หนี้รัก วิวาห์จำเป็น – บทที่ 228 ฉันจะปกป้องเธอตลอดไป

หนี้รัก วิวาห์จำเป็น

เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วคิดถึงเช่นนั้นเธอก็ส่ายหัวไปมา ก่อนจะพูดเสียงเข้มว่า : ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว คิดเรื่องคนเย็นชาอย่างเหลิ่งเซ่าถิงนั่นเยอะก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ฉันคิดเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าดีกว่า

เจี่ยนอี๋นั่วมองไปรอบๆ และรู้รู่ว่าตัวเองจะต้องตรวจดูรอบๆคฤหาสน์เสียก่อน เช็คดูว่ารอบๆคฤหาสน์มีตรงไหนที่ยังไม่ได้ปิดสนิทหรือเปล่า ก่อนจะย้ายน้ำบางสาวนขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ถ้าหากน้ำประปาไม่ไหล อย่างน้อยก็ยังมีน้ำดื่ม จากนั้นเจี่ยนอี๋นั่วก็ไปเตรียมเทียน เพราะถ้าหากไฟดับอย่างน้อยก็ยังมีแสงเทียนที่ให้แสงสว่าง

เจี่ยนอี๋นั่นค่อยๆเดินหาของที่ต้องใช้และสามารถใช้ได้รอบๆคฤหาสน์ คฤหาสน์แห่งนี้ราวกับเขาวงกตขนาดใหญ่ จนเจี่ยนอี๋นั่วดูเหมือนแมลงวันเล็กๆที่กำลังรีบหาของที่จำเป็นต้องใช้

“เอ๊ะ ไฟฉายล่ะ? ไม่มีไฟฉายหรอ?” เจี่ยนอี๋นั่วที่หาไฟฉายยังไงก็หาไม่เจอเริ่มหัวร้อนจนขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม

เจี่ยนอี๋นั่วคิดว่าทุกบ้านควรจะเตรียมไฟฉายเอาไว้เป็นของใช้ในยามจำเป็น แต่บ้านของเหลิ่งเซ่าถิงไม่ใช่บ้านทั่วไปน่ะสิ เจี่ยนอี๋นั่วเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้ตรวจดูดีๆว่าที่เตรียมอะไรไว้บ้างหรือยังขาดอะไรไปบ้าง

“จะเอาไฟฉายหรอ?” จู่ๆเสียงแหบๆของเหลิ่งเซ่าถิงก็ถามขึ้นมา

เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้ยินเสียงเธอก็รีบเงยหน้าขึ้นไปมองทางต้นเสียงทันที ก่อนจะเห็นเหลิ่งเซ่าถิงที่มองมาที่เธอจากชั้นสอง เจี่ยนอี๋นั่วขมวดคิ้วขึ้นทันที ก่อนจะรีบพูดขึ้นว่า : “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ? คุณควรจะนอนอยู่บนห้องไม่ใช่หรอ? ลงมาทำอะไรตอนนี้คะ?

เหลิ่งเซ่าถิงไอสองสามครั้งก่อนจะยิ้มแล้วเดินลงบันไดมา พร้อมกับพูดด้วยเสียงเข้มของเขาว่า : “ฉันคิดถึงเธอไง”

ใบหน้าของเจี่ยนอี๋นั่วขึ้นสีแดงระเรื่อทันที ก่อนที่เธอจะขมวดคิ้วขึ้น : “คุณพูดบ้าอะไรคะเนี่ย? ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ยคะ ถ้าฉันไม่เต๊าะคุณก่อนคุณก็ถามเต๊าะฉันเด็ดขาด!”

เหลิ่งเซ่าถิงรีบพยักหน้าทันที ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้น : “อือ ฉันรู้ ฉันเลยไม่ได้เต๊าะเธอไง ฉันแค่คิดถึงเธอจริงๆ เธอบอกให้ฉันพูดความจริงไม่ใช่หรอ? เมื่อกี้ฉันก็แค่บอกความรู้สึกจริงๆข้างในของฉันกับเธอไง”

ฉันว่าพูดความจริงในที่นี้ไม่ได้หมายความแบบนี้นะ!

เจี่ยนอี๋นั่วอดไม่ได้ที่จะไม่จ้องมาที่เหลิ่งเซ่าถิง เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงเห็นท่าทีเจี่ยนอี๋นั่วที่เริ่มโมโหเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา เขายิ้มไปด้วยเดินลงมาชั้นแรกของบ้านไปด้วย

เจี่ยนอี๋นั่วพูดขึ้น : “คุณป่วยอยู่นะคะ ไม่ต้องลงมาแล้ว ฉันทำคนเดียวได้ค่ะ”

เจี่ยนอี๋นั่วเพิ่งพูดจบ ทันใดนั้นฝนของนอกหน้าต่างก็ตกลงมาอย่างหนัก ข้างนอกหน้าค่างเค็มไปลมที่พัดมาอย่างแรง ทั้งเสียงฟ้าร้อง เสียงฝนและเสียงลมที่น่ากลัวทำให้เจี่ยนอี๋นั่วรู้สึกกลัวเล็กน้อย ก่อนที่จะหายใจเร็วขึ้นด้วยความตกใจ ถึงแม้ว่าเจี่ยนอี๋นั่วจะเจอเรื่องอะไรมามากมาย แต่เธอไม่เคยเจอกับพายุใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ใจของเธอจึงกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย แม้จะเจอคนไม่ดีเธอก็ยังมีวิธีที่จะรับมือ แต่กับพายุแรงแบบนี้คงไม่ง่ายที่จะร้องขอความเมตตาจากมัน

ในขณะนั้น ลมก็กระโชกแรงขึ้น มันพัดมากระทบหน้าต่างอย่างรุนแรงราวกับว่าจะพัดเอาหน้าต่างนี้เปิดออกให้ได้ยังไงอย่างงั้น

“ทำไมลมแรงขนาดนี้เนี่ย?” เจี่ยนอี๋นั่วยังพูดไม่จบเธอก็ถูกเหลิ่งเซ่าถิงกดลงไปกับพื้น

เจี่ยนอี๋นั่วล้มลงไปกับพื้น เธอรู้สึกราวกับว่าสายฝนกระทบมาบนใบหน้าและร่างกายของเธอ และเหลิ่งเซ่าถิงก็เอาตัวของเขามาทับเธอเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆกระชับอ้อมแขนให้เธอเข้ามา

“คุณเหลิ่งเซ่าถิง……” เจี่ยนอี๋นั่วเงยหน้ามามองเหลิ่งเซ่าถิงที่ปกป้องเธออยู่ เธอยังพูดไม่จบก็ได้ยิน้สียงพายุพัดเข้ามาในห้องโถง เสียงของที่ถูกพัดกระจัดกระจายไปเป็นเสียงเดียวกัน”

ท่ามกลางลมที่กระโชกแรงนี้ เจี่ยนอี๋นั่วคว้าเอาแขนของเหลิ่งเซ่าถิงไว้ แล้วมองไปที่หน้าต่างที่มีรอยร้าว เธอเห็นถังเหล็กใบหนึ่งที่ถูดลมพัดให้มันกระทบกับหน้าต่างจนหน้าต่างแตกร้าว

เจี่ยนอี๋นั่วรีบพูดขึ้น : “เรารีบไปอุดหน้าต่างกันเถอะค่ะ”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เธอรีบขึ้นชั้นสองไปดูลูกเถอะ ตอนนี้ลูกคงตกใจกลัวกันหมดแล้ว” เหลิ่งเซ่าถิงพูดเสียงเข้ม

เจี่ยนอี๋นั่วรีบส่ายหน้าทันที : “ไม่ค่ะ ฉันทิ้งคุณไว้ตรงนี้คนเดียวไม่ได้ คุณป่วยอยู่นะคะ จะ…….”

เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงได้ยินที่เจี่ยนอี๋นั่วพูดเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา ก่อนจะเถียงหน้ามองเจี่ยนอี๋นั่วด้วยรอยยิ้ม : “ได้ยินเธอเป็นฉันนี่ดีจังนะ แต่เธอไม่ต้องกังวลหรอก ฉันไม่เป็นไร ถึงฉันจะป่วย แต่ฉันเป็นผู้ชายนะ เรื่องนี้ฉันควรเป็นคนจัดการ”

“แต่ว่า…….” เจี่ยนอี๋นั่วอยากพูดต่อ

แต่เหลิ่งเซ่าถิงก็รีบคว้ามือของเจี่ยนอี๋นั่วเอาไว้ก่อน แล้วเดินขึ้นชั้นสองไปอย่างรวดเร็ว เจี่ยนอี๋นั่วรู้สึกไม่ค่อยมันคงเนื่องจากมีลมกระหน่ำมาอย่างแรงในห้องโถง จึงต้องให้เหลิ่งเซ่าถิงช่วยเธอถึงเดินขึ้นไปได้ หลังจากที่เหลิ่งเซ่าถิงพาเธอขึ้นไปส่งชั้นสองแล้วเธอถึงยืนได้นิ่งมากขึ้น

เหลิ่งเซ่าถิงพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม : “เธอรีบกลับห้องไปเถอะ ฉันเหลิ่งเซ่าถิงนะ อีกอย่างเวลาอย่างนี้ฉันต้องเรียกคนให้มาช่วยแน่นอนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ? เธอวางใจเถอะ ฉันจัดการได้”

เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้ยินเหลิ่งเซ่าถิงยืนยัที่จะไป และจะเรียกให้คนมาช่วย เจี่ยนอี๋นั่วก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย : “ถ้ามีคนมาช่วยก็ดีแล้วค่ะ คุณไม่ต้องโหมนะคะ”

เหลิ่งเซ่าถิงพูดด้วยรอยยิ้ม : “ฉันรู้ เธอรีบไปเถอะ ฉันได้ยินเสียงซวงซวงร้องไห้แล้ว เธอขี้อายแล้วก็ขี้กลัว ชอบตัวติดกับเธอด้วย ถ้าเธอไม่ไปอยู่กับลูก ลูกร้องไห้หนักแน่”

เจี่ยนอี๋นั่วมองใบหน้าของเหลิ่งเซ่าถิงที่ซีดเซียว แต่ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอ่อนๆไว้อยู่ เธอก็วางใจ ถึงแม้ว่าตอนนี้เหลิ่งเซ่าถิงจะดูอ่อนแอ แต่เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเหลิ่งเซ่าถิง เธอก็อุ่นใจขึ้นมา

เจี่ยนอี๋นั่วเดินเข้าไปหาเหลิ่งเซ่าถิงก่อนที่จะกอดเขาเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า : “งั้นฉันไปก่อนนะคะ คุณต้องปลอดภัยนะ”

เมื่อเห็นว่าเหลิ่งเซ่าถิงพยักหน้า เจี่ยนอี๋นั่วถึงได้หันหลังแล้ววิ่งกลับห้องที่ลั่วหยางและเจี่ยนซวงพักอยู่

เจี่ยนซวงร้องไห้โฮอยู่บนเตียง ลั่วหยางเองสงบมาก เขานั่งอยู่ข้างๆน้องแล้วก็ปลอบน้องว่า : “ไม่เป็นไรนะ ลมนี้ยังไม่ถือว่าแรงมาก ไม่พัดบ้านเราปลิวไปหรอก พี่เคยเจอพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ๆที่พัดบ้านปลิวมาแล้ว คนถูกพัดไปกองกัน ถูกพัดไปตั้งหลายไมล์กว่าจะหาตัวเจอ ตอนนั้นนะคนตายเยอะมาก เธอต้องจำที่อยู่บ้านเรานะ แล้วเธอถูกพัดไปถ้าจำที่อยู่ได้เขาจะได้หาตัวได้ไวๆ แต่ว่ามีโอกาสรอดไม่มาก……”

คำปลอบโยนของลั่วหยางไม่ใช่คำปลอบโยนที่คนทั่วไปเขาจะยอมรับได้ทุกคน เมื่อเจี่ยนซวงได้ยินลั่วหยางพูดเช่นนั้น เธอก็สูดจมูก ก่อนที่จะร้องไห้เสียงดังออกมา เจี่ยนอี๋นั่วเปิดประตูมาเจอเจี่ยนซวงและลั่วหยาง เธอถึงได้โล่งใจ เมื่อเจี่ยนซวงเห็นเจี่ยนอี๋นั่วเธอก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นมาอีกก่อนจะพูดว่า : “หม่าม้าคะ…….”

เจี่ยนอี๋นั่วหันหลังมาปิดประตู ก่อนจะพูดว่า : “ไปอยู่ในห้องน้ำกันค่ะ ในนั้นไม่มีหน้าต่าง น่าจะปลอดภัยที่สุด”

ลั่วหยางพยักหน้า เจี่ยนอี๋นั่วเก็บผ้าห่มตามเข้าไปในห้องน้ำด้วย หลังที่เธอปูผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอก็เตรียมของที่จำเป็นต้องใช้เข้าไปด้วย ก่อนจะปิดประตู หลังจากที่ปิดประตูแล้ว ลมพัดเข้ามาน้อยลงแต่เจี่ยนซวงก็ยังร้องไห้และขยี้ตาไปมา ก่อนที่เธอจะมองไปที่เจี่ยนอี๋นั่วแล้วขมวดคิ้วขึ้น : “หม่าม้าคะ ทำไมลมมันแรงจังเลยค่ะน่ากลัวมากเลยค่ะ บ้านเราที่โน่นไม่เห็นมีลมแรงแบบนี้เลย เราไม่เคยเจอลมแรงขนาดนี้มาก่อนด้วย”

เจี่ยนอี๋นั่วพูดด้วยรอยยิ้ม : “แต่ตอนนี้เราไม่เป็นไรแล้ว

นี่คะ วางใจได้เลยค่ะหม่าม้าจะอยู่ข้างๆซวงซวงเอง ซวงซวงไม่ต้องกังวลนะคะ”

เจี่ยนซวงพยักหน้า ก่อนที่เธอจะเอามือขึ้นมาปิดปาก ก่อนจะพูดเบาๆว่า : “หม่าม้าคะ มือหม่าม้า……บาดเจ็บมาหรอคะ?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจี่ยนอี๋นั่วก็ก้มลงมามองมือของตัวเอง ที่เต็มไปด้วยเลือด เจี่ยนอี๋นั่วอดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้น : “แต่หม่าม้าไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยนะคะ ทำไมถึงมีเลือดได้นะ?”

เจี่ยนอี๋นั่วเลยคิดว่าเมื่อกี้เธอกระวนกระวายอยู่ เลยอาจจะไม่รู้สึกเจ็บ? แต่จะไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเลยหรอ? เจี่ยนอี๋นั่วยังหาแผลบนแขนของตัวเองไม่เจอ เจี่ยนอี๋นั่วขมวดคิ้วขึ้นก่อนจะถามด้วยความสงสัย : “นี่มันอะไรกัน?”

ถ้าเกิดเลือดนี้ไม่ใช่เลือดของเธอ ก็ต้องเป็นเลือกของคนอื่น หรือว่าจะเป็นเลือกของเหลิ่งเซ่าถิงนะ?

เมื่อกี้เหลิ่งเซ่าถิงเอาจัวมาบังเพื่อปกป้องเธอ แล้วหลังของเขาก็เผชิญกับลมที่กระโชกแรงนั้น บางทีหลังของเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บ แล้วตอนที่เธอกอดเหลิ่งเซ่าถิงเมื่อกี้ เลือดของเขาเลยติดมากับแขนของเธอ

มือของเธอเต็มไปด้วยเลือดที่เยอะขนาดนี้ แล้วเหลิ่งเซ่าถิงจะเลือดออกเยอะขนาดไหนนะ?

เมื่อคิดเช่นนั้นเจี่ยนอี๋นั่วก็ขมวดคิ้วขึ้น และไม่รีรอช้ารีบพูดกับลั่วหยางและเจี่ยนซวงทันที : “เด็กไรอตรงนี้ก่อนนะคะ หม่าม้าจะออกไปแป๊ปนึงเดี๋ยวกลับมานะคะ”

เจี่ยนซวงเงยหน้าขึ้นก่อนจะพูดขึ้นว่า : “หม่าม้าจะออกไปทำอะไรข้างนอกคะ?”

เจี่ยนอี๋นั่วขมวดคิ้ว ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ : “ไปหาคุณพ่อค่ะ เดี๋ยวหม่าม้าก็กลับมาแล้ว เด็กๆดูแลกันไปก่อนนะคะ”

เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วพูดจบ เธอก็เดินออกจากห้องน้ำไปทันที ในขณะที่เธอเดินออกจากห้องน้ำเสียงลมข้างนอกหน้าต่างดังไม่หยุด เจี่ยนอี๋นั่วรีบปิดประตูห้องน้ำก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องอย่างรีบเร่งแล้วเปิดประตูออก แล้วเธอก็เจอเหลิ่งเซ่าถิงที่กำลังจะเคาะประตู

ใบหน้าที่ซีเซียวของเหลิ่งเซ่าถิงยกยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า : “อ่า บังเอิญจัง กำลังจะเคาะประตู เธอก็เปิดประตูซะแล้ว”

ดวงตาของเจี่ยนอี๋นั่วแดงก่ำ เธอมองเหลิ่งเซ่าถิงพร้อมกับพยักหน้า แล้วกัดฟันพูดว่า : “ค่ะ บังเอิญจริงๆ ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณบาดเจ็บก็เลยจะออกไปตามหาคุณ แต่คุณก็กลับมาก่อน”

เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงได้ยินที่เจี่ยนอี๋นั่วพูด เขาก็กระพริบตาก่อนจะค่อยๆยกยิ้มขึ้นมา : “อ่า แผลพวกนั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไร ฉันเรียกคนมาสองสามคน ตอนนี้พวกเขากำลังซ่อมหน้าต่าง ฉันให้คนมาทำแผลให้แล้วล่ะ ก็แค่แผลถลอกเล็กน้อย แค่ทายาก็เสร็จ ตอนนี้ข้างนอกฝนตกหนักลมก็แรง ใช้รถไม่ได้เลยย้ายเด็กๆไปที่อื่นไม่ได้”

เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงพูดจบก็ถอนหายใจออกมา : “ฉันประมาทเอง เมื่อวานได้ยินข่าวแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าไต้ฝุ่นจะแรงขนาดนี้ ถ้าฉันรู้ว่ามันจะรุนแรงแบบนี้ฉันคงให้พวกเธอไปก่อน”

เหลิ่งเซ่าถิงหยุดชะงักไปสักพัก ก่อนจะส่าหยัวอย่างไม่เข้าใจตัวเอง : “ถึงฉันจะแข่งกับผู้คนได้แล้วยังไงนะ ฉันก็ยังแข่งกับลมฟ้าอากาศไม่ได้อยู่ดี มาเจอสถาพอากาศที่ร้ายแรงอย่างนี้ ก็คงจะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”

เจี่ยนอี๋นั่วไม่ได้ฟังเหลิ่งเซ่าถิงพูดต่อ เพียงแต่พาเหลิ่งเซ่าถิงเข้าห้องไป เธอมองไปที่แผ่นหลังของเหลิ่งเซ่าถิง ถึงแม้ว่าจะปฐมพยาบาลอย่างง่ายๆไปแล้ว แต่เสื้อผ้าของของเขาก็ยังชุ่มไปด้วยเลือด

เจี่ยนอี๋นั่วเบิกตาโตเมื่อเห็นแผ่นหลังของเหลิ่งเซ่าถิง ดวงตาของเธอแดงก่ำ แล้วพูดขึ้นว่า : “นี่ยังบอกว่าแผลเล็กน้อยอีกหรอคะ”

เหลิ่งเซ่าถิงมองเจี่ยนอี๋นั่วก่อนจะกอดเจี่ยนอี๋นั่วแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า : “ไม่ต้องร้องไห้ ถ้าเธอร้อง ฉันจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์จนถึงตอนนี้ฉันคิดว่าจะไม่ใช่อะไรที่เข้ามาทำร้ายเธอกับฉันได้อีก แต่ไม่คิดเลยว่าไต้ฝุ่นแค่นี้ฉันจะสู้กับมันไม่ได้”

เจี่ยนอี๋นั่วพูดด้วยน้ำตา : “ภัยพิบัติธรรมชาติคุณจะไปสู้ได้ยังไงล่ะคะ? มาให้ฉันดูแผลคุฯเลยนะคะ!”

เหลิ่งเซ่าถิงส่ายหน้า : “ไม่ต้องแล้ว จริงด้วย เด็กๆล่ะ?”

เจี่ยนอี๋นั่วสูดจมูก : “ข้างนอกมันไม่ปลอดภัย ฉันเลย…..ให้ลูกไปอยู่ในห้องน้ำค่ะ เพราะในห้องน้ำไม่มีหน้าต่าง น่าจะปลอดภัยมากกว่าในห้อง”

เหลิ่งเซ่าถิงพูดด้วยรอยยิ้ม : “ฉลาดจริงๆ”

เจี่ยนอี๋นั่วพูดอย่าหงุดหงิด : “ฉลาดอะไรล่ะคะ? ฉลาดมากมั้งคะที่คุณบาดเจ็บแบบนี้แต่ฉันไม่เห็นเลยเนี่ยนะคะ?”

“เธอเป็นห่วงฉันขนาดนั้นเลยหรอ?” เหลิ่งเซ่าถิงห้มหน้ามามองเจี่ยนอี๋นั่ว ก่อนจะค่อยๆเช็ดน้ำตาเจี่ยนอี๋นั่วเบาๆ แล้วพูดเสียงเข้มว่า : “เหมือนฉันกำลังจะทำเรื่องให้เธอโกรธอีกแล้วนะ”

เจี่ยนอี๋นั่วขมวดคิ้วมองเหลิ่งเซ่าถิง : “อะไรคะ? มีเรื่องอะไรที่คุณทำแล้วทำให้ฉันโกรธมากกว่าเดิมอีกหรอคะ?”

เจี่ยนอี๋นั่งยังพูดไม่จบ ปากของเธอก็ถูกริมฝีปากของเหลิ่งเซ่าถิงประกบจูบทันที เหลิ่งเซ่าถิงจูบปากของเจี่ยนอี๋นั่ว ก่อนที่เขาจะลดสายตาลงมามองเจี่ยนอี๋นั่วด้วยรอยยิ้มว่า : “เรื่องนี้ไง ที่อาจจะทำให้เธอโกรธ”

หนี้รัก วิวาห์จำเป็น

หนี้รัก วิวาห์จำเป็น

Status: Ongoing
เหลิ่งเซ่าถิง เป็นบอสใหญ่ที่กุมอำนาจทั้งหมดของบริษัทไว้ในมือ เป็นบุคคลสำคัญของธุรกิจ ซ้ำยังมีหน้าตาที่หล่อเหลา แต่เขากลับต้องมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องมีสภาพกลายเป็นผัก เจี่ยนอี๋นั่ว เป็นลูกสาวของประธานแห่งเจี่ยนกรุ๊ป เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง นิสัยอ่อนโยน และรักกับแฟนหนุ่มมา3ปีแล้ว แต่เพราะอาการป่วยของพ่อ ทำให้เจี่ยนกรุ๊ปล้มละลาย เธอต้องแบกรับหนี้หลายสิบล้านเพียงชั่วข้ามคืน ดังนั้นภายใต้เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นี้ ทำให้เจี่ยนอี๋นั่วต้องมาเป็นภรรยาถูกต้องตามกฏหมายของเหลิ่งเซ่าถิง ซึ่งเธอไดแต่คิดว่าจะต้องอยู่กับคนที่สภาพเหมือนผักแบบนี้ไปตลอดชีวิต แต่กลับไม่รู้ว่าเขานั้นฟื้นแล้ว และแค่รอให้ ‘ปฏิหาร’เกิดขึ้นอีกครั้ง………

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท
Close Ads ufanance
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตออนไลน์
Click to Hide Advanced Floating Content สมัคร ufabet
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตฟรีสปิน