The First Order สู่รุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์ / the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 42 สูญสิ้นมาตุภูมิ

ตอนที่ 42 สูญสิ้นมาตุภูมิ

เรื่องเริ่นเสี่ยวซู่กินแครกเกอร์ ดูเหมือนจะทำให้หลิวปู้ฉุนสุดๆ

แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริง ถึงเริ่นเสี่ยวซู่จะไม่ได้กินแครกเกอร์เข้าไป หลิวปู้ก็คงปฏิบัติต่อเขาแบบห่วยๆ อยู่ดีนั่นแหละ เริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่คิดจะคาดหวังอะไรกับเสบียงจากพวกเขาอยู่แล้ว แต่ที่ประหลาดใจคือการที่พวกเขามาห้ามตนได้แบบหน้าตาเฉยมากต่างหาก

ว่าตามสัตย์จริง เรื่องเป็นแบบนี้ก็ดี เริ่นเสี่ยวซู่ค่อนข้างพอใจกับสถานการณ์ไม่เลว ไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้พะวง และเขาก็เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ไว้แล้วด้วย

เขากลับหลังหันและมุ่งเข้าป่าไป แต่หลิวปู้ก็รีบว่าอย่างตกใจ  จะไปไหนน่ะ ถ้านายคิดหนีตอนนี้ ยังไงก็ไม่มีทางไปถึงป้อม 113 ได้หรอกนะ! 

ถ้าเริ่นเสี่ยวซู่อยากจะหลบหนีไปจริง พวกเขาคงได้เสียเวลาเป็นวันไปโดยเปล่าประโยชน์อีกรอบแล้ว ถ้าไม่มีคนนำทาง อย่างไรก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะฝ่าป่าผืนนี้ และหาทางไปยังเขาจิ้งซานได้อย่างแน่นอน

ต้องบอกเลยว่าเริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกประทับใจพวกเขาอยู่บ้าง จากตรงนี้ต้องใช้เวลาอีกห้าวันกว่าจะไปถึงเขาจิ้งซาน รอบล่าสุด พวกเขาโชคดีที่หลงทางแต่เนิ่นๆ แล้วหาทางออกได้ในที่สุด ถ้าเกิดว่าพวกเขาใช้เวลาเดินทางเพิ่มอีกหลายวันและเข้าไปลึกกว่านั้น พวกเขาคงออกมาไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คงไม่ได้แค่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์หรอก เหล่าคนพวกนี้ที่เอาแต่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในป้อม ดูจะไม่รู้แล้วว่า ที่นี่ถิ่นใคร…

เริ่นเสี่ยวซู่ย่อมเข้าใจว่าสมองของคนพวกนี้กำลังติดอยู่กับภาพเดิมๆ ใช่ว่าพวกบรรดาสำคัญในป้อมทั้งหลายจะเพิ่งเริ่มชิงชังผู้อพยพสักหน่อย เพราะฉะนั้นก็คาดไว้อยู่แล้วว่าพวกเขาคงจะปรับทัศนคติแบบทันควันว่า ตอนนี้ตัวเองอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่ได้อยู่ในป้อมไม่ได้เป็นธรรมดา

เริ่นเสี่ยวซู่หันมาส่งยิ้มใส่  จะออกไปหาอะไรกินไง จะตกอกตกใจทำไม 

 ฉันไม่ได้ตกใจนะ  หลิวปู้อธิบายอย่างอึกอัก  แค่อยากจะเตือนนายหน่อยว่าคนนำทางก่อนหน้านี้ก็ตายแถวๆ นี้เนี่ยแหละ อย่าดำเนินรอยตามไปตายแบบเขาแล้วทำให้พวกเราเสียเวลาล่ะ 

คนนำทางก่อนหน้าพามาถึงที่นี่แล้วก็พาหลง สุดท้ายหลังจากเดินทางไปได้หลายวันก็รู้สึกว่าหลงป่าเข้าให้แล้ว ก็ตัดสินใจจะกลับเทือกเขาอวิ๋นหลิง ทว่าเช้าวันนั้นคนนำทางก็จบชีวิตลงตอนไปล้างหน้าที่แม่น้ำ

ขณะกำลังคุยกันอยู่ สมาชิกวงคนหนึ่งก็อุทาน  ที่พื้นข้างพวกนายมีรอยเท้าสัตว์! 

เริ่นเสี่ยวซู่ขมวดคิ้ว แถวนี้เป็นถิ่นสัตว์ป่าอะไรกัน มีสัตว์ไม่กี่ชนิดหรอกที่อาศัยอยู่ชายขอบป่าแบบนี้ แถมพอมนุษย์เริ่มก่อสร้างป้อมปราการ บรรดาสัตว์ป่าก็ถูกไล่ออกจากอาณาเขตของป้อมปราการไปหมดแล้ว มีเพียงสัตว์ขนาดใหญ่ไม่กี่ประเภทที่สามารถทะลวงผ่านการป้องกันตรงชายขอบอาณาเขตเข้ามายังแถวๆ ตัวป้อมปราการ 113 ได้

อย่างที่มีฝูงหมาป่ามาโจมตีโรงงานนั้นก็ถือว่าเป็นกรณีหายากเช่นกัน

ทุกคนรีบเข้ามุงดูว่าเป็นรอยเท้าสัตว์ชนิดไหน แต่พวกทหารไม่ยี่หระเท่าไร พวกเขามีปืน จะกลัวอะไร

ทว่าพอพวกเขาเห็นรอยเท้าแล้ว ก็ต้องชะงักไป มีรอยยาวไปเรื่อยๆ จนเข้าไปในป่าลึก แต่ละรอยเท้ามีขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของศีรษะมนุษย์

พวกทหารที่เห็นรอยเท้าเช่นนี้ก็เกิดตระหนกตกใจจนยกปืนเล็งไปทางในป่าทันที ไม่รู้ด้วยเหตุอะไร แต่บรรดาทหารพลันรู้สึกว่าแม้ตนเองจะมีปืนก็ไม่รู้สึกปลอดภัยเลย

 รอบที่แล้วที่เรามาไม่มีรอยเท้าแบบนี้ใช่ไหม  มีคนเอ่ยถามเสียงสั่น

 ไม่มี  มีคนส่ายหน้า

เริ่นเสี่ยวซู่เข้าไปสำรวจรอย ก็รู้ทันทีว่าเป็นสัตว์อะไร พร้อมกับโล่งใจขึ้นมา

จากนั้นก็เหลือบสายตาไปยังคณะนักดนตรีที่กำลังตั้งแคมป์อยู่ตรงที่โล่งๆ นั่น จากนั้นก็สังเกตเห็นเศษขยะที่ถูกทิ้งไว้ตอนที่พวกเขามารอบที่แล้ว ที่พื้นยังมีเศษอาหารอยู่อีกไม่น้อยเลยด้วย จึงว่าด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด  เป็นหมีป่า มาตามเศษอาหารที่พวกนายทิ้งไว้รอบล่าสุดนั่นแหละ 

หลิวปู้พูดอย่างไม่เชื่อใจ  ไร้สาระ! คิดว่าฉันไม่เคยเห็นรอยเท้าหมีงั้นเหรอ 

เริ่นเสี่ยวซู่เดินตามรอยเท้าเข้าไปในป่า เขาไม่มีจิตเมตตามากพอจะสาธยายทุกอย่างที่ตนรู้ให้พวกนักดนตรีกับทหารกองกำลังส่วนตัวฟังหรอกนะ  อะแฮ่ม มันอาจจะเป็นหมูป่าก็ได้… 

ทุกคนได้แต่มองไล่หลังเริ่นเสี่ยวซู่ที่กำลังเดินเข้าป่าไป เขาดูเหมือนจะไม่หวาดกลัวรอยเท้าสัตว์และภัยร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเลย

 เจ้าเด็กนี้กล้าเกินไปแล้ว  หลิวปู้อ้าปากค้าง  ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไงกัน 

พวกทหารก็ลดปืนลง ถ้ามีสัตว์ร้ายอยู่ในป่าจริง พอได้ยินเสียงกรีดร้องของเริ่นเสี่ยวซู่ ค่อยยกปืนลั่นไกยิงก็ยังทัน

ลักษณะท่วงท่าของพวกทหารดูไม่กลัวอะไรเลย ทว่าเสียงสั่นพร่าก่อนหน้านี้ก็เผยให้รู้ว่าพวกเขากล้าหาญแค่เบื้องหน้า แต่ลึกๆ ไม่เลย

เริ่นเสี่ยวซู่เคลื่อนกายไปในป่า จริงๆ แล้วเขามองแวบเดียวก็รู้ว่ารอยเท้าพวกนี้เป็นรอยกีบเท้าของกวาง

เขาตามรอยเท้ากวางไป เพราะว่าปกติแล้วถ้าตามรอยเท้าสัตว์ใหญ่จะพบแหล่งน้ำ ก็เหมือนมนุษย์ที่ต้องดื่มน้ำทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ที่เขาคิดไปที่แม่น้ำเพราะอยากรู้ด้วยว่าอะไรทำให้คนนำทางคนเก่าตาย

ตามที่หลิวปู้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น คนนำทางผู้นั้นไปล้างหน้าที่แม่น้ำ ก่อนจะโดนอะไรบางอย่างกัดจนหน้าเหวอะตายคาที่

เริ่นเสี่ยวซู่พึมพำ  เจ้าโง่เอ้ย  ถึงจะรู้กันอยู่แล้วว่าพวกสัตว์กำลังวิวัฒนาการ แต่ความรู้พื้นฐานว่าสัตว์กินพืชนั้นกินพืช สัตว์กินเนื้อนั้นกินเนื้อยังคงอยู่เช่นเดิม

คนนำทางนั้นน่าจะเหมือนคนอื่นๆ ในเมืองที่คิดว่าพวกปลาอาศัยอยู่ได้ด้วยการกินพืชน้ำ แต่เริ่นเสี่ยวซู่เคยอ่านมาจากหนังสือที่เก็บไว้อย่างดียิ่งของโรงเรียนว่า ปลาน้ำจืดอย่างปลาช่อนจีนลายจุดและปลาดุกนั้นกินเนื้อ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่นั้นกินทั้งพืชและสัตว์ แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่มีปลาที่กินพืชอย่างเดียว

ทำไมปลาต้องปฏิเสธเนื้อชิ้นใหญ่อย่างหน้าคุณที่มาเสิร์ฟให้ถึงปากล่ะจริงไหม

เริ่นเสี่ยวซู่ดีจริงใจๆ ที่ตนเข้าใจอำนาจของความรู้ และเขาหาความรู้ตลอด ไม่อย่างนั้นก็คงได้จบชีวิตลงเหมือนกับคนนำทางผู้นั้น

เขาตามรอยเท้าไปเรื่อยๆ กวางเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ไม่ดุร้าย ถ้าไม่ไปยั่วยุมัน ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตอนนั้นเองเขาก็เห็นเหมือนเป็นรอยขี้เลื่อยตรงต้นไม้ น่าจะเป็นปลวกกัดไม้และทิ้งรอยไว้ พอเขามองแถวพื้น จริงด้วย มันมีกองดินประหลาดๆ ปกคลุมรากต้นไม้อยู่

เริ่นเสี่ยวซู่ใช้เท้าเหยียบและทำลายกองก้อนดินอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นปลวกสีน้ำตาลอยู่ข้างใน พวกปลวกคลานไปมาในรังอย่างรวดเร็ว ขนาดของพวกมันเท่านิ้วก้อย ถึงปลวกพวกนี้จะไม่อร่อยนัก แต่ก็อุดมไปด้วยสารอาหาร

ที่สำคัญคือชาวเมืองเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารมาหลายปีดีดัก ปกติแล้วจึงรับประทานปลวกและไข่ของมันเป็นอาหาร บางคนถ้าเจอรังปลวกเข้าถึงกับยิ้มหวานเป็นวันๆ เลยทีเดียว

แต่ปลวกพวกนี้ไม่อาจกินดิบได้ ถ้ามันเกิดหวาดกลัวขึ้นมามันจะหลั่งกรดฟอร์มิกออกมาจากร่างกาย แถมเริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่ข้นแค้นจนต้องกินปลวกประทังชีวิตด้วย

หลังจากรังถูกทำลาย พวกปลวกก็คลานไปมาอย่างสับสน ก่อนพวกมันจะรู้ตัวว่ารังตนเองพังทลายไปแล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ก็เด็ดใบไม้ใบใหญ่จากกิ่งไม้ และใช้มันห่อส่วนหนึ่งของรังปลวกที่ยังคงมีปลวกคลานไปมาอยู่ในนั้นไว้

เขาหักไม้มากิ่งหนึ่ง ใช้มีดกระดูกเหลาปลายเล็กน้อย ก็กลายเป็นหลาวฉบับแบบง่ายๆ เอาละ พร้อมจะไปล่าปลาแล้ว

ก่อนที่จะเดินจากไป เริ่นเสี่ยวซู่ก็หันกลับมาอีกครา เขาเอามีดกระดูกเขี่ยไปที่รังปลวกอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเจอราชินีปลวกเข้าก็หยิบมันมาด้วยเช่นกัน

พวกปลวกที่เหลือราวกับตกอยู่ในภัยพิบัติ ถ้าไม่นับเรื่องชีวจริยธรรม คงอธิบายลักษณะนี้ได้เพียงว่า ‘มาตุภูมิก็เสีย มารดาก็เสีย…’

 

The First Order สู่รุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์ / the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

The First Order สู่รุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์ / the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

Status: Ongoing

นิยายแฟนตาซี-ระบบที่จะพาคุณไปผจญภัยและเอาชีวิตรอดในสมรภูมิโลกหลังภัยพิบัติที่เต็มไปด้วยอันตราย เมื่อตกอยู่ในอันตราย ความหวังคืออาวุธ ‘ลำดับแรก’ ของมนุษย์ หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความเสื่อมโทรมของอารยธรรมมนุษย์ ไร้ธรรมเนียม ไร้กฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งคุณธรรม มนุษย์ไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป … ‘เริ่นเสี่ยวซู่’ เด็กหนุ่มวัย 17 ปีผู้อพยพแห่งป้อมปราการ 113 ความเป็นมาของเขาไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ เขาเป็นนักล่ามือฉมัง หลังจากผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายใน ‘แดนรกร้าง’ มาได้ก็เกิดหมอกดำประหลาดขึ้นในห้วงจิต และนั่นเป็นสาเหตุของอาการป่วยทางสมองของเขา แต่อยู่มาวันหนึ่งหมอกดำในห้วงจิตก็มลายหายไป เผยให้เห็น ‘พระราชวัง’ ปริศนา ที่น่าแปลกคือหลังจากนั้นเขาก็มักจะได้ยินเสียงลึกลับจากพระราชวังที่สั่งให้เขาทำภารกิจช่วยเหลือผู้อื่น?! หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว เขาจะยังได้รับรางวัลจากพระราชวังอีกด้วย ทว่ายังไม่ทันได้สำรวจพระราชวังนั้นให้ละเอียดดี เขาก็จับพลัดจับผลูต้องไปเป็นคนนำทางเข้าไปในแดนรกร้างที่เขาพยายามเลี่ยง และนี่คือจุดเริ่มต้นการผจญภัยในแดนรกร้างของเริ่นเสี่ยวซู่ เด็กหนุ่มที่อาจกลายเป็นผู้นำพาความหวังและแสงสว่างมาสู่มนุษยชาติ

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท
Close Ads ufanance
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตออนไลน์
Click to Hide Advanced Floating Content สมัคร ufabet
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตฟรีสปิน