ฉันก็แค่อยากตาย แต่ไหงต้องมาเกิดใหม่ด้วยล่ะ! – ตอนที่ 6 ร้านซักรีดและห้องสมุด

ฉันก็แค่อยากตาย แต่ไหงต้องมาเกิดใหม่ด้วยล่ะ!

แถบชานเมืองของเมืองรัตติกาลเต็มไปด้วยบ้านที่มีปล่องไฟสีแดงตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ มีถนนและซอกซอยที่นำพาไปยังจุดต่างๆของเมือง เด็กสาวเห็นบ้านบางหลังเปิดไฟเอาไว้ แต่บางหลังยังคงมืดสนิท

เมื่อยามเช้ามาถึง ทั้งเมืองเริ่มมีชีวิตชีวา มีรถม้าสาธารณะขับไปตามท้องถนน ผู้คนเริ่มออกไปทำงาน ทั้งคู่ก้าวเข้าไปในตัวเมือง และนอกจากพวกเธอแล้ว ยังมีคนอื่นๆที่เข้าๆออกๆเมืองนี้อีก แปลว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้

เมื่อมองลึกเข้าไปในเมืองจะเห็นอาคารมากมายที่มีรูปทรงแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คืออาคารสไตล์สี่เหลี่ยมที่มีราวๆสองชั้น โรงแรม บ้านคน สโมสรต่างๆปรากฎแก่สายตา

เด็กสาวตัดสินใจไม่มองของพวกนั้นต่อ ก่อนจะเดินจูงมือกับฮันน่าเข้าไปในตัวเมือง เป้าหมายของทั้งคู่คือการตามหาร้านซักรีด ฮันน่าดูเชี่ยวชาญเส้นทางเป็นอย่างมาก คงเพราะมาที่นี่ทุกๆอาทิตย์

ผ่านไปราวๆยี่สิบนาที พวกเธอก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารที่ทำมาจากอิฐสีแดงเข้ม ป้ายเขียนเอาไว้ว่า “ซักรีด” 

เป็นการตั้งชื่อที่เรียบง่ายชะมัด เด็กสาวรำพึง ก่อนจะเดินเข้าไปกับฮันน่า

บรรยากาศในร้านค่อนข้างอับ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ บ้างยกตระกร้าเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยผ้ากองพะเนิน บางคนก็กำลังพูดคุยกับคนอื่นๆอย่างคร่ำเคร่ง เนื้อหาประมาณว่าซักยังไงให้ผ้าขาดหรืออะไรแบบนั้น

“วันนี้เหมือนเดิมใช่ไหม?” ชายวัยกลางคนเอ่ยพลางยิ้มอบอุ่น หน้าผากเถิกกว้าง สวมแว่นตากรอบดำและสวมชุดสูทสีน้ำตาล กางเกงขายาวถูกรัดเอาไว้ด้วยเข็มขัด ผิวสีน้ำตาลแดง และมีขนบริเวณลำคอ ดวงตาสีเหลืองอ่อนๆ

“ใช่ค่ะ มิสเตอร์ไบรอัน” ฮันน่าตอบอย่างร่าเริง “ฝากเสื้อผ้าด้วยนะคะ”

จากนั้นฮันน่าก็นำเสื้อผ้าออกมาจากวงเวทกักเก็บ ผ้าปูที่นอนหนึ่ง ชุดนอนของยูริ และตามด้วยเสื้อผ้าจิปาถะอีกราวๆสองสามชิ้น เธอนำพวกมันรวมไว้ในตระกร้าก่อนจะมอบให้อีกฝ่าย

“ยูริจัง นี่คือคุณไบรอัน เป็นผู้จัดการร้านน่ะ” ฮันน่าหันมาบอกกับเด็กสาวที่มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย “คุณไบรอันคะ นี่น้องสาวหนู ยูริ สมิธค่ะ”

ก่อนหน้าที่จะออกเดินทาง ฮันน่ากับเธอได้ตกลงกันแล้วว่าต่อหน้าคนอื่น ทั้งคู่จะแสดงว่าเป็นพี่น้องแท้ๆกัน โดยที่ยูริจะต้องใช้นามสกุลสมิธซึ่งเป็นนามสกุลของฮันน่าไปก่อนเพื่อตบตาผู้คน 

ฮันน่าไม่อยากให้คนรู้ว่ายูริความจำเสื่อมและกำลังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ไม่งั้นอาจจะถูกเข้าใจผิดในทางแปลกๆได้ เช่นเป็นโจรลักพาตัวหรืออะไรแบบนั้น

“สวัสดีจ่ะหนู” ไบรอันยิ้มอย่างใจดีพลางย่อตัวลงและพูดคุยกับเด็กสาว “น้องสาวของฮันน่าจังงั้นเหรอ? ไม่เคยเห็นหน้าเลยนะ”

ถึงจะยิ้ม แต่ไบรอันก็ยังคงทำสีหน้าเคลือบแคลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรที่มันมากเกินควร ฮันน่าน่ะเข้ามาที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่บอกว่ามีน้องสาว เขาเลยสงสัยนิดหน่อย

“ยูริจังเขาค่อนข้างขี้อายน่ะค่ะ” ฮันน่ายิ้มแย้ม “ที่ผ่านมาไม่ยอมออกจากบ้าน กว่าจะลากออกมาได้ก็เหนื่อยเลยล่ะค่ะ”

“ส สวัสดีค่ะ” เด็กสาวแสร้งพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก เพื่อให้ภาพลักษณ์ของตัวเองสอดคล้องกับที่ฮันน่าเล่าให้อีกฝ่ายฟัง ตอนนี้ทั้งคู่ทำตัวราวกับนักต้มตุ๋นไม่มีผิด

ไบรอันพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ

“เสื้อผ้าแค่นี้คาดว่าน่าจะซักเสร็จในวันนี้แหละ เดี๋ยวตอนบ่ายมารับไปด้วยนะ”

ฮันน่าพยักหน้าเบาๆ และหลังจากพูดคุยในเรื่องจิปาถะเล็กน้อย ทั้งคู่ก็ออกมาจากร้านซักรีด

ดวงตะวันขึ้นสูงโด่งแล้ว เบื้องหน้าของทั้งคู่คือถนนและตึกรามบ้านช่องต่างๆ ผู้คนเดินไปบนทางเท้าที่ปูด้วยอิฐ บนถนนมีรถม้าแล่นราวๆสองสามคัน ฝุ่นควันคละคลุ้ง ตามทางเท้ามีร้านรวงที่ขายสินค้าต่างๆทั้งผักและผลไม้ มีกลิ่นของเนื้อย่างที่ชวนให้น้ำลายสอด้วย

หึหึ ไร้ระเบียบชะมัด มาขายของตามทางเท้าเนี่ยนะ เด็กสาวคิดในใจอย่างขบขัน ถ้ามีโอกาสจะลองแวะมาแถวๆนี้ตอนกลางคืนดู อยากรู้จังว่าจะสามารถก่อความวุ่นวายได้มากแค่ไหน

“ผักสดๆจ้า ผักสดๆ”

“เนื้อย่างหอมๆจ้า”

ระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินไปตามทางเท้า เสียงของผู้คนมากมายที่กำลังร้องเรียกหาลูกค้าก็ดังเข้ามาในโสตประสาทเป็นระยะ คนมากมายเดินไปเดินมาจนทางเท้าแน่นขนัด ทั้งสองต้องจับมือกันเพื่อไม่ให้หลงทาง ดูคล้ายกับแม่ลูกไม่มีผิด

คนเดินเท้าบางคนก็มองซ้ายมองขวาก่อนจะข้ามถนนเพื่อไม่ให้ถูกรถม้าชน บ้างก็แวะดูสินค้าที่ตัวเองสนใจเช่นเนื้อย่าง บางคนก็มองซ้ายมองขวาพลางระมัดระวังตัวราวกับกำลังกังวลว่าจะมีใครมาปล้น บ้างก็เดินผ่านร้านค้าไปเลยโดยที่ไม่แม้แต่จะชายตามอง บางคนก็แอบชำเลืองอาหารที่ส่งกลิ่นหอมพวกนั้นโดยที่ไม่แวะซื้อ แต่ก็แอบกลืนน้ำลายอย่างเสียดาย

“เราจะกลับบ้านกันเลยเหรอคะ?” เด็กสาวเอ่ยอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย อย่าบอกนะว่าการเดินทางมาตั้งไกลนี่ก็เพื่อเอาผ้ามาซักแค่นี้น่ะเหรอ? ไม่สนุกเลยสักนิด แถมที่บ้านก็ไม่มีอะไรให้ทำเลยสักอย่าง แถมพอจะไปเล่นในป่าก็มีอันตรายจากสัตว์ป่าอีก เป็นชีวิตที่จืดชืดชะมัด

“เปล่า” ฮันน่าเอ่ยพลางขยี้ตาเล็กน้อยเพราะก่อนหน้าฝุ่นเข้าตาของเธอ “พี่คิดได้ว่าไหนๆยูริจังก็มาแล้ว เลยจะพาเดินเที่ยวในเมืองซะหน่อย ไม่ได้เอาของมีค่ามาจากบ้านใช่ไหม?”

เด็กสาวส่ายหน้า ที่บ้านมีของมีค่าอะไรด้วยรึไง? เท่าที่เห็นก็มีแค่หนังสือเก่าๆที่น่าจะขายได้ในราคาสิบปอนด์หรืออะไรแบบนั้น แต่เธอจะเอามาทำไมกันล่ะ?

“ดีมาก” ฮันน่ายิ้ม “บางพื้นที่ของเมืองรัตติกาลเป็นพื้นที่แออัด การเอาของมีค่าไปอาจจะทำให้ถูกปล้นเอาได้น่ะ”

ทั้งคู่เดินออกจากถนนเส้นใหญ่ที่มีรถม้าขับผ่านและเดินมาถึงบริเวณที่มีแต่ถนนเส้นเล็กและกลาง ห้องแถวและบ้านเช่ามากมายปรากฎแก่สายตา พวกมันทั้งดูเก่าและทรุดโทรม ผู้คนเนื่องแน่นมากยิ่งกว่าเดิมซะอีก และถนนที่เล็กลงก็ทำให้ไม่มีรถม้าคันไหนขับผ่านเลยสักคัน

“แล้วพี่มาทำอะไรในแถบชุมชนแออัดแบบนี้กันคะ?” ยูริมองซ้ายมองขวา ตามเสาไฟและมุมตึกมีบรรดาเด็กหน้าตามอมแมมเฝ้ามองดูทั้งคู่ด้วยแววตาประหลาด เมื่อพยายามมองเพ่งให้ดีๆพวกนั้นก็มักจะหนีหายไป 

“สอนการใช้ชีวิต” ฮันน่าบอกพลางจับหมวก “ถึงยูริจังจะเป็นเด็กก็เถอะ แต่พี่คงอยู่ดูแลไม่ได้ตลอด เลยอยากพามาดูสถานที่อันตรายแบบนี้ แน่นอน ไม่ต้องกลัวอันตรายจริงๆหรอก มีพี่อยู่ทั้งคน”

เลยพาเด็กสาวตัวเล็กๆอายุเจ็ดขวบมายังแหล่งเสื่อมโทรมของชุมชนแออัด? เจริญล่ะ

“ดูนั่นยูริจัง เห็นเด็กๆที่กำลังเต้นอยู่ตรงนั้นรึเปล่า” ฮันน่าชี้ให้เด็กสาวดู เมื่อมองไปก็พบกับบรรดาเด็กที่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงกำลังเต้นและร้องเพลงด้วยจังหวะและทำนองที่แสนจะประหลาด หน้าตามอมแมมแต่ก็ดูมีความสุข เสื้อผ้ามีรอยปะขาดหลายจุด

“เห็นค่ะ” เธอตอบ ก่อนจะเสริมภายในใจว่าเคยเห็นมานับร้อยครั้งแล้วในโลกเก่า “พวกนั้นกำลังหาเงินหรืออะไรแบบนั้นเหรอคะ?”

ฮันน่าพยักหน้าเบาๆ เธอยิ้มเล็กๆพลางมองไปยังเด็กพวกนั้น มีชายคนหนึ่งเดินสวนพวกเธอไป ชายคนนั้นชะงักและมองกลุ่มเด็กๆที่กำลังร้องเพลง อมยิ้มเล็กน้อยราวกับนึกถึงอดีตบางอย่าง ก่อนจะเดินต่อไป

“ถึงจะน่าเอ็นดู แต่ก็อันตราย” ฮันน่าอธิบาย “เห็นผิวที่ซีดเซียวและกระดูกที่ปูดโปนพวกนั้นรึเปล่า นั่นเกิดมาจากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอน่ะ ผิวของคนแถบนี้จะคล้ำเพราะสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ที่นี่คือถนนเตาไฟ เป็นถนนที่รวมตัวคนจรจัด ขอทานและชนชั้นล่างเอาไว้ด้วยกัน

ถ้ายูริจังมีโอกาสได้มาที่นี่ อย่าพกของมีค่าหรือแต่งตัวให้ดูมีภูมิฐานโดยเด็ดขาด เห็นชายคนนั้นที่กำลังหงุดหงิดรึเปล่า หมอนั่นพึ่งจะโดนล้วงกระเป๋าไปเมื่อกี้น่ะ”

เพราะสายตาที่เฉียบคมของแวมไพร์ ทำให้ฮันน่ามองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในที่แห่งนี้ เธอระบุได้ด้วยซ้ำว่าเด็กคนที่ขโมยกระเป๋าไปมีหน้าตาเป็นยังไง และกลิ่นก็บอกได้ยันที่อยู่อาศัยของอีกฝ่าย

กลิ่นเหม็นเน่าของท่อระบายน้ำ และมีกลิ่นของเด็กคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในที่เดียวกัน ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะอยู่อาศัยกันในที่แห่งนั้น ท่อระบายน้ำอันเหม็นเน่า

เมื่อฮันน่ามองมาทางเด็กสาว เธอก็พลันประหลาดใจ อีกฝ่ายดูไม่สนใจ สงสาร หรืออะไรเลย ราวกับคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ดี

เด็กคนนี้คือใครกันแน่นะ ฮันน่าตั้งคำถามกับตัวเองในใจ บางทีเราควรจะหาทางคืนความทรงจำให้อีกฝ่าย บางทีการพาเดินทั่วเมืองอาจจะทำให้ยูริจังคิดอะไรออกก็ได้

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเธอถึงพายูริมาที่นี่ แต่ดูเหมือนความทรงจำของอีกฝ่ายจะไม่กลับมาง่ายๆ

แวมไพร์สาวไม่รู้เลยสักนิดว่าไอ้เรื่องความจำเสื่อมอะไรนั่นมันเรื่องโกหกทั้งเพ 

“เข้าใจแล้วค่ะ” ยูริพยักหน้าเบาๆ “ดูเหมือนบางคนจะจ้องพวกเราตาเป็นมันเลยนะคะ”

“เพราะยูริจังในฮู้ดน่ารักมากไงล่ะ” ฮันน่าเอ่ยด้วยทีเล่นทีจริง “อีกเหตุผลคงเพราะพวกเราดูเป็นคนมีเงินด้วยล่ะมั้ง อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนของถนนเตาไฟแน่ๆ พวกนั้นคงคิดกันแบบนั้น รีบไปกันดีกว่านะยูริจัง”

ทั้งคู่หันหลังและตัดสินใจเดินจากถนนเส้นนั้นไป ยูริหันมามองด้านหลังเป็นระยะ มุมปากยกยิ้มราวกับคิดอะไรได้บางอย่าง 

หลังจากนั้นไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ออกจากเขตชุมชนแออัดและมาถึงถนนเส้นใหญ่ที่มีรถม้าแล่นไปมา ฮันน่าพาเธอเดินเข้าไปในตรอกขนาดกลางที่ไม่แออัดเท่ากับถนนเตาไฟ แต่ก็น่าอึดอัดอยู่ดี

“เลี้ยวหัวมุมไปหน่อยจะมีร้านคาเฟ่ บรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เจ้าของร้านเป็นมิตรมาก และกาแฟก็อร่อย–อ๊ะ จริงสิ ยูริจังยังดื่มกาแฟไม่ได้นี่น่า”

หลังจากสำรวจไปจนทั่ว ฮันน่าก็พาเธอมายังถนนสายใหญ่ที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางจำนวนมาก พื้นที่บริเวณนี้ไม่ปรากฎให้เห็นเด็กจรจัดหรือเด็กขอทานเลยแม้แต่คนเดียว แถมยังมีตำรวจในเครื่องแบบที่กำลังลาดตระเวนอยู่ด้วย เธอเห็นคนกำลังโดนซ้อมอยู่ และคนที่ซ้อมก็คือชาวบ้านธรรมดาๆหลายคน ตำรวจพยายามเข้าไประงับสถานการณ์ ดูเหมือนจะเป็นการวิ่งราว แล้วคนวิ่งราวถูกกระทืบ

ให้ตายสิ รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมานิดหน่อย นี่มันนานเท่าไหร่แล้วนะนับตั้งแต่ที่มายังโลกใบนี้ เธอไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะฆาตกรต่อเนื่องมานานมากแล้วนะ

จะให้ฆ่าฮันน่ามันก็ได้ แต่แบบนั้นเธอน่าจะตายตามไปในไม่กี่วันเพราะไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้แน่ๆ บ้านดันตั้งอยู่ใจกลางป่าเขานี่น่า แถมฮันน่ายังเป็นคนบอกอีกด้วยว่าพวกสัตว์อันตรายในป่าอาทิเช่นหมีแดงไม่กล้าเข้าโจมตีบ้านเพราะมีเธออยู่ แบบนั้นแปลว่าถ้าฮันน่าตายเธอน่าจะโดนฆ่าแน่ๆ–

“และที่นี่คือหอสมุดน่ะ” ฮันน่าชี้ไปยังอาคารสูงตระหง่านเบื้องหน้า หน้าอาคารมีแผ่นกระจกใสเป็นจำนวนมากทำให้มองเห็นข้างใน ด้านในมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่มากมายที่ด้านในจะเต็มไปด้วยหนังสือ และมีหมวดหมู่แยกเอาไว้อย่างชัดเจน

“เข้าไปได้รึเปล่าคะ?” ยูริหันไปถามอีกฝ่าย เธอเล็งเห็นโอกาสแล้ว ห้องสมุดนี่จะเป็นแหล่งในการหาข้อมูลชั้นเลิศเลย ถ้าเธอรู้เรื่องของโลกใบนี้มากขึ้น เธอก็น่าจะสามารถนำข้อมูลพวกนั้นไปใช้ทำลายโลกนี้ ควบคุมมัน หรือทำลายมันจากข้างในได้

เหมือนที่เคยทำในโลกเก่า

“ได้นะ แต่อย่าเสียงดังล่ะ มาดามแองเจลิก้าไม่ชอบเด็กสักเท่าไหร่” ฮันน่าบอก พี่สาว คนแบบนั้นไม่ควรมาทำงานในที่แบบนี้นะ ถ้าไม่ชอบเด็กนักทำไมไม่ไปทำงานในโรงรับเลี้ยงเด็กกำพร้าล่ะ จะได้ทรมานเด็กได้ทุกวันเลย

เด็กสาวไม่เข้าใจเอาซะเลย ถ้าไม่ชอบอะไรก็ควรหาทางเข้าใกล้สิ่งนั้นและทรมานมันสิ แบบนี้ชีวิตจะไปมีสีสันอะไร

เด็กสาวผลักประตูกระจกเข้าไป ฮันน่าเดินตามมาติดๆ ดูเหมือนวันนี้คนจะน้อยเป็นพิเศษ ทางเคาน์เตอร์ที่เป็นที่ของบรรณารักษ์มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ ร่างอ้วนท้วม ผมหยิกสีขาว สวมแว่นตาทรงกลม ใบหน้าดูเหมือนคนฉุนเฉียวตลอดเวลา และกำลังหลับอยู่

ทั้งคู่เดินเข้าไปอย่างเงียบๆและเมินอีกฝ่ายไป ดูเหมือนว่าแม้แต่ฮันน่าเองก็จะไม่ต้องการปลุกหญิงชราหน้าตาดุร้ายคนนี้ 

“ยูริจังอย่าไปไหนไกล ให้อยู่แถวๆหมวดหมู่ประวัติศาสตร์นะ เดี๋ยวพี่จะไปหาของที่ต้องการก่อน” ฮันน่าบอก

“ของที่ต้องการเหรอคะ?”

“หนังสือทำอาหารน่ะ อยากฝึกทำเมนูใหม่ๆดูบ้าง”

วาคาดะ ซายูริพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอชี้ไปยังชั้นหนังสือที่มีป้ายของหมวดประวัติศาสตร์ติดเอาไว้

“งั้นหนูไปที่นั่นนะคะ อาจจะไปหาตรงหมวดหมู่อื่นด้วย”

ฮันน่าพยักหน้า ก่อนจะกำชับ

“ยังไงก็อย่าไปไหนไกล และอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด”

นี่คิดว่าเธอเป็นเด็กรึไง เธอกำลังพูดกับอดีตฆาตกรที่อันตรายที่สุดอยู่นะ ไม่หลงกลตามคนแปลกหน้าแบบเด็กๆหรอกน่า กลับกัน คนพวกนั้นต่างหากที่ต้องระวังน่ะ 

ดูเหมือนว่ายูริจะลืมไปว่าร่างกายตอนนี้เป็นแค่ของเด็กเจ็ดขวบเท่านั้น

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แยกกันไปค้นหาหนังสือที่ตัวเองต้องการ ยูริตัดสินใจเดินไปยังหมวดประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้มากยิ่งขึ้น ส่วนฮันน่าเดินไปยังหมวดหมู่การทำอาหาร

ทั้งคู่เริ่มตามหาข้อมูลที่ตัวเองต้องการ….

ฉันก็แค่อยากตาย แต่ไหงต้องมาเกิดใหม่ด้วยล่ะ!

ฉันก็แค่อยากตาย แต่ไหงต้องมาเกิดใหม่ด้วยล่ะ!

Status: Ongoing
“ฉันก็แค่อยากตาย แต่ไหงต้องมาเกิดใหม่ด้วยล่ะ!” เรื่องราวของหญิงสาวนางหนึ่งที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง เธอถูกตำรวจวิสามัญตายตรงหน้าผา ขณะที่กำลังจะตายนั้นเธอก็ปลงกับตัวเองไปแล้วและอ้าแขนยอมรับจุดจบของตัวเองอย่างเต็มใจ แต่ช้าก่อน! เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีเธอก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ต่อหน้าตัวตนอันยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ เทพเจ้า! เทพธิดาอโลวีนัสได้ยื่นข้อเสนอให้กับเธอว่าจะมอบชีวิตใหม่ ในโลกใบใหม่ โลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และปรากฎการณ์ลึกลับเหนือธรรมชาติ และจะมอบพลังวิเศษที่แข็งแกร่ง หรือที่คนชอบเรียกกันว่าสกิลโกงเอาไว้ให้ “ไม่เอา” ฆาตกรสาวปฏิเสธเสียงแข็ง “ฉันไม่อยากไปเกิดใหม่” “ยังไงเจ้าก็ต้องไปเกิดใหม่” น่าเสียดายที่ท่านเทพของเราเอาแต่ใจไปนิดและไม่ยอมทำตามคำขอของหญิงสาว “ก็ได้ แต่ส่งฉันไปเกิดใหม่ในสภาพไร้พลังซะ” เธอรู้ว่ายังไงก็ไม่อาจฝ่าฝืนพระบัญชาแห่งเทพได้ เลยจะไปเกิดใหม่พร้อมกับปฏิเสธสกิลโกงที่อีกฝ่ายจะมอบให้ทั้งหมด “ทำไม?” ท่านเทพถามด้วยความประหลาดใจ “เพราะฉันจะกลับมาและเอาชนะแกในสักวันหนึ่ง แต่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้สกิลโกงอะไรนั่น” “ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าทำได้ก็ทำ” “พนันกันไหมล่ะ?” ด้วยเหตุนั้นเอง เรื่องราวของฆาตรกรต่อเนื่องสาวที่ไปเกิดใหม่โดยมีเป้าหมายเป็นการโค่นทวยเทพทั้งๆที่ตนไร้พลังก็ได้เริ่มต้นขึ้น

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท
Close Ads แทงบอลออนไลน์
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตออนไลน์
Click to Hide Advanced Floating Content สมัคร ufabet
Click to Hide Advanced Floating Content สล็อตฟรีสปิน