดเจ้าออกจากหัวใจได้!”

“แต่หนิวไม่ได้ชอบเจ้า!” ฮูหนวกอดแขนข้างหนึ่งของหลิงฮันแน่น “หนิวชอบหลิงฮัน และจะชอบหลิงฮันเพียงแค่คนเดียว!”

หลิง..ฮัน!

สายตาของหลิวหานจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของหลิงฮันอย่างเย็นชา พร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกมา

หากเป็นเช่นนั้น นางก็จะสังหารหลิงฮันก่อน

“ตัวอัปลักษณ์ เจ้าอยากตายงั้นรึ?” ฮูหนิวกล่าวออกไปอย่างโหดเหี้ยมทันที นางมีสัมผัสที่รวดเร็วต่อจิตสังหารที่สุด การที่ตัวอัปลักษณ์ตนนี้กล้าปลดปล่อยจิตสังหารใส่หลิงฮันของนาง ปฏิกิริยาแรกของนางแน่นอนว่าต้องเป็นความรู้สึกอยากเข่นฆ่าอีกฝ่าย

หลิวหานรีบสงบอารมณ์ และยิ้มให้กับฮูหนิวก่อนจะหันหลังจากไป

นางจะสังหารหลิงฮันแน่นอน แต่คนที่ลงมือต้องไม่ใช่ตัวของนางเอง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร ตราบใดที่จักรพรรดิสักคนลงมือ ซึ่งด้วยความงดงามของนางแล้ว ย่อมมีคนมาติดเบ็ดไม่ยาก

เอี๋ยนเซียนสู่ยิ้มและกล่าว “ข้าพลาดบางอย่างไปจริงๆ สินะ?” ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมหลิงฮันถึงบอกว่าเรื่องนี้มันพูดยาก ดูเหมือนว่ามันจะซับซ้อนมากจริงๆ

เหลาซงและซานจี้ถงเองก็มาถึงแล้ว ตอนนี้จักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ต่างมาอยู่รวมกันพร้อมหน้า แต่สําหรับอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งนั้น ด้วยจํานวนของจักรพรรดิที่มากกว่า จักรพรรดิที่มาถึงจึงมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และทุกคนต่างมีอันดับเกินกว่าสิบขึ้นไป

เหล่าจักรพรรดิของทั้งสองอาณาเขตสวรรค์ ยืนอย่างสุขุมอยู่ด้านหน้าทางเข้า โดยที่ไม่มีการปะทะใดๆ กัน

ครืนน!

เสียงสนั่นที่ราวกับเสียงคํารามของมังกรหรือพยัคฆ์ดังขึ้น หมู่เมฆที่ล่องลอยอยู่บนหุบเขาแหวกออก พร้อมกับร่างของรุ่นเยาว์ผู้นี้กําลังพุ่งทะยานมาจากระยะที่ห่างออกไป อีกสวมชุดที่ดูย้อนยุคเป็นอย่างมาก ร่างท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า ในขณะที่ร่างท่อนล่างถูกปกคลุมไว้เพียงผ้าคลุมที่ทําจากหนังสัตว์ เส้นผมของเขาถูกถักเป็นเปียหลายสิบเส้น และแต่ละเส้นมีกระดูกที่ดูราวกับหยกมัดเอาไว้

เขาพุ่งทะยานร่างมาดั่งสัตว์อสูร เกรงว่าใครก็ตามที่ขวางทางเขา จะต้องถูกชนทุกร่างแหลกออกเป็นเสี่ยงๆ

“ซื๋อซิวเหวิน!” เอี๋ยนเซียนลู่ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและกําหมัดแน่น ดวงตาทั้งสองของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงร้อนระอุ

คนผู้นี้คือซื๋อซิวเหวิน?

หลิงฮันมองไปยังคนเถื่อนที่พุ่งทะยานเข้ามา เพียงแต่ในขณะที่จ้องมอง ดวงตาของเขาก็ได้ส่องประกายยั่วยุไปยังอีกฝ่าย ทําให้ซื๋อซิวเหวินหันหน้ามามองที่หลิงฮันเช่นกัน ดวงตาของอีกฝ่ายระเบิดคลื่นดาบอันทรงพลังออกมาเข้าใส่หลิงฮัน

หลิงฮันไม่แยแส และระเบิดคลื่นดาบออกมาจากดวงตาเข้าตอบโต้อีกฝ่ายเช่นกัน

ตูม!

คลื่นดาบทั้งสองเข้าปะทะกันจนสลายไป การโจมตีนี้ทั้งสองฝ่ายเสมอกัน

ซื๋อซิวเหวินแสยะยิ้ม การโจมตีเมื่อครู่เขาใช้พลังไปเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น ซึ่งเขาเชื่อว่าหลิงฮันจะต้องใช้พลังมากกว่าเขาแน่นอน ฝ่ายที่เหนือกว่าจึงเป็นเขา

บุรุษผู้นี้เหมือนกับฮูหนิวเล็กน้อย ในเรื่องของความโหดเหี้ยม และกลิ่นอายแห่งบรรพกาล

ซานจี้ถงและเหลาซงชะงักแน่นิ่ง นี่น่ะจักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง?

แข็งแกร่งมาก!

แม้แต่จักรพรรดิอย่างพวกเขาทั้งสองยังรู้สึกเช่นนี้ ไม่ต้องกล่าวเลยว่า จอมยุทธคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร พวกเขาแต่ละคนหมดสิ้นจิตวิญญาณที่จะต่อสู้ และร่างกายสั่นเทิ้ม

กับศัตรูเช่นนี้ จะไปเอาชนะได้อย่างไร?

ยิ่งกว่านั้นซื๋อซิวเหวินยังแข็งแกร่งเป็นอันดับที่เก้า ของเหล่าอัจฉริยะในอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งเท่านั้น ถ้าเป็นแปดอันดับที่ต่ำกว่านี้ล่ะ จะแข็งแกร่งขนาดไหน? มีคํากล่าวว่าอัจฉริยะสามอันดับแรกนั้น แต่ละคนล้วนแต่เป็นสัตว์ประหลาด ที่หนึ่งฝ่ามือก็สามารถบดขยี้ท้องฟ้าได้ ความแข็งแกร่งของทั้งสามนั้นน่าอัศจรรย์เกินกว่าจะพรรณนา

“ข้ากําลังคันไม้คันมืออยู่พอดี ใครต้องการสู้กับข้าบ้าง?” ซื๋อซิวเหวินครามเสียงดัง แม้เขาจะกล่าวว่าใครที่ต้องการสู้กับเขาบ้าง แต่สายตาของเขากลับจดจ้องไปยังหลิงฮัน

ในมุมมองของเขา หลิงฮันนั้นเป็นคนที่มีพลังต่อสู้เกือบจะสู้กับเขาได้ ด้วยนิสัยที่ชอบเหยียบย้ำอัจฉริยะแล้ว

เขาจึงต้องการบดขยี้ความมั่นใจของอีกฝ่ายให้สิ้นซาก

“จ้าลิงป่า หนิวจะชัดเจ้าเอง!” ฮูหนิวกระโดดออกมา และโจมตีโดยไม่รีรอ

“พรึบ” ด้านหลังของนางปรากฏเงาของมัจฉาวายุภักษ์ ฮูหนิวเองก็มีนิสัยชอบบดขยี้เหยื่อและมองซื๋อซิวเหวินแข็งแกร่งพอจะเป็นคู่ต่อสู้

“แข็งแกร่ง!” ซื๋อซิวเหวินอุทานด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่งเสียงคํารามปลดปล่อยการโจมตีปะทะกับฮูหนิว ร่างของเขาสั่นสะท้าน พร้อมกับเงายักษ์อําพันได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง เงายักษ์กวัดแกว่งแท่งหินขนาดใหญ่โจมตีใส่มัจฉาวายุภักษ์

การโจมตีของเงาทั้งสองคืออํานาจที่เกิดขึ้นจากแก่นกําเนิดนิรันดร์ ตามหลักแล้วพวกมันคือตัวตนที่อยู่ในระดับราชานิรันดร์ ที่ในตอนนี้สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้เพียงเล็กน้อย

“ตูม” การโจมตีของยักษ์อําพันและมัจฉาวายุภักษ์เข้าปะทะกัน อํานาจแห่งเต๋ระเบิดคลื่นพลังที่เต็มไปด้วยตราประทับจํานวนนับไม่ถ้วนออกมา

ทั่วท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงสว่างสีขาว จนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้แม้แต่นิดเดียว

ตอนที่ 1954 อาณาเขตสวรรค์ไท่อัน

ใครบางคนที่ไม่รู้สถานการณ์ เมื่อมาถึงก็ต่างจ้องมองอย่างงงวย

เกิดอะไรขึ้นกัน? เหตุใดถึงได้มีคนมากมายมาแออัดกันอยู่ที่นี่?

สําหรับจอมยุทธทั่วไป แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่สนใจในศาสตร์ปรุงยา เมื่อไม่เข้าใจสถานการณ์พวกเขาจึงหันหลังเดินจากไปในทันที เพียงแต่กับเหล่านักปรุงยาแล้วนั้น ปฏิกิริยาของพวกเขาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกการชี้แนะของหลิงฮันดึงดูด และนั่งลงฟังอย่างสงบเสงี่ยม

นอกจากเสียงของหลิงฮันแล้ว ไม่มีใครเลยที่ส่งเสียงออกมา นักปรุงยาทุกคนจ้องมองหลิงฮันด้วยความเคารพและเลื่อมใส ราวกับกําลังสักการะพระเจ้า

จนกระทั่งเมื่องานเฉลิมฉลองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ หลิงฮันถึงจะหยุดการชี้แนะและทุกคนก็กลับมาลุกขึ้นยืน นักปรุงยาทุกคนต่างโค้งตัวคํานับหลิงฮัน ซึ่งแม้แต่นักปรุงยาสามดาวก็ไม่มีข้อยกเว้น

ในแง่ของเข้าใจพื้นฐานอย่างลึกซึ้งนั้น ความเข้าใจของหลิงฮันเหนือกว่านักปรุงยาสามดาวแทบจะทั้งหมด เพราะงั้นต่อให้เป็นนักปรุงยาสามดาวก็ยังได้รับผลประโยชน์จากคําชี้แนะของหลิงฮัน และให้ความเคารพต่อหลิงฮันสูงสุด

พวกเขามั่นใจว่าในอนาคตภายภาคหน้า หลิงฮันจะต้องกลายเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอน หรือบางทีอาจจะถึงขั้นสร้างประวัติศาสตร์ บรรลุเป็นนักปรุงยาห้าดาวคนใหม่ ในรอบแสนล้านปีของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกเลยด้วยซ้ำ

เพียงแต่คิดร่างกายของพวกเขาก็รู้สึกสั่นเทิ้มแล้ว บางที่เหตุการณ์ในวันนี้ อาจจะถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ตลอดกาลในฐานะจุดเริ่มต้นอันเฉิดฉายของหลิงฮันในดินแดนแห่งเซียน

หลิวซิงแน่นิ่งพูดอะไรไม่ออก

เขาตั้งใจจะสร้างความอัปยศให้กับหลิงฮันแท้ๆ แต่เหตุใดถึงได้กลายเป็นทําให้ชื่อเสียงของหลิงฮัน กลายเป็นที่รู้จักแทนกัน? เขารู้สึกเจ็บปวดจนปากกระตุกไปมา

“ตุบ” เพียงแต่ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกหนักอึ้งที่ไหล่ และมองเห็นมือข้างหนึ่งตบมายังหัวไหล่ของเขา

“จงหมั่นเพียรมุ่งมั่นในศาสตร์ปรุงยาให้มากกว่านี้ และขัดเกลาจิตใจตนเองเสียใหม่ แล้วอนาคตของเจ้าจะสุกสกาวกว่านี้” หลิงฮันกล่าวชี้แนะ

เขาไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรกับเรื่องเล็กน้อย หลิวซิงยังเยาว์วัยมากแท้ๆ แต่ก็กําลังเริ่มฝึกฝนเป็นนักปรุงยาสามดาวแล้ว ความสําเร็จเช่นนี้ควรแค่แก่การชื่นชมเป็นอย่างมาก เพราะงั้นเขาจึงเลือกที่จะโน้มน้าวอีกฝ่ายเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

หลิวซิงใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง และไม่แม้แต่มองไปยังหลิงฮันตรงๆ

หลิงฮันตบไหล่หลิวซิงอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปโดยไม่สนใจอะไรอีก

“ปรมาจารย์หลิง!”

“ปรมาจารย์หลิง!”

เมื่อหลิงฮันเดินผ่าน เหล่านักปรุงยารอบด้านต่างคํานับทักทายด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ถึงแม้หลิงฮันจะยังห่างไกลจากการเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง แต่การที่หลิงฮันแบ่งปันความรู้ในศาสตร์ปรุงยาอย่างไม่เห็นแก่ตัวนั้น ทําให้ทุกคนรู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างมาก

ศิษย์พี่ทั้งสองของจูเฟิงเองก็มาร่วมงานฉลองเช่นกัน ทั้งสองลากตัวหลิงฮันไปพูดคุยด้วยโดยที่หัวข้อหลักคือการไถ่ถามถึงสถานการณ์ของปรมาจารย์จ่อเฉิงในปัจจุบัน

ศิษย์พี่ทั้งสามของหลิงฮันนั้น ยิ่งอาวุโสกว่า ความสําเร็จในศาสตร์ปรุงยาก็ยิ่งต่ำ อย่างศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สอง ถึงแม้พวกเขาจะเป็นนักปรุงยาสี่ดาว แต่ความสําเร็จในห้วงจิตปรับแต่งกลับอยู่ที่ขั้นห้าเท่านั้น ในขณะที่จูเฟิงบรรลุนไปที่ขั้นหกแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่จางหนิงนั้นคงไม่สามารถบรรลุทักษะห้วงจิตปรับแต่งขั้นหกได้ในชีวิตนี้ ในขณะที่ศิษย์พี่สองเซียวลี่สิ่งยังพอมีโอกาสอยู่

หลิงฮันและศิษย์พี่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่เป็นเวลานาน จางหนิงและเซียวลี่สิ่งเชิญชวนหลิงฮันไปเป็นแขก ซึ่งหลิงฮันก็ตอบตกลงไปว่า หากมีเวลาเมื่อไหร่ก็จะไปพบ เนื่องจากเขาในตอนนี้มีเรื่องให้ทําเยอะมาก

งานเฉลิมฉลองดําเนินไปเป็นเวลาห้าวัน หลังจากงานสิ้นสุด หลิงฮันก็รีบออกเดินทางไปยังหุบเขาสามบุปผาทันที

หากพูดในชัดๆแล้ว หุบเขาสามบุปผานั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน แต่เนื่องจากหุบเขาสามบุปผาตั้งอยู่ที่ขอบมุมของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันพอดี จึงมีเรื่องข้อพิพาทการแบ่งพื้นที่เกิดขึ้น

กลุ่มของหลิงฮันออกเดินทาง โดยที่ธิดาโวยังคงยืนกรานจะติดตามไปด้วย ซึ่งนางได้ถูกฮูหนิวจ้องมองอย่างโหดเหี้ยมอยู่เป็นระยะ หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดินีห้ามเอาไว้ละก็ ฮูหนิวคงจะทุบตีใบหน้าของธิดาโร่วจนปูดบวมเป็นหัวหมู และโยนกระเด็นไปนานแล้ว

กลุ่มของพวกเขาข้ามผ่านภูเขาและแม่น้ำมากมาย จนเวลาล่วงเลยไปสามเดือน ถึงจะพ้นจากอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง และกลับมายังอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน หลังจากมุ่งขึ้นเหนือไปอีกหนึ่งเดือน พวกเขาก็มาถึงหุบเขาสามบุปผาในที่สุด

ที่นี่คือหุบเขาจริงๆ รึ?

หลิงฮันมองไปยังหมู่เมฆเบื้องหน้า หุบเขาแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางราวกับมหาสมุทรไร้พรมแดน โดยเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นราวกับว่าเป็นคลื่นสมุทร

“ตูม” ทันใดนั้นเอง สายลมก็ได้พัดกรรโชกในระยะที่ห่างออกไป ก่อให้เกิดเป็นภูมิทัศน์ที่พิเศษ

ใบหน้าของพวกหลิงฮันเปลี่ยนไปทันที

คลื่นลมกรรโชกที่เกิดขึ้นนี้น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก ตราประทับแห่งเต๋ภายในคลื่นสายลมสั่นสะท้านไปมา ไม่ว่าจะเป็นตราประทับใด ก็ล้วนแต่มีอํานาจน่ายําเกรง ที่สามารถบดขยี้สวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างง่ายดาย

“ตราประทับราชานิรันดร์!” พวกหลิงฮันทุกคนอุทาน

ไม่น่าแปลกใจที่ทําไมราชานิรันดร์หย่งชาง ถึงกล่าวว่าวาสนาในครั้งนี้ แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ไม่อาจแทรกแซง เพียงแค่คลื่นสายลมส่งๆ ทั่วไป ก็มีอํานาจอยู่ในระดับราชานิรันดร์แล้ว

พวกหลิงฮันพยายามจะลองเข้าสู่หุบเขา แต่ตลอดเวลาจะมีตราประทับแห่งเต๋ส่องประกายอยู่ตลอด พวกเขาก็ไม่กล้าผืนเข้าไป

ดูเหมือนว่าในตอนนี้จะไม่มีใครสามารถเข้าไปยังหุบเขาแห่งนี้ได้

จากที่ได้ยินมา การจะเข้าไปยังหุบเขาก็ต้องเข้าผ่านเส้นทางเฉพาะที่มีอยู่เท่านั้น ไม่อาจเข้าไปด้านในจากทางไหนก็ได้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์แรงโน้มถ่วงที่น่าสะพรึงกลัวครอบคลุมอยู่ และด้านล่างหุบเขาก็ยังเต็มไปด้วยแท่งหินแหลมคมราวกับหอกที่พัวพันไปด้วย ตราประทับแห่งเต๋ หากถูกพวกมันแทงล่ะก็ ต่อให้เป็นกายหยาบของหลิงฮันก็ไม่อาจต้านทานไหว

ด้วยเหตุนี้หากเข้าจะสู่หุบเขาจึงจําเป็นต้องเข้าผ่านทางเข้าที่ถูกต้อง

พวกหลิงฮันทั้งสี่คนเดินอยู่เป็นเวลาสี่วัน ในที่สุดก็พบทางเข้า ณ เวลานี้มีคนมากมายมาถึงก่อนหน้าพวกเขาแล้ว ซึ่งก็มีทั้งคนที่หลิงฮันรู้จักและไม่รู้จัก

“น้องชายหลิง!” เมื่อเห็นหลิงฮัน เอี๋ยนเซียนลู่และหลิวเจี๋ยก็เดินเข้ามา ทันทีที่เห็นว่าพวกเขาทักทายหลิงฮันพร้อมกัน ทั้งสองฝ่ายก็หันมองหน้ากัน

สถานการณ์แบบนี้มันคืออะไร?

ทําไมอีกฝ่ายถึงได้กล่าวทักทายหลิงฮันกัน?

หลิงอันยิ้ม “พี่ชายเอี๋ยน พี่ชายหลิว”

“อะไรกันน้องชายหลิง เจ้ารู้กันเขารึ?” เอี๋ยนเซียนลู่และหลิวเจี๋ยเอ่ยถามพร้อมกัน

หลิงฮันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้มีโอกาสรู้จักพี่ชายหลิว ในตอนที่ไปเมืองผนึกแปรผัน

“นี่เจ้าเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันจริงๆ งั้นรึ?” ในขณะที่กล่าว หลิวเจี๋ยก็นึกถึงเหตุการณ์ที่หลิงฮันเอาแต่ปฏิเสธเขา โดยกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไม่อันขึ้นมา ในตอนนั้นไม่มีใครเลยที่เชื่อหลิงฮัน เพราะแม้แต่เขาก็คิดว่าหลิงฮันจงใจกล่าวเช่นนั้นเพื่อปฏิเสธคําเชิญของเขาทางอ้อม

ตอนที่ 1953 บริการน้ำชาและนวดหลัง

สายตาทุกคู่เพ่งมายังหลิงฮัน เพื่อเฝ้ารอคําตอบ

ทุกคนจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากรุ่นเยาว์ผู้นี้จะใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงและหันหลังหนีไปด้วยความอับอาย

เพียงแต่ใบหน้าของหลิงฮันกลับยังคงสงบนิ่ง และเกิดความรู้สึกในใจว่าช่างบังเอิญยิ่งนัก

นั่นเพราะไม่นานมานี้เขาได้ทําการเริ่มศึกษาเม็ดยาสามดาวพอดี ซึ่งหนึ่งในเม็ดยาห้าประเภทที่เขาเลือก ก็คือเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศ

เจ้าแส่หาความอัปยศเองเสียแล้ว

หลิงฮันจงใจทําสีหน้าครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด

“อาจารย์สี่ อย่าบอกว่าน่าท่านไม่รู้จักแม้แต่ว่า เม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศคือเม็ดยาอะไร?” หลิวซิงฉวยโอกาสซัดโจมตี

หลิงฮันยิ้ม ก่อนจะมองหาที่นั่งและกล่าว “ก่อนจะขอคําชี้แนะจากผู้อาวุโส เจ้าควรบริการนําชาก่อนไม่ใช่รึ?”

ฮึ่ม ยังจะแสร้งทําตัวเหนือกว่าอยู่อีก!

หลิวซิงแสยะยิ้มในใจ ในความคิดของเขา หลิงฮันคงกําลังรู้สึกอับอาย จึงได้พยายามเอาคืนเขาเพื่อหลบหนีออกจากสถานการณ์ในตอนนี้

“แน่นอน! แน่นอน!” ใบหน้าของหลิวซิงแสดงออกอย่างเคารพเขาเรียกบริกรของสถานที่มารินน้ำชาให้ ก่อนคว้าหยิบน้ำชาและเดินไปมอบให้หลิงฮัน

เอาล่ะ… ข้าแสดงได้อย่างไร้ที่ติขนาดนี้ มาดูว่าเจ้าจะหาทางหลบหนีไปได้อย่างไร

ผู้คนที่มามุงดูเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนแค่ผ่านมาเห็น บางคนมามุงดูเพราะสงสัยว่าหลิงฮันเป็นของจริงหรือไม่ เนื่องจากสถานะศิษย์น้องของปรมาจารย์เซียวลี่สิง เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย

หลิงฮันนั่งไขว้ขวา และยื่นมือขวาออกไป

หน้าผากของหลิวซิงปูดบวมไปด้วยเส้นเลือด แต่ก็ต้องยอมกัดฟันและโค้งตัววางแก้วชาลงบนมือหลิงฮัน

ตอนนี้ข้าจะยอมไปก่อน เดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้กันว่าเจ้าจะร้องไห้โอดครวญแค่ไหน!

หลิงฮันรับแก้วชามาและเปาลมเบาๆ ก่อนจะจิบดื่มอย่างเชื่องช้า

อดทนไว้ อดทนไว้ อดทนไว้

หลิวซิงท่องคํานี้อยู่ในหัววนไปมา ตราบใดที่เขาผ่านจุดนี้ไปได้ คนที่จะอัปยศก็คือหลิงฮัน

และแล้วในที่สุดหลิงก็ดื่มชาเสร็จ

เขามอบถ้วยช้าคืนให้หลิวซิง ซึ่งหลิวซิงก็รีบรับแก้วชามาและกล่าว “อาจารย์ลุงสี่….”

“หลังขารู้สึกตึงหน่อยๆ เจ้าช่วยข้าหน่อยสิ”

บัดซบ!

หลิวซิงรู้สึกเกรี้ยวกราดจนอยากจะสังหารคน เพียงแต่ในขณะที่ดวงตาของเขากําลังจะส่องประกายโหดเหี้ยม เขาก็รีบกัดฟันแน่นและพยายามปลอมประโลมตัวเอง ว่าจะทําเสียแผนไม่ได้

เขาเดินไปยืนด้านหลังหลิงฮัน และทํานวดที่แผ่นหลัง

จักรพรรดินี ฮูหนิวและสตรีคนอื่นๆ เผยรอยยิ้ม กล้ามาเล่นกับหลิงฮันเช่นนี้ เจ้าไม่รู้เลยรึไงว่าหลิงฮันได้รับการฝึกสอนมาโดยสุนัขตัวดํา?

หลิวซิงเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมา ยังไม่ทันที่จะได้ทําให้หลิงฮันอัปยศ เขาก็ดันถูกเล่นงานเข้าเสียก่อน เขาเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังภายในใจว่าควรจะดําเนินแผนต่อไปดีหรือไม่

แต่แผนการก็ดําเนินมาแล้ว จะให้ยอมถอยกลางทางได้อย่างไร?

หลังจากหลิวซิงนวดอยู่เป็นเวลานานสักพัก เขาก็พยายามระงับความโกรธเอาไว้และกล่าวออกไป “ท่านลุงสี่ยังไม่พอใจอีกงั้นรึ?”

“ตรงขา…” หลิงฮันเอ่ยขึ้นพร้อมกับนิ่งไปครู่หนึ่ง

เจ้าตัวบัดซบ!

“คงไม่ต้องนวด” หลิงฮันกล่าวต่อ

หลิวซิงแทบจะสงบสติอารมณ์ไม่ทัน ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้นวด แล้วจะพูดออกมาทําไม? เจ้าอยากให้ข้าหวาดกลัวตกใจจนตายรึไง?

“ถ้าเช่นนั้น ท่านลุงสี่ช่วยให้คําชี้แนะรุ่นเยาว์ได้รึยัง?” เขากล่าวออกไปอย่างเรียบง่าย ทั้งๆ ที่กําลังพยายามกัดฟันเอาไว้แทบตาย

หลิงฮันกระแอมพร้อมกับกล่าว “ดูเหมือนว่าคอของข้าจะกระหายเล็กน้อย”

ใบหน้าของหลิวซิงกระตุกไปมา มือของเขาสั่นระริกและอยากจะชัดหน้าของหลิงฮันจนแทบทนไม่ไหวแล้ว

“ช่างเถอะ เจ้าทําดีมากแล้ว” หลิงฮันกล่าวต่อ

หลิวซิงยังไม่ระเบิดโทสะออกมาก็จริง แต่ถ้าหลิงฮันยังกล่าวว่าให้เอาชามาให้อีกแก้วล่ะก็ เขาคงไม่อาจระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป

“ตกลง มาพูดถึงเรื่องการหลอมเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศดีกว่า” หลิงฮันยิ้มและไม่ยุแหย่หลิวซิงอีกต่อไป ในความคิดของเขา นี่เป็นเพียงการเล่นสนุกฆ่าเวลาก่อนงานฉลองเท่านั้น

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเริ่มอธิบาย

ใครหลายคนที่ก่อนหน้านี้หัวเราะเยาะหลิงฮันราวกับตัวตลก เมื่อได้ยินก็เปลี่ยนสีหน้าทันใด

หลิงฮันกล่าวถึงพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง และอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการหลอมเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศ การชี้ของเขาทําให้ผู้คนที่ฟังพยักหน้าอยู่เป็นระยะ และรู้สึกราวกับพวกเขาจะสามารถหลอมเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศได้สําเร็จ

แม้แต่หลิวซิงเองก็จิตใจสั่นสะท้านจนแทบกระเด็นออกมา ถึงแม้เขาจะจงใจนําสร้างปัญหาให้หลิงฮัน แต่เขาก็ติดปัญหาอยู่มากมายจริงๆ แต่ปัญหาที่ว่าก็หายไปทันทีหลังจากที่ได้ฟังคําชี้แนะจากหลิงฮัน

ยิ่งกล่าวมากขึ้นเท่าไหร่ สีหน้าของผู้คนที่ฟังอยู่ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งขึ้น เรื่องจากการชี้แนะของหลิงฮันไม่ได้กําจัดอยู่ที่กระบวนการหลอมเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศ แต่ยังกว้างไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

เขากําลังชี้แนะศาสตร์ปรุงยาโดยรวมทั้งหมด!

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก จริงอยู่ที่หลิงฮันยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์นักปรุงยา แต่อย่างทักษะห้วงจิตปรับแต่ง เขาก็ฝึกฝนมันด้วยความเข้าใจของตนเอง และเดินอยู่บนศาสตร์ปรุงยาด้วยวิถีของตนเอง

เพราะงั้นแม้เขาจะยังเยาว์วัย แต่พื้นฐานของเขาก็มั่นคงยิ่งกว่าใคร

จริงอยู่ที่พื้นฐานเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว แต่ก็มีไม่กี่คนนักที่เข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

“มานี่เร็ว มานี่เร็ว มีปรมาจารย์ผู้หนึ่งกําลังชี้แนะศาสตร์ปรุงยาอยู่”

“พี่ชายป่าน มาตรงนี้เร็ว ไม่เช่นนั้นท่านจะรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต”

“หลินเฉียน เรียกเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของเรามาเร็ว”

นักปรุงยารอบด้านเริ่มใช้หินสื่อสารเรียกสหายของตนเองมา

สําหรับนักปรุงยา โอกาสเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจพลาดได้ เนื่องจากมันคือโอกาสที่จะทําให้ทุกษะในศาสตร์ปรุงยา ของผู้ฟังยกระดับขึ้นหลายเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้แล้ว ผู้คนมากมายจึงมารวมตัวแออัดกันในบริเวณแคบๆ แห่งนี้

ตอนที่ 1952 ขอคําชี้แนะ

หลิงฮันมองไปยังอีกฝ่าย โดยที่ไม่กล่าวอะไรตอบกลับ

ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเหยียดหยาม และคร้านจะสนใจ

ชายหนุ่มผู้นั้นเกรี้ยวกราดขึ้นมา พร้อมกับยกระดับน้ำเสียงขึ้น “ผู้น้อยหลิวซิง คือศิษย์คนที่เก้าของปรมาจารย์เซียวลีสิง ศิษย์หลานคารวะอาจารย์ลุงสี่! ข้าหวังว่าอาจารย์ลุงสี่คงจะไม่มีสายตาที่สูงส่งเกินไป จนไม่เห็นรุ่นเยาว์ของตนเองอยู่ในสายตาใช่หรือไม่?”

เซียวลี่สิงคือศิษย์คนที่สองของปรมาจารย์จ่อเฉิง ที่นานมาแล้วได้เดินทางไปตั้งหลักอยู่ที่อาณาเขตสวรรค์สื้อหยุน ซึ่งในตอนนี้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ ปรมาจารย์นักปรุงยาที่สูงส่งแห่งอาณาเขตสวรรค์สื้อหยุน

ด้วยเหตุนี้หลิวซิงจึงมีสถานะเป็นศิษย์หลานของหลิงฮัน

ด้วยการที่ศิษย์ทั้งสามของปรมาจารย์จ่อเฉิงนั้นสนิทชิดเชื้อกัน เหล่าศิษย์ของทั้งสามจึงสนิทสนมกันตามไปด้วย หลิวซิงนั้นมีอายุและนิสัยใกล้เคียงกับจูจือจวิน ทั้งสองจึงกลายเป็นสหายกัน

หลิวซิงเป็นสุดยอดอัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยา เพราะงั้นถึงแม้เขาจะยังเยาว์วัย แต่ก็ไม่รู้ว่ามีนักปรุงยาอาวุโสมากมายกี่คนแล้ว ที่เรียกเขาว่าอาจารย์ลุง หรือแม้กระทั่งอาจารย์ปู่ โดยที่เรื่องนี้เป็นความภาคภูมิใจของเขามาโดยตลอด

แต่ไม่คาดคิดว่า วันหนึ่งเขาจะต้องกลับกลายมาเรียกคนที่เยาว์วัยกว่าตนเองว่าอาจารย์ลุงแทน!

ด้วยความรู้สึกไม่พอใจ และจากการที่สหายของเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม หลิวซิงจึงปรากฏตัวขวางทางหลิงฮัน เนื่องจากว่าเขามีสถานะเป็นรุ่นเยาว์ เขาจึงไม่กล้าล่วงเกินหลิงฮัน แต่ตั้งใจจะมาทําให้อีกฝ่ายได้รับความอัปยศแทน

หลิงฮันมองไปยังดวงตาของหลิวเซียงพร้อมกับกล่าว “ไม่จําเป็นต้องมากพิธี”

ไม่จําเป็นต้องมากพิธีงั้นรึ?” ข้าไม่ได้มาคารวะเจ้าจริงๆ เสียหน่อย!

“อาจารย์ลุงสี่ทั้งเยาว์วัยและมีอนาคตไกล ดูจากรูปลักษณ์ของอาจารย์ลุงสี่แล้ว อายุของอาจารย์ลุงคงยังไม่เกินหนึ่งแสนปีเลยใช่หรือไม่?” ใบหน้าของหลิวซิงปรากฏรอยยิ้มจอมปลอมเพื่อจงใจยกยอหลิงฮัน

ยิ่งหลิงฮันดูสูงส่งเท่าไหร่ เมื่อตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บหนักเท่านั้น

แต่เดิมในช่วงระยะเวลาปกตินั้น อายุของหลิงฮันคือสองร้อยปีเท่านั้น เนื่องจากต้นสังสารวัฏช่วยเร่งเวลาในห้วงจิตใจเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อร่างกาย แต่ในระยะหลังไม่นานมานี้ เมื่อหลิงฮันเข้าไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลา และหอคอยทมิฬสามารถเร่งการไหลของเวลาได้พันเท่า อายุจริงๆ ของเขาจึงอยู่ที่หนึ่งหมื่นปีแล้ว

แต่แน่นอนว่าสําหรับดินแดนแห่งเซียนแล้ว ระยะเวลาหนึ่งหมื่นปีก็ไม่ต่างอะไรกับการกะพริบตา อายุของปรมาจารย์ส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่หมื่นล้าน หรือร้อยล้านปีด้วยซ้ำ

“ฮึ่ม รอยยิ้มของเจ้าช่างปลอมยิ่งนัก ถ้าได้คิดยิ้มอีกเชียวนะ ไม่งั้นหนิวจะชัดเจ้าให้เละ!” ฮูหนิวจ้องมองด้วยแววตาโหดเหี้ยม นอกจากเรื่องทําลูกกับหลิงฮันแล้ว นางมีนิสัยที่เหมือนเด็กน้อยเป็นอย่างมาก

หากนางไม่พอใจอะไร นางก็จะกล่าวออกมาทันที

หลิวซิงไม่อาจต้านทานออร่าอันทรงพลังของฮูหนิวไหว เพียงแค่สายตาที่จดจ้องมาของนาง ก็ทําให้เขาหวาดกลัวจนนี่แทบราด

เขาเป็นอัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยาก็จริง แต่แทบไม่มีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธเลย แม้แต่ราชาก็ไม่ใช่ เพราะงั้นมีรีที่เขาจะต้านทานออร่าของฮูหนิวไหว?

“รุ่นเยาว์ชื่นชมในตัวอาจารย์ลุงสี่มานานแล้ว เลยอยากได้คําชี้แนะเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาจากอาจารย์ลุงเสียหน่อย” เขากล่าวช้าลงและจงใจเร่งน้ำเสียงให้ดังขึ้น

ซึ่งเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างมากมายในทันที

จูเฟิงคือปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว ถึงแม้เมืองวิถีโอสถจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักปรุงยา แต่ก็ใช่ว่าในสถานที่อื่นจะไม่มีนักปรุงยา กลับกันเลยต่างหาก นักปรุงยานั้นมีอยู่ทุกที่ แต่กว่าเก้าในสิบส่วนล้วนเป็นนักปรุงยาจากเมืองวิถีโอสถ โดยมีเพียงส่วนน้อยมากจริงๆ ที่เป็นนักปรุงยาสันโดษ

อย่างจูเฟิงที่อยู่ในเมืองผนึกแปรผัน นอกจากเขาจะได้รับการคุ้มครองจากราชานิรันดร์ผู่หยุนแล้ว เขายังมีโอกาสได้รับสมุนไพรนิรันดร์ง่ายๆ อีกด้วย

เพราะเหตุนี้งานเฉลิมฉลองในครั้งนี้จึงมีนักปรุงยามาเข้าร่วมมากมาย ในมุมของเหล่านักปรุงยา นักปรุงยาที่สามารถใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้ตั้งแต่ห้าขั้นหรือหกขึ้นไปนั้น คือปรมาจารย์ที่ควรค่าแก่การเคารพเป็นอย่างยิ่ง

แล้วหลิวซิงล่ะเป็นใครกัน?

ใครหลายคนต่างรู้กันว่าเขาคือศิษย์ที่ปรมาจารย์เชียวลี่สิ่งภาคภูมิใจ หลังจากเข้าสู่ศาสตร์ปรุงยามาได้ไม่กี่ปี ไม่เพียงหลิวซิงจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาวได้ แต่ทักษะห้วงจิตปรับแต่งยังยกระดับขึ้นมาถึงขั้นสองแล้วด้วย ในอนาคตภายภาคหน้า เขาจะต้องกลายเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาที่น่ายําเกรงได้อย่างแน่นอน

เพราะงั้นหากแม้แต่หลิวซิงก็ยังต้องเรียกว่าอาจารย์ลุง ไม่ใช่ว่าคนผู้นั้นจะต้องเป็นตัวตนในระดับปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวหรอกรึ?

ใครหลายคนรีบกวาดสายตามองหาในทันที

แต่ทว่าหลังจากสายตาของทุกคนกวาดมอง สิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่ใช่คนที่ดูเหมือนปรมาจารย์

แต่เป็นรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ที่มีสตรีสี่คนอยู่รอบข้างแทน

แต่พูดก็พูดเถอะ สตรีทั้งสี่เหล่านี้ช่างงดงามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าคนใดก็มีเสน่ห์มากมายที่จะทําให้จิตใจสั่นไหว

ซึ่งเป้าหมายที่หลิวซิงจ้องมองอยู่ก็คือ ชายหนุ่มในกลุ่มสตรี!

เหลือเชื่อ รุ่นเยาว์ผู้นี้คืออาจารย์ลุงของหลิวซิงจริงๆ รึ?

เป็นไปได้อย่างไร?

หลิงฮันมองไปที่หลิวซิง เมื่อเห็นใบหน้าเหยียดหยามของอีกฝ่าย หลิงฮันก็มั่นใจว่าหลิวซิงจงใจสร้างเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ท่ามกลางสายตาของเหล่าสาธารณชน หากหลิงฮันปฏิเสธไม่ให้การชี้แนะ ภาพลักษณ์ของเขาคงจะย่ำแย่ในสายตาคนอื่นเป็นแน่

“อาจารย์ลุงสี่ ท่านคงจะไม่ได้กําลังประหม่าอยู่ใช่หรือไม่?” หลิวซิงกล่าวเสริม ประโยคนี้เปรียบเสมือนการโยนหินเพื่อปิดกั้นทางหนีของหลิงฮัน

หลิวซิงแสยะยิ้มในใจ บังอาจมารังแกสหายรักของข้าสินะ? มาดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย “การให้คําชี้แนะปัญหาแก่รุ่นเยาว์ เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสอยู่แล้ว เจ้าไม่เข้าใจเรื่องใดเชิญถามมาได้เ”

เด็กน้อยผู้นี้คิดว่าเขาเพียงเป็นนักปรุงยาสองดาว ที่บรรลุห้วงจิตปรับแต่งแค่สามขั้นงั้นรึ? ด้วยความช่วยเหลือจากต้นสังสารวัฏ ทําให้ตอนนี้ความเข้าใจทางทฤษฎีเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาของเขาสูงส่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่เขาขาดมีแค่ประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงเท่านั้น

รอยยิ้มของหลิวซิงค่อยๆ กว้างขึ้น “ตอนนี้รุ่นเยาว์กําลังฝึกหลอมเม็ดยาอัฐิคชสารสี่ทิศอยู่ปัญหาที่รุ่นเยาว์พบคืออัตราส่วนในการใช้ส่วนผสมสมุนไพร ได้โปรดอาจารย์ลุงสี่ช่วยให้คําชี้แนะด้วย”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนต่างก็ส่ายหัวในใจ

เม็ดยาในโลกนี้มีจํานวนอยู่มากมาย แต่ในความเป็นจริงจํานวนเม็ดยาที่หลอมได้จริงๆ กลับมีไม่มาก เนื่องจากการฝึกฝนเม็ดยาแต่ละชนิดใช้เวลานานเกินไป

หลิงฮันนั้นเยาว์วัยถึงขนาดที่อาจไม่ใช่แม้กระทั่งนักปรุงยาสองดาวด้วยซ้ำ แต่หลิวซิงกลับถามปัญหาเกี่ยวกับเม็ดยาสามดาวออกไป ไม่ใช่ว่าเป็นการจงใจทําให้อีกฝ่ายอับอายงั้นรี?

ตอนที่ 1951 ลงโทษ

ในห้องรับรองมียังมีคนอยู่อีกสองคน หนึ่งคือจูจื่อจวิน ส่วนอีกคนคือเผิงฮวาเหนียน

เมื่อได้ยินคํากล่าวของปรมาจารย์จูเฟิง จูจื่อจวินก็เปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย “ท่านปู ข้าไม่คิดว่าข้าทําอะไรผิด!”

จูเฟิงคํารามอย่างเกรี้ยวกราด “ตัวบัดซบ ทําเรื่องเนรคุณเช่นนั้นไปแล้ว ยังกล้าบอกว่าไม่ผิดอีกงั้นรึ?”

จูจื่อจวินกัดฟัน “หลานผู้นี้แต่ไม่ต้องการให้ใครมาแสร้งหลอกเป็นศิษย์น้องของท่านปู่ก็เท่านั้น เพราะงั้นหลานไม่คิดว่าตนเองทําผิด!”

“โอ้ ถ้างั้นข้าก็สอนให้เจ้าแอบขโมย และสับเปลี่ยนเม็ดยาของผู้อื่นด้วยงั้นสินะ?” จูเฟิงโมโหจนเส้นผมสีขาวสยาย

เขาคือตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ออร่าที่ปลดปล่อยออกมาจึงไม่ใช่สิ่งที่จูจื่อจวินจะต้านทานได้ และขาอ่อนร่วงลงไปคุกเข่าทันที

หลิงยันไม่ห้ามปรามใดๆ ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยา หรือศาสตร์วรยุทธสูงส่งเพียงใด แต่ถ้าหากจิตใจไม่มุ่งไปยังเส้นทางที่ถูกต้องก็ไร้ความหมาย

หากจูจื่อจวินเป็นศิษย์ของศิษย์ของเขาล่ะก็ เขาคงตัดขาดกับอีกฝ่ายไปแล้ว เพียงแต่จูเฟิงนั้นเป็นเพียงศิษย์พี่ตามลําดับชั้นของเขาเท่านั้น เขาก็ไม่ต้องการแทรกแซงมากเกินไป

จูจื่อจวินใบหน้าซีดเผือด เรื่องอื่นอาจจะแก้ตัวได้ แต่สําหรับเรื่องแอบสับเปลี่ยนเม็ดยานั้น เขาไม่สามารถแก้ตัวได้เลย

พวกหวั่นเฟยกับสือหย่ง ได้สารภาพไปแล้วว่าต้นคิดเรื่องนี้คือเขา เพราะงั้นเขาจึงไม่สามารถคัดค้านได้

“ตัวเจ้านั้นแสดงศักยภาพในศาสตร์ปรุงยามาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนว่าข้าจะคาดหวังในตัวเจ้าเกินไปสินะ ถึงได้ลืมสั่งสอนเรื่องการปฏิบัติตัวให้แก่เจ้า” จูเฟิงส่ายหัวพร้อมกับเผยสีหน้าเศร้าโศก

เขาแน่นิ่งครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “เจ้าถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้แซ่จูไปอีกร้อยปี และไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกตนเอง ว่าเป็นนักปรุงยาในวิถีของปรมาจารย์จื่อเฉิง เจ้าจะต้องออกโลกไปฝึกตนในฐานะคนธรรมดา”

“ท่านปู่!” จูจื่อจวินยอมรับไม่ได้ เขาคือทายาทที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้แท้ๆ แต่เหตุใดถึงต้องถูกขับไล่กัน?

ดวงตาของจูเฟิงส่องประกายโหดเหี้ยม และกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หรือเจ้าต้องการให้ข้าทําลายพลังบ่มเพาะของเจ้า และขับไล่ออกจากตระกูลไปตลอดกาลกัน?”

จูจื่อจวินใบหน้ากลายเป็นซีดเผือด และรับรู้แล้วว่าปูของเขาเอาจริง จึงทําได้เพียงค่อยๆ คลานพื้น ออกจากห้องรับรองไปอย่างช้าๆ

ในอีกด้านหนึ่ง ร่างของเผิงฮวาเหนียนสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ขนาดหลานอย่างจูจื่อจวินยังมีสภาพเช่นนี้ ศิษย์เช่นเขาจะต้องโดนลงโทษหนักยิ่งกว่าแน่ๆ

“ฮวาเหนียน” แน่นอนว่าหลังจากจัดการจูจื่อจวินเสร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปก็ย่อมต้องเป็นเขา

“ขอรับท่านอาจารย์…” เผิงฮวาเหนียนรีบก้าวออกมาด้านหน้าด้วยความเคารพ

“เจ้าเองก็ทําให้ข้าผิดหวังเช่นกัน” จูเฟิงส่ายหัว

“ศิษย์รู้ตัวดีว่าตนเองผิด แต่กราบขอให้อาจารย์มอบโอกาสให้ศิษย์ปรับปรุงตัวสักครั้ง!” เผิงฮวาเหนียนหวาดกลัวจนคุกเข่าลงกับพื้น

“เจ้าผิดตรงไหนงั้นรึ?” จูเฟิงถาม

เผิงฮวาเหนียนครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะและรีบกล่าว “ก่อนหน้านี้ ศิษย์หยิ่งทะนงในตนเองเกินไปที่คิดว่านักปรุงยาสามดาวนั้นเป็นดั่งปรมาจารย์เหมือนกับอาจารย์แล้ว ศิษย์เลยลืมจุดยืนของตัวเองไป”

จูเฟิงพยักหน้า “สิ่งที่ข้าเจ็บปวดก็คือ ไม่เพียงแค่เจ้าลืมจุดยืนของตนเองเท่านั้น แต่แม้แต่ศิษย์ที่เจ้าสั่งสอนก็ด้วยเช่นกัน”

“ศิษย์ผิดไปแล้ว!” เผิงฮวาเหนียนก้มหัวซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

“ข้าขอลงโทษให้เจ้าหลอมเม็ดยาหนึ่งพันเตา ในช่วงระยะเวลานั้นเจ้าห้ามออกไปไหนเด็ดขาดและจงตั้งสมาธิอยู่กับศาสตร์ปรุงยาเพียงอย่างเดียว” จูเฟิงกล่าว

“ศิษย์น้อมรับโทษ” เผิงฮวาเหนียนถอนหายใจโล่งอกออกมาในที่สุด ถึงแม้การหลอมเม็ดยาหนึ่งพันเตาจะใช้เวลานาน แต่ก็ยังดีกว่าถูกเนรเทศ

จูเฟิงสะบัดมือสั่งให้เผิงฮวาเหนียนออกไป ก่อนจะหันไปมองหลิงฮันและกล่าว “ข้าให้ศิษย์น้องหลิงเห็นเรื่องน่าอายแล้ว”

“ศิษย์พี่สามใช้เวลาทั้งหมดไปกับศาสตร์ปรุงยา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะละเลยบางเรื่องไปบ้าง” หลิงฮันกล่าว

จูเฟิงหัวเราะ “เลิกพูดเรื่องน่าผิดหวังแบบนี้กันดีกว่า อาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง?”

“อาจารย์สบายดี และยังคงหาทางทําเงินอยู่ทุกวัน” หลิงฮันหัวเราะตาม

จูเฟิงอดคิดไม่ได้ว่าช่างสมกับที่เป็นปรมาจารย์จูเฟิง ไม่ว่าสิ่งใดจะอยู่ในมือ อีกฝ่ายก็สามารถคิดหาหนทางทําเงินได้อยู่ตลอด

หลิงฮันพูดคุยกับศิษย์พี่สามอยู่สักพักก่อนจะขอตัวกลับ เนื่องจากเขาคุ้นชินกับการอาศัยอยู่ในที่พักตระกูลโม่แล้ว เขาจึงปฏิเสธคําเชิญให้พักของจูเฟิง อย่างไรก็ตาม อีกสามวันก็จะถึงวันเฉลิมฉลองของจูเฟิงแล้ว หลังจากที่ร่วมแสดงความยินดีเสร็จ เขาก็จะเดินทางไปยังหุบเขาสามบุปผาทันที

เมื่อกลับมาถึงที่พักตระกูลโม่ โม่ซวงก็นําของเดิมพัน ที่ใส่อยู่ในอุปกรณ์มิติหลายชิ้นมาให้เขา

“หืม แล้วฮูหนิวล่ะ?” เนื่องจากไม่เห็นฮูหนิว หลิงฮันจึงเอ่ยถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้นางกลับมาแล้วหนหนึ่ง แต่สตรีที่ตามมาด้วยคะยั้นคะยอจะคุยเรื่องแต่งงานด้วย ฮูหนิวจึงเผ่นหนีออกไปอีกรอบ” สตรีนกอมตะกล่าวด้วยใบหน้านั้นยาก หรือสตรีเดี๋ยวนี้จะเปิดกว้าง จนสามารถแต่งงานกับสตรีด้วยกันได้แล้ว?

หลิงฮันชะงักก่อนจะส่ายหัว ไม่คาดคิดว่าหลิวหานจะลุ่มหลงฮูหนิวจนโงหัวไม่ขึ้นขนาดนี้ แต่พูดก็พูดเถอะ หลิวหานไม่สงสัยเลยรึไงว่าฮูหนิวเป็นสตรี?

เมื่อตกเย็น ในที่สุดฮูหนิวก็กลับมา

“เจ้าทําอย่างไรกับนางงั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

ฮูหนิ้วบุ้ยปาก “ไม่สนุกสักนิดเลย ข้าจะไม่ทําเรื่องแบบนี้อีกแล้ว” นางคิดว่าถ้าหากแย่งชิงหัวใจของสตรีผู้อื่นมาได้ อีกฝ่ายจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับหลิงฮันอีกต่อไป แต่นางคาดไม่ถึงว่าการถูกไล่ตามเสียเองจะน่ารําคาญขนาดนี้ ทางที่คือติดตามหลิงฮันไปด้วยทุกที่นั่นล่ะดีที่สุด

“เจ้าบอกนางไปยังว่าเจ้าเป็นสตรี?”

“บอกไปแล้ว” ฮูหนิวพยักหน้า

หลิงฮันเองก็พยักหน้าตอบ ในเมื่อฮูหนิวยอมรับไปแล้วว่าตนเองเป็นสตรี หลิวหานก็น่าจะจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ในไม่นาน

ในเวลาไม่กี่วันต่อมา หลิงฮันไม่ทําตัวโดดเด่นอะไร เขานําศิลาดวงดาวทั้งหมดไปแลกเปลี่ยนเป็นแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ระดับยี่สิบ แต่หลังจากดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืนพวกมันเข้าไป ก็ยังอยู่ห่างจากระดับอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาวอยู่เล็กน้อย

ในวันนี้ ในที่สุดก็เป็นวันเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ของปรมาจารย์จูเฟิง

เหล่าแขกมากมายได้มารวมตัวกัน ขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ได้มีประมุขมาเข้าร่วมงาน ในขณะที่ราชานิรันดร์ผู้หยุนนั้น ได้ส่งหลิวเจี๋ยเป็นตัวแทนของตนเองในการร่วมแสดงความยินดีกับปรมาจารย์จูเฟิง

หลิงฮัน จักรพรรดินี ฮูหนิว สตรีนกอมตะ และธิดาโร่วเข้าร่วมงานด้วยกัน แน่นอนว่าสตรีงามย่อมตกเป็นที่ดึงดูดของทุกคน แต่เนื่องจากวันนี้คือวันสําคัญ จึงไม่มีใครกล้าสร้างปัญหา อย่างมากพวกเขาก็แค่จ้องมองด้วยดวงตาสองข้างเท่านั้น

“นั่นมันอาจารย์ลุงหลิงไม่ใช่รึ?” น้ําเสียงอันประชดประชันดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินเข้ามา ดวงตาของเขากวาดมองหลิงฮัน และแสยะยิ้มมุมปากเยาะเย้ย

ตอนที่ 1950 รักแรกพบ

หลิวหานอดกลั้นความเดือดดาลภายในอก พร้อมกับกล่าวยอมรับ “ข้าแพ้แล้ว”

ฮูหนิวกล่าวอย่างองอาจ “สตรีอัปลักษณ์ คิดเสียว่าเจ้ากลายเป็นสตรีของข้าแล้ว อย่าได้ไปใกล้ชิดกับบุรุษผู้อื่นอีก เข้าใจหรือไม่?”

นางรู้ดีว่าต่อให้กําราบอีกฝ่ายอย่างราบคาบไปก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงการทําให้อีกฝ่ายหลงตัวตนอีกตัวตนที่นางสร้างขึ้นมาเท่านั้น ถึงจะรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มาเข้าใกล้หลิงฮันอีก

ข้าช่างฉลากยิ่งนัก!

ใบหน้าอันงดงามของหลิวหานแสดงออกถึงความเขินอาย บุรุษผู้นี้กําลังประกาศว่าตนเองเป็นเจ้าของตัวนางงั้นรึ?

จากคําพูดของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเขาหึงหวงนาง และไม่ต้องการให้นางไปยุ่งเกี่ยวกับบุรุษผู้อื่นอีกต่อไป แม้จะดูเป็นการหึงหวงเกินไป แต่นั่นก็ทําให้นางรู้สึกเคลิบเคลิ้มจนหัวใจเต้นแรง

“อืม!” นางพยักหน้าเชื่อฟังอย่างง่ายดาย

ผู้คนโดยรอบตกตะลึงเป็นอย่างมาก สตรีผู้นี้ใช่สาวงามอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งจริงๆ รึ?

เหลือเชื่อ

หลิงฮันพูดอะไรไม่ออก เขาไม่คาดคิดว่า นอกจากฮูหนิวจะไม่เชื่อฟังเขาว่าให้อยู่ในที่พักเฉยๆ แล้ว นางยังปลอมตัวเป็นบุรุษมาสร้างเรื่องอีกด้วย

“ไม่ทราบว่าสหายมีนามว่าอันใด?” หลิวเจี๋ยยิ้ม ภายในใจของเขาเองก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน ที่มีจักรพรรดิอีกคนปรากฏตัว โดยที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน

ยิ่งกว่านั้นพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายก็ยังน่ากลัวเป็นอย่างมากด้วย เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่าเขาก็กําราบหลิวหานได้แล้ว พลังต่อสู้เช่นนี้ทําให้เขานึกถึงเหล่าสัตว์ประหลาดเพียงหยิบมือ ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

ฮูหนิวจ้องมองหลิวเจี๋ย และนํามือทั้งสองเท้าเอว “อะไร เจ้าคิดจะจีบหนิวงั้นรึ?”

อะไรกัน!

ทุกคนรอบข้างตกตะลึงจนเหงื่อไหลท่วม น้ำเสียงและวิธีการพูดเช่นนี้ ไม่ได้สมกับรูปลักษณ์ของบุรุษแม้แต่นาย คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าแท้จริงแล้วเป็นสตรีขี้เล่น

หลิวเจี๋ยขมวดคิ้วและกล่าว “สหาย เจ้าเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่?”

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า!” ฮูหนิวมองหลิวเจี๋ยอย่างเหยียดหยาม

หลิวเจี๋ยขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม “เจ้าเป็นสตรีแท้ๆ เหตุใดถึงต้องทําเรื่องแบบนี้ด้วย?”

“ท่านพี่ ท่านกําลังพูดอะไรอยู่!” หลิวหานรีบเอ่ยแทรกทันที ใบหน้าของนางประดับไปด้วยความโกรธเคือง “เขาจะเป็นสตรีไปได้อย่างไรกัน?”

ทุกคนอ้าปากค้าง เจ้านั่นแหละตาบอดรึเปล่า คนผู้นี้ดูอย่างไรก็เป็นสตรี แต่เจ้าก็ยังหลงรักงั้นรึ?

“น้องข้า ตื่นได้แล้ว ดูให้ดีว่าตรงไหนกันที่นางดูเหมือนบุรุษ” หลิวเจี๋ยกล่าว

หลิวหานมองไปยังฮูหนิว และคิดได้แค่ว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร แม้จะมีกลิ่นอายบางอย่างที่ทําให้ดูเหมือนสตรีอยู่บ้าง แต่นั่นก็เพราะอีกฝ่ายเป็นบุรุษที่งดงาม เพราะงั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเป็นสตรี?

ฮูหนิวกล่าวด้วยน้ำเสียงองอาจยิ่งกว่าเดิม “สาวน้อย จากนี้ไปเจ้าคือของของข้า”

หลิงฮันส่ายหัวและเอ่ยแทรก “ฮูหนิว เลิกสร้างปัญหาได้แล้ว”

ฮูหนิวกล่าวตอบโดยไม่แม้แต่หันไปมอง “ใครคือฮูหนิวกัน? อย่าพูดจาไร้สาระ!”

ทุกคนส่ายหัว เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเรียกแทนตัวเองว่าหนิวไม่ใช่รึไง? พวกข้ามั่นใจแทบจะสิบส่วนเลยว่า ชื่อของเจ้าต้องเป็นฮูหนิวแน่นอน

“เป็นเด็กดีนะ!” หลิวฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เพียงแต่ฮูหนิวได้ตัดสินใจเอาไว้หนักแน่นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่นางเห็นว่ามีสตรีที่เป็นภัยคุกคาม นางจะทําการจีบสตรีผู้นั้นก่อนทันที เพื่อที่หลิงฮันของนางจะได้ปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่สนใจคําพูดของหลิงฮัน แต่สะบัดมือเรียกหลิวหาน ด้วยความงดงามของทั้งสอง เมื่อยืนอยู่เคียงข้างกันแล้ว จึงทําให้ดูราวกับเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ

“น้องชายหญิง คนผู้นั้นคือสหายของเจ้ารึ?” หลิวเจี๋ยเอ่ยถามหลิงฮัน

หลิงฮันลูบจมูกพร้อมกับพยักหน้า โดยที่ไร้คําพูดกับการกระทําของฮูหนิวอย่างสิ้นเชิง

“น้องชายหลิง ถ้างั้นข้าขอฝากเรื่องนี้ให้เจ้าจัดการด้วย” หลิวเจี๋ยปัดโยนความรับผิดโยน ไปให้หลิงฮัน

งานเลี้ยงดําเนินต่อไป โดยที่จิตใจของทุกคนไม่จดจ่ออยู่กับงานเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย และเอาแต่จ้องมองฮูหนิวกับหลิวหาน

“พี่ชายหลิง นั่นในแม่นางฮูหนิวรึเปล่า?” โม่ซวงเอ่ยถามด้วยท่าทางกระซิบกระซาบ

หลิงฮันชําเลืองมองอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้กล่าวตอบ

“ถ้างั้นข้าจะทําอย่างไรดี?” โม่ซวงกล่าวด้วยใบหน้าขมขึ้น ก่อนหน้านี้หลิงฮันบอกเอาไว้ว่าจะช่วยให้เขาเข้าใกล้ธิดาหลิว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าสตรีของเขาถูกคนอื่นชิงไปก่อนแล้ว

“คงต้องปล่อยไปแบบนี้ล่ะ” หลิงฮันกล่าว หากฮูหนิวตัดสินใจจะทําอะไรบางอย่าง เขาก็หมดหนทางเช่นกัน

“เพียงแต่ว่า ผลประกอบการของวันนี้นั้นยอดเยี่ยมมาก!” โม่ชวงกลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง เพราะอย่างไรหลิวหานก็เป็นเพียงเทพธิดาในความฝัน เขารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าเรื่องราวระหว่างตนเองกับอีกฝ่ายไม่มีทางเป็นไปได้ เขาจึงไม่ได้ผิดหวังมากมายอะไร

“ได้มาเท่าไหร่?” หลิงฮันเองก็ดวงตาส่องประกายเช่นกัน

“ศิลาดวงดาวเกือบๆ เจ็ดล้านก้อน และแร่โลหะกึ่งนิรันดร์กับเม็ดยาอีกจํานวนหนึ่ง รวมๆ แล้วมีมูลค่าเกินกว่ายี่สิบล้านศิลาดวงดาว!” โม่ซวงกระซิบ

ในความเป็นจริง ศิลาดวงดาวจํานวนยี่สิบล้านนั้นไม่ได้เป็นทรัพยากรที่มากมายอะไรสําหรับขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ แต่การที่จอมยุทธระดับโลกียนพพานสองคน สามารถหาทรัพยากรจํานวนขนาดนี้ได้ภายในหนึ่งวันนั้น เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก

หลิงฮันพยักหน้า “แบ่งกันคนละครึ่ง”

“จะทําอย่างนั้นได้อย่างไร!” โม่ชวงรีบส่ายหัว “พี่ชายหญิง ท่านกําลังล้อข้าเล่นรึเปล่า? ข้าแทบไม่ได้ทําอะไรเลยแม้แต่น้อย เป็นเพราะความสามารถในการปรุงยาของพี่ชายหลิงต่างหาก พวกเราถึงทําเงินได้ขนาดนี้ เพราะงั้นข้าขอแค่สามในสิบส่วนก็พอ”

“ตกลง” หลิงฮันไม่ปฏิเสธ

หลังจากงานเลี้ยงจบลง หลิงฮันก็ถูกเฉินต่งกับหมายงเร่งเร้า ให้ไปพบปรมาจารย์จูเฟิง

พวกเขาข้ามผ่านระยะทางหลายไมล์ด้วยค่ายกลอาคมเคลื่อนย้าย มาถึงภูเขาอันงดงามที่ห้อมล้อมไปด้วยสายน้ำเขียวขจี ทิวทัศน์ของสถานที่แห่งนี้น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

พวกเขาเดินตามทางภูเขา จนเวลาผ่านไปไม่นานก็มีลานที่พักขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

หลิงฮันอุทานเสียงเบาออกมาทันที เนื่องจากรูปแบบของลานที่พักนั้น คล้ายคลึงกับของปรมาจารย์จื่อเฉิงเป็นอย่างมาก

หลังจากเข้าลานที่พักไปแล้ว ความรู้สึกคุ้นเคยก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ต่อให้ไม่ต้องให้พวกหม่ายงนําทาง หลิงฮันก็สามารถหาห้องหลอมเม็ดยา ห้องโถงหลัก หรือสวนสมุนไพรพบ

ดูเหมือนว่าศิษย์พี่สามจะยังไม่สามารถสลัดเงาของปรมาจารย์จื่อเฉิงทิ้งไปได้ เพราะงั้นแม้กระทั่งรายละเอียดของลานที่พัก ถึงได้เหมือนกันขนาดนี้

หลังจากเดินไปพักหนึ่ง ทั้งสามก็มาถึงห้องรับรองที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ คนผู้นี้มีคิ้วที่หนาเข้ม แต่ศีรษะกลับเต็มไปด้วยผมขาวโพลน

“ศิษย์น้อง!” เมื่อชายวัยกลางคนเห็นหลิงฮัน เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

เพียงแค่ชําเลืองมอง หลิงอันก็มั่นใจว่าคนผู้นี้คือปรมาจารย์จูเฟิง ไม่ใช่ใครอื่นปลอมตัวมา นั่นเพราะปรมาจารย์นักปรุงยาที่แท้จริงนั้น จะมีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยิ่งระดับของนักปรุงยาสูงเท่าไหร่ กลิ่นอายที่สัมผัสได้ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น

หลิงฮันเองก็ยิ้มให้กับอีกฝ่ายและก้าวเดินไปด้านหน้า “หลิงฮันคารวะศิษย์พี่สาม”

“ไม่จําเป็นต้องมากพิธี!” ยังไม่ทันที่หลิงฮันจะโค้งตัวคํานับ จูเฟิงก็คว้ามือหยุดเอาไว้ “ก่อนหน้านี้ข้าได้รับจดหมายจากอาจารย์ว่าพวกเราได้มีศิษย์น้องเพิ่มมาคนหนึ่ง ข้ายังคิดอยู่เลยว่าศิษย์น้อยที่ว่าจะเป็นอย่างไร จนในที่สุดได้มาเห็นในวันนี้”

เขาหันหน้าและกล่าว “จื่อจวิน ยังไม่คุกเข่าขออภัยอาจารย์ลุงของเจ้าอีก!”

ตอนที่ 1949 ปลอมตัว

ไม่ว่าหลิวเจี้ยจะพูดอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากหลิงฮันเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันจริงๆ

ในความเป็นจริง จากที่หลิงฮันคิดแล้ว ในเมื่อแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่จะเลือกผู้เป็นนายด้วยตัวเองล่ะก็ เหตุใดอาณาเขตสวรรค์ไท่อันกับอาณาเขตสวรรค์กว่างลังถึงต้องปะทะกันด้วยล่ะ? ไม่ใช่ว่าทั้งสองฝ่ายร่วมมือช่วยกันไปให้ถึงพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธจะไม่ดีกว่างั้นรึ?

เพระาอย่างไรต่อให้สู้กันไปก็ไม่เกิดผลอะไรอยู่ดี

น่าเสียดายที่คงไม่มีใครยอมรับความคิดนี้เป็นแน่ เมื่อมีสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ใช้พูดย่อมไม่ใช่ปาก แต่เป็นหมัด

หลิวเจียผิดหวังอย่างมากที่หลิงฮันเอาแต่ปฏิเสธโดยอ้างว่า “ข้าเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน” สุดท้ายความอดทนของเขาก็หมดไปและเลิกโน้มน้าว

หากเป็นแบบนี้ก็ต้องยึดตามแผนเก่า ที่จะเลือกราชาในหมู่ราชามาห้าคน เพื่อสร้างค่ายกลจันทราประกายแสงเจ็ดดาราให้กับเขาและหลิวหาน

หลังจากเลือกตัวแทนได้แล้ว งานเลี้ยงก็ดําเนินต่อไปโดยเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องศาสตร์วรยุทธกันแทน

หลิวหานรู้สึกสนใจหลิงฮันมากขึ้นเรื่อยๆ จักรพรรดิที่เป็นสตรีนั้นมีอยู่น้อยนิด ซึ่งด้วยการที่นางเป็นจักรพรรดิ นางจึงไม่มีความคิดจะแต่งงานกับบุรุษที่ด้อยกว่าตน เพราะงั้นตัวเลือกของนางจึงมีไม่มาก

“ธิดาหลิวหาน ข้าได้ยินมาว่า ท่านเคยกล่าวว่ามีเพียงบุรุษที่เอาชนะท่านได้เท่านั้นสินะ ถึงจะมีสิทธิเข้าถึงท่าน?” ใครบางคนเห็นว่าหลิวหานกับหลิงฮันกระซิบกระซาบคุยกันถูกคอ จึงรู้สึกริษยาจนต้องกล่าวแทรก

แต่ก็นางก็เป็นคนพูดเองนะว่า หากเอาชนะนางไม่ได้ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงนาง เพราะงั้นถ้าหากหลิงฮันคิดจะเข้าหาหลิวหาน ก็ต้องทําตามคําพูดของหลิวหาน โดยการโค่นล้มนางให้ได้ก่อน

“ใต้ท้องฟ้านี้ คนที่จะเอาชนะธิดาหลิวหานในระดับเดียวกันได้คงมีเพียงหยิบมือเท่านั้น!”

ใครหลายคนที่รู้สึกอิจฉากล่าวแทรกขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกร้าวระหว่างหลิวหานกับหลิงฮัน

หลิงฮันยิ้มและดื่มสุราโดยที่ไม่กล่าวอะไร ที่เขาพูดคุยกับหลิวหานก็เพราะนางเข้ามาคุยเรื่องทักษะนิรันดร์ด้วย เขาจึงเกิดความรู้สึกสนใจเล็กน้อย

ใบหน้าอันงดงามของหลิวหานค่อยๆ กลายเป็นมืดมน แต่จู่ๆก็เปลี่ยนมายิ้มอย่างมีเสน่ห์ “พี่ชายหลิง ท่านสนใจมาแลกเปลี่ยนวรยุทธกับข้าหรือไม่?”

หลิงฮันถูจมูกครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าเขาต้องการดูถูกหลิวหาน แต่ด้วยพลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้ เกรงว่าหลิวหานคงไม่มีคุณสมบัติจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้

“เจ้าตัวอัปลักษณ์ ข้าจะแลกเปลี่ยนวรยุทธกับเจ้าเอง” เสียงคํารามอันโหดเหี้ยมดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามา อีกฝ่ายมีรูปลักษณ์อยู่ในช่วงอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี และมีใบหน้าที่หล่อเหลาเป็นอย่างมาก

หลิงฮันพบเห็นบุรุษที่หล่อเหลามามากมาย แต่ก็เทียบไม่ติดแม้แต่หนึ่งในสิบของรุ่นเยาว์ผู้นี้

ยิ่งกว่านั้นใบหน้าของรุ่นเยาว์ผู้นี้ก็ยังอ่อนหวานมากด้วย หากใช้เขาสวมใส่ชุดของสตรีล่ะก็ จะต้องกลายเป็นสตรงดงามล่มเมืองแน่นอน

ช่างบังเอิญเหลือเกินที่หลิงฮันก็เคยพบเห็นรุ่นเยาว์ผู้นี้ในตอนที่สวมใส่ชุดสตรี

นั่นเพราะรุ่นเยาว์ผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นฮูหนิว!

ด้วยทักษะระดับนิรันดร์ การจะซ่อนลูกกระเดือก หรือลดขนาดของหน้าอกนั้น เป็นเพียงเรื่องจิ๊บจ๊อย

อัปลักษณ์งั้นรึ?

เมื่อได้ยินคําพูดนี้ คนอย่างน้อยกว่าครึ่งก็กลายเป็นเกรี้ยวกราดทันที

เจ้ากล้าบอกว่าธิดาหลิวหานอัปลักษณ์งั้นรึ? เจ้าไม่รู้รึไงว่านางเป็นถึงสตรีที่ถูกขนานนามว่าเป็นสตรีที่งดงามอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่ง ซึ่งเป็นรองเพียงซูหย่าหรงแห่งนิกายอัคคีทมิฬมืดเท่านั้น

ถ้าหากหลิวหานอัปลักษณ์ล่ะก็ ใต้ท้องฟ้านี้จะยังมีสตรีคนใดบ้างที่งดงาม?

เพียงเมื่อทุกคนหันไปมองฮูหนิว พวกเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่ารุ่นเยาว์ผู้นี้ช่างหล่อเหลายิ่งนัก ถึงแม้ความหล่อของบุรุษจะไม่สามารถนํามาเทียบกับความงดงามของสตรีได้ แต่เมื่อลองมองฮูหนิวกับหลิวหานสลับไปมา ทุกคนก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่าฮูหนิวนั้นดูดีกว่าหลิวหาน

คิ้วของหลิวหานขมวดเข้าหากัน นางไม่คาดคิดว่าจะถูกเรียกว่าอัปลักษณ์ต่อหน้าหลิงฮันเช่นนี้ นางโมโหจนกํามือแน่น แต่ทว่าเมื่อหันไปเห็นรูปลักษณ์ของฮูหนิว ความโกรธเคืองที่นางมีก็สลายหายไปสิ้น และเกิดเป็นความรู้สึกใจเต้นแรงจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงแทน

นางไม่เคยเชื่อในรักแรกพบมาก่อน เพราะนางไม่คิดว่าตนเองจะเป็นคนงี่เง่าขนาดนั้น เพียง แต่เมื่อได้เห็นฮูหนิว หัวใจของนางก็ไม่อาจหยุดเต้นรัวได้เลย

“ตกลง มาประลองกัน” หลิวหานพยักหน้าและเหาะเหินขึ้นท้องฟ้า

ฮูหนิวมองตาม สตรีอัปลักษณ์ผู้นี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนักที่กล้ามายั่วยวนหลิงฮันของนาง เพราะงั้นนางจึงตั้งใจจะทุบตีอีกฝ่ายให้เละ เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับหลิงฮันของนางอีก

“พรึบ พรีบ” ทั้งสองเดินขึ้นไปยืนกลางอากาศ

หลิวหานมองไปยังฮูหนิวและรู้สึกอ่อนไหวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ รุ่นเยาว์ผู้นี้แม้จะไม่ได้ดูองอาจ แต่ก็มีใบหน้าที่หล่อเหลาและดวงตาที่น่าดึงดูด จนหัวใจของนางเต้นรัวราวกับจะหลุดออกจากร่าง

นางตัดสินใจแล้วว่า ต่อให้ฮูหนิวไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่ นางก็จะยอมให้อีกฝ่ายชนะ

เพียงแต่ทันทีที่ฮูหนิวลงมือ ใบหน้าของนางก็ต้องเปลี่ยนไป

แข็งแกร่ง!

อีกฝ่ายไม่ใช่ราชา หรือราชาในหมู่ราชา แต่เป็นจักรพรรดิ

ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่ตกตะลึง แต่คนอื่นๆเองก็พูดไม่ออกเช่นกัน

จักรพรรดินั้นเปรียบเสมือนดวงดาวอันสันโดษบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เนื่องจากมีจํานวนอยู่น้อยนิด เพียงแต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่หลิงฮันเท่านั้นที่ปรากฏตัวในฐานะจักรพรรดิ แต่รุ่นเยาว์ผู้นี้เองก็เช่นกัน

ถึงแม้อํานาจแห่งสวรรค์และปฐพีของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ระยะเวลาก็เพิ่งผ่านมาไม่กี่ร้อยล้านปีเท่านั้น เพราะงั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่สมควรน่าอัศจรรย์ขนาดนี้

หลิวหานรีบระเบิดพลังต่อสู้ทั้งหมดออกมาเพื่อต่อกรกับฮูหนิว แต่ก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างรวดเร็ว

ไม่มีใครคิดว่านางล้มมวยแม้แต่คนเดียว

ฮูหนิวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก นางสยายปีกด้านหลังทําให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วยิ่งกว่าอสนี ที่แขนทั้งสองข้างของเขามีตราประทับรูปร่างมัจฉาขนาดมหึมาพัวพันเอาไว้ ซึ่งถึงแม้มันจะเป็นเพียงมัจฉา แต่กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมากลับน่าเกรงขามยิ่งกว่ามังกรเสียอีก

“สัตว์อสูรต้นกําเนิด… มัจฉาวายุภักษ์!” ใครบางคนอุทานออกมา

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เหตุใดรุ่นเยาว์ผู้นี้ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ ที่แท้เขาก็มีสายเลือดของสัตว์อสูรต้นกําเนิดระดับราชา หรืออาจจะฝึกฝนแม้กระทั่งทักษะระดับราชานิรันดร์ด้วยเมีตํานานกล่าวว่า สัตว์อสูรต้นกําเนิดระดับราชานั้น มีพลังบ่มเพาะอยู่ที่ราชานิรันดร์ระดับแปดเป็นอย่างน้อย โดยที่บางคนสามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าได้ และสามารถเมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่งทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียน

ฮูหนิวระเบิดการโจมตีพร้อมกับคํารามเสียงดังที่ด้านหลังของนางปรากฏเงาของมัจฉาขนาดมหึมา ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายบรรพบาล นิรันดร์แห่งยุคบรรพกาล ที่ข้ามผ่านห้วงกาลเวลามาจากกระแสเวลา

“ตูม” ด้วยคลื่นพลังของการโจมตี ร่างของหลิวหานก็ถูกซัดกระเด็นใบหน้าอันงดงามของนางกลายเป็นซีดเผือด และผมเผ้ากระเซอะกระเชิง

ตัวตนระดับจักรพรรดิถูกโค่นล้มอย่างง่ายดายเพียงนี้

ตอนที่ 1948 ข้ามาจากอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน

“น้องชายหลิง เชิญทางนี้!” หลิวเจียโบกมือเรียกหลิงฮัน

ต่อให้ระดับวรยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังจะสูงส่ง แต่จํานวนของจักรพรรดิก็ยังมีน้อยนิดอยู่ดี เพราะงั้นจักรพรรดิแต่ละคนจึงควรค่าแก่การทําความรู้จัก

หลิงฮันพยักหน้า และรับคําเชิญของหลิวเจี้ย พวกเขามุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง

สถานที่ที่ว่าคือสวนอันงดงามที่เต็มไปด้วยบุปผาและพืชพรรณ บ่อหน้าที่ตั้งอยู่บริเวณกลางสวนนั้น มีดอกบัวดอกหนึ่งลอยอยู่ ซึ่งตัวของดอกบัวได้ปลดปล่อยกลิ่นหอมอันสดชื่นออกมา

“นั่นมันดอกบัวสวรรค์แปรผัน!” หลิงฮันในตอนนี้คุ้นเคยกับสมุนไพรของดินแดนแห่งเซียนแล้ว เขาจึงมองดอกบัวตรงหน้าออกทันที เพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ต้องเผยสีหน้าผิดหวังออกมา “เพียงแต่อายุของมันอยู่ที่หนึ่งพันกว่าล้านปีเท่านั้น จึงจัดอยู่ในส่วนของสมุนไพรทั่วไป”

ดอกบัวสวรรค์แปรผันต้องเติบโตอย่างน้อยห้าพันล้านปีถึงจะสามารถดูดซับอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของสวรรค์และปฐพีได้ และยกระดับกลายเป็นสมุนไพรนิรันดร์ หากอายุยังไม่ถึง มันก็ถูกจัดว่าเป็นสมุนไพรกึ่งนิรันดร์เท่านั้น

ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของหลิวเจี้ย เมื่อได้ยินคําพูดของหลิงฮันที่ดูเหมือนดูถูกสมุนไพรของเขาก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นมืดมนทันใด

หลิวหานยิ้มกรุ้มกริ่ม ในตอนแรกหลิงฮันดูเกะกะสายตาก็จริง แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นจักรพรรดิ

ด้วยการมีศักยภาพระดับจักรพรรดิ แน่นอนว่าต้องมีความหยิ่งทะนงในตนเองอยู่แล้ว เพียงแต่หลิงฮันไม่ได้เป็นอัจฉริยะแค่ในศาสตร์วรยุทธ แต่ยังมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นในศาสตร์ปรุงยาอีกด้วย นางจึงหันมามองหลิงฮันด้วยสายตาที่ประทับใจ

“สายตาของน้องชายหลิงฮันช่างสูงยิ่งนัก!” หลิวเจี้ยส่ายหัวด้วยท่าทางไร้คําพูด

เมื่อทุกคนมากันครบและนั่งลง เหล่าคนใช้ก็ปรากฏตัวและวางจานอาหารลงบนโต๊ะ

หลิวเจี้ยยังไม่กล่าวอะไร แต่รอให้ทุกคนกินกันใครเกือบเสร็จก่อน จึงค่อยเอ่ยขึ้น “ครั้งนี้ที่เชิญชวนให้ทุกคนมาที่นี่ ก็เพราะข้ามีเรื่องสําคัญมากจะพูดด้วย”

“ไม่ทราบว่าผู้สืบทอดหลิวมีเรื่องอันใดังนรึ?” ใครบางคนเอ่ยถาม

หลิวเจี้ยแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ในอาณาเขตที่อยู่ระหว่างชายแดนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน กับอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งของเรา มีเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพีถืออยู่ ซึ่งภายในนั้น ได้มีแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีถือกําเนิดขึ้น”

ว่าไงนะ… แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี!

ทุกคนดวงตาเปิดกว้างด้วยความตื่นเต้น

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีคือสมบัติในระดับราชานิรันดร์ ใครที่ได้ครอบครองมันจะไร้เทียมทานในระดับพลังเดียวกันอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นราชา หรือราชาในหมู่ราชา หากได้ครอบครองมัน พลังต่อสู้ก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น บางทีราชาในอาจจะกลายเป็นราชาในหมู่ราชา ส่วนราชาในหมู่ราชาก็จะกลายเป็นจักรพรรดิ

“แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีนี้ มีชื่อเรียกว่าพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ เพียงแต่ไม่ใช่แค่อาณาเขตสวรรค์กว่างลั่งของเราเท่านั้นที่ได้รับข่าวนี้ แต่ทางด้านของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันก็เช่นกัน”

“จากการคาดการณ์ของราชานิรันดร์ หลังจากนี้อีกราวๆหนึ่งปี เขตแดนลี้ลับที่ว่าจะเปิดออก และพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธก็จะเติบโตกลายเป็นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีที่สมบูรณ์”

“เขตแดนลี้ลับแห่งนี้ ยอมให้เพียงจอมยุทธระดับโลกียนิพพานผ่านเข้าไปได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเราสองอาณาเขตสวรรค์คงมีการต่อสู้ที่ดุเดือดเกิดขึ้น”

เมื่อสิ้นเสียงของหลิวเจี้ย ก็จบเห็นว่าใครหลายคนได้เผยสีหน้าเหยียดหยามออกมา

“อาณาเขตสวรรค์ไท่อัน? คนพวกนั้นคิดจะมาแย่งชิงกับพวกเรางั้นรึ?”

“ข้าได้ยินมาอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน นั่นไม่มีจักรพรรดิเลยสักคน เพียงแค่เราให้จักรพรรดิลงมือก็สามารถกําราบคนเหล่านั้นได้ง่ายๆแล้ว”

ในช่วงร้อยล้านปีที่ผ่านมา อาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งไม่เพียงหลุดพ้นจากการเป็นอาณาเขตสวรรค์ที่อ่อนแอที่สุด แต่ความต่างชั้นกับอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน ยังค่อยๆมีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

เพราะเหตุนี้ เหล่ารุ่นเยาว์ของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังจึงภาคภูมิใจ และคิดว่าในอาณาเขตสวรรค์ไท่อันนั้นมีราชาอยู่เพียงน้อยนิด

หลิงฮันลูบคางและกล่าว “ขอโทษทีนะ แต่ข้าเองก็มาจากอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน”

เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกไป รอบค้างก็กลายเป็นเงียบสงัดทันที

จะเป็นไปได้อย่างไร?

อัจฉริยะอย่างหลิงฮันน่ะรึจะถูกบ่มเพาะขึ้นที่อาณาเขตสวรรค์ไท่อัน?

“พี่ชายหลิงฮันช่างชอบล้อเล่นเสียจริง!”

“จริงด้วย อัจฉริยะอย่างพี่ชายหลิงคือความภาคภูมิใจของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังของเรา”

ใครหลายคนแสดงสีหน้าไม่เชื่อพร้อมกับส่ายหัว

หลิงฮันคร้านจะโต้เถียง และทําเพียงยิ้มตอบกลับไป

หลิวเจี้ยรีบสะบัดและกล่าวต่อ “ไม่ว่าอย่างไรเพื่อพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธแล้ว พวกเราก็ต้องทุ่มเทสุดความสามารถ

“แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ไม่ใช่ว่าเพียงแค่มีพลังแข็งแกร่งแล้วจะทําให้มันยอมติดตามได้ ด้วยการที่มันเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์ และมีความนึกคิดเป็นของตนเอง เมื่อพบเจอแก่นกําเนิดนิรันดร์ พวกเราจึงทําได้เพียงพยายามสุดตัวเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกเท่านั้น”

“โอกาสมีเพียงครั้งเดียว เมื่อแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีกําเนิดขึ้นมา และไม่เลือกติดตามใครเลยล่ะก็ มันจะหลบหนีหายไป โดยที่ต่อให้เป็นราชานิรันดร์ระดับสูงก็ไม่อาจจับกุมมันได้ และจะต้องรอคอยไปอีกหลานหมื่นแสนล้านปี กว่ามันจะกลับมาปรากฏตัวเพื่อเปิดโอกาสให้ใครบางคนถูกเลือกอีกครั้ง”

“แต่เดิมข้าวางแผนว่าจะชวนคนห้าคน มาร่วมมือกับข้าและน้องสาวใช้ค่ายกลจันทราประกายแสงเจ็ดดาราเพื่อเพิ่มพลังต่อสู้ แต่ตอนนี้เมื่อมีน้องชายหลิงฮันอยู่ด้วยแล้ว ข้าเชื่อว่าหากพวกเราสามคนร่วมมือกัน จะต้องเป็นกลุ่มที่ไร้เทียมทานอย่างแน่นอน”

จักรพรรดิถึงสามคนร่วมมือกัน ยังไม่รับประกันชัยชนะอีกงั้นรึ?

หลิงฮันกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ก็กล่าวออกไป “ข้าเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ ไท่อันจริงๆ เพราะงั้นคงมีแต่ต้องปฏิเสธความหวังดีของพี่ชายหลิว”

“ฮ่าๆๆๆ!” เมื่อได้ยินประโยคนี้ แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องหัวเราะ และคิดว่าหลิงฮันช่าง เป็นคนตลกยิ่งนัก

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด ทําไมถึงไม่มีใครเชื่อความจริงที่เขาพูดกัน?

“น้องชาย เจ้าไม่อยากร่วมมือกับข้างั้นรี?” หลิวเจี้ยกล่าว

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าได้บอกเหตุผลไปแล้ว”

หลิวเจียยังคงไม่เชื่ออยู่ดีว่าหลิงฮันจะเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันไปได้ เนื่องจากภาพลักษณ์อันอ่อนแอของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันนั้น ได้ฝังลึกลงไปยังจิตใจของเขาแล้ว เขาชักชวนอีกครั้ง “น้องชายหลิง ถ้าหากเจ้ากลัวว่าการร่วมมือกันข้าจะต้องลงเอยด้วยการแย่งชิงพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธกันเองล่ะ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป”

“ข้าแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีจะเลือกเจ้านายด้วยตัวเอง พวกเราเพียงแค่ร่วมมือกันเพื่อคว้าโอกาสให้มันเลือกพวกเราเท่านั้น”

เขากล่าวคําพูดเหล่านี้ด้วยน้ําเสียงจริงจังเป็นอย่างมาก

ตอนที่ 1947 ยอมรับหรือไม่ยอมรับ

ใครจะไปคิดกันว่า หลิงฮันจะไม่ได้โกหก และเขาเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงจริงๆ

สถานะนี้น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก ภายใต้ตัวตนระดับราชานิรันดร์แล้ว ทุกคนจําเป็นต้องไว้หน้าหลิงฮัน

หลิงฮันมือขึ้นและกล่าว “เงยหน้าขึ้นได้ ทําตัวตามสบาย”

หม่ายงและเฉินต่งกลับมายืนตรง และกวาดสายตามองไปยังหวั่นเฟยกับสือยุ่งด้วยสี หน้าเย็นชา

“อาจารย์ลุงหม่า อาจารย์ลุงเฉิน” ทั้งสองคนกล่าวด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ พร้อมกับที่ขาทั้งสองข้างกําลังสั่นระริกอย่างไร้เรี่ยวแรง

“ยังไม่ไสหัวไปอีก!” หม่ายงคําราม

“ขอรับ!ขอรับ!” พวกหวั่นเฟยรีบพยักหน้าและรู้สึกโล่งอก หากคนฝั่งเดียวกันมาช่วยพูดปัญหาใหญ่ก็จะกลายเป็นเล็กได้อย่างง่ายดาย

“ช้าก่อน!” หลิงฮันสะบัดมือ “ข้ายังพูดด้วยไม่เสร็จแล้ว พวกเจ้าคิดจะไปไหนกัน?”

“ท่านอาจารย์ลุง ที่นี่มีคนอยู่เยอะเกินไป ชื่อเสียงของพวกเราอาจจะได้รับผลกระทบเอาได้”หมายงเอ่ยแทรกด้วยน้ําเสียงเกลี้ยกล่อม

หลิงฮันเค้นเสียงกล่าว “ทั้งสามคนแอบสับเปลี่ยนเม็ดยาของข้า แม้กระทั่งเรื่องเช่นนี้พวกเขาก็ยังกล้าทําเจ้าจะยังกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงไปกว่านี้อีกงั้นรึ?”

“อย่าได้โอหังเกินไป!” จูงื่อจวินกล่าวอย่างโหดเหี้ยม ก่อนหน้านี้หลิงฮันเพ่งเล็งไปยังหวั่นเฟยเพียงคนเดียว เขาจึงยังทนได้ เพราะอย่างไรหวั่นเฟยก็ไม่ใช่คนของเขา เพียงแต่ตอนนี้เมื่อหลิงฮันชี้นิ้วมายังเขาด้วยความอดทนของเขาจึงไม่เหลืออยู่อีกต่อไป

หลิงฮันลงมือ เพี้ยะ” เขาสะบัดฝามือออกไป “ดูเหมือนเจ้าจะเป็นนายน้อยเจ้าสําราญมานานเกินไปแล้วสินะ เจ้าถึงได้ไม่เห็นใครเลยอยู่ในสายตา?”

“จะ… เจ้ากล้าตบข้างั้นรึ?” จูงื่อจวินใช้มือขวาลูบแก้ม ดวงตาทั้งสองของเขาปรากฏร่องรอยความไม่พึงพอใจ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาคือบุตรที่ได้รับเลือกโดยสวรรค์ และถูกประคบประหงมมาตลอด

“ทําไมข้าจะตบเจ้าไม่ได้?” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส “ถ้าหากเจ้าไม่ใช่หลายของศิษย์พี่สามล่ะก็ ข้าคงไม่เพียงตบเจ้า แต่สังหารเจ้าไปแล้ว”

“อาจารย์ลุงหม่า อาจารย์ลุงเฉิน พวกท่านจะยืนมองคนผู้นี้สร้างความอัปยศให้ข้าอยู่เฉยๆงั้นรึ?” จูงื่อจวินคํารามเสียงดังลั่น ด้วยแววตาโหดเหี้ยม

ต่อให้อีกฝ่ายเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิง แต่เรื่องเช่นนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งที่เขารู้มีเพียงว่าปรมาจารย์จูเฟิงนั้นมีศิษย์พี่อยู่สองคนเท่านั้น และไม่เคยกล่าวถึงศิษย์น้องมาก่อน

ดูจากอายุของหลิงฮันแล้ว อีกฝ่ายจะเป็นต้องศิษย์ที่ปรมาจารย์จ่อเพิ่งเพิ่งรับมาแน่ๆ

เขายอมรับว่าหลิงฮันคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง แต่เขาเองก็เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน เหตุใดจะต้องยอมก้มหัว เรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ปูน้อยด้วย? ยิ่งกว่านั้น ทําไมถึงต้องประณามเขาต่อหน้าสาธารณชนกัน?

มีสิ่งใดที่เขาทําผิดงั้นรึ?

ไม่มี!

ทุกอย่างที่ทําลงไป เป็นเพราะเขากังวลในชื่อเสียงของปรมาจารย์จูเฟิงเท่านั้นเอง

ทั้งหม่ายงและเฉินต่งเผยสีหน้าปั้นยาก พวกเขาก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า อาจารย์ของพวกเขามีศิษย์น้องที่เยาว์วัยเป็นอย่างมากอยู่ด้วย

เนื่องจากในช่วงบ่ายของวันนี้ เผิงฮวาเหนียนเพิ่งรายงานเรื่องของหลิงฮันให้กับปรมาจารย์จูเพิ่ง ผลสุดท้ายจึงทําให้เผิงฮวาเหนียนถูกดุด่าอย่างหนัก พวกเขาทั้งสองจึงต้องเป็นฝ่ายมาหาหลิงฮันเอง และไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

ในมุมมองของพวกเขา เรื่องนี้สมควรเป็นเรื่องเฉพาะคนใน ไม่มีความจําเป็นต้องทําให้มันเอิกเกริก เพราะงั้นการที่หลิงฮันทําให้เรื่องมันบานปลายเช่นนี้ พวกเขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก เพียงแต่จะให้ทําไงได้? อีกฝ่ายเป็นอาจารย์ลุงของพวกเขา!

ก่อนที่จะออกมาที่นี่ ปรมาจารย์จูเฟิงกําชับเอาไว้หลายครั้ง ว่าพวกเขาต้องให้ความเคารพหลิงฮัน

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทําได้เพียงพูดโน้มน้าวเท่านั้น

“อาจารย์ลุงสี่ ข้าว่าพวกเราเปลี่ยนที่กันดีรึไม่?” หม่ายงแนะนํา

“ไม่จําเป็น!” หลิงฮันตอบอย่างเด็ดขาด “สะสางให้มันจบที่นี่นี่ล่ะ”

“เด็กน้อยเช่นเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาเป็นอาจารย์ปู่น้อยของข้า?” จูงื่อจวินทุ่มสุดตัว เขาเชื่อว่าด้วยความรักที่ปรมาจารย์จูเฟิงมีต่อเขา หลังจากนี้อย่างมากเขาก็คงแค่ถูกตําหนิเท่านั้น

“นั่นคือคําถามของเจ้ารึ?” หลิงฮันสะบัดฝาสมือตบใบหน้าของอีกฝ่าย “ข้าเพียงแค่ต้องการสั่งสอนเจ้า แต่เจ้ากลับยืนกรานที่จะปฏิเสธฉันรึ?”

“ข้าขอปฏิเสธ!” จูจอจวินแหงนหน้าขึ้นสูงด้วยสภาพที่ผมกระเซอะกระเซิง ภาพลักษณ์อันองอาจของเขาพังทลายหายสิ้น และเหลือไว้เพียงภาพลักษณ์ที่โหดเหี้ยมราวกับหมาป่า

หลิงฮันสะบัดมือตบใบหน้าอีกครั้ง “ที่นี้จะยอมรับได้แล้วรึยัง?”

“ข้าไม่ยอมรับ!”

เพียะ

“ยอมรึยัง?”

“ข้าไม่ยอม!”

หลิงฮันตบหน้าพร้อมกับไถ่ถาม จนจูจือจวินอยู่ในสภาพที่ใกล้จะหมดสติเต็มที

“อาจารย์ลุงสี่ไอาจารย์ลุงสี่!” พวกเฉินต่งทั้งสองคนทําได้เพียงร้องเรียก การที่ผู้อาวุโสสั่งสอนรุ่นเยาว์ของตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจคัดค้านได้ราวกับบัญญัติแห่งสวรรค์นอกเสียจากว่าพวกเขาจะต้องการตัดสายสัมพันธ์กับปรมาจารย์จูเฟิงแล้ว มีรีที่พวกเขาจะกล้าลงมือกับหลิงฮัน?

จิตใจของหลิงฮันแข็งกล้าราวกับเหล็ก หากวันนี้เขาไม่สั่งสอนจูจอจวินให้ดี จะเป็นการทําให้อีกฝ่ายเดินไปยังเส้นทางที่ผิดได้ในอนาคต ด้วยความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบแทนศิษย์พี่สามแล้ว หลิงฮันจึงไม่คิดจะใจอ่อนเด็ดขาด

“ที่นี้ยอมรับรึยัง?” หลังจากที่ตบหน้าไปไม่รู้กี่ครั้ง หลิงฮันก็เอ่ยถามอีกรอบ

เขาไม่เพียงใช้มือตบธรรมดา แต่ได้ผสานเศษเสี้ยวอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เข้าไปด้วย เพราะงั้นความเจ็บปวดที่ได้รับจึงสะท้านไปยังแก่นกระดูก และสามารถเสียชีวิตได้

จิตใจของจูจื่อจวินเองก็หนักแน่นอย่างมาก เพียงแต่หลังจากที่ถูกตบไปกว่าร้อยครั้ง หัวของเขาก็เริ่มมีนงงและสติค่อยๆ เลือนราง ในหัวของเขาตอนนี้ มีอยู่ความคิดเดียวคืออยากรีบหนีพ้นจากความเจ็บปวดให้เร็วที่สุด

“ยอมแล้ว!” เมื่อกล่าวคํานี้ออกมา จิตใจของเขาก็พังทลาย และดวงตาได้ไหลท่วมไปด้วยหยาดน้ําตา

ทุกคนตกตะลึงสูดหายใจลึก ใครจะไปเชื่อว่านักปรุงยาอัจฉริยะที่โด่งดัง จะมาร้องไห้ต่อหน้าผู้คนเช่นนี้

ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามไปล่วงเกินหลิงฮันจริงๆ

ใครบางคนมีความคิดที่จะไปหาโม่ซวงกับหลิงฮัน เพื่อทวงคืนของเดิมพันคืนมา แต่หลังจากได้เห็นเหตุการณ์นี้ ความคิดนั้นก็ดับสลายไปทันที

หลิงฮันสะบัดมือโยนร่างจูงื่อจวินไปยังหม่ายง ก่อนจะกวาดสายตาไปมองหวั่นเฟยและสื่อหย่ง “ไม่ว่าจะศาสตร์วรยุทธหรือศาสตร์ปรุงยา สิ่งสําคัญที่สุดก็คือจิตใจ หากจิตใจไร้คุณธรรมก็มีแต่จะทําให้ชื่อเสียงของผู้เป็นอาจารย์เสื่อมเสีย”

พวกหวั่นเฟยทั้งสองคนจิตวิญญาณสั่นสะท้าน พวกเขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมาก พวกเขามาที่นี่เพื่อเผิงฮวาเหนียนแท้ๆ เหตุใดถึงกลายเป็นฝ่ายผิดกัน?

ไม่ได้การแล้ว พวกเขาต้องรีบกลับไปหาเผิงฮวาเหนียนเดี๋ยวนี้

ตอนที่ 1946 คารวะอาจารย์ลุง

หลิวหานกล่าวอย่างโมโห “เจ้าแย่งชิงเม็ดยามาจากคนอื่น เพื่อบอกว่าเจ้าเป็นคนห ลอมมันขึ้นมาเองงั้นรึ?”

“สตรีโง่เง่า” หลิงฮันกล่าวดูหมิ่น

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” หลิวหานขมวดคิ้ว ความเกรี้ยวกราดของนาง สามารถมองออกได้ทั้ง จากสีหน้าและน้ําเสียง

“เจ้าได้ยินไม่ชัดงั้นรึ?” “สตรีโง่เง่า สตรีโง่เง่า สตรีโง่เง่า!” หลิงฮันกล่าวคําว่าสตรีโง่เง่าออกไปถึงสามครั้ง

โทสะของหลิวหานปะทุออกมา ตั้งแต่เด็กจนโต มีสักครั้งหรือไม่ที่นางถูกสบฤด่าว่าเป็นสตรีโง่? ตัวนางไม่ใช่แค่เป็นอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ แต่ยังมีความงดงามอันไร้ที่เปรียบจนได้ฉายาว่า เป็นสตรีที่งดงามอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงอีกด้วย บุรุษเพศทุกคนต้องจดจ้องนางด้วยสายตาแข็งข้างต่างหาก ถึงจะเป็นปฏิกิริยาที่ถูกต้อง

เจ้าต่างหากที่เป็นคนโง่ ที่มีตาหามีแววไม่

“นั่นมันของข้างของข้า!” หวั่นเฟยรีบตะโกนออกมา ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้เช่นนี้ ความจริงจะต้องปรากฏออกมาแน่

“ของเจ้างั้นรึ?” หลิงฮันแสยะยิ้ม “เจ้าก็รู้ไม่ใช่รึไงว่านักปรุงยาทุกคนมีนิสัยประทับลายเซ็นของตนเองเอาไว้บนเม็ดยา?” เขาชี้นําเศษเสี้ยวปราณก่อเกิดเข้าไปในเม็ดยา พริบตาเดียวกันนั้นเอง เม็ดยาก็ส่องประกายและมองหลิงฮันอักษร “หลิง” บนเม็ดยาได้อย่างเลือนราง

ทุกคนชะงักแข็งแกร่งในทันใด

เท่านี้ก็กระจ่างแล้วว่าเม็ดยาเม็ดนี้เป็นต้องหลิงฮันอย่างแน่นอน หรือถ้าไม่งั้น หวั่นเฟยก็ต้องมีความรักในตัวหลิงฮันมากเป็นแน่ ถึงได้สลักตัวอักษร “หลิง” ลงไปบนเม็ดยา

หวั่นเฟยแน่นิ่งไร้คําพูดไปในทันที พร้อมกับใบหน้าได้เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอับอาย

หลิวหานเองก็กลายเป็นไร้คําพูดเช่นกัน ไม่คาดคิดว่าหลิงฮันจะเป็นฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ

“นี่คงเป็นเพราะว่าศิษย์พี่หรั่น เก็บเม็ดยาไปผิดโดยไม่รอบคอบเป็นแน่” จูงื่อจวินกล่าวปัดความรับผิดชอบไปยังหวั่นเฟย

เพียงแต่ผู้คนที่อยู่ที่นี่ใครบ้างที่เป็นคนโง่? เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ ทุกคนจึงอดคิดไม่ได้ว่าจูจื่อจวินช่างไร้ยางอายยิ่งนัก ทั้งๆ ที่พวกเจ้าทําผิดร่วมกันแท้ๆ แต่กลับผลักไสเพื่อให้ตนเองรอดอยู่ฝ่ายเดียว พวกข้าไม่เคยเห็นคนไร้ยางอายขนาดเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ

หลิงฮันเลือกที่จะเป็นเรื่องนี้ไปก่อนชั่วคราว “ในที่นี้ใครเป็นนักปรุงยาบ้าง รบกวนช่วยตรวจสอบเม็ดยาของข้าด้วย”

“ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง” หลิวเจี้ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่นักปรุงยา แต่ก็มีความรู้ในศาสตร์ปรุงยาอยู่บ้าง อย่างน้อยการตรวจสอบก็ย่อมไม่มีปัญหา”

หลิงฮันมองไปยังอีกฝ่ายและพยักหน้า “ถ้างั้นก็รบกวนพี่ชายหลิวด้วย”

หลิงฮันส่งมอบเม็ดยา เมื่อหลิวเจี้ยรับไป เขาก็จ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “นี่คือเม็ดยาเมฆาผ่องขจี ในหมู่เม็ดยานิรันดร์สองดาว นับเป็นเม็ดยาที่หลอมได้ยากมาก จากที่ตรวจสอบเม็ดยาเม็ดนี้มีคุณภาพระดับสูง แถมยังถูกปรับแต่งถึงสามครั้ง!”

ว่าไงนะ… สามครั้งนั้น

ในชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนได้สูดหายใจลึกพร้อมกัน ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเม็ดยาเมฆาผ่องขจีหลอมได้ยากเย็นขนาดไหนแต่เพียงแค่การปรับแต่งสามขั้น ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว

การปรับแต่งสี่ขั้นคือขีดจํากัดของนักปรุงยาแทบทั้งหมดในขณะที่การปรับแต่งขั้นห้าสามารถเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์!

รุ่นเยาว์ผู้นี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก นอกจากจะบรรลุเป็นจักรพรรดิในศาสตร์วรยุทธแล้วในศาสตร์ปรุงยาก็ยังบรรลุได้ถึงการปรับแต่งห้วงจิตขั้นสาม

ประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่าหลิงฮันนั้นยังเยาว์วัยเป็นอย่างมากด้วยอายุเพียงเท่านี้ยังสามารถบรรลุการปรับแต่งขั้นสามได้เพราะงั้นเรื่องที่ว่าในอนาคต จะบรรลุการปรับแต่งขั้นห้าได้ ก็ไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ

เยี่ยนเว่ยกลายเป็นโง่งม ไม่เพียงแค่เม็ดยาที่อีกฝ่ายหลอมสําเร็จ จะมีคุณภาพเหนือกว่าเขาแต่จํานวนของการปรับแต่งก็ยังเหนือกว่าเขาด้วย เขาฝืนกล่าวออกไป ด้วยความหวังอันริบหรี่ “แล้วคุณภาพของการปรับแต่งล่ะ?”

“การปรับแต่งสองครั้งกล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบ ในขณะที่ครั้งที่สามมีข้อบกพร่องอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร” หลิวเจียวอธิบายโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และกล่าวความเป็นจริง

เยี่ยนเว่ยพูดอะไรไม่ออก

ในความเป็นจริง ถ้าหากการปรับแต่งของหลิงฮันทั้งสามครั้งมีคุณภาพเพียงแค่ทั่วไปล่ะก็เขาก็ยังพอใช้คุณภาพของการปรับแต่งที่สูงกว่าของตนเองเป็นข้อได้เปรียบได้ แต่ทว่าตอนนี้ความหวังสุดท้ายได้พังทลายไปเสียแล้ว

“โม่ซวง เก็บของเดิมพัน” หลิวฮันดีดนิ้ว เหตุผลที่เขายอมรับการประลองก็เพราะการเดิมพันนี่เองหากไม่เช่นนั้นล่ะก็ เขาย่อมคร้านที่จะแสดงความสามารถต่อหน้าสาธารณชนอยู่แล้ว

โม่ชวงเก็บรางวัลเดิมพันด้วยความตื่นเต้น ผลกอบโกยครั้งนี้มากมายจริงๆ เพียงแต่ดันมีคนโชคดีบางส่วน ที่เดิมพันข้างหลิงฮัน ซึ่งก็ต้องแบ่งของเดิมพันให้ไปอย่างช่วยไม่ได้

“ต่อไปก็อีกปัญหาหนึ่ง” หลิงฮันมองไปยังจูงื่อจวิน “เจ้าที่ทําการแอบเปลี่ยนขโมยเม็ดยาของข้า ในฐานะผู้อาวุโสแล้ว หากข้าไม่สั่งสอนเจ้าให้ดี คนจะกล่าวหากันได้ว่าเหล่าศิษย์ภายใต้ปรมาจารย์จื่อเฉิงนั้นไม่มีกฏ!”

เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกไป ใบหน้าของหลิงฮันก็เปลี่ยนเป็นขึงขัง

จื่อเฉิง!

ใครคือนักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกกัน?

แน่นอนว่านอกจากปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ไม่มีใครอื่น!

หลิงฮันเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์จื่อเฉิงงั้นรึ? เดี๋ยวก่อน ถ้าแบบนั้นปรมาจารย์จูเฟิงก็ต้องเป็นศิษย์ของปรมาจารย์จื่อเฉิงด้วยสิ?

เนื่องจากปรมาจารย์จูเพิ่งถูกปรมาจารย์จื่อเฉิงตัดขาด นอกจากกลุ่มคนจํานวนน้อยนิดแล้วจึงไม่มีใครเลยที่รู้ต้นกําเนิดของปรมาจารย์จูเฟิง ตอนนี้เมื่อได้ยินคําพูดของหลิงฮันเรื่องราวทั้ง สองก็เชื่อมต่อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ใบหน้าของจูจือจวินเปลี่ยนสีทันที อย่างหวั่นเฟยและสื่อหย่งที่อยู่ในยุคสมัยที่ห่างกันหลายยุคนั้น จึงไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างปรมาจารย์จูเฟิงกับปรมาจารย์จื่อเฉิง แต่สําหรับตัวเขาเองนั้นเขารับรู้เป็นอย่างดี

การที่หลิงฮันกล่าวถึงปรมาจารย์จื่อเฉิงออกมา นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายก็รู้ถึงต้นกําเนิดของปรมาจารย์จูเพิ่งเช่นกัน

“ไร้สาระ!” หวั่นเฟยและสือหย่งคํารามพร้อมกัน

“อย่างนั้นรึ?” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส “ถ้างั้นก็ลองกลับไปถามเผิงฮวาเหนียนดู ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าเขาจะกล่าวว่าอย่างไร”

“เจ้ายังคิดจะใช้ประโยชน์จากอาจารย์ของข้าอีกงั้นรึ?” หวั่นเฟยเกรี้ยวกราด “เจ้าตัวบัดซ..”

“เพี้ยะ!”

ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ ใบหน้าของเขาก็ถูกจูงื่อจวินตบ “หุบปาก!”

หวั่นเฟยมองไปยังจูงื่อจวินขุ่นเคือง เจ้าตบข้าทําไมกัน?

จูจื่อจวินต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าอันคุ้นเคยและหันไปมองด้านหลัง ในระยะที่ห่างออกไปไม่ไกล ชายวัยกลางคนสองคนได้ก้าวเดินเข้ามาด้วยความเร็วสูงคนหนึ่งมีร่างกายที่สูงโปร่ง ในขณะที่อีกหนึ่งอ้วนเตี้ยราวกับก้อนเนื้อเดินได้

“อาจารย์ลุงหม่า อาจารย์ลุงเฉิน” หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง จูจือจวินก็รีบทักทายทั้งสองคน

ชายวัยกลางคนทั้งสองมีชื่อว่า หม่ายงและเฉินต่ง พวกเขาคือลูกศิษย์ของปรมาจารย์จูเฟิงแถมยังเป็นศิษย์สายตรงอีกด้วย ถึงแม้ความสามารถค์ของทั้งสองก็ยังด้อยกว่าเผิงฮวาเหนียนเล็กน้อย แต่ก็บรรลุเป็นนักปรุงยาสามดาวแล้ว

หม่ายงและเฉินต่งพยักหน้าให้กับจูจือจวิน เมื่อพวกเขาพบเห็นหลิงฮันท่ามกลางฝูงชนก็รีบเข้าไปหาและโค้งตัวผสานมือคารวะ “ศิษย์หม่ายง และศิษย์เฉินต่งคารวะอาจารย์ลุงสี่”

อาจารย์ลุงสี!

ทุกคนรอบข้างชะงักในทันใด ไม่มีใครสงสัยอีกต่อไปแล้ว หลิงฮันคือศิษย์น้องของปรมาจารย์จื่อเฉิงจริงๆ ไม่เช่นนั้นแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่หม่ายงกับเฉิงต่งจะบ้าพร้อมกับแบบนี้

ตอนที่ 1945 พี่น้องหลิว

แม้แต่หูตงยังพ่ายแพ้ แล้วใครกันจะกล้าท้าทายหลิงฮัน?

“นายน้อยจู ให้ข้าลงมือเอง” หวั่นเฟยเสนอตัวเห็นได้ชัดว่านิรันดร์สี่นิพพานนั้น อย่างมากก็ทําได้เพียงเสมอกับหลิงฮันเท่านั้น ถ้าหากต้องการกําราบอีกฝ่ายในระดับโลกียนิพพาน จําเป็นต้องให้ผู้สืบทอดหลิว หรือธิดาหลิวหานลงมือสถานเดียว

เพียงแต่ทั้งสองนั้นเปรียบดังพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ มีรีที่จะยอมลงมือช่วยง่ายๆ?

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จูจื่อจวินก็พยักหน้า

เมื่อได้รับคํายินยอมหั่นเฟยก็ก้าวเดินขึ้นหน้าในทันที ออร่าของตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณถูกปลดปล่อยออกมา ต่อให้นักปรุงยาจะมีพลังต่อสู้อ่อนแอในระดับเดียวกัน แต่เขาก็มีระดับพลังใหญ่ที่สูงกว่า

เหล่าราชาโดยรอบเผยสีหน้าเหยียดหยามทันใด ที่แห่งนี้คือสถานที่รวมตัวของเหล่าอัจฉริยะ การที่ตนเองไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ และให้จอมยุทธที่ ‘อาวุโส’ กว่าแก้แค้นแทนนั้น เป็นการกระทําที่ทําให้พวกเขารู้สึกรังเกียจอย่างมาก

โลกแห่งวรยุทธเลื่อมใสต่อจอมยุทธที่ทรงพลังก็จริง แต่ทรงพลังที่ว่าไม่ได้หมายถึงระดับพลังใครสูงกว่ากัน แต่หมายถึงการที่จอมยุทธผู้หนึ่งมีพลังต่อสู้ที่ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน

หลิงฮันเองก็หมดความอดทน และกล่าวอย่างเย็นชา “ดูเหมือนว่าข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าแทนศิษย์พี่สามสินะ”

“ยังกล่าวพล่ามเรื่องไร้สาระออกมาอีก!” หวั่นเฟยแสยะยิ้มและเตรียมร่างกระบวนท่า

ถึงแม้หวั่นเฟยจะไม่ใช่จอมยุทธที่ทรงพลัง แต่เขาก็มีพลังอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณ เพราะงั้นอํานาจของเขาจึงสามารถกําราบจอมยุทธระดับโลกียนิพพานได้ทั้งมวล

แม้แต่เหล่าราชาที่ยืนอยู่รอบข้าง ก็ยังเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา ด้วยความต่างของระดับพลังหนึ่งขั้นใหญ่ แม้อํานาจที่ปลดปล่อยจะไม่เจาะจงเป้าหมาย ก็สามารถทําให้พวกเขาต้องขยับตัวล่าถอยอย่างไม่มีทางเลือก

ระดับพลังทั้งห้าระดับของนิรันดร์ เปรียบเสมือนขุนเขาที่ไม่อาจข้ามผ่านได้

หลิงฮัน…จบสิ้นแล้ว!

“พรึบ” แต่ทันใดนั้นเอง ฝ่ามือปราณก่อเกิดขนาดใหญ่ก็ถูกปลดปล่อยออกไป

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือที่ดูเหมือนโจมตีลวกๆ ของหลิงฮัน กระทบเข้าใส่ใบหน้าของหวั่นเฟยอย่างจัง ด้วยการที่เขาไม่ได้ผสานอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ใดๆ เข้าไป การโจมตีจึงเคลื่อนที่ดูเหมือนไม่เร็วมาก ทุกคนสามารถมองเห็นฝ่ามือได้อย่างชัดเจนก็จริง แต่ก็ราวถูกว่าหวั่นเฟยถูกมนต์สะกด ทําให้ไม่สามารถขยับตัวได้ และทําได้เพียงจ้องมองฝ่ามือที่จู่โจมเข้ามาอย่างเดียว

หลังจากสิ้นเสียงตบ ร่างของหวั่นเฟยก็ถูกส่งลอยกระเด็นขึ้นฟ้า

“การลักขโมย คือสิ่งที่พี่สามสั่งสอนเจ้างั้นรึ?”

‘เพี๊ยะ!’

หลิงฮันตบเข้าที่ใบหน้าของหวั่นเฟยอีกครั้ง “หัดเคารพผู้อาวุโสเสียบ้าง”

‘เพี๊ยะ!’

“หรือต่อให้ข้าไม่ใช่ผู้อาวุโสของเจ้าในฐานะนักปรุงยาด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเราควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรอกรึ?”

‘เพี้ยะ!’

“หากพลังของข้าไม่แข็งแกร่งพอ ข้าสมควรถูกเจ้าข่มเหงงั้นรึ?”

หลิงฮันกล่าวคําตบคํา ทุกๆฝ่ามือเขาตบออกไปด้วยแรงอันมหาศาล ทําให้ใบหน้า ของหวั่นเฟยปูดบวมราวกับหัวหมู

‘เพี้ยะ เพี้ยะ เพี้ยะ’ ในขณะที่เสียงตบดังลั่น ทุกคนก็ตกอยู่ในความสภาวะแน่นิ่ง

แม้แต่ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณก็ไม่นับเป็นอันใด และทําได้เพียงยอมให้หลิงฮันตบหน้า

ความต่างของพลังขนาดนี้คืออะไรกัน?

นิรันดร์ห้านิพพาน!

ในตอนนี้ไม่มีใครสงสัยในพลังของหลิงฮันอีกต่อไป มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่เมื่อสู้ข้ามระดับแล้ว ยังสามารถเป็นฝ่ายได้เปรียบได้

หลิงฮันคือจักรพรรดิจริงๆ

“ฮ่าๆ ดูเหมือนทุกคนจะกําลังสนุกกันอยู่สินะ?” เสียงหัวเราะลากยาวดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามา พร้อมกับสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาด้านหลัง ทั้งๆ ที่ทั้งสองเดินอย่างเรียบง่าย แต่กลิ่นอายอันองอาจได้ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างต้องยอม ขยับเปิดทางให้

“ผู้สืบทอดหลิว!” ใครหลายคนจิตใจสั่นสะท้าน และเผยสีหน้าเลื่อมใส คนผู้นี้คือสุดยอดอัจฉริยะ ที่ไม่ว่าใครก็ทําได้เพียงแหงนมอง

สตรีที่ดูด้านหลังของเขาคือหลิวหาน สองพี่สองคู่นี้ต่างฝ่ายต่างเป็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพระดับจักรพรรดิทั้งคู่ เรื่องแบบนี้นับว่าหายากมากในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งเซียน ไม่รู้ว่าต้องได้รับความรักจากพระเจ้าขนาดไหน สองพี่น้องถึงได้เกิดมาพร้อมกับสวรรค์ที่โดดเด่นเหมือนกัน

“สหาย เจ้าจะช่วยหยุดเรื่องสนุกนี้เอาไว้ก่อนได้หรือไม่?” หลิวเจี๋ยกล่าวกับหลิงฮัน ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเขาพูดดีด้วย แต่น้ําเสียงกับเน้นไปในทางบังคับ

หลิงฮันมองไปยังหลิวเจียและเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์

หากอีกฝ่ายพูดดีด้วย เขาเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล เพียงแต่ทันทีที่หลิวเจี๋ยมาถึง อีกฝ่ายพูดออกคําสั่งในทันที ซึ่งทําให้หลิงอันไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขาใช้ฝ่ามือตบหน้าหวั่นเฟย ก่อนจะหันไปกล่าว “ข้ากําลังสั่งสอนรุ่นเยาว์ของข้า เหตุใดเจ้าถึงต้องเข้ามาแทรกแซงด้วย?”

ช่างเป็นคนที่กล้าหาญนัก!

ทันทีที่เห็นว่าหลิงฮันกล้าขัดขืนหลิวเจี๋ย ทุกคนก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ต่อให้หลิงฮันจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตนเองเป็นจักรพรรดิ แต่ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดว่าหลิงฮันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

นั่นเพราะจักรพรรดิเองก็มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ในหมู่จักรพรรดิของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง หลิวเจี๋ยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ราวๆ ยี่สิบ ถึงแม้จะเป็นอันดับที่เกือบต่ําสุด แต่ถ้าหากหลี งฮันแข็งแกร่งกว่าล่ะก็ ไม่ใช่ว่าเขาต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปแล้วหรอก?

“หลิงฮันงั้นรึ?” หลิวเจี๋ยไม่เผยท่าทางเกรี้ยวกราดใดๆ ต่อให้เป็นในอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งจักรพรรดิเองก็มีจํานวนไม่เกินยี่สิบกว่าคน ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่จะกลายเป็นราชานิรันดร์ในอนาคต ทุกคนต่างก็เป็นเสาหลักของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง

ที่เขารู้ชื่อหลิงฮัน ก็เพราะได้ยินเสียงกระซิบพูดคุยของคนรอบข้าง

“อย่างไรก็ปล่อยคนผู้นั้นไปก่อน!” หลิวหานกล่าวด้วยน้ําเสียงที่แฝงเอาไว้ด้วยความไม่พอใจ

ทั้งๆ ที่หลิวเจี๋ยกล่าวบอกให้หยุดแล้วแท้ๆ แต่หลิงฮันก็ยังทําตามใจอีก ช่างเป็นคนที่หยิ่งยโสนัก

ไม่ว่าอย่างไรที่นี่ก็คือที่พักของผู้สืบทอดหลิว เจ้าที่ลงมือตามใจชอบที่นี่ ไม่ได้เห็นหัวหลิวเจี๋ยเลยงั้นรึ?

“ข้าแค่สั่งสอนรุ่นเยาว์ของตัวเองเท่านั้น ไม่จําเป็นต้องกังวล” หลิงฮันกล่าว

หลิวเจี๋ยไต่ถาม และรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก มีจักรพรรดิที่แสร้งปลอมตัวเป็นนักปรุงยาอยู่จริงๆ งั้นรึ? เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยจริงๆ

แต่จะบอกว่าพวกจูจื่อจวินพูดโกหก ก็เป็นเรื่องที่ดูน่าขบขันเช่นกัน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ มีรึ ที่พวกเขาจะกล้าโกหกต่อหน้าสาธารณชน?

เขาลังเลก่อนจะกล่าว “ปัญหาแต่ละอย่างสามารถแก้ได้ที่ละเรื่อง ไม่ใช่พวกเจ้าป ระลองหลอมเม็ดยากันอยู่หรอก? ตัดสินกันต่อเลยสิ!”

หากได้รับระดับความสามารถในการปรุงยาของหลิงฮัน ย่อมทําให้มองออกว่าอีกฝ่ายโกหกหรือไม่

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “แบบนั้นล่ะคือวิธีที่ควรล่ะ!”

“ถ้างั้นเหตุใดยังไม่ปล่อยคนผู้นั้นอีก!” หลิวหานเอ่ยแทรกแทบจะพร้อมกัน เนื่องจากความประทับใจแรกพบไม่ดี นางจึงมีความรู้สึกเอนเอียงไม่อยากเข้าข้างหลิงฮัน

หลิงฮันยิ้ม “เม็ดยาของข้าถูกคนผู้นี้สับเปลี่ยน จะบอกว่าข้าไม่สมควรซิงมันคืนนั้นรึ?

“พูดจาไร้สาระ!” หวั่นเฟยรีบคํารามออกมา ถ้าหากเขาถูกเปิดโปงต่อหน้าสาธารณชนล่ะก็เขาจะต้องถูกปรมาจารย์จูเฟิงขับไล่เป็นแน่

“ไร้สาระหรือไม่ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นคนตัดสินใจงั้นรึ?” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ําเสียงเย็นชา เขาผิดหวังในตัวรุ่นเยาว์ของตนผู้นี้มากจริงๆ

“งั้นเจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจงั้นรึ?” หลิวหานกล่าว นางอดทนกับหลิงฮันมานานสองนานแล้ว

“สิ่งที่จะตัดสินคือความจริง!” หลิงฮันหาอุปกรณ์มิติบนร่างของหวั่นเฟยพบในที่สุด ก่อนจะนําเม็ดยาออกมาจากด้านใน เม็ดยาที่เขาเป็นคนหลอมเอง แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักดีที่สุด

ตอนที่ 1944 ใช้กลอุบายสับเปลี่ยน

หรั่นเฟยเข้าใจในทันที เขาจงใจกระแอมและเก็บเม็ดยาเข้าไปในขวด ซึ่งในจังหวะนั้น เขาได้ทําการสับเปลี่ยนเม็ดยาให้เป็นเม็ดนิรันดร์ธรรมดาแทน ในขณะที่เม็ดยาของจริงถูกเก็บไปไว้ในอุปกรณ์มิติ

“เหอะ ก็แค่เม็ดยานิรันดร์หนึ่งดาวที่ไม่มีการปรับแต่งใดๆ ช่างน่าขันเสียจริง” หรั่นเฟยกล่าวอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะโยนขวดเด็ดขาคืนหลิงฮัน

หลิงฮันรับขวดเม็ดยาพร้อมกับแสยะยิ้มมุมปาก คิดว่าข้าไม่เห็นสิ่งที่เจ้าทํางั้นรึ?

คิดจะล้อเล่นกับข้าสินะ?

หลิงฮันชี้นิ้วไปยังหวั่นเฟยและกล่าว “เลิกการกระทําเล่ห์เหลี่ยมอันแสนกระจอกของเจ้า แล้วคืนเม็ดยาของข้ามา!”

“เม็ดยาอะไร?” หรั่นเฟยมองหลิงฮันและขมวดคิ้ว “เจ้าไม่เพียงแสร้งทําเป็นผู้อาวุโสของข้า แต่ยังคิดจะใส่ความทําให้ชื่อเสียงของข้าเสื่อมเสียด้วยงั้นรึ?” ข้าเป็นถึงนักปรุงยาสองดาว ต่อหน้าข้า ตัวเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากการผายลม!

ทุกคนที่ได้ยินเริ่มสับสน ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่าอีกคนแอบสับเปลี่ยนเม็ดยาของตน ในขณะที่อีกฝ่ายยืนกรานปฏิเสธ แล้วเช่นนี้ฝ่ายไหนกันแน่ที่โกหก?

“ฮึ่ม บังอาจแสร้งทําเป็นศิษย์น้องของปู่ข้า เจ้าคิดว่าตนเองอายุเท่าใดกัน?” จูจื่อจวินก้าวเดินเข้าหาหลิงฮัน ด้วยแววตาเกรี้ยวกราด

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ส่งเม็ดยาของข้าคืนมาแต่โดยดี แล้วสะสางเรื่องราวให้จบไปทีละอย่าง หลังจากการเดิมพันจบลง เอาไว้ค่อยมายืนยันสถานะของข้า”

“คิดจะถ่วงเวลางั้นรึ?” จูจื่อจวินกล่าวอย่างเย็นชา “จงคุกเข่าต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้”

ฝ่ายหนึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ ในขณะที่อีกฝ่ายคือหลานของปรมาจารย์จูเฟิง คิดว่าทุกคนจะเชื่อฝ่ายไหนกัน?

แน่นอนว่าต้องเป็นจูจื่อจวินอยู่แล้ว

“จับตัวเขา แล้วส่งไปให้ปรมาจารย์จูเฟิง!”

“คนเช่นนี้จะสมควรไปพบเจอปรมาจารย์จูเฟิงได้อย่างไร รีบสังหารเขาไปเลยจะดีกว่า”

“จะอย่างไรก็ช่าง ก่อนอื่นจับตัวเขาไว้”

ใครหลายคนโห่ร้องเสียงดัง แน่นอนว่าคนเหล่านี้คือคนที่เดิมพันว่าหลิงฮันจะเป็นฝ่ายชนะ ถ้าหากหลิงฮันถูกจับตัวไป การเดิมพันก็จะกลายเป็นโมฆะโดยปริยาย

โม่ซวงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ช่างไร้เหตุผลนัก สิ่งที่กําลังประลองกันในตอนนี้คือศาสตร์ปรุงยาไม่ใช่รึไง แล้วนี่พวกเจ้ากําลังพล่ามอะไรไร้สาระกันอยู่?”

“คนประเภทนี้ยังมีสิทธิ์เรียกตนเองว่านักปรุงยางั้นรึ?” จูจื่อจวินก้าวเดินเข้าหาหลิงฮันและผลักฝ่ามือออกไป “ตูม” อํานาจอันไร้ที่สิ้นสุดระเบิดออกมาพร้อมกับตราประทับแห่งเต๋า

จูจื่อจวิน คือราชาในระดับสี่นิพพานสูงสุด!

ในเมืองผนึกแปรผันแห่งนี้ ถึงแม้จูจื่อจวินจะไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่น แต่เขาก็เป็นราชาสี่นิพพานสูงสุดที่ไม่อ่อนแอ

ไม่รู้ว่าสมองของโม่ซวงกับหานเทาถูกสุนัขกินไปแล้วรึไง พวกเขาถึงได้เชื่อว่ารุ่นเยาว์ผู้นี้คือศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิง!

หลิงฮันยื่นมือออกไป “พรึบ” ข้อมือของจูจื่อจวินถูกคว้าเอาไว้ได้

อะไรกัน!

ทุกคนดวงตาแข็งค้าง หากจะสามารถรับมือกับการโจมตีของราชาได้อย่างง่ายดาย ก็ต้องมีศักยภาพอยู่ในระดับราชาในหมู่ราชา

“เห็นแก่ศิษย์พี่สาม ข้าจะไม่ลดตัวลงไปทะเลาะกับเจ้า” หลิงฮันสะบัดมือโยนร่างของจูจื่อจวินลอยออกไป

จูจื่อจวินพยุงตัวและยืนอย่างมั่นคง พร้อมกับเผยสีหน้าตกตะลึง ถ้าเมื่อครู่หลิงฮันต้องการลงมือจริงๆ เขาคงถูกสังหารไปแล้ว แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกขอบคุณใดๆ แต่กลับกัน เขายิ่งรู้สึกอัปยศกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ตัวเขาคือหลานของปรมาจารย์จูเฟิงที่ยิ่งใหญ่ ใครบ้างจะกล้าทําร้ายเขาแม้เพียงเส้นผม

แต่ว่าในเมื่อหลิงฮันเป็นถึงราชาในหมู่ราชา เหตุใดอีกฝ่ายถึงต้องแสร้งปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงกัน?

“ใครก็ได้ จงจัดการหมอนั้นให้ข้า” เขากล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง เพียงแต่สิ่งที่เขาเห็นก็คือใบหน้าที่ลังเลของทุกคน

อีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้ที่มีศักยภาพระดับราชา หรืออาจจะราชาในหมู่ราชา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเผชิญหน้าด้วยง่ายๆ

“เม็ดยากลั่นนิพพานหนึ่งขวด” จูจื่อจวินนําขวดเม็ดยาออกมาและชูมือ “ใครก็ตามที่จัดการเขาให้ข้าได้ ข้าจะมอบเม็ดยากลั่นนิพพานขวดนี้ให้”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้คนมากมายก็เกิดแรงกระตุ้นให้ลงมือทันใด

เม็ดยากลั่นนิพพาน คือเม็ดยาที่มีประสิทธิภาพในการเติมเต็มรากฐานระดับโลกียนิพ พานให้สมบูรณ์ แน่นอนว่ามันไม่สามารถทําให้ราชาในหมู่ราชา ยกระดับกลายเป็นจักรพรรดิได้ แต่ราชาระดับต่ำนั้นสามารถยกระดับขึ้นเป็นราชาระดับสูงได้ หรือแม้แต่ราชาในหมู่ราชาระดับต่ำ ก็สามารถยกระดับเป็นราชาในหมู่ราชาระดับสูงได้ มันคือเม็ดยาที่หายากและล้ำค่าอย่างยิ่ง

“นายน้อยจู!” หรั่นเฟยและจือหย่งรีบตะโกนออกมา เม็ดยากลั่นนิพพานขวดนี้คือ เม็ดยาที่ปรมาจารย์จูเฟิง หลอมขึ้นมาให้หลานสุดที่รักของตนเองโดยเฉพาะ ทําให้มันถูกปรับแต่งถึงห้าขั้น มูลค่าของมัน ไม่ใช่สิ่งที่เม็ดยากลั่นนิพพานทั่วไปจะเทียบเคียงได้

เหตุใดถึงต้องขอให้คนอื่นช่วยลงมือด้วย? พวกเขาสองคนนั้นเป็นถึงตัวตนระดับตัดวิญญาณหยางแท้ๆ เพียงแค่นิรันดร์ระดับโลกียนิพพานตัวจ้อย มีรีพวกเขาจะจัดการไม่ได้?

สิ่งที่ทั้งสองไม่รู้ก็คือจูจือจวินนั้นมีศักดิ์ศรีในฐานะจอมยุทธ เหตุใดการจะจัดการรุ่นเยาว์ตรงหน้านี้ ต้องให้ตัวตนที่มีพลังบ่มเพาะสูงกว่าลงมือด้วย?

จริงอยู่ที่สําหรับเขา การหลอมเม็ดยากลั่นนิพพานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เอาไว้เขาไปขอให้ปู่ของานหลอมใหมให้อีกครั้งก็ได้

“ข้าลงมือเอง!” ราชาในหมู่ราชาผู้หนึ่งกระโดดออกมาอย่างห้าวหาญ ด้วยแรงกระตุ้น จากของรางวัล

โม่ซวงและหานเทาส่ายหัวพร้อมกัน มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าหลิงฮันนั้นไม่ใช่แค่ศิษย์น้องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว แต่ยังเป็นจักรพรรดิในศาสตร์วรยุทธด้วย!

อันที่จริงแล้วสถานะอย่างหลังนั้นน่าอัศจรรย์กว่าอย่างแรกด้วยซ้ำ เนื่องจากจักรพรรดิ คือจอมยุทธที่ศักยภาพจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ได้อย่างแน่นอน ในขณะที่ปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว แค่เกือบจะทัดเทียมได้กับราชานิรันดร์เท่านั้น

หลิงฮันเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ดูเหมือนพวกเจ้าแต่ละคนจะต้องทําให้เรื่องยุ่งยากจังนะ ก็ดี ถ้างั้นข้าจะชัดเจ้าตามที่ต้องการให้เอง”

“ต่อหน้าหูตงผู้นี้ คิดว่าเจ้าจะรอดไปไหนได้?” ราชาในหมู่ราชาที่กระโดดออกมาเอ่ยกล่าว “ครืนน” เขายกหนึ่งมือขึ้นพร้อมกับตราประทับแห่งเต๋ได้พรั่งพรูออกมาทั่วบริเวณ

คนผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก พลังของเขากล่าวได้ว่าอยู่ในระดับของราชาในหมู่ราชาแนวหน้า เขาใช้หนึ่งมือปกคลุมท้องฟ้า และคว้าไปยังหลิงฮัน

หลิงฮันชี้นิ้วออกมา “พรึบ” และปลดปล่อยปราณดาบออกไป

การโจมตีนี้คือพลังที่เขาได้เรียนรู้มาจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร หลังจากที่ผสานรวมเข้ากับทักษะดาบแล้ว พลังทําลายของมันก็ยิ่งทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

“ฉัวะ!”

มือขนาดใหญ่ที่ปกคลุมท้องฟ้าถูกผ่าออกเป็นสองส่วน ในขณะที่ปราณพิฆาตยังคงปลดปล่อยอํานาจไปถึงเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า

ใบหน้าของหูตงเปลี่ยนไปทันที และไม่มีโอกาสแม้แต่จะอุทานออกมา ร่างของเขารับการโจมตีเข้าไปเต็มๆ โลหิตของเขาสาดกระจาย และล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง

อะไรกัน!

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ทุกคนต่างรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก แม้แต่ราชาในหมู่ราชาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้งั้นรึ? เหตุใดรุ่นเยาว์ผู้นี้ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?

อีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิ์งั้นรึ?

เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิล่ะก็ เหตุใดถึงต้องแสร้งปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงกัน? แม้สถานะที่ว่าจะน่าอัศจรรย์ แต่ก็ไม่เท่ากับสถานะ จักรพรรดิ

ตอนที่ 1943 เผชิญหน้า

จูจื่อจวินยิ้มและพยักหน้า “ศิษย์พี่หรั่น ศิษย์พี่สือ”

“นายน้อยจู มีใครบางคนบังอาจกล้าปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของอาจารย์ปู่จู!” สือหย่งคํารามและดวงตาส่องประกายโหดเหี้ยม

จูจื่อจวินชะงัก ก่อนจะมีท่าทีโมโหเช่นกัน

ถึงว่าทําไมถึงได้มีคนมาถามว่าปรมาจารย์จูเฟิงมีศิษย์น้องรึเปล่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

“คนผู้นั้นคือใครกัน?” จูจื่อจวินกวาดสายตามองทุกคน ตอนนี้เขารู้สึกเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก

“พรึบ” สายตาทุกคู่จดจ้องไปหาโม่ซวงในทันที

“โม่เจ็ด ข้าต้องการคําอธิบาย” จูจื่อจวินกล่าว ถึงแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่ดังลั่น แต่ทุกคนก็สามารถสัมผัสถึงความเกรี้ยวกราดที่อยู่ในน้ำเสียงได้

โม่ซวงรู้สึกกดดันราวกับถูกขุนเขาขนาดใหญ่หล่นใส่

ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่!

เผิงฮวาเหนียนเป็นคนยอมรับด้วยตัวเองแท้ๆ ว่าหลิงฮันคืออาจารย์ลุงของตน แต่ใครต่อใครกับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าอาจารย์ลุงผู้นี้โผล่มาจากไหน

ใต้ดวงตะวันนี้มีเรื่องประหลาดเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร?

โม่ทําได้เพียงนิ่งเฉย เขาจะไปให้คําตอบได้อย่างไรกัน? ให้ตายเถอะ เจ้านั่นแหละเหตุใดถึงไม่รู้เรื่องราวของฝั่งตนเองกัน

“ใช่แล้ว จงอธิบายมา!” หรั่นเฟยและสือหยังกล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง

ถ้าหากพวกเขาไม่คัดค้าน ก็หมายความว่าพวกเขาต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ปู่น้อยไม่ใช่รึไง?

“เป็นคนผู้นั้นงั้นรึ?” จูจื่อจวินเข้าใจสถานการณ์ และใช้สายตาเย็นชามองไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาของหลิ่งชัน

ไม่ว่าเขาจะเกรี้ยวกราดขนาดไหน เขาก็ไม่สามารถลงมือกับโม่ซวงได้ เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนของขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เพียงแต่หลิงฮันนั้นแตกต่างออกไป รอให้อีกฝ่ายออกมาก่อน เขาจะตบหน้าอีกฝ่ายให้ร่วง!

เขายืนนิ่งด้วยใบหน้ามืดมน ใครก็ตามที่มองมา ย่อมรับรู้ได้ไม่ว่าว่าเขาในตอนนี้กําลังเกรี้ยวกราดขนาดไหน

ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ และสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาในทันที มีใครบางคนแสร้งปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงงั้นรึ? ช่างเป็นคนที่บ้าบอยิ่งนัก

ถ้างั้นก็มารอดูการแสดงกันดีกว่า

หยางเจียเผยสีหน้าหยิ่งทะนงและอึกเหิม เขารอซ้ำเติมโม่ซวงแทบไม่ไหวแล้ว หลังจากนี้อีกฝ่ายจะได้ไม่กล้าโงหัวขึ้นอีกต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

หลังจากเวลาผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง เยี่ยนเว่ยก็เป็นคนแรกที่ผลักประตูเดินออกมา ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เขาหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวสําเร็จ แถมยังเสริมการปรับแต่งได้หนึ่งขั้นอีกด้วย ถึงแม้เขาจะมั่นใจในอัตราการหลอมเม็ดยาสําเร็จของตนเอง แต่เขาก็เป็นกังวลเล็กร้อนในส่วนของการปรับแต่ง

เพราะงั้นเขาจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ครั้งนี้ เขาทําการปรับแต่งหนึ่งขั้นได้สําเร็จอย่างไม่มีปัญหา

แล้วหลิงฮันล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

เขามองไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาอีกห้องหนึ่ง เมื่อเห็นว่าหลิงฮันยังคงหลอมเม็ดยาไม่เสร็จ ใบหน้าของเขาก็แสดงออกถึงความเหยียดหยามในทันที

ช่างช้านัก!

เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง หลิงฮันถึงจะผลักประตูออกมาจากห้องบ่มเพาะกาลเวลา

เยี่ยนเว่ยเค้นเสียงกล่าว “ทางที่ดีเจ้ายอมแพ้ไปด้วยตนเองจะดีกว่า อย่างน้อยเจ้าจะได้เสียหน้าน้อยลง”

“พอดีว่าข้าไม่มีนิสัยเช่นนั้น” หลิงฮันส่ายหัว ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์วรยุทธหรือปรุงยา เขาก็ไม่คิดจะยอมใคร

“ดูเหมือนถ้าไม่เห็นโลงศพ คงไม่หลั่งน้ำตาสินะ” เยี่ยนเว่ยกล่าวอย่างหยิ่งยโส พร้อมกับยกมือขวาขึ้น “เม็ดยาที่ข้าหลอมคือเม็ดยาแก่นฟ้าคราม ที่เป็นเม็ดยาระดับสอง และเสริมการปรับแต่งเข้าไปหนึ่งขั้น!”

เสริมการปรับแต่ง!

แม้แต่นักปรุงยาในอาณัติของปรมาจารย์จู เมื่อได้ยินคํานั้นก็ยังจิตใจสั่นสะท้าน การที่สามารถใช้ห้วงจิตปรับแต่งได้นั้น หมายความว่าอนาคตในศาสตร์ปรุงยาของคนผู้นั้นย่อมสว่างไสว

แถมเยี่ยนเว่ยก็ยังเยาว์วัยอีกด้วย การที่เขาใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้ แสดงให้เห็นว่าเขามีพรสวรรค์อย่างมาก

จูจื่อจวินพยักหน้าและกล่าว “คนผู้นี้ยอดเยี่ยมมาก ไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขาคือใครกัน ถึงได้ฝึกฝนศิษย์มากพรสวรรค์เช่นนี้ออกมาได้”

“ในที่แห่งนี้มีนักปรุงยาสองดาวอยู่หรือไม่?” เยี่ยนเว่ยกล่าวเสียงดัง

“ข้าเอง” หรั่นเฟยกล่าว

“เจ้าช่วยตรวจสอบเม็ดยาแก่นฟ้าครามเม็ดนี้ได้หรือไม่?” เยี่ยนเว่ยกล่าว

“แน่นอน”

หรั่นเฟยรีบเม็ดยามา หลังจากตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วเขาก็แสดงความเห็น “คุณภาพของเม็ดยาคือระดับกลาง แต่หลังจากเสริมการปรับแต่งไปแล้ว คุณภาพของมันได้ถูกยกระดับเป็นระดับสูง”

ทุกคนรอบด้านพยักหน้า ถึงแม้พวกเขาจะหลอมเม็ดยาไม่ได้ แต่พวกเขาก็เคยกินเม็ดยานิรันดร์มาแล้วมากมาย จึงได้รู้ว่าเม็ดยานิรันดร์สองดาวระดับสูงนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน ราคาของมันจะสูงกว่าเม็ดยาเดียวกันระดับกลางอย่างน้อยสามเท่า

นี่คือความพิเศาของทักษะห้วงจิตปรับแต่ง

“ทีนี้เจ้ายังจะกล่าวอะไรอีกรึเปล่า?” เยี่ยนเว่ยมองไปยังหลิงฮันด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เขาคือลูกศิษย์ของนักปรุงยาสามดาว ที่ครั้งนี้ได้เป็นตัวแทนมาแสดงความยินดีต่อปรมาจารย์จูเฟิง เขามีความคิดอยู่ว่า หากตนเองโชคดีถูกปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวรับเป็นศิษย์ล่ะก็ บางทีความสําเร็จในศาสตร์ปรุงยาของเขาอาจจะสูงยิ่งขึ้นก็เป็นได้

หลิงฮันยิ้มมุมปากและโยนเม็ดยาไปให้หรั่นเฟย “ช่วยตรวจสอบให้ข้าด้วย”

โอ้ ดูมั่นใจเหลือเกินนะ

หรั่นเฟยรับเม็ดยามา ก่อนจะมองไปยังหลิงฮันและกล่าว “เจ้าคือคนแสร้งเป็นอาจารย์ลุงของอาจารย์ของข้า?”

หลิงฮันหัวเราะ “ข้าไม่มีความจําเป็นใดๆ ที่จะต้องแสร้งปลอมตัว พูดก็พูดแล้ว หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์กับศิษย์พี่สามล่ะก็ ข้าไม่ได้อยากมีศิษย์หลานเช่นนั้นแม้แต่น้อย”

“โอหัง!” จูจื่อจวิน หรั่นเฟยและสื่อหย่งคํารามพร้อมกัน ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด

หลิงฮันสะบัดมือ “ข้าจะแสร้งปลอมตัวหรือไม่ค่อยว่ากัน รีบๆ ตรวจสอบเม็ดยาได้แล้ว” หลังจากนี้ยังมีผลกอบโกยมากมายรอเขาอยู่

ทั้งสามคนเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม เจ้าแสร้งปลอมเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวแล้ว ยังทําเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสําคัญอีกงั้นรึ?

“ตกลง ตรวจสอบ!” จูจื่อจวินกล่าว

หรั่นเฟยพยักหน้าและเริ่มการตรวจสอบ เขาเปิดฝาขวดเม็ดยาออก ซึ่งทันที่ที่ดมกลิ่น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

เม็ดยาเม็ดยาน ยอดเยี่ยมอย่างน่าเหลือเชื่อ!

หรั่นเฟยเทเม็ดยาออกมา และเพ่งตามองจนตาแทบถลน

บนตัวเม็ดยา มีลวดลายสีทองอยู่ถึงสามเส้น

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

เขาแหงนหน้ามองไปยังสือหย่ง และจูจื่อจวิน ที่ตอนนี้ใบหน้าเปลี่ยนสีอยู่เช่นกัน

ห้วงจิตปรับแต่งสามขั้น!

เพียงแค่สิ่งนี้ ต่อให้เม็ดยาที่หลิงฮันหลอมขึ้นมาคือเม็ดยานิรันดร์หนึ่งดาว ก็เพียงพอแล้วที่หลิงฮันจะเป็นฝ่ายชนะ

ไม่… จะให้หลิงฮันชนะไม่ได้

จูจื่อจวินหันมองหรั่นเฟยและส่ายหัว

ตอนที่ 1942 ไม่มีคนแบบนั้น

“ทําไมข้าจะต้องกล่าวขออภัยด้วย? โม่ซวงกล่าวอย่างไม่แยแส

ไม่ต้องกล่าวเลยว่าเรื่องที่เขาพูดออกไปนั้นเป็นความจริง ต่อให้เขาพล่ามเรื่องไร้สาระออกไป นักปรุงยาระดับหนึ่งตัวจ้อยก็ไม่มีสิทธิ์มาปรักปรําเขา

“เจ้าดูหมิ่นอาจารย์ของข้า!” ก๋วยเต๋อซุ่ยกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

“ตรงไหนกันที่ข้าพูดดูหมิ่น?” โม่ซวงยิ้มอย่างอุ่นเคือง

ตอนนี้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ต่อเผิงฮวาเหนียนอย่างมาก ที่ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายใช้ประโยชน์จากเขา สําหรับศาสตร์ปรุงยานั้น เขาเพียงฝึกฝนเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น เมื่อความเคารพต่อเผิงฮวาเหนียนไม่หลงเหลือแล้ว เขาจึงไม่สนใจศาสตร์ปรุงยาอีกต่อไป

ก๋วยเต๋อซุยโกรธจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงและหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง เจ้าเพิ่งกล่าวออกมาเองว่าอาจารย์ของข้าเป็นศิษย์หลานของรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง คําพูดเช่นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นอีกงั้นรึ?

“การกระทําของเจ้าไม่เพียงเป็นการดูหมิ่นอาจารย์ของข้าทํานั้น แต่ยังเป็นการดูหมิ่นต่อปรมาจารย์จูเฟิงด้วย!” เขาคํารามเสียงดังลั่น พร้อมกับดวงตาของข้างได้มีเปลวเพลิงสองคลื่นปะทุออกมา

นักปรุงยานั้นไม่ว่าใครก็ต้องฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิง เพราะงั้นทุกคนจึงสามารถใช้อํานาจเปลวเพลิงได้

เมื่อได้ยิน ทุกคนรอบข้างก็พยักหน้าเห็นด้วย

ถ้าหากเป็นอาจารย์ลุงของเผิงฮวาเหนียน ก็หมายความว่าเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงไม่ใช่หรอก?

ช่างน่าขันนัก รุ่นเยาว์ที่ยังเยาว์วัยขนาดนั้น จะเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงได้อย่างไรกัน?

ต่อให้เจ้าต้องการจะพูดจาโอ้อวด ก็สมควรหาเรื่องที่น่าเชื่อมากกว่านี้มาพูด

“ไสหัวไป ข้าไม่ว่างมาพูดจาไร้สาระกับเจ้า!” โม่ซวงกล่าวอย่างเย็นชา ด้วยศักดิ์ศรีของราชาในหมู่ราชา แน่นอนว่าเขาย่อมรังเกียจที่จะรังแกจอมยุทธที่อ่อนแอ

“จะ จะ เจ้า” ก๋วยเต๋อซุยชี้นิ้วไปยังโม่ซวงด้วยมือที่สั่นเครือน ก่อนจะหันหลังเดินทางไปอย่างเกรี้ยวกราด

จริงอยู่ที่เขาไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของโม่ซวงได้ แต่ศิษย์ส่วนหนึ่งของเผิงฮวาเหนียนนั้น ไม่ใช่แค่เป็นนักปรุงยาสองดาว แต่ยังมีพลังอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณอีกด้วย หากตัวตนระดับนั้นลงมือ อย่างน้อยก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะเสียเปรียบหากต้องเผชิญหน้ากับโม่ซวง

จิตใจของโม่หวงไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ศิษย์ระดับสูงของเผิงฮวาเหนียนเลย ต่อให้เพิ่งฮวาเหนียนมาที่นี่ด้วยตัวเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าหลิงฮัน อีกฝ่ายก็ทําได้เพียงเชื่อฟังอาจารย์ลุงของตน

“โม่เจ็ด เจ้าช่างเล่นใหญ่เสียจริง!” หยางเจียยิ้ม เขารอดูตอนที่อีกฝ่ายจะพลาดท่าไม่ไหวแล้ว

“เหอะ ใครจะเล่นหรือไม่เล่นนั้น เดี๋ยวก็รู้” โม่ซวงกล่าวอย่างไม่แยแส

“ดูนั่น ทั้งสองเริ่มทําการหลอมเม็ดยาแล้ว” จู่ๆ ใครบางคนก็เอ่ยขึ้นมา ซึ่งทําให้ความสนใจของทุกคนเปลี่ยนไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาทันที

เพียงแต่ด้วยการที่ทุกคนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงยา พวกเขาจึงทําได้เพียงจ้องมองอย่างตื่นเต้นเท่านั้น และไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นฝ่ายเหนือกว่า

“อะไรกัน จูจื่อจวินก็มาด้วย!” ใครบางวคนอุทานขึ้นมาโดยพลัน และส่งเสียงไปยังระยะทางที่ห่างไกล “นายน้อยจู ทางนี้!”

เมื่อผ่านไปสักพัก รุ่นเยาว์ร่างสูงผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขาประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูมั่นใจในตัวเอง

จูจื่อจวิน หลานชายของปรมาจารย์จูเฟิงที่มีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาอันน่าอัศจรรย์

“นายน้อยจู!” ทุกคนคารวะทักทาย

“มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่งั้นรึ?” จูจื่อจวินเอ่ยถามด้วยความสงสัย ว่าเรียกทําไมต้องเรียกเขามาตรงนี้ด้วย

“มีคนสองคนกําลังประลองแข่งขันปรุงยากัน นายน้อยจูช่วยแสดงความเห็นอะไรบ้างได้หรือไม่?” ใครบางคนกล่าว

คิ้วของจูจื่อจวินขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ตัวเขานั้นเป็นถึงนักปรุงยาอัจฉริยะ ที่ถึงแม้ตอนนี้จะยังเป็นเพียงนักปรุงยาระดับสอง แต่ก็บรรลุทักษะห้วงจิตปรับแต่งขั้นสามแล้ว แต่คนเหล่านี้กลับต้องการให้เขาแสดงความเห็นงั้นรึ?

คิดว่ามันคู่ควรแล้วหรืออย่างไร!

เพียงแต่ที่นี่ก็มีราชาในหมู่ราชาอยู่มากมาย หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิก็อาจจะมีอยู่ด้วย เขาจึงไม่ต้องการล่วงเกินใคร และกล่าวออกมา “ทั้งสองคนนี้กําลังหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาว อืม… ดูเหมือนอีกไม่นานก็จะหลอมสําเร็จแล้ว”

โดนปกติแล้ว การหลอมเม็ดยานิรันดร์จําเป็นต้องใช้เวลาในการหลอมหนึ่งเดือน แต่เมื่ออยู่ภายในห้องเร่งเวลาร้อยเท่า ระยะเวลาจึงถูกย่นลงมาเหลือเพียงสามชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น

เม็ดยานิรันดร์สองดาว!

เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้ามาในหู ทุกคนก็เผยสีหน้าตกตะลึงทันที

การที่เยี่ยนเว่ยหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอีกฝ่ายเป็นนักปรุงยาสองดาว แต่ที่พวกเขาตกตะลึงก็คือหลิงฮันเองก็สามารถหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวได้เช่นกัน

กล่าวคือ… ไม่เพียงรุ่นเยาว์ผู้นี้จะเป็นนักปรุงยา แต่ยังเป็นถึงนักปรุงยาสองดาวอีกด้วย

เหลือเชื่อ!

เมื่อเห็นสีหน้าอันตกตะลึงของทุกคน จูจื่อจวินก็มีท่าทีเหยียดหยามทันที ช่างเป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย เขากล่าวแทรก “นักปรุงยาสองดาวไม่ใช่สิ่งที่ยอดเยี่ยมอะไร การจะตัดสินว่านักปรุงยานั้นมีความสามารถหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทักษะห้วงจิตปรับแต่ง”

“หลังจากหลอมเม็ดยาเสร็จสิ้นแล้ว ห้วงจิตปรับแต่งต่างหากคือปัจจัยสําคัญ”

ทุกคนอุทาน “โอ้” ออกมา ในด้านของศาสตร์ปรุงยาแล้ว พวกเขาไม่สามารถเถียงกับผู้รู้อย่างจูจื่อจวินได้

“จริงสินายน้อยจู ข้าขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่า ปรมาจารย์จูเฟิงมีศิษย์น้อยหรือไม่?” ใครบางคนเอ่ยถาม

เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกไป ใครหลายคนก็หูผึ่งทันที

ทุกคนรู้สึกสงสัยมากว่าหลิงฮันมีเบื้องหลังอย่างไรกันแน่ เนื่องจากสถานะอาจารย์ลุงของเผิงฮวาเหนียนนั้น ค่อนข้างน่ากลัวเกินไป

จูจื่อจวินขมวดคิ้วอีกครั้ง คนเหล่านี้ปวยกันไปหมดแล้วรึไง?

“เท่าที่ข้ารู้…ไม่มี!” เขาส่ายหัวพร้อมกับตอบปฏิเสธ

เป็นอย่างนั้นจริงๆ

จิตใจของทุกคนแน่นิ่งไปชั่วขณะ อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทําใจยอมรับได้ยากนัก เพราะคนอย่างปรมาจารย์จูเฟิง จะมีศิษย์น้องที่เยาวว์ขนาดนั้นได้อย่างไร?

ฮึ่ม หากเป็นแบบนี้ โม่ซวงจะต้องดับอนาถแน่

หยางเจียกลับมารู้สึกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อครู่หลังจากรู้ว่าหลิงฮันเป็นนักปรุงยาสองดาว เขาก็เป็นกังวลเล็กน้อย ส่วนตอนนี้น่ะ? เหอๆๆ ..

โม่ซวงและหานเทากลายเป็นกระอักกระอ่วนส สถานการณ์นี่มันอะไรกัน?

เผิงฮวาเหนียนยอมรับด้วยตนเองแท้ๆ ว่าหลิงฮันเป็นอาจารย์ลุงของตนเอง เพราะงั้นหากเรียงลําดับตามความอาวุโสแล้ว หลิงฮันก็ต้องเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงไม่ใช่รึไง เผิงฮวาเหนียนเป็นถึงนักปรุงยาสามดาว เพราะงั้นมีรีที่อีกฝ่ายจะแต่งเรียกตลกไร้สาระ?

เป็นไปไม่ได้!

แต่ถ้าอย่างนั้น เหตุใดจูจื่อจวินถึงกล่าวปฏิเสธเช่นนั้นกัน?

แต่ถึงคิดไปก็ไม่มีทางรู้ความจริงได้ และทําได้เพียงรอดูอย่างเดียวเท่านั้น

ด้านในห้องบ่มเพาะกาลเวลา หลิงฮันกับเยี่ยนเว่ยหลอมเม็ดยาสําเร็จ และเข้าสู่กระบวนท่าปรับแต่ง

ในจังหวะนี้เอง ที่ด้านหลังของฝูงชนก็เกิดเสียงเอะอะขึ้น พร้อมกับก๋วยเต๋อซุยได้เดินกลับมาพร้อมกับชายวัยกลางคนสองคน

“ใครกันที่กล้าหลอกลวงว่าเป็นอาจารย์ลุงของอาจารย์ข้า?” หนึ่งในชายวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม คิ้วของเขาขมวดเข้าอย่างกันด้วยความเกรี้ยวกราดอันล้นพ้น

ชื่อของเขาคือหรั่นเฟย ศิษย์อันดับสองของเผิงฮวาเหนียน ชายวัยกลางคนอีกคนคือสือหย่ง เขาเป็นศิษย์อันดับสาม ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นนักปรุงยาสองดาว แต่ทักษะห้วงจิตปรับแต่งก็บรรลุถึงขั้นสองแล้ว

“นะ… นายน้อยจู!” เมื่อพบเห็นจูจื่อจวิน หรั่นเฟยกับสือหย่งก็ชะงักพร้อมกับ และทําการคารวะทักทาย

จูจื่อจวินนั้นเป็นถึงหลานของปรมาจารย์จูเฟิง ตามหลักความอาวุโสแล้ว แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ตัวตนที่พวกเขาจะสามารถเทียบเคียงได้

ตอนที่ 1941 เขาคือ…อาจารย์ลุงของเผิงฮวาเหนียน

ในที่พักของผู้สืบทอดนั้น แน่นอนว่าต้องมีห้องบ่มเพาะกาลเวลาอยู่ด้วย ซึ่งในที่แห่งนี้มีอยู่ด้วยกันสามประเภท

ประเภทแรกคือห้องเร่งเวลาห้าสิบเท่า ซึ่งจะถูกใช้โดยเหล่าผู้ติดของผู้สืบทอด แม้ประสิทธิภาพจะต่ำที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสําหรับคนที่เป็นผู้ติดตาม เนื่องจากสามารถใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ประเภทที่สองคือห้องเร่งเวลาหนึ่งร้อยเท่า ที่จะถูกใช้โดยเหล่าแขกของผู้สืบทอด ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน

ประเภทที่สามคือห้องเร่งเวลาสองร้อยเท่า ที่จะถูกใช้โดยตัวของผู้สืบทอดเอง คนอื่นจะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อ หลิวเจี๋ยอนุญาติเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกหลิงฮันจะไปใช้ห้องเร่งเวลาสองร้อยเท่า และต้องเลือกใช้ห้องเร่งเวลาหนึ่งร้อยเท่าแทน

ตราบใดที่เข้ามายังที่พักของผู้สืบทอดได้ ก็จะสามารถใช้ห้องเร่งเวลาหนึ่งร้อยเท่าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หลิงฮันกับเยี่ยนเว่ยเข้าไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาพร้อมกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างนําเตาหลอมออกมา และทําการเตรียมการหลอมเม็ดยา

พวกเขาปิดรูปแบบอาคมคุ้มกันเอาไว้ เพื่อที่ว่าคนนอกจะได้มองเห็นด้านในได้ชัดเจน

เนื่องจากนี่คือการประลอง ขั้นตอนทุกอย่างจึงต้องเปิดเผยอย่างยุติธรรม ไม่เช่นนั้นแล้ว หากมีฝ่ายใดนําเม็ดยานิรันดร์ระดับสูงออกมาจากอุปกรณ์มิติละ จะทําอย่างไร?

เมื่อได้ยินว่าจะมีการประลองหลอมเม็ดยาขึ้นที่นี่ ผู้คนที่ตามมาดูจึงมีมากมายยิ่งกว่าเดิม

“ข้าขอเปิดเดิมพัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ อัตราต่อรองก็จะเป็นหนึ่งต่อสอง” โม่ซวงส่งเสียงตะโกนออกมา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลิงฮันบอกให้เขาทํา ก่อนจะเข้าสู่ห้องบ่มเพาะกาลเวลา

ใครหลายคนยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ก็จริง แต่หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆแล้ว พวกเขาก็ลงเดิมพันข้างเยี่ยนเว่ยโดยไม่คิด

หากต้องการได้ผลตอบแทน ก็ต้องเลือกฝ่ายที่มีชัยชนะมั่นคงอยู่แล้ว!

ไม่รู้ว่าโม่ซวงไปโดยลาที่ไหนถีบหัวมา เขาจึงได้เชื่อมั่นในตัวหลิงฮันขนาดนี้

หยางเจียที่เห็นก็จิตใจหวั่นไหวเล็กน้อย ในตอนแรกโม่ซวงยังปฏิเสธการประลองอยู่เลยแท้ๆ แต่ตอนนี้เหตุใดถึงเป็นฝ่ายเริ่มเปิดเดิมพันก่อนกัน? ไม่เห็นเข้าใจเลยแม้แต่น้อย

แต่จะอย่างไรก็ช่าง เพราะอย่างไรการประลองในครั้งนี้ก็มีการเดิมพันมาตั้งแต่ต้นแล้ว

ที่บนโต๊ะหิน มีอุปกรณ์มิติมากมายวางกองเอาไว้ ซึ่งคนที่ลงเดิมพันส่วนใหญ่แล้วจะใช้ศิลาดวงดาวเป็นของเดิมพัน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ลงเดิมพันโดยใช้แร่โลหะกิ่งนิรันดร์ที่ล้ำค่าแทน

เมื่อเห็นของเดิมพันที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นบนโต๊ะหิน โม่ซวงก็เริ่มปาดเหงื่ออย่างเคร่งเครียด

ถ้าหากหลิงฮันเกิดแพ้ขึ้นมาล่ะก็ เกรงว่าเขาคงหมดตัวจนไม่เหลือแม้กระทั่งกางเกง

เพียงแต่ถ้าหากหลิงฮันชนะ ผลกอบโกยที่จะได้รับก็จะมหาศาลอย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน

“มีเรื่องอะไรกันงั้นรี ถึงได้ดูครึกครื้นกันขนาดนี้?” หานเทาเดินเข้ามา หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวที่คนอื่นๆ พูดถึงกันแล้ว ใบหน้าของเขาก็แสดงออกอย่างแปลกประหลาด

แม้จะน้อยนิด แต่เขาก็รู้พื้นเพส่วนหนึ่งของหลิงฮันเป็นอย่างดี ศิษย์น้องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว ด้วยสถานะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันชัยชนะงั้นรึ?

“ฮ่าๆ ถ้างั้นก็ขอข้าร่วมสนุกด้วยแล้วกัน” หานเทาหัวเราะ เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสทําเงินทิ้งไปอย่างแน่นอน

“ปิดรับเดิมพันแล้วเปิดรับเดิมพันแล้ว!” โม่ซวงรีบกล่าวออกมา โดยไม่รอให้หานเทากล่าวอะไรไปมากกว่านี้

“โม่เจ็ด เหตุใดเจ้าถึงใจดําเช่นนี้?” หานเทายิ้ม “เจ้าที่ได้กินเนื้อไปแล้ว ไม่คิดจะเหลือน้ำซุปให้ข้ากินบ้างเลยรึ?”

เมื่อได้ยิ้นเช่นนี้ ผู้คนรอบด้านก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจ ฟังจากน้ำเสียงของหานเทาแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจว่า หลิงฮันจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน

เขาไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนกัน?

“ พี่ชายหาน ท่านหมายความว่าอย่างไรงั้นรึ?” ใครบางคนเอ่ยถาม

หานเทายิ้ม “ไม่ได้หมายความว่าอย่างไรทั้งนั้น ข้าแค่คิดว่าพี่ชายหลิงจะชนะก็เท่านั้น” เขากล่าวด้วยท่าที่ลวกๆ ขอไปที

ใครจะไปเชื่อกัน!

ทุกคนส่ายหัว ก่อนจะมีใครบางคนพูดโพล่งขึ้นมา “พี่ชายหาน หรือว่าหลิงฮันผู้นี้เป็นนักปรุงยาสามดาวกัน?”

“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้” หานเทาส่ายหัว “ที่จริงข้าก็ไม่รู้ว่าพี่ชายหลิงฮันนักปรุงยากี่ดาว หรือแท้จริงแล้วเป็นเนักปรุงยารึเปล่าข้าก็ยังไม่รู้”

ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?

หานเทาเผยรอยยิ้มมีเลศนัย เมื่อทุกคนหันมามองที่เขา หานเทาก็เอ่ยกล่าวขึ้นอีกครั้ง “แต่ก็มีข้อมูลน้อยนิดที่ข้าพอรู้ และบอกกับพวกเจ้าได้”

“เผิงฮวาเหนียน หรือนักปรุงยาเผิง พวกเจ้าทุกคนคงรู้จักสินะ?”

ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เผิงฮวาเหนียนคือศิษย์ที่น่าภาคภูทิใจของปรมาจารย์จูเฟิง และเป็นนักปรุงยาที่มีโอกาสจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้สําเร็จในอนาคต

แล้ว… เผิงฮวาเหนียนผู้นั้นเกี่ยวอะไรด้วย?

“อย่าบอกนะว่าหลิงฮันคือศิษย์สายตรงของเผิงฮวาเหนียน?” ใครบางคนอุทานออกมา เนื่องจากตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเองคิด

อย่างโม่ซวง หยางเจีย หรือแม้แต่หานเทานั้น พวกเขาทุกคนคารวะนักปรุงยาเป็นอาจารย์ก็เพราะต้องการเรียนรู้ศาสตร์ปรุงยา เพื่อให้ได้มีสถานะในนามที่มีความเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์จูเฟิง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เผิงฮวาเหนียนจะรับพวกเขาเป็นศิษย์สายตรง และส่งนักปรุงยาหนึ่งดาวมาชี้แนะพวกเขาแทน

ถ้าผิงฮวาเหนียนจะรับศิษย์สายตรงจริงๆ ความหมายจะแตกต่างออกไปในทันที ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าหลิงฮันมีพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาขนาดไหน

“เป็นไปไม่ได้ หากนักปรุงยาเพิ่งรับศิษย์จริงๆ เหตุใดพวกเราถึงไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อน?” ใครบางคนรู้สึกสงสัย เผิงฮวาเหนียนคือคนที่ติดตามปรมาจารย์จูเฟิงในศาสตร์ปรุงยา เพราะงั้นถ้าหากเขารับใครเป็นศิษย์ล่ะก็ เรื่องนี้ก็ต้องเป็นข่าวดังในเมืองผนึกแปรผันแห่งนี้แล้ว

“ หรือบางที่นักปรุงยาเผิงจะพบเจอเมล็ดพันธุ์ที่ดี ในขณะที่ออกเดินทางไปนอกเมือง?” ใครอีกคนกล่าวขึ้นมา

แม้จะเล็กน้อย แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นแบบนั้น

“พี่ชายหาน ท่านช่วยพูดต่อได้หรือไม่” คนที่ความอดทนต่ำ และคร้านจะคาดเดาเองผู้หนึ่งเอ่ยถามออกไปตรงๆ

หานเทายิ้มและมองไปยังโม่ซวง “นั่นก็ขึ้นอยู่กับโม่เจ็ดว่าต้องการจะเปิดเผยรึไม่”

จากที่ดูแล้ว ต่อให้ไม่พูดเองหานเทาก็ต้องพูดออกไปอยู่ดี โม่ซวงจึงกล่าวออกไป “เผิงฮวาเหนียนคือศิษย์หลานของพี่ชายหลิง!”

พรวด!

กลุ่มคนกว่าครึ่งสําลักออกมา ในขณะกลุ่มคนอีกกว่าครึ่งชะงักแข็งข้างจนดวงตาแทบถลน

ปฏิกิริยาแรกของทุกคน แน่นอนว่า คือความตกตะลึง

“ฮ่าๆๆๆ!” หยางเจียหัวเราะลั่น “โม่เจ็ด เจ้าเกือบจะหลอกข้าได้แล้วจริงๆ ไม่คาดคิดเลยว่าความสามารถในการมโนของเจ้าจะสูงส่งเพียงนี้ ข้าประทับใจยิ่งนัก”

แม้จะกล่าวว่าประทับใจ แต่ใบหน้าของหยางเจีย กลับแสดงออกถึงความเหยียดหยาม

โม่ซวงไม่แสดงท่าที่โมโหใดๆ ออกมา หากไม่เห็นด้วยตาตนเอง เขาก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่า หลิงฮันที่ยังเยาว์วัยขนาดนี้ จะเป็นอาจารย์ลุงของเผิงฮวาเหนียน

“นายน้อยโม่ จงถอนคําพูดของเจ้าเมื่อครู่ และขออภัยต่ออาจารย์ของข้าเดี๋ยวนี้!” รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างเดือดดาล ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ

ชื่อของเขาคือก๋วยเต๋อซุย เนื่องจากเขาเป็นลูกศิษย์สายตรงของเผิงฮวาเหนียน เมื่อได้ยินโม่ซวงหมิ่นประมาทอาจารย์ของเขา จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะโกรธ

ในด้านของผู้หนุนหลัง เขาไม่อาจเทียบเคียงกับโม่ซวงได้แม้แต่น้อย และในด้านของความอาวุโสนั้น โม่ซวงสมควรเรียกเขาว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาก็ไม่กล้าบังคับให้อีกฝ่ายเรียกเขาแบบนั้น เพราะอย่างไรเขาก็เป็นเพียงนักปรุงยาหนึ่งดาวตัวจ้อยเท่านั้น

ตอนที่ 1940 กล้าเดิมพันหรือไม่

“ฮ่าๆๆ ช่างน่าขันนัก เจ้าอย่าคิดนะว่าแค่จับเตาหลอมก็สามารถถูกเรียกว่าเป็นนักปรุงยาได้แล้ว!” เยี่ยนเว่ยมองไปยังหลิงฮันด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในอนาคตอย่าได้เรียกตนเองว่านักปรุงยาต่อหน้าข้าอีก!”

โม่ซวงเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เจ้านั่นแหละช่างน่าขัน เจ้าไม่รู้งั้นรีว่าหลิงอันเป็นถึงศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิง? ต่อให้ความจริงแล้ว หลิงฮันจะยังไม่ใช่นักปรุงยา แต่ในจุดนี้เขาก็มีคุณสมบัติที่จะถูกเรียกว่าเป็นนักปรุงยา

“ไม่ใช่แม้แต่นักปรุงยาหนึ่งดาว แต่กล้าเรียกตนเองว่าเป็นนักปรุงยางั้นรึ? น่าหัวเราะนัก” เยี่ยนเว่ยกล่าวดูหมิ่น

นักปรุงยาจะมีตราแผ่นป้ายพิเศษ ที่เพียงแค่เห็นก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของแผ่นป้ายนั้นเป็นนักปรุงยากดาว ในตอนที่อยู่เมืองวิถีโอสถ หลิงฮันติดแผ่นป้ายที่ว่าเอาไว้บนเสื้อก็เพราะปรมาจารย์จื่อเฉิง เพียงแต่ในเมื่อตอนนี้ได้ออกมาจากเมืองวิถีโอสถแล้ว เขาจึงเลือกที่จะถอดแผ่นป้ายออก

เหตุผลที่ทําไมในตอนแรก เผิงฮวาเหนียนรับรู้ว่าเขาคือนักปรุงยาสองดาวได้ในทันที ก็เพราะแบบนี้เอง เมื่อตอนนี้เขาไม่ได้ติดแผ่นป้ายแล้ว เยี่ยนเว่ยจึงแสดงท่าที่ดูถูกต่อเขา

โม่ซวงต้องการโต้ตอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าหลิงฮันนั้นเป็นนักปรุงยาระดับใด เขาจึงไม่รู้ว่าตนเองควรทําอย่างไรดี เขาทําได้เพียงกล่าวออกไป “ฝีมือในศาสตร์ปรุงยาของพี่ชายหลิงของข้านั้น ยอดเยี่ยมกว่าของเจ้าหลายร้อยเท่า!”

“โม่เจ็ด ต่อให้พูดจาลมๆ แล้งๆ แบบนั้นไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร” หยางเจียกล่าวแทรก “หากมีความสามารถจริง พวกเราก็มาประลองกันเลยดีกว่า”

“คิดว่าข้าไม่กล้างั้นรึ?” โม่ซวงไม่ยอมให้ตนเองเสียเปรียบ “ไม่ว่าจะเป็นทักษะดาบ กระบี่ ธนู ชงชา หรือหมากรุกข้าก็จะสู้กับเจ้าเอง”

หยางเจียส่ายหัว ก่อนจะกล่าว “พวกเราจะตัดสินกันด้วยศาสตร์ปรุงยา! “พี่ชายหลิง” ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่ารับคําท้าประลองหรือไม่!”

เขาจงใจเน้นเสียงคําว่า “พี่ชายหลิง” เพื่อถากถาง

หลิงฮันจับจมูกครุ่นคิด นี่เขาน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยงั้นรึ? เหตุใดในตอนที่เขาไปอยู่กับใคร ถึงได้ตกเป็นเป้าสายตา โดยที่ยังไม่แม้แต่พูดอะไรออกมาสักคําตลอดเลย?

“ฮึ่ม ให้คนอื่นประลองกันจะไปมีความหมายอะไร เจ้ากับข้าต่างหากที่ต้องประลองกัน!” โม่ซวงไม่มั่นใจในตัวหลิงฮันเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิง แต่ก็ไม่มีแผ่นป้ายนักปรุงยาติดเอาไว้

ถ้าหากหลิงฮันบรรลุเป็นนักปรุงยาสําเร็จแล้วจริงๆ เหตุใดถึงไม่ติดแผ่นป้ายนักปรุงยาเพื่อแสดงสถานะของตนเองกัน?

“โม่เจ็ด หรือเจ้าไม่กล้างั้นรึ?” หยางเจียยั่วยุ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้รับน้ำพุสวรรค์จิตวิญญาณปฐพีจอกเล็กมา และวางแผนคิดจะใช้มันหลอมกับอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สินะ ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ข้าก็มีแร่โลกึ่งนิรันดร์สี่ดาวอยู่พอ”

“ให้พี่ชายของข้า กับพี่ชายหลิงของเจ้าประลองเดิมพันกัน หากเจ้าชนะ ข้าจะมอบแร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาวให้เจ้า”

“แต่ถ้าเจ้าแพ้ล่ะก็… เจ้าต้องมอบน้ำพุสวรรค์จิตวิญญาณปฐพี่ให้ข้า!”

โม่ซวงเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที ช่างเอาเปรียบกันอะไรอย่างนี้!

แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาวจะมาเทียบกับน้ำพุสวรรค์จิตวิญญาณปฐพีได้อย่างไร? น้ำพุสวรรค์จิตวิญญาณปฐพี่นั้น หากหลอมเข้าไปยังอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ล่ะก็ ระดับของอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ชิ้นนั้นจะถูกยกระดับขึ้นเกือบครึ่งระดับ โดยที่ขีดจํากัดของอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ที่สามารถเสริมแกร่งได้คืออุปกรณ์กึ่งนิรันดร์เจ็ดดาว

หลิงฮันแสร้งทําเป็นจิตใจสั่นไหว และเผยสีหน้าตกตะลึง “โม่เจ็ด นั่นมันแร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาวเชียวนะ!” สีหน้าตกตะลึงของเขานั้นราวกับว่า แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาวไม่ใช่แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาว แต่เป็นแร่โลหะนิรันดร์ที่แท้จริง

อะไรกัน… นี่เจ้ายังมียางอายอยู่รึเปล่า? จริงอยู่ที่แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาวจะล้ำค่า แต่สําหรับขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้แล้ว การจะได้มันมาในครอบครองก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หยางเจียและเยี่ยนเว่ยเผยสีหน้าเหยียดหยามทันที คนบ้านนอกเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามาอยู่กับโม่ซวงได้อย่างไร

จิตใจของโม่ซวงสั่นสะท้าน แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าหลิงฮันจะตาต่ำขนาดนั้น คนที่สามารถเป็นจักรพรรดิ และเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวได้ จะไม่มีมุมมองที่กว้างไกลได้อย่างไร?

เขาไม่ใช่คนโง่ และเข้าใจในทันทีว่า หลิงฮันนั้นต้องการหลอกล่อหยางเจียและเยี่ยนเว่ย!

เรื่องนี้ไม่มีทางที่เขาจะคัดค้านอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน เขายินดีจะให้ความร่วมมือเต็มที่เลยด้วยซ้ำ

โม่ซวงรีบกล่าว “พี่ชายหลิง แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาว ไม่สามารถนํามาเทียบกับน้ำพุสวรรค์วิญญาณปฐพีได้ มูลของทั้งสองต่างชั้นกันมาก การเดิมพันในครั้งนี้จึงไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง”

“เจ้าไม่มั่นใจในตัวข้างั้นรึ?” หลิงฮันแสร้งทําเป็นรู้สึกอัปยศ และเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์

“ไม่ใช่แบบนั้น พี่ชายหลิงท่านต้องฟังข้าก่อน” โม่ซวงให้ความร่วมมือดีมาก เขาแสร้งทําสีหน้ากระอักกระอ่วน

หยางเจียรีบเอ่ยแทรกทันที “โม่เจ็ด ในเมื่อพี่ชายหลิงของเจ้ามั่นใจขนาดนั้น ทําไมไม่ให้เขาลองล่ะ?”

“หยางต้า เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ?” โม่ซวงเค้นเสียง “แร่โลหะกิ่งนิรันดร์สี่ดาว จะมาเทียบกับน้ำพุสวรรค์วิญญาณปฐพีได้อย่างไร?”

“ก็ได้ ถ้างั้นข้าจะเพิ่มสมุนไพรนิรันดร์เป็นของเดิมพันเข้าไปอีกต้น” หยางเจียกล่าวอย่างมั่นใจ “หญ้าวิหคสวรรค์คราม อายุเก้าหมื่นเก้าพันล้านปี ที่มีเศษเสี้ยวอํานาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิงผสานอยู่”

จิตใจของโม่ซวงสั่นสะท้านอย่างไม่อาจต้านทาน ต่อให้ไม่มีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ให้ดูดซับก็คือว่าเป็นสมบัติที่ล้ำค่า โดยเฉพาะกับสมุนไพรนิรันดร์ที่มีอายุยืนยาวมาแล้วกว่าเก้าพันเก้าร้อยล้านปียิ่งแล้วใหญ่

“พวกข้ารับเดิมพัน!” หลิงฮันกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

“ตกลง!” หยางเจียเกรงว่าโม่ซวงจะปฏิเสธ จึงรีบด่วนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

โม่ซวงเผยสีหน้าเป็นกังวล จริงอยู่ที่อีกฝ่ายติดกับแล้ว แต่ปัญหาก็คือ เขายังไม่รู้ถึงความสามารถในการปรุงยาของหลิงฮันว่าอยู่ในระดับใด

เพียงแต่ในเมื่อหลิงฮันรับเดิมพันไปแล้ว เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร?

มีแต่ต้องยอมรับสถานเดียว

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต่อให้ต้องสูญเสียน้ำพุสวรรค์วิญญาณปฐพีไป แต่ความสัมพันธ์ของเขากับหลิงฮันก็จะแน่นแฟ้นขึ้น

“ช้าก่อน!” เยี่ยนเว่ยเอ่ยปาก

หลิงฮันชําเลืองสายตามอง หรือว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันแผนการของเขากัน?

“ข้าขอเพิ่มเม็ดยาเสริมรากฐานวิญญาณเป็นของเดิมพันเพิ่มไปอีกหนึ่งอย่าง” เยี่ยนเว่ยนําขวดเม็ดยาออกมาวางบนโต๊ะหิน “เจ้ากล้าเดิมพันหรือไม่?”

ที่แท้ก็ต้องการเพิ่มมูลค่าของเดิมพันนี่เอง

หลิงฮันรู้สึกโล่งอก ส่วนสําหรับเม็ดยาเสริมรากฐานวิญญาณนั้น มันคือเม็ดในที่ใช้ระดับแบ่งแยกวิญญาณ ถึงแม้จะเป็นเม็ดยาสามัญ แต่มูลค่าของมันก็แพงเป็นอย่างมาก

โม่ขวงแสร้งทําเป็นหว่านล้อมให้หลิงฮันปฏิเสธ แต่หลิงฮันก็ยังยืนกรานว่าจะเพิ่มของเดิมพันซึ่งสิ่งที่เขาเพิ่มเข้าไปก็คือเม็ดยาเหมันต์ครามสิบขวด เนื่องจากมันเป็นเม็ดยาที่ใช้ในระดับโลกียนิพพาน เขาจึงต้องเพิ่มจํานวนของมันให้มากขึ้นสิบเท่า

“งั้นก็เริ่มประลองกันได้!” เยี่ยนเว่ยกล่าวอย่างองอาจ ในความคิดของเขานั้น เพียงแต่เขายื่นมือออกไป หลิงฮันก็จะต้องถอยและเป็นฝ่ายยอมแพ้ด้วยตัวเอง

“ไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลา”

ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปพร้อมกัน และแน่นอนว่ากลุ่มคนจํานวนมากได้เดินตามมาด้วย เพื่อที่จะได้ไม่พลาดชมเหตุการณ์น่าตื่นเต้น

ตอนที่ 1939 พี่ชายหญิง ท่านเป็นนักปรุงยาระดับใด

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน

แต่เดิมแล้ว ระดับวรยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งนั้นทัดเทียมกับอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน แต่ในหนึ่งร้อยล้านปีที่ผ่านมา ได้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง ส่งผลให้ระดับวรยุทธยกระดับขึ้นหลายเท่า

เอี๋ยนเซียนลู่นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับอัจฉริยะอันดับที่เก้า

ของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง เพราะงั้นหลิงฮันจึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากว่าอัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง จะมีพลังต่อสู้ที่ทรงพลังขนาดไหน

“สามี เจ้าไปเถอะ พวกข้าจะรออยู่ที่นี่” สตรีนกอมตะกล่าว

ใช่ว่านางไม่อยากเข้าร่วมโอกาสแบบนี้ แต่นางรู้ดีว่าจักรพรรดินี ฮูหนิว และธิดาโร๋วจะต้องนําพาปัญหามาให้หลิงฮันเมื่อพวกนางไปถึงอย่างแน่นอน

พวกนางมาที่นี่เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับปรมาจารย์จูเฟิงแล้วก็จะกลับแล้ว จึงไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกินขึ้น

จักรพรรดินีไม่แย้งอะไร นางสนใจเพียงแค่หลิงฮันคนเดียวเท่านั้น และไม่คิดจะเก็บเรื่องอื่นมาใส่ใจ เพียงแต่ทางด้านซูหนิวกับธิดาโร๋วนั้นอยากไปด้วย คนหนึ่งต้องการอยู่ติดกับหลิงฮัน ส่วนอีกคนต้องการไปเปิดหูเปิดตา

“ต้องขออภัยด้วย ข้าสามารถพาคนไปกับข้าได้แค่คนเดียวเท่านั้น พวกเจ้าคงจะไปด้วยกันไม่ได้” โม่ซวงกล่าวด้วยสีหน้าไร้หนทาง

“หนิวจะไปด้วย!” ฮูหนิวท้าวมือทั้งสองไว้ที่เอวด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

โม่ซวงจับแขนหลิงฮัน “พี่สะใภ้ ข้าจะดูแลพี่ชายหลิงให้ดี และจะไม่ให้มีเรื่องสตรีเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด ท่านวางใจได้” เมื่อกล่าวประโยคทิ้งท้ายเสร็จ เขาก็พาหลิงฮันออกจากที่พักทันที

“เหตุใดถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย?” หลิงฮันยิ้ม

“พี่ชายหลิง ข้ามีข่าวใหญ่มาบอก!” โม่ซวงกระซิบข้างหูหลิงฮัน “ท่านรู้รึเปล่าว่าทําไม ผู้สืบทอดหลิวถึงได้จัดงานชุมนุมขึ้นในวันนี้? เหอๆ นั้นเพราะธิดาหลิวหานจะปรากฏตัวในวันนี้ไงล่ะ”

“โอ้?” หลิงฮันชะงักเล็กน้อย ใครคือหลิวหานกัน

“อะไรกัน พี่ชายหญิงไม่รู้จักแม้กระทั่งธิดาหลิวหานงั้นรึ?” โม่ซวงตกตะลึง

“ทําไมต้องถึงต้องรู้จักนางด้วย?” หลิงฮันเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“ข้าล่ะเชื่อเลยจริงๆ!” โม่ซวงยกมือขึ้นเพื่อออกท่าออกทาง “ธิดาหลิวหานคือน้องสาวแท้ๆ ของหลิวเจี๋ย นางเป็นอัจฉริยะมากพรสวรรค์ ที่เข้าร่วมกับนิกายเหมันต์เร้นลับ”

“ธิดาหลิวหานนั้นไม่ได้แค่เป็นสุดยอดอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ แต่ยังมีความงดงามราวกับเทพธิดา ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสตรีงดงามอันดับสองของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง”

“อันดับสองงั้นรึ?” หลิงฮันยิ้ม เหตุใดถึงมีผู้คนมากมาย ทําเรื่องน่าเบื่ออย่างการจัดอันดับสาวงามกัน

“สตรีที่งดงามอันดับหนึ่งคือแม่นางซูหย่าหรง แห่งสํานักอัคคีทมิฬมืด โอ้ แต่ว่าเสน่ห์ของนางนั้นก็ไม่สามารถเทียบกับพี่สะใภ้ฮูหนิวได้อยู่ดี ความงดงามของนางน่าจะพอๆ กับพี่สะใภ้โร๋วเท่านั้น” โม่ซวงกระซิบกระซาบ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล

กับสตรีที่งดงามขนาดนั้น ไม่ว่าบุรุษคนใดก็ต้องชื่นชอบ

“พี่ชายหลิง ท่านมีศักยภาพเป็นถึงจักรพรรดิ แถมยังเป็นถึงศิษย์ของน้องปรมาจารย์จูเฟิงอีก ข้าว่าท่านน่าจะลองเข้าหาธิดาหลิวหานดูนะ”

หลิงฮันกลายเป็นไร้คําพูด และส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย “ข้าขอผ่านดีกว่า แต่เจ้าเองนั่นล่ะ ทําไมไม่ลองเข้าหานางดูล่ะ”

“ท่านมองข้าแล้วคิดว่าข้ามีคุณสมบัติเหมาะสมงั้น!” โม่ซวงถอนหายใจ หลิวหานคืออัจฉริยะในระดับจักรพรรดิ เพราะงั้นคนที่จะครอบครองหัวใจนางก็คือสมควรเป็นอัจฉริยะระดับหลิงฮัน

“ตราบใดที่ทุ่มเทมากพอ ต่อให้เป็นแท่งเหล็กก็สามารถถูกเหลาให้กลายเป็นเข็มได้ อีกอย่าง ใครเป็นคนบอกกันว่าสตรีจะไม่ชอบบุรุษที่อ่อนแอว่าตนเอง?” หลิงฮันให้กําลังใจโม่ซวง “ข้าจะช่วยเจ้าเอง อืม…. ถ้าหากจุดเด่นในศาสตร์วรยุทธยังไม่พอ ก็ต้องใช้ศาสตร์ปรุงยาเข้ามาช่วย”

“พี่ชายหญิง ท่านจะสอนศาสตร์ปรุงยากับข้างั้นรึ?” ดวงตาของโม่ซวงส่องประกาย หลิงฮันเป็นถึงศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิง เพราะงั้นอีกฝ่ายจะต้องเป็นนักปรุงยายอดฝีมือแน่นอน

หลิงฮันหัวเราะและกล่าว “ไม่ใช่ว่าข้าอยากทําลายความรู้สึกของเจ้านะ แต่ตัวเจ้าน่ะอย่างมากก็คงบรรลุได้แค่ผู้ช่วยนักปรุงยาระดับสูงเท่านั้น”

โม่ซวงชะงักทันที ที่หลิงฮันกล่าวมานั้นถูกต้องอย่างมาก เหตุผลที่ทําเช่นนั้นก็เพราะเขายังไม่สามารถทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ จึงใช้เวลาไปกับศาสตร์ปรุงยาแทน ถึงแม้จากระดับผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่มไปเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลาง เขาจะใช้เวลาไม่เท่าไหร่ แต่จากระดับผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางไปเป็น ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงนั้น เขาใช้ทุ่มเทความไปมากจริงๆ

และหลังจากที่บรรลุเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงแล้ว เขาก็ไม่มีการพัฒนาใดๆ อีกเลยแม้แต่น้อย

“เพียงแต่ ก็ไม่เสมอไปที่ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูง จะไม่สามารถหลอมเม็ดยานิรันดร์ได้” หลิงฮันกล่าวต่อ

ใบหน้าของโม่ซวงแสดงออกถึงความตกตะลึง หากจะหลอมเม็ดยานิรันดร์ ข้อจํากัดก็คือต้องเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวไม่ใช่งั้นรึ? สิ่งนี้คือความแตกต่างของนักปรุงยากับผู้ช่วยนักปรุงยา เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงจะสามารถหลอมเม็ดยานิรันดร์ได้ ไม่ใช่ว่าเรื่องแบบนั้นมันขัดกับหลักเกณฑ์สามัญสํานึกสุดๆ เลยหรอก?

หลิงฮันยิ้ม “ข้าสามารถทําให้เจ้ากลายเป็นนักปรุงยาได้ในช่วงเวลาสองสามวัน”

โม่ซวงสั่นสะท้านทันที

“ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปกันเลย” เขารู้สึกตื่นเต้นและรีบเร่งเร้าหลิงฮัน

ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังค่ายกลอาคมเคลื่อนย้าย

ด้วยการที่เมืองที่เป็นขุมอํานาจราชานิรันดร์นั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก หากไม่ใช่ค่ายกลอาคมเคลื่อนย้าย กว่าพวกเขาจะไปถึงจุดหมายคงใช้เวลาหลายสิบวัน

ที่พักของผู้สืบทอดหลิวเจี้ยนั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก มันเป็นตําหนักสีทองอร่ามที่โอ่อ่าและตกแต่งได้อย่างงดามเกินพรรณนา เพียงแค่ยืนมองจากระยะที่ห่างไกลก็ทําให้รู้สึกขนลุกแล้ว

โม่ซวงที่ดูไม่เคยหวาดกลัวนั้น หลังจากที่มาถึงที่นี่ก็ลดแรงของฝีเท้าลง ราวกับกําลังเดินด้วยความระมัดระวัง

ผู้คนของที่นี่นั้น ไม่ว่าใครก็ต่างรู้สึกยําเกรงของหลิวเจี๋ยน เหมือนกับที่รุ่นเยาว์ของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน ยําเกรงต่ออู่เซียนลู่

ณ เวลานี้แขกจํานวนหนึ่งได้มาถึง และรอคอยอยู่ที่ด้านกันแล้ว บ้างก็เป็นกลุ่มคนสองคน บ้างก็เป็นกลุ่มคนสามถึงห้าคนที่กําลังจับกลุ่มคุยกัน

“โม่เจ็ด” ทันใดนั้นเอง รุ่นเยาว์ผู้นี้ก็รีบเดินเข้ามาใกล้พวกเขา “ไม่ได้พบกันเสียนานนะ”

โม่ซวงเผยสีหน้าหงุดหงิดทันที มือของเขารวบกําหมัดแน่นและกัดฟันโกรธ “หยางต้า!”

รุ่นเยาว์ผู้นี้เป็นคนของตระกูลหยาง เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นผู้นํารุ่นเยาว์ของตระกูลหยาง โม่ซวง จึงเรียกอีกฝ่ายว่าหยางต้า *ต้า =ใหญ่ ซึ่งชื่อจริงๆ ของอีกฝ่ายก็คือหยางเจีย ตระกูลหยางกับตระกูลโม่นั้นเป็นคู่อริกัน เพราะงั้นรุ่นเยาว์ของทั้งสองตระกูลจึงไม่ชอบหน้ากันไปโดยปริยาย

เหตุผลที่โม่ซวงเข้าสู่ศาสตร์ปรุงยาและกลายเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่ม ก็เพราะหยางเจียผู้นี้ เริ่มฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาก่อนโม่ชวงจึงต้องการแข่งขันกับอีกฝ่าย

“จริงสิ ข้าขอแนะนําคนผู้หนึ่งให้เจ้ารู้จัก” หยางเจียกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “นี่คือสหายที่เป็นพี่ชายของข้า ชื่อของเขาคือเยี่ยนเว่ย” เขาชี้นิ้วไปยังรุ่นเยาว์อีกคนที่โผล่มาจากด้านหลัง อีกฝ่ายเป็นรุ่นเยาว์ที่ดูอายุน้อยมาก แต่กลับแสดงท่าทางยิ่งทะนงออกมาอย่างออกหน้าออกตา

“อย่ามองว่าพี่ชายของข้าเยาว์วัย ข้าจะบอกให้ว่าเขานั้นบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาวแล้ว แถมยังใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้ถึงสองขั้น!” หยางเจียกล่าวเสริมด้วยท่าที่ยั่วยุ

เจ้าล่ะว่าอย่างไง ข้ามีสหายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แล้วเจ้าล่ะมีรึเปล่า?

โม่ซวงไม่คิดจะยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขารีบกล่าวตอบโต้ “นี่คือพี่ชายหลิงของข้า เขาเป็นนักปรุงยาเช่นกัน…” เขาแน่นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะกระซิบกับหลิงฮัน “พี่ชายหลิง ท่านเป็นนักปรุงยากดาวนะ?”

พรวด!

หยางเจียหัวเราะจนสําลักทันที นี่เจ้ากําลังเล่นตลกรีไงกัน แม้แต่สหายของตนเป็นนักปรุงยากี่ดาวก็ยังไม่รู้ แต่กลับกล้าจะโอ้อวดเนี่ยนะ

ช่างบ้ายิ่งนัก!

ตอนที่ 1938 ข้าเป็นอาจารย์ลุงของเจ้าใช่หรือไม่

“ข้าน่ะรึ?” หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ก็บอกไปแล้วว่าข้าคือผู้อาวุโสของเจ้า”

คําพูดนี้ทําให้โม่ซวงไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก เขาอุตส่าห์เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหลิงฮันได้แล้ว แต่เหตุใดอีกฝ่ายถึงยังยั่วยุเขาอยู่อีกกัน?

“ข้ากล่าวไม่ผิดใช่ไหม ศิษย์หลานเผิง” หลิงฮันยิ้มพร้อมกับกวาดสายตามองไปยังเผิงฮวาเหนียน

ว่าไงนะ!

ทุกคนตกตะลึงและมองไปที่เผิงฮวาเหนียน ถึงแม้พลังของจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณจะไม่นับไม่อันใดสําหรับรุ่นเยาว์เหล่านี้ เนื่องจากอีกไม่นานพวกเขาก็จะบรรลุแบ่งแยกวิญญาณแล้ว แต่สิ่งที่ทําให้พวกเขาเคารพต่อเผิงฮวาเหนียน

ก็เพราะสถานะนักปรุงยาสามดาว

นักปรุงยาคือตัวตนที่ทรงเกียรติ โดยที่นักปรุงยาระดับสามดาวนั้น สามารถมีสถานะเทียบชั้นได้กับตัวตนระดับตําหนักอมตะ

ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่หลิงฮันกลับเรียกเผิงฮวาเหนียนว่าศิษย์หลาน

ทุกคนรู้ดีว่าเผิงฮวาเหนียนคือศิษย์ของจูเฟิง หากเผิงฮวาเหนียนเป็นศิษย์หลานของหลิงฮันจริง นั่นก็หมายความว่าหลิงฮันกับจูเฟิงนั้นมีความอาวุโสเท่าเทียมกัน

แต่เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้งั้นรึ?

เพียงในชั่วเวลาพริบตาเดียว สายตาของทุกคนก็จ้องมองเข้าหาเผิงฮวาเหนียนเพื่อรอคําตอบ

เผิงฮวาเหนียนรู้สึกกระอักกระอ่วน บนใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยสีแดงของความอับอาย

หากเขากล้ากล่าวความเท็จออกไปต่อหน้าผู้คน และปรมาจารย์จูเฟิงรู้เข้าล่ะก็ อีกฝ่ายจะต้องฆ่าเขาแน่!

เผิงฮวาเหนียนกัดฟันและกล่าว “อาจารย์ลุงน้อยกล่าวไม่ผิด”

ครืนน!

จิตใจของทุกคนสั่นไหวด้วยความตกตะลึง หลิงฮันเป็นอาจารย์ลุงของเผิงฮวาเหนียนจริงๆ ด้วย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

โม่ซวงที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ทั้งเกิดความรู้สึกขอบคุณและเกรี้ยวกราดขึ้นพร้อมกัน

ความรู้สึกขอบคุณนั้นแน่นอนว่าเป็นความรู้สึกที่มีต่อหลิงฮัน อีกฝ่ายเป็นถึงอาจารย์ปูของเขา แต่กลับไม่เกรี้ยวกราดใดๆ เลยแม้แต่น้อยที่ถูกเขาล่วงเกิน ยิ่งกว่านั้นหลิงฮันก็ยังเป็นจักรพรรดิใน ระดับห้านิพพานที่สามารถโค่นเขาลงได้ในหนึ่งกระบวนท่าอีกด้วย

ต่อให้เขาถูกทุบตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจริงๆ ก็รับประกันได้เลยว่าตระกูลโม่ย่อมไม่ลงมือทํา อะไรแน่ๆ เพราะใครใช้ให้เขาไปล่วงเกินรุ่นเยาว์ที่เป็นถึงศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงก่อนกัน? หากคิดจะเอาความจริงๆ เขาคือคนที่สมควรตายเสียด้วยซ้ำ

และแน่นอนว่าความรู้สึกเกรี้ยวกราดนั้น ก็เป็นความรู้สึกที่มีต่อเผิงฮวาเหนียน

เฒ่าชราผู้นี้รู้สถานะของหลิงฮันอยู่แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังจงใจยั่วยุให้เขาลงมือ

“ท่านอาจารย์ปู ข้าจะพาท่านเดินชมเมืองเอง” โม่ชวงรีบเอ่ยกล่าวขึ้นมา โดยที่ไม่แม้แต่ชําเลืองมองเผิงฮวาเหนียน

ไม่ว่าอย่างไรสถานะนักปรุงยาของเขาก็เป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น และไม่ได้คิดจะจริงจังกับการฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาในอนาคต หรือต่อให้มุ่งมั่นฝึกฝนจริงๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่ทั่วทั้งชีวิตนี้ เขาจะบรรลุเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้สําเร็จ

เพราะงั้นเหตุผลที่เขาเคารพเผิงฮวาเหนียนก็เพราะสถานะนักปรุงยาสามดาวเท่านั้น เขาไม่ได้ คิดจะเรียนรู้ศาสตร์ปรุงยาใดๆ จากอีกฝ่าย

เมื่อถูกเผิงฮวาเหนียนหลอกเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะรู้สึกโกรธ

หลิงฮันมองไปยังเผิงฮวาเหนียน ก่อนจะล้มเลิกความคิดที่จะทุบตีอีกฝ่ายทิ้งไป และกล่าวกับโม่ซวง “ตกลง ข้าคงต้องรบคนพื้นที่เช่นเจ้าแล้ว”

“ไม่ต้องคิดมาก ข้ายินดีจะช่วยเหลืออาจารย์ปู่ของข้าอยู่แล้ว!” โม่ซวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

การกระทําของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการเอาใจหลิงฮัน

ที่เขาทําแบบนี้ไม่ใช่เพราะความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อหลิงฮัน แต่เป็นเพราะหลิงฮันคือศิษย์น้องของปรมจารย์จูเฟิง สายสัมพันธ์นี้เป็นสิ่งที่น่ายำเกรงจนน่าเหลือเชื่อ ถ้าหากประมุขตระกูลโม่อยู่ที่นี่ อีกฝ่ายจะต้องเห็นด้วยแน่นอนที่เขาจะสร้างความสัมพันธ์เพื่อเป็นสหายกับหลิงฮัน

หลิงฮันพยักหน้า “เจ้าไม่จําเป็นต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ปู่ เรียกแค่ชื่อของข้าก็พอ” เขาสามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่นักปรุงยาที่แท้จริง

ที่จริงโม่ซก็ไม่ได้ต้องการเรียกหลิงฮันว่าอาจารย์ปู่อยู่แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็มีความสุขขึ้นมาทันที “ถ้างั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่ชายหลิงได้หรือไม่”

“แน่นอน”

“พี่ชายหลิง พวกข้าก็ขอตามท่านไปด้วย” หานเทาและคนอื่นๆ กล่าว พวกเขาไม่ใช่คนโง่ที่มองไม่เห็นค่าของการสร้างสายสัมพันธ์กับหลิงฮัน เพราะงั้นมีรีที่พวกเขาจะยอมปล่อยให้โม่ซวง คว้าโอกาสนี้ไปคนเดียว?

กลุ่มรุ่นเยาว์เดินจากไปพร้อมกับหลิงฮัน และเหลือทิ้งไว้เพียงเผิงฮวาเหนียนและดูห่าวหมิงที่ใบหน้ามืดมน

“อืม!” เผิงฮวาเหนียนกําหมัดแน่นและหันหลังเดินจากไป ความโกรธของเขาปะทุจนถึงขีดสุดแล้ว

เพียงแต่คนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันที่ต่ำช้า กล้าที่อย่างไรมาทําให้เขาอับอายกัน ไม่มีทาง เด็ดขาดที่เขาจะปล่อยหลิงฮันไปง่ายๆ

รอก่อนเถอะ… ที่แห่งนี้คือเมืองผนึกแปรผัน คนที่ไม่มีรากฐานอยู่ที่นี่เช่นเจ้า มีโชคชะตาที่จะต้องถูกเขากดขี่เท่านั้น

ระยะเวลาของงานฉลองคืออีกหนึ่งเดือน ยังเหลือเวลาให้เขาเล่นกับหลิงฮันอีกมาก

เมื่อเห็นเผิงฮวาเหนียนจากไป ลูห่าวเฟิงก็หันหลังและเดินจากไปในอีกทิศทางหนึ่ง

แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยหลิงฮันไปง่ายๆ เช่นกัน เขาไม่จําเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากใครอื่น เพราะตระกูลลูนั้นมีปรมาจารย์ระดับแบ่งแยกวิญญาณอยู่มากมาย ต่อให้หลิงฮันเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน อีกฝ่ายก็สามารถต่อกรกับจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยางเท่านั้น หากเขาไป พาจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยินมา มีรึที่จะกําราบหลิงฮันไม่ได้?

รอก่อนเถอะ

ด้วยการนําทางของโม่ซวงและคนอื่นๆ หลิงฮันไปมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองผนึกแปรผัน

ที่นี่ไม่เหมือนกับเมืองวิถีโอสถ เมืองผนึกแปรผันมีผังเมืองอยู่ชั้นเดียว แต่มีอาณาเขตที่กว้างข วางอย่างมาก อย่าว่าแต่สิบวันหรือครึ่งเดือนเลย เกรงว่าต่อให้เป็นระยะเวลาครึ่งเดือนหรือหลายปีก็ไม่สามารถเดินทางได้ทั่วทุกมุมของเมือง

ด้วยเหตุนี้หลิงฮันจึงทําได้เพียงเดินเตร็ดเตร่ เพื่อให้รู้ข้อมูลคร่าวๆของเมืองนี้เท่านั้น และแน่นอนว่าเมืองแห่งนี้ย่อมมีค่ายกลอาคมเคลื่อนย้ายอยู่ด้วย ตราบใดที่มีศิลาดวงดาวมากพอ ก็สามารถเดินทางไปยังตําแหน่งที่ต้องการได้

หลังจากเปิดหูเปิดตาอยู่หนึ่งวัน หลิงฮันก็ได้รับการเชิญชวนให้ไปพักอาศัยอยู่ในตระกูลโม่ แน่ นอนว่าห้องที่เขาได้รับคือห้องมีหรูหราที่สุดที่ไม่เพียงมีศิลาดวงดาวกองพะเนินเอาไว้ให้ใช้ได้ตา มต้องการ แต่ยังมีห้องบ่มเพาะกาลเวลาอีกด้วย

ห้องพักเช่นนี้ ตระกูลโม่จะเปิดให้ใช้กับแขกที่พิเศษมากอย่างตัวตนระดับราชานิรันดร์ หรือปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เท่านั้น การที่หลิงอันได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น แสดงให้ เห็นว่าตระกูลโม่ให้ความสําคัญกับเขาขนาดไหน

ในขณะที่เพลิดเพลินไปกับวันวานอันเพลิดเพลิน จู่ๆ โม่ซวงก็วิ่งเข้ามา “พี่ชายหลิง! พี่ชายหลิง”

“มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ?” หลิงฮันกําลังชงชาอยู่กับจักรพรรดินีและอื่นๆ ชีวิตนั้นนอกจากการบ่มเพาะพลังแล้ว หากมีเวลาได้พักผ่อนก็ต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่

“เย็นวันนี้จะมีงานชุมนุมที่ถูกจัดขึ้นโดยผู้สืบทอดหลิว ท่านสนใจไปชมหรือไม่?” โม่ซวงกล่าวด้วยสีหน่าตื่นเต้น

หลิวเจี้ย…. เขาคือผู้สืบทอดของนิกายผู้หยุนที่ราชานิรันดร์ผู้หยุนเป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งหลิวเจี้ยผู้นี้นั้นได้บรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพานเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่านิกายผู้หยุนจะมีผู้สืบทอดอยู่อีกสิบสามคน แต่ทุกคนก็ล้วนแต่ถูกรัศมีของหลิวเจี๊ยบดบังมิด

ไม่มีใครคิดว่าผู้สืบทอดคนใดจะสามารถทัดเทียมกับหลิวเจี้ยในอนาคตได้

ตอนที่ 1937 ท่านมีเบื้องหลังแบบใดกันแน่?

โม่ซวงรีบเก็บมือและล่าถอยเว้นระยะห่างกับหลิงฮันหลายก้าว ก่อนจะหันมองคนทั้งเจ็ดคนด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด “หานเทา เรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องให้เจ้าเข้ามายุ่มย่าม!”

เขากับกล่าวรุ่นเยาว์ที่แบกคันธนูขนาดใหญ่เอาไว้ที่หลัง

หานเทาหัวเราะและกวาดสายตามองกลุ่มหลิงฮัน พร้อมกับเผยสีหน้าตกตะลึง ทั้งจักรพรรดินีฮูหนิว และธิดาโร๋วนั้นกล่าวได้ว่าเป็นสตรีที่งดงามหาใครเปรียบในยุทธภพอย่างแท้จริง การที่ทั้งสามคนมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมกันถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างมาก

สตรีนกอมตะนั้นถึงแม้ความงามจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นสตรีที่งามล่มเมืองอยู่ดี ในเมืองผนึกแปรผันมีสตรีไม่กี่คนเท่านั้นที่งดงามเทียบเท่านาง

“ทั้งๆ ที่โจมตีมานานสองนาน แต่เจ้าก็ไม่สามารถสัมผัสโดนแม้แต่เสื้อคลุมของคู่ต่อสู้งั้นรึ?” ชายหนุ่มชุดเขียวคนหนึ่งในกลุ่มคนทั้งเจ็ด แสยะยิ้มด้วยสีหน้าล้อเลียนอย่างโจ่งแจ้ง

ชื่อของเขาคือลูห่าวหมิง ตระกูลของเขากับโม่ซวงเรียกได้ว่าเป็นศัตรูกัน แถมยังชื่นชอบสตรีคนเดียวกันด้วย ซึ่งสตรีที่ว่าคือกสตรีชุดแดงคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคนเจ็ดคน นางมีชื่อว่าเซี่ยวอวิ๋นหรือธิดาตู้

ในเมื่อโอกาสงามที่จะสร้างความอัปยศให้กับโม่ซวงอยู่ตรงหน้าแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องคว้าเอาไว้

“ลูห่าวหมิง เจ้าอยากตายงั้นรึ?” โม่ซวงที่เกรี้ยวกราดอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคําพูดถากถางของลูห่าวหมิงก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก

“ฮ่าๆ หากทักษะสับสวรรค์ของเจ้ายังไม่บรรลุขั้นเจ็ด เจ้าก็อย่าได้คิดว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้!” ลูห่าวหมิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สีหน้าของโม่ซวงกลายเป็นเย็นชา “ทักษะแผ่ไพศาลของเจ้าพัฒนาไปถึงขั้น “สะท้านสวรรค์แล้วงั้นรึ?”

“ฮ่าๆๆ” ลูห่าวหมิงยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งขึ้นไปอีก

ในความเป็นจริงนั้น ในที่สุดเขาก็สามารถยกระดับทักษะแผ่ไพศาลได้สําเร็จมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขาตั้งใจว่าจะมาท้าประลองกับโม่ซวงอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมพอดี

เขาจะสร้างความอัปยศให้โม่ซวง ต่อหน้าตู้เซี่ยวอวิ๋น

โม่ซวงอยากจะเถียงตอบโต้ แต่เขากับลูห่าวหมิงก็ประลองกันมาเป็นเวลานานแสนนานแล้ว ต่างฝ่ายจึงเข้าใจเบื้องลึกในพลังของกันและกันดี เขารู้ว่าหากทักษะสับสวรรค์ของตนเองไม่บรรลุขั้นเจ็ด ก็ไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้

ถ้าต้องประลองกับลูห่าวหมิงจริงๆ ชะตากรรมของเขาคงหนีไม่พ้นเสียหน้า ซึ่งน่าอัปยศยิ่งกว่าการปฏิเสธคําท้าประลองเสียอีก

ลูห่าวหมิงที่รู้ว่าตนเองเป็นฝ่ายเหนือกว่าก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา สายตาของเขาเปลี่ยนไปจดจ้องหลิงฮันพร้อมกับกล่าว “โม่เจ็ด ข้าจะเป็นคนจัดการศัตรูของเจ้าให้เอง!”

การกระทําเช่นนี้ยิ่งทําให้โม่ซวงอัปยศกว่าเดิมเสียอีก หากโม่ซวงเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่เขาเอาชนะได้ล่ะก็ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าโม่ซวงนั้นไม่แข็งแกร่งเท่าเขา

หลิงฮันที่มองดูการแสดงอยู่รู้สึกมึนงงทันที การที่สถานะผู้ชมของเขาจู่ๆ ได้เปลี่ยนกลายนักแสดงอย่างกะทันหัน ทําให้เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก

นี่มันเรื่องอะไรกัน…. ตั้งแต่เมื่อครู่นี้เขายังไม่ได้กล่าวอะไรออกไปสักคําเลยไม่ใช่รึไง?

“สามี เจ้าช่างมีดวงชะตาในการนําพาปัญหาเข้าหาตัวจริงๆ ไม่ว่าเมื่อใดเจ้าก็สามารถดึงดูดความแค้นเข้าสู่ตัวได้” สตรีนกอมตะพยักหน้า

“หลิงฮัน ทุบตีพวกมันให้หมดเลย!” ฮูหนิวตะโกนอย่างตื่นเต้น

หลิงฮันส่ายหัวพร้อมกับกล่าว “ข้าไม่อยากเล่นกับคนเช่นเจ้า!”

“ช่างรนหาที่!” ลูห่าวหมิงรู้สึกไม่สบอารมณ์ เขาจดจ้องสายตาไปยังหลิงฮันและลงมือ “พรึบ” คลื่นสายรุ้งพรั่งพรูไหลออกมาจากร่างของเขา และแปรสภาพกลายเป็นเคียวขนาดใหญ่สะบั้นเข้าใส่หลิงฮัน ที่รอบด้านของเคียวมีตราประทับแห่งเต๋าประทับเอาไว้เจ็ดอัน ซึ่งแต่ละอันดูลึกลับเป็นอย่างมาก

สีหน้าของโม่ซวงกลายเป็นมืดมน ตราประทับแห่งเต๋าทั้งเจ็ดคือสัญลักษณ์ของทักษะแผ่ไพศาล

ถึงแม้ตราประทับที่เจ็ดจะดูยังไม่สมบูรณ์มาก แต่อํานาจของมันก็สามารถทําให้ลูห่าวหมิงกลายเป็นราชาในหมู่ราชาชั้นแนวหน้าได้

ดูเหมือนเขาจะพยายามฝึกฝนให้มากกว่านี้เสียแล้ว เพราะไม่งั้นเขาจะถูกลห่าวหมิงเหยียบย่ำจริงๆ

หลิงฮันยื่นหนึ่งนิ้วออกไปและชี้เข้าใส่ลูห่าวหมิง

ในกรณีของโม่หวง เนื่องจากเขาเห็นแก่หน้าของศิษย์พี่สาม เขาจึงยอมอ่อนข้อให้ เพราะอย่างไรเขาก็มีสถานะเป็นผู้อาวุโสของอีกฝ่าย แต่กับลูห่าวหมิงนั้น หลิงฮันไม่แยแสใดๆ และตั้งใจจะกําราบให้ราบคาบในทันที

“ครืนน” เมื่อหนึ่งนิ้งถูกซื้ออกไป คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ราวกับจะบดขยี้ท้องฟ้าและสรรพสิ่งให้พังพินาศก็ถูกปลดปล่อยออกมา

ในหนึ่งนิ้วนี้ หลิงฮันได้ทําการผสานอํานาจแห่งกฏเกณฑ์หัวงเวลาเอาไว้เล็กน้อย

แน่นอนว่าอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ว่าไม่ใช่ของทักษะกาลเวลาแปรผันพันปี แต่เป็นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์จากหอคอยทมิฬ

ใบหน้าของลูห่าวหมิงเปลี่ยนไปทันใด ถึงแม้จะยังไม่มีการโจมตีใดปะทะเข้าใส่เขา แต่เขาก็มีความรู้สึกหนึ่งนิ้วของอีกฝ่ายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้านทานได้

เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นนิรันดร์สี่นิพพานเหมือนกันแท้ๆ

พรวด!

ในขณะที่กําลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง หน้าอกของเขาก็รู้สึกราวกับถูกบีบรัดและกระอักโลหิตออกมา

เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนก็ตกตะลึงตนพูดอะไรไม่ออก อย่างที่รู้ว่าหลิงฮันยังไม่ทันปลดปล่อยการโจมตีใดๆ ออกมาเลยแท้ๆ แต่เพียงแค่แรงกดดันกลับสามารถทําให้ลูห่าวหมิงหมดสภาพได้

“ตุบ” ร่างของลูห่าวหมิงทรุดลงกับพื้น เมื่อเขามองไปยังนิ้วมือที่ชี้เข้ามา เม็ดเหงื่อจํานวนนับไม่ถ้วนก็ไหลออกมาจากร่างของเขา จนทําให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มในทันที

ห้านิพพาน!

โม่ซวงและคนอื่นๆ อุทานในใจและแสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด

ต่อให้เป็นในอาณาเขตสวรรค์กว่างลง จํานวนของจักรพรรดิก็มีอยู่เพียงแค่หยิบมือ

หลิงฮันยิ้ม “ว่าไง สนุกเปล่า?”

ลูห่าวหมิงกลายเป็นไร้คําพูดอย่างสิ้นเชิง หลังจากเวลาผ่านไปนานสักพักเขาก็ตั้งสติกลับมาได้ และเกิดความรู้สึกรังเกียจต่อหลิงขั้น

ทําไมน่ะรึ?

ทั้งๆ ที่เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ และสามารถเอาชนะโม่ซวงได้อย่างง่ายดายแท้ๆ เหตุใดเจ้าถึงต้องทําตัวเหมือนกับพวกเจ้ามีความแข็งแกร่งทัดเทียมกันด้วย? เพราะการกระทําของเจ้าทําให้ข้าคิดตื้น และแส่หาความอัปยศให้แก่ตนเอง

โม่ซวงเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เขารู้ดีว่าลูห่าวหมิงมีความแข็งแกร่งอยู่เท่าใด ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงฮัน งั้นเขาเองก็เช่นกัน เพราะงั้นการที่ก่อนหน้านี้หลิงฮันยอมให้เขาเป็นฝ่ายโจมตีอยู่หลายกระบวนก็ถือว่าเป็นการไว้หน้ามากเขาแล้ว

คนผู้นี้คือใครกันแน่?

หลังจากลดความหยิ่งทะนงลง โม่ซวงก็ได้ความฉลาดที่สมควรเป็นของอัจฉริยะกลับคืนมา

ถึงแม้เผิงฮวาเหนียนจะมีท่าทีเหยียดหยามต่อหลิงฮัน แต่เมื่อคิดให้ดีแล้วอีกฝ่ายก็สมควรเป็นคนนําพาหลิงฮันมาที่นี่

การที่นักปรุงยาสามดาวต้องเป็นคนนําทางด้วยตัวเองนั้นมันหมายความว่าอย่างไรนะ?

หากดูเผินจากคําพูดของเผิงฮวาเหนียน หลิงฮันอาจจะดูไม่ใช่บุคคลสําคัญ และเป็นเพียงประชากรของอาณาเขตสวรรค์ไต่อันทั่วไป แต่ในทางกลับกัน หากคิดให้ดีอีกฝ่ายจะต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

โม่ซวงเข้าใจทันทีว่าตนเองถูกเผิงฮวาเหนียนหลอกใช้แล้ว เนื่องจากอีกฝ่ายไม่สามารถลงมือกับหลิงขั้นด้วยตนเองได้ ถึงต้องทําการกระตุ้นยั่วยุให้เขาลงมือ จนสุดท้ายเขาต้องเป็นฝ่ายได้รับความอัปยศ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็เกิดความรู้สึกขอบคุณต่อหลิงฮันขึ้นมา และเกลียดชังเผิงฮวาเหนียนแทน

“พี่ชายหลิง ท่านมีเบื้องหลังแบบใดกันแน่?” โม่ซวงเอ่ยถาม

ตอนที่ 1936 ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

หลิงฮันมีสีหน้ามืดมน “เผิงฮวาเหนียน เพราะเจ้าเป็นศิษย์ของศิษย์พี่สาม ข้าจึงไม่สนใจจะมีเรื่องกับเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็สมควรรู้จุดยืนของตนเอง อย่าได้ทําตัวน่าอับอาย!”

“ฮ่าๆๆ!” เผิงฮวาเหนียนหัวเราะ “หลิงฮัน เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเป็นศิษย์ของปรมาจารย์จื่อเฉิง แล้วจะทําให้เจ้าข้ามหัวข้าได้งั้นรึ?”

ในความเป็นจริง เขารู้สึกอิจฉาหลิงฮันเป็นอย่างมาก

รุ่นเยาว์ผู้นี้มีอะไรดีกว่าเขากัน ปรมาจารย์จื่อเฉิงถึงได้รับเป็นศิษย์ แถมยิ่งกว่านั้นรอบกายของอีกฝ่ายก็ยังมีสตริงดงามถึงสี่คนอยู่เคียงข้างอีกด้วย

ในด้านของศาสตร์วรยุทธ ตัวเขาเป็นถึงจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ ในขณะที่ใน ศาสตร์ของการปรุงยานั้น ตัวเขาก็เป็นถึงนักปรุงยาสามดาว มีจุดไหนกันที่เขาด้อยกว่าหลิงฮัน?

เขาไม่อาจทําใจยอมรับได้

“หลิงฮัน หนิวจะทุบตีมันเอง!” ฮูหนิวเป็นคนแรกที่หมดความอดทนและก้าวออกมาด้านหน้าจักรพรรดินี้เองก็เผยสีหน้าเย็นชา หากใครมาดูถูกเหยียดหยามหลิงฮัน นางเองก็ไม่คิดจะไว้หน้าเช่นกัน

เผิงฮวาเหนียนไม่หวาดกลัว กลุ่มของหลิงฮันเป็นเพียงจอมยุทธระดับโลกียนิพพานเท่านั้น ส่วนเขานั้นเป็นถึงจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยาง

“ท่านอาจารย์!” เพียงแต่ทันใดนั้นเอง รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากเมือง อีกฝ่ายสวมใส่ชุดคลุมผ้าไหมสีแดง และมีใบหน้าหล่อเหลา

ทันทีที่เห็นรุ่นเยาว์ผู้นี้ เหล่าทหารยามก็รีบทักทายทันที

รุ่นเยาว์ผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา นอกจากเขาจะเป็นลูกศิษย์ของเผิงฮวาเหนียนแล้ว เขายังมีสถานะเป็นถึงคุณชายของตระกูลโม่แห่งเมืองผนึกแปรผันอีกด้วย

ชื่อของรุ่นเยาว์ผู้นี้คือโม่ซวง

“โม่ซวง” เผิงฮวาเหนียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขาจะเอ็นดูศิษย์ของตนผู้นี้เป็นอย่างงมาก

ซึ่งก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ตระกูลโม่คือขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ราชานิรันดร์ ตัวเขาที่เป็นนักปรุงยาสามดาว เมื่ออยู่ต่อหน้าตระกูลโม่แล้วย่อมไม่นับเป็นอันใด

“อาจารย์ คนผู้นี้คือ…” เขามองไปยังหลิงฮันด้วยความรู้สึกสงสัยสามส่วน และความเหยียดหยามเจ็ดส่วน

“โอ้ คนผู้นี้มาเพื่อแสดงความยินดีต่ออาจารย์ปู่ของเจ้าที่บรรลุทักษะห้วงจิตปรับแต่งขั้นหกได้สําเร็จ” เผิงฮวาเหนียนกล่าวอย่างไม่แยแสราวกับหลิงฮันเป็นเพียงคนนอก แน่นอนว่าไม่มีทางเด็ดขาดที่เขาจะบอกว่าหลิงฮันเป็นอาจารย์ลุงของเขา

“เขาเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน” เผิงฮวาเหนียนกล่าวเสริม

เผิงฮวาเหนียนงั้นรึ?

ใบหน้าของโม่ซวงกลายเป็นเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม ใครบ้างจะไม่รู้ว่าอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน คืออาณาเขตที่อ่อนแอที่สุดในสามสิบสามอาณาเขตสวรรค์ของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก แม้ในอดีตอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน จะเคยทัดเทียมกับอาณาเขตสวรรค์กว่างลิงและอาณาเขตสวรรค์เหยี่ยนหนาน แต่ในช่วงร้อยล้านปีที่ผ่าน ระดับวรยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลงและอาณาเขตสวรรค์เหยี่ยนหนานได้ถูกยกระดับขึ้น ทําให้อาณาเขตสวรรค์ไท่อันถูกทิ้งเอาไว้ด้านหลัง

ในความคิดของจอมยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้น อาณาเขตสวรรค์ไท่อัน คือสัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอ เพราะงั้นต่อให้เป็นจอมยุทธในระดับเดียวกัน อาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งย่อมคว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย

เพียงแต่ถึงแม้อาณาเขตสวรรค์ไต่อันจะอ่อนแอ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นแหล่งรวมสตรีที่งดงามที่สุด!

เขากวาดสายตามองซูหนิว จักรพรรดินี และธิดาโร๋วเรียงตามลําดับ และรู้สึกว่าสตรีทั้งสามคนนี้ล้วนแต่เป็นสตรีงดงามที่มีเสน่ห์กันคนละแบบ คนหนึ่งงดงามอย่างบริสุทธิ์ คนหนึ่งงดงามอย่างลึกลับ และอีกคนงดงามอย่างทรงเสน่ห์ที่ทุกๆ อย่างเคลื่อนไหว สามารถทําให้จิตใจของคนที่มองสั่นสะท้านได้

“อาจารย์ ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะเสียมารยาทกับท่านสินะ” โม่ซงกล่าวด้วยความรู้สึกยินดีในใจ นี่เป็นโอกาสดีที่ต้องคว้าเอาไว้

ดูสิว่าหากเห็นหลิงฮันถูกเขาทําให้อัปยศต่อหน้าต่อตา สตรีที่งดงามเหล่านี้จะคิดอย่างไร

การที่สตรีงดงามขนาดนี้ต้องมาติดตามจอมยุทธที่อ่อนแอของอาณาเขตสวรรค์ไม่อัน ช่างเป็นสิ่งที่เสียของนัก

เผิงฮวาเหนียนกล่าวอย่างไม่แยแส “ก็แค่รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” ต่อหน้าศิษย์ของตน แน่นอนว่าเขาต้องคงท่าที่อันน่ายําเกรงของนักปรุงยาระดับสูงเอาไว้

เมื่อโม่ซวงได้ยิน เขาก็ตัดสินใจได้ในทันที

ดูเหมือนว่าเผิงฮวาเหนียนจะไม่ชอบหน้าหลิงฮันเป็นอย่างมาก แต่เพราะสถานะของตนเอง เขาจึงไม่สามารถลงมือด้วยตัวเองได้

ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะทําตามต้องการ

“เจ้าหนู ยังไม่คุกเข่าขออภัยอาจารย์ข้าอีก!” โม่ซวงชี้นิ้วไปยังหลิงฮันด้วยน้ำเสียงสั่งการ

เขาดูหมิ่นคนของอาณาเขตสวรรค์ไต่อันเป็นอย่างมาก จากที่เขาได้ยินมาในอาณาเขตสวรรค์ไท่อันมีอัจฉริยะระดับจักรพรรดิเพียงแค่สองถึงสามคนเท่านั้น

หลิงฮันสะบัดมือเป็นสัญญาณบอกให้พวกจักรพรรดินี้ไม่ต้องลงมือทําอะไร และให้เขาเป็นคนจัดการเอง

เขามองไปยังโม่ซวงด้วยรอยยิ้มและกล่าว “หนุ่มน้อย ไม่มีใครเคยสั่งสอนเจ้าเลยยังไง เจ้าถึงได้ถูกยั่วยุง่ายดายเพียงนี้?”

หนุ่มน้อยงั้นรึ?

เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้อาวุโสของข้ารึไง?

โม่ซวงมีน้ำโหขึ้นมาทันที ดูจากพลังชีวิตในการไหลเวียนของกระแสโลหิตแล้ว อายุของหลิงฮันนั้นน้อยกว่าเขามากนัก ทั้งๆที่เป็นแบบนั้นแต่อีกฝ่ายยังกล้าเรียกเขาว่าหนุ่มน้อยอีกรึ?

“ก่อนอื่นข้าจะขจัดปากเสียๆ ของเจ้าทิ้งซะ!” โม่ซวงลงมืออย่างเกรี้ยวกราด

พลังต่อสู้ของเขานั้นไม่อ่อนแอเลย ด้วยการที่เป็นถึงคุณชายน้อยของขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เขาจึงมีศักยภาพพอที่จะเป็นราชาในหมู่ราชา

หลิงฮันพยักหน้าในใจ เพียงแค่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานที่พบเจอทั่วไปก็เป็นถึงราชาในหมู่ราชาแล้ว จากเรื่องนี้ทําให้เห็นว่าศาสตร์วรยุทธของอาณาเขตสวรรค์กว่างลิงสูงส่งเพียงใด

เพียงแต่ต่อหน้าเขาแล้ว นิรันดร์สี่นิพพานจะนับเป็นนับใดได้?

หลิงฮันพาดมือสองข้างไว้ด้านหลัง และขยับเท้าหลบหลีกจากโจมตีของโม่ซวงอย่างง่ายดาย

ในฐานะที่มีศักดินาเป็นผู้อาวุโสของอีกฝ่าย หลิงฮันจึงไม่คิดจะบดขยี้อีกฝ่ายให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบ อีกอย่างโม่ซวงก็ยังเยาว์วัยและเลือดร้อนมากถึงได้ถูกเผิงฮวาเหนียนกระตุ้นเอาได้

ปัง! ปัง! ปัง!

โม่ซวงโจมตีไปกว่าสิบกระบวนท่า แต่ก็ไม่สามารถสัมผัสโดนแม้แต่เสื้อคลุมของหลิงฮัน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอับอาย และดวงตาส่องประกายเกรี้ยวกราด

“โอ้ โม่เจ็ดปะทะกับคู่ต่อสู้อยู่งั้นรึ?” เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้น พร้อมกับคน เจ็ดใครได้เดินมาจากด้านนอกเมือง ห้าคนเป็นบุรุษ สองคนเป็นสตรี พวกเขาทุกคนมีกลิ่นอายน่าเกรงขามราวกับมังกรหรือนกวิหคเพลิงในหมู่มนุษย์ แต่ละคนต่างมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและงดงามเป็นอย่างมาก

คนที่พูดคือบุรุษที่ด้านหลังพาดคันธนูขนาดใหญ่สีม่วงเอาไว้ ซึ่งขนาดของธนูมีความยาวเกินกว่าร่างของบุรุษผู้นั้นเล็กน้อย การก้าวเดินของเขาทรงพลังและมีอํานาจที่ดูแล้วน่ายําเกรง

ตอนที่ 1935 ดูหมิ่น

ศิษย์ก่อนของปรมาจารย์จื่อเฉิงมีอยู่ทั้งหมดสามคน และเนื่องจากทั้งสามคนได้รับอิทธิพลจากปรมาจารย์จื่อเฉิงผู้เป็นอาจารย์มากเกินไป หากยังติดตามปรมาจารย์จื่อเฉิงต่อไปพวกเขาก็จะไม่มีวันก้าวข้ามปรมาจารย์จื่อเฉิงได้ เพราะงั้นปรมาจารย์จื่อเฉิงจึงแยกห่างออกจากศิษย์ทั้งสามเป็นเวลานานแล้ว

ไม่ใช่ว่าเขาไม่รัก แต่ที่ทําเช่นนี้ก็เพราะหวังให้ทั้งสามทีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ศิษย์คนที่สามมีชื่อว่าจูเฟิง อีกฝ่ายบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวสําเร็จแล้ว แต่ในด้านของ กษะห้วงจิตปรับแต่งนั้นอยู่เพียงแค่ขั้นที่ห้าเท่านั้น แม้จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์แต่ก็ยังห่างชั้นกับปรมาจารย์จื่อเฉิงมากนัก

เผิงฮวาเหนียนชําเลืองมองหลิงฮัน ภายในแววตาของเขาปรากฏร่องรอยความไม่พอใจ รุ่นเยาวผู้นี้เป็นเพียงนักปรุงยาสองดาวเท่านั้น แต่จะให้เขานับถืออีกฝ่ายเป็นอาจารย์ลุงงั้นรึ?

ช่างน่าขันยิ่งนัก

เพียงแต่ตอนนี้เบื้องหน้าเขามีปรมาจารย์จื่อเฉิงอยู่ด้วย ซึ่งเขาไม่กล้าคัดค้านคําพูดของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากอีกฝ่ายคือนักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก!

แม้แต่ปรมาจารย์เทียนซิน หรือปรมาจารย์ชิวเย่ก็ต้อยกว่าปรจารย์จื่อเฉิง เนื่องจากทักษะหัวงจิตปรับแต่งของทั้งสองอยู่ในขั้นหก

ด้วยเหตุนี้เผิงฮวาเหนียนจึงทําได้เพียงระงับความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ “คารวะอาจารย์ลุงสี่”

หลิงฮันมองไปยังอีกฝ่ายและยิ้ม “ยินดีที่ได้พบศิษย์หลานเผิง”

เมื่อได้ยินคําว่าศิษย์หลาน จิตใจของเผิงฮวาเหนียนก็เกิดความหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม จนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน

ปรมาจารย์จื่อเฉิงยิ้มไปยังหลิงฮัน “ศิษย์พี่สามของเจ้าในที่สุดก็เลื่อนระดับทักษะหัวงจิตปรับแต่งจากขั้นห้าเป็นขั้นหกสําเร็จแล้ว ฮวาเหนียนจึงได้นําข่าวนี้มาแจ้งแก่ข้า อม… ถ้างั้นเจ้าเป็นตัวแทนของข้าไปร่วมแสดงความยินดีก็แล้วกัน เจ้าเองก็จะได้พบเจอศิษย์พี่ของเจ้าด้วย”

“ขอรับ!” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ําเสียงหนักแน่น

เผิงฮวาเหนียนอดไม่ได้ที่จะแย่งขึ้นมา “อาจารย์ลุงสี่ยังเยาว์วัยเกินไป เขาจะรับผิดชอบหน้าที่สําคัญขนาดนั้นไหวงั้นรึ?”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันใด ประการแรกเลยคือนี่เป็นการตัดสินใจของเขาและประการที่สองคือหลิงฮันเป็นศิษย์ที่เขาเอ็นดูมากที่สุด เผิงฮวาเหนียนมีศิษย์อะไรมาตั้งคําถามกัน? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร ถึงได้เห็นบุคคลที่อาวุโสกว่าอยู่ในสายตา?

เพียงแต่ตามหลักแล้ว เขาคืออาจารย์ทวดของเผิงฮวาเหนียน เพราะงั้นจึงไม่อาจลงมือทําอะไรที่รุนแรงเกินไปได้ ปรมาจารย์จื่อเฉิงทําเพียงจ้องมองไปยังอีกฝ่ายด้วยแววตาขึงขังน่ายําเกรง

จิตใจของเผิงฮวาเหนียนสั่นสะท้านและเกิดความรู้สึกเย็นยะเยือกอย่างไม่อาจพรรณนา

ปรมาจารยจ์จื่อเฉิงไม่ใช่เพียงราชาของเหล่านักปรุงยาสี่ดาว ที่ไร้เทียมทานที่สุดของดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกเท่านั้น แต่อีกฝ่ายยังเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านกําเนิดแท้อีกด้วย เพราะงั้นต่อให้เป็นแค่การจ้องมอง ตัวเขาที่เป็นจอมยุทธระดับบางแยกวิญญาณก็ไม่อาจต้านทานไหว

ร่างของเผิงฮวาเหนียนสั่นสะท้าน และรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคําพูดได้

“เจ้าไปเตรียมตัวให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางได้” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวกับหลิง ยันด้วยรอยยิ้มเขารู้สึกเอ็นดูศิษย์ตัวน้อยผู้นี้เป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจะให้หลิงขั้นเป็นตัวแทนเดินทางไปแสดงความยินดีกับจูเฟิงแทนเขา เพื่อเป็นการประกาศว่าหลิงฮันเป็นศิษย์ของเขา โดยชอบธรรม และสามารถเป็นตัวแทนที่ใช้อํานาจของเขาได้เต็มที่

หลิงฮันพยักหน้าและกล่าวกับเผิงฮวาเหนียน “จะเริ่มออกเดินทางเมื่อใด?”

“ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ หากเป็นไปได้ออกเดินทางในวันนี้เลยก็ดี” เผิงฮวาเหนียนกล่าว

ปรมาจารย์จื่อเฉิงเอ่ยแทรก “ในขวดนี้คือกําเนิดลมปราณที่ข้าจะมอบให้ศิษย์พี่สามของเจ้า”เขายื่นขวดเม็ดยาให้ไปให้กับหลิงขั้น

หลิงฮันพยักหน้าและรับขวดเม็ดยามาเก็บเอาไว้

เผิงฮวาเหนียนใบหน้าอิจฉาออกมาอย่างปิดไม่มิด เม็ดยากําเนิดลมปราณคือเม็ดยาสีดาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดโดยที่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้สามารถใช้มันเพื่อเสริมแกร่งแก่นกําเนิด พลังได้เม็ดยาชนิดนี้กล่าวได้ว่าหาค่าไม่ได้อย่างแท้จริง

“ข้าจําเป็นต้องเตรียมตัวเล็กน้อย ถ้างั้นออกเดินทางพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” หลิงฮันกล่าวกับเผิงฮวาเหนียนโดยที่ไม่รับฟังความเห็นใดๆ จากอีกฝ่าย

เขามีสถานะคืออาจารย์ลุง การตัดสินใจของเขาย่อมเด็ดขาดและไม่จําเป็นต้องขอความคิดเห็นจากอีกฝ่าย

เผิงฮวาเหนียนยิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิม เพียงแต่ปรมาจารย์จื่อเฉิงยังอยู่ข้างๆ เขาจึงไม่กล้าเถียงอะไรออกมาและทําได้เพียงคิดในใจว่า หลังจากที่ออกเดินทางแล้ว เขาดูแลอาจารย์ลุงผู้นี้ให้ดีและทําลายความหยิ่งผยองของอีกฝ่ายทิ้งซะ

หลิงฮันมองไปยังดวงตาของเผิงฮวาเหนียน และยิ้มอย่างไม่แยแส

ทั้งสองกล่าวลาปรมาจารย์จื่อเฉิงก่อนจะแยกกันจากไป

หลิงฮันเล่าเรื่องนี้ให้จักรพรรดินีกับซูหนิวฟัง ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าไปแสดงความยินดีกับปรมาจรย์จูเฟิงด้วยกัน

“โชคดีที่เมืองผนึกแปรผันที่เป็นจุดหมายอยู่ไม่ไกลจากหุบเขาสามบุปผา ที่นัดหมายกับอู่เซียนสู่เอาไว้ กําหนดการพบเจอคืออีกราวๆ หนึ่งเดือน ซึ่งน่าจะมีเวลาเพียงพอให้ไปทัน” หลิงฮันครุ่นคิดและพยักหน้ากับตัวเอง

“ท่านพ่อ พวกเราก็จะไปด้วย!” สองพี่น้องสือเหล่ยกล่าว

เนื่องจากทั้งสองคนไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่แก่กว่า ทั้งสองจึงต่อสู้กันเพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นพี่ใหญ่ซึ่งในตอนนี้สือเหลยเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย

“ตกลงไปด้วยกันนี่ล่ะ” หลิงอันยิ้ม ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้รับสองพี่สองคู่นี้เป็นศิษย์ แต่รับทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมและทุ่มเทฝึกฝนให้แทน

ถึงแม้อายุของทั้งสองจะอยู่ที่เพียงแค่ราวๆ สิบกว่าปี แต่สองพี่สองก็บรรลุระดับดาราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากใช้เวลาเตรียมตัวอยู่หนึ่งวัน พวกเขาก็ทําการออกเดินทางไปยังเมืองผนึกแปรผัน

คราวนี้พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยมังกรอินทรี แต่เดินทางทางน้ําแทน เรือที่พวกเขาเลือกใช้นั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตัวเรือมีความยาวเพียงห้าสิบฟุตและกว้างสิบฟุตเท่านั้น เพียงแต่ตัวเรือได้มีรูปแบบอาคมบางอย่างติดตั้งเอาไว้ ความเร็วของมันจึงน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

ทันทีที่เรือออกแล่น ท่าทีของเผิงฮวาเหนียนก็เปลี่ยนไปทันที บนเรือมีห้องพักอยู่สามห้อง ซึ่งเขาได้ทําการเลือกห้องที่ใหญ่ที่สุดโดยที่เมินเฉยหลิงฮันไปอย่างสิ้นเชิง

ตัวเรือนั้นสามารถเล่นได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่จําเป็นต้องมีคนควบคุม

“หลิงฮันให้หนิวเป็นคนทุบตีหมอนั่นเอง” ซูหนิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

“เห็นแก่หน้าศิษย์พี่สาม ไม่จําเป็ตต้องเป็นสนใจเขา” หลิงฮันกล่าว แม้แต่ใบหน้าของศิษย์พี่เขาก็ยังไม่เคยเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่หากไปทุบตีศิษย์ของอีกฝ่ายเข้า

ฮูหนิวพึมพําและกลอกตาไปมา เห็นได้ชัดว่านางยังคงไม่ล้มเลิกความคิด

เรือแล่นอย่างไม่มีหยุด โดยที่หลังจากเวลาผ่านไปเกือบๆ สามเดือน พวกเขาก็ออกจากอาณาเขตสวรรค์ไม่อันและเข้าสู่อาณาเขตสวรรค์กว่างลง

หลังจากเข้าสู่อาณาเขตสวรรค์กว่างลั่งแล้ว พวกเขาก็ใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในจนกระ ทั่งมาถึงเมืองผนึกแปรผัน

เมืองผนึกแปรผันถูกควบคุมโดยราชานิรันดร์ผู้หยุน ที่เป็นราชานิรันดร์ระดับสี่

หลังจากลงจากเรือแล้ว ทุกคนก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองผนึกแปรผัน

“นักปรุงยาเผิง!” เมื่อเห็นเผิงฮวาเหนียน ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองก็ทําการคารวะทักทายอย่างเคารพ

เผิงฮวาเหนียนเผยสีหน้าภาคภูมิใจและจงใจมองไปยังหลิงฮั่นเพื่อแสดงอํานาจ

“เหอะ จงดูซะนี่ล่ะคือความน่ายําเกรงของนักปรุงยาสามดาว ทีนี้เจ้ารู้รึยังว่าตนเองอวดดีขนาดไหน ที่กล้าให้ข้าเรียกเจ้าว่าอาจารย์ลุง?”

“เจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติพองั้นรึ?”

ตอนที่ 1934 ศิษย์พี่สาม

หลิงฮันควงแขนจักรพรรดินี้กับฮุหนิวเดินทางกลับซึ่งหวีไฟหรงที่ทนต่อความคลั่งรักของหนิวกับหลิงฮันไม่ไหวก็แสร้งทําเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่สนใจซ่อนตัวอยู่ในความมืด

เพียงแต่ตราบใดที่ซูหนิวตกอยู่ในอันตราย นางจะปรากฏตัวออกมาในทันที

“โอ้ จริงสิ” หลิงฮั่นปรบมือนึกอะไรบางอย่างออกก่อนจะสะบัดมือขวานําธิดาโรั่วออกมาจากอุปกรณ์มติศักดิ์สิทธิ์

ถึงแม้ธิดาโร่วจะสามารถออกมาด้วยตัวเองได้แต่นางก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากนางออกมาในขณะที่หลิงฮันอยู่บนยอดเขาสามตะวันล่ะก็ แรงกดดันของภูเขาจะบดขยี้ ร่างของนางจนตายแน่นอน

ธิดาโร่วชะงักแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองหลิงฮัน

บุรุษผู้นี้ยอมมอบสมบัติล้ําค่าให้กับนางโดยไร้เงื่อนไขใดๆแถมยังไม่แม้แต่รับคําขอบคุณจากนางด้วยซ้ํา ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการกระทําของอีกฝ่ายทําให้จิตใจของนางหวั่นไหวอย่างแท้จริง

หลังจากที่เวลาผ่านมาหลายใน แน่นอนว่านางย่อมดูดซับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์เสร็จสิ้นแล้ว รากฐานพลังบ่มเพาะที่เคยเป็นเพียงการตัดนิพพานทั่วไป พัฒนากลายเป็นการตัดขาดกับสวรรค์และปฐพี ทําให้ศักยภาพของนางยกระดับขึ้นเป็นราชาในหมู่ราชา

เพียงแต่นางก็เผยสีหน้าตกตะลึงในทันทีที่เห็นซูหนิว

ภายใต้ดวงตะวันนี้ ยังมีสตรีที่งดงามเทียบเคียงกับจักรพรรดินีอยู่อีกงั้นรึ?

ฮูหนิวที่มีนิสัยหึงหวงจดจ้องสายตาไปยังธิดาโร่วอย่างเหยียดหยาม “หลิงฮัน นอกจากเจ้าจะมีจิ้งจอกมารแล้ว เจ้ายังมีจิ้งจอกจอมเสน่ห์อยู่อีกตัวด้วย!”

หลิงฮันยิ้ม “อย่าเข้าใจผิดไป นางเป็นเพียงสหายเท่านั้น”

ธิดาโร่วเผยรอยยิ้มมีเลศนัยและกล่าว “โอ้ เป็นเพียงสหายงั้นรึ?” รอยยิ้มของนางช่างยั่วยวนยิ่งนัก

“นังจิ้งจอก ลองยิ้มอีกครั้ง หนิวจะสับหัวจิ้งจอกของเจ้าทิ้งเดี๋ยวนี้!” ฮูหนวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

“นายน้อยหลิง นางช่างเป็นสตรีที่ป่าเถื่อนยิ่งนัก!” ธิดาโร่วกล่าวและจงใจขยับตัวไปหลบด้านหลังหลิงฮันด้วยท่าทางยั่วยวน

“อิ่ม! น่ารังเกียจ!” ฮูหนิวคํารามเสียงดังลั่นเปิดเผยนิสัยอันโหดเหี้ยมออกมา

“อย่าไปหยอกล้อนาง ไม่เช่นนั้นจะเจ็บตัว” จักรพรรดินีกล่าว แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะฮฺหนิวได้ เพราะงั้นไม่ต้องกล่าวถึงเลยว่าธิดาโร่วจะเป็นคู่ต่อสู้ของซูหนิวได้รึเปล่า

ธิดาโรวเกิดความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ตัวนางในตอนนี้เป็นถึงตัวตนระดับโลกียนิพพานชั้นแนวหน้า ที่ด้อยกว่านิรันดร์ห้านิพพานเท่านั้น

มีความจําเป็นอันใดที่นางจะต้องหวาดกลัวฮูหนิว?

“นางสามารถกําราบเจ้าได้ด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว” หลิงขั้นพยักหน้าเห็นด้วย “ซูหนิวคือนิรันดร์ห้านิพพานที่เหนือกว่าข้า” เพราะอย่างไรเขาก็พึ่งทะลวงผ่านระดับห้านิพพานสําเร็จแต่ซูหนิวนั้นบรรลุระดับห้านิพพานมาก่อนแล้ว

ห้านิพพานงั้นรึม

เพียงแต่ธิดาโร่วก็สงบจิตใจได้อย่างรวดเร็ว ตัวนางคือจอมยุทธที่ฝึกฝนทักษะยั่วยวน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อบุรุษเพศเพียงอย่างเดียว นางทําการเผยรอยยิ้มอันทรงเสนี้ให้กับฮูหนิวในอย่างรวด เร็ว

“นั่งจิ้งจอก อย่าคิดว่าหนิวไม่รู้ว่าเจ้ากําลังยั่วยวนหนิวอยู่ แต่เห็นแก่ว่าเจ้าดูเจริญหูเจริญตาหนิวจะยอมปล่อยเจ้าไปสักครั้ง” ซูหนิวกล่าวอย่างไม่แยแส

หลิงฮันน้ําสตรีนกอมตะออกมาเช่นกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าฮูหนิวย่อมเกิดความหึงหวงอีกครั้งเพียงแต่หลังจากถูกหลิงฮันกอดปลอมประโลมอยู่สักพัก นางก็ต้องยอมระงับความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้เพราะอย่างไรความรู้สึกคิดถึงที่นางมีต่อหลิงฮัน หลังจากที่ต้องแยกจากกันเป็นเวลานาน นั้นมีมากเหลือเกิน

พวกหลิงฮันเดินทางกลับเมืองวิดีโอสถด้วยมังกรอินทรี ความเร็วในการเดินทางจึงรวดเร็วกว่าตอนมาและกลับไปถึงเมืองวิดีโอสถเพียงแต่ในระยะเวลาหนึ่งเดือน

หลิงฮันมุ่งหน้าไปพบปรมาจารย์จื่อเฉิงหลังจากอธิบายเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟังแล้ว เขาก็ทํา การเก็บตัวฝึกฝน

สิ่งที่เขาต้องทํานั้นมีมากมายเหลือเกิน

อย่างแรก เขาต้องการยกระดับความสามารถศาสตร์ปรุงยาของตนเอง ให้เลื่อนขั้นเป็นนักปรุงยาสามดาวให้เร็วที่สุด อย่างที่สอง เขาต้องขัดเกลาพลังบ่มเพาะให้บรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพานขั้นสูงสุดให้ได้

ส่วนหลังจากที่สํารวจเขตแดนลี้ลับเสร็จ เขาถึงจะทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญญาณ

ในดินแดนแห่งเซียน ทุกๆ การทะลวงผ่านระดับใหญ่จําเป็นต้องไปยังสถานที่พิเศษ แต่กับระดับแบ่งแยกวิญญาณนั้น ทุกๆ ขั้นพลังย่อยสี่ขั้นจําเป็นที่จะต้องไปยังสถานที่ที่แตกต่างกันออกไปเพื่อทะลวงผ่าน ไม่เหมือนกับระดับโลกียนิพพานที่ไม่จําเป็นต้องทําเช่นนั้น

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การทะลวงผ่านในสถานที่ที่แตกต่างกัน จะมีผลกระทบไปถึงพลังต่อสู้ ในอนาคต

เพราะงั้นในตอนที่จะทะลวงผ่าน จึงจําเป็นต้องเลือกสถานที่ให้ดี

ทางด้านของจักรพรรดินีกับซูหนิวนั้น พวกนางทั้งสองทําการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง เนื่อ งจากต่างฝ่ายต่างต้องการกําราบอีกฝ่าย โดยเฉพาะซูหนิว มีหลายครั้งที่นางแอบลอบโจมตีอย่างเงียบๆ เพื่อพยายามสังหารจักรพรรดินี แต่ก็ถูกหลิงฮันหยุดเอาไว้

ในการต่อสู้ระหว่างสตรีทั้งสอง ถึงแม้ความต่างชั้นจะไม่ได้มีมากนัก แต่แน่นอนว่าผู้ชนะย่อมเป็นซูหนิว

ประการแรกคือจักรพรรดินีนั้นเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับห้านิพพาน ประการสองคือซูหนิวนั้นมีทักษะนิรันตร์ กายหยาบและพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธที่สูงกว่า เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่จักรพรรดินีจะพ่ายแพ้

เพียงแต่หลังการที่ประลองกันหลายต่อหลายครั้ง สตรีทั้งสองก็เลิกตั้งตนเป็นศัตรูกันในที่สุดแม้พวกนางจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน แต่ก็ตกลงกันว่าจะไม่ขัดแข้งขัดขากันตลอดเวลาอีกต่อไปแล้ว

หลิงฮันสามารถสงบจิตสงบใจได้ในที่สุด และตั้งสมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาและขัดเกลาพลังบ่มเพาะในระดับห้านิพพาน

ยิ่งกว่านั้นภายในหอคอยทมิฬ ก็ยังมีอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ทรงพลังทั้งสามให้ฝึกฝนด้วยเพียงแต่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่มีเพียงหลิงฮันคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้พวกมันได้

ทางด้านของธิดาโรวนั้น นางเองก็ผ่านการทดสอบเป็นที่เรียบร้อย หลิงฮันจึงนํานางเข้ามาในหอคอยทมิฬ หากเป็นกับสหายล่ะก็หลิงฮันไม่คิดจะขี้เหนียว

ส่วนทางด้านของหวีไฟหรง นางไม่ได้ปรากฏตัวออกมาให้เห็น แต่ทําการตรวจสอบที่พักของหลิงฮันอยู่เป็นระยะ พร้อมกับมองไปยังตําแหน่งของหอคอยทมิฬอย่างรําพึงรําพัน

เมื่อเวลาด้านนอกผ่านไปเจ็ดปี หลิงฮันก็ยังคงล้มเหลวในการยกระดับตนเองเป็นนักปรุงยาสามดาว เพียงแต่ว่าหากเป็นทักษะหัวงจิตปรับแต่งล่ะก็ ความสามารถของเขาพัฒนาเป็นห้วงจิตปรับแต่งขั้นสามได้เป็นที่เรียบร้อย

หลิงฮันเข้าใจเลยว่าทําไมนักปรุงยาสามดาวถึงเป็นที่เคารพ และไม่น่าแปลกใจที่ทําไมหัวงจิตปรับแต่งขั้นถึงเป็นขีดจํากัดของนักปรุงยาแทบทั้งหมด เพราะต่อให้มีเวลามากมายแค่ไหนการจะบรรลุให้ได้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลําบากมาก

เมื่อเวลาผ่านไปเก้าปี ในที่สุดหลิงฮันก็ออกมาจากหอคอยทมิฬ

ในระยะเวลาเพียงเก้าปีนั้น แน่นอนว่าเมืองวิถีโอสถย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เหล่าอดีตผู้สืบทอดคนอื่นๆ เองก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร เนื่องจากมีปรมาจารย์จื่อเฉิงคอยควบคุมเมืองนี้อยู่ใคร กันจะกล้าสร้างความวุ่นวาย?

หลิงฮันเตรียมพร้อมจะออกเดินทาง แต่ก็ถูกปรมาจารย์จื่อเฉิงเรียกตัวเสียก่อน

“มานี้ ข้าจะแนะนําให้รู้จัก คนผู้นี้คือศิษย์หลานของเจ้า” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชี้นิ้วไปยังชายวัยกลางคนที่อยู่เบื้องหน้า “เผิงฮวาเหนียน เขาเป็นศิษย์ของศิษย์พี่สามของเจ้า และเป็นนักปรุงยาสามดาว”

ตอนที่ 1933 ความหน้าด้านที่ไม่มีขีดจํากัด

แต่หลิงฮันน่ะ?

เจ้าบอกว่าตนเองรับความเจ็บปวดจากคําสาปมาแล้วหลายร้อยครั้ง?

อย่างที่รู้กันว่าระยะเวลาเพิ่งผ่านมาเพียงสี่หรือห้าปีเท่านั้น จํานวนครั้งที่คําสาปอสูรทมิฬอาฆาตถูกกระตุ้นให้ทํางานก็น่าจะมีแค่สี่หรือห้าครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าหลายร้อยครั้งงั้นรึ?

หากเป็นเช่นนั้นจริง ความเป็นไปได้ก็มีอยู่อย่างเดียว

หลิงฮันได้เข้าไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลา เวลาปกติที่สมควรเป็นสี่ถึงห้าปี ถึงกลายเป็นหลายร้อยปีแทน

มีคนที่บ้าบินแบบนี้อยู่ได้อย่างไรกัน?

ความเจ็บปวดของคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตนั้นรุนแรง จนใครก็ตามที่ได้รับคําสาปจะต้องเจ็บปวดทรมานจนร้องโหยหวน เพราะงั้นเขาจึงรู้สึกโล่งใจที่จะยอมให้หลิงฮันเข้าไปยังเมืองวิดีโอสถ และมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องพยายามทําภารกิจที่เขามอบให้ให้สําเร็จ

ใครจะไปคาดคิดกันว่า สัตว์ประหลาดตนนี้จะไม่ยอมให้คําสาปอสูรทมิฬอาฆาตค่อยๆ ทํางานเองอย่างช้าๆ แต่เลือกที่เข้าห้องบ่มเพาะกาลเวลาเพื่อเร่งความเจ็บเสียเอง

อสูรเฒ่าเงาโลหิตกลายเป็นโง่งมทําอะไรไม่ถูก เขาไม่พบเจอคนอย่างหลิงฮันมาก่อน

เจ้ายังเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า? เจ้ามันแร่โลหะนิรันดร์ที่อยู่ในร่างของมนุษย์ชัดๆ

แต่ในเมื่อเหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้แล้ว งั้นก็ตายไปซะ!

ในแววตาของอสูรเฒ่าเงาโลหิตปรากฏความบ้าคลั่งออกมาให้เห็น ในเมื่อเขาไม่สามารถจับกุมหลิงฮันได้และมีโชคชะตาที่จะต้องตาย งั้นเขาก็จะลากหลิงฮันให้ตายตามไปด้วย

“ตาย!” มือขวาของเขารวบเข้าหาอากาศที่ว่างเปล่า ราวกับกําลังดึงเส้นด้ายที่มองไม่เห็น

ชายชราตั้งใจจะกระตุ้นให้คําสาปอสูรทมิฬอาฆาตทํางานเต็มพลังเพื่อส่งหลิงฮันสู่ความตาย

เพียงแต่หลังจากที่คํารามว่า “ตาย” ออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีเพียงเสียงของสายลมภูเขาที่พัดผ่าน โดยที่หลิงฮันยังคงยืนแน่นิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?

การที่เจ้าสามารถต้านทานความเจ็บปวดของคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีพลังใจที่กล้าแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว เพียงแต่เมื่อคําสาปลูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์นั้น มันไม่เกี่ยวกับพลังใจอะไรแล้ว แต่จะส่งผลต่อชีวิตของผู้ที่ถูกสาปโดยตรง

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าถึงไม่ตายกัน?

หลิงฮันยิ้มพร้อมกับก้าวเท้าขวาเดินขึ้นหน้า เพียงแค่การก้าวเดินก้าวเดียว แมลงโลหิตมากมายบนร่างของเขาก็ถูกสลัดร่วงลงพื้น เพียงแต่ยังไม่ทันที่ร่างของพวกมันจะสัมผัสกับพื้นดิน เหล่าแมลงโลหิตก็ถูกแปรสภาพกลับไปเป็นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์และสลายไป

“เฒ่าชรา อย่าลืมว่าพลังต่อสู้ของเจ้าในตอนนี้อย่างมากก็แค่ระดับตัดวิญญาณหยินเท่านั้น เจ้าคิดว่าตนเองจะมีพลังเหลือพอให้กระตุ้นอํานาจสมบูรณ์ของคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตรีไง?” หลิงฮันตอบอย่างไม่แยแส ด้วยกายหยาบอันไร้เทียมทาน ทักษะจู่โจมของจอมยุทธระดับตัดวิญญาณหยินจะสังหารเขาได้อย่างไร?

อสูรเฒ่าเงาโลหิตลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก หากคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตถูกฝังเอาไว้ในร่างกาย และระเบิดพลังออกมาจากภายในโดยตรงล่ะก็ ต่อให้เป็นจอมยุทธที่ระดับพลังเท่ากันก็ต้องถูกสังหารอย่างง่ายดาย

นี่เขา… ดันไปยั่วยุสัตว์ประหลาดเข้าเสียแล้ว!

ชายชราโศกเศร้าเป็นอย่างมาก แต่เดิมแล้วเขายังเหลือเวลาใช้ชีวิตอีกหลายร้อยปีล้านปีแท้ๆ แต่ตอนนี้นอกจากแก่นพลังชีวิตจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เขายังใช้พลังชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการต่อสู้และขุดหลุมฝังตัวเองเสียแล้ว

หากพระเจ้ามอบโอกาสให้เขาอีกสักครั้งล่ะก็ เขาจะอยู่ให้ห่างจากหลิงฮัน ไม่สิ เขาจะสังหารหลิงฮันให้แย่งชิงสมบัติในร่างกายอีกฝ่ายมาในทันที!

อสูรเฒ่าเงาโลหิตรู้สึกว่าหลิงขั้นจะต้องครอบครองสมบัติที่น่าอัศจรรย์อยู่แน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้

“แม้แต่ในเวลาเช่นนี้ เจ้ายังก็ยังมีความคิดชั่วร้ายงั้นรี!” หลิงฮันกล่าวอย่างเย็นชาและก้าวเดินขึ้นหน้า แมลงโลหิตจํานวนมากหลุดร่วงลงพื้น

“ข้าจะส่งเจ้าไปยังยมโลกให้เอง”

หลิงฮันคํารามพร้อมกับโคจรเพลิงเก้าสวรรค์ ร่างของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงราวกับเทพอัคคี และพุ่งทะยานเข้าใส่อสูรเฒ่าเงาโลหิต

ราชาคือตัวตนที่ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ราชาในหมู่ราชาสามารถสู้ข้ามระดับได้หนึ่งระดับแถมยังไร้เทียมทาน ถ้าเช่นนั้นหากเป็นจักรพรรดิล่ะ?

ไร้เทียมแม้จะเป็นการสู้ข้ามระดับสองระดับ!

“โปรดอย่าสังหารข้า!” อสูรเฒ่าเงาโลหิตโอดครวญ “ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่กี่ปีแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเพื่อให้มีเวลาจัดการเรื่องต่างๆ ที่เหลืออยู่เถิด!”

หลิงฮันซึ้งจนพูดไม่ออก นี่เฒ่าชราผู้นี้หน้าด้านขนาดไหนกัน?

“เพื่อที่ผู้อื่นจะได้ไม่เดือดร้อน คนเช่นเจ้าตายไปเร็วๆ นั่นล่ะดีแล้ว” หลิงฮันปล่อยหมัดออกไปอย่างไร้ความเมตตา

“ฮึม ถ้างั้นข้าก็จะสู้กับเจ้าจนตัวตาย!” อสูรเฒ่าเงาโลหิตเผาผลาญแก่นพลังชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เพียงแต่ถึงเขาจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของหลิงฮันได้และพ่ายแพ้อยู่ดี เศษเสียวพลังชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขาค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว

“ช่างน่ารังเกียจนัก! ช่างน่ารังเกียจนัก! ช่างน่ารังเกียจนัก!” ชายชราที่รู้ว่าไม่อาจทําอะไรได้อีกต่อไปคํารามขึ้นสู่ท้องฟ้าสามครั้ง “เจ้าเป็นถึงสุดท้ายอัจฉริยะแห่งยุคไม่ใช่รึไง เหตุใดถึงยังคิดสู้กับคนที่ไม่ต้องการสู้ด้วยกัน?”

บ้าบออะไรอย่างนี้

หลิงฮันคิดว่าความหน้าด้านอันไร้ที่สิ้นสุดก่อนหน้านี้ของเฒ่าชราจะเป็นขีดจํากัดที่มนุษย์จะมีได้แล้วแท้ๆ แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะทําให้เขาตกตะลึงได้อีกครั้ง

เหตุการณ์ตรงหน้านี้ ไม่เพียงแค่หลิงฮันเท่านั้นที่รู้สึกอึ้งจนไร้คําพูด แต่เอี๋ยนเซียนลู่และคนอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรเหมือนกัน ชายชราผู้นี้แต่เดิมเป็นถึงปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ที่ทรงพลังแท้ๆ เหตุใดถึงได้หน้าด้านได้เช่นนี้?

“ช่างน่าสะอิดสะเอียน!” หลิงฮันปล่อยหมัดเปลวเพลิงออกไป หลังจากกระหน่ำหมัดอยู่สิบครั้ง ร่างของอสูรเฒ่าเงาโลหิตก็แหลกสลายเป็นเศษซาก

เศษซากของอสูรเฒ่าเงาโลหิตไม่ได้สลายไปในทันที แต่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับยังมีชีวิต เพียงแต่ดวงวิญญาณของอีกฝ่ายได้แหลกสลายไปแล้ว เพราะงั้นเศษซากถึงค่อยๆ จางหาย และกลบล้างไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์ในที่สุด

“หลิงฮัน ไปเล่นกันเถอะ!” ฮูหนิววิ่งเข้ามากอดแขนหลิงฮันพร้อมกันยิ้มร่า

จักรพรรดินีเองก็เดินตามเข้ามา และกอดแขนอีกข้างของหลิงฮันเพื่อแสดงจุดยืน

กับสตรีคนอื่นนั้นจักรพรรดินีมักจะมีท่าที่สงบนิ่งอยู่ตลอด มีเพียงแค่หนิวเท่านั้นที่ทําให้นางรู้สึกกดดัน

“จิ้งจอกมาร ปล่อยหลิงฮันเดี๋ยวนี้!” ฮูหนิวกล่าวด้วยความหึงหวง

จักรพรรดินีมองซูหนิวด้วยสายตาเหยียดหยามและเลือกที่จะเป็นเฉย นางไม่มีความ สนใจจะต่อปากต่อคําใดๆ กับเด็กสาวผู้นี้

“น้องชายหลิงฮัน ดูเหมือนเจ้าจะยุ่งพอสมควรนะ ถ้างั้นข้าจะรอกล่าวรวบรัดสั้นๆ เลยแล้วกัน เขตแดนลี้ลับจะเปิดออกไปในเวลาอีกราวๆ สิบปีก่อนถึงตอนนั้นเจ้าควรเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด และจะดีมากหากก่อนหน้านั้นเจ้าบรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพานขั้นสูงสุดได้” อู๋เซียนลู่กล่าว

“อย่าได้คิดประมาทอัจฉริยะของอาณาเขตสวรรค์กว่างลังเป็นอันขาด เจ้าจะต่อกรกับพวกเขาได้ก็ต่อเมื่อบรรลุระดับห้านิพพานขั้นสูงสุดแล้วเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ที่เขาประมือกับหลิงฮันสิบกระบวนท่านั้น เขาคือฝ่ายที่ได้เปรียบ เพราะงั้นขนาดเขาที่ได้เปรียบยังไม่สามารถโค่นล้มซื๋อซิวเหวินได้ หลิงขั้นที่ด้อยกว่าเขาก็ไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายได้เช่นกัน

หลิงฮันพยักหน้า และไม่ได้กล่าวเถียงออกไปว่าตัวเขานั้นนอกจากจะมีกายหยาบที่ไร้เทียมทานแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ใช้อํานาจของเพลิงเก้าสวรรค์ วารีพลังหยินเร้นลับ หรืออํานาจแห่งกฏเกณฑ์ทั้งสามของหอคอยทมิฬออกไปแม้แต่น้อย

เพียงแต่สิ่งที่เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวก็ถูกต้อง เขาจําเป็นต้องบรรลุระดับห้านิพพานให้เร็วที่สุด เพราะหากเป็นไปได้เขาก็ไม่ต้องการยืมพลังนอกกายที่ไม่ใช่พลังของตนเองมาใช้

“ถ้างั้นไว้พบกันใหม่อีกครั้งที่หุบเขาสามบุปผา”

ตอนที่ 1932 ระเบิดความคับแค้น

“เข้ามาเลยเจ้าหนู!” อสูรเฒ่าเงาโลหิตควบคุมเงาโลหิตด้านหลังให้เคลื่อนไหว โดยที่สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

แก่นกําเนิดพลังชีวิตของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในความเป็นจริงแค่จะคงสภาพให้มันไม่แย่กว่าเดินก็ยากลําบากมากพอแล้ว ยิ่งต้องมาทําการต่อสู้เช่นนี้ ยิ่งทําให้พลังชีวิตของเขาใกล้ดับสูญยิ่งเข้าไปใหญ่

เพียงแต่การต่อสู้ครั้งนี้คือความหวังสุดท้ายที่จะทําให้เขามีชีวิตรอด เขาจึงเดิมพันทุกอย่างลงไปโดยไม่สนใจผลที่จะตามมาทั้งสิ้น

ต้องจับกุมหลิงฮันให้ได้!

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “เฒ่าชรา โชคชะตาของเจ้ามีเพียงถูกข้าบดขยี้เท่านั้น!”

“พรึบ” เขาขยับร่างปลดปล่อยหมัดโจมตีออกไป

“ พลังของเจ้ายังไม่คู่ควร!” อสูรเฒ่าโลหิตกล่าวอย่างมั่นใจ ถึงแม้พลังบ่มเพาะของเขาจะลดลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับตัดวิญญาณหยิน ซึ่งหากไม่นับระดับพลังใหญ่ ขั้นพลังย่อยของเขาก็ยังสูงกว่าหลิงฮันอยู่ถึงสองขั้น

เขากางนิ้วออกเป็นกรงเล็บและคว้าไปยังข้อมือขวาของหลิงฮัน

“พรึบ” ร่างของหลิงฮันส่องประกายด้วยอํานาจแห่งเต๋า พร้อมกับปลดปล่อยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ออกมา ที่บริเวณหมัดของเขามีรูปแบบตราประทับที่เรียบง่ายปรากฏขึ้นมา ซึ่งดูแล้วรูปทรงของมันค่อนข้างคล้ายคลึงกับเปลวเพลิง

มันคือตราประทับแห่งเต๋าที่ถูกรีดเค้นออกมาจากเพลิงเก้าสวรรค์…. อํานาจระดับราชานิรันตร์!

น่าเสียดายที่พลังบ่มเพาะของหลิงฮันยังต่ำเกินไป ตราประทับแห่งเต๋าจึงยังไม่สมบูรณ์และให้ความรู้สึกทรุดโทรม เพียงแต่สิ่งที่ยังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน คือกลิ่นอายอันน่าเกรงขามแห่งบรรพกาลที่สั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์เก้าชั้น

ใบหน้าของอสูรเฒ่าเงาโลหิตเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากพลังโจมตีของหลิงอันทรงพลังเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้

จอมยุทธระดับโลกียนิพพานสามารถมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร?

เดี๋ยวก่อน… หรือว่า!

เขานึกถึงตํานานเรื่องเล่าบางอย่างขึ้นมาได้ มีคํากล่าวว่าอัจฉริยะคนใดที่มีศักยภาพท้าทาย สวรรค์จะสามารถปลดโซ่ตรวนของสวรรค์และปฐพี และตัดผ่านไปยังขั้นพลังที่นอกเหนือจากระดับสี่นิพพานได้

ระดับห้านิพพาน…. ตัวตนที่มีพลังต่อสู้ทัดเทียมกับระดับแบ่งแยกวิญญาณ!

เหลือเชื่อ รุ่นเยาว์ตรงหน้าเขาผู้นี้ คือสัตว์ประหลาดตามตํานานงั้นรึ

การกล่าวโทษว่าอสูรเฒ่าเงาโลหิตนั้นไร้ประสบการณ์ก็ไม่ได้ เนื่องจากถึงแม้ชายชราจะเป็นถึงตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ แต่เขาก็เป็นจอมยุทธพเนจรที่ไม่มีขุมอํานาจใดคอยให้ข้อมูล เพราะงั้นเขาจะรู้เรื่องราวความลับต่างๆ มากมายได้อย่างไร?

เพียงแค่เขารับรู้ถึงการมีอยู่ของอัจฉริยะระดับห้านิพพานได้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

ครืนน!

เงาโลหิตของชายชราที่ปลดปล่อยออกไปถูกทําให้ชะลอความเร็วลง เนื่องจากตราประทับบนหมัดของหลิงฮันทําปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาสกัดกั้นเอาไว้

ชายชราที่ตอนแรกไม่สนใจอะไร จู่ๆ ก็พบว่ามือขวาของตนเองที่ใช้โจมตีเกิดความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกแผดเผา

นี้มันเป็นไปได้อย่างไร!

อสูรเฒ่าเงาโลหิตตกตะลึงเป็นอย่างมาก ถึงแม้หลิงฮันจะเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน ที่มีพลังต่อสู้ทัดเทียมกับตัวตนระดับตัดวิญญาณหยาง แต่พลังบ่มเพาะของเขาก็คือระดับตัดวิญญาณหยิน เป็นไปได้อย่างไรที่หลิงฮันจะทําให้เขาบาดเจ็บได้?

“เฒ่าชราบัดซบ ก่อนหน้านี้ที่เจ้ากดขี่ข้าได้ก็เพราะมีพลังบ่มเพาะสูงส่งกว่าข้า เพียงแต่ตอนนี้ อย่าพูดถึงระดับพลังเดียวกันเลย ขนาดเจ้ายังมีพลังบ่มเพาะสูงกว่าข้าสองขั้น ข้าก็สามารถกําราบเจ้าได้!” หลิงฮันคํารามและพุ่งทะยานร่างกวัดแกว่งหมัดอย่างเกรี้ยวกราด

จริงอยู่ที่ว่าคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตมีส่วนช่วยในการขัดเกลาจิตใจของเขา แต่คําสาปที่ว่าก็ถูกฝังเอาไว้ในร่างของเขาโดยการบังคับ

อย่ามองว่าเวลาเพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีเท่านั้น แต่ต้องนับเวลาที่เขาอยู่ในห้องบ่มเพาะกาลเวลาด้วย ซึ่งเขาได้รับความเจ็บปวดจากคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง

“ตูม!”

หลิงฮันและอสูรเฒ่าเงาโลหิตล่าถอยกลับไปยืนแน่นิ่งพร้อมกัน หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนท่า

การโจมตีแรกทั้งคู่เสมอกัน

ใบหน้าของอสูรเฒ่าเงาโลหิตกลายเป็นบูดบึงน่าเกลียด เขาเดิมพันชีวิตเอาไว้กับแผนการจับตัวหลิงฮันไปข่มขู่ราชานิรันดร์ แต่ดูจากความแข็งแกร่งของหลิงฮันแล้ว ดูเหมือนว่าความหวังของเขาจะเริ่มริบหรี่เสียแล้ว

พลังชีวิตของเขาสามารถอยู่ต่อได้อีกร้อยปีก็จริง แต่เมื่อใช้พลังชีวิตที่เหลืออยู่อันน้อยนิดไปกับการต่อสู้ล่ะก็ บางทีเขาจะสิ้นชีพทันทีเลยก็เป็นได้

ไม่… เขายังไม่อยากตาย!

อสูรเฒ่าเงาโลหิตส่งเสียงคําราม “ครืนน” เงาโลหิตด้านหลังเขากระเพื่อมอย่างรุนแรง และแปรสภาพกลายเป็นพายุพัดเข้าหาหลิงขั้น ในขณะที่พายุเคลื่อนที่จากระยะไกล จู่ๆ พายุก็ค่อยๆ กระจัดกระจายแยกตัวกันกลายเป็นจุดขนาดเล็กสีดํามากมาย

หลิงฮันกวาดสายตามองและพบว่าจุดสีดําเหล่านั้นคือตัวแมลงที่บินว่อนเต็มท้องฟ้า

แมลงทุกตัวมีรูปร่างคล้ายคลึงกับยุง แต่มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าและมีปากยาวที่ส่องประกายแหลมคมราวกับโลหะ

เหล่าตัวแมลงพุ่งทะยานจากท้องฟ้าเข้าหาหลิงฮัน

ภายในชั่วพริบตา ร่างของหลิงฮันก็ถูกปกคลุมไปด้วยแมลงที่ใช้ปากอันแหลมคมพยายามเจาะผิวหนังของเขาเพื่อดูดเลือด

หลิงฮันไม่ขยับตัวทําอะไร เพราะต้องการดูว่าแมลงเหล่านี้จะสามารถทะลวงผ่านกายหยาบของเขาได้หรือไม่

อสูรเฒ่าเงาโลหิตที่มองดูอยู่แสยะยิ้มมุมปากทันที เจ้าหนูนี้ช่างอวดดีนัก อีกฝ่ายไม่รู้เสียแล้วว่าแมลงโลหิตเหล่านี้คือทักษะก้นหีบของเขา ที่สามารถใช้ควบคู่พร้อมกับคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตได้

“จงทํางาน!” เขาเค้นเสียงคํารามออกมา

พริบตาเดียวกัน จิตใจของหลิงฉันก็รู้สึกเหมือนกับถูกบีบรัด และความเจ็บปวดเกินพรรณนาได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

“กะกะกะ เจ้าคิดว่าคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตจะทํางานได้เพียงแค่ตอนครบรอบหนึ่งปีงั้นรึ?” อสูรเฒ่าเงาโลหิตกล่าว “คําสาปอสูรทมิฬอาฆาตคือสิ่งที่ข้าฝังเอาไว้ในตัวเจ้า เพราะงั้นข้าจึงสามารถบังคับให้มันทํางานได้ตามใจต้องการ”

“จงคุกเข่าต่อหน้าข้าซะ!”

“อะไรกัน!”

ชายชราที่รู้สึกว่าตนเองได้รับชัยชนะแล้ว จู่ๆ ก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด

นั่นก็เพราะว่าหลิงฮันนั้นยังคงยืนแน่นิ่ง โดยที่ไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่แมลงโลหิตเองก็ไม่สามารถเจาะผ่านผิวหนังของอีกฝ่ายได้ ราวกับร่างกายของหลิงฮันไม่ใช่กล้ามเนื้อของมนุษย์แต่เป็นแร่โลหะนิรันดร์ที่ทนทาน

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

“จะ จะ จะ เจ้า” จิตใจของอสูรเฒ่าเงาโลหิตสั่นสะท้านอย่างแท้จริง เหตุผลหนึ่งคือเขาไม่อาจทําใจเชื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ ในขณะที่อีกเหตุผลหนึ่งคือถ้าหากเขาจับกุมตัวหลิงฮันไม่ได้ ความตายก็อยู่ห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อม

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ข้าเคยต้านทานความเจ็บปวดจากคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตของเจ้า มาแล้วไม่รู้สึกร้อยครั้ง จนตอนนี้ข้าชินกับมันแล้ว”

สัตว์ประหลาด

อสูรเฒ่าเงาโลหิตไม่อาจทําให้เชื่อได้ลง คิดว่าคําสาปอสูรทมิฬอาฆาตมีความรุนแรงขนาดไหนกัน? ทักษะนี้ไม่ใช่ทักษะที่เขาคิดค้นขึ้นเอง แต่เป็นผลเก็บเกี่ยวจากถ้ำโบราณที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าจะถูกสร้างขึ้นโดยราชานิรันดร์

เขาเคยใช้ทักษะนี้กับผู้คนที่คิดว่าตนเองแข็งแกร่งดั่งเหล็กมาแล้วมากมาย โดยเพียงแค่เขากระตุ้นทักษะสามคน ผู้คนเหล่านั้นต่างก็ร้องโอดครวญขอความเมตตากันหมดแล้ว

ตอนที่ 1931 ตายอย่างอยุติธรรม

ป้าเยารีบหันหลังอย่างร้อนรนก่อนจะพบเห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง พริบตาที่เห็นนาง ขนทั่วร่างของเขาก็ลุกซู่ด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือก

เป็นไปได้อย่างไร!

เขาที่เป็นถึงตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดที่ทรงพลังที่สุดภายใต้ระดับราชานิรันดร์ กลับมีใครบางคนสามารถปรากฏตัวด้านหลังเขาได้อย่างไม่คาดฝัน

“เจ้าเป็นใคร?” ป้าเยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติสงสัยงั้นรึ?” หวี่ไห่หรงกล่าวอย่างเย็นชา

ตัวบัดซบตนนี้กล้าดีอย่างไรถึงได้มาสร้างปัญหากับประมุขหญิงน้อยของนาง? หรือเขาเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว?

“หนิวจะทุบตีมัน!” ฮูหนิวคํารามด้วยท่าทีเดือดดาล “ใครที่กล้าข่มขู่หลิงฮันของหนิว หนิวจะทุบตีคนผู้นั้นให้กลายเป็นหัวหมู แล้วนําไปโยนให้สุนัขกิน!”

หวี่ไห่หรงไม่มีลงมือโจมตีใดๆ และทําเพียงเค้นเสียงเบาๆ ครืนน” แรงกดดันของราชานิรันดร์ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งส่งผลให้ร่างของป้าเยาแขนขาอ่อนแรง และทรุดตัวลงไปคลานกับพื้นทันที

จะอดีตผู้สืบทอดหรือตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ก็ช่าง ต่อหน้าราชานิรันดร์แล้วป้าเยาก็ไม่ต่างอะไรจากเศษขยะ

เหล่าอัจฉริยะทุกคนรู้สึกกระอักกระอ่วน จริงอยู่ที่ทุกคนในที่นี้ล้วนแต่มีพื้นเพคือขุมอํานาจราชานิรันดร์ แต่การที่จะทําให้ราชานิรันดร์ปรากฏตัวได้นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากราชานิรันดร์คือตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนแห่งเซียน

แถมดูจากท่าทีของฮูหนิวแล้ว ดูเหมือนว่าราชานิรันดร์ผู้นี้จะอยู่ภายใต้คําสั่งของนางเสียด้วย!

เพียงแค่เจ้าออกมาข้างนอก เหตุใดถึงได้เป็นเรื่องใหญ่จนตัวตนระดับราชานิรันดร์ต้องเคลื่อนไหวกัน?

อสูรเฒ่าเงาโลหิตหลงลืมความเจ็บปวดไปเสียสนิท เขาจดจ้องสายตาไปยังฮูหนิวกับหลิงฮันด้วยความรู้สึกสลดเสียใจ อย่างไม่อาจพรรณนาออกมาเป็นคําพูดได้

ที่แท้หลิงฮันก็มีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!

ชายชรารู้สึกราวกับสมองกําลังปั่นป่วนกับสิ่งที่เหลือเชื่อนี้

ในเมื่อเจ้ามีเบื้องหลังที่ทรงพลังอยู่แล้ว เจ้าจะมาเป็นผู้สืบทอดของเมืองวิดีโอสถทําไมกัน?

ถึงแม้เมืองวิถีโอสถจะมีอํานาจที่น่ายําเกรง แต่มันก็ไร้เทียมทานเพียงแค่ในหมู่ขุมอํานาจสี่ดาวและเกือบจะเทียบเคียงได้กับชุมอํานาจห้าดาวที่ต่ำที่สุดเท่านั้น

หรือเจ้ากําลังเล่นเป็นหมูกินเสือนั้นรึ?

ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าก็ติดกับเจ้าแล้ว!

ฮูหนิวระเบิดอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา และไม่แสดงความสุภาพใดๆ แม้แต่น้อย “ตุบ” นางใช้เท้าเตะไปยังใบหน้าของป้าเยาที่กําลังคลานอยู่จนล้มไปนอนกับพื้น ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ” ก่อนจะทําการกระทืบต่ออย่างบ้าคลั่ง

พลังบ่มเพาะของป้าเยาในตอนนี้ถูกหวี่ไห่หรงผนึกเอาไว้ เพราะงั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบโต้กลับ เพียงแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถใช้เศษเสี้ยวพลังชีวิตที่เหลือได้อยู่ เพราะงั้นไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บจากการกระทืบของฮูหนิวเพียงใด เขาก็สามารถฟื้นฟูบาดแผลได้ในทันที

ตราบใดที่ภายในร่างกายไม่มีถูกรุกรานโดยเจตจํานงยุทธของผู้อื่น ตัวตนระดับนิรันดร์ก็สามารถฟื้นฟูบาดแผลทางร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

ทุกคนรอบข้างต่างมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่กะพริบตา พวกเขาไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า สตรีที่งดงามล่มเมืองจะมีนิสัยที่ป่าเถื่อนได้ขนาดนี้

จนในที่สุดแล้วหวี่ไห่หรงก็ทนดูต่อไปไม่ไหว นางสะบัดมือปลดปล่อยอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของราชานิรันดร์ออกมา “พรึบ” ร่างของป้าเยาแหลกสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา โดยไม่มีเศษเสี้ยวร่างกายใดๆ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

หวี่ไห่หรงไม่ต้องการให้ประมุขหญิงน้อยของตนกลายเป็นอสูรปาเถื่อนในสายตาของผู้อื่น เพราะงั้นนางจึงเลือกที่จะจัดการป้าเยาให้หายไปโดยตรง

สายตาของทุกคนจดจ้องไปยังหวี่ไห่หรงด้วยสีหน้าตกตะลึง อีกฝ่ายคือตัวตนระดับราชานิรันดร์ ซึ่งสมมุติต่อให้นางเป็นเพียงราชานิรันดร์ระดับหนึ่ง ก็ยังถือว่าเป็นตัวตนที่สูงส่งสําหรับพวกเขาอยู่ดี

“คารวะผู้อาวุโส!” เหล่าอัจฉริยะทุกคนโค้งคํานับ แม้แต่เอี๋ยนเซียนลู่เองก็ไม่มีข้อยกเว้น การกระทําเช่นนี้คือการแสดงความเคารพต่อตัวตนที่ทรงพลัง

“ประมุขหญิงน้อย ที่นี้จะกลับกันได้รึยัง?” หวี่ไห่หรงจ้องมองฮูหนิว ประหญิงน้อยของนางต้องการตามหาตัวหลิงฮันราวกับจะเป็นจะตาย ตอนนี้เมื่อพบตัวหลิงฮันแล้ว จึงถึงเวลาที่สมควรจะกลับถิ่นฐานเสียที

“ไม่กลับ!” ฮูหนวกอดรัดหลิงฮันแน่น “หนิวจะไปเล่นกับหลิงฮัน!”

หวี่ไห่หรงกลายเป็นไร้คําพูด ประมุขหญิงน้อยของนางคือคนที่มีตราประทับแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ ของประมุขคนก่อนประทับเอาไว้ในร่างกาย ซึ่งทําให้ประหญิงน้อยมีโอกาสแทบจะสิบส่วนในการบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าสําเร็จ แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น อีกฝ่ายกลับไม่มีนิสัยที่ทําให้ดูเหมือนตัวตนที่ยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย

โชคยังดีที่ที่นี่คือดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกที่อ่อนแอ สมบัติที่นางพกติดตัวมาจึงสามารถปกปิดความลับจากเหล่าตัวตนที่ทรงพลังได้ หากระมัดระวังหน่อยคงไม่น่าพบเจอปัญหาอะไร

นางต้องจําใจยอมให้ประมุขหญิงน้อยของตนได้เที่ยวเล่นตามใจ เพราะไม่อย่างไรประมุขหญิงน้อยคงหาเรื่องน่าปวดหัวมาให้นางเพิ่มแน่ๆ

ยิ่งกว่านั้นนางก็มีภารกิจสําคัญอีกอย่างหนึ่งคือการจับตามองหลิงฮันด้วย นางต้องระมัดระวังไม่ให้หลิงฮันทํามิดีมิร้ายอะไรกับประมุขหญิงน้อย

“พี่ชายเอี๋ยน ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับไปเตรียมตัวก่อน” ใครบางคนกล่าวลาเอี๋ยนเซียนลู่

“ข้าก็ด้วย!”

“ข้าเองก็ขอตัว!”

ทุกคนจําเป็นต้องกลับไปยังชุมอํานาจของตนเองเพื่อเตรียมการให้พร้อม เนื่องจากการเดินทางภายในเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพี่นั้น คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะกับเหล่าอัจฉริยะจากอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งที่เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวได้

พวกเขาทุกคนโค้งตัวคารวะไปยังหวี่ไห่หรงก่อนจะเดินจากไป

หลิงฮันหันมองไปยังอสูรเฒ่าเงาโลหิตด้วยความรู้สึกเกรี้ยวกราดที่อัดแน่นอยู่ในอก

“เฒ่าชรา เจ้าที่เป็นถึงตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ แต่กลับลงมือกับข้าที่เป็นเพียงจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน เจ้าคงไม่มีความละอายใจอยู่เลยสินะ?” เขาก้าวเดินขึ้นหน้าพร้อมกับกล่าว “แต่เดิมข้าตั้งใจว่าจะสังหารเจ้าหลังจากที่บรรลุระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนนั้นแล้วสินะ ถ้าเช่นนั้นก็มาสู้กันตอนนี้เลย!”

ณ เวลานี้อสูรเฒ่าเงาโลหิตกําลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมาก อย่างมากที่สุดเขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสิบปีหรือร้อยปีเท่านั้น

ระดับตัดวิญญาณหยินงั้นรึ?

สู้ไหว!

พลังต่อสู้ของหลิงฮันในตอนนี้สามารถทัดเทียมได้กับระดับตัดวิญญาณหยางก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าจักรพรรดิเช่นเขาคือจอมยุทธที่สามารถสู้ข้ามระดับได้หรอกรึ?

อสูรเฒ่าเงาโลหิตจ้องมองหลิงฮัน ก่อนจะเผยแววตาโหดเหี้ยม

ในสถานการณ์ที่มีราชานิรันดร์คอยควบคุมอยู่เช่นนี้ ทําให้เขาไม่สามารถต่อรองใดๆ ได้แท้ๆ แต่หลิงฮันกลับเป็นฝ่ายยื่นโอกาสมาให้เขาด้วยตัวเองเสียนี้ สถานการณ์กําลังจะพลิกผัน! เขาจะจับตัวหลิงฮันมาเป็นตัวประกัน และสั่งให้ราชานิรันดร์มอบเม็ดยาล้ำค่าสําหรับฟื้นฟูแก่นพลังชีวิตมา!

หากทําเช่นนี้ เขาก็จะสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้ ชายชราก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป “ครืนน” เงาสีโลหิตถูกปลดปล่อยออกมาจากด้านหลังของเขา และกระเพื่อมเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต

จริงอยู่ที่พลังบ่มเพาะของเขาลดลงมามากมายนัก แต่หลิงฮันก็บ้าบินเกินไปจริงๆ ที่คิดจะต่อกับเขาด้วยพลังบ่มเพาะในระดับโลกียนิพพาน ซึ่งมีความแตกต่างกันถึงหนึ่งระดับใหญ่!

ตอนที่ 1930 ผิดรูปแบบ

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!” ทันทีที่อสูรเฒ่าเงาโลหิตส่งเสียงคําราม เขาก็ลงมือโจมตีใส่ป้าเยาทันที

เขาไม่ได้กังวลว่าหลิงฮันจะเป็นหรือตาย แต่เขาจําเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าหลิงฮันนำยันต์ไม้ท้อผูกชะตาติดตัวมาด้วยหรือไม่

ถ้าหากนําติดตัวมาด้วย ต่อให้หลิงฮันตายไปก็ไม่ใช่เรื่องสําคัญ แต่ถ้าหากหลิงฮันไม่ได้นําติดตัวมาด้วย แล้วยันต์ไม้ท้อผูกชะตายังอยู่ในเมืองวิถีโอสถล่ะก็ จะให้เขาทําอย่างไร?

ยิ่งกว่านั้นอสูรเฒ่าเงาโลหิตก็ยังรู้สึกสงสัยด้วยว่าหลิงฮันมีสมบัติบางอย่างซ่อนเอาไว้ เขาจึงตัดสินใจเอาไว้นานแล้วว่า หลังจากที่ได้รับยันต์ไม้ท้อผูกชะตามา เขาจะสังหารหลิงฮันและแย่งชิงวาสนาทั้งหมดของอีกฝ่ายมาครอง ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่เขาจะยอมให้หลิงฮันตายด้วยเงื้อมมือผู้อื่น

“โอ้?” ป้าเยาชะงักเล็กน้อย เฒ่าชราอ่อนแอผู้นี้กล้าโจมตีเขางั้นรึ?

เหอะ ดวงตาของเจ้าเน่าเฟะจนดูไม่ออกรึไงว่าข้าคือใคร?

“รนหาที่ตาย!” ป้าเยาเค้นเสียงคํารามอย่างเย็นชา และผลักฝามือตอบโต้อสูรเฒ่าเงาโลหิต

“ตูมม” คลื่นอัสนีสาดกระจายลากยาวเป็นเส้นแสงราวกับสายธาร ตราประทับแห่งเต๋าอันไร้ที่สิ้นสุดส่องประกายด้วยอํานาจอันน่ายําเกรง

อสูรเฒ่าเงาโลหิตตกตะลึง ถึงแม้เขากับป้าเยาจะเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เหมือนกัน แต่พลังของเขากับอีกฝ่ายกลับแตกต่างกับเกินพรรณนา

ครืนน!

การโจมตีที่ทรงพลังส่งผลให้ร่างกายของอสูรเฒ่าเงาโลหิตสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หมอกโลหิตสาดกระจายออกมาทั่วร่าง พร้อมกับออร่าของเขาได้ลดลงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

อสูรเฒ่าเงาโลหิตมีพลังบ่มเพาะในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่ป้าเยามีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ขั้นสมบูรณ์ เพราะงั้นความต่างในพลังของทั้งสองจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจนํามาเทียบชั้นกันได้!

อสูรเฒ่าเงาโลหิตทรุดตัวลงกับพื้นก่อนที่จะฝันพยายามลุกกลับขึ้นมา เส้นผมสีขาวโพลนบนศีรษะของเขาค่อยๆ หลุดร่วงจนพื้นที่กลางศีรษะกลายเป็นว่างเปล่าราวกับคนหัวล้าน

“อั่ก!” ชายชรากระอักโลหิตออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเส้นผมที่ค่อยๆ หลุดร่วง โลหิตที่ไหลออกมาจากร่างกายของเขาส่องประกายระยิบระยับด้วยอํานาจแห่งอัสนี เนื่องจากการโจมตีของป้าเยารุนแรงจนทะลวงลึกไปถึงไขกระดูกที่อยู่ภายในร่างกายของเขา

ออร่าระดับพลังบ่มเพาะของอสูรเฒ่าเงาโลหิตลดลงฮวบ จากระดับข้าวผ่านต้นกําเนิด แท้ไปยังระดับตําหนักอมตะห้ารากฐาน สีรากฐาน สามรากฐาน จนมาถึงระดับตัดวิญญาณสวรรค์

นี่มันน่าอัศจรรย์เกินไปรึไม่?

แน่นอนว่าไม่เลย ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ขั้นสมบูรณ์มีพลังต่อสู้ที่สามารถสังหารตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ขั้นต้นได้ภายในหนึ่งกระบวนท่า ยิ่งกว่านั้นป้าเยาก็ยังเคยเป็นถึงอดีตผู้สืบทอดของตําหนักเมฆาอัสนีอีกด้วย ยิ่งตอนนี้อสูรเฒ่าเงาโลหิตอยู่ในสภาพบั้นปลายชีวิตด้วยแล้ว พลังต่อสู้ของเขาจึงไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะงั้นมีรึที่จะสามารถต้านทานการโจมตีของป้าเยาได้?

การที่ชายชราไม่ถูกสังหารภายในหนึ่งกระบวนท่า แต่กลายเป็นพลังบ่มเพาะลดอย่างพรวดพราดแทน ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว

พลังบ่มเพาะของอสูรเฒ่าเงาโลหิตลดลงมาถึงระดับตัดวิญญาณหยินขั้นกลางก่อนจะหยุดนิ่ง ซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้ทําให้ชายชราตกอยู่ในสภาวะหวาดผวาอย่างถึงที่สุด

จริงอยู่ที่ระดับพลังนั้นสามารถบ่มเพาะใหม่อีกครั้งได้ แต่ด้วยแก่นพลังชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บอยู่เช่นนี้ คิดว่าเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกกี่ร้อย กี่หมื่นปีกัน?

เกรงว่ายังไม่ทันที่พลังบ่มเพาะของเขาจะกลับไปเป็นระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เขาก็สิ้นชีพไปก่อนนานแล้ว

กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ ถึงแม้ป้าเยาจะไม่ได้สังหารอสูรเฒ่าเงาโลหิต แต่โชคชะตาของชายชราก็ถูกกําหนดไว้แล้วว่าต้องตาย

ร่างของอสูรเฒ่าเงาโลหิตสั่นเครือ ระยะเวลาครบรอบหนึ่งร้อยล้านปีกําลังจะมาถึงในไม่ช้าแล้ว ซึ่งเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกแค่ไม่ถึงร้อยปีเท่านั้น เพราะงั้นมีรึที่เขาจะไม่หวาดกลัว?

ป้าเยามองอสูรเฒ่าเงาโลหิตอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะละสายตากลับ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เหมือนกัน แต่ในสายตาของเขา อีกฝ่ายก็เป็นได้เพียงขยะไร้ค่า ที่เขาไม่จําเป็นต้องลงมือสังหารเองให้เสียเวลา

“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าสิ่งใดกันที่เจ้าซ่อนเอาไว้!” ป้าเยากล่าวในขณะที่จดจ้องไปยังหลิงฮัน

ตอนแรกนั้นเขาไม่ได้คิดจะพูดอะไรไร้สาระกับหลิงฮัน และตั้งใจจะสังหารแย่งชิงสมบัติมาในทันที เพราะอย่างไรหากใช้การตรวจสอบผ่านวิญญาณ ก็ไม่มีความลับใดที่สามารถหลบพ้นอยู่แล้ว แต่ในเมื่อการโจมตีของเขาถูกขัดขวางเอาไว้ได้ ความร้อนรนที่มีในตอนแรกจึงลดลง

“แล้วมันทําไม?” หลิงฮันยิ้มอย่างไม่หวั่นเกรง

“ไม่ว่าสิ่งใดจะอยู่ในตัวเจ้า ตอนนี้มันก็เป็นของข้าแล้ว!” ป้าเยากล่าว และแอบปิดกั้นพื้นที่โดยรอบอย่างเงียบเฉียบ หากไม่ใช่ราชานิรันดร์ที่จงใจใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบล่ะก็ ไม่มีทางเด็ดขาดที่คนนอกจะรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่

ด้วยเหตุนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างถึงอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าไม่คิดเช่นนั้นนะ!”

“เจ้าหนู เจ้าคิดว่าที่นี่คือเมืองวิดีโอสถรึไง?” ป้าเยาเค้นเสียง จริงอยู่ที่ว่าที่นี่มีผู้สืบทอดขุมอํานาจราชานิรันดร์อยู่มากมาย แม้แต่สุดยอดอัจฉริยะอย่างเอี๋ยนเซียนลู่ก็อยู่ที่นี้ด้วย เพราะงั้นเขาจึงไม่กล้าสังหารใครสุ่มสี่สุ่มห้า

แต่กับหลิงฮันน่ะรึ?

อีกฝ่ายเป็นเพียงจอมยุทธตัวจ้อยของเมืองวิถีโอสถเท่านั้น ต่อให้เขาสังหารหลิงฮัน และเมืองวิถีโอสถบุกไปเรียกร้องถึงตําหนักเมฆาอัสนี ใครจะทําอะไรเขาได้?

ช่างน่าขันนัก

หลิงฮันยิ้ม “จริงอยู่ที่ที่นี่ไม่ใช่เมืองวิถีโอสถ และอาจารย์ของข้าก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ เพียงแต่ว่า…ใต้ดวงตะวันนี้สิ่งน่าอัศจรรย์นั้นมีอยู่มากมาย!”

“โอ้ อย่างเช่นอะไรล่ะ?” เป้าเยาเอ่ยถามอย่างไม่แยแส พร้อมกับก้าวเดินเข้าหาหลิงฮัน ถึงแม้ความเร็วในการก้าวเดินของเขาจะไม่เร็ว แต่ทุกๆ ฝีก้าวล้วนแต่แฝงไปด้วยอํานาจแห่งเต๋่ที่กดขี่เพราะงั้นจิตใจรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก

อํานาจของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานจะต้านทานไหว

ป้าเยาจงใจเดินอย่างเชื่องช้า เพราะในเมืองวิดีโอสถก่อนหน้านี้เขาถูกปรมาจารย์จื่อเฉิงขับไล่จนต้องเสียหน้าอย่างแรง ถึงแม้สิ่งที่เขาทําอยู่ในตอนนี้จะไม่สามารถแก้แค้นปรมาจารย์จื่อเฉิงได้ แต่หลิงฮันก็เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ความรู้สึกเจ็บปวดของเขาจึงบรรเทาลงบ้างไม่มากก็น้อย

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

การก้าวเดินแต่ละครั้งของเขา ส่งผลให้สีหน้าของผู้คนมากมายแสดงออกถึงความรู้สึกกระอักกระอ่วน ราวกับจิตใจจะระเบิดออกมา

“ช่างน่ารังเกียจนัก!” ฮูหนิวเกรี้ยวกราดและส่งเสียงคํารามใส่ป้าเยา “นอกจากจะบังอาจปองร้ายหลิงฮันของหนิวแล้ว เจ้ายังทําให้หนิวรู้สึกกระอักกระอ่วนอีก เจ้าต้องตาย!”

แน่นอนว่าป้าเยาไม่เก็บคําข่มขู่ของฮูหนิวมาใส่ใจ เขาทําเพียงยิ้มและมองไปยังฮูหนิวด้วยแววตาชั่วร้ายเล็กน้อย

ในช่วงที่ติดอยู่ในระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้เป็นเวลานาน เขาได้มีงานอดริเรกเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกับบุรุษหรือสตรี

เด็กสาวตรงหน้านี้นอกจากจะงดงามแล้วยังดูบริสุทธิ์มากอีกด้วย ถึงแม้นิสัยของนางจะดูปาเถื่อนอยู่บ้าง แต่มีรึที่เขาจะสน?

“โอ้ ข้าจะตายงั้นรึ?” ป้าเยาส่ายหัว “ข้าไม่เชื่อ!”

“แต่ข้าว่าเจ้าควรเชื่อนะ!” เสียงอันเย็นชาที่แฝงไปด้วยจิตสังหารดังขึ้นด้านหลังป้าเยา

ตอนที่ 1929 นักปรุงยาจะทรงพลังขนาด นี้ได้อย่างไร?

เอี๋ยนเซียนลู่ก้าวเดินออกมา เสื้อคลุมของเขาสยายตามสายลมอย่างองอาจ แม้ใบหน้าของเขาจะไม่ได้หล่อเหลาจนน่าหลงใหล แต่กลิ่นอายรอบตัวเขาก็น่ายําเกรงจนผู้คนโดยรอบต้องเกิดความรู้สึกเคารพ

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ แต่คนที่เป็นคู่ต่อสู้กับเอี๋ยนเซียนลู่ กลับแบกเด็กสาวผู้หนึ่งเอาไว้บนร่างกายอย่างน่าขบขัน

นี่เจ้าตั้งใจจะสู้จริงๆ รึเปล่า?

ใบหน้าของอู๋เซียนลู่มืดมนอย่างมาก แต่เดิมแผนการของเขาถูกวางเอาไว้ดีอยู่แล้วแท้ๆ การที่เขารวบรวมเหล่าอัจฉริยะมากมายมาก็เพื่อเปิดวาสนาราชานิรันดร์ ตามแผนแล้ว เมื่อเขาเป็นคนแรกที่ได้รับวาสนาจากแผ่นหินราชานิรันดร์ กายหยาบของเขาก็จะถูกยกระดับขึ้นและสามารถไปแย่งชิง แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีในเขตแดนลี้ลับได้

หากได้ครอบครองแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ในระดับพลังเดียวกันเขาจะจําเป็นต้องหวาดกลัวใครอีก?

เพียงแต่แผนการที่วางเอาไว้กลับฟังตั้งแต่เริ่ม แผ่นหินราชานิรันดร์ถูกฮูหนิวแย่งไปครอบครอง ซึ่งหากไม่ใช่เพราะหลิงฮันล่ะก็ มีรีที่นางจะมาปรากฏตัวที่นี่?

ความแค้นเดิม เมื่อผสานรวมกับความแค้นใหม่ ได้ส่งผลให้เอี๋ยนเซียนลู่เกลียดชัง “คนถ่อยอย่างหลิงฮันมากยิ่งขึ้น

อู๋เซียนลู่ยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าและเค้นเสียงในลําคอ ครืนน คลื่นอากาศโดยรอบสั่นสะเทือนและก่อตัวรวมกับเป็นดาบยาวมาปรากฏในมือของเขา ด้วยการหักเหของแสง ดาบที่สร้างจากคลื่นอากาศเล่มนี้จึงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

หลิงฮันยิ้ม เนื่องจากแขนข้างหนึ่งของเขาแบกฮูหนิวเอาไว้อยู่ เขาจึงใช้แขนอีกข้างยื่นไปด้านหน้าและรวบนิ้วทั้งสี่เข้าหากัน เหลือไว้เพียงนิ้วโป้งนิ้วเดียวที่ชี้เข้าหาอู๋เซียนลู่

“เข้ามา!” เขียนลูกวัดแกว่งดาบ “พรึบ” ทันใดนั้นเองท้องฟ้าก็ส่องแสงเจิดจ้า ราวกับสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากําลังสั่นสะเทือน

หลิงฮันยังคงยืนนิ้วค้างเอาไว้ คลื่นดวงดาราหลายร้อยล้านดวงภายในร่างกายของเขาส่องประกายพร้อมกัน และรวมตัวกันเป็นอํานาจแห่งเต๋อยู่บนปลายนิ้ว เมื่อเขาดันนิ้วออกไป อํานาจแห่งสวรรค์และปฐพีก็สั่นสะท้านตอบรับ แปรเปลี่ยนกลายเป็นมังกรและนกวิหคเพลิง

มังกรและวิหคเพลิงเต้นรําและพุ่งทะยานเข้าปะทะกับคลื่นดาบ

ตูม!

ทันทีที่คลื่นดาบกับมังกรและวิหคเพลิงเข้าปะทะกัน คลื่นพลังอันสว่างไสวก็ระเบิดออกมาราวกับดวงตะวัน ที่กําลังส่องสว่างไปทั่วพิภพ

เมื่อคลื่นพลังสลายไป หลิงฉันกับเอี๋ยนเซียนลู่ก็ยังคงยืนตรงข้ามกันเช่นเดิม โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครล่าถอยหรือได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

อะไรกัน!

ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ทุกคนต่างรู้สึกตกตะลึง

หลิงอันมีพลังต่อสู้ที่เทียบเคียงอู๋เซียนลู่ได้งั้นรึ?

เหลือเชื่อ อู๋เซียนลู่เป็นถึงจักรพรรดิเชียวนะ!

ระดับห้านิพพานคือขั้นพลังที่ยากจะบรรลุได้ ทั่วทั้งอาณาเขตสวรรค์ไท่อันที่มีขุมอํานาจราชานิรันดร์อยู่นับร้อย ขุมอํานาจที่เป็นราชานิรันดร์ระดับห้าขึ้นไปนั้นมีเพียงราวๆ ยี่สิบขุมอํานาจเท่านั้น ซึ่งภายในขุมอํานาจอันน้อยนิดนั่น จะมีอัจฉริยะสักกี่คนที่มีศักยภาพระดับจักรพรรดิ?

หากนับเพียงแคในหมู่จอมยุทธระดับโลกียนิพพาน อัจฉริยะที่มีศักยภาพเช่นนั้นมีเพียงสามคนเท่านั้น

ทุกคนเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทําไมหลิงยันถึงกล้าทําตัวโอหัง เมื่อเป็นถึงจักรพรรดิแล้วแน่นอนว่าเขาย่อมไม่จําเป็นต้องยําเกรงใคร

แต่ประเด็นก็คือเจ้าเป็นนักปรุงยาไม่ใช่รึไง นักปรุงยาจะเป็นจักรพรรดิที่ทรงพลังได้อย่างไร?

บ้าชัดๆ!

สายตาของอู่เซียนสู่ส่องประกาย เขาไม่ได้รู้สึกริษยาหรือรังเกียจหลิงอันที่เป็นจักรพรรดิเหมือนกันแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้ามเลยจิตวิญญาณสู้รบของเขาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม แถมยังเกิดความรู้สึกโล่งใจ

อาณาเขตสวรรค์ไท่อันนั้นอ่อนแอเกินไป จึงจําเป็นต้องมีอัจฉริยะศักยภาพระดับจักรพรรดิเพิ่มขึ้นอีกจํานวนมาก ไม่ใช่นั้นหากในอนาคต ดินแดนแห่งเซียนมีสงครามที่รุนแรงเกิดขึ้น อาณาเขตสวรรค์ไท่อันที่อ่อนแออาจจะถูกขุมอํานาจจากอาณาเขตอื่นรุกรานได้

“ยอดเยี่ยม!” เซียนสู่คํารามเสียงเบา “ข้าคิดว่าเจ้าเป็นเพียงพวกหยิ่งทะนงเท่านั้น แต่ดูเหมือนข้าจะคิดผิดสินะ ต้องขออภัยด้วย”

หลิงฮันยิ้มและกล่าวตอบ “ตอนแรกข้าก็คิดว่าพี่ชายเอี๋ยนเป็นพวกอวดดีเช่นกัน แต่ตอนนี้ข้าคงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อท่านใหม่แล้ว”

ทั้งสองมองหน้ากันและเผยรอยยิ้ม

จํานวนของจักรพรรดินั้นมีอยู่น้อยนิด เพราะงั้นแต่ละคนนอกจากจะเป็นคู่ต่อสู้กันแล้ว ยังสามารถเป็นสหายต่อกันด้วย

“หลิงฮัน ไม่ต้องไปเสียเวลาพูดคุย รีบๆ ทุบตีเขาได้เสร็จเร็วเข้า หนิวอยากจูบเจ้าจะแย่แล้ว!” ฮูหนิวคล้องแขนที่คอหลิงฮันและกล่าวออกมาอย่างไม่มีความเขินอาย

หลิงฮันยักไหล่และกล่าว “พี่ชายเอี๋ยน มาแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันสิบกระบวนท่า”

มุมมองที่เขามีต่อเอี๋ยนเซียนลู่เปลี่ยนไปมาก เพราะงั้นเขาจึงไม่คิดจะโค่นอีกฝ่ายเพื่อใช้เป็นหินรองเท้าอีกต่อไป

“ตกลง สิบกระบวนท่าตามที่เจ้าว่า” เอี๋ยนเซียนลู่พยักหน้า

เขาเป็นคนที่ยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีก็จริง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วย หากเป็นราชาในหมู่ราชาหรือราชาทั่วไปมีรึจะทําให้เขายอมรับได้? มีแค่อัจฉริยะในระดับจักรพรรดิเหมือนกันเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติพอจะยืนหยัดทัดเทียมกับเขา

หลิงฮันลงมือ เขาพุ่งทะยานร่างปลดปล่อยการโจมตีราวกับคลื่นแสง ทางด้านของเอี๋ยนเซียนลู่ก็ไม่อ่อนข้อ และทําการโจมตีตอบโต้หลิงชั้น

“ตูม ตูม ตูม ปัง ปัง ปัง”

ทั้งคู่ไม่มีใครออมมือ ต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยทักษะนิรันดร์ออกมา เพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งที่สุด

สิบกระบวนท่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนหยุดมือพร้อมกันและเผยรอยยิ้ม

นี่คือการแสดงสายสัมพันธ์ระหว่างบุรุษ

“ลงเขากันเถอะ!”

ทุกคนเดินเคียงบ่ากันลงจากยอดเขา เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งกีดขวางอีกแล้ว ความเร็วของพวกเขาจึงไม่เชื่องช้า เพียงแค่ระยะเวลาสิบวันพวกเขาก็มาถึงตีนเขา

“กะ กะ กะ เจ้าหนู เจ้าคิดว่าจะหนีจากเงื้อมมือของข้าได้?” ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันแปลกประหลาด ชายผู้นี้ได้ปรากฏตัว “ครืนนน” แรงกดดันอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ขยายไปทั่วสวรรค์สามสิบสามชั้น

ร่างของเหล่าอัจฉริยะทุกคนสั่นสะท้าน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นราชาในหมู่ราชา หรือจักรพรรดิ แต่พลังของพวกเขาก็ถูกจํากัดอยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น ต่อให้จักรพรรดิในระดับโลกียนิพพานจะสามารถต่อกรกับตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ ชายชราผู้นี้ก็ไม่ใช่ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้

ถึงแม้ทุกคนจะตกตะลึง แต่ก็ไม่มีใครเลยที่รู้สึกหวาดกลัว

สถานที่แห่งนี้คืองานรวมตัวที่จัดขึ้นโดยเอี๋ยนเซียนลู่ ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังเอี๋ยนเซียนลู่ก็คือราชานิรันดร์ระดับแปด

หากชายชราผู้นี้ลงมือจริง ราชานิรันดร์จะต้องปรากฏตัวและบดขยี้เขากลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา

หลิงฮันหรี่ตาและกล่าว “อสูรเฒ่าเงาโลหิต!”

“เจ้าหนู ข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆ ข้าคิดว่ากว่าเจ้าจะนํายันต์ไม้ทอผูกชะตามาให้ข้าได้ คงใช้เวลานับสิบล้านปี ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เจ้าก็ทําภารกิจของข้าสําเร็จแล้ว เอาล่ะ รีบๆ ส่งของมาให้ข้าได้แล้ว!” อสูรเฒ่าเงาโลหิตกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ทุกคนล้วนแต่หวาดกลัวความตาย โดยเฉพาะกับคนที่ยืนอยู่ในจุดที่สูงส่ง

อสูรเฒ่าเงาโลหิตได้รับผลกระทบจากบาปเคราะห์แห่งสวรรค์มาแล้ว หากเขาต้องรับบาปเคราะห์แห่งสวรรค์อีกครั้ง ชีวิตของเขาจะต้องดับสูญเป็นแน่ เพราะงั้นเขาจึงโหยหายันต์ไม้ท้อผูกชะตาเป็นอย่างมาก

หลิงฮันยักไหล “ขอโทษด้วย แต่ข้าใช้มันไปแล้ว”

“ชะ ใช้ไปแล้ว!” อสูรเฒ่าเงาโลหิตชะงัก ปฏิกิริยาแรกของเขาหลังจากที่ได้ยินคือ การปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง

ศีรษะของเขาสั่นสะท้าน ก่อนจะกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าหนู เจ้ากล้าหลอกลวงขาเช่นนี้ หรือว่าเจ้าอยากตายงั้นรึ?”

ดวงตาของเขาอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง

“พรึบ เพียงแต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวอย่างไม่ให้ลุ้มให้เสียง และผลักฝ่ามือเข้าใส่หลิงฮัน คลื่นอํานาจแห่งอัสนีอันไร้ที่สิ้นสุด ระเบิดพลังทําลายล้างน่าสะพรึงกลัวออกมา

ป้าเยา!

เขารอคอยหลิงขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะงั้นเมื่อเห็นหลิงขั้นปรากฏตัวจึงรีบลงมือทันที เขาไม่ได้ต้องการยันต์ไม้ท้อผูกชะตาจากหลิงฮันเหมือนกับอสูรเฒ่าเงาโลหิต เขาจึงคิดสังหารหลิงฮันและแย่งชิงสมบัติมาโดยตรง

ตอนที่ 1928 เพียงแค่นักปรุงยา

“พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ มีกระบวนการถือกําเนิดที่ซับซ้อน ในระหว่างขั้นตอนการกําเนิดของมัน มันถูกเปลวเพลิงที่รุนแรงแผดเผา และถูกทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ผ่าเข้าใส่” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว

“ในตอนที่พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธสิ้นสุด มันให้กําเนิดต้นกล้าพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธออกมาอีกมากมาย ซึ่งต้นกล้าเหล่านี้จะคงสภาพอยู่ได้ในช่วงเวลาหนึ่งและเหี่ยวเฉาไป”

“ ต่อให้ไม่ถูกพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธเลือก แต่เพียงแค่ได้ครอบครองต้นกล้าที่เที่ยวเฉาของมัน ก็สามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจในอํานาจแห่งกฏเกณฑ์ได้อย่างมหาศาลแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนที่ตอนแรกไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรมาก ก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

การจะได้ทําให้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพียอมรับได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยทั่วไปแล้วมีเพียงราชานิรันดร์เท่านั้นที่สามารถทําได้ เพราะงั้นเพียงแค่ต้นกล้าที่เที่ยวเฉาของพฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ ก็ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่แม้แต่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ก็ยังต้องบ้าคลั่ง!

“หลิงฮัน เจ้าอยากได้รึเปล่า? ” ฮูหนิวกอดแขนหลิงฮันและเอ่ยถาม “หนิวจะแย่งชิงมาให้เอง!

หลิงฮันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เพียงแค่นึกถึงการเดินทางกับฮูหนิว เขาก็รู้สึกได้ถึงความสนุก ที่เอ่ยเป็นคําพูดออกมาไม่ได้แล้ว

“ข้าขอเข้าร่วมด้วย! ”

“ข้าเองก็เช่นกัน!”

ภายในพริบตา คนมากมายก็ขอเสนอตัวเข้าร่วมกลุ่มกับอู๋เซียนลู่

ทางด้านของซานจี้ถงและเหลาซง ถึงแม้ทั้งสองจะรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ พวกเขาถึงไม่เอ่ยขอเข้าร่วมด้วยตัวเอง แต่รอให้เอี๋ยนเซียนลู่เป็นฝ่ายเชิญชวน

อู๋เซียนลู่เมินเฉยทุกคนอย่างสิ้นเชิง ค่ายกลที่เขามีสามารถทําให้พลังของคนสิบคนซ้อนทับกันได้ถึงสิบเท่า ซึ่งทั้งสิบคนจะต้องแบกรับแรงกดดันอันมหาศาล หากคนที่เข้าร่วมกลุ่มไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งพอ เกรงว่ายังไม่ทันจะได้ต่อกรกับศัตรู คนในกลุ่มก็คงร่วงหมดแรงไปก่อนแล้ว

หลังจากใช้เวลาครู่หนึ่ง อู๋เซียนลู่ก็คัดเลือกคนมาได้หกคน

ซานจี้ถงและเหลาซงเผยสีหน้าภาคภูมิใจออกมา ที่เอี๋ยนเซียนลู่เป็นฝ่ายเชิญชวนพวกเขาก่อน

“แม่นาง เจ้าสนใจเข้าร่วมกับข้ารึไม่? ” เอี๋ยนเขียนลู่กล่าวชวนฮูหนิว

“หนิวไม่ต้องการ!” ฮูหนิวมองไปยังเอี๋ยนเซียนลู่ด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “บังอาจคิดไม่ดีกับหนิวงั้นรึ หนิวจะตัดหัวสุนัขของเจ้าไปให้สุนัขกิน! ”

เอี๋ยนเซียนอู่ทําให้เพียงยอมรับความอัปยศ จากการถูกปฏิเสธแบบไม่ใยดี

เพียงแต่ฮูหนิวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก บางทีนางอาจจะไม่ได้อ่อนแอไปกว่าซื๋อซิวเหวินเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ไม่ต้องพึ่งพาค่ายกลนางก็คงสามารถเอาชนะซื๋อซิวเหวินได้ ยิ่งกว่านั้นฮูหนิวก็ยังเป็นคนของอาณาเขตสวรรค์ไท่อันด้วย ต่อให้พวกเข้าร่วมกลุ่มกับเขาก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

“อาจารย์กล่าวเอาไว้ว่า โอกาสในครั้งคือวาสนาของทุกคนในอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน เพราะงั้นพวกเขาทุกคนจึงสามารถเข้าร่วมได้ แต่หลังจากที่เข้าไปยังเขตแดนลี้ลับแล้ว ข้าหวังว่าทุกคนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากศัตรูของเราคือ อาณาเขตสวรรค์กว่างลัง! ”

เอี๋ยนเซียนสู่กล่าวต่อทันที “หากข้าพบเจอใครที่ขัดแข้งขัดขากันเองในเขตแดนลี้ลับ ในอนาคตก็อย่าได้หาว่าข้าเสียมารยาท”

“อืม! ” ทุกคนพยักหน้า

เอี๋ยนเซียนลู่เองก็พยักหน้าตอบ เพียงแต่การที่ศูหนวปฏิเสธเข้าร่วมกลุ่มของเขานั้น ทําให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อยจริงๆ หากจอมยุทธที่ทรงพลังเช่นนั้นเข้าร่วมกลุ่มด้วยล่ะก็ โอกาสที่จะคว้าชัยชนะมาได้ก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล เพียงแต่เมื่อเห็นว่าฮูหนิวนั้นตัวติดกับหลิงฮันขนาดไหน เขาจึงลองตัดสินใจเปลี่ยนแผนดู

“หลิงฮัน ในที่สุดเราก็ได้พบกัน” อู๋เซียนลู่กล่าวและยิ้มเล็กน้อย

หลิงฮันพยักหน้า “ข้าได้ยินชื่อเสียงของพี่ชายเอี๋ยนมานานแล้ว ซึ่งพี่ชายเอี๋ยนก็ไม่ทําให้ข้าผิดหวังจริงๆ ”

“ฮึ่ม” เมื่อได้ยินคําพูดของหลิงฮัน ทุกคนก็สูดหายใจลึกทันที “เจ้าช่างปากกล้าอะไรอย่างนี้

เจ้าที่เป็นคนของศาสตร์ปรุงยา กล้าพูดอะไรบ้าบินเช่นนี้ได้อย่างไร?

เอี๋ยนเซียนลู่ไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ถึงแม้จ้าวซึ่งเพิ่งจะไม่ได้ถูกหลิงฮันสังหารโดยจริง แต่การตายของอีกฝ่ายก็เกี่ยวข้องกับหลิงฮัน

เพียงแต่ว่าหลิงขั้นนั้นยังเยาว์วัยเป็นอย่างมาก นอกจากพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาจะน่าอัศจรรย์แล้ว ศักยภาพในศาสตร์วรยุทธก็ถือว่ายอดเยี่ยม เพราะงั้นเขาจึงต้องการเชิญชวนหลิงฮันให้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับตน

ในมุมมองของเขา หากถูกราชาในหมู่รุ่นเยาว์ของอาณาเขตสวรรค์ไท่อัน อย่างเขาเชิญชวนล่ะก็ หลิงฮันจะต้องยอมตกลงในทันทีแน่นอน

“เจ้าสนใจร่วมกลุ่มกับข้ารึไม่? ” เขาพยายามสงบอารมณ์และเอ่ยถาม พร้อมกับชาเลืองมองไปยังฮูหนิว

หลิงฮันยิ้ม “งั้นก็มาสู้กัน หากข้าชนะ ต้องเป็นพี่ชายเอี๋ยนที่เป็นฝ่ายเข้าร่วมกับข้า! ”

เอี๋ยนเซียนไม่แสดงท่าที่โมโหใๆ ในความคิดของเขาตอนนี้ หลิงฮันเป็นเพียงคนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น เพราะงั้นเขาจึงไม่ต้องเก็บคําพูดของอีกฝ่ายมาใส่ใจ เขากล่าวตอบ “แล้วถ้าเจ้าแพ้ล่ะ?”

“ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าก็จะปัดกันไปจากที่นี่” หลิงฮันยิ้ม

เอี๋ยนเซียนลู่ถลึงตามอง นี่เจ้าจะเอาแต่ใจเกินไปหน่อยรึเปล่า?

ใบหน้าของเขากลายเป็นมืดมน และต้องการจะสั่งสอนหลิงฮัน “ตกลง งั้นก็มาแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันสองกระบวนท่า”

หลิงฮันลูบหลังฮูหนิวเพื่อสื่อว่าให้นางขยับตัวถอยไป

“ไม่เอา สู้ไปทั้งๆที่ให้หนิวเกาะไปแบบนี้ก็ได้! ” ฮูหนิวรัดแขนหลิงฮันไม่ปล่อย นางไม่ต้องการแยกห่างจากหลิงฮันแม้แต่วินาทีเดียว

หลิงฮันครุ่นคิด ก่อนจะเดินขึ้นไปทั้งๆแบบนี้

เมื่อระดับพลังบรรลุมาถึงขนาดนี้แล้ว อย่าว่าแต่คนเพียงคนเดียวเกาะแขนเลย ต่อให้มีคนนับหมื่นมากอดรั้งก็ไม่ได้ทําให้พลังต่อสู้ลดลงไปแม้แต่น้อย ในเมื่อฮูหนิวร้องขอแบบนี้ เขาเองก็ไม่อยากขัดคําขอเล็กๆน้อยๆของนาง

“เข้ามา! ” หลิงฮันกวักนิ้วไปยังเอี๋ยนเซียนลู่

นี่คือสภาพของคนที่กําลังท้าทาย ตัวตนระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่งั้นรึ? ช่างประมาทอะไรอย่างนี้

เอี๋ยนเซียนลู่ไม่กล้าประมาท เขารู้จักความแข็งแกร่งของฮูหนิวดี หากนางลงมือช่วยล่ะก็ โอกาสที่เขาจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อมมีสูงมาก

ตอนที่ 1927 พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ

หลิงฮันเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที พลังของเอี๋ยนเซียนลู่นั้นไม่ได้เป็นที่กังขาเลย แต่กลับถูกใครบางคนที่มีความแข็งแกร่งเพียงอันดับเก้าโค่นลงได้งั้นรึ?

อย่างที่รู้กันว่าอู๋เซียนลู่เป็นที่รู้จักกันในนามของตัวตนระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่งมาตลอด ต่อให้เขาทะลวงผ่านเป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณก็คงจะอีกไม่นานที่เขาจะถูกเรียกว่าตัวตนอันดับหนึ่งภายใต้ระดับตําหนักอมตะ

“พี่ชายเอี๋ยน อาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งในปัจจุบันนี้ แข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวรึ?” เหลาซงอดไม่ได้ที่จะเปิดปากเอ่ยถาม

ดินแดนแห่งเซียนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินไป เพียงแค่อาณาเขตสวรรค์ไม่อันก็ต้องใช้เวลาพันล้านปีในการออกเดินทางสํารวจแล้ว ซึ่งอัจฉริยะทุกคนที่ถูกเรียกตัวมาในที่แห่งนี้ ใครบ้างที่มีอายุเกินกว่าพันล้านปี?

สําหรับอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งนั้น พวกเขาเพียงแค่เคยได้ยินชื่อเท่านั้น

เอี๋ยนเซียนลู่พยักหน้า “เป็นความจริง”

“พี่ชายเอี๋ยน หรือที่ท่านเรียกพวกเรามาที่นี่ก็เพื่อต้องการต่อกรกับอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง? ” ใครบางคนเอ่ยถาม เมื่อได้ยินเรื่องที่เอี๋ยนเซียนลู่เล่าทุกคนก็พอคาดเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้

เอี๋ยนเซียนลู่ส่ายหัว ก่อนจะพยักหน้า “ทั้งใช่และไม่ใช่”

เขากล่าวต่อ “เมื่อราวๆ หนึ่งร้อยล้านปีก่อน อาจารย์ของข้าได้ค้นพบเขตแดนลี้ลับแห่งหนึ่งที่อํานาจแห่งสวรรค์และปฐพี่กําลังก่อตัวอยู่ ซึ่งพร้อมกันนั้น แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นกัน แถมยังใกล้จะเติบโตเต็มที่แล้วด้วย”

อู๋เซียนลู่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง และหันมองใบหน้าของทุกคนที่กําลังสูดหายใจลึก

แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่นั้น กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดจากสวรรค์และปฐพี ที่แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ต้องหวั่นไหว เนื่องจากมันสมบัติประเภทนี้สามารถช่วยย่นระยะเวลา การฝึกฝนอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างมหาศาล

ยิ่งกว่านั้นอํานาจของแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีก็ยังสามารถช่วยยกระดับพลังต่อสู้ได้ด้วย เพียงแต่พลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้นเท่าไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับวาสนา เนื่องจากแม้อํานาจแก่นกําเนิดจะมีพลังระดับราชานิรันดร์ แต่พลังของมันก็อาจจะเป็นเพียงราชานิรันดร์ระดับหนึ่งเท่านั้น หรือโชคดีก็อาจจะเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับเก้า

จากที่กล่าวมาจึงเป็นเหตุผลว่า ทําไมการได้รับอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี ในระดับโลกียนิพพานจึงเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก

“เนื่องจากแก่นกําเนิดนิรันดร์นี้กําลังอยู่ในกระบวนการก่อตัว อาจารย์จึงไม่ได้เก็บเกี่ยวในทันที นอกจากนั้นอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ก็ยังน่าสะพรึงกลัว มากด้วย นอกจากราชานิรันดร์ระดับเก้าแล้ว ตัวตนระดับราชานิรันดร์ระดับแปดลงไป จะถูกอํานาจแห่งสวรรค์และปฐพีกดขี่อย่างรุนแรง”

“ไม่ใช่แค่ราชานิรันดร์เท่านั้น แต่ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ ระดับตําหนักอมตะ หรือระดับแบ่งแยกวิญญาณก็ไม่สามารถเข้าไปได้เช่นกัน ราวกับว่าสวรรค์และปฐพี ยินยอมมอบวาสนานี้ให้กับจอมยุทธระดับโลกียนิพพานเท่านั้น”

เมื่อเอี๋ยนเซียนลู่กล่าวประโยคนี้ออกไป สีหน้าของทุกคนก็แสดงออกถึงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด แม้แต่เหลาซงกับซานจี้ถงเองก็ยากจะปกปิดสีหน้าของตนเอง

“พี่ชายเอี๋ยน เรื่องราวมันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกสินะ? ” หลิงฮันกล่าว หากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ตรงหน้าเพียงเอื้อมล่ะก็เอี๋ยนเซียนลู่จะนําเรื่องนี้มาเล่าให้พวกเขาฟังทําไม

ยิ่งกว่านั้น เหตุใดเขาถึงต้องเอ่ยถึงอาณาเขตสวรรค์กว่างลงด้วย?

เหล่าอัจฉริยะในที่นี้ไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าทุกคนย่อมตระหนักถึงเรื่องนี้

เอี๋ยนเซียนลู่พยักหน้าช้าๆ “ถูกแล้ว อาณาเขตสวรรค์กว่างลังเองก็พบเขตแดนลี้ลับแห่งสวรรค์และปฐพีแห่งนี้เหมือนกัน เพราะงั้นเมื่อใดที่เขตแดนลี้ลับเปิดออก อาณาเขตสวรรค์กว่างลงจะกลายเป็นศัตรูของพวกเรา”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป

ก่อนหน้านี้เอี๋ยนเซียนลู่เพิ่งบอกไปเองว่า แม้แต่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานที่แข็งแกร่งเป็นอันดับเก้าของอาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งก็สามารถโค่นล้มเขาได้ ต่อให้อู๋เซียนลู่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับที่สิบ อาณาเขตสวรรค์กว่างลังก็ยังมีสัตว์ประหลาด ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่อีกหลายคนอยู่ดี

การจะเอาชนะพวกเขาคือภารกิจที่ไม่มีทางเป็นไปได้!

“เพราะเหตุนั้นพวกเราจึงต้องร่วมมือกัน” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว “ข้าได้ศึกษาค่ายกลสําหรับสิบคนเอาไว้แล้ว ภายใต้อํานาจของค่ายกล พลังต่อสู้ของทุกคนจะซ้อนทับกัน จน แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า! ”

ซ้อนทับกันถึงสิบเท่า!

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที ต่อให้ซื๋อซิวเหวินผู้นั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเด็ดขาดที่จะแข็งแกร่งกว่าอู๋เซียนลู่ถึงสิบเท่า แม้แต่อัจฉริยะที่ทรงพลังที่สุดของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งก็เช่นกัน

“พี่ชายเอี๋ยน หลังจากได้รับแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีมาแล้ว พวกเราจะแบ่งกันอย่างไร? ” ใครบางคนเอ่ยถาม เนื่องจากอู๋เซียนลู่ ซานจี้ถง และเหลาซงนั้นเป็นถึงจักรพรรดิในระดับโลกียนิพพานของพวกเขา ใครจะแย่งชิงวาสนากับทั้งสามได้?

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าการจะได้แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีมาครอบครองจ้องทําอย่างไร? มันจะเป็นผู้เลือกนายด้วยตัวเอง หากไม่มีใครเลยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมันก็หนีหาย ไป ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่พวกเราจะใช้กําลังฝืนกําราบมันได้”

“เพราะงั้นพวกเราแค่แย่งชิงโอกาส ในการครอบครองอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีมาก็พอ ส่วนวาสนาจะตกเป็นของใครนั้น ก็ให้อํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเลือกเอง”

หลิงฉันกล่าวแทรก “พี่ชายเอี๋ยน จากที่เล่ามานานสองนาน แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีที่ว่าเป็นอํานาจแก่นกําเนิดแบบใดงั้นรึ? ”

ตัวเขานั้นมีอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี คือแก่นกําเนิดพลังธาตุเพลิงและธาตุวารอยู่แล้ว ถ้าหากอํานาจแก่นกําเนิดที่อู๋เซียนลู่เล่ามาเป็นแก่นกําเนิดพลังธาตุเดียวกัน ถึงแม้พลังต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็คงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่

หอคอยน้อยเคยกล่าวเอาไว้ว่า ให้เขาพยายามรวบรวมแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีให้ได้มากที่สุดก่อนระดับราชานิรันดร์ เพื่อที่หลังจากทะลวงผ่านระดับราชานิรันดร์ไปแล้ว ขั้นพลังที่เขาจะบรรลุได้สูงสุดก็จะเพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีที่ว่า เป็นธาตุอื่นนอกจากวารีและเพลิงล่ะก็ เขาจะพยายามแย่งชิงมันมาให้ได้แน่นอน แต่าหากไม่ใช่ความกระตือรือร้นของเขาก็คงจะลดลงมากทีเดียว

นอกจากนั้นก็อย่างที่อู๋เซียนลู่ว่า อํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครอบครองก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ามันต้องการติดตามมาด้วยตัวเองหรือไม่

ในร่างของหลิงฮันมีอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ถึงสองแล้ว ถ้าหากอํานาจแก่นกําเนิดที่สามยังเป็นธาตุเพลิงหรือวารีอีก โอกาสที่มันจะเลือกหลิงฮันเป็นนายก็แทบจะเท่ากับศูนย์

เอี๋ยนเซียนลู่มองไปยังหลิงฮัน เขาไม่แยแสในพลังของหลิงฮันเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เขาหวาดกลัวคือฮูหนิวที่หลงใหลในตัวหลิงฮันจนโงหัวไม่ขึ้นต่างหาก

ความแข็งแกร่งของฮูหนิว ทําให้เขานึกว่าสัตว์ประหลาดที่ท้าทายสวรรค์เหล่านั้น

อู๋เขียนลู่กล่าวตอบ “อํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีนี้คืออํานาจแก่นกําเนิดธาตุพฤกษา ที่เรียกว่า พฤกษาอสนีบาตเพลิงพิโรธ”

น่าแปลกนัก ในเมื่อมันเป็นอํานาจแก่นกําเนิดธาตุไม้ แต่เหตุใดมันถึงเรียกว่า อสนีบาตเพลิงพิโรธกัน?

ตอนที่ 1926 เหนือฟ้ายังมีฟ้า

หุบปาก!

มีคนที่กล้าพูดว่าหุบปากใส่เอี๋ยนเซียนลู่ด้วยงั้นรึ?

“ฮึ่ม” ทุกคนสูดหายใจลึก และเผยสีหน้าตกตะลึง

ไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่มีถึงสองคน

ที่ทําให้ทุกคนประหลาดใจมากกว่านั้นก็คือ แม้จะถูกตะคอกใส่เช่นนั้น อู๋เซียนลู่ก็ไม่แสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายทําเพียงส่ายหัวด้วยสีหน้าหมดหนทาง

ต้องเป็นแบบนั้นต้องเป็นเพราะว่าอู๋เซียนลู่ถือคติ บุรุษที่ดีย่อมไม่ทําร้ายสตรีเป็นแน่

เพียงแต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคิดเช่นนั้น ใครหลายคนมองไปยังฮูหนิว และจําได้ว่าพวกเขาไม่เคยพบเห็นสตรีผู้นี้มาก่อน ซึ่งหมายความว่านางไม่ได้รับการเชิญชวนจากอู๋เซียนลู่

ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่อู๋เซียนลู่ก็ยังไม่เกรี้ยวกราดกับนาง นั่นหมายความว่าอย่างไรน่ะ?

“นางคือ สตรีปีศาจตนนั้น!”

ใครบางคนจดจําฮูหนิวได้ เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ถูกฮูหนิวแซงหน้า ในขณะที่กําลังไต่เขา

พริบตานั้นเอง ผู้คนอย่างน้อยสิบคนก็จดจ้องสายตาไปที่ฮูหนิวด้วยความโกรธ

ถึงแม้ฮูหนิวจะเป็นสตรีที่มีความงดงามล่มเมือง แต่เสน่ห์ของนางก็แตกต่างกับของจักรพรรดินีอย่างสิ้นเชิง

จักรพรรดินีเป็นสตรีที่มีเสน่ห์น่าเกรงขามและดูสูงส่ง ผู้ชมมากมายใต้ดวงตะวันล้วนแต่ยินยอมที่จะศิโรราบต่อนาง แต่ฮูหนิวนั้นไม่ใช่แบบนั้น นางมีนิสัยที่ป่าเถื่อนและหยาบคาย เหมือนกับเด็กที่ยังไม่โต

ฮูหนิวแยกเขี้ยวราวกับเสือดาวเพศเมียที่กําลังเกรี้ยวกราด “ทําไม พวกเจ้าอยากปะทะรึไง?”

ใครหลายสิบคนเกรี้ยวกราดยิ่งไปกว่าเดิม เจ้าเป็นคนทําให้ร่างความทรงจํามากมายมาเหยียบย่ำพวกข้าก่อนแท้ๆ แต่ยังกล้าพูดจาเช่นนั้นงั้นรึ?

“ฮ่าๆ ทุกคนอย่าได้มีโทสะกันไปเลย!” อู๋เซียนลู่ลุกขึ้นยืนและผายมือออกไปด้านหน้า “ยังไงก็มาฟังกันก่อนดีกว่า ว่าข้าเรียกพวกเจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร”

อันที่จริงตอนนี้เขาเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์มากเช่นกันทุกครั้งที่ผ่านว่า ไม่ว่าในสถานการณ์ไหนเขาก็คือจุดศูนย์กลางของทุกคน เพียงแค่เขากล่าวคําพูดออกมาครั้งเดียว ไม่ว่าใครก็ต้องหันหน้ามารับฟังอย่างตั้งใจ ผิดกับครั้งนี้ที่เขาต้องย้ำคําพูดตนเองหลายครั้ง

เพียงแต่ว่าฮูหนิวนั้นแข็งแกร่งเกินไป นางมีทักษะบางอย่างที่สามารถบดขยี้ร่างความทรงจํานับหมื่นได้ในพริบตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทัดเทียมได้

ฮูหนิวคิดจะส่งสายตาข่มขู่อีกครั้ง แต่หลิงฮันก็ลูบหัวห้ามปรามนางเอาไว้ ทําให้สีหน้าของนางแสดงออกถึงความสุข ไม่หลงเหลือท่าที่เหี้ยมโหดอีกต่อไป

“อะแฮ่ม ที่ข้าเรียกทุกคนมาในวันนี้ เหตุผลหลักก็คือต้องการสร้างพันธมิตร” เอู๋เซียนลู่กล่าวเข้าประเด็น

“ฮ่าๆๆ!” ซานจี้ถงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “พันธมิตรงั้นรึ? ข้าอยากให้ตายไปเลยจริงๆ เจ้าต้องการให้ข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรกับเศษสวะเหล่านี้งั้นรึ?” เขากวาดมองฝูงชนด้วยสายตาเหยียดหยาม แน่นอนว่าในขณะที่มองไปยังฮูหนิว เขาได้รีบทําการปิดตาลงอย่างรวดเร็ว

ความโหดเหี้ยมของฮูหนิวยังคงประทับอยู่ในจิตใจของเขา!

อู๋เซียนลู่กล่าวอย่างไม่แยแส “น้องชายซาน ถ้าเจ้ามีข้อกังขาอะไรก็เชิญกลับไป แต่ข้าขอบอกเลยว่าเจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน!”

ซานจี้ถงเผยสีหน้าลังเลว่าควรจะอยู่ต่อหรือจากไปดี

หากอยู่ต่อเขาก็ต้องทนต่อความอัปยศที่ถูกพูดจาหักหน้าเมื่อครู่ แต่หากจากไป อู๋เซียนลู่ก็กล่าวเอาไว้ว่าเขาจะต้องเสียใจ

หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะ ซานจี้ถงก็เลือกที่จะกลับไปนั่งที่โขดหินก้อนเดิม และไม่กล่าวอะไร

ถึงแม้ซานจี้ถงจะถูกหักหน้า แต่ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะและแสร้งทําเป็นหน้าตายราวกับไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงเหลาซงเท่านั้นที่แสยะยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยามไปยังซานจี้ถง

“ตลกจัง!” ฮูหนิวปรบมือชอบใจเสียงดัง

ซานจี้ถงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปิดตา แสร้งทําเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ทุกคนตกตะลึง ดูเหมือนว่าทั้งซานจี้ถงและเอี๋ยนเซียนลู่ จะมีความยําเกรงต่อสตรีผู้นี้อย่างมาก จนทุกคนเริ่มอยากรู้อยากเห็นขึ้นไปอีกว่าสตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่

“ดินแดนแห่งเซียนนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ เขตมหาสมุนไร้พรมแดนคือชายแดนที่แบ่งแยกดินแดนแห่งเซียนออกเป็น อาณาเขตตะวันตกและตะวันออก โดยในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกของพวกเรานั้น ยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นอีกสามสิบสามอาณาเขตสวรรค์” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวอธิบายความรู้ในเชิงภูมิศาสตร์

เรื่องนี้ทําให้ผู้คนหลายคนมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ เจ้าเรียกพวกข้ามาเพื่อฟังเรื่องนี้น่ะรึ?

“หากกล่าวตามตรง อาณาเขตสวรรค์ไท่อัน (สันติคงกระพัน) ของพวกเรานั้น ถูกจัด อยู่ในอันดับสุดท้ายของสามสิบสามอาณาเขตสวรรค์ รองจากอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง (มหาเอกะโชติช่วง) และอาณาเขตสวรรค์เหยี่ยนหนาน (ทักษิณผงาดฟ้า) ” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตกนั้น มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก แม้แต่ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก อาณาเขตสวรรค์ไท่อันของเราก็ยังมีความอ่อนแอรั้งท้าย”

“เมื่อไม่นานมาอยู่ ข้าได้วางแผนคิดจะเดินทางไปฝึกตนที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะมุ่งหน้าไปหาประสบการณ์ ที่อาณาเขตสวรรค์กว่างสิ่งก่อน”

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ… ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย!”

ทันทีที่ประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าฝูงคนก็กลายเป็นเอะอะกันทันที

“พี่ชายเอี๋ยน คู่ต่อสู้ที่ท่านสู้ด้วยมีระดับพลังที่สูงกว่าท่านใช่หรือไม่?” ใครบางคนหัวเราะแห้งและเอ่ยถามด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ

เอี๋ยนเซียนลู่ส่ายหัว “ไม่ คนผู้นั้นมีพลังบ่มเพาะระดับห้านิพพานเหมือนกับข้า”

เมื่อสิ้นประโยค ทุกคนก็แน่นิ่งไร้คําพูด

ซานจี้ถงที่ต้องการจะกล่าวอะไรสักอย่าง จู่ๆ ก็กลายเป็นพูดไม่ออก

เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก แต่ก็รู้ตัวดีว่าตนเองนั้นมีพลังต่อสู้ด้อยกว่าเอี๋ยนเซียนลู่ ถ้าหากแม้แต่เอี๋ยนเซียนลู่ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ แล้วเขาจะนับเป็นอันใดได้?

เหลาซงยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ลงราวกับอสรพิษ

“ผู้ที่ข้าประลองด้วยมีชื่อว่า ซื๋อซิวเหวิน” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวต่อ “จากที่เขาบอกมา ภายในการจัดอันดับของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋ง พลังต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งเป็นอันดับที่เก้าเท่านั้น!”

“พรวด” ใครหลายคนสําลักทันที

ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้

เอี๋ยนเซียนลู่ที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ถูกโค่นล้มโดยจอมยุทธที่แข็งแกร่งเป็นอันดับเก้าของอาณาเขตสวรรค์กว่างล๋งงั้นรึ….ใครจะทําใจเชื่อได้ลงกัน?

ตอนที่ 1925 ในที่สุดก็ได้พบฯ

จิตใจของพวกอู๋เซียนลู่ทั้งสามคนรู้สึกหดหู่เกินพรรณนา

เมื่อวาสนาของราชานิรันดร์ถูกฮูหนิวดูดขับไปแล้ว ก็จะไม่มีใครอื่นที่สามารถรับวาสนาต่อได้

แผ่นหินราชานิรันดร์ส่องประกายแสงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเจิดจรัสยิ่งกว่าดวงตะวันที่ราชานิรันครหย่งชางสร้างขึ้นบนท้องฟ้า เพียงแต่หลังจากนั้นส่องแสงเจิดจ้าอยู่ได้ไม่เกินสิบลมหายใจ แสงของแผ่นหินราชานิรันดร์ก็ค่อยๆ กลับมาเลือนราง และหม่นแสงลง

แก่นพลังของราชานิรันดร์หย่งชาง กับวาสนาแห่งสวรรค์และปฐพีที่สั่งสมมาหลายยุคสมัยถูกดูดซับเข้าไปในร่างกายของฮูหนิวจนหมดสิ้น

“ตุบ” แผ่นหินร่วงหล่นสู่พื้น โดยมีสภาพไม่ต่างอะไรจากหินธรรมดาทั่วไป

“เจ้าหินบัดซบ! เจ้าหินชั่วร้าย!” ฮูหนิวใช้เท้ากระทืบเข้าใส่แผ่นหินอย่างเกรี้ยวกราด

“แต่อย่างไรก็เถอะ ดูเหมือนกายหยาบจะพัฒนาขึ้นมาหน่อยๆ แฮะ” ในขณะที่กําลังก ระทืบเท้านางเอียงคอและพึมพํากับตัวเอง

พัฒนาขึ้นมาหน่อยๆ งั้นรึ?

พวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามคนตกตะลึง แผ่นหินราชานิรันดร์แผ่นนี้ หลังจากที่สั่งสมวาสนาแห่งสวรรค์และปฐพีมาหลายยุคสมัย พลังของมันจึงสามารถทําให้กายหยาบทั่วไป พัฒนากลายเป็นแก่นกําเนิดนิรันดร์ได้เลย

ถึงอย่างนั้น นางกลับบอกว่ากายหยาบของนางพัฒนาขึ้นนิดหน่อยงั้นรึ?

ถ้าหากฮูหนิวไม่ได้โกหก นั่นหมายความว่ากายหยาบของนางถูกขัดเกลาจนถึงขีดจํากัดสูงสุดอยู่แล้ว จึงแทบไม่มีช่องว่างให้วาสนาของแผ่นหินราชานิรันดร์เข้าไปช่วยเหลือ

เพียงแต่ฮูหนิวดูเหมือนเป็นคนพูดโกหกรึไง?

ด้วยเหตุนี้ พวกอู๋เซียนลู่ทั้งสามคนจึงตกตะลึง และเข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดฮูหนิวถึงแข็งแกร่งเพียงนี้

แม้จะเป็นนิรันดร์ห้านิพพานเหมือนกัน แต่กายหยาบที่ทรงพลังก็ย่อมได้เปรียบกว่า โดยเฉพาะสายเลือดของมัจฉาวายุภักษ์ที่เป็นสัตว์อสูรต้นกําเนิดที่ทรงพลังที่สุดภายใต้สวรรค์และปฐพี!

“อืม… ฮูหนิวรอหลิงฮันอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน!” ฮูหนิวนั่งลงบนโขดหินก้อนหนึ่ง ด้วยท่าทางงดงามและสงบนิ่ง

เพียงแต่หลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นาน นางก็รู้สึกเบื่อและลุกขึ้นมาเตะก้อนหินเล่น จนภาพลักษณ์อันงดงามเมื่อครูไม่หลงเหลืออีกต่อไป

…..

ในตอนที่ฮูหนิวดูดซับอํานาจจากแผ่นหินราชานิรันดร์จนหมด บรรยากาศทั่วทั้งภูเขาก็ผันผวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสงบนิ่ง

ถึงแม้แรงกดดันอันรุนแรงจะยังอยู่ แต่เมฆหมอกก็ไม่ได้กลายมาเป็นร่างความทรงจําอีกต่อไป

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จึงทําให้ความเร็วในการไต่เขาของทุกคนเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า

“ดูเหมือนวาสนาจะถูกแย่งชิงไปแล้วนะ” หลิงฮันกล่าวออกมาตามสัญชาตญาณ

จักรพรรดินีหยักหน้า นางเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

เพียงแต่สําหรับทั้งสองคน การทะลวงผ่านห้านิพพานสําเร็จคือวาสนาที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดแล้ว

“บางทีคนที่ได้ครอบครองวาสนานั่น อาจจะเป็นฮูหนิว” หลิงฮันยิ้ม การเคลื่อนที่ของฮูหนิวนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก ต่อให้เขากับจักรพรรดินี้ไม่ได้เข้าไปบ่มเพาะพลังในหอคอยทมิฬ ฮูหนิวก็สามารถไล่ตามพวกเขาทัน เพราะงั้นจึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่คนที่ครอบครองวาสนาจะเป็นฮูหนิว

หลังจากมุ่งหน้าต่อไปได้อีกครึ่งวัน หลิงฮันกับจักรพรรดินีก็มาถึงยอดเขา

“เจ้า!” ทันทีที่มาถึง จู้เสี่ยเกอก็กระโดดเข้ามาและชี้นิ้วใส่หลิงฮัน ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจ จะท้าทายหลิงฮัน แต่ก็ถูกขัดจนต้องไปประมือกับคนอื่นแทนและลืมเรื่องท้าประลองหลิงฮันไปเสียสนิท

“มีอะไรงั้นรึ?” หลิงฮันมองไปยังอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม

แม้แต่ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่าย ยิ่งตอนนี้เขาบรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพานแล้ว แถมยังมั่นใจด้วยว่าตนสามารถเป็นคู่ต่อสู้กับอู๋เซียนลู่ได้ เพราะงั้นเขาจึงไม่มองจู้เสี่ยเกอผู้นี้เป็นคู่ต่อสู้อีกต่อไป

“เข้ามา!” จู้เสี่ยเกอก็พุ่งทะยานเข้าใส่

“หลิงฮัน!” เพียงแต่พร้อมกันนั้นเอง ร่างของสตริงดงามก็พุ่งเข้ามาหาหลิงขั้นราวกับสัตว์ป่า “ไสหัวไป! หลบไปให้พ้น!” ฮูหนิวคําราม

“อะไรของเจ้า อ้ากก!” จู้เสี่ยเกอที่กําลังทะยานร่างถูกหมัดซัดลอยกระเด็นกลายเป็นจุดบนท้องฟ้า และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“หลิงฮัน!” ฮูหนิวโผกระโดดกอดรัดหลิงฮันราวกับลิงเกาะต้นไม้

หลินฮันยิ้มและกอดตอบเด็กสาวตรงหน้าที่ไม่ได้พบเจอกันมาหลายร้อยปี เขาเองก็คิดถึงนางมากเช่นกัน

“หลิงฮัน เจ้าคิดถึงหนิวบ้างรึเปล่า?” ฮูหนิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ราวกับที่นี่มีเพียงแค่นางคนเดียว

“ข้าต้องคิดถึงหนิวของข้าอยู่แล้ว!” หลิงฮันกล่าว

ใบหน้าอันงดงามของซูหนิวยิ้มกว้าง และยื่นปากไปจูบแก้มหลิงฮัน “หลิงฮัน มาทําเด็กกันเถอะ!”

เด็กสาวผู้นี้ยังไม่รู้จักคําว่าเขินอายเหมือนเคย

“อะแฮ่ม!” จักรพรรดินีกระแอมเล็กน้อย พร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูสูงส่งน่าเกรงขาม

“จิ้งจอกเจ้าเล่ห์!” ฮูหนิวหันไปมองก่อนจะเผยสีหน้ารังเกียจ และแสดงท่าที่เป็นปรปักษ์ “หืม หนิวรู้สึกเหมือนเคยเห็นเจ้ามาก่อน!”

จักรพรรดินีที่นางเคยเห็นนั้นเป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น ถึงแม้ใบหน้าของร่างแยกในตอนนั้นจะแตกต่างกัน แต่กลิ่นอายที่สัมผัสได้ก็คือกลิ่นอายเดียวกัน

“หลิงฮัน จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่น่ารังเกียจผู้นี้คือใครกัน?” ฮูหนิวยังคงเกาะร่างของหลิงฮันเอาไว้แน่นและเอ่ยถาม

“ครอบครัวนะ” หลิงฮันยิ้ม

“ฮึ่ม หนิวไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันนาง!” ฮูหนิวจ้องมองจักรพรรดินีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร

จักรพรรดินีไม่หวาดกลัว และจ้องมองฮูหนิวกลับ

ในสายตาของพวกเนาง การได้เป็นคนสําคัญที่สุดของหลิงฮัน คือสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งใดทั้งหมด

“อะแฮ่ม ในเมื่อทุกคนมาถึงที่นี่แล้ว มานั่งลงและพูดคุยกันก่อนดีกว่า” อู๋เซียนลู่พยายามปรับเปลี่ยนบรรยากาศที่เขาพ่ายแพ้ให้กับฮูหนิวเป็นเพราะข้อได้เปรียบในด้านกายหยาบเท่านั้น เพียงแต่ข้อได้เปรียบของกายหยาบจะมีผลก็เพียงแค่กับระดับพลังก่อนราชานิรันดร์เท่านั้น หลังจากบรรลุเป็นราชานิรันดร์แล้ว อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ของทุกคนจะเท่าเทียมกัน

เหตุผลที่เขาเรียกเหล่าอัจฉริยะมารวมตัวกัน ไม่ใช่แค่เพราะต้องการกระตุ้นวาสนาของราชานิรันดร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีจุดประสงค์ที่สําคัญอื่นอยู่อีก เพราะงั้นเขาจึงไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์เล็กน้อยๆ มาสร้างวุ่นวายกับงานรวมตัวของเขาได้

“หุบปาก!” ฮูหนิวและจักรพรรดินีหันหน้าพร้อมกัน และคํารามด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง

อู๋เซียนลู่ “…”

ตอนที่ 1924 มัจฉาวายุภักษ์สำแดงอํานาจ

“แม่นาง ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวด้วยจิตวิญญาณที่ลุกโชน

สตรีผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆ บางทีนางอาจจะแข็งแกร่งกว่าเขาด้วยซ้ำ เพียงแต่เส้นทางของจักรพรรดิ ก็คือการเอาชนะศัตรูที่ดูเหมือนจะไม่สามารถเอาชนะได้ และไต่เต้าขึ้นไปยืนอยู่จุดสูงสุด

เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเขากับเหล่าอัจฉริยะฝืนชะตาสวรรค์นั้น มีความแตกต่างกันขนาดไหน ซึ่งสิ่งที่จะทําให้ความต่างที่ว่าลดลงได้ก็คือแผ่นหินราชานิรันดร์ตรงหน้านี้ เพราะงั้นมีรึที่เขาจะยอมยกมันให้ผู้อื่น?

“ไม่เพียงแค่จะแย่งชิงของของหนิว แต่ยังคิดจะหาเรื่องหนิวด้วยงั้นรึ?” ฮูหนิวกล่าวด้วยท่าทีไร้เหตุผล นางมองไปยังอู๋เซียนลู่และชี้นิ้วออกไป “หนิวจะบดขยี้เจ้าเอง!”

นางเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน “พรึบ” ที่ด้านหลังของนางมีสองข้างงอกออกมา ปีกทั้งสองนี้ปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋ที่ทรงพลัง พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายบรรพกาลอันสูงส่งออกมา

“วิหควายุภักษ์!” ซานจี้ถงและเหลาซงอุทานออกมาพร้อมกัน

“ที่แท้สตรีผู้นี้ก็เป็นทายาทของวิหควายุภักษ์ ในหมู่บรรพบุรุษต้นกําเนิด วิหควายุภักษ์ถือว่าเป็นตัวตนที่ถูกจัดอยู่ในอันดับหนึ่ง”

“พรึบ” ฮูหนิวกระพือปีกพุ่งทะยานมาปรากฏตัวด้านหน้าอู๋เซียนลู่ พร้อมกับปล่อยหมัดออกไป

ไม่มีรูปแบบการต่อสู้ที่ซับซ้อนใดๆ นางทําเพียงปล่อยหมัดออกไปเท่านั้น

ใบหน้าของอู๋เซียนลู่ปรากฏร่องรอยของความเกรี้ยวกราด เขาคือสุดยอดอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมแก่นกําเนิดนิรันดร์วิถีนิรันดร์ ในระดับพลังเดียวกัน ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเหยียดหยามเขาได้

ฮูหนิวไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร ในขณะที่นางปล่อยหมัดออกไป ตราประทับแห่งเต๋า บนหมัดก็ระเบิดคลื่นแสงออกมา และปรากฏเป็นภาพเงาของมัจฉาขนาดใหญ่

ถึงแม้ภาพเงานี้จะดูเลือนรางไม่สมบูรณ์ แต่อํานาจของตราประทับที่ส่องสว่างออกมา ก็น่าสะพรึงกลัวราวกับจะทําให้สวรรค์ร่วงหล่น

“มะ…ไม่ใช่วิหควายุภักษ์!” เหลาซงกลืนน้ำลาย

“มัจฉาวายุภักษ์ ซานจี้ถงกล่าวออกมาในช่วงเวลาแทบจะพร้อมกัน ดวงตาของทั้งสองคนเบิกกว้างด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

ในตอนที่สวรรค์และปฐพี่ถือกําเนิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่ถือกําเนิดขึ้นเป็นกลุ่มแรกและสามารถบรรลุระดับราชานิรันดร์ได้ จะถูกเรียกว่าสัตว์อสูรต้นกําเนิด สัตว์อสูรต้นกําเนิดบางชนิดสิ้นชีพลง เมื่อกาลเวลาไหลผ่านไป ในขณะที่สัตว์อสูรต้นเนิดบางชนิดสามารถยกระดับพลังของตนเองให้สูงขึ้นไปอีกได้หลายขั้น

วิหควายุภักษ์คือสัตว์อสูรต้นกําเนิดที่ความแข็งถูกจัดอยู่ในอันดับหนึ่ง เพียงแต่เหนือ จากอันดับหนึ่งก็ยังมีสัตว์อสูรต้นกําเนิดระดับราชาอยู่อีก!

นอกจากมังกรต้นกําเนิด กับวิหคเพลิงต้นกําเนิด มัจฉาวายุภักษ์เองก็เป็นสัตว์อสูรต้นกําเนิดระดับราชาเช่นกัน

ตํานานกล่าวเอาไว้ว่า สัตว์อสูรต้นกําเนิดระดับราชานั้นมีอยู่ราวๆ ยี่สิบเผ่าพันธุ์ แต่ในปัจจุบันนี้หลงเหลืออยู่เพียงสิบเผ่าพันธุ์เท่านั้น ซึ่งทั้งสิบเผ่าพันธุ์ล้วนแต่มีตัวตนที่ทรงพลังจนสามารถสั่นคลอนพิภพนี้ได้

ราชานิรันดร์ระดับเก้า!

ต่อหน้าราชานิรันดร์ระดับเก้า ต่อให้เป็นราชานิรันดร์ระดับแปดก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกตัวจ้อย

เพราะงั้นถึงแม้เอี๋ยนเซียนลู่ จะเป็นผู้สืบทอดขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับแปด แต่เมื่อเทียบกับสตรีลึกลับแล้ว เขาย่อมไม่นับเป็นอันใด! อู๋เซียนลู่ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะไป เทียบชั้นกับนางเสียด้วยซ้ำ

ตูม!

การโจมตีของฮูหนิวและอู๋เซียนลู่เข้าปะทะกัน อํานาจแห่งกฏเต๋าและอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนที่น่าสะพรึงกลัวกวาดผ่านไปทั่วบริเวณ เมื่อการโจมตีสิ้นสุดอู๋เซียนลู่ก็เป็นฝ่ายถูกทําให้ล่าถอย

แม้ครั้งนี้เขาจะไม่ถูกขัดจนกระเด็น แต่สถานการณ์ที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ร่างของเขาล่าถอยไปด้านหลังถึงสามร้อยเมตร กว่าจะทรงตัวได้

“แข็งแกร่งมาก!” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าว แววตาของเขาไม่ปรากฏร่องรอยของความสิ้นหวังแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน จิตวิญญาณสู้รบของเขายิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเดิมอีก

“มาอีกครั้ง!” เขาคํารามเสียงดัง อํานาจของแก่นกําเนิดนิรันดร์ถูกรีดเค้นออกมาเต็มที่ จนร่างกายของเขาแทบจะดูราวกับกลายเป็นหนึ่งเดียว กับอํานาจแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์และปฐพี

อํานาจแห่งเต๋อันยิ่งใหญ่ของสวรรค์และปฐพี ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสร้างความเสียหายให้ได้ เพราะงั้นศัตรก็ย่อมสร้างความเสียหายให้เขาไม่ได้เช่นกัน

นิสัยอันโหดเหี้ยมของฮูหนิวนั้นยากจะแก้ไข ด้วยอารมณ์ที่กําลังเดือดพล่าน นางจึงพุ่งทะยานปล่อยหมัดอีกครั้ง ตราประทับและร่างเงาที่ไม่สมบูรณ์ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ในครั้งนี้ อํานาจของมันกลับรุนแรงจนราวกับเหนือสวรรค์และปฐพี

ตูม!

ร่างของอู๋เซียนลู่ถูกซัดลอยกระเด็นราวกับดาวตก

ใช่แล้ว ถึงแม้อู๋เซียนลู่จะมีแก่นกําเนิดนิรันดร์ที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับอํานาจแห่งเต๋าของสารรค์และปฐพีได้ จึงทําให้เขาสามารถรับรู้การโจมตีของศัตรูได้ล่วงหน้า และทําการหลบหลีกกัน เพราะงั้นในขณะที่เขากําลังเป็นหนึ่งเดียวกับอํานาจแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ ใครกันจะสามารถสร้างความบาดเจ็บให้เขาได้?

เพียงแต่ฮูหนิวนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก การโจมตีของนางรวดเร็วจนปฏิกิริยาตอบโต้ของเอี๋ยนเซียนลู่ไล่ตามไม่ทัน ทําให้ยังไม่ทันที่เขาจะสัมผัสถึงการโจมตีของฮูหนิวได้ เขาก็ถูกหมัดซัดเข้าใส่และไม่อาจหลบพ้นเสียแล้ว

“อ่อนหัด ช่างน่าเบื่อ!” ฮูหนิวปัดฝุ่นที่มือก่อนจะมองไปยังพวกซานจี้ถง และดวงตาส่องประกายโหดเหี้ยมอีกครั้ง

พวกซานจี้ถงรีบส่ายหัวอย่างรวดเร็ว ขนาดอู๋เซียนลู่ยังถูกชัดลอยกระเด็นอย่างง่ายดาย พวกเขาจึงไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ให้กับฮูหนิวได้อย่างแน่นอน ทางที่ดีอย่าไปยั่วยุนางเลยจะดีที่สุด

“พวกเจ้าก็อ่อนแอเหมือนกัน สู้ไปมีแต่จะทําให้เมื่อยิ่งกว่าเดิม” ฮูหนิวกล่าวก่อนจะเดินไปยังแผ่นหินราชานิรันดร์

ทั้งซานจี้ถงและเหลาซงแทบจะกระอักโลหิต เจ้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร จริงอยู่ที่พวกข้าอ่อนแอกว่าเจ้า แต่ถึงอย่างไรพวกข้าก็ยังเป็นถึงจักรพรรดิที่มีเกียรติ

ฮูหนิวเดินไปยังมุมหนึ่งของแผ่นหินราชานิรันดร์ นางยิ้มมุมปากก่อนจะเอื้อมมือไปยังจับแผ่นหินเพื่อหวังเก็บมันเข้าไปในอุปกรณ์มิติ และนําไปมอบให้หลิงฮัน

“หืม น่าแปลก ทําไมถึงได้มีอะไรบางอย่างเข้ามาในร่างหนิวกัน?” นางประหลาดใจ “อะไรกัน ทําไมมันถึงติดมือแน่นเช่นนี้?”

“ไม่ สิ่งนี้ต้องไม่ใช่ของดีแน่ๆ!” ฮูหนิวพยายามโยนแผ่นหินราชานิรันดร์ทิ้ง แต่แผ่นหินก็ติดอยู่กับมือของนางแน่นหนาจนไม่สามารถสะบัดออกได้

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า พวกเซียนลู่ทั้งสามคนก็แทบจะร้องไห้ออกมา เจ้าไม่ต้องการมัน แต่พวกข้าต้องการ!

เพียงแต่แผ่นหินราชานิรันดร์ได้ทําการปลดปล่อยวาสนาออกมาแล้ว อํานาจแห่งสวรรค์และปฐพีอันไร้ที่สิ้นสุดจะไหลเข้าสู่ร่างของฮูหนิว และช่วยขัดเกลากายหยาบของนางให้เข้าใกล้เต๋าอันยิ่งใหญ่มากขึ้น

ฮูหนิวหยุดการดิ้นรนที่ไร้ความหมาย และยอมรับวาสนาของแผ่นหินราชานิรันดร์ ด้วยสีหน้าขยะแขยง

ตอนที่ 1923 ทุบตีโดยไม่ไต่ถาม

ถึงแม้พลังของสตรีตรงหน้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่วาสนาที่รออยู่เบื้องหน้าพวกเขาก็ล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบเช่นกัน เพราะงั้นมีรีที่พวกเขาจะยอมยกมันให้ผู้อื่น?

“แม่นาง เจ้าเป็นใครกัน?” เอี๋ยนเซียนลู่ชิงลงมือก่อน ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้นั้น เขาไม่เคยคิดจะมอบวาสนาของราชานิรันดร์ให้ใครอื่นอยู่แล้ว เหตุผลที่เขาเรียกเหล่าอัจฉริยะทั่วล้ามารวมตัวกัน ก็เพื่อกระตุ้นอํานาจของสวรรค์และปฐพีในสถานที่แห่งนี้

ครั้งนี้เจี้ยนเซียนไม่ได้ทําเพียงป้องกันอีกต่อไป และเป็นฝ่ายโจมตีก่อน พลังต่อสู้ของเขาถูกรีดเค้นให้สูงขึ้นจนผมสีดํากลายสภาพเป็นโปร่งใส ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นอํานาจแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ กลิ่นอายทั่วร่างของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

นี่คือพลังของแก่นกําเนิดนิรันดร์ กายหยาบวิถีนิรันดร์

ซานจี้ถงและเหลาซงตกตะลึง นี่น่ะรีพลังที่แท้จริงของอู๋เซียนลู่

พวกเขาจิตตกไปอยู่ชั่วขณะ แต่ก็ฟื้นคืนความมั่นใจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

อํานาจของแก่นกํานิรันดร์ที่แข็งแกร่งกว่า สามารถช่วยให้อู่เซียนได้เปรียบเพียงแค่ในช่วงระดับพลังก่อนราชานิรันดร์เท่านั้น แต่หลังจากที่พวกเขาบรรลุเป็นราชานิรันดร์แล้ว อํานาจแห่งกฏเกณฑ์ทั้งหมดจะมีความแข็งแกร่งทัดเทียมกัน และขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถใช้พวกมันได้เชี่ยวชาญกว่ากัน

สําหรับจักรพรรดิเช่นพวกเขา พลังบ่มเพาะระดับราชานิรันดร์ต่างหาก ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง

เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรในตอนนี้ เอี๋ยนเซียนลู่ก็ถือว่าเป็นตัวตนไร้เทียมทานอย่าง

แท้จริงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการออกว่า ในยุทธภพนี้คนที่สามารถต่อกรกับเขาได้ จะต้องเป็นสัตว์ประหลาดเช่นใด ส่วนเรื่องที่จะมีใครสามารถเอาชนะเขาได้น่ะ?

นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เอียนเซียนสู่ผู้นี้สมควรเป็นนิรันดร์ระดับโลกียนิพพาน ที่ไร้เทียมทานอย่างแท้จริงแล้ว

ตูม!

เพียงแต่ยังไม่ทันที่ความคิดของพวกซานจี้ถงจะสิ้นสุด ภาพที่พวกเขาเห็นก็คือสตรีที่งดงามทําการพุ่งทะยานเข้ามาใกล้ราวกับสัตว์ป่า และซัดหมัดเข้าใส่ร่างเอี๋ยนเซียนลู่จนลอยกระเด็น

ใช่แล้ว ลอยกระเด็น

แม้แต้เอี๋ยนเซียนลู่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้งั้นรึ?

ปากของซานจี้ถงและเหลาซงตกตะลึง และอ้าปากกว้างจนแทบจะยัดไข่เข้าไปได้ทั้งใบ สีหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เรื่องแบบนี้เป็นไปได้อย่างไร!

และในอีกครู่หนึ่งต่อมา ใบหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นปั้นยากทันที

นั่นเพราะสตรีตรงหน้าได้พุ่งทะยานต่อเข้ามายังทิศทางของพวกเขา ด้วยแววตาที่ราวกับต้องการบดขยี้ศัตรูให้สิ้นซาก “ปัง ปัง” นางปล่อยหมัดออกมาสองหมัด

ซานจี้ถงและเหลาซง รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สตรีผู้นี้ราวกับไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นสัตว์อสูร หมัดของนางเอ่อล้นไปด้วยพลังอํานาจที่พวกเขาไม่อาจต่อต้านและต้องยอมถูกซัดจนลอยกระเด็นอย่างเลี่ยงไม่ได้

อะไรกัน ทําไมเจ้าต้องทุบตีพวกข้าด้วย? นี่ข้าไปล่วงเกินเจ้าตอนไหนกัน?

สตรีลึกลับวิ่งผ่านไป โดยมีกองกําลังร่างความทรงจําไล่ตามไปติดๆ จํานวนของร่างความทรงจํานั้นมีมากมายจนทําให้แม้แต่ พวกเอี๋ยนเซียนลู่ก็ไม่กล้าไล่ตามไปแก้แค้น

หากจะแก้แค้นพวกเขาก็ต้องฝ่าฟันกองทัพร่างความทรงจําไปให้ได้เสียก่อน เพียงแต่คิดว่าจะ มีใครบ้างที่กล้ารับมือกับจอมยุทธระดับเดียวกันนับหมื่นคนพร้อมกัน?

ใบหน้าของพวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามกลายเป็นหดหูสิ้นหวัง ทั้งๆ ที่พวกเขามาถึงที่นี่ได้แล้วแท้ๆ แต่วาสนาตรงหน้ากลับต้องถูกสตร์ลึกลับแย่งชิงไป

ช่างน่ารังเกียจนัก

เพียงแต่หลังจากที่สตรีลึกลับวิ่งผ่านไป นางกลับเมินเฉยต่อแผ่นหินวาสนาราชานิรันดร์ และวิ่งต่อไปจนหยุดอยู่ที่ปลายยอดเขา

สถานการณ์แบบนี้มันขึ้นอะไรกัน?

พวกเอี๋ยนเซียนลู่ชะงักอีกครั้ง สตรีผู้นี้คิดอะไรอยู่กันแน่? ทั้งๆ ที่ซัดพวกเขาทั้งสามจนลอยกระเด็นไปแล้ว แต่เหตุใดถึงไม่รีบครอบครองแผ่นหินราชานิรันดร์กัน? หรือนางต้องการเหยียดหยามพวกเขา?

“หลิงฮั่น! หลิงฮัน!” สตรีลึกลับนํามือมาครอบริมฝีปากและตะโกนจากยอดเขา

สตรีลึกลับผู้นี้แน่นอนว่าคือซูหนิว เมื่อนางหยุดยืนอยู่ที่ยอดเขาเช่นนี้ ร่างความทรงจํามากมายจึงไล่ตามนางทัน และพุ่งทะยานเข้าใส่นางอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

พวกอู่เซียนหมิงทั้งสามคนตกตะลึงจนไร้คําพูดอีกครั้ง

นี่นางบ้าไปแล้วรึไง?

จริงอยู่ที่นางมีพลังต่อสู้แข็งแกร่ง ที่แม้แต่อู๋เซียนลู่ก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่หากถูกร่างความทรงจํามากมายขนาดนี้จู่โจมใส่พร้อมกัน ต่อให้เป็นอู๋เซียนลู่ก็คงถูกทุบตีจนฟกช้ำไปถึงรูก้น

แล้วนางจะรับมือได้อย่างไร?

การที่จู่ๆ ก็ยืนหยุดอยู่ที่ยอดเขาเช่นนั้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะกล่าวอะไรออกมาดี

คนที่มีสติปัญญาเช่นนี้สามารถบ่มเพาะพลังจนบรรลุห้านิพพานได้อย่างไรกัน?

ครืนน!

แต่ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางฝูงร่างความทรงจํา คลื่นแสงบางอย่างก็ส่องประกายออกมาทีละคลื่น สองคลื่น สามคลื่น จนกลายเป็นหลายล้านคลื่น และระเบิดพลังทําลายอันผันผวนออกมา “ตูม” ร่างความทรงจําทั้งหมดถูกบดขยี้ กลายเป็นเป็นเศษฝุ่นในพริบตา

ร่างของซูหนิวกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง และปัดฝุ่นบนอย่างด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “แค่หาหลิงอันไม่เจอหนิวก็หงุดหงิดมากพอแล้ว เจ้าพวกนี้ยังกล้ามาหาเรื่องหนิวอีกรึ? ช่างน่ารังเกียจนัก!”

นางกวาดสายตามองไปทั่วพื้นที่ด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด พวกเอี๋ยนเซียนลู่ทั้งสามคนที่เห็นเช่นนั้น ก็จิตใจสั่นสะท้านและเกิดความคิดอยากจะเผ่นหนี

ไม่จริง จักรพรรดิเช่นพวกเขาถูกทําให้สูญเสียจิตใจสู้รบเช่นนี้ได้อย่างไร?

ฮูหนิวกล่าวด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม “พวกเจ้ามองหนิวทําไม อยากมีเรื่องสั้นรึ?”

พวกเอี๋ยนเซียนลู่แน่นิ่งไร้คําพูด ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าหรอกที่เป็นคนกวาดสายตามองพวกข้าก่อน?

เพียงแต่ทั้งสามคนก็อดคิดไม่ได้ว่า ทักษะที่สตรีลึกลับผู้นี้ใช้เมื่อครู่คือทักษะใดกันแน่ การที่สามารถกําจัดร่างความทรงจํานับหมื่นได้ในพริบตาเช่นนั้น เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่แม้แต่ตัวตนระดับตัดวิญญาณหยาง หรือตัดวิญญาณหยินก็ทําไม่ได้

สตรีผู้นี้มีพลังบ่มเพาะระดับห้านิพพาน แต่กลับมีพลังต่อสู้เทียบเท่าตัวตนระดับตัดวิญญาณสวรรค์งั้นรึ?

ไม่มีทาง

พวกเขายอมรับว่าฮูหนิวแข็งแกร่งอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่คิดว่านางจะมีพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวได้ขนาดนั้น การโจมตีเมื่อครูจะต้องเป็นทักษะลับบางอย่างแน่นอน

“โอ้ ดูเหมือนสิ่งนี้จะเป็นของดีนะ!” ฮูหนิวมองไปยังแผ่นหินราชานิรันดร์ ดวงตาของนางส่องประกายและรีบวิ่งไปยังแผ่นหิน “ไม่เลวๆ นําไปมอบให้หลิงฮันดีกว่า!”

“แม่นาง!” เอี๋ยนเซียนลู่รีบเอ่ยแทรกโดยไม่คิด “นั่นไม่ใช่ของเจ้า!”

“พวกเจ้าคิดจะแย่งของของหนิวงั้นรึ?” หนิวมองไปยังทั้งสามคนด้วยแววตาโหดเหี้ยม ราวกับพยัคฆ์ที่กําลังจ้องมองเหยื่อ

จิตใจของซานจี้ถงและเหลาซงสั่นสะท้าน เนื่องจากทั้งๆ ที่พวกเขาสองคนยังไม่ทําอะไรแท้ๆ แต่ฮูหนิวกลับมองว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกันกับเอี๋ยนเซียนลู่ไปเสียแล้ว

ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน พวกเขาสองคนไม่ได้ขวางทางฮูหนิวเหมือนอู๋เซียนลู่แท้ๆ แต่ฮูหนิวก็ยังซัดร่างพวกเขาลอยกระเด็น โดยไม่เอ่ยปากถามอะไรแม้แต่น้อย

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกัน

ตอนที่ 1922 จักรพรรดิที่แท้จริง

“อู๋เซียนลู่ เจ้ามันบ้าไปแล้ว!” ซานจี้ถงเผยสีหน้าเกรี้ยวกราด

ถึงแม้ชื่อเสียงของอู๋เซียนลู่จะเป็นที่โจษจัน ในฐานะนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานอันดับหนึ่ง แต่เขากับเหลาซงเองก็เป็นจักรพรรดิเช่นกัน พลังของอู๋เซียนลู่กับพวกเขาจะแตกต่างกัน จนต้องร่วมมือกันได้อย่างไร?

อู๋เซียนลู่พาดมือไว้ที่ด้านหลังและกล่าวอย่างไม่แยแส “ข้าบ้าหรือไม่นั้น หลังจากลงมือเดี๋ยวก็

“ถ้างั้นก็มาสู้กัน!” ซานจี้ถงไม่คัดค้านที่จะร่วมมือกับเหลาซง และเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นแสงสีดํา ก่อนจะไปปรากฏที่ด้านหน้าเอี๋ยนเซียนในพริบตาและปล่อยหมัดโจมตี

ถึงแม้หมัดนี้จะดูธรรมดา แต่อํานาจของมันก็ทรงพลังจนดูราวกับ แม้แต่สวรรค์และปฐพีก็สามารถถูกบดขยี้ได้ด้วยหนึ่งหมัดนี้

เหลาซงเองก็ลงมือ แขนของเขายืดยาวออกมาและแปรสภาพกลายเป็นอสรพิษสีเงิน เลื้อยไปพัวพันร่างของเอี๋ยนซียนลู่

“หมับ” อสรพิษสีเงินรัดร่างของอู๋เซียนลู่เอาไว้แน่น ราวกับต้องการจะบีบร่างของเขาให้ แหลกเป็นเสี่ยงๆ

“พี่ชายเอี๋ยน ท่านประมาทเกินไปแล้ว!” ดวงตาของเหลาซงปรากฏร่องรอยความไม่พอใจเนื่องจากเอี๋ยนเซียนลู่ดูถูกพวกเขาเกินไป จนไม่ทําการตอบโต้ใดๆ อสรพิษสีเงินจึงรัดร่างของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มโดยไม่ต่อล้อต่อเถียง โดยในขณะที่หมัดของซานจี้ถงกําลังพุ่งเข้ามาใกล้นั่นเอง เขาก็สามารถสลัดร่างหลุดออกจากอสรพิษสีเงินได้อย่างง่ายดาย และผลักฝ่ามือตอบโต้หมัดของซานจี้ถง

ตูม!

คลื่นกระแทกอันรุนแรงกระจัดกระจายออกไปทั่วทิศทาง

ทั้งซานจี้ถงและเหลาซงเปลี่ยนสีหน้าทันที

ทางด้านของซานจี้ถง เขาตกตะลึงที่เอี๋ยนเซียนลู่สามารถปัดป้องหมัดของเขาได้ด้วยการโจมตีลวกๆ จากฝ่ามือ ยิ่งกว่านั้นคือฝ่ายที่เสียเปรียบคือเขาด้วยซ้ำ แม้เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ร่างก็ถูกส่งลอยกระเด็นออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังต่อสู้ของเขาต้อยกว่าอีกฝ่าย

ส่วนทางด้านของเหลาซง ตัวเขานั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่าอสรพิษของเขามีอํานาจที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน แต่ทว่าเอี๋ยนเซียนลู่กลับสลัดตัวหลุดพ้น จากอสรพิษของเขาได้อย่างง่ายดายราวกับอสรพิษของเขาไม่ใช่อสรพิษต้นกําเนิด แต่เป็นเพียงเชื่อกธรรมดา

ใบหน้าของทั้งสองคนกลายเป็นอัปลักษณ์

พวกเขาทําใจยอมรับไม่ได้ที่เอี๋ยนเซียนลู่ สามารถเผชิญหน้ากับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แถมยังดูเหมือนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วย

พวกเขา… เป็นถึงจักรพรรดิเชียวนะ!

ใต้สวรรค์เหนือปฐพี จักรพรรดิคือตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุด เป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะพ่ายแพ้?

“พวกเจ้าควรจะออกไปดูโลกบ้างนะ” เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวอย่างไม่แยแส “ยุทธภาพอันกว้างใหญ่นี้มีอัจฉริยะอยู่มากมายราวกับหมู่เมฆ พวกเจ้าที่อยู่แต่ด้านหลังประตูที่ปิดตาย คิดจริงๆ รึว่าแค่เป็นจักรพรรดิก็จะไร้เทียมทานในระดับเดียวกันแล้ว?”

“จักรพรรดิเองก็มีความต่างชั้นของพลังเหมือนกัน!”

เมื่อกล่าวประโยคสุดท้าย ร่างของอู๋เซียนลู่ก็ดูราวกับส่องประกายไปด้วยแสงอันโชติช่วง ที่ไม่มีอะไรมาดับได้

จิตใจของซานจี้ถงและเหลาซงสั่นสะท้าน ถึงแม้เมื่อครู่พวกเขาจะแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันเพียงหนึ่งกระบวนท่า และยังไม่ได้ใช้ทักษะที่ทรงพลังอื่นๆ แต่ด้วยระดับพลังของพวกเขา ย่อมสามารถตระหนักได้ไม่ยากว่า ฝ่ายไหนคือฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า

เอียนเซียนคือรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด ในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่ในด้านของพลังเท่านั้น แต่ในแง่ของความน่าเกรงขาม อู๋เซียนลู่ก็สามารถทําให้พวกเขารู้สึกราวกับ ต้องการยอมศิโรราบขอเป็นผู้ติดตาม

ทั้งสองตกตะลึงในเรื่องนี้มาก พวกเขาที่เป็นจักรพรรดิจะยอมติดตามผู้อื่นได้อย่างไร? เพียงแต่ไม่ว่าจะทําอย่างไร ความรู้สึกนี้ก็ไม่หายไปเสียที

“หลิงฮัน! หลิงฮัน!”

ในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านล่างยอดเขา

เอี๋ยนเซียนอู่ตกตะลึง แน่นอนว่าเขารู้ว่าใครคือหลิงฮัน แต่สตรีผู้นี้ต่างหากที่เป็นใคร?

เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยอํานาจแห่งเต๋า สายตาของเขาจึงไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และมองเห็นระยะที่หางออกไปเพียงเลือนราง เพียงแต่ว่าเวลาผ่านไปไม่นานภาพที่เลือนรางก็ค่อยชัดขึ้น และเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งกําลังวิ่งเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์

งดงามมาก ช่างดูบริสุทธิ์และมีเสน่ห์น่าดึงดูดอะไรเยี่ยงนี้

ในโลกนี้มีสตริงดงามที่ดูบริสุทธิ์ขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร?

แม้แต่จิตใจที่หนักแน่นของเอี่ยนเซียนลู่ก็ยังหวั่นไหวเล็กน้อย แต่ก็กลับไปสงบนิ่งในเวลาไม่นาน หากยังไม่บรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้า เขาจะไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากศาสตร์วรยุทธเด็ดขาด

แต่เดี๋ยวก่อน สตรีผู้นี้ เขาไม่ได้เชิญนางมาที่นี่! นอกจากนั้น เขาก็ไม่เห็นสตรีผู้นี้ที่ตีนเขาด้วย

อู๋เซียนลู่ตกตะลึงขึ้นมาในทันที นั่นหมายความว่าสตรีผู้นี้ต้องเริ่มไต่เขาขึ้นมา หลังจากที่พวกเขาทุกคนนําหน้าไปก่อนแล้ว ซึ่งทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นแต่นางก็ยังไล่ตามมาทันได้ แสดงให้เห็นพลังของสตรีผู้นี้น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

แต่ก็น่าแปลก หากมีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ เหตุใดเขาถึงไม่กัน?

ซานจี้ถงกับเหลาซงเองก็มีความคิดเดียวกัน ทั้งๆ ที่ออกตัวช้ากว่าพวกเขา แต่กลับสามารถมาถึงยอดเขาได้หลังจากพวกเขาเพียงเล็กน้อย แสดงว่าสตรีผู้นี้แข็งแกร่งมากจริงๆ

อะไรกัน!

ยังไม่ได้ที่พวกอู๋เซียนลู่จะตั้งสติได้ ใบหน้าของพวกเขาสามคนก็แสดงท่าที่ตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด เนื่องจากภาพที่พวกเขาเห็นคือสตรีผู้นี้ไม่ได้วิ่งมาแค่คนเดียว แต่ยังพา “กองทัพ” ขนาดใหญ่ตามมาด้วย

กองทัพที่ว่าคือเหล่าอัจฉริยะ จากความทรงพลังของราชานิรันดร์หย่งชาน

พระเจ้า!

แม้แต่อัจฉริยะไร้เทียมทานอย่างเซียนลู่ก็แทบจะอุทานออกมา สตรีผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดนางถึงลากร่างความทรงจํามามากมายขนาดนี้?

ประเด็นสําคัญอยู่ที่นางสามารถวิ่งนําพวกมันมาได้ โดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

“พรึบ! พรึบ!”

เมฆหมอกที่อยู่ด้านหน้ารวมตัวกันกลายเป็นร่างมนุษย์ และปล่อยหมัดเข้าใส่สตรีงดงาม เพียงแต่ทันทีที่ร่างความทรงจําทะยานร่างพุ่งเข้าใส่ มันก็ถูกสตรีเตะจนลอยกระเด็นอย่างง่ายดาย

“หลบไป! ไสหัวไปให้พ้น!” สตริงดงามวิ่งเข้ามาตรงๆ ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ “ใครที่ไม่หลบ หนิวจะซัดให้กระเด็นไปให้หมด!”

ตอนที่ 1921 วาสนาอยู่ตรงหน้า

ทรงพลังมาก!

ถึงแม้หลิงฮันจะสามารถจัดร่างความทรงจําตรงหน้าได้ด้วยพลังของตนเอง แต่ก็คงไม่ง่ายดายเพียงนี้

สมแล้วที่หอคอยสามภพคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด

ยิ่งกว่านั้นพลังที่เขานํามาใช้ก็ยังเป็นเพียงแค่พลังส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจํากัดในระดับพลัง

จักรพรรดิใช้เวลาประมือกับร่างความทรงจําอยู่นานสักพัก เนื่องจากนางมีพลังต่อสู้ด้อยกว่าหลิงฮันและไม่มีหอคอยทมิฬ

หลังจากมุ่งหน้าต่อไป คู่ต่อสู้คนใหม่ก็ปรากฏตัว

“กาลเวลแปรผัน!” หลิงฮันใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์เวลาของหอคอยทมิฬ ทันทีที่เขาผลักฝ่ามือออกไป ร่างความทรงจําก็สลายหายไปทันที

ไม่ใช่ว่ามันถูกบดขยี้ด้วยพลังทําลายอันน่าสะพรึงกลัว แต่มันถูกอํานาจห้วงเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด จากฝ่ามือของเขาเร่งให้เสื่อมสลายไป แน่นอนว่าหากความสามารถนี้ถูกนําไปใช้กับจอมยุทธทั่วไป ย่อมไม่ทําให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเท่าไหร่

นั่นเพราะตัวตนระดับนิรันดร์นั้นมีอายุขัยที่ไร้ขีดจํากัด มีรึที่การเร่งกระแสเวลาจะทําให้พวกเขาแก่ชราและตายได้? ความสามารถนี้จึงสามารถใช้ทําให้การโจมตีหรือทักษะต่างๆ สลายไปเท่านั้น

หลังจากนั้น หลิงฮันก็ลองใช้อํานาจแห่งกฏเกณฑ์สังหาร

เขาสะบั้นดาบปลดปล่อยปราณพิฆาตทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ภายในพริบตารางความทรงพลัง อีกร่างก็ถูกหั่นออกเป็นชิ้นๆ

อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสามช่างทรงพลังจนน่าอัศจรรย์

หลังจากลองจนเข้าใจแล้ว หลิงฮันก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไป ทันทีที่เขาเห็นร่างความทรงจําปรากฏตัว เขาจะทําการบดขยี้พวกมันทิ้งในพริบตา และไต่ขึ้นไปยังยอดเขาด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าเดิม

หลิงฮันรับหน้าที่เป็นผู้โจมตีหลัก โดยที่จักรพรรดินีแทบไม่ได้ทําอะไรเลย

เพียงพริบตา เวลาหลายวันก็ผ่านพ้นไป

เอี๋ยนเซียนลู่ที่จิตใจอัดแน่นไปด้วยความทะเยอทะยาน ได้เคลื่อนที่ใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว ตัวเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าวาสนาแห่งสวรรค์และปฐพีนี้ ไม่มีทางตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น

ยิ่งเขาเดินหน้า เมฆหมอกรอบด้านก็ค่อยๆ สลายไป และแผ่นหินก้อนใหญ่ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเขาในที่สุด มันเป็นแผ่นหินที่แบนเรียบที่มีตราประทับแห่งเต๋า ส่องประกายอยู่เป็นระลอกราวกับมีชีวิต

หินก้อนใหญ่แผ่นนี้คือแผ่นหินที่ราชานิรันดร์หย่งชาง นั่งในขณะที่ทะลวงผ่านเป็น ราชานิรันดร์ ไม่ใช่สามารถราชานิรันดร์คนใดจะสามารถชี้นําให้เกิดวาสนาแห่งสวรรค์ปฐพีได้ มีเพียงราชานิรันดร์ที่มีที่พลังสูงส่ง อย่างราชานิรันดร์หย่งชางเท่านั้นที่ทําได้

ยิ่งเคลื่อนที่เข้าใกล้แผ่นหินเท่าไหร่ อู๋เซียนลู่ก็ยิ่งเผยสีหน้าตื่นเต้น ตราบใดที่เขานั่งไปบนแผ่นหินได้ พลังแห่งสวรรค์และปฐพีที่สั่งสมมานานหลายยุคสมัย จะหลั่งไหลเข้ามาในร่างของเขา ซึ่งจะสร้างโอกาสให้เขาสามารถไล่ตามอัจฉริยะที่ราวกับสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้ทัน

เพราะความรู้สึกอันตื่นเต้นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง อู๋เซียนลู่จึงเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว

เพียงแต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ จิตใจของเขาก็ชะงักและรีบยกฝ่ามือขึ้น ตราประทับสีขาวพรั่งพรูออกมาจากมือของเขา และปรากฏร่างของเต่าอําพัน

“ตูม!”

การโจมตีของใครบางคนปะทะเข้ากับเต่าอําพัน ชั้นบรรยากาศรอบด้านเกิดรอยปริแตก ราวกับห้วงมิติถูกฉีกกระชาก

“ซานจี้ถง!” อู๋เซียนลู่กล่าวออกมาโดยไม่แม้แต่หันหลังไปมอง

“ที่นี้เจ้ารู้สึกเสียใจรึยัง ที่เชิญข้ามาที่นี่?” ซานจี้ถงปรากฏตัวออกมาจากระยะที่ห่างออกไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มมุมปาก สายตาของเขาไม่ได้มองไปยังซานจี้ถง แต่มองไปยังอีกทิศทางหนึ่งก่อนจะกล่าว “น้องชายเหลา ยังไม่ออกมาอีกรึ? เจ้าจะซ่อนตัวไปถึงเมื่อไหร่กัน”

ซานจี้ถงเปลี่ยนสีหน้าทันใด เนื่องจากเขาไม่รู้สึกตัวมาก่อนว่าเหลาซงจะแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ถ้าหากเขากับซานจี้ถงเริ่มการปะทะกันล่ะก็ วาสนาจะต้องถูกอีกฝ่ายลอบแย่งชิงไปแน่นอน

แต่ประเด็นก็คือเขาสัมผัสไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่าเหลาซงนั้นอยู่ที่นี่ การที่เอี้ยนเซียนลู่สัมผัสได้ ย่อมหมายถึง อย่างน้อยในด้านความสามารถของการรับรู้ตัวเขากับเอี้ยนเซียนรู้มีความห่างชั้นกันอย่างมาก

“ฮ่าๆ หูตาของพี่ชายเอี้ยนช่างเฉียบคมนัก ข้ามั่นใจมากแท้ๆ ว่าแม้แต่ตัวตนระดับแบ่งแยก วิญญาณก็ไม่หาตัวข้าได้ แต่พี่ชายเอี้ยนกลับมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง” เสียงหัวเราะดังขึ้น พร้อ มกับร่างของเหลาซงค่อยๆ ก้าวเดินออกมา

เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าของซานจี้ถงก็กลายเป็นบูดบึงจนน่าเกลียด เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าความสามารถในการรับรู้ของเอี้ยนเซียนลู่นั้นอยู่เหนือเขาจริงๆ

เอี๋ยนเซียนลู่ยิ้มและกล่าว “ข้าไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนของเจ้าได้หรอกนะเหลาซง ข้าแค่คิดว่าในเมื่อน้องชายซานปรากฏตัวที่นี่แล้ว เจ้าเองก็น่าจะอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน”

บัดซบ ที่แท้เจ้าก็มั่วงั้นรึ

ซานจี้ถงแทนจะกระอักโลหิตออกมา เขาไม่คาดคิดว่าอัจฉริยะอย่างเอี้ยนเซียนลู่จะใช้วิธีการปลิ้นปล้อนเช่นนี้ด้วย ถ้าเกิดเหลาซงไม่ได้อยู่ที่นี่ขึ้นมาล่ะ อีกฝ่ายจะไม่รู้สึกอับอายบ้างรึ?

เอี้ยนเซียนลู่หัวเราะโดยไม่ตอบอะไร มีเพียงตัวเขาคนเดียวที่รู้ว่า ความจริงแล้วเขาสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเหลาชงได้จริงๆ

ตัวเขาที่มีแก่นกําเนิดนิรันดร์สอดคล้องกับอํานาจแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ จะไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของใครอื่นรอบกายได้อย่างไร?

“วาสนาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ใครจะได้ครอบครองมันก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง!” เซียนลูกล่าวออกมา พร้อมกันนั้นเองกลิ่นอายทั่วร่างของเขาก็เปลี่ยนไป

ก่อนหน้านี้กลิ่นอายของเขาเปรียบดั่งดาบไร้เทียมทาน ที่ถูกเก็บอยู่ในปลอกดาบ จึงไม่แสดงอ อกถึงความน่าเกรงยําเกรง แต่ตอนนี้เมื่อดาบถูกชักออกมา คลื่นอํานาจที่สั่นสะท้านไปถึงสวรรค์ ถูกปลดปล่อยออกมา

“พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันทั้งสองคนนั่นล่ะ” อู๋เซียนลู่กล่าวกับเหลาซงและซานจี้ถง ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ราวกับทั้งสองเป็นเพียงจอมยุทธธรรมดาทั่วไป

ตอนที่ 1920 อีกสามชั้นของหอคอยเปิดออก

หลิงฮันไม่คาดคิดแม้แต่น้อย ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่หอคอยน้อยว่า จะหมายถึงการที่หอคอยทมิฬสามชั้นที่เหลือเปิดออกพร้อมกัน!

“ครืนนน” หอคอยสามภพล่องลอยอยู่ภายในตันเถียนของเขา ชั้นทั้งเก้าของหอคอยส่องแสงสว่างเจิดจ้า ราวกับกําลังกําราบสวรรค์ด้วยออร่าที่ส่งผ่านมายังยุคบรรพกาล

“หืม?”

ราชานิรันดร์หย่งชางขมวดคิ้ว เมื่อครู่จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังที่อยู่เหนือระดับพลังของเขาไปไกลหลายขุม

ราชานิรันดร์ระดับเก้า!

หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นอีก

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความตกตะลึง ราวกับเรื่องประหลาดเช่นนี้ไม่สมควรเกิดขึ้น

มือและเท้าของหลี่ว์ไห่หรงสั่นสะท้าน กลิ่นอายนี้ นางเคยพบเจอมาก่อน!

หรือจะเป็นผู้อาวุโสท่านนั้น?

ภายในภูเขา หลิงฮันยกหมัดขึ้นสูงและโจมตีใส่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ ซึ่งการกระทําของเขา ส่งผลให้อํานาจของอสนีบาต,อสุนีบาตที่ผ่าลงมารุนแรงกว่าเดิม อันที่จริงเขาไม่ต้องรีบทําการตัดขาดสวรรค์และปฐพีก็ได้ หากรอให้เวลาเกือบครบหนึ่งวันและตัดผ่านนิพพานละก็ แม้ในตอนนั้นสวรรค์และปฐพีจะเกรี้ยวกราด แต่อย่างมาก พลังทําลายของอสนีบาต, อสุนีบาตก็จะคงอยู่ เพียงชั่วครู่ และสามารถผ่านทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ไปได้อย่างไม่ยากเย็น

เพียงแต่หลิงฮันไม่ทําเช่นนั้น เขาต้องการทดสอบความน่าสะพรึงกลัวของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์

เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดของศาสตร์วรยุทธ เขาจําเป็นต้องอยู่เหนืออัจฉริยะทั้งมวล เพ ราะงั้นเขาจึงอยากพิชิตศัตรูที่อัจฉริยะคนอื่นไม่อาจเอาชนะได้ให้ได้

“ตูม!”

เพียงแค่การตอบโต้กับสวรรค์เพียงครั้งเดียว หลิงฮันก็รู้สึกชาไปทั่วแขนและเผยสีหน้าตกตะ ลึงเล็กน้อย อย่างที่รู้กันว่ากายหยาบของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ ตัดวิญญาณหยิน ก็ยากที่จะทําให้เขาบาดเจ็บ แต่ตอนนี้แขนของเขากลับรู้สึกชาเพียงแค่รับการโจมตีหนึ่งครั้ง

เพียงแต่ ก็ยอดเยี่ยมนัก!

หลิงฮันรู้สึกว่าภายในร่างกายของเขาในตอนนี้ เอ่อล้นไปด้วยพลังที่น่าเกรงขาม หลังจากที่ตัดขาดกับสวรรค์และปฐพีแล้ว ตันเถียนของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด เขาไม่จําเป็นต้องชี้นําพลังวิญญาณจากสวรรค์และปฐพีมาควบแน่นเป็นปราณก่อเกิดอีกต่อไป

หลิงฮันคํารามและกระหน่ำปล่อยหมัดตอบโต้ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ อํานาจต้นกําเนิดอย่างเพลิงเก้าสวรรค์และวารีพลังหยินเร้นลับ ถูกปกคลุมไปด้วยหมัดของเขา และสร้างตราประทับแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา

ในขณะเดียวกัน ทางด้านของจักรพรรดินีนั้น เมื่อทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ใกล้จะถึงเวลาสิ้นสุด นางก็ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาเพื่อตัดขาดสวรรค์และปฐพี นางรอจนกระทั่งอสนีบาต อสุนีบาต ระลอกสุดท้ายผ่าลงมา ถึงค่อยตัดนิพพานสู่ห้านิพพาน

ในเมื่อทั้งสองรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์พร้อมกัน หากทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของจักรพรรดินี้สิ้นสุด ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของหลิงฮันเองก็ต้องสิ้นสุดเช่นกัน

เมฆสายฟ้าสองก้อนกระจัดกระจายหายไปอย่างพร้อมเพรียง หลิงฮันกับจักรพรรดินี้หันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม

บรรลุห้านิพพานสําเร็จ!

จากนี้เป็นต้นไป ในที่สุดทั้งสองก็ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในระดับของอัจฉริยะแนวหน้าเสียที

“เจ้าหนู อย่าเพิ่งเหลิงจนเกินไป แม้แต่ในระดับห้านิพพาน ก็ยังมีความแตกต่างของพลังอยู่อีก” หอคอยน้อยกล่าวเตือน

หลิงฮันพยักหน้า ดูจากพวกเอี๋ยนเซียนลู่ ซานจี้ถง และเหลาซงเป็นตัวอย่างก็ได้ ในหมู่พวกเขาทั้งสามเห็นได้ชัดว่า เอี๋ยนเซียนลู่นั้นแข็งแกร่งที่สุด บางทีความแตกต่างของพลังต่อสู้อาจจะไม่ใช่แค่หนึ่งดาวด้วยซ้ํา

การที่เพิ่งบรรลุผ่านระดับห้านิพพาน ก็เหมือนกับเพิ่งก้าวผ่านธรณีประตู หลังจากนี้พวกเขา จะก้าวเดินต่อไปได้อีกไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเอง

“หอคอยทมิฬอีกสามชั้นเปิดออกแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างงั้นรึ?” หลิงฮันเอ่ยถาม

“เจ้าสามารถเร่งการไหลของกระแสเวลาได้” หอคอยน้อยกล่าว “อย่างสมุนไพรนิรันดร์ที่ถูกปลูกความเร็วในการเจริญเติบโตก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า และหากบีบระยะให้แคบลง การไหลลงของกระแสเวลาก็จะถูกเร่งได้ถึงพันเท่า”

หลิงฮันชะงักก่อนจะเผยท่าทีตื่นเต้น “นั่นหมายถึงหากข้าหลอมเม็ดยาในหอคอยทมิฬ ความเร็วในการหลอมก็จะเพิ่มขึ้นพันเท่านั้นรึ?”

“ไม่ผิด!” หอคอยน้อยพยักหน้า

หลิงฮันยิ้มไม่หุบ ในการวิเคราะห์หรือทําความเข้าใจ ต้นสังสารวัฏคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพียงแต่อํานาจของต้นสังสารวัฏนั้น ช่วยเร่งแค่ระยะเวลาภายในห้วงความคิดเท่านั้น แต่ถ้าหากต้องการเร่งหัวงเวลาของร่างกายจริงๆ จําเป็นที่จะต้องพึ่งพาอํานาจของหอคอยทมิฬ

“นอกจากนั้น เจ้าก็ยังสามารถขึ้นําพลังส่วนหนึ่ง อย่างอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลา อํานาจ แห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ และอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารจากหอคอยทมิฬใช้ได้”

หอคอยน้อยกล่าวต่อ “เอาล่ะ เลิกยุ่งกับข้าได้แล้ว ข้าต้องใช้เวลายกระดับตนเองเพื่อปรับตัวเข้ากับความสามารถใหม่อีก”

หอคอยอวดดีตนนี้ ยังคงพูดจาไม่เข้าหูเหมือนเคย

หลิงฮันเลือกที่จะเมินเฉย

เขายิ้มไปยังจักรพรรดินี “ไปกันต่อเถอะ”

ถึงแม้พวกเขาจะเสียเวลาไปสิบกว่าวัน แต่ก็ใช่ว่าจะไปถึงยอดเขาเป็นคนแรกไม่ได้ เนื่องจากขนาดพวกเขาใช้เวลามาหลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถขึ้นไปยังยอดเขาได้แค่ระยะเวลาสิบวัน ถึงแม้จะมีผลบ้างแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร

อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครไล่ตามพวกเขาทัน

แต่ก็แน่นอนอีกว่าใช่ว่าทุกคนจะเลือกเดินในเส้นทางเดียวกับพวกเขา เพราะยังไงเส้นทางที่เชี่อมต่อไปยอดเขาก็ยังมีเส้นทางอื่นอยู่อีก

หลิงฮันกับจักรพรรดินีจับมือเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กัน

เบื้องหน้าของพวกเขามีเมฆหมอกมารวมตัวกันอีกครั้ง และปรากฏเป็นร่างอัจฉริยะจากความ ทรงจําของราชานิรันดร์หย่งชางคนใหม่ เพียงแต่อัจฉริยะที่ปรากฏตัวในครั้งนี้คือตัวตนระดับตัด วิญญาณหยาง

ดูเหมือนว่าอํานาจของสวรรค์และปฐพี่ในที่แห่งนี้ จะถูกกําหนดเอาไว้ตามระดับพลังของจอมยุทธแต่ละคน เพื่อที่จะไม่ให้ใครใช้ข้อได้เปรียบจากระดับพลังที่สูงกว่าไต่เขาอย่างรวดเร็ว คู่ต่อสู้ ที่ปรากฏออกมาจึงต้องมีพลังต่อสู้ใกล้เคียงกัน

“เข้ามา!” หลิงฮันหัวเราะ เขาอยากจะทดสอบความสามารถใหม่ของหอคอยทมิฬเต็มที่แล้ว

หลิงฮันพุ่งเข้าปะทะกับร่างความทรงจํา เพียงแต่สิ่งที่เขาทําคือการรับกระบวนท่าเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ตอบโต้ ในระหว่างนี้เขาได้สื่อสารกับหอคอยน้อยเพื่อไต่ถามถึงวิธีการใช้อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงเวลา อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ห้วงมิติ และอํานาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร

ด้วยศักยภาพในการทําความเข้าใจของเขา และหอคอยทมิฬคือส่วนหนึ่งในร่างกายของเขา หลิงฮันจึงเรียนรู้วิธีการใช้ได้อย่างรวดเร็ว เขาผลักฝ่ามือออกไปใส่ร่างความทรงจํา “จงหายไป!”

จู่ๆ ร่างความทรงจําก็ถูกแสงปกคลุมไปทั่วร่าง ตราประทับแห่งเต๋าค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาที่ละตัว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ใช้ไม่ได้รึ?” หลิงฮันประหลาดใจ เขาตั้งใจว่าจะใช้อํานาจแห่งกฏเกณฑ์ห้วงมิติ รวบร่างของร่างความทรงจําเข้ามาในหอคอยทมิฬ แต่กลับล้มเหลวเสียได้

“งั้นก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้” เขาหัวเราะและผลักฝ่ามือออกไปอีกครั้ง “สะบั้น!”

“พรึบ พรึบ พรึบ” คมดาบวายุมากมายถูกปลดปล่อยเข้าใส่ร่างความทรงจํา คมดาบแต่ละเล่ม มีความยาวเพียงหนึ่งฟุต แต่ตราประทับแห่งเต๋าที่ส่องประกายอยู่ตามคมดาบกลับพรั่งพรูไปด้วยอํานาจแห่งสวรรค์และปฐพี่ที่น่าสะพรึงกลัว

ทันทีที่ถูกคมดาบวายุตัดผ่าน ร่างความทรงจําก็ถูกเฉือนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา

ง่ายเพียงนี้เลย

ตอนที่ 1919 ห้านิพพาน!

ภายในภูเขา หลิงฮันกับจักรพรรดินีแยกกันไปคนละทิศ เพื่อรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์

โชคดีที่ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาสามารถทําหน้าที่ของมันได้ดี ความรุนแรงของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์จึงลงมาบางส่วน แม้อํานาจของมันจะยังทรงพลังเกินกว่าระดับสี่นิพพาน และใกล้เคียงกับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของระดับแบ่งแยกวิญญาณ แต่มันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ทั้งสองคนรับมือไหว

ครีนนน!

อสนีบาต, อสุนีบาตขนาดหลายหมื่นฟุตผ่าลงมา จนส่งผลให้ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ราวกับสวรรค์กําลังร่ําไห้

หลิงอันสงบนิ่งเป็นอย่างมาก เขาโคจรทักษะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์พร้อมกับสลายการป้องกันของกายหยาบ เพื่อขัดเกลาร่างกายด้วยทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์เหมือนทุกที

ส่วนในด้านของจักรพรรดินี ถึงแม้นางจะไม่มีความสามารถที่ผิดมนุษย์มนาเหมือนหลิงฮัน แต่ร่างแยกทั้งเก้าของนางก็ช่วยให้นางสามารถต้านทาน อํานาจทําลายล้างอันทรงพลังของสวรรค์และปฐพี่ได้

ตูม!

ตูม!

ตูม!

หลิงขั้นรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยกายหยาบอันไร้เทียมทานของเขา แม้จะสลายพลังป้องกันไปแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นก็มีเพียงรอยถลอกเล็กน้อยตามผิวหนังเท่านั้น ยิ่งหากเขาไม่สลายพลังป้องกันแล้วล่ะก็ เขาสามารถนอนหลับในขณะรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ได้เลย

ทางด้านของจักรพรรดินีนั้น นางเองก็ไม่ได้รับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์อย่างยากลําบาก ร่างทั้งสิบของนางสามารถช่วยกันแบ่งเบาอํานาจของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ได้ เพราะงั้นถึงแม้สภาพของนางจะไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนหลิงฮัน แต่ก็ไม่ได้ลําบากอะไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะยันต์ไม้ท้อผูกชะตา ที่ทําหน้าที่ลดพลังทําลายของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ได้อย่างดีเยี่ยม

หลิงฮันอดคิดไม่ได้ว่า หากมียันต์ไม้ท้อผูกชะตามากพอ ให้ใช้ต้านทานทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ในทุกระดับพลังล่ะก็ ไม่ใช่ว่าใต้ท้องฟ้านี้จะมีปรมาจารย์ ที่มีพลังบ่มเพาะสูงส่งเกิดขึ้นอีกมากมายเลยงั้นรี

“ช่างเป็นความคิดที่เพ้อเจ้อ” หอคอยน้อยเอ่ยแทรกด้วยน้ําเสียงหยิ่งยโส

“ข้าไม่ได้ถามความเห็นเจ้าเสียหน่อย” หลิงฮันสบถอย่างไม่สบอารมณ์ หอคอยน้อยตนนี้ชอบขัดเขาไปเสียทุกเรื่องเลยเชียว

หอคอยน้อยเมินเฉยคําพูดของหลิงฮันและกล่าวต่อ “ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาจะถูกดึงประสิทธิ์ภาพออกมาได้สูงสุดเพียงการใช้งานครั้งแรกเท่านั้น มันก็เหมือนกับการใช้เม็ดยา ที่ยิ่งใช้ติดต่อกัน ผลลัพธ์ก็จะต่ําลงจากครั้งแรกๆ ”

หลิงฮันอุทาน “โอ้” ออกมา ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

“ต่อให้เป็นในมหาขุมอํานาจ ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาก็ถูกใช้กับทัณฑ์สายฟ้าในระดับห้านิพพานเท่านั้นหากในทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ทั่วไป ยังจําเป็นต้องใช้ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาล่ะก็ คนผู้นั้นก็คงเป็นขยะที่ไร้ค่าเกินกว่าจะทุ่มเททรัพยากรให้” หอคอยน้อยกล่าวอย่างเหยียดหยาม

“ข้ามีความรู้สึกจากลางสังหรณ์ว่า หลังจากที่เจ้าบรรลุระดับห้านิพพาน หอคอยทมิฬจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!” จู่ๆ หอคอยน้อยก็เปลี่ยนน้ําเสียง หลิงฮันสัมผัสได้ว่าน้ําเสียง ขอหอคอยน้อยในตอนนี้แฝงเอาไว้ด้วยความรู้คาดหวังเล็กน้อย

แม้จะเป็นเพียงการพูดคุยผ่านสัมผัสสวรรค์ก็ตามที แต่หลิงฮันกับหอคอยน้อยจงใจใช้คําว่า “หอคอยทมิฬ” เพื่อเลี้ยงคําว่าหอคอยสามภาพ

หลังจากหลิงฮันแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็กล่าว “ช่างน่าแปลก ข้าจะไม่ได้ทะลวงผ่านไปยังระดับพลังใหม่เสียหน่อย เหตุใดจๆ หอคอยทมิฬถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกัน? แถมยบังเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วย”

“ห้านิพพาน… การตัดขาดสวรรค์และปฐพี่ที่สมบูรณ์ คือปัจจัยที่ทําให้ตัวเจ้ากลาย เป็นสวรรค์และปฐพีตัวเจ้าจะกลายเป็นเอกภาพที่ไร้ข้อผูกมัด!” น้ําเสียงของหอคอยน้อยกลับไปเป็นแบบเดิม “มีราชานิรันดร์มากมายที่ไม่สามารถบรรลุห้านิพพานได้ ทั้งๆ ที่ขั้นพลังนี้คือธรณีประตูสู่ระดับพลังสูงสุด”

“แต่ก็นะ หากเจ้าไม่สามารถบรรลุระดับห้านิพพานได้ หลังจากที่เจ้าบรรลุเป็นตัวตนระดับแบ่งแย่งวิญญาณ ข้าคงจะต้องทิ้งเจ้าไปหาผู้ครอบครองใหม่”

“นั่นเพราะตลอดชีวิตนี้ เจ้าจะไม่สามารถทําภารกิจที่ข้ามอบหมายได้สําเร็จ!”

หอคอยน้อยกล่าวออกไปตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม

ในชั่วขณะหนึ่ง หลิงฮันไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกอย่างไรดี

เห็นได้ชัดว่าหอคอยน้อยไม่เคยตระหนักว่าเขาเป็นเจ้านายเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่เป็นนายของหอคอยทมิฬก็คือตัวหอคอยน้อยเอง หากคนที่มันเลือกทําตามเป้าหมายไม่ได้ มันก็ไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนไปเลือกคนอื่นแทน!

บางทีที่หอคอยทมิฬไปปรากฏขึ้นที่ทมิฬฮงเทียน ก็อาจเป็นเพราะหอคอยน้อยทําการละทิ้ง “ผู้ถูกเลือก” คนก่อนก็เป็นได้

“อย่าได้คิดอะไรฟุ้งซ่านเอาเอง” หอคอยน้อยกล่าว “ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดสิ้นสุด ผู้ที่จะเป็นผู้ปกครองหอคอยทมิฬ ก็มีเพียงเจ้าแค่คนเดียว”

“เวลาเจ้าปลอบข้าแบบนี้ ข้ารู้สึกได้เลยว่าเจ้าไม่ได้จริงจังแม้แต่น้อย!” หลิงขั้นหัวเราะ

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หอคอยทมิฬก็ช่วยทําให้เขาเติบโตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กล่าวได้ว่าหากไม่มีหอคอยทมิฬ เขาก็อาจจะบรรลุความสําเร็จสูงสุดของศาสตร์ปรุงยาได้ แต่กับศาสตร์วรยุทธคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หรือบางทีเขาอาจจะถูกหลอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็ดยา โดยเงื่อมมือของห้านิกายโบราณและไร้ตัวตนไปนานแล้วก็เป็นได้

“งั้นก็ขอข้าคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของหอคอยทมิฬหน่อยแล้วกัน!” หลิงฮันฟื้นฟูการป้องกันของกายหยาบกลับมา ทั้งๆ ที่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ยังไม่สิ้นสุด แต่เขากลับ ยกฝ่ามือขึ้นสู่ท้องฟ้า

เขาจะทําการตัดผ่านห้านิพพานเสียตั้งแต่ตอนนี้

พรึบ” หลิงอันตรึงมือเป็นรูปร่างกระบี่และสะบั้นเข้าใส่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ เห็นได้ชัดว่าทั้งๆที่เขาเพียงแค่ทําท่าฟันกระบี่ ไม่ใช่การฟันด้วยกระบี่จริงๆ แต่ท้องฟ้ากับปรากฏแสงสว่างราวกับสวรรค์และปฐพี่กําลังถูกตัดขาด

สวรรค์และปฐพี่ส่งเสียงคํารามด้วยความพิโรธ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าน้ําเสียงนั้น เป็นเสียงคํารามของมนุษย์หรือสัตว์อสูร แต่มันก็ทําให้จิตวิญญาณของคนที่ได้ยิน เกิดการสั่นสะท้านด้วยความกลัว

ครืนน ครืนนน” อสนีบาต อสุนีบาตครั้งต่อไปที่ผ่าลงมา มีพลังทําลายที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอสุนีบาต อสุนีบาตแปรสภาพกลายเป็นรูปทรงของขวาน และทะลวงเข้าใส่หลิงฮันด้วยเจตนาที่ต้องการจะบดขยี้ให้สิ้นซาก

หลิงฮันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาในจิตใจ ราวกับตัวของเขาได้หลุดพ้นออกมาจากสวรรค์และปฐพี

ที่ผ่านๆ มา เขากับสวรรค์และปฐพี่นั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน เปรียบแล้วก็เหมือนกับตัวเขา เคือหยดน้ําหนึ่งหยดในมหาสมุทรเพียงแต่ตอนนี้ตัวเขาได้เปลี่ยนจากหยดน้ํามาเป็นมัจฉา ที่ถึงแม้จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยขาดมหาสมุทรได้ แต่ก็สามารถแหวกไปที่มุมใดของมหาสมุทรก็ได้ตามต้องการ

“พรึบ ร่างของปลดปล่อยคลื่นแสงบางอย่างออกมา คลื่นแสงนี้แม้จะเรือนราง แต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยอํานาจที่ทรงพลัง

นี่คือ…. แสงแห่งวิถีวรยุทธของตัวเขาเอง!

“ตูม” และทันใดนั้นเอง คลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัว ก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา คลื่น แสงอันเรือนรางได้ถูกแทนที่ด้วยคลื่นแสงที่เข้มข้นแทน

ห้วงเวลา!

ห้วงมิติ!

อํานาจสังหาร!

อํานาจแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสาม ที่อยู่บนจุดสูงสุดของอํานาจแห่งกฏทั้งหมด ระเบิดออกมาจากร่างของหลิงฮันพร้อมกันอย่างไม่คาดคิด

หอคอยทมิฬสามชั้นที่เหลือ… ถูกเปิดออกแล้ว!

ตอนที่ 1918 ไล่ล่า

“โอ้?” ราชานิรันดร์หย่งชางแหงนมองท้องฟ้า และเผยสีหน้าประหลาดใจ

ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่สัมผัสสวรรค์ของเขานั้นกว้างใหญ่ไพศาล ตอนนี้เพียงแค่มองขึ้นไปเฉยๆเขาก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่ากําลังมีอะไรเกิดขึ้น

ตัดผ่านห้านิพพาน และยันต์ไม้ท้อผูกชะตา

สองสิ่งนี้คือสิ่งที่อยู่คู่กัน เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครคนไหน สามารถรอดพ้นจากทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของระดับห้านิพพานได้ โดยไม่ใช่ยันต์ไม้ท้อผูกชะตา

“เป็นเด็กน้อยคนไหนกัน ที่ครอบครองสมบัติเช่นนั้น?” ราชานิรันดร์หย่งชางรู้สึกสงสัย ต้นท้อผูกชะตานั้นเป็นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีพฤกษา ที่เมื่อหลายล้านปีที่ผ่านๆ มา ได้ถูกเหล่าปรมาจารย์ที่ทรงพลังตัดไปแล้วจนแทบไม่เหลือแล้ว ในยุคสมัยนี้ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาที่ทุกคนมี ใช้จึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกส่งต่อมาจากยุคก่อน

นอกจากนั้นผู้ที่สามารถบรรลุระดับนิพพานได้ ต่อให้เป็นขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับเก้าก็มีอยู่เพียงหยิบมือ

ในขุมอํานาจที่ยิ่งใหญ่แต่ละยุคสมัย รุ่นเยาว์ที่จะบรรลุระดับพลังนี้ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น

แต่ทว่าตอนนี้ คนถึงสองคนกลับกําลังทะลวงผ่านระดับห้านิพพานพร้อมกัน เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่แม้แต่ราชานิรันดร์ระดับแปดเช่นเขา ก็ยังประหลาดใจ

หลี่ว์ไห่หรงเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ถึงแม้พลังของนางจะไม่ได้สูงส่งเท่าราชานิรันดร์หย่งชางแต่ตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ก็เป็นถึงขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับเก้า นางจึงรู้เรื่องนี้ดีกว่าราชานิรันตร์หย่งชางเสียอีก

ต่อให้เป็นตําหนักมัจฉาวายุภักษ์ ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาที่เหลืออยู่ก็มีไม่มากแล้ว

“น่าสนใจ! น่าสนใจยิ่งนัก!” ราชานิรันดร์หย่งชางดวงตาส่องประกาย และสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง

เขาไม่รู้สึกสนใจอะไรในตัวหลิงฮันมาก่อน จนกระทั่งได้เห็นทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ เมื่อสายตาของเขากวาดมอง สิ่งที่เขามองเห็นก็ไม่ได้มีเพียงแค่ยันต์ไม้ท้อผูกชะตา

“แก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีเพลิงบรรพบุรุษ กับวารีบรรพบุรุษ!” ราชานิรันดร์หย่งชาง พึมพํา “อํานาจต้นกําเนิดทั้งสองที่แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ยังยากที่จะมีในครอบครอง แต่เขากลับมีอยู่ถึงสอง”

แววตาของหลิวไห่หรงเองก็ส่องประกาย นางเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า จะต้องนําแก่ นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งสองนี้ไปให้ฮูหนิวดูดกลืนให้ได้

“โอ้ ดูเหมือนเจ้าหนูผู้นี้จะมีชื่อว่าหลิงฮันนะ” ราชานิรันดร์หย่งซางยิ้ม

ว่าไงนะ!

หลี่วไห่หรงอ้าปากค้าง และกลายเป็นไร้คําพูดในทันที

หรือหลิงฮันผู้นี้จะเป็นหลิงฮันคนที่ชูหนวกําลังตามหา?

ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้

ฮูหนิวมั่นใจเป็นอย่างมากว่าหลิงฮันนั้นยังไม่ตาย ถ้าเกิดหลิงฮันผู้นี้เป็นคนเดียวกันจริงนางก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงสามารถหลบหนีจาก คลื่นปะทะของตัวตนระดับข้ามผ่า นต้นกําเนิดแท็ได้

ขนาดแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่เขายังมีครอบครองถึงสอง เพราะงั้นมีรีที่เขาจะไม่มีไพ่ลับอื่นที่เอาไว้ใช้รักษาชีวิตตนเอง?

น่าเสียดายเป็นอย่างมาก หากเป็นแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่จะชิงแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี่ทั้งสองนี้ไปให้ฮูหนิว

“พรึบ” ทันใดนั้นเองร่างหนึ่งก็เหาะเหินเข้ามา ร่างที่ว่านี้คือชายชราผมขาวที่บนหัวแทบจะไม่เหลือเส้นผมให้เห็น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นราวกับคนใกล้ตายและมีออร่าเที่ยว เฉาปกคลุมไปทั่วร่าง

อสูรเฒ่าเงาโลหิต!

“เจ้าหนู คิดว่าการที่เจ้าแอบหนีออกมา จะทําให้ชายชราผู้นี้จะไล่ตามเจ้ามาไม่ได้งั้นรึ? ช่างไร้เดียงสา!” ชายชราแสยะยิ้ม โดยไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของราชานิรันดร์ทั้งสอง

ตราบใดที่ราชานิรันดร์ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ต่อให้พวกเขายืนอยู่ต่อหน้า ผู้คนก็จะไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้!

“เจ้าหนู คิดจริงๆ รีว่าข้าจะหาเจ้าไม่พบ?” อสูรเฒ่าเงาโลหิตพึมพํากับตัวเอง

เขาแอบรอคอยอยู่ด้านนอกเมืองวิถีโอสถมาโดยตลอด และได้รู้ว่าหลิงฮันกลายเป็นผู้สืบทอดคนใหม่ของเมืองวิถีโอสถ หากกล่าวตามตรงแล้ว ในตอนที่ได้ยินข่าวนี้เป็นครั้งแรก ตัวเขานั้นตกตะลึงมากจริงๆ

เขาสั่งให้เจ้าหนูผู้นี้ไปเป็นผู้ติดตามของหลู่เซียนหมิง และคอยช่วยเหลืออีกฝ่ายเพื่อที่จะได้มีโอกาสแย่งชิงยันต์ไม้ท้อผูกชะตาแท้ๆ แต่เจ้าหนูนี้กลับกลายเป็นผู้สืบทอดเองเสียได้

เพียงแต่หลังจากหายจากอาการตกตะลึงแล้ว ความรู้สึกของเขาก็เอ่อล้นไปด้วยความตื่นเต้น

ทีนี้หลิงฮันก็จะนํายันต์ไม้ท้อผูกชะตากลับมาให้เขาได้แน่นอน

เพียงแต่หลังจากรอมานานสองนานเพื่อให้หลิงฮันกลับมาหา ชายชราก็เริ่มอดทนไม่ ไหวจนต้องแอบลอบเข้าไปในเมือง เพียงแต่ท้ายที่สุดเขาก็ถูกพบตัวและมีการปะทะที่รุนแรงเกิดขึ้น ก่อนจะเผ่นหนีออกมา

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามาถจับกุมตัวใครบางคนมาได้ เมื่อทําการตรวจสอบความทรงจําจากดวงวิญญาณของคนผู้นั้นแล้ว ชายชราถึงได้รู้ว่าหลิงฮันออกจากเมืองวิถีโอสถไปยังสถานที่นัดพบกับเอี๋ยนเซียนลู่

ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบไล่ตามมาที่นี้ในทันที ถึงแม้ราชานิรันดร์หย่งชางจะเป็นตัวตนที่น่ายําเกรงแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะล่วงเกินอีกฝ่าย และมานําตัวจอมยุทธหรือนักปรุงยาตัวจ้อยผู้หนึ่งกลับไปเท่านั้น เพราะงั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่ราชานิรันดร์หย่งชางจะให้ความสนใจ

ยิ่งกว่ามีรีที่ราชานิรันดร์จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของหลิงฮัน?

ช่างน่าขั้น!

เพียงแต่สําหรับยอดเขาสามตะวันแห่งนี้นั้น ชายชราไม่สามารถไต่ขึ้นไปได้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้คือสถานที่แห่งการบรรลุเป็นราชานิรันดร์ ที่ราชานิรันดร์หย่งชาง กําหนดเอาไว้ให้เพียงแค่จอมยุทธระดับโลกียนิพพานเท่านั้นที่สามารถไต่ขึ้นเพื่อรับวาสนาได้ สําหรับจอมยุทธระดับอื่น ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถขึ้นไปยังภูเขาได้

นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นจะแข็งแกร่งกว่าราชานิรันดร์หย่งชาง!

“พรึบ คลื่นแสงอัสนี้ส่องประกาย พร้อมกับชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวอย่างเงียบเฉียบ

ป้าเยา!

หลังจากตอนที่กลับไปตําหนักเมฆาอัสนี และรายงานเรื่องของหลิงฮันแล้ว เขาก็หาข้ออ้างแอบออกมาเพียงคนเดียว

แน่นอนว่าที่ทําแบบนั้นก็เพื่อตามล่าหลิงชั้น

ด้วยการที่เขาเป็นคนของขุมอํานาจราชนิรันดร์ สายตาของเขาย่อมเฉียบคมกว่าอสูรเฒ่าเงา โลหิตจึงมั่นใจว่าสมบัติที่หลิงฮันครอบครองอยู่นั้นจะต้องล้ําค่าหาสิ่งใดเปรียบแน่นอน ที่เป็นไป ได้มากที่สุดก็คือสมบัตินั่นอาจจะเป็นแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี หรือไม่ก็อุปกรณ์ที่มีพลังระดับราชานิรันดร์

“สถานที่แห่งการบรรลุเป็นราชานิรันดร์!” ป้าเยาแหงนมองยอดเขาสามตะวัน และเผยสีหน้าเลื่อมใส

ราชานิรันดร์หย่งชางคือตัวตนสูงส่ง ที่เมื่อเทียบกันแล้ว ราชานิรันดร์เหลยหยุนก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกตั้วจ้อย!

ต่อให้เป็นในความฝัน เขาก็ไม่กล้าจินตนาการว่าตนเองจะบรรลุพลัง ที่สูงส่งขนาดนั้นได้ ความหวังของเขาคือขอแค่ทะลวงผ่านกลายเป็นราชานิรันดร์ได้ก็พอ

ในตอนที่เขายังเป็นผู้สืบทอด เขามีความมั่นใจมากว่าตนเองจะบรรลุระดับพลังที่ว่าสําเร็จ แต่ยิ่งพลังบ่มเพาะสูงขึ้นเท่านั้น เขาก็เริ่มค้นพบว่าราชานิรันดร์นั้น เป็นระดับพลังที่ยากเกินจะเอื้อมถึง!

ในรอบหลายล้านล้านปี ที่ตําหนักเมฆาอัสนี้มีผู้สืบทอดถือกําเนิดขึ้นมากมาย แต่คิดว่ามีกี่คนกันที่บรรลุเป็นราชานิรันดร์ได้?

ไม่มีแม้แต่คนเดียว!

“จะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสนี้แล้ว!”

ตอนที่ 1917 ดูดซับหยกต้นกําเนิดวิถี สวรรค์ และเข้าใกล้ห้านิพพาน)

หืม?

หลิงฮันชะงัก ฮูหนิวงั้นรึ?

นางมาที่นี่ได้อย่างไร?

หลิงฮันคิดและเข้าใจอย่างรวดเร็ว ต้องเป็นหัวหน้ากองก๋วนแน่นอน ที่รายงานไปว่าเขาตายไป แล้วเพราะงั้นฮูหนิวที่ไม่เชื่อถึงได้มาที่นี่ด้วยตัวเอง

“มีอะไรงั้นรึ?” จักรพรรดินี้ไม่อาจรับรู้เหตุการณ์ด้านนอกหอคอยทมิฬได้

หลิงอันยิ้ม “ซูหนิวมาที่นี่แล้ว อีกไม่นานพวกเจ้าคงได้พบกัน”

จักรพรรดินีเผยสีหน้าหยิ่งทะนงอันผ่าเผยที่หาได้ยาก ก่อนหน้านี้นางได้เห็นซูหนิวผ่านทางร่างแยก จึงรู้ว่าความงดงามของเด็กสาวผู้นี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่านางเลยแม้แต่น้อย

นางรู้สึกฮึกเหิมและต้องการสยบศูหนิว เพื่อขึ้นครองตําแหน่งภรรยาหลวงของตระกูลหลิง

หลิงฮันน้ําหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ออกมาและกะเทาะให้เกิดรู เขากับจักรพรรดินี้ใช้มือคนละข้างกําก้อนหยก พร้อมกับดูดซับแก่นพลังที่อยู่ภายใน

“ครื้นนน” ร่างของพวกเขาทั้งสองคนสั่นสะท้าน และระเบิดคลื่นแสงสว่างเจิดจ้า ตราประทับมากมายที่ไม่ซ้ํากันแม้แต่อันเดียวค่อยๆ ปรากฏออกมา

หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง.. ห้าชั่วโมง… หนึ่งวัน!

หลิงฮันและจักรพรรดินี้เขาสู่สภาวะอิ่มตัว และไม่สามารถดูดซับพลังของหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ได้อีกต่อไป

เพียงแต่แก่นพลังของหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ ยังคงหลั่งไหลออกมาจากรูอย่างไม่สิ้นสุด

หลิงฮันขมวดคิ้ว หากปล่อยไว้แบบนี้จะไม่ใช่เป็นการทําให้ หยกต้นกําเนิดวิ ถีสวรรค์เสียเปล่าหรอก?

เขาเคยคิดว่าจะแบ่งแก่นพลังที่เหลืออยู่ของก้อนหยกให้กับซูหนิว เพียงแต่ตอนนี้เขาอยู่ในสภาวะรู้แจ้งที่กําลังจะทะลวงผ่านระดับห้านิพพานแล้ว หากทิ้งระยะเวลาไว้นานเกินไป และสูญเสียพลังของหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ที่ดูดซับเข้ามาอยู่ในร่างกายไปล่ะก็ ความพยายามหลายเดือนที่ผ่านมาของเขาก็จะกลายเป็นสูญเปล่า

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาออกมาจากหอคอยทมิฬ และย้ายเข้าไปในอุปกรณ์มิติแทน

“รับไป!” เขาโยนหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ที่ยังมีแก่นพลังเหลืออยู่ออกไป ก่อนจะออกจากอุปกรณ์มิติอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ธิดาโรัวตกอยู่ในความมึนงง

ช่างน่าปวดใจนัก!

สมบัติที่ล้ําค่าเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องการนําไปใช้กับคนของตนเอง เพียงแต่ตอนนี้นอกจากฏหนิวจะวิ่งเลยไปแล้ว สตรีนกอมตะก็ยังไม่บรรลุระดับโลกียนิพพานอีก ส่วนเขาหากดูดซับพลังของมันมากไปกว่านี้ล่ะก็ ร่างกายจะต้องระเบิดตายแน่นอน

เพราะงั้นทางเลือกเดียวจึงมีเพียงมอบให้แก่สตรีจอมยั่วยวนผู้นี้

ธิดาโรวรับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์

เจ้าเข้ามาโยนหินใส่ข้าแล้วหนีไปเพื่ออะไร? ข้าไปทําอะไรให้เข้ากัน เจ้าถึงต้องโยนหินใส่ข้าด้วย?

เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อสัมผัสถึงพลังงานที่หลั่งไหลออกมาจาก หยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ได้ สีหน้าของธิดาโร่วก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง

นางรีบหยิบหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ขึ้นมา และนั่งบ่มเพาะดูดซับผลประโยชน์จากมัน

หลังจากชี้นําแก่นพลังของหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์เข้าสู่ร่าง นางก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือสมบัติที่ล้ําค่าไม่ผิดแน่ เนื่องจากรากฐานพลังบ่มเพาะที่มีข้อบกพร่องก่อนหน้านี้ของนางค่อยๆ ถูกขัดเกลาให้สมบูรณ์แบบไล่มาทีละระดับ

ธิดาโร่วตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ศักยภาพของนางกําลังยกระดับจากราชาทั่วไป ขึ้นเป็นราชาในหมู่ราชา ยิ่งนางเป็นผู้ครอบครองแก่นกําเนิดนิรันดร์ด้วยแล้ว หลังจากกลายเป็นราชาในหมู่ราชาอนาคตของนางย่อมรุ่งโรจน์ไร้สิ่งกีดขวาง

หลิงขั้น ข้าคิดว่าเจ้าเกลียดข้าเสียอีก เหตุใดเจ้าถึงได้มอบสมบัติล้ําค่าเช่นนี้ให้ข้ากัน?

หรือนี่จะเป็นของขวัญที่สื่อถึงความรักกัน?

หลังจากกลับมายังหอคอยทมิฬแล้ว หลิงฮันก็เริ่มทําการฝึกฝนใต้ต้นสังสารวัฏ

กลอนประตูสู่ระดับห้านิพพานของเขาได้ถูกปลดออกแล้ว เพียงแต่เขาจะสามารถผลักประตูให้เปิดหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง

ภายใต้ต้นสังสารวัฏ วันเวลาได้ผ่านพ้นไปราวกับติดปีก

ร่างของหลิงฮันและจักรพรรดินีปลดปล่อยคลื่นแสงอันเจิดจ้าออกมา โดยที่แสงเหล่านั้นได้พัวพันกัน กลายเป็นบอลแสงแห่งเต๋าขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วร่างของพวกเขา

ทุกครั้งที่บอลแสงกระเพื่อม คลื่นพลังอันรุนแรงก็จะปะทุออกมา คลื่นพลังที่ว่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่ในหอคอยทมิฬเท่านั้น แต่แม้กระทั่งทั่วทั้งยอดเขาสามตะวัน ก็ยังสามารถสัมผัสถึงมันได้

สิบปี… ร้อยปี พันปี!

หลังจากเวลาใต้ต้นสังสารวัฏผ่านไปหนึ่งพันปีเต็ม หลิงฮันและจักรพรรดินีก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน “ตูม” บอลแสงรอบกายพวกเขาแตกออก ภายในดวงตาของพวกเขาตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นลูกตาได้แม้แต่นิดเดียว โดยสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนคือห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด

ร่างของพวกเขาปลดปล่อยออร่าที่เหนือกว่าสี่นิพพาน แต่กลับยังเป็นสัมผัสของระดับโลกี้ยนิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดมาก

ห้านิพพาน!

ไม่สิ… พวกเขายังไม่ได้ตัดนิพพานเลย มีเพียงหลังจากผ่านทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์สําเร็จแล้วเท่านั้น พวกเขาถึงจะนับว่าได้กลายเป็นจักรพรรดิที่แท้จริง

“เริ่มกันเถอะ”

ทั้งสองคนออกมาจากหอคอยทมิฬพร้อมกัน และนํายันต์ไม้ท้อผูกชะตาออกมาแปะไว้บนศีรษะ

“ครื้นนน” สวรรค์และปฐพี่ส่งเสียงคําราม พร้อมกับเมฆสีดําสองก้อนได้ถูกก่อตัวขึ้นอย่างรวด

ห้านิพพาน… การตัดนิพพานในขั้นพลังนี้ถือว่าเป็นการตัดขาดกับสวรรค์และปฐพีอย่างสมบูรณ์ ราวกับจะไม่ถูกสวรรค์และปฐพีผูกมัดอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่สวรรค์ไม่อาจยอมให้เกิดขึ้น!

เพราะงั้นทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ในครั้งนี้ จึงแฝงไว้ด้วยโทสะอันสูงสุดของสวรรค์ ที่ต้องการจะชําระล้างผู้กบฏให้สิ้นซาก

เพียงแต่ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาก็ทําหน้าที่ของมัน

ถึงแม้สมบัติจากแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีพฤกษาชิ้นนี้ จะไม่ได้ช่วยจอมยุทธในการยกระดับพลังบ่มเพาะหรือช่วยให้รู้แจ้ง แต่มันก็มีความสามารถพิเศษอย่างการช่วยลดทอนอํานาจของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ให้เบาลง

ยันต์ไม้ท้อผูกชะตาทั้งสองชิ้นส่องแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า และปลดปล่อยคลื่นพลังอันแปลกประหลาดออกมา จนทําให้ยอดเขาสามตะวันแห่งนี้ดูราวกับเป็นโลกอันแบ่งแยก ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสวรรค์และปฐพี

อํานาจของทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ลดลงทันที ถึงแม้พลังทําลายของมันจะยังเกินกว่าระดับสี่นิพพาน แต่อย่างน้อยก็ไม่เกินไปกว่าระดับตัดวิญญาณหยาง

ตอนที่ 1916 ฮูหนิวที่น่าเกรงขาม

“ตุบ ตุบ ตุบ” เหล่าอัจฉริยะจากความทรงจํามากมาย เหยียบย่ําเข้าใส่ร่างกายของเขาและไล่ตามสตรีตรงหน้าไป โชคดีที่เป้าหมายของเหล่าอัจฉริยะไม่ใช่เขา ไม่เช่นนั้นหากถูกอัจฉริยะมากมายขนาดนี้ปลดปล่อยการโจมตีเข้าใส่พร้อมกันชีวิตของเขาคงดับสิ้นไปแล้ว

“อ้ากก! อ้ากก! อ้ากก!” หลิวย่าโอดครวญ

“โอ้ เจ้าไม่ใช่พวกเดียวกันพวกมันงั้น!” สตรีที่วิ่งนําอยู่ด้านหน้าหันหลังกลับมามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ําเสียงไม่สบอารมณ์ “แต่ก็บอกไปแล้วไงว่าให้หลบไป หากทําให้เวลาอันมีค่าของหนิวเสียไป เจ้าคิดว่าตนเองจะรับผิดชอบไหวรึ?”

“อย่ามาให้หนิวเห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่เช่นนั้นหัวของเจ้าระเบิดแน่!”

หลังจากกล่าวเสร็จ เด็กสาวก็วิ่งหายไปพร้อมกับกองทัพเหล่าอัจฉริยะมากมาย

หลิวย่า “…”

หยางหงอี้ คนผู้นี้คือผู้สืบทอดขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับหกที่ยิ่งใหญ่ และบรรลุระดับสี่นิพพานมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งล้านปี ทั้งๆ ที่เขาสามารถทะลวงผ่านไปยังระดับแบ่งแยกวิญญาณได้แล้วแท้ๆ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะติดอยู่ในระดับพลังนี้

นั้นเพราะเขามีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง ที่จะบรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน!

เพียงแต่ระดับห้านิพพานนั้นเป็นอะไรที่บรรลุได้อย่างยิ่ง หลังจากเวลาผ่านมานับล้านปี เขาก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านได้ และติดค้างอยู่ในระดับสี่นิพพานสูงสุดมาตลอด

เพียงแต่เขาเป็นบุรุษที่มีความมุมานะเป็นเลิศ อะไรก็ตามที่ตัดสินใจไปแล้ว เขาไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด

เพราะอย่างไรนิรันดร์ก็มีอายุขัยไร้ขีดจํากัดอยู่แล้ว ตราบใดที่บาปเคราะห์แห่งสวรรค์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถทนไหว เขาก็ไม่จําเป็นต้องทะลวงผ่านไปยังระดับแบ่งแยกวิญญาณ

หากไม่สามารถก้าวสู่ระดับห้านิพพานได้ เขาก็จะเป็นได้เพียงราชาในหมู่ราชาทั่วไป ที่ด้อยกว่าอัจฉริยะชั้นแนวหน้า

เขาเชื่อว่าโอกาสในครั้งนี้เป็นสิ่งที่สวรรค์มอบให้แก่เขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเป็นคนแรกที่ไต่ขึ้นไปยังยอดเขาได้ หลังจากได้ครอบครองวาสนาที่ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพี่แล้ว ประตูสูงระดับห้านิพพานของเขาก็จะเปิดออก

ตูม!

ภายใต้แรงกดดันอันรุนแรงของภูเขา หยางหงอี้ได้ทําการขัดเกลาพลังต่อสู้ของตนเอง ไปพร้อมกับโค่นล้มอัจฉริยะจากความทรงพลัง

“เดี๋ยนเขียนลู่ เหลาซง ซานจื้อง พวกเจ้ารอก่อนเถอะ ในอนาคตภาคภายหน้านี้ คนที่จะสามารถสั่นสะเทือนดินแดนแห่งเซียนเพียงแค่ยกเท้าจะต้องเป็นข้าผู้นี้!”

ครื้นนนน!

ทันใดนั้นเอง จู่ๆ พื้นดินก็เดินการสั่นสะเทือน

ใบหน้าของหยางหงอี้ชะงักแข็งค้าง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? จริงอยู่ที่เขาเพิ่งกล่าวออกไปว่าจะสั่นสะเทือนดินแดนแห่งเซียนด้วยการยกเท้า แต่ประเด็นก็คือตัวเขาในตอนนี้ยังไม่ได้มีพลังขนาดนั้น แถมยังไม่ได้ยกเท้าด้วย

“หลบไป! ไสหัวไป!” เสียงตะโกนดังขึ้น พร้อมกับร่างอันงดงามของเด็กสาวผู้หนึ่ง ได้วิ่งขึ้นมาจากเส้นทางเบื้องล่าง

ช่างงดงามอะไรอย่างนี้

หยางหงอี้เผยสีหน้าตกตะลึง เพียงแต่ในพริบตาต่อมา สีหน้าของเขาก็ต้องแปรเปลี่ยนกลายเป็นหวาดผวาแทน

พระเจ้าช่วย.. เหตุใดถึงใดถึงได้มีคนไล่ตามสตรีผู้นี้มามากมายขนาดนี้?

เดี๋ยวก่อน คนเหล่านั้นมันเหล่าอัจฉริยจากความทรงจําของราชานิรันดร์หย่งชางไม่ใช่รึไงกัน!

บ้ารึเปล่า แทนที่จะค่อยๆ จัดการศัตรูเหล่านั้นทีละคน แต่กลับล่อให้พวกเขาไล่ตามมาที่เดียว แบบนี้นี่เจ้าอยากขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร?

แต่ยังไม่ได้ที่สมองของหยางหงอี้จะวิเคราะห์ทัน เด็กสาวผู้นั้นก็วิ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว จนเขารู้สึกหวาดกลัวและรีบขยับตัวหลีกทางไปด้านข้าง

“ครื้นนน” หลังจากที่เด็กสาววิ่งผ่านไป กลุ่มอัจฉริยะมากมายก็พุ่งทะยานไล่ตามไปติดๆ เพียงแต่เส้นทางของภูเขานั้นแคบมาก อย่างมากพื้นที่ก็กว้างพอให้คนสามคนยืนเรียงกันเท่านั้น เพราะงั้นต่อให้เขาจะหลบทางให้เด็กสาววิ่งผ่านไปแล้ว แต่ร่างของเขาก็ยังถูกเหล่าอัจฉริยะมากมายเหยียบย่ํา จนร่างกลิ้งไปกลิ้งมาราวกับลูกแก้ว

“ตุบ ตุบ ตุบ” เด็กสาวกับเหล่าอัจฉริยะนับร้อยวิ่งผ่านไป และเหลือทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ฟังกระจายตามพื้น

หยางหงอี้ฝันลุกขึ้นยืน และจดจ้องสายตาไปยังทิศทางที่เด็กสาววิ่งหายไป ใบหน้าของเขาในตอนนี้ปูดบวม และมีร่องรอยฟกช้ําไปทั่วร่าง

“บัด ซบ..!” เขาชูนิ้วกลางไปตามแผ่นหลังของเด็กสาว หากอีกฝ่ายหันหลังวิ่งกลับมาล่ะก็เขาจะต้องขอสู้เป็นตายกับนางแน่นอน

ความอัปยศครั้งนี้ เขาไม่อาจทําใจยอมรับได้

ฮองผู่หลิง อู้ฉุน… เฉ้าจริ้นเหริน อัจฉริยะมีชื่อที่ถูกฮูหนิวแซงหน้าไป ต่างตกตะลึงและเกรี้ยวกราด

ยิ่งฮูหนิวไต่ขึ้นเขาไปได้สูงเท่าไหร่ กองทัพเหล่าอัจฉริยะยุคบรรพกาลก็ยิ่งเพิ่มจํานวนขึ้นจนจํานวนเพิ่มขึ้นจากหลักร้อยกลายเป็นหลักหมื่น

กองทัพเช่นนี้นับว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวตนจากความทรงจําเหล่านี้ คือสุดยอดอัจฉริยะจากแต่ละยุคสมัย

หากเอี้ยนเขียนลู่ได้เห็นภาพนี้ล่ะก็ เกรงว่าเขาคงจะตกตะลึงเป็นอย่างมากแน่นอน

เพียงแต่ฮูหนิวไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น นางยังคงตะโกนเรียกชื่อหลิงฮันไปตลอดทาง พร้อมกับยั่วยุผู้คนมากมาย

ในเดือนที่สิบ

หลิงฮันและจักรพรรดินี้ยังคงปะทะกับคู่ต่อสู้อย่างดุเดือด ที่ผ่านๆ มาก่อนจะได้มายังภูเขาแห่งนี้ ถึงแม้พวกเขาจะได้พบเจอศัตรูมาแล้วมากมาย แต่คนที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ให้พวกเขาได้ก็มีอยู่ไม่มาก

เพียงแต่คู่ต่อสู้ที่พบเจอที่นี่นั้น ทุกคนต่างเป็นสุดยอดอัจฉริยะ ที่ราชานิรันดร์หย่งชางยอมรับว่าเป็นศัตรู

หลิงฮันรู้สึกว่าโลหิตในร่างของเขากําลังเดือดพล่าน จิตวิญญาณของเขาถูกขัดเกลาจนรู้สึกได้ถึง ประตูแห่งขีดจํากัดที่กําลังเหมือนจะเปิดออก แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้

และแล้วก็ถึงเวลาของหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์!

“ข้าใกล้จะทะลวงผ่านเร็วๆ นี้แล้ว!” จักรพรรดินีเองก็รู้สึกเหมือนกับหลิงฮัน

“อืม เข้าไปในหอคอยทมิฬและดูดซับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์กันดีกว่า หากพลาดโอกาสนี้ไปไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะมีครั้งหน้า!” หลิงขั้นเข้าสู่หอคอยทมิฬพร้อมกับจักรพรรดินี

หลังจากที่ทั้งสองเข้าไปได้ไม่นานนั้นเอง ฮูหนิวก็วิ่งพากองทัพเหล่าอัจฉริยะจํานวนมากวิ่งเข้า

มา

“หลิงฮัน! หลิงฮัน!” นางตะโกนอย่างตื่นเต้นตลอดทาง

ตอนที่ 1915 เหมือนแต่ไม่ใช่

ที่ชั้นบรรยากาศเกิดการผันผวนของห้วงมิติ พร้อมกับบุรุษผู้หนึ่งได้ก้าวเดินออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่า

บุรุษผู้นี้สวมชุดสีฟ้าคราม และมีรูปลักษณ์อยู่ในช่วงอายุยี่สิบปี ใบหน้าของเขาขาวเนียนดั่งหยก และมีแววตาอบอุ่น ที่ไม่ว่าใครมองก็ต้องรู้สึกสบายใจ

คนคนนี้ นอกจากรูปโฉมที่หล่อเหลาแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรที่ดูพิเศษเลย

เขาคือราชานิรันดร์หย่งชางจริงๆรึ?

“เจ้าคือหลี่ว์ไห่หรงงั้นรึ?” บุรุษชุดฟ้าครามกล่าวและเผยสีหน้าเอ็นดู “เด็กสาวที่อยู่ใกล้ชิดธิดาอี่อวิ๋นในตอนนั้น ไม่คาดคิดว่าตอนนี้จะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับสี่แล้ว”

สตรีวัยกลางคนมองไปยังชายด้วยสีท่าทางนับถือและกล่าว “หลี่ว์ไห่หรงคารวะผู้อาวุโสหย่งชาง!”

ราชานิรันดร์แต่ละระดับมีอํานาจที่แตกต่างกันราวกับสวรรค์และปฐพี เพราะงั้นต่อให้นางจะเป็นราชานิรันดร์ระดับสี่ แต่พลังของนางก็ยังห่างชั้นกับราชานิรันดร์หย่งชางไม่รู้กี่เท่า และยิ่งกว่านั้นราชานิรันดร์หย่งชาง ก็ยังอายุเยอะกว่านางมากโขอีกด้วย

ราชานิรันดร์หย่งชางสะบัดมือเพื่อบอกว่าไม่จําเป็นต้องมากพิธี และหันไปมองฮูหนิว “นั่นคือ ร่างกําเนิดใหม่ของราชานิรันดร์อี่อวิ๋นงั้นรึ?”

เขาจ้องมองฮูหนิวด้วยแววตาส่องประกาย

อูหนวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ ตาลุง เจ้าไม่คิดรีว่าการมองคนอื่นด้วยแววตาเช่นนั้น เป็นสิ่งที่เสียมารยาท?”

ราชานิรันดร์หย่งชางจ้องมองอยู่สักพัก ก่อนจะหัวเราะและส่ายหัว “ไม่ใช่ เจ้าไม่เหมือนธิดาอี่อวิ๋นแม้แต่น้อย! ถึงแม้เจ้าจะได้รับพรสวรรค์ และตราประทับวรยุทธของนางมา แต่เจ้ากับนางเป็นคนละคนกันแน่นอน”

“ดูเหมือนเรื่องที่ว่าฮ่อวินถูกโจมตีและดับสิ้นไปแล้ว จะเป็นความจริงสินะ”

ราชานิรันดร์หย่งชางโศกเศร้าเป็นอย่างมาก “ธิดาอี่อวิ๋นเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในโลก ไม่ใช่ราชานิรันดร์ผู้ใดก็ยินยอมที่จะศิโรราบต่อฝ่าเท้าของนาง… ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก”

ยุหนิวพึมพํา “ ตาลงตัวเหม็นคนนี้ คงไม่ใช่วัวแก่ที่คิดจะกินหญ้าอ่อนหรอกนะ”

แน่นอนว่าราชานิรันดร์หย่งชางย่อมได้ยินอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกประหลาดใจ ถึงแม้ฮูหนิวจะเหมือนกับราชานิรันดร์อี่อวิ๋นอยู่หลายส่วน แต่ดูเหมือนนิสัยของทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างสมบูรณ์จริงๆ

ราชานิรันดร์หย่งชางคือหนึ่งในคนที่หลงรักราชานิรันดร์อี่อวิ๋น เพราะงั้นเมื่อเห็นฮูหนิวในตอนนี้ ความรักที่เขามีต่อธิดาอี่อวิ๋น จึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นความเอ็นดูต่อฮูหนิวแทน

“พวกเจ้าคงไม่ได้มาที่นี่ เพื่อก่อปัญหาอะไรใช่รึไม่?” ราชานิรันดร์หย่งชางยิ้ม ต่อหน้าฮูหนิวแล้ว เขาได้ละทิ้งมาดอันน่าเกรงขามไป และกล่าวหยอกล้อออกมา

“ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น!” หลี่ว์ไห่หรงรีบกล่าวแทรก “ข้าเพียงแค่มาทําหน้าที่คอยคุ้มกันประมุขหญิงน้อยเท่านั้น ข้าจะไปกล้าล่วงเกินผู้อาวุโสได้อย่างไร?” ถึงแม้อีกฝ่ายจะเพียงแค่ล้อเล่น แต่ด้วยความต่างชั้นของพลัง ทําให้นางไม่รู้สึกตลกเลยแม้แต่น้อย

ราชานิรันดร์หย่งชางยิ้ม “ภูเขาลูกนี้คือสถานที่ที่ข้าบรรลุเป็นราชานิรันดร์ หลังจากยุคสมัยผ่านพ้นไป สวรรค์และปฐพีได้ให้กําเนิดวาสนาที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เด็กสาวผู้นี้สามารถเข้าร่วมชิงได้ ส่วนเจ้ารอคอยอยู่ที่นี้”

“น้อมทําตามที่ผู้อาวุโสกล่าว” หลี่ว์ไห่หรงกล่าวอย่างเคารพ

อีกฝ่ายเป็นถึงราชานิรันดร์ระดับแปด ในตําหนักมัจฉาวายุภักษ์มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้น เท่านั้น ที่สามารถกําราบอีกฝ่ายได้ เพียงแต่ผู้อาวุโสสูงสุดนั้นได้รับบาดเจ็บแห่งเต๋า หากเข้าร่วมการประลองที่รุนแรงล่ะก็ เป็นไปได้ว่าหลังจากที่การประลองจบลง ชีวิตของนางจะถึงคราวดับสิ้น

“ไปได้” ราชานิรันดร์หย่งชางสะบัดไปยังฮูหนิว

“ข้าไม่จําเป็นต้องฟังคําพูดของเจ้าเสียหน่อย” ฮูหนิวพึมพําและก้าวเข้าสู่ภูเขา

“หลิงฮัน! หลิงฮัน! หลิงฮัน!”

นางหัวเราะเสียงดังพร้อมกับพุ่งทะยานขึ้นสู่ทางเดินของภูเขา ระยะเวลาที่ต้องแยกจากกันนั้นยาวนางเหลือเกิน นางคิดถึงหลิงฮันของนางเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ฮูหนิวจะออกตัวช้ากว่าคนอื่นครึ่งปี แต่ด้วยพลังต่อสู้ที่ไร้เทียมทานของนาง ทําให้นางพุ่งทะยานขึ้นเขาไปได้อย่างรวดเร็ว

ราชานิรันดร์หย่งชางจ้องมองแผ่นหลังของฮูหนิว และเผยสีหน้าชื่นชม “สมกับเป็นเด็กสาวที่สืบทอดพรสวรรค์ของอี่อวิ๋น จํานวนอัจฉริยะที่สามารถต่อกรกับนางได้ สมควรมีไม่เกินสิบคน”

หลี่ว์ไห่หรงเผยสีหน้าไม่พอใจทันที ประมุขหญิงน้อยของนางคือร่างกําเนิดใหม่ของประมุขหญิงคนก่อน เพราะงั้นพลังของประมุขหญิงน้อยของนาง จึงสมควรไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ในยุทธภพนี้จะมีคนที่สามารถต่อกรกับนางได้ถึงสิบคนได้อย่างไร?

“ฮ่าๆๆ” ราชานิรันดร์หย่งชางยิ้ม และไม่ต่อเถียงอะไรกับหลี่ว์ไห่หรง ในสายตาของเขา อีกฝ่ายเป็นเพียงรุ่นเยาว์ผู้หญิงเท่านั้น

หลิวย่า คนผู้นี้คืออัจฉริยะที่เพิ่งเฉิดฉายเมื่อไม่นานมานี้

แน่นอนว่าสําหรับดินแดนแห่งเซียนนั้น คําว่า “ใหม่” หรือ “ไม่นาน” ย่อมหมายถึงระยะเวลาที่เพิ่งผ่านมาไม่เกินแสนปีหรือล้านปี หลิวย่าผู้นี้นั้นก่อนที่จะบรรลุระดับสี่นิพพาน เขาเป็นคนที่ปิดบังความสามารถของตนเองเอาไว้ โดยที่หลังจากเป็นนิรันดร์สี่นิพพานแล้ว เขาได้สําแดงความสามารถออกมา และเหยียบย่ำอัจฉริยะไปมากมาย

เพราะไม่งั้นแล้ว เขาจะไม่มีคุณสมบัติให้เอียนเซียนสู่เชิญชวนมาที่นี่

สภาพของเขาในตอนนี้ค่อนข้างเหนื่อยหอบ เนื่องจากศัตรูที่พบเจอระหว่างทางแข็งแกร่งมาก เขาจึงต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อเอาชนะ และหยุดพักฟื้นฟูปราณก่อเกิด หากไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดแล้ว เมื่อพบเจอศัตรูคนต่อไป เขาคงไม่สามารถเอาชนะได้

ใบหน้าของเขาในตอนนี้ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม เขามั่นใจมากว่าความเร็วในการไต่ขึ้นภูเขาของเขา ต้องรวดเร็วกว่าอัจฉริยะคนอื่นๆ แทบทุกคนแน่นอน

แต่ในขณะที่เขารู้สึกว่าตนเองพักเพียงพอแล้ว และกําลังจะลุกขึ้นยืนนั่นเอง เขาก็พบว่าที่ด้านหลังของ มีอะไรบางอย่างกําลังเคลื่อนไหวอยู่

ในฐานะที่เป็นจอมยุทธที่ทรงพลังคนหนึ่ง เขารีบหันกลับไปและตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างระมัดระวังทันที

ใครบางคน กําลังวิ่งมาทางนี้

หลิวย่าตกตะลึง ด้วยความเร็วในการไต่ของเขา จะมีใครอื่นสามารถไล่ตามกันได้อย่างไร?

เหลือเชื่อ!

เขาจะอยากเห็นหน้าคนที่กําลังวิ่งใกล้เข้ามา และทําการท้าประลอง บางทีคนผู้นี้อาจจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด เท่าที่เขาเคยพบเจอเลยก็เป็นได้

“ไสหัวไป! หลบไปให้พ้น!” ในขณะที่เสียงตะโกนดังขึ้น ร่างของใครบางคนก็ปรากฏออกมาจากระยะที่ห่างไกลออกไป เจ้าของเสียงคือสตรีงดงาม ที่เส้นผมสีดําส่องประกายระยิบราวกับหมู่เมฆ

สีหน้าของหลิวย่าเปลี่ยนไปทันที่ราวกับเห็นผี

เขาไม่ได้ตกตะลึงเพราะความงามของสตรีผู้นี้ จริงอยู่ที่อีกฝ่ายงดงามเป็นอย่างมาก แต่ยังมีสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่า ก็คือจํานวนคนมากมายที่วิ่งไล่ตามนางมาจากด้านหลัง!

คนจํานวนมากเหล่านี้หลิวย่ารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก เนื่องจากแต่ละคนคืออัจฉริยะที่ปรากฏขึ้นมาจากความทรงจําของราชานิรันดร์หย่งชาง ที่เขาเคยปะทะด้วยมาก่อน

ตูม! ตูม!

สตรีที่พุ่งเข้ามา ทําการปล่อยหมัดเข้าใส่หลิวย่า

หลิวย่ามองดูหมัดอันเรียบเนียนที่พุ่งเข้าใส่ ถึงแม้กําปั้นตรงหน้านี้จะดูงดงามแค่ไหน แต่มันก็อัดแน่นไปด้วยอํานาจที่น่ายําเกรง ตราประทับแห่งเต๋าที่พัวพันอยู่รอบกําปั้นนั้น ทรงพลังราวกับจะสามารถบดขยี้ได้แม้แต่ผืนปฐพี

“ข้าไม่ใช่ อ้ากกก!” เขาต้องการกล่าวออกไปว่า ตนเองไม่ใช่อัจฉริยะจากยุคบรรพกาลที่ปรากฏออกมาจากความทรงจํา แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ ร่างของเขาก็ถูกหมัดซัดเข้าใส่เสียก่อน

ตอนที่ 1914 หนิวมาแล้ว

หลิงฮันมองไปยังจักรพรรดินีและยิ้ม “หนึ่งต่อหนึ่งดีไหม?”

“อืม!” จักรพรรดินี้พยักหน้า

หลิงฮันเผชิญหน้ากับกู่เฟย ส่วนจักรพรรดินีเผชิญหน้ากับจางหยุน

อัจฉริยะจากยุคบรรพกาลทั้งสองปลดปล่อยการโจมตีทันที “ตูม” ทักษะนิรันดร์ระเบิดอํานาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมา

อัจฉริยะจากยุคบรรพกาลทั้งสองคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมาก พลังต่อสู้ของพวกเขาอยู่ในระดับของราชาในหมู่ราชาทั่วไปเท่านั้น หากเป็นสถานการณ์ปกติหลิงฮัน กับจักรพรรดินีคงสามารถกําราบทั้งสองได้อย่างง่ายดาย แต่สภาพแวดล้อมของที่นี่กับหนักหน่วงไปด้วยแรงกดดันที่รุนแรง การต่อสู้ในครั้งนี้จึงตึงมือเล็กน้อย

หลังจากปะทะอยู่นานพักหนึ่ง ในที่สุดหลิงฮันกับจักรพรรดินี้ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ร่างของอัจฉริยะยุคบรรพกาลทั้งสอง สลายกลับคืนเป็นเมฆหมอกและลอยหายไปในภูเขา

“สมกับเป็นคนที่คนที่ราชานิรันดร์หย่งชางจดจําได้ ทั้งสองนับว่าแข็งแกร่งเลว” หลิงฮันกล่าว

จักรพรรดินีพยักหน้า หากอิงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ดูเหมือนว่ายิ่งเข้าใกล้ยอดเขาเท่าไหร่ ศัตรูที่พบเจอก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

แต่ในเมื่อที่นี่คือสถานที่ที่ราชานิรันดร์หย่งชางบรรลุเป็นราชานิรันดร์ ในตลอดช่วงชีวิตของการบ่มเพาะ อีกฝ่ายจะต้องพบเจอคู่ต่อสู้ระดับแบ่งแยกวิญญาณ ระดับตําหนักอมตะ หรือระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้มาแล้วแน่นอน ถ้าหากปรมาจารย์เช่นนั้นปรากฏตัว หลิงฮันกับจักรพรรดินีคงทําได้เพียงล่าถอย

“เรื่องแบบนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะไม่งั้นแล้วราชานิรันดร์หย่งชาง คงไม่ให้เอี๋ยนเซียนลู่มาที่นี่แน่” หลิงฮันกล่าว

“ขึ้นไปต่อ เดี๋ยวก็รู้เอง” ความมั่นของจักรพรรดินียังคงแน่วแน่

“แต่จะว่าไป หรือว่าราชานิรันดร์หย่งชางจะถูกสาปจริงๆ เพราะในยุคสมัยต่อๆ มานี้ พลังบ่มเพาะของเขาก็ยังติดอยู่ที่ ราชานิรันดร์ระดับแปด”

“เรื่องนั้นน่าจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญ”

ทั้งสองเดินหน้าต่อ แต่หลังจากที่เคลื่อนที่ไปได้ไม่ไกล เมฆหมอกก็รวมตัวกันอีกครั้ง

“อี้อู๋ซาง ข้าซางตงหลาย ขอท้าสู้เจ้า! ”

“ข้า ต่งจีฉี ขอคําแนะนําจากเจ้าหนึ่งหรือสองกระบวนท่า!”

เมฆหมอกแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสองคน

การปะทะเริ่มขึ้นในทันที หลิงฮันและจักรพรรดินี้เลือกคู่ต่อสู้ และใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะเอาชนะศัตรูได้

ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้า

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ศัตรูที่พบเจอยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งสองมุ่งต่อไปได้อีกไม่นาน ศัตรูอีกสองคนก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า

หลิงฮันกับจักรพรรดินี้ต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อน การปะทะที่ดุเดือดตลอดทางนี้ ได้ทําให้พวกเขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในร่างกาย

สองเดือน…. สามเดือน ห้าเดือน วันเวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเงียบเฉียบ แม้จะเป็นในอีกครึ่งปีต่อมา ทั้งสองก็ยังไต่ขึ้นไปไม่ถึงยอดเขา

ไม่ใช่ว่ายอดเขาสามตะวันสูงเกินไป แต่เป็นเพราะพวกเขาก็ต้องปะทะกับศัตรูอยู่ตลอดทาง

ยังดีที่ไม่ว่าศัตรูจะปรากฏตัวกี่คนต่อกี่คน ศัตรูเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงตัวตนระดับโลกียนิพพาน

“นี่น่าจะเป็นสิ่งที่กําหนดเอาไว้แล้ว พวกเรามีพลังบ่มเพาะระดับโลกียนิพพาน เพราะงั้นศัตรูจึงเป็นจอมยุทธระดับโลกียนิพพานเช่นกัน หากยังมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีศัตรูในระดับห้านิพพานปรากฏตัวก็ได้”

“ชักน่าตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว”

ทั้งสองลืมเรื่องวาสนาอันยิ่งใหญ่บนยอดเขาไปเสียสนิท เนื่องจากการทะลวงผ่านเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน คือสิ่งสําคัญมากต่อชีวิตพวกเขา มีเพียงระดับห้านิพพานเท่านั้นที่จะทําให้พวกเขาก้าวสู่เส้นทางของจักรพรรดิ และไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะระดับแนวหน้า

ในอีกบริเวณหนึ่งของภูเขา

“ปัง” เอี๋ยนเซียนลู่ปล่อยหมัดเข้าใส่ศัตรู จนแหลกสลายกลับคืนสภาพเป็นเมฆหมอก ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจเกินพรรณนา

เขารู้จักสถานที่แห่งนี้ดีกว่าใครอื่น เพราะงั้นเขาจึงเชื่อมั่นว่า เขาจะต้องเป็นคนที่ขึ้นไปถึงยอดบนสุดของภูเขาเป็นคนแรกแน่นอน

ที่เขาเคยกล่าวออกไปว่า เขาไม่รังเกียจที่จะแข่งขันแย่งชิงวาสนากับอัจฉริยะคนอื่นนั้นเป็นความจริง เนื่องจากเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าตนเองนั้นไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่เขาเรียกทุกคนมารวมตัวกัน มีเพียงการที่อัจฉริยะจํานวนมากมารวมตัวกัน และทําการต่อสู้ที่ยอดเขาสามตะวันเท่านั้น วาสนาอันยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพี ที่เกิดจากราชานิรันดร์หย่งชางถึงจะปรากฏขึ้นมาได้

วาสนาที่ว่านี้ไม่ได้ช่วยยกระดับพลังบ่มเพาะให้สูงขึ้นแต่อย่างใด แต่มันจะช่วยให้แก่นพลังภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง

กายหยาบวิถีนิรันดร์ที่เขามีมาแต่กําเนิดนั้น ช่วยให้เขาสามารถเข้าใกล้อํานาจแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ได้ง่ายกว่าใคร เพราะงั้นไม่ว่าจะเป็นทักษะนิรันดร์แบบใด เขาก็สามารถฝึกฝนได้อย่างง่ายดาย แต่คําว่า “เข้าใกล้ ก็ไม่ใช่อํานาจแห่งเต๋าที่แท้จริงอยู่ดี และยังมีช่องว่างให้พัฒนาต่อไปได้อยู่

ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการครอบครองวาสนาอันยิ่งใหญ่ เพื่อที่กายหยาบของเขาจะได้เข้าใกล้อํานาจแห่งเต๋าที่แท้จริงยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จะมีคุณสมบัติสามารถต่อกรกับ เหล่าอัจฉริยะท้าทายสวรรค์เพียงหยิบมือเหล่านั้นได้!

หากใครได้ยินความคิดของเอี๋ยนเซียนลู่ในตอนนี้ พวกเขาจะต้องตกตะลึงมากเป็นแน่ การที่สามารถถูกเอี๋ยนเซียนลู่เรียกว่า “อัจฉริยะท้าทายสวรรค์” คนผู้นั้นจะต้องเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน?

ที่บริเวณตีนเขา

“ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งได้กระโดดลงมาจาก มังกรอินทรี นางหอมือทั้งสองมาไว้ที่ปากและตะโกนเสียงดัง “หลิงฮัน หนิวมาแล้ว!”

“ประมุขหญิงน้อย ท่านไม่ควรทําพฤติกรรมตะโกนเสียงดังเช่นนั้น! ” ที่ด้านของหลิงนาง สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบมาห้ามปราม

เด็กสาวผู้นี้แน่นอนว่าย่อมเป็นฮูหนิว

ฮูหนิวนํามือทั้งสองข้างท้าวไว้ที่เอวและบ่น “ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ หนิวไม่เป็นประมุขหญิงน้อยอะไรนั่นแล้ว จริงสิ หนิวมอบตําแหน่งนั่นให้เจ้าแล้วกัน!”

สตรีวัยกลางคนยิ้มเจื่อน “ประมุขหญิงหน้อย หลิงฮันถูกลูกหลงจากการปะทะกันของตัวตนระดับข้ามผ่านกําเนิดแท้ ไม่มีทางเด็ดขาดที่เขาจะยังมีชีวิตอยู่”

นางพยายามพูดโน้มน้าว “หลิงฮันที่อยู่ที่นี่ต้องเป็นเพียงคนชื่อเหมือนกันแน่ เพราะงั้นพวกเราควรรีบกลับตําหนักมัจฉาวายุภักษ์กันดีกว่า”

“ไม่!” ฮูหนิวส่ายหัวไปมา “เจ้าจะกลับก็กลับไป แต่หนิวไม่กลับ! อีกอย่าง เจ้ารู้ตัวนี้ไม่ว่าเจ้านั้นตาต่ำอย่างมาก ที่มองไม่ออกมาหลิงฮันของหนิวแข็งแกร่งขนาดไหน เขาไม่มีทางตายเด็ดขาด!

“ประมุขหญิงน้อย…”

ครืนน!

จู่ๆ คลื่นพลังบางอย่างก็เกิดการผันผวน จนชั้นบรรยากาศเกิดรอยแตกร้าว

สตรีวัยกลางคนสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง และแหงนมองท้องฟ้า “ในเมื่อผู้อาวุโสหย่งชามาแล้ว ทําไมท่านถึงไม่ปรากฏตัวล่ะ?”

ตอนที่ 1913 ความทรงจําจากสวรรค์และปฐพี

หลิงฮันมองไปยังซางต๋าที่ลอยกระเด็น พร้อมกับเก็บดาบอสูรนิรันดร์ ตอนนี้เขาไม่คิดจะเสียเวลากับอีกฝ่ายอีกต่อไป และต้องการขึ้นไปยังยอดเขาให้เร็วที่สุด เนื่องจากคนแรกที่ขึ้นไปบนยอดเขาได้ จะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองวาสนาอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์และปฐพี

“ไปกันเถอะ”

จักรพรรดินีพยักหน้า ในขณะที่ธิดาโรวทําหน้าตาน่าสงสาร และจ้องมองหลิงฮันด้วยแววตาอ้อนวอน

หลิงฮันถอนหายใจ เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่ควรใกล้ชิดกับธิดาโร๋วมากเกินไป แต่เสน่ห์ของสตรีผู้นี้ก็ช่างมากมาย จนสุดท้ายจิตใจของเขาก็ได้รับผลกระทบ และค่อยๆ ยอมรับในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาเอื้อมมือออกไปนาร่างของธิดาโร๋วเข้าสู่อุปกรณ์มิติศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ใช่หอคอยทมิฬ เนื่องจาก เขายังไม่ได้เชื่อใจนางขนาดนั้น

หลิงฮันมุ่งหน้าต่อ โดยมีจักรพรรดินีเดินเคียงข้าง ผู้คนมากมายมองตามแผ่นหลังของเขา และไล่ตามมาเช่นกัน

ยิ่งไต่ขึ้นสูงเท่าไหร่ แรงกดดันของภูเขาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น หลิงฮันและจักรพรรดินีเคลื่อนที่ได้ เชื่องช้ามาก เมื่อเทียบกับพวกเอี้ยนเซียนลู่สามคน หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป นอกจากเนื้อจะไม่ได้กินแล้ว แม้แต่ซุปก็คงไม่เหลือมาถึงพวกเขา

แต่จะให้ทําไงได้?

ทั้งสามคนคือนิรันดร์ห้านิพพาน ตัวตนระดับโลกียนิพพานที่มีพลังต่อสู้เทียบเท่าระ ดับแบ่งแยกวิญญาณ

“หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาไม่มีทางไล่ตามทั้งสามคนทันแน่” หลิงฮันหันไปกล่าวกับจักรพรรดินี

จักรพรรดินีพยักหน้า “นอกเสียจากว่าพวกเราจะทะลวงผ่านระดับห้านิพพาน!”

“แรงกดดันที่นี่รุนแรงมาก บางทีพวกเราอาจจะหาโอกาสที่จะทะลวงผ่านเจอก็เป็นได้”

“หากทําได้จริง สิ่งนี้จะถือว่าเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สําหรับพวกเรา!”

ทั้งสองมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม

ใช่แล้ว จะยังมีวาสนาใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการทะลวงผ่านระดับห้านิพพานสําเร็จอีก?

หลิงฮันนั้นสามารถต้านทานแรงกดดันของภูเขา ได้สบายกว่าจักรพรรดินี แต่เพื่ออ นาคตของจักรพรรดินีแล้ว เขาจึงไม่คิดจะนําจักรพรรดินีเข้าไปยังหอคอยทมิฬ แต่เลือกที่จะก้าว ผ่านแรงกดดันอันรุนแรงของภูเขา ไปพร้อมกันทีละก้าวแทน

หนึ่งวัน สองวัน สามวัน… หนึ่งเดือน!

พวกเขาเดินไปตามทางของภูเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม จนมองไม่เห็นตีนเขาอีกต่อไป รอบตัวพวกเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยหมู่เมฆที่ลอยไปมา เพียงแต่เมื่อแหงนมองไปยังด้านบน พวกเขาก็ยังไม่สามารถมองเห็นปลายยอดบนสุดของภูเขาอยู่ดี

หลิงฮันกับจักรพรรดินี้ไม่รู้ว่าพวกอู่เซียนสู่ขึ้นไปถึงยอดภูเขาได้รึยัง แต่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของที่นี่ ทําให้พวกเขารู้สึกเหมือนกันกําลังปะทะกับคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังอยู่ตลอดเวลา จนเยื่อผิวหนังภายในร่างกายของพวกเขา เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ห้านิพพาน

พวกเขาเริ่มมองเห็นความหวัง ที่จะบรรลุระดับห้านิพพานอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่ไม่ว่าจะยื่น มือออกไปอย่างไร ความหวังที่ว่าก็ดูเหมือนห่างไกล และไม่สามารถแตะต้องได้

“ตอนนี้พวกเขาก็ขัดเกลาตัวเองมามากแล้ว หรือพวกเราควรจะดูดซับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์กันเลยดี?” จักรพรรดินี้เอ่ยถาม

หลิงฮันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกเขาจะไม่มีประสบการณ์ในการทะลวงผ่านระดับห้านิพพานด้วยตัวเอง แต่แม้แต่ผู้คนรอบข้างที่รู้จัก ก็ไม่มีใครเลยที่จะไถ่ถามได้

“อย่าเพิ่งดูดซับหยกต้นกําเนิดวิถีสวรรค์ แล้วรอดูไปก่อนดีกว่า” หลิงฮันคิดว่าการทะลวงผ่านระดับห้านิพพานไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น

จักรพรรดินีพยักหน้า

เมื่อทั้งสองเดินหน้าต่อไปอีกสักพัก ที่เบื้องหน้าพวกเขา เมฆหมอกก็ค่อยๆ ลอยเข้าหากัน และก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง

ในพื้นที่สูงชันเช่นนี้ การที่จะมีเมฆหมอกอยู่ทุกที่ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกคือเมฆหมอกตรงหน้านี้ค่อยๆ รวมตัวกันจนมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ รูปลักษณ์ของมันค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่หู ตา จมูก ปากเท่านั้น แม้แต่กล้ามเนื้อและโลหิตเองก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วย

เพียงแค่เวลาหนึ่งลมหายใจ มนุษย์ผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ หากหลิงฮันไม่ เห็นขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่นี้ เขาคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่ามนุษย์ตรงหน้าผู้นี้ แท้จริงแล้วคือเมฆหมอก

มนุษย์ตรงหน้าคือรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ที่ศีรษะเต็มไปด้วยเส้นผมสีหน้า และมีกลิ่นอายที่โหดเหี้ยม

เขามีท่าที่หยิ่งทะนง และหากมองเข้าไปในดวงตาให้ดี จะพบว่าส่วนลึกภายในลูกตาดําของ เขา มีรูปทรงเหมือนกับไม้กางเขน

“เผ่าดาบมาร” จักรพรรดินีเอ่ยพรวดขึ้นมา

“อะไรคือเผ่าดาบมารงั้นรึ?” หลิงฮันถาม

“ในความทรงจําจากสายเลือดของข้า มีเรื่องราวของเผ่านี้อยู่” จักรพรรดินีอธิบาย “เผ่าดาบมารเป็นเผ่าที่น่าสะพรึงกลัวมาก ถึงแม้จํานวนคนของพวกเขาจะมีไม่มาก แต่ผู้คนของเผ่านี้ ล้วนแต่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ที่สูงส่ง มีราชานิรันดร์อยู่มากมาย”

มีราชานิรันดร์อยู่มากมาย!

“คนของเผ่านี้ทุกคนล้วนแต่เชี่ยวชาญให้เพลงดาบ หากทักษะดาบของพวกเขาถูกสะบั้นออกไป ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นตัวตนแบบใด ก็ต้องถูกนั่นออกเป็นสี่ส่วน”

“คนที่อยู่ต่อหน้าพวกเรานี้ สมควรเกิดจากอํานาจแห่งกฎเกณฑ์ ที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง!”

ในระหว่างที่ทั้งสองคนกําลังคุยกัน รุ่นเยาว์ตรงหน้าก็เดินเข้ามาหาหลิงฮันและกล่าว “อี้อู๋ซาง เนื่องจากเจ้าคือคนที่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่แปด ของสุดยอดอัจฉริยะแห่งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก ข้ากู่เฟยผู้นี้จึงได้มาที่นี่เพื่อขอคําชี้แนะจากเจ้า”

สถานการณ์แบบนี้มันอะไรกัน?

หลิงฮันและจักรพรรดินีมองหน้ากัน กู่เฟยผู้นี้กําลังพูดอยู่กับใครกันแน่? อี้อู๋ซางงั้นรึ? พวกเขาทั้งสองไม่มีใครชื่ออี้อู๋ซางเสียหน่อย

“อี้อู๋ซาง เจ้าที่ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ระวังว่าสถานะนี้จะกลายเป็นคําสาป ทําให้เจ้าคิดอยู่ในขั้นพลัง ราชานิรันดร์ระดับแปดไปตลอดกาลล่ะ!” กู่เฟยกล่าวต่อ “เข้ามา ที่เจ้า แทนชื่อตนเองว่าหย่งชางว่านกู่ (อนันต์รุ่งโรจน์) ก็เพราะต้องการหลบหนีจากข้าสินะ!”

จิตใจของหลิงฮันและจักรพรรดินีสั่นสะท้าน

อี้อู๋ซาง คือราชานิรันดร์หย่งชาง!

สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่ราชานิรันดร์หย่งชางบรรลุเป็นราชานิรันดร์ บางทีความสําเร็จในอดีตกาล อาจจะเป็นตัวเหนี่ยวนําอํานาจของสวรรค์และปฐพี ทําให้ความทรงจําของเขาถูกจารึกเอาไว้ที่นี่

หลังจากยุคสมัยในตอนนั้นเป็นต้นมา เมื่ออํานาจของสวรรค์และปฐพี่ถูกกระตุ้นในตอนที่ดวงดาวทั้งสามโคจรมาบรรจบกัน ร่างของกู่เฟยจากความทรงจํา ก็จะถูกสร้างขึ้นมาและท้าทายผู้คนที่มุ่งหน้าสู่ยอดเขา

กู่เฟยผู้นี้เป็นตัวตนจากยุคอดีตกาล บางทีตอนนี้เขาอาจจะสิ้นชีพ หรืออาจจะไต่เต้ากลายเป็น ราชานิรันดร์ไปแล้ว แต่ไม่ว่าในตอนนี้อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร กู่เฟยตรงหน้านี้ก็เป็นเพียงร่างที่ถูกสร้างขึ้น จากความทรงจําของอี้อู๋ซาง

“เข้ามา!” กู่เฟยกล่าวเสียงดัง ในขณะที่เขากล่าวประโยคนี้ออกมา กลุ่มเมฆอีกก้อนก็ควบแน่นรวมตัวกัน กลายเป็นมนุษย์อีกร่างหนึ่งที่ไม่ใช่กู่เฟย

“อี้อู๋ซาง ข้าจางหยุนขอท้าประลองเจ้า!”

ตอนที่ 1912 เจ้าเป็นนักปรุงยาได้อย่างไร

ซางต๋าคือผู้สืบทอดของนิกายตะวันบริสุทธิ์ ถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่โดดเด่นเทียบเท่า เอี่ยนเซียนลู่ แต่การที่สามารถมีสถานะเป็นถึงผู้สืบทอดของขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับหกได้ แน่นอนว่าความสามารถในศาสตร์วรยุทธของเขาย่อมไร้ข้อกังขา

เขาปลดปล่อยการโจมตีอย่างเกรี้ยวกราด ‘ตูม’ คลื่นเปลวเพลิงปะทุออกมาจากร่างของเขา และแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นสัตว์อสูรนิรันดร์ที่ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยตราประทับแห่งเต๋า

เมื่อเทียบกันแล้ว จ้าวชิงเพิ่งกลายเป็นเศษสวะไปเลย!

หลิงฮันขยับตัวหลบหลีกและตะโกน “ผู้สืบทอดแสนไร้ยางอาย นอกจากจะไม่ชดใช้ข้าแล้ว ยังคิดจะสังหารข้าเพื่อปิดปากอีก!”

เสียงตะโกนนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายทันที หลายคนที่ยืนอยู่รอบข้างเผยสีหน้าเหยียดหยามไปยังชางต๋า ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้สาเหตุที่เกิดความบาดหมางขึ้น แต่ก่อนหน้านี้พวกเขา ก็เห็นว่าซางต๋าเป็นฝ่ายก้าวเดินเข้าไปจับเท้าหลิงฮัน

ใบหน้าของซางต๋าขึ้นสีและคําราม “เจ้าหนู ข้าจะฆ่าเจ้า!”

ไม่ว่าเชื่อว่าเขาจะถูกหลิงฮันยั่วยุได้อย่างง่ายดาย

ทุกคนจ้องมองไปยังซางต๋าที่กําลังคํารามอย่างเกรี้ยวกราด ด้วยแววตาสงสัย

อีกฝ่ายไม่ใช่ผู้สืบทอดราชานิรันดร์ทั่วไป แต่เป็นถึงผู้สืบทอดราชานิรันดร์ระดับหก เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะสูญเสียความสุขุมได้ง่ายดายเพียงนี้?

แต่พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าฝีปากของหลิงฮันนั้นร้ายขนาดไหน อย่าว่าแต่ผู้สืบทอดราชานิรันดร์เลย ต่อให้เป็นราชานิรันดร์หลิงฮันก็สามารถยั่วยุได้

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ทุกคนก็เผยสีหน้าตกตะลึง คราวนี้พวกเขาไม่ได้ประหลาดใจในตัว ซางต๋า แต่เป็นหลิงฮันแทน

รุ่นเยาว์ผู้นี้…แข็งแกร่งมาก

ถึงแม้หลิงฮันจะเอาแต่หลบอย่างเดียว แต่ก็ต้องรู้ว่าการหลบหลีกโดยไม่ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย นั้นทําได้อยากกว่าการตอบโต้อย่างเดียวเสียอีก

กล่าวอีกแง่หนึ่งคือ พลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นไม่ได้อ่อนแอไปกว่าซางต๋า หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่า!

สวรรค์!

เรื่องแบบนี้เป็นไปได้อย่างไร?

พวกเขารู้ตัวตนของหลิงฮันได้ไม่อยาก เพราะหลิงฮันคือผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ แต่เมือง วิถีโอสถเป็นเพียงขุมอํานาจสี่ดาวเท่านั้น ต่อให้อํานาจของเมืองนี้จะเทียบเคียงได้กับขุมอํานาจ ราชานิรันดร์ระดับหนึ่ง แต่จะเทียบเคียงกับนิกายตะวันบริสุทธิ์ได้อย่างไร?

นอกจากนั้นไม่ใช่ว่าผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ จะต้องเชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงยาหรอกรึ?

พวกเขาคิดว่าเอี๋ยนเซียนลู่ให้ความสําคัญ กับพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮันถึงได้เชิญชวนให้มางานชุมนุมเสียอีก เพราะอย่างไรตัวของเอี๋ยนเซียนลู่ก็ยังไม่บรรลุเป็นราชานิรันดร์ หากสร้างสายสัมพันธ์กับหลิงฮันได้ ก็จะได้รับประโยชน์มหาศาล เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเขาได้รับรู้แล้วว่า พรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธของหลิงฮันเองก็ยอดเยี่ยม จนถึงขนาดเป็นคู่ต่อสู้ให้กับพวกเขาได้ หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ํา

เรื่องนี้ทําให้พวกเขารู้สึกยอมรับไม่ได้ พวกเขาคืออัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ฟ้าประทานแท้ๆ แต่กลับมีนักปรุงยาที่แข็งแกร่งทัดเทียมพวกเขาได้

บ้าชัดๆ!

“เจ้าคิดจะเอาแต่หลบอย่างเดียวงั้นรึ?” ชางตําใช้วิธีกล่าวยั่วยุ “ด้วยนิสัยที่ขี้ขลาดเช่นนี้ ข้าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเจ้าบ่มเพาะพลังไปเพื่ออะไร”

“แต่อย่างน้อยข้าก็ไม่ใช่คนที่จะไปจับเท้าบุรุษผู้อื่น” หลิงฮันยิ้ม

เมื่อซางต๋าได้ยินเช่นนั้น ความเกรี้ยวกราดของเขาก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

ภายในฝ่ามือทั้งสองของเขา ทักษะยุทธได้ถูกโคจรและพัวพันไปด้วยอํานาจแห่งเต๋าที่ทรงพลังสมกับเป็นผู้สืบทอดขุมอํานาจนิรันดร์ระดับหกจริงๆ หากจ้าวชิงเฟิงมาสู้กับซางตําผู้นี้ล่ะก็ จ้าวชิงเฟิงคงพ่ายแพ้ภายในหนึ่งร้อยกระบวนท่า และถูกสังหารภายในหนึ่งพันกระบวนท่า

หากพูดให้เจาะจงเข้าไปอีก พลังต่อสู้ของเขาค่อนข้างทัดเทียมกับจักรพรรดินี

แต่น่าเสียดายที่เขาต้องมาเจอกับหลิงฮัน

ต่อให้เอี๋ยนเซียนลู่ลดพลังบ่มเพาะของตนเองลงมาเหลือสี่นิพพาน ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะเอาชนะหลิงฮันได้

เอี้ยนเซียนลู่เกิดมาในเส้นทางแห่งนิรันดร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เพียงแต่หลิงฮันก็ไม่ได้อ่อนแอ เขาครอบครองอํานาจต้นกําเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ถึงสองชนิด แถมยังบ่มเพาะคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ซึ่งเป็นทักษะราชานิรันดร์ระดับเก้าเป็นอย่างน้อยอีก นอกจากนั้นหลังจากที่ร่างกาย ถูกขัดเกลา ด้วยพลังของราชานิรันดร์เพลิงสวรรค์ กายหยาบของเขาถูกเติมเต็มเข้าไปอีกขั้น ทําให้พลังต่อสู้ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้สืบทอดราชานิรันดร์ระดับแนวหน้าเลยแม้แต่น้อย

ซางต๋าผู้นี้…ไม่มีคุณสมบัติพอให้เขาเหลียวมอง!

หลิงฮันถอนหายใจ เขาตั้งใจจะใช้ซางต๋าเป็นหินลับคมแท้ๆ แต่ผู้สืบทอดที่ถูกบ่มเพาะโดย ขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับหก กลับไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย

“ต๋าต๋าน้อย เจ้าช่างอ่อนแอนัก!” เขากล่าวความจริงออกไป หากพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายทัดเที่ยมกับเขาล่ะก็ บางที่ประมือกันด้วยพลังทั้งหมด ประตูสู่นิรันดร์ห้านิพพานของพวกเขาอาจจะเปิดออกก็เป็นได้

ชางต๋ากระทืบเท้าอย่างเกรี้ยวกราด หมอนี่กล้าดูหมิ่นเขางั้นรึ? ช่างไม่รู้เสียแล้วว่าคําว่าความตายสะกดอย่างไร

“เจ้ารนหาที่เองนะ!” เขาสะบัดมือขวานหอกยาวสีเงินออกมา พริบตาเดียวกัน ออร่าอันเย็นยะเยือกที่ทรงพลังก็พรั่งพรูไหลออกมา

ท่าทีของหลิงฮันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากเขาสัมผัสได้ว่าหอกเล่มนี้ มีพลังพอที่จะสร้างความบาดเจ็บให้เขาได้

หอกเล่มนี้เป็นไปได้ว่าจะเป็นอุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ ที่มีพลังอยู่ในระดับแบ่งแยกวิญญาณ ต่อให้นิรันดร์สี่นิพพานจะไม่สามารถกระตุ้นใช้งานอํานาจของมันได้ทั้งหมด แต่ความแหลมคมของตัวหอก ก็เพียงพอที่จะสร้างภัยคุกคามต่อกายหยาบของเขา

“น่าสนุก” หลิงฮันเกิดความสนใจและดวงตาส่องประกาย

“ไม่ใช่แค่น่าสนุก แต่ข้าจะส่งเจ้าไปปรโลกด้วย!” ซางต๋าลงมืออย่างไม่ลังเล หากเขาสังหารผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถแล้วจะอย่างไร? เขาไม่เชื่อว่าเมืองวิดีโอสถจะกล้าเอาความกับนิกายตะวันบริสุทธิ์

“พรีบ” หอกสีเงินพุ่งทะลวงราวกับมังกรเงิน คลื่นอํานาจของมันสั่นสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า ตราประทับแห่งเต๋บนหอกส่องประกายเป็นระยะ พร้อมกับบดขยี้ชั้นมิติแหลกเป็นเสี่ยงๆ

นี่ไม่ใช่อุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ในระดับแบ่งแยกวิญญาณหยาง แต่เป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณหยินหรือสูงกว่า!

หลิงฮันไม่กล้าประมาท เขารีบนําดาบอสูรนิรันดร์ออกมาสะบั้นเข้าน้ํานั่นกับหอกสีเงิน

ตูม!

เมื่ออาวุธทั้งสองเข้าปะทะกัน เสียงตกกระทบดังสนั่น จนราวกับก้องกังวานไปทั่วห้วงอวกาศ ก้อนกรวดตามพื้นลอยกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเกิดเป็นคลื่นพายุทมิฬ

ร่างของซางต๋าถูกซัดลอยกระเด็น แม้หอกสีเงินในมือของเขาจะทรงพลังแค่ไหน แต่พลังของตัวเขาเองก็อ่อนด้อยกว่าหลิงฮัน

เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใบหน้าของทุกคนก็กระตุกอย่างรุนแรง จริงอยู่ที่พวกเขาคาดเดา เอาไว้แล้วว่า พลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นแข็งแกร่งกว่าซางต๋า แต่ความจริงที่แม้จะเห็นด้วยตาตัวเอง ก็เป็นเรื่องยากอยู่ดีที่พวกเขาจะทําใจเชื่อได้ลง

เจ้าเป็นนักปรุงยาได้อย่างไร?

ตอนที่ 1911 ขึ้นยอดเขา

หากขึ้นไปยังยอดเขาไม่ได้ ก็ไม่มีคุณสมบัติจะรับรู้งั้นรีบ

หลิงฮันรู้สึกสนใจขึ้นมา เรื่องสําคัญที่เอี๋ยนเซียนลู่ว่าคืออะไรกันแน่ หรือจะเกี่ยวข้องกับพายุมืดกัน?

เขากล่าวกับสตรีนกอมตะ “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าอุปกรณ์มิติศักดิ์สิทธิ์ไปก่อน”

“อืม! ” สตรีนกอมตะพยักหน้าอย่างไม่คัดค้าน นอกจากนางจะไม่ได้มีศักยภาพในระดับราชาแล้ว นางยังไม่บรรลุแม้แต่ระดับโลกียนิพพานเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นอย่าว่าแต่ขึ้นไปให้ถึงยอดเขาเลย แต่จะลองก้าวเข้าสู่ภูเขานางก็หมดสิทธิ์แล้ว

หลิงฮันนำสตรีนกอมตะเข้าสู่หอคอยทมิฬ ส่วนในด้านของธิดาโร๋วนั้นเขาเลือกที่จะเมินเฉย

“เห้อ! ” ธิดาโร๋วแสร้งทําเป็นถอนหายใจ

หลิงฮันทําหูทวนลม เขาจําเป็นต้องเลิกสนใจสตรีผู้นี้เสียบ้าง ไม่เช่นนั้นนางจะยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่

“ดวงดาวสามดาวโคจรมาบรรจบกันแล้ว! ” จู่ๆ เอี๋ยนเซียนลู่ก็เอ่ยขึ้นมา ที่เหนือน่านฟ้าดวงดาวที่ส่องประกายสามดวงได้ปรากฏให้เห็น และพุ่งทะยานเป็นเส้นวิถีโคจรเดียวกัน “ตอนนี้สามารถขึ้นไปยังภูเขาได้แล้ว ด้วยอํานาจแห่งเต๋าสวรรค์และปฐพีที่ถูกกระตุ้นให้ทํางาน ใครก็ตามที่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้เป็นคนแรก และนั่งลงบนโขดหินขนาดใหญ่ ที่อาจารย์ของข้าเคยนั่งตอนทะลวงผ่านระดับราชานิรันดร์ คนผู้นั้นจะได้รับมอบวาสนาอันยิ่งใหญ่”

“เอาล่ะ เริ่มกันได้แล้ว”

เอี๋ยนเซียนลู่เป็นคนแรกที่เคลื่อนที่นาขึ้นไปยังภูเขา

เหลาซงและซานจี้ถงพุ่งทะยานร่างตามไปติดๆ ในขณะที่ผู้ติดตามทั้งสามของเอี๋ยนเซียนลู่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ตามไปด้วย

ทั้งสามคนจ้องมองหลิงฮันด้วยสีหน้าเย็นชา

จ้าวชิงเฟิงถูกหลิงฮันสังหาร เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมองหลิงฮันเป็นศัตรู หากไม่ใช่เพราะเอี๋ยนเซียนลู่ห้ามไว้ พวกเขาทั้งสามคงลงมือไปแล้ว

แน่นอนว่าหลิงฮันยอมไม่เก็บทั้งสามคนมาใส่ใจ ผู้ติดตามเหล่านี้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าจ้าวชิงเฟิงเท่านั้น ต่อให้เหยียบย่ำไปก็ไม่ได้ทําให้เขารู้สึกดี

หลิงฮันจับกุมมือจักรพรรดินีเอาไว้และเดินขึ้นหน้า ทางด้านของธิดาโร๋ว นางเองก็อยากลองไต่ภูเขาดูเช่นกัน นางต้องการรู้ว่าพลังของนางกับเหล่าอัจฉริยะชั้นแนวหน้า จะแตกต่างกันแค่ไหน

เหล่าราชาในหมู่ราชาคนอื่นๆ จิตวิญญาณลุกโชน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า วาสนาที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่มีการบรรลุระดับราชานิรันดร์ จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

หลิงฮันมองไปยังจักรพรรดินีและกล่าว “บางที นี่อาจจะเป็นโอกาสที่พวกเราจะบรรลุระดับห้านิพพานก็เป็นได้”

“อืม! ” จักรพรรดินีพยักหน้า

ในขณะที่ดวงดาวทั้งสามโคจรมาบรรจบกัน แรงกดดันที่ผันผวนอยู่ในภูเขาได้สลายไปมากก็จริง แต่การจะปีนป่ายขึ้นไปให้ถึงยอดบนสุดก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลําบากอยู่ดี

ที่ดูเหมือนพวกอู๋เซียนลู่ทั้งสามคน สามารถไต่ขึ้นไปยังภูเขาได้อย่างง่ายดาย ก็เพราะทั้งสามคนเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน ถึงแม้พลังบ่มเพาะของพวกเขาจะยังอยู่ในระดับโลกียนิพพาน แต่แท้จริงแล้วพลังต่อสู้ของทั้งสามนั้น สามารถเทียบเคียงได้กับระดับแบ่งแยกวิญญาณ

เพียงแค่หลิงฮันก้าวขึ้นสู่อาณาเขตของภูเขา เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ที่ลงมาจนหลังแทบงอ

จักรพรรดินีเองก็เช่นกัน นางเผยสีหน้าหนักอึ้งออกมาเล็กน้อย ส่วนธิดาโร๋วนั้นแตกต่างออกไป ทันทีที่ก้าวขึ้นสู่ภูเขา นางก็ส่งเสียงอุทานออกมา และแทบทรุดตัวลงไปนอนกับพื้น

“แม่นางผู้แสนงดงาม ให้ข้าช่วยเจ้าเอง! ” มือที่หนาใหญ่คู่หนึ่งยื่นเข้ามาใกล้ ดูจากมุมที่มือนี้เคลื่อนที่เข้ามาแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถมองออกว่ามือคู่นี้ตั้งใจที่จะเอื้อมผ่านไหล่ของธิดาโร๋ว และอ้อมมาจัมกุมหน้าอกของนาง

เพียงแต่ตอนนี้ธิดาโร๋วกําลังถูกแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวกดทับอยู่ นางจึงไม่สามารถเคลื่อนตัวหลบได้ และทําได้เพียงเผยสีหน้าอับอาย

คนที่แสร้งทําเป็นช่วยคือรุ่นเยาว์ร่างผอมชุดคลุมม่วงผู้หนึ่ง ที่ตอนนี้ใบหน้ากําลังเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาอย่างเด่นชัด

“หมับ” เพียงแต่ทันทีที่กํามือ รุ่นเยาว์ชุดม่วงก็ต้องรู้สึกแปลกประหลาด เนื่องจากสิ่งที่มือของเขาจับได้นั้นมีสัมผัสที่แข็ง และรูปทรงผิดจากที่จินตนาการเอาไว้

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่ายอดเขาของสตรีที่เขาคิดเอาไว้ แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นรองเท้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดิน

“เจ้าคิดจะทําอะไรกับเท้าของข้างั้นรึ? ” หลิงฮันยิ้ม

รุ่นเยาว์ชุดม่วงล่าถอยอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเผยสีหน้าขยะแขยง

ถึงแม้หลิงฮันจะไม่ได้คิดครอบครองสตรีทรงเสน่ห์ผู้นี้ แต่อีกฝ่ายก็ร่วมหัวจมท้ายกับเข้ามานาน เขาจึงไม่อาจนิ่งเฉยยอมให้นางถูกเอาเปรียบได้

เขายิ้มและกล่าว “มาจับเท้าของข้าเช่นนี้ เจ้าคิดจะชดใช้ค่าเสียหายให้ข้าอย่างไร?”

มุมปากของรุ่นเยาว์ชุดม่วงกระตุกเล็กน้อย พร้อมกับสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน

เจ้ากล้าเย้าแหยู่ข้างั้นรึ?

“หืม ข้ารู้จักเจ้า เจ้าคือผู้สืบทอดคนใหม่ของเมืองวิถีโอสถสินะ? ” รุ่นเยาว์ชุดม่วงกล่าวออกมา เมื่อรับรู้ถึงตัวตนของหลิงฮัน

ก่อนหน้านี้เมืองวิถีโอสถได้เชิญชวนขุมอํานาจมากมายไปเข้าร่วมการพิธี นิกายตะวันบริสุทธิ์ของเขาเองก็ได้รับคําเชิญชวนเช่นกัน เพียงแต่นิกายตะวันบริสุทธิ์นั้นเป็นถึงขุมอํานาจราชานิรันตร์ระดับหก เพราะงั้นพวกเขาจึงไม่ได้ตอบรับคําเชิญ

เพียงแต่โฉมหน้าของหลิงฮันก็ถูกแพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกแล้ว ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นผู้สืบทอดของเมืองวิดีโอสถ หากพบเจอกันเขาก็ต้องยอมไว้หน้าอีกฝ่ายบ้าง

หลิงฮันเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกําลังคิดอยู่ได้ไม่ยาก “ต่อให้คิดจะตีสนิทกับข้าก็ไม่มีประโยชน์ รีบจ่ายค่าชดใช้มาเดี๋ยวนี้! ”

มุมปากของรุ่นเยาว์ชุดม่วงกระตุกยิ่งกว่าเดิม เขาที่บังเอิญไปจับเท้าของหลิงฮัน จนต้องรู้สึกขยะแขยงเช่นนี้ กลับกลายเป็นฝ่ายผิดงั้นรึ? เขากล่าว “ผู้สืบทอดเมืองวิถีโอสถอาจจะดูสูงส่งในสายตาผู้อื่น แต่ต่อหน้าซางต๋าผู้นี้ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากแมลงตัวเหม็น!”

เขาไม่กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เมืองวิถีโอสถมีอํานาจเทียบเท่าได้กับขุมอํานาจห้าดาวทั่วไปเท่านั้น สําหรับขุมอํานาจราชานิรันดร์ระดับสอง หรือสามขึ้นไปแล้ว ย่อมไม่จําเป็นแยแสต่ออํานาจของเมืองวิดีโอสถแต่อย่างใด

“ช่างเป็นคนที่หน้าไม่อายยิ่งนัก นอกจากจะเสียมารยาทมาจับเท้าคนอื่นแล้วยังกล้าพูดจาข่มขู่ เพื่อปิดบังการกระทําอันไร้ยางอายของตนเองอีก” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส

ซางต๋าเกรี้ยวกราดและผลักมือเข้าใส่หลิงฮัน “รนหาที่ตาย!”

ตอนที่ 1909 เอี๋ยนเซียนลู่ปรากฏตัว

หลิงฮันเผยรอยยิ้ม ตอนนี้เขาบรรลุระดับสี่นิพพานขั้นสูงสุดแล้ว เมื่อรวมกับไพ่ลับมากมายที่มีอย่าง อํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์ทั้งสองที่แม้แต่ราชานิรันดร์ก็ยังอิจฉาแล้ว หากในระดับพลังเดียวกัน เขาไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ก็ดูจะแปลกประหลาดเกินไป

หลิงฮันกวาดสายตามองอัจฉริยะรอบด้านแต่ละคน ถึงแม้กลิ่นอายของพวกเขาจะดูหยิ่งทะนง แต่ออร่าพลังก็ถูกสะกดเอาไว้ ทําให้ไม่สามารถตรวจสอบพลังต่อสู้ได้

“ข้าตงเหมินหง เห็นการต่อสู้ตรงหน้าแล้วชักจะรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา มีใครต้องการประมือกับข้าบ้างรึไม่?” ชายร่างสูงผู้หนึ่งกระโดดออกมาด้วยท่าที่น่าเกรงขาม และใช้กระบี่สีม่วงในมือกวัดแกว่งท้าทายทุกคน

“ข้าเอง!” รุ่นเยาว์ชุดเหลืองอีกคนกระโดดตามออกมา เขาไม่พูดพล่ามไร้สาระอะไร และเข้าปะทะกับตงเหมินหงอย่างดุดันในทันที

อัจฉริยะเช่นพวกเขา ไม่ว่าใครต่างก็เป็นพวกบ้าคลั่งศาสตร์วรยุทธ เมื่อเห็นคู่สองคู่ทําการปะทะกับอย่างพวกเดือด จิตวิญญาณสู้รบของพวกเขาก็ฮึกเหิมตามไปด้วย

อัจฉริยะมากมายเริ่มทําการต่อสู้กัน ในตอนแรกแม้ทุกคนจะแยกกันสู้เป็นคู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน รูปแบบการต่อสู้ก็กลายมาเป็นตะลุมบอน เมื่อเห็นหน้ากันทุกคนจะทําการจู่โจมทันทีโดยไม่สนว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร

มีเพียงอัจฉริยะอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่ร่วมวงต่อสู้ด้วย พวกเขายืนกอดอกอยู่ในระยะที่ห่างออกไปเล็กน้อย

“พี่ชายเหลา เจ้าว่าถ้าหากเอี๋ยนเซียนลู่มาถึงและเห็นภาพตรงหน้านี้ เขาจะเกรี้ยวกราดรึไม่?” ชายผู้หนึ่งที่ยืนดูอยู่หัวเราะ และกวาดมองเหล่าอัจฉริยะที่กําลังตะลุมบอนกันด้วยสายตาเหยียดหยาม

ที่ด้านข้างของเขามีชายชุดม่วงอีกคนยืนอยู่ รูปลักษณ์ของชายผู้นี้งดงามเป็นอย่างมาก ผิวของเขาเรียบเนียนและขาวกระจ่างราวกับสตรี

ถ้าไม่ใช่เพราะมีลูกกระเดือกล่ะก็ ผู้คนคงคิดว่าเขาเป็นสตรีที่แต่งตัวเป็นบุรุษเป็นแน่

ชายชุดม่วงยิ้มเผยฟันสีขาว “ถ้าเจ้าลงมือ เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าก็กําราบพวกนั้นได้ไม่ใช่รึไง” เสียงของเขาแหลมเล็กราวกับขันที

โดยปกติแล้ว ต่อให้เขาเป็นขันที่จริงๆ ด้วยพลังบ่มเพาะระดับนิรันดร์ อวัยวะส่วนใดที่ถูกตัดไปก็ย่อมฟื้นสภาพกลับมาใหม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาดที่ตัวตนระดับนิรันดร์จะพิการ

“ฮ่าๆ นั่นเป็นเรื่องของเอี๋ยนเซียนลู่ ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า!” ชายคนก่อนกล่าว เขาคือรุ่นเยาว์ที่สวมชุดขาว และมีท่าที่เป็นกันเอง

รุ่นเยาว์ชุดม่วงยิ้ม “แล้วเจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทําไม?”

“ข้าแค่ได้ยินมาว่าเจ้ามีความสนใจในตัวเอี๋ยนเซียนลู่ ไม่ใช่ว่านี่เป็นโอกาสดีที่เจ้าจะได้ใกล้ชิดกับเขาหรอกรึ?” รุ่นเยาว์ชุดขาวหัวเราะ

ตูม!

รุ่นเยาว์ชุดม่วงลงมือทันที มือขวาของเขาเคลื่อนไหวอย่างอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูก และแปรเปลี่ยนกลายเป็นอสรพิษสีทอง อสรพิษอ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวยาวของซี่ และเขมือบเข้าใส่รุ่นเยาว์ชุดขาว

คลื่นพลังผันผวนอันน่าสะพรึงระเบิดออกมา “ตูม” เมื่อการโจมตีนี้ถูกปล่อยออกไป เหล่าอัจฉริยะที่กําลังตะลุมบอนกันอยู่ ก็หยุดชะงักและหันมามองทันที

รุ่นเยาว์ชุดขาวลงมือตอบโต้ “พรึบ” ที่เบื้องหน้าเขามีม่านแสงสีขาวปรากฏออกมา ตราประทับอํานาจแห่งเต๋ที่พัวพันอยู่ พรุ่งพรูไปด้วยอํานาจที่ราวกับจะบดขยี้สวรรค์ให้พังทลาย

“ตูม” อสรพิษทองคําที่พุ่งเขมือบ ไม่สามารถทะลวงผ่านชั้นม่านแสงได้

“ซานจื้ถง เจ้ารนหาที่ตายรึ?” รุ่นเยาว์ชุดม่วงคํารามด้วยเสียงโทนต่ำอย่างน่าประหลาด

“นั่นก็อยู่ที่ว่าเจ้ามีความแข็งแกร่งพอรึเปล่านะ เหลาซง!” รุ่นเยาว์ชุดขาวหัวเราะอย่างไร้ความหวาดกลัว

รุ่นเยาว์ทั้งสองคนทะยานร่างเข้าปะทะกัน จนคลื่นพลังอันไร้ที่สิ้นสุดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

“ห้านิพาน!” หลิงฮันและจักรพรรดินีมองหน้ากัน พร้อมกับอุทานออกมา

นิรันดร์สี่นิพพานไม่มีทางแข็งแกร่งขนาดนี้แน่ มีเพียงนิรันดร์ห้านิพพานเท่านั้น ที่แค่คลื่นพลังผันผวนก็สามารถทําให้จอมยุทธระดับโลกียนิพพานตัวสันได้

ดูเหมือนว่าในหมู่อัจฉริยะที่มารวมตัวกันที่นี่ นอกจากอู๋เซียนลู่แล้ว จะยังมีนิรันดร์ห้านิพพานคนอื่นอยู่อีก

“นั่นมัน…. อํานาจอสรพิษต้นกําเนิดสวรรค์และปฐพี!” ธิดาโร๋วอุทานออกมา ใบหน้าอันงดงามของนางแสดงออกถึงความรู้สึกหวาดผวาที่เกินกว่าจะพรรณนา

“อํานาจอสรพิษต้นกําเนิด?”

หลิงฮันเคยรู้จักอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพี อย่างเพลิงเก้าสวรรค์ และวารีพลังหยินเร้นลับ หรือรู้จักแม้แต่ศิลาต้นกําเนิดความวุ่นวาย ที่เป็นศิลาแรกเริ่มที่เกิดขึ้นพร้อมกับสวรรค์และปฐพี แต่อํานาจอสรพิษต้นกําเนิดล่ะมันคืออะไร?

“เมื่อสวรรค์และปฐพี่ถือกําเนิดจากความว่างเปล่า สิ่งมีชีวิตแรกเริ่มที่เกิดขึ้นมา ถูกรู้จักกันไปนามของบรรพบุรุษต้นกําเนิด” จู่ๆ หอคอยน้อยก็เอ่ยขึ้น

“มังกรตนแรก ถูกเรียกว่าอํานาจต้นกําเนิดมังกร วิหคเพลิงตนแรก ถูกเรียกว่าวิหคต้นกําเนิด ส่วนอสรพิษตนแรกเองก็ถูกเรียกว่า อสรพิษต้นกําเนิด!”

“มันถือสิ่งมีชีวิตระดับใด?” หลิงฮันถาม

“เป็นถึงบรรพบุรุษต้นกําเนิดของสิ่งมีชีวิต แน่นอนว่าพวกมันต้องเป็นตัวตนระดับราชานิรันดร์ แต่ด้วยเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง ขั้นพลังของพวกมันก็ย่อมต่างชั้นกันไป” หอคอยน้อยกล่าว “บรรพบุรุษต้นกําเนิดที่ทรงพลังที่สุดคือมังกรบรรพบุรุษ วิหคเพลิงต้นกําเนิด และต่อๆ ไปตามลําดับ อสรพิษต้นกําเนิดนั้นค่อนข้างอ่อนแอ ระดับพลังของมันคือราชานิรันดร์ขั้นเจ็ดหรือแปดเท่านั้น”

“หากไม่มีวาสนาพิเศษ ไม่มีทางที่มันจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ระดับเก้าได้”

หลิงฮันพยักหน้า เหลาซงผู้นี้จะต้องเป็นผู้สืบทอดของอสรพิษต้นกําเนิดไม่ผิดแน่ แต่ไม่รู้ว่า ร่างเดิมที่แท้จริงของอีกฝ่ายนั้นเป็นอสรพิษ หรือมนุษย์กันแน่

หลิงฮันโลหิตเดือดพล่าน ที่นี่มีนิรันดร์ห้านิพพานอยู่มากกว่าหนึ่งคน บางทีหากได้วิเคราะห์การต่อสู้ของพวกเขา ประตูสู่ระดับห้านิพพานของเขาอาจจะเปิดออกก็เป็นได้

เขาและจักรพรรดินีจ้องมองอย่างไม่ละสายตา นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบเห็นการต่อสู้ของตัวตนระดับห้านิพพาน

“เหอๆ พี่ชายเหลา พี่ชายซาน เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ต่อให้ข้าต้อนรับได้ไม่ดี พวกท่านก็ไม่เห็นจะต้องหัวเสียจนทะเลาะกันเลยไม่ใช่รึไงกัน?” เสียงหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับร่างของรุ่นเยาว์สวมชุดผ้าไหมทองผู้หนึ่ง พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง

ที่เบื้องหลังของรุ่นเยาว์ผู้นี้ มีรุ่นเยาว์อีกสามคนตามมาติดๆ สองคนเป็นบุรุษ หนึ่งคนเป็นสตรี ทั้งสามคนนี้ไม่ว่าใครก็มีกลิ่นอายราวกับเป็น มังกรและวิหคเพลิงในหมู่มนุษย์

“เอี๋ยนเซียนลู่!” ทั้งเหลาซงและซานจี้ถงหยุดการปะทะกันกลางคัน และหันไปมองรุ่นเยาว์ชุดผ้าไหมทองด้วยสีหน้ายําเกรง

สําหรับนิรันดร์สี่นิพพานอาจจะจินตนาการถึงพลังของเอี๋ยนเซียนลู่ไม่ออก มีเพียงอัจฉริยะที่บรรลุห้านิพพานอย่างพวกเขาสองคนเท่านั้น ที่รับรู้ว่าเอี๋ยนเซียนลู่นั้นทรงพลังขนาดไหน

ตอนที่ 1908 ใต้ยอดเขา

เนื่องจากระยะเวลาการนัดหมายของเอี๋ยนเซียนลู่ใกล้จะมาถึงแล้ว หลิงฮันจึงรีบใช้เวลาที่เหลือ ไปกับการขัดเกลาทักษะปรุงยา

ในด้านของศาสตร์วรยทุธนั้น เขาบรรลุระดับสี่นิพพานสูงสุดแล้ว จึงไม่สามารถขัดเกลาพลังต่อได้

ธิดาโร๋วตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอย่างมาก เดิมทีแล้วตัวของนางเป็นเพียงผู้สืบทอดของขุมอํานาจสามดาวเท่านั้น แต่ทว่าตอนนี้ไม่เพียงแค่นางจะได้ก้าวเข้ามายังขุมอํานาจห้าดาว แต่นางยังได้เข้าร่วมงานรวมตัวที่ถูกจัดขึ้นโดยเอี๋ยนเซียนลู่ ที่แม้แต่ผู้สืบทอดราชานิรันดร์ทั่วไปยังไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมอีกด้วย

“เอี๋ยนเซียนลู่จะเป็นอัจฉริยะแบบใดกัน?” หลิงฮันกับจักรพรรดินีสงสัยเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามายังอาณาเขตของวิหารอนันต์รุ่งโรจน์ ผู้คนในที่แห่งนี้ก็เอาแต่พูดถึงตํานานของอี๋เซียนลู่ ราวกับว่าอีกฝ่ายคือตัวตนที่จะกลายเป็นราชานิรันดร์หย่งชางคนที่สอง

เรื่องที่เอี๋ยนเซียนลู่จะบรรลุระดับราชานิรันดร์ได้นั้นไม่เป็นที่กังขา แต่สิ่งที่ทุกคนต่างคิดไม่ตกก็คือ ในอนาคตเขาจะบรรลุได้ราชานิรันดร์ระดับใดกันแน่

ระดับห้า? ระดับเจ็ด? ระดับแปด? หรือ อาจจะระดับเก้า!

ที่ด้านล่างตีนเขาของยอดเขาสามตะวัน ผู้คนจํานวนหนึ่งมารวมตัวกัน แต่ก็ไม่มีใครเลยที่ขึ้นไปยังภูเขา

นั่นเพราะพวกเขาไม่สามารถก้าวขึ้นไปได้นั่นเอง

หลิงฮันลองดูแล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่อาจขึ้นไปยังภูเขาได้ เนื่องจากภูเขาลูกนี้มีแรงกดดันอันทรงพลังปกคลุมอยู่ ซึ่งต่อให้เป็นเพลิงเก้าสวรรค์ หรือวารีพลังหยินลี้ลับก็ไม่อาจต้านทานไหว

นั่นเพราะแรงกดดันที่ว่าไม่ใช่แรงกดดันทั่วไป แต่เป็นเจตจํานงยุทธของปรมาจารย์ที่ทรงพลัง

ขนาดอํานาจแก่นกําเนิดสวรรค์และปฐพีทั้งสองก็ยังไร้ประโยชน์ ต่อให้เอี๋ยนเซียนลู่จะเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน หลิงฮันก็ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถย่างก้าวขึ้นไปยังภูเขาลูกนี้ได้

บางที่ภูเขาลูกนี้อาจจะเป็นเหมือนกับเขตแดนลี้ลับ ที่ใช่ว่าจะผ่านไปได้ตลอด แต่ต้องรอเวลาเปิดออก

ซึ่งวันที่ว่าจะเป็นต้องวันนี้ที่ เอี๋ยนเซียนลู่กล่าวว่าเมื่อดวงดาราทั้งสามโคจรมาพบกันแน่นอน

ผู้คนเริ่มเดินทางมาถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางคนเลือกที่จะรออยู่เฉยๆ ในขณะที่บางคน

เลือกที่จะลองก้าวผ่านขึ้นไปยังยอดเขา แต่ก็ร่วงกลับลงมาอย่างหมดท่า

ส่วนทางด้านจักรพรรดินีและธิดาโร๋วนั้น พวกนางตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่ต้องสงสัย

หลายคนระงับอารมณ์ของตนเองได้ ส่วนบางคนก็เข้ามาประชิดใกล้พวกนางอย่างไม่อ้อมค้อม

หลิงฮันขยับเดินขึ้นหน้ามาขวางคนที่ก้าวเข้ามา

“นี่ เจ้ากําลังขวางทางข้าอยู่นะ” คนที่ก้าวเดินเข้ามาคือ รุ่นเยาว์ร่างสูงผมสีฟ้าสีครามที่มีเขาอยู่บนหัวสองข้าง เขาทั้งสองข้างของเขาปลดปล่อยแสงเงาสีฟ้าเป็นระลอก

หลิงฮันขมวดคิ้ว “เจ้าจ้องมองพวกนางตาไม่กะพริบเช่นนั้น ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเสียมารยาทหรืออย่างไร?”

“ฮ่าๆๆ!” รุ่นเยาว์ผมสีครามหัวเราะและหรี่ตามองหลิงฮัน “เจ้าตัวอัปลักษณ์ เจ้าไม่เคยได้ยินคําพูดที่ว่า สาวงามย่อมคู่ควรกับวีรบุรุษรีไง?”

“โอ้ งั้นเจ้าก็เป็นวีรบุรุษงั้นสิ?” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส

“แน่นอน ข้า จู้เสี่ยเกอผู้นี้คืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!” รุ่นเยาว์ผมสีคราวยกนิ้วโป้งขี้นมาชี้ใส่หน้าอกของตนเองอย่างภาคภูมิใจ

“เหอะ ช่างปากกล้านัก!” ยังไม่ทันที่หลิงฮันจะได้ตอบโต้อะไร เสียงอันเย็นชาของใครบางคนก็เอ่ยแทรกเข้ามา

เหล่าคนที่ถูกเชิญชวนมาที่นี่ ใครบ้างไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะ ที่มีศักยภาพระดับราชาในหมู่ราชา หรืออาจจะถึงขั้นจักรพรรดิ?

“เจ้าเป็นใคร?” จู้เสี่ยเกอหันหน้าไปเอ่ยถามรุ่นเยาว์ที่เอ่ยแทรก ด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“หลิวเฟยซาน!” รุ่นเยาว์ที่เข้ามาแทรกกล่าวอย่างหยิ่งทะนง

“ไม่เคยได้ยินมาก่อน!” จู้เสี่ยเกอเค้นเสียง

“ถ้างั้นเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้และจดจําไปชั่วชีวิต เพราะข้าจะเป็นคนที่ทุบตีเจ้าจนหมดสภาพ!” หลิวเฟยซานคํารามเสียงดังและผลักมือขวาออกไปด้านหน้า มือของเขาแปรสภาพกลายเป็นกรงเล็บทองคําขนาดใหญ่ พร้อมกับจู่โจมเข้าใส่จู้เสี่ยเกอ

“ฮ่าๆ เจ้าแส่หาความอัปยศให้ตัวเองแล้ว!” จู้เสี่ยเกอไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาสะบัดมือทั้งปลดปล่อยคลื่นมหาสมุทรขนาดยักษ์ออกมา

ตูม!

สุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสองเข้าปะทะกัน พวกเขาคือตัวตนระดับโลกียนิพพานชั้นแนวหน้า ต่อให้พลังบ่มเพาะจะยังไม่บรรลุเป็นห้านิพพาน แต่พลังต่อสู้ของทั้งสองก็น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

หลิงฮันตกตะลึง… มีคนมาแย่งหน้าที่ของเขาไปได้อย่างไร?

เขาจับคางครุ่นคิด หรือว่าเขาจะเป็นตัวนําพาหายนะจริงๆ? ไม่เช่นนั้นเพียงแค่เขาพูดออกไปไม่กี่คํา จะทําให้คนสองคนทําการปะทะกันอย่างรุนแรงได้อย่างไร?

หลิงฮันอยากเข้าร่วมปะทะด้วย ในหลายปีที่ผ่านมานี้เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับศาสตร์ปรุงยา ทําให้รู้สึกคันไม้คันมืออยากต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รังเกียจที่ตนเองจะต้องร่วมมือกับคนอื่นเพื่อปะทะกับใครสักคน

หลิวเฟยซานกับจู้เสี่ยเกอเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด สุดยอดอัจฉริยะทั้งสองปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาตอบโต้อย่างเฉิดฉาย ดุจดั่งพระอาทิตย์กลางท้องฟ้า

จักรพรรดินีมองดูการต่อสู้ด้วยสีหน้าจริงจังเล็กน้อยอยู่สักพักก่อนจะกล่าวออกมา “สองคน นั้นแข็งแกร่งมาก! หากข้าไม่ใช้ไฟลับที่มีอย่างมากก็คงเสมอกับพวกเขาเท่านั้น”

หลิงฮันพยักหน้า สองคนนี้แข็งแกร่งกว่าจ้าวชิงเฟิงมากพอสมควร สิ่งที่จักรพรรดินีกล่าวออกไปไม่ใช่การยกยอพวกเขา หรือดูหมิ่นตนเองแต่เป็นความจริง

จริงอยู่ที่จักรพรรดินีมีไพ่ลับอยู่ในมือ แต่คิดรึว่าทั้งสองจะไม่มี?

“แต่เจ้าน่าจะเอาชนะพวกเขาได้” จักรพรรดินีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

หลิงฮันไม่ใช่คนที่จะฝักใฝ่กับอะไรเพียงอย่างเดียว

เขาหมกมุ่นในศาสตร์ปรุงยาก็จริง แต่กับศาสตร์วรยุทธแล้วเขาเองก็หมกมุ่นไม่ต่างกัน เพียงแต่ปัญหาที่พบเจอในศาสตร์ปรุงยาตอนนี้คือ เขาไม่สามารถทะลวงผ่านเป็นระดับห้านิพพานได้

เอี๋ยนเซียนลู่ถูกกล่าวว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในยุทธภพ งานรวมตัวที่เขาจัดขึ้นจึงต้องเต็มไปด้วยอัจฉริยะอันดับต้นๆ เป็นแน่ ถ้าหากได้แลกเปลี่ยนวรยุทธกับอัจฉริยะเหล่านี้ หลิงฮันเชื่อว่ามันอาจจะช่วยให้เขาทะลวงผ่านเป็นนิรันดร์ห้านิพพานได้

ยิ่งกว่านั้น เอี๋ยนเซียนอู่ที่ว่าก็ต้องเป็นนิรันดร์ระดับห้านิพพานเป็นแน่ ถ้าได้ประมือกับอีกฝ่ายสองหรือสามกระบวนท่า มันจะช่วยให้เขาเข้าใจถึงความลึกลับของระดับห้านิพพานได้อย่างแน่นอน

เพราะงั้นงานรวมตัวครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไป

ศาสตร์ปรุงยาเป็นเพียงสิ่งเขาต้องฝึกฝนในตอนนี้ แต่สิ่งที่จะตัดสินชะตาชีวิตของเขาคือศาสตร์วรยุทธ

เขายังไม่ลืมเรื่องที่หอคอยน้อยและสุนัขตัวดํา กล่าวถึงอนาคตที่เขาจะพบเจอกับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้อย่าว่าแต่จะให้เผชิญหน้าเลย แค่จะรู้ว่าศัตรูเป็นใครพลังบ่มเพาะของเขาก็ต้องบรรลุเป็นระดับราชานิรันดร์เสียก่อน

เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้าในอนาคต สถานะผู้สืบทอดหรือตําแหน่งประมุขในอนาคตนั้น ไม่นับเป็นอันใดเลยแม้แต่น้อย

ปรมาจารย์จ่อเฉิงต้องการจัดเตรียมเรือเหาะให้หลิงฮัน แต่หลิงฮันก็ปฏิเสธ

การเดินทางด้วยเรือรบจะตกเป็นเป้าหมายง่ายเกินไป ต่อให้เรือรบของขุมอํานาจสี่ดาว ที่สามารถสังหารตัวตนระดับตําหนักอมตะได้ แต่การจะรับมือกับตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ที่ ยังทําได้ยากอยู่ดี ยิ่งหลิงฮันล่วงเกินขุมอํานาจระดับราชานิรันดร์ไปด้วยแล้ว ถ้าหากราชานิรันดร์เหลยหยุนหรือราชานิรันดร์ชื่อเหอ คิดลงมือด้วยตัวเองล่ะ หลิงฮันจะทําอย่างไร?

เพราะงั้นทําตัวไม่โดดเด่นไว้จะดีกว่า

ที่สําคัญคือหากไม่มีใครอื่นร่วมเดินทางไปด้วยการจะเข้าออกหอคอยทมิฬก็ทําได้สะดวกกว่า

“ท่านผู้สืบทอด ช่วยพาสตรีตัวน้อยๆ อย่างข้าไปเปิดหูเปิดตาด้วยได้รึไม่? ” ธิดาโร่วปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม

ตัวตนของหลิงฮันเริ่มน่าเกรงขามยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ได้กลายเป็นประมุขคนต่อไปของเมืองวิถีโอสถ สถานะนี้มีความสําคัญถึงขนาดที่แทบจะสามารถ ควบคุมการส่งเม็ดยาของทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกได้เลย

เพราะงั้นนางจึงต้องประชิดกุมตัวหลิงฮันเอาไว้ให้ได้ในอนาคตภายภาคหน้า นิกายซุ่นจะ สลัดคราบของขุมอํานาจสามดาว กลายเป็นขุมอํานาจสี่ดาวได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวนางแล้ว

“ไม่มีปัญหา คืนนี้ข้าจะนําตัวเจ้าขึ้นเตียงเอง” จักรพรรดินีเอ่ยแทรก

“พี่สาว ท่านช่างชอบพูดเรื่องตลกเสียจริง! ” ตอนนี้ธิดาโร่วเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อจักรพรรดินีแล้ว “ต่อหน้าความงดงามของพี่สาวแล้ว น้องสาวผู้นี้จะกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้สืบทอดได้อย่างไร? ”

“เหอๆ ” จักรพรรดินีแสยะยิ้ม และยื่นมือไปจับคางกับธิดาโร่ว “จงเลือกว่าจะยอมเป็นสตรี ของตระกูลหลิงหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ล้มเลิกความคิดต่างๆ นานา ไปได้เลย”

“พี่สาว! ” ธิดาโร่วทําสีหน้าอ้อนวอนด้วยเสน่ห์อันยั่วยวน

จักรพรรดินีไม่หวั่นไหว นอกจากหลิงฮันแล้วนางไม่เคยเห็นใครอื่นในโลกนี้อยู่ในสายตา เพราะงั้นมีรีที่เสนห์ของธิดาโร่วจะส่งผลต่อนาง?

ธิดาโร่วเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นสตรีนกอมตะแทน ซึ่งไม่รู้ว่านางใช้วิธีการใดกันแน่ สตรีนกอมตะถึงได้ยอมให้นางติดตามพวกเขาทั้งสามมาด้วย

กลุ่มหลิงฮันสี่คนออกเดินทางด้วยการทําตัวไม่โดดเด่น หากเพียงแค่หลู่เซียนหมิงหรือฉินกู่ยวี่รู้เข้า และแพร่งพรายออกไปว่าหลิงฮันออกมาจากเมืองวิถีโอสถไปแล้ว ตัวตนที่ทรงพลังมากมาย จะต้องไล่ล่าเอาชีวิตหลิงฮันเป็นแน่

ยกตัวอย่างเช่นป้าเยา อีกฝ่ายรับรู้แล้วว่าหลิงฮันมีสมบัติบางอย่างซ่อนอยู่ในร่างกาย เพราะงั้นอีกฝ่ายย่อมไม่เลิกตามราวีแน่

นอกจากนั้นก็ยังมีอสูรเฒ่าเงาโลหิตอยู่อีก แต่เดิมอีกฝ่ายวางแผนมอบภารกิจให้หลิงฮันทําเป็นเวลาสิบล้านปี แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในอีกห้าปีต่อมา หลิงฮันจะได้ขึ้นเป็นประมุข คนต่อไปของเมืองวิถีโอสถ เพราะงั้นหากรู้ว่าหลิงฮันออกเดินทาง อีกฝ่ายจะต้องตามหาเขาเพื่อบังคับเอายันต์ไม้ท้อผูกชะตาไปแน่นอน

ทั้งสี่คนจึงออกจากเมืองวิถีโอสถอย่างเงียบเชียบ และมุ่งหน้าไปยังขุนเขาทะลายเมฆา

เนื่องจากจุดหมายปลายทางอยู่หากจากเมืองวิถีโอสถหลายแสนไมล์ พวกหลิงฮันจึงไม่คิดจะเดินทางด้วยขาสองข้าง แต่เลือกที่จะนั่งเรือโดยสารขนาดใหญ่ผ่านทางน้ําไปแทน

ขุนเขาทะลายเมฆาตั้งอยู่ในอาณาเขตของวิหารอนันต์รุ่งโรจน์ ต่อให้ไปถึงวิหารอนันต์รุ่งโรจน์ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะถึงขุนเขาทะลายเมฆา

แต่เพราะดินแดนแห่งเซียนนั้นมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล และนิรันดร์เองก็มีอายุขัยไม่จํากัด เพราะงั้นผู้คนจึงไม่คร่ําครวญเมื่อต้องสูญเวลาไปกับการเดินทาง

สี่เดือนต่อมา ในที่สุดพวกหลิงฮันก็เดินทางเข้าสู่อาณาเขตของวิหารอนันต์รุ่งโรจน์

ดินแดนแห่งเซียนนั้นไม่มีกลางวันหรือกลางคืน แต่ราชานิรันดร์หย่งชางได้ใช้พลังอันยิ่งใหญ่สร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมา เพื่อแบ่งแยกกลางวันกลางคืนในอาณาเขตของตนเอง

เวลาผ่านไปอีกไม่กี่วัน พวกหลิงฮันก็มาถึงเทือกเขาอันกว้างใหญ่

ที่นี่คือขุนเขาทะลายเมฆา

ที่มันถูกตั้งชื่อแบบนี้ ก็เพราะมันเป็นขุนเขาที่มีความสูงเสียดฟ้า จนทะลุขึ้นไปบนชั้นเมฆ

ขุนเขาแห่งนี้มียอดเขาอยู่อีกหลายร้อยยอด ซึ่งจุดหมายที่หลิงฮันต้องไปคือยอดเขาสามตะวัน

ยอดเขาสามตะวันไม่ใช่ยอดเขาที่สูงที่สุดใน ขุนเขาทะลายเมฆา แต่มันคือยอดเขาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมากที่สุด เนื่องจากมันเป็นสถานที่ที่ราชานิรันดร์หย่งชางบรรลุเป็นราชานิรันดร์

เมื่อมีการบรรลุเป็นราชานิรันดร์ที่นี้ แน่นอนว่าต้องมีออร่าของราชานิรันดร์หลงเหลือเอาไว้ด้วย หากทําความเข้าใจและซึมซับมันได้ ย่อมได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย

วิหารอนันต์รุ่งโรจน์ไม่ได้ทําให้สถานที่แห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามส่วนตัวห้ามใครขึ้นไป เนื่องจากคนที่สามารถขึ้นไปได้ ย่อมหมายถึงคนผู้นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอ

หลิงฮันแวะเมืองหนึ่งก่อนถึงขุนเขาและได้รับข้อมูลเรื่องนี้มา เขารู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก สถานที่ที่ราชานิรันดร์ถือกําเนิดงั้นรึ? ที่แห่งนั้นจะมีความลึกลับแบบใดอยู่กันแน่

“ฉินกู่ยวี่ หลอมเม็ดยาเสริมแกร่งปฐพี ในหมู่เม็ดยานิรันดร์สองดาว ความยากในการหลอม ถือว่าอยู่ในระดับสูง คุณภาพของเม็ดยาคือระดับสูง การปรับแต่งขันแรกธรรมดา การปรับแต่งขัน สองธรรมดา” นักปรุงยาคนที่สามกล่าวรายงาน

เมื่อสิ้นคํากล่าว เหล่านักปรุงยาก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา

สําหรับนักปรุงยาสองดาว การที่หลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวที่มีความยากระดับสูง ได้ออกมามีคุณภาพสูงนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก

ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยสีหน้าชื่นชมและกล่าวกับฉินกู่ยวี่ “เจ้าทะลวงผ่านระดับแบ่งแยกวิญ ญาณเมื่อสามแสนปีก่อน หรือว่าธาตุวิญญาณของเจ้าจะเป็นห้าธาตุของสวรรค์และปฐพี ? ”

ในฐานะปรมาจารย์นักปรุงยา ชายชราสามารถคาดเดาอะไรบางอย่างได้ทันที

“ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้อง! ” ฉินกู่ยวี่ตอบกลับอย่างสุภาพ “วิญญาณหยางของข้า คือวิญญาณธาตุพฤกษาวารี”

ธาตุวิญญาณพฤกษาวารี!

นักปรุงยาทุกคนเผยสีหน้าริษยาธาตุวิญญาณเช่นนั้นแม้จะไม่มีผลต่อพลังต่อสู้และการบ่มเพาะพลัง แต่สําหรับศาสตร์ปรุงยาแล้ว มันเปรียบเสมือนสมบัติอันล้ําค่าจากสวรรค์ ซึ่งมีเพียงแค่วิญญาณธาตุพฤกษาเพลิง หรือพฤกษาปฐพี่เท่านั้นที่จะเทียบเคียงได้

ปรมาจารย์จื่อเฉิงครุ่นคิดเล็กน้อย “ผลลัพธ์โดยรวมของเจ้า คือสิบเอ็ดแต้ม”

ฉินกู่ยวี่ผิดหวังเล็กน้อย เพียงแต่อย่างน้อยตัวนางในตอนนี้ ก็ถือว่าอยู่ในสถานะที่ทัดเทียมกับหลู่เซียนหมิง และเหนือกว่าชวีขาน หลังจากนี้ผู้สืบทอดคนอื่นๆ จะไม่นับเป็นคู่ต่อสู้ของนางอีกต่อไป และจะเป็นการแข่งขันระหว่างนางกับหลู่เซียนหมิงแค่สองคน

ชวีขานรู้สึกสลดยิ่งขึ้นกว่าเดิม และรู้ตัวแล้วตอนว่าตอนนี้เขาไม่อาจเอื้อมถึงตําแหน่งประมุขอีกต่อไปแล้ว สมองของเขากลายเป็นว่างเปล่า พร้อมกับทรุดตัวลงกับพื้น

นักปรุงยาคนที่สี่ ห้า หก จนถึงเก้ารายงานผลลัพธ์จากการตรวจสอบเม็ดยาจนในที่สุดก็มาถึงคราวของหลิงฮัน

“ผู้สืบทอดหลิงฮัน เม็ดยาที่หลอมคือเม็ดยาอัคคีสวรรค์ ในหมู่เม็ดยาระดับสอง ความยากใน การหลอมถือว่าจัดอยู่ในระดับสูง คุณภาพของเม็ดคือระดับสูง การปรับแต่งขั้นแรกสมบูรณ์ การปรับแต่งครั้งที่สองก็สมบูรณ์” นักปรุงยาคนที่สิบรายงาน

ว่าไงนะ!

ทุกคนตกตะลึง

ถึงแม้เม็ดยาที่หลิงฮันหลอมขึ้นมาจะด้อยกว่าฉินกู่ยวี่เล็กน้อย แต่คุณภาพของมันก็ถูกจัดอยู่ ในระดับสูง ยิ่งหากนับอายุในศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮันด้วยแล้ว ผลลัพธ์ของทั้งสองคนกลายเป็น ต่างชั้นกันอย่างสิ้นเชิง

นอกจากคุณภาพของเม็ดยาแล้ว การปรับแต่งทั้งสองครั้งของหลิงฮันก็ยังสมบูรณ์!

เหลือเชื่อ

เดียวสิ ถ้างั้นตอนนั้นเจ้าจะขมวดคิ้วทําไมกัน? เจ้าทําผิดพลาดตรงไหนงั้นรึ?

ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของนักปรุงยาหลายคน “พวกเจ้าทั้ง สิบลองตรวจสอบดูด้วยกันสิ”

นักปรุงยาระดับสามอีกเก้าคนรีบหันหน้าเข้ามามุงดู เนื่องจากพวกเขาทําใจเชื่อผลลัพธ์ของห ลิงฮันไม่ได้

ผ่านไปครู่หนึ่ง นักปรุงยาทั้งเก้าก็ต้องตกตะลึง ช่างเป็นอัจฉริยะที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ ถึงแม้ความสามารถในศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮัน ณ ปัจจุบันจะไม่สามารถเทียบเท่าพวกเขาได้ก็ตาม

“การปรับแต่งครั้งแรกสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ส่วนการปรับแต่งครั้งที่สองมีจุดที่พลาดอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นการปรับแต่งที่สมบูรณ์อยู่ดี” นักปรุงยาทั้งสิบคนพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะได้ข้อสรุป

“ข้าไม่เชื่อ! ” หลู่เซียนหมิงคําราม เนื่องจากต่อให้ตอนนี้ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะไม่ขานแต้ม แต่ทุกคนก็รับรู้แล้วว่าผู้ชนะการทดสอบคือหลิงฮัน

“ฮึ่ม เจ้ากล้าตั้งคําถามกับการตรวจสอบ ของพวกข้าทั้งสิบคนงั้นรึ? ” นักปรุงยาระดับสามทั้ง สิบกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

ถึงแม้หลู่เซียนหมิงจะเป็นผู้สืบทอด แต่ความสําเร็จสูงสุดก็คงถูกจํากัดอยู่ที่ นักปรุงยาสามดาวเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นคือตอนนี้อีกฝ่ายมีสถานะเป็นนักปรุงยาสองดาวเท่านั้น อีกฝ่ายมีคุณสมบัติใบจะมาสงสัย ข้อสรุปจากพวกเขาที่เป็นนักปรุงยาสามดาวถึงสิบคน?

ปรมาจารย์จื่อเฉิงพยักหน้าและกล่าว “ข้าขอตัดสิบให้แต้มของหลิงฮันคือสิบห้าแต้ม พวกเจ้าคนไหนคัดค้านหรือไม่? ”

ทุกคนมองหน้ากันทันที ถึงแม้พวกเขาจะคิดว่าผลลัพธ์ของหลิงฮันนั้น เหนือกว่าหลู๋เซียนหมิง และฉินกู่ยวี่ แต่แต้มที่ควรได้ก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ สิบสองหรือสิบสามแต้มไม่ใช่สิบห้าแต้ม

แต่ไม่ว่าอย่างไรผลการตัดสินผู้ชนะก็ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี พวกเขาจึงไม่ได้คัดค้านการตัดสินของปรมาจารย์จื่อเฉิง ด้วยการที่ชายชราเป็นอาจารย์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะต้องการยกยอเชิดชูศิษย์ตัวเอง

….คนเหล่านี้ช่างไม่เข้าใจเอาเสียเลย

เหตุผลที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงตัดสินใจให้หลิงฮันสิบห้าแต้มนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการเชิดชูหลิงฮัน แต่เป็นเพราะทักษะการปรับแต่งของหลิงฮัน คือทักษะที่อีกฝ่ายคิดค้นด้วยตัวเอง เขาจึงมอบแต้มพิเศษเพิ่มให้สองถึงสามแต้ม

“ข้าขอประกาศให้หลิงฮัน เป็นผู้สืบทอดตําแหน่งประมุขคนต่อไปของเมืองวิถีโอสถ! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยเสียงที่ดังก้องกังวาน ไปทั่วทุกมุมของอาณาเขตที่ห้า “หลังจากนี้อีกสามร้อยล้านปี ข้าจะลงจากตําแหน่งและหลิงฮันจะขึ้นมาแทนที่ข้า”

“ไม่มีข้อคัดค้าน! ” นักปรุงยาทุกคนในอารามโค้งคํานับ ด้วยศักยภาพของหลิงฮัน พวกเขาทุกคนเชื่อว่าในอนาคต อีกฝ่ายจะสามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้อย่างแน่นอน หรือดีไม่ดีอาจจะข้ามผ่านปรมาจารย์จื่อเฉิงไปด้วยซ้ํา

ต่อให้อีกฝ่ายเป็นนักปรุงยาห้าดาวไม่ได้ แต่ทักษะห้วงจิตปรับแต่งก็อาจจะบรรลุถึงขั้นที่แปด!

นักปรุงยาทุกคนจากไป โดยยังเหลือฉินกู่ยวี่กับหลู่เซียนหมิง ที่จดจ้องไปยังหลิงฮันด้วยแววตาขุ่นเคือง หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหลิงฮัน ไม่นางก็เขาคงได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองคนต่อไปเมืองวิดีโอสถแล้ว

“ขอแสดงความยินดีกับผู้สืบทอดหลิงด้วย! ” ผู้สืบทอดคนอื่นๆ เข้ามาแสดงความยินดีพวกเขารู้ว่าในอนาคตภายภาคหน้า พวกเขาจะต้องดํารงอยู่ภายใต้เงาของหลิงฮันไปตลอดกาล นอกเสียจากว่าจะออกไปจากเมืองวิถีโอสถ

หลิงฮันยิ้มและพยักหน้าให้กับผู้สืบทอดทั้งหลาย

“ผู้สืบทอดหลิง!” ชวีขานเดินเข้ามาใกล้ ถึงแม้ใบหน้าของเขาจะซีดเผือด แต่ก็ยังแสดงความยินดีต่อหลิงฮัน

หลิงฮันมองไปยังอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ชวีขานผู้นี้ในตอนแรกช่างยิ่งยโสเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่อีกฝ่านคิดจะรับเขาเป็นผู้ติดตาม แต่ยังข่มขู่เขาต่างๆนานาอีกด้วย

“เรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาก็ขอให้แล้วต่อกันไป หลังจากวันนี้ ข้ายินดีที่จะติดตามผู้สืบทอดหลิงฮัน และรับใช้เมืองวิดีโอสถ! ” ชวีขานคุกเข่าลงกับพื้นและประกาศความจงรักภักดีต่อหลิงฮัน

หลิงฮันเผยรอยยิ้ม เขาเป็นคนใจกว้างกับเหล่าคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็จริง แต่กับคนฝ่าย เดียวกันที่ไม่ซื่อสัตย์นั้น เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะลงมือกําจัดทิ้งอย่างโหดเหี้ยม

“ก็ดี มาพยายามด้วยกันเถอะ”

หลิงฮันพยุงร่างของชวีขานลุกขึ้นยืน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจริงใจหรือไม่นั้น มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้

หลังจากนั้นที่เมืองวิดีโอสถที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ งานในคราวนี้ไม่ได้เชิญชวนคนนอกเข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากกว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงจะสละบัลลังก์ให้กับหลิงฮัน ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งสามร้อยล้านปี

ห้าวันต่อมา หลังจากที่ความเอะอะเริ่มลดลง หลิงฮันก็เตรียมตัวออกเดินทางไปตามการนัดหมายของเอี้ยนเซียนลู่

หลิงฮันฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาต่อ

ด้วยพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ของเขา และพฤกษาต้นกำเนิดอย่างต้นสังสารวัฏ หลังจากเวลาผ่านไปอีกเพียงห้าเดือน ทักษะห้วงจิตปรับแต่งของเขาก็ยกระดับเป็นขั้นสอง

“ประสิทธิภาพในการปรับแต่งขั้นสองของข้า ถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอแล้ว” หลิงฮันมองไปยังเม็ดยาในมือ ที่มีลวดลายสีทองสองเส้นปรากฏออกมา หนึ่งเส้นเป็นสีทองอร่าม ในขณะที่อีกเส้นเป็นสีทองหม่นหมอง

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ

“เพียงแต่ขนาดทักษะห้วงจิตปรับแต่งขั้นสองยังยากลำบากขนาดนี้… แทบจะจินตนาการไม่ออกเลย ว่าห้วงจิตปรับแต่งขั้นที่ห้าจะยากลำบากขนาดไหน! ”

อย่ามองว่าเขาสามารถบรรลุห้วงจิตปรับแต่งขั้นสองได้รวดเร็ว แล้วขั้นอื่นๆ จะเป็นเช่นนี้ด้วย ยิ่งขั้นของห้วงจิตปรับแต่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ความยากที่จะฝึกฝนสำเร็จก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น เพราะงั้นห้วงจิตปรับแต่งขั้นสามจึงเป็นขีดจำกัดของนักปรุงยาแทบทุกคน และนักปรุงยาที่บรรลุห้วงจิตปรับแต่งขั้นห้าได้ จึงถูกเรียกว่าเป็นปรมาจารย์นักปรุงยา

หลิงฮันเก็บตัวฝึกฝนต่อไป เพื่อขัดเกลาประสิทธิภาพของห้วงจิตปรับแต่งขั้นสอง

ในขณะเดียวกัน ระยะเวลาสามปีที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงกำหนดเอาไว้ ก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ซึ่งผู้สืบทอดทุกคนต่างอุ่นเครื่องขัดเกลาทักษะของตนเอง เพื่อตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอคอยวันที่ใกล้จะมาถึง

ก่อนหน้านี้ หลู่เซียนหมิงคือผู้สืบทอดที่มีความหวังมากที่สุด เนื่องจากพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาของเขาเหนือกว่าใครๆ แต่เขาเองก็มีจุดอ่อนเดียวกับหลิงฮัน คือระยะเวลาฝึกฝนที่ไม่มากพอ

หากให้เวลาเขาอีกหนึ่งหรือสองน้อยล้านปีล่ะก็ หลู่เซียนหมิงจะต้องก้าวขึ้นมาอยู่เหนือผู้สืบทอดทุกคนแน่นอน แต่สำหรับระยะเวลาเพียงสามปี เขาย่อมไม่สามารถไล่ตามความต่างชั้นระหว่างผู้สืบทอดคนอื่นๆ ทัน

เมื่อถึงวันที่ครบกำหนด หลิงฮันที่ยังคงฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาอยู่ก็ถูกขัดจังหวะกลางคัน ผู้สืบทอดทั้งสิบคนต่างถูกเรียกตัวไปยังวิหารนักปรุงยา เพื่อทำการคัดเลือกผู้ปกครองคนต่อไป

หลังจากวันนี้ บางทีเมืองวิถีโอสถอาจจะไม่มีผู้สืบทอดอีกต่อไป สิ่งที่เหลืออยู่จะเพียงอนาคตประมุขเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

หลิงฮันมุ่งหน้ามายังอารมตะวันกระจ่าง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับใช้จัดงานรวมตัวที่สำคัญของเมืองวิถีโอสถ

ผู้สืบทอดทั้งสิบคนยืนเรียงกันอยู่ในอาราม เพื่อเฝ้ารอจุดพลิกผันโชคชะตาครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต

เมื่อเทียบกับผู้สืบทอดคนอื่น หลิงฮันมีท่าทีสงบนิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาพกความมั่นใจมาเต็มร้อย

ปรมาจารย์จื่อเฉิงที่มองดูอยู่ เผยรอยยิ้มพึงพอใจ ศิษย์ของเขาช่างแตกต่างจริงๆ ทั้งๆ ที่คนอื่นกำลังกระวนกระวายแทบตาย แต่หลิงฮันกลับมีท่าทีที่สงบนิ่งราวกับขุนเขา

ด้านในอารามตะวันกระจ่าง นักปรุงยามากมายมารวมตัวกัน สำหรับทางด้านของนักปรุงยาสี่ดาว ปรมาจารย์ชิวเย่ กับปรมาจารย์เทียนซินไม่ได้มาด้วย เนื่องจากพวกเขาไม่สนใจว่าใครจะได้ขึ้นผู้ปกครองคนต่อไปของเมืองวิถีโอสถ

กลุ่มของนักปรุงยาสามดาวนั่งเรียงกันล้อมรอบห้องโถงหลักของอาราม ในขณะที่นักปรุงยาระดับสองกับนักปรุงยาระดับหนึ่ง ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะได้นั่งและต้องยืนสถานเดียว

ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว “วันนี้คือวันที่จะกำหนดผู้ปกครองคนต่อไปในอนาคตของเมืองวิถีโอสถ ในหมู่ผู้สืบทอดทั้งสิบคน… มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะได้แบกรับภาระในการชี้นำอนาคตของเมืองวิถีโอสถ เพียงแต่ผู้สืบทอดคนอื่นๆ ก็ยังมีความสำคัญที่จะเป็นเสาหลักคอยค้ำจุนเมืองวิถีโอสถเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรอนาคตของเมืองนี้ก็ยังต้องพึ่งพาพวกเจ้า”

“กฎการคัดเลือกไม่มีอะไรยาก พวกเจ้ามีหน้าที่หลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาว ที่ปรับแต่งอย่างน้อยสองขั้น หากหลอมเม็ดยาสามดาวหรือปรับแต่งมากกว่าสองขั้น ก็จะได้รับแต้มพิเศษ นอกจากนั้นระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาก็มีผลเช่นกัน ยิ่งพวกเจ้าเข้าสู่ศาสตร์ปรุงยาไม่นาน แต้มพิเศษที่ได้ก็จะสูงขึ้น”

ประโยคสุดท้ายนี้เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์จื่อเฉียงเตรียมเอาไว้เพื่อหลิงฮัน ถึงแม้หลู่เซียนหมิงจะเข้าสู่ศาสตร์ปรุงยามาได้ไม่นาน ซึ่งจะได้รับแต้มพิเศษเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับหลิงฮันแล้วยังถือว่าต่างชั้น

ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองไปยังผู้สืบทอดทั้งสิบคนและสะบัดมือ “เริ่มได้”

เขาที่รู้ความสามารถของหลิงฮันดีกว่าใครนั้น แท้จริงแล้วเขาคร้านจะทำอะไรให้ยุ่งยาก และอยากเลือกหลิงฮันให้เป็นผู้ปกครองต่อโดยตรงเลยด้วยซ้ำ

หลิงฮันและผู้สืบทอดอีกเก้าคนเข้าสู่ห้องหลอมเม็ดยา ชนิดของเม็ดยาที่ใช้ในการทดสอบนั้นไม่ได้กำหนดเอาไว้ แต่ระยะเวลาที่มีให้คือสามเดือนในห้องหลอมเม็ดยา หรือเทียบกับเวลาจริงแล้วคือหนึ่งวันเท่านั้น

ผลตัดสินโชคชะตาจะรู้กันในหนึ่งวัน

หลิงฮันไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาจะทำคือการหลอมเม็ดยาตามปกติของตัวเอง

ในห้องหลอมเม็ดยาห้องหนึ่ง หลู่เซียนหมิงเผยสีหน้ามั่นใจเป็นอย่างมาก

ในสามปีที่ผ่านมานี้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในห้องบ่มเพาะกาลเวลา ระยะเวลาที่มีก็คือสามร้อยวันเท่านั้น ซึ่งเขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าผู้สืบทอดคนอื่นๆ จะพัฒนาความสามารถไปได้ไกล

ในเรื่องความสามารถของการปรุงยา ถึงแม้เขาจะยังเทียบกับผู้สืบทอดคนไม่ได้มาก แต่หากนับแต้มจากระยะเวลาที่เข้าสู่ศาสตร์ปรุงยาแล้วล่ะก็ เขาจะได้แต้มพิเศษมาชดเชยในส่วนนั้นมากมายแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดคือเขานำผลึกสกาวแสงมาด้วย

มันคือตัวช่วยสำหรับห้วงจิตปรับแต่ง ที่สามารถทำให้ประสิทธิภาพของห้วงจิตปรับแต่ง ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล!

นอกจากหลู่เซียนหมิงแล้ว คนที่มีความมั่นใจแบบเดียวกันก็คือฉินกู่ยวี่

ถึงแม้นางจะไม่ได้มีผลึกสกาวแสง แต่นางคือตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณ ที่ในตอนทะลวงผ่านระดับตัดวิญญาณหยาง นางบังเอิญได้รับธาตุวิญญาณคู่อย่าง พฤกษาและวารีซึ่งพบเจอยากยิ่ง

หากนางเป็นเพียงจอมยุทธทั่วไป ธาตุวิญญาณเช่นนี้คงทำให้พลังต่อสู้ของนางต่ำเตี้ยติดดิน แต่ในฐานะนักปรุงยาพลังธาตุเช่นนี้คือสมบัติล้ำค่า!

นี่คือไพ่ลับที่แม้แต่อาจารย์ของนางก็ไม่เคยรับรู้

ธาตุวิญญาณนี้ช่วยให้ตัวของนางมีความสอดคล้องกับพฤกษาและสมุนไพร ซึ่งมีอิทธิพลกับการปรุงยาเป็นอย่างมาก

เพราะเหตุนี้ นางจึงมั่นใจว่าจะสามารถหลอมเม็ดยานิรันดร์ ที่ไร้ผู้ใดทัดเทียมขึ้นมาได้

ทักษะห้วงจิตปรับแต่งเองก็มีผลช่วยเสริมคุณภาพของเม็ดยา เพราะงั้นหากนางหลอมเม็ดยาคุณภาพยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ตั้งแต่แรก แต่ประสิทธิภาพของการปรับแต่งไม่ดี นางก็ยังมีแต้มต่อกว่าใครอยู่ดี

ผู้ส่งสารคนนี้… มาจากวิหารอนันต์รุ่งโรจน์!

บังเอิญเหลือเกินที่ผู้ส่งสารคนนี้ เพิ่งจะมาถึงก่อนที่หลิงฮันจะออกจากการเก็บตัวฝึกฝนเพียงสามวัน

ด้วยชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของวิหารอนันต์รุ่งโรจน์ ในสามวันที่ผ่านมา ผู้ส่งสารผู้นี้จึงถูกจัดให้พักอาศัยอยู่ในอาณาเขตที่สี่ เมื่อเห็นว่าหลิงฮันออกมาจากการเก็บตัวแล้ว ใครบางคนก็รีบไปแจ้งข่าวทันที เพราะกลัวว่าหลิงฮันจะกลับไปเก็บตัวฝึกฝนอีกครั้งเสียก่อน

หลังรออยู่สักพัก รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว

เขาสวมชุดสีฟ้าครามและมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับสี่นิพพาน กลิ่นอายรอบกายของเขาน่ายำเกรงเป็นอย่างมาก

เพียงแค่คนส่งสารก็ยังมีศักยภาพอยู่ในระดับราชา นี่แสดงให้เห็นว่าผู้คนที่จะอยู่ภายใต้อาณัติของเอี๋ยนเซียนลู่ได้ จำเป็นต้องมีพรสวรรค์มากมายเพียงใด

“ช่างกล้าหาญไม่น้อย ที่ปล่อยให้ข้าต้องรอคอยถึงสามวัน! ” รุ่นเยาว์ชุดฟ้ากล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อพบเจอหลิงฮัน

เหอะๆ

หลิงฮันหัวเราะเหยียดหยามในใจ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังประตู “ประตูอยู่ตรงนั้น เจ้าไสหัวไปซะ”

รุ่นเยาว์ชุดฟ้าไม่คาดคิดว่าหลิงฮันจะหยิงยโสเพียงนี้ ใบหน้าของเขาขึ้นสีอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าว “หลิงฮัน ข้ามาที่นี่ในฐานะของผู้สืบทอด”

“โอ้ ผู้สืบทอดคนใดล่ะ? ” หลิงฮันกล่าวออกไปอย่างไม่แยแส

“แน่นอนว่าต้องเป็น ผู้สืบทอดเอี๋ยนเซียนลู่อยู่แล้ว! ” รุ่นเยาว์กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “นอกจากนายน้อยเอี๋ยนแล้ว ในวิหารอนันต์รุ่งโรจน์จะยังมีใครมีคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอดได้? ”

“แล้วเอี๋ยนเซียนลู่มีธุระอะไรกับข้า? ” หลิงฮันนั่งไขว้ขา ราวกับไม่รู้สึกอะไรกับคำว่า ‘เอี๋ยนเซียนลู่’

รุ่นเยาว์ชุดฟ้าสูดหายใจลึก และอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงตอบกลับไป “บังอาจนัก เจ้ากล้าเรียกชื่อของผู้สืบทอดห้วนๆ แบบนั้นได้อย่างไร? ”

หลิงฮันแสยะยิ้ม “เจ้ามาหาข้าถึงที่ เพื่อสั่งสอนวิธีการพูดจาให้ข้างั้นรึ? ”

รุ่นเยาว์ชุดฟ้าเกิดความคิดอยากจะลงมือ แต่เมื่อนึกถึงวีรกรรมของหลิงฮัน ความคิดที่ว่าก็หายไปในพริบตา

ตัวเขาเป็นราชาแห่งยุคก็จริง แต่ก็อ่อนแอกว่าจ้าวชิงเฟิงไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า เพราะงั้นหากแม้แต่จ้าวชิงเฟิงก็ยังถูกหลิงฮันสังหาร แล้วเขาล่ะจะไปทำอะไรได้?

“ฮึ่ม เมื่อใดที่เจ้าเห็นผู้สืบทอดของข้า เจ้าจะได้รู้ว่าความต่างชั้นระหว่างเขากับเจ้านั้น กว้างใหญ่เพียงใด! ” รุ่นเยาว์ชุดฟ้ากล่าวอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะนำซองจดหมายออกมา และโยนให้หลิงฮัน “นี่คือคำเชิญเข้าร่วมงานชุมนุมจากนายน้อยของข้า”

หลิงฮันรับจดหมายมา แต่ก็ไม่ได้แกะอ่านในทันที

“อีกหนึ่งปีหลังจากนี้ จะมีการจัดงานชุมนุมเหล่าอัจฉริยะขึ้นที่ขุนเขาทลายเมฆา” รุ่นเยาว์ชุดฟ้ากล่าวอย่างภาคภูมิใจ “หลิงฮัน เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าในหมู่คนที่ได้รับการเชิญชวนนั้น คนที่ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดขุมอำนาจราชานิรันดร์ มีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น”

“สำหรับเวลา และสถานที่ล้วนแต่ถูกเขียนเอาไว้ในจดหมายแล้ว เจ้าลองเปิดดูเอาเอง”

เขาแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “จดหมายฉบับนี้ นายน้อยของข้าเป็นคนเขียนด้วยตัวเอง? ”

จดหมายที่เอี๋ยนเซียนลู่เขียนเองงั้นรึ?

หลิงฮันรู้สึกสนใจ และรีบเปิดซองจดหมายทันที

ตราประทับบนหน้าซองจดหมาย คือหลักฐานว่าซองจดหมายนี้ยังไม่เคยถูกเปิดมาก่อน เมื่อหลิงฉีกตราประทับออกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว ที่ราวกับจะฉีกสวรรค์ออกเป็นเสี่ยงๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากซองจดหมาย

แข็งแกร่งมาก!

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน ในขณะที่เอี๋ยนเซียนลู่เขียนจดหมาย อีกฝ่ายจะต้องประทับเจตจำนงยุทธ ของตนเองเอาไว้ด้วยอย่างแน่นอน

นี่คือการทดสอบจากเอี๋ยนเซียนลู่ ว่าคนที่ได้รับจดหมายจะมีคุณสมบัติพอรึไม่

‘พรึบ’ คลื่นแสงเจิดจ้าของอำนาจแห่งเต๋า ส่องสว่างไปทั่วห้องราวกับปรมาจารย์ที่ทรงพลัง กำลังจู่โจมออกมาจากซองจดหมาย

สีหน้าของหลิงฮันกลายเป็นเคร่งขรึม แต่ก็ไม่หยุดมือและทำการฉีกซองจดหมายต่อไป

รุ่นเยาว์ชุดฟ้าไม่สามารถต้านทานอำนาจจากซองจดหมายได้ และขยับล่าถอยออกไปหลายก้าว โดยที่ใบหน้าแสดงออกถึงความชื่นชม

สมแล้วที่เจ้าสามารถสังหารจ้างชิงเฟิงได้ และได้รับการเชิญชวนจากผู้สืบทอด

แต่ที่เจ้าเปิดอยู่ก็แค่ซองจดหมายเท่านั้น บดทดสอบที่แท้จริงอยู่ที่ตัวจดหมายต่างหาก

รุ่นเยาว์ชุดฟ้าจ้องมองดูอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะเห็นหลิงฮันนำจดหมายที่อยู่ด้านในซองออกมา

แผ่นจดหมายถูกพับเอาไว้สี่ทบ

หลิงฮันทำการคลี่แผ่นจดหมายหนึ่งทบ ‘พรึบ’ คลื่นแสงสีทองส่องสว่างออกมาจากจดหมาย และแปรเปลี่ยนกลายเป็นเล่มดาบทองคำพุ่งเข้าใส่หลิงฮัน แต่ก็ถูกหลิงฮันใช้มือสะบัดใส่จนสลายไป

เมื่อเขาเปิดจดหมายอีกทบ ดาบทองคำก็โผล่มาอีกครั้ง แต่ก็ถูกทำให้สลายไปในที่สุด

ในขณะที่จดหมายถูกคลี่ออกอย่างสมบูรณ์นั่นเอง คลื่นพลังสีดำอันไร้ที่สิ้นสุดก็พรั่งพรูหลั่งไหลออกมา พร้อมกับควบแน่นกลายเป็นกำปั้นจู่โจมเข้าใส่หลิงฮัน

หมัดนี้ทรงพลังราวกับจะบดขยี้สวรรค์ ห้วงกาลเวลา และห้วงจักรวาลให้แหลกสลายได้

หลิงฮันเองก็ปล่อยหมัดตอบโต้

ตูม!

หมัดสองหมัดเข้าปะทะกัน ร่างของหลิงฮันสั่นสะท้านและถูกทำให้ล่าถอยไปสามก้าวก่อนจะหยุด และเดินโซซัดโซเซอีกเจ็ดก้าวกว่าจะทรงตัวได้

หมัดสีดำแหลกสลายกลับกลายเป็นคลื่นสีดำ และแปรเปลี่ยนกลายเป็นตัวอักษร ‘ยอดเขาสามตะวัน ณเวลาที่ดวงดาราทั้งสามโคจรมาพบกัน’

อักษรเหล่านี้คงสภาพอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย และสลายไป

“หลิงฮัน ในเมื่อจดหมายถูกส่งเรียบร้อยแล้ว ข้าก็ขอตัว! ” รุ่นเยาว์ชุดฟ้ากล่าว ด้วยใบหน้าเลื่อมใส

การที่สามารถรับการโจมตีของผู้สืบทอดได้ หมายความว่าพลังของหลิงฮันนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง แน่นอนว่าถึงแม้จะยังเทียบเท่าไม่ได้ แม้แต่ฝ่าเท้าของผู้สืบทอดก็ตาม

หลิงฮันเมินเฉยรุ่นเยาว์ชุดฟ้า และจ้องมองไปยังแผ่นจดหมาย เนื่องจากตอนนี้เจตจำนงยุทธของเอี๋ยนเซียนลู่ได้สลายไปแล้ว บนหน้ากระดาษจึงเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า

หากเมื่อครู่เขาทำลายหมัดสีดำไม่ได้ สิ่งที่เขาจะพบเห็นก็มีเพียงจดหมายที่ว่างเปล่า

หลิงฮันยิ้มโดยที่ดวงตาลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณสู้รบ

หากพูดตามตรง จากหมัดเมื่อครู่ทำให้เขารับรู้เลยว่า ตนเองไม่ใช่คู่ต่อของเอี๋ยนเซียนลู่

อีกฝ่ายจะต้องบรรลุเป็นนิรันดร์ห้านิพพานแล้วแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีพลังที่สามารถกดขี่เขาได้ขนาดนี้

หากการโจมตีเมื่อครู่ไม่ใช่การโจมตีผ่านจดหมาย ที่เป็นเพียงเจตจำนงยุทธ แต่เป็นหมัดของจริงล่ะก็ อย่างน้อยเขาคงจะกระอักโลหิตออกมาแล้ว

“หลังจากนี้อีกหนึ่งปี… ข้าต้องทะลวงผ่านเป็นระดับห้านิพพานให้ได้! ” หลิงฮันพึมพำและตั้งเป้าหมาย

“บางทีหากได้รับแรงกดดันจากเอี๋ยนเซียนลู่ ประตูสู่นิรันดร์ห้านิพพานของข้าอาจจะเปิดออกก็เป็นได้”

“เพียงแต่ข้าก็มีภารกิจด่วน ที่ต้องฝึกฝนทักษะห้วงจิตปรับแต่งให้บรรลุขั้นสองในอีกหกเดือน เพราะงั้นเรื่องของเอี๋ยนเซียนลู่ค่อยเอาไว้ทีหลังแล้วกัน”

หลิงฮันจับคางทำท่าครุ่นคิด เขารู้สึกว่าเวลาที่เขามีช่างไม่เพียงพอจริงๆ

อะไรกัน?

ทุกคนต่างสับสนว่าทำไม

เห็นได้ชัดว่าการที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงต้องกำหนด ให้มีการคัดเลือกผู้ขึ้นครองตำแหน่งคนต่อในอีกสามปีนั้น เป็นเพราะเขาถูกลู่จิ้นกดดัน แต่ตอนนี้ลู่จิ้นได้ถูกขจัดออกไปแล้ว หากปรมาจารย์จื่อเฉิงต้องการช่วยให้หลิงฮันได้เปรียบกว่าผู้สืบทอดคนใดล่ะก็ ใครกันจะกล้าคัดค้าน?

หรือไม่งั้น หากเขาต้องการเปลี่ยนระยะเวลาคัดเลือกไปเป็นหลังจากนี้อีกหมื่นปี หรือแสนปีก็ย่อมทำได้ เพราะสำหรับนิรันดร์ ระยะเวลาเพียงเท่านี้ไม่ถือว่ายาวนาน แถมยังเพียงพอที่จะทำให้หลิงฮันเติบโตอีกด้วย

ทั้งๆ ที่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ยังเลือกที่จะทำตามคำพูดเดิม

นี่ล่ะคือความแตกต่างของปรมาจารย์จื่อเฉิงกับลูจิ้น!

ทุกคนรู้สึกเลื่อมใสปรมาจารย์จื่อเฉิงเป็นอย่างมาก ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ปกครอบเมืองวิถีโอสถมาได้นานแสนนาน และเป็นที่เคารพของผู้คน

หลิงฮันมองไปยังปรมาจารย์จื่อเฉิงที่กำลังยิ้มอย่างลึกลับ

เขารู้ว่าที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการสร้างแรงกดดันให้แก่เขา

เพียงแต่ดูเหมือนทุกคนจะคิดลึกในเรื่องของปรมาจารย์จื่อเฉิงเกินไปแล้ว หลิงฮ้นสามารถคาดเดาได้อย่างไม่ยากว่า หากในเวลาสามปีเขายังไม่สามารถพัฒนา จนมีความสามารถเทียบเท่าหลู่เซียนหมิง และผู้สืบทอดคนอื่นๆ ได้ล่ะก็ ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะต้องยื่นเวลาคัดเลือกผู้สืบทอดออกไปอีกแน่ๆ

หลู่เซียนหมิงรู้สึกโล่งอก เขานึกว่าตนเองจะไปต่อไม่รอดแล้วแท้ๆ แต่ไม่คาดคิดว่าการคัดเลือกผู้สืบทอดที่แท้จริง จะยังเป็นไปตามกำหนดการสามปีเหมือนเดิม

หากเป็นเช่นนี้ ในอีกสามปีให้หลัง เขาก็จะเหยียบย่ำผู้สืบทอดคนอื่น และกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง!

“ดำเนินพิธีต่อได้! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงสะบัดมือ ก่อนจะกลับมานั่งและปิดตาลงด้วยท่าทีเหมือนชายชราที่กำลังอ่อนแรง

งานพิธีดำเนินต่อไป

ตัวแทนจากขุมอำนาจสามดาวและสี่ดาว เรียงรายกันเข้ามาแสดงความยินดีกับหลิงฮันพร้อมกับมอบของขวัญมากมาย ในตอนแรกของขวัญที่พวกเขาเตรียมมานั้นไม่ได้มากมายเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงเอ็นดูหลิงฮันเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงเพิ่มจำนวนของสมบัติเข้าไป

กลุ่มแรกที่เขามาแสดงความยินดีคือเหล่าตัวแทนของขุมอำนาจสี่ดาว ก่อนจะถึงคราวของขุมอำนาจสามดาว อย่างนิกายอาญาสิ้นแสง ตระกูลเป่ยหยิ่วและอื่นๆ

ตัวจากขุมอำนาจที่เป็นศัตรูกับหลิงฮัน รู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมากที่ต้องมาปั้นหน้ายิ้มแย้ม แสดงความยินดีให้กับคนที่เป็นศัตรูเช่นนี้

แต่จะให้พวกเขาทำอะไรได้? อีกฝ่ายกลายเป็นผู้สืบทอดของขุมอำนาจสี่ดาวไปแล้ว เพียงแค่ส่งตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้มาหนึ่งคน ขุมอำนาจของพวกเขาก็คงถูกกวาดล้างอย่างง่ายดายแล้ว

พวกเขาทำได้เพียงแค่หวังว่า หลิงฮันจะลืมความบาดหมางก่อนหน้านี้ไปซะ

“หากพวกเจ้ามอบแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ให้ข้ามากกว่านี้ล่ะก็ ข้าอาจจะหลงลืมเรื่องราวบางอย่างก็เป็นได้” หลิงฮันยิ้ม

ตัวแทนของนิกายอาญาสิ้นแสงชะงักทันที ใครจะไปคาดคิดว่าหลิงฮันจะยื่นข้อเสนอ ต่อหน้าผู้คนมากมายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้?

แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี ทีนี้ความบาดหมางระหว่างหลิงฮัน กับพวกเขาจะได้ถูกสะสางเสียที เพราะอย่างไรแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ล้ำค่ามากมาย เหมือนกับแร่โลหะกึ่งนิรันดร์

เนื่องสถานะของตระกูลฟู่ค่อนข้างต่ำกว่าใคร พวกเขาจึงอยู่รั้งท้ายในการร่วมแสดงความยินดี

“ขอแสดงความยินดีกับผู้สืบทอดหลิงด้วย! ” ฟู่เกาหยุนผสานมือคารวะด้วยความรู้สึกชื่นชม

หลิงฮัน… ช่างเป็นบุรุษที่ยากจะหยั่งถึงนัก

หลิงฮันจงใจเอ่ยทักทายฟู่เกาหยุนสองสามประโยค เพื่อเป็นการไว้หน้าฟู่เกยหยุน

หลังจากที่ฟู่เกาหยุนแสดงความยินดีเสร็จ ผ่านไปไม่นานก็มีผู้คนมากมายเข้ามาล้อมรอบเขา แต่ไถ่ถามคำถามๆ มากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับหลิงฮัน

ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้ โอกาสที่ในอนาคตฟู่เกาหยุนจะได้ขึ้นบัลลังก์ เป็นประมุขของตระกูลฟู่ย่อมมีมากกว่าเก้าส่วน

เพื่อสหายแล้ว หลิงฮันย่อมยินดีช่วยเหลือเสมอ

งานพิธีดำเนินต่อไปอีกเป็นเวลาสามวัน ซึ่งหลิงฮันรับของขวัญติดต่อกันจนมือไม้อ่อน

หลังจากงานพิธีสิ้นสุด หลิงฮันก็ได้นำแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์หมดให้ดาบอสูรนิรันดร์ดูดกลืน แต่น่าเสียดายที่แม้แร่จะโลหะจะถูกเผาผลาญจนหมด ดาบอสูรนิรันดร์ก็ยังไม่ยกระดับกลายเป็น อุปกรณ์กึ่งนิรันดร์สี่ดาว

เขาและจักรพรรดินีเริ่มเก็บตัวฝึกฝนอีกครั้ง

พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือ การบรรลุเป็นระดับสี่นิรันดร์สูงสุดเพื่อทะลวงผ่านไปยังห้านิพพาน แต่หลิงฮันยังมีภารกิจอีกอย่างคือ ต้องการพัฒนาฝีมือให้กลายเป็นนักปรุงยาสองดาวภายในสามปี และขัดเกลาทักษะห้วงจิตปรับแต่งให้สมบูรณ์ที่สุด

หากทำได้ เขาก็จะไม่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบผู้สืบทอดคนอื่นๆ อีกต่อไป

หลิงฮันเข้าสู่หอคอยทมิฬ เพื่อศึกษาเม็ดยาสองดาวภายใต้ต้นสังสารวัฏ

เขาใช้เวลาอยู่ในห้วงความคิด ‘สามพันปี’ ก่อนจะออกจากหอคอยทมิฬ และเข้าไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลา

ระหว่างการฝึกฝน หลิงฮันเทียวไปมาไต่ถามปัญหาต่างๆ กับปรมาจารย์จื่อเฉิงอยู่หลายครั้ง และเนื่องจากพัฒนาการของหลิงฮันเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่ไปหา จิตใจของปรมาจารย์จื่อเฉิงจึงเลือดร้อนเดือดพล่าน

ศิษย์ตัวน้อยของเขาผู้นี้มีโอกาสบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาวในสามปีจริงๆ ดูเหมือนว่า เขาจะไม่ต้องกลับคำพูดที่ประกาศออกไปแล้ว

จริงสิ… ต้องทำให้ศิษย์ตัวน้อยของเขาให้กำเนิดบุตรมากมายให้ได้ หากทำเช่นนั้น เขาก็จะสร้างนักปรุงยาที่โดดเด่นออกมาได้อีกหลายคน!

ในระหว่างที่หลิงฮันเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ชายชราก็เริ่มทำการคัดเลือกนางสนมให้หลิงฮัน ซึ่งสตรีที่จะมาให้กำเนิดบุตรของหลิงฮัน จำเป็นต้องมีศักยภาพในศาสตร์ปรุงยาที่ยอดเยี่ยมด้วย เพื่อที่เด็กที่เกิดมาจะได้รับสายเลือดมาจากทั้งบิดามารดา

แน่นอนว่าหลิงฮันย่อมไม่รู้เรื่องว่าชายชรากำลังคิดอะไรอยู่ เพราะไม่งั้นเขาคงหลบหนีออกจากเมืองวิถีโอสถแล้ว

ภายในหอคอยทมิฬ ใต้ต้นสังสารวัฏ วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากผ่านหนึ่งสองปีครึ่ง ในที่สุดหลิงฮันก็หลอมเม็ดยาสองดาวเม็ดยาได้สำเร็จ

หลังจากบอกเรื่องนี้ให้ปรมาจารย์จื่อเฉิงรับรู้ เขาก็เริ่มขัดเกลาทักษะห้วงจิตปรับแต่งต่อ

ห้วงจิตปรับแต่งขั้นสอง… นี่คือเป้าหมายต่อไปที่เขาก็บรรลุให้ได้

ทางด้านศาสตร์วรยุทธเขาก็ไม่ได้ละเว้นเสียทีเดียว ปรมาจารย์จื่อเฉิงเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายจึงได้ส่งทรัพยากรบ่มเพาะมาให้เขาโดยไม่คิดเงิน

ทรัพยากรที่ว่าไม่ใช่ของเมืองวิถีโอสถ แต่เป็นทรัพยากรที่มาจากกระเป๋าของปรมาจารย์จื่อเฉิงเอง

ความมั่งคั่งที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนล้านปีของนักปรุงยาสี่ดาวนั้น ยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะมีมากมายมหาศาลขนาดไหน!

ความช่วยเหลือจากปรมาจารย์จื่อเฉิง ทำให้พลังบ่มเพาะของหลิงฮันยกระดับเป็นสี่นิพพานขั้นปลาย ในขณะที่พลังบ่มเพาะของจักรพรรดินียกระดับเป็นสี่นิพพานสูงสุด เนื่องจากใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะพลังเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับการทะลวงผ่านไปยังระดับห้านิพพานนั้น เกรงว่าคงต้องรอคอยวาสนาเพียงอย่างเดียว

ซึ่งในเวลานี้เอง ผู้ส่งสารคนหนึ่งก็มาถึงเมืองวิถีโอสถ

“อย่าได้ฝัน! ” ลู่จิ้นกระทืบเท้า และชี้นิ้วไปยังปรมาจารย์จื่อเฉิงด้วยท่าทีกระวนกระวาย

ถ้าเกิดเขาถูกขับไล่ออกจากเมืองวิถีโอสถจริงๆ เรื่องนี้จะกลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลบล้างไปชั่วชัวชีวิต และไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขาก็จะกลายเป็นตัวตลก

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่แยแส ชายชราหันไปมองปรมาจารย์ชิวเย่ และปรมาจารย์เทียนซิน “พวกเจ้าทั้งสองมีความคิดเห็นอย่างไร? ” ใบหน้าของชายชราแสดงออกถึงความเย็นชาอย่างถึงที่สุด

“น้องชายจื่อเฉิง เจ้าคือคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ปกครองของเมืองวิถีโอสถ เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น” ปรมาจารย์ชิวเย่กระดกสุราด้วยท่าทีไม่สนใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่เมืองวิถีโอสถมีนักปรุงยาสี่ดาวอยู่สามคนเหมือนเดิมก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว”

ส่วนปรมาจารย์เทียนซินนั้น สีหน้าของเขานิ่งเฉยเป็นอย่างมาก ด้วยการที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่าง วิธีการคิดก็เลยต่างออกไป เขากล่าว “อืม”

นอกจากการการหลอมเม็ดยานิรันดร์ ที่มีชีวิตเหมือนกับเขาขึ้นมาแล้ว ในโลกนี้ก็แทบจะไม่มีสิ่งใดที่กระตุ้นความสนใจของเขาได้ กับแค่การที่มีนักปรุงยาสี่ดาวลดลงไปคนนึงน่ะรึ? เรื่องแบบนี้เขาไม่คิดจะสนใจเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้ยินบทสนทนาของปรมาจารย์ทั้งสาม มุมปากของทุกคนก็กระตุกอย่างบ้าคลั่ง และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

นักปรุงยาสี่ดาวผู้หนึ่งกำลังจะถูกขับไล่ไปอย่างง่ายดาย ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำนี่น่ะรึ!

“ไสหัวไป! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงชี้นิ้วใส่ลู่จิ้น ครั้งนี้เขาเกรี้ยวกราดอย่างแท้จริง เจ้ากล้ารังแกศิษย์ของข้างั้นรึ? ถ้างั้นข้าก็จะเหยียบย่ำเจ้าให้จมดินและไม่เหลืออนาคต!

“เจ้าจะขับไล่ข้าไม่ได้! ข้าคือนักปรุงยาสี่ดาว! ” ลู่จิ้นคำรามด้วยสีหน้าซีดเผือด “เจ้าใช้อำนาจส่วนรวมในการแก้แค้นความแค้นส่วนตัว! ข้าไม่ยอมรับ! ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด! ”

“เจ้าไม่ยอมรับแล้วยังไง? ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวอย่างเย้ยหยัน

สถานะของปรมาจารย์จื่อเฉิงในโลกแห่งศาสตร์ปรุงยานั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก อย่างที่เห็นว่าขนาดคนที่เป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาของเขา ก็ยังสามารถทำตัวกร่างไปทั่วทั้งเมืองวิถีโอสถได้ โดยไม่เห็นหัวแม้แต่นักปรุงยาสามดาว

ยิ่งกว่านั้นชายชราก็ยังฝึกสอนสร้างศิษย์ ให้บรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวมาแล้วถึงสามคน

เพราะงั้นในโลกแห่งศาสตร์ปรุงยา ปรมาจารย์จื่อเฉิงจึงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มั่นคง และหากเพียงมีวาสนาสักเล็กน้อย ไม่แน่ชายชราอาจจะบรรลุเป็นนักปรุงยาห้าดาวก็เป็นได้

“ฮ่าๆ ท่านควรไตร่ตรองด้วยความยุติธรรมจะดีกว่านะ! ” ป้าเยาเอ่ยแทรก ตำหนักเมฆาอัสนีกับลู่จิ้นได้ทำข้อตกลงกับอย่างลับๆ โดยตำหนักเมฆาอัสนีจะช่วยให้ลู่จิ้นมีอำนาจปกครองเมืองวิถีโอสถ ซึ่งในทางกลับกัน เมืองวิถีโอสถก็ต้องส่งมอบเม็ดยาจำนวนมหาศาลมาให้ตำหนักอัสนีทุกๆ ปี

ส่วนเรื่องที่มาสร้างความลำบากให้หลิงฮัน พวกเขาแค่ทำไปสนุกๆ เท่านั้น เพราะอย่างไรกับแค่การกดดันหลิงฮันเล่นๆ นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไรสำหรับพวกเขา

แต่ไม่คาดคิดว่าการที่พวกเขามากดดันหลิงฮันเช่นนี้ จะไปกระตุ้นความเกรี้ยวกราดของปรมาจารย์จื่อเฉิง จนสถานการณ์กลายมาเป็นเช่นนี้

“นักปรุงยาสี่ดาว จะถูกขับไล่เพียงเพราะคำพูดแค่นั้นได้อย่างไร” ป้าเยากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร ถึงได้มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นในที่แห่งนี้? ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงขยับนิ้วไปชี้หน้าป้าเยาแทน พร้อมกับสบถออกมาอย่างเหยียดหยาม

ข้าคือใคร?

ราชาในหมู่นักปรุงยาสี่ดาว! ตามหลักแล้ว สถานะของข้าเทียบเท่าราชานิรันดร์ด้วยซ้ำ

ต่อให้ป้าเยาจะเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ที่แข็งแกร่ง แต่อีกฝ่ายจะเทียบชั้นกับราชานิรันดร์ได้รึไง?

แน่นอนว่าไม่! เพราะงั้นก็จงหุบปากไปซะ ต่อหน้าข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากแทรก!

“เจ้าเองก็ไสหัวไป! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงคำราม

จิตใจของหลิงฮันสั่นสะท้าน อาจารย์ผู้เห็นแก่เงินของเขาก็มีด้านนี้เหมือนกันสินะ

เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงเกรี้ยวกราดแทนเขาเช่นนี้

ใบหน้าของป้าเยาเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ปรมาจารย์จื่อเฉิง ท่านระวังคำพูดหน่อยดีกว่านะ! ”

“ข้าเวลาเจ้าไสหัวไปภายในสามลมหายใจ ไม่ใช่นั่น ข้าจะใช้ทุกวิถีทางทำให้ปรมาจารย์ทั่วยุทธภพไล่ล่าสังหารเจ้า! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว “หากไม่เชื่อก็ลองดู! ”

พริบตาที่ประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา ท่าทีองอาจของป้าเยาก็หายไปทันใด

เขาคือตัวตนไร้เทียมทานในระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ก็จริง แต่ขุมอำนาจราชานิรันดร์นั้น ไม่ได้เพียงตำหนักเมฆาอัสนีเพียงขุมอำนาจเดียว

ขุมอำนาจราชานิรันดร์ขุมอำนาจอื่นเองก็มีผู้สืบทอดในยุคก่อนๆ ที่พลังบ่มเพาะติดค้างอยู่ที่ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้อยู่เช่นกัน

หากนักปรุงยาสี่ดาวไม่ลังเลที่จะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อทำให้จอมยุทธที่ทรงพลังเหล่านั้นลงมือล่ะก็ ชีวิตของเขาคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่

ตำหนักเมฆาอัสนีเป็นเพียงขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับหนึ่ง ในขณะที่ดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออกนั้น ยังมีขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับสอง สาม… เจ็ด และแปดอยู่อีก หากจอมยุทธจากขุมอำนาจเหล่านั้นต้องการสังหารเขา มีรึที่จะต้องหวาดกลัวอำนาจของตำหนักเมฆาอัสนี?

“หนึ่ง! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเริ่มนับร้อยหลังด้วยแววตาโหดเหี้ยม

“สอง! ”

ป้าเยาเปลี่ยนสีหน้าและไม่กล้าเสี่ยงกับปรมาจารย์จื่อเฉิง หลังจากเค้นเสียงครั้งหนึ่ง เขาก็ทะยานร่างกลับไปยังเรือเหาะ

ปรมาจารย์มาจื่อเฉิงไม่แม้แต่จะมองตามป้าเยา และหันมากล่าวกับลู่จิ้น “เจ้าเองก็ไสหัวไปได้แล้ว! ”

“ไม่ เจ้าจะทำแบบนี้ไม่ได้ ข้าคือนักปรุงยาสี่ดาว! ” ป้าเยาคำรามเสียงดัง

ปรมาจารย์จื่อเฉิงสะบัดแขนเสื้อ “พี่ชายกู่ พี่ชายฉาง พี่ชายจ้าว ขับไล่คนผู้นี้ออกไปซะ! ”

พริบตาหลังจากสิ้นประโยค ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ทั้งสามก็ปรากฏตัว เมืองวิถีโอสถก็มีจอมยุทธทรงพลังที่ไม่ใช่นักปรุงยาเช่นกัน พวกเขาเหล่านี้มีหน้าที่คุ้มครองเมืองวิถีโอสถ เนื่องจากนักปรุงยาจะใช้วเวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนศาสตร์ปรุงยา

“น้องชายลู่ โปรดออกไปด้วย! ” จอมยุทธทรงพลังทั้งสามกล่าวกับลู่จิ้นอย่างไร้อารมณ์

ลู่จิ้นพบว่าตนเองไม่มีทางแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว เขากำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกขมขื่น

ก่อนหน้านี้เขายังเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เลยแท้ๆ แต่เป็นตัวเขาเองที่ได้คืบจะเอาศอก จึงกลายมาอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังแบบนี้

ถึงแม้จะเป็นนักปรุงยาสี่ดาวเหมือนกัน แต่เขารู้ตัวดีว่าตนเองยังห่างชั้นกับปรมาจารย์จื่อเฉิงแค่ไหน

ลู่จิ้นถอนหายใจและหันหลังจากไปด้วยท่าทีหม่นหมอง ซึ่งต่างจากตอนที่ปรากฏตัวอย่างสิ้นเชิง

ทุกคนรอบข้างตกตะลึง เหตุการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปไวเหลือเกิน

ปรมาจารย์จื่อเฉิงกวาดสายตามองเหล่าผู้สืบทอด ก่อนจะพบเห็นร่างของหลู่เซียนหมิงที่กำลังตัวสั่นสะท้าน จึงได้ประกาศออกมา “หลังจากนี้สามปี การคัดเลือกผู้สืบทอดที่แท้จริง จะยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม! ”

แววตาของป้าเยาจดจ้องไปยังหลิงฮัน คลื่นเสียงคำรามของเขาดังสนั่นออกไปด้วยอำนาจที่ทรงพลัง จนผมสีดำของเขากระพือไปมา

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่คาดคิดว่าป้าเยาจะลงมือต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ เพียงแต่ตัวเขานั้นมีพลังต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าป้าเยามาก เพราะงั้นมีรึที่เขาจะตอบโต้การโจมตีของป้าเยาทัน?

แต่ถึงจะไม่ทันเขาก็ต้องรีบช่วยหลิงฮันให้เร็วที่สุด ถ้าหากผู้สืบทอดถูกทำให้คุกเข่าต่อหน้าสาธารณชนล่ะก็ ในอนาคตหลิงฮันจะยังมีหน้าไปพบใครได้อีก?

ลู่จิ้น!

ปรมาจารย์จื่อเฉิงคำรามในใจ หากมีหลิงฮันได้รับความอัปยศล่ะก็ เขาขอสาบานเลยว่า หลู่เซียนหมิงก็จะไม่ได้อยู่ดีเช่นกัน!

เขากล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่า ป้าเยากับลู่จิ้นจะต้องมีข้อตกลงอะไรกันแน่นอน ทั้งสองจึงได้วางแผนสร้างความวุ่นวายเช่นนี้ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่อีกฝ่ายพยายามบีบบังคับให้เขา จำเป็นต้องเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งในสามปีให้หลังแล้ว เดาไม่ได้ไม่ยากเลยว่าถ้าหากหลิงฮันถูกกำจัดออกไป คนที่มีความหวังจะได้เป็นสานต่อตำแหน่งของเขา ย่อมเป็นหลู่เซียนหมิง

ถ้าหากอาจารย์ยังมีความคิดเช่นนี้ ลูกศิษย์เองก็งไม่ต่างกัน

‘ครืนนน’ คลื่นพลังผันผวนจากเสียงคำรามของป้าเยา พรั่งพรูไปด้วยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว จนส่งผลให้นิรันดร์ระดับโลกียนิพพานทุกคนที่อยู่ที่นี่ ขาอ่อนไร้เรี่ยวแรงในทันที แม้แต่ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณเองก็ตั่วสั่นสะท้านแทบจะต้านทานไม่ไหว

ฟู่เกาหยุน ฟู่เสี่ยวอวิ๋น และคนอื่นๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ต่างเผยสีหน้าหวาดหวั่น ขนาดพวกเขาอยู่ในระยะที่ห่างไกล และไม่ใช่เป้าหมายของคลื่นเสียงก็ยังได้รับผลกระทบจนขาสั่น เพราะงั้นมีรึหลิงฮันที่เป็นเป้าหมายจะรอดไปได้?

ท่ามกลางเสียงคำรามที่ดังสนั่น ปรมาจารย์จื่อเฉิงพุ่งทะยานมาคุ้มกันหลิงฮันที่ด้านหน้า แต่ก็สายไปแล้ว

อะไรกัน!

เพียงแต่หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ร่างของหลิงฮันยังคงยืนตระหง่านองอาจ โดยที่ไม่แสดงอาการขาสั่นเลยแม้แต่นิดเดียว

เป็นไปได้อย่างไร?

ระดับโลกียนิพพานก็คือระดับโลกียนิพพาน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นราชาในหมู่ราชา หรือจักรพรรดิ แต่ด้วยระดับพลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว จะอย่างไรเจ้าก็ต้องได้รับผลกระทบ จากอำนาจคลื่นเสียงของป้าเยาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เจ้ามันไม่ใช่มนุษย์!

แน่นอนว่าหลิงฮันนั้นเป็นมนุษย์ เพียงแต่ภายในร่างกายของเขามีแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพีอยู่ถึงสอง ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว พวกมันคือตัวตนระดับราชานิรันดร์

ป้าเยาที่เป็นนิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นเนิดแท้ คิดจะบังคับให้ราชานิรันดร์คุกเข่างั้นรึ? ช่าน่าขันโดยแท้

แน่นอนว่านี่เป็นในกรณีที่ป้าเยาใช้เพียงแรงกดดันของตนเองเท่านั้น ถ้าอีกฝ่ายผสานอำนาจแห่งกฎเกณฑ์เข้ามาในแรงกดดันด้วยเพียงเล็กน้อย เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว หลิงฮันคงถูกสังหารไปแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง

“ป้าเยา เจ้าล้ำเส้นเกินไปแล้ว!” ปรมาจารย์ชิวเย่กล่าวอย่างเย็นชา ถึงแม้หลิงฮันจะไม่ใช่ศิษย์ของเขา แต่ก็เป็นผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ

เพราะงั้นการที่คนนอกลงมือกับหลิงฮัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการล่วงเกินเมืองวิถีโอสถ ซึ่งการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ชิวเย่ไม่อาจเมินเฉยได้

ป้าเยาไม่แยแส ด้วยพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งของเขา ต่อให้จอมยุทธระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ทั่วทั้งเมืองวิถีโอสถร่วมมือกัน เขาก็ยังสามารถกลับออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย

“เจ้าหนู ดูเหมือนว่าในร่างกายของเจ้าจะมีอะไรบางอย่างอยู่สินะ!” เขามองไปยังหลิงฮัน ด้วยแววตาส่องประกาย

การที่ไต่เต้าบ่มเพาะพลังมาจนถึงจุดนี้ได้ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความลับใดที่สามารถ เล็ดลอดไปจากสายตาของเขาได้

จะบอกว่าหลิงฮันใช้ความสามารถของตนเอง ในการต้านทานแรงกดดันของเขางั้นรึ? แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเชื่อเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด สิ่งที่จะสามารถยับยั้งแรงกดดันของเขาย่อมเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน บางทีสมบัติที่ว่าอาจจะถูกจัดอยู่ในระดับราชานิรันดร์ด้วยซ้ำ

“เจ้าคิดจะทำแบบนี้เพื่ออะไร?” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในเมื่ออีกฝ่ายลงมือกับเขาแล้ว เขาก็ไม่คิดจะเรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโสอีกต่อไป

“ฮึ่ม เจ้าทำตัวอวดดีเช่นนั้นต่อหน้าตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ได้อย่างไร? ด้วยกิริยาเช่นนี้ เจ้ายังคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถอยู่อีกงั้นรึ?” ลู่จิ้นเปิดปากพูดด้วยสีหน้าเหยียดหยาม

สุนัขเฒ่า นี่เจ้าตาบอดงั้นรึ?

เจ้าไม่เห็นรึไงว่าเป็นป้าเยาที่ลงมือจู่โจมข้าก่อน? ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่เจ้ากลับยังมาบอกว่าข้าทำตัวอวดดีไม่สุภาพ!

หลิงฮันเกรี้ยวกราดและสบถหยอกล้อออกมา “ปรมาจารย์ลู่จิ้น ท่านกับตัวบัดซบนี้คงจะรักกันมากสินะ พอสามีร้องภรรยาถึงได้ขานรับเช่นนี้!”

*夫唱妇随 สำนวน สามีร้องภรรยารับ = สามีกับภรรยาที่กลมเกลียวเข้าขากัน*

‘พรวด’ เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงฮัน ผู้คนมากมายรอบข้างก็สำลักและระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ทางด้านของป้าเยานั้นเขาไม่แสดงความเกรี้ยวกราดใดๆ แต่จ้องมองมายังหลิงฮันด้วยใบหน้าที่แสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยมแทน

แต่ทางลู่จิ้นนั้นไม่ใช่ เขารู้สึกเกรี้ยวกราดจนแทบขาดใจตาย

ตัวเขาเพิ่งจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว จิตวิญญาณจึงยังอยู่ในช่วงที่กำลังฮึกเหิม การที่ต้องมาถูกนักปรุงยาหนึ่งดาวตัวจ้อยเช่นนี้หยอกล้อ เขาจึงไม่อาจระงับความโกรธไหว

“เจ้ารนหาที่ตายงั้นรึ!” เขาคำรามเสียงแหลม

“จะคำรามหาอะไร?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเกรี้ยวกราด “ดูเหมือนแค่ข้ายอมอ่อนข้อให้นิดน้อย เจ้าจะได้ใจจนคิดว่าตนเองสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบสินะ? นักปรุงยาสี่ดาวทำไม? คนอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นคนถือรองเท้าให้ข้าด้วยซ้ำ!”

เจ้าสุนัขบัดซบ ข้าทนเจ้ามานานแล้ว!

“ข้า… ข้า… ข้า…” ลู่จิ้นเกรี้ยวกราดแต่ก็พูดอะไรไม่ออก

“เจ้าที่เป็นนักปรุงยาของเมืองวิถีโอสถ กลับเลือกขายคนของตัวเองและร่วมมือกับคนนอกงั้นรึ? เจ้ามันเดรัจฉานยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงสบถอย่างเกรี้ยวกราด จนใบหน้าของลู่จิ้นกลายเป็นซีดเผือด

“ข้าขอเสนอ ให้ขับไล่คนเช่นนี้ออกไปจากเมืองวิถีโอสถ!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงชี้นิ้วไปยังลู่จิ้นด้วยสีหน้ามืดมน

ก่อนหน้านี้ที่เขายอมอดทน ก็เพราะนักปรุงยาสี่ดาวนั้นเป็นตัวตนที่สำคัญ เขาจึงมองภาพรวมเพื่อประโยชน์ของเมืองวิถีโอสถ แต่การกระทำที่เพื่อตนเองจะบรรลุเป้าหมายแล้ว อีกฝ่ายถึงขนาดยอมขายคนของตัวเองและช่วยเหลือคนนอกนั้น เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่อาจทนไหว

เจ้าคิดว่าที่ข้ายอมเจ้า หมายความว่าข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้างั้นรึ?

ช่างไร้เดียงสานัก!

หลังจากปรมาจารย์ทั้งสองตกลงกันได้ พิธีการก็ดำเนินต่อไป

หลิงฮันกวาดสายตามองหลู่เซียนหมิง ที่ตอนนี้กำลังแสยะยิ้มอยู่

อีกฝ่ายคิดว่าแค่นี้จะชนะแล้วงั้นรึ?

สามปีสำหรับคนอื่นอาจจะไม่มีประเปลี่ยนแปลง เพราะถึงแม้จะเข้าไปอยู่ในห้องบ่มเพาะกาลเวลา เวลาที่มีก็คือสามร้อยปีเท่านั้น

เพียงแต่ว่าหลิงฮันมีต้นสังสารวัฏ อันเป็นสมบัติที่สามารถพลิกชะตาท้าสวรรค์!

ตอนนี้ข้าจะยอมให้เจ้าได้ใจไปก่อน อีกไม่ช้าก็เร็วข้าจะจัดการทุกอย่างให้สิ้น

หบิวฮันไม่เก็บมาใส่ใจ หลู่เซียนหมิงผู้นี้ไม่มีคุณสมบัติจะให้เขาแยแสแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าตำแหน่งผู้สืบทอดไม่ใช่สิ่งที่ถูกแต่งตั้งได้จากคำพูดของใคร หลิงฮันจำเป็นต้องแสดงความสามารถในศาสตร์ปรุงยาออกมาเช่นกัน การทดสอบนั้น ไม่ใช่แค่ต้องตอบคำถามของนักปรุงยามากประสบการณ์ แต่ยังต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับทุกอย่างที่เกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยา และหลอมเม็ดยาต่อหน้าทุกคนหนึ่งครั้ง

หลังจากหลิงฮันแสดงศักยภาพในศาสตร์ปรุงยาเสร็จแล้ว การทดสอบก็จบลง และถึงคราวเริ่มขั้นตอนแต่งตั้งสถานะในที่สุด

ปรมาจารย์จื่อเฉิงประกาศว่าหลิงฮันคือผู้สืบทอดคนที่สิบ ของเมืองวิถีโอสถในยุคสมัยนี้ ตัวตนระดับตำอมตะรับคำรับและรีบลงมือสลักชื่อของหลิงฮันลงบนหินต้นกำเนิดสวรรค์

ในโลกบรรพกาล หินต้นกำเนิดสวรรค์คือสิ่งที่สามารถใช้รับการโจมตีของ จอมยุทธระดับต่ำกว่าสร้างสรรพสิ่งได้ แต่หลังจากที่เข้าสู้ดินแดนแห่นเซียนแล้ว จอมยุทธที่สามารถโจมตีทำลายหินต้นกำเนิดสวรรค์ได้นั้นมีอยู่มากมาย มันจึงถูกใช้เป็นแผ่นศิลาจารึก

‘ครืนน’ เพียงแต่ทันใดนั้นเอง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็สั่นสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า พร้อมกับเมฆาสีแดงที่ปลดปล่อยคลื่นเปลวเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุด ได้เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้จากระยะทางที่ห่างไกล

ตัวตนระดับตำหนักอมตะกำลังสลักชื่อของหลิงฮัน เกิดตกตะลึงกับเสียงสั่นสะเทือนที่ดังขึ้นกะทันหัน ทำให้มือลั่นจนอักษรชื่อของหลิงฮันที่กำลังถูกสลักอยู่ หยิกไปหยิกมาไม่เป็นระเบียบ

“ฮึ่ม! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเค้นเสียงไม่สบอารมณ์ และมองไปยังท้องฟ้าพร้อมกับคำราม “คนจากขุมอำนาจใดกัน กล้าดีอย่างไรถึงได้บุกมาโดยไม่สนกฎของเมืองวิถีโอสถ! ”

โอ้ เมฆสีแดงเพลิงนั่นคือปรมาจารย์ผู้หนึ่งงั้นรึ?

ทุกคนแหงนมองเมฆแดงเพลิง ที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ระยะทางที่กว่าเมฆแดงเพลิงจะมาถึงจะยังอยู่อีกไกล และเมืองแห่งนี้มีค่ายกลอาคมป้องกันติดตั้งเอาไว้ก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุราวกับกำลังถูกแผดเผา

‘พรึบ’ เมื่อคลื่นเปลวเพลิงสลายไป เรือเหาะขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่ และค่อยๆ ร่อนลงมาจอดอยู่เหนือน่านฟ้า

บนเรือเหาะลำนี้ มีสัญลักษณ์รูปร่างเหมือนอัสนีที่น่ายำเกรงสลักเอาไว้

“ตำหนักเมฆาอัสนี! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเค้นเสียงไม่สบอารมณ์ และเผยสีหน้าจริงจัง

ก่อนหน้านี้เขาไปเยือนตำหนักเมฆาอัสนี กับตระกูลจื่อเหอด้วยตนเองเพื่อสะสางความบาดหมางระหว่างขุมอำนาจทั้งสองกับหลิงฮันเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ขุมอำนาจทั้งสองจะไม่ชอบใจ แต่ผู้สืบทอดของพวกเขาก็ถูกสังหารจากการประลองที่เป็นยุติธรรม ก่อนหน้านี้พวกเขาถึงได้ไม่ส่งคนมาตามล่าหลิงฮัน

ยิ่งปรมาจารย์จื่อเฉิงมาขออภัยด้วยตัวเอง และตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ก็ไม่ใช่ขุมอำนาจที่จะล่วงเกินได้ด้วยแล้ว ขุมอำนาจราชานิรันดร์ทั้งสองจึงตัดสินใจไม่ถือสาเอาความหลิงฮัน

ในความเป็นจริง ถ้าหากไม่ใช่เพราะปรมาจารย์จื่อเฉิงมาบอกล่ะก็ พวกเขาคงไม่รู้เลยว่าหลิงฮันทั้งสองนั้นเป็นคนเดียวกัน

ทั้งๆ ทำข้อตกลงกันไปแล้ว… แต่ตำหนักเมฆาอัสนีก็ยังโผล่หน้ามา!

ความบังเอิญที่ลู่จิ้นเพิ่งบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว และเกือบจะทำให้หลิงฮันไม่ได้เป็นผู้สืบทอด กับการที่ตำหนักเมฆาอัสนีบุกมานั้นช่างน่าสงสัยยิ่งนัก

ปรมาจารย์จื่อเฉิงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังลู่จิ้น ที่ตอนนี้ใบหน้าแสดงออกถึงความสงบนิ่งไม่หวั่นไหวใดๆ

สำหรับจอมยุทธที่บรรลุระดับพลังที่สูงขนาดนี้แล้ว การจะไม่แสดงอารมณ์ผ่านสีหน้าย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก

“ฮ่าๆ ไม่นึกถึงวันวานเก่าๆ กันบ้างรึไง? ” เสียงตะโกนดังขึ้น ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะเหาะเหินลงมาจากท้องฟ้า หนึ่งก้าวของเขาสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลหลายไมล์ เพียงแค่ชายร่างใหญ่ก้าวเดินสามสี่ก้าว ร่างของเขาก็มาปรากฏอยู่ที่ลานพิธี

“ป้าเยา! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงหรี่ตาและมีสีหน้าเคร่งขรึม

ป้าเยาผู้นี้คือนิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ของตำหนักเมฆาอัสนี ในตอนที่เขายังเป็นรุ่นเยาว์เขามีสถานะเป็นหนึ่งในผู้สืบทอด ในอดีตเขาเคยโค่นล้มผู้สืบทอดขุมอำนาจราชานิรันดร์อื่นๆ มาแล้วมากมาย และเป็นอัจฉริยะที่มีความหวังจะบรรลุเป็นราชานิรันดร์ เพียงแต่หลังจากที่พลังบ่มเพาะติดค้างอยู่ในระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้มาเป็นเวลาหลายหมื่นล้านปี สถานะของเขาจึงถูกเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโสแทน

“ปรมาจารย์จื่อเฉิง ปรมาจารย์ชิวเย่ ปรมาจารยเทียนซิน แล้วก็… ปรมาจารย์ลู่จิ้น! ” ป้าเยากวาดสายตามองปรมาจารย์นักปรุงยาทั้งสี่ ก่อนจะหยุดสายตาค้างไว้ที่ลู่จิ้นและเผยรอยยิ้ม

ปรมาจารย์จื่อเฉิงและหลิงฮันชะงัก ป้าเยาผู้นี้เพิ่งมาถึงแท้ๆ แต่เหตุใดถึงรู้ว่าลู่จิ้นบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวแล้ว?

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองเคยติดต่อกันมาก่อน

คนผู้นี้ต้องไม่ได้มาดีแน่

“เจ้าน่ะรึหลิงฮันผู้ห้าวหาญ? ” ป้าเยาหยิ่งทะนงไม่สนใจปฏิกิริยาตอบโต้ของปรมาจารย์นักปรุงยาทั้งสี่ และจดจ้องไปยังหลิงฮัน

เพียงแต่เขาก็มีคุณสมบัติที่จะหยิ่งทะนงเช่นนี้ ในแง่ของพลังต่อสู้แล้ว เขาคือหนึ่งในนิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ที่แข็งแกร่งที่สุด

“รุ่นเยาว์คือหลิงฮัน ส่วนข้าจะห้าวหาญหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองแบบไหน” หลิงฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สุภาพหรือหยิ่งยโส

พรวด!

ผู้คนรอบด้านตกตะลึง การที่กล่าวตอบกลับไปว่าห้าวหาญหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมอง ต่อหน้านิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้นั้น ยังไม่เรียกว่าห้าวหาญอีกรึ?

“ฮ่าๆๆ! ” ป้าเยาหัวเราะลั่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยุดหัวเราะอย่างกะทันหัน และจ้องมองหลิงฮันด้วยสีหน้ามืดมน “เจ้าช่างบ้าบิ่นนัก ที่กล้าสังหารแม้กระทั่งผู้สืบทอดของข้า ถึงแม้ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะสะสางความผิดที่เจ้าทำลงไปให้แล้ว ทำให้เจ้าไม่ต้องทิ้งชีวิต แต่ก็อย่าได้คิดว่าชีวิตของเจ้าจะหนีพ้นความลำบากไปได้! ”

“เจ้า… จงคุกเข่าลงซะ! ”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงและปรมาจารย์อีกสองคน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมพร้อมกัน

ยิ่งเม็ดยามีระดับสูงขึ้นก็จะยิ่งแสดงความเป็นรูปธรรมออกมามากขึ้น การที่เม็ดยานิรันดร์สี่ดาวจะมีรูปร่างเหมือนสัตว์จึงเป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก

ปรมาจารย์นักปรุงยาทั้งสามมองหน้ากันและกล่าว “เม็ดยาเมฆาคราม! ”

เม็ดยาเมฆาครามคือเม็ดยาที่หลอมได้ง่ายที่สุดในหมู่เม็ดยานิรันดร์สี่ดาว เพราะงั้นส่วนนักปรุงยาที่คิดจะยกระดับตนเองเป็นนักปรุงยาสี่ดาว จึงเลือกหลอมเม็ดยาเมฆาครามกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ถึงแม้จะบอกว่า ‘หลอมง่าย’ มันก็ยังเป็นถึงเม็ดยานิรันดร์สี่ดาวอยู่ดี

“ระยะเวลาที่เม็ดยาถูกหลอมยังผ่านมาไม่ถึงหนึ่งเดือน”

ปรมาจารย์นักปรุงยาทั้งสองวิเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย

ดูเหมือนว่าลู่จิ้นจะไม่ได้ไปหาเม็ดยานิรันดร์สี่ดาว มาหลอกว่าตนเองเป็นคนหลอม เพื่อให้ได้สถานะนักปรุงยาสี่ดาวจริงๆ

ปรมาจารย์จื่อเฉิงผนึกขวดเม็ดยาใหม่ และส่งคืนให้กับลู่จิน “นี่คือเม็ดยานิรันดร์สี่ดาวจริงๆ ยินดีกับน้องชายลู่ด้วยที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้แล้ว ความสำเร็จของเจ้าถือว่าเป็นความรุ่งโรจน์ของเมืองวิถีโอสถอย่างแท้จริง”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะและกล่าวต่อ “วันนี้มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นถึงสองเรื่องด้วยกัน ทั้งการถือกำเนิดของนักปรุงยาสี่ดาว และผู้สืบทอดที่มากพรสวรรค์”

เขาจงใจยกเรื่องที่ลู่จิ้นกลายเป็นนักปรุงยาสี่ดาวแล้ว ให้ดูสำคัญกว่าเรื่องของหลิงฮัน เพราะเห็นได้ว่าที่อีกฝ่ายโผล่หัวมาในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมต้องมีเป้าหมายคือหลิงฮันแน่นอน

ลู่จิ้นสะบัดมือและกล่าว “พี่ชายจื่อเฉิง ท่านนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ปกครองมาจะสามแสนล้านปีแล้วสินะ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นจิตใจของปรมาจารย์จื่อเฉิงก็สั่นสะท้าน ดวงตาของเขาหรี่ลงและกล่าวตอบ “ไม่ผิด เจ้าช่างความทรงจำดีเหลือเกินนะ”

เมืองวิถีโอสถที่กฎเช่นนั้นจริงๆ ทุกๆ สามแสนล้านปีจะผู้ที่นั่งอยู่บนสถานะผู้ปกครองเมือง จะต้องสละบัลลังก์เปลี่ยนให้คนที่มีคุณสมบัติมาดำรงตำแหน่งแทน ระยะเวลาในการปกครองที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงเหลืออยู่นั้นคือราวๆ สองถึงสามล้านปี ซึ่งแต่เดิมแล้วชายชราคิดว่า เวลาเท่านี้เพียงพอแล้วที่จะใช้ฝึกฝนหลิงฮัน

“ตามกฎของเมือง ตำแหน่งผู้ปกครองจะต้องเปลี่ยนทุกสามแสนล้านปี” ลู่จิ้นจ้องมองปรมาจารย์จื่อเฉิง “ในเมื่อเวลาใกล้จะมาถึงแล้ว ข้าขอให้ทำการเลือกผู้สืบทอด ที่จะขึ้นครองตำแหน่งต่อบัดเดี๋ยวนี้! ”

ขึ้นครองตำแหน่งต่อ!

ปรมาจารย์จื่อเฉิงชะงัก ถึงว่าทำไมอีกฝ่ายถึงรับโผล่หน้ามาตอนนี้ ที่แท้ลู่จิ้นก็มีเป้าหมายสิ่งนี้นี่เอง

ในสถานการณ์ปกติแล้ว ปรมาจารย์เทียนซินกับปรมาจารย์ชิงเย่นั้น ไม่สนใจเรื่องผู้สืบทอดแม้แต่น้อย เพราะงั้นหากเขาต้องการที่จะเลือกใครเป็นผู้ครองตำแหน่งต่อ ใครกันจะกล้าต่อต้าน? แต่เมื่อตอนนี้ลู่จิ้นบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวแล้ว อีกฝ่ายจึงมีสิทธิ์มีเสียงพอที่จะเลือกผู้สืบทอดได้

แต่ทำไมเขาถึงต้องเช่นนั้นน่ะรึ? นั่นเพราะลู่จิ้นยังมีสถานะอีกอย่างหนึ่งคือ อาจารย์ของหลู่เซียนหมิง!

ถ้าหากต้องเลือกผู้สืบทอดสักคนมาครองตำแหน่งต่อในตอนนี้ล่ะก็ หลิงฮันจะหมดสิทธิ์ทันที เนื่องจากเขายังไม่ได้ผ่านพิธีการแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอด

หรือต่อให้มีสิทธิ์ หลิงฮันที่เพิ่งบรรลุเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาว จะสามารถเทียบชั้นกับผู้สืบทอดคนอื่นๆ ได้งั้นรึ?

ช่างเป็นเรื่องที่บังเอิญนักที่ลู่จิ้นบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้ในช่วงเวลานี้ การที่ใครสักคนจะถูกแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับการยินยอมจากนักปรุงยาสี่ดาวทุกคน เพราะงั้นตราบใดที่ลู่จิ้นคัดค้าน หลิงฮันก็จะไม่สามารถกลายเป็นผู้สืบทอด

“จะเลือกผู้มาครองตำแหน่งต่อในตอนไหนนั้น ข้าตัดสินใจเอาไว้แล้ว! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์

ลิ่นจิ้นคือคนที่เพิ่งบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว ส่วนพวกเขาทั้งสามคนเป็นนักปรุงยาสี่ดาวที่มากประสบการณ์ เพราะงั้นมีรึที่ทั้งสามคนจะเก็บลู่จิ้นมาใส่ใจ?

ต่อให้จะเป็นนักปรุงยาสี่ดาวเหมือนกัน แต่ความสามารถในการใช้ห้วงจิตปรับแต่งย่อมแตกต่างกัน เพราะงั้นความต่างระหว่างลู่จิ้นกับปรมาจารย์ทั้งสามจึงมีมากมหาศาล

“โอ้ ถ้างั้นข้าขอคัดค้านเรื่องที่หลิงฮันจะเป็นผู้สืบทอดคนใหม่” ลู่จิ้นส่ายหัว “รุ่นเยาว์ผู้นี้โหดเหี้ยมเกินไป นอกจากเขาจะสังหารผู้สืบทอดขุมอำนาจราชานิรันดร์ไปถึงสองคน เขายังเพิ่งสังหารจ้าวชิงเฟิงและล่วงเกินวิหารอนันต์รุ่งโรจน์อีก หากแต่งตั้งเขาเป็นผู้สืบทอด จะไม่ใช่เป็นการตบหน้าขุมอำนาจราชานิรันดร์เหล่านั้นหรอกรึ? ”

สีหน้าของปรมาจารย์จื่อเฉิงกลายเป็นมืดมน โดยแสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างมาก

ในความเป็นจริง เรื่องที่เขาจะแต่งตั้งหลิงฮันเป็นผู้สืบทอดนั้น ไม่ใช่การกระทำที่เอาแต่ใจเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากเขาคิดจะมอบตำแหน่งผู้ปกครองต่อให้คนของตัวเองจริง ศิษย์คนก่อนหน้านี้ทั้งสามของเขาคนไหนบ้างที่ไม่มีคุณสมบัติ?

แต่ลู่จิ้นน่ะรึ?

เพียงเพื่อให้ศิษย์ของตนเองได้เปรียบ อีกฝ่ายยอมถึงขนาดใช้วิธีการไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้!

เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ ลู่จิ้นก็ถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หลิงฮันก็จะไม่สามารถเป็นผู้สืบทอดได้

ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองไปยังลู่จิ้น ลู่จิ้นเองก็มองมายังปรมาจารย์จื่อเฉิง ดวงตาของทั้งสองฝ่ายเชื่อมต่อกัน และพึมพำพูดอะไรบางอย่าง

หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ประกาศ “หลังจากนี้อีกสามปี จะมีการคัดเลือกผู้สืบทอดที่จะขึ้นครองตำแหน่งต่อจากข้า”

ลู่จิ้นเองก็ประกาศ “ข้าเองก็ยอมรับให้แต่งตั้งหลิงฮันเป็นผู้สืบทอดคนใหม่”

ปรมาจารย์ทั้งสองยอมถอยคนละก้าว เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน

มองจากผิวเผินลู่จิ้นอาจจะดูเป็นฝ่ายได้เปรียบ เนื่องจากระยะเวลาสามปีนั้น ต่อให้อยู่ในห้องบ่มเพาะกาลเวลาทั้งวัน ระยะเวลาหลิงฮันมีก็แค่สามร้อยปีเท่านั้น ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้ หลิงฮันจะพัฒนาตนเองให้เหนือกว่าหลู่เซียนหมิงได้อย่างไร?

แต่ที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงยอมรับข้อตกลงสามปีนี้ ก็เพราะเขารับรู้ถึงศักยภาพในศาสตร์ปรุงยาของหลิงฮันดี และมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่า หลิงฮันสามารถใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้แล้ว!

สามปีให้หลังนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่หลิงฮันจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาว และใช้ห้วงจิตปรับแต่งได้สองขั้น

เพียงเท่านี้หลิงฮันก็มีคุณสมบัติ ที่จะแย่งชิงตำแหน่งกับผู้สืบทอดคนอื่นๆ แล้ว

จ้าวชิงเฟิงมองไปยังหลิงฮันด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า

ในความคิดของเขา หลิงฮันกับเขานั้นมีพลังต่อสู้ที่ทัดเทียมกัน แต่ที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็เพราะกายหยาบหลิงฮันแข็งแกร่งเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นล่ะก็ ในการประลองครั้งแรก หลิงฮันคงถูกเขาสังหารไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

แต่ทว่า ในการประลองครั้งนี้ พลังต่อสู้ของเขากับอีกฝ่าย กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!

หลิงฮันสามารถรับการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของเขาได้อย่างง่ายดาย ราวกับการโจมตีของเขาไม่ต่างอะไรจากการผายลม

ผลลัพธ์เกิดขึ้นนี้ทำให้เขานึกถึงเอี๋ยนเซียนลู่ ในตอนที่ยังไม่บรรลุห้านิพพาน หรือว่า… เจ้าหมอนี่จะกำลังจะกลายเอี๋ยนเซียนลู่คนที่สอง?

ในขณะที่จ้าวชิงเฟิงกำลังครุ่นคิด เนื้อหนังบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นเศษฝุ่น

ทุกคนยืนมองอย่างแน่นิ่งไร้คำพูด ไม่มีใครปฏิเสธว่าจ้าวชิงเฟิงนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง พลังของอัจฉริยะผู้นี้สามารถทำให้แม้แต่ ผู้สืบทอดของขุมอำนาจราชานิรันดร์ก็ยังมัวหมอง ช่างน่าสลดนักที่ท้ายที่สุด เขาต้องมาตายอย่างไร้ค่า

ใช่แล้ว… แม้แต่จะลากหลิงฮันไปได้เขาก็ไม่อาจทำได้

จ้าวชิงเฟิงอ้าปากกล่าวคำพูดสุดท้าย “เจ้าแข็งแกร่งจริงๆ ข้าคนนี้ขอยอมรับ! เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของนายน้อยเอี๋ยนได้ หลังจากการตายของข้า เจ้าเองก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ไม่นานเช่นกัน เนื่องจากด้วยนิสัยของเจ้าแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมจำนนต่อใคร ซึ่งนายน้อยน้อยเอี๋ยนก็ไม่มีวันยอมไว้ชีวิตคนแบบเจ้าเช่นกัน! ”

เมื่อเขาเอ่ยปากพูด ความเร็วในการแหลกสลายของยิ่งเร็วขึ้น หลังจากที่เขากล่าวจบ ทั่วร่างก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นและถูกพัดหายไปตามสายลม

หลิงฮันยิ้มมุมปาก ไม่ว่าคำพูดสุดท้ายของจ้าวชิงเฟิงจะเป็นคำแนะนะหรือคำขู่ เขาก็ไม่เก็บมาใส่ใจ

ในระดับพลังเดียวกัน เขาไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใด

เอี๋ยนเซียนลู่อะไรนั่น สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นหินลับคมให้แก่เขา

ปรมาจารย์จื่อเฉิงยิ้ม ถึงแม้จ้าวชิงเฟิงจะโผล่มาและเสียชีวิตในงานพิธีอันยิ่งใหญ่ แต่วิหารอนันต์รุ่งโรจน์ก็ย่อมเข้าใจเหตุผลของเรื่องที่เกิดขึ้น และถึงแม้เอี๋ยนเซียนลู่จะไม่พอใจและไร้เหตุผลแค่ไหน อีกฝ่ายก็เป็นเพียงผู้สืบทอด ที่มีพลังบ่มเพาะระดับโลกียนิพพานเท่านั้น

เวลา… ขอแค่ศิษย์ตัวน้อยของเขามีเวลาเท่านั้น อีกฝ่ายก็จะเฉิดฉายและมีอำนาจพอที่จะเหยียดหยามยุทธภพ

“ฮ่าๆ ดำเนินพิธีต่อได้” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ยุ่งเหยิงเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นผลดีต่อตัวหลิงฮันเอง

แต่แน่นอนว่าหลังจากนี้เขาจะทำการตรวจสอบอยู่ดีว่า ใครกันที่เป็นคนปล่อยให้จ้าวชิงเฟิงเข้ามาในงานพิธีได้

“ช้าก่อน! ” เพียงแต่ว่าทันใดนั้นเอง ใครบางคนก็ตะโกนแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

บัดซบ วันนี้มันวันอะไรกัน เหตุใดถึงได้มีคนชอบตะโกนโผล่หัวกันมาเยอะนัก?

ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน เขาพาดสองมือไว้ด้านหลังอย่างน่าเกรงขาม

“ลู่จิ้น! ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงขมวดคิ้ว

ลู่จิ้นผู้นี้คือนักปรุงยาสามดาว และเป็นนิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ เขาคือนักปรุงยาอัจฉริยะที่มีศักยภาพพอจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว

ลู่จินผสานมือทักทายปรมาจารย์จื่อเฉิงด้วยสีหน้าอวดดี ราวกับไม่เห็นปรมาจารย์จื่อเฉิงอยู่ในสายตา

ทุกคนรอบข้างต่างเผยท่าทีประหลาดใจ

เมื่อครู่จ้าวชิงเฟิงก็ปรากฏตัวสร้างความวุ่นวายแล้วหนหนึ่ง พอมาตอนนี้ก็เป็นนักปรุงยาลู่จิ้นอีก… นี่กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองวิถีโอสถกันแน่?

“เจ้ามีอะไร? ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เพียงแต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นถึงนักปรุงยาสามดาว และนิรันดร์ระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ เพราะงั้นเขาจึงจำเป็นต้องไว้หน้าอีกฝ่าย

“ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะบอก! ” ลู่จิ้นกล่าวเสียงดังก้องราวกับฟ้าผ่า

ภายใต้อำนาจของปรมาจารย์ระดับข้ามผ่านต้นดำเนิดแท้ รัศมีของหลิงฮันได้หม่นหมองลงไปทันที

“เรื่องสำคัญอะไร ทำไมเจ้าต้องมาพูดในเวลาเช่นนี้? ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว

ลู่จิ้นแสยะยิ้ม “ด้วยเรื่องอันสำคัญนี้ พิธีการแต่งตั้งผู้สืบทอดคนใหม่จะสิ้นความสำคัญ และล้มเลิกไปได้เลย! ”

“โอ้? ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงคร้านจะเสวนากับลู่จิ้น ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมจริงๆล่ะก็ เขาก็ไม่คิดจะไว้หน้าอีกฝ่ายอีกต่อไป

“ข้า…” ลู่จิ้นชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า “บรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาวแล้ว! ”

นักปรุงยาสี่ดาวแล้ว… นักปรุงยาสี่ดาวแล้ว… นักปรุงยาสี่ดาวแล้ว… คำหกคำนี้ดังก้องกังวานไปทั่วพื้นที่อยู่ชั่วขณะ

ทุกคนตกตะลึงจนลืมตัวหยุดหายใจไปอย่างน้อยสิบลมหายใจ

นักปรุงยาสี่ดาว!

ในเมืองวิถีโอสถ ไม่สิ… ต่อให้เป็นทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก ก็มีนักปรุงยาสี่ดาวอยู่เพียงสี่คนเท่านั้น ซึ่งสถานะของพวกเขาล้วนแต่เทียบเท่า กับราชานิรันดร์

ก่อนหน้านี้ปรมาจารย์จื่อเฉิงมีสถานะสูงกว่านักปรุงยาลู่จิ้น แต่ถ้าหากที่เขากล่าวมาเป็นความจริง สถานะของทั้งคู่ก็จะกลายมาเป็นทัดเทียมกัน

ปรมาจารย์จื่อเฉิงชะงักเล็กน้อย และอดคิดไม่ได้ว่า เรื่องที่ลู่จิ้นบรรลุเป็นนักปรุงยาสี่ดาว กับเรื่องที่จ้าวชิงเฟิงสามารถผ่านเข้ามายังที่นี่ได้นั้น ช่างบางเอิญเกิดขึ้นพร้อมกันเสียจริง

ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ง่ายแล้ว!

ใบหน้าของปรมาจารย์จื่อเฉิงยังคงแน่นิ่งไม่เปลี่ยน “มีข้อพิสูจน์หรือไม่? ”

“นี่คือเม็ดยาสี่ดาวที่ข้าหลอมสำเร็จเมื่อสิบวันก่อน เชิญตรวจสอบดูได้! ” ลู่จิ้นดีดนิ้ว ‘พรึบ’ ก้อนแสงสีขาวบางอย่างถูกส่งลอยออกไปหาปรมาจารย์ชิวเย่

ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงไม่ส่งเม็ดยาให้กับปรมาจารย์จื่อเฉิง แต่ส่งให้กับปรมาจารย์ชิวเย่แทน

ปรมาจารย์ชิวเย่ที่กำลังถือขวดสุราอยู่ในมือ เมื่อเห็นว่าขวดเม็ดยาลอยเข้ามา เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าขวดเม็ดยามาอยู่ที่มือ สีหน้าของเขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะวางขวดสุราลงและแก้ผนึกบนขวดยา

เม็ดยานิรันดร์สี่ดาวคือเม็ดยาที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก ออร่าที่เล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ เพราะงั้นจึงต้องผนึกเอาไว้

ปรมาจารย์จื่อเฉิง และปรมาจารย์เทียนซินขยับเข้ามาใกล้เพื่อดูด้วยกัน

ผู้คนโดยรอบก็เช่นกัน พวกเขาเขย่งเท้ายื่นหน้ายื่นตาโดยไม่รู้ตัว

‘พรึบ’ แต่ยังไม่ทันที่จะเห็นเม็ดยา คลื่นพลังสีครามภายในขวดก็ควบแน่นรวบกัน กลายเป็นจิ้งจอกน้อยดวงตาโตแสนน่ารัก

“เห้อ เจ้านี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย ข้าแค่ล้อเล่นเฉยๆ ” หลิงฮันยิ้มและกส่ายหัว “ในที่ที่มีคนอยู่มากมายขนาดนี้ ข้าจะวางยาเจ้าได้อย่างไร? ”

จ้าวชิงเฟิงยังคงรู้สึกโกรธจนแทบกระอักโลหิตอยู่ดี เจ้าจะให้ข้ามีอารมณ์ขันกับเรื่องแบบนั้นงั้นรึ?

“เจ้าบังอาจหยอกล้อข้า! ” จ้าวชิงเฟิงเกรี้ยวกราด เขากำมือทั้งสองข้างแน่นก่อนจะแหงนหน้าคำรามขึ้นสู่ท้องฟ้า คลื่นเสียงที่ดังก้องกังวานควบแน่นรวมกัน กลายเป็นเล่มดาบแหลมคม ที่พัวพันไปด้วยตราประทับแห่งเต๋าอันน่าสะพรึง

‘ฉึบ ฉึบ ฉึบ’ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่เกิดรอยฉีกขาด

ต้องรู้ก่อนว่าเสื้อผ้าของเขานั้นไม่ใช่เสื้อผ้าทั่วไป แต่เป็นเสื้อผ้าที่ถูกถักทอขึ้นมาจากขนของสัตว์อสูรนิรันดร์และแร่โลหะกึ่งนิรันดร์ ทำให้มีความทนทานเป็นอย่างมาก แต่การที่เสื้อผ้าที่ทนทานนี้เกิดรอยฉีกขาดได้ เพียงเพราะจ้าวชิงเฟิงระเบิดความโกรธออกมานั้น มันหมายความว่าอย่างไรน่ะรึ?

“พลังต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว! ”

“เหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่บรรลุระดับสี่นิพพานสูงสุด ซึ่งเป็นขีดจำกัดแล้วแท้ๆ เหตุใดพลังของเขาถึงยังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก? ”

“เกรงว่าต่อให้เขาปะทะกับสตรีเมื่อครู่อีกครั้ง ก็คงยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ”

“หลิงฮัน… สร้างปัญหาไม่เข้าเรื่องแล้ว”

“ฮึ่ม ใครใช้ให้เขาปากเสียหยอกล้อคนอื่นก่อนล่ะ? ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าสตรีข้างกายเขา สามารถกำราบจ้าวชิงเฟิงได้อย่างราบคาบแท้ๆ แต่ทว่าเขาก็ยังเลือกที่จะเสนอตัวลงมือต่อด้วยตนเอง ตอนนี้ถึงเวลาที่เขาจะรับผลกรรมของตัวเองแล้ว”

ตอนนี้หลิงฮันได้รับคำท้าของจ้าวชิงเฟิงไปแล้ว ซึ่งถ้าหากสู้กันโอกาสที่เขาจะพ่ายแพ้ก็มีมากกว่าเก้าส่วน แต่ถ้าหากไม่สู้และเมินเฉยคำท้าประลองที่รับปากต่อหน้าสาธารณชนไปแล้วเช่นนี้ ในภายภาคหน้าเขาจะมีหน้าไปพบใครได้?

แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้หลิงฮันเป็นคนขุดหลุมฝังตัวเองทั้งนั้น

หลิงฮันยิ้มอย่างสงบนิ่ง “จะสู้ก็รีบๆ สู้สิ จะส่งเสียงดังไปทำไม? เจ้าคิดว่าเจ้าเสียงดีมากรึไง? ”

ก่อนหน้านี้เขายังนับจ้าวชิงเฟิงว่าเป็นคู่ต่อสู้ แต่หลังจากที่พลังบ่มเพาะของเขาบรรลุเป็นนิรันดร์สี่นิพพาน จ้าวชิงเฟิงก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไป เนื่องจากการต่อสู้กับอีกฝ่าย ไม่ได้ทำให้ศักยภาพของเขาถูกขัดเกลาแม้แต่น้อย

“ตาย! ” จ้าวชิงเฟิงคำราม เขาพุ่งทะยานร่างและปลดปล่อยการโจมตี ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี

นี่คือการโจมตีด้วยพลังทั้งหมดของเขา

หลิงฮันส่ายหัว พร้อมกับผลักฝ่ามือตอบโต้

ตูม!

การโจมตีของจ้าวชิงเฟิงและหลิงฮันเข้าปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่น คลื่นพลังของอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว พรั่งพรูไปทั่วทิศทาง

งานพิธีที่สำคัญเช่นนี้ มีคนกล้ามาสร้างความวุ่นวายได้อย่างไร?

สีหน้าของปรมาจารย์จื่อเฉิงกลายเป็นมืดมนทันที เพื่องานพิธีในวันนี้เขาได้ดำเนินการขั้นตอนต่างๆ เอาไว้มากมาย โดยที่มุ่งเน้นไปที่ความราบรื่นของงานพิธีเป็นสำคัญ

กล่าวคือในวันนี้ เรื่องที่จะมีผู้บุกรุกเข้ามาป่วนได้นั้น ย่อมไม่สมควรเกิดขึ้น

อย่างในกรณีของจ้าวชิงเฟิงนั้น บาดแผลที่เขาได้รับจากการประลองได้ถูกรักษาเสร็จตั้งแต่เดือนแรกแล้ว ถึงแม้ในช่วงเวลาหลายเดือนมานี้อีกฝ่ายจะไม่ก่อปัญหาใดๆ ขึ้น แต่ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า อีกฝ่ายอาจจะปรากฏตัวและสร้างปัญหาให้วันนี้ก็เป็นได้ เพราะงั้นเขาจึงสั่งการทหารยามให้คอยเฝ้าระวังเอาไว้อย่างดีแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น จ้าวชิงเฟิงก็ยังปรากฏตัวได้!

“โอหัง ผู้สืบทอดคนใหม่กำลังจะเข้าพิธีรับแต่งแหน่ง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาสร้างความวุ่นวาย? ไสหัวไปซะ! ” ปรมาจารย์ระดับแบ่งแยกวิญญาณผู้หนึ่งตะโกน

แม้จ้าวชิงเฟิงจะมีพรสวรรค์ท้าทายสวรรค์ แต่ก็ยังเป็นแค่นิรันดร์สี่นิพพานเท่านั้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องแยแส

จ้าวชิงเฟิงไม่แม้แต่ชำเลืองมองปรมาจารย์ผู้นั้น สายตาของเขาจดจ้องไปยังหลิงฮันอย่างเด็ดเดี่ยวและกล่าว “หลิงฮัน เจ้ากล้ามาสู้กับข้ารึไม่! ”

ดูความจิตวิญญาณสู้รบที่จ้าวชิงเฟิงปลดปล่อยออกมา พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายคงพัฒนาขึ้นมาก หลังจากอาการบาดเจ็บเป็นแน่

“สมกับเป็นอัจฉริยะท้าทายสวรรค์ ความพ่ายแพ้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาแม้แต่น้อย แถมยังพัฒนาพลังของตนเองขึ้นไปได้อีก”

“แต่ข้านึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ เขาเป็นนิรันดร์สี่นิพพานสูงสุดแล้วแท้ๆ แต่พลังกลับยังสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก”

“ช่างเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง”

“เรื่องนี้เริ่มจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้านี้หลิงฮันคว้าชัยชนะไปได้อย่างเฉียดฉิวเท่านั้น แต่ตอนนี้พลังต่อสู้ของจ้าวชิงเฟิงยกระดับสูงขึ้นจากเดิมแล้ว หากประลองกันอีกครั้ง เกรงว่าคงยากที่จะตัดสินได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้”

“เหอๆ ถึงแม้การประลองจะเป็นการวัดศักยภาพ ในศาสตร์วรยุทธไม่ใช่ศาสตร์ปรุงยา แต่ถ้าหากผู้สืบทอดคนใหม่เกิดพ่ายแพ้ในวันแรกที่ถูกแต่งตั้งล่ะก็ คงจะอัปยศมากเป็นแน่”

“ที่ข้าสงสัยคือเรื่องที่จ้าวชิงเฟิงมาที่นี่ได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อหรอกนะว่าเขาจะสามารถปรากฏตัวขึ้นได้อย่างราบรื่นขนาดนี้”

“โอ้ เจ้าจะบอกว่า… มีใครบางคนแอบช่วยเหลือจ้าวชิงเฟิงอยู่งั้นรึ? ”

ผู้คนมากมายพูดคุยกันอย่างออกรส และไม่ว่าใครต่อใครต่างก็เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด

หลิงฮันมองไปยังจ้าวชิงเฟิงและกล่าวอย่างไม่แยแส “ทั้งๆ ที่พ่ายแพ้ไปแล้ว ยังกล้าพูดจาห้าวหาญอยู่อีกรึ? ”

“อดีตก็คืออดีต… ครั้งนี้ทุกอย่างไม่มีทางซ้ำรอย! ” ดวงตาของจ้าวชิงเฟิงส่องประกายอันหนักแน่น จิตสังหารของเขาควบแน่นรวมกันอย่างแน่นหนา จนกลายเป็นสสารที่สามารถจับต้องได้ หลังจากความพ่ายแพ้ อำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นอีกขั้น

เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่า ด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารของเขาในตอนนี้ จะสามารถบดขยี้กายหยาบอันไร้เทียมทานของหลิงฮันได้อย่างง่ายดาย

จักรพรรดินีก้าวเดินออกมาด้านหน้า และมองไปยังจ้าวชิงเฟิงด้วยแววตาอันเย็นยะเยือก สายลมหนาวเย็นที่กระทบกับกระโปรง ส่งผลให้ความโค้งเว้าของเรือนร่างของนางมองเห็นได้อย่างเด่นชัด

ความงดงามที่เกินจะพรรณนาได้นี้ แม้แต่สีหน้าของจ้าวชิงเฟิงที่เป็นศัตรูกับหลิงฮัน ก็ยังชะงักแข็งค้าง

งดงาม… ช่างงดงามยิ่งนัก ถึงแม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่เพียงแค่เรือนร่างอันสมบูรณ์แบบ กับกลิ่นอายที่สูงส่งของนาง ก็เพียงที่จะทำให้ผู้คนคุกเข่าแนบเท้า

สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หลิงฮันไม่ได้ทำตัวโดดเด่นอะไร เนื่องจากเขาเก็บตัวฝึกฝนทักษะห้วงจิตปรับแต่งเพียงอย่างเดียว

เขาปรับแต่งเม็ดยาสำเร็จแล้วก็จริง แต่เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าการปรับแต่งของเขา อยู่ห่างจากความสมบูรณ์แบบอีกเท่าไหร่

สมมุตลองให้นักปรุงยาที่ระดับต่างกัน มาหลอมเม็ดยาชนิดเดียวกันและปรับแต่งเม็ดยาสามขั้นเหมือนกัน คุณภาพของเม็ดยาย่อมแตกต่างกันราวกับฟ้าและปฐพี

หลิงฮันพยายามขัดเกลาทักษะห้วงจิตปรับแต่งของตนเองให้สมบูรณ์ที่สุด แม้ว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงจะบอกว่าเมื่อระดับของนักปรุงยาเพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการปรับแต่งเม็ดยาก็จะสูงขึ้นไปด้วยก็ตาม แต่ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่สามารถยกระดับนักปรุงยาของตนเองได้ เขาจึงตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือไปกับการขัดเกลา ทักษะห้วงจิตปรับแต่งแทน

จากนักปรุงยาหนึ่งดาวไปสองดาวนั้น ความซับซ้อนของศาสตร์ปรุงยาจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งร้อยเท่า เนื่องจากเม็ดยานิรันดร์หนึ่งดาว คือเม็ดยาสำหรับจอมยุทธระดับโลกียนิพพาน ส่วนเม็ดยานิรันดร์สองดาว คือเม็ดยาสำหรับจอมยุทธระดับแบ่งแยกวิญญาณ

ปรมาจารย์จื่อเฉิงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลิงฮันจะสามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาวได้ภายในระยะเวลาหนึ่งล้านปี

แน่นอนว่าระยะเวลาที่ว่านี้ คือเวลาที่ใช้ภายในห้องเร่งเวลา

เพียงแต่สิ่งที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่รู้ก็คือ เรื่องที่หลิงฮันนั้นมีต้นสังสารวัฏอยู่ในครอบครอง ด้วยความสามารถในการช่วยให้รู้แจ้งอันน่าอัศจรรย์ของมัน ระยะเวลาที่หลิงฮันจะบรรลุเป็นนักปรุงยาระดับสองได้ จึงลดลงมาเหลือเพียงพันปี

ก่อนหน้านี้หลิงฮันเคยลองจำลอง การหลอมเม็ดยาเพื่อเป็นนักปรุงยาสองดาวมาแล้ว แต่หลังจากจำลองขั้นตอนไปเพียง หนึ่งในหมื่นส่วนเขาก็ต้องหยุดกลางคัน

อำนาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ต้องใช้นั้นซับซ้อนเกินไป ต่อให้นิรันดร์ระดับโลกียนิพพานจะสามารถหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวขึ้นมาได้ แต่กว่าจะสำเร็จก็ใช้เวลานานเกินไป

ด้วยเหตุนั้นหลิงฮันจึงไม่รีบร้อน เขาตัดสินใจแผ่ขยายความรู้เกี่ยวกับเม็ดยานิรันดร์หนึ่งดาวให้กว้างขึ้น รวมถึงมุ่งเน้นไปที่การขัดเกลาทักษะห้วงจิตปรับแต่งก่อน

เมื่อเวลาผ่านไปสิบวัน จักรพรรดินีก็ออกมาจากการเก็บตัวบ่มเพาะพลัง

ที่นางออกมา ไม่ใช่ว่านางบรรลุระดับสี่นิพพานสูงสุดแล้ว แต่เนื่องจากวันนี้คือวันที่ยิ่งใหญ่ของหลิงฮัน แน่นอนว่านางย่อมต้องร่วมแสดงความยินดี ให้กับสามีของนางอยู่แล้ว

ในช่วงเช้าตรู่ หลิงฮันออกเดินทางไปพร้อมกับภรรยาทั้งสอง โดยมีธิดาโร๋วติดตามมาโดยไม่ได้รับเชิญ ถ้าหากหลิงฮันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ โดยที่นางเองก็มีสถานะเป็นสหายกับหลิงฮันล่ะก็ ในภายภาคหน้าจะมีเม็ดยานิรันดร์ชนิดที่นางไม่สามารถหาได้?

ความจริงหลิงฮันนั้นไม่ได้ต้องการใกล้ชิดกับธิดาโร๋วมากนัก เหตุผลข้อแรกคือ สตรีผู้นี้มีเสนห์ที่น่าดึงดูดอย่างแท้จริง และเหตุผลที่สองก็คือ จักรพรรดินียังคงแสดงออกอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ว่าเขาจะต้องนำกายหยาบเสน่ห์เก้าวัฏจักรมาครอบครองให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจ

‘พิธีแต่งตั้ง’ นั้นถูกจัดขึ้นในอาณาเขตที่สี่ เพราะงั้นทุกคนที่สามารถเข้าร่วมได้ จึงมีเพียงตัวตนที่ทรงพลัง หรือก็ไม่มีพื้นเพมาจากขุมอำนาจสามดาว

ตราบใดที่ทำให้หลิงฮันเสียหน้าต่อหน้าสาธารณะชนได้ ปรมาจารย์จื่อเชิงจะยังผลักดันให้หลิงฮันรับตำแหน่งผู้สืบทอดอยู่อีกงั้นรึ?

อีกฝ่ายจะไม่หวาดกลัวแรงต้านของประชาชนรึอย่างไร?

ถึงแม้การทำเช่นนั้นจะทำให้ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองพวกเขาไม่ดี แต่ถ้าหากหลิงฮันได้เป็นผู้สอบทอดขึ้นมาจริงๆล่ะก็ พวกเขาคงทำได้เพียงจ้องมองหลิงฮันกลายเป็นผู้ปกครองเมืองวิถีโอสถโดยไม่อาจทำอะไรได้

ภายในห้องหลอมเม็ดยา หลิงฮันฝึกฝนต่อเนื่องโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งปี ใบหน้าของหลิงฮันแสดงออกถึงความกังวล ก่อนจะชี้นำเพลิงเก้าสวรรค์เข้าปกคลุมเม็ดยา

เขาเคยล้มเหลวในขั้นตอนนี้มาแล้ว เนื่องจากเขาโคจรพลังของเพลิงเก้าสวรรค์มากเกินไป ทำให้เม็ดยาถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่าน

แต่หลังจากที่ล้มเหลวมาและผ่านการวิเคราะห์มาหลายต่อหลายครั้ง หลิงฮันมั่นใจว่าครั้งนี้เขาจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน

‘ครืน’ เพลิงเก้าสวรรค์ปลดปล่อยคลื่นเพลิงออกมา เม็ดยาถูกตราประทับแห่งเต๋ามากมายพัวพันรอบด้าน และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกล้ำอย่างไม่คาดฝัน

สำเร็จแล้ว!

หลิงฮันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที กว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

ต่อให้เวลาภายใต้ต้นสังสารวัฏจะผ่านไปหลายหมื่นปี แต่นั่นก็เป็นเพียงเวลาภายในห้วงความคิดเท่านั้น กระแสเวลาของร่างกายและจิตวิญญาณของเขา ยังคงไหลไปตามเวลาของห้องเร่งเวลา ซึ่งก็คือร้อยห้าสิบปี!

ช่างเป็นเวลาที่ยาวนานยิ่งนัก

แต่โชคดีที่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ทำได้สำเร็จ

หลิงฮันมองไปยังเม็ดยาในมือที่มีลวดลายสีทองพัวพันอยู่ เมื่อเทียบกับเม็ดยาที่ถูกปรับแต่งโดยปรมาจารย์จื่อเฉิงแล้ว ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ลวดลายบนเม็ดยาที่เขาปรับแต่งเองนั้น เลือนลางกว่าของปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่รู้กี่เท่า

หลิงฮันถอนหายใจ ดังคำที่ว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่า ทักษะของเขาเทียบกับชายชราไม่ได้เลยจริงๆ

ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงได้ยินความคิดของหลิงฮันล่ะก็ เขาจะเกรี้ยวกราดจะหนวดกระพือเป็นแน่

คิดว่าเขาอยู่ในศาสตร์ปรุงยามากี่ล้านปีแล้วกัน? ถ้าหากความสามารถของเขาถูกหลิงฮันไล่ตามได้ง่ายๆ ชีวิตของเขาจะไปต่างอะไรกับการผายลม!

ในทางกลับกัน การที่การปรับแต่งเม็ดยาครั้งแรกของหลิงฮันทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าน่าอัศจรรย์มากแล้ว ในการปรับแต่งครั้งแรกนั้น แม้แต่ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ยังทำได้ไม่ถึงขนาดนี้

หลิงฮันออกจากห้องหลอมเม็ดยา เมื่อเขากลับไปยังที่พักของตนเอง เขาก็พบสตรีนกอมตะกำลังเล่นอยู่กับเด็กน้อยทั้งสองคน

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันเดินใกล้เข้ามา เด็กน้อยทั้งสองก็รีบวิ่งไปหลบด้านหลังสตรีนกอมตะ และชะโงกหน้าออกมามองหลิงฮัน

เด็กสองคนนี้คือเผ่าคนแคระที่ยังหลงเหลืออยู่

หลิงฮันยิ้ม “อะไรกัน พวกเจ้าจำข้าไม่ได้งั้นรึ?”

ถึงแม้ก่อนหน้านี้เด็กน้อยทั้งสองคนจะเป็นเพียงทารก แต่พรสวรรค์ของทั้งสองก็ยอดเยี่ยมกว่าคนทั่วไป เพราะงั้นต่อให้เคยเห็นหลิงฮันแค่ครั้งเดียว ก็ย่อมไม่มีทางลืม

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่เด็กน้อยจ้องมองอยู่สักพัก ทั้งสองก็พุ่งทะยานร่างเข้าหาหลิงฮันทันที โดยที่คนหนึ่งเกาะที่ขาซ้าย ส่วนอีกคนเกาะที่ขาขวา “ท่านพ่อ!”

*干爹 = คือพ่อเลี้ยงนะครับ แต่ผมขอแทนว่าพ่อเฉยๆ*

นี่ข้าไปเป็นพ่อของพวกเจ้าทั้งแต่เมื่อไหร่?

สตรีนกอมตะยิ้มและกล่าว “เหล่ยเอ๋อร์ กับอวี่เอ๋อร์ถามหาเจ้าทุกวันเลย”

เด็กผู้ชายมีชื่อว่าซื๋อเหล่ย ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่าซื๋ออวี่ ที่ทั้งสองถูกตั้งแซ่เช่นนี้ก็เพราะทั้งสองถือกำเนิดมาจากศิลา

*ซื้อ = ศิลา*

หลิงฮันพยายามสะบัดขา แต่เด็กน้อยทั้งสองก็เกาะเขาแน่นราวกับติดกาว เขาต้องกล่าวออกมาอย่างไม่มีทางเลือก “ปล่อยข้า!”

“ไม่!” เด็กน้อยทั้งสองเกาะแน่นไม่ปล่อย

สุดท้ายสตรีนกอมตะก็ต้องเป็นคนมาเกลี้ยกล่อม และอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกไป

หลิงฮันมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตที่ห้า เพื่อบอกข่าวดีกับปรมาจารย์จื่อเฉิง

“สำเร็จแล้วงั้นรึ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว

ถึงแม้หลิงฮันจะใช้เวลาเกินกว่าที่มอบหมายให้ไปครึ่งปี แต่ก็ยังถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์อยู่ดี อย่างน้อยเมื่อเทียบกับตัวเขาแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนของหลิงฮันก็รวดเร็วยิ่งกว่าหลายเท่า

หลิงฮันพยักหน้าและยื่นเม็ดยาที่ปรับแต่งเสร็จแล้วออกไป “เชิญอาจารย์ตรวจสอบดู”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงรับเม็ดยามา แต่เพียงแค่ชำเลืองมอง สีหน้าของเขาก็ต้องชะงักแข็งค้าง

“นี่เป็นเม็ดยาที่เจ้าปรับแต่งสำเร็จเป็นครั้งแรกจริงๆรึ?” ชายชราเอ่ยถาม

หลิงฮันพยักหน้า “ฝีมือของศิษย์ยังหากไกลจากอาจารย์จริงๆ ข้าขออถัยที่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”

เขารู้สึกผิดหวัง และอับอายอย่างแท้จริง

สีหน้าของปรมาจารย์จื่อเฉิงกลายเป็นปั้นยาก เขาพยายามอดกลั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าว “อืม นับว่าเป็นเรื่องดีที่เจ้าตระหนักถึงฝีมือของตนเอง ถึงแม้พรสวรรค์ของเจ้าจะไม่ได้แย่ แต่ก็ต้องประมาณตนเอาไว้ให้ดี เจ้าถึงจะบรรลุจุดสูงสุดของศาสตร์ปรุงยาได้”

“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลิงฮันพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี

ชายชรามองไปยองท่าทีผิดหวังของหลิงฮัน และเกือบจะคำรามออกมาว่า ‘เจ้ามันเป็นสุดยอดอัจฉริยะ!’

ถึงแม้หลิงฮันจะปรับแต่งเม็ดยาได้ไม่สมบูรณ์เท่าเขา แต่ว่าเขาคือใครกัน? ปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาว ที่ใช้ห้วงจิตปรับแต่งได้ถึงเจ็ดขั้น!

ที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่พูดสิ่งที่คิดออกไป ก็เพราะไม่อยากทำให้หลิงฮันหยิ่งผยอง ในเมื่อหลิงฮันคิดว่าตนเองทำผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ดีอยู่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะตามน้ำไปแบบนั้น

“หลังจากนี้อีกสิบวัน จะเป็นวันที่เจ้าถูกแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ แต่การขึ้นรับตำแหน่งในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทดสอบอย่างหนึ่งเช่นกัน ในตอนนั้น อาจจะมีใครถามคำถามเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยากับเจ้า หรือเจ้าอาจจะต้องทำการหลอมเม็ดยาเพื่อพิสูจน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะงั้นในไม่กี่วันนี้จงพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่ออยู่ในสภาพที่เพรียบพร้อมที่สุดซะ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว

หลิงฮันพยักหน้า “ศิษย์เข้าใจแล้ว”

หลังจากไม่ได้อยู่กับเหล่าภรรยามาหลายวัน ดูเหมือนจะได้เวลารวบยอดแล้วสินะ

“เจ้าไปได้แล้ว!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงสะบัดมือ

เมื่อหลิงฮันจากไป มุมปากของปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ค่อยๆยิ้มกว้างขึ้น และระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น จนหมู่นกมากมายบนภูเขาตื่นตัว

ยอดเยี่ยม… นี่มันยอดเยี่ยมยิ่งกว่าการได้รับเงินหลายแสนล้านศิลาดวงดาวเสียอีก!

เขารู้สึกพึงพอใจกับศิษย์คนนี้เป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่เพื่ออนาคตของหลิงฮันแล้ว เขาจำเป็นต้องอดทนห้ามเอ่ยชมหลิงฮันเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อหลิงฮันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอด ศิษย์ผู้นี้ของเขาจะต้องกลายเป็นดาวที่เจิดจรัส ท่ามกลางดวงดาวทั้งหมดอย่างแน่นอน

“ด้วยการที่มีศิษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ชีวิตข้าจะยังต้องการอะไรอีก?” ชายชรารู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

ในระหว่างขั้นตอนการปรับแต่งเม็ดยา หลิงฮันพบเจอปัญหามากมาย

เพียงแต่ด้วยนิสัยอันหยิ่งทะนง ถ้าหากไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยตัวเองไม่ได้จริงๆ เขาก็ไม่คิดจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร ต่อให้ไม่มีปรมาจารย์ชื่อเฉิงอยู่ หลิงฮันก็เป็นพวกที่ชอบพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว

วันเวลาของโลกภายนอกผ่านไปสามเดือน ซึ่งภายในห้องหลอมเม็ดยาคือยี่สิบกว่าปี ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ หลิงฮันได้รับผลกระทบจากคำสาปอสูรทมิฬอาฆาตมาแล้วมากมายหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งเขาก็พยายามขัดเกลาจิตใจให้สงบ จนสามารถเข้าใจแก่นแท้บางอย่างของคำสาปอสูรทมิฬอาฆาตได้

หลิงฮันทำการออกจากห้องหลอมเม็ดยาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตที่ห้าเพื่อพบเจอปรมาจารย์จื่อเฉิง

เนื่องจากปรมาจารย์จื่อเฉิงได้ออกคำสั่งอนุญาติเอาไว้ก่อนแล้ว เขาก็สามารถไปยังอาณาเขตที่ห้าได้ตามต้องการ

“โอ้ เหตุใดเจ้าถึงมาเอาป่านนี้กัน?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ เขาบอกให้หลิงฮันแก้ปัญหาด้วยตนเองเท่าที่จะทำได้ก็จริง แต่เขาก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้หลิงฮันมาขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่เช่นกัน

ในตอนแรกชายชราคิดว่าหลิงฮันจะมาหาเขาหลังจากเวลาผ่านไปราวๆสิบวัน แต่นี่กว่าหลิงฮันจะมาหา เวลากลับผ่านไปแล้วถึงสามเดือน!

ศิษย์ผู้นี้คงไม่ได้มัวเกียจคร้านอยู่ในห้องหลอมเม็ดยาหรอกนะ?

แต่ทันทีที่หลิงฮันเอ่ยคำถามแค่ละอย่างออกมา ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็รู้ทันทีที่ว่าเขาคิดผิด หลิงฮันไม่ได้เกียจคร้านแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเลย ศิษย์ของเขานั้นฝึกฝนจนความเข้าใจในทักษะห้วงจิตปรับแต่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพราะไม่อย่างนั้นเขา หลิงฮันคงไม่สามารถกล่าวคำถามเหล่านี้ออกมาได้

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่เพียงเป็นนักปรุงยามากประสบการณ์ แต่ยังมีสถานะเป็นถึงปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงรู้ดีกว่าการที่หลิงฮันถามคำถามเหล่านี้ออกมาได้นั้นหมายความว่าอะไร

อัจฉริยะ!

อัจฉริยะไร้ที่เปรียบ!

ปรมาจารย์จื่อเฉิงรู้สึกอิ่มเอมใจ เขาอธิบายคำถามต่างๆที่หลิงฮันกล่าวออกมาอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่ทางด้านของหลิงฮันส่งเสียง ‘โอ้ อ่อ อ่า’ ออกมาไม่หยุด

อย่ามองว่าการที่ปรมาจารย์จื่อเฉิง สามารถอธิบายปัญหาให้หลิงฮันเข้าใจได้ในสองสามประโยคนั้นเป็นเรื่องง่าย หากลองเปลี่ยนคนอธิบายเป็นนักปรุงยาสองดาว เกรงว่าคงไม่อาจอธิบายปัญหาที่หลิงฮันถามได้อย่างรวบรัดเช่นนี้

ปรมาจารย์จื่อเฉิงคือนักปรุงยาที่ฝึกสอนนักปรุงยาสี่ดาวมาแล้วถึงสามคน เพราะงั้นประสบการณ์ของเขาจึงไม่ได้โชกโชนเพียงแค่ศาสตร์ปรุงยา แต่ความสามารถในการสอนของเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

“เจ้าหนู เจ้าเป็นรุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!” ปรมาจารย์จื่เฉิงพยักหน้ากับตัวเอง และมองไปยังหลิงฮันด้วยแววตาเอ็นดู

ถึงแม้ศิษย์ตัวน้อยของเขาผู้นี้จะเพิ่งเข้าสู่ศาสตร์แห่งการปรุงยา แต่พรสวรรค์ที่แสดงออกมานั้นนับว่าน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง

ด้วยการสั่งสอนจากอาจารย์ที่มากประสบการณ์เช่นเขา ควบคู่ไปกับพรสวรรค์และความมุมานะของหลิงฮัน บางทีอาจจะมีนักปรุงยาห้าดาวถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆก็เป็นได้!

นักปรุงยาห้าดาว!

เพียงแค่คิด ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ตัวสั่นสะท้านและขนลุก

“ดูเหมือนการบรรลุทักษะห้วงจิตปรับแต่งในหนึ่งปี จะมีความหวังแล้ว!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ที่เขามอบเวลาให้หลิงฮันเพียงหนึ่งปี อันที่จริงเขาแค่อยากสร้างแรงกระตุ้นและความกดดันให้กับหลิงฮันเท่านั้น ซึ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลิงฮันจะทำภารกิจที่เขามอบหมายให้ สำเร็จในหนึ่งปีจริงๆ

แต่เรื่องที่ชายชราไม่รู้ก็คือหลิงฮันนั้นมีต้นสังสารวัฏ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าที่แม้แต่ขุมอำนาจราชานิรันดร์ก็ไม่อาจมีในครอบครอง มันคือปัจจัยหลักที่ช่วยมอบความหวัง ในการบรรลุห้วงจิตปรับแต่งภายในหนึ่งปีให้แก่หลิงฮัน

หลิงฮันเดินทางกลับอาณาเขตที่สี่ และทำการฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาต่อ

หากเม็ดยาถูกหลอมขึ้นมาได้คุณภาพไม่ดีพอ ก็ยังสามารถยกระดับคุณภาพของมันด้วยทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้ แต่ถ้าหากทำการปรับแต่งล้มเหลว เม็ดยานิรันดร์เม็ดยานั้นก็จะกลายเป็นไร้คุณภาพ และไม่มีโอกาสให้ปรับแต่งใหม่อีกต่อไป

ด้วยเหตุผล ในช่วงเวลาการภายปีภายในห้องหลอมเม็ดยา ทรัพยากรที่หลิงฮันสูญเสียไปจึงมีมากมายมหาศาล

เขาหลอมเม็ดยาขึ้นใหม่เพื่อฝึกฝนทักษะห้วงจิตปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเม็ดยาที่ถูกทดลองทั้งหมดก็แหลกสลายกลายเป็นขยะไร้ค่า ซึ่งทุกครั้งที่ล้มเหลว หลิงฮันจะเข้าไปยังหอคอยทมิฬ และนั่งใต้ต้นสังสารวัฏวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ล้มเหลว เพื่อที่จะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำสอง

ที่โลกภายนอก ระยะเวลาได้ผ่านมาครบหนึ่งปีแล้ว แต่หลิงฮันก็ยังปรับแต่งเม็ดยาไม่สำเร็จ ที่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาทำตามความหวังของคนอื่นไม่สำเร็จ เพียงแต่หลิงฮันก็ไม่ได้เก็บมาคิดมากและทุ่มเทฝึกฝนต่อไป

ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงมาเห็นการใช้ทักษะของหลิงฮันในตอนนี้ ชายชราจะต้องตกตะลึงมากเป็นแน่ …นั่นเพราะ ทักษะการปรับแต่งที่หลิงฮันกำลังฝึกฝนนั้น เป็นสิ่งที่เขาพัฒนามาจากความเขาใจของตนเอง ไม่ได้เลียนแบบมาจากชายชราผู้เป็นอาจารย์ทั้งหมด

รับความรู้… ซึมซับ… และเปลี่ยนให้กลายเส้นทางของตนเอง ไม่ใช่การคัดลอกมาทั้งหมด

ถ้าหากหลิงฮันฝึกฝนตามเส้นทางของปรมาจารย์จื่อเฉิงล่ะก็ เขาสามารถปรับแต่งเม็ดจาได้สำเร็จตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว เพียงแต่เขารู้ดีว่ารากฐานคือตัวแปรที่สำคัญที่สุด ว่าในอนาคตเขาจะไต่เต้าไปยังจุดสูงสุดได้หรือไม่

เพราะงั้นต่อให้เขาต้องใช้เวลาฝึกฝนไปอีกสิบปี หรือร้อยปี เขาก็จะต้องทำรากฐานของตนเองให้มั่นคง

เนื่องจากหลิงฮันไม่ได้ไปอาณาเขตที่ห้าเป็นเวลานาน ปรมาจารย์จื่อเฉิงจึงแอบมาสอดส่องดูสถานการณ์ของหลิงฮันอย่างเงียบๆ ด้วยพลังระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถตรวจจับตัวตนของชายชราได้

ปรมาจารย์จื่อเฉิงยืนอยู่นอกห้องหลอมเม็ดยาอยู่นานสองนาน โดยที่ใบหน้าของเขาทั้งแสดงออกถึงความตกตะลึงและความตื่นเต้น ผ่านไปอีกพักหนึ่งเขาก็กลับไปโดยที่ไม่ทำให้หลิงฮันรู้ตัว

ศิษย์ผู้นี้ช่างน่าอัศจรรย์อะไรอย่างนี้!

เขาคงต้องเริ่มเตรียมการแล้ว เพราะอีกไม่นานหลิงฮันคงจะฝึกฝนห้วงจิตปรับแต่งได้สำเร็จ และเขาก็ได้รับการตอบกลับจากนักปรุงยาชิวเย่แล้วด้วย ว่าอีกฝ่ายจะกลับมายังเมืองวิถีโอสถแห่งนี้ในอีกครึ่งปี

เมื่อปรมาจารย์จื่อเฉิงกลับไปยังอาณาเขตที่ห้า เขาก็ทำการออกคำสั่งทันที คำสั่งที่เขาปล่าวประกาศออกมานั้น ได้จุดชนวนความโกลาหลครั้งใหญ่ไปทั่ว

ปรมาจารย์จื่อเฉิงแต่งตั้งหลิงฮันเป็นผู้สืบทอดคนที่สิบของเมืองวิถีโอสถ!

ผู้สืบทอด!

ขุมอำนาจอย่างเมืองวิถีโอสถ คือขุมอำนาจที่ครอบครองทรัพยากรเม็ดยา เกือบจะทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก เพราะงั้นสถานะผู้สืบทอดของจึงเป็นสถานะที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก

แถมนอกจากสถานะผู้สืบทอดแล้ว หลิงฮันยังมีสถานะอีกอย่างคือ นักปรุงยาระดับหนึ่งที่เยาว์วัยที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะงั้นชื่อเสียงของเขาจึงเจิดจรัศ จนบดบังรัศมีของผู้สืบทอดคนอื่นจนมิด

เมื่อข่าวถูกแพร่งพรายออกไป ตระกูลจอมยุทธมากมายก็ต้องการที่จะรับตัวหลิงฮันเข้าตระกูลยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่หลู่เซียนหมิงและผู้สืบทอดคนอื่นๆ เริ่มลงมือวางแผนทำลายความได้เปรียบของหลิงฮัน

…การจะเป็นผู้สืบทอดได้ เพียงแค่การตัดสินใจของปรมาจารย์จื่อเฉิงยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูความสามารถของหลิงฮันด้วย

หมอนี่ยังเป็นแค่นักปรุงยาหนึ่งดาว เพราะงั้นมีรึที่จะใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้?

เมื่อปรมาจารย์จื่อเฉิงรับปากเช่นนั้น หลิงฮันก็สบายใจ

เพราะไม่งั้นหากเขากับจักรพรรดินีบรรลุระดับสี่นิพพานสูงสุด โดยไม่มียันต์ไม้ท้อผูกชะตาล่ะก็ พวกเขาคงทำได้เพียงระงับพลังบ่มเพาะของตนเองเอาไว้ และไม่อาจขัดเกลาพลังต่อได้แม้แต่นิดเดียว

ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ ไม่เพียงแค่เขาจะต้องฝึกฝนทักษะห้วงจิตปรับแต่งให้สำเร็จ แต่ยังต้องขัดเกลาพลังบ่มเพาะให้บรรลุระดับสี่นิพพานสูงสุดด้วย…

ถึงแม้มันจะดูยากลำบากไปบ้าง แต่ก็รู้สึกท้าทายดีเหมือนกัน

จิตวิญญาณของหลิงฮันถูกปลุกจนหึกเหิม และทำการไถ่ถามปรมาจารย์จื่อเฉื่อง เกี่ยวกับวิธีการใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งอยากละเอียด

สำหรับนิรันดร์ การพักผ่อนแทบเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะงั้นหนึ่งอาจารย์และหนึ่งศิษย์จึงพูดคุยกันจนลืมเวลา

โชคดีที่พวกเขายังอยู่ในห้องหลอมเม็ดยา หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งปีด้านในและสองวันด้านนอก หลิงฮันก็เริ่มจะจับเคล็ดการควบคุมทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้เล็กน้อย

“ข้าเบิกทางให้แก่เจ้าแล้ว หลังจากนี้จงไปฝึกฝนด้วยตัวเอง” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว “หากเจ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามข้าได้ เพียงแต่ถ้าหากเจ้าต้องการก้าวข้ามข้าไปให้ได้ เจ้าก็ควรพึ่งพาความสามารถของตนเองก่อน ปัญหาใดที่แก้ได้ตัวเอง ก็จงแก้ด้วยตัวเองซะ”

จากประสบการณ์ที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงพบเจอมา ศิษย์คนแรกของเขานั้นเป็นอัจฉริยะแห่งศาสตร์ปรุงยา เพราะงั้นเขาจึงรักและเอ็นดูศิษย์คนนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าอะไรที่ศิษย์ของเขาไม่เข้าใจ เขาก็จะช่วยแก้ปัญหาในทันที ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของศิษย์ผู้นี้ถูกจัดอยู่ในอันดับต่ำสุด

เมื่อมีโอกาสให้ฝึกสอนศิษย์อีกสองคน ปรมาจารย์จื่อเฉิงจึงเปลี่ยนวิธีการเล็กน้อย โดยการเปลี่ยนมาช่วยชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาให้แทน แต่สุดท้ายเข้าก็ยังล้ำเส้นเกินไป ทำให้ถึงแม้ศิษย์อีกสองคนจะก้าวข้ามศิษย์คนแรกไปได้ แต่ก็ยังถลำลึกอยู่ภายใต้เงาของเขา

เพราะงั้นในกรณีของหลิงฮัน แทนที่เขาจะคอยช่วยชี้แนะปัญหาทุกอย่าง เขาต้องการให้อีกฝ่ายฝึกฝนและใช้ความสามารถของตนเองในการแก้ปัญหาแทน

หลิงฮันกล่าวลากับปรมาจารย์จื่อเฉิง และออกจากที่พักเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังอาณาเขตที่สี่

ที่อาณาเขตที่ห้าแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนนอก นี่คือกฎเหล็กที่ไม่ฝ่าฝืน นอกเสียจากว่าหลิงฮันจะเป็นผู้ช่วยนักปรุงยา เขาถึงจะได้รับอนุญาติให้อยู่ที่นี่ได้

ไม่รู้ว่ากฎที่ว่านี้ใครเป็นคนคิด แต่ไม่ว่าอย่างไรกฎเหล็กข้อนี้ก็มีมานานหลายแสนล้านปีแล้ว ซึ่งแม้จะเป็นปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ไม่อาจเพิกเฉย

หลิงฮันไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างไรห้องหลอมเม็ดยาของอาณาเขตที่สี่ ก็มีประสิทธิภาพเร่งเวลาร้อยเท่าเหมือนกันอยู่แล้ว

เขาก้าวเดินมายังทางออก และเปิดประตูออกจากที่พัก

“อะไรกัน!” ที่ด้านหน้าประตู มีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ยืนเฝ้าอยู่ ซึ่งหากไม่ได้รับอนุญาติจากปรมาจารย์จื่อเฉิง เขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปด้านใน

…ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ที่ผู้คนนอกอาณาเขตที่ห้าล้วนแต่คิดว่ามีอำนาจล้นมือ ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นเพียงสุนัขเฝ้าประตูเท่านั้น แต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้ามาสอดส่องได้ การที่ผู้คนภายนอกจะหวาดกลัวเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ตกตะลึงราวกับเห็นผี เขาจ้องมองมายังหลิงฮันด้วยดวงตาที่เกือบถลนออกมาจากเบ้า

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ทำไมหลิงฮันถึงกลับออกมาด้วยสภาพสมบูรณ์ครบสามสิบสองเช่นนี้ได้?

เจ้าหมอนี่ถูกปรมาจารย์จื่อเฉิงเรียกเข้าพบถึงสองครั้ง ซึ่งครั้งแรกนอกจากจะไม่มาแล้ว ครั้งนี้สองยังปล่อยให้ปรมาจารย์จื่อเฉิงรอนานอีก ตามที่เขาคิดไว้ หลิงฮันจะสมควรจะต้องถูกลงโทษอย่างสาหัส จนร่างกายแหลกออกเป็นชิ้นๆแท้ๆ

หรือสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตากัน?

ในเวลาถัดมา ปรมาจารย์จื่อเฉิงกับหลิงฮันได้พูดคุยกันเกี่ยวกับทักษะห้วงจิตปรับแต่ง และเรื่องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวอีกสองคนของเมืองวิถีโอสถ

ปรมาจารย์คนหนึ่งมีชื่อว่าเทียนซิน ซึ่งเป็นตัวตนที่พิเศษอย่างมาก เนื่องจากเขาไม่ได้ถือกำเนิดมาเหมือนมนุษย์ทั่วไป หรือถือกำเนิดมาจากอำนาจสวรรค์ลและปฐพี

เขาคือสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็นเม็ดยานิรันดร์!

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว แต่ว่าในอดีตกาลเมืองวิถีโอสถแห่งนี้เคยมีนักปรุงยาห้าดาวอยู่ ทั้งชีวิตของนักปรุงยาห้าดาวผู้นี้ เขาได้หลอมเม็ดยาระดับราชานิรันดร์ขึ้นมาทั้งหมดสิบเอ็ดเม็ด ซึ่งเทียนซินก็เป็นหนึ่งในนั้น

สีหน้าของปรมาจารย์จื่อเฉิงกลายเป็นปั้นยากทันที

ศิษย์ตัวน้อยของเขาผู้นี้ช่างเป็นตัวสร้างปัญหาอย่างแท้จริง!

“…เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา!” ชายชรากัดฟัน ถึงแม้เขาจะกล่าวว่าไม่ใช่ปัญหา แต่เส้นเลือดที่บริเวณหน้าผากของเขากลับปูดบวมขึ้นมา

เมืองวิถีโอสถคือขุมอำนาจสี่ดาว ซึ่งปรมาจารย์ที่ทรงพลังที่สุดคือตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ ถึงแม้หากพ่วงสถานะนักปรุงยาเข้าไปด้วย จะทำให้อำนาจของเมืองนี้เทียบเท่าได้กับขุมอำนาจราชานิรันดร์ แต่เทียบเท่าก็คือเทียบเท่า ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ใช้ขุมอำนาจห้าดาวอย่างแท้จริง

“ยังดีที่เบื้องหลังของเจ้ามีตำหนักมัจฉาวายุภักษ์อยู่” ปรมาจารย์จื่อเฉิงถอนหายใจ “ในอดีต ข้าเคยไปเยือนดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก เพื่อพบเจอกับปรมาจารย์มากมายและค้นหาวิธีที่จะได้บรรลุเป็นนักปรุงยาห้าดาวมาก่อน งั้นข้าจึงพอรู้จักตำหนักมัจฉาวายุภักษ์อยู่บ้าง”

“ตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับเก้า ต่อให้เป็นในดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันตก ก็ถือว่าเป็นขุมอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริง”

“ด้วยอำนาจของตำหนักมัจฉาวายุภักษ์ และการไกล่เกลี่ยจากข้า เรื่องราวที่เจ้าก่อไว้สมควรถูกสะสางได้ไม่ยาก”

“เพราะอย่างไร ทั้งตระกูลจื่อเหอและตำหนักเมฆาอัสนี ก็เป็นเพียงขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับหนึ่งเท่านั้น!”

ประโยคสุดท้ายนี้ ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนง

คนที่กล้าเรียกขุมอำนาจราชานิรันดร์ระดับหนึ่งเช่นนั้น ทั้งๆที่ตนเองเป็นตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ เกรงว่าคงมีเพียงปรมาจารย์จื่อเฉิงเท่านั้น

หลิงฮันพยักหน้า “ข้าสร้างปัญหาให้อาจารย์แล้ว”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงจ้องมองด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วน “ไม่รู้ทำไม แต่ข้ารู้สึกว่าในอนาคตเจ้าจะนำพาปัญหาที่ยิ่งกว่านี้มาให้ข้า! ให้ตายเถอะ ข้าไม่รู้ว่าการรับเจ้าเป็นศิษย์ จะนำพาความรุ่งโรจน์หรือหายนะมาสู่เมืองวิถีโอสถกันแน่”

หลิงฮันกลายเป็นไร้คำพูด เขาเองก็รับรู้ถึงดวงชะตาที่นำพาหายนะของตนเองดี ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง

ละยอมตกลง

ถึงแม้เขาจะเป็นนักปรุงยา แต่เขาก็อยากเห็นการถือกำเนิดของจักรพรรดิในระดับห้านิพพานเหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นคือสองคนที่จะเป็นตำนาน ต่างก็เป็นคนมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาด้วย

ปรมาจารย์จื่อเฉิงพอใจในสีหน้าของหลิงฮันในตอนนี้มาก นี่ล่ะคือสิ่งที่เขาต้องการเห็น

“เจ้าอยากรู้รึไม่ว่าข้าทำได้อย่างไร?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะ

“ข้าอยากรู้!” หลิงฮันพยักหน้าถี่

ปรมาจารย์จื่อเฉิงพยักหน้าตอบและกล่าว “ที่ข้าทำเมื่อครู่คือสิ่งที่เรียกว่าห้วงจิตปรับแต่ง มันคือขั้นตอนในการชี้นำอำนาจแห่งเต๋าของสวรรค์และปฐพีเข้าสู่เม็ดยา เพื่อยกระดับคุณภาพของเม็ดยา ห้วงจิตปรับแต่งนั้นสามารถทำได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ในแต่ละครั้งประสิทธิภาพของเม็ดยาก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

ชายชราแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “เท่าที่ข้ารู้ ห้วงจิตปรับแต่งนั้นสามารถทำได้ทั้งหมดเก้าครั้ง”

“เพียงแต่ว่า ยิ่งปรับแต่งเม็ดยาหลายครั้ง ความยากในการปรับแต่งก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งหากการปรับแต่งครั้งใดล้มเหลว… เม็ดยาก็จะถูกทำลาย”

“ความสามารถของนักปรุงยาไม่ได้วัดเพียงแค่ว่าเป็นนักปรุงยากี่ดาว แต่ยังมีเรื่องของการปรับแต่งเม็ดยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีเพียงนักปรุงยาที่ใช้ห้วงจิตปรับแต่งได้ห้าครึ่งขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์”

หลิงฮันอดไม่ได้ที่จะกล่าวถามออกไปด้วยความสงสัย “แล้วผู้อาวุโสสามารถปรับแต่งเม็ดยาได้กี่ครั้งกัน?”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ยิ่งระดับของเม็ดยาสูงขึ้น ความยากในการปรับแต่งก็จะยากขึ้นตามไปด้วย ส่วนขีดจำกัดของข้านั้น อยู่ที่ห้วงจิตปรับแต่งเจ็ดขั้น!”

ห้วงจิตปรับแต่งเจ็ดขั้น หรือก็คือสามารถยกระดับคุณภาพของเม็ดยาได้เจ็ดครั้ง ประสิทธิภาพของเม็ดยาหลังจากถูกปรับแต่งแล้ว ไม่รู้ว่าจะดีกว่าเม็ดยาดั้งเดิมกี่เท่ากัน

“เจ้าอยากเรียนทักษะที่ว่ารึไม่?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองไปยังหลิงฮันด้วยรอยยิ้ม และสายตาที่คาดหวัง

การได้ฝึกสอนลูกศิษย์จนประสบความสำเร็จเหนือว่าตนเองได้นั้น คือเป้าหมายอันสูงส่งของเขา

“ข้าต้องการ!” หลิงฮันรีบพยักหน้า

ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยสีหน้าภาคภูมิใจ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติใด ที่ข้าจะต้องรับเจ้าเป็นศิษย์?”

เรื่องนี้…

หลิงพยายามครุ่นคิด เรื่องพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธนั้นเขาคงกล่าวออกไปไม่ได้ เนื่องจากเหล่าคนที่เป็นนักปรุงยานั้น ไม่ค่อยให้ความสนใจกับศาสตร์วรยุทธเท่าไหร่ แต่ถ้าหากกล่าวถึงความสามารถในศาสตร์ปรุงยาแล้ว ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็เป็นตัวตนที่แทบจะยืนอยู่บนจุดสูงสุด เพราะงั้นมีเหตุผลอันใดที่อีกฝ่ายต้องมาสนใจความสามารถในการหลอมยาของเขา?

หลิงฮันเกาหัว หรือว่าอีกชายชราต้องการให้เขากล่าวออกไปอย่างมั่นใจกันแน่ว่า ‘ข้าจะเป็นนักปรุงยาห้าดาวได้แน่นอน’

เพราะการที่ได้เป็นผู้ฝึกสอนนักปรุงยาห้าดาวในอนาคตนั้น ผู้ที่เป็นอาจารย์ยอมได้รับเกียรติไปด้วย

แต่ก็น่าเสียดายที่ในยุทธภพ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า ตนเองจะสามารถบรรลุเป็นราชานิรันดร์ หรือนักปรุงยาห้าดาวได้

“ถ้างั้นข้าจะเปลี่ยนคำถาม” ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่ได้คิดจะต้อนหลิงฮันให้จนมุม เพราะไม่งั้นแล้วเขาคงไม่พูดคุยกันหลิงฮันมานานสองนาน

เหตุผลที่เขาต้องการไล่ต้อนหลิงฮัน ก็เป็นเพราะอยากลบล้างความหยิ่งทะนง และความมั่นใจที่มีมากเกินไปก็เท่านั้น

“ทำไมเจ้าถึงเรียนรู้ศาสตร์ปรุงยา?”

ทำไมถึงเรียนรู้ศาสตร์ปรุงยางั้นรึ?

หลิงฮันครุ่นคิดและพบว่าจุดประสงค์ของเขานั้นมีมากมายเหลือเกิน

ที่เขาฝึกฝนการปรุงยาก็เป็นเพราะต้องการนำเม็ดยามาใช้กับตัวเอง แบ่งปันให้พวกพ้องรอบตัว หรือใช้มันเพื่อสร้างมิตร และแลกเปลี่ยนเป็นสมบัติอื่นๆที่เงินไม่สามารถซื้อได้

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน และพอนึกถึงนิสัยของปรมาจารย์จื่อเฉิงเขาก็กล่าวออกไป “เพื่อความมั่งคั่ง!”

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บางทีผู้อาวุโสอาจจะต้องการเฟ้นหาใครบางคนที่ไม่หวั่นเกรงอำนาจ?”

“เจ้าเป็นคนที่หลักแหลมมาก!” ปรมาจารย์จื่อเฉิ่งหัวเราะ “ที่ข้าจงใจปล่อยให้เสี่ยวโม่ทำตามใจก็เพราะ อยากเห็นว่าจะมีคนที่กล้าต่อต้านเขาหรือไม่ แต่น่าเสียดายจริงๆที่จนถึงตอนนี้ ไม่มีใครสักคนเลยที่กล้ายืนหยัด”

ชายชราเผยสีหน้าผิดหวัง “สิ่งที่ข้าทำคือการทดสอบเหล่าผู้สืบทอด ถ้าหากกับแค่ลิ่วล้อตัวจ้อยก็ยังไม่กล้าต่อต้าน แล้วจะมีคุณสมบัติไปปกครองขุมอำนาจได้อย่างไร?”

หากพวกหลู่เซียนหมิงได้ยินประโยคนี้ พวกเขาทุกคนคงรู้สึกหดหู่มากเป็นแน่

ที่พวกเขายอมไว้หน้าผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ ก็เพราะหวาดกลัวปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่ใช่รึไง?

แต่เมื่อคิดดีๆแล้ว ในฐานะผู้สืบทอด การรักษาเกียรติและแสดงอำนาจอันสูงส่งออกมานั้นคือสิ่งที่จำเป็น ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดแล้ว จะยอมให้ลิ่วล้ออย่างผู้ช่วยนักปรุงยาโม่มาดูหมิ่นได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าผู้สืบทอดจะต้องกำราบเขาให้อยู่หมัดหรอกรึ?

“โอ้ แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ อย่างนั้นตอนนี้ก็มีคนที่กล้ายืนหยัดแล้วคนหนึ่ง” มุมปากของปรมาจารย์จื่อเฉิงยิ้มอย่างพึงพอใจ “เจ้าหนู เจ้าสนใจเข้าร่วมกับเมืองวิถีโอสถหรือไม่?”

หลิงฮันยิ้ม “ถ้าหากผู้อาวุโสเป็นฝ่ายเอ่ยปากเชิญชวนล่ะก็ รุ่นเยาว์ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ!”

ในความเป็นจริงเขาเองก็ต้องการศึกษาหลายๆอย่างจากเมืองวิถีโอสถเช่นกัน ขุมอำนาจแห่งนี้คงอยู่มานานแล้วไม่รู้กี่พันล้านปี หรือบางทีอาจจะหลายยุคสมัย ตำราเม็ดยาที่ถูกเก็บอยู่ในเมืองวิถีโอสถจะต้องมีมากมายนับไม่ถ้วนแน่นอน ซึ่งสำหรับหลิงฮันแล้ว ตำราเหล่าคือสมบัติที่ไม่ได้มีค่าน้อยไปกว่าทักษะระดับราชานิรันดร์

ต้องรู้ก่อนว่าในอดีตนั้น เมืองวิถีโอสถแห่งนี้เคยมีแม้กระทั่งปรมาจารย์นักปรุงยาห้าดาว!

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็จะเป็นผู้สืบทอดคนที่สิบของเมืองวิถีโอสถ!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว เขาแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “เพียงแต่ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นเป็นสถานะที่สำคัญมาก ข้าไม่อาจแต่งตั้งให้เจ้าตามอำเภอใจได้ เพราะงั้นเจ้าต้องใช้ความสามารถของตัวเจ้าเองพิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับ”

หลิงฮันยิ้ม “พิสูจน์งั้นรึ? ด้วยพลังของรุ่นเยาว์ ข้ามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะกำราบผู้สืบทอดคนอื่นได้อย่างง่ายดาย”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงชะงักเล็กน้อย เขาลูบเคราของตนเองอย่างไร้คำพูด

นักปรุงยาคือกลุ่มคนที่แตกแยกออกมาจากโลกวรยุทธ จะให้นักปรุงยาเช่นพวกเขาไปเข่นฆ่าสังหารกันเองได้อย่างไร?

“แน่นอนว่าต้องพิสูจน์ด้วยความสามารถของศาสตร์ปรุงยา!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงรีบกล่าวอย่างหนักแน่น

“โอ้” หลิงฮันผิดหวังเล็กน้อย ทั้งๆที่เขาสามารถสะสางปัญหาได้ด้วยกำปั้นแท้ๆ ทำถึงไมถึงต้องทำให้ยุ่งยากกัน?

ปรมาจารย์จื่อเฉิงผิดหวังเล็กน้อย เหตุใดรุ่นเยาว์ผู้นี้ถึงได้ป่าเถื่อนนัก? เขากล่าวต่อ “หากเจ้าต้องการเป็นผู้สืบทอดคนที่สืบ เจ้าจำเป็นต้องใช้ความสามารถในศาสตร์ปรุงยาเป็นข้อพิสูจน์”

หลิงฮันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องศาสตร์ปรุงยารุ่นเยาว์ก็ไม่แพ้ใคร”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะ “เพียงแค่หลอมเม็ดยาได้นิดหน่อย เจ้ายังเรียกตนเองว่านักปรุงยาไม่ได้หรอกนะ”

หลิงฮันไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เม็ดยาชุดแรกที่เขาหลอมได้สำเร็จก็มีคุณภาพระดับกลางแล้ว แบบนี้ยังไม่เพียงว่ายอดเยี่ยมอีกรึ?

“อย่าเพิ่งหงุดหงิดไป” ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะ “พรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาของเจ้านั้นเป็นของจริง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วข้าคงไม่เจาะจงเลือกเจ้ามาเปลี่ยนแปลงความเสื่อมโทรมของเมืองวิถีโอสถในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าในศาสตร์ปรุงยานั้น ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ยังถือว่าเป็นมือใหม่ ไม่ว่าผู้สืบทอดคนใดก็ล้วนแต่อยู่เหนือกว่าเจ้าหลายร้อยเท่า”

หลิงฮันยิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก แต่ในขณะที่เขากำลังจะเปิดปากพูด ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็สะบัดมือบ่งบอกให้เขาเงียบ

“การหลอมยาก็เปรียบเสมือนการหลอมอาวุธ ที่ไม่ใช่หลอมเสร็จแล้วก็จบ แต่จำเป็นต้องขัดเกลาต่ออีก” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวอย่างเนิบนาบ

หลิงฮันตกตะลึง การหลอมเม็ดยาจำเป็นต้องขัดเกลาเม็ดยาอีกรอบด้วยรึ? นี่ท่านกำลังล้อเล่นอยู่รึไงกัน? หากเม็ดยาถูกหลอมได้สำเร็จก็เป็นจบขั้นตอน ‘นิยายเรื่องนี้ก๊อปมาจาก www.thai-novel.com’ ส่วนถ้าหากหลอมล้มเหลวก็คือล้มเหลว นอกจากความเป็นไปได้สองอย่างนี้จะยังมีอะไรอื่นอีก?

ปรมาจารย์จื่อเฉิงมองเห็นความเคลือบแคลงของหลิงฮันจึงกล่าว “นำเม็ดยานิรันดร์ที่เจ้าหลอมออกมานี่”

หลิงฮันนำเม็ดยาออกมาและส่งมอบให้กับปรมาจารย์จื่อเฉิง

“ตามข้ามา” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเดินนำหลิงฮันเข้าไปยังห้องหลอมเม็ดยา ก่อนจะทำการจุดเพลิง ซึ่งดูออกได้ไม่ยากว่าชายชราคิดจะทำการหลอมเม็ดยา

ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่กล่าวอธิบายใดๆ เขาโยนเม็ดยาลงไปยังเตาหลอมและผลักฝ่ามือปลดปล่อยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิง ที่อัดแน่นไปด้วยตราประทับแห่งเต๋าอันเจิดจ้า

ภายใต้อำนาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิง เม็ดยานิรันดร์ค่อยๆถูกหลอมละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งทันใดนั้นเอง ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ส่งเสียงคำรามและผลักฝ่ามือประทับแสงเจิดจ้าเข้าสู่เม็ดยา

หลิงฮันตกตะลึงเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาพที่เขาเห็นคือ เม็ดยาที่กำลังหลอมละลายถูกหยุดชะงักกลางคันและเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

ห้องหลอมเม็ดยาก็คือห้องเร่งเวลารูปแบบหนึ่ง ระยะเวลาหนึ่งวันของโลกภายนอก เท่ากับหนึ่งร้อยวันในห้องนี้!

เพราะงั้นในขณะที่เวลาของโลกภายนอกผ่านไปเกือบหนึ่งวัน เวลาภายในห้องหลอมเม็ดยาก็ผ่านไปแปดสิบวันแล้ว

หลิงฮันมองดูทักษะของปรมาจารย์จื่อเฉิงอย่างใจจดใจจ่อ ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำอยู่เท่าไหร่ แต่เขาก็เชื่อว่าสถานะนักปรุงยาสี่ดาวของชายชราย่อมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย และชายชราก็ย่อมไม่ได้กำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ด้วย

เมื่อเวลาผ่านมาถึงวันที่เก้าสิบสาม ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็เค้นเสียงเบาและอ้าปากปลดปล่อยคลื่นพลังสีม่วงออกมา ซึ่งหากมองให้ดี จะพบว่าแท้จริงแล้วคลื่นพลังนั่นก็คือเปลวเพลิวสีม่วงที่ส่องแสงสุกสกาว

มันคือแก่นพลังของปรมาจารย์จื่อเฉิง!

โดยปกติแล้วจอมยุทธทุกคนจะมีแก่นพลังเพียงหนึ่งเดียว นอกเสียจากว่าจอมยุทธคนใดจะโชคดี ที่ได้ครอบครองแก่นกำเนิดสวรรค์และปฐพีเพิ่มถึงสองชนิดเหมือนหลิงฮัน

แก่นกำเนิดพลังเปลวเพลิงที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงปลดปล่อยออกมา เคลื่อนที่โอบล้อมไปทั่วเม็ดยา

ตามหลักแล้วการทำเช่นนี้เม็ดยาสมควรจะถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่าน เพียงแต่เม็ดยาที่อยู่ในเตาหลอมกลับหมุนวนไปมาท่ามกลางเปลวเพลิง และค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นใสกระจ่างราวกับผลึก

“ออกมา!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงยื่นมือออกไปด้านนั้น ซึ่งในขณะเดียวกันเม็ดยาก็ลอยเข้าสู่ฝ่ามือของชายชรา

“ลองตรวจสอบดู” เขาสะบัดโยนเม็ดยาให้กับหลิงฮัน

หลิงฮันรับเม็ดยามาและมองดูอย่างรอบคอบ ก่อนจะพบว่าที่ผิวของเม็ดยานั้นถูกพันเอาไว้ด้วยลวดลายสีทอง ใบหน้าของเขาชะงักแข็งค้างพร้อมกับอุทาน “คุณภาพของเม็ดยาพัฒนาขึ้นเป็นระดับสูง!”

นี่มันน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก คุณภาพของเม็ดยาสมควรถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่หลอมเสร็จสิ้นแท้ๆ แต่ความจริงมันสามารถนำกลับมาหลอมใหม่ได้ด้วยงั้นรึ?

นี่มันเป็นทักษะนิรันดร์แบบใดกัน?

หลิงฮันแหงนหน้ามองปรมาจารย์จื่อเฉิง ด้วยความสงสัยและสนใจ

ชายชราผู้นี้แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากปรมาจารย์จื่อเฉิง ชายชรามองมายังหลิงฮันด้วยแววตาเกรี้ยวกราด ถึงแม้เขาจะยังไม่ลงมือทำอะไร แต่เพียงหนึ่งความคิดของชายชราก็ทรงอำนาจราวกับจะสามารถบดขยี้สวรรค์ชั้นฟ้า

ตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งย่อมมีมากเกินพรรณนา

ภายในหัวของเขาหลิงฮันมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา แต่ก็ยังพยายามทำหน้าตาสงบนิ่งและเผยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโส รุ่นเยาว์ไม่ทราบจริงๆว่าไปทำอะไรให้ผู้อาวุโสโกรธ”

“ข้าเรียกเจ้ามาพบก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่เจ้ากลับบ่ายเบี่ยง เจ้าคิดว่าตนเองมีอำนาจบารมีเหนือกว่าข้าผู้นี้งั้นรึ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน อำนาจแห่งเต๋าค่อยๆก่อตัวรวมกันเบื้องหลังของเขา และขยับไปมาเป็นรูปทรงมากมาย

‘ชายชราผู้นี้ทรงพลังยิ่งกว่าอสูรเฒ่าเงาโลหิต’

หลิงฮันครุ่นคิดในใจ ถึงแม้เขาจะไม่สามารถนถออร่าของปรมาจารย์ทั้งสองมาเทียบกันได้ แต่แรงกดดันที่เขาสัมผัสได้นั้น ปรมาจารย์จื่อเฉิงถือว่าแข็งแกร่งกว่ามาก

เขายิ้มและกล่าวตอบ “นั่นเพราะรุ่นเยาว์ถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง!”

“โอ้ งั้นเจ้าจะบอกว่าการที่เจ้าทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาของข้า เป็นการกระทำที่ถูกต้องงั้นสิ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงยิ้มอย่างโหดเหี้ยม

หลิงฮันยังคงมีท่าทางสงบนิ่ง ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงผู้นี้คิดจะลงโทษเขาจริงๆ อีกฝ่ายจะมัวพล่ามให้เสียเวลาอยู่ทำไม? สำหรับนักปรุงยาระดับสี่ดาวแล้ว ต่อให้เขาจะมีพรสวรรค์ราวกับสัตว์ประหลาดแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานและนักปรุงยาหนึ่งดาวอยู่ดี ไม่มีความจำเป็นที่อีกฝ่ายจะต้องมาแยแสแม้แต่น้อย

หากต้องการสังหาร เพียงแค่หนึ่งความคิดก็สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น

หลิงฮันกล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เคารพ แต่ก็ไม่ได้อวดดี “คนผู้นั้นเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาตัวจ้อยเท่านั้น การที่เขากล้ามาข่มขู่นักปรุงยาหนึ่งดาวเช่นข้า ข้าคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง!”

“เหอๆ เพราะงั้นเจ้าเลยทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาของข้างั้นสินะ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวอย่างไม่แยแส ใบหน้าของเขาไม่แสดงออกแม้แต่น้อยว่ากำลังคิดอะไรอยู่

หลิงฮันยิ้ม “เป็นอย่างที่ผู้วุโสกล่าว”

“เจ้าไม่รู้จักคำพูดที่ว่า หากจะตีสุนัขก็ต้องดูหน้าเจ้าของเอาไว้งั้นรึ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว ก่อนจะปลดปล่อยจิตสังหารออกมาและตบโต๊ะเบาๆ ถึงแม้แรงตบจะเบาจนไม่มีเสียง แต่ภายในห้วงจิตใจของหลิงฮันกลับรู้สึกสั่นสะท้าน ราวกับสวรรค์กำลังล่วงหล่น

นี่คือพลังอำนาจของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ ทุกๆการเคลื่อนไหวสามารถส่งผลกระทบไปถึงจิตใจของผู้คน

“เห็นแก่พรสวรรค์ของเจ้า ข้าจะมอบโอกาสให้” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงมา “เจ้าจงไปอ้อนวอนขอโทษผู้ช่วยนักปรุงยาของข้า แล้วข้าจะยอมไว้ชีวิต”

หลิงฮันตอบกลับอย่างไม่ลังเล “รุ่นเยาว์ไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดรุ่นเยาว์ถึงต้องเป็นฝ่ายขอโทษ?”

“ฮ่าๆๆ ข้ามีชีวิตมานานกว่าหลานแสนล้านปี แต่เพิ่งเคยพบเจอรุ่นเยาว์เช่นเจ้าเป็นครั้งแรก ในเมื่อเจ้าอาจหาญกล้าจนไม่แยแสใครอยู่ในสายตา งั้นก็จงตายอย่างมีเกียรติซะ!” ปรมาจารยจื่อเฉิงทำการผลักฝ่ามือออกไป ‘ครืนน’ ออร่าอันทรงพลังควบแน่นกลายเป็นเปลวเพลิงขนาดยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยตราประทับแห่งเต๋าอันทรงพลัง

สำหรับนิรันดร์ระดับโลกียนิพพาน อย่าเพิ่งกล่าวถึงอำนาจของฝ่ามือนี้เลย ‘นิยายเรื่องนี้ก๊อปมาจาก www.thai-novel.com’ เกรงว่าเพียงแค่จ้องมอง ก็รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวอันไร้ก้นบึ้งแล้ว

แต่หลิงฮันไม่ใช่ เขาพาดมือทั้งสองไว้ด้านหลัง และยืนตรงตระหง่านราวกับใบดาบ นี่คือการเดิมพันของเขาต่อปรมาจารย์จื่อเฉิง ถ้าหากเขาเดิมพันผิดพลาด ค่าตอบแทบที่เขาต้องจ่ายก็คือชีวิต

ในความเป็นจริง ด้วยการที่มีหอคอยทมิฬอยู่ในครอบครอง หลิงฮันไม่จำเป็นต้องเดิมพันแม้แต่น้อย ตราบใดที่คนที่เขาเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่ราชานิรันดร์ แค่เข้าไปหลบซ่อนตัวในหอคอยทมิฬเขาก็ปลอดภัยแล้ว เพียงแต่ยิ่งระดับพลังบ่มเพาะสูงขึ้น เขาก็ยิ่งไม่อยากพึ่งพาหอคอยทมิฬมากเกินไป

“จงร้องขอความเมตตาซะ แล้วข้าจะมอบโอกาสให้เจ้า!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องราวกับฟ้าผ่า

หลิงฮันไม่กล่าวอะไรตอบแม้แต่คำเดียว และยังคงยื่นผงาดอยู่เช่นเดิม

‘ตูมม’ เมื่อฝ่ามือตกกระทบ อำนาจอันทรงพลังก็ส่งผลให้ทั่วทั้งภูเขาลูกที่เจ็ดสั่นสะเทือน

เมื่ออำนาจอันน่าสะพรึงกลัวสลายไป ร่างของหลิงฮันก็ค่อยๆปรากฏ โดยที่ไม่มีบาดแผลตามร่างกายแม้แต่นิดเดียว

ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะหลิงฮันมีพลังท้าทายสวรรค์ ที่สามารถต้านทานการโจมตีของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ได้ แต่เป็นเพราะในตอนที่การโจมตีกำลังจะตกกระทบ การโจมตีได้เบี่ยงหลบเขาไปเอง เพราะไม่งั้นแล้ว ไม่เพียงแค่ชีวิตของเขาจะดับสูญ แต่เกรงว่าแม้แต่กระดูกสักท่อนก็คงไม่เหลือ

“ฮ่าๆๆ” ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะลั่น แรงกดดันอันเกรี้ยวกราดรอบกายของเขาสลายไป ใบหน้าของเขายิ้มแย้มด้วยอารมณ์ที่เบิกบานแทน

ถึงแม้หลิงฮันในตอนนี้จะเหงื่อท่วมเต็มหลัง แต่ใบหน้าของเขาก็ยังสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง และรับรู้ทันทีว่าตนเองเดิมพันถูกแล้ว

ในความเป็นจริง ต่อให้เขาเดิมพันผิดพลาดก็ใช้ว่าจะไม่มีท่าหนีรอด คัมภีร์สวรรค์นิรันดร์สามารถทำให้เขาถือกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่านได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการมอบโอกาสให้เขาอีกครั้งหนึ่ง และหากเขาใช้ทักษะกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่านล่ะก็ คำสาปอสูรทมิฬอาฆาตก็จะถูกชำระล้างไปด้วย

แต่ถึงอย่างไร การจะใช้ทักษะกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่านเพื่อการนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรนัก เนื่องจากเขายังต้องการใช้คำสาปอสูรทมิฬอาฆาตในการขัดเกลาตนเองอยู่

“เจ้าหนู ความกล้าหาญของเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงกล่าว

ท่าทีของหลิงฮันกลายมาเป็นน้อบน้อมและกล่าว “ขอขอบคุณผู้อาวุโสเป็นอย่างมาก ที่ไม่สังหารรุ่นเยาว์!”

ปรมาจารย์จื่อเฉิงเผยสีหน้าพึงพอใจกับความยืดหยุ่นของหลิงฮัน ที่รู้ว่าตอนไหนควรแข็งกร้าน ตอนไหนควรนอบน้อม

หลังจากรอคอยมาหลายปี ในที่สุดเขาก็พบเจออัจฉริยะที่ทำให้เขาพอใจเสียที

“เจ้าไม่คิดว่าข้าจะสังหารเจ้ารึ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเอ่ยถาม

หลิงฮันยิ้ม “รุ่นเยาว์มั่นใจเจ็ดถึงแปดส่วน ว่าผู้อาวุโสจะไม่ทำเช่นนั้น”

“แต่ก็ยังไม่ใช่สิบส่วนอยู่ดี หากเจ้าคาดการณ์ผิดล่ะ?” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเอ่ยถามอีกครั้ง

หลิงฮันยังคงยิ้ม “เพียงแค่เจ็ดถึงแปดส่วน ก็คุ้นที่จะเสี่ยงแล้ว” แน่นอนว่าเขาย่อมไม่กล่าวออกไป ว่าต่อให้เขาเดิมพันผิดพลาด ก็ยังมีทักษะถือกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่านอยู่อีก

“เป็นเด็กหนุ่มที่ยอดเยี่ยม!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงเลิกคิ้ว สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความชื่นชม “เจ้ามานั่งตรงนี้สิ”

หลิงฮันก้าวเดินไปนั่งคุกเข่าตรงข้ามปรมาจารย์จื่อเฉิงด้วยท่าทางสุภาพ

ปรมาจารย์จื่อเฉิงรู้สึกพึงพอใจมากกว่าเดิม เขามองหลิงฮันด้วยสายตาชื่นชมและยิ้ม “ในความคิดของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่จะยอมปล่อยให้คนของตนเอง ไปทำตัวยิ่งยโสและกร่างใส่คนอื่นรึไม่??”

หลิงฮันกล่าวตามตรง “ในตอนแรกที่ข้าไม่รู้จักผู้อาวุโส และได้เห็นท่าทีอันหยิ่งทะนงของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่เป็นครั้งแรก ข้าคิดไปแล้วจริงๆว่าผู้ช่างเป็นคนที่สายตาคับแคบจริงๆ เพียงแต่ว่าหลังจากที่ข้าสั่งสอนผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ไปแล้ว แต่ทางเมืองวิถีโอสถก็ยังไม่บังคับกฎมาลงโทษข้าเสียที ซึ่งก็เป็นในตอนนั้นเองที่ข้ารู้ผู้อาวุโสไม่ใช่คนเช่นนั้น”

“ฮ่าๆๆ!” ปรมาจารย์จื่อเฉิงหัวเราะยิ่งกว่าเดิม “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า ทำไมข้าถึงยอมปล่อยให้เสี่ยวโม่ทำตามใจชอบ จนผู้คนคิดไปเองว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นล่ะ?”

สำหรับผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ การกระทำของเขาในครั้งนี้แทบจะเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมาก ที่ต้องมายอมอ่อนข้อให้กับคนที่ทุบตีเขา เพียงแต่เขาทำให้ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่พอใจ เพราะพาหลิงฮันกลับไปไม่ได้มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะงั้นครั้งนี้เขาจะกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร?

หลิงฮันยิ้ม “อืม รู้สึกเหมือนขาของข้าจะปวดนิดหน่อยนะ” เขานำเก้าอี้ออกมานั่ง และยื่นขาข้างหนึ่งไปด้านหน้า การกระทำของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร

ผู้คนรอบข้างจิตใจสั่นสะท้าน หลิงฮันช่างกล้าอะไรอย่างนี้ นี่เขาคิดจะให้ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่นวดขาให้งั้นรึ? ไม่ว่าอย่างไรผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็เป็นคนของปรมาจารย์จื่อเฉิง เจ้าคิดว่าตนเองเป็นปรมาจารย์จื่อเฉิงคนที่สองรึไง ถึงได้กล้าทำเช่นนั้น?

ใบหน้าของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กลายเป็นสีแดง

เจ้า! มันจะเกินไปแล้ว!

“หลิงฮัน เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะยังมีไปไหนได้งั้นรึ?” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่คำราม

“ข้าจะหนีพ้นหรือไม่แล้วเจ้าเกี่ยวอะไรด้วย?” หลิงฮันกล่าวอย่างไม่แยแส

หลิงฮันหัวเราะแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ฉุนเฉียวเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้และคิดถึงภาพรวม

หากเขายังทำตามคำสั่งของปรมาจารย์จื่อเฉิงล้มเหลวอีกครั้ง ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะยังคอยสนับสนุนเขาอยู่อีกงั้นรึ?

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่รู้ดีว่า ที่ผู้คนมากมายจะแสดงความเคารพต่อเขา นั้นเป็นเพราะบารมีของปรมาจารย์จื่อเฉิง เขาจำไม่ได้ว่าคนที่เขาเคยไปล่วงเกินนั้นมีอยู่มากเท่าไหร่ ถ้าหากสูญเสียการสนับสนุนจากปรมาจารย์จื่อเฉิงไป คิดว่าอะไรบ้างที่จะรอเขาอยู่?

ผู้คนมากมาย จะต้องสังหารเขาอย่างแน่นอน!

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็รู้สึกหวาดกลัวและกัดฟันค่อยๆเดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆ?

ไม่จริง ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ยอมทำตามหลิงฮันงั้นรึ?

ทุกคนหันมองหน้ากัน และมองเห็นแววตาอันกตกตะลึงของแต่ละคน

ที่แท้ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ผู้นี้ก็ขี้ขลาดถึงเพียงนี้! ที่ผ่านๆมาไม่ว่าใครก็หวาดกลัวเขา แต่ความเป็นจริง อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ลูกแกะที่หุ้มหนังเสือเท่านั้น!

ทุกคนรู้สึกสลดกับการกระทำที่ผ่านๆของตนเอง แต่พวกเขาจะไปโทษใครก็ไม่ได้ เนื่องจากพวกเขาไม่รอบคอบเอง จริงอยู่ที่ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่คือคนที่มีอำนาจของปรมาจารย์จื่อเฉิงคอยคุ้มกะลาหัว แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาเท่านั้น ซึ่งมีรึที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ตัวนักปรุงยาตัวจ้อย?

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก้าวมาหยุดอยู่ที่ข้างกายหลิงฮัน หลังจากพยายามระงับความรู้สึกอัปยศ เขาก็ย่อตัวลงและนวดขาให้หลิงฮัน

เมื่อหลิงฮันไม่บอกให้หยุด ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็ไม่กล้าหยุดมือ หลังจากเวลาผ่านไปราวๆครึ่งชั่ว หลิงฮันก็ยืดตัวและกล่าว “เอาล่ะ ขาของข้าไม่รู้สึกแย่เท่าไหร่แล้ว ไปกันได้แล้ว”

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ถอนหายใจโล่งอก พร้อมกับหรี่ตาด้วยแววตาอาฆาตแค้น

รอให้เขาทำคำสั่งของปรมาจารย์จื่อเฉิงให้ลุล่วงก่อน เขาจะต้องเอาคืนหลิงฮันอย่งแน่นอน ถ้าหากทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าความตายไม่ได้ ข้าจะไม่ขอใช้แซ่โม่อีกต่อไป

หลิงฮันมองไปยังแววตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเผยรอยยิ้ม “แววตาของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกกลัวมาก เพราะงั้นข้าขอนั่งอยู่ที่นี่ต่อไปอีกดีกว่า” หลิงฮันหย่อนก้นกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้

น้องสาวเจ้าสิ!

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่แทบจะสำลักโลหิต เขารีบกล่าว “จะทำให้ปรมาจารย์จื่อเฉิง

รอนานไปกว่านี้ไม่ได้”

ถึงแม้ประโยคนี้จะดูเหมือนคำพูดหว่านล้อม แต่น้ำเสียงของเขากลับดูเหมือนกำลังอ้อนวอนเสียมากกว่า

หากหลิงฮันมองลึกเข้าไปยังภายในร่างกายของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ได้ เขาจะเห็นเลยเวลาหัวใจของอีกฝ่ายกำลังเต้นแรงราวกับจะระเบิด

“เอาล่ะ ไปก็ไป” หลิงฮันกล่าว

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่รับนำทางไปอย่างเร่งรีบ โดยที่หลิงฮันเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างเกียจคร้าน ส่วนทางด้านของสตรีนกอมตะกับจักรพรรดินีนั้น พวกนางเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬรีบร้อยแล้ว

กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ หากเป็นในกรณีที่ว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงเป็นคนที่ต่างจากที่เขาคิดไว้ และใช้กำลังกับเขาล่ะก็ ต่อให้ในตอนนั้นเขาหลบเข้าไปอยู่ในหอคอยทมิฬได้ แต่ภรรยาทั้งสองล่ะจะทำอย่างไร?

ในขณะที่มองหลิงฮันกับผู้ช่วยนักปรุงยาโม่เดินจากไป ใครหลายคนก็ส่ายหัวและรู้สึกว่าหลิงฮันเป็นคนที่โอหังจริงๆ

ถึงแม้ในการเผชิญหน้ากับผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ หลิงฮันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ตราบใดที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่พอใจในตัวหลิงฮันแม้แต่เล็กน้อย หลิงฮันก็ไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ได้อย่างสงบสุข

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่นำทางมายังค่ายกลอาคมเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ด้วยสถานะของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ พวกเขาจึงสามารถใช้งานรูปแบบอาคมเคลื่อนย้ายไปยังอาณาเขตที่ห้าได้ โดยไม่ต้องจ่ายศิลาดวงดาวแม้แต่ก้อนเดียว

ในความเป็นจริงนั้น อาณาเขตที่ห้านั้น มีพื้นที่เล็กยิ่งกว่าอาณาเขตที่สี่

แต่ถึงแม้จะบอกว่าเล็กกว่า พื้นที่ที่ว่าก็ยังกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ดี ภายในอาณาเขตที่ห้านั้น มีภูเขาอยู่ทั้งหมดสิบเจ็ดลูก ซึ่งในแต่ละลูกล้วนแต่มีปรมาจารย์ที่ทรงพลังพำนักอาศัยอยู่อย่างสันโดษ แม้แต่เหล่าทายาทหรือคนในตระกูลของพวกเขาก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ จะมีให้เห็นก็แค่ลูกศิษย์หรือผู้ช่วยนักปรุงยาของพวกเขาคนสองคนเท่านั้น

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่นำทางหลิงฮันไปยังภูเขาลูกที่เจ็ด ซึ่งการจัดเรียงลำดับของภูเขาแต่ละลูกเป็นอย่างไรนั้น หลิงฮันก็ไม่รู้เหมือนกัน

บนภูเขาไม่มีทางเดินปูเอาไว้ พวกหลิงฮันจึงเหาะเหินขึ้นไปยังยอดเขาโดยตรง ซึ่งบนยอดเขาแห่งนี้มี มีบ้านพักขนาดเล็กตั้งอยู่ มันเป็นบ้านพักที่เล็กมากจริงๆ หากเทียบกับภูเขาทั้งลูกแล้วก็เปรียบเสมือนกับหยดน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร

“เข้าไปได้ ปรมาจารย์จื่อเฉิงรอเจ้านานแล้ว!” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กล่าวพร้อมกับแสยะยิ้ม การที่หลิงฮันกล้ามาพบปรมาจารย์จื่อเฉิงล่าช้าเช่นนี้ หากไม่เรียกว่าแส่หาความตายแล้วจะเรียกว่าอะไร?

หลิงฮันยิ้ม เขาก้าวเดินเข้าไปในที่พัก โดยที่ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ไม่ได้เข้าไปด้วย แต่ทำหน้าที่ปิดประตูและเฝ้าอยู่ด้านนอกแทน

ภายในที่พักปห่งนี้ ห้องที่เตะตามากที่สุดก็คือห้องหลอมเม็ดยาที่เป็นห้องเร่งกาลเวลาหนึ่งร้อยเท่า ดูเหมือนว่าการเร่งเวลาเท่านี้ จะเป็นขีดจำกัดของขุมอำนาจสี่ดาวแล้ว

หลิงฮันกวาดสายตามองและพบเห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังดื่มชาอยู่ในสวน ศีรษะของชายชราผู้นี้ปกคลุมไปด้วยเส้นผมอันขาวโพลน จิตวิญญาณของอีกฝ่ายในตอนนี้นั้นลุกโชนไปด้วยโทสะ และจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาโหดเหี้ยม

“เจ้าหนู เจ้าช่างกล้านักนะ!”

“นายน้อยหลู่!” ซุนตงก้าวขึ้นมาใกล้และเผยสีหน้าโหดเหี้ยม

หลู่เซียนหมิงเหลือบมองอีกฝ่าย “ไม่ต้องกล่าวอะไรทั้งนั้น!” เขาจำเป็นต้องสงบสติลงเพื่อที่จะได้คิดวางแผนอย่างถี่ถ้วน

“ขอรับ” ซุนตงรีบถอยกลับไปที่เดิม มุมปากของเขาแสยะยิ้มเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์

ตราบใดที่หลิงฮันไม่ช่วยเหลือหลิงฮัน หลิงฮันจะรอดชีวิตจากวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างไร?

คิดรึว่าทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาของปรมาจารย์จื่อเฉิงแล้ว จะหนีรอดไปได้ง่ายๆ?

‘ฮ่าๆๆ’ ซุนตงหัวเราะในใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆกว้างขึ้น

ในอีกสถานที่หนึ่ง ขานชวี ฉินกู่ยวี่ และผู้สืบทอดึนอื่นๆกำลังปรึกษาหารือกับคนของตนเอง การผงาดอย่างกระทันหันของหลิงฮัน คือสิ่งที่ขัดขวางแผนการของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่แน่ว่าบางที หลู่เซียนหมิงอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาต้องร่วมมือกันกำจัดอีกต่อไป แต่อาจจะต้องไปร่วมมือกับหลู่เซียนหมิงเพื่อกำจัดหลิงฮันแทน

แต่หลังจากปรึกษากันแล้ว สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจยังไม่ลงมือทำอะไร

หลิงฮันนั้นทำการล่วงเกินนักปรุงยาฝึกหัดโม่ไปแล้ว ด้วยนิสัยโมโหร้ายของปรมาจารย์จื่อเฉิง มีรึที่เขาจะปล่อยหลิงฮันไป?

ในเมื่อสุดท้ายปรมาจารย์จื่อเฉิงก็ต้องเป็นคนจัดการเอง ทำไมพวกเขาจะต้องลงแรงให้เหนื่อยด้วย?

ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แต่ขุมอำนาจมากมายเองก็หยุดแผนการรับตัวหลิงฮันเอาไว้ชั่วคราวเช่นกัน พวกเขาต้องการดูว่าหลิงฮันจะรอดพ้นภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้หรือไม่

ในขณะเดียวกันนั้นเอง หลังจากแยกทางกับธิดาโร๋วแล้ว หลิงฮันก็ได้ทำการมุ่งหน้าไปยังวิหารนักปรุงยา

ในเมืองวิถีโอสถนั้น ตั้งแต่อาณาเขตที่สองขึ้นมาจะไม่มีโรงเตี๊ยมอีกต่อไป เนื่องจากคนที่สามารถเข้ามายังอาณาเขตที่สองได้ล้วนแต่ต้องมีสถานะพิเศษ ที่มีขุมอำนาจภายในรอบรับที่พักให้ เพราะงั้นหลิงฮันจึงทำได้เพียงมุ่งหน้าไปวิหารนักปรุงยา ที่ต่อให้ไม่มีเงินก็สามารถสามารถเข้าพักได้

ด้วยสถานะนักปรุงยาหนึ่งดาวของเขาในตอนนี้ แน่นอนว่าย่อมมีคุณบัติเพียงพอที่จะเข้าพักในวิหารนักปรุงยา

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันกลับมาพร้อมกับสาวงาม คนของวิหารนักปรุงยาก็เผยสีหน้ากระอักกระอ่วน

นี่เจ้ายังกล้ามาที่นี่อีกรึ?

หลังจากหายตกตะลึง สายตาของผู้คนมากมายก็จ้องมองไปยังจักรพรรดินี ซึ่งโชคดีที่ตอนนี้นางสวมใส่ผ้าคลุมหน้าเอาไว้

หลิงฮันยิ้มและสุ่มถามใครสักคน “ข้าได้ยินมาว่านักปรุงยาสามารถพักอาศัยที่นี่ได้สินะ?”

ใบหน้าของชายที่ถูกถามชะงักแข็งค้าง เขารู้สึกว่าตนเองโชคร้ายอย่างมาก คนอื่นก็มีตั้งเยอะแท้ๆ เหตุใดหลิงฮันถึงได้เลือกถามเขากัน? แต่ในเมื่อถูกถามแล้ว จะไม่ตอบก็ไม่ได้ หลิงฮันผู้นี้กล้าแม้กระทั่งทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ เพราะงั้นมีรึที่จะไม่กล้าทำอะไรเขา?

“ชะ ใช่แล้ว” เขาพยักหน้า

“อืม นำทางไปเลย ข้าต้องการพักที่นี่” หลิงฮันกล่าว

ที่พักของนักปรุงยานั้นมีห้องเร่งเวลาติดตั้งเอาไว้ด้วย เพราะงั้นหากหลอมเม็ดยาที่นี่ เขาจะสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้มหาศาล

ชายผู้โชคร้ายจำใจเดินนำทางหลิงฮันไป ตัวเขาเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นแรกเริ่มเท่านั้น เมื่อเทียบกับหลิงฮันที่เป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวแล้ว เขาจึงต้องทำตามคำพูดของอีกฝ่ายอย่างไม่มีทางเลือก

ทุกคนในที่นี้ตกตะลึงเป็นอย่างมาก หลิงฮันเพิ่งทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ไปเมื่อวานแท้ๆ แต่วันนี้กลับยังกล้ามาที่วิหารนักปรุงยาอยู่อีก คนอะไรจะใจกล้าขนาดนี้?

แต่นั่นสินะ ถ้าไม่งั้นแล้ว เขาจะกล้าทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ได้อย่างไร?

เพียงแต่หลังจากมาถึงห้องพักได้ไม่นาน ร่างของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็ปรากฏตัว

“หลิงฮัน ออกมาซะ!”

หลิงฮันเดินออกจากห้องพัก ก่อนจะพบกับผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ที่กำลังทำสีหน้าโหดเหี้ยม แน่นอนเขาว่าไม่หวาดกลัวอีกฝ่ายและยิ้มตอบกลับ “อะไรกัน เจ้ายังถูกทุบตีไม่หนำใจ ก็เลยมาหาข้าอีกครั้งสินะ?”

ใบหน้าของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กลายเป็นอดงฉาน ประสบการณ์ที่เขาได้รับก่อนหน้านี้คือความอัปยศยิ่ง! “อย่าได้หยิ่งทะนงไป ข้ามาในฐานะตัวแทนของปรมาจารย์จื่อเฉิง เพื่อพาเจ้าไปพบกับเขา!”

นั่นไง!

ผู้คนรอบข้างพยักหน้าในใจ ปรมาจารย์จื่อเฉิงนั้นเป็นที่รู้จักกันดีกว่า เขาเป็นคนที่โมโหง่ายขนาดไหน ด้วยเหตุนี้เองผู้ช่วยนักปรุงยาจึงสามารถกร่างไปทั่วไปได้ ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงไม่ใช่พวกโมโหง่าย มีรึที่ทุกคนจะหวาดกลัวผู้ช่วยนักปรุงยาโม่?

หลิงฮันอุทาน ‘โอ้’ ออกมา ก่อนจะกล่าว “นี่เจ้าแต่งเรื่องอีกแล้วงั้นรึ? ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงสั่งเช่นนั้นจริง ไหนล่ะหลักฐาน?”

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ชะงักเล็กน้อย ข้าจะไปเอาหลักฐานมาจากไหน?

ในเมืองวิถีโอสถแห่งนี้ ใครบางที่ไม่รู้ว่าเขาคือผู้ช่วยนักปรุงยาของปรมาจารย์จื่อเฉิง? เพราะงั้นคำพูดที่เขากล่าวออกมา จึงเปรียบเสมือนคำพูดของปรมาจารย์จื่อเฉิง เพราะงั้นแล้ว หลายครั้งเขาจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ไปหลอกข่มขู่ให้ผู้อื่นหวาดกลัว

เพียงแต่ว่าครั้งนี้เขาพูดจริง! ปรมาจารย์จื่อเฉิงเป็นคนกล่าวว่าให้เขาพาตัวหลิงฮันกลับไปพบ ถึงแม้ว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงจะไม่ได้บอกว่าให้พาตัวหลิงฮันกลับไปทำไม แต่ด้วยการที่เขาเป็นคนโปรดของปรมาจารย์จื่อเฉิง ถ้าเขาอีกฝ่ายไม่เรียกหลิงฮันไปเพื่อลงโทษ แล้วจะเรียกไปเพื่ออะไร?

“เจ้ากล้าสงสัยคำพูดของข้างั้นรึ?” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กล่าวอย่างเกี้ยวกราด

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าคือนักปรุงยาหนึ่งดาว ส่วนเจ้าเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาตั้วจ้อย ทำไมข้าจะสงสัยเจ้าไม่ได้? ยิ่งกว่านั้นสำหรับนักปรุงยาแล้ว ลำดับขั้นเป็นกฎเหล็กที่เข้มงวดมาก แต่ผู้ช่วยนักปรุงยาเช่นเจ้ากลับข้าชี้นิ้วสั่งข้างั้นรึ? ดูเหมือนข้าจะยังสั่งสอนเจ้าไม่พอสินะ”

“เจ้ากล้ารึ!” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กล่าวหนักแน่น แต่เท้ากับก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ความทรงจำที่ถูกหลิงฮันทุบตีนั้น เขายังจดจำได้ดี

หลิงฮันหัวเราะ “ถ้าเจ้าไม่ได้แต่งเรื่อง แล้วจะถอยหลังหนีทำไม?”

ที่ข้าถอยหลัง ก็เพราะว่ากลัวเจ้าไงล่ะ!

“หลิงฮัน ข้าไม่ได้แต่งเรื่องอะไรทั้งนั้น ปรมาจารย์จื่อเฉิงบอกให้ข้ามาพาเจ้าไปจริงๆ” เขาพยายามลดทิฐิของตัวเองลง เพื่อไม่แสดงท่าทางที่หยิ่งยโสเกินไป

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการพาหลิงฮันไปยังอาณาเขตที่ห้า ตราบใดที่ไปถึงที่นั่น และปรมาจารย์จื่อเฉิงออกคำสั่งเด็ดขาด หลิงฮันย่อมไม่มีทางหลบหนีไปไหนพ้น

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าไม่เชื่อคำพูดลอยๆหรอกนะ!”

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่แทบจะบ้าคลั่ง เหตุใดเจ้าถึงได้ไร้เหตุผลเช่นนี้? เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อ่นจะกัดฟันและกล่าวออกมา “ถ้างั้นข้าต้องทำอย่างไร เจ้าถึงจะยอมไปกับข้า?”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนรอบด้านก็ตกตะลึงทันที ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ยอมคนงั้นรึ!

หรือแท้จริงแล้วหมอนี่จะเป็นพวกจิตไม่ปกติ? ยิ่งมีปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งทำท่าทางหยิ่งยโสมากขึ้นเท่านั้น แต่หลังจากที่ถูกหลิงฮันทุบตี เขากลับกลายมาเป็นยอมอ่อนข้อเสียได้

หลังจากกลับมายังตระกูลหลู่ หลิงฮันก็เรียกจักรพรรดินีและสตรีนกอมตะออกมาจากที่พัก แต่ในขณะที่กำลังจะจากไปนั้นเอง พวกเขาก็บังเอิญพบเจอธิดาโร๋วที่ประตูทางเข้า

เมื่อธิดาโร๋วพบเห็นจักรพรรดินี นางก็เผยสีหน้าหวาดผวาออกมา

จักรพรรดินีนั้นไม่เพียงแค่งดงามกว่านาง แต่กลิ่นอายของอีกฝ่ายยังน่าเกรงขามมากอีกด้วย เพราะงั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดินี นางจึงรู้สึกหวาดหวั่นและไม่กล้าทำตัวสูงส่ง

เพียงแต่ธิดาโร๋วก็ยังคงเป็นธิดาโร๋ว ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์และกล่าว “พวกเจ้าทั้งสามคนช่างรักกันดีจริงๆนะ ถึงได้ตัวติดกันทั้งวันแบบนี้?”

จักรพรรดินีชำเลืองมองอีกฝ่าย และกล่าวด้วยน้ำเสียงอันน่ายำเกรง “เรียกข้าว่าพี่สาว!”

ธิดาโร๋วเบะปาก นางลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมกล่าว “พี่สาว” ถึงแม้นางจะไม่ยินยอม แต่ก็ไม่มีทางเลือก

หลิงฮันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พวกเรากำลังจะออกจากตระกูลหลู่”

“เจ้าไปสร้างปัญหาอะไรอีกแล้วล่ะ? อย่าบอกนะว่าครั้งนี้เจ้าไปทุบตีผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถมา?” ใบหน้าอันงดงามของธิดาโร๋วเปลี่ยนสีเล็กน้อย บุรุษผู้นี้เป็นตัวปัญหาเสียจริง ไม่ว่าเขาไปที่ไหนก็สร้างเรื่องได้ตลอด อย่างที่รู้ว่าปัญหาระหว่างขุมอำนาจราชานิรันดร์ทั้งสองยังไม่ทันจบ หลิงฮันก็ไปล่วงเกินผู้สืบทอดเมืองวิถีโอสถเสียแล้ว

เพียงแต่ว่านี่ก็สมกับเป็นหลิงฮันล่ะนะ

หลิงฮันเกาหัว เหตุใดธิดาโร๋วถึงได้เข้าใจเรื่องราวไปแบบนั้น?

นางไม่คิดหรือว่า เขาอาจจะเบื่อที่จะอาศัยอยู่ในตระกูลหลู่แล้วก็ได้ เลยอยากไปอยู่ที่อื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ?

สตรีนกอมตะหัวเราะคิกคัก เนื่องจากตอนนี้มีจักรพรรดินีอยู่ด้วย นางจึงไม่กังวลว่าธิดาโร๋วจะสามารถขโมยหัวใจของหลิงฮันได้

“เอ่อ ก็แค่ผู้ช่วยนักปรุงยาตัวจ้อยคนหนึ่ง” หลิงฮันกล่าวออกไปลวกๆ

“โอ้” ธิดาโร๋วรู้สึกโล่งอก ถึงแม้เมืองวิถีโอสถจะให้ความเคารพต่อนักปรุงยาเป็นอย่างมาก แต่ผู้ช่วยนักปรุงยาก็ยังคงเป็นแค่ผู้ช่วยนักปรุงยา ด้วยพรสวรรค์ของหลิงฮัน ย่อมมีขุมอำนาจที่ทรงพลังมากมาย ยินดียื่นมือเข้ามาช่วยสะสางปัญหา

“เพียงแต่ผู้ช่วยนักปรุงยาที่ว่า คือคนของปรมาจารย์จื่อเฉิง” หลิงฮันกล่าวต่อ

หากเปลี่ยนคนอื่นที่ได้ยินเรื่องนี้ล่ะก็ คงสำลักโลหิตออกมาแล้ว แต่เนื่องจากธิดาโร๋วเป็นศิษย์ของนิกายซู่หนู่ นางจึงยังสามารถคงสีหน้าอันงดงามเอาไว้ได้

แน่นอนที่นางเข้าร่วมการประลองเพื่อแย่งชิงเม็ดยาเสริมรากฐาน ย่อมรู้ว่าปรมาจารย์จื่อเฉิงคือใคร

เจ้าทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาของปรมาจารย์จื่อเฉิงงั้นรึ?

ฮึ่ม ความกล้าขนาดนั้น ทำไมเจ้าไม่เหยียบย่ำสวรรค์ไปเลยล่ะ?

ถึงแม้เมืองวิถีโอสถจะเป็นขุมอำนาจสี่ดาว แต่เนื่องจากสถานะอันพิเศษของนักปรุงยา ทำให้เมืองแห่งนี้มีอำนาจเทียบเท่าขุมอำนาจราชานิรันดร์ โดยที่ปรมาจารย์จื่อเฉิงก็คือตัวตนที่สามารถยืนยัดทัดเทียมราชานิรันดร์

“เร็วเข้า พวกเราต้องรีบหนี!” ธิดาโร๋วกล่าวอย่างเร่งรีบ จอมยุทธเช่นพวกเขาย่อมเก็บของสำคัญไว้ในอุปกรณ์มิติของตนเองอยู่แล้ว เพราะงั้นจึงสามารถเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนก็ได้ตลอดเวลา

หลิงฮันประหลาดใจเล้กน้อย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าแท้ๆ ทำไมเจ้าต้องไปด้วยล่ะ? ก็เห็นๆอยู่ว่าหลู่เซียนหมิงรู้สึกสนใจใจตัวเจ้าไม่ใช่รึไง? เจ้าไม่อยากอาศัยอยู่ที่นี่และเป็นสตรีของนักปรุงยารึ?

“ข้าบอกจะไปก็จะไปสิ อีกอย่างความทะเยอทะยานของข้านั้นสูงส่งกว่านั้น บุรุษที่ข้าจะแต่งงานด้วย ต้องเป็นจักรพรรดิที่เหยียบย่ำทุกคนในใต้ล้า เจ้าคิดว่านักปรุงยาอ่อนหัดเช่นนั้นมีคุณสมบัติพอจะครอบครองข้างั้นรึ?” ธิดาโร๋วกล่าวอย่างหยิงทะนง “บุรุษที่ต้านทานข้าไม่ได้น่ะ ข้าไม่คิดจะแยแสหรอกนะ!”

หลิงฮันเหงื่อตก ในโลกนี้มีบุรุษที่ต้านทานเสน่ห์ของธิดาโร๋วได้ด้วยงั้นรึ?

หากเขาลองถามตัวเองล่ะก็ คำตอบก็คงเป็น ‘ไม่ได้’

“ไม่ต้องกังวล ข้าสามารถต้านนางได้!” จักรพรรดินีกระซิบข้างหูหลิงฮัน ถึงแม้คนอื่นจะต้านเสน่ห์ของธิดาโร๋วไม่ได้ แต่นางทำได้

หลิงฮันชำเลืองมองไปยังจัรกพรรดินี ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะ ‘จับ’ กายหยาบเสน่ห์เก้าวัฏจักรมาให้เขา

ทั้งคนมุ่งหน้าออกจากที่พัก แต่หลังจากออกมาได้ไม่นาน พวกเขาก็พบเจอกลุ่มของหลู่เซียนหมิงที่เดินทางกลับมา

“หลิงฮัน!” หลู่เซียนหมิงกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน “ข้าไปผิดใจกับเจ้าตอนไหนกัน ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้กับข้า?”

หลิงฮันส่ายหัว “พี่ชายหลู่ ดูเหมือนท่านจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดนะ ข้าเป็นเพียงแขกของท่านเท่านั้นไม่ใช่ทาส ข้าคิดจะทำอะไร ย่อมไม่จำเป็นต้องยอมคำอนุญาติจากท่าน ยิ่งกว่านั้นข้าก็อาศัยอยู่ดีที่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ท่านก็คิดว่าข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านแล้ว?”

หลู่เซียนหมิงเผยสีหน้าเกรี้ยวกราด “เจ้าจะต่อต้านข้าให้ได้สินะ?”

หลิงฮันถอนหายใจ เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้คิดว่าเขาติดหนี้บุญคุณกันนะ?

หากจะพูดให้ถูก หลู่เซียนหมิงต่างหากที่เป็นหนี้ชีวิตเขา

“ท่านจะคิดยังไงก็แล้วแต่” หลิงฮันสะบัดมือและเดินจากไป

“ธิดาโร๋ว!” หลู่เซียนหมิงตะโกน “เจ้าต้องการติดตามชายผู้นั้นไปจริงๆรึ? เจ้าลองไตร่ตรองดูให้ดี บุรุษผู้นั้นอาจจะนำพาภัยพิบัติไปสู่นิกายซู่หนู่ก็เป็นได้!”

ธิดาโร่วไม่แม้แต่หันหลังกลับ “ข้าขอบคุณความหวังดีของนายน้อยหลู่มาก เพียงแต่ข้ารบกวนขออาศัยอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว ข้าไม่อยากรบกวนนายน้อยหลู่อีกต่อไป!”

ใบหน้าของหลู่เซียนหมิงมืดมนยิ่งกว่าเดิม แน่นอนว่าเขารู้สึกธิดาโร๋วเพียงหาข้ออ้างมาพูดเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วนางคิดจะตัดสายสัมพันธ์กับเขา

เขากำหมัดแน่นและรู้สึกราวกับถูกทรยศเป็นสองเท่า

หลิงฮันคร้านจะเสวนาด้วย เขาเดินจากไปอย่างไม่แยแส

ธิดาโร๋วเองก็ก้าวเดินตามไป หากจะให้เลือกล่ะก็ นางคิดว่าหลิงฮันนั้นเป็นบุรุษพึ่งพาได้ยิ่งกว่าหลู่เซียนหมิง

“ไม่ผิด ข้าคือหลิงฮัน” หลิงฮันยิ้มมุมปากเล็กน้อย

นักปรุงยาฝึกหัดผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา “ผู้อาวุโสของข้าเชิญเจ้าไปพบ”

“แล้วผู้อาวุโสของเจ้าคือใคร?” หลิงฮันเอ่ยถาม เรื่องจากเขาไม่รู้จักนักปรุงยาฝึกหัดผู้นี้แม้แต่น้อย

นักปรุงยาฝึกหัดเผยสีหน้าหยิ่งทะนง “ไม่รู้แม้กระทั่งว่าผู้อาวุโสของข้าคือใครงั้นรึ? เจ้ายังกล้าเรียกตนเองว่านักปรุงยาอยู่อีก?”

หลิงฮันรู้สึกไม่สบอารมณ์ เขาพาดมือทั้งสองไว้ด้านหลังและกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าผู้อาวุโสของเจ้าคือใคร แล้วก็เจ้าคิดว่าตนเองเป้นใครกัน ถึงกล้าพูดจาวางท่ากับข้าเช่นนั้น?”

ในด้านศาสตร์วรยทุธ เขามีพลังต่อสู้ที่แทบจะไร้เทียมทานที่สุดในระดับโลกียนิพพาน ส่วนในด้านศาสตร์ปรุงยา เขาก็กลายเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวแล้ว

แต่นักปรุงยาฝึกหัดผู้นี้น่ะรึ? อีกฝ่ายมีพลังอยู่ในระดับสามนิพพานเท่านั้น แถมด้วยการที่ยังเป็นเพียงนักปรุงยาฝึกหัดอยู่ อย่างมากอีกฝ่ายก็คงเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาระดับสูง ซึ่งไม่ว่าสถานะใดก็ไม่อาจนำมาเทียบกับเขาได้

นักปรุงยาฝึกหัดผู้นั้นเกรี้ยวกราดทันที เขาชี้นิ้วไปยังหลิงฮัน “โอหัง เจ้ากล้าดูหมิ่นข้างั้นรึ!”

“ทำไมข้าจะทำไม่ได้?” หลิงฮันไม่แยแส “ขยะไร้ค่าเช่นเจ้ามีคุณสมบัติอันใดกล้าตีตนเสมอข้า?”

“ข้า… ข้า…” นักปรุงยาฝึกหัดพูดไม่ออก ที่เขาสามารถทำตัวกร่างได้ทุกวันนี้เป็นเพราะเขามีปรมาจารย์นักปรุงยาจื่อเฉิงคอยคุ้มกะลาหัว หากเป็นเพียงตัวเขาเองล่ะก็ แน่นอนว่าไม่มีอะไรดีสักอย่าง

เหตุผลหลักที่เขากล้าทำตัวหยิ่งยโสนั้นเป็นเพราะ เขาคือผู้ช่วยนักปรุงยาของปรมาจารย์จื่อเฉิง ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ใครบ้างจะไม่ไว้หน้าเขา? แม้แต่ตัวตนระดับตำหนักอมตะ เมื่อเห็นเขาก็ต้องเรียกเขาอย่างเอาใจว่าเสี่ยวโม่ (โม่น้อย)

เหล่านักปรุงยาเองก็เช่นกัน ปรมาจารย์จื่อเฉิงคือหนึ่งในนักปรุงยาสี่ดาวของเมืองวิถีโอสถ เพราะงั้นต่อให้นักปรุงยาระดับสามดาวพบเจอเขา ก็ต้องยอมไว้หน้า

แต่ตอนนี้นักปรุงยาหนึ่งดาวตัวจ้อยกลับกล้าทำตัวเหิมเกริมกับเขางั้นรึ?

“หลิงฮัน อย่าได้ล้ำเส้นเกินไป!” นักปรุงยาฝึกหัดเค้นเสียงจากลำคอ “หากล่วงเกินข้า อย่าได้คิดว่าชีวิตในเมืองวิถีโอสถได้อย่างสงบสุข!”

เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ทุกคนรอบข้างต่างส่ายหัว

ผู้ช่วยนักปรุงยาผู้นี้มีแซ่โม่ ซึ่งผู้คนมักให้เกียรติเรียกเขาว่านักปรุงยาโม่ ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นนักปรุงยา ด้วยการที่เขามีปรมาจารย์จื่อเฉิงอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ผู้นี้จะเบ่งอำนาจแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา

ต่อให้เป็นผู้สืบทอดอย่างพวกหลู่เซียนหมิง ต่อหน้าผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ พวกเขาทั้งสี่คนก็ยังต้องแสดงท่าทีที่สุภาพ

หลิงฮันเค้นเสียง “สุนัขรับใช้เช่นเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาเห่าสั่งข้าว่าห้ามล้ำเส้น? อย่าลืมว่าสถานะของเจ้า เป็นเพียงสิ่งที่ได้มาจากอื่นเท่านั้น ข้าไม่คิดจะลดตัวลงไปเสวนากับพวกขยะ หลบไปให้พ้นซะ”

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันกำลังจะเดินจากไป ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็รีบกระโดดไปขวางกั้นทางเดินและกล่าว “ข้าไม่อนุญาติให้เจ้าไป!”

“ทำไม เจ้าคิดจะหาเรื่องข้ารึไง?” หลิงฮันยิ้ม

“เกรงว่าความสามารถของเจ้าจะไม่พอ!” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กล่าวอย่างอวดดี แน่นอนว่าเขาย่อมเป็นหนึ่งในคนที่ไม่รู้เรื่องราวของหลิงฮัน ในความคิดของเขา ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงนิรันดร์สามนิพพาน แต่ด้วยพรสวรรค์ในศาสตร์ปรุงยาที่ไม่โดดเด่น เขาจึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการขัดเกลาศาสตร์วรยุทธแทน

เพราะงั้นถึงแม้เขาจะเป็นนิรันดร์สามนิพพาน แต่เขาก็มั่นใจว่าตนเองไม่มีทางแพ้หลิงฮันที่เป็นนักปรุงยาในระดับสี่นิพพาน

‘พรวด’ ใครหลายคนหัวเราะออกมา หลังจากเห็นความอวดดีของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่

น่าขันนัก ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ผู้นี้คิดว่าหลิงฮันเป็นอัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยา เลยคิดว่าจะใช้กำลังได้ง่ายๆงั้นสินะ?

แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ หากไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ใครจะทำใจเชื่อลงว่าในโลกนี้จะมีอัจฉริยะรอบด้านเช่นนี้อยู่?

“นักปรุงยาโม่อย่าทำเช่นนั้น!” ใครบางคนที่ต้องการประจบประแจง รีบวิ่งมาบอกเรื่องราวของหลิงฮัน

แม่เจ้า!

ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ปากกระตุกไปมา นี่เจ้ายังเป็นคนอยู่รึเปล่า! นอกจากจะเป็นสัตว์ประหลาดในศาสตร์วรยุทธแล้ว เจ้ายังเป็นอัจฉริยะในศาสตร์ปรุงยาด้วย?

ท่าทีของเขาเริ่มแผ่วลง แต่ด้วยนิสัยอันหยิ่งยโส เขาจึงยืดอกขึ้นมาอีกครั้งและกล่าว “ข้าไม่เคยคิดจะใช้กำลังแบบคนเถื่อนเช่นเจ้า! เจ้ารู้รึไม่ว่าการสร้างความอัปยศให้ข้า ก็เหมือนกับการสร้างความอัปยศต่อปรมาจารย์จื่อเฉิง และเมืองวิถีโอสถ!”

หลิงฮันหัวเราะ “เจ้านี่ช่างเป็นคนหน้าด้านยิ่งนัก คนที่อย่างมากก็เป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูง และเป็นแค่นิรันดร์สามนิพพานเช่นเจ้าน่ะรึ จะมีค่าเทียบเท่าเมืองวิถีโอสถทั้งเมือง? เจ้าคิดว่าจะมีใครเชื่อเรื่องแบบนั้นรึไง”

“เหอะ เดี๋ยวเจ้าก็รู้!” ผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กล่าวด้วยท่าทีโอหังเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้อำนาจของผู้หนุนหลังในการกดขี่ผู้อื่น ที่ผ่านๆมาที่ราชาแห่งยุคไม่รู้กี่คนแล้วที่ต้องก้มหัวให้เขา

หลิงฮันพยักหน้า “ในเมื่อเจ้ามีความสามารถขนาดนั้น ไหนลองสบถด่านข้าหน่อยเป็นไง?”

“สบถด่างั้นรึ? เหอะ เจ้าตัวบัดซบ! ก็แค่สบถด่า ต่อให้ต้องทำสักร้อยครั้ง…”

หมับ!

ยังไม่ทันทีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่จะพูดจบ หลิงฮันก็จับคือยกร่างอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น แน่นอนว่าด้วยสภาพนี้ ผู้ช่วยโม่ย่อมไม่อาจอ้าปากพูดอะไรได้ แขนและขาของเขาสะบัดดิ้นรนไปมา พร้อมกับใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว

“ทุกคนได้ยินแล้วสินะ ว่าเมื่อครู่หมอนี่เป็นฝ่ายสบถด่าข้าก่อน?” หลิงฮันยักไหล่ และทำเป็นผู้บริสุทธิ์ “ที่นี่คือวิหารนักปรุงยา การที่ผู้ช่วยนักปรุงยาตัวจ้อยเช่นเจ้า บังอาจสบถด่าข้า ก็สมควรจะถูกทุบตีเป็นการลงโทษเสียหน่อยเจ้าว่าไหม?”

“แน่นอนว่าสมควร!” เขาไม่รอให้ใครตอบ ‘เพี๊ยะ’ และทำการตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายทันที

ฝ่ามมือของเขาทรงพลัง จนผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ต้องสำลักโลหิตออกมาพร้อมกับฟันหลายซี่ที่แตกหัก ใบหน้าครึ่งหนึ่งปูดบวมด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

‘เอ่…’ ทุกคนอ้าปากค้าง

มีคำกล่าวอยู่จริงว่า หากจะทุบตีสุนัขก็ต้องดูเจ้าของให้ดีเสียก่อน ซึ่งเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังสุนัขอย่างผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ก็คือปรมาจารย์จื่อเฉิง ซึ่งเป็นนักปรุงยาระดับสูงสุดของเมืองแห่งนี้ เพียงแต่คำพูดของหลิงฮันก็ดูมีเหตุผลเช่นกัน

เจ้าเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงตัวจ้อยแท้ๆ แต่กลับไปดูหมิ่นนักปรุงยาหนึ่งดาวงั้นรึ? ถ้าหากทำเช่นนั้นได้ ลำดับขั้นสถานะจะมีไปเพื่ออะไร?

‘เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ’ หลิงฮันทุบตีผู้ช่วยนักปรุงยาโม่จนพอใจ ก่อนจะโยนร่างของอีกฝ่ายทิ้ง

การที่เขากล้าทำเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมคาดการณ์ผลลัพธ์เอาไว้แล้ว

อย่างแรกเลยคือ ปรมาจารย์จื่อเฉิงจะต้องต้องการตัวเขาเป็นแน่ อีกฝ่ายถึงได้ส่งให้คนมาพาตัวเขาไป ซึ่งหากปรมาจารย์นักปรุงยาผู้นี้เป็นคนสัตย์จริง หลังจากนี้อีกฝ่ายจะต้องไม่ฟังความข้างเดียวจากผู้ช่วยนักปรุงยาโม่แน่

อย่างที่สอง ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงถูกคำพูดของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่กรอกหูได้ มีรึที่คนเช่นนั้นจะสามารถพัฒนาจนเองจนกลายเป็นนักปรุงยาสี่ดาวได้?

คนหนึ่งเป็นนักปรุงยารุ่นเยาว์อัจฉริยะที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กับอีกคนที่เป็นเพียงสุนัขลิ่วล่อ คิดว่าระหว่างพวกเขาสองคน ปรมาจารย์นักปรุงยาจะเลือกใคร?

ถ้าหากปรมาจารย์จื่อเฉิงยังคิดเข้าข้างผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ผู้นี้อยู่ ในตอนนี้หลิงฮันก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป

หลิงฮันสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป และดูจากสีหน้าของหลู่เซียนหมิงในตอนนี้ เกรงว่าเขาคงจะไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่พักของอีกฝ่ายได้อีกต่อไปแล้ว

ทุกคนมองตามแผ่นหลังหลิงฮัน ก่อนจะหันกลับมามองร่างของผู้ช่วยนักปรุงยาโม่ที่นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใส

เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างหาญกล้านัก

เมื่อรู้ว่าคนที่จะทดสอบเป็นนักปรุงยาคือหลิงฮัน ความคาดหวังของทุกคนก็ลดลงไปกว่าครึ่ง

หลิงฮันเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเชียว? ปรมาจารย์ที่สายตาเฉียบคนบางคนสามารถมองออกอย่างแม่นยำกว่า อายุของหลิงฮันนั้นยังอยู่ในช่วงห้าร้อยปีด้วยซ้ำ!

ต่อให้ตั้งแต่เกิดมาหลิงฮันใช้ช่วงชีวิตทั้งหมดอยู่ในห้องเร่งเวลาระดับสูงสุด เวลาที่เขาสามารถใช้ฝึกฝนได้ก็คือห้าหมื่นปีเท่านั้น

จะบอกว่าเพียงแค่ระยะเวลาห้าหมื่นปี ก็สามารถบรรลุเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้งั้นรึ?

เรื่องเพ้อเจ้อแบบนั้น ใครเชื่อก็บ้าเต็มทีแล้ว!

แต่จะอย่างไรก็ตาม การที่สุดยอดอัจฉริยะแห่งยุคอย่างหลิงฮันต้องการทดสอบเป็นนักปรุงยานั้น ได้ทำให้ใครต่อใครต่างรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากจนต้องตามมาดู แม้แต่เหล่าผู้สืบทอดก็ไม่มีข้อยกเว้น

หากจะบอกว่าใครที่รู้สึกตกตะลึงมากที่สุดล่ะก็ คงหนีไม่พ้นหลู่เซียนหมิง

หลิงฮันคิดอะไรอยู่กันแน่?

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลู่เซียนหมิง เจ้าที่เป็นสุดยอดอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ จะต้องการเป็นนักปรุงยาไปทำไม? ถ้าหากหลิงฮันกลายเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้จริงๆล่ะก็ ผลกระทบที่ตามมาภายหลังจะยิ่งใหญ่มหาศาล

นักปรุงยาหนึ่งดาวที่อายุยังไม่เกินห้าหมื่นปี… พรสวรรค์ระดับนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า การที่หลิงฮันเอาชนะจ้าวชิงเฟิงได้เสียอีก เพราะในประวัติศาสตร์อันยาวนาน นักปรุงยาหนึ่งดาวที่อายุเพียงห้าหมื่นปีนั้นไม่เคยมีมาก่อน

บารมีอำนาจของอัจฉริยะเช่นนั้น เพียงพอที่จะยึดครองเมืองวิถีโอสถไปอยู่ในฝ่ามือ!

ผู้สืบทอดคนใหม่!

ด้วยพรสวรรค์ทั้งในศาสตร์วรยุทธและศาสตร์ปรุงยา ในอนาคตผู้สืบทอดคนใดกัน จะสามารถแย่งชิงตำแหน่งผู้ปกครองเมืองวิถีโอสถกับหลิงฮันได้?

หลู่เซียนหมิงปวดหัวจนหัวแทบระเบิด ณ ตอนนี้เขาทำได้แต่หวังเพียงอย่างเดียวว่า หลิงฮันจะทดสอบไม่ผ่าน เพราะไม่อย่างนั้น ตัวเขาคงต้องกลายไปเป็นศัตรูกับหลิงฮันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เขาหันไปมองฉินกู่ยวี่ เจียวปัง และโอวข่าน ทั้งสามคนเองก็หันมามองหน้ากันและกันเช่นกัน สายตาของทั้งสี่คนต่างแสดงออกไปในทางเดียวกันว่า จะยอมให้มีผู้สืบทอดคนใหม่เกิดขึ้นมาไม่ได้ โดยเฉพาะอัจฉริยะที่ราวกับสัตว์ประหลาดแบบหลิงฮันด้วยแล้ว

เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบพวกเขา หลายขุมอำนาจต่างคาดหวังให้หลิงฮันทดสอบผ่าน หากหลิงฮันกลายเป็นนักปรุงยาได้จริงล่ะก็ เขาจะถือว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะทั้งในศาสตร์ปรุงยาและศาสตร์วรยุทธ และในอนาคต เขาจะกลายเป็นตำนานของเมืองวิถีโอสถอย่างแน่นอน

หลิงฮันเข้าสู่ห้องหลอมเม็ดยา เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการเป็นนักปรุงยาอย่างเต็มตัว

แน่นอนว่าเม็ดยาที่เขาเลือกหลอมคือ เม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณ

ระยะเวลาในการหลอมเม็ดยาคือสามเดือน แต่โชคดีที่ห้องหลอมยาของการทดสอบเป็นนักปรุงยาคือห้องเร่งเวลาหนึ่งร้อยเท่า เพราะงั้นระยะเวลาการหลอมของหลิงฮัน จึงลงลงมาเหลือเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น

ท่ามกลางสายตาที่ทุกคนกำลังจับจ้องจากภายนอกห้องหลอม การเคลื่อนไหวของหลิงฮันได้ถูกเร่งให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้นร้อยเท่า แต่ถึงอย่างนั้นทักษะการขยับมือของเขาก็ยังคงนุ่มนวลและลื่นไหลเป็นอย่างมาก

เรื่องนี้ทำให้ผู้คนมากมายต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ถึงแม้ใครหลายคนที่มาดูจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ปรุงยา แต่จากมุมมองของพวกเขา การเคลื่อนไหวของหลิงฮันนั้น เปรียบได้ดั่งปรมาจารย์นักปรุงยาเฒ่าที่มากประสบการณ์อย่างแท้จริง

ใบหน้าของหลู่เซียนหมิง โอวข่าน และผู้สืบทอดคนอื่นกลายเป็นบูดบึ้ง และรู้สึกได้ถึงลางร้าย

บางที… หลิงฮันอาจจะผ่านการทดสอบได้จริงๆ

ทั้งสี่รู้สึกหวาดกลัว ต่อให้ผู้สืบทอดเช่นพวกเขาจะบรรลุเป็นนักปรุงยาสองดาวกันแล้ว แต่พวกเขาก็คงถูกรัศมีของหลิงฮันบดบังอยู่ดี

ทำไมน่ะรึ? ลองคิดดูว่าทั้งๆที่ในเมืองวิถีโอสถมีนักปรุงยาที่ระดับสูงกว่าพวกเขาอยู่แท้ๆ แต่ทำไมถึงมีแค่พวกเขามีได้เป็นผู้สืบทอด?

นั่นเพราะพวกเขาคืออัจฉริยะที่มีศักยภาพพอที่จะบรรลุ เป็นนักปรุงยาสามดาว สี่ดาว หรือห้าดาวได้ในอนาคต!

หากหลิงฮันกลายเป็นนักปรุงยาได้ด้วยอายุที่น้อยกว่าห้าหมื่นปีจริง นั่นหมายความว่าศักยภาพของเขาจะเหนือยิ่งกว่าผู้สืบทอดคนใดทั้งหมด

แววตาของผู้สืบทอดทั้งสี่ผันผวนไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง แม้แต่หลู่เซียนหมิงก็ไม่มีข้อยกเว้น จิตใจของเขาค่อยๆเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง

ที่ด้านนอกห้องหลอม เวลาหนึ่งวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนด้านในห้องหลอม ระยะเวลาที่หลิงฮันใช้หลอมเม็ดยาใกล้จะผ่านไปหนึ่งร้อยวันแล้ว ซึ่งในขณะนั้นเอง มือของเขาก็เริ่มขยับพริ้วไหว การหลอมเม็ดยาของเขาราวกับกลายเป็นการแสดงทักษะอะไรบางอย่าง

‘ตูม’ เขาผลักฝ่ามือเข้าใส่เตาหลอมพร้อมกับโคจรเพลิงเก้าสวรรค์ ส่งผลให้เตาหลอมเกิดการระเบิดในทันที

“ล้มเหลวงั้นรึ?” ทุกคนที่กำลังมองอย่างดูอย่างเคลิบเคลิ้ม เมื่อเห็นว่าเตาหลอมเกิดการระเบิด ก็รู้สึกผิดหวังในทันที

แต่ก็ช่างมันเถอะ หากสามารถควบคุมเตาหลอมไม่ให้ระเบิดได้เป็นเวลานานขนาดนี้ล่ะก็ หลิงฮันจะกลายเป็นนักปรุงยาหนึ่งหนึ่งดาวไหน ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

การที่สามารถเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้ทั้งๆที่อายุน้อยขนาดนี้ แถมยังเป็นสุดยอดอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธด้วย มันหมายความว่าอะไรน่ะรึ?

มันหมายความว่าหลิงฮันคือดาวดวงใหม่อันเจิดจรัส ที่ควรค่าแก่การทุ่มเทอำนาจทั้งหมด เพื่อให้ได้เขามาอยู่ในตระกูล

หลู่เซียนหมิงและผู้สืบทอดอีกสามคนถอนหายใจโล่งอก แต่ถึงอย่างนั้นความหวาดระแวงของพวกเขากลับทะยานสูงขึ้นไปอีกหลายร้อยเท่า พวกเขาต้องรีบกำจัดหลิงฮันให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นตราบใดอีกอีกฝ่ายบรรลุเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้สำเร็จ ผลกระทบที่ตามมาจะหนักหนาสาหัสเกินจะแก้ไหว

เพียงแต่หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป

ถึงแม้เตาหลอมจะระเบิดไปแล้ว แต่เม็ดยาสามเม็ดกลับกำลังล่องลอยขึ้นสู่เพดานห้องหลอม ราวกับต้องการจะหลบหนี

ละ… หลอมเม็ดยาสำเร็จ!

ทุกคนตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ใบหน้าของพวกหลู่เซียนหมิงทั้งสี่คนก็กลับกลายมาเป็นบูดบึ้ง

หลิงฮันคว้ามือไปยังเม็ดยาทั้งสาม ก่อนจะเบิดประตูออกมาและส่งมอบเม็ดยาให้นักปรุงยา “เชิญตรวจสอบได้”

‘พรึบ’ เหล่านักปรุงยามากมายแก่กันเข้ามาล้อมวงทันที

“เหลือเชื่อ ไม่ใช่แค่หลอมได้สำเร็จ แต่คุณภาพของเม็ดยายังอยู่ในขั้นกลางอีกด้วย!”

“รุ่นเยาว์… เจ้าเป็นอัจริยะในศาสตร์วรยุทธจริงๆรึ?

“ขนาดข้าบรรลุเป็นนักปรุงยาระดับหนึ่งมากว่าเจ็ดพันล้านปีแล้ว ยังไม่สามารถหลอมเม็ดยาขั้นกลางสำเร็จแล้ว”

เหล่านักปรุงยามากมายอุทานด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่แค่นักปรุงยาหน้าใหม่ผู้นี้จะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุด แต่เม็ดยาที่เขาหลอมยังเป็นเม็ดยาขั้นกลางอีกด้วย

“เจ้าคือหลิงฮัน?” ทันใดนั้นเอง ผู้ช่วยนักปรุงยาผู้หนึ่งก็ก้าวเดินเข้ามา ถึงแม้รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายจะอยู่ในช่วงอายุสิบห้าถึงสิบหกปี แต่ดูจากพลังชีวิตแล้ว อายุที่แท้จริงคงอยู่ในช่วงหนึ่งร้อยล้านปีเป็นอย่างน้อย

เมื่อคนผู้นี้เดินเข้ามา ผู้คนที่มุงกันอยู่ต่างเผยสีหน้าหวาดผวา แม้แต่เหล่านักปรุงยาเองก็ต้องล่าถอยยอมเปิดทางให้อีกฝ่าย

สิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวไม่ใช่ผู้ช่วยนักปรุงยาผู้นี้ แต่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างหาก

คนผู้นี้คือตัวแทนของ ปรมาจารย์นักปรุงยาจื่อเฉิง!

นี่เจ้าไม่ได้มาช่วยการทดสอบของเขาหรอกรึ?

ผู้ช่วยนักปรุงยาไม่เข้าใจสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย เหตุใดโอวข่านถึงต้องการให้หลิงฮันหลอมเม็ดยาที่ยากที่สุดกัน?

แต่ในเมื่อผู้สืบทอดกล่าวแบบนั้น มีรึที่เขาจะกล้าตั้งคำถาม เขารีบกล่าวกับหลิงฮันทันที “ถ้างั้นเจ้าก็หลอมเม็ดยารุ้งฟ้าครามแล้วกัน”

หลิงฮันพยักหน้าอย่างไม่คิดอะไร

หลิงฮันเดินไปยังห้องหลอมเม็ดยา เขาแจ้งชื่อก่อนจะเข้าไปด้านใน และเริ่มทำการจัดเรียงสมุนไพร ควบคุมอุณหภูมิเตาหลอม และเริ่มหลอมเม็ดยา

“ช่างงดงามนัก!” ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม หากเทียบกับในด้านทักษะเคลื่อนไหวของมือแล้ว เขารู้ตัวดีกว่าไม่อาจเทียบกับหลิงฮันได้

เป็นการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลเหลือเกิน

โอวข่านเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ที่แท้หลิงฮันก็หลอมเม็ดยาเป็นจริงๆ!

เขาคิดว่าเพราะหลิงฮันโมโหการขัดขวางการซื้อเม็ดยาจากเขา เลยควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่และมาทดสอบเป็นนักปรุงยาเสียอีก แต่ดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น

หรือว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจมาซื้อเม็ดยากันแน่?

ถ้าลองคิดดูดีๆ หากแค่จะซื้อเม็ดยาล่ะก็ หลู่เซียนหมิงย่อมสามารถจัดหาเม็ดยาให้ได้แล้ว มีความจำเป็นด้วยรึที่หลิงฮันต้องมาซื้อเม็ดยาด้วยตัวเอง?

เพียงแต่ว่ามนุษย์นั้นไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และมีพลังชีวิตที่จำกัด หลิงฮันที่ต้องใช้เวลาไปกับการบ่มเพาะพลังให้บรรลุขีดจำกัด จะเอาเวลาจากไหนไปฝึกฝนศาสตร์ปรุงยากัน?

เหตุใดอีกฝ่ายถึงมีทักษะหลอมเม็ดยาที่อัศจรรย์เช่นนี้ได้?

จะบอกว่าเป็นอัจฉริยะรอบด้านงั้นรึ? ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!

แต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งวันเศษๆ เม็ดยารุ้งฟ้าครามก็ถูกหลอมเสร็จสิ้น

แน่นอนว่าคุณภาพของเม็ดยาย่อมเป็นคุณภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุด

“ผ่านการทดสอบ!” ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางกล่าวด้วยสีหน้าชื่นชม ถึงว่าทำไมแม้แต่โอวข่านต้องพาหลิงฮันมาที่นี่ด้วยตนเอง และให้หลอมเม็ดยายากสุด ที่แท้คนผู้นี้ก็มีความสามารถมากพอนี่เอง

ใบหน้าของโอวข่านกลายเป็นมืดมน ผลลัพธ์เช่นนี้เปรียบดั่งการตบหน้าเขาอย่างจัง!

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “งั้นเริ่มการทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางได้เลย”

ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นพยานได้ เพราะงั้นเขาจึงรีบไปรายงานและเรียกผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงสามคนมา

“คารวะผู้สืบทอด!” ทั้งสามคนโค้งตัวทักทายโอวข่านก่อนเป็นอันดับแรก

โอวข่านสะบัดมือ ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยแล้วว่า ขีดจำกัดของหลิงฮันอยู่ที่ระดับใดกันแน่

“ให้เขาหลอมเม็ดยารวมจิตโลกาปฐพี” โอวข่านกล่าว

ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงทั้งสามชะงักพร้อมกัน เม็ดยารวมจิตโลกาปฐพีคือเม็ดยาที่ในอดีตกาลเคยเป็นเม็ดยาระดับสูงมาก่อน แต่เพราะสาเหตุอะไรบางอย่าง ภายหลังจึงถูกจัดให้ลงมาเป็นเม็ดยาระดับกลาง

การจะให้ผู้เข้าทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลาง หลอมหลอมเม็ดยารวมจิตโลกาปฐพีนั้น จะไม่ยากเกินไปหน่อยงั้นรึ?

แต่พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งที่คิดออกไป คำพูกของผู้สืบทอดนั้น ใครกันจะกล้าแย้ง?

ด้วยเหตุนี้หลิงฮันจึงทำการหลอมเม็ดยารวมจิตโลกาปฐพี

ทันที่เริ่มลงมือ ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางทั้งสามก็อดไม่ได้ ที่จะชื่นชมทักษะการเคลื่อนไหวมือของหลิงฮัน

คนผู้นี้ใช่คนที่เพิ่งเริ่มเป็นนักปรุงยาจริงๆรึ? เหตุใดทักษะของเขาถึงได้ดูเหมือนปรมาจารย์นักปรุงยาเฒ่ามากประสบการณ์นัก?

“ผ่าน!” หลังจากตรวจสอบเม็ดยาของหลิงฮัน ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงทั้งสามก็ให้ผ่านอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ใบหน้าของหลิงฮันเผยรอยยิ้ม “งั้นก็เริ่มทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงต่อเลย”

การทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยา ก็ยังคงอยู่ในระดับของผู้ช่วย เพราะงั้นเป็นไปไม่ได้ที่นักปรุงยาที่แท้จริงจะเป็นคนมาเป็นพยานการทดสอบด้วยตัวเอง การทดสอบนี้จึงต้องเพิ่มพยานเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงสิบคนแทน

ครั้งนี้โอวข่านไม่กล่าวอะไร ต่อให้หลิงฮันจะมีคุณสมบัติเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงจริงแล้วจะอย่างไร? ไม่ว่าอย่างไรอีกไม่กี่วันให้หลังนี้ อีกฝ่ายก็ต้องถูกสังหารอยู่ดี

หรือจะบอกว่าหลิงฮันจะเป็นนักปรุงยาได้งั้นรึ?

ช่างน่าขัน ต่อให้ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงต้องการไต่เต้าขึ้นเป็นนักปรุงยาที่แท้จริง ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยพันล้านปี แต่ดูจากพลังชีวิตของหลิงฮันแล้ว อายุขัยของอีกฝ่ายยังไม่เกินหนึ่งหมื่นปีด้วยซ้ำ เพราะงั้นจะเป็นนักปรุงยาได้อย่างไร?

เมื่อไม่มีโอวข่านขัดขวาง ความยากของการทดสอบครั้งนี้จึงลดลง หลิงฮันสามารถเม็ดยาระดับสูงชนิดใดก็ได้ตามใจชอบ

แน่นอนว่าห้องหลอมเม็ดยา ย่อมมีคุณสมบัติในการเร่งเวลาเช่นกัน เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวันเม็ดยาระดับสูงก็ถูกหลอมเสร็จสิ้น

“ผ่าน!” ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงทั้งสอบคนรู้สึกเลื่อมใสในทักษะการปรุงยาของหลิงฮันเป็นอย่างมาก และแสดงสีหน้าชื่นชมออกมาอย่างปิดไม่มิด

“ทดสอบเป็นนักปรุงยาต่อได้เลย” หลิงฮันกล่าว

ว่าไงนะ?

เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกไป บริเวณโดยรอบก็กลายเป็นเงียบสงัดราวกับป่าช้า

ทดสอบเป็นนักปรุงยางั้นรึ? ช่างหาญกล้านัก!

เจ้ารู้รึเปล่าว่าในเมืองวิถีโอสถแห่งนี้มีนักปรุงยาอยู่กี่คน?

หนึ่งแสนสามหมื่นแปดพันหกร้อยหกสี่สิบสามคนเท่านั้น

อย่ามองว่าจำนวนนี้เป็นจำนวนที่มาก ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของเมืองวิถีโอสถที่เป็นเมืองอำนาจสี่ดาว เชจำนวนประชากรในเมืองจึงมีมากหลายล้านล้านคน ยิ่งกว่านั้นจำนวนนักปรุงยาหลักแสนคนก็ไม่ใช่นักปรุงยาจากเมืองวิถีโอสถเพียงอย่างเดียวด้วย แต่เป็นจำนวนของนักปรุงยาที่มารวมตัวกันกว่าครึ่ง ของทั่วทั้งดินแดนแห่งเซียนฝั่งตะวันออก

กล่าวคือนักปรุงยานั้น มีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าสตรีงามล่มเมืองเสียอีก

“อะไร ทดสอบไม่ได้งั้นรึ?” หลิงฮันยิ้ม

“แน่นอนว่าสามารถดำเนินการทดสอบได้ แต่การจะหลอมเม็ดยาระดับนิรันดร์นั้น จำเป็นต้องต้องใช้สมุนไพรระดับนิรันดร์ด้วย” ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงกล่าง “วิหารนักปรุงยาไม่ได้เตรียมสมุนไพรนิรันดร์เอาไว้ให้ หากต้องการทดสอบเจ้าต้องใช้สมุนไพรของตัวเอง”

“ไม่มีปัญหา” หลิงฮันกล่าว

เมื่อเห็นความมั่นใจของหลิงฮัน ในที่สุดโอวข่านก็เผยสีหน้าวิตกกังวลออกมา

หลิงฮันมีความสามารถขนาดนั้นจริงๆรึ?

หากไม่ใช่คนโง่ คนที่ไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองที่ไหนบ้าง จะถ่อมาถึงวิหารนักปรุงยาแห่งนี้เพื่อทดสอบให้ล้มเหลว และเสียทั้งเงินเสียทั้งหน้า?

แต่หากจะบอกว่าหลิงฮันมีคุณสมบัติกลายเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้นั้น เขาก็ทำใจเชื่อไม่ลงเช่นกัน

หลังจากผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงทั้งสิบปรึกษากัน หนึ่งในนั้นก็กล่าว “การทดสอบเป็นนักปรุงยาจำเป็นต้องมีนักปรุงยาเป็นสักขีพยาน” ผู้ช่วยนักปรุงยาเช่นพวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะตรวจสอบการทดสอบนี้

หลิงฮันพยักนหา

การทดสอบเป็นนักปรุงยานั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากในอนาคต ผู้ที่เข้าทดสอบอาจจะกลายเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของเมืองวิถีโอสถก็เป็นได้

ไม่ใช่แค่เหล่านักปรุงยาเท่านั้นก็เกิดความโกลาหล แต่ตระกูลทรงอำนาจต่างๆก็ส่งคนมาดูการทดสอบด้วย หากมีนักปรุงยาคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นจริง ก็ควรค่าแก่การแย่งชิงตัวมาเข้าร่วมตระกูล

เพียงแต่เมื่อรับรู้ว่าผู้ที่จะทำการทดสอบนักปรุงยาคือหลิงฮัน ทุกคนก็เกิดความคิดเดียวกันขึ้มาในหัว

นี่เจ้ากำลังเล่นบ้าอะไรอยู่?

เจ้าเป็นอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ์ ที่เอาชนะจ้างชิงเฟิงได้ทั้งๆที่มีระดับพลังต่ำกว่าหนึ่งขั้นไม่ใช่รึไง?

หากมีพลังล้นเหลือหรือมีเวลาว่างขนาดนั้น ทำไมไม่ไปทุ่มเทให้กับศาสตร์วรยุทธกัน?

วิหารนักปรุงยาไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับทดสอบเป็นนักปรุงยา หรือผู้ช่วยนักปรุงยาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สำหรับขายเม็ดยาอีกด้วย

ซึ่งโอวข่านจะรู้ได้อย่างไรว่าหลิงฮันนั้นจะมาที่นี่เพื่อทดสอบเป็นนักปรุงยา ในสายตาของเขา เขาคิดเพียงว่าหลิงฮันจะต้องมาที่นี่เพื่อซื้อเม็ดยาเป็นแน่

ในฐานะผู้สืบทอด หากเขาตัดสินใจไม่ขายเม็ดยาใคร คนผู้นั้นก็ไม่มีวันได้เม็ดยาไป

หลิงฮันเมินเฉยและมุ่งหน้าต่อ

โอวข่านรีบไล่ตาม เพราะคิดว่าหลิงฮันกำลังพยายามสลัดเขาให้หลุด เพื่อรีบไปซื้อเม็ดยา

เหอะๆ ฝันไปเถอะ!

ที่ด้านหลังของเขา ผู้ติดตามทั้งสี่คนได้ปรากฏตัว และไล่ตามมาอย่างใกล้ชิด

ระยะทางหนึ่งร้อยฟุตไม่นับเป็นอันใดสำหรับนิรันดร์ระดับโลกียนิพพาน ถึงแม้ที่นี่จะมีค่ายกลอาคมสำหรับควบคุมความเร็วในการเคลื่อนไหวเอาไว้ แต่หลิงฮันก็มาถึงทางเข้าวิหารได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ

ชั้นแรกของวิหารเป็นสถานที่เอาไว้สำหรับขายเม็ดยา โดยที่เม็ดทั้งหลายนั้นถูกวางเรียงเอาไว้เป็นแถวเหยียดยาวราวกับหางมังกร

หลิงฮันเดินเต็ดเตร่ไปมา โดยที่มีโอวข่านเดินตามมาติดๆ และทุกๆที่ที่โอวข่านเดินผ่าน พนักงานขายทุกคนจะก้มหัวทักทายเขาด้วยความเคารพ

นี่ล่ะคือความสูงส่งของผู้สืบทอด!

หลิงฮันแสร้งทำเป็นหยุดเดิน และเอ่ยถามราคาเม็ดยา

โอวข่านที่ยืนอยู่ด้านล่างรีบเอ่ยแทรก “ห้ามขาย!”

พนักงานขายเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน ในแง่การค้าเขาจะทำเช่นนั้นกับลูกค้าได้อย่างไร? แต่ในเมื่อผู้สืบทอดสั่งแบบนั้น เขาก็ไม่กล้าที่จะขัดขืน

“ลูกค้า ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ แต่เม็ดยาชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อขาย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย เขาทั้งกลัวว่าจะตกงานและถูกหลิงฮันแก้แค้นภายหลัง เพราะอย่างไรเขาก็เป็นเพียงจอมยุทธระดับดาราเท่านั้น

หลิงฮันยิ้มและเดินต่อ

ไม่ว่าเขาจะถามราคากับพนักงานคนใด ด้วยแรงกดดันจากโอวข่าน พนักงานเหล่านั้นก็ไม่กล้าขายเม็ดยาให้เขาสักคน

“เป็นอย่างไร ทีนี้รู้รึยังว่าการเป็นศัตรูกับข้าจะลงเอยเช่นไร?” โอวข่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ยิ่งกว่านั้น จริงอยู่ที่เมืองวิถีโอสถแห่งนี้จะห้ามไม่ให้มีการเข่นฆ่ากัน แต่เจ้ารู้รึเปล่าว่า มีใครหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่ตลอด? ข้าได้ยินว่าเจ้ามีภรรยาอยู่สองคนสินะ เจ้าไม่กลัวว่าพวกนางจะกลายเป็นหญิงม่ายหรืออย่างไร?”

“แถมสตรีก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่จิตใจไม่แน่นอน บางทีสุสานของเจ้ายังไม่ทันสร้างเสร็จ พวกนางอาจจะไปอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้อื่นแล้วก็ได้”

คำพูดของเขาแฝงไว้ด้วยคำข่มขู่อย่างสุดโต่ง

เมื่อภรรยาทั้งสองถูกพาดพิง สีหน้าของหลิงฮันก็กลายเป็นมืดมนทันที

หลิงฮันหันหลังไปคว้าหน้าอกของโอวข่าน ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นราชาในระดับสี่นิพพาน แต่ต่อหน้าหน้าพลังของหลิงฮัน อีกฝ่ายย่อมไม่สามารถต่อต้านได้แม้เสี้ยวลมหายใจ

“หากเจ้าคิดจะรนหาที่ตาย ข้าก็จะสนองให้!” หลิงฮันใช้มือกำใบหน้าของโอวข่าน “รอก่อนแล้วกัน หากข้าไม่สังหารเจ้า ข้าก็จะไม่ใช่ชื่อหลิงฮันอีกต่อไป!”

เขารีบปล่อยมือ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้คือวิหารนักปรุงยา การจะผลีผลามลงมือทำอะไรที่นี่ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับอีกฝ่ายที่เป็นผู้สืบทอด

ชวีวานรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง ดวงตาของหลิงฮันนั้นโหดเหี้ยมจนทำให้เขารู้สึกหวาดผวาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เพียงแต่หลังจากที่ตั้งสติได้ไม่นาน เขาก็กลับมารู้สึกเกรี้ยวกราด

ในเมื่องวิถีโอสถแห่งนี้ แถมยังเป็นที่วิหารนักปรุงยาด้วยแล้ว หลิงฮันกล้าดีอย่างไรมาข่มขู่เขา!

ที่นี่คือสถานที่ของข้า!

เจ้ากล้าดีอย่างไร!

ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน เขาตัดสินใจว่า ในวันนี้แม้แต่เม็ดยาระดับต่ำสุด เขาก็จะไม่ให้หลิงฮันซื้อได้แม้แต่เม็ดเดียว! และหลังจากวันนี้ เขาก็จะส่งนักฆ่าไปจัดการหลิงฮันอีกด้วย

อย่างที่เขากล่าวไป ในเมืองวิถีโอสถคนที่หายทั่วไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นมีมากมาย ถ้าหากหาศพไม่เจอ ใครจะพูดได้เต็มปากว่าคนที่หายตัวไปตายไปแล้วหรือไม่?

หลิงฮันเดินไปสุดทางของวิหารชั้นแรกก่อนจะหยุดเดิน

“โปรดหยุดอยู่ตรงนั้น ชั้นที่สองไม่เปิดรับคนนอก!” ทหารยามผลักหอกในมือออกมาปิดดั้นทางเดินหลิงฮัน

โอวข่านที่ตามหลังมายกมือกอดอก และยืนดูอยู่เงียบๆ

หลิงฮันยิ้ม “ข้าต้องการทดสอบเป็นนักปรุงยา”

พรวด!

โอวข่านสำลักออกมาทันที เจ้าน่ะรึต้องการทดสอบเป็นนักปรุงยา? ช่างน่าขันนัก เจ้าคิดว่าแค่ตนเองมีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธหน่อย แล้วจะเป็นอัจฉริยะได้รอบด้านงั้นรึ?

ทหารยามเองก็ชะงักเล็กน้อย ตามกฎของวิหารนักปรุงยานั้น หากมีคนต้องการทดสอบเป็นนักปรุงยาก็ย่อมทำได้

ทหารยามกล่าว “โปรดรอสักครู่ ข้าขอแจ้งเรื่องก่อน” เขาทำการส่งสารผ่านหินสื่อสานในมือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยให้ติดต่อกับบุคคลอื่นได้ในระยะทางสั้นๆ แน่นอนว่าระยะทางสั้นๆที่ว่า ก็คือทั่วทั้งอาณาเขตที่สี่แห่งนี้!

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง รุ่นเยาว์ที่แต่งชุดราวกับนักปรุงยาฝึกหัดก็เดินออกมาจากทางเดินชั้นสอง เมื่อเห็นหลิงฮันเขาก็กล่าวออกมา “เจ้าคือคนที่จะทดสอบเป็นนักปรุงยางั้นรึ?”

“ไม่ผิด” หลิงฮันพยักหน้า

“ผะ… ผู้สืบทอด!” เมื่อนักปรุงยาฝึกหันเห็นโอวข่าน เขาก็รีบโค้งตัวคารวะทันที

โอวข่านสะบัดมือ ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายไม่ต้องมากพิธี

จากภาพตรงหน้า นักปรุงยาฝึกหัดผู้นี้ได้คิดไปเองหลิงฮันนั้นมาที่นี่พร้อมกับโอวข่าน แววตาหยิ่งทะนงบนใบหน้าของเขาหายไป และกล่าวกับหลิงฮันอย่างสุภาพ “ตอนนี้ท่านเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงแล้วสินะ?”

“ไม่” หลิงฮันส่ายหัว

“งั้นก็ผู้นักปรุงยาขั้นกลาง?”

“นั่นก็ไม่ใช่”

“งั้นก็ขั้นแรกเริ่ม?”

“ไม่ใช่เหมือนกัน”

หลังจากถามไปสามคำถาม นักปรุงยาฝึกหัดก็ปากกระตุก แม้แต่ผู้ช่วยนักปรุงยาก็ยังไม่ใช่ แต่เจ้ากลับกล้ามาทดสอบเป็นนักปรุงยาเนี่ยนะ?

“ตามกฎของวิหารนักปรุงยา ท่านจำเป็นต้องรับการทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่มก่อน มีเพียงหลังจากเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงได้แล้วเท่านั้น ถึงจะรับการทดสอบเป็นนักปรุงยาได้” นักปรุงยาฝึกหัดยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ เนื่องจากกลัวทำให้โอวข่านไม่สบอารมณ์

“เชิญนำทางไปได้” หลิงฮันพยักหน้า แม้จะเสียเวลาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

นักปรุงยาฝึกหัดนำหลิงฮันขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเริ่มขั้นตอนทดสอบ

เนื่องจากเป็นเพียงการทดสอบเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่ม ผู้ที่มาเป็นพยานการทดสอบจึงมีเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางเท่านั้น

“คารวะผู้สืบทอด!” เมื่อผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางเห็นโอวข่าน เขาก็โค้งตัวทักทายด้วยความเคารพ และเข้าใจไปเองว่าหลิงฮันเป็นคนที่โอวข่านพามาทดสอบ เพราะงั้นแล้วต่อให้ทักษะหลอมเม็ดของหลิงฮันจะอ่อนหัดแค่ไหน เขาก็จะยอมให้ผ่าน

เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นเพียงการทดสอบผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่ม ที่ไม่มีใครมาตรวจสอบอยู่แล้ว

“ให้เขาหลอมเม็ดยารุ้งฟ้าคราม” โอวข่านกล่าว

“ว่าไงนะ!” ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลางอุทานด้วยความตกใจ เม็ดยารุ้งฟ้าครามนั้นเป็นเม็ดยาแรกเริ่มที่หลอมได้ยากที่สุด จนเกือบจะเทียบได้กับเม็ดยาขั้นกลาง

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “ไม่ทราบว่าผู้สืบทอดโอวมีเรื่องอันใดกับข้างั้นรึ?”

โอวข่านก้าวเดินลงมาอยู่ไม่ห่างกับหลิงฮันมากนัก “เจ้าเป็นคนที่ไม่ว่างเอาเสียเลยนะ การจะได้พบเจอเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ”

หลิงฮุนอ้าปากอุทาน ‘โอ้’ ออกมาเบาๆ โอวข่านผู้นี้ทำตัวราวกับเป็นสหายเก่าที่ไม่ได้พบเขามานาน ทั้งๆที่เขากับอีกฝ่ายไม่เคยใช่คนคุ้นเคยกันเลยแท้ๆ แต่พูดก็พูดแล้ว เขากับหลู่เซียนหมิงเองก็ไม่ใช่คนคุ้นเคยกันเช่นกัน ที่เขายอมรับคำเชิญไปพักอาศัยในที่พักของอีกฝ่าย ก็เพราะอีกฝ่ายติดหนี้บุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้

ด้วยสัมผัสสวรรค์อันแหลมคม หลิงฮันพบว่ามีสัมผัสสวรรค์ของใครอีกสี่คนเพ่งเล็งมายังเขา เพียงแค่เจ้าของสัมผัสสวรรค์ทั้งสี่เป็นเพียงนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานเท่านั้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว

ทั้งสี่คนสมควรเป็นผู้คุ้มกันของโอวข่าน เพราะงั้นระดับพลังถึงอยู่เพียงแค่ระดับโลกียนิพพาน

นักปรุงยาไม่จำเป็นต้องมีระดับพลังที่สูงส่ง เนื่องจากข้อกำจัดในการหลอมเม็ดยาระดับนิรันดร์ คือระดับโลกียนิพพานเท่านั้น

“หลิงฮัน เจ้าสนใจมาทำงานให้ข้ารึไม่?” โอวข่านกล่าวตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

หลิงฮันส่ายหัวและตอบตรงๆ “ไม่สนใจ”

ใบหน้าของโอวข่านกลายเป็นบูดบึ้งเล็กน้อย ด้วยสถานะอันสูงส่งของเขา การที่จะมีใครบางคนปฏิเสธข้อเสนอของเขา นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก โชคดีที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ได้ จึงระงับความไม่พอใจเอาไว้ได้ทันท่วงที

“จะไม่ฟังข้อเสนอของข้าก่อนรึ?” เขาฝืนยิ้มและกล่าว

“ไม่จำเป็น” หลิงฮันส่ายหัว

เกรงว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดอยู่ ตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้ทำงานให้กับหลู่เซียนหมิงเช่นกัน เขาเพียงแค่พักอาศัยอยู่ในตระกูลหลู่เท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ที่เมืองวิถีโอสถแห่งนี้นักปรุงยาถือว่าเป็นตัวตนที่ได้รับความเคารพที่สุด

เนื่องจากหลังจากที่บรรลุเป็นนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานแล้ว หากจอมยุทธไม่ได้รับการสนับสนุนจากเม็ดยานิรันดร์ ความเร็วในการบ่มเพาะพลังก็จะช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน และหากพลังบ่มเพาะไม่พัฒนาขึ้นอย่างทันท่วงที ชีวิตก็ดับสูญเพราะต้านทานบาปเคราะห์แห่งสวรรค์ไม่ไหว

หากมองในบางแง่แล้ว ชีวิตของจอมยุทธนั้นขึ้นอยู่กับนักปรุงยานั่นเอง

โอวข่านเผยสีหน้าไม่พอใจ ” หลิงฮัน เจ้าอย่าลืมว่าต่อให้เจ้าเป็นอัจฉริยะในศาสตร์วรยุทธ แต่เจ้าก็เป็นเพียงนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานตัวจ้อยเท่านั้น อย่าได้หยิงทะนงคิดว่าตนเองสูงส่งเกินไป”

หลิงฮันถอนหายใจ เหตุใดข้าถึงต้องมาเจอตัวโง่งมเช่นนี้ระหว่างทางด้วย?

นี่ข้าไปทำบาปอะไรไว้รึไง?

ใบหน้าของหลิงฮันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “หลบไปให้พ้น อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลา”

“หลิงฮัน!” โอวข่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งขึ้น “ข้าจะบอกให้ว่า ถึงแม้ในตอนนี้หลู่เซียนหมิงจะมีอำนาจอยู่เหนือใคร แต่ผู้สืบทอดคนอื่นๆก็ไม่ได้อ่อนแอ!”

“ในหมู่ผู้สืบทอดทั้งเก้าของเมืองวิถีโอสถ หากตัดพวกไร้ค่าออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้า เจียวปังหรือฉินกู่ยวี่ ก็ล้วนแต่มีคุณสมับิตที่จะรับมือกับหลู่เซียนหมิงได้ หากพวกข้าร่วมมือกัน คนที่จะถูกตัดสิทธิ์ผู้สืบทอดเป็นคนแรกก็คือหลู่เซียนหมิง”

“เจ้าคิดว่าการเลือกต้นไม้พักพิงที่ใกล้เหี่ยวเฉา เป็นความคิดที่ฉลาดรึไง?”

เจ้าตัวบัดซบตนนี้ ต้องหูหนวกตาบอดขนาดไหน ถึงเห็นว่าเขาทำงานให้กับหลู่เซียนหมิงกัน?

หลิงฮันส่ายหัว ด้วยสติปัญญาเช่นนี้เจ้ายังคิดจะแย่งชิงบัลลังก์ของเมืองวิถีโอสถอยู่อีกรึ?

แต่เดี๋ยวก่อน เป้าหมาของเขาก็คือการเป็นผู้ปกครองในอนาคตของเมืองวิถีโอสถเช่นกัน นั่นก็หมายความว่า ทั้งโอวข่านผู้นี้ หรือแม้แต่หลู่เซียนหมิงก็เป็นคู่แข่งของเขาน่ะสิ?

หลิงฮันเกาหัว ในฐานะจักรพรรดิปรุงยา เขามั่นใจทักษะหลอมเม็ดยาของตนเองเป็นอย่างมาก จึงไม่เคยเห็นหลู่เซียนหมิง หรือผู้สืบทอดคนอื่นๆอยู่ในสายตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ใบหน้าของหลิงฮันเผยรอยยิ้ม ในเมื่อโอวข่านผู้นี้เป็นคู่แข่งของเขา งั้นเขาจะยอมเล่นด้วยหน่อยก็ได้

“ถ้างั้น เจ้ามีข้อเสนออะไรให้ข้าล่ะ?” เขาเอ่ยถาม

โอวข่านเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เขากะอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้

“ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หนึ่งคือตัดขาดกับหลู่เซียนหมิงและออกจากเมืองวิถีโอสถนี้ไป! หรือสอง เข้าร่วมกับข้าแล้วชีวิตของเจ้าจะรุ่งโรจน์!”

หลิงฮันส่ายหัว “ข้าขอเลือกข้อสาม”

ข้อสามอะไรของเจ้า? ไม่มีข้อสามให้เจ้าเลือกเสียหน่อย!

โอวข่านกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “งั้นรึ เจ้าอยากจะเพิ่มเงื่อนไขงั้นสินะ? ก็ได้ เชิญพูดมา”

หลิงฮันยิ้ม “ข้าจะเป็นผู้ยืนอยู่เหนือเจ้า ส่วนเจ้าก็ต้องเป็นฝ่ายที่ยอมศิโรราบต่อข้า!”

ถึงแม้คำพูดของเขาจะดูเหมือนล้อเล่น แต่คงมีเพียงหลิงฮันคนเดียวเท่านั้นที่มั่นใจและรู้ว่า ตนเองจะได้กลายเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของเมืองวิถีโอสถในอนาคต เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นโอวข่าน หลู่เซียนหมิง หรือผู้สืบทอดคนอื่นๆก็ต้องยอมศิโรราบต่อเขา

“ฮ่าๆๆ!” ขวีขานระเบิดเสียงหัวเราะ คราวนี้เขารู้สึกเกรี้ยวกราดอย่างแท้จริง นิรันดร์ระดับโลกียนิพพานตั้วจ้อยกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขางั้นรึ? ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธราวกับเป็นลูกรักของสวรรค์แล้วจะอย่างไร?

ที่นี่คือเมืองวิถีโอสถ!

หลิงฮันก้าวเดินขึ้นบรรไดและกล่าว “หลบไปได้แล้ว!”

โอวข่านคิดจะลงมือขัดขวาง แต่เมื่อนึกถึงพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวของหลิงฮันเขาก็ต้องหยุดมือทันที หากเขาลงมือก็มีแต่จะเป็นการสร้างความอัปยศให้ตัวเองเท่านั้น ในฐานะผู้สืบทอดเขาจะยอมเสียหน้าได้อย่างไร?

เค้าเค้นเสียงและสะบัดแขนเสื้อเดินตามหลิงฮันไป “หลิงฮัน ข้าจะแสดงอำนาจของผู้สืบทอดแห่งเมืองวิถีโอสถให้เจ้าเห็น! เจ้ามาที่นี่เพื่อซื้อเม็ดยาสินะ? เหอะ มาดูกันว่าจะมีใครกล้าขายเม็ดยาให้เจ้ารึไม่!”

คนที่มีจิตใจเช่นนี้สมควรแล้วรึที่จะได้เป็นผู้สืบทอด?

หลิงฮันส่ายหัวในใจ เมื่อเทียบกันแล้วหลู่เซียนหมิงดูมีราศีกว่าโอวข่านผู้นี้มากนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมหลู่เซียนหมิงถึงมีอำนาจมากกว่าผู้สืบทอดทุกคน ยิ่งกว่านั้นคือวันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อซื้อเม็ดยาเสียหน่อย เจ้ามั่นใจไปแบบนั้น ไม่กลัวว่าจะหงุดหงิดทีหลังงั้นรึ?

เมื่อพูดถึงเรื่องหงุดหงิดแล้ว หลิงฮันก็เผลอยิ้มเจ้าเล่ห์โดยไม่รู้ตัว ‘งั้นก็เล่นกับหมอนี่หน่อยแล้วกัน’

ที่หน้าผากของหลิงฮัน มีเส้นเลือดปูดบวมออกมา และรู้สึกเจ็บปวดเกินจะพรรณนา

คำสาปอสูรทมิฬอาฆาตกำลังออกฤทธิ์!

ถึงเวลาระยะเวลาในโลกจริงจะยังไม่ถึงกำหนดหนึ่งปี แต่เวลาที่หลิงฮันใช้ในห้องเร่งเวลานั้น ผ่านไปครบปีแล้ว

เนื่องจากไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น หลิงฮันจึงเผลอปล่อยมือออกจากการควบคุมเตาหลอม ทำให้เตาหลอมเกิดการระเบิด

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจเรื่องนั้น หลิงฮันกัดฟันพยุงตัวขึ้นมานั่ง และอดทนต่อความเจ็บปวดจากคำสาปอสูรทมิฬอาฆาต

ตามร่างกายของเขา ลวดลายสีดำสนิทค่อยปรากฏออกมา และเผยแพร่ความเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย

หลิงฮันกัดฟันจ้องสำรวจคำสาปอสูรทมิฬอาฆาต

อย่างที่รู้ว่าคำสาปนี้เกิดจากพลังอำนาจของตัวตนระดับข้ามผ่านต้นกำเนิดแท้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่นิรันดร์ทั่วไปจะสามารถตรวจสอบคำสาปได้ ความเจ็บปวดจากคำสาปจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย จนเจ้าของร่างจะรับรู้เพียงความรู้สึกทรมานอันแสนยาวนาน และลืมสนใจตรวจสอบคำสาป

เพียงแต่ด้วยความมุมานะอันแรงกล้า หลิงฮันได้ฝืนอดกลั้นความเจ็บปวด และตรวจสอบคำสาปอสูรทมิฬอาฆาตอย่างละเอียด จนรับรู้ได้ว่า ตราบใดที่พลังของเขาสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เขาจะสามารถถอนคำสาปภายในร่างนี้ได้ด้วยตัวเอง

ความเจ็บปวดจากคำสาปคงสภาพอยู่เป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนก่อนจะหายไป ทั่วร่างของหลิงฮันในตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ จิตวิญญาณของเขาอยู่ในสภาพที่อ่อนแรงมาก แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ จิตวิญญาณที่อ่อนแรงของเขาถูกขัดเกลาให้มั่นคงขึ้น

หลิงฮันเผยรอยยิ้ม อสูรเฒ่าเงาโลหิตผู้นั้นคงคาดไม่ถึงเป็นแน่ ว่าคำสาปที่ตนเองประทับเอาไว้ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้หลิงฮันไม่หลงลืมภารกิจ จะกลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณของหลิงฮัน ผ่านความทุกข์ทรมานแทน

แต่ถึงอย่างนั้นหลิงฮันก็ยังไม่ชื่นชอบวิธีการของอสูรเฒ่าผู้นี้อยู่ดี

เมื่อไหร่ที่เขาแข็งแกร่งพอ เขาขอสาบานเลยว่าจะต้องเด็ดหัวสุนัขเฒ่าบัดซบตนนี้ให้ได้!

หลิงฮันพักผ่อนเป็นเวลาสิบวัน เมื่อสภาพจิตวิญญาณฟื้นฟูกลับมา เขาก็ทำการหลอมเม็ดยาต่อ

ระยะเวลาภายในห้องบ่มเพาะกาลเวลาผ่านไปอีกสองเดือน สีหน้าของหลิงฮันค่อยๆเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นก่อนจะคำรามเสียงดัง ‘ตูม’ เตาหลอมเกิดการระเบิดอีกครั้ง พร้อมกับเม็ดยาสามเม็ดที่ลอยออกมา ในครั้งนี้เตาหลอมไม่ได้ระเบิดเอง แต่มันถูกหลิงฮันทำลาย

‘พรึบ’ เม็ดยาทรงกลมทั้งสามลอยไปมากลางอากาศและพยายามหนีขึ้นฟ้า แต่เนื่องจากห้องเร่งเวลาเป็นสถานที่ปิดตาย พวกมันจึงไม่อาจหนีไปไหนได้

หลิงฮันหัวเราะและเอื้อมมือออกไปคว้าเม็ดยาทั้งสามมาไว้ในมือ

หลอมเม็ดยาสำเร็จ!

เม็ดยาทั้งสามนี้คือเม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณ คุณสมบัติของมันคือ ช่วยในการข่มจิตวิญญาณ ของนิรันดร์ระดับโลกียนิพพาน

การบ่มเพาะพลังนั้น จอมยุทธจะต้องทำการเชื่อมสัมผัสกับอำนาจแห่งเต๋า เพียงแต่ว่าอำนาจแห่งเต๋านั้นยิ่งใหญ่และไร้ขอบเขต ซึ่งจิตวิญญาณของจอมยุทธอาจจะหลงทางอยู่ใน อำนาจแห่งเต๋าอันกว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างง่าย เม็ดยาเม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณจึงมีเอาไว้เพื่อไม่ให้ จอมยุทธหลงทางและสูญเสียความเป็นตัวเองไป

การหลอมเม็ดยานั้น มีการใช้ปริมาณสมุนไพรนิรันดร์ที่ต่างกัน และทักษะของนักปรุงยาก็ไม่เหมือนกันด้วย เพราะงั้นเม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ซึ่งก็คือระดับต่ำ กลาง สูง และสูงสุด

“เม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณของข้า น่าจะถูกจัดอยู่ในเม็ดยาระดับกลาง” หลิงฮันกล่าวประเมิน

“หลอมเม็ดยาสำเร็จครั้งแรกก็ได้เม็ดยาระดับกลางแล้ว ข้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ” หลิงฮันกล่าวด้วยความภูมิใจ

หลิงฮันสัมผัสสวรรค์ของตนเองเป็นดาบ และสลักอักษร ‘ฮัน’ ลงไปบนเม็ดยา

นักปรุงยาทุกคนจะสลักสัญลักษณ์ของตนเองลงไว้ที่ผลงาน ถึงแม้เม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณสามเม็ดนี้จะไม่ใช่ผลงานที่น่าภาคภูมิใจ แต่ก็เป็นเม็ดยาชุดแรกที่เขาหลอมสำเร็จ

ควรค่าแก่การจดจำมันเอาไว้

เนื่องจากระยะเวลาภายนอกยังไม่ถึงสิบวัน หลิงฮันจึงใช้เวลาที่เหลือหลอมเม็ดยาจันทราม่วงสะกดวิญญาณเพิ่ม ในครั้งนี้คุณภาพของเม็ดยาไม่ได้เพิ่มขึ้น และยังอยู่ในระดับกลางเหมือนเดิม

ต่อให้จักรพรรดิปรุงยาเช่นเขา ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มคุณภาพเม็ดยาให้สูงขึ้น ในการหลอมครั้งเดียว

เมื่อเวลาของห้องบ่มเพาะกาลเวลาสิ้นสุด หลิงฮันก็มุ่งหน้ากลับสู่ที่พักของหลู่เซียนหมิง ในเวลานี้ มีตัวแทนจากขุมอำนาจที่ทรงพลังมากมายหลายสิบคน มายืนรอเขาอยู่

บางขุมอำนาจต้องการรับเขาเป็นศิษย์ ในขณะที่บางขุมอำนาจต้องการรับเขาเป็นบุตรเขย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรหลิงฮันก็ปฏิเสธไปทั้งหมด

ช่างน่าขันยิ่งนัก คนเหล่านี้กำลังดูถูกเขาอยู่รึไงกัน? เป้าหมายของเขาคือการเป็นผู้ปกครองเมืองวิถีโอสถในอนาคตต่างหาก!

เมื่อเห็นว่าหลิงฮันปฏิเสธคำเชิญของทุกคน หลู่เซียนหมิงก็คิดไปเองว่าที่หลิงฮันทำเช่นนี้ก็เพื่อเขา เพราะงั้นเขาจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

หลิงฮ่นไถ่ถามข้อมูล และได้รู้ว่าในเมืองวิถีโอสถแห่งนี้ การจะเป็นนักปรุงยาได้นั้น จำเป็นต้องไปรับการตรวจสอบคุณสมบัติที่วิหารนักปรุงยาเสียก่อน

ระดับของนักปรุงยานั้นเริ่มจาก ผู้ช่วยนักปรุงยาแรกเริ่ม ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นกลาง ผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูง และหลังจากนั้นถึงจะเป็นรักปรุงยาหนึ่งดาว

คุณสมบัติในการเป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูง คือต้องหลอมเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์ระดับยี่สิบให้ได้

หลิงฮันอุทาน ‘โอ้’ ออกมา แท้จริงแล้วก่อนหน้านี้เขาก็สามารถ เป็นผู้ช่วยนักปรุงยาขั้นสูงได้แล้วนี่เอง แต่ก็ช่างมัน ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ เขาสามารถเริ่มต้นจากการเป็นนักปรุงยาหนึ่งดาวได้ ซึ่งสถานะของเขาก็จะยอดเยี่ยมยิ่งกว่า

เขาออกเดินทางไปยังวิหารนักปรุงยาเพื่อรับการทดสอบ

ครั้งนี้หลิงฮันต้องเพียงแค่ต้องการสถานะนักปรุงยาเท่านั้น เขาจึงไม่ได้พาจักรพรรดินีและสตรีนกอมตะไปด้วย เพราะไม่ต้องการทำตัวโดดเด่น

ด้วยการที่ไม่เสียเวลาเต็ดเตร่อยู่ข้างทาง เวลาผ่านไปไม่นานหลิงฮันก็มาถึงวิหารนักปรุงยา วิหารแห่งนี้ทั้งใหญ่โตและดูอย่างเกรงขามเป็นอย่างมาก สิ่งก่อสร้างของวิหารกลืนกินพื้นที่รอบด้านไปหลายหมื่นไมล์ แถมยังสูงเกินพรรณนา

ที่แห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองวิถีโอสถเท่านั้น หากเป็นวิหารนักปรุงยาในอาณาเขตที่ห้าล่ะก็ ความน่าเกรงขามของมันจะมีมากกว่านี้อีกหลายร้อยเท่า

หลิงฮันยืนและแหงนมองวิหารอันสูงลิบลิ่ว

บรรไดที่ใช้เดินขึ้นวิหารในแต่ละขั้นนั้น เรียงยาวต่อกันไปร้อยฟุต แถมยังถูกเคลือบเอาไว้ด้วยแร่หยกที่ส่องประกายงดงาม

“หลิงฮัน!” แต่ทันใดนั้นจู่ๆก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมา เมื่อแหงนมองขึ้นไปจะพบเห็นรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่บนบรรได และมองลงมายังหลิงฮันด้วยแววตาที่ดูเหมือนตนเองสูงส่งกว่า รุ่นเยาว์ผู้นี้ก้าวเดินลงบรรไดมาและกล่าว “ข้าคือชวีข่าน”

ชวีข่านคือหนึ่งในผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ

แต่ถึงอย่างนั้น เหตุใดเขาถึงปรากฏตัวขวางทางหลิงฮันกันแน่?

ชายผู้นี้มีชื่อว่าซีเหมินต้า ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก

วันนี้อากาศดี เขาเลยเกิดอารมณ์อยากชวนสองสาวขึ้นเขา มาทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วยกันสามคนแท้ๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เริ่มกิจกรรม จู่ๆเมฆสายฟ้าก็ก่อตัวรวมกันเสียได้

ใครบางคนกำลังจะรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์!

โดยปกติแล้วสวรรค์จะมีตา ตราบใดที่ไม่แทรกแซงขัดขวางทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของคนอื่น ผู้คนรอบข้างก็จะไม่ถูกทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ไปด้วย เพียงแต่หลังจากที่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ผ่าลงมาแล้ว คนรอบข้างจะโดนลูกหลงไปด้วยไหมนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่สวรรค์จะสนใจ

เพราะงั้นเมื่อใดที่มีใครบางคนกำลังรับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ ผู้คนโดยรอบก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงออกจากรัศมี

นอกจากว่าจอมยุทธที่รับทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์เป็นนิรันดร์ระดับโลกียิพพาน แต่คนรอบข้างเป็นนิรันดร์ระดับแบ่งแยกวิญญาณ ในกรณีเช่นนี้ต่อให้ยืนอยู่ใกล้ก็ไม่ใช่ปัญหา

แต่ประเด็นก็คือหลิงฮันกับจักรพรรดินีนั้น มีศักยภาพที่ใกล้เคียงกับจักรพรรดิเป็นอย่างมาก เพราะงั้นทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ในระดับสี่นิพพานของทั้งสอง จึงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

ซีเหมินต้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพยายามพาสตรีข้างกายทั้งสอง หลบหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย

“บัดซับ นี่พวกเจ้าจงใจสินะ!” หลังจากหลบมายืนอยู่ในรัศมีที่ปลอดภัยแล้ว ซีเหมินต้าก็ชี้นิ้วไปยังท้องฟ้า และสบถออกมา

เพียงแต่ว่าทันทีที่สายตาของเขามองไปที่จักรพรรดินี ใบหน้าของเขาก็แสดงออกถึงความตกตะลึง

ไม่จริง… ในโลกนี้มีสตรี้ที่งดงามขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร!

“หืม หมอนั่นมัน!” เขามองไปที่หลิงฮันด้วยท่าทีหวาดผวา

“นั่นมันบุรุษที่โค่นจ้าวจิงงงเฟิงลงได้!” จู่ๆร่างกายของเขาก็รู้สึกเย็นยะเยือก และใบหน้ากลายเป็นซีดเผือด

ตระกูลชีเหมินคือขุมอำนาจทรงพลัง ที่มีประมุขเป็นตัวตนระดับขอบเขตตำหนักอมตะ ในเมืองวิถีโอสถแห่งนี้ตระกูลเขาพอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นขุมอำนาจที่สำคัญอะไรนัก

ในช่วงนี้ขุมอำนาจทรงพลังที่สนใจหลิงฮันนั้นมีอยู่มากมาย บ้างก็ต้องการรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์ หรือไม่ก็ต้องการไปเป็นบุตรเขย กล่าวคือหลิงฮันในตอนนี้ คือบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก

ด้วยเหตุนนี้การจะล่วงเกินหลิงฮัน จึงไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเท่าไหร่

ถึงแม้ชีเหมินต้าจะเป็นพวกบ้าตัณหา แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่

“ตระกูลชีเหมินเองก็ต้องการตัวเขาเช่นกัน แต่จะให้ไปแข่งขันกันขุมอำนาจที่ทรงพลังอื่นๆก็คงเป็นไปไม่ได้” ชีเหมินต้าครุ่นคิด “เพียงแต่จากเหตุการณ์ในวันนี้ ถือว่าเขาติดหนี้ข้าแล้ว ซึ่งข้าสามารถใช้โอกาสนี้สร้างสายสัมพันธ์กับเขาได้!”

เขามองไปยังหลิงฮันกับจักรพรรดินี และรอให้ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของทั้งคู่สิ้นสุด

แต่ยิ่งมองนานเท่าไหร่ ใบหน้าของเขาก็ยิ่งเปลี่ยนไป

นั่นใช่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของระดับสี่นิพพานจริงๆรึ?

เมื่อตอนนี้เขาทะลวงผ่านเป็นนิรันดร์สี่นิพพาน ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของเขาไม่ได้มีพลังทำลายล้างที่ทรงพลังเช่นนี้… ไม่สิ หากเทียบพลังทำลายล้างกันแล้ว ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของเขานั้น เทียบไม่ติดเลยแม้แต่หนึ่งในหมื่น

สมกับเป็นบุรุษที่โค่นจ้าวชิงเฟิงลงได้!

เดี๋ยวก่อน ถ้าแค่หลิงฮันก็ว่าไปอย่าง แต่เหตุใดแม้แต่ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ของสตรีผู้นั้น ก็น่าสะพรึงกลัวเหมือนกัน?

ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์คือเกณฑ์สำหรับวัดศักยภาพของจอมยุทธที่แม่นยำที่สุด ยิ่งทัณฑ์สายฟาสวรรค์รุนแรง ก็หมายความว่าจอมยุทธผู้นั้นทรงพลัง

สัตว์ประหลาด… สัตว์ประหลาดสองตัว!

หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งวัน ทัณฑ์สายฟ้าสวรรค์ก็จบลง และเมฆสายฟ้าก็ค่อยๆสลายไป หลิงฮันกับจักรพรรดินีล่อนลงสู่พื้น และมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม

ความแข็งแกร่งของหลิงฮันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก กายหยาบของเขาในตอนนี้ ถูกขัดเกลาจนมีความทนทานเทียบเท่าแร่โลหะกึ่งนิรันดร์สามดาว ถึงแม้พลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้ จะยังเทียบกับตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณไม่ได้ แต่ตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณก็สังหารเขาไม่ได้ง่ายๆเช่นกัน

ต่อให้ตัวตนระดับนั้นหล่อหลอมเขาด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ ก็ต้องใช้เวลายาวนานนับปี

ตอนนี้หากพูดถึงจ้าวชิงเฟิงล่ะก็ หลิงฮันมั่นใจว่าเขาจะสามารถสังหารอีกฝ่าย ได้ภายในหนึ่งร้อยกระบวนท่า!

ถูกแล้ว…ไม่ใช่เอาชนะ แต่เป็นสังหาร

หลิงฮันมองไปยังชีเหมินต้าและยิ้ม “สหาย ข้าขออภัยด้วยที่มารบกวนเจ้า พอดีข้าคิดว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่! ข้าเองก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรด้วย” ชีเหมินต้าหัวเราะ “ข้ายังไม่ได้ยินดีกับนายน้อยหลิงเลยที่ทะลวงผ่านขั้นพลังสำเร็จ ทีนี้นายน้อยหลิงฮันจะบรรลุเป็นตัวตนระดับแบ่งแยกวิญญาณตอนไหน ก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว”

หลิงฮันประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?”

“ในเมืองวิถีโอสถตอนนี้ ใครบ้างจะไม่รู้จักนายน้อยหลิง?” ชีเหมินต้ากล่าว แน่นอนว่าคำพูดของเขาดูจะเกินจริงไปมาก แต่ที่เขาจงใจพูดแบบนี้ออกมา ก็เพราต้องการเยินยอหลิงฮัน

อย่างน้อยจักรพรรดินีที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพึงพอใจ การที่คนอื่นมาชื่นชม เคารพ หรือหวั่นเกรงนางนั้น นางไม่ได้รู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับคำพูดชื่นชมหลิงฮันนั้น นางได้ยินแล้วรู้สึกดีเป็นอย่างมาก

หลิงฮันยิ้ม แน่นอนว่าเขาไม่มีทางหลงระเริงเพราะคำพูดเยินยอของอีกฝ่าย แต่เขาก็คิดว่าการนับอีกฝ่ายเป็นสหายก็ไม่เลว

“นายน้อยหลิงจะว่าอย่างไร หากข้าจะชวนท่านมาฉลองที่ตระกูลชีเหมิน?” ชีเหมินต้ากล่าว

หลิงฮันส่ายหัว “คงทำเช่นนั้นไม่ได้ ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่อีก แต่ตอนนี้ข้าพักอาศัยอยู่ในที่พักของหลู่เซียนหมิง เจ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”

“ได้เลย! ได้แน่นอน!” ชีเหมินต้าที่ผิดหวังในประโยคแรก เมื่อได้ยินประโยคต่อมา เขาก็รู้สึกตื่นเต้นและรีบพยักหน้า

หลิงฮันยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะจับมือจักรพรรดินีและกลับที่พักของหลู่เซียนหมิง

หลู่เซียนหมิงที่ได้ยินว่าหลิงฮันออกจากการเก็บตัวแล้ว ก็แสดงท่าทางตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด เขาคิดว่ากว่าหลิงฮันจะทะลวงผ่านขั้นพลังสำเร็จ เขาต้องรอไปอีกหลายหมื่นปีเสียอีก แต่นี่เวลาผ่านไปแค่สองเดือน หลิงฮันกลับทะลวงทะลวงผ่านขั้นพลังสำเร็จแล้ว!

สัตว์ประหลาด!

เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมจ้าวชิงเฟิงถึงได้พ่ายแพ้ หลิงฮันผู้นี้มีพรสวรรค์ในศาสตร์วรยุทธที่น่าอัศจรรย์เกินพรรณนาอย่างแท้จริง โชคดีที่สถานะของเขาคือนักปรุงยา ไม่เช่นนั้นศักยภาพของหลิงฮัน อาจจะสั่นคลอนตำแหน่งของเขาได้

หลู่เซียนหมิงต้องการจัดงานฉลองให้หลิงฮันแต่ก็ถูกปฏิเสธ หลิงฮันรีบมุ่งหน้าไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลา เนื่องจากต้องการบรรลุเป็นนักปรุงยาระดับนิรันดร์ให้เร็วที่สุด

ก่อนหน้านี้มีปรมาจารย์ที่ทรงพลังมากมายมาหาหลิงฮัน เพื่อที่จะยื่นข้อเสนอรับเขาเข้าตระกูล แต่เมื่อมาถึงและเห็นว่าหลิงฮันเก็บตัวบ่มเพาะอยู่ พวกเขาก็ต้องยอมรอคอยอย่างไม่มีทางเลือก ปรมาจารย์บางคนถึงขนาดแสดงความไม่พอใจออกมา ‘เจ้าเป็นเพียงนิรันดร์ระดับโลกียนิพพานตัวจ้อยแท้ๆ แต่ข้ากลับต้องมารอเจ้างั้นรึ?’ ช่างอวดดีนัก

เพียงแต่เมื่อได้รับข่าวว่าหลิงฮันทะลวงผ่านระดับสี่นิพพานสำเร็จภายในเวลาสองเดือน ความเกรี้ยวกราดของปรมาจารย์เหล่านั้นก็หายไปทันที

อัจฉริยะ! เป็นพรสวรรค์น่าอัศจรรย์อะไรอย่างนี้!

พวกเขารีบกลับไปทบทวนแผนการดึงตัวหลิงฮัน โดยเพิ่มข้อเสนอที่เย้ายวนใจยิ่งกว่าเดิม

ในตอนนี้ หลิงฮันไม่ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย เขาพยายามหลอมเม็ดยาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อยู่ภายในห้องบ่มเพาะกาลเวลา

ในอาณาเขตที่สี่ของเมือง ประสิทธิภาพของห้องเร่งเวลานั้นมีตั้งแต่ยี่สิบเท่าจนถึงสามสิบเท่า แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็ขูดเลือดขูดเนื้อไม่แพ้กัน ห้องเร่งเวลาสามสิบเท่านั้น มีค่าใช้จ่าต่อวันอยู่ที่สามหมื่นศิลาดวงดาว! ต่อให้ผู้คนจากอาณาเขตแรกมาที่นี่ คนที่สามารถใช้งานห้องเร่งเวลาได้ ก็คงมีเพียงหยิบมือเท่านั้น

หลิงฮันเช่าห้องบ่มเพาะกาลเวลาสามสิบเท่าเป็นเวลาสิบวัน

ระยะเวลาสิบวัน หลังจากที่เร่งเวลาแล้วก็จะเท่ากับสามร้อยวัน ซึ่งเวลาเท่านี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ที่เขาจะหลอมเม็ดยาเตาแรกได้สำเร็จ

หลังจากหลอมเม็ดยาล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง ในวันที่ห้าของโลกภายใน และเป็นเวลากว่าร้อยห้าสิบวันในห้องเร่งเวลา ในที่สุดหลิงฮันก็เผยสีหน้าดีใจ เนื่องจากเขาใกล้จะหลอมเม็ดยาชุดแรกสำเร็จแล้ว

“อั่ก!” เพียงแต่ทันใดนั้นจู่ๆเขาก็ส่งเสียงร้องโอดครวญออกมา และลมตึงลงกับพื้น ‘ตูม’ พร้อมกันนั้น เตาหลอมที่สูญเสียการควบคุมก็เกิดการระเบิด

หลิงฮันถอนหายใจที่สังหารจ้าวชิงเฟิงไม่สำเร็จ

อีกฝ่ายอยู่ในสภาพปางตายแล้ว แต่ในช่วงวินาทีสุดท้าย ปรมาจารย์ที่ทรงพลังได้แทรกแซงเข้ามาช่วยได้ทัน

“เจ้าหนู ไม่ต้องสลดไป ที่ข้าทำก็เพื่อช่วยเหลือเจ้า” ชายชราร่างสูงกล่าวกับหลิงฮัน “ใครที่สังหารคนของวิหารอนันต์รุ่งโรจน์ ต่อให้ไปสุดขอบโลกก็ไม่มีที่ให้ซ่อนตัว!”

หลิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าหากผู้อาวุโสกล่าวเช่นนั้นข้าก็เข้าใจ” ไม่ว่าอย่างไรเป้าหมายของเขาก็คือการบ่มเพาะพลังไม่ใช่การเข่นฆ่า หลังจากซึมซับประสบการณ์ในการประลองครั้งนี้ เขามั่นใจว่าพลังบ่มเพาะของเขาจะยกระดับขึ้นเป็นสี่นิพพานได้อย่างแน่นอน

ส่วนจ้าวชิงเฟิงนั้น… เอาไว้รอออกจากเมือง เขาค่อยหาโอกาสสังหารอีกฝ่ายอีกที

“การประลองครั้งนี่ หลิงฮันเป็นผู้ชนะ!” ชายชราร่างสูงกล่าวประกาศ

เนื่องจากกระบวนการตัดสินแพ้ชนะเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินไป ผู้ชมทุกคนจึงทำใจยอมรับไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่จ้าวชิงเฟิงเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่รึไง? เหตุใดภายในเวลาแค่ชั่วพริบตาเขาถึงพ่ายแพ้อยู่ในสภาพนั้นกัน? เพียงแต่ในเมื่อปรมาจารย์ที่ทรงพลังเป็นคนเอ่ยผลลัพธ์การประลองออกมาด้วยตัวเอง ใครกันจะกล้าคัดค้าน?

ซุนตง และเฉิงเฟิงหยุนตกตะลึงจนสติหลุดออกจากร่าง

หลิงฮันชนะได้อย่างไร?

สตรีนกอมตะถอนหายใจโล่งอกด้วยสีหน้าซีดขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ธิดาโร๋วเค้นเสียงไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าอันธพาลตัวเหม็นผู้นี้แข็งแกร่งกว่าแท้ๆ แต่กลับดึงเชิงให้นางเป็นห่วงอยุ่ตั้งนาน ช่างน่ารังเกียจนัก!

เมื่อหลิงอันลงมาจากลานประลอง เข้าก็พบเจอคนหน้าคุ้นเคย

“น้องชายหลิง ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบเจอเจ้าที่นี่!”Anchorหลู่เซียนหมิงหัวเราะ

ซุนตงที่ตามมาจากด้านหลัง ตระหนักได้ทันทีว่าตนเองทำพลาดไปแล้ว

ที่แท้หลู่เซียนหมิงกับหลิงฮันก็รู้จักกัน!

ถึงว่าทำไมก่อนหน้านี้หลู่เซียนหมิงถึงได้ทำท่าทางไม่สบอารมณ์ และตบหน้าเขา

ซุนตงรีบพุ่งเข้าหาหลิงฮันและกล่าว “น้องชายหลิง ที่ข้าล่วงเกินเจ้าไปก่อนหน้านี้เป็นความผิดของข้าเอง ข้าขออภัยและหวังว่าน้องชายหลิงฮันจะยกโทษให้ข้า!”

ใบหน้าของหลู่เซียนหมิงเผยรอยยิ้ม เพราะเชื่อว่าหลิงฮันจะต้องยอมไว้หน้าเขา

อันที่จริงหลิงฮันไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้ว เหตุการณ์ซุนตงล่วงเกินเขาก่อนหน้านี้ เขาก็ลงโทษอีกฝ่ายไปแล้ว จึงไม่ติดใจอะไรอีกต่อไป เขาสะบัดและกล่าว “ข้าลืมไปแล้ว”

ลืมไปแล้ว? ลืมไปแล้วก็หมายความว่าไม่ติดใจอะไรแล้วสินะ

ซุนตงรู้สึกโล่งอกและชำเลืองมองไปยังหลู่เซียนหมิง เมื่อเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม เขาก็รู้ตัวว่าตนเองทำถูกแล้ว

“ยินดีที่ได้พบพี่ชายหลู่” หลิงฮันผสานมือทักทายหลู่เซียนหมิง

“เอาล่ะ ออกจากที่นี่ไปหาที่คุยกันเถอะ” หลู่เซียนหมิงยิ้ม

“ไม่ต้องรีบร้อน ข้าต้องรอพรรคพวกคนหนึ่งก่อน” หลิงอันยิ้มตอบ

“ว่าไงนะ แค่คนเดียวงั้นรึ? แล้วข้าล่ะ?” ธิดาโร๋วเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางอันเย้ายวนทรงเสน่ห์ สตรีนกอมตะที่เดินเคียงข้างกับนางถูกบดบังรัศมีไปอย่างสิ้นเชิง

เท่าที่หลิงฮันรู้จัก สตรีที่มีความงดงามพอจะบดบังรัศมีของธิดาโร๋วได้นั้น มีเพียงจักรพรรดินีและฮูหนิวเท่านั้น

หลิงฮันถอนหายใจ เหตุใดแม่จอมเสน่ห์ผู้นี้ถึงได้ชอบตามรังควานเขานัก หรือว่าแท้จริงแล้ว นางจะกำลังเสนอตัวยกกายหยาบเสน่ห์เก้าวัฏจักรให้แก่เขา!

“โอ้ ในเมื่อเป็นสหายของน้องชายหลิง ก็เชิญมาด้วยกันได้เลย” หลู่เซียนหมิงยิ้มและมองไปยังธิดาโร๋วด้วยแววตาส่องประกาย

เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าตนเองจะพิชิตสตรีผู้มีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้นี้ได้

คิดว่าเขาเป็นใครกัน? เขาคือนายน้อยของเมืองวิถีโอสถที่ไม่ช้าก็เร็ว จะได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองวิถีโอสถในอนาคต

ด้วยสถานะเช่นนี้ มีรึที่เขาจะทำให้สตรีทรงเสน่ห์ผู้นี้มาอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้?

เมื่อหลู่เซียนหมิงกล่าวเช่นนี้ หลิงฮันก็ไม่อยากปฏิเสธ เขาขยับไปยืนใกล้ชิดสตรีนกอมตะและโอบเอวของนาง เพื่อทำให้นางรู้สึกสบายใจ

ความรักระหว่างเขากับนางนั้น ข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนานมาแล้วนับหมื่นปี!

หลู่เซียนหมิงที่มองดูยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทำไมหลิงฮันถึงไม่สนใจธิดาโร๋ว แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องเก็บมาใส่ใจ

พวกหลิงฮันถูกนำทางมายังที่พักของหลู่เซียนหมิง ในขณะที่ให้คนไปเตรียมจัดที่พักให้พวกหลิงอัน ทุกคนก็นั่งดื่มฉลองและพูดคุยกันอยู่ในสวน

เหตุผลที่หลู่เซียนหมิงเชิญหลิงฮันมา แน่นอนว่าเพราะต้องการยื่นข้อเสนอให้หลิงอันมาผู้สนับสนุนตน แต่ก็อย่างที่เห็นว่าเขาพลาดโอกาสช่วยชีวิตหลิงฮันในช่วงวิกฤตเป็นตายไปแล้ว เพราะงั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือเริ่มจากการเป็นสหายกันก่อน

เขาที่เป็นถึงผู้สืบทอดของเมืองวิถีโอสถ หากเขาเชิญหลิงฮันมาอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องกฎการยื่นขออนุญาติเข้าอาณาเขตที่สี่ของเมืองก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป พวกหลิงฮันสามารถอาศัยอยู่ที่นี่กี่วันก็ได้ ตราบใดที่ไม่ถูกหลู่เซียนหมิงขับไล่

ในวันพรุ่งนี้ เม็ดยาเสริมรากฐานที่เป็นรางวัลการประลองก็ถูกส่งมา

หลิงฮันไม่ได้ใช้เม็ดยากับตัวเอง แต่มอบมันให้กับจักรพรรดินีแทน

ในร่างกายของเขามีสมบัติอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลิงเก้าสวรรค์ หรือวารีพลังหยินเร้นลับ เพราะงั้นเมื่อเทียบกันแล้ว รากฐานของจักรพรรดินีถือว่าอ่อนแอกว่าเขามาก

จักรพรรดินีไม่จำเป็นต้องเกรงใจหลิงฮัน นางที่กำลังพยายามทะลวงผ่านระดับสี่นิพพานอยู่ หากมีเม็ดยามาช่วยเสริมรากฐาน ระยะเวลาบ่มเพาะก็จะลดลงมาเหลือเพียงช่วงสั้นๆ

หลิงฮันเองก็เช่นกัน หลังจากการประลองกับจ้าวชิงเฟิง รากฐานพลังของเขาก็ถูกขัดเกลาจนถึงจุดที่สมบูรณืแล้ว เพราะงั้นเขาจึงทำการเก็บตัวเพื่อทะลวงผ่านระดับพลังทันที

เรื่องนี้ทำให้หลู่เซียนหมิงรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เขาต้องการจะสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับหลิงฮันอยู่แท้ๆ

ถ้าหากหลิงฮันเก็บตัวเพื่อทะลวงผ่านระดับล่ะก็ กว่าจะออกจากการเก็บตัว ก็คงต้องใช้เวลาหลายหมื่นปี

แต่ก็ช่างมันเถอะ นิรันดร์เช่นพวกเขามีอายุขัยไร้ขีดจำกัดอยู่แล้ว ระยะเวลาเพียงแค่หมื่นปีย่อมไม่ใช่ปัญหา เอาไว้เขาค่อยสร้างสายพันธ์ในอีกหมื่นปีก็ได้

…..

ด้านในหอคอยทมิฬ หลิงฮันกำลังยังแน่นิ่งอยู่ใต้Anchorต้นสังสารวัฏ

ระดับสี่นิพพานอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำคือการข้ามผ่านขั้นตอนสุดท้าย

ภายใต้ต้นสังสารวัฏ ระยะเวลาหนึ่งวันเท่ากับหนึ่งร้อยปี

หลิงอันใช้เวลาอยู่ในหอคอยทมิฬเป็นเวลาสองเดือน จนในที่สุดก็บรรลุขีดจำกัดและพร้อมจะทะลวงผ่านระดับ

ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืน เขาก็เห็นจักรพรรดินีลืมตาขึ้นมา

นางก็พร้อมจะทะลวงผ่านระดับเช่นกัน

ทั้งสองคนออกจากหอคอยทมิฬ หลังจากมุ่งหน้าไปยังภูเขาสันโดษไร้ผู้คน ทั้งสองก็ปลดปล่อยออร่าที่พยายามกักเก็บเอาไว้ออกมา

‘ครืนนน’ พร้อมกันนั้นเอง เมฆอัสนีก็ก่อตัวรวมกันบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของพวกเขาด้วยอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว

“บัดซบ สองคนนั่นมันอะไร!” ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางพื้นที่ราบเรียบบนภูเขา ชายคนหนึ่งได้สบถออกมา และรีบสวมใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ที่ด้านเขามีสตรีอยู่สองคน ซึ่งพวกนางก็กะเสือกกะสนรีบใส่เสื้อผ้าเช่นกัน

ช่างน่าสงสารนัก ทั้งสามคนกำลังอยู๋ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มกันพอดี

ภายใต้อำนาจของออร่าอันเย็นยะเยือก ร่างแยกมากมายของจ้าวชิงเฟิงก็เคลื่อนที่ได้เชื่องช้าลงและถูกจำกัดความเคลื่อนไหว มีเพียงร่างหลักเท่านั้นที่ยังคงพุ่งทะยานโจมตีเข้าใส่หลิงฮัน

หากเหล่าร่างแยกไม่สามารถโจมตีสนับสนุนได้ ทักษะนี้ก็ไม่น่ากลัวเลยสักนิด

‘ปัง’ หลิงฮันกวัดแกว่งดาบตอบโต้ การโจมตีของทั้งสองเข้าปะทะกัน และจ้าวชิงเฟิงเป็นฝ่ายล่าถอยกลับไป

“หากจะวัดกันด้วยร่างแยกก็มา!” หลิงฮันเค้นเสียงพร้อมกับโคจรแก่นกำเนิดพลัง ‘พรึบ’ สัตว์อสูรสงครามทั้งสามปรากฏตัวออกมา จากภายในร่างของเขา

แก่นพลังเปลวเพลิงแปรสภาพกลายเป็นวิหคเพลิง แก่นพลังวารีแปรสภาพกลายเป็นมงกรฟ้า และแก่นพลังอสนีแปรสภาพกลายเป็นอาชาอสนี

เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรสงครามอีกสองตัวแล้ว ม้าอสนีมีขนาดตัวที่เล็กกว่ามาก เนื่องจากแก่นกำเนิดพลังอสนีของหลิงฮัน ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับเพลิงเก้าสวรรค์ และวารีพลังหยินเร้นลับได้

ทันทีที่สัตว์อสูรสงครามปรากฏตัว พวกมันก็ส่งเสียงคำราม และปลดปล่อยออร่าอันทรงพลังที่สะท้านไปทั่วสวรรค์ชั้นฟ้า

“พระเจ้า!” ด้านบนแท่นผู้ชม ผู้คนมากมายยกมือกุมหัวตัวเอง โดยที่ร่างของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “สัตว์อสูรเหล่านั้นเป็นเพียงพลังของทักษะจริงๆรึ? เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า พวกมันแต่ละตัวมีพลังมากพอที่จะสังหารข้าได้เลย?”

“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน” ใครบางคนเอ่ย

เมื่อเห็นสัตว์อสูรสงครามทั้งสาม จอมยุทธระดับโลกียนิพพานอย่างน้อย เก้าในสิบส่วนก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดผวา แม้แต่ราชาแห่งยุคเองก็ยังเผยสีหน้าไม่ยินยอม

พวกเขายังพอทำใจ หากไม่สามารถเอาชนะหลิงฮันหรือจ้าวชิงเฟิง ที่มีพรสวรรค์ราวกับสัตว์ประหลาดได้ แต่การที่กับแค่สัตว์อสูรจากทักษะก็ไม่สามารถเอาชนะได้นั้น พวกเขารู้สึกยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ในที่สุดจ้าวชิงเฟิงเผยสีหน้าหวาดระแวงออกมาเป็นครั้งแรก เขาเองก็รู้สึกว่าพลังของสัตว์อสูรทั้งสามคนนี้น่าสะพรึงกลัวเช่นกัน

พวกมันน่าสะพรึงกลัวจนขนาดที่ทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองอาจจะถูกสังหารได้

เพียงแต่ความหวาดระแวงนั่น ก็ไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เขารู้สึกตื่นเต้นและอยากสังหารหลิงฮันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

“ฮ่าๆๆ!” จ้าวชิงเฟิงหัวเราะลั่น ทั่วร่างของเขามีตราประทับแห่งเต๋าหลั่งไหลออกมาทีละน้อย พร้อมกับร่างแยกทั้งเก้าสิบเก้าร่าง ได้แปรสภาพกลับไปเป็นปราณพิฆาต และควบแน่นรวมกับใหม่เป็นมนุษย์ยักษ์

“ตาย!” เขาพุ่งทะยานโจมตีใส่หลิงฮัน ในขณะที่มนุษย์ยักษ์พุ่งจู่โจมสัตว์อสูรสงครามทั้งสาม

ตูม! ตูม! ตูม!

ตอนนี้การต่อสู้ได้แบ่งออกเป็นสองคู่ คู่แรกคือการต่อสู้ระหว่างหลิงฮันกับจ้าวชิงเฟิง ในขณะที่อีกคู่คือ การต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรสงครามทั้งสามกับมนุษย์ยักษ์

ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของคู่ไหน ก็ล้วนแต่ดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง

“ข้าพบจุดอ่อนของเจ้าแล้ว!” จ้าวชิงเฟิงแสยะยิ้มและใช้ดาบทิ่มทะลวงเข้าใส่ร่างของหลิงฮันในส่วนที่ไม่มีกระดูก ซึ่งทำให้อวัยวะภายในของหลิงฮันได้รับบาดเจ็บ

หลังจากการปะทะอันยาวนาน เขาก็ตระหนักได้ว่ากระดูกของหลิงฮันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พลังของเขาจะสั่นคลอนได้ เพียงแต่ผิวหนังและกล้ามเนื้อนั้น ไม่ได้แข็งทนทานเหมือนกับกระดูก เพราะงั้นหากโจมตีไปยังส่วนนั้น เขาก็จะสามารถสร้างความบาดเจ็บให้อีกฝ่ายได้

หลิงฮันเค้นเสียงดูถูก หากกายหยาบที่ขัดเกลาด้วยคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ จะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะจุดอ่อนแบบนั้น มันจะเรียกว่าเป็นทักษะระดับราชานิรันดร์ได้อย่างไร?

“หลิงฮัน ข้าเบื่อจะเล่นกับเจ้าเต็มทีแล้ว!” จ้าวชิงเฟิงคำรามเสียดัง ก่อนที่ทั่วร่างของเขาจะระเบิดคลื่นแสงสีทองครามออกมา พลังต่อสู้และจิตวิญญาณของเขาถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด

สถานการณ์ในตอนนี้ต่างมีแต่ความไม่แน่นอน เพราะงั้นเขาจึงต้องรีบสังหารหลิงฮันให้จบโดยไว และทำการทะลวงผ่านขีดจำกัดของตนเอง

“เจตจำนงกระบี่สวรรค์!” จ้าวชิงเฟิงคำราม คลื่นแสงสีทองครามควบแน่นร่วมกันกลายเป็นกระบี่ขนาดใหญ่

‘ครืนน’ พริบตานั้นออร่าอันทรงพลังเกินพรรณนาก็พรั่งพรูไปทั่วพื้นที่ หลิงฮันพบว่าร่างกายของเขาไม่สามารถขยับเคลื่อนที่ไปไหนได้ ราวกับแรงกดดันจากทักษะกระบี่ของอีกฝ่าย เป็นคำสั่งอันเด็ดขาดของสวรรค์ที่ไม่อาจขัดขืน

“ตัวข้าคือเจตจำนงสวรรค์!” จ้าวชิงเฟิงกล่าวอย่างอาจหาญ พร้อมกับกระบี่ได้พุ่งทะลวงเข้าใส่หลิงฮัน

นี่คือทักษะที่ทรงพลังที่สุดสองเขา จากการกระตุ้นใช้งานอำนาจของแก่นกำเนิดนิรันดร์

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งเพียงใด ต่อหน้าเจตจำนงสวรรค์ ชะตากรรมของเจ้าก็มีเพียงความตาย!

เจตจำนงของหลิงฮันเดือดพล่าน พร้อมกับสลายแรงกดดันที่เหนี่ยวรั้งจิตวิญญาณเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นพลังของทักษะกระบี่ที่พุ่งเข้ามาก็ยังถือว่าน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี พลังทำลายของมันเรียกได้ว่า อาจจะใกล้เคียงกับระดับแบ่งแยกวิญญาณเป็นอย่างมาก

แต่แล้วมันยังไง?

‘ตูม’ กระบี่ทองคำปะทะเข้ากับร่างของหลิงฮันอย่างไร้ความปรานี คลื่นพลังแห่งเต๋าและอำนาจนิรันดร์ผันผวนไปทั่วลานประลอง

“ไม่ได้การแล้ว!” หลู่เซียนหมิงลุกขึ้นยืนกะทันหัน ถึงแม้จะมีรูปแบบอาคมป้องกันของค่ายกลคอยคุ้มกันลานประลองอยู่ แต่จิตวิญญาณของเขาก็ยังได้รับผลกระทบจากทักษะกระบี่เจตจำนงสวรรค์ เพราะงั้นจนถึงตอนนี้ร่างของเขาก็นั่งแข็งค้าง และเข้าแทรกการประลองไม่ทัน

จบสิ้นแล้ว… หลิงฮันต้องตายอย่างแน่นอน

ซุนตงตื่นเต้นและโห่ร้องออกมา ในที่สุดเขาก็กำจัดมารรูทหารของเขาทิ้งได้เสียที

เฉิงเฟิงหยุนเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน เขาวิเคราะห์การประลองมาหลายต่อหลายวัน ในที่สุดวันที่เขาวิเคราะห์ถูกก็มาถึง เขารู้สึกดีใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา

ธิดาโร๋วและสตรีนกอมตะเผยสีหน้าหวาดผวา และสติหลุดลอยออกจากร่าง ขนาดเสียงโห่ร้องดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าในบริเวณแท่นผู้ชม พวกนางก็ยังไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย

สตรีนกอมตะไม่ได้มั่นใจในพลังของหลิงฮันอย่างหนักแน่นเหมือนกับจักพรรดินี เพราะหากเป็นจักรพรรดินีล่ะก็ นางคงไม่แสดงความกังวลออกมาแม้แต่นิดเดียว

เมื่อคลื่นผันผวนของอำนาจนิรันดร์และอำนาจแห่งเต๋าสลายไป สิ่งที่ทุกคนมองเห็นก็คือ ภาพของกระบี่ที่ยังคงคาอยู่ชิดลำคอของหลิงฮัน โดยที่ไม่สามารถเฉือนผ่านเนื้อหนังเข้าได้

คราวนี้แม้แต่จ้างชิงเฟิงก็ยังเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้เหนือกว่าความคาดหมายของเขาอย่างสิ้นเชิง

การโจมตีที่ทรงพลังที่สุดด้วยแก่นกำเนิดนิรันดร์นั้น มีอำนาจแห่งกฎเกณฑ์บางส่วนของราชานิรันดร์ผสานเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นการโจมตีที่ว่าก็ไม่อาจทะลวงผ่านคอของหลิงฮันได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้สึกตกตะลึงมากขนาดนี้

เสียงโห่ร้องดั่งลั่นจู่ๆก็กลายเป็นเงียบเฉียบดั่งป่าช้า

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดหลิงฮันถึงยังไม่ตายกัน? ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ตายเท่านั้น แต่ทำไมแม้แต่โลหิตสักหยดก็ไม่มีให้เห็น?

หลิงฮันยิ้มและกล่าว “นี่น่ะรึการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของเจ้า? ก็แค่งั้นๆ!”

ในชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ เขาได้ทำการโคจรอำนาจของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ ด้วยพลังป้องกันอันไร้เทียมทานชั่วคราว อย่าว่าแต่จ้าวชิงเฟิงเลย ต่อให้เอี๋ยนเซียนลู่ที่แม้จะเป็นนิรันดร์ห้านิพพาน ก็ไม่สามารถสังหารหลิงฮันได้

“งั้นก็รับการโจมตีของข้าไปด้วย!” หลิงฮันกล่าวพร้อมกับโคจรแก่นกำเนิดนิรันดร์เปลวเพลิง คลื่นเพลิงร้อนระอุปะทุออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด และทำการระเบิดทั่วทั้งลานประลอง จนผู้ชมไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านในได้

เมื่อคลื่นเปลวเพลิงสลายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ในลานประลองก็คือ ร่างของชายชราสูงโปร่งที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน ในมือของเขากำลังถือร่างของใครบางคนอยู่

ร่างที่ว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจ้าวชิงเฟิงที่หมดสติ แขนและขาของเขาห้อยชี้ลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สภาพของเขาในตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายกันแน่

ที่บนแท่นผู้ชม เสียงโห่ร้องของผู้คนมากมายดังก้องไปทั่วสารทิศ

สำหรับผู้ชมทั่วไปนั้น พวกเขาไม่สนใจว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการประลอง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ การได้เห็นการปะทะอันดุเดือดแสนเร้าใจ

ที่พวกเขายอมเสียเงินมากมายเข้ามาดู ก็เพราะอยากเห็นโลหิตที่สาดกระจาย!

เพราะงั้นเมื่อเห็นว่าในที่สุดหลิงฮันก็ได้รับบาดเจ็บและมีโลหิตไหลออกมา ความตื่นเต้นของเหล่าผู้ชมจึงพุ่งสูงถึงขีดสุด

“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!” ใครบางคนถึงขนาดดวงตากลายเป็นสีแดงฉาน และแสดงท่าทีโหดเหี้ยมที่ยิ่งกว่าจ้าวชิงเฟิงออกมา

ซุนตงก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาตะโกนส่งเสียงโห่ร้อง ในขณะที่แกว่งมือทั้งสองข้างไปมา

‘เพี๊ยะ’Anchorหลู่เซียนหมิงตบหน้าอีกฝ่ายทันที

ร่างของซุนตงถูกตบจนหมุนรอบตัวหนึ่งรอบ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “นายน้อยหลู่ ท่านตบข้าทำไมกัน?”

หลู่เซียนหมิงเค้นเสียงเย็นชา ด้วยสถานะของเขาที่สูงส่งกว่า จำเป็นด้วยรึที่เขาต้องอธิบายเรื่องราวให้ผู้ติดตามที่ต่ำต้อยกว่าฟัง?

เจ้าที่ดูสถานการณ์ไม่ออก ยังมีคุณสมบัติจะมาเป็นผู้ติดตามคนสนิทของข้าอยู่อีกรึ?

ช่างโง่เง่านัก!

ในขณะเดียวกัน เฉิงเฟิงหยุนเองก็กำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาต้องพบเจอความอัปยศมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพราะหลิงฮัน ทั้งๆที่เขามีฐานะเป็นถึงนายน้อยของตระกูลเฉิง แต่กลับต้องมาแทะกินโต๊ะ ต้องตบหน้าตัวเอง แถมยังต้องหลบหนีการเดิมพันอีก

ทางด้านของธิดาโร๋วนั้น นางรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก และอดคิดไม่ได้ว่าทำไมบุรุษอันธพาลผู้นั้นถึงไม่รีบยอมแพ้ไปเสียที เขาไม่ถึงว่าตนเองจะถูกสังหารรึไง?

ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น สตรีนกอมตะเองก็เริ่มวิตกกังวล ถึงแม้นางจะมั่นใจในพลังของหลิงฮันแค่ไหน แต่จ้าวชิงเฟิงผู้นี้ก็น่าสะพรึงกลัวเกินไป การโจมตีของอีกฝ่ายสามารถทำให้แม้แต่กายหยาบของหลิงฮันเกิดบาดแผลได้

“พี่ชาย หมอนั่นเริ่มต้านไม่ไหวแล้ว!” ซานเถี้ยนอู๋กล่าวอย่างตื่นเต้น

ถึงแม้เขาจะไม่ยุ่งกับหลิงฮันอีกตามคำสั่งของพี่ชาย แต่ก็ใช่ว่าความเกลียดชังที่มีต่อหลิงฮันจะหายไป

ซานเถี้ยนจิ่วยิ้มด้วยท่าทีนิ่งเฉย เพราะเขาคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว

จ้าวชิงเฟิงแข็งแกร่งขึ้นขนาดที่ ก่อนหน้านี้เขาสามารถกำราบผู้สืบทอดราชานิรันดร์ได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ เพราะงั้นหลิงฮันที่น่าจะเป็นผู้สืบทอดราชานิรันดร์เช่นกัน ก็ย่อมต้องพ่ายแพ้ให้กับจ้าวชิงเฟิงเช่นกัน

การที่หลิงฮันสามารถรับมือมาได้นานสองนาน จนเพิ่งได้รับบาดเจ็บตอนนี้ ก็ถือว่าเกินคาดมากแล้ว

“จ้าวชิงเฟิง!”

“จ้าวชิงเฟิง!”

“จ้าวชิงเฟิง!”

เสียงโห่ร้องของเหล่าผู้ชม ดังสนั่นจนราวกับจะสั่นสะท้านไปถึงสวรรค์

จ้าวชิงเฟิงเผยรอยยิ้ม และชี้ปลายดาบไปยังหลิงฮัน “ในเมื่อเจ้าไม่มีสามารถช่วยขัดเกลาศาสตร์วรยุทธให้ข้าได้แล้ว จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร? ตายซะ!”

เขาคำรามและพุ่งโจมตีหลิงฮัน

“ฮึ่ม!” หลิงฮันคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด เขากวัดแกว่งดาบอสูรนิรันดร์พร้อมกับโคจรแก่นกำเนิดนิรันดร์ และปลดปล่อยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์เปลวเพลิงออกมา

เนื่องจากก่อนหน้านี้เขามีความรู้สึกว่าจ้าวชิงเฟิงยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด เขาจึงโจมตีด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนี ซึ่งเป็นพลังที่อ่อนแอที่สุดของเขามาโดยตลอด

แต่ตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายเผยไพ่ลับในมือออกมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะแสดงพลังบางส่วนออกมาบ้างเช่นกัน

ตูม!

เมื่อดาบทั้งสองเล่มเข้าปะทะกัน คลื่นพลังอันทรงพลังของดาบก็ไหลทะลักไปทั่วสารทิศ

‘ครืนน’ ที่รอบด้านของลานประลอง รูปแบบอาคมของค่ายกลป้องกันค่อยๆปรากฏขึ้นมา เพื่อปิดทางไม่ให้คลื่นดาบเล็ดรอดออกไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เหล่าผู้ชมอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ราวกับวิญญาณกำลังหลุดออกจากร่าง

แข็งแกร่ง! แข็งแกร่งอะไรอย่างนี้!

นี่ใช้พลังของระดับโลกียนิพพานจริงๆงั้นรึ?

ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือการที่หลิงฮันพลิกสถานการณ์เสียเปรียบกลับขึ้นมาได้ ร่างของเขาในตอนนี้ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราด ราวกับเทพดวงตะวันที่ส่องแสงเจิดจรัสไปทั่วยุทธภพ

ที่บนแท่นผู้ชม เหล่าปรมาจารย์ทุกคนต่างปิดปากเงียบ ทำให้บรรยากาศตกอยู่ในความสงบ

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คนแคระที่ทักเปียเต็มหัวก็เอ่ยขึ้นมา “พลังของเจ้าหนูนั่น ยังอยู่ในระดับสามนิพพานสูงสุดเท่านั้น”

ถึงแม้พลังของหลิงฮันจะไม่อยู่ในสายตาของปรมาจารย์เหล่านี้ แต่การที่พลังต่อสู้ในระดับสามนิพพาน สามารถแข็งแกร่งเกือบจะเทียบเคียงกับระดับแบ่งแยกวิญญาณได้นั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง

ถ้าหากบรรลุระดับสี่นิพพาน เจ้าจะไม่ต่อกรกับนิรันดร์ระดับแบ่งแยกวิญญาณได้เลยงั้นรึ?

“เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังเทียบเท่าระดับแบ่งแยกวิญญาณ ขนาดเอี๋ยนเซียนลู่ในระดับสี่นิพพานก็ยังไม่สามารถต่อสู้ทัดเทียมกับนิรันดร์ระดับแบ่งแยกวิญญาณได้ เขาเพียงแค่ไร้เทียมทานในระดับโลกียนิพพานเท่านั้น” ปรมาจารย์ผู้หนึ่งเอ่ยแทรก “นอกเสียจากว่า…”

“จะบรรลุระดับห้านิพพาน!” ปรมาจารย์หลายคนเอ่ยพร้อมกัน

แต่หลังจากที่กล่าวประโยคนี้ออกมา พวกเขาทุกคนก็ต่างส่ายหัว เนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะบรรลุระดับห้านิพพานนั้นเรียกว่า แทบจะเท่ากับศูนย์

“เหอๆ หากเจ้าไม่พอใจเจ้าหนูน้อยคนนั้นขนาดนั้น งั้นข้าก็จะขอรับเขาเป็นศิษย์เอง” คนแคระที่ทักเปียเต็มหัวกล่าว

ชายชราร่างสูงคนหนึ่งรีบเอ่ยแทรก “จิ้งจอกเฒ่าหู ข้าเองก็สนใจอยากรับเจ้าหนูนั่นเป็นศิษย์เหมือนกัน!”

“ส่วนข้าไม่ได้อยากรับเขาเป็นศิษย์ แต่ต้องการให้เขามาเป็นเขยของข้า!” ปรมาจารย์อีกคนกล่าว

ทันใดนั้น เหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายก็เริ่มทะเลาะกันทันที

….

“ฮ่าๆๆ นับว่าน่าสนใจไม่เลว!” จ้าวชิงเฟิงไม่ได้ตกตะลึงกับการโจมตีตอบโต้ของหลิงฮัน แต่เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาแทน พลังต่อสู้ของหลิงฮันนั้นแข็งแกร่งพอที่จะ กระตุ้นความรู้สึกอยากสังหารภายใจจิตใจของเขา

“ตาย!” จ้าวชิงเฟิงคำรามและกวัดแกว่งดาบยาวในมือ ปราณดาบหลายร้อยล้านคลื่นถูกปลดปล่อยออกมา และกลืนกินพื้นที่ไปทั่วลานประลอง

ปราณดาบเหล่านี้คือการโจมตีที่ถูกควบแน่นขึ้นมาจากอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ทองคำ และด้วยการที่มันเป็นอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ควบคุมโดยนิรันดร์สี่นิพพาน พลังทำลายล้างของมันจึงน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการ

‘ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ’ ปราณดาบทั้งหมดกระหน่ำพุ่งโจมตีพร้อมกันจากทุกทิศทาง จนมองไม่เห็นร่างของหลิงฮัน

“เจ้าหนูนั่นจะตายรึเปล่า?” ที่ด้านบนลานผู้ชม ทุกคนๆคนที่มองดูการประลองอยู่ต่างกลั้นหายใจเอาไว้ การประลองนัดสุดท้ายนี้ดุเดือดเกินไป จนพวกเขาลืมแม้กระทั่งหายใจ

ตูม!

เปลวเพลิงอันร้อนระอุระเบิดออกเป็นวงกว้าง และหลอมละหลายปราณดาบนับไม่ถ้วนจนสลายหายไป พร้อมกับปรากฏร่างของหลิงฮันที่ยังคงยืนแน่นิ่งไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

ฮึ่ม!

เหล่าผู้ชมสูดหายใจลึก หลิงฮันผู้นี้เป็นใครกันแน่? หรือแท้จริงแล้วอีกฝ่ายจะเป็นผู้สืบทอดขุมอำนาจราชานิรันดร์สักแห่ง ที่จงใจปกปิดสถานะของตนเองเอาไว้?

จ้าวชิงเฟิงหัวเราะลั่นและกวัดแกว่งดาบเข้าจู่โจม ความแข็งแกร่งของหลิงฮันทำให้จิตสังหารของเขาเดือดพล่านจนหยุดไม่อยู่

หลิงฮันคำรามและกระทืบเท้า ‘ตูม’ ร่างของเขาพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วราวกับลูกศรที่ถูกยิ่ง เข้าหาจ้าวชิงเฟิง

ด้งกายหยาบที่ไร้เทียมทาน ผสานกับอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนี ความเร็วของหลิงฮันจึงรวดเร็วเกินพรรณนา

เขายกหมัดขึ้นและกระหน่ำปล่อยหมัดเข้าใส่จ้าวชิงเฟิง

จ้าวชิงเฟิงตกตะลึงเล็กน้อย ถึงแม้พลังต่อสู้ของหลิงฮันจะด้อยกว่าเขา แต่การที่อีกฝ่ายรับปราณดาบของเขาเข้าไปโดยไม่บาดเจ็บแม้แต่เล็กน้อยนั้น เขาทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย

แต่นี่ล่ะคืออัจฉริยะที่เขาเฝ้ารอ หากหลิงฮันถูกสังหารอย่างง่ายดาย ภายในไม่กี่กระบวนท่า ศาสตร์แห่งวรยุทธของเขาจะถูกขัดเกลาได้อย่างไร?

เขากวัดแกว่งสะบั้นดาบในมือเข้าโจมตีปะทะกับหลิงฮัน

‘ตูม’ เล่มดาบปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเลือกออกมาพร้อมกับคลื่นแสงอำนาจแห่งเต๋า ดาบเล่มนี้คืออุปกรณ์กึ่งนิรันดร์ เมื่อมีมันถูกใช้ฟาดฟันด้วยพลังของจ้าวชิงเฟิง อำนาจอันไร้สิ้นสุดจึงหลั่งไหลพรั่งพรูออกมา

หลิงฮันคำรามและรีดเค้นพลังของอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนีจนถึงขีดสุด ‘ปัง’ การโจมตีของทั้งสองเข้าปะทะกัน โดยที่ร่างของหลิงฮันถูกทำให้ล่าถอยอีกครั้ง

แต่ด้วยกายหยาบที่ไร้เทียมทาน มือขวาที่โจมตีออกไปด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนีเมื่อครู่ของเขา จึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆจากดาบกึ่งนิรันดร์

คราวนี้จ้าวชิงเฟิงตกตะลึงอย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้เนื่องจากเขาโจมตีด้วยปราณดาบ การที่หลิงฮันจะไม่ได้รับบาดใดๆเลย เขาจึงยังพอรับได้ แต่ตอนนี้ล่ะ? ทั้งๆที่รับเล่มดาบที่ผสานอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารเข้าไปตรงๆ หมัดของหลิงฮันก็ยังไม่ปรากฏบาดแผลเลยแม้แต่น้อย

ร่างของจ้าวชิงเฟิงสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัว แต่กำลังตื่นเต้น

คู๋ต่อสู้ดีๆแบบนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง!

หากเขาหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ คนที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้เพื่อขัดเกลาศาสตร์วรยุทธให้กับเขาได้ ก็คงมีเพียงสามราชาสวรรค์ภายใต้การปกครองของเอี๋ยนเซียนลู่ที่เหลืออยู่

แต่แน่นอนว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากหากเอี๋ยนเซียนลู่โกรธ แม้จะเป็นเขาก็ต้องรู้สึกหวาดกลัว

เพราะเหตุนี้ การที่สามารถหาคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ โดยไม่ทำให้เอี๋ยนเซียนลู่โกรธได้ จึงเปรียบเสมือบการได้รับพรจากสวรรค์

“เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้า ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างทรมานที่สุด และทำให้โลกนี้จดจำเสียงคร่ำครวญของเจ้า!” จ้าวชิงเฟิงแลบลิ้นออกมาเลียปลายดาบ

หลิงฮันไม่กล้าประมาท เขานำดาบอสูรนิรันดร์ออกมาพร้อมกับโคจรอำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนี และพุ่งปะทะกับจ้าวชิงเฟิง

อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสองกระหน่ำสะบั้นดาบตอบโต้กันอย่างดุเดือด เสียงปะทะของดาบก้องกังวาลไปทั่วราวกับเสียงฟ้าผ่า

ธิดาโร๋วที่มองดูอยู่เผลอกำหมัดโดยไม่รู้ตัว นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ของจ้าวชิงเฟิงมาอย่างดี บุรุษผู้นี้คลั่งไคล้การสังหารอัจฉริยะเป็นอย่างมาก ใครก็ตามที่ตกเป็นเป้าหมายของเขา แทบจะไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่มีชีวิตรอดหนีไปได้

ถึงแม้นางจะรังเกียจท่าทีเย็นชาของหลิงฮันที่มีต่อนาง แต่นางกับหลิงฮันก็ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาแล้วหลายครา ทำให้มีสายสัมพันธ์ฉันมิตรเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเหตุนี้นางจึงไม่ต้องการเห็นหลิงฮันถูกจ้าวชิงเฟิงสังหาร

ทางด้านของซุนตงนั้น เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จากที่เห็นนั้น จ้างชิงเฟิงคือฝ่ายที่กำลังได้เปรียบอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะงั้นหลิงฮันจะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน

เฉิงเฟิงหยุนเองก็มีความคิดแบบเดียวกัน เขาทนรอที่จะให้จ้าวชิงเฟิงสังหารหลิงฮันไม่ไหวแล้ว

หากมองดูจากมุมมองคนนอก หลิงฮันนั้นกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่จริงๆ เพียงแต่ทุกๆครั้งที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากัน แล้วทุกคนคิดว่าหลิงฮันคงจบสิ้นแล้ว หลิงฮันกลับสามารถยืนหยัดตอบโต้ได้อย่างไม่คาดคิด

รุ่นเยาว์ผู้นี้เองก็… มีพรสวรรค์ที่น่ากลัวราวกับสัตว์ประหลาดเช่นกัน!

รอยยิ้มอันโหดเหี้ยมของจ้างชิงเฟิงค่อยๆกว้างขึ้นเรื่อยๆ อัจฉริยะที่แข็งแกร่งและทนไม่ทนมือแบบนี้ล่ะที่เขาชื่นชอบ ที่ปะทะได้นานเท่าไหร่ โลหิตในร่างของเขาก็ยิ่งสูบฉีด หลังจากที่สังหารหลิงฮันแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ประตูสู่นิพพานที่ห้าของเขาจะเปิดออก!

ถึงแม้หลิงฮันจะดูเหมือนตกอยู่ในอันตราย แต่ในความเป็นจริง มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าสถานการณ์ของตัวเขาเองนั้น ไม่ได้อันตรายเลยแม้แต่นิดเดียว

กายหยาบของเขาในตอนนี้ทนทานแทบจะเทียบได้กับ แร่โลหะกึ่งนิรันดร์สามดาว ซึ่งหมายความว่าหากต้องการจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ศัตรูก็ต้องมีพลังต่อสู้ในระดับแบ่งแยกวิญญาณเป็นอย่างน้อย

ห้านิพพานสามารถกล่าวได้ว่าเป็นระดับแบ่งแยกวิญญาณก็จริง แต่พลังของจ้าวเฟิงจะแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับห้านิพพานได้งั้นรึ?

ช่างน่าขัน

แถมเหตุผลที่เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็เพราะ พลังบ่มเพาะของเขาต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขั้น แถมการโจมตีที่ปล่อยออกไปก็ยังผสานเอาไว้เพียงแค่ อำนาจแห่งกฎเกณฑ์อัสนีเท่านั้น

“หลิงฮัน ถ้าพลังของเจ้ามีแค่นี้ ภายในสามกระบวนท่า ชีวิตของเจ้าจะจบสิ้นอย่างสมบูรณ์!” ทั่วร่างของจ้าวชิงเฟิภงถูกปกคลุมไปด้วยปราณพิฆาต อำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหารถูกรีดเค้นจนถึงขีดสูงสุด

สภาพของเขาในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากเทพสังหาร

หลิงฮันเค้นเสียง เขาเองก็ต้องการใช้อีกฝ่ายเป็นหินลับคม สำหรับขัดเกลาเพื่อเปิดประตูสู่นิรันดร์ที่สี่เช่นกัน ไม่เช่นนั้นหากเขาใช้พลังของแก่นกำเนิดนิรันดร์เปลวเพลิงล่ะก็ พลังต่อสู้ของเขาจะยกระดับขึ้นหลายเท่าอย่างน่าสะพรึงกลัว

“เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าผิดหวังเหมือนดั่งที่ข้ากล่าวไว้จริงๆ แต่ถ้าหากนี่คือพลังต่อสู้ทั้งหมดของเจ้าแล้วล่ะก็ มันถือว่ายังไม่พอ!” ดวงตาของจ้าวชิงเฟิงกลายเป็นแดงฉาน

เขาเค้นเสียงคำราม ‘ครืนน’ ดาบที่เขาถืออยู่ในมือสั่นสะท้าน พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นแสงออกมา

‘พรึบ’ ดาบถูกสะบั้นเข้าหลิงฮัน โดยที่ครั้งนี้ร่างกายของหลิงฮันมีโลหิตไหลทะลักออกมา

เพลงดาบเมื่อครู่สามารถทะลวงผ่านกล้ามเนื้อของหลิงฮันมาได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่กระดูดได้

แต่ก็แน่นอนว่าถึงแม้ส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด ของกายหยาบของเขาจะเป็นกระดูกที่ทนทาน เทียบเท่าแร่โลหะกึ่งนิรันดร์สามดาว แต่ผิวหนังและกล้ามเนื้อของเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะอ่อนแอ การที่เพลงดาบเมื่อครู่สามารถทะลวงผ่านผิวหนังของหลิงฮันได้ เป็นหลักฐานว่าพลังทำลายของมันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน

“เจ้าคิดรึว่าข้าฝึกฝนเพียงแค่อำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร?” จ้าวชิงเฟิงแสยะยิ้ม “ผิดแล้ว ร่างกายของข้าคือแก่นกำเนิดนิรันดร์ทองสัมฤทธิ์ ธาตุทองคำคืออำนาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ข้าเชี่ยวชาญที่สุด!”

ปราณพิฆาตของอำนาจแห่งกฎเกณฑ์สังหาร คือพลังทำลายที่ทรงพลังที่สุด ส่วนออร่าธาตุทองคำที่ถูกขัดเกลาจนแหลมคน ก็สามารถใช้เป็นการโจมตที่รุนแรงได้เช่นกัน เมื่อพลังอำนาจทั้งสองถูกซ้อนทับกัน การโจมตีที่ปลดปล่อยออกมาจึงไร้เทียมทานที่สุด

“เจ้ามีพลังแค่นี้จริงๆงั้นรึ? น่าเสียดายนัก หลังจากประมือกับอัจฉริยะมามากมาย ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้แท้ๆ แต่สุดท้ายเจ้าก็ทำให้ข้าผิดหวัง!”

  แววตาของเหอเฟิงวาววับหวังเฉินมาหาตัวชูฮัน!
”ถ่วงเวลาเขาไว้”เหอเฟิงสั่งเจียงเทียนชิงสั้นๆ
”จะให้ผมถ่วงยังไง?”เจียงเทียนชิงอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ไม่มีใครตอนนี้รู้เลยว่าตอนนี้สถานการณ์ที่ค่ายจินหยางเป็นยังไง…
ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าซางจิงรู้ขึ้นมาว่าหัวหน้าชูฮันไม่ได้อยู่ที่ค่ายตั้งรบ แผนการที่ค่ายจินหยางจะล้มเหลวหรือเปล่า?
นี้มันวันที่7 แล้ว วันสุดท้ายที่มีความสำคัญที่สุด พวกเขายังอยากจะรอให้ชูฮันกลับมาพร้อมกับข่าวดี และรอดูการเปลี่ยนแปลงของค่ายจินหยาง รอให้ค่ายใหญ่ๆทั้งหลายแตกตื่นและเริ่มคลั่ง…  ”ถามได้ดีจะถ่วงเวลายังไง?” เหอเฟิงเหลือบมองทหารของกองทัพเขี้ยวหมาป่าที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ ทหารหลายคนเริ่มตื่นลุกขึ้นจากที่นอน มองไปทางไหนก็เจอแต่ทหารร่างใหญ่เนื้อตัวกำยำทั้งนั้น ทันใดนั้นหน้าของเหอเฟิงก็คร่ำเครียดขึ้นมาทันที
บ้าเอ๊ย!
เขามีแต่ทีมทหารร่างกำยำแบบนี้จะเอาอะไรไปถ่วงเวลาอีกฝ่าย?
แต่แล้วจู่ๆเหอเฟิงก็หันมามองเจียงเทียนชิงด้วยท่าทีแปลกๆ”เคยมีอะไรกับใครรึยัง?”
ถ้าไม่มีผู้หญิงงั้นก็ลองผู้ชายตัวเล็กดูเป็นไง?
เจียงเทียนชิงเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดผิวพรรณที่ขาวนวลไม่ต่างจากผู้หญิง อาจจะตรงกับความชอบของบางคนก็เป็นได้…
”เอ่อ…”เจียงเทียนชิงงุนงงกับคำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของเหอฟิง จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงโมโห “ผมอายุ 18! จะไปเคยได้ยังไง ก่อนจะเกิดการปะทุผมก็แค่ 16! รึจะให้ผมเป็นคนเลวไล่ปล้ำผู้หญิง!”
เหอเฟิงเองก็ค่อยพัฒนาความคิดชั่วร้ายในหัวตัวเองคนเดียวเงียบๆและมั้นใจมากว่าวิธีการนี้ของเขาอาจจะได้ผล แต่เจียงเทียนชิงจะต้องไม่รู้เด็ดขาด
ทันใดนั้นเองร่างของหวังเฉินก็โผล่ออกมานอกเต้นท์
”ฉันเดินทางข้ามคืนมาเหนื่อยล้ามาก ดังนั้นอย่ามามัวเสียเวลากันดีกว่า ฉันมีอย่างอื่นให้ต้องไปทำอีก ไปบอกหัวหน้าชูฮันว่าฉันต้องการพบตัวเขา และอย่าขัดขวางฉันดีกว่า ไม่งั้นก็อย่ามาโทษกันถ้าฉันจะจัดการพวกคุณด้วยกฏระเบียบทหาร!” แววตาของหวังเฉินเต็มไปด้วยความร้อนระอุ มองไปยังเต้นท์สูงใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปด้วย พลังผันผวนรุนแรงกระจายออกมารอบตัวหวังเฉินเพื่อสร้างแรงกดดันให้คนรอบข้าง
”ยอดเยี่ยม”ผู้คุมกฏระเบียบทางทหารของเขี้ยวหมาป่าทั้งหมดอย่างหลิวยู่ติงเดินเข้ามาหาหวังเฉิน น้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน รัศมีความน่ากลัวของหลิวยู่ติงแผ่ออกมาเงียบๆ “แม้ว่าคุณจะมาจากซางจิงและพวกเราควรให้ความเคารพคุณ แต่ขอโทษด้วย ระเบียบการทางทหารของกองทัพเขี้ยวหมาป่านั้นค่อนข้างมีความพิเศษ นอกเหนือจากพลเอกชูฮันและฉัน ไม่มีบุคคลที่สามสามารถ โอ้ะ โทษทีจะใช้คำว่าสามารถมันไม่เหมาะสม ควรจะพูดว่าไม่มีบุคคลที่สามมีสิทธิ์จะสั่งลงโทษคนในเขี้ยวหมาป่า”
นี้มันเทียบเท่ากับการตบหน้าหวังเฉินชัดๆเจียงเทียนชิงยืนเงียบกริบอย่างไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไรดี
หวังเฉินโกรธจัดหากไม่คิดจะสนใจเดินเท้าต่อมุ่งหน้าไปยังเต้นท์ใหญ่ที่สุดด้วยฝีเท้าที่เร็วขึ้นกว่าเดิม “พลตรีหลิวยู่ติง ฉันรู้ว่ากองทัพเขี้ยวหมาป่ามีความพิเศษ แต่ฉันจำเป็นต้องถามอะไรบางอย่างกับพลเอกชูฮันจริงๆ นี้เป็นเรื่องด่วน มีคนหายไปตัวและเขาเป็นคนสำคัญของซางจิง เขาหายไปพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ที่บินออกจากซางจิง ซึ่งการบินออกล่าสุดของซางจิงคือการบินมาส่งความช่วยเหลือให้ที่นี้ เพราะฉะนั้น กรุณาเข้าใจด้วยพลตรีหลิวยู่ติง”
หวังเฉินรู้ว่าเขาไม่สามารถระเบิดอารมณ์ใส่หลิวยู่ติงได้เขารู้ว่าเขาไม่สามารถใส่อารมณ์หรือใช้อำนาจกับใครในเขี้ยวหมาป่าได้เลย ท้ายที่สุดเขารู้ดีว่าเขาไม่สามารถแตะต้องพวกกองทัพไร้กฏหมายพวกนี้ได้เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะโดนอุ้มไปฆ่ารึเปล่า?
ชูฮันมีอดีตมืดมนจำนวนมากทำให้หวังเฉินค่อนข้างกังวลและต้องระวังตัวให้มากที่สุด
เป็นอย่างที่เหอเฟิงเดาการอ้างเรื่องมีคนที่สถาบันวิจัยของซางจิงหายตัวไปมันเป็นแค่ข้ออ้างที่จะได้เผชิญหน้ากับชูฮันเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงคือต้องการยืนยันว่าตอนนี้ชูฮันอยู่ที่ค่ายตั้งรบจริงหรือเปล่า  เพราะเมื่อคืนกลางดึกเกือบตีหนึ่งค่ายหลักทั้งหลายต่างได้รับข่าวร้ายอันน่าหวาดหวั่นพร้อมกัน
ค่ายจินหยางหายไปแล้ว!
มันคืออะไร?
ทั่วทุกมุมแห่งแม้แต่ระดับสูงสุดไล่ลงมาต่ำสุด ตั้งแต่พลเอกจนมาถึงพลทหารทั่วไป ทั้งหมดตายเรียบ!
ตั้งแต่เมืองชั้นในจนถึงพื้นที่ผู้ลี้ภัยตั้งแต่ที่ประจำการทหารจนถึงกลางถนน มันมีแต่เปลวไฟลุกโชนไปทั่วทุกที่!
ค่ายกลางค่ายเล็กที่อยู่ใกล้เคียงกับค่ายจินหยางซึ่งมีชาวบ้านของค่ายจินหยางหนีอพยพมาพร้อมกับข้าวการล่มสลายของค่ายจินหยางที่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นมาทำให้ค่ายหลักๆทั้งหลายที่ได้รับข่าวก่อนล่วงหน้าคนอื่นนั้นวิตกกังวลกันอย่างมาก เหล่าผู้นำของค่ายหลักทั้งหลายไม่ได้นอนกันทั้งคืน คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของหลายคน ค่ายต่างๆเรียกตัวสายลับของตัวเองกลับมาเพื่อสืบสวนว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น
นั่นคือค่ายจินหยางหนึ่งในห้าค่ายใหญ่ที่สุดของจีน แถมมีกองกำลังทหารเป็นอันดับต้นๆกลับถูกทำลายภายในชั่วข้ามคืน?
ในยุคโลกาวินาศพละกำลังในการต่อสู้นั้นแสดงถึงพื้นฐายของการอยู่รอดของแต่ละค่าย ยิ่งค่ายใหญ่ ยิ่งมีทหารเก่งกาจในมือจำนวนมาก แม้จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจดีขนาดไหน จะมีตึกอาคารก่อสร้างเติบโตดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าหากไม่มีกองทัพที่แข็งแกร่งคอยปกป้อง ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย…
ดังนั้นสำหรับค่ายจินหยางที่มีกองกำลังทหารเป็นอันดับหนึ่งแต่แล้วกลับถูกซะล้างจนนองเลือดภายในข้ามคืนเช่นนี้ ชะตาของค่ายจินหยางมาถึงจุดจบได้ยังไง…เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหาคำตอบ
มีแต่คนระดับสูงที่รู้ดีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันมีความแปลกและข้อผิดสังเกตหลายจุดดังนั้นค่ายหลักทั้งหลายจึงรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจจะระงับข่าวของค่ายจินหยางที่กำลังแพร่ไปทั่ว ไม่สนใจความตื่นตระหนกที่กระจายไปสู่ค่ายขนาดกลางและขนาดเล็กทั้งหลาย เวลานี้พวกเขาสนใจแต่จะตามหาความจริงเท่านั้น
ซึ่งซางจิงเองก็ไม่ต่างดังนั้นเมื่อกลางดึกมันจึงมีการเรียกประชุมฉุกเฉินจัดขึ้นที่ซางจิง ค่ายหลักทั้งฐานเข้าประชุมอย่างเร่งด่วนลากยาวตลอดทั้งคืน และผลที่ได้คือ…เกินกง่าครึ่งของเสียงต่างชี้เป้ามาที่ชูฮันกันหมด
การลอบเข้าไปโจมตีความสามารถในการปั่นป่วน การสร้างความเสียหายระดับนี้ นอกเหนือจากชูฮันแล้ว พวกเขาไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้เลย คนจากตระกูลลึกลับก็เป็นไปไม่ได้ที่จะลงมือเอง เพราะว่าถ้าคนจากตระกูลลึกลับคิดจะลงมือจริงๆพวกเขาไม่มีจำเป็นคนต้องคอยหลบซ่อนและไม่เปิดเผยตัวแบบนี้ เพราะเพียงแค่สั่งมาคำเดียว ค่ายหลักๆทั้งหลายก็รีบร่วมมือกันเพื่อจัดการให้ทุกอย่างทันที
ในเวลาเดียวกันมันมีอีกเหตุผลที่พวกเขาสงสัยในตัวชูฮัน นั่นก็คือ สองพ่อลูกพลเอกจงไคและพลเอกจงคุยนั้นมีความเกลียดชังกับชูฮัน
ใครจะกล้ารับประกันอารมณ์ของชูฮัน?
ใครที่กล้ายั่วยุชูฮัน…ชูฮันสามารถฆ่าล้างได้ทั้งโคตร!
จงคุยและจงไคยั่วยุอารมณ์ชูฮันไปกี่ครั้งแล้ว?
ชูฮัน…มันมีความเป็นไปได้ที่การสังหารหมู่ทั้งค่ายจะเป็นฝีมือของชายผู้บ้าคลั่งคนนี้!
คำถามก็คือ…ชูฮันทำอะไรลงไปกันแน่?แล้วเขาไม่ได้อยู่ที่สนามรบเมืองอันลูหรอกเหรอ? เขาไม่ได้เป็นคนนำทัพต่อสู้กองทัพซอมบี้และลูกผสมเหรอ?
ดังนั้นหลังจากการประชุมฉุกเฉินของค่ายหลักทั้งหลายที่มารวมตัวกันที่ซางจิงหวังเฉินจึงถูกส่งมาตั้งแต่ฟ้ามืดด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่เร็วสุดมุ่งตรงมายังสนามรบในเมืองอันลูและลงจอดที่ค่ายตั้งรบของกองทัพเขี้ยวหมาป่าทันทีอย่างไม่ให้เสียเวลา
เขาต้องยืนยันให้ได้ว่าชูฮันไม่ได้อยู่ที่นี้!
เมื่อได้เห็นการดื้อดึงที่ไม่ยอมอ่อนให้ของหวังเฉินแถมยังเดินมุ่งหน้าไปที่เต้นท์ของตำแหน่งพลเอกที่เวลานี้คนข้างในยังหลับอยู่ เหอเฟิงก็รีบแอบลอบไปที่ด้านหลังเต้นท์ผลักเจียงเทียนชิงออกไปหน้าเต้นท์กันหวังเฉินเอาไว้ทันที ไม่เปิดโอกาสให้เจียงเทียนได้พูดอะไรทั้งนั้น
”เร็วเข้า!ไม่ว่าต้องใช้วิธีอะไรก็ตาม จะยั่วยวนมันก็ได้ อะไรก็ได้ เอาหวังเฉินออกไปจากที่นี้!” เหอเฟิงกระซิบสั่งอยู่ด้านหลังเจียงเทียนชิง โดยที่ตัวเหอเฟิงยังอยู่ภายในเต้นท์
  ในพื้นที่ของเมืองอันลูค่ายตั้งรบของเขี้ยวหมาป่านั้นตั้งอยู่ทางด้านหลังของสนามรบมาเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์แล้ว พื้นที่รอบๆเริ่มมีจำนวนเต้นท์ตั้งขึ้นมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทีละเต้นท์จนเต็มไปหมด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ทยอยส่งมาจากค่ายเขี้ยวหมาป่า และยังมีเจ้าหน้าที่รักษายามคอยเฝ้าประจำการตามจุดต่างๆ 24 ชั่วโมงและจะคอยรายงานทันทีถ้ามีอะไรก็ตามเคลื่อนไหวให้เห็น
มันมีแผนสำหรับการสั่งการทุกอย่างเป็นขั้นตอนรวมถึงการมีอยู่ของทีมนักฆ่าขนนก ทีมหลงยาและฮูหยาทำให้แม้แต่ซอมบี้ระยะ 6 ที่ลอบโจมตีเข้ามาก็ถูกฆ่าตายในทันทีอย่างง่ายดาย
สำหรับการตายของฝูงซอมบี้จำนวนมากนั้นเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวันโดยฝีมือของทหารเกณฑ์ใหม่ที่อยู่ใน3,000 คน พวกเขาถูกฝึกฝนตามโปรแกรมฝึกที่ชูฮันวางไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด กองทัพทหารเกณฑ์ใหม่ที่เหล่าทหารผ่านศึกทั้งหลายคาดว่าจะถูกฝูงซอมบี้คุกคามจนหวาดกลัวและจะต้องมีคนจำนวนมากตาย ทว่ากลับกันฝ่ายที่ถูกข่มขู่ให้กลัวจนต้องหนีไปกลายเป็นพวกซอมบี้ซะเอง
ค่ายตั้งรบที่ล้อมรอบไปด้วยการรักษาความปลอดระดับสูงนั้นแสนจะปลอดภัยเต็มที่ตลอดทั้งอาทิตย์บางคนที่มีพลังการต่อสู้ระดับสูงแทบจะรู้สึกคันไม้คันมือด้วยซ้ำ พวกเขาแอบภาวนาให้มีซอมบี้หรือลูกผสมโผล่มาให้ประหลาดใจทุกวัน เพื่อที่จะพวกเขาจะได้จัดเต็มความรู้สึกของตัวเอง
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้เหอเฟิงที่ตกใจลากยาวจนกระวันที่ 6 ที่ชูฮันจากไป ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้เขาต้องเจอกับเรื่องประหลาดใจ เรื่องตกใจไม่รู้จบทั้งอาทิตย์จนสมองเบลอไปหมดแล้ว และสาเหตุก็มาจากความหวาดกลัวที่มีต่อชูฮัน…โปรแกรมการฝึกอันเข้มข้นที่เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน
ไม่!
มันยังมีซอมบี้และลูกผสมจำนวนไม่น้อยเหลืออยู่แล้วไหนจะค่ายเขี้ยวหมาป่าที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังค่ายตั้งรบของพวกเขาอีก ค่ายตั้งรบยังอยู่ในสถานะอันตรายที่มีความเป็นความตายเป็นเดิมพัน มันยังมีภัยคุกคามใหญ่หลวงที่ไม่สามารถกำจัดไปได้อยู่ เพราะฉะนั้นไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นถอนตัวออกไปจากสนามรบได้
อย่างไรก็ตามตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาเหล่าทหารผ่านศึกทั้งหลายของกองทัพเขี้ยวดูเจ็บปวดเพราะไม่ได้ต่อสู้อะไรเลย กลับกันมันเหมือนกับว่าพวกเขามาเข้าค่ายพักร้อนอย่างไรอย่างนั้น ความรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจที่หัวหน้าชูฮันปรากฏตัวนั้นยังอยู่ในความทรงจำของทุกคนชัดเจน
แม้กระทั่งหลายคนคาดเดาว่าการที่ทหารเกณฑ์ใหม่ถูกส่งออกไปตามหาไล่ฆ่าซอมบี้ทุกวันแบบนี้สุดท้ายกองทัพซอมบี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลูกนี้คงถูกฆ่าตายหมดไม่ช้าก็เร็ว และพวกเขาก็จะเหลือหน้าที่แค่ตามหาลูกผสมที่เป็นตัวการเรื่องนี้เท่านั้น และสงครามก็น่าจะจบลง…
จบลงอย่างสงบเรียบง่าย!
เหอเฟิงหยิบแผนที่ออกมาพยายามเพ่งมองทุกอย่างอีกครั้งเขาทบทวนและตรวจสอบแผนที่ชูฮันทิ้งไว้หลายต่อหลายรอบแล้วจนจะเป็นบ้า
เป็นไปได้มั้ยว่ามันคือความพินาศ?
นอกเหนือจากการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของซางฮั่นฉิงเหอเฟิงค่อนข้างกังวล ตลอดหกวันที่ผ่านมาเหตุการณ์มันดูเงียบสงบเกินไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าควรจะทำอะไรต่อ!
โชคดีที่วันนี้คือวันที่6 และอิงจากแผนในกระดาษแผ่นเล็กที่ชูฮันเขียนทิ้งไว้ให้เขา ชูฮันน่าจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้
ในขณะที่เหอเฟิงทำงานหนักตลอดคืนในที่สุดเขาก็สงบจิตสงบใจลงได้ในเช้าตรู่ของวันที่ 7 เขาวางแผนจะรอการกลับมาของชูฮันและถามถึงแผนการรบที่ชูฮันวางเอาไว้
”ฟรึบ!”
ผ้าใบเต้นท์ถูกเลิกเปิดขึ้นกระทันหันเจียงเทียนชิงวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีตระหนก กระดุมที่เสื้อยังติดไม่เรียบร้อยดีด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีเรื่องเร่งด่วนอะไรเกิดขึ้น
”เกิดอะไรขึ้น”เขาเฟิงนอนหลับในทันที
”มีบางอย่างผิดปกติครับ”เจียงเทียนชิงดึงเหอเฟิงออกมานอกเต้นท์และรีบพูดต่อขณะทั้งคู่กำลังเร่งฝีเท้า “จำซางฮั่นฉิงได้มั้ยครับ?”
”นายไม่ได้ส่งเขาไปที่ค่ายเขี้ยวหมาป่าแล้วเหรอ?”แววตาของเหอเฟิงขุ่นมัวอย่างสงสัย “แม้ว่าจะเขาจะถูงขังอยู่ในห้องที่มีเจ้าหน้าทีคุมล้อมรอบ แต่ถึงอย่างไรซางจิ่วตี้ก็อยู่ที่ค่าย ไม่ใช่ที่นี่ ซางฮั่นฉิงไม่น่าจะรนหาที่ตาย!”   เมื่อได้ยินเหอเฟิงพึมพำกับตัวเองเรื่องซางฮั่นฉิงรนหาที่ตายเจียงเทียนชิงก็มองหน้าหอเฟิงทันที ก่อนจะส่ายหัวอย่างหมดหนทาง “คิดไปถึงไหนครับ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องเกิดกับซางฮั่นฉิง ตัวเขาเขาเข้าใจกฏระเบียบปฏิบัติของพวกเราเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและก็ไม่ใช่สิ่งทีเกี่ยวกับสงครามด้วย”
เหอเฟิงไม่ได้มีปัญหาอะไรกับซางฮั่นฉิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง “แล้วมีอะไร? มันเกี่ยวอะไรกับซางฮั่นฉิง?”
”ซางจิงส่งเฮลิคอปเตอร์มาอีกแล้ว!”เจียงเทียนรีบรายงานทันที “เฮลิคอปเตอร์พึ่งลงจอด บอกว่ามีคนของซางจิงหายไป พวกเขามาตามหาคนครับ ผมสงสัยว่าบุคลที่ทางนั้นเอ่ยถึงน่าจะเป็นซางฮั่นฉิง”
”ไม่มีทาง”เหอเฟิงพูดแทรกขึ้นมาทันที “เป็นไปไม่ได้ ซางฮั่นฉิงอาจจะเป็นบุคคลสำคัญต่อซางจิงก็จิง แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่ซางจิงจะส่งคนมาตามเขาในเวลาเช่นนี้ และพวกเขาจะไม่มีทางได้เจอซางฮั่นฉิงที่นี้”
เหอเฟิงวิเคราะห์ข้อมูลออกมาอิงจากข้อมูลที่เกาช้าวฮุ่ยเปิดเผยให้ฟัง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครรู้ว่าซางฮั่นฉิงได้หนีออกจากซางจิงมาแล้ว และแน่นอนว่าการหายตัวไปของคนคนเดียวในแผนกวิจัยไม่มีทางสร้างความแตกตื่นให้ทั้งค่ายซางจิงได้ และยิ่งการมาตามหาตัวคนหายที่ค่ายเขี้ยวหมาป่าเช่นนี้ยิ่งไม่มีทาง
เหอเฟิงเชื่อที่เกาช้าวฮุ่ยพูดและเชื่อว่าคนที่ชูฮันส่งไปพาตัวซางฮั่นฉิงหนีมา จะไม่มีทางทิ้งข้อบกพร่องชิ้นใหญ่ไว้ให้คนตามมาได้เช่นนี้
อย่างที่รู้กันดีว่าชูฮันไม่เคยทิ้งข้อผิดพลาดใดๆไว้!
ดังนั้นเรื่องนี้จึงค่อนข้างแปลกอย่างมาก!
มีประกายแสงดุดันวิ่งผ่านนัยน์ของเหอเฟิงจากนั้นก็เหอเฟิงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “ใครคือคนที่ซางจิงส่งมา?”
เจียงเทียนชิงปาดเหงื่อออกจากหน้าผากเงยหน้าขึ้นทองฟ้าสีหม่นที่ยังไม่ทันสว่างดี “ไม่ใช่ทหารกระจอกๆ ดูมีพลังไม่เบา รูปร่างสูงใหญ่ แต่มันแปลกที่เขาไม่มีตำแหน่งทางทหาร รู้แค่ว่าเขาชื่อหวังเฉิน”
”หวังเฉิน?”เหอเฟิงตะลึงตกใจ ทันใดนั้นจู่ๆก็มีพลังงานดุดันราวกับหมาป่าคลั่งระเบิดโพล่งออกมาจากตัวเหอเฟิง
เหอเฟิงที่อยู่ในซางจิงมาเป็นเวลานานจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กับค่ายเขี้ยวหมาป่าเขาจึงถูกผู้บัญชาการมู๋และท่านเลาหมิงส่งตัวมาที่นี้ เพราะงั้นเขาจริงรู้เรื่องราวมากมายในซางจิงดี และแน่นอนเขาก็รู้จักหวังเฉินผู้มีชื่อเสียงในซางจิงดี
ที่มาที่ไปของหวังเฉินนั้นไม่มีใครรู้เหอเฟิงเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ดีๆหวังเฉินก็โผล่มาและกลายเป็นที่รู้จัก มีทั้งพละกำลังและอิทธิพลที่แผ่ไปทั่วซางจิง จนเกือบจะเทียบเท่ากับผู้บัญชาการมู๋…
ผู้บัญชาการมู๋โดนข้ามหน้าข้ามตาไปหลายต่อหลายครั้ง!   ดังนั้นพอได้ยินชื่อหวังเฉินจึงยากที่เหอเฟิงจะเก็บอารมณ์ได้อยู่ สัญชาตญาณบอกเขาว่าหวังเฉินน่าจะใช้ข้ออ้างที่มีคนในแผนกวิจัยของซางจิงหายไป จุดประสงค์ที่แท้จริงน่าจะเป็นชูฮัน
”ฉันจะเจอคนคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด”เหอเฟิงที่คิดทบทวนมาอย่างหนักเอ่ยบอกเจียงเทียนชิง คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้อยู่แล้ว “ฉันถือว่าตายไปแล้วจากโลกนี้ ถ้าหวังเฉินรู้ว่าฉันอยู่ที่นี้ สองนายท่านสองคนในซางจิงจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก”
สองนายท่านของเหอเฟิงก็คือผู้บัญชาการมู๋และเลาหมิงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเหอเฟิง เพื่อที่จะสนับสนุนชูฮันตลอดทางเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์สูงสุด
”เอ่อออ…”เจียงเทียนชิงไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากเหอเฟิง จึงได้แต่ยืนหันรีหันขวาไปมาอย่างกระวนกระวาย “แล้วผมควรทำยังไง? อีกฝ่ายบอกว่าต้องการคุยกับหัวหน้าชูฮันอย่างสมศักดิ์ศรี แต่หัวหน้าไม่ได้อยู่ที่นี้ อีกฝ่ายดูมีพละกำลังมาก ถ้าเขาไม่ได้เจอชูฮัน เราต้องแย่แน่ๆ!”
  ”ปัง!”จงคุยล้มหัวกระแทกพื้น ณ จุดนี้จงคุยรู้สึกเหมือนโดนของแข็งฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนน็อคคาที่ ทำไมเขาถึงคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทันทีที่เห็นตราตำแหน่งพวกนี้?
และที่ชูฮันเอาตราตำแหน่งพวกนี้มาแสดงต่อหน้าเขาแม้จะไม่รับรู้วิธีการที่ได้มันมา ไม่รู้ว่าชูฮันใช้วิธีไหน แต่ทุกอย่างมันกระจ่างแจ้งตอนที่ชูฮันประกาศว่า…
ปัญหาทั้งหมดในค่ายจินหยางเกิดขึ้นเพราะฝีมือชูฮันเอง!
การขัดแย้งของการมีสองพลเอกในค่ายการที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายสู้กัน ตอนที่พื้นที่ชนชั้นสูงถูกบุกโจมตี ตอนที่เริ่มมีคนตาย…
มันคือการสมรู้ร่วมคิดของชูฮัน!
ค่ายจินหยางที่มีกองกำลังทหาร2,500 นาย…ทั้งหมดตายแล้ว!
และนั่นคือจุดแข็งทั้งหมดของค่ายจินหยาง!
”อ๊ากกกกก…”จงคุยที่ไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป ในที่สุดเขาก็แหกปากออกมาเสียงดัง ก่นด่าชูฮันอย่างรุนแรง “แกต้องไม่ตายดี! แกทำเรื่องแบบนี้ คิดเหรอว่าค่ายอื่นๆจะปล่อยแกไป? ค่ายเขี้ยวหมาป่าของแกจะต้องตกถูกรุมประชาทัณฑ์เพราะความชั่วของแก ทุกคนจะเกลียดชัง ประณามแก และสาปแกให้ตาย!”
จงคุยไม่สามารถคิดได้ออกว่าชูฮันทำอะไรไปบ้างในค่ายจินหยางของเขาไม่รู้ว่าชูฮันทำยังไง แต่ที่เขารู้คือการกระทำของชูฮันจะทำให้ทุกคนรุมประชาทัณฑ์เขา
คนที่ทำลายค่าย?
คือปีศาจ!
คิดว่าค่ายอื่นๆจะไม่รู้เหรอ?มีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหละที่รู้ว่าจะมีหายนะอะไรถล่มใส่ชูฮันและค่ายของมัน?
”แกพูดถูกฉันเป็นคนทำให้ค่ายของแกเป็นแบบนี้ ถึงแม้ว่าค่ายอื่นๆจะส่งกองกำลังทั้งหมดมาโจมตีฉัน แต่ทหารของพวกนั้นก็จะถูกคนของฉันฆ่าไปจำนวนมากเลยแหละ อ้อแต่อีกอย่างหนึ่งนะ ยังไงก็ไม่มีใครฆ่าฉันได้หรอก” ชูฮันยิ้ม หากครั้งนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใสอย่างก่อนหน้านี้
จากนั้นชูฮันก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา”เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าฉันเป็นคนทำ”
”แหวะ~”จงคุยกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ตามมาด้วยสำลักก้อนเลือดที่ติดคออยู่พักหนึ่ง
ชูฮันยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์สายตาก็คอยมองภาพของจงคุยที่ตอนนี้เรียกได้ว่าดูไม่ได้ “แกมารู้จุดจบของฉันได้ยังไง?”
จงคุยใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะรวบรวมพละกำลังเพื่อพูดตาแดงก่ำ หายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัว “แกคิดว่าค่ายอื่นๆจะไม่รู้ว่าแกทำอะไรลงไปงั้นเหรอ? แกกำลังหลอกตัวเองจนหน้ามืดตาบอด! คิดว่าในค่ายจินหยางไม่มีสายลับจากค่ายทั้งหลายแฝงตัวมาเลยงั้นเหรอ? ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้จะถูกรายงานไปยังค่ายทั้งหลายอย่างรวดเร็วจนแกนึกไม่ถึงเลยแหละ และคนพวกนี้มันคือหมาล่าเนื้อ มันจะรีบหาเหตุและผลมารับรองข้ออ้างในการกำจัดแก และแกจะไม่มีวันหนีพ้น!”
ที่จงคุยพูดนั้นเป็นเรื่องจริงและไม่ต้องพูดถึงค่ายใหญ่อื่นๆเลย เพราะแค่ซางจิงเพียงค่ายเดียวก็มีหูตาคอยสอดส่องอยู่ในค่ายจินหยางจำนวนมากจนนับไม่ถ้วนแล้ว หลายคนเกิดมาเพื่อเป็นสายลับ ความสามารถในการลาดตระเวน การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ความสามารถที่รอบด้าน มันง่ายมากที่สายลับพวกนี้จะตามหาสาเหตุที่แท้จริงของการล่มสลายของค่ายจินหยาง…
ด้วยเหตุนี้ชูฮันจึงไม่เพียงแต่สะใจ แต่กลับระเบิดหัวเราะดังสนั่นลั่นจนทำให้จงคุยประหลาดใจอย่างมาก สมองเขาคิดตามไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “ใช่ พวกเขาจะรู้ และมันก็จะกลายเป็นครั้งแรกที่ฉันตกเป็นผู้ต้องสงสัย และถูกตามล่า แต่นี้สมองแกฝ่อไปหมดแล้วเหรอไง? ไม่รู้เหรอว่าตอนนี้มันกำลังมีสงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่เมืองอันลู? ไม่รู้เหรอไงว่าฉันกลับไปค่ายเขี้ยวหมาป่าได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว?”
ทันใดนั้นจงคุยเบิกตาโตด้วยความสยองคลื่นความน่ากลัวถาโถมเข้าใส่จนเขาสั่นคลอนไปหมดแล้ว
”ทุกคนทั่วทั้งจีนรู้ว่าฉันอยู่ในสนามรบในเมืองอันลูต่างคิดว่าฉันนำทัพในการรบระหว่างกองทัพเขี้ยวหมาป่ากับซอมบี้และลูกผสม แล้วฉันจะปลีกตัวมาจินหยางได้ยังไงกัน? ต้องขอบคุณลูกผสมโดยเฉพาะเลยต้องการจะกำจัดฉัน เพราะงั้นฉันก็เลยมีโอกาสมาจัดการแกได้” ชูฮันลุกขึ้นยืน หลุบตามองจงคุยที่พื้น น้ำเสียงเย็นยะเยือกและไร้ความแยแสเอ่ยออกมา “และถึงฉันจะฆ่าแก ก็ไม่มีใครรู้เป็นฝีมือฉัน”
”มึง!”จงคุยเคียดแค้นจนพูดไม่ออก ทุกอย่างมันจุกอยู่ในอก หน้าตาบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด หน้าตาเริ่มซีดเซียวเพราะอ่อนแรงจนแทบจะเป็นลม
เห็นได้ชัดว่าชูฮันไม่เกรงกลัวผลที่จะตามมาเลยสักนิดเพราะเขามีพยานหลักฐานที่อยู่สมบูรณ์แบบแล้วนั่นเอง
ฆ่าสองพลเอก…ทำลายจินหยาง…เขากำจัดหลักฐานที่จะโยงมาถึงตัวเองได้อย่างใสสะอาด!
ครั้งนี้จงคุยได้แต่รู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตัวเอง เขารู้ว่าการเป็นศัตรูกับชูฮันจะมีแต่ผลร้ายอย่างที่เห็น แต่ทำไมเขาถึงได้ตัดสินใจทำกับชูฮันแบบนั้นที่ค่ายหนานตู้ไป?
มันคือหายนะสิ้นดี!
ชูฮันละสายตาออกจากจงคุยที่ยังหมอบอยู่ที่พื้นส่งสัญญาณบางอย่างให้เหมิงชีเหว่ยที่อยู่ในห้อง และเดินออกไปจากบ้านพักของจงคุยทันทีโดยไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมา
ด้านหลังมีเสียงดังบางอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมิงชีเหว่ยลุกขึ้นหยิบกระเป๋าที่เปรียบเสมือนถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะขึ้นมา จากนั้นก็เดินตามหลังฝีเท้าของชูฮันไป
จงคุยที่ถูกหักคอนอนตายและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง…
พลเอกผู้โลภมากจุดจบคือการนอนตายอย่างน่าอนาถภายในบ้านพักของเขาหนึ่งในค่ายที่มีชื่อเสียงต้นๆของจีน กลับพังทลายลงภายในเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์
ในเย็นวันเดียวกันชูฮันไปจากค่ายจินหยางก่อนกำหนดการเดิมที่วางไว้พร้อมกับทหารของเขา ในตอนที่ชูฮันจากไป ผู้คนชาวบ้านทั้งหลายของค่ายจินหยางที่อยู่ในความสับสนออกมาออกันอยู่บนถนน ทว่าจำนวนของผู้คนที่ยังเหลืออยู่นั้นไม่ได้มีมากอะไร เพราะว่าตั้งแต่ที่มีการขัดแย้งของพ่อลูกที่เป็นพลเอกทั้งคู่เกิดขึ้น ผู้คนมากมายได้ทยอยอพยพจากไปกันก่อนแล้ว และยิ่งตอนที่เกิดสงครามกลางเมือง ทหารของทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่ากันเองแม้แต่ชาวบ้านที่เข้าร่วมการต่อสู้ก็ถูกฆ่า ทำให้ผู้คนที่เหลืออยู่ในตอนแรกหวาดกลัวและอพยพหนีกันจ้าละหวั่น
ค่านจินหยางได้ถูกลบหายออกไปจากแผนที่ของจีนภายในชั่วข้ามคืนถูกทำลายย่อยยับจนไม่สามารถกู้คืนได้แล้ว!
บนเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังบินออกไปจากค่ายจินหยางเหมิงชีเหว่ยมองสมาชิกของทีมความลับของพระเจ้าที่กำลังพูดคุยหัวเราะกันอยู่ในห้องโดยสารด้วยสายตาสับสน
ส่วนชูฮันก็นั่งหลับตาอยู่ข้างๆเหมิงชีเหว่ยนั้นเอง
เหมิงชีเหว่ยหันไปมองหน้าต่างมองไปยังค่ายจินหยางที่อยู่ข้างหลัง มันมีควันขนาดใหญ่ลอยโขมงขึ้นฟ้า เปลวไฟที่กำลังโหมหนักขึ้นเรื่อยๆ มันคือการกระทำสุดท้ายของชูฮันก่อนจะออกมาจากค่ายจินหยาง ไฟที่ถูกจุดและไหม้ลามไปทั้งค่ายจินหยางจนแดงเดือด
มองไปที่เปลวไฟที่กำลังโหมกระหน่ำเหมิงชีเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสน ยิ่งมีเสียงพูดคุยหัวเราะของสมาชิกทีมความลับของพระเจ้าดังมาไม่หยุด มันยิ่งทำให้เหมิงชีเหว่ยตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองเข้าไปอีก
ค่ายจินหยางจะหายไปจริงๆเหรอ?
ค่ายขนาดใหญ่ที่เป็นหนึ่งในห้าอันดับสูงสุดของจีนจะหายไป?
เหมิงชีเหว่ยรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังฝันอยู่!
เขาเพียงแค่ต้องการแก้แค้นและฆ่าจงไคนั้นคือจุดประสงค์ที่เขาติดตามชูฮันตั้งแต่แรก แต่ชูฮันไม่เพียงแค่ทำทุกอย่างที่เขาต้องการ แต่ยังทำมากกว่านั้นอีกหลายเท่า
ภายในพริบตาเดียวหัวหน้าสามารถทำให้กองกำลังทหารทั้งค่ายจินหยางก็นอนจมกองเลือด อันตรายจากทั่วทุกสารทิศพุ่งเข้าใส่อย่างกระทันหันโดยไม่มีใครตั้งรับได้ทัน และทันใดนั้นทั้งค่ายจินหยางก็…ถูกกำจัด!
แม้แต่ค่ายจินหยางที่เป็นหนึ่งในห้าอันดับค่ายที่ใหญ่ที่สุดในจีนยังถูกกำจัดโดยฝีมือของทีมความลับของพระเจ้าแห่งกองทัพเขี้ยวหมาป่าที่ทำการถอนรากถอนโคนค่ายจินหยางอย่างสิ้นซาก
เพียงแค่คนหนึ่งร้อยคน!
แค่ทีมทหารมนุษย์สายพันธุ์ใหม่หนึ่งร้อยคนที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวหลากหลายกลุ่มคนที่น่ากลัวและเก่งกล้าเหนือคน และคนพวกนี้ล้วนเชื่อฟังชูฮันอย่างไม่บิดพริ้ว แม้จะดูหยิ่งผยองและอวดดีทว่าแววตาของทุกคนยามมองชูฮันนั้นมีแต่ความเคารพบูชาและนับถือ
สั่งให้มาสั่งให้กลับ สั่งให้กำจัดค่ายจินหยาง สั่งให้สังหารหมู่…
มีทีมที่มีฝือน่ากลัวขนาดนี้ค่ายไหนจะกล้าต่อกร?
เมื่อรวมกับการทำงานของหน่วยข่าวกรองลับประกอบกับทีมนักฆ่าอย่างกุ้งเสือดำและพลังของทีมนักฆ่าขนนก เหมิงชีเหว่ยอดไม่ได้ที่จะขนลุกอย่างตื่นเต้นเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา…
ทั้งจีนหรือโลกใบนี้ใครจะขวางหัวหน้าชูฮันได้?
  ข่าวดีกับข่าวร้ายอยากฟังอันไหนก่อน?
จงคุยตัวแข็งทื่อทั้งจิตใจและร่างกายของเขาถูกทำลายย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดี เขาไม่กล้าจะเผชิญหน้าชูฮันเพื่อโต้แย้งหรือด่าทออีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ ทำได้แค่กล้ำกลืนความรู้สึกตัวเองลงไปและเอ่ยตอบ “ข่าวดี”
เทียบกับข่าวร้ายแล้วตอนนี้จงคุยต้องการอะไรสักอย่างที่จะมาช่วยปรับอารมณ์ของเขาให้คงที่ ไม่อย่างนั้นการต่อรองกับชูฮันต่อคงยากเกินไปสำหรับเขา
ใช่จงคุยรู้ดีว่าชูฮันในตอนนี้ไม่กล้าจะฆ่าเขาอย่างแน่นอน ต่อให้ในใจนั้นอยากจะฆ่าเขามากแค่ไหนก็ตาม เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีตำแหน่งเป็นถึงพลเอกและก็เป็นผู้นำของค่ายจินหยางด้วย
แม้ชูฮันอยากจะฆ่าเขาแค่ไหนแต่ก็ต้องข่มอารมณ์เอาไว้  ”ข่าวดีก็คือลูกชายของแก…จงไคนั้นถูกคนนอกใส่ร้ายและปั่นหัวให้ขัดแย้งกับแก”ชูฮันกลั้วหัวเราะในลำคอ”ก็นะ เพราะลูกแกมันโง่จนตาบอดเอง ที่จริงถ้าแกกับมันได้พูดคุยกันก็น่าจะสงบศึกได้ แต่ก็นั่นแหละ ความจริงก็คือแกสองพ่อลูกไม่เคยได้เจรจากัน? และเพราะแกทั้งสองมีตำแหน่งถึงพลเอก ถ้าสองพลเอกทำงานร่วมกันขึ้นมาละก็มันคงจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งค่ายจินหยาง”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของชูฮันจงคุยก็มีสีหน้าสับสน…ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีและมีความสุขขึ้นมา ต้องยอมรับว่าข้อเสนอของชูฮันนั้นค่อนข้างดีเลย ดังนั้นจงคุยจึงมีท่าทีตื่นเต้น เพราะว่าความเกลียดชังที่มีระหว่างสองพ่อลูกนั้น…
สามารถแก้ไขได้!
ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าปัญหาสองพลเอกในค่ายจินหยางก็จะได้รับการแก้ไข?
ในจังหวะที่จงคุยกำลังเริ่มทำความเข้าใจอยู่ประโยคต่อมาของชูฮันก็ดังขึ้น “ข่าวร้ายก็คือ คนที่คอยปั่นหัวลูกชายของแกกับให้ขัดแย้งกับแกมาตลอดก็คือคนของฉันเอง”
”เฮือก!!!”จงคุยช็อคค้าง สติล่องลอย คำพูดของชูฮันเปรียบเสมือนกับมือที่โผล่มากระชากเขาลงสู่นรก!
”ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก!”แววตาของจงคุยสั่นระรัว ตะโกนใส่ชูฮันด้วยอารมณ์รุนแรง “แกเป็นคนทำ ถ้างั้นก็ยกเลิกทุกอย่างซะสิ?”
ทันทีที่ได้ยินคำบอกของชูฮันจงคุยก็รู้ได้ในทันทีว่าความฝันที่จะได้ทำงานร่วมกับลูกชายเพื่อทำให้การมีพลเอกสองคนปกครองค่ายจินหยางร่วมกัน…ล้มเหลวแล้ว
ชูฮันที่เห็นจงคุยตัวสั่นเทิ้มอย่างสิ้นหวังก็แสนจะอารมณ์ดี”ยังมีข่าวดีและข่าวร้ายอีก คราวนี้อยากฟังอันไหนก่อนอีกล่ะ?”
จงคุยไม่มีความรู้สึกอะไรอีกแล้วในครั้งนี้เขาเพียงตอบออกมาเฉยๆ “ข่าวร้าย”
”หึเรียนรู้ได้เร็วนี่!” ชูฮันยิ้มอย่างชั่วร้าย”ข่าวร้ายคือ จงไคตายแล้ว”
”อะไรน่ะ?”จงคุยเงยหน้าขวับมองชูฮันทันทีอย่างไม่อยากเชื่อหู “เป็นไปไม่ได้! เขาเองก็เป็นพลเอก…ใครจะกล้าทำ? ได้ยังไง? แก…ฝีมือแกใช่มั้ย? แกกล้าดียังไง?!”
ตำแหน่งพลเอกสูงส่งอันแสนจะมีเกียรติ…กลับถูกฆ่า?
ชูฮันมันกล้าดียังไง!!!
และในตอนนั้นเอง——-
”ปั่ก!”
ศีรษะที่มีเลือดโชกถูกโยนเข้ามาในบ้านพักของจงคุยมีร่างของเจียงเหว่ยยืนอยู่ด้านนิกบ้านพร้อมกับสายตาไม่แยแสและแสดงออกถึงความโหดเหี้ยม
จงคุยมองตามสิ่งที่ถูกโยนเข้ามาและก็ได้เห็น…ศีรษะของจงไค!
ตายตาย แม้ตัวหัวกับตัวก็ถูกตัดขาด ทั้งน่าอับอายและอดสูยิ่งนัก หัวของลูกเขาถูกโยนไม่ต่างอะไรกับลูกบอล!   แม้จงคุยจะกำลังตกใจอย่างหนักหากชูฮันกลับนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ไม่สนใจบรรยากาศตรงหน้าเลยสักนิด “ข่าวดีก็คือ ฉันจะบอกให้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะแกสองพ่อลูก แกสองพ่อลูกเริ่มทุกอย่างขึ้นมาที่ค่ายหนานตู้ ซึ่งทำไปสู่การที่ลูกแกต้องพิการช่วงล่างไปตลอดชีวิต อยากแก้แค้นเหรอ?”
จงคุยมีท่าทีกระอักกระอ่วนและทำตัวไม่ถูกเขารู้ดีแก่ใจว่าตอนนี้ชูฮันพยายามจะยั่วยุเขาอยู่ หรือจงใจจะทำให้เขาเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างเพื่อที่ทุกอย่างจะได้ยกระดับขึ้นไปขั้นต่อไป
ชูฮันส่งคนไปฆ่าจงไค…ใช่จงคุยเดาได้ไม่ยาก แต่ปัญหาคือจงคุยอยากจะให้ชูฮันเป็นคนลงมือเอง เพราะเขาจะได้มีข้อต่อรอง ความผิดฐานฆ่าพลเอกนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
แล้วถ้าไม่ใช่ความเป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือชูฮันมันเท่าไหร่กัน?
ในเวลาเดียวกันจงคุยเองก็จำเป็นต้องยกระดับเพราะถูกชูฮันบีบจนไม่ต่างอะไรกับยืนอยู่ริมหน้าผา ถ้าเขายังทำตัวเป็นปรปักษ์กับชูฮันต่อไป มันมีแต่จะผลแย่ต่อตัวเขาเองทั้งนั้น ดังนั้นเขาควรหาทางที่จะได้ผลประโยชน์ต่อตัวเขาเองและตามหาสาเหตุการตายของลูกเขาไปด้วย?
ดังนั้นพอชูฮันเหมือนชี้แนวทางให้เห็นจงคุยที่กำลังประมวลผลในหัวอยู่ก็เริ่มคิดถึงการเพิ่มผลประโยชน์ให้กับตัวเขาเองในบทสนทนาต่อไป
น่าเสียดายจงคุยที่ยังไม่ทันจัดการความเข้าใจแบบผิดๆของตัวเองเรียบร้อยดีเลย และชูฮันก็ไม่คิดจะให้เวลาจงคุยได้ปรับตัวอะไรทั้งนั้น ทันใดนั้นชูฮันก็พูดประโยคต่อมาที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหัวจงคุย “คนนั้นคือฉัน”
”อึกกกก~”จงคุยกระอักออกมาเป็นเลือดทันที ความดันเลือดพุ่งสูงสุด ร่างกายเริ่มซวนเซจนแทบจะเป็นลม หากสายตายังคงมองไปที่ชูฮันด้วยความเกลียดชังรุนแรง  ชูฮันพูดอ้อมไปทั่วถ่วงเวลาตั้งนาน เพื่อให้เขาได้ขาดใจตายทั้งเป็น?
และผลสุดท้ายคนที่เป็นคนทำทุกอย่างคือชูฮัน!
แล้วไอ้เรื่องการยกระดับที่พึ่งพูดไปเมื่อครู่คืออะไรผลประโยชน์ที่น่าสนใจคืออะไร ทั้งหมดคือเขาคิดมากไปเองงั้นเหรอ?!
สมาชิกขแงเขี้ยวหมาป่าที่อยู่ในบริเวณและได้ยินบทสนทนาทั้งหมดตั้งแต่แรกต่างหมดคำพูดได้แต่ขยาดกับรสนิยมของชูฮัน ข่าวทั้งสองข่าวนั่นคือข่าวร้ายทั้งคู่ต่างหาก
แน่นอนว่าปีศาจที่ซ่อนอยู่ในตัวพลเอกชูฮันช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
รอยยิ้มของชูฮันเต็มไปด้วยความเย็นชา”เหมิงชีเหว่ย นายเก็บตราตำแหน่งมาได้ทั้งหมดเท่าไหร่?”
ตราตำแหน่ง?
จงคุยที่ยังไม่ได้หายใจหายคอเลยต้องตกใจขึ้นมาอีกรอบ เขาเงยหน้ามองตามชูฮันด้วยแววตาหวาดกลัว…ชูฮันหมายความว่ายังไง?
และก็…มันคืออะไร?
เหมิงชีเหว่ยที่ยืนประจำการอยู่ใกล้ๆรีบคว้ากระเป๋าสะพายหลังที่เขาสะพายติดตัวมาตลอดวางลงที่พื้นเปิดซิปอ้าออกต่อหน้าชูฮันทันที
ด้านในมีแต่ตราตำแหน่งจำนวนพร้อมกับเลือดที่เปรอะเปื้อนไปทั่วในกระเป๋าปรากฏสู่สายตาของทุกคน!
”ตึง!”จงคุยที่ในที่สุดก็ฝืนตัวเองขึ้นยืนได้ก็ต้องแข้งขาอ่อนจนเซล้มลงพื้นไปอีกครั้งเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
และทันทีที่จงคุยลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้น—–
”ปั่ก~”
มีเมล็ดแตงโมถูกปามาใส่หน้าของจงคุยรัวๆอย่างไร้ความปราณีมันพุ่งมาด้วยความเร็วและความรุนแรงที่น่าทึ่งจนบาดผิวของจงคุยจนมีเลือดซึมออกมา เมล็ดแตงโมที่ถูกปาออกมาโดยหน้าของจงคุยและเปิดอ้าออกจนเนื้อเมล็ดด้านในหลุดออกมา
ความเจ็บรุนแรงทำให้จงคุยได้สติขณะเปิดเปลือกตาขึ้นก็ได้เห็นรองเท้าบู้ทสีดำคู่หนึ่งอยู่ไม่ห่าง ชูฮันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม คว้าเมล็ดตัวโมงขึ้นมาโยนเข้าปากพร้อมมองจงคุยไปด้วยแววตาสนุกสนานอย่างร้ายกาจ
”แก!”จงคุยที่ได้สติผุดขึ้นยืนอย่างอับอาย “แก แกทำอะไรลงไป!”
”เจ้าหน้าที่ทหาร2,500 คนของค่ายจินหยาง” ชูฮันพูดขึ้นมาอย่างไม่สนใจอะไร “พลังการต่อสู้ของค่ายจินหยางก็ใช้ได้ ข้อมูลที่มีอยู่เดิมไม่แตกต่างกันมาก”
”ตอบฉันมา?!”จงคุยตะคอกเสียงดัง
ชูฮันเหลือบมาจงคุยพร้อมกับยิ้มออกมา”จินหยางจบแล้ว”

ตอนที่ 1943 เผชิญหน้า

จูจื่อจวินยิ้มและพยักหน้า “ศิษย์พี่หรั่น ศิษย์พี่สือ”

“นายน้อยจู มีใครบางคนบังอาจกล้าปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของอาจารย์ปู่จู!” สือหย่งคํารามและดวงตาส่องประกายโหดเหี้ยม

จูจื่อจวินชะงัก ก่อนจะมีท่าทีโมโหเช่นกัน

ถึงว่าทําไมถึงได้มีคนมาถามว่าปรมาจารย์จูเฟิงมีศิษย์น้องรึเปล่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

“คนผู้นั้นคือใครกัน?” จูจื่อจวินกวาดสายตามองทุกคน ตอนนี้เขารู้สึกเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก

“พรึบ” สายตาทุกคู่จดจ้องไปหาโม่ซวงในทันที

“โม่เจ็ด ข้าต้องการคําอธิบาย” จูจื่อจวินกล่าว ถึงแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่ดังลั่น แต่ทุกคนก็สามารถสัมผัสถึงความเกรี้ยวกราดที่อยู่ในน้ำเสียงได้

โม่ซวงรู้สึกกดดันราวกับถูกขุนเขาขนาดใหญ่หล่นใส่

ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่!

เผิงฮวาเหนียนเป็นคนยอมรับด้วยตัวเองแท้ๆ ว่าหลิงฮันคืออาจารย์ลุงของตน แต่ใครต่อใครกับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าอาจารย์ลุงผู้นี้โผล่มาจากไหน

ใต้ดวงตะวันนี้มีเรื่องประหลาดเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร?

โม่ทําได้เพียงนิ่งเฉย เขาจะไปให้คําตอบได้อย่างไรกัน? ให้ตายเถอะ เจ้านั่นแหละเหตุใดถึงไม่รู้เรื่องราวของฝั่งตนเองกัน

“ใช่แล้ว จงอธิบายมา!” หรั่นเฟยและสือหยังกล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง

ถ้าหากพวกเขาไม่คัดค้าน ก็หมายความว่าพวกเขาต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ปู่น้อยไม่ใช่รึไง?

“เป็นคนผู้นั้นงั้นรึ?” จูจื่อจวินเข้าใจสถานการณ์ และใช้สายตาเย็นชามองไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาของหลิ่งชัน

ไม่ว่าเขาจะเกรี้ยวกราดขนาดไหน เขาก็ไม่สามารถลงมือกับโม่ซวงได้ เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนของขุมอํานาจระดับข้ามผ่านต้นกําเนิดแท้ เพียงแต่หลิงฮันนั้นแตกต่างออกไป รอให้อีกฝ่ายออกมาก่อน เขาจะตบหน้าอีกฝ่ายให้ร่วง!

เขายืนนิ่งด้วยใบหน้ามืดมน ใครก็ตามที่มองมา ย่อมรับรู้ได้ไม่ว่าว่าเขาในตอนนี้กําลังเกรี้ยวกราดขนาดไหน

ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ และสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาในทันที มีใครบางคนแสร้งปลอมตัวเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์จูเฟิงงั้นรึ? ช่างเป็นคนที่บ้าบอยิ่งนัก

ถ้างั้นก็มารอดูการแสดงกันดีกว่า

หยางเจียเผยสีหน้าหยิ่งทะนงและอึกเหิม เขารอซ้ำเติมโม่ซวงแทบไม่ไหวแล้ว หลังจากนี้อีกฝ่ายจะได้ไม่กล้าโงหัวขึ้นอีกต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

หลังจากเวลาผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง เยี่ยนเว่ยก็เป็นคนแรกที่ผลักประตูเดินออกมา ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เขาหลอมเม็ดยานิรันดร์สองดาวสําเร็จ แถมยังเสริมการปรับแต่งได้หนึ่งขั้นอีกด้วย ถึงแม้เขาจะมั่นใจในอัตราการหลอมเม็ดยาสําเร็จของตนเอง แต่เขาก็เป็นกังวลเล็กร้อนในส่วนของการปรับแต่ง

เพราะงั้นเขาจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ครั้งนี้ เขาทําการปรับแต่งหนึ่งขั้นได้สําเร็จอย่างไม่มีปัญหา

แล้วหลิงฮันล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

เขามองไปยังห้องบ่มเพาะกาลเวลาอีกห้องหนึ่ง เมื่อเห็นว่าหลิงฮันยังคงหลอมเม็ดยาไม่เสร็จ ใบหน้าของเขาก็แสดงออกถึงความเหยียดหยามในทันที

ช่างช้านัก!

เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง หลิงฮันถึงจะผลักประตูออกมาจากห้องบ่มเพาะกาลเวลา

เยี่ยนเว่ยเค้นเสียงกล่าว “ทางที่ดีเจ้ายอมแพ้ไปด้วยตนเองจะดีกว่า อย่างน้อยเจ้าจะได้เสียหน้าน้อยลง”

“พอดีว่าข้าไม่มีนิสัยเช่นนั้น” หลิงฮันส่ายหัว ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์วรยุทธหรือปรุงยา เขาก็ไม่คิดจะยอมใคร

“ดูเหมือนถ้าไม่เห็นโลงศพ คงไม่หลั่งน้ำตาสินะ” เยี่ยนเว่ยกล่าวอย่างหยิ่งยโส พร้อมกับยกมือขวาขึ้น “เม็ดยาที่ข้าหลอมคือเม็ดยาแก่นฟ้าคราม ที่เป็นเม็ดยาระดับสอง และเสริมการปรับแต่งเข้าไปหนึ่งขั้น!”

เสริมการปรับแต่ง!

แม้แต่นักปรุงยาในอาณัติของปรมาจารย์จู เมื่อได้ยินคํานั้นก็ยังจิตใจสั่นสะท้าน การที่สามารถใช้ห้วงจิตปรับแต่งได้นั้น หมายความว่าอนาคตในศาสตร์ปรุงยาของคนผู้นั้นย่อมสว่างไสว

แถมเยี่ยนเว่ยก็ยังเยาว์วัยอีกด้วย การที่เขาใช้ทักษะห้วงจิตปรับแต่งได้ แสดงให้เห็นว่าเขามีพรสวรรค์อย่างมาก

จูจื่อจวินพยักหน้าและกล่าว “คนผู้นี้ยอดเยี่ยมมาก ไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขาคือใครกัน ถึงได้ฝึกฝนศิษย์มากพรสวรรค์เช่นนี้ออกมาได้”

“ในที่แห่งนี้มีนักปรุงยาสองดาวอยู่หรือไม่?” เยี่ยนเว่ยกล่าวเสียงดัง

“ข้าเอง” หรั่นเฟยกล่าว

“เจ้าช่วยตรวจสอบเม็ดยาแก่นฟ้าครามเม็ดนี้ได้หรือไม่?” เยี่ยนเว่ยกล่าว

“แน่นอน”

หรั่นเฟยรีบเม็ดยามา หลังจากตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วเขาก็แสดงความเห็น “คุณภาพของเม็ดยาคือระดับกลาง แต่หลังจากเสริมการปรับแต่งไปแล้ว คุณภาพของมันได้ถูกยกระดับเป็นระดับสูง”

ทุกคนรอบด้านพยักหน้า ถึงแม้พวกเขาจะหลอมเม็ดยาไม่ได้ แต่พวกเขาก็เคยกินเม็ดยานิรันดร์มาแล้วมากมาย จึงได้รู้ว่าเม็ดยานิรันดร์สองดาวระดับสูงนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน ราคาของมันจะสูงกว่าเม็ดยาเดียวกันระดับกลางอย่างน้อยสามเท่า

นี่คือความพิเศาของทักษะห้วงจิตปรับแต่ง

“ทีนี้เจ้ายังจะกล่าวอะไรอีกรึเปล่า?” เยี่ยนเว่ยมองไปยังหลิงฮันด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เขาคือลูกศิษย์ของนักปรุงยาสามดาว ที่ครั้งนี้ได้เป็นตัวแทนมาแสดงความยินดีต่อปรมาจารย์จูเฟิง เขามีความคิดอยู่ว่า หากตนเองโชคดีถูกปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวรับเป็นศิษย์ล่ะก็ บางทีความสําเร็จในศาสตร์ปรุงยาของเขาอาจจะสูงยิ่งขึ้นก็เป็นได้

หลิงฮันยิ้มมุมปากและโยนเม็ดยาไปให้หรั่นเฟย “ช่วยตรวจสอบให้ข้าด้วย”

โอ้ ดูมั่นใจเหลือเกินนะ

หรั่นเฟยรับเม็ดยามา ก่อนจะมองไปยังหลิงฮันและกล่าว “เจ้าคือคนแสร้งเป็นอาจารย์ลุงของอาจารย์ของข้า?”

หลิงฮันหัวเราะ “ข้าไม่มีความจําเป็นใดๆ ที่จะต้องแสร้งปลอมตัว พูดก็พูดแล้ว หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์กับศิษย์พี่สามล่ะก็ ข้าไม่ได้อยากมีศิษย์หลานเช่นนั้นแม้แต่น้อย”

“โอหัง!” จูจื่อจวิน หรั่นเฟยและสื่อหย่งคํารามพร้อมกัน ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด

หลิงฮันสะบัดมือ “ข้าจะแสร้งปลอมตัวหรือไม่ค่อยว่ากัน รีบๆ ตรวจสอบเม็ดยาได้แล้ว” หลังจากนี้ยังมีผลกอบโกยมากมายรอเขาอยู่

ทั้งสามคนเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม เจ้าแสร้งปลอมเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์นักปรุงยาสี่ดาวแล้ว ยังทําเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสําคัญอีกงั้นรึ?

“ตกลง ตรวจสอบ!” จูจื่อจวินกล่าว

หรั่นเฟยพยักหน้าและเริ่มการตรวจสอบ เขาเปิดฝาขวดเม็ดยาออก ซึ่งทันที่ที่ดมกลิ่น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

เม็ดยาเม็ดยาน ยอดเยี่ยมอย่างน่าเหลือเชื่อ!

หรั่นเฟยเทเม็ดยาออกมา และเพ่งตามองจนตาแทบถลน

บนตัวเม็ดยา มีลวดลายสีทองอยู่ถึงสามเส้น

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

เขาแหงนหน้ามองไปยังสือหย่ง และจูจื่อจวิน ที่ตอนนี้ใบหน้าเปลี่ยนสีอยู่เช่นกัน

ห้วงจิตปรับแต่งสามขั้น!

เพียงแค่สิ่งนี้ ต่อให้เม็ดยาที่หลิงฮันหลอมขึ้นมาคือเม็ดยานิรันดร์หนึ่งดาว ก็เพียงพอแล้วที่หลิงฮันจะเป็นฝ่ายชนะ

ไม่… จะให้หลิงฮันชนะไม่ได้

จูจื่อจวินหันมองหรั่นเฟยและส่ายหัว

Alchemy Emperor of the Divine Dao จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์

Alchemy Emperor of the Divine Dao จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์

Status: Ongoing

หลิงฮันสุดยอดจอมยุทธ์และจักรพรรดิปรุงยาเพียงหนึ่งเดียว เสียชีวิตลงในการบรรลุสู่การเป็นเทพเจ้า ในหนึ่งหมื่นปีต่อมาด้วยคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ เขาได้เกิดใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มที่ชื่อเหมือนกัน จากนั้นทั้งสายลมและเมฆจะต้องแหวกออกเมื่อเขาได้ต่อกรกับเหล่าอัจฉริยะในยุคใหม่นับไม่ถ้วน เส้นทางในการเป็นตำนานของเขาได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ในทุกยุคสมัย ภายใต้สวรรค์ ข้าแกร่งที่สุด!!

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท